บทที่ 1
ประกอบดว้ ยกลีบดอก (petal) อยถู่ ัดเขา้ ไปจากวง รูปรา่ งคลา้ ยใบ มสี ีสันตา่ งๆ
เพอ่ื ช่วยในการลอ่ แมลงที่ช่วยผสมเกสรวงกลีบเลยี้ งและกลบี ดอก
คอื ดอกไมท้ มี่ ีองคป์ ระกอบครบท้งั 4 ส่วน คอื กลบี เลยี้ ง กลบี ดอก
เกสรตวั ผู้ เกสรตัวเมยี อยภู่ ายในดอกเดยี วกนั
คอื ดอกไมท้ ีส่ ว่ นประกอบของดอกไมค่ รบทัง้ 4 สว่ น ในดอกเดียวกนั
คือ ดอกไม้ท่ีมที ั้งเกสรตวั ผแู้ ละเกสรตวั เมยี อยภู่ ายในดอกเดียวกนั
คอื ดอกไมท้ ่ีเกสรตัวผแู้ ละเกสรตัวเมยี อยคู่ นละดอก
คอื ดอกเพียง 1 ดอกบนก้านดอก
คอื ดอกทีม่ ีดอกยอ่ ยมากกวา่ 1 ดอก ตดิ อยบู่ นก้านชอ่ ดอก
คือ ผลท่เี จรญิ มาจากดอก 1 ดอก ที่มี 1 รังไข่ จะเปน็ ดอกเดย่ี วหรอื ดอกชอ่ กไ็ ด้
คอื ผลท่เี กดิ จากรังไข่หลายรงั ไข่หรือกลุม่ ของรงั ไข่ ในดอกเดยี วกนั ของดอกเดี่ยว รังไขแ่ ตล่ ะอนั
กจ็ ะกลายเปนผลย่อยหนึ่งผล
คอื ผลทเ่ี กดิ จากรงั ไข่ ของดอกแตล่ ะดอกของ ดอกชอ่ ซึง่ เช่อื มรวมกันแนน่ รงั ไข่เหล่านจ้ี ะ
กลายเป็นผลย่อย ๆ เชือ่ มรวมกันแน่นจนคล้ายเป็นผลเดยี่ วโดยลกั ษณะของดอกที่จะกลายเปน็ ผลรวมน้ัน จะเป็นดอกชอ่ ท่ีมีรงั
ไข่ของดอกยอ่ ย แตล่ ะดอกมาเชือ่ มรวมกัน
คือ ช่อื ท่ใี ชเ้ รียกพชื ซงึ่ มวี งชีวติ แบบสลับในชว่ งที่มจี านวนโครโมโซม 2 ชุด (2n)
คือ ช่ือทใี่ ช้เรียกพชื ซึ่งมีวัฏจักรชีวติ แบบสลบั ในชว่ งทีม่ จี านวนโครโมโซม 1 ชดุ (n)
คือ พชื ที่เจริญเติบโตไดห้ ลายปไี ม่มีขอบเขตของการส้ินอายุขยั อาจจะมีการออกดอกใหผ้ ล
ทกุ ปี หรอื ปเี ว้นปีกไ็ ด้
คือ รปู แบบการปฏสิ นธใิ นพืชซึง่ มีการรวมตวั ของนวิ เคลยี ส 2 ครง้ั
โครงสรา้ งที่ทาหนา้ ที่ใหอ้ าหารแก่เอ็มบรโิ อ
คือ สว่ นทีเ่ จริญเตบิ โตเปน็ พเิ ศษจากกา้ นเมลด็ (หรือขวั้ เมลด็ ) ทป่ี กคลมุ หรือเชอื่ มติดกบั เมลด็ เปน็ สง่ิ ท่ี
กลายเปน็ รยางค์หรอื สิ่งหอ่ ห้มุ เมลด็ ทีห่ นาในพืชดอก
คอื ระยะแรกในพฒั นาการของส่ิงมีชวี ติ หลายเซลลจ์ าพวกยคู าริโอต
คือ ชอ่ งขนาดเล็กท่ีเปลือกหุม้ ออวลุ เป็นทางสาหรับหลอดละอองเรณูยื่นเขา้ ไปภายในออวลุ
หลังจากปฏสิ นธิ และออวลุ กลายเปน็ เมลด็ พชื แล้ว ชอ่ งนี้กย็ ังคงมอี ยู่ ทาหนา้ ที่เป็นทางผ่านของนา้ และอากาศเข้าสเู่ มลด็ และ
เปน็ ทางให้สว่ นของเอม็ บรโิ องอกผา่ นเปลือกหุ้มเมลด็ ออกมา
คือ เปน็ การแบ่งเซลล์ เพ่ือเพม่ิ จานวนเซลลข์ องร่างกาย ในการเจรญิ เตบิ โต ในส่งิ มชี วี ิตหลายเซลล์
หรอื ในการแบง่ เซลล์ เพ่ือการสืบพันธุ์ ในสิ่งมีชีวติ เซลลเ์ ดยี ว และหลายเซลล์บางชนดิ
คอื การแบ่งเซลลเ์ พ่อื สร้างเซลลส์ ืบพันธ์ุ จากเซลล์เริม่ ต้น 1 เซลล์ จะได้เซลล์ทงั้ หมด 4 เซลล์ เซลล์
เหลา่ นม้ี ีองค์ประกอบทางพนั ธุกรรมตา่ งกันและมโี ครโมโซมลดลงครึ่งหนงึ่
บทท่ี 2
คือ กลุม่ ของเซลลพ์ ืชชนดิ เดยี วกนั หรือต่างชนิดกันท่มี าทางานร่วมกนั ภายใตโ้ ครงสรา้ งหรือ
อวยั วะต่างๆ ของพืช
คอื เปน็ ส่วนทอี่ ยตู่ รงกลางระหวา่ งเซลล์หน่ึงกับอกี เซลลห์ น่งึ ซ่ึงจะเชื่อมใหเ้ ซลล์
ตดิ กัน
คอื เนอ้ื เย่ือในพชื ทีป่ ระกอบไปดว้ ยเซลล์ท่ยี งั ไมผ่ ่านการเปลี่ยนสภาพ ซง่ึ มกั พบใน
ตาแหน่งที่พชื มกี ารเจริญเตบิ โต
คือ เน้ือเยือ่ เจรญิ ทอี่ ยู่บริเวณปลายยอดหรือปลายราก รวมทง้ั ทีต่ า (Bud)
ของลาตน้ ของพืชเม่อื แบง่ เซลลแ์ ลว้ ทาให้ปลายยอดหรอื ปลายรากยดื ยาวออกไป
คือ เนื้อเยือ่ เจรญิ ท่ีอยู่เหนอื โคนปล้อง (Internode) หรือเหนือข้อ
(Node) ทาให้ปลอ้ งยืดยาวข้ึน พบไดใ้ นพืชใบเล้ียงเด่ยี วบางชนิด
คอื เน้ือเย่ือพชื ซึง่ ประกอบดว้ ยเซลล์ทีแ่ บง่ ตัวไม่ได้ และมรี ปู ร่างคงทไ่ี ม่เปลี่ยนแปลง
คอื เป็นเนื้อเยอ่ื พบทวั่ ไปตามสว่ นต่างๆ ของพชื ทม่ี ีอายนุ ้อย เซลลม์ ีการ
เปลยี่ นแปลงในลักษณะแตกตา่ งกนั ข้ึนอยกู่ ับหนา้ ที่
คือ เปน็ เซลลพ์ ืชพน้ื ฐานท่ีพบไดท้ วั่ ไปตลอดท้งั ตน้ พืช หนา้ ท่ขี ้นึ อยู่กับตาแหนง่ ท่พี บ
คือ กลุ่มเซลล์ทีม่ ผี นังหนาไม่สม่าเสมอ ทาหน้าทใี่ ห้ ความแขง็ แรงกบั พชื
คอื เป็นเซลลท์ ีใ่ ห้ความแข็งแรงแก่สว่ นต่างๆของพืช มักจะกระจายอยเู่ ปน็ กลุ่มๆ ผนัง
เซลลห์ นาและแขง็ แรง เพราะมีสารพวกลกิ นิน (lignin)ความหนาของ เซลลส์ เกลอเรงคมิ า ต่างกบั คอลเรงคิมา ทีค่ วามหนาจะ
สม่าเสมอกันตลอด
คือ เนอื้ เยอ่ื ของพชื ทที่ าหนา้ ท่ลี าเลียงนา้ และแร่ธาตตุ ่าง ๆ ไปสสู่ ่วนต่าง ๆ ของพชื
คือ เนอ้ื เยอ่ื ของพืชท่ีทาหน้าที่ลาเลียงอาหาร ไปสสู่ ่วนตา่ ง ๆ ของพืช
คือ เปน็ เซลล์ที่มรี ปู ร่างเป็นทรงกระบอกยาว เป็นเซลล์ ทม่ี ชี ีวติ ทาหน้าที่สง่
อาหารไปยังส่วนตา่ งๆของพืช
คอื เซลลพ์ ิเศษทม่ี ตี ้นกาเนิดมาจากเซลล์แมเ่ ซลลเ์ ดยี วกันกับซีฟทวิ บ์เมมเบอร์ ทา
หน้าทสี่ ง่ เสรมิ การทาหนา้ ท่ีซีฟทวิ บ์เมมเบอร์
คือ รากท่ไี มไ่ ดง้ อกจากรากแก้วหรือรากแขนง เป็นรากท่ีงอกออกมาจากส่วนตา่ ง ๆ ของ
พชื เชน่ ลาตน้ ใบ ข้อ เพ่อื ใหเ้ หมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มท่พี ชื ดารงชวี ติ อยู่
คอื บริเวณปลายสดุ ของรากเจริญมาจากเนื้อเยอื่ เจรญิ อยถู่ ัดขนึ้ ไปจากหมวกราก ทาหนา้ ที่ปอ้ งกนั
อนั ตรายหมวกรากและเนือ้ เยอื่ เจรญิ ขณะชอนไชลงสู่ดนิ
คอื เป็นชั้นของลาต้นที่มอี าณาเขตต้ังแตใ่ ต้ epidermis เข้ามาจนถงึ เนือ้ เยอ่ื เอนโดเดอร์มสิ
(endodermis)
คอื ประกอบด้วยเซลล์ พาเรงคมิ า เปน็ ส่วนใหญเ่ ซลลเ์ รยี งตัวแถวเดยี ว แต่อาจมมี ากกว่าแถวเดียว
กไ็ ด้ ช้นั นอ้ี ยู่ด้านนอกสุดของสตลี
คือ เปน็ ใบเจริญไมเ่ ต็มที่ และสามารถเจริญเตบิ โตต่อได้
คอื เป็นส่วนของใบทเี่ จริญมาพร้อมกัน กบั สว่ นอืน่ และเจริญเรว็ กวา่ มีหนา้ ท่ีหมุ้ ปอ้ งกนั สว่ นอื่นของใบ
อ่อน
บทท่ี 3
คอื รทู ่ีคลายนา้ ออกมาโดยเปน็ รูปหยดนา้ ด้วยวิธกี าร กตั เตชนั
คอื เป็นการเสยี น้าในรปู ของหยดนา้ ของพชื ซึง่ เกดิ ในกรณีท่ีในอากาศอมิ่ ตวั ด้วยนา้ มีความช้ืนสูง
การคายนา้ เกดิ ขนึ้ ไดน้ ้อย แต่การดูดน้าของรากยงั เปน็ ปกติ เกดิ ขนึ้ โดยนา้ ถูกดนั ผ่านไซเลมเขา้ สเู่ ทรคดี ทเ่ี ล็กที่สดุ ในใบแล้วถูก
ดนั ออกไปสูก่ ลมุ่ เซลล์
คือ รอยแตกหรือช่องเล็ก ๆ ทผี่ ิวของลาต้นหรอื รากในอากาศ ซ่งึ เปน็ บริเวณท่ีมีการคายน้าและ
แลกเปลยี่ นแก๊สระหวา่ งเนื้อเยอ่ื ของพืชกบั บรรยากาศ
คือ เปน็ การปลูกพชื ในสารละลายธาตอุ าหารพืชเปน็ การปลูกพชื โดยให้รากแชใ่ น
สารละลายธาตอุ าหารพืชและบางส่วนสมั ผสั อากาศหรือเป็นการปลกู พชื บนวสั ดทุ ่ไี มใ่ ช่ดนิ และรดด้วยสารละลายธาตอุ าหรพชื
หรอื น้าปยุ๋
คอื การลาเลียงนา้ จากเซลลห์ น่ึงสอู่ กี เซลล์หนงึ่ ผา่ นทางพลาสโมเดสมาตา
คอื เป็นช่องว่างเลก็ จานวนมาก ทีอ่ ยู่บนผนังเซลล์ มขี นาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง
ประมาณ 50-60 นาโนเมตร ชว่ ยทาหน้าทีเ่ ชอ่ื มเซลล์ที่อยู่ใกล้เคียงกนั
คือ เป็นระบบที่ผา่ นไซโทพลาซึมของเซลล์โดยไซโทพลาซมึ ของเซลลแ์ ต่ละเซลล์
จะเชอ่ื มต่อกนั ดว้ ยทอ่ เล็ก ๆ เรียกว่า พลาสโมเดส
คอื เป็นการลาเลียงนา้ จากเซลล์หนง่ึ สู่อีกเซลลโ์ ดยผ่านเยอื่ หมุ้ เซลล์
คอื แรงดงึ ท่เี กิดข้ึนจากการคายน้าของพืช ใบจะคายนา้ ออกไปเร่ือยๆทาใหเ้ ซลล์
ของใบขาดนา้ ไป จงึ เกิดแรงดงึ น้าทาใหน้ า้ เคล่อื นทีต่ ่อเนอื่ ง
คือ เปน็ การแพรข่ องน้ำออกไปทางปากใบ ซ่งึ จะเกดิ มากในตอนกลางวนั ที่อณุ หภมู ิ อากาศมี
ความช้นื นอ้ ย
คือ ช่องทางทอี่ าหารสามารถแพร่เขา้ สู่ไซเลม็ ได้
คือ นา้ ตาลโมเลกุลคู่ (disaccharide) ซ่ึงประกอบดว้ ยนา้ ตาลโมเลกลุ เดยี่ ว (monosaccharide) 2
ชนดิ คือ นา้ ตาลฟรักโทส (fructose) และนา้ ตาลกลโู คส (glucose) เชื่อมต่อกนั ดว้ ยพนั ธะ ไกลโคไซด์
คอื ปจั จัยที่มผี ลตอ่ อทิ ธิพลการคายนา้ ของพืช โดยถา้ มีนอ้ ย ไอนา้ กจ็ ะแพรท่ างปากใบไดเ้ ร็วขน้ึ เป็นต้น
คือ สารควบคมุ การเจริญเติบโตของพืช
คือ เป็นจีนสั ของแบคทเี รียที่อยใู่ นปมรากของพชื ตระกูลถ่วั มีรูปรา่ งไม่แน่นอน
เปลี่ยนแปลงตลอดวงชีวิต อย่ใู นปมรากจะไดไ้ นโตรเจนจากอากาศ ถา้ อยใู่ นอาหารเลย้ี งเชอ้ื ตอ้ งเตมิ ไนโตรเจนลงในอาหารดว้ ย
คอื รูทีอ่ ยรู่ ะหว่างเซลล์คมุ (guard cell) ท่คี วบคมุ การเปดิ ปดิ ของปากใบ มหี น้าที่เปน็ ทางเข้าออกของ
นา้ และคาร์บอนไดออกไซด์
คือ การเคลือ่ นทข่ี องน้าจากรากขน้ึ สู่ด้านบนอาจอาศยั ความดันรากในเวลาตอนกลางคนื หรือตอนมีความชื้น
สมั พทั ธส์ ูง
คือ การแพร่ของน้าจากบริเวณท่มี นี ้ามากกวา่ ไปสบู่ รเิ วณทม่ี นี ้านอ้ ยกว่า
คอื พลังงานอสิ ระน้าตอ่ หน่งึ หน่วยปริมาตร นยิ มใช้หนว่ ยเปน็ MPa ซง่ึ เปน็ หน่วยของความดัน
คอื การเคลื่อนที่ของสารจากบรเิ วณทมี่ คี วามเขม้ ข้นมากกวา่ ไปสู่บรเิ วณทม่ี คี วามเขม้ ขน้ นอ้ ยกวา่
บทที่ 4
คอื ปฏิกิริยาท่ีพชื รบั พลังงานแสงมาใชส้ รา้ งสารอินทรยี พ์ ลงั งานสูง 2 ชนดิ คือ ATP และ
NADPH โดยใช้นา้ เขา้ รว่ มปฏกิ ริ ยิ า
คอื ขั้นตอนทม่ี ีการสรา้ งน้าตาลซ่ึงเกดิ ขนึ้ ในสโตรมา โดยใช้ NADPH และ ATP ทีไ่ ด้
จากปฏิกริ ิยาแสง
คือ รปู แบบของพลงั งานทถี่ กู ปล่อยออกมาหรือถูกดูดกลนื โดยการเร่ง
ของอนุภาคทม่ี ีประจุ ซง่ึ แสดงพฤตกิ รรมเหมือนคลน่ื ในขณะที่พวกมนั เดนิ ทางผ่านพนื้ ที่
คือ แสงทมี่ ีความยาวคลนื่ ช่วง 400-700 นาโนเมตร ในสเปกตรมั ของคลื่น
แม่เหลก็ ไฟฟ้าท้ังหมด
คือ สารประกอบทพ่ี บได้ในสว่ นทมี่ สี เี ขียวของพืช โดยพบมากท่ใี บของพชื นอกจากน้ยี งั พบไดท้ ่ี
แบคทีเรียทสี่ ามารถสังเคราะหด์ ว้ ยแสงได้ และยังพบไดใ้ นสาหร่ายเกอื บทุกชนดิ
คอื สารท่มี ีสเี หลืองส้มจนถงึ สม้ แดง พบในสิ่งมชี วี ิตทกุ ชนดิ ที่สังเคราะหแ์ สงได้ แบ่งเปน็ 2
ประเภท คอื แคโรทนี และแซนโทฟลิ ล์
คือ สารเคมีทพี่ บมากในผกั ผลไม้ท่มี สี ีแดง สม้ เหลอื ง และเขียว หากร่างกายไดร้ บั สารน้ตี ิดตอ่ กนั เปน็
เวลา 2 สัปดาห์จะเกดิ การสะสมและทาให้ตับทางานหนัก
คอื โครงสรา้ งของแคโรทนี อยด์มลี กั ษณะเปน็ สายยาวของไฮโดรคารบ์ อนเชื่อมอยรู่ ะหว่างวง
คาร์บอน
คือ กล่มุ แบคทเี รียท่ีสังเคราะหด์ ว้ ยแสงได้ หรือ ไฟโคลบิ นิ ซ่งึ พบใน
สาหร่ายสีแดงและไซยาโนแบคทเี รยี
คือ เครอื่ งมอื วดั คา่ ความเขม้ แสงทท่ี ะลผุ ่านหรอื ถกู ดดู กลืนโดยสาร
สีได้
คอื เปน็ กระบวนการทรี่ งควัตถรุ บั พลังงานแสง แลว้ นาพลงั งานน้นั มาใช้ในการสรา้ งสารทมี่ ี
พลงั งานสงู ซง่ึ ไดแ้ ก่ ATP และ NADPH
คอื หน่วยรบั พลังงานแสงท่รี ับพลงั งานในชว่ งคลืน่ ท่ีมคี วามยาวคลนื่ ไมต่ า่ กว่า 700 นาโน
เมตร
คอื หน่วยรบั พลังงานแสงที่มชี ่วงคลื่นไมต่ ่ากวา่ 680 นาโนเมตร
คอื การถ่ายทอด electron โดย
ศูนยก์ ลางปฏิกริ ยิ าของระบบแสง II ไปยังปฏกิ ริ ยิ าของระบบแสง I
คือ การถ่ายทอด electron โดยศนู ยก์ ลาง
ปฏิกิรยิ าของระบบแสง I ผา่ น electron ชนดิ ตา่ งๆแล้วกลบั มาทรี่ ะบบแสง I ใหม่
คือ รงควตั ถตุ า่ งๆ และมกี ารเรยี งตวั อย่างเปน็ ระบบ ทาหนา้ ทถ่ี ่ายทอดพลงั งานแสงไปยงั ศูนย์กลาง
ของปฏิกริ ยิ า
คอื รงควัตถชุ นิดคลอโรฟลิ ล์ เอ ชนิดพิเศษ
คือ ปฏิกริ ิยาการตรึง CO2 ซ่งึ มี คาร์บอน ( C ) 1 อะตอมจะเข้าส่วู ัฎจกั คลั วิน โดยการ
ทาปฏกิ ริ ิยากับไรบโู ลสบสิ ฟอสเฟตซ่ึงมี C 5 อะตอม โดยมเี อนไซมร์ บู ิสโกเป็นคะตะลิสต์ ไดส้ ารประกอบใหม่ทีม่ ี C 6 อะตอม
แตเ่ ปน็ สารทไ่ี ม่คงตัว และจะเปลีย่ นเป็นสารประกอบ ฟอสโฟกลีเซอเรต ซึง่ มี 3 อะตอม จานวน 2 โมเลกลุ ซึ่งถือว่าเป็น
สารประกอบตัวแรกทีค่ งตวั ในวัฎจกั รคลั วิน
คือ ข้ันตอนนแ้ี ต่ละโมเลกลุ ของ PGA จะรับหมฟู อสเฟต(Pi) จาก ATP กลายเปน็ 1,3 บสิ ฟอสโฟก
ลีเซอเรต ซงึ่ รบั อิเลคตรอนจาก NADPH และจะถูกเปลยี่ นไปเป็น กลเี ซอรอลดไี ฮด์ 3-ฟอสเฟต เรยี กยอ่ ๆวา่ G3P หรือ
PGAL เปน็ นา้ ตาลที่มี 3 อะตอม
คอื G3P ซง่ึ เปน็ สารทม่ี ี C 3 อะตอม เปลยี่ นไปเปน็ RuBP และขนั้ ตอนนี้ตอ้ งอาศัย
พลงั งานจาก ATP จากปฏกิ ิริยาแสง ส่วน G3P บางโมเลกุล จะถูกนาไปสร้างเปน็ นา้ ตาลกลโู คสและสารประกอบอนิ ทรีย์อืน่ ๆ
บทท่ี 5
คอื สารอินทรยี ท์ พ่ี ชื สรา้ งข้ึนเองตามธรรมชาติในบรเิ วณอวัยวะหรือเนือ้ เยือ่ ส่วนใดส่วน
หน่งึ ของต้นพืช
คือ ฮอร์โมนทพ่ี ืชสรา้ งจากกลุ่มเซลลเ์ นื้อเยื่อเจรญิ บรเิ วณยอดออ่ นและรากออ่ นแล้วแพร่ไปยงั เซลล์อ่ืน
คือ ฮอร์โมนพืชท่ีพบในน้ามะพร้าวและสารทสี่ กดั ไดจ้ ากยสี ต์มสี มบตั กิ ระตุ้นการเจรญิ และการ
เปลี่ยนแปลงของเซลล์
คอื ฮอรโ์ มนพืชพวกหนงึ่ ในพืชชั้นสงู สรา้ งมาจากใบออ่ นและผลที่ยงั ไมแ่ ก่
คอื ฮอรโ์ มนพืช ซึ่งผลิตขึน้ มาขณะท่ีเซลลก์ าลงั มีเมแทบอลิซึม ตามปกตเิ อทลิ นี ทาหน้าทกี่ ระตุ้นการ
หายใจ
คอื ฮอรโ์ มนพืชทีก่ ระตุ้นในการร่วงของใบโดยตรง
คอื เป็นปลาจาพวกเดยี วกบั ปลาซารด์ นี มีรปู รา่ งคลา้ ยกบั ปลากะพงแตร่ ูปรา่ งเรียวยาวกวา่ ความ
ยาวโดยทวั่ ไป 14–18 เซนติเมตร สว่ นใหญ่อาศัยอยใู่ นทะเลใกล้ชายฝ่ังของมหาสมทุ รแปซฟิ ิกเหนอื มหาสมทุ รแอตแลนติก
เหนือ รวมถงึ ชายฝงั่ ตะวนั ตกของทวีปอเมริกาใต้
คือ เป็นไซโตไคนนิ ธรรมชาตทิ เี่ ปน็ อนพุ ันธ์ของเบสอะดีนิน พบครง้ั แรกในเมล็ดข้าวโพดอ่อน มกั พบในน้า
มะพรา้ ว และยังมีรายงานการทดสอบในหอ้ งปฏิบตั ิการว่าซีเอตนิ ลดความแกช่ ราของเซลลไ์ ฟโบรบลาสต์ของมนุษยไ์ ด้
คอื สารท่ปี ลดปลอ่ ยแก๊สเอทลิ ีน เป็นสารมคี วามคงตัวที่สภาพเปน็ กรด หรือ มคี ่าพีเอชต่ากวา่ 4
ใชเ้ พื่อเรง่ การสกุ หรอื การเปลย่ี นแปลงสขี องผล
คือ สารเคมีควบคมุ การเจรญิ เตบิ โตของผลไม้ ซงึ่ รสชาติของผลไมท้ ี่ผ่านการบม่ จะอรอ่ ย
หรอื ไม่นัน้ ขนึ้ อยู่กบั คณุ ภาพของผลไมน้ ัน้ เอง
คอื พืชดอกท่ีอยู่ในในวงศถ์ วั่ ท่มี ดี ้วยกันทงั้ หมดราว 200 ถึง 600 สปีชสี ์ขนึ้ อยกู่ บั แหลง่ ข้อมลู มี
ศูนย์กลางอยู่ในอเมริกาใต,้ ทางตะวนั ตกของอเมริกาเหนอื , บริเวณเมดิเตอรเ์ รเนยี น และ แอฟริกา
คือ สารกลมุ่ สเตยี รอยดท์ ่อี อกฤทธติ์ ่อการเจรญิ เตบิ โตของพชื ได้
หลากหลาย พบครงั้ แรกในละอองเรณูของพชื ตระกลู ผักกาด เป็นสารธรรมชาติใช้ควบคมุ แมลง
คอื เป็นสารยบั ย้งั การเจริญของตาขา้ ง
คอื การเปล่ยี นแปลงตนเองตามสภาพแวดล้อมท่ีหนาวเยน็ เพอ่ื หรอ
สภาพแวดล้อมท่เี หมาะสมต่อการงอก
คอื การโคง้ เข้าหาแสงของยอดพชื หรือการเบนออกจากสิ่งเร้า
คอื การเคลือ่ นไหวเน่ืองจากการเจรญิ เตบิ โตของพืชไมถ่ กู กาหนดโดยทิศทาง
ของปัจจัยภายนอกที่มากระตุ้น
คือ การตอบสนองท่ีมีทศิ ทางสมั พันธ์กบั ทศิ ทางของแรงโน้ม
ถ่วงของโลก
คือ การตอบสนองของพืชโดยการเจริญเขา้ หาหรอื หนสี ารเคมี
คือ นา้ เปน็ ปัจจยั สาคญั ในการเจริญเติบโตของพชื ดงั นั้นรากของพืชจึงมีการ
เจริญเติบโตตลอดเวลา เพ่ือลาเลยี งน้าเขา้ สู่ลาต้น
คอื กลุ่มเซลลท์ มี่ ขี นาดใหญผ่ นังเซลล์บาง มคี วามไวสงู ต่อสง่ิ เรา้ ท่ีมากระตุน้ อยบู่ ริเวณโคนกา้ นใบ
ของพชื บางชนดิ