ภาษาจีนมายังไง ?
นางสาวชัญญานุช เปล่งไปล่ เลขที่35 ม.6/15
1.ความเป็นมาของภาษาจีน หรือ ตัวอักษรจีน
ตัวอักษรจีนเป็นตัวอักษรที่มีการใช้มาเป็นเวลานานที่สุด ใช้กันในพื้นที่กว้างขวางที่สุดและมีจำนวนคนที่ใช้ก็มาก
ที่สุดในโลก การสร้างและการใช้ตัวอักษรจีนไม่เพียงแต่ได้ทำให้วัฒนธรรมจีนพัฒนาไปเท่านั้น หากยังได้ส่ง
อิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อการพัฒนาวัฒนธรรมโลกด้วย
ในเขตพื้นที่โบราณที่มีประวัติยาวนานห่างจากปัจจุบันกว่าหกพันปี เช่น ซากสถานที่โบราณปั้นโพเป็นต้น
ก็ได้ค้นพบเครื่องหมายขีดเขียนมาก กว่า50ชนิด และมีการเรียบเรียงอย่างเป็นระเบียบ และมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน
เครื่องหมายเหล่านี้มีลักษณะเป็นตัวอักษรแบบง่ายๆ นักวิชาการเห็นว่า นี่อาจจะเป็นรูปแบบขั้นต้นของตัวอักษรจีน
ตัวอักษรจีนเริ่มกลายเป็นตัวอักษรที่มีระบบในสมัยราชวงศ์ซาง ศตวรรษที่16ก่อนคริสต์กาล นักโบราณคดีได้
พิสูจน์ว่า ระยะต้นของราชวงศ์ซาง อารยธรรมจีนได้พัฒนาไปถึงระดับที่ค่อนข้างสูงแล้ว ลักษณะพิเศษที่สำคัญ
ประการหนึ่งก็คือ การปรากฎตัวอักษรเจี่ยกู่เหวิน ตัวอักษรแบบเจี่ยกู่เหวินเป็นตัวอักษรโบราณชนิดหนึ่งที่แกะสลัก
บนกระดองเต่าและกระดูกสัตว์ ในสมัยราชวงศ์ซาง กษัตริย์ต้องทำพิธีเสี่ยงทายก่อนจะทรงทำพระราชภารกิจใดๆ
กระดองเต่าและกระดูกสัตว์ก็คืออุปกรณ์การเสี่ยงทายในสมัยนั้น
กระบวนการเปลี่ยนแปลงของตัวอักษรจีนเป็นกระบวนการที่รูปแบบของตัวอักษรจีนเริ่มปรับให้มีระเบียบและมีความ
แน่นอนขึ้นเรื่อยๆ รูปแบบเสี่ยวจ้วนได้กำหนดจำนวนขีดของตัวอักษรแต่ละตัวให้ชัดเจน ส่วนลวี่ซูก็ได้สร้างระบบรูปแบบการ
เขียนตัวอักษรจีนใหม่ รูปร่างค่อยๆเป็นสี่เหลี่ยมแบนๆ พอถึงยุคข่ายซู รูปร่างของตัวอักษรจีนก็ มีทรงมาตรฐานแน่นอน และ
ได้กำหนดขีดพื้นฐานต่างๆขึ้น ได้แก่ ขีดแนวนอน ขีดแนวยืน ขีดเบี่ยงซ้าย ขีดแต้ม ขีดลากลงขวา ขีดตวัดขึ้น และขีดโค้ง รูป
ร่างของแต่ละขีดก็ได้รับการปรับปรุงให้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น จำนวนขีดและลำดับการเขียนขีดของตัวอักษรแต่ละตัวก็จะกำหนดไว้
พันกว่าปีมานี้ รูปแบบข่ายซูเป็นรูปแบบที่เป็นมาตรฐานของตัวอักษรจีนมาโดยตลอด
ตัวอักษรจีนเป็นรูปแบบตัวอักษรภาพโดยพื้นฐานแสดงความหมายโดยถือตัวอักษรที่เขียนตามรูปของสิ่งของต่างๆเป็น
พื้นฐาน มีจำนวนตัวอักษรทั้งหมดประมาณหนึ่งหมื่นตัว ที่ใช้บ่อยๆมีประมาณสามพันตัว ตัวอักษรกว่าสามพันตัวนี้สามารถ
ประกอบเป็นคำและสำนวนมากมาย คำและสำนวนต่างๆก็จะประกอบเป็นประโยคต่างๆ
ภายหลังเกิดตัวอักษรจีน ได้ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อประเทศรอบข้าง ตัวอักษรของภาษาญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลี
เป็นต้นก็เกิดขึ้นจากพื้นฐานของตัวอักษรจีน
2.วิวัฒนาการตัวอักษรจีน
อักษรภาพที่เก่าแก่ที่สุดในจีน
เมื่อปี ค.ศ. 1899 ชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภออันหยางมณฑลเหอหนัน
ประเทศจีนได้ ค้นพบสิ่งที่เรียกกันว่า ‘กระดูกมังกร’ จึงนำมาใช้ทำเป็นตัวยารักษาโรค ต่อมาเนื่องจากพ่อค้าหวังอี้หรงเกิดความ
สนใจต่อตัวอักษรบนกระดูก จึงสะสมไว้มีจำนวนกว่า 5,000 ชิ้นและส่งให้ผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาวิจัย จึงพบว่ากระดูกมังกร
นั้นแท้ที่จริงคือกระดูกที่จารึกอักขระโบราณของยุคสมัย ซาง ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล “กระดูกมังกร” ที่ภาย
หลังพบว่าเป็นบันทึกอักขระโบราณ มีการผสมผสานกันของอักษรชนิดที่แตกต่างกันในชั่วระยะเวลาหนึ่งผ่านการขัด เกลาจน
เกิดเป็นตัวอักษรชนิดใหม่เข้าแทนที่อักษรชนิดเดิม ไม่ใช่การยกเลิกอักษรชนิดเก่าโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ผู้คนในยุคต่อมาจึงยัง
คงมีการศึกษาและใช้อักษรในยุคเก่าก่อน ทั้งในเชิงศิลปะหรือในชีวิตประจำวันที่ยังคงพบเห็นได้อยู่เสมอ
(甲骨文)อักษรจารบนกระดูกสัตว์
อักษรจารบนกระดูกสัตว์ เป็นอักขระโบราณที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของจีน เท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบัน โดยมากอยู่
ในรูปของบันทึกการทำนายที่ใช้มีดแกะสลักหรือจารลงบนกระดองเต่า หรือกระดูกสัตว์ ปรากฏแพร่หลายในราชสำนักซางเมื่อ
1,300 – 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ลักษณะของตัวอักขระบางส่วน ยังคงมีลักษณะของความเป็นอักษรภาพอยู่ โครงสร้างตัวอักษร
เป็นรูปวงรี มีขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกัน ที่ขนาดใหญ่บ้างสูงถึงนิ้วกว่า ขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว บางครั้งในอักขระตัวเดียวกันยังมีวิธี
การเขียนที่แตกต่างกัน
(金文)อักษรโลหะ อักษรโลหะ
เป็นอักษรที่ใช้ในสมัยซางต่อเนื่องถึงราชวงศ์โจว (1,100 – 771ปีก่อนคริสตศักราช)
(钟鼎文)มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘จงติ่งเหวิน’
หมายถึงอักษรที่หลอมลงบนภาชนะทองเหลืองหรือสำริด
เนื่องจากตัวแทนภาชนะสำริดในยุคนั้นได้แก่ ‘ติ่ง’ซึ่งเป็นภาชนะคล้ายกระถางมีสามขา ใช้แสดงสถานะทางสังคมของ
คนในสมัยนั้นและตัวแทนจากเครื่องดนตรีที่ทำจากโลหะ คือ ‘จง’ หรือระฆัง ดังนั้นอักษรที่สลักหรือหลอมลงบนเครื่องใช้
โลหะดังกล่าวจึงเรียกว่า ‘จงติ่งเหวิน’ มีลักษณะพิเศษ คือ มีลายเส้นที่หนาหนัก ร่องลายเส้นราบเรียบที่ได้จากการหลอม
ไม่ใช่การสลักลงบนเนื้อโลหะ อักษรโลหะในสมัยหลังรัชสมัยเฉิงหวังและคังหวังแห่งราชวงศ์โจว จะมีความสง่างาม สะท้อน
ภาพลักษณ์ที่สุขุมเยือกเย็นเนื้อหาที่บันทึกด้วยอักษรโลหะ โดยมากเป็น คำสั่งการของชนชั้นผู้นำ พิธีการบูชาบรรพบุรุษ
บันทึกการทำสงคราม เป็นต้น มีการบันทึกการค้นพบอักษรโลหะตั้งแต่รัชสมัยฮั่นอู่ตี้ในราชวงศ์ฮั่น (116 ปีก่อนคริสต
ศักราช) บนภาชนะ ‘ติ่ง’ ที่ส่งเข้าวังหลวง ดังนั้น จึงมีการศึกษาและการทำอรรถาธิบายจากปัญญาชนในยุคต่อมา
อักษรจ้วนเล็ก
จากสมัยชุนชิวจั้นกว๋อจนถึงยุคการก่อตั้งราชวงศ์ฉิน (770 – 202 ปีก่อนคริสตศักราช) โครงสร้างของตัวอักษรจีนโดยมากยังคง
รักษารูปแบบเดิมจากราชวงศ์โจวตะวันตก ซึ่งนอกจากอักษรโลหะแล้ว ยังมีอักษรรูปแบบต่าง ๆที่เหมาะกับการบันทึกลงในวัสดุแต่ละ
ชนิด เช่น อักษรที่ใช้ในการลงนามสัตยาบันร่วมระหว่างแว่นแคว้นที่สลักลงบนแผ่นหยกก็ เรียกว่า หนังสือพันธมิตร หากสลักลงบน
ไม้ก็เรียกสาส์นไม้ หากสลักลงบนหินก็เรียก ตัวหนังสือกลองหิน ฯลฯ นอกจากนี้ ก่อนการรวมประเทศจีนบรรดาเจ้านครรัฐหรือแว่น
