ความสำ คัญคัของสถาบันบัพระมหากษัตริย์ริต่ย์อ ต่ ชาติไติทย ใบความรูัอิ รูั เ อิ ล็ก ล็ ทรอนิกส์ รายวิชา สาระประวัติศติาสตร์๓ร์กลุ่มสาระการเรียรีนรู้สัรู้สังคมศึกศึษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาคเรียรีนที่ ๑ ปีกปีารศึกศึษา ๒๕๖๖ คุณ คุ ครูนั รู นั ฐวุฒิ มีแ มี ก้ว ก้
“...ธรรมดานกอาศัยไม้ สัตว์เดินเท้าอาศัยป่า ปลาอาศัยสมุทร และแม่น้ำ บ่าวอาศัยนาย ไพร่อาศัยมุขมนตรี เสนีปรินายก เสนรี ปรินายก ราษฎรทั่วเขตอาศัย พระมหากษัตริย์ เป็นที่พึ่งพำ นักนิ สิ่งที่สัตว์อาศัยทั้งนี้ไม่มีแล้ว พระนครก็ไม่ถาวรวัฒนาการนานได้...” (ตำ ราพระพิไชยเสนา) สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของสังคมไทยที่เกื้อกูลแผ่นดิน มาช้านาน พระมหากษัตริย์ไทยในแต่ละยุคสมัยอาจมี พระราชอํานาจและใช้ พระราชอํานาจแตกต่างกัน แต่ทุกพระองค์ล้วนยอมรับกรอบของความเป็นพระราชาตามคำ สอนในพระพุทธ ศาสนา นั่นคือ พระมหากษัตริย์ต้องมี “ราชธรรม” เป็นหลัก หรือเป็นแนวทางในการปกครอง พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรทรงพระนิพนธ์บทความ เรื่อง "The Old Siamese Conception of the Monarchy" ในวารสารสยาม สมาคม ฉบับที่ ๓๖ (ธันวาคม) พ.ศ. ๒๔๙๐ ไว้ว่า หลักธรรมของพุทธศาสนาที่ พระมหากษัตริย์ไทยสมัย สุโขทัยทรงยึดถือปฏิบัติเป็นแนวทางการปกครอง นำ มาจากคัมภีร์ “พระธรรมสาตร” ของอาณาจักรมอญทวารวดี ซึ่งนับถือพุทธ ศาสนาเถรวาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงอธิบายไว้ใน วิทยานิพนธ์ของพระองค์ท่านเรื่อง “ทศบารมีในพุทธศาสนา นิกายเถรวาท” ว่า ในคัมภีร์เตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งแต่งโดยพญาลิไทแห่งอาณาจักร สุโขทัย มีวิวัฒนาการในความเชื่อว่า กษัตริย์จะสามารถนำ สังคมไปในทางดีขึ้นได้ เพราะกษัตริย์เป็นทั้งผู้ปกครองและเป็นผู้นำ ทางศีลธรรม กล่าวคือ ได้บำ เพ็ญ บารมีจน บรรลุพระโพธิญาณ และชี้นำ ทางแก่บุคคลอื่นด้วย พระมหากษัตริย์ คือ “พญาจักรพรรดิราช” เป็นสมมติราชที่มีบุญบารมีดังพระ โพธิสัตว์ มีหน้าที่ สั่งสอนประชาชนให้รู้ธรรม ธรรมที่พระมหากษัตริย์สุโขทัยได้ทรงใช้ในการปกครอง ประกอบด้วย - ทศพิธราชธรรม หรือราชธรรม ๑๐ ประการ ที่จะนำ พระมหากษัตริย์ ไปพบแต่ความรุ่งเรือง - จักรวรรดิวัตร ๑๒ หรือข้อประพฤติที่พระมหากษัตริย์ปฏิบัติสม่ำ เสมอ - เบญจศีล หรือศีล ๕ ประการ ซึ่งคนดีพึงยึดปฏิบัติ - อุโบสถศีล ๓ ข้อ ที่พึงยึดถือเพิ่มเติม - สังคหวัตถุ ๔ หรือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจบุคคลให้สามัคคี ๔ ประการ - พละ ๕ หรือพลังของพระมหากษัตริย์ ๕ ประการ ที่สามารถปกครอง แผ่นดินได้ และหลักแห่งความยุติธรรมอีก ๔ ประการ ที่ จะทำ ให้เกิด ความยุติธรรมแก่แผ่นดิน หลักธรรมเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากพระไตรปิฎกทังสิน และด้วย "ธรรม” ที่พระมหากษัตริย์ทรงยึดเป็นหลักการปกครองนี้เอง จึง ทำ ให้พระมหากษัตริย์เป็น “ธรรมราชา” หรือราชาผู้มีธรรม และใช้ธรรมในการปกครอง เพื่อให้ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ในสมัยอยุธยา แนวคิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงไปจาก สมัยสุโขทัย เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูผ่านทาง อาณาจักรขอม พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยาเพิ่มคุณลักษณะของความเป็น “เทพเจ้า” ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และมีอำ นาจเหนือ สามัญชน พระมหากษัตริย์ คือ พระนารายณ์อวตารลงมายังโลกมนุษย์เพื่อขจัดทุกข์เข็ญ เป็น “เทวราชา” หรือ ราชาผู้เป็นเทวะ ซึ่งมี ราชธรรมเป็นเครื่องกำ กับ พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา จึงเป็นทั้ง “เทวราชา” และ "ธรรมราชา” ในขณะเดียวกัน ดังจะเห็นได้จาก พระนามพระเจ้าแผ่นดินว่า “พระรามาธิบดี" "พระศรีสรรเพชญ์”, “พระมหาจักรพรรดิ” “พระเจ้าทรงธรรม" และ “พระนารายณ์"พระ มหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์สืบทอดคติทั้งสองต่อมา แม้ว่า ในด้านขนบธรรมเนียม ประเพณีในราชสำ นัก พระมหากษัตริย์จะทรง เป็น “เทวราชา” แต่พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ได้ทรงแก้ไขแบบแผน ธรรมเนียมให้เป็นคุณแก่ราษฎร ดังเช่นในรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศยกเลิกประเพณีการ ยิงกระสุนในระหว่างทาง เสด็จพระราชดำ เนิน อันเป็นประเพณีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นต้นในด้านปฏิบัติ พระมหากษัตริย์ทรงเป็น "ธรรมราชา" ทรงยึดทศพิ ธราชธรรมเป็นหลักในการปกครองและทรงทะนุบำ รุงพระพุทธศาสนาให้เจริญ รุ่งเรือง พระมหากษัตริย์เป็นองค์ความยุติธรรม ความมี เมตตาเป็นที่พึ่งแห่ง ราชฎร พระมหากษัตริย์จึงมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองราษฎร และรักษาชาติบ้าน เมืองให้มีความสงบร่มเย็น ดังพระ ราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในนิราศรบพม่าที่ท่าดินแดงว่า“…ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอ ยกพระพุทธศาสนา จะป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี…" ครั้นล่วงมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ มิได้มีอำ นาจในการบริหารประเทศโดยตรง หากพระองค์จะทรงวางพระราชกิจทั้งปวง คงไว้แต่ พระราชกรณียกิจในฐานะองค์ ประมุขอันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศก็ย่อมทรงกระทำ ได้ แต่ด้วยน้ำ พระทัยที่ ทรงคำ นึงถึงประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม พระราชกรณียกิจที่ทรงกระทำ เพื่อราษฎรตลอดระยะเวลา ๕๐ ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์ว่า ทรง เป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้ทรงปกป้องคุ้มครองประเทศชาติและประชาชน ให้เกิด ความร่มเย็นเป็นสุขตามครรลองแห่ง “ธรรมราชา” โดยแท้ สมดังพระปฐม บรมราชโองการที่ทรงไว้ในวันเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติว่า “...เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม..." สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย
ยุคสมัย มั ทางประวัติ วั ศ ติ าสตร์ไทย สมัยสุโขทัย พุทธศักราช ๑๗๐๐ – ๑๙๘๑ สมัยอยุธยา พุทธศักราช ๑๘๙๓- ๒๓๑๐ สมัยธนบุรี พุทธศักราช ๒๓๑๐-๒๓๒๕ สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๓๒๕- ปัจจุบัน ราชวงศ์ศรีนาวนำ ถุม ราชวงศ์พระร่วง ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์ธนบุรี ราชวงศ์จักรี ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงค์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง ราชวงศ์บ้านพลูหลวง พ่อขุนศรีนาวนำ ถุม พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พ่อขุนบานเมือง พ่อขุนรามคำ แหงมหาราช พระยาเลอไทย พระยางั่วนำ ถุม พระมหาธรรมราชาที่ ๑ พระมหาธรรมราชาที่ ๒ พระมหาธรรมราชาที่ ๓ พระมหาธรรมราชาที่ ๔ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ หรือพระนาม ขุนหลวงพะงั่ว สมเด็จพระเจ้าทองลัน หรือพระนาม เจ้าทองจันทร์ หรือ เจ้าทองลั่น สมเด็จพระอินทราชา หรือพระนาม เจ้านครอินทร์ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือพระนาม เจ้าสามพระยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ หรือพระนาม พระบรมราชา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ หรือพระนาม พระเชษฐา สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ หรือพระนาม หน่อพุทธางกูร สมเด็จพระรัษฎาธิราช สมเด็จพระไชยราชาธิราช สมเด็จพระยอดฟ้า หรือพระนาม พระแก้วฟ้า ขุนวรวงศาธิราช สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ หรือพระนาม พระเจ้าช้างเผือก สมเด็จพระมหินทราธิราช สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช หรือพระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 1 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือพระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ หรือ พระองค์ดำ สมเด็จพระเอกาทศรถ หรือพระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๓ หรือ พระองค์ขาว สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ หรือพระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๔ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม หรือพระนาม สมเด็จพระบรมราชาที่ ๑ สมเด็จพระเชษฐาธิราช หรือพระนาม สมเด็จพระบรมราชาที่ ๒ สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือพระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๕ สมเด็จเจ้าฟ้าไชย หรือพระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๖ สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา หรือพระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๗ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือพระนาม สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ สมเด็จพระเพทราชา หรือพระนาม สมเด็จพระมหาบุรุษ วิสุทธิเดชอุดม สมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี หรือพระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือ พระเจ้าเสือ สมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ หรือพระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ หรือ พระเจ้าท้ายสระ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรือพระนาม สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชที่ ๓ หรือ ขุนหลวงหาวัด สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ หรือ พระเจ้าเอกทัศ หรือ ขุนหลวงขี้เรื้อน สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช หรือสมเด็จ พระบรมราชาที่ ๔ หรือ จักรพรรดิแห่งสยาม สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑หรือพระนาม พระเจ้าอู่ทอง สมเด็จพระราเมศวรครองราชย์ครั้งที่ 1/2 สมเด็จพระเจ้ารามราชา หรือพระนาม สมเด็จพญารามเจ้า พระบาทสมเด็จด็พระพุทพุธยอดฟ้าฟ้จุฬจุาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จด็พระพุทพุธเลิศลิหล้าล้นภาลัยลั