The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ram-manee, 2021-11-19 00:23:35

วันลอยกระทง กศน.อำเภอบ้านตาขุน

ตรงกับวันขึ้น 15 ค ่ำ เดือน 12



















































ห้องสมุดประชาชนอ าเภอบ้านตาขุน





กศน.อ าเภอบ้านตาขุน สนง.กศน.จังหวัดสุราษฎร์ธานี

วันลอยกระทง เป็นวันส าคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค ่า เดือน 12


ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือน

พฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้ก าหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์


และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริม


ฝั่งแม่น ้านัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือ


พระมหาสาวก ส าหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้ก าหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่ว


ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น ้า ล าคลอง หรือ แหล่งน ้าต่าง ๆ ซึ่ง


แต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป


ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันท า “กระทง” จากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตบแต่งเป็นรูป


คล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลง


ไปในกระทง แล้วน าไปลอยในสายน ้า (ในพื้นที่ติดทะเลก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล)


เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาและ


ขอขมาพระแม่คงคาด้วย

ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่า

ประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามค าแหง

เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และมี

หลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่

ที่สุดของกรุงสุโขทัย ท าให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่าง

แน่นอน


ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของ

พราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม

ต่อมาได้น าพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้ มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรม

สารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า


ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้น

ประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฏในหนังสือนาง

นพมาศที่ว่า“ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระท าโคมลอย คิดตกแต่งให้งาม

ประหลาดกว่าโคมสนมก านัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูป

กระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้


ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…”

เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนาง

นพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณี

ลอยกระทงขึ้นเป็นประจ าทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราช

ด ารัสที่ว่า “ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยล าดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาล

ก าหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ท าโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชา

พระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน” พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัย

รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทง

ใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจ านวนมาก พระบาทสมเด็จ

พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิก

การประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ท าเรือลอยประทีป

ถวายองค์ละล าแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า “เรือลอยประทีป” ต่อมาในรัชกาล

ที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระ

ประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระท าเป็นการส่วนพระองค์ตาม

พระราชอัธยาศัย

ภาคเหนือตอนบน นิยมท าโคมลอย เรียกว่า “ลอยโคม” หรือ “ว่าวฮม”
หรือ “ว่าวควัน” ท าจากกระดาษบางๆ กระดาษที่ใช้ท าว่าว แล้วสุมควันข้างใต้
ให้ลอยขึ้นไปในอากาศอย่างบัลลูน ประเพณีของชาวเหนือนี้เรียกว่า “ยี่เป็ง”

หมายถึงการท าบุญในวันเพ็ญเดือนยี่(ซึ่งนับวันตามแบบล้านนา ตรงกับวัน
เพ็ญเดือนสิบสองในแบบไทย)


– จังหวัดเชียงใหม่ มีประเพณี “ยี่เป็ง” เชียงใหม่ ในทุกๆ ปีจะมีการจัด
งานขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา และมีการปล่อยโคมลอยขึ้นเต็มท้องฟ้ า
– จังหวัดตาก จะลอยกระทงขนาดเล็กทยอยเรียงรายไปเป็นสาย
เรียกว่า “กระทงสาย”

– จังหวัดสุโขทัย ขบวนแห่โคมชักโคมแขวน การเล่นพลุตะไล ไฟ
พะเนียง

ภาคอีสาน ในอดีตมีการเรียกประเพณีลอยกระทงในภาคอีสานว่า สิบสอง
เพ็ง หมายถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองซึ่งจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป เช่น

– จังหวัดร้อยเอ็ด มีชื่องานประเพณีว่า “สมมาน ้าคืนเพ็ง เส็งประทีป”
ตามภาษาถิ่นมีความหมายถึงการขอขมาพระแม่คงคา ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบ
สอง การประกวดประทีปโคมไฟและกระทงอันสวยงาม มีการจ าลองแห่หัว

เมืองสาเกตุนครทั้ง 11 หัวเมือง
– จังหวัดสกลนคร ในอดีตจะมีการลอยกระทงจากกาบกล้วย ลักษณะ
คล้ายกับการท าปราสาทผึ้งโบราณ เรียกงานนี้ว่าเทศกาลลอยพระประทีป

พระราชทาน สิบสองเพ็งไทสกล
– จังหวัดนครพนม จะตกแต่งเรือแล้วประดับไฟ เป็นรูปต่าง ๆ เรียกว่า
“ไหลเรือไฟ” โดยเฉพาะที่จังหวัดนครพนมเพราะมีความงดงามและอลังการ

ที่สุดในภาคอีสาน

ภาคอีสาน ในอดีตมีการเรียกประเพณีลอยกระทงในภาคอีสานว่า สิบสอง
เพ็ง หมายถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองซึ่งจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป เช่น

– จังหวัดร้อยเอ็ด มีชื่องานประเพณีว่า “สมมาน ้าคืนเพ็ง เส็งประทีป” ตามภาษาถิ่นมี

ความหมายถึงการขอขมาพระแม่คงคา ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง การประกวดประทีปโคมไฟ
และกระทงอันสวยงาม มีการจ าลองแห่หัวเมืองสาเกตุนครทั้ง 11 หัวเมือง

– จังหวัดสกลนคร ในอดีตจะมีการลอยกระทงจากกาบกล้วย ลักษณะคล้ายกับการท า

ปราสาทผึ้งโบราณ เรียกงานนี้ว่าเทศกาลลอยพระประทีปพระราชทาน

สิบสองเพ็งไทสกล

– จังหวัดนครพนม จะตกแต่งเรือแล้วประดับไฟ เป็นรูปต่าง ๆ เรียกว่า “ไหลเรือไฟ”

โดยเฉพาะที่จังหวัดนครพนมเพราะมีความงดงามและอลังการที่สุดในภาคอีสาน

ภาคกลาง มีการจัดประเพณีลอยกระทงขึ้นทั่วทุกจังหวัด

– กรุงเทพมหานคร จะมีงานภูเขาทอง เป็นรูปแบบงานวัด เฉลิมฉลองราว


7-10 วัน ก่อนงานลอยกระทง และจบลงในช่วงหลังวันลอยกระทง

– จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการจัดงานประเพณีลอยกระทงกรุงเก่าขึ้นอย่างยิ่งใหญ่
บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ภายในงานมีการจัดแสดงแสง สี เสียง อย่าง

งดงามตระการตา


ภาคใต้ อย่างที่อ าเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก็มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่

นอกจากนั้น ในจังหวัดอื่นๆ ก็จะจัดงานวันลอยกระทงด้วยเช่นกัน

1.เพื่อแสดงความส านึกถึงบุญคุณของแม่น ้าที่ให้เราได้อาศัยน ้ากิน น ้าใช้

ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน ้า อันเป็น
สาเหตุให้แหล่งน ้าไม่สะอาด

2.เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้า

เสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทราย
แม่น ้านัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น ้าสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย
ปัจจุบันเรียกว่าแม่น ้าเนรพุทท


3.เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอย
ความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น ้าไปกับ
กระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์


4.เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบ าเพ็ญ
เพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีต านานเล่าว่าพระอุปคุต
เป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้

5.เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็น

การส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

6.เพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กัน
ในหมู่ผู้ไปร่วมงาน


7.เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีเทศกาลลอยกระทง
มักจะมีการประกวดกระทงแข่งกัน ท าให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความคิดแปลกใหม่ และยัง
รักษาภูมิปัญญาพื้นบ้านไว้อีกด้วย


Click to View FlipBook Version