แคว้นต่างก็มีตัวอักษรที่ใช้แตก ต่างกันไป ซึ่งส่วนหนึ่งได้แก่อักษรจ้วนใหญ่หรือต้าจ้วน
อักษรลี่ซู
(隶书)ขณะที่ยุคสมัยฉินประกาศใช้อักษรจ้วนเล็กอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนั้นก็ปรากฏว่ามีการใช้อักษรลี่ซู
ควบคู่กันไป โดยมีการประยุกต์มาจากการเขียนอักษรจ้วนอย่างง่าย อักษรลี่ซูทำให้อักษรจีนก้าวเข้าสู่ขอบเขตของอักษร
สัญลักษณ์อย่างเต็มรูปแบบ อาจกล่าวได้ว่า เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนรูปจากอักษรโบราณที่ยังมีความเป็นอักษรภาพ
สู่ อักษรจีนที่ใช้ในปัจจุบัน
อักษรข่ายซู
มีต้นกำเนิดในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ภายหลังราชวงศ์วุ่ยจิ้น(สามก๊ก) (คริสตศักราช 220 – 316) ได้รับความ
นิยมอย่างแพร่หลาย จากการก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นใหม่ของอักษรลี่ซู พัฒนาตามมาด้วย อักษรข่ายซู เฉ่าซู และสิงซู ก้าว
พ้นจากข้อจำกัดของลายเส้นที่มาจากการแกะสลัก เมื่อถึงยุคถัง(คริสตศักราช 618 – 907) จึงก้าวสู่ยุคทองของอักษร
ข่ายซูอย่างแท้จริง จวบจนปัจจุบัน อักษรข่ายซูยังเป็นอักษรมาตรฐานของจีน
อักษรเฉ่าซู
(草书)ตั้งแต่กำเนิดมีตัวอักษรจีนเป็นต้นมา อักษรแต่ละรูปแบบล้วนมีวิธีการเขียนแบบตัวหวัดทั้งสิ้น จวบจนถึงราชวงศ์ฮั่น อักษรหวัดจึงได้
รับการเรียกขานว่า ‘อักษรเฉ่าซู’ อย่างเป็นทางการ (คำว่า ‘เฉ่า’ ในภาษาจีนหมายถึง อย่างลวก ๆหรืออย่างหยาบ)
อักษรเฉ่าซู เกิดจากการนำเอาลายเส้นที่มีแต่เดิมมาย่นย่อเหลือเพียงขีดเส้นเดียว โดยฉีกออกจากรูปแบบอันจำเจของกรอบสี่เหลี่ยม
ในอักษรจีน หลุดพ้นจากข้อจำกัดของขั้นตอนวิธีการขีดเขียนอักษรในแบบมาตรฐานตัวคัดหรือ ข่ายซู ในขณะที่อักษรข่ายซูอาจ
ประกอบขึ้นจากลายเส้นสิบกว่าสาย แต่อักษรเฉ่าซูเพียงใช้ 2 – 3 ขีดก็สามารถประกอบเป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกัน
(行书)อักษรสิงซู อักษรสิงซู
เป็นรูปแบบตัวอักษรที่อยู่กึ่งกลางระหว่างอักษรข่ายซูและ อักษรเฉ่าซู เกิดจากการเขียนอักษรตัว
บรรจงที่เขียนอย่างหวัดหรืออักษรตัวหวัดที่เขียน อย่างบรรจง อาจกล่าวได้ว่า เป็นตัวอักษรกึ่งตัวหวัดและกึ่งบรรจง อักษรสิง
ซูกำเนิดขึ้นในราวปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก รวบรวมเอาปมเด่นของอักษรข่ายซูและเฉ่าซูเข้าด้วยกัน
อักขระโบราณและอักษรปัจจุบัน
ตัวอักษรจีนสามารถแบ่งออกเป็นอักขระที่ใช้ในสมัยโบราณกับอักษรที่ใช้ใน ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น อักษรลี่ซูซึ่งเป็นรูปแบบ
ของอักขระโบราณ อันเป็นต้นแบบของการปฏิรูปลักษณะตัวอักษรจีนครั้งใหญ่ กลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างอักษรรุ่นเก่าและใหม่
ยุคสมัยที่ใช้อักษรลี่ซูและก่อนหน้านั้น ถือเป็นอักขระโบราณ ได้แก่ อักษรจารบนกระดูกสัตว์หรือเจี๋ยกู่เหวินจากสมัยซาง อักษร
โลหะจากราชวงศ์โจวตะวันตก อักษรเสี่ยวจ้วนจากยุคสมัยจั้นกว๋อและสมัยฉิน หลังจากกำเนิดอักษรลี่ซูให้ถือเป็นอักษรในยุค
ปัจจุบัน อันได้แก่ อักษรลี่ซู อักษรข่ายซู สำหรับอักษรเฉ่าซูและสิงซู อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงพัฒนาการของรูปแบบตัวอักษร
ไม่ใช่วิวัฒนาการของตัวอักษรจีนโดยรวม
3.เส้นขีดในภาษาจีน
谢谢