ภําพท่ี ๖ เส้นทํางอพยพของบรรพสตรีเอเชีย และผัง mtDNA (Family Tree DNA)
ไทยมีแฮปโลกรุป O2a O3 และ O1 ใกล้เคียงกับ ลาว ซึ่งการศึกษาไทยและลาว๑๓ ๕ กลุ่มคือ กลุ่มภาษา ไท - กะไดพบ (ไทย ๙๐.๕ และลาว ๖๗.๗ %) ออสโต เอเชียติก (๔ และ ๒๔.๔ %) ออสโตนีเชีย (๒ และ ๐ %) จนี -ทเิบต(๓.๒และ๐.๓%)และมง้ -เมยี่ น(๐.๓และ๐)๑๔ โดยกลุ่มออสโตรนีเซียนลงมาจากตอนใต้จีนก่อน สว่ นไท - กะไดอพยพมาเมอื่ ๒ - ๓ kBP ประกอบดว้ ยผไู้ ท ไทยขอนแก่น ไทยเชียงใหม่ ลาวซ่ง ไทยภาคเหนือ ไทยโคราช ไทล้ือ ไทยอง ไทเขิน ไทยวน ไทใหญ่ (ฉาน) และคนเมือง พบว่าชายไทและลาวมีทางพันธุกรรม เหมอื นกนั (O1b* และ O2a*) แตเ่ พศหญงิ มคี วามแตกตา่ ง เชน่ เดยี วกนั ชายไทและจนี ทเ่ี หมอื นกนั (O*) แตเ่ พศหญงิ จีนกลับเหมือนทิเบตมากกว่า
การตรวจบรรพบุรุษเพศหญิง mtDNA
ในจานวนจีโนมมนุษย์จานวน ๓ ล้านคู่เบสนั้น มี mtDNA ๑๖,๕๖๙ คู่เบส ที่ประกอบด้วย ๓๗ ยีนส์ ๑๕,๔๖๙ คู่เบส และอีก ๑,๑๐๐ คู่เบสไม่ใช่ยีนส์ แต่ทา หน้าท่ีควบคุมการจาลองดีเอ็นเอ และแปรผันตามลาดับ
เบสสูง (HVR) โดยแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ HVR I (ตาแหน่ง ๑๖๐๒๔ - ๓๘๓) HVR II (๕๗ - ๓๕๒) HVR III (๔๓๘ - ๕๗๔)๑๕ ตามภาพที่ ๕ ถ่ายทอดผ่านเพศหญิง และ ไมร่ วมตวั ใหม่ มวี ธิ ที ดสอบ ๒ แบบ คอื แบบเกา่ ตรวจพนื้ ท่ี ดูตาแหน่ง HVR I, HVR II และแบบใหม่ Sequence Entire mtDNA Genome
พบการอพยพของสตรี จากอัฟริกาเข้าเอเชียกลาง ประมาณ ๔๐ – ๗๐ kBP๑๖ สู่อินเดีย นาโดยกลุ่ม N แยกเข้าสู่ทิเบต ยูนนาน และตอนกลางจีน พบกลุ่ม CZ A B F G Y N9 R9 M7,8,9,10 อยู่ทั่วจีน ต่อมาหลัง ๓๐ kBP สาย F ลงมายงั อาเซยี น B และ E ไปตามเกาะรวมกบั M ที่แยกตัวจากกลุ่ม N ตั้งแต่แรกผ่านอินเดียเข้าสู่ สุวรรณภูมิ อินโดนิเซีย และออสเตรเลีย (๔๐ – ๖๐ kBP) โดยมเีสน้ ทางการอพยพและแผนผงั mtDNAตามภาพที่ ๖ สาหรับการศึกษา mtDNA ในไทยมีการศึกษามาแล้ว ๒๘ ครั้ง ตามกลุ่มภาษา ๕ กลุ่มเช่นเดียวกับ Y - DNA๑๗ พบแฮปโลกรุป F1 B5 B6 C7a M* M7 M12 M21และ R9 เปรียบเทียบกับเพศชายได้ตามภาพที่ ๗ ท้ังชายและ หญงิสรปุไดว้า่หลกัฐานดเีอน็เอทอ่ีตัราความถลี่ดลงจาก
๑๓ วิภู กุตะนันท์ ดีเอ็นเอไมโทคอนเดรีย: เคร่ืองมือติดตํามประวัติกํารสืบเชื้อสํายประชํากร, KKU Sci. J. 40(3) 708-719, 2012 ๑๐ วิภู กุตะนันท์ ล ด. หน้ํา ๗๗ ๑๔ Wibhu Kutanan et al. “Contrasting Paternal and maternal genetic histories of Thai and lao Populations,” https://doi. org/10.1101/509752, posted Jan 3, 2019.
๑๕ วิภู กุตะนันท์ ล ด. หน้ํา ๗๑๕
๑๖ FamilyTreeDNA, mtDNA Migration Map
๑๗ Wibhu Kutanan et al. “NE INSIDE FROM Thailand into the maternal genetic history of Mainland Southeast Asia,”EU Journal of Human Genetics, 26:898-911, 2018
นาวิกศาสตร์ 50 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ภําพท่ี ๗ ภําพซ้ํายกํารศึกษําแฮปโลกรุปเพศหญิง mtDNA (Wibhu, 2019) และ ภําพขวําแฮปโลกรุปเพศชําย Y - DNA ของไทย (Wibhu, 2018)
ใตข้นึ้เหนอืระบวุา่เอเชยีตะวนัออกสว่นใหญอ่พยพมาจาก อาเซียน๑๘ เป็นหลัก แบบก้ามปูเป็นรอง
การวเิ คราะหป์ ระวตั ศิ าสตรไ์ ทยดว้ ยลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม ร่วมกับแนวทางเดิม
การวิเคราะห์ทางพันธุกรรม ๕ กลุ่มภาษาข้างต้น ท่ีเดินทางจากอินเดียเข้าสู่จีนน้ัน สอดคล้องกับตานาน “เจ้าตระกูลเมือง”๑๙ รัฐน่านเจ้าว่าสืบเชื้อสายมาจาก มคธราษฎร์ พระเจา้ อโศกมหาราช กบั นางเขยี นเมอื งควาย
มีโอรสชื่อตีเมืองซูต่อมาตีเมืองซูมีโอรส๙คนเป็นต้น ตระกลู เผา่ ตา่ ง ๆ ในจนี คอื ซฟู หู ลา้ ตระกลู อ้ี (หย)ี ซเู ตยี น ต้นตระกูลโท้ (ทิเบต) ซูนาตระกูลฮั่น ซูชวนตระกูลม่าน (ขึ่นม่าน) ซูตกตระกูลน่านเจ้า ซูโถตระกูลลังกา ซูดิน ตระกูลญวน ซูส่งตระกูลชินกะ (แคว้นผาซ่ือ) และซูสู่ ตระกูลหยีขาว (ไป่หยี) ท้ังน้ีเจ้าซูส่งมีลูกหลานครอง อาณาจกั รนา่ นเจา้ จนสน้ิ สดุ ทถี่ กู มองโกลยดึ ครอง ทงั้ หมด อยู่ในจีนหลัง ๕๐ kBP
ภําพที่ ๘ ภําพซ้ํายเส้นทํางของคํา “คึ” และภําพขวําเส้นทํางของคํา “ปอ”
๑๘ Lee, H. and Clontz, J. 2012 “reviewing the prehistoric linguistic relationships of the Tai-Kadai language family and its putative linguistic affiliations” Silapasart Journal 4(1): pp.20-38.
๑๙ พลําดิศัย สิทธิธัญกิจ, ประวัติศําสตร์ไทย (กรุงเทพฯ ฝ่ํายโรงพิมพ์ บริษัทตถําตํา,๒๕๔๗), หน้ํา ๒๘๓-๒๘๕
นาวิกศาสตร์ 51 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ยุคดึกดาบรรพ์ (๖๐,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ BC) ไทอยู่ในจีน มานาน
ประวตั ศิ าสตรไ์ ทอาหมระบวุ า่ ฟา้ เปน็ มติ ๒๐ (สางเหนอื ) เป็นผู้สร้างโลกและคน คัมภีร์พุทธมหาวงศ์กล่าวว่าชาว ไทใหญ่เช่ือว่าขุนสางหลวงมาแก้ปัญหาไฟไหม้ น้าท่วม จนคนไทแต่งงานมีลูกหลานสืบมา๒๑ ชาวไทในเวียดนาม เชื่อว่าพญาแถน น้าเต้าปุ้ง เป็นต้นกาเนิดคนไท๒๒ เช่นเดียวกับพงศาวดารล้านช้าง๒๓ ชาวจ้วงเช่ือในปู่รู้ทั่ว และแม่นกจั๊บ๒๔ ไทลื้อเชื่อว่ามนุษย์คู่แรกของไทคือ ปู่สังคะสาย่าสังคะสี๒๕ เพศแม่เป็นใหญ่ ต้ังเมือง “สี” หากรวมคาว่า “อาน” ที่หมายถึงที่อาศัย (อานม้า) จะเปน็ “สอี าน”สอดคลอ้ งตามเรอื่ งเลา่ โบราณ“ฟา้ สอี าน/ พระศรอี ารย”์ ซง่ึ อาจเปน็ ยคุ แรกทขี่ นุ วจิ ติ รมาตราระบวุ า่ กาเนิดชนชาติไทคืออาณาจักรอ้ายลาว ๗ kBP๒๖ หนังสือปกปุ่มเครือเมืองไต กล่าวถึง “เหง้าเผเชื้อเครือไต” ว่าอพยพมาจากเหนือของแม่น้าแยงซีเกียงประมาณ ๕.๕ kBP๒๗
การค้นพบศพสตรีที่ “บ้านปอ”๒๘ (๖.๕ kBP) สนับสนุนวัฒนธรรมไทเร่ืองสตรีเป็นใหญ่ พบคาว่า “ปอ” มากมายเช่น แคว้น “ซีปอ” ในพม่า ๕๐๐ BC อา้ งโดยดอดด๒์ ๙ เมอื ง “ปอ” ใตเ้ สฉวนตน้ ทาง “ปอนา่ น” ไปพม่า เมือง “ปอ” (๒๒๐๐ BC) ของสางใกล้ทะเล “ปอไห่” ซึ่งนอกคาว่า “ปอ” แล้วพบคา “คึ (ใหญ่ หรือแผ่นดิน)”๓๐ เมือง “ผีอึงคี” แม่น้า “สางคึ” “เจ้าคึ
(Gaoge)” เมอื งหลวงสาง (๑๑๐๐ BC) รวมทง้ั “หว้ ยค”ึ (Hwuy-ke๓๑, Guiji) (๒๒๐๐ BC) และวัฒนธรรม คสึ งิ จว้ ง (Ke-xing-zhuang II)๓๒ ในยคุ เขาลงุ (Longshan) ทมี่ กี ารเผากระดกู ทา นายเหมอื นราชวงศส์ าง และไทใหญ่ ภาพที่ ๘ แสดงเส้นทางของคาว่า “คึ” และ “ปอ”
ภําพที่ ๙ คําไทในดินแดนยุคสํามปฐมกษัตริย์
ภําพท่ี ๑๐ ดินแดนเผ่ําต่ําง ๆ ยุค ๓ กษัตริย์ (Wikipedia)
๒๐ รณี เลิศเล่ือมใส ล ด. หน้ํา ๑๐๒
๒๑ สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธ์, ประวัติศําสตร์ไทใหญ่ (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สร้ํางสรรค์, ๒๕๔๔), หน้ํา ๑๓
๒๒ ภัททิยํา ยิมเรวัต, สิบสองจุไท (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สร้ํางสรรค์ จํากัด, ๒๕๔๔), หน้ํา ๑๑
๒๓ พลําดิศัย สิทธิธัญกิจ (กรุงเทพฯ: ฝ่ํายโรงพิมพ์ บริษัทตถําตํา พับบลิเคชั่น จํากัด, ๒๕๔๗), หน้ํา ๒๙๐ - ๒๙๑
๒๔ ฉัตรทิพย์ นําถสุภํา วัฒนธรรมไทโบรําณ และอุษํา เจริญโลหะกุล วัฒนธรรมไทโบรําณชนชําติจ้วง กับควํามเข้ําใจวัฒนธรรมไทย (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ สร้ํางสรรค์ จํากัด, ๒๕๖๒), หน้ํา ๔๖ - ๔๘
๒๕ ยรรยง จิระนคร และ รัตนําพร เศรษฐกุล, ประวัติศําสตร์สิบสองปันนํา (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์วิถีทัศน์, ๒๕๔๔), หน้ํา ๑
๒๖ กัญญํา ลีลําลัย ล ด. หน้ํา ๑๔๔
๒๗ สมพงศ์ วิทยศักด์ิพันธ์ ล ด. หน้ํา ๑๙
๒๘ ทวีป วรดิลก ประวัติศําสตร์จีน (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สุขภําพใจ, ๒๕๔๗), หน้ํา ๔๔
๒๙ Ping He, “Re-exploring the early History of tai People,” pp.1-12
๓๐ รณี เลิศเลื่อมใส ล ด. หน้ํา ๑๐๓
๓๑ James M. Hargett “Guiji? Guiji? Huiji? Kuaiji?: Some Remark on an Ancient Chinese Place-name,” University of Pennsylvania, SINO- PLATONIC PAPERS, 234: 1-32, March 2013
๓๒ Paola Dematte “Longshan Erra Urbanism: The Role of Cities in Predynastic China,” Asian Perspective 38(2:119-153,) Fall 1999.
นาวิกศาสตร์ 52 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
หลังชาวจีน (เซ่ีย) ที่เข้ามาจากนอกด่าน สร้าง วัฒนธรรมหยางเส้าเรียกไทยว่า “เสียน” และพบ คา วา่ เสยี นมากมาย เชน่ เรยี กเขตการปกครองวา่ “เสยี น” ถ้าเสียน (๒๐ kBP) เรียกไทว่า “เสียนหลอ” พบเมือง โบราณจมอยู่ใต้ทะเลสาบฟู่เสียน พบพีระมิดและ โคลีเซียม ท่ีอารยธรรมไม่ด้อยกว่าอียิปต์๓๓ คาดว่าสร้าง บนหน้าผาและยุบตัวลงใต้ทะเลสาบในยุคแถน (Dian) ชาวไทรอดตายจากน้าท่วมด้วยน้าเต้าแห้งที่เป็นแพ หรือเสื้อชูชีพ สอดคล้องกับตานานน้าท่วมโลก คนไท เกิดจากน้าเต้า พบเรียกช่ือต้นแม่น้าแดงในเวียดนามว่า หวันา้เตา้๓๔เชอื่ในองคเ์ทพ“แถน”วา่ลงโทษสงั่นา้ใหท้ว่ม และตามมาช่วยภายหลัง ส่วนไทฝั่งซ้าย แม่น้าลานช้าง เช่ือในเทพ “สางฟ้า” ชาวไทฉานเช่ือว่าตนคือบุตรของ เทพสวรรค์ (สาง) ซ่ึงมาปกครองชาวโลก๓๕ ภาพที่ ๙ แสดงการเชอ่ื มโยงคา ทเ่ี กย่ี วกบั เผา่ ไทในชอื่ เมอื ง ลกั ษณะ ทางภูมิศาสตร์โบราณ
หลกั ฐานภาพฝา่ มอื สแี ดงบนหนา้ ผาเหนอื แมน่ า้ ฮวงเหอ ใต้ แม่น้าสางเจียง ฝ่ามือที่จ้าวเจียง ฮ่ัวซัน และที่ผาลาย กวางสี ปจั จบุ นั พบวา่ มกี ารวาดเกา่ แกท่ สี่ ดุ ถงึ ๑๖,๐๐๐ ปี สันนิษฐานว่าวาดโดยไทหลอ๓๖ ตรงกับหลักฐานทาง พันธุกรรม ไท และจีน ที่อพยพมาด้วยกันใน ๖๐ kBP๓๗ ชายกลุ่ม O และหญิง M N B F จึงสอดคล้องกับแนวคิด คุณลิขิต ฮุนตระกูล ท่ีเช่ือว่าไทและจีนเริ่มต้นวัฒนธรรม มาดว้ ยกนั ตงั้ แตส่ มยั สรา้ งโลก๓๘ หมอดอดดร์ ะบวุ า่ ชาวไท ต้ังรกรากในจีนแบบถาวรมาหลายพันปีก่อนที่จีนจะ
เขา้ มา๓๙ โดยอยมู่ านานกอ่ นจนี ประมาณ ๑,๐๐๐ ปี และ ยอมให้จีนแทรกเข้ามาทากินเป็นพลเมืองด้วย๔๐
ไทย จีน และเผ่าอ่ืนอยู่ท่ัวไปในจีน
นอกจากพบหลักฐาน mtDNA จากศพสตรีในถ้า เทียนหยวน อายุ ๔๐,๐๐๐ ปี ใกล้นครปักกิ่ง๔๑,๔๒ เป็นแฮปโลกรุป B เหมือนกับที่พบตอนเหนือของจีน ไทย ไต้หวัน และบางส่วนในอเมริกา ต่างจากสตรีจีน ที่ mtDNA ๙๔% เป็นกลุ่ม M N และ R หากพิจารณา คนไทยตามกลุ่มภาษาไท - กะไดข้างต้น และเทียบเคียง กับหลักฐานโบราณด้านช่ือเมืองสถานที่แม่น้าภูเขา จะจัดกลุ่มไทรุ่นแรกในจีนได้คือ
เสียน (Xian) ตระกูลย่าสังคะสี พบท่ัวจีน เอี้ยน หรือเย็น (Yan/Yen) ยุคเดียวกับเสียน พบเสิ้นหนง เขตเอ้ียนท่ีรบกับฟู่ซี จักรพรรดิเอี้ยนที่ทาสงครามกับ จักรพรรดิเหลือง เจ้าเย็นผู้นาไทสมัยเซ่ีย หลังสางล่ม ราชนิกูลสางได้ปกครองเอ้ียน และเป็นรัฐสุดท้ายท่ีถูก จนิ๋ ซยี ดึ ครอง๔๔ หลงั ราชวงศส์ างลม่ เสยี นเหนอื (XianBei) และเอย้ี นตกคา้ งดา้ นบนแถบแควน้ สางและไท ถกู ซง่ หนู กวาดต้อนเป็นทาสบ่อยครั้ง ถูกกลืนภาษา บางส่วน เข้าเกาหลี และญี่ปุ่นแต่ยังพบดีเอ็นเอท่ีสอดคล้องกับ ไทย (O1a) ผลการศึกษาสตรีชาวซ่งหนู โทปาเซียนเป่ย และมู่รงเสียนเป่ยสอดคล้องกันระหว่างเอเชียตะวันออก และไซบีเรีย๔๕
๓๓ Sutherland, A. “Underwater City: Unveiling the secrets at the bottom of Fuxian Lake, June 13, 2015 ๓๔ ภัททิยํา ยิมเรวัต, ประวัติศําสตร์สิบสองจุไท (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สร้ํางสรรค์จํากัด, ๒๕๔๔), หน้ํา ๑๕๐.
๓๕ http://www.sacredsites.com2asia/china/sacred_mountains.html (Accessed: 8/8/2009)
๓๖ Wikipedia, Retrieved 9 Sept 2020
๓๗ วิภู กุตะนันท์ ล ด. หน้ํา ๗๑๐
๓๘ กัญญํา ลีลําลัย ล ด. หน้ํา ๙ (อ้ํางอิงคํากล่ําวของลิขิต ฮุนตระกูล ในปี ๒๔๙๔)
๓๙ Chris Baker “From Yue to Tai,” Journal of Siam Society, 90.1 & 2, 2002.
๔๐ อุดม เชยกีวงศ์, ประวัติศําสตร์ชําติไทย (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์แสงดําว, ๒๕๕๓), หน้ํา ๔๒.
๔๑ Sergio Prostak, DNA Analysis Reveals Common Origin of Tianyuan Human and Native Amercans, Asians, Jan 24, 2013.
๔๒ Qiaomei Fu et al. “DNA analysis of an early modern human from Tainyuan Cave,” China, PNAS, Vol. 110, No.6, 222: Feb 2103. ๔๓ Yong-Gang Yao et al. “Phylogeographic Diffrentiation of mtDNA in Han Chinese,” Am. J. Hum. Genet. 70:6353651.
๔๔ Watson Burton Ibid. p.7.
๔๕ Haijing Wang et al. “Molecular genetic Analysis of Ramainings from Lamadong Cemetry, Liaoning, China”, Am J Phys Antropol. 134(3): 404-11 Nov 2004.
นาวิกศาสตร์ 53 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
หลอ (Lou) ต้ังอยู่บริเวณลุ่มแม่น้าหลอ แคว้น หลอ - ลาน (Lou - Lan) เมืองเจ้าหลอ (Zhoulu) เมืองหลอ (Lou) ลั่วหยาง (LouYang) ต่อมาลงใต้ ถูกฉิน ย้ายไปเสฉวน เสียนหลอท่ีไปสิบสองปันนา
ษาณ (Shan) อยู่เมืองปอบริเวณเขาไท (Taishan) ษาณซี และษาณตง ตั้งราชวงศ์สาง พบต้นตระกูลสางดา สางแดง ฉาน และไทอาหม
ซ่ง (Zhong) สืบเชื้อสายจากราชวงศ์สาง พบชื่อ กวนซ่ง เขาซ่ง พบไทดาในเวียดนาม ในฮ่องกงพบว่ามี บรรพบุรุษจากราชวงศ์สางโดยเว่น สี ฉี ลูกหลานชื่อ ปอ เป็นเจ้าแคว้นจิน ลูกหลานซ่งหลี่เม่ย ขุนพลเซี่ยงอี่หนี ไปอยู่สางคึ กาเนิดตระกูลซ่ง๔๖
ยวน (Yuan) โดยทั้งยวน และซ่งเดิมอยู่ใกล้กัน ในดินแดน “ซ่งยวน” หรือ “จงหยวน” หลังราชวงศ์ สางลม่ ถกู กกั อยดู่ า้ นบน และไดร้ บั ผลกระทบเหมอื นกลมุ่ เสยี น พบเมอื งไทยวน หลกั ฐานทางดเี อน็ เอประชากรใน มองโกลเลยี สอดคลอ้ งกบั ไทภู (Pu) ในปี ๑,๑๒๒ BC พบ อยู่บริเวณแม่น้าหานสุ่ยระหว่างเสฉวนกับหูเป่ย พบการ
ภําพท่ี ๑๑ ฟู่ซี นู่วํา ต่ํางหูนําคประมําณ ๕,๐๐๐ ปี (Wikipedia)
กล่าวถึงในสื่อจี้ว่าชาวภู (Pu) เป็น ๑ ใน ๘ เผ่าร่วมกับ โจวล้มราชวงศ์สาง๔๗ นอกจากน้ียังมี ผิง พบไทผิงแถบ เสียนเป่ย เมืองผิงหยางตอนเหนือ ถึงกบฏไทผิงทางใต้ ทนี่ า โดยฮกั กา๋ และหนานผงิ หลา่ วทท่ี า สสุ านบนหนา้ ผา๔๘
กลมุ่ อนื่ คอื จนี -ทเิบตอยแู่ ถบเขาขนุ ลนุ้ ทเิบต(ฝาง) ใกล้กับจีน เล้ียงสัตว์ร่วมกับเผ่าอื่น ประมาณ ๘ kBp พบมีอิทธิพลทางเหนือแถบมองโกเลีย ฝางทาสงคราม กบั สางถงั ยนื ยนั ดว้ ยลวดลายหนิ แกะสลกั ทพ่ี บเฉพาะจดุ ในแม่น้าจินฉา และพบทั่วไปทางตอนเหนือของจีนและ มองโกเลยี รวมทงั้ การตงั้ หนิ แบบทเิ บต กลมุ่ นบ้ี างสว่ นเขา้ เกาหลี และญปี่ นุ่ ประมาณ ๘ kBP ยนื ยนั ดว้ ยการสลกั หนิ ในเกาหลีใต้ ๑๙ แห่ง เช่น เชินเจินร่ีเมืองอุลซาน๔๙ และที่ญ่ีปุ่นเมืองฟูก็อปเป้ และเทมิยา พบท่ี Y - DNA แบบ O1a และลักษณะ mtDNA ของจีน - ทิเบต มีความ ใกล้ชิดกัน ต่างกับหญิงไทใกล้ชิดว้า ละหูมากกว่า๕๐
ออสโตรเอเชยี ตกิ พบบรเิ วณเขาเฮง่ เหนอื (Hengshan) ภายหลังถูกทิเบต - จีนผลักดันลงใต้มาอยู่เขาเฮ่งใต้
ภําพท่ี ๑๒ พีระมิดที่ใต้ทะเลสําบฟู่เสียน และที่สีอําน (Jame Gaussman & A. Sutherland)
๔๖ วิภู กุตะนันท์ ดีเอ็นเอไมโทคอนเดรีย: เครื่องมือติดตํามประวัติกํารสืบเชื้อสํายประชํากร, KKU Sci. J. 40(3) 708-719, 2012 ๑๐ วิภู กุตะนันท์ ล ด. หน้ํา ๗๗ ๔๗ Wibhu Kutanan et al. “Contrasting Paternal and maternal genetic histories of Thai and lao Populations,” https://doi. org/10.1101/509752, posted Jan 3, 2019.
๔๘ วิภู กุตะนันท์ ล ด. หน้ํา ๗๑๕
๔๙ FamilyTreeDNA, mtDNA Migration Map
๕๐ Wibhu Kutanan et al. “NE INSIDE FROM Thailand into the maternal genetic history of Mainland Southeast Asia,”EU Journal of Human Genetics, 26:898-911, 2018
นาวิกศาสตร์ 54 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
หลกั ฐานการเจาะหนิ เปน็ รปู ถว้ ย(Cupules)ตามภาพที่๑๔ ในมณฑลเฮ่อ หนานเขตเย่อ๕๑ เขตน่านโจว หินถ้วย บนฐานหินที่เจียงจุนหยาอายุ ๑๑ kBP สอดคล้องกับ ทุ่งไหหินของพวกคังคากในลาว ต่อเนื่องมายังพวกเขมร ทใี่ ชห้ นิ สรา้ งนครวดั นครธม และภายหลงั อยรู่ ว่ มกบั กลมุ่ O2a (๑๗ - ๒๘ kBP)๕๒ ที่มาจากอินเดียทางทวายมาหา ทองคาโภคทรัพย์ต่าง ๆ๕๓ และกลุ่มที่มาทางเรือโดย โกญฑัญญะในต้นคริสตกาลแฮปโลกรุป O3a3c
ออสโตรนเีชยี เคยอยบู่ รเิวณเฮอ่ เปย่ และเฮอ่ หนาน และเชอื่ วา่ ประมาณ ๔,๐๐๐ BC อยแู่ ถบแมน่ า้ แยงซเี กยี ง๕๔ ตอ่ มาถกู ออสโตรเอเชยี ตกิ ผลกั ดนั ลงใต้ และเขา้ สไู่ ตห้ วนั หลัง ๘ kBP เริ่มอพยพลงไปตามแนวซุนดา พบกลุ่ม O-M110 K-P79 และ mtDNA E M7c3 B4a1a ในมาดากสั การ์ และมาลาย๕ู ๕ ดเี อน็ เอทงั้ สองแบบยนื ยนั อพยพ ๒ ช่วง ๔ - ๕ และ ๘ - ๑๐ kBP๕๖ โดยออกจาก ไต้หวันประมาณ ๖ – ๘ kBP ประกอบด้วย E, M7c3, M9, B4a1 และ B4a1a อาจเป็นผลจากสงครามของ กษัตริย์เหลืองในยุทธการบ้านกวน เจ้าหลอ และสีเจ้า๕๗ ประมาณ ๒๕๐๐ BC ตามท่ีซือหม่า เชียน ระบุในสื่อจ้ี
ยคุ สามปฐมกษตั รยิ ์หรอื ซานหวง(๓,๕๐๐–๒,๗๐๐BC) จีนผลักดันชาวไทไปตอนกลาง และใต้
ชาวจีน มีกษัตริย์ท่ียิ่งใหญ่ ๓ องค์ ได้แก่ ฟู่ซี เสิ้นหนง และ นู่หัว ฟู่ซีมีบิดาเป็นเซี่ย มารดาชื่อ “หัวสี” แตง่ งานกบั ชอื่ “นหู่ วั ” สรา้ งอาณาจกั รแถบแมน่ า้ เหลอื ง ทาสงครามกับเสิ้นหนงเผ่าเอ้ียน (เย็น) ตามภาพที่ ๑๐ นู่หัวเป็นแม่ทัพหญิงช่วยแคว้นจี๋จากน้าท่วม ฆ่าเงือกดา
ภําพที่ ๑๓ กํารเพําะปลูกในจีน (World Atlas of History)
ภําพท่ี ๑๔ กํารสลักหินบูชําข้ําว และขุดหินแบบ Cupule (Jean Clottes)
(เผ่าเงือกไทดา) ซ่อมเสาสวรรค์โดยใช้ขาเต่า ไทเรียก ผู้นาเซี่ยแบบไทว่า “หัวเซี่ย” มีความเชื่อเรื่องนาค ทั้งฟู่ซี และนู่วาท่อนล่างเป็นนาค รวมทั้งการพบกาไลรูปเงือก อายุ ๔๐๐๐ ปี ตามภาพที่ ๑๑ ยืนยันความเชื่อเร่ืองนาค เหมือนไท และหลายเผ่ารวมทั้งพวกซ่งหนู และข่ึนม่าน แถบเสฉวน กุ้ยโจว๕๘ ไทและจีนมีความเชื่อเรื่องม่ิง๕๙
๕๑ Tang Huisheng, “New Discovery of Rock Art and Megalithic Sites in Central Pain China”, Rock Art Research 2012 V.29, NO.2 pp. 157 – 170.
๕๒ Gyaneshwer Chaubey et al. “Population Genetic structure in Indian Austroasiatic Speaker,” Mol Biol Evol. 28(2): 1013-24, Feb 2011. ๕๓ ประทุม ชุมเพ็งพันธ์, สุวรรณภูมิ ดินแดนทอง (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สุวีริยําสําส์น, ๒๕๔๖), หน้ํา ๕๙-๖๒
๕๔ เริงวุฒิ มิตรสุริยะ, ประวัติศําสตร์อําเซียน (กรุงเทพฯ: สํานักพมพ์ยิปซี, ๒๕๕๗), หน้ํา ๖๐
๕๕ Manfred Kayser “The impact of the Austronesian expansion: evidence from mtDNA and Y chromosomal Diversity in the Admiralty Islands of Melanesia,” Mol Biol Evol. 25(7): 1362-74, Jul 2008
๕๖ Pedro A. Soars et al. “Resolvig the ancestry of Austronesian-speaking Populations,” Hum Genet, 135: 309-326, 2016
๕๗ Wikipedia “Battle of Banquan & Battle of Zhoulu”, Retrieved July 24, 2000
๕๘ พลําดิศัย สิทธิธัญกิจ (อ้ํางอิงแล้ว), หน้ํา ๒๗๓ - ๒๗๖
๕๙ Burton Watson “Ssu-Ma Ch’ien: Grand Historian of China,” Columbia University Press, p.144 1963.
นาวิกศาสตร์ 55 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
แต่ขัดกันเรื่องการแต่งงานในเชื่อเรื่องเพศ ไทนับถือ สิทธิ์มารดาเป็นใหญ่ในครัวเรือน จีนนับถือสิทธิ์ทางบิดา ยกย่องผู้ชายเป็นใหญ่๖๐ จีนจึงเลือกแต่งงานกับทิเบต แม้ว ม้ง เย้า ซึ่งยืนยันด้วยหลักฐานทางพันธุกรรม mtDNAของหญิงจีนเหมือนทิเบต๖๑ม้งเย้ามากกว่า หญิงไท ส่วนเพศชาย Y - DNA เหมือนกัน (O, O1, O2 O3 และ C)
ในภาพรวมยุคนี้ไทหลายเผ่ามีสังคมอยู่รวมกันเป็น หมู่บ้านมานานต้ังแต่บ้านปอมาแล้ว เลี้ยงสัตว์ บางเผ่าปลูกข้าวฟ่าง ด้านใต้พบเผ่าเสียนทานาในท่ีลุ่ม๖๒ ตามภาพที่ ๑๓ หลักฐานทางโบราณคดีระบุว่าการปลูก ข้าวนาดาตอนใต้แม่น้าแยงซีเกียงเร่ิมมา ๑๐,๐๐๐ ปี๖๓ มาแล้ว ด้านศาสนานอกจากนับถือเทพสางฟ้า ก็เช่ือใน ไสยศาสตร์พบการทานายกระดูกตามที่พบในวัฒนธรรม เขาลุง แต่งงานข้ามเผ่าเข้าบ้านฝ่ายหญิง ทาสงคราม กบั จนี หลายครงั้ เครอ่ื งปน้ั ดนิ เผาสแี ดงและไมพ่ บศลิ ปะ ที่ชัดเจน
ยคุหา้จกัรพรรดิ(FiveEmperors:๒,๗๐๐–๒,๒๐๐BC)
จักรพรรดิองค์แรกคือ หวงตี้ตั้งถ่ินฐานตอนเหนือ ของมณฑลเหอเป่ย รบชนะจักรพรรดิเอ้ียน ปราบซืออิ๋ว และควาฟู่ที่ “ซะเสียน” สาหรับชาวไทในยุคนี้ กัญญา ลีลาลัย ระบุว่าโอรสองค์ท่ี ๒ ของหวงตี้ชื่อ “เจ้าเหา” (๒,๕๑๔ - ๒,๕๙๗ BC) ซงึ่ คนไทสว่ นหนงึ่ นบั ถอื เปน็ บรรพ ชน จากราชตระกูลไท - ไทย เป็นเจ้าภาษีท้องน้าตลอด ลุ่มน้าแดนจีน เร่ิมที่ลาน้าเฟิน และให้สืบตระกูลยศนี้ ไปตลอดยุคราชวงศ์จนถึงยุคพระเจ้าซุนทรง ให้น้องชาย
ต่างมารดาชื่อ “เสียง (สาง)” ไปครองนครฉางวู่ โดยนา ผู้คนไปต้ังรกรากที่นั่นด้วย๖๔ ก่อนหน้านี้สมัยพระเจ้า จงคงั คนไทตระกลู ไทย - ไทย ชอื่ “เจา้ เยน็ ” มคี วามชอบ ในการปราบกบฏ พระเจ้าจงคังจึงยก “นครหลอ” แถบ หเูปย่ให้ครองภายหลังย้ายจากแมน่า้สางเจียงลงมาอยู่ เมืองเผงเกียง มณฑลหูหนาน
ในยุคนี้ไทหลายเผ่าข้างต้น มีสังคมอยู่รวมกัน เปน็ เมอื ง เชน่ อา้ ยลาว ไทยมงุ ทา นาในทลี่ มุ่ ดา้ นศาสนา เชอื่ ในเทพสางรบั วฒั นธรรมการสลกั หนิ พบสลกั บชู าเทพี แห่งข้าวพบท่ีเจียงจุนหยา๖๕ เหมือนชาวนาไทยไหว้พระ แม่โพสพ ตามภาพที่ ๑๓ เชื่อในไสยศาสตร์เหมือนกับ ยุคสามกษัตริย์
ราชวงศ์ “เซี่ย” (๒,๒๐๐ - ๑,๖๐๐ BC)
ก่อต้ังโดย “อว่ี (Yu)” มีชื่อเสียงจากการแก้ปัญหา นา้ ทว่ มลมุ่ แมน่ า้ ฮวงโห โดยความชว่ ยเหลอื ของเผา่ ตา่ ง ๆ๖๖ ปกครองพ้ืนท่ีจงหยวน ชาวไทนาโดยฉ้ี๖๗ ได้รับรางวัล ไปปกครองพ้ืนท่ี “สาง” เมืองปอ ต่อมาพัฒนาเป็นรัฐ กษตัรยิอ์วี่จะมาบชูาบรรพบรุษุสางทเี่ขาไทและบชูาลม ห้วยคึ ศพถูกฝังในถ้า๖๘ ในห้วยคึ
ในยุคนี้ไทหลายเผ่าข้างต้น มีสังคมอยู่รวมกันเป็น เมืองใหญ่ ด้านศาสนาเช่ือในเทพสาง เช่ือในไสยศาสตร์ พบการทานายกระดูก แต่งงานข้ามเผ่าเข้าบ้านหญิง ไม่พบการทาสงคราม พบเครื่องปั้นดินเผา เตาสามขา กลองมโหระทึก แถบลุงซาน ทานาในท่ีลุ่ม ศิลปะ ลวดลายสัตว์ ไทสางคึมีการค้าขายกับดินแดนทางใต้ พบหลักฐานการเดินทางลงใต้นากลองมโหระทึก
๖๐ กัญญํา ลีลําลัย ล ด. หน้ํา ๑๕๔.
๖๑ Ming Liang-Gu, “Comparative Analysis of The Complete mtDNA genome Between Tibetan and Han Population”, Zhonghua Yi Xue Yi Chuan Xue Za Zhi, 25(4): 382-6, Aug 2008.
๖๒ สําเภํา พลธร พล.ร.อ. และคณะ แผนที่ประวัติศําสตร์โลก หน้ํา ๑๕-๑๖
๖๓ ฉัตรทิพย์ นําถสุภํา และ อุษํา โลหะจรูญ ล ด. หน้ํา ๕๕
๖๔ กัญญํา ลีลําลัย ล ด. หน้ํา ๑๔๔-๑๔๕
๖๕ Jean Clottes and Benjamin Smith, Ibid p.59-61
๖๖ ทวีป วรดิลก ล ด. หน้ํา ๕๑
๖๗ ด. หน้ํา ๖๓
๖๘ Burton Watson, op. cit. p.48 & 203
นาวิกศาสตร์ 56 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
วัฒนธรรมดงซอน รวมท้ังสัมฤทธ์ิสามขามาด้วย จึงพบ ทั่วประเทศไทย๖๙ นอกจากน้ียังพบภาพเขียนสีหน้าผา และถ้า ที่ถ้าผีหัวโต จังหวัดกระบ่ี ภาพเขียนฝ่ามือสีแดง ที่ผาแต้ม๗๐ จังหวัดอุบลราชธานี และประตูผา๗๑ ทั้งอายุ และลักษณะสอดคล้องกับผาลายในจีน
ราชวงศ์ “สาง” หรือ ราชวงศ์ “หยิน”๗๒ (๑,๖๐๐ - ๑,๐๔๖ BC) คือราชวงศ์ของบรรพบุรุษไท
ราชวงศส์ างกอ่ ตงั้ โดยพวกษาณไต หรอื ชาน (ฉาน)๗๓ ทเี่ มอื งปอ เคยอยรู่ ว่ มตน้ แมน่ า้ ฮวงเหอ และแมน่ า้ สางเจยี ง กับกลุ่มท่ีมีเครื่องปั้นดินเผาระบายสี พวกพื้นเมือง ระบายหม้อดา สร้างวัฒนธรรมใหม่ และสร้างรัฐเป็น ครง้ั แรกทเี่ ขาลงุ (LongShan) พบเครอ่ื งปน้ั ดนิ เผาดา รปู ไข่ บ่งบอกความเช่ือเรื่องไข่ฟ้า อยู่รวมกันที่เมือง “ปอ” ตอ่ มา ใน ๑๖๐๐ BC สางถงั นา ชาวเผา่ ตา่ ง ๆ ลม้ ราชวงศ์ เซี่ยใน “ยุทธการม่ิงเถียว” และก่อตั้งราชวงศ์สาง มีเมืองหลวงที่สาคัญถึง ๔ แห่งรวมท้ัง “เจ้าคึ” และ “อิน (Yin)” สร้างวัง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อาวุธ และ เคร่ืองมือสงคราม ส่วนใหญ่ทาด้วยสัมฤทธิ์
โบราณวัตถุสมัยราชวงศ์สางที่อักษรจีนกากับอยู่ จานวนมากในกรุงปารีสปี พ.ศ.๒๕๐๓ โดยคุณสมัคร ปุรวาส อีกทั้งต่อมามีการศึกษาเพิ่มเติมยังพบลายกนก บนกลองสามขา กลองสมั ฤทธิ์ และศลิ ปะวตั ถอุ นื่ อกี มาก๗๔ ช่วยยืนยันว่าราชวงศ์สางเป็นของไท อีกท้ังกษัตริย์ ๕ องค์แรกใช้ช่ือนาหน้าว่า ไท ได้แก่ ไทยี่ ไทถิง ไทเจี๋ย ไทเจ้ิง และไทอู่ มีความเช่ือในไสยศาสตร์เหมือนไทย ในปัจจุบัน ทุกเช้าก่อนกษัตริย์ออกว่าราชการ จะให้ เทพีทานายชะตาและบันทึกผลบนกระดองเต่า และ กระดูกสัตว์ แม้แต่กษัตริย์เองก็ทาตนเป็นผู้พยากรณ์ เสียเอง โดยบูชาเทพสาง ยุคนี้มีนักรบหญิงจานวนมาก เชน่ ฟหู่ า้ ว (ฟา้ หา้ ว) และฟจู่ งิ แตก่ ม็ สี ตรลี ม่ เมอื งคอื ไทจี
ชาวจีนนับถือชาวไทเป็นพี่ใหญ่ตามคากล่าวของ หมอดอดด์ อีกทั้งธรรมเนียมยุค ๕ จักรพรรดิก็อ้างถึง ไทพ่ีใหญ่ (Ta - Tai - Li - Chi)๗๕ แต่ด้วยความเช่ือต่างกัน จึงต้ังกลุ่ม “หยาง” ตรงข้ามกับชาวสาง ในขณะที่ชาว เกาหลีที่เป็นเพื่อนบ้าน เช่ือท้ังหยินหยาง (Tai - Chi) เช่นเดียวกันกับตงอี้ ด้วยอยู่ใกล้ชิดกับไทยมากกว่า ดังนั้นการนับเลขเกาหลีจึงเหมือนไทยมากกว่าจีน ตามตารางที่ ๑
การพบ “ลายกนก” ซ่ึงเป็นลายเส้นของไทยใน
ตารางท่ี ๑ เปรียบเทียบการนับเลขของจีน เกาหลี (นับแบบจีน) และไท๗๖
๖๙ ชลธิรํา สัตยําวัฒนํา ด้ําแถน กําเนิดรัฐไท (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์อีศําน, ๒๕๖๑), หน้ํา ๒๔๓-๒๔๗.
๗๐ สุรพล ดําหริกล, แผ่นดินอีสําน (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์เมืองโบรําณ, ๒๕๔๙), หน้ํา ๔๗-๖๓.
๗๑ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ et.al. ภําพเขียนสีพิธีกรรม ๓,๐๐๐ ปีที่ผําศักดิ์สิทธิ์ (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์มติชน ๒๕๔๕), หน้ํา ๖๕ -๘๕
๗๒ Burton Watson, op. cit. P.13.
๗๓ กัญญํา ล ด. หน้ํา ๑๕๓
๗๔ ด. หน้ํา ๑๕๐
๗๕ Burton Watson, op. cit. p.110
๗๖ Silp Panthurangsee “the completion of Tai History, 2018” PSAKU International Journal of Interdisciplinary Research, 7(1): 252-263 ๗๗ Burton Watson, op. cit. p.110.
นาวิกศาสตร์ 57 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ราชวงศ์โจว (๑,๐๔๖ - ๒๒๑ BC)
จากความชอบในการช่วยแก้ปัญหาน้าท่วม ต้นราชวงศ์เซ่ีย กษัตริย์อวี่แต่งต้ังจี๋ให้เป็นผู้นาชาวไท (FiefofTai)โดยจส๋ี บื เชอ้ื สายจากจกั รพรรดกิ กู้ บั สนม๒คน คนแรกกลืนกินไข่ทั้งใบเป็นต้นตระกูลหยิน (สาง) อีกคน ยา่ ในรอยเทา้ ยกั ษเ์ ปน็ ตน้ ตระกลู โจว และเชอ่ื ในเทพสาง๗๘ แตบ่ ตุ รหวั จี๋ ชอ่ื ภจู ู ละทง้ิ ตราสญั ลกั ษณไ์ ท ไปรกั กบั หญงิ เผ่าร่ง - ตี้ อาศัยอยู่รอบนอกจีน บุตรชื่อจูสร้างเมืองปิน แต่ถูกเผ่าซุนอวี่ ฮันอวี่ หรือตี้ โจมตี หลังจากพยายาม เจรจาส่งส่วย ๔ ครั้งแต่ไม่เป็นผล จึงทานายกระดูกและ ยา้ ยเมอื งไปทรี่ าบลมุ เวย่ (Wei) โดยมเี ผา่ อวี่ (Yu) และ รยุ่ (Rui) เข้ามาสวามิภักดิ์ มีผู้นาคือ จี๋ต้านฟ้าหรือ “อู่เว่ิน”
ภายหลังจี๋ต้านฟ้า๗๙ (JiDanFu หรือ Gugong Danfu) ทายาทผู้นาชาวไทตระกูลฉีรุ่นที่สาม ถูกพวกร่ง และต้ี รุกราน จึงอพยพจากชายแดนขุนลุ้นมาสีอาน หลังจากนั้นก็เติบโตอย่างรวดรวดเร็ว รบชนะเผ่าต่าง ๆ เป็นภัยคุกคามสาง จนสางต้องใช้นโยบายแบบการทูต “เหอซิ่น” ยกองค์หญิงสายเลือดไทชื่อ เร่ิน (Tai - Ren) ให้แต่งงานกับ ฉี มีบุตรคนแรกช่ือ “สาง” ครองราชย์ ต่อจากบิดา ต่อมารวมกาลัง ๘ เผ่าทางตะวันตกท่ีมี เผ่าไทภูร่วมด้วยปราบต้ีสินกษัตริย์องค์สุดท้ายของสาง ที่ประพฤติองค์ไม่เหมาะสม
หลังสงคราม ราชวงศ์โจวให้อิสระในการปกครอง ราชวงศ์สางให้ปกครองรัฐซ่ง ตามภาพที่ ๑๕ ชาวไท ชั้นสูง (Elite) ยังคงรับใช้โจว ชาวไทด้านเหนือ เช่น สาง ไทยวน เอี้ยน อยู่ที่เดิม และเป็นกาลังหลักของโจว ตามคาวิจารณ์ของกุ้งหยางในบันทึกรายปีกษัตริย์เจ้ิง ปที ่ี๑๕ประชากรในแตล่ ะแควน้ จะประกอบดว้ ยชนชน้ั
ปกครองจานวนน้อย ชนชาติเซ่ีย (ฮั่น) มากกว่า ส่วน กว่าครึ่งแคว้นเป็นชาวป่าเถื่อน๘๐ ในยุคนี้ถือเป็นการ เปล่ียนแปลงจากสาง แต่ความเช่ือแบบสางยังคงอยู่ นับถือบรรพบุรุษสางเช่นกัน๘๑
แตช่ าวไทเหนอื แมน่ า้ สางเจยี งกอ็ พยพลงใตใ้ นชว่ งนี้๘๒ ไปอยรู่ ว่ มกบั พวกจว้ ง สางคึ บางสว่ นไปสรา้ งอาณาจกั รใหม่ ที่ซีปอ ให้ความสาคัญความเชื่อไสยศาสตร์ การทานาย กระดูกไก่ การทานายเป็นคนกินหัวไก่ได้ครองเมือง คนไทในยุคโจวนี้นอกจากไสยศาสตร์แล้ว ยังมีความเช่ือ แบบเตา๋ ทงั้ ขงจอื้ และเลา่ จอื้ ตา่ งเกดิ และเตบิ โตในตะวนั ออก ท้ังส้ิน และคัมภีร์เต๋าเต๋อจิง ไม่ใช่คาสอนศาสนาของจีน แต่เป็นวัตรปฏิบัติที่เป็นจริงของชาวไท และวิธีการมอง โลกธรรมชาติของไท๘๓
แคว้นอู่ (๑,๑๐๐ – ๔๙๖ BC)
ต้นราชวงศ์โจวจ๋ีต้านฟ้าแต่งกับสตรีไทสางมีโอรส สามองค์ บิดาต้องการให้โอรสองค์เล็กสืบต่อบุตรองค์โต “ ไ ท ป อ ” แ ล ะ อ ง ค ร์ อ ง “ ซ ง่ ย ง ” ม า ต งั ้ ร ก ร า ก ท เ่ ี ห น อื ป า ก น า้ สางเจียง แต่งงานกับชาวพื้นเมืองเผ่าจิง และม่าน ใช้พระนาม “เจ้าอู่”๘๔ ท่ีใช้เรือสัญจร ปฏิบัติตนตามแบบ ชนพ้ืนเมือง ในช่วงเร่ิมต้นไทปอ และซ่งหย่ง ต้อง แก้ปัญหาน้าท่วมโดยอาศัยการขุดคลองมากมาย ซง่ึ นอกจากจะใชร้ ะบายนา้ แลว้ ยงั ใชส้ ญั จรทางเรอื ตาม ชาวพ้ืนเมือง หลังจากอู่ไทสวรรคต ซ่ง ครองราชย์แทน มีแม่ทัพซุนวูที่มีชื่อเสียง นาทหารหกหม่ืนชนะทัพ ฉสู่ องแสน ในปี ๔๙๐ - ๔๙๓ BC กษตั รยิ อ์ งคส์ ดุ ทา้ ยนาม ฟู่ไฉ (ฟู่ ฟ้า เฟี้ย พบคาว่าเพ้ียในผู้นาไททรงดา)๘๕ หลงไหลสตรี “ไซซี Xi - Shi” จนเมืองล่ม
๗๘ Wikipedia จี๋ต้ํานฟ้ํา จะเห็นได้ว่ําควํามเชื่อเรื่องสํางฟ้ํา ทําให้มีกํารตั้งชื่อผู้นําเกี่ยวกับฟ้ํา เช่นเสือข่ํานฟ้ํา เสือห่มฟ้ํา เสืองําฟ้ํา เป็นต้น ๗๙ Burton Watson, op. cit. p.10.
๘๐ Academia 2021 “The Shag and Zhou Dynasty of Ancient China: was one an Extension of the Other.”
๘๑ ดร.สมพงษ์ วิทยศักดิพันธ์ พงศวดํารไทใหญ่ “ปกปุ่มเครือเมืองไท”, หน้ํา ๑๙
๘๒ ฉัตรทิพย์ นําถสุภํา และอุษํา โลหะกุล ชนชิตไทในประเทศจีน ล ด. หน้ํา ๑๑๙
๘๓ Eric Henry “The Submerged History of Yue,” Sino-Platonic Papers, 176: 1-36 May 2007.
๘๔ ภัททิยํา ยิมเรวัติ, ล ด. หน้ํา ๒๓๖.
๘๕ Rafe De Crespigny, General of the South: South China under the Later Han Dynasty, Chapter One, p.41.
นาวิกศาสตร์ 58 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
รัฐเยว่ (๖๐๑ - ๓๓๓ BC)
รัฐอู่ กับเยว่ เป็นเสมือนบ้านพ่ีเมืองน้อง เช่นไทย กบั ลาว แตเ่ ยวม่ คี วามเปน็ ไทมากกวา่ หลงั จากอาณาจกั ร สางล่มสลาย ไทสางบางส่วนอพยพมาห้วยคึ และมี เมืองสาง๘๖ เป็นเมืองหน้าด่านบนเนินเขาทางตะวันตก (ดา่ นหยาง) มแี หลง่ แรท่ องแดง จงึ สามารถผลติ อาวธุ และ กระจก ชาวบา้ นปลกู ขา้ วนาดา เลย้ี งควาย ปลกู บา้ นไมใ่ ช้ ตะปู ใต้ถุนสูง สักตามตัว ไว้ผมส้ัน ใช้กลองมโหระทึก แต่งฟัน ทอผ้า เล้ียงไหม พูดภาษาไท๘๗,๘๘ และท่ีสาคัญ ชานาญการเต้นรา ดนตรี พบเพลงเรือระบุในบันทึกจีน
นักวิชาการยอมรับว่าชาวเยว่คือบรรพบุรษชาวไท คาว่า “เยว่” ถูกบันทึกเป็นวรรณกรรม เอกสารต่าง ๆ มาตั้งแต่ยุคราชวงศ์สาง และราชวงศ์โจว๘๙ กษัตริย์ เจ้าเจ้ียน (๔๙๖ BC) สืบเชื้อสายมาจากอวี่ (Yu) และ ยังเป็นหลานของเจ้ากังแห่งราชวงศ์เซี่ย๙๐ หลานปู่ของ พระเจ้าจงคังที่ส่งโอรสช่ือ “ปุยี” ไปครองเมือง “อวด” หรือ “เยว่”๙๑ อู่ และเย่ว์ทาสงครามกันหลายคร้ัง ครงั้ สา คญั เจา้ เจยี้ นพา่ ยแพต้ อ่ ฟไู่ ฉ ตอ้ งยอมถกู เหยยี ดหยาม ภายใต้การช่วยเหลือของฟั่นล่ี และกลอุบายส่งหญิงงาม “ไซซี” ย่ัวยวน พร้อมแม่ทัพหญิงช่ือ “นู่หัว”๙๒ นาการ รบลา้ งแคน้ อไู่ ดส้ า เรจ็ และยา้ ยเมอื งหลวงไปเหนอื แมน่ า้ สางเจียง ช่ือว่า “ล่างเยว่”
คร้ังหน่ึงขงจื้อ พาลูกศิษย์มาสมัครรับราชการด้วย เจ้าเจี้ยนพาทหารต้ังแถวต้อนรับนอกประตูเมือง ขงจ้ือ บอกว่าสามารถแนะนาหลักการปกครองที่ดีซ่ึงเคยใช้
มาแลว้ โดยหา้ จกั รพรรดิ สามกษตั รยิ ์ แตเ่ จา้ เจยี้ นปฏเิ สธวา่
“คนชาวเยว่ เป็นคนหยาบกร้าน เม่ือเดินทางใช้การ พายเรือเป็นหลัก พักอาศัยบนเนินเขา เรือคือเกวียน พายคือม้า เม่ือยามบุกรวดเร็วดุดันด่ังพายุหมุน ยามถอย รวดเร็วมิอาจติดตามได้ ชาวเย่ว์ชอบศาสตราวุธ และ ยินดีสู้ตายในสนามรบ เจ้าเจ้ียนถามขงจื้อว่าจะเอา อะไรมาสอน ขงจื้อไม่ตอบ เพียงโบกมืออาลา และ จากไป”๙๓
ในปี ๓๓๔ BC อเู่ จยี งกษตั รยิ ช์ าวเยวเ่ ชอื้ สายเจา้ เจยี้ น องค์สุดท้ายยกทัพไปโจมตีรัฐฉู่ แต่เป็นฝ่ายปราชัย รัฐฉู่ส่งอู่ฉีตามมาปราบเยวจ่นต้องอพยพกระจัดกระจาย ลงใต้ ต้ังแต่ห้วยคึจนถึงเจี้ยวฉื่อ ย่าย้อย (Yayoi) พาไท อพยพไปญ่ีปุ่น ชาวไทนาโดยพญาอู่ลู่๙๔ อพยพมา ตั้งเมืองในที่ราบเพราะตามล่ากวาง ย่าคาแดงพาไท เสียนหลอ อพยพมาตั้งรกรากท่ีเชียงรุ้ง ประมาณ ๒๓๔ BC๙๕ เป็นการอพยพแบบพักทานาไปด้วย ใช้เวลา ๓ ปี จนในท่ีสุดไปอาศัยพ้ืนท่ีของเผ่าทมิฬหรือยักษ์ ท่ีอพยพมาจากอินเดียสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มาตั้งรกรากสองฝั่งแม่น้าโขง จนเป็นต้นตานานเรื่องเล่า อาละโวกะยักษ์
สางคึ – แคว้นโบราณ (? BC)
นกั วชิ าการทกุ ฝา่ ยเหน็ ตรงกนั วา่ ไทตงั้ รกรากทยี่ นู นาน- กยุ้ โจวมานาน อาจเปน็ คนไทในสวุ รรณภมู ทิ อี่ พยพขนึ้ ไป อยู่บริเวณแม่น้าสางคึ (Zhangke) โดยพบเมืองโบราณ
๘๖ Heater Peters, “Tattooed Faces and Stilt house” SINO-PLATONIC PAPERS ๘๗ Chris Baker Ibid. p.4.
๘๘ Tan L. 1994: p.167.
๘๙ Peter H. Ibid. p.16.
๙๐ กัญญํา ลีลําลัย ล ด. หน้ํา ๑๔๕
๙๑ Yue NU: Cohen, 2010: p.16.
๙๒ Cohen “The Goujian Story in Antiquity” p. 28
๙๓ Henry Eric, “The Submerged History of Yue,” Sino-Platonic Paper, 176 May 2007, p.13 ๙๔ Peter H. Ibid. p.15
๙๕ ยรรยง จิระนคร ล ด. หน้ํา ๑๒๕.
นาวิกศาสตร์ 59 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
อารยธรรมคล้ายอียิปต์ มีโคลีเซียม ตึก และพีระมิด จมใต้ทะเลสาบฟู่เสียน (Fuxian) ความลึก ๑๕๕ เมตร พื้นที่ ๘.๗ ตารางกิโลเมตร เชื่อมโยงพีระมิดเมืองสีอาน ที่จีนปลูกต้นสนปิดไว้ ไม่ยอมเปิดเผย ดูการเปรียบเทียบ ตามภาพที่ ๑๒ ที่สาคัญพบสัญลักษณ์อี้จิง สลักบนหิน บอกความเชื่อเรื่องเต๋า พบรอยเท้าสัตว์โบราณคล้ายม้า บนหนิ ๙๖ เมอื งรมิ ผานอี้ าจเปน็ เมอื งแถนในตา นานแมห่ ญงิ และต้นข้าว ที่อยู่บนผาริมทะเลสาบอู่วา ต้องไต่เถากาด ผ่าน “ตูฟ้า”๙๗ ขึ้นไป อยู่ไม่ไกลจากแถนใหม่ (Dian) ที่ขุนพลฉู่นาทัพไปปราบฉินแต่กลับฉู่ไม่ได้ จึงตั้งรกราก แต่งงานกับชาวแถน ใช้ประเพณีแถน ปกครองเมืองแถน นามว่า “สางเฉียว (Zhang Qio)” จนถึงสางเชียง ในปี ๑๐๙ BC
ราชวงศ์ฉิน หรือจ๋ิน (๒๒๑ BC) และอาณาจักรฮั่น ตะวันตก (๒๒๑ - ๘๗ BC)
นครลุงของไทถูกจิ๋นยึดครองมานาน ในปี ๗๗๑ BC พระเจ้าเว็นยาตราทัพออกจากนครลุงขับพวกอ้ี ต้ี และ ไปโจมตรี ฐั เจา้ ๙๘ ตอ่ มาจกั รพรรดจิ น๋ิ ซรี วมรฐั ทง้ั หมด และ ป ร า บ แ ด น ใ ต ้ ท งั ้ ฉ นิ แ ล ะ ฮ นั ่ ต ะ ว นั ต ก ใ ช น้ โ ย บ า ย ก ล นื ช า ต ิ ๒ วิธีคือ วิธี Hard Power โดยอพยพชาวฮ่ันช้ันสอง และนักโทษ มาตั้งรกรากแทนไทในหนานเยว่ พร้อมย้าย ไทหลอไปอยู่นครจ๊ก หรือเสฉวน๙๙ ในยุคฮั่นช่วงต้นมี นโยบายการทูตส่งหญิงไปแต่งงาน (Heqin) แต่ทูตเอี้ยน กลับล้ีภัยตามไปด้วย๑๐๐ ต้องหยุดโครงการ เมื่อซ่งหนู กวาดต้อนด้านเหนือแถบเอี้ยน สาง ไท และไทยวน ทุกปี (๑๒๗ - ๑๓๐ BC)๑๐๑ ฮ่ันอูตี้ก็อพยพคนไท และเผ่าอื่นไปเติม จนไม่เหลืออัตลักษณ์ความเป็นไท คงอยู่แต่ชื่อสถานที่และดีเอ็นเอคนไทที่ไม่สามารถ
ภําพที่ ๑๕ รําชวงศ์โจว (World Atlas of History)
ภําพที่ ๑๖ รัฐอ้ํายลําว (ประยุกต์ SSR: Bin Yang
เปล่ียนได้ จึงพบดีเอ็นเอในมองโกเลียเหมือนไท ส่วน นโยบายที่ ๒ ท่ีทามานานคือ Soft Power ใช้ความเชื่อ “หยาง” สยบ “หยิน” ของไท โดยเติมท้ายเมืองไท ด้วยหยาง เช่น ล่ัวเป็นลั่วหยาง เสียนเป็นเสียนหยาง ภูเป็นภูหยาง เอี้ยนเป็นเอี้ยนหยาง และเปลี่ยนชื่อเดิม เช่น “เมืองสาง” ท่ีมีแร่ทองแดงเป็น “ด่านหยาง”
๙๖ Sutherland ibid
๙๗ ภัททิยํา ยิมเรวัติ ล ด. หน้ํา ๓๘-๓๙.
๙๘ Burton Watson, op. cit. p.185
๙๙ กัญญํา ลีลําลัย ล ด. หน้ํา ๑๔๕
๑๐๐ Chin, Tamara T., “Defamiliarizing the Foreigner, Sima Qian’s Ethnography and Han-Xiongnu Marriage Diplomacy”, pp.324-326. ๑๐๑ Emperor Wu pp.21-30.
นาวิกศาสตร์ 60 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ในยคุ ฮนั่ ตะวนั ตกเรม่ิ จากสองออ๋ งผยู้ ง่ิ ใหญ่ หลวิ ปัง ชาวฮนั่ กบั เซย่ี งอ่ี (สางอ/ี่ สางย)ี่ ชาวไทจากหว้ ยครึ ว่ มมอื กนั ปราบฉนิ หลวิ ปงั ใชว้ ธิ นี มุ่ นวล สว่ นเซยี่ งอใ่ี ชว้ ธิ โี หดรา้ ย แมเ้ซย่ีงอจี่ะชนะไดร้บัการสถาปนาในชว่งแรกผลกัดนัให้ หลิวปังไปอยู่เสฉวน แต่ภายหลังหลิวปังที่ได้ใจชาวบ้าน พร้อมแม่ทัพไทแปรพักตร์ชื่อหาญซิ่น กลับมากอบกู้จน
ภําพที่ ๑๗ อําณําจักรอ้ํายลําว และตระกูลสํางดํา สํางแดง และสํางดิน (ประยุกต์จํากฟ้ํา – ขวัญ - เมือง สําหรับ Soft Power เจําะเวลําหําอ้ํายลําว)
ภําพท่ี ๑๘ อําณําจักรสยํามในปี ๙๐ - ๑๓๑ AD
เซยี่ งอฆี่ า่ ตวั ตายทแ่ี มน่ า้ มห่ี ลอ ยคุ ฮนั่ อตู่ ้ี หลงั ปี ๑๒๖ BC เคยสง่ ๔ทมี คน้ หาเสน้ ทางสายไหมใตแ้ ถบยนู นานแตถ่ กู แถนและเยวล่ า่ งกกั ตวั ถกู เผา่ ขนุ มง่ิ ปลน้ แตย่ งั แอบจา ลอง ขุดหนองแสในนครฉางอานเพื่อฝึกการรบทางเรือ๑๐๒ มุ่งมาปราบอ้ายลาว ซือหม่า เชียน ก็เคยมายูนนาน
อาณาจักรอ้ายลาว (๑๒๒ – ๘๗ BC) (ครั้งที่ ๒)
ประมาณปี ๑๒๒ BC ซือหม่า เชียน ในสื่อจี้ สรุป เผ่าต่าง ๆ ในบริเวณยูนนานว่า๑๐๓ “ท่ามกลางหลายเผ่า ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เยว่ล่างใหญ่ที่สุด ในกลุ่ม เหมียว (มิโม) มีแถนใหญ่ที่สุด เหนือแถนมีเผ่าเชียง ใหญ่สุด ทุกคนเกล้าผมขมวดปมท้ายทอย ทานาลุ่ม อาศัยในเมือง ห่างไปทางตะวันตก ทางตะวันออกของ ตงจื่อ เหนือเย่อวี่ คือเผ่าสุย และขุนมิ่ง เผ่านี้ถักผม เลี้ยงสัตว์ อีสานของสุยคือพวกสี (Xi) และจอก (Zou) อีสานของจอกคือรั่นกับมั่ง อยู่ทางตะวันตกของสู่ (เสฉวน) อีสานของรั่นม่ังคือพวกตี้ ซึ่งอยู่ทางตะวันตก ของปา และสู่” วิเคราะห์ได้ว่า ขุนม่ิงและสุยเป็นกลุ่ม ภาษาจีน - ทิเบต ส่วนเยว่ล่าง แถน และเชียง เป็นกลุ่ม เผ่าไท - กะได ยืนยันการเกล้าผมเพิ่มด้วยการพบ กลองมโหระทึก และหม้อเก็บเบ้ียที่ยูนนาน๑๐๔ ทั้งน้ีรวม ลาวทอง และชาวปออยู่ตะวันตกของเยว่ล่าง อ้ายลาว กับภู อยู่ใต้ต้าหล่ีลงมาเล็กน้อย๑๐๕ และประยุกต์เมือง ต่าง ๆ ตามเส้นทาง Horse Silver Cowries๑๐๖ ของ Bin Yang ได้ตามภาพท่ี ๑๖ ซือหม่าเซี่ยงหรู ระบุในปี ๑๒๖ BC ว่าถังเมิ่งเกณฑ์ชาวปา สู่ และเผ่าข้างเคียง สร้างทางจากเมืองปอ ไปสางคึ (สางดิน) เพ่ือเตรียม โจมตีน่านเยว่ มีการทาโทษทหารแบบไร้ธรรมเนียม สร้างความเดือดร้อน ตื่นกลัว อีกทั้งช่วงนั้น ฮั่นอู๋ตี้ส่ง ๔ทมี สา รวจเสน้ ทางสายไหมดา้ นใต้กระทบตอ่ เมอื งเชยี ง
๑๐๒ Bin Yang Between Wind and Cloud Chapter 3: p.3-4
๑๐๓ Geoff Wade, “The Polity of Yelang and the Origins of name China”, p.21-25.
๑๐๔ ชลริธํา สัตยําวัฒนํา, “ด้ํา แถน กําเนิดไท, (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ทํางอีศําน, ๒๕๖๑),” หน้ํา ๒๖๙-๒๗๘ ๑๐๕ Bin Yang, op. cit. Chapter I: p.10.
๑๐๖ Bin Yang, Horse Silver Cowries, p.1-22.
นาวิกศาสตร์ 61 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
(Qiong) หากเทียบเคียงตามฟ้า – ขวัญ - เมืองแล้ว เจ้าเมืองเชียงคือผ้าเหง้าสายเลือดสางดา ท่ีมีความเส่ียง ถูกรุกรานจนต้องหาเมืองปกครองใหม่ ในขณะท่ี เจา้ เมอื งสาง (แถนเยว)่ สวรรคตไรท้ ายาท ปคู่ งิ คา จงึ เชญิ เหง้าคา๑๐๗ หรือ ฟ้าบดร่มสางดา มาปกครองเมืองใหม่ ช่ือว่า “เชียงเครือ” ซึ่งเป็นพื้นท่ีเดิมของสางแดง ซึ่งตรงกับอาณาจักรอ้ายลาว ทาให้สางมีสามกลุ่มหลัก คือ สางดา (ฟ้า) และสางแดง (น้า) และสางดิน๑๐๘ (ปู่คิงคา หรือท้าวทองเจ้าเมืองเยว่ล่าง) ที่มีกาลังอานาจ แห่งชาติใกล้เคียงกันตามภาพที่ ๑๗
ในปี ๑๑๒ BC ฮั่นยกทัพปราบน่านเยว่ ต่อมาในปี ๑๐๙ BC๑๐๙ ฮั่นปราบแถน สางเชียงเจ้าเมืองแถน ยอมจานน หลังปี ๑๐๕ BC ฮั่นโจมตีอ้ายลาว หลังจาก ขุดหนองแสงจาลองในฉางอานเพื่อฝึกการรบทางเรือ แต่ไม่มีการบันทึกผลสงคราม เชื่อว่าท้ังฮั่นและไทได้รับ ความสูญเสียจากสงครามท้ังสองฝ่าย ซือหม่า เชียน เนื่องจากอาจไม่พอใจกษัตริย์ฮั่นอู่ตี้ ที่ส่ังตอนตนจน ส้ินสภาพชาย ซ่อนบันทึกบางส่วนไว้ท่ีเขาม่ิง๑๑๐ ในสงครามไทใช้กลยุทธฟันทอง ฟันเงิน ลวงสะท้อน แสงไฟชว่ งกลางคนื พรอ้ มทา เสยี งอกึ ทกึ สรา้ งความสบั สน ส่วนพวกฟันดาแต่งชุดดาพาชาวไทอพยพในความมืด หลอกฝ่ายฮ่ันเข้าพ้ืนท่ีลุ่ม ปล่อยน้าท่ีพวกเงือกสีลา กักไว้ตามยอดเขา ปล่อยน้าท่วมทัพฮั่น แต่ชาวไท รอดชีวิตด้วยน้าเต้า
เหตุการณ์นี้ สอดรับกับพงศวดารโยนกเล่าถึง พญานาคสองตัวเป็นเพื่อนกันอาศัยในหนองกระแสร์ พระยาศรีศตนาค ได้ช้างป่ามาเป็นอาหารจึงแบ่งให้ เพื่อนสหายนหุตนาคคร่ึงตัว ต่อมานหุตนาคได้เม่นมา กแ็ บง่ ใหศ้ รศี ตนาคครงึ่ ตวั เชน่ กนั แตศ่ รศี ตนาคเหน็ เนอื้ เมน่
๑๐๗ รณี เลิศเลื่อมใส, ฟ้ํา-ขวัญ-เมือง, หน้ํา ๑๔๙. ๑๐๘ รณี เลิศเลื่อมใส ด. หน้ํา ๑๙๘.
๑๐๙ Bin Yang op. cit. Chapter 3: p.5.
๑๑๐ Burton Watson, op. cit. p.92.
มแี ตห่ นงั ขนแขง็ ยาว ตวั ควรใหญก่ วา่ ชา้ ง คดิ วา่ เพอื่ นโกง จึงต่อสู้กัน ภายหลังรู้ความจริงก็อับอาย จึงพาพลพรรค หนีขุดลอกคลอง ๒๑ วัน เกิดเป็นแม่น้าโขง๑๑๑ วิเคราะห์ ได้ว่าเป็นการอพยพของคนไทยหนีสงครามฮ่ันในช่วง ๑๐๐ - ๘๗ BC โดยมีผู้นาเชื้อสายสางดาและสางแดง มาสร้างอาณาจักรสยามแถบหนองคาย
เมืองมาว และ เมืองผีอิงคึ (๑๐๖ BC – ๑๕๐๐ AD)
เมืองมาวมีอายุต่างกัน เจื้อนอ้ีเหลี้ยงอ้างใน ประวตั ศิ าสตรเ์ ชอื้ ชาตไิ ทยวา่ มอี ายุ ๓,๐๐๐ ปี บางแหลง่ อ้าง ๒,๐๐๐ ปี๑๑๒ หลายแหล่งระบุคริสต์ศตวรรษที่ ๖ หลังจากฮั่นยกทัพมาปราบแถนใน ๑๐๙ BC เป็นเหตุ ให้อ้ายลาวต้องหาทางเอาตัวรอด โดยต้องส่งลูกหลาน ไปสรา้ งบา้ นแปงเมอื ง ประมาณ ๑๐๖ BC เพอื่ สอดคลอ้ ง กับคุณสมพงศ์ วิทยศักด์ิพันธ์ ระบุชาวไทใหญ่ก่อตั้ง อาณาจักรตั้งแต่ก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา๑๑๓ เร่ิมแยก พ้ืนท่ีปกครองวงศ์สางดาฝั่งตะวันตกแม่น้าล้านช้าง ส่วนสางแดงฝั่งตะวันออก ร่วมกับไทล้ือทาศึกกับยักษ์ สี่แสนหมอนม้าผลักดันข้ามแม่น้าลานช้างตามตานาน อาละโวกะยักษ์ (อ้ายลาวกับยักษ์)
หลังสงครามอ้ายลาว - ฮ่ัน ชาวไทที่รอดตายจาก น้าท่วม กระจัดกระจาย ในฟ้า – ขวัญ - เมืองระบุว่า “เลง่ ดอน เจา้ ฟา้ แผด ปรกึ ษากบั ยา่ แสงฟา้ และลาวขรี แล้วเชิญ ขุนหลวง ขุนหลาย หลานเทพเจ้าแถนคา เครือญาติของเล่งดอนให้ไปครองเมืองกลางที่มีคน หลายเชื้อชาติ แตกออกมาจากน้าเต้า” จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์สอดคล้องกับตานาน ยืนยันได้ว่าเมืองมาว (เมืองฮา เมืองฮี) เกิดต่อจากยุคอ้ายลาว อาจเป็นเมือง ตะโก้ง (หรือต้าปี) หรือปง (ซีปอ) ท่ีอ้างโดยเพมเบอร์ตัน
๑๑๑ นพคุณ ตันติกุล, ล้ํานนํา ในมิติกําลเวลํา (เชียงใหม่: สํานักพิมพ์ The Knowledge Center, ๒๕๔๘ ) หน้ํา ๕๔ - ๕๕ ๑๑๒ กัญญํา ลีลําลัย ล ด. หน้ํา ๙๕
๑๑๓ สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธ์ ล ด. หน้ํา ๔๗-๔๘.
นาวิกศาสตร์ 62 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
นายทหารชาวอังกฤษในปี ค.ศ.๑๘๙๕๑๑๔ สอดคล้องกับ ตานานสามเณรกินหัวไก่ และได้เป็นเจ้าเมือง ประมาณ คือ ๑๓๖ - ๘๔ BC สามเณรดังกล่าวน่าจะเป็นขุนลูหรือ ขุนไล ท่ีบวชตามคาแนะนาของสิกขาม่ิง (ขุนมิ่งมีศักด์ิ เป็นน้า)๑๑๕ ตามภาพท่ี ๑๗ ข้างต้น กลุ่มน้ีเป็นบรรพบุรุษ ฉานพบความเช่ือนับถือผีแม้แต่งานเลี้ยงกษัตริย์ต้อง นาอาหารเซ่นไหว้ ยามตายมีมด (แม่มด) ทาพิธี๑๑๖ เมืองข้างเคียงท่ีคณะทูตจากเมืองจีนเดินทางไปเยือนคือ ปะโทเมียว และหะลิงยี เป็นตานานอนุชาทรงพระสรวล เป็นทอง๑๑๗ รวมท้ังเมืองศรีเกษตรด้านล่าง โดยนา กลองมโหระทกึ มาดว้ ย ภายหลงั เลงดอนแยกไปปกครอง เมืองผีอิงคึ (แถนเยว่) จากยุคสาง เข้ายุคแสง วงศ์สางดา สางแดง เล่งดอน ครองเมืองผีอิงคึ ขุนลูขุนไลครองเมือง ฮา -ฮายราชวงศแ์ สงจบลงประมาณครสิ ศต์ วรรษที่๑๖๑๑๘
อาณาจักรสยาม ๒ แห่ง (๙๐ - ๑๒๑ AD)
หลงั ครสิ ตกาลมหี ลกั ฐานบนั ทกึ โดยฮน่ั ๑๑๙ “ในเดอื น มกราคม ปที ่ี ๙ รชั กาลหยง่ หยวน (ค.ศ. ๙๗) พวกหมน่ั และอี๋ และอาณาจักรสยาม ซ่ึงตั้งอยู่นอกหย่งชัง นาบรรณาการมาทรี่าชสานกัโดยตอ้งใชล้า่มหลายภาษา” และในจดหมายเหตุของจักรพรรดิอานได้บันทึกไว้ว่า๑๒๐ “ศกหย่งหนิงปีแรก (ค.ศ. ๑๒๐) ในเดือนธันวาคม อาณาจกั รเสยี ม อยนู่ อกหยง่ ชาง สง่ ทตู และบรรณาการ” ระบุกษัตริย์ช่ือ“ท้าวยง”(Diao–Yong-Dao)๑๒๑ นอกจากนใ้ี นหวั ขอ้ เรอื่ งจกั รพรรดซิ นุ่ “ในเดอื นธนั วาคม ปที ี่ ๖ รชั กาลหยง่ เจย้ี น (ค.ศ. ๑๓๑) อาณาจกั รเออ้ เตย่ี ว
และสยาม ซึ่งตั้งอยู่นอกร่ือหนาน (เวียดนาม) ส่งทูต และบรรณาการมา” จงึ ยนื ยนั ไดว้ า่ ชาวไทสรา้ งอาณาจกั ร สยาม ๒ แห่ง เส้นทางที่ผ่านยูนนานเป็นกลุ่มสยาม เมอื งมาว สอดคลอ้ งกบั ฟา้ - ขวญั - เมอื งทสี่ รา้ งบา้ นแปง เมืองจากสางดาไปสื้นสุดที่ฉาน ส่วนเส้นทางท่ีสองผ่าน หนานเยว่น่าจะเป็นกลุ่มสางแดงสร้างอาณาจักรสยาม เชน่ กนั พบอาณาจกั รเสยี ม - หลอ (ศรโี พธ)ิ์ ๑๒๒ ในศตวรรษ ที่ ๘ เสียมกุกในศตวรรษที่ ๑๒ ตามที่พบภาพสลักหิน นครวัด๑๒๓ เข้าสู่สยามจนถึงรัตนโกสินทร์ จะเห็นได้ว่า หลงั ยคุ อา้ ยลาวเกอื บ ๒๐๐ ปี ไทไดพ้ ฒั นาเปน็ รฐั สยามถงึ ๒ แควน้ ตามภาพที่ ๑๘ ทใี่ หญโ่ ตพอทจี่ ะดา เนนิ นโยบาย การทูตแบบ “จิ้มก้อง” กับจีนและนาศิลปะที่ถนัดคือ การดนตรีไปแสดงด้วย
อาณาจักรน่านเจ้า (๖๔๖ - ๑๒๖๐ AD) เป็นของไท มิใช่ของชาวไป่หยี
ชาวไท และอี้ อยู่ด้วยกันมานานมาก ไทอยู่ริม แมน่ า้ หลอ ออี้ ยรู่ มิ แมน่ า้ อ้ี จนี เรยี กไทวา่ “หลอ” ชาวอเ้ี รยี ก ตนเองว่า หลอหลอ ลั่ว (Luo คือเสือ) หรือโล้โล้ นับถือ หยิน-หยางเหมือนเกาหลีพวกอี้ตะวันตกพบมาก แถบแคว้นปา Yu Hongmo ศึกษาลวดลายหม้อดินเผา ทบ่ี า้ นปอ ภาษาอสี้ ามารถถอดความหมายในหมอ้ ดนิ เผา บ้านปอได้เกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ภาษาฮ่ัน ทาไม่ได๑้๒๔
อาณาจกั รนา่ นเจา้ มอี าณาเขตกวา้ งขวาง เขตมณฑล ยูนนานทั้งหมดรวมแคว้นสิบสองปันนาด้วย๑๒๕
๑๑๔ ยศ สันตสมบัติ หลักช้ําง (กรุงเทพฯ: สํานักงํานมูลนิธิวิถีทรรศน์, ๒๕๔๒), หน้ํา ๕.
๑๑๕ จ้ําวหงหยิน, สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธ์ แปล, พงสําวดํารไท “เครือเมืองกูเมือง” หน้ํา ๓-๔.
๑๑๖ เสมอชัย พูลสุวรรณ รัฐฉํานเมืองไต (กรุงเทพฯ: ศูนย์มํานุษย์วิทยําสิรินทร, ๒๕๖๐) หน้ํา ๔๓
๑๑๗ หม่องทินอ่อง, เพชร สุมิตร แปล,ประวัติศําสตร์พม่ํา, หน้ํา ๗.
๑๑๘ จ้ําวพระยําธรรมแต้ (จ้ําวหงหยิน และสมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธ์ แปล), พงศวดํารเมืองไท: เครือเมืองกูเมือง (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ตรัสวิน, ๒๕๔๔), หน้ํา ๓๐. ๑๑๙ สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธ์ ล ด. หน้ํา ๔๔.
๑๒๐ สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธ์ ล ด. หน้ํา ๒๖.
๑๒๑ Bin Yang Ibid Chapter 3: p.3-4.
๑๒๒ เสนีย์อนุชิต ถําวรเศรษฐ (๒๕๔๗) สยํามประเทศไม่ได้เริ่มต้นที่สุโขทัย หน้ํา ๒๒
๑๒๓ ชําญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ “นี่ เสียมกุก SYAM KUK, ๒๕๔๕ กรุงเทพฯ: มูลนิธิตํารํามนุษยศําสตร์และสังคมศําสตร์ หน้ํา ๓๒-๓๖
๑๒๔ Stevan Harrell et al, The History of History of the YI, Part II, Modern China, Vol 29 No.3 July 2003 p.376.
๑๒๕ ธีรภําพ โลหิตกุล “คนไทในอุษําคเนย์” (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ประพันสําสน์ จํากัด, ๒๕๓๗) หน้ํา ๒๖
นาวิกศาสตร์ 63 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
จากตานานอาณาจักรน่านเจ้าสืบเชื้อสายจากเจ้าซูส่ง ผาซ่ือมีลูกหลานนามผาใย และผามิ จนถึงองค์สุดท้าย เจ้าตวันแจงส่วนถูกมองโกลยึดใน ค.ศ.๑๒๖๐ จึงมี ความเป็นไปได้ว่าอาณาจักรน่านเจ้าเกิดจากการรวมตัว ของกลุ่มคนไท การออกเสียงแบบจีนกับช่ือผู้ปกครอง อาณาจักรน่านเจ้าสร้างความสับสน จึงมีผู้แย้งชื่อ ผู้ปกครองน่านเจ้าเป็นของไปหยี จีนเรียกอาณาจักร น่านเจ้าว่า สานสานโก๊ว ควรเป็นสานษาณคึ แปลว่า แผ่นดินของไท ๓ เผ่า หรือเก้าเผ่าไท (โกในไทใหญ่แปล เกา้ ไดด้ ว้ ย) อาณาจกั รนต้ี งั้ โดย สนี โุ หล ควรเปน็ สนี หู่ ลอ แปลว่า ชาวหลอลูกหลานย่าสังคะสีแห่งแม่น้าสาละวิน ผีล่อโก๊ะ อาจเป็น ผีหลอคึ (สางหลอคึ) หมายถึงสาง ผู้เป็นเจ้าแผ่นดินของชาวหลอ (โก๑๒๖ อาจแปลว่าเก้าได้) หมายถึงสางหลอผู้นาไทเก้าเมือง โก๊ะล่อฝง (ฝงเหมือน ฟ้า และเฟี้ย (พญา)๑๒๗ แปลว่าเจ้าแผ่นดินของ หลอ หรือ “คึหลอฟ้า” หลวงวิจิตรวาทการใช้ชื่อว่า “ขุนหลวงฟ้า”๑๒๘
ชนชาวไปหยเี ปน็ ชนชนั้ สองชนเผา่ หยี (YI) สบื เชอื้ สาย จากตงอี้ (DongYi) ยคุ ราชวงศส์ าง และอ้ี (Yi) ในแควน้ ปา ชาวอ้ีถูกเกณฑ์มาปราบแถนใน ๑๐๙ BC และตกค้างใน อี้โจว ชาวอี้ดา (Black Yi) ซึ่งเป็นชนชั้นหนึ่งไม่ยอม แต่งงานกับต่างเผ่า ไปหยี หรืออี้ขาว ซึ่งเป็นพลเมือง ช้ันสอง ส่วนอี้ดาที่แต่งกับอี้ขาวจะเป็นชนขั้นสาม๑๒๙ จึงถูกรังเกียจ จึงเป็นไปไม่ได้ที่อี้ขาวจะเป็นที่ยอมรับ ให้เป็นผู้นาอาณาจักรน่าน ที่มีชนเผ่าไทตั้งรกรากอยู่ มากมายทั่วบริเวณอัสสัม พม่า เวียดนาม ยูนนาน และ
ลานช้าง ซ่ึงการกระจายตัวของภาษาอี้ในยูนนาน โดย Steven Harrell๑๓๐ พบเป็นกลุ่มแต่น้อยมากเมื่อ เทียบกับกลุ่มภาษาไทในพื้นที่
เอกสารจนี ยอ่ มออกเสยี งเพย้ี นไปจากคา ไท เชน่ จนี ออกเสยี ง “ซอื เขอะฟะ่ ”๑๓๑ หากอา่ นชอ่ื จนี พอจะตคี วาม ได้ว่า ซือเขอะฟ่ะน่าจะเป็นภาษาสาเนียงไปหยี แต่ที่จริง คือ “เสือข่านฟ้า” ของไทน่ีเอง การเรียงคาตรงข้าม เช่น โกสามปยี (หัวเมืองไตท้ังเก้า) โกสัมพี หรือ โก๊ะล่อฝง ตรงข้ามกับผีล่อโก๊ะ ก็ไม่แปลกอะไรขึ้นกับ การเรียงความหมาย จะอ้างว่าอาณาจักรน่านเจ้า เป็นของไปหยีไม่ได้
คนไทในสุวรรณภูมิ
เครื่องมือเคร่ืองใช้หินกะเทาะสาหรับล่าสัตว์ใน จังหวัดกระบี่ แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และสตูล๑๓๒ พบโบราณวตั ถทุ บี่ า้ นเชยี ง ๕.๗ - ๖.๗ kBP๑๓๓ พบโรงหลอ่ สมั ฤทธ์ิ และเศษผา้ ไหมในหลมุ ศพทบี่ า้ นเชยี ง อายุ ๖ kBP พร้อมลูกศรสัมฤทธ์ิอายุ ๕.๕ kBP พบหม้อสามขา อายุ ๕ kBP ที่สุราษฎร์ธานี เหมือนกับมาเลเซีย พบหม้อสามขาเหมือนจีนที่กาญจนบุรี๑๓๔ สุพรรณบุรี และชุมพร๑๓๕ พบกลองมโหระทึกที่ท่ามะกา และ หนา้ เขอื่ นเจา้ เณรกาญจนบรุ ๑ี ๓๖ แสดงวา่ คนไทในสวุ รรณภมู ิ ก็มีความเจริญไม่แพ้จีน
วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์ ได้จัดมนุษย์โบราณใน ประเทศไทยรุ่นแรกอยู่ในตระกูลออสโตนีเชียน๑๓๗ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของอินโด จาม ข่า ไทย และญวน
๑๒๖ เสมอชัย พูลสุวรรณ ล ด. หน้ํา ๗๘.
๑๒๗ ภัททิยํา ยิมเรวัติ, ประวัติศําสตร์สิบสองจุไท (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สร้ํางสรรค์, ๒๕๔๔), หน้ํา ๑๐๙.
๑๒๘ หลวงวิจิตรวําทกําร, ประวัติศําสตร์สํากล: ประวัติศําสตร์ไทย หน้ํา ๑๓.
๑๒๙ Yi Culture Under Scrutiny, http://www.china.org.cn/english/2000/Nov/4274.htm ,Retrieve 26 Dec 2009.
๑๓๐ Goeff Wade, “The Polity of Yelang and the Origin of Name China” p.17.
๑๓๑ เสมอชัย พูลสุวรรณ ล ด. หน้ํา ๓๘.
๑๓๒ ธนิก เลิศชําญฤทธิ์, ภําชนะดินเผํายุคก่อนประวัติศําสตร์ในประเทศไทย (นนทบุรี: สํานักพิมพ์มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๐), หน้ํา ๑๙. ๑๓๓ สุรพล ดําหริกล, แผ่นดินอีสําน (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์เมืองโบรําณ, ๒๕๔๙), หน้ํา ๑๕.
๑๓๔ อุดม เชยกีวงศ์ ล ด. หน้ํา ๓๔-๔๑.
๑๓๕ ธนิก เลิศชําญฤทธิ์ ล ด. หน้ํา ๕๖-๖๐.
๑๓๖ ประทุม ชุมเพ็งพันธ์ ล ด. หน้ํา ๑๒๒ และ ๑๔๘.
๑๓๗ วัลลภํา รุ่งศิริแสงรัตน์ บรรพบุรุษไทย: สมัยก่อนสุโขทัยและสมัยสุโขทัย (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬําลงกรณ์มหําวิทยําลัย,) หน้ํา ๕
นาวิกศาสตร์ 64 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ถดั มาคอื พวกออสโตรเอเชยี ตกิ ไดแ้ ก่ มอญ เขมร ทม่ี าจาก ตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานทั้ง ดีเอ็นเอ และหลักฐานอ่ืนที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นโดย ออสโตเอเชยี ตกิ ผลกั ดนั ออสโตเนยี ลงมาผา่ นทางไตห้ วนั และทางลาว หลังจากนั้นออสโตเอเชียติกก็ถูกกลุ่ม ไท - กะไดผลักดันมาอีกทอด และมารวมกับกลุ่มตระกูล เดียวกันมีมาจากอินเดีย
แนวทางปลูกจิตสานึกเยาวชนด้วย Soft Power ด้านประวัติศาสตร์
ยุทธศาตร์ Soft Power
การใช้อานาจละมุน (Soft Power) ตามความคิด ของ Joseph Nye๑๓๘ โน้มน้าวให้ต่างชาติเช่ือตน เช่น หนังฮอลลีวูดท่ีส่วนใหญ่อเมริกันเป็นพระเอก รัสเซีย และจีนเป็นผู้ร้าย ซ่ึงนอกจากต่างชาติมองสหรัฐอเมริกา ในแง่ดีแล้ว ยังส่งผลให้คนอเมริกันรักชาติ จีนพยายาม ใช้ Soft Power โน้มน้าวชาวโลก เช่น การต้ังสถาบัน ขงจื้อ มีลูกศิษย์มากมายจนสหรัฐอเมริกา สั่งปิด๑๓๙ ช่วงโควิดระบาดจีนยังใช้ Soft Power กับประชาคม อาเซียน๑๔๐ องค์กรต่าง ๆ ล้วนใช้ประโยขน์จาก Soft Power แม้แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็เช่นกัน๑๔๑
สาหรับไทยนั้น สานักงานสนับสนุนการวิจัยได้จัด สมั มนา Soft Power ดว้ ย ๓ องคป์ ระกอบ คอื วฒั นธรรม ค่านิยม และนโยบายต่างประเทศ โดยมุ่งใช้ในกลุ่ม ประเทศอาเซียน แต่พบอุปสรรคคือ ขาดการบูรณาการ จากภาครัฐ และเอกชน ขาดการพัฒนาเชิงลึก ไทย ใชป้ ระโยชนจ์ ากละคร ภาพยนตร์ และดาราทตี่ า่ งประเทศ นิยมน้อยกว่าท่ีควร เนื้อหาละครไทยไม่มีความซับซ้อน
หลากหลาย ไม่เป็นสากลเมื่อเทียบกับละครเกาหลี และสดุ ทา้ ยการสง่ เสรมิ ความเปน็ ไทย (Thainess) จะถกู ต่อต้าน๑๔๒
แนวทางปลูกจิตสานึกคนไทย ด้านประวัติศาสตร์ ด้วยยุทธศาสตร์ Soft Power
ในการดาเนินการ Soft Power นั้น สามารถนาเสนอ ในรูปแบบเกมส์ และการ์ตูนสาหรับเยาวชน ส่วนบุคคล ทั่วไปจะใช้ละครซีรี่ส์ แบบละครเกาหลี “จูมง” และ ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ โดยไม่เน้นความเป็นไทย (Thainess) แต่นาเสนอไทโบราณท่ีเป็นคุณลักษณะ รว่ มกนั ของคนไท และลาวในอาเซยี น ในเรอ่ื งตา่ ง ๆ ดงั น้ี
“ฟู่ห้าว” วีรสตรีไทเชลยสงคราม ยอมสละความรัก ในเผ่าเป็นสนมสาง ต่อมาเป็นแม่ทัพหญิง สู้รบกับฝาง ชนะศึกมากมาย ไต่เต้าเป็นมเหสีจักรพรรดิอู่ต่ิง (๑๒๕๐ BC) เป็นธิดาเทพบูชา “สางฟ้า” และทานายทุกเช้า ก่อนกษัตริย์บริหารบ้านเมือง ภายหลังเกิดความขัดแย้ง ระหวา่ งมเหสซี า้ ย ฟา้ จงิ (ฟจู่ งิ ) มกี ารใสร่ า้ ยปา้ ยสวี า่ เปน็ ชู้กับโอรสองค์โต ซู่จี (Zuji) โอรสมเหสีเก่า จนรัชทายาท ถูกเนรเทศและตายต่างแดน สุดท้ายจักรพรรดิอู่ติง ออกทาพิธีไหว้บูชาสางฟ้า และสางถังเอง แต่ภายหลัง ดว้ ยความดขี องเธอ ฟา้ หา้ วกส็ ามารถเปน็ ทไ่ี วว้ างใจอกี ครงั้
สามวีรสตรีแคว้นเยว่ (๕๐๐ - ๔๘๕ BC) สองพี่น้อง “ไซซ”ี แมต้ นเองจะเปน็ คนรกั ของแมท่ พั ฟน่ั หลี่แตก่ ย็ อม ทา เพอื่ บา้ นเมอื ง ยอมสละตนเองบา เรอฟไู่ ฉกษตั รยิ แ์ ควน้ อู่ ส่วนสตรีคนที่สามคือ “หนูมา” (นู่มา) นักรบหญิงไทที่ ช่วยฟั่นหลี่ สอนทหาร และร่วมรบจนจ้าวเจ้ียนเอาชนะ แคว้นอู่ได้ในที่สุด
๑๓๘ Joseph S. Nye,Jr “The Information Revolution and Soft Power, 2014”Current History 113(759): 19-22
๑๓๙ Elizabeth Reden, College Move to Close Chinese Government-Funded Confucius Institute and Increase Security, www.insidehigh- ered.com, Retrieved 2021-01-17.
๑๔๐ Keith Zhai and Patpicha Tanakasempipat, China Tests Its Soft Power in Southeast Asia Amid Coronavirus Outbreak, www.reuters. com/, Retrieved 2021-01-17.
๑๔๑ Joseph S. Nye Jr., American Soft Power will Survive Donald Trump, The National Interest, 2021-01-09, https://nationalinterest. org , Retrieved 2021-01-17.
๑๔๒ สกว. ยุทธศําสตร์ Soft Power ของไทย, สัมมนํา ASEAN Watch ใน ๑๗ ก.พ.๖๐ ณ โรงแรมเดอะ ศุโกศล กรงเทพฯ.
นาวิกศาสตร์ 65 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
“ย่าคาแดง” และ “ย่าย้อย” สองวีรสตรีของไท ยุคก่อนส้ินแคว้นเยว่ (๓๓๔ BC) ที่นาทัพไทร่วมกับ กษัตริย์อู่เจียงโจมตีแคว้นฉู่ แต่ถูกแคว้นฉู่ซ้อนกล ส่งแม่ทัพรูปงามมาหลอกล่อสองวีรสตรีไท กว่าจะรู้ตัว ก็สายเกินไป ทัพไทแตกพ่าย ทัพฉู่โต้กลับ แคว้นเยว่ ล่มสลาย ย่าคาแดงยอมสละความรักพาไทล้ืออพยพมา อยู่เชียงรุ้ง (สิบสองจุไท) ส่วนย่าย้อยก็เช่นกัน พาคนไท อพยพไปญป่ี นุ่ บรเิ วณเกาะควิ ชู สอนการเกษตรชาวญป่ี นุ่ ทาเครื่องปั้นดินเผา สักตัว ตายไปถูกฝังเดี่ยวในถ้า ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า Yayoi (ออกเสียงยาโยอิ)
เจาะเวลาหาอ้ายลาว เป็นเร่ืองอ้ายสาม (๑๓๕ - ๘๗ BC) สายเลือดนาค วงศ์สางดา ท่ีพยายามปกป้อง ชาวไทจากการรุกรานของฮั่นตะวันตก เพื่อเปิดเส้นทาง สายไหมผ่านอ้ายลาว โดยติดตามคณะทูตฮั่นไปขุด หนองม่ิงจาลองในเมืองฉางอาน พบรักกับลูกหลาน จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ รวมเดินทางผจญทางสายไหม (๑๑๙ - ๑๑๕ BC) ไปเมืองอู่ซุน กับคณะจางเชียน ร่วมรบใน สงครามนามเวียต ๑๑๒ BC แต่ด้วยความรักชาติ และ ชนเผ่าไทต้องยอมเสียสละความรัก ทาผิดต่อกองทัพ พาคนไทอพยพเข้าร่วมสงครามแถน (๑๐๙ BC) ถูก ขังคุกร่วมกับซือหม่า เชียน (๑๐๐ BC) ช่วยอ้ายลาวรบ กับฮ่ัน พาไทอพยพมาต้ังอาณาจักรสยามทั้งสองแห่ง สุดท้ายเสียชีวิตด้วยความเข้าใจผิด ตายเพราะนาค ริมฝั่งโขงตามประวัติไทยอาหม และเป็นต้นกาเนิด บั้งไฟพญานาคมาจนถึงทุกวันน้ี
สรุป
จากการค้นคว้าประวัติศาสตร์ไทยโดยอาศัย การวิเคราะห์ทางพันธุกรรมทั้งเพศชายแบบ Y - DNA และเพศหญิงแบบ mtDNA พบว่าคนไทโบราณร่วมกับ กลมุ่ ภาษาออสโตเอเชยี ตกิ ออสโตนเี ชยี จนี - ทเิ บต และ ม้ง - เมี่ยน อพยพมาจากอัฟริกาใน ๖๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว ผ่านอินเดียเข้าสู่จีนเป็นหลักยืนยันดีเอ็นเอเพศหญิง แบบ B ทปี่ กั กงิ่ อายุ ๔๐,๐๐๐ ปี บางสว่ นใชเ้ สน้ ทางเหนอื ในลักษณะก้ามปู และกลุ่มท่ีอยู่ทางใต้ต่อมาเดินทาง
นาวิกศาสตร์ 66 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ขนึ้ เหนอื ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ปี คนไทในจนี ประกอบดว้ ย เผ่าเสียน และเอี้ยน ที่ถูกกลืน จ้วงยวน หลอ ซ่ง และภู สว่ นหนงึ่ มาไทย แตส่ ว่ นใหญต่ กคา้ งในจนี และเพอ่ื นบา้ น ไทสร้างอาณาจักรสาง รัฐเยว่ อ้ายล้าว และน่านเจ้า ตอ่ มาถกู เผา่ เซยี่ ทเี่ ขา้ มาจากนอกดา่ นผลกั ดนั ทา สงคราม กันหลายครั้งตั้งแต่ยุคเส้ินหนง เอี้ยนตี สงครามสางถัง สงครามฉินปราบแดนใต้ สงครามกับฮั่นตะวันตก จนตอ้ งอพยพลงใตเ้ ปน็ ระยะจนถงึ สสู่ วุ รรณภมู ิ สอดคลอ้ ง กับการค้นคว้าแบบเดิม และตานาน พงศาวดารต่าง ๆ
ในการผลักดันให้เยาวชนชาวไทยหันมานาพา ประวัติศาสตร์ ด้วยยุทธศาสตร์ Soft Power ท้ังกลุ่ม เยาวชน และบุคคลทั่วไป ซึ่งคนไทนอกประเทศจะได้รับ ประโยชน์ด้วย โดยกลุ่มเยาวชนจะใช้แนวคิดการสร้าง เกมส์ และการ์ตูน ส่วนบุคคลท่ัวไป นาเสนอแบบละคร ซรี สี่ ์ และภาพยนตรอ์ งิ ประวตั ศิ าสตร์ และเนอื้ หาทจ่ี ะสอื่ กบั ชาวไทนอกประเทศจะเนน้ ความเปน็ ไท โดยมตี วั อยา่ ง คือ (๑) วีรสตรีไท “ฟ้าห้าว” (๒) สองวีรสตรีของไท “ย่าคาแดง” และ “ย่าย้อย” (๓) สามวีรสตรีแคว้นเยว่ “ไซซี และนู่มา” และ (๔) เจาะเวลาหาอ้ายลาว
-------------------------------------
บรรณานุกรม
หนังสือไทย
กัลญํา ลีลําลัย (๒๕๔๑) ประวัติกํารค้นคว้ําวัฒนธรรมชนชําติไท และ ศ.คุณบรรจบ พันธุเมธํา สกว. เจ้ําพญําธรรมําเต้ แปลโดยเจ้ําหงหยิน และ สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธ์ (๒๕๔๔) พงศําวดํารเมืองไท
เครือเมืองกูเมือง กรุงเทพฯ หจก. สํานักตรัสวิน (ซิลค์เวอมบุค)
ฉัตรทิพย์ นําถสุภํา และอุษํา โลหะกุล (๒๕๕๗) ชนชิตไทในประเทศจีน กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สร้ํางสรรค์ ฉัตรทิพย์ นําถสุภํา และอุษํา เจริญโลหะกุล (๒๕๖๒) วัฒนธรรมไทโบรําณชนชําติจ้วง กับควํามเข้ําใจ
วัฒนธรรมไทย กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สร้ํางสรรค์ จํากัด ชลธิรํา สัตยําวัฒนํา (๒๕๖๑) ด้ําแถน กําเนิดรัฐไท กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์อีศําน ชําญวิทย์ เกษตรศิริ (บรรณําธิกําร) กุลพัทธ์ มํานิตย์กุล และ คณะ (ผู้แปล) (๒๕๔๕) น่ี เสียมกุก “SYAM
KUK” (อ้ํางอิง Groslier, Bernard-Phillipe) กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงกํารตํารําสังคมศําสตร์ ธีรภําพ โลหิตกุล (๒๕๓๗) “คนไทในอุษําคเนย์” กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ประพันสําสน์ จํากัด นพคุณ ตันติ กุล (๒๕๔๘) “ล้ํานนํา” ในมิติกําลเวลํา เชียงใหม่: สํานักพิมพ์ The knowledge center
ทวีป วรดิลก (๒๕๔๗) ประวัติศําสตร์จีน กรุงเทพฯ: หจก. เอมี่ เทรดดิ้ง บุญยงค์ เกศเทศ (๒๕๔๘) อรุณรุ่งฟ้ํา “ฉําน” เล่ําตํานํานคน “ไท”. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์หลักพิมพ์
ประทมุ ชมุ่ เพง็ พนั ธ์ (๒๕๔๖) สวุ รรณภมู ิ กรงุ เทพฯ: สํา นกั พมิ พ์ สวุ ริ ยิ ําสําสน์ พลําดศิ ยั สทิ ธิ ญั กจิ (๒๕๔๗) ประวัติศําสตร์ไทย กรุงเทพฯ: ฝ่ํายโรงพิมพ์ บริษัท ตถําตําพับลิเคชั่น จํากัด
ภัททิยํา ยิมเรวัต (๒๕๔๔) ประวัติศําสตร์สิบสองจุไท กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สร้ํางสรรค์ จํากัด
มําลัย จันทร (๒๐๒๑) ประวัติศําสตร์ในในอดีตจนถึงสุโขไทย https://www.thaigoodview.com/
ยศ สันตสมบัติ (๒๕๔๓) หลักช้ําง กรุงเทพฯ: สํานักงํานมูลนิธิวิถีทรรศน์ & บริษัทอมรินทร์พร้ินติ้ง
แอนด์พับลิซซ่ิง จํากัด (มหําชน)
ดนัย ไชยโยธํา (๒๕๔๖) ประวัติศําสตร์ไทย: ยุคก่อนประวัติศําสตร์ถึงสิ้นอําณําจักรสุโขทัย กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์โอเด้ียนสโตร์
ธนิก เลิศชําญฤทธิ์ (๒๕๖๐) ภําชนะดินเผํายุคก่อนประวัติศําสตร์ในประเทศไทย นนทบุรี: สํานักพิมพ์ มิวเซียมเพรส
วัลลภํา รุ่งศิริแสงรัตน์ (๒๕๔๘) บรรพบุรุษไทย: “สมัยก่อนสุโขทัยและสมัยสุโขทัย” กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬําลงกรณ์มหําวิทยําลัย
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และคณะ (๒๕๔๕) ภําพเขียนสีพิธีกรรม ๓,๐๐๐ ปีที่ผําศักดิ์สิทธ์ิ กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์มติชน
รณี เลิศเลื่อมใส (๒๕๔๔) จักรวําลทัศน์ “ฟ้ํา-ขวัญ-เมือง” คําภีร์โบรําณไทยอําหม กรุงเทพฯ: สํานักงํานมูลนิธิวิถีทรรศน์
สุรพล ดําหริกล (๒๕๔๙) แผ่นดินอีสําน กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์เมืองโบรําณ
เริงวุฒิ มิตรสุริยะ (๒๕๕๗) ประวัติศําสตร์อําเซียน กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ยิปซี
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และ วิวรรณ แสงจันทร์ (๒๕๔๕) ภําพเขียนสีพิธีกรรม ๓,๐๐๐ ปีท่ีผําศักดิ์สิทธิ์
กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์มติชน
วิภู กุตะนันท์ และดําวรุ่ง กังวํานพงศ์ (๒๐๑๔) โครโมโซมวํายกับกํารศึกษําวิวัฒนกํารของมนุษย์ Thai J.
Genet 7(2): 69-86
วิภู กุตะนันท์ (๒๐๑๒) ดีเอ็นเอไมโทคอนเดรีย: เครื่องมือติดตํามประวัติกํารสืบเช้ือสํายประชํากร, KKU
Sci. J. 40(3) 708-719
ยรรยง จิระนคร และ ดร. รัตนําพร เศรษฐกุล (๒๕๔๔) ประวัติศําสตร์สิบสองปันนํา กรุงเทพฯ:
สํานักงํานมูลนิธิวิถีทรรศน์
ศ.สุรพล ดําริห์กุล. แผ่นดินอีสําน. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์เมืองโบรําณ
เสมอชัย พูลสุวรรณ (๒๕๖๐) รัฐฉําน (เมืองไต). กรุงเทพฯ: ศูนย์มํานุษย์วิทยําสิรินทร (องค์กํารมหําชน) สําเภํา พงศธร พล.ร.อ. (๒๕๖๔) “สงครํามกรีก” (อ้ํางอิงคํากล่ําววินตัน เชอร์ชิล) เอกสํารบรรยําย วทร. สําเภํา พลธร พล.ร.อ. และคณะ (ผู้แปล) (๒๕๕๗) (อ้ํางอิง Atlas of World History)
แผนที่ประวัติศําสตร์โลก
สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธ์ุ. (๒๕๔๔) ประวัติศําสตร์ไทยใหญ่. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สร้ํางสรรค์ จํากัด หม่องทินอ่อง (แปลโดย เพชรี สุมิตร). (๒๕๔๘) ประวัติศําสตร์พม่ํา. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยต้ําประเทศไทย หลวงวิจิตรวําทกําร พลตรี (๒๕๖๑)ประวัติศําสตร์สํากล: ประวัติศําสตร์ไทย, สํานักพิมพ์แสงดําว
อุดม เชยกีวงศ์. (๒๕๕๓) ประวัติศําสตร์ชําติไทย. กรุงเทพฯ: แสงดําว
หนังสือต่ํางประเทศ
Baker, C. 2002. “From Yue to Tai” Journal of Siam Society 90 (1) 1-26
Bin Yang 2008 “Between Wind and Cloud”, Columbia University Press
Chin, Tamara T., “Defamiliarizing the Foreigner, Sima Qian’s Ethnography and Han-
Xiongnu Marriage Diplomacy” University of Chicago
Cohen, P. 2010. The Gaojian Story in Antiquity. Oakland: University of California press. Crespigny, Rafe De “General of the South: The Foundation and early history of Three
Kingdom State of Wu,” Chapter 1.
Haijing Wang et al. 2004 “Molecular genetic Analysis of Ramainings from Lamadong
Cemetry, Liaoning, China”, Am J Phys Antropol. 134(3):404-11.
Hargett, J. 2013. “Guaiji? Guiji? Huiji? Kuaiji?” Sino-Platonic Papers, Number 234, March
2013, 7-21
Heater Peters 1990 “Tatoo Faces and Stilt House: Whoever the ancient Yue?” SINO-
PLATONIC PAPERS, Number 17
Henry, E. 2007. The Submerged History of Yue.” Sino-Platonic Papers, 176: 1-36. Huisheng Tang, “New Discovery of Rock Art and Megalithic Sites in Central Pain China” Gyaneshwer Chaubey et al. 2011 “Population Genetic structure in Indian Austroasiatic
Speaker,” Mol Biol Evol. 28(2): 1013-24.
Jean Clottes and Benjamin Smith, Rock Art in East Asia, (Citing Seog H. Jang), Jan 2019 Kayser Manfred 2008 “The impact of the Austronesian expansion: evidence from mtDNA
and Y chromosomal Diversity in the Admiralty Islands of Melanesia,” Mol Biol
Evol. 25(7): 1362-74.
Lee, H. and Clontz, J. 2012 “reviewing the prehistoric linguistic relationships of the Tai-
Kadai language family and its putative linguistic affiliations” Silapasart J.:20-38. Lary, Diana, “The Tomb of King Nanyue – The Contemporary Agenda of History”,
University of British Columbia
Liang-Gu Ming, 2008 “Comparative Analysis of The Complete mtDNA genome Between
Tibetan and Han Population”, Zhonghua Yi Xue Yi, 25(4):382-386.
Paola Dematte 1999 “Longshan Erra Urbanism: The Role of Cities in Predynastic China,”
Asian Perspective 38(2):119-153.
Patrick S. 2014 “New underwater archeological discoveries made at Fuxian,” Retrieved
from https://AncientPages.com.
Pedro A. Soars et al. 2016 Resolving the ancestry of Austronesian-speaking Populations,
Hum Genet, 135: 309-326.
Ping He, “Re-exploring the early History of tai People,” Yunnan University. (ไม่ระบุปีพิมพ์) Qiaomei Fu et al. 2103 “DNA analysis of an early modern human from Tainyuan Cave,”
China, PNAS, Vol. 110, No.6, 222.
Qian Y P et al. 2001 “Generic Relationship among four Yunnan populations revealed by
sequence of mtDNA D-loop,” Yi Chuan Xua Bao. 28 (40):291-300.
Sergio Prostak 2013 “DNA Analysis Reveals Common Origin of Tianyuan Humans and
Native Amercans,” Asians, Jan 24,
Silp Panthurangsee 2018 “the completion of Tai History,” PSAKU International Journal of Interdisciplinary Research, 7(1): 252-263
Stevan Harrell & Li Yongxiang, “The History of Yi, Part II” Vol.29, No.3, p.362-396 Sutherland, A. 2015 Underwater City: Unveiling the secrets at the bottom of Fuxian Lake,
http://ancientpages.com/
Wade, G. 2009. “The Polity of Yelang” Sino-Platonic Papers, No. 188: 22-26. Watson, B. 1963. Ssu-Ma Ch’ien: Grand Historian of China. New York City: Columbia
University Press.
Wibhu Kutanan et al. 2019 “Contrasting Paternal and maternal genetic histories of Thai
and Lao Populations,” https://doi.org/10.1101/509752.
Wibhu Kutanan et al. 2018 “NE INSIDE FROM Thailand into the maternal genetic history
of Mainland Southeast Asia,”EU Journal of Human Genetics, 26:898-911. Yang, B. 2008. Between Wind and Cloud. New York City: Columbia University Press. Yong-Gang Yao et al. “Phylogeographic Diffrentiation of mtDNA in Han Chinese,”Am. J.
Hum. Genet. 70:6353651.
อ่ืน ๆ
FamilyTreeDNA, https://familytreedna.com, Retrieved Feb 27, 2021
Academia 2021 “The Shang and Zhou Dynasty of Ancient China: was one an Extension of
the Other.
Asian History Y-DNA, http://www.genebase.com/learning/article/21-23
Battle of Banquan & Zhoulu, https://en.wikipedia.org/wiki/ Retrieved July 24, 2000 Jidanfa, https://en.wikipedia.org/wiki/ Retrieved July 24, 2000
Poundtawan “สรุปกํารเสียดินแดน ๑๔ คร้ังของไทยที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มําก่อน”
https://www.winnews.tv/news/7875, Retrieved Feb 27, 2021
Rock Painted Guangxi, https://en.wikipedia.org Retrieved 9 Sept 2020
Vietnamese & Southerners, http://www.imperialchina.org/vietnamese.html, Retrieved
12/26/2009.
Shang Dynasty, Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Shang_dynasty, First Issued
May 23, 2007, last edited on May 4, 2018.
Yuxin, Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Yuxin, First Issued Nov 26, 2006,
last edited on May 4, 2018.
Tai Si, Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Tai , First Issued Oct 25, 2009,
last edited on Nov 7, 2017.
Yi Culture Under Scrutiny, http://www.china.org.cn/english/2000/Nov/4274.htm, Retrieved
26 Dec 2009.
Zhong Surname, https://en.wikipedia.org/wiki/ , Retrieved 24/9/2562
นาวิกศาสตร์ 67 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
การฝึกยิงตอร์ปิโด MK46 ครั้งประวัติศาสตร์
ในการฝึกกองทัพเรือ ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๔ กองเรือฟริเกต ที่ ๑ กองเรือยุทธการ
ยามศกึ เรารบยามสงบเราฝกึ ภยั คกุ คามจากเรอื ดา นา้ ถือได้ว่าเป็นภัยคุกคามที่มีอานุภาพสูง และยากต่อการ จัดการ กองทัพเรือจึงได้จัดให้มีการฝึกยิงตอร์ปิโด MK 46 (หัวรบจริง) ในการฝึกกองทัพเรือ ประจาปี พ.ศ.๒๕๖๔ ซึ่งกองทัพเรือได้เคยทาการยิงตอร์ปิโด MK 46 เม่ือนานมาแล้ว ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ โดยเรือหลวง พทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั สา หรบั การฝกึ ครงั้ นม้ี วี ตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือทดสอบการทางานของระบบควบคุมการยิง และ ลกู ตอรป์ โิ ด (การโคจร และการทา งานขน้ั ตอนการคน้ หาเปา้ ) ทดสอบความพร้อมของเรือและอากาศยาน และ เพื่อฝึกกาลังพลประจาเรือให้มีความรู้ ความสามารถ และเพิ่มพูนความชานาญในการยิงตอร์ปิโด โดยมี พลเรอืตรีสมบตัินาราวโิรจน์ผบู้ญัชาการกองเรอืฟรเิกต ที่ ๑ เป็นผู้บังคับหมวดเรือฝึกยิงตอร์ปิโด (ผบ.มวต.๖๔) ซึ่งการฝึกได้ประสบความสาเร็จและเป็นไปด้วยความ เรียบร้อย โดยมีลาดับการปฏิบัติท่ีสาคัญ ดังน้ี
แนวความคิดในการออกแบบเป้า สาหรับการฝึกยิง
จากทไี่ ดม้ กี ารกา หนดใหม้ กี ารฝกึ ยงิ ตอรป์ โิ ด MK 46 (หัวรบจริง) ในการฝึกยิงคร้ังน้ี ทางกองเรือฟริเกตท่ี ๑ ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยรับผิดชอบในการฝึกยิง ตอรป์โิดMK46จงึไดม้กีารประชมุกบัหนว่ยทเี่กย่ีวขอ้ง หลายครั้ง เพ่ือออกแบบและจัดทาเป้าให้ได้เป้าฝึก ท่ีสามารถตอบสนองต่อระบบตรวจจับของตอร์ปิโด
นาวิกศาสตร์ 68 ปีที่ ๑๐๔ เล่มท่ี ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
MK 46 ได้ โดยได้พิจารณาถึงข้อมูลความถ่ีและ การทางานของตอร์ปิโด การสะท้อนสัญญาณเสียง ให้เป้าฝึกเปรียบเสมือนเรือดาน้า และออกแบบตัวเป้า ใหม้ คี วามหนาทเี่ พยี งพอ เมอื่ ตอรป์ โิ ดชนเปา้ แลว้ เกดิ การ ระเบดิ ขนึ้ ซงึ่ การจดั ทา เปา้ ฝกึ ฯ ในครงั้ นี้ เนน้ การสะทอ้ น ของรูปทรงในทุก ๆ มุม ที่คลื่นเสียงสามารถสะท้อนได้ ซงึ่ ผลการคา นวณการสะทอ้ นของเสยี ง (Target Strength) พบว่าเป้ายิงตอร์ปิโดมี Target Strength ท่ีเพียงพอ สาหรับตอร์ปิโด
การทดลองตรวจจับเป้าใต้น้า
ในการทดลองตรวจจับเป้าใต้น้า ได้ดาเนินการ ทดสอบ ทดลอง รวมทง้ั หมด ๒ ครงั้ ในการฝกึ องคบ์ คุ คล และยุทธวิธีกองเรือฟริเกตท่ี๑ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๓ และประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๔ โดยเรือหลวง ภูมิพลอดุลยเดช และเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ทาการ ตรวจจับเป้าฝึกยิงตอร์ปิโด ซึ่งสามารถทาการตรวจจับ เป้าฝึกได้เป็นอย่างดี
การขนย้ายเป้าฝึก
ทา การขนยา้ ยลงเรอื หลวงราวี ในวนั ที่ ๓๐ มนี าคม พ.ศ.๒๕๖๔ ณ ท่าเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ จากน้ัน ในวันท่ี ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๔ เรือหลวงราวี ได้ออกเดินทางจากฐานทัพเรือสัตหีบ และเดินทาง ส่งเป้าให้กับเรือหลวงอ่างทองในพื้นที่ฝึก เมื่อวันท่ี ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๔
ภาพการขนย้ายเป้าฝึก
การสารวจพื้นที่ฝึกยิงตอร์ปิโด
การสารวจพื้นท่ีฝึกยิงตอร์ปิโดมีวัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบว่าพื้นท้องทะเลในพื้นที่การฝึกมีผลต่อ การทางานของลูกตอร์ปิโดหรือไม่ หากมีเป้าใต้น้า ขนาดใหญ่ อาจสง่ ผลกระทบตอ่ การทา งานของตอรป์ โิ ดได้ กาลังที่ดาเนินการสารวจพื้นที่ยิงตอร์ปิโด ประกอบด้วย เรือหลวงบางระจัน เรือหลวงหนองสาหร่าย และ เจ้าหน้าที่ประดาน้าจากกรมสรรพาวุธทหารเรือ โดยมี พื้นที่สารวจบริเวณสนามฝึกปราบเรือดาน้าและยิงอาวุธ สนาม ๑๑ (S3) ของกองทัพเรือ ซึ่งได้ดาเนินการสารวจ ดังนี้
๑. ในวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๔ เรือหลวง หนองสาหร่าย ทาการสารวจพ้ืนที่ฝึกยิงตอร์ปิโด (พื้นที่จริง) พบเป้าทั้งหมด ๑๔ เป้า จากการวิเคราะห์ ข้อมูล เป้าในพื้นท่ีไม่มีผลกระทบต่อการฝึก
๒. ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๔ เวลา ๑๔๐๐ - ๑๗๓๐ ภายหลังจากการฝึกยิงตอร์ปิโด เรือหลวง บางระจันทาการพิสูจน์ทราบตาบลที่เป้าใต้น้า เพื่อให้ มั่นใจว่าพ้ืนท่ีฝึกมีความปลอดภัยต่อการใช้ทะเลต่อไป ผลการสารวจไม่พบเป้าที่จะมีผลกระทบ หรือจะเป็น อันตรายต่อการเดินเรือ
การวางเป้า
ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๔ เรือหลวงอ่างทอง และเรือหลวงราวี เดินทางเข้าพ้ืนที่การฝึก (บริเวณ จุดนัดพบ) และดาเนินการวางเป้า ซึ่งวางเป้าเสร็จสิ้น
ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๔ เวลา ๑๖๐๐ สว่ นประกอบหลกั ของเปา้ ฝกึ ประกอบไปดว้ ย ทนุ่ ลอยตวั เป้าใต้น้า และสมอ โดยใช้เวลาในการดาเนินการวางเป้า ประมาณ ๓ ชั่วโมง การดาเนินการใช้เวลาค่อนข้างมาก เน่ืองจากมีหลายข้ันตอนในการปฏิบัติ และเป้ามีขนาด ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งในวันดังกล่าวสภาพอากาศและทะเล เป็นใจ คือ คลื่นลมสงบและฟ้าเปิด จึงทาให้การวางเป้า ไม่มีอุปสรรคมากนักในการดาเนินการ
หน่วยตรวจพื้นที่สนามยิง
ภาพการวางเป้า โดยเรือหลวงอ่างทอง
นาวิกศาสตร์ 69 ปีที่ ๑๐๔ เล่มท่ี ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ภาพการวางเป้า โดยเรือหลวงอ่างทอง
การไล่เป้าในพ้ืนท่ีฝึกยิงตอร์ปิโด
การปฏบิ ตั ใิ นการรกั ษาความปลอดภยั ของสนามยงิ นนั้ ไดท้ า การแบง่ พน้ื ทอ่ี อกเปน็ ๔ เซกเตอร์ เซกเตอรล์ ะ ๑ ลา โดยมเี รอื หลวงเจา้ พระยา ดา รงภาพสถานการณใ์ นพนื้ ที่ ควบคมุ การไลเ่ ปา้ ของเรอื ในพน้ื ทฝี่ กึ ผลกั ดนั ใหเ้ รอื ผวิ นา้ ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๔ เวลา ๑๖๐๐ และเฝ้าตรวจในพ้ืนท่ีจนถึง วนั ท่ี ๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๔ เวลา ๑๒๐๐ โดยวางกา ลงั ป้องกันและรักษาสนามยิงให้เรือที่ไม่เก่ียวข้องเข้ามา ในสนามยงิ และใหอ้ ยหู่ า่ งจากขอบพนื้ ทม่ี ากกวา่ ๒ ไมล์ จนเสรจ็ สน้ิ การฝกึ ซงึ่ การไลเ่ ปา้ เปน็ ไปดว้ ยความเรยี บรอ้ ย และไมม่ อี ปุ สรรคเนอื่ งจากพนื้ ทฝ่ี กึ มคี วามหนาแนน่ ของ การจราจรทางทะเลต่า การถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียง
เจา้ หนา้ ทก่ี รมการสอ่ื สาร และเทคโนโลยสี ารสนเทศ ทหารเรือ ได้ดาเนินการติดตั้งอุปกรณ์การถ่ายทอด สญั ญาณภาพและเสยี งทงั้ บนพนื้ นา้ และใตน้ า้ โดยตดิ ตงั้ บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือหลวงรัตนโกสินทร์ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดาน้า แบบที่ ๑ (ฮ.ปด.๑) และ เฮลิคอปเตอร์ลาเลียง แบบที่ ๖ (ฮ.ลล.๖) โดยการ ถ่ายทอดสัญญาณภาพประกอบไปด้วย ภาพการปฏิบัติ งานภายในห้องศูนย์ยุทธการของเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ภาพมุมสูงจากอากาศยาน และภาพเมื่อทาการทิ้งลูก ตอร์ปิโด ผ่านจอภาพที่ติดตั้งบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร รวมทั้งได้ดาเนินการวางและตรวจสอบการทางานของ เซ็นเซอร์ใต้น้า โดยวางไฮโดรโฟน จานวน ๓ ตัว ท่ีระดับ
นาวิกศาสตร์ 70 ปีที่ ๑๐๔ เล่มท่ี ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ความลึกต่าง ๆ เพื่อเก็บเสียงการแพร่คลื่นของตอร์ปิโด อีกด้วย ซ่ึงข้อมูลเสียงของตอร์ปิโดที่ได้เป็นข้อมูลสาคัญ ในการวเิ คราะหก์ ารเคลอ่ื นทแี่ ละการทา งานของตอรป์ โิ ด
ภาพโครงข่ายการถ่ายทอดสัญญาณภาพบนพ้ืนน้า
สถานการณ์การฝึกยิงตอร์ปิโด
สมมตสิ ถานการณ์ เมอ่ื เขา้ พนื้ ทปี่ ฏบิ ตั กิ าร ในวนั ที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๔ เวลา ๐๙๐๐ กาลังทางเรือ ของกองกาลังทางเรือเฉพาะกิจปฏิบัติการระยะไกล (กก.๗๑) ได้เข้ามาใกล้กับพื้นที่ปฏิบัติการของเรือดาน้า และจากการรายงานดา้ นการขา่ วไดต้ รวจพบกลอ้ งตาเรอื (Periscope) ของเรือดาน้า ชั้น Scorpene ซ่ึงมองเห็น ด้วยสายตาและได้จางหายไป จึงได้กาหนดตาบลที่ ครั้งสุดท้ายของเรือดาน้า (Datum) ณ จุดวางเป้าใต้น้า (ที่ละติจูด ๐๙ องศา ๔๘ ลิปดา เหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๓๗ ลิปดา ตะวันออก) ต่อมา OTC (กก.๗๑) ส่ัง จัดหน่วยค้นหาและทาลายเรือดาน้า (Search Attack Unit : SAU) ประกอบด้วย เรือหลวงรัตนโกสินทร์ และ เฮลคิ อปเตอรป์ ราบเรอื ดา นา้ แบบที่ ๑ (ฮ.ปด.๑) จา นวน ๒ ลา เข้าดาเนินการต่อตีเป้าใต้น้า และเม่ือสนามยิง ปลอดภัย เรือหลวงรัตนโกสินทร์จึงทาการควบคุม ฮ.ปด.๑ ลา แรก ลา แรก (DIPPER) เขา้ ทา การคน้ หาและ กาหนดตาบลที่ของเป้าใต้น้า เม่ือสามารถยืนยันได้แล้ว ว่าเป็นเป้าใต้น้าข้าศึก เรือหลวงรัตนโกสินทร์จึงควบคุม ฮ.ปด.๑ (PONY) อีกหนึ่งลาเข้าทาการยิงตอร์ปิโด ตามยทุ ธวธิ ตี อ่ เปา้ ใตน้ า้ ทงิ้ ตอรป์ โิ ดท่ีระยะ ๕๐๐ หลา จากเป้า
ผลการฝึก
การฝึกประสบผลสาเร็จและเป็นท่ีน่าประทับใจ เปน็ อยา่ งมาก ตอรป์ โิ ด MK 46 เคลอื่ นทแี่ ละชนเปา้ ใตน้ า้ ที่ความลึก ๒๕ เมตร อย่างแม่นยา ทาให้ทราบถึง ขีดความสามารถที่แท้จริง และการทางานของตอร์ปิโด โดยการทางานของลูกตอร์ปิโดนั้น ใช้เวลา ๕ วินาที ในการติดเครื่องยนต์หลังจากตกน้า หลังจากนั้นจะใช้ เวลา ๗ วินาที เพื่อดาลงไปท่ีความลึก ๒๕ เมตร (Search Depth) และจะเปิดระบบการค้นหา และ เคลื่อนท่ีเข้าหาเป้าอีก ๔๐ วินาที ก่อนชนเป้า ซึ่งเป็น ไปตาม Profile การเคล่ือนที่ของตอร์ปิโด และท่ีสาคัญ คือเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดาน้า แบบที่ ๑ (ฮ.ปด.๑) และเรือควบคุมอากาศยาน (เรือหลวงรัตนโกสินทร์)
ภาพขณะทาการยิงตอร์ปิโด MK 46 จากเฮลิคอปเตอร์ ปราบเรือดาน้า แบบที่ ๑
มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจท่ีได้รับมอบหมาย เป็นอย่างดี รวมทั้งกาลังพลซึ่งได้ห่างเหินจากการฝึก ยงิ ตอรป์ โิ ดจรงิ มาเปน็ เวลามากกวา่ ๑๐ ปี ไดร้ บั ความรู้ และความชานาญในการยิงตอร์ปิโดมากย่ิงข้ึน อีกท้ัง ทาให้ทราบว่ากองทัพเรือสามารถจัดทาเป้าใต้น้าได้เอง และสามารถใช้งานได้จริง และท่ีสาคัญที่สุดคือ จากความสาเร็จจากการฝึกยิงตอร์ปิโด MK 46 ในการ ฝึกกองทัพเรือ ประจาปี พ.ศ.๒๕๖๔ ในครั้งน้ี ซึ่งการดาเนินการท้ังหมดกองทัพเรือได้ดาเนินการเอง ท้ังหมด ไม่ได้พึ่งพาต่างชาติ จึงมั่นใจได้ว่ากองทัพเรือ มีเข้ียวเล็บและศักยภาพในด้านการปราบเรือดาน้า ซ่ึงสะท้อนถึงความพร้อมรบ ความชานาญการยุทธ์ ทางทะเล ด้วยการเตรียมกาลังชั้นเลิศ
ภาพการระเบิดใต้น้าจากการชนเป้าของตอร์ปิโด MK 46
ภาพผู้บังคับบัญชา ตรวจเย่ียมการฝึกยิงตอร์ปิโด MK 46
นาวิกศาสตร์ 71 ปีที่ ๑๐๔ เล่มท่ี ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
คําถมเดือน กรกฎคม ๒๕๖๔ (จํานวน ๓ รงวัล)
รงวัล ร่มรชนวิกสภ จํานวน ๓ รงวัล คําถม
ต้นรวงผ้ึง มีชื่ิอสมัญว่อะไร ?
ส่งคําตอบมที่ [email protected] หรือไปรษณียบัตร/จดหมย จ่หน้ซองถึง
สํานักงนรชนวิกสภ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริรช เขตบงกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐ ตรวจสอบรยชื่อผู้ได้รับรงวัลที่
WWW.FACEBOOK.COM/นิตยสรนวิกศสตร์ ผู้ตอบแบบสอบถม กรุณเขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ *หกมีผู้ตอบคําถมถูกมกกว่ ๓ ท่น จะใช้วิธีจับสลกคัดเลือกผู้โชคดี เพื่อรับรงวัลแทน
นาวิกศาสตร์ 72 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
นาวิกศาสตร์ 73 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
บอกผมที แบบนี้ผิดหรอื ถูก ?
ผมสงสัยครับ ผมสงสัย ? การเขียนวันเดือนปี ถ้าจะใช้ให้ถูกต้อง ต้องใช้อย่างไรครับ ช่วยบอกผมที
การเขียน “วัน เดือน ปี” ถ้าจะต้องการย่อบรรทัดของ ข้อความนั้นให้กระชับ ไม่จําาเป็น ต้องใส่ “พ.ศ.” ก็ได้ ให้ใส่เลขปี ไปเลยแค่สองหลักเท่านั้น เช่น วันจันทร์ ที่ ๑ กรกฎาคม ๕๕
ไ ม ใ่ ช ค่ ะ่ ก า ร เ ข ยี น “ ว นั เ ด อื น ป ”ี หากระบุวันหรือคาว่า “วันที่” ต้องมี คาว่า “พ.ศ.” หน้าเลขบอก พ.ศ. เช่น วนั อาทติ ย์ ที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ขัดใจเก่ง ! หากไม่ระบุ “วันที่” ต้องใช้คําาเต็มของ พ.ศ. เป็นพุทธศักราช และตามด้วย เลขปี เช่น ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
ไมจ่ า เปน็ คะ่ ถา้ หากไมร่ ะบวุ นั หรอื ใชค้ า วา่ “วนั ท”ี่ ไมต่ อ้ งมคี า วา่ “พ.ศ.” หนา้เลขบอกพ.ศ.เชน่ ๑กรกฎาคม ๒๕๖๔
รู้เยอะจริงเลย ! การเขียน “วัน เดือน ปี” แบบย่อไม่ต้องระบุ “พ.ศ.” แต่เลขปีตามท้ายใช้สี่หลัก ไปเลย เช่น ๑ ก.ค. ๒๕๖๔
เกอื บดแี ลว้ คะ่ หากเขยี นวนั เดอื นปี อย่างย่อ ระบุเฉพาะเลขวันท่ี อักษร ย่อของชื่อเดือน และเลขบอก พ.ศ. สองหลกั ทา้ ย (เปน็ การเขยี นอยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการแตก่ า หนดไวพ้ อเปน็ แนวทาง) เช่น ๑ ก.ค. ๖๔
นาวิกศาสตร์
74
ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
flogging a dead horse
ในยคุ เรอื ใบเมอื่ กะลาสใี หมล่ งเรอื กอ่ นทเี่ รอื จะออก ทะเล พวกเขาจะได้รับเงินเดือนล่วงหน้า ๑ - ๒ เดือน เป็นเรื่องปกติท่ีกะลาสีเหล่าน้ันส่วนใหญ่มักหมดตัว ไปกับสุรา นารี และเรื่องบันเทิงอ่ืน ๆ ก่อนที่เรือจะออก ทะเล ดังนั้นเมื่อเรือออกทะเลไปแล้วกล่าวได้ว่า พวกเขาทางานเหมือนไม่มีค่าตอบแทน แต่กัปตันเรือ และนายทหารเรือได้พยายามหาส่ิงกระตุ้นให้พวกเขา มีกาลังใจในการทางาน
อาจมีคาถามว่า ม้ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับ กะลาสีใหม่เหล่านั้น เพื่อเป็นการแก้เซ็งพวกเขา หาเรื่องสนุก โดยการใช้ผ้าใบและหญ้าแห้งทาเป็นม้า (ในเรอื ของสเปนบรรทกุ มา้ ขณะเดนิ ทางไปทวปี อเมรกิ า) ผกู เชอื กชกั รอกขนึ้ สแู่ ขนพรวน (yardarm) แลว้ ตดั เชอื ก เพื่อให้ม้าปลอมนั้นตกทะเลไป สาหรับกะลาสีม้าเป็น สัญลักษณ์ของการทางานที่ไม่ได้รับเงินตอบแทน (รับไปแล้วและใช้หมดก่อนเรือออกทะเล)
floggingadeadhorseต่อมาถูกนามาใช้บนบก ในความหมายดังต่อไปน้ี:
๑. วา่ กนั ตามตวั อกั ษร การลงแสม้ า้ ทตี่ ายแลว้ หมายถงึ ทาอะไรเสียเวลาเปล่า เป็นการกระทาส่ิงที่เป็นไปไม่ได้ เปรียบเหมือนการลงแส้ม้าที่ตายแล้ว เช่น ประโยค He keep trying to ask for another recount of the votes but I think he's flogging a dead horse เขาพยายามท่ีจะขอให้นับคะแนนโหวตใหม่อีกครั้ง แต่ฉันคิดว่าเขากาลังลงแส้ม้าท่ีตายแล้ว (เสียเวลาเปล่า)
๒. ถกเถียงในเรื่องที่ได้ข้อยุติหรือจบไปแล้ว เชน่ ประโยค:Idon'tmeanIfloggingadeadhorse, but I still don't understand what happened. (ถกเถียงในเร่ืองท่ียุติไปแล้ว)
flog the glass เทคนิคการออกยามให้เร็วขึ้น
glass ในที่น้ีหมายถึง นาฬิกาทรายซ่ึงเป็นอุปกรณ์ บอกเวลาในสมัยยุคเรือใบ
ยุคเรือใบในช่วงของเวลา การเปลี่ยนยาม การนับ เวลาอาศัยนาฬิกาทราย ซ่ึงในยุคนั้นยังไม่มีนาฬิกา โครโนมเิ ตอร์ บรรดายามบางคนเชอ่ื วา่ ทรายจะไหลเรว็ ขน้ึ หากมีการสั่น (flog the glass) หรือบางคนเช่ือว่า การทาใหอ้นุ่หรอืรอ้นกเ็ปน็อกีวธิหีนงึ่คาแสลงนป้ีจัจบุนั เมอื่ ใชบ้ นบกมคี วามหมายทา นองเดยี วกนั กบั เมอื่ ใชบ้ นเรอื
นาวิกศาสตร์ 75 ปีที่ ๑๐๔ เล่มท่ี ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
คือ พยายามทาด้วยวิธีใดวิธีหน่ึงเพื่อให้ออกยามเร็วขึ้น “warm the bell” มีความหมายทานองเดียวกัน
flotsam and jetsam flotsam
คอื ขยะลอยนา้ หมายถงึ สงิ่ ของทพี่ บในทะเลอาจเกดิ จาก เรอื อบั ปาง หรอื สงิ่ ของทต่ี กลงจากเรอื ปจั จบุ นั ยงั หมายถงึ พืชหรือดอกไม้ และสัตว์ (flora and fauna) ต่าง ๆ ที่ถูกซัดข้ึนฝ่ัง เช่น เศษไม้ และสาหร่ายทะเล
ส่วน jetsam เป็นสิ่งของท่ีโยนลงทะเลโดยต้ังใจ อาจเปน็ เพราะตอ้ งการลดนา้ หนกั บรรทกุ ของเรอื หรอื การ ทิ้งขยะลงทะเล หรือลักลอบทิ้งของผิดกฎหมายลงทะเล
Flying Dutchman เรือผีสิง
เรือปีศาจหรือเรือผีสิง เป็นความเชื่อของชาวเรือ โบราณกลา่วกนัวา่มกัจะพบเหน็ในบรเิวณแหลมกดู๊โฮป เป็นเรือที่ถูกสาปให้ท่องทะเลไปเจ็ดย่านน้าโดยไม่มี วันสิ้นสุด ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ มักพบเห็น ในเวลาทมี่ หี มอกหนาจดั หรอื เหน็ แสงประหลาดซงึ่ ชาวเรอื เข้าใจว่าเรือผีสิงได้ส่งสัญญาณฝากข้อความไปยังคน รู้จักบนแผ่นดินใหญ่ กล่าวกันว่า HMS Bacchante เคยรายงานว่าได้เห็นเรือลาน้ีเม่ือตอน ๐๔.๐๐ น. ของ วันท่ี ๑๑ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๘๑
flying fish sailor
เป็นคาสแลงท่ีใช้ในเชิงไม่ค่อยดีต่อกะลาสี ที่บังเอิญโชคดีตลอดเวลาที่เขาอยู่ในทะเล เจอแต่
นาวิกศาสตร์ 76 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ทะเลเรยี บ อากาศดี ในราชนาวอี งั กฤษหมายถงึ ในนา่ นนา้ มหาสมุทรอินเดีย
foul anchor สมอพันโซ่/เชือก
สมอพนั โซห่ รอื เชอื กหรอื สมอตดิ ขดั ขณะหะเบสสมอ ด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม สิ่งท่ีปรากฏกลายเป็นภาพ สัญลักษณ์ของกระทรวงทหารเรืออังกฤษและของ ราชนาวีอังกฤษ ต่อมาได้ปรากฏให้เห็นแพร่หลายท้ัง ในส่วนของกองทัพเรือและชาวเรือโดยทั่วไป แต่สาหรับ ชาวเรอื ทแี่ ทจ้ รงิ แลว้ เปน็ ปรากฏการณท์ บี่ างครงั้ เรยี กวา่ ความอับอายขายหน้าของกะลาสี (sailor's disgrace) เพราะแสดงถึงความสะเพร่า หรือความอ่อนหัดทาง ด้านการเรือ(seamanship)เดิมเป็นตราเครื่องหมาย ของ Lord Howard of Effington ในปี ค.ศ. ๑๖๐๑ เมื่อเขาดารงตาแหน่ง Lord High Admiral และได้ใช้ เป็นเคร่ืองหมายของทหารเรือ
free the slide
สแลงท่ีใช้บนโต๊ะอาหาร หมายถึง ขอร้องให้ช่วย ส่งเนยมาให้ (pass the butter, please)
Friday while
สแลงดง้ั เดมิ ของราชนาวกิ โยธนิ องั กฤษทไี่ ดห้ ยดุ ยาว วันสุดสัปดาห์ (long weekend leave)
ลงเรือลําเดียวกัน (Be in the same boat)
ราชบณั ฑติ ยสถานไดใ้ หน้ ยิ ามวลนี ที้ เี่ กยี่ วกบั ชาวเรอื วา่ “ทา งานรว่ มกนั รว่ มรบั ผลการกระทา ดว้ ยกนั ” เปน็ อปุ มา ที่หมายถึงการลงมือทางานร่วมกัน เป็นพวกเดียวกันหรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องรับผลจากการกระทาร่วมกัน ดงั นนั้ ตอ้ งชว่ ยกนั คดิ ชว่ ยกนั ทา ตอ่ ไปใหส้ า เรจ็ ไมค่ วรเอาตวั รอดเพยี งคนเดยี วตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ Beinthesameboat ซึ่ง Cambridge English Dictionary ให้ความหมายว่า อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่ายินดีเช่นเดียวกันทุกคน หรืออยู่ใน สถานการณ์ที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน
วลีนี้เร่ิมใช้กันต้ังแต่ศตวรรษท่ี ๑๖ คนแรกท่ีใช้คือ Thomas Hudson ในปี ค.ศ. ๑๕๘๔ โดยใช้ในเชิงอุปมาว่า อยใู่ นชะตาเดยี วกนั เขาอธบิ ายวา่ “เมอ่ื เรอื กา ลงั เดนิ ทางไมม่ ใี ครคนใดออกไปจากเรอื ได้ ไมว่ า่ เขาจะเลอื กหรอื ไมก่ ต็ าม” มีอีกทฤษฎีหน่ึงกล่าวถึงต้นตอของวลีดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นกลางศตวรรษที่ ๑๙ ใช้กันมากในบรรดาชาวกรีก ในความหมายคล้ายคลึงกัน กล่าวคือผู้โดยสารเรือต้องเผชิญความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เมื่อพวกเขาต้องลงไปอยู่ในเรือบต
หรือเรือช่วยชีวิต (Lifeboat)
แต่ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งน่าสนใจ ส่วนจะเช่ือถือได้เพียงใดนั้นขอให้ใช้ดุลพินิจเองแล้วกัน กล่าวกันว่าวลีดังกล่าว
มีต้นตอมาจากการจมของเรือโดยสารใหญ่ท่ีสุดของอังกฤษที่เรารู้จักกันดีคือ RMS Titanic เม่ือวันท่ี ๑๕ เมษายน ค.ศ. ๑๙๑๒ ซึ่งชนกับภูเขาน้าแข็ง คร้ังนั้นทุกคนทุกชนชั้นตกอยู่ในสถานการณ์และชะตากรรมเดียวกันแม้ก่อน เรือไททานิคจะจม ระหว่างเดินทางผู้โดยสารและลูกเรืออาจมีหลายสถานะและต่างชนช้ันกัน แต่เมื่อเรือจมและทุกคน ลงไปอยู่บนเรือบต หรือเรือช่วยชีวิตแล้ว ทุกคนตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันเสี่ยงต่อการอยู่รอดเหมือนกัน
ต้องไม่สับสนกับสานวน “ตะเภาเดียวกัน” ซ่ึงคาน้ีหมายถึง พวกเดียวกันหรือแบบเดียวกัน ตะเภาในที่น้ีหมายถึง เรือสาเภาของจีน ผู้ที่อพยพมาจากเมืองจีนในเรือลาเดียวกันย่อมมีขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือน ๆ กัน เราจึงเรียก ผู้ที่ทาอะไรเหมือน ๆ กันว่า “ตะเภาเดียวกัน” หรือ “มาตะเภาเดียวกัน”
นาวิกศาสตร์ 77 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
รัฐอิสราเอล
บริษัท ThyssenKrupp ส่งมอบเรือ INS Oz ให้แก่กองทัพเรืออิสราเอล
บรษิ ทั ThyssenKruppMarineSystems(TKMS) ประเทศเยอรมนี ได้ทําพิธีส่งมอบเรือคอร์เวต INS Oz ให้แก่กองทัพเรืออิสรําเอล เมื่อวันที่ ๔ พฤษภําคม พ.ศ. ๒๕๖๔
เรือคอร์เวต INS Oz เป็นเรือชั้น SA’AR 6 ของกองทัพเรืออิสรําเอล ลําที่ ๒ ในจํานวน ๔ ลํา ตํามโครงกํารทที่ ํา สญั ญํากบั บรษิ ทั TKMS รว่ มกบั บรษิ ทั GermanNavalYardsเมอื่ เดอื นพฤษภําคมพ.ศ.๒๕๕๘ เรือลําแรกของโครงกํารนี้คือ INS Magen เริ่มสร้ําง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๑ และได้เข้ําประจํากํารใน กองทัพเรือ อิสรําเอล ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓
เรือ SA’AR 6 ออกแบบโดยใช้พ้ืนฐํานมําจํากเรือ คอร์เวตเอนกประสงค์แบบ MEKO 100 ของกองทัพเรือ เยอรมนี แต่อิสรําเอลได้ทํากํารติดตั้งระบบตรวจจับ และระบบอําวุธของตนเอง ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันภัย ทํางอํากําศแบบ Iron Dome ด้วย
แหล่งที่มา : http://www.navyrecognition.com/index.php/naval-news/naval-news-archive/2021/may/10100-thyssenkrupp- delivers-ins-oz-to-the-israeli-navy.html
นาวิกศาสตร์ 78 ปีท่ี ๑๐๔ เล่มท่ี ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ข อ้ ม ลู ท วั ่ ไ ป เ ร อื ค อ ร เ ์ ว ต I N S O z
ระวางขับน้า
ความยาว
ระยะปฏิบัติการ
ระบบขับเคลื่อน
- เครื่องยนต์ดีเซล สองเพลําใบจักร - ควํามเร็วสูงสุด ๒๖ ระบบอาวุธ
- ปืน ๗๖ มม. Oto Melara ๑ แท่น
- ระบบปืนกลควบคุมระยะไกล Typhoon ๒ แท่น
- อําวุธปล่อยนําวิถีพื้นสู่อํากําศ Barak-8 ท่อยิงทํางดิ่ง ๓๒ เซล - อําวธุ ปลอ่ ยนํา วถิ พี นื้ สอู่ ํากําศ C-Dome ทอ่ ยงิ ทํางดงิ่ ๔๐ เซล - อําวุธปล่อยนําวิถีต่อต้ํานเรือผิวน้ํา Gabriel V ๑๖ ลูก
- ท่อยิงตอร์ปิโดขนําด ๓๒๔ มิลลิเมตร ๒ แท่น
เฮลิคอปเตอร์ MH-60 Seahawk
๑,๙๐๐ ตัน
๙๐ เมตร ๔,๐๐๐ ไมล์ทะเล
นอต
สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
กองทัพเรือฟิลิปปินส์เสนอความต้องการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ๖ ลา
กระทรวงกลําโหมฟิลิปปินส์ได้แถลงข่ําวเมื่อเดือน พฤษภําคม พ.ศ.๒๕๖๔ เร่ืองกองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้ ตกลงใจในกํารจดั หําเรอื ตรวจกํารณไ์ กลฝง่ั (OPV) จํา นวน ๖ ลํา ตํามโครงกํารพัฒนํากําลังรบของกองทัพฟิลิปปินส์ ระยะ Horizon 2
โครงกํารพัฒนํากําลังรบของกองทัพฟิลิปปินส์ เรียกว่ํา Horizon แบ่งออกเป็น ๓ ระยะคือ Horizon 1 ดําเนินกํารระหว่ํางปี พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๖๐, Horizon 2 ดํา เนนิ กํารระหวํา่ งปี พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๖๕ และ Horizon 3 จะดําเนินกํารในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๑
กํารพัฒนํากําลังรบทํางเรือของฟิลิปปินส์ในระยะ Horizon 2 ได้แก่ เรือยนต์เร็วโจมตีติดอําวุธปล่อยนําวิถี เรือยกพลข้ึนบกขนําดใหญ่ เรดําร์ตรวจกํารทํางอํากําศ และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ สําหรับกํารจัดหําเรือ OPV เป็น โครงกํารเพื่อนํามําทดแทนเรือรบเก่ําที่ปลดประจํากําร
ไปแลว้ โดยกํารตอ่ เรอื นน้ั คําดวํา่ จะดํา เนนิ กํารโดยบรษิ ทั Austal ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีอู่ต่อเรืออยู่ที่เมือง
เซบู
เรือ OPV ชุดน้ีสร้ํางจํากแบบมําตรฐํานที่มีควําม
เหมําะสมตอ่ กํารปฏบิ ตั งิ ํานในนํา่ นนํา้ เขตรอ้ น ลําดตระเวน ตํามแนวชํายแดนและปฏบิ ตั กิ ํารทํางเรอื อนื่ ๆ มดี ําดฟํา้ บนิ ทสี่ ํามํารถรองรบั เฮลคิ อปเตอรห์ รอื อํากําศยํานไรค้ นขบั ได้ บริเวณกรําบขวํามีแท่นเรือยนต์และท้ํายเรือมีทํางลําด สําหรับรับ – ส่งเรือยําง รวมถึงมีประตูขนถ่ํายและพื้นที่ อเนกประสงคส์ ํา หรบั รองรบั ตคู้ อนเทนเนอรใ์ นกํารปฏบิ ตั ิ ภํารกิจต่ําง ๆ ได้
ข้อมูลทั่วไปของเรือ Austal OPV ขนําดควํามยําว ๘๓ เมตร กว้ําง ๑๓.๓ เมตร กินน้ําลึก ๔ เมตร ควํามเร็ว สงู สดุ ๒๒ นอต ระยะปฏบิ ตั กิ ํารไกลสดุ ๓,๕๐๐ ไมลท์ ะเล
แหล่งที่มา : http://www.navyrecognition.com/index.php/naval-news/naval-news-archive/2021/may/10140-philippine-navy- confirms-acquisition-of-six-new-opv-offshore-patrol-vessels.html
นาวิกศาสตร์ 79 ปีที่ ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
เรือ X18 ของอินโดนีเซีย
บริษัท Indonesian North Sea Boats ได้นําเสนอ ต้นแบบของ “เรือรถถัง” (Tank Boat) X18 สําหรับ กองทัพเรืออินโดนีเซีย เมื่อเดือนเมษํายน พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่ีผ่ํานมํา โดยมีแนวควํามคิดในกํารออกแบบเรือตําม ควํามตอ้ งกํารของกองทพั เรอื อนิ โดนเี ซยี เรอื ตน้ แบบลํา แรก ได้ถูกสั่งต่อเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยกระทรวงกลําโหม อนิ โดนเี ซยี ภํายใตก้ ํารพฒั นํา และสรํา้ งแบบรว่ มกนั ระหวํา่ ง บริษัท PT Pindad, PT Lundin (North Sea Boats), PT Len Industri และ PT Hariff ปัจจุบัน เรือต้นแบบ ดังกล่ําวอยู่ในขั้นกํารทดสอบในท่ําและในทะเล เรือรถถัง X18
เป็นเรือยนต์โจมตีขนําดเล็กแบบตัวเรือแฝด (Twin Hull) ขนําดควํามยําว ๑๘ เมตร ลําตัวเรือสร้ํางจํากวัสดุ สังเครําะห์ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลและระบบ Waterjet ทําควํามเร็วสูงสุดได้ถึง ๔๐ นอต กินน้ําลึก เพียง ๑ เมตร ทําให้ปฏิบัติกํารในเขตน้ําตื้นได้ รวมถึง กํารเข้ําเกยหําดหรือขอบฝั่งเพื่อกํารรับ-ส่งชุดปฏิบัติกําร พิเศษ และบรรทุกเรือยํางสําหรับกํารแทรกซึมทํางน้ํา ใชก้ ํา ลงั พลประจํา เรอื ๖ นําย และชดุ ปฏบิ ตั กิ ําร ๒๐ นําย
อําวธุ หลกั ของเรอื คอื ปนื ใหญแ่ รงถอยตํา่ ขนําด ๑๐๕ มลิ ลเิ มตร บนปอ้ มปนื รถถงั แบบ Cockerill 3105 มรี ะบบ
รักษําเสถียรภําพตัวปืน (Stabilizer) สํามํารถยิงได้ท้ัง กลํางวันและกลํางคืน ใช้กระสุนปืนใหญ่รถถังมําตรฐําน NATO ขนําด ๑๐๕ มิลลิเมตร มีระยะยิงหวังผลแบบ เล็งตรง ๕,๐๐๐ เมตร และเล็งจําลอง ๑๐,๐๐๐ เมตร นอกจํากน้ี ยังสํามํารถยิงอําวุธปล่อยนําวิถีต่อสู้รถถัง จํากลํากล้องปืนใหญ่ (Gun Launched Anti - Tank Guided Missile : GLATGM) ได้ ถือเป็นครั้งแรกในกําร นําป้อมปืนใหญ่รถถังมําติดตั้งบนเรือยนต์ขนําดเล็ก ควํามเร็วสูง รวมถึงยังสํามํารถเพิ่มเติมระบบป้อมปืนกล ขนําด ๗.๖๒ – ๓๐ มิลลิเมตรได้ด้วย
แหล่งที่มา : https://navalpost.com/x18-tank-boat-indonesian-navy/
นาวิกศาสตร์ 80 ปีท่ี ๑๐๔ เล่มท่ี ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
สาธารณรัฐเกาหลี
เรือฟริเกต ROKS Daejeon กองทัพเรือเกาหลีใต้
ข อ้ ม ลู ท วั ่ ไ ป เ ร อื ฟ ร เ ิ ก ต R O K S D a e j e o n
ระวางขับน้าเต็มที่ ความยาว ความกว้าง กินน้าลึก ระบบขับเคลื่อน
๓,๕๙๒ ตัน ๑๒๒ เมตร ๑๔ เมตร ๔ เมตร
- ระบบดีเซล-ไฟฟ้ํา ร่วมกับกังหันกําซ
- เครื่องยนต์กังหันกําซ Rolls-Royce MT30 ๑ เครื่อง - เครื่องยนต์ดีเซล MTU 12V 4000 M53B ๔ เครื่อง - มอเตอร์ไฟฟ้ํา Leonardo DRS ๒ เครื่อง
ความเร็วสูงสุด ระยะปฏิบัติการ กาลังพลประจาเรือ ระบบตรวจจับ
๓๐
๔,๕๐๐ ไมล์ทะเล ๑๔๐ นําย
- เรดําร์อํากําศ SPS-550K 3D
- เรดําร์ควบคุมกํารยิง SPG-540K
- โซนําร์ Hull-mounted แบบ SQS-240K
- โซนําร์ลํากท้ําย SQR-250K
- กล้องตรวจจับ SAQ-540K
ระบบอานวยการรบ
- Naval Shield Integrated Combat Management System ระบบอาวุธ
- ปืน ๑๒๗ มิลลิเมตร Mk 45 Mod 4
- ปืนกล ๒๐ มิลลิเมตร Phalanx CIWS
- ท่อยิงตอร์ปิโดแฝดสําม ๒ แท่น
- ตอร์ปิโด K745 Blue Shark
- อําวุธปล่อยนําวิถีต่อต้ํานเรือผิวน้ํา SSM-700K Haeseong ๘ ลูก
- อําวุธปล่อยนําวิถีต่อสู้อํากําศยําน Haegung K-SAAM ท่อยิง ทํางดงิ่ รวม๖๔ลกู
- อําวธุ ปลอ่ ยนํา วถิ โี จมตภี ําคพนื้ Haeryong VL-Tactical Land Attack Missiles
- จรวดปรําบเรือดําน้ํา K-ASROC Red Shark เฮลิคอปเตอร์ประจาเรือ AW-159
นอต
เรือฟริเกต ROKS Daejeon (FFG-823) ของ กองทัพเรือเกําหลีใต้ ได้รับกํารปล่อยลงน้ําเม่ือวันท่ี ๓ พฤษภําคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ณ อู่ต่อเรือบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering (DSME) บน เกําะ Geoje ประเทศเกําหลีใต้
เรือ ROKS Daejeon (FFG-823) เป็นเรือฟริเกต อําวธุ ปลอ่ ยนํา วถิ ลี ํา ทหี่ ํา้ ของชนั้ Daegu ซงึ่ เรอื เปน็ เรอื รบ รนุ่ ใหมแ่ บบFFXBatchIIของกองทพั เรอื เกําหลใีต้เรอื ชน้ั Daegu มีพื้นฐํานกํารออกแบบมําจํากเรือฟริเกตชั้น Incheon โดยมีแผนที่จะต่อเรือชั้นนี้จํานวนทั้งส้ิน ๘ ลํา ซ่ึงเป็นส่วนหนึ่งในโครงกํารจัดสร้ํางเรือฟริเกตรุ่นใหม่ แบบตํา่ ง ๆ ของกองทพั เรอื เกําหลใี ต้ ทตี่ งั้ เปํา้ ไวท้ จ่ี ํา นวน เรือทุกแบบรวม ๒๐ – ๒๒ ลํา
แหล่งท่ีมา : https://navalpost.com/roks-daejeon-ffg-823-daewoo-launch-daugu-class/
นาวิกศาสตร์ 81 ปีท่ี ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ภาพกิจกรรม
พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผบ.ทร.
ผบ.ทร.
ผบ.ทร.
ผบ.ทร.
ผบ.ทร. ผบ.ทร.
พล.ร.อ.สิทธิพร มาศเกษม รอง ผบ.ทร.
พล.ร.อ.สมชาย ณ บางช้าง ปธ.คปษ.ทร.
พล.ร.อ.สุทธินันท์ สมานรักษ์ ผบ.กร.
ผบ.กร.
พล.ร.อ.เชษฐา ใจเป่ียม โฆษก ทร.
พล.ร.ท.ไกรศรี เกษร ผบ.รร.นร.
พล.ร.ท.เคารพ แหลมคม จก.ยศ.ทร.
จก.ยศ.ทร.
พล.ร.ท.รณภพ กาญจนพันธ์ุ จก.สพ.ทร.
พล.ร.ท.รณรงค์ สิทธินันทน์ ผบ.นย.
พล.ร.ท.วิชัย มนัสศิริวิทยา จก.พร.
จก.พร.
พล.ร.ท.อนชุ าติ อนิ ทรเสน ผบ.ฐท.สส.
ผบ.ฐท.สส.
พล.ร.ท.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทรภ.๓
ผบ.ทรภ.๓
พล.ร.ท.สาเริง จันทร์โส ผบ.ทรภ.๒
ผบ.ทรภ.๒
พล.ร.ท.มาศพันธ์ุ ถาวรามร จก.พธ.ทร.
จก.พธ.ทร.
พล.ร.ท.ก้องเกียรติ สัจวุฒิ จก.กพร.ทร.
พล.ร.ต.ชัยณรงค์ บุณยรัตกลิน ผบ.ฐท.กท.
พล.ร.ต.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ รอง ผบ.ทรภ.๒
พล.ร.ต.ชาติชาย ทองสะอาด รอง ผบ.รร.นร
พล.ร.ต.วชิรพร วงศ์นครสว่าง ผทค.ทร.
พล.ร.ต.วรพาท รัชตะสังข์ ผบ.กตอ.กร.
พล.ร.ต.อภิชัย สมพลกรัง รอง ผบ.ทรภ.๑
พล.ร.ต.สาธิต นาคสังข์ จก.ขส.ทร.
พล.ร.ต.อุทัย ชีวะสุทธิ ผบ.สอ.รฝ.
พล.ร.ต.นิธิ พงศ์อนันต์ ผอ.รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า พร.
พล.ร.ต.อาภาชพานนท์ผบ.กยพ.กร. พล.ร.ต.สราวฒุ ิใจชนื้ จก.วศ.ทร.
น.อ.ณัฐพงศ์ ปานโสภณ รอง ผบ.สอ.รฝ. น.อ.ชยุต ฉัตรอิสรกุล ผบ.ฉก.ทพ.นย.
กบร.กร.
การฌาปนกิจ สงเคราะห์แห่งราชนาวี
นาวิกศาสตร์ 90 ปีที่ ๑๐๔ เล่มท่ี ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ฌาปนกิจ ทร.@hwy6676p
นาวิกศาสตร์ ในนามของกองทัพเรือขอแสดงความอาลัยในมรณกรรมของสมาชิกที่กล่าวนามเป็นอย่างย่ิง
นาวิกศาสตร์ 91 ปีท่ี ๑๐๔ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔
เพลง รัก
ทํานอง : พระบทสมเด็จพระเจ้อยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ
คําร้อง : สมเด็จพระเทพรัตนรชสุดฯ สยมบรมรชกุมรี
รักทะเล
อันกว้ง ใหญ่ไพศล รักท้องฟ้ โอฬร สีสดใส รักท้องทุ่ง ท้องน ดั่งดวงใจ รักป่เข ลําเนไพร แสนสุนทร รักพฤกษ รุกขชติ ที่ดษป่ รักปักษ ร้องกู่ บนสิงขร รักอุทัย สว่ง กลงอัมพร รักทั้ง รัตติกร ในนภดล รักดร ส่องแสง สุกสว่ง รักน้ําค้ง อย่งมณี มีโภคผล รักทั้งหมด ท้ังสิ้น ท่ีได้ยล รักนวลนง รักจน หมดสิ้นใจ รักพฤกษ
รุกขชติ ที่ดษป่
รักปักษ ร้องกู่ บนสิงขร รักอุทัย สว่ง กลงอัมพร รักท้ัง รัตติกร ในนภดล รักดร ส่องแสง สุกสว่ง รักน้ําค้ง อย่งมณี มีโภคผล รักท้ังหมด ทั้งสิ้น ท่ีได้ยล รักนวลนง รักจน หมดส้ินใจ