พระบาทสมเด็จด็พระนั่งนั่เกล้าล้เจ้าจ้อยู่หัยู่ วหั พระบาทสมเด็จด็พระจอมเกล้าล้เจ้าจ้อยู่หัยู่ วหั พระบาทสมเด็จด็พระจุลจุจอมเกล้าล้เจ้าจ้อยู่หัยู่ วหั พระบาทสมเด็จด็พระมงกุฎกุเกล้าล้เจ้าจ้อยู่หัยู่ วหั พระบาทสมเด็จด็พระปกเกล้าล้เจ้าจ้อยู่หัยู่ วหั พระบาทสมเด็จด็พระปรเมนทรมหาอานันนัทมหิดหิล พระบาทสมเด็จด็พระมหาภูมิภูพมิลอดุลดุยเดช มหาราช บรมนาถบพิตพิร พระบาทสมเด็จด็พระวชิรชิเกล้าล้เจ้าจ้อยู่หัยู่ วหั
ตัวอย่างบทบาทความสำ คัญของสถาบัน พระมหากษัตริย์ต่อสังคมไทย ความสำ คัญในการดำ รงรักษาเอกราช ในประวัติศาสตร์ไทยอาณาจักรไทยต้องเผชิญกับการคุกคามจากอริราชศัตรูพระมหากษัตริย์ไทย มีหน้าที่เป็นผู้นำ กองทัพออกไปขับไล่ข้าศึกให้พ้นไปจากดินแดนขอบขัณฑสีมาของไทยซึ่งแม้ครั้งที่ไม่ ได้ทำ สงครามสู้รบแต่ก็ทรงใช้นโยบายของการฑูตสร้างความสัมพันธ์ทำ ไมตรีกับนานาชาติคนไทยจึง สามารถดำ รงรักษาเอกราชของไทยไว้ได้ ความสำ คัญในการสร้างสรรค์และรักษาวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมเป็นปัจจัยที่สำ คัญในการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าให้กับสังคมไทยการดำ รงอยู่ของวัฒนธรรม ไทยได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะการสร้างสรรค์วันวัฒนธรรมไทย ในด้านต่างๆ เช่น ภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม นาฏศิลป์ขนบธรรมเนียม ประเพณี และศาสนา ความสำ คัญในการเป็นศูนย์รวมความสามัคคีของคนในชาติ ในประวัติศาตชาติไทยมีหลายครั้ง ที่คนในชาติเกิดความแตกแยก สามัคคีแก่งแย่งชิงดี กันซึ่งเป็นผล เสียอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาตินอกจากนี้ผลของความแตกสามัคคียังเปิดโอกาสให้ศัตรู ภายนอก เข้ามารุกรานได้และครั้งเมื่อวิกฤตดังกล่าวสถาบันพระมหากษัตริย์ได้มีบทบาทสำ คัญในการ เป็นศูนย์รวมของคนไทยให้เกิดความสามัคคีเป็นน้ำ หนึ่งใจเดียวกันเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง ความสำ คัญในการทำ นุบำ รุงศาสนา ศาสนาเป็นหลักแห่งความเชื่อมั่นที่สำ คัญในสังคม นับถือพระพุทธศาสนามีบางส่วนที่นับถือศาสนา คริสต์ศาสนาอิสลาม ถึงแม้พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นพุทธมามกะแต่พระองค์ทรงเป็นองค์อัครศาสนู ปถัมทุกศาสนา มาตั้งแต่การนับถือศาสนาในสังคมไทยจึงไม่เกิดปัญหาความขัดแย้ง ในเรื่องของการ นับถือศาสนาในหมู่คนไทยเพราะสถาบันพระมหากษัตริย์สถาบันศาสนา มีความเป็นหนึ่งอันเดียวกัน ความสำ คัญในด้านปกครอง และกฎหมาย พระมหากษัตริย์ทรงถือว่าราษฎร์ทุกคนในประเทศนี้คือราษฎร์ของพระองค์ไม่ แบ่งแยกว่าใครจะมี อุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด พระองค์ที่จะต้องพยายามรักษาผลประโยชน์อันจะเกิดแก่ราษฎรเป็น สำ คัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ ความสำ คัญในการสัมพันธ์ไมตรีกับต่างชาติ พระมหากษัตริย์และสมาชิกของราชวงศ์ทุก ๆ พระองค์ก็กระทำ ตน เปรียบเสมือนทูตประจำ ประเทศใน ทางอ้อม เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีกับนานาอารยประเทศเป็นที่ประจักษ์ ในปัจจุบันพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวและสมาชิกของราชวงศ์ทุกๆ พระองค์ก็ยังทรงดำ เนินการเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง