The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้เกมการศึกษาเล่มจริงใหม่จริงๆๆๆๆ1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by มณธิตา สิงไคต้น 229, 2025-02-27 05:34:43

การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้เกมการศึกษาเล่มจริงใหม่จริงๆๆๆๆ1

การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้เกมการศึกษาเล่มจริงใหม่จริงๆๆๆๆ1

การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา มณธิตา สิงไคต้น รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2567


การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา มณธิตา สิงไคต้น รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2567


ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดย การจัดกิจกรรมเกมการศึกษา ผู้วิจัย นางสาวมณธิตา สิงไคต้น อาจารย์ที่ปรึกษา นายมนัสวิน พวงใต้ คณะกรรมการที่ปรึกษา ……………………………………………………….. กรรมการ (นายมนัสวิน พวงใต้) (อาจารย์นิเทศก์) ……………………………………………………….. กรรมการ (นางนิยม เม้าราษี) (ครูชำนาญการพิเศษ) ……………………………………………………….. กรรมการ (นางสาวอารีวรรณ วันทองรักษ์) (ครูชำนาญการพิเศษ) ……………………………………………………….. กรรมการ (นางสุภาวดี ภูปัญญา) (ครูชำนาญการพิเศษ)


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดย การจัดกิจกรรมเกมการศึกษา ผู้วิจัย นางสาวมณธิตา สิงไคต้น ปริญญา ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2567 อาจารย์ที่ปรึกษา นายมนัสวิน พวงใต้ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นปีที่ 2 ก่อนและหลัง การใช้เกมการศึกษา และเพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยชั้นปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้เกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่ กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์จังหวัด อุดรธานี จำนวน 16 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม รวมระยะเวลาการทดลอง 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที เครื่องมือและนวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ และ แผนการจัดประสบการณ์ ใช้วิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental design) วิเคราะห์โดยใช้ ค่าเฉลี่ย(??̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( S.D.)และแบบทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสำคัญ : ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ /เกมการศึกษา / เด็กปฐมวัย


ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สามารถดำเนินการจนประสบความสำเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ด้วยความกรุณาอย่าง ยิ่งจากอาจารย์มนัสวิน พวงใต้อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ที่กรุณาให้คำแนะนำปรึกษาตลอดจนปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความเอาใส่ใส่อย่างดียิ่ง ขอขอบคุณ คุณครูนิยม เม้าษีคุณครูอารีวรรณ วันทองรักษ์ และคุณครูสุภาวดี ภูปัญญาที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย อีกทั้งให้ คำแนะนำอย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้การวิจัยนี้สำเร็จด้วยดีขอกราบขอบพระคุณ คณาจารย์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยทุกท่านที่ได้กรุณา อบรมสั่งสอน ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่ดีและมีคุณค่า กับผู้วิจัยจนทำให้การวิจัยประสบความสำเร็จในการศึกษา ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยทุกท่านที่ให้กําลังใจซึ่งกันและกัน ด้วยดีเสมอมาและขอขอบพระคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการทำวิจัยอีกหลายท่านที่มิได้กล่าวนามในที่มีส่วน สนับสนุนในการทำวิจัยสำเร็จด้วยดีขอกราบขอบพระคุณผู้บริหารโรงเรียน ขอบคุณคณะครูและเจ้าหน้าที่ใน โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ที่ได้ให้คำแนะนํา และประสบการณ์ที่ดี รวมทั้งนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ทุก คน ที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาค้นคว้าและทดลองของผู้วิจัย ขอกขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ผู้วิจัยหวังว่า งานวิจัยฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลาการทางการศึกษาและผู้ที่สนใจ และเป็นองค์ ความรู้ในการพัฒนา ประยุกต์ใช้ที่จะสรรสร้างให้เกิดงานวิจัยอื่นๆ ต่อไปในภายหน้า นางสาวมณธิตา สิงไคต้น


ค สารบัญ หน้า บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 4 สมมติฐานการวิจัย 4 ขอบเขตการวิจัย 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 กรอบแนวคิดการวิจัย 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางคณิตศาสตร์ 8 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเกมการศึกษา 21 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 35 แบบแผนการทดลอง 35 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 36 เครื่องมือและนวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัย 36 การสร้างเครื่องมือและการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม 37 การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล 39 การวิเคราะห์ข้อมูล 43 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 43 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลงานการวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 46 46 46 47


ง บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ 49 49 5051 บรรณานุกรม 52 ภาคผนวก 56 ประวัติผู้วิจัย 88


จ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิด ภาพที่ 2 ครูนำเด็กเข้าสู่กิจกรรมโดย การร้องเพลง คำคล้องจอง และการสนทนา 6 84 ภาพที่ 3 ครูและเด็กสร้างข้อตกลงในการทำกิจกรรม 84 ภาพที่ 4 ครูแนะนำอุปกรณ์พร้อมสาธิตวิธีการเล่นเกมการศึกษา 85 ภาพที่ 5 แบ่งเด็กออกเป็นกลุ่มตามความเหมาะสม ตัวแทนกลุ่มรับเกมที่แนะนำใหม่ไปเล่น กลุ่มอื่นๆเล่นเกมการศึกษาชุดเดิม เด็กเล่นเกมโดยเวียนสลับเปลี่ยนกันในแต่ละ กลุ่มโดยทุกกลุ่มจะต้องได้เล่นครบทุกเกม 85 ภาพที่ 6 หมดเวลาครูให้สัญญาณเด็กเก็บเกมการศึกษา 86 ภาพที่ 7 ครูและเด็กร่วมกับสรุปกิจกรรมโดยใช้คำถาม 86


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง 35 ตารางที่ 2 แสดงการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์โดยการจัดประสบการณ์โดย ใช้เกมการศึกษาของเด็กปฐมวัย ชั้นปีที่ 2 41 ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567ระหว่างก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การการเรียนรู้ โดยใช้เกมการศึกษา 47 ตารางที่ 4 ผลคะแนนการทำแบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย ชั้นปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ โดยใช้เการศึกษา 48 ตารางที่ 5 ผลการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบประเมินทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์จำนวน 20 ข้อ โดยผู้เชี่ยวชาญ 78 ตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ค่าความยาก (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ ประเมินทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 80 ตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของ แบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 81



1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ปัจจุบันนี้ ในชีวิตประจำวันของเราคงปฏิเสธการไม่เกี่ยวข้องกับตัวเลข หรือคณิตศาสตร์ไม่ได้เพราะไม่ ว่าอยู่ในช่วงวัยไหนก็ตาม ชีวิตประจำวันจะต้องเกี่ยวข้องกับตัวเลข ดังนั้นเราควรจะเริ่มเรียนรู้ตัวเลข ตั้งแต่ เยาว์วัย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2561) กล่าวถึง คณิตศาสตร์มีความสำคัญ ยิ่งต่อ การพัฒนาความคิด ทำให้มนุษย์มีความคิดอย่างมีเหตุผลเป็นระบบ มีแบบแผน ตลอดจนการพัฒนาความคิด สร้างสรรค์และสามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์วางแผนแก้ปัญหา และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม และคณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้าน เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ เช่นเดียวกับเด็กปฐมวัย ที่เป็นวัยเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้ มีความอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกตชอบเล่นและสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว คณิตศาสตร์สามารถพัฒนาเสริมสร้างให้เด็กมีความรู้ความ เข้าใจธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่างๆ รอบตัว การที่เด็กมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะกระบวนการทาง คณิตศาสตร์เท่านั้นจะส่งผลต่อการเรียนรู้ในศาสตร์อื่นๆ คณิตศาสตร์จึงมีบทบาทสำคัญทั้งในการเรียนรู้และมี ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริม พัฒนาการ ด้านสติปัญญาให้เด็กปฐมวัยได้รับรู้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อม บุคคล และสื่อ ต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก พัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการ ความคิด สร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การคิดเชิงเหตุผล การคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และมีความคิดรวบยอด ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ต่อไป (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560:38) ซึ่ง สอดคล้องกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มุ่งหวังให้เด็กทุกคนได้เตรียมความพร้อม ด้านต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ อันเป็นพื้นฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในชั้นประถมศึกษา โดยกำหนดสาระหลักที่ จำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย ได้แก่ จำนวนและการดำเนินการ การรวมกลุ่ม และ การแยกกลุ่มการวัดความยาว น้ำหนัก ปริมาตร เงิน เวลา ตำแหน่ง ทิศทาง ระยะทาง รูปเรขาคณิตสามมิติและ รูปเรขาคณิตสองมิติ พีชคณิต แบบรูปและความสัมพันธ์ การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลและการนำเสนอ ทักษะและกระบวนการ ทางคณิตศาสตร์การแก้ปัญหาการให้เหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง คณิตศาสตร์และการนำเสนอการเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์ อื่น ๆ และมีความคิดสร้างสรรค์ (สถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี, 2561:2)


2 ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตประจำวันของเด็ก วิธีการสอนที่เน้นทักษะ ทางคณิตศาสตร์และเด็กสามารถเข้าใจทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ ซึ่งทักษะพื้นฐาน ได้แก่การสังเกต การเปรียบเทียบการเรียงลำดับ การจำแนกรูปร่าง ขนาด น้ำหนัก ความยาว ความสูง การนับและการวัด นอกจากนี้คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่สร้างสรรค์มนุษย์ให้เป็นผู้มีความคิดอย่างเป็นระบบและมีเหตุผลปลูกฝังให้ ผู้เรียน มีความละเอียดถี่ถ้วน รอบคอบ ช่างสังเกต มีความคิดสร้างสรรค์ตลอดจนสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นความรู้พื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ (บุญทัน อยู่ชมบุญ. 2558:1) การเรียน คณิตศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาของการคิดอย่างมีเหตุผล การจัดกิจกรรมให้เด็กได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอ และใช้ กระบวนการคิดที่ถูกต้องจะช่วยให้เด็กเกิดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้ดี การจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย ต้องจัดให้เป็น รูปธรรม เด็กสามารถสัมผัสอุปกรณ์ที่เป็นของจริง เด็กต้องได้ลงมือกระทำจริง (กุลยา ตันติผลาชีวะ, 2561 : 161) ซึ่งสอดคล้องกับ อัญชลี ไสยวรรณ (2563:1) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กควร เน้นให้เด็กได้คิด และเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ผ่านประสาท สัมผัสสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน และเชื่อมโยง กับประสบการณ์เดิมจะช่วยพัฒนาความสามารถทางคณิตศาสตร์และความคิดรวบยอดได้ดีขึ้น ฉะนั้น การจัด ประสบการณ์คณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัยควรให้เด็กเรียนจากประสบการณ์ตรงจากของจริง และสอนจาก รูปธรรมไปหานามธรรม จากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัว สร้างความเข้าใจและรู้ความหมาย ให้คิดจากปัญหา ใน ชีวิตประจำวันของเด็กเพื่อขยายประสบการณ์เดิมให้สัมพันธ์กับประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับ โดยจัดกิจกรรมให้ สนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ กล่าวว่าการจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับปฐมวัยจัดโดยยึดเด็กเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้เด็ก สำรวจความสัมพันธ์ของวัตถุและสื่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้เล่นได้ทำกิจกรรมที่มีการลงมือปฏิบัติจริงได้คิดวิเคราะห์ และอธิบายเหตุผลของตนเอง โดยครูใช้คำถามปลายเปิด คำถาม ชวนคิด เล่านิทานเล่นเกม กระตุ้นให้เด็กมี จินตนาการ และเชื่อมโยงการเรียนรู้กับคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันซึ่งเป็นการสร้างเจตคติที่ดีให้เด็กเกิดความ เข้าใจ และจดจำได้ยาวนาน (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2561:20) เกมการศึกษาเป็นกิจกรรมการเล่นที่ช่วยพัฒนาสติปัญญา มีกฎเกณฑ์กติกาง่ายๆ เด็กสามารถเล่นคน เดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มก็ได้ ช่วยให้เด็กสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิดความคิดรวบยอด (กุลยา ตันติผลาชีวะ, 2558:57) ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ที่กล่าวไว้ว่า การจัดกิจกรรมเกม การศึกษาเป็นการพัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา คิดรวบยอด และคิดเชิงเหตุผลทาง คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560:53) การสอนโดยใช้เกมเป็น วิธีการที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานและท้าทายความสามารถ โดยผู้เรียนเป็นผู้เล่นเองทำให้ได้รับ ประสบการณ์ตรงเป็น วิธีการที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมสูง เกิดการเรียนรู้จากการเล่น ทำให้การเรียนรู้ นั้นมีความหมายและอยู่คงทน (ทิศนา แขมมณี, 2559:365-369) การจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา


3 อาจให้เด็กเล่นเป็นกลุ่ม หรือเล่นรายบุคคลก็ได้ การเล่นเป็นกลุ่มจะช่วยทำให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี ช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน เด็กเก่งสามารถช่วยเหลือเด็กที่อ่อนให้สามารถเล่นเกมได้การเล่นเกมการศึกษาเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็ก ได้รับประสบการณ์ตรงจากการเล่น การเล่นเกมซ้ำๆเด็กจะรู้จักสังเกต เปรียบเทียบจำนวน รูปทรง ประเภท และการคิดหาเหตุผล เกมการศึกษาเป็น สื่ออุปกรณ์ช่วยสอนทำให้เด็กได้พัฒนาการคิด หาเหตุผล การสังเกต การประสานสัมพันธ์ระหว่าง มือกับตา การทบทวนเนื้อหาที่ได้เรียนรู้จากหน่วยการเรียน และทักษะพื้นฐาน สำคัญต่างๆ ซึ่งถือ ว่าเป็นกิจกรรมที่ฝึกเตรียมความพร้อมสนองตอบต่อพัฒนาการตามวัย (สุณี บุญพิทักษ์, 2557:.276-277) เกมการศึกษาที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ได้แก่ เกมจับคู่ แยกประเภท จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับ โดมิโน ลอตโต ภาพตัดต่อ เป็นต้น ซึ่งการเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมายนั้นเป็น หัวใจหลักของการ ประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัย เกมการศึกษาจัดเป็นประสบการณ์ที่เน้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ เรียนรู้ทักษะ ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม โดยการจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ที่สนุกสนานเหมาะสมกับวัย มีการใช้ เสื่อที่หลากหลาย การสร้างบรรยากาศในการเรียนการสอนที่ผ่อนคลาย ท้าทายความสามารถ และเป็นไปตาม ธรรมชาติ จะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในการเกิดความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์มากขึ้น (เพ็ญจันทร์ เงียบประเสริฐ.2562:30) ซึ่งรูปแบบของการจัดกิจกรรมที่มีการเลือกใช้สื่ออย่างหลากหลาย ดึงดูดความสนใจ ของเด็ก ผู้เรียนได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม จะทำให้เด็กตื่นเต้นที่จะเรียนรู้ หนึ่งในรูปแบบนั้นก็คือเกมการศึกษาที่ นำสื่อธรรมชาติ มาประกอบการเล่นเกม และในการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา ผู้สอนต้องคำนึ่งถึงวุฒิภาวะ พัฒนาการ และประสบการณ์ของเด็กเป็นสำคัญ การเรียงลำดับจากเกมที่ง่ายไปหายาก เริ่มจากของจริงไปสู่ ของจำลอง ในขณะที่เด็กเล่นเกมครูผู้สอนควรคอยดูแลให้คำแนะนำหรือใช้คำถามกระตุ้นความคิดของเด็ก และเมื่อเด็กเล่นเสร็จครูควรมีการตรวจสอบความถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของเกม จากนั้นให้คำแนะนำ เพิ่มเติม กล่าวชื่นชมให้กำลังใจและ ฝึกให้เด็กเก็บเกมลงกล่องเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยจนเป็นนิสัย (วรรณีย์ พรม นนท์, 2562:48) จากเหตุผลและความสำคัญดังที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะนำกิจกรรมเกมการศึกษา มาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านทักษะด้านการเรียงลำดับ ด้านทักษะด้าน การจำแนกจัดกลุ่ม ด้านทักษะด้านการเปรียบเทียบ ด้านทักษะด้านการนับการรู้ค่าจำนวนตัวเลข 1- 20 และด้านทักษะด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย ซึ่งจะสร้างความแปลกใหม่ในการเรียนรู้ สนุกสนานเพลิดเพลิน เด็กปฐมวัยเกิดการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กปฐมวัยมีความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้น สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน และเป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป


4 วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม เกมการศึกษา สมมติฐานการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรม ขอบเขตการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ได้แก่ เด็กปฐมวัย อายุ 4 - 5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 2 ห้องเรียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเทศบาล7 รถไฟสงเคราะห์อำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี 1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กปฐมวัย อายุ 4 - 5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเทศบาล7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจำนวน 16 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2 ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดกิจกรรมเกมการศึกษา 2.2 ตัวแปรตาม คือ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้แก่ - ทักษะด้านการเรียงลำดับ - ทักษะด้านการจำแนกจัดกลุ่ม - ทักษะด้านการเปรียบเทียบ - ทักษะด้านการนับและรู้ค่าจำนวนตัวเลข 1- 20 - ทักษะด้านมิติสัมพันธ์ 3 ขอบเขตด้านเนื้อหา การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้เกมการศึกษาเพื่อพัฒนา ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการ เรียงลำดับ การจำแนกจัดกลุ่ม การเปรียบเทียบ ด้านการนับและรู้ค่าของจำนวนตัวเลข 1-20 และด้านมิติ สัมพันธ์


5 4 ขอบเขตด้านเวลาในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ใช้เวลาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ในช่วงกิจกรรมเกมการศึกษาเวลา 14.30- 15.30 น. ครั้งละ 30นาที รวมการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน รวมระยะเวลา 11 ชั่วโมง โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 5 สัปดาห์ๆ ละ 5 วัน รวม 25 เกม นิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อให้การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้มีความชัดเจน ผู้วิจัยได้กำหนดความหมายของนิยามศัพท์ที่ใช้ใน การวิจัย ดังนี้ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์หมายถึง ความรู้เบื้องต้นที่จะนำไปสู่การเรียนคณิตศาสตร์ที่เด็ก ปฐมวัยควรได้รับประสบการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย ความสามารถในการสังเกต เปรียบเทียบ สี ขนาด จำแนกในรูปร่างขนาด การจัดหมวดหมู่ การเรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง และการรู้ค่า จำนวน ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยจำแนกทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้ 1. การเรียงลำดับ หมายถึง ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตามลำดับก่อน-หลังและความสามารถในการจัดเรียงสิ่งของชุดหนึ่งๆ ตามคำสั่ง เช่น เรียงลำดับตามภาพหลัก เรียงลำดับจำนวนภาพจากมากไปหา น้อย/น้อยไปหามาก หรือเรียงลำดับจากใหญ่ไปหาเล็ก/เล็กไปหาใหญ่ เป็นต้น 2. การจำแนก จัดกลุ่ม หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจัดสิ่งต่าง ๆ ให้เข้า อยู่ในประเภทเดียวกัน ซึ่งการจัดประเภทนี้อาจทำได้หลายวิธี เช่น แยกประเภทตามตัวอักษร ตามลักษณะ รูปร่าง แสง สี เสียง ขนาด ประโยชน์ในการใช้ เป็นต้น 3. การเปรียบเทียบ หมายถึง กระบวนการที่เด็กต้องพิจารณาในการเปรียบเทียบลักษณะรูปร่าง สี ยาว สั้น สูง เตี้ยใหญ่ เล็ก มีการสืบเสาะและอาศัยความสัมพันธ์ของสองสิ่งบนพื้นฐานของคุณสมบัติบางอย่าง ว่ามีลักษณะเฉพาะอย่างไร 4. การนับและรู้ค่าของจำนวนตัวเลข 1-20 หมายถึง ความสามารถในการนับเพิ่มทีละหนึ่งตามลำดับ 1-20 เช่นกระต่าย 14 ตัว หมายถึง กระต่ายมีจำนวน 14 ตัว เป็นต้น 5. มิติสัมพันธ์ หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรง ความสามารถในการมอง ภาพเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในมุมมองต่างๆ เช่น ภาพกับเงา ภาพตัดต่อ ภาพกับความสัมพันธ์หรือภาพรูปทรง เรขาคณิตต่างๆ เป็นต้น กิจกรรมเกมการศึกษา หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนให้ผู้เรียนเล่นเกมที่มีกฎเกณฑ์ กติกา เงื่อนไข หรือข้อตกลงร่วมกันที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ทำให้เกิดความสนุกสนานร่าเริง การจัดกิจกรรมเกการศึกษา


6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 4 ด้านได้แก่ ทักษะการจับคู่ ทักษะการจัดหมวดหมู่ ทักษะการเปรียบเทียบ และทักษะการเรียงลำดับโดยมีขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรม 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นนำ 1.1. ครูนำเด็กเข้าสู่กิจกรรมโดย การร้องเพลง คำคล้องจอง และการสนทนา 1.2. ครูและเด็กสร้างข้อตกลงในการทำกิจกรรม 2. ขั้นสอน 2.1. ครูแนะนำอุปกรณ์พร้อมสาธิตวิธีการเล่นเกมการศึกษา 2.2. แบ่งเด็กออกเป็นกลุ่มตามความเหมาะสม ตัวแทนกลุ่มรับเกมที่แนะนำใหม่ไปเล่น กลุ่มอื่นๆเล่นเกม การศึกษาชุดเดิม เด็กเล่นเกมโดยเวียนสลับเปลี่ยนกันในแต่ละกลุ่มโดยทุกกลุ่มจะต้องได้เล่นครบทุกเกม 2.3. หมดเวลาครูให้สัญญาณเด็กเก็บเกมการศึกษา 3. ขั้นสรุป ครูและเด็กร่วมกับสรุปกิจกรรมโดยใช้คำถาม 4. ขั้นประเมินผลผู้สอนประเมินผลการเล่นเกมการศึกษาโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการเล่นเกม กรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยได้สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตำราและงานวิจัยต่างๆ มาสร้างกรอบแนวคิดในการ พัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และขอบข่ายแนวคิดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัยได้นำหลักการจัด กิจกรรมโดยการใช้เกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดดังนี้ ภาพที่1 กรอบแนวคิด กิจกรรมเกมการศึกษา ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ - ทักษะด้านการเรียงล าดับ - ทักษะด้านการจ าแนกจัดกลุ่ม - ทักษะด้านการเปรียบเทียบ - ทักษะด้านการนับและรู้ค่าจ านวนตัวเลข 1- 20 - ทักษะด้านมิติสัมพันธ์


7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา ผู้วิจัยได้ ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีรวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีรายละเอียด ดังนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางคณิตศาสตร์ ความหมายของคณิตศาสตร์ ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จุดมุ่งหมายของการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์เด็กปฐมวัย หลักการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์เด็กปฐมวัย ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 2 . เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเกการศึกษา ความหมายของเกมการศึกษา จุดมุ่งหมายของเกมการศึกษา ประเภทของเกมการศึกษา หลักในการใช้เกมการศึกษา ประโยชน์และคุณค่าของเกมการศึกษา หลักในการพัฒนาเกมการศึกษา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเกมการศึกษา


8 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางคณิตศาสตร์ ความหมายของคณิตศาสตร์ สุภาวิธี ลายบัว (2559 : 9) กล่าวว่า คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง กิจกรรมที่ครูจัดขึ้นเพื่อ สร้างความรู้และทักษะที่เหมาะสมกับวัยทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้โอกาสเด็กได้สร้างความรู้และทักษะ ปลูกฝัง ให้เด็กรู้จักการค้นคว้าและแก้ปัญหา ให้เด็กมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องเปรียบเทียบ การเรียงลำดับ การวัด การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง ก่อนที่เด็กจะเรียนเรื่อง ตัวเลขและวิธีคิดคำนวณ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดวงใจ ทัดมาลา (2559 : 18) กล่าวว่า คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการอาศัยประสบการณ์จาก สถานการณ์ในชีวิตประจำวันของเด็ก รวมทั้งการเสริมสร้างประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัยเป็นชั้น ปูพื้นฐานให้แก่เด็กที่ก้าวไปสู่การเรียนพื้นฐานคณิตศาสตร์ในชั้นสูงต่อไป รวมทั้งให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อ คณิตศาสตร์ รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ช่างสังเกตและรู้จักแก้ปัญหา สุพิชมาย์ ทนทาน (2559 : 28) กล่าวว่า คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึงการเรียนรู้จาก สถานการณ์ในชีวิตประจำวันของเด็กในด้านจำนวน การวัด การจำแนกสิ่งต่างๆการเปรียบเทียบ และการ เรียนรู้สัญลักษณ์ของคณิตศาสตร์มาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความรู้และทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยวาง แผนการจัดประสบการณ์ และเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข ประจักษ์ อเนกฤทธิ์มงคล (2560 : 15) กล่าวว่า คณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้พื้นฐานของเด็กที่ได้รับ ประสบการณ์และกิจกรรมในเรื่องการนับปากเปล่า การนับเรียงลำดับตัวเลข การนับจำนวน การรู้ค่า รู้จัก จำนวน การนับเพิ่ม การนับลด การสังเกตเปรียบเทียบการจำแนก การจัดหมวดหมู่ เพื่อเป็นการเตรียมความ พร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์ในระดับต่อไป กระทรวงศึกษา (2560 : 1) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มีบทบทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในสต วรรษที่ 21 เนื่องจากคณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบ แผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ อันเป็นรากฐานใน การพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพ เศรษฐกิจ สังคมและความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึงกระบวนการเรียนรู้ที่เป็น เรื่องของ การสังเกต การจำแนก การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ สัญลัษณ์ จำนวนและการคำนวณในขั้น พื้นฐานง่าย ๆ ให้แก่เด็กในระดับปฐมวัย เพื่อให้โอกาสเด็กได้สร้างความรู้และทักษะเพื่อปลูกฝังให้เด็กรู้จัก ค้นคว้าแก้ปัญหาเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาที่สูงขึ้น และประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ที่เด็กปฐมวัยได้รับทั้ง


9 ประสบการณ์ตรงอย่างเป็นรูปธรรมโดยการลงมือจัดกระทำกับวัตถุสิ่งของ และมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ ตามความสนใจและเหมาะสมกับวัยของเด็ก ทำให้เด็กเกิดทักษะต่าง ๆ ที่นำไปสู่ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นและการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ อัมพร เบญจพลพิทักษ์ (2557 : 9) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความคิด ทำให้มนุษย์คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน ตลอดจนมีการพัฒนา •ความคิดสร้างสรรค์และสามารถ วิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบ นอกจากจากนั้นคณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ อีกหลายแขนง สุมารีย์ ไชยประสพ (2558 : 16) กล่าวว่า ความสำคัญของคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยว่า คณิตศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน มนุษย์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ศาสตร์อื่น ๆ การได้รับ ประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ถูกต้องตั้งแต่ระดับปฐมวัยทำให้ผู้เรียน มีความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล และใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีเพราะในการดำเนินชีวิตตลอดจนการศึกษาการเรียนรู้ต้องอาศัย ทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบการจัดหมวดหมู่ การเรียงลำดับ การแก้ปัญหา การคิดคำนวณอย่างมีเหตุผล การกระทำจึงมีความจำเป็นในการส่งเสริมให้มีการจัดประสบการณ์เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ฝึกฝน เป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ และเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ที่ดีในอนาคตต่อไปเมื่อเติบโตขึ้น วิจิตตรา จันทร์ศิริ (2559 : 44) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กปฐมวัย เพราะ คณิตศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเด็กแทบทั้งสิ้น เช่น เรื่องจำนวน ตัวเลข เวลา การวัด ตำแหน่ง เป็น ต้น การจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับการพัฒนาการและความสนใจของเด็กจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เด็ก ได้รับความสำเร็จในการเรียนรู้คณิตศาสตร์และสามารถนำประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ในอนาคตได้อยางมี ประสิทธิภาพต่อไป ประจักษ์ อเนกฤทธิ์มงคล (2560 : 17) กล่าวว่า ความสำคัญของคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ช่วยให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้น ได้แก่ รู้จักการ สังเกต เปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การเรียงลำดับ การรู้จักค่าจำนวนเป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวันของมนุษย์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ศาสตร์อื่น ๆการได้รับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ทำให้ ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลและใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างดี โดยมีครูเป็นผู้ท้าทาย ความคิดของเด็กด้วย การนำไปสู่ปัญหาหรือการบูรณาการทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้สัมพันธ์กับ กิจกรรมเกม เพื่อเร้าให้เกิดความสนุกสนาน และได้รับความรู้โดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถ จดจำได้ดีและเกิดความภาคภูมิใจ


10 นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 27) กล่าวว่า คณิตศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวันของ มนุษย์ ทำให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น รู้จักใช้เหตุผล มีความละเอียดรอบคอบ ช่วยให้เด็กมีความ พร้อมและขยายประสบการณ์ ช่วยฝึกทักษะเบื้องต้นทำให้เด็กมีความคิดรวบยอดและมีเจตคติที่ดี การมี ประสบการณ์เหมาะสมกับพัฒนาการและความสนใจของเด็ก จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้ สามารถนำไปใช่ในชีวิตประจำวันและเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป สรุปได้ว่า ความสำคัญของคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ของมนุษย์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ศาสตร์อื่น ๆ การจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่เหมาะสมสอดคล้องกับ พัฒนาการตามวัยยังช่วยพัฒนาให้เด็กเป็นคนคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น และแก้ปัญหาได้ และการได้รับ ประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุมีผลและใช้ในการแก้ปัญหา ต่างๆได้อย่างดี ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ต่อไป จุดมุ่งหมายของการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์เด็กปฐมวัย เยาวพา เตชะคุปต์ (2558 : 1) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์มีความสำคัญในการดำรงชีวิต ซึ่งควรปูพื้นฐานให้เด็กตั้งแต่ยังเล็ก การสอนคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัยควรมีจุดมุ่งหมายให้เด็กเกิดความ เข้าใจถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ 1) เกิดความคิดรวบยอดของวิชาคณิตศาสตร์ 2) มีความสามารถในการแก้ปัญหา 3) มี ทักษะและวิธีในการคิดคำนวณ 4) สร้างบรรยากาศในการคิดอย่างสร้างสรรค์ 5) ส่งเสริมความเป็นเอกัตภาพ บุคคลในตัวเด็ก 6) ส่งเสริมกระบวนการในการสืบสอบสวน 7) ส่งเสริมกระบวนการคิดโดยใช้เหตุผล สุภาวิณี ลายบัว (2559 : 11) กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ รู้จักและใช้กระบวนการในการหาคำตอบ และสร้างเสริม ประสบการณ์ให้เด็กเกิดมโนทัศน์คณิตศาสตร์ว่าเป็นเรื่องของตัวเลขและเหตุผล สร้างความคุ้นเคยกับตัวเลข การนับ อีกทั้งยังส่งเสริมการหาคำตอบ ด้วยตนเองและการแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ประสบการณ์ตรงได้ลงมือปฏิบัติ วันดี ภู่สุวรรณ์ (2559 : 13) กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ว่าเป็นแนวทาง ในการส่งเสริมให้เด็กรู้จักการค้นคว้าหาคำตอบ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น รู้จักสังเกตจดจำ มีทักษะในการ คิดรวบยอด กระบวนการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล รู้สึกอยากทดลอง 'เข้าใจในเรื่องความแตกต่างอีกทั้งยังสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ประจักษ์ เอนกฤทธิ์มงคล (2560 : 19) กล่าวว่า จุดมุ่งหมายในการฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับ เด็กปฐมวัย เป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเรียนรู้ และทำกิจกรรมทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสมกับวัย เช่น การ ทำแบบชุดฝึกกิจกรรมทางคณิตศาสตร์ด้วยความสามารถและสนุกสนาน มีทักษะพื้นฐานในการสังเกต เปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การเรียงลำดับ การรู้ค่าความหมาย และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้


11 นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 28) กล่าวว่า จุดมุ่งหมายในการฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ในระดับสูงต่อไปโดยการให้เด็กมีโอกาสกระทำกับ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ สำรวจ ค้นพบและมีประสบการณ์ตรงทางคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตประจำ ได้แก่ การ สังเกต จำแนก เปรียบเทียบ จัดลำดับ จัดหมวดหมู่ การนับ การวัด และการหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ และ สามารถนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ สรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายในการฝึกทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย คือ การเตรียมเด็ก ให้พร้อมที่จะเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับต่อไปและมีความสามารถในการใช้เหตุผลในการสังเกต การ เปรียบเทียบ เพื่อให้มีทักษะในการแก้ปัญหาเกิดความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน คณิตศาสตร์ เพื่อสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ หลักการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์เด็กปฐมวัย สุภาวิณี ลายบัว (2559 : 14) กล่าวว่า หลักการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์เด็กปฐมวัย จะคำนึงถึง ความต้องการและความสามารถของเด็กแต่ละคน การพัฒนาความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านต่าง ๆ ของ เด็กต้องเน้นเด็กเป็นสำคัญ และควรคำนึงถึงจุดประสงค์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและสามารถบูรณา การเข้ากับกิจกรรมอื่น ๆ ได้จากประสบการณ์ตรงที่เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในชีวิตประจำวัน และควรคำนึงถึงความเหมาะสมและพัฒนาการให้เด็กมีส่วนร่วมในกินกรรมและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นการจัด กิจกรรมจากง่ายไปยาก จากสื่อที่เป็นรูปธรรมสามารถค้นพบและสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองจากสื่อการ เรียนที่หลายหลาก สุพิชฌาย์ ทนทาน (2559 : 46) กล่าวว่า การจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดย ให้เด็กเรียนรู้จากสิ่งง่าย ๆ ไปหายาก เรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวโดยให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้จากการใช้สื่อ อุปกรณ์ของจริง จากการเล่นเกมการวัด การเปรียบเทียบและการเรียงลำดับ เพื่อพัฒนาความสามารถทาง คณิตศาสตร์ให้สูงขึ้น มีเจตกติที่ดีต่อคณิตศาสตร์และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ วันดี ภู่สุวรรณ์ (2559 : 19) กล่าวว่า หลักการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย นั้น ครูผู้สอน จะต้องวางแผนและเตรียมการสอนให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน จัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน สอดแทรกความรู้ไปตามธรรมชาติแวดล้อม เน้นการสอนโดยการเล่นสอนจากง่ายไปหายากเพื่อให้เกิดผลตาม จุดมุ่งหมายที่วางไว้อีกทั้งยังทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเข้าใจอย่างแท้จริง กระทรวงศึกษาธิการ (2560 : 22) กล่าวว่า การจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับเด็ก ปฐมวัย อายุ 3-5 ปี ควรจัดในรูปของกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการผ่านการเล่นเพื่อให้เด็กเรียนรู้จาก ประสบการณ์ตรงเกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจ มีทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และมีเจตคติที่ดีต่อ คณิตศาสตร์ ครูผู้สอนหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก ควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดย


12 คำนึงถึงความเหมาะสม และความสอดคล้องกับวุฒิภาวะของเด็ก ซึ่งอาจดำเนินการตามหลักการและแนว ทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ดังนี้ 1. สร้างเสริมความสนใจในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามธรรมชาติของเด็ก และการสร้างความเข้าใจมาง คณิตศาสตร์ผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน 2. สร้างประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ โดยเชื่อมโยงจากพื้นฐานทางครอบครัว ภาษา วัฒนธรรมและชุมชน โดยเน้นการจัดเป็นรายบุคคลกลุ่มย่อยและในรูปแบบ ที่ไม่เป็นทางการ ผ่านการ เล่น การสำรวจ และการได้ลงมือปฏิบัติจริง 3. หลักสูตรและการจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริม พัฒนาการ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาไปพร้อม ๆ กัน 4. หลักสูตรและการจัดประสบการณ์เน้นกระบวนการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลรวมทั้งการนำเสนอ การสื่อสาร การชื่อมโยงแนวความคิดต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์และการคิดสร้างสรรค์ 5. หลักสูตรและการจัดประสบการณ์ต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างเป็นลำดับ ขั้นตอน โดยเริ่มต้นจากความเข้าใจพื้นฐานเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเรียนรู้ในลำดับขั้นที่ยากขึ้น ต่อไป 6. จัดโอกาสให้เด็กได้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่างลึกซึ้งและฝังแน่นในแนวคิดหลักการและ สาระสำคัญทางคณิตศาสตร์ 7. บูรณาการคณิตศาสตร์ในกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ และสอดแทรกกิจกรรมต่างๆในการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม 8. เสนอแนวคิด วิธีการ และการใช้ภาษาในการจัดประสบการณ์ ใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายและใช้ กลยุทธ์การสอนคณิตศาสตร์ที่เหมาะสม 9. สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก โดยการพัฒนากระบวนการคิดและมีการประเมินผลการเรียนรู้ในด้าน ความเข้าใจ และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่อง นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 36) กล่าวว่า หลักการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยควรส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จากรูปธรรมไปนานธรรม เปิดโอกาสให้เด็ก ได้สังเกต สัมผัส ทดลอง สำรวจ ค้นคว้า และแก้ปัญหาจากสภาพแวดล้อมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน โดยมีครูเป็นผู้จัดกิจกรรมและคอย์สังเกตดูแลให้ความช่วยเหลือเด็ก จัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย ความสามารถและความแตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคน ซึ่งหากเด็กในวัยนี้ได้รับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์เป็นอย่างดีย่อมเป็นรากฐานของการเรียนรู้และเข้าใจที่ดีต่อคณิศาสตร์ในระดับสูงต่อไปได้ สรุปได้ว่า หลักการสอนคณิตศาสตร์สำหรับปฐมวัยต้องเน้นเด็กเป็นสำคัญ ครูต้องคำนึงถึงความ เหมาะสมด้านพัฒนาการและความแต่งต่างระหว่างบุคคล ให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมและมีปฏิสัมพันธ์กับ


13 ผู้อื่นการจัดกิจกรรมจากง่ายไปยาก จากสื่อที่เป็นรูปธรรมสามารถค้นพบและสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองจาก สื่อการเรียนที่หลายหลากและจุดประสงค์ในการจัดกิจกรรม์การเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะพื้นฐาน คณิตศาสตร์เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้และสามารถบูรณาการให้เข้ากับกิจกรรมอื่น ๆ และเรียนรู้ ได้อย่างมีความสุข ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย วันดี ภู่สุวรรณ์ (2559 : 16) กล่าวว่า การฝึกทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นการฝึก ทักษะพื้นฐาน ที่เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็ก จากการใช้การเรียงลำดับ การวัด การบอกตำแหน่ง และการนับเพื่อเป็นพื้นฐานในการเตรียมความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์ในเรื่องอื่น ๆ ที่ ยากขึ้นต่อไป ประจักษ์ เอนกฤทธิ์มงคล (2560 : 23) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ควรให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ที่แสดงในทักษะคณิตศาสตร์ ดังนี้ 1) จำนวน 2) การเปรียบเทียบ 3) การจักลุ่ม 4) การเรียงลำดับ 5) การนับจำนวน 6) การวัด น้ำหนัก 7) รูปทรง 8) การแบ่ง 9) ค่าของเงิน 10) มิติสัมพันธ์ 11) เวลา โดยครูต้องเป็นผู้ที่จัดกิจกรรมประสบการณ์ให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลายใน เรื่องการจัดกลุ่ม จำนวน 1-10 การฝึกนับ 1-10 ชื่อของตัวเลข ลำดับที่ รูปทรงเรขาคณิต ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้ จากประสบการณ์ตรงที่เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในชีวิตประจำวันทั้งจากห้องเรียนที่บ้านและ จากการเล่นของเด็กเอง ธัญพร ผุยบัวค้อ (2562 : 7) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึงประสบการณ์หรือ ความรู้เบื้องต้นที่จะนำไปสู่การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องคณิตศาสตร์ ส่งเสริมให้เด็กนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบไปด้วยทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ทักษะการจับคู่ หมายถึง การจับคู่สิ่งที่เหมือนกัน มีจำนวนเท่ากัน หรือมีความสัมพันธ์กัน 2. ทักษะการจัดหมวดหมู่ หมายถึง การแยกประเภทและจัดกลุ่มของวัตถุสิ่งของ ตามคูณลักษณะหรือคุณสมบัติบางประการ เช่น รูปร่าง รูปทรง ขนาด ชนิด สี ประโยชน์ โทย 3. ทักษะการเปรียบเทียบ หมายถึง การเห็นความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุสิ่งของ 2 สิ่ง ว่ามีความเหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร เช่น มาก-น้อย หนัก-เบา เล็ก-ใหญ่ สั้น-ยาว เป็นต้น 4. ทักษะการเรียงลำดับ หมายถึง การจัดเรียงลำดับเหตุการณ์ หรือวัตถุสิ่งของต่าง ๆตามจำนวน ขนาด ส่วนสูง ความยาว ปริมาณ เป็นต้น


14 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2563 : 67-68) กล่าวว่าการส่งเสริมความคิด รวบยอดทางคณิตศาสตร์ตามสาระที่ควรเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย เด็กจำเป็นต้องได้รับการ พัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หรือความคิดรวบยอด พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ (Early Mathematics concepts) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเรียนรู้ในด้านความคิดรวบยอดซึ่งมี ความซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ 1. การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one correspondence) เป็นการจับคู่กัน (Matching or Pairing) ในลักษณะความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one relationship) ระหว่างสิ่งต่าง ๆสองสิ่งหรือสองกลุ่ม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ของจำนวนและการดำเนินการ โดยการจับคู่หนึ่ง ต่อหนึ่งใช้ในการนับเพื่อบอกจำนวน ในลักษณะของการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่งระหว่างชื่อเรียกจำนวน (Number name) กับสิ่งที่นับโดยนับเพียงครั้ง เดียว ไม่นับซ้ำ หากเด็กไม่มีพื้นฐานการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง เด็กจะไม่สามารถนับเพื่อบอกจำนวนได้ถูกต้อง รวม ไปถึงเป็นพื้นฐานที่ใช้ในการเปรียบเทียบ จำนวนระหว่างสิ่งต่าง ๆ สองกลุ่มเพื่อบอกปริมาณว่าเท่ากันหรือไม่ เท่ากันและกลุ่มใด มีจำนวนมากกว่าหรือน้อยกว่า โดยหากจับคู่สิ่งต่าง ๆ สองกลุ่มได้พอดีแสดงว่า สิ่งของ ใน สองกลุ่มนั้นมีจำนวนเท่ากัน หากไม่พอดีแสดงว่ามีจำนวนไม่เท่ากัน และกลุ่มที่มีสิ่งของเหลืออยู่แสดงว่ามี จำนวนมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ ในการเรียงลำดับจำนวน ก็จำเป็นต้องอาศัยการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อ บอกปริมาณที่เท่ากันหรือไม่เท่ากัน และกลุ่มใด มีจำนวนมากที่สุดหรือน้อยที่สุดอีกด้วย 2. การจำแนก (Cassifying) เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่มีลักษณะเหมือนกัน สัมพันธ์ กัน หรือแตกต่างกัน เช่น สี รูปร่าง ขนาด หน้าที่การใช้งาน เหตุการณ์โดยการคัดแยกและจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ อย่างสมเหตุสมผล การจำแนกช่วยพัฒนาการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ใช้ใน การ จำแนกรูปเรขาคณิต การบอกกิจกรรมหรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันตามช่วงเวลา การสังเกตแบบรูปของสิ่ง ต่าง ๆ การรวมและการแยกและการนำเสนอข้อมูลในรูปแผนภูมิอย่างง่าย 3. การเปรียบเทียบ (Comparing) เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ สองสิ่งหรือสองกลุ่มที่มี ลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกัน เช่น สี รูปร่าง ขนาดรวมไปถึงการหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของสิ่งต่างๆ สองกลุ่มโดยอาศัยการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่งเพื่อบอกปริมาณว่าเท่ากัน ไม่เท่ากัน มากกว่าหรือน้อยกว่า การ เปรียบเทียบเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ใช้ในการวัดการชั่ง การตวง การเปรียบเทียบจำนวนของสิ่งต่าง ๆ การสังเกต แบบรูปของสิ่งต่าง ๆ และการนำเสนอข้อมูลในรูปแผนภูมิอย่างง่าย 4. การเรียงลำดับ (Ordering, Seratin) เป็นการหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ มากกว่าสองสิ่งหรือ สองกลุ่มขึ้นไปที่มีลักษณะร่วมกัน เช่น ขนาด ปริมาณ แล้วนำมาจัดเรียงโดยมีจุดเริ่มต้นและทิศทาง การ เรียงลำดับเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ใช้ในการวัดสิ่งต่าง ๆ การเรียงลำดับ กิจกรรมหรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ตามช่วงเวลา การเรียงลำดับจำนวนของสิ่งต่าง ๆการสังเกตแบบรูปของสิ่งต่าง ๆ และการนำเสนอข้อมูลในรูป แผนภูมิอย่างง่าย


15 ราภรณ์ พักปลั่ง (2564 : 8) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่สอดคล้อง กับพัฒนาการตาม คุณลักษณะที่พึงประสงค์ระดับปฐมวัย ได้แก่ 1. การสังเกต คือ ความสามารถในการแยกความแตกต่างของสิ่งของ หรือวัตถุตามคุณลักษณะ สี ขนาด รูปร่าง และประเภท 2. การเปรียบเทียบ คือ ความสามารถในการนับจำนวนสิ่งของหรือวัตถุแต่ละกลุ่ม มีปริมาณมากกว่าน้อยกว่า และเท่ากัน 3. การจำแนก คือ ความสามารถในการจัดกลุ่มประเภทสิ่งของหรือวัตถุตามสี รูปร่าง รูปทรง ขนาด 4. การเรียงลำดับ คือ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ ก่อน-หลัง และความสามารถในการจัดเรียงสิ่งของชุดหนึ่ง ๆ ตามคำสั่ง สรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง แนวทางการสร้างความคิดและ การพัฒนาความสามารถด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ทักษะการรู้ค่าจำนวน ทักษะการจำแนก ทักษะการจัดหมวดหมู่ ทักษะการเปรียบเทียบ ทักษะการจับคู่ ทักษะการจัดประเภท ทักษะรูปทรงและมิติสัมพันธ์ซึ่งเกิดจาก ประสบการณ์ตรงที่เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในชีวิตประจำวันเพื่อให้โอกาสเด็กได้สร้างความรู้ และทักษะเพื่อปลูกฝังให้เด็ก รู้จักค้นคว้าแก้ปัญหาเป็นพื้นฐาน แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ทฤษฎีที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กมีหลายทฤษฎีด้วยกัน ที่ถูกนำมาปรับใช้เป็น ทฤษฎีการสอนคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัย ซึ่งมีทฤษฎีเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยซึ่งสรุปและรวบรวมที่น่าสนใจดังนี้ 1. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. (2553 :158-161, อ้างถึง ใน สุภาวิณี ลายบัว 2559 : 16) กล่าวถึง เพียเจท์ เชื่อว่าสติปัญญาของมนุษย์เป็นสิ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิดและ เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้องค์ประกอบที่ก่อให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญา ประกอบด้วย 1.1 วุฒิภาวะ (Maturation) เป็นสภาพของการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายเนื่องมาจากพัฒนาการ โดย มียีนส์เป็นตัวกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลให้มีสภาวะที่เอื้อต่อการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง เป็นศักยภาพในการซึมซับและปรับโครงสร้างให้สมดุล 1.2 ประสบการณ์ (Experience) ทั้งประสบการณ์ทางกายภาพ และประสบการณ์โดยอาศัยการ สังเกต เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เด็กแต่ละคนมีประสบการณ์แตกต่าง กัน และจาก ประสบการณ์ทำให้เด็กสร้างความรู้ ซึ่งเป็นความรู้ทางกายภาพ(Physical Knowledge)และความรู้ทางตรรกะ-


16 คณิตศาสตร์ (Logical Mathematical Knowledge) การถ่ายทอดทางสังคม (Social Transmission) การที่ เด็กแต่ละคนมีประสบการณ์ต่างกัน ทำให้ประสบการณ์ทางสังคมแตกต่างกันไปด้วย การถ่ายทอดทางสังคมจึง เป็นความรู้ที่เด็กเรียนรู้จากคนที่อยู่รอบตัวเด็ก เช่น พ่อแม่ครู และคนอื่น ๆ กระบวนการพัฒนาสมดุล (Equilibration Process) การปรับความสมดุลของโครงสร้างทางสติปัญญาไปสู่ขั้นที่สูงกว่า เป็นกระบวนการ สำคัญที่นำไปสู่พัฒนาการทางสติปัญญาเพียเจท์เชื่อว่ามนุษย์มีแนวโน้มพื้นฐานที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด 2 ชนิด ซึ่ง เป็นกระบวนการสำคัญในการ พัฒนาโครงสร้างทางสติปัญญา คือ การจัดและรวบรวม (Organization) โครงสร้างภายในทั้งทางกายและทางจิตให้เป็นระบบ และการปรับตัว (Adaptation) ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อยู่ในสภาพสมดุล (Equilibrium) การปรับตัวประกอบด้วยกระบวนการต่อไปนี้ 1.2.1 การซึมซับประสบการณ์ (Assimilation) เป็นกระบวนการที่เกิดจากการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อม แล้วรับหรือซึมซับภาพและเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้าไว้ในโครงสร้างทางสติปัญญาของตน 1.2.2 การปรับโครงสร้างทางสติปัญญา (Accommodation) เป็นกระบวนการปรับความรู้เดิมให้เข้า กับสิ่งแวดล้อมใหม่ หรือความสามารถในการปรับความคิดเดิมให้สอดคล้องกับ สิ่งใหม่ ทำให้อยู่ในสภาวะ สมดุล (Equilibrium) และเกิดโครงสร้างทางสติปัญญาที่เรียกว่า"Schema" ซึ่งทำให้คนสามารถปรับตัวเข้ากับ สิ่งแวดล้อมได้ โครงสร้างทางสติปัญญานี้ประกอบด้วยความหมาย หรือความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ เด็ก สามารถสร้างความหมายของตนเอง ความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สามารถ ถ่ายทอดจากครู่ไปสู่เด็กได้ แต่จะ ถูกสร้างขึ้นในสมองของเด็กเองโครงสร้างทางสติปัญญาเป็นผลของความพยายามทางความคิด หากการใช้ ความรู้เดิมทำนายเหตุการณ์ได้ถูกต้อง โครงสร้างทางสติปัญญาของบุคคลจะคงเดิมมั่นคงยิ่งขึ้น แต่ถ้าการ คาดคะเนไม่ถูกต้อง จะทำให้เด็กเกิดความสงสัยหรือที่เรียกว่า เกิดภาวะไม่สมดุล (Disequilibrium) จะมี ทางเลือก 3 ทาง คือ ยึดติดกับความคิดเดิมในโครงสร้างทางสติปัญญาของตนปฏิเสธข้อมูลจากประสาทสัมผัส หรือหาเหตุผลที่จะหักล้าง ข้อมูลจากประสาทสัมผัสออกไปไม่สนใจที่จะทำความเข้าใจ โครงสร้างทาง สติปัญญามีความจำเป็นสำหรับพัฒนาการทางสติปัญญาเกี่ยวข้องกับระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก เป็นการจัดหน้าที่ของสติปัญญาในแต่ละช่วงอายุ ขณะที่โครงสร้างเหล่านี้พัฒนามากขึ้น จะทำให้เด็กมี พัฒนาการทางสติปัญญาเพิ่มขึ้น พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยตามลำดับขั้น ดังนี้ 1) ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage) พัฒนาการขั้นนี้อยู่ในช่วงเด็กแรกเกิด ถึงอายุ 2 ปี เด็กเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก โดยเริ่มจากการตอบรับผล (Reply) สะท้อน (ReFlex) และ ปรับเปลี่ยนเด็กให้ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมจะเป็นไปตาม สิ่งที่ต้องการและเป้าหมาย จากนั้นจะ พัฒนาไปถึงชั้นรูปธรรมและนามธรรม เด็กรับรู้วัตถุหรือเหตุการณ์ในความคิดของเด็ก 2) ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) พัฒนาการชั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ2-7 ปี โดยที่เมือเด็ก อายุ 2-4 ปี เด็กยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมีขีดจำกัดในการรับรู้ สามารถเข้าใจได้ในมิติเดียว และเมื่อเด็กอายุ


17 5-6 ปี เด็กจะย่างเข้าสู่ขั้น Intuitive Thought ระยะนี้เป็นช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อของการคิด ขึ้นอยู่กับการรับรู้กับ การคิดอย่างมีเหตุผลตามความจริง ซึ่งเด็กจะก้าวจากการรับรู้มิติเดียวไปสู่การรับรู้ได้หลาย ๆ มิติในเวลา เดียวกันมากขึ้น และจะก้าวไปสู่การคิดอย่างมีเหตุผล โดยไม่ยืดอยู่กับการรับรู้เท่านั้น เด็กจะเริ่มมีความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวดีขึ้นแต่ยังคิดและตัดสินผลของการกระทำต่าง ๆ จากสิ่งที่เห็นภายนอก นอกจากนี้เพียเจท์ยังกล่าวถึง "ความสัมพันธ์" (Relationships) ว่าเป็นลักษณะที่สำคัญ ที่สุดในวิชา คณิตศาสตร์ เพราะถ้าหากเด็กรู้จัก "ความสัมพันธ์" แล้วจะช่วยให้เด็กเข้าใจเรื่อง การจัดประเภท กาเรียงลำดับ มิติสัมพันธ์ การรู้จักเวลา การคงที่ของปริมาณของวัตถุ และความสัมพันธ์เกี่ยวกับขนาด เช่น เล็ก เล็กกว่า เล็ก ที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุดที่เด็กจะเข้าใจได้ครูอาจทดลองได้โดยจัดหาวัสดุที่มีขนาดแตกต่างกัน 5 ระดับ แล้ว สลับปนกัน เมื่อเด็กจัดเรียงลำดับแล้วจะเห็นว่ามีเด็ก น้อยคนที่สามารถเรียงลำดับได้ถูกต้อง สรุปทฤษฎีการสอนคณิตศาสตร์ของเพียเจท์ คือทฤษฎีการใช้ประสาทสัมผัส เด็กปฐมวัยเรียนรู้การนับ โดยผ่านระบบสัมผัส เช่น การหยิบ การจับ การถือ การสัมผัสปริมาณหรือขนาดของจำนวนใดจำนวนหนึ่งเด็ก ซึมซับจำนวนโดยการนับได้เห็นปริมาณหรือขนาดของจำนวนแต่ละจำนวนมีความแตกต่างกัน คือหนึ่งไม่ เท่ากับสอง และสองไม่เท่ากับสาม เป็นการเรียนรู้จากรูปธรรมไปนามธรรมซึ่งช่วยให้เด็กปฐมวัยเกิดความเข้าใจ ความคิดรวบยอดในเรื่องระบบจำนวนได้ง่าย 2. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาบรูเนอร์ (Bruner)สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. (2553 :161-162, อ้างถึงใน สุภาวิณี ลายบัว 2559 : 18) กล่าวถึง บรูเนอร์ แบ่งพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กไว้ 3 ขั้น คือ ขั้นแสดงออกด้วยการกระทำ (Enactive Stage) ขั้นสร้าง ภาพในใจ (Iconic Stage) และขั้นใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Stage) ตามลำดับ ซึ่งมีความมายแตกต่างกับ ทฤษฎีของเพียเจท์ บรูเนอร์เชื่อว่าพัฒนาการแต่ละขั้นจะไม่ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ แต่จะอยู่ในรูปการตอบสนอง ทางการเคลื่อนไหวของร่างกาย ภาพลักษณ์และการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ การเรียนรู้ของเด็กเกิดจาก กระบวนการภายในอินทรีย์ (Organism) และการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็ก ซึ่งจะพัฒนาได้ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่แวดล้อมรอบตัวเด็ก บรูเนอร์ชี้ให้เห็นว่าการศึกษาว่าเด็กรู้ อย่างไร ควรศึกษาตัวเด็กในชั้นเรียนไม่ควรใช้หนูและนกพิราบ ทฤษฎีของบรูเนอร์เน้นหลักกระบวนการคิดซึ่ง ประกอบด้วย 4 ลักษณะ คือ แรงจูงใจ (Motivation) โครงสร้าง (Structure) ลำดับความต่อเนื่อง (Sequence) และการเสริมแรง (Reinforcement)หลักการที่เป็นโครงสร้างของความรู้ของมนุษย์ บรูเนอร์แบ่ง พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กไว้ 3 ขั้น ซึ่งคล้ายคลึงกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ ได้แก่ 1. ขั้นแสดงออกด้วยการกระทำ (Enactive Stage) ขั้นนี้เด็กจะเรียนรู้ทางประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว และการกระทำ 2. ขั้นสร้างภาพในใจ (Iconic Stage) ชั้นนี้เด็กจะนึกในใจเอาเองโดยไม่ต้องใช้เหตุผลเด็กเกี่ยวข้องกับ ความเป็นจริงมากขึ้น ความคิดของเด็กเกิดจากการรับรู้และเกิดจากจินตนาการด้วยแต่ยังไม่ลึกซึ้ง


18 3. ขั้นใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Stage) ขั้นนี้เด็กเริ่มเข้าใจและ เรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เด็กจัดระเบียบโครงสร้างด้วยตนเอง และพัฒนาความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่ง ที่พบเห็นในรูปสัญลักษณ์ สรุปว่า ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์ เน้นความสำคัญของการเรียนรู้จากประสบการณ์ การรับรู้ทางประสาทสัมผัส ทำความเข้าใจกับสิ่งนั้น และจัดระเบียบโครงสร้างของสิ่งที่รับรู้จนเกิดเป็นความคิด รวบยอด 3. ทฤษฎีพัฒนาการเรียนรู้ของกาเย่ สิริมณี บรรจง (2549 : 13-14, อ้างถึงใน สุภาวิณี ลายบัว 2559 : 19) สรุปทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่ (Gagne's theoryof learning) มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเรียน คณิตศาสตร์ โดยสรุปสาระของทฤษฎี ดังนี้ประเภทของการเรียนรู้ กาเย่ แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 8 ประเภท คือ 1) การเรียนสัญญาณ 2) การเรียนสิ่งเร้าและการตอบสนอง 3) การเรียนแบบลูกโซ่ 4) การเรียนโดยใช้การสัมพันธ์ทางภาษา 5) การเรียนแบบจำแนกความแตกต่าง 6) การเรียนความคิดรวบยอด 7) การเรียนกฎ 8) การเรียนแก้ปัญหา 3.1 ลำดับขั้นการเรียนรู้ กาเย่ แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ 3.1.1 ขั้นรับหรือจับใจความ เป็นขั้นที่เด็กปฐมวัยสามารถรับรู้ถึงปฏิสัมพันธ์ของตนเองกับสิ่งเร้า ทำให้ รับรู้ลักษณะของสิ่งเร้านั้น ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความสามารถในการรับรู้สิ่งเดียวกันแตกต่างกันและตีความหมาย แตกต่างกัน 3.1.2 ขั้นการได้มาซึ่งความรู้ เป็นขั้นที่เด็กปฐมวัยรับ และเก็บความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง ทักษะ ความคิด รวบยอด กฎหรือหลักการที่ตนเองเรียนรู้หลังจากได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งเร้าใน ขั้นตอนที่หนึ่ง 3.1.3 ขั้นการจัดเก็บข้อมูล เป็นขั้นที่เด็กปฐมวัยสามารถจดจำหรือจัดเก็บสิ่งที่เรียนรู้มาเป็นความจำ ระยะสั้นและความจำระยะย่าว 3.1.4 ขั้นการระลึกถึงหรือดึงความรู้มาใช้ เป็นขั้นที่เด็กปฐมวัยสามารถระลึกถึงหรือดึงความรู้ที่เก็บไว้ ในความทรงจำมาใช้ 3.2 การจัดระบบการเรียนการสอน กาเย่ได้จัดระบบการเรียนการสอน เพื่อสร้างความตั้งใจและความ สนใจเป็นลำดับขั้น ดังนี้ 3.2.1 ขั้นการสร้างความตั้งใจ


19 3.2.2 ขั้นการแจ้งวัตถุประสงค์ให้เด็กทราบ 3.2.3 ขั้นส่งเสริมให้ระลึกถึงสิ่งที่เรียนมา 3.2.4 ขั้นการเสนอสิ่งเร้าเพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ 3.2.5 ขั้นการให้คำแนะนำช่วยเหลือในการเรียนรู้ 3.2.6 ขั้นให้เด็กได้แสดงออก 3.2.7 ขั้นการให้ข้อมูลย้อนกลับ 3.2.8 ขั้นการประเมินผล 3.2.9 ขั้นระดับความคงทนในเรื่องที่เรียนและการถ่ายโยงทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่นี้ สามารถ นำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัยได้โดยตรง โดยการสร้างสถานการณ์หรือเหตุการณ์เพื่อสร้างความ ตั้งใจให้แก่เด็กเมื่อเด็กเกิด ความสนใจและตั้งใจเรียนแล้ว ครูจึงแจ้งวัตถุประสงค์ให้กับเด็กโดยพยายาม เชื่อมโยงความรู้เดิมที่เคยเรียนมา ก่อนแล้วกับความรู้ใหม่เข้ากันได้ จากนั้นจึงเสนอความรู้ใหม่ มีการชี้แนะ แนวทางในการเรียนรู้จัด กิจกรรมให้เด็กปฏิบัติจริงและแจ้งข้อมูลการทำงานให้ทราบเป็นระยะเพื่อประเมินผล การเรียนรู้ และสรุปเสริมความรู้อีกครั้งหนึ่งเพื่อสร้างความแม่นยำในเนื้อหาและการถ่ายโยงความรู้ไปใช้กับ ความรู้อื่น ๆ ได้วันดี ภู่สุวรรณ์ (2559 : 19) กล่าวว่า หลักการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยนั้น ครูผู้สอน จะต้องวางแผนและเตรียมการสอนให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน จัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน สอดแทรกความรู้ไปตามธรรมชาติแวดล้อม เน้นการสอนโดยการเล่นสอนจากง่ายไปหายากเพื่อให้เกิดผลตาม จุดมุ่งหมายที่วางไว้อีกทั้งยังทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเข้าใจอย่างแท้จริง นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 36) กล่าวว่า หลักการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยควรส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จากรูปธรรมไปนานธรรม เปิดโอกาสให้เด็ก ได้สังเกต สัมผัส ทดลอง สำรวจ ค้นคว้า และแก้ปัญหาจากสภาพแวดล้อมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน โดยมีครูเป็นผู้จัดกิจกรรมและคอย์สังเกตดูแลให้ความช่วยเหลือเด็ก จัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย ความสามารถและความแตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคน ซึ่งหากเด็กในวัยนี้ได้รับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์เป็นอย่างดีย่อมเป็นรากฐานของการเรียนรู้และเข้าใจที่ดีต่อคณิศาสตร์ในระดับสูงต่อไปได้ สรุปได้ว่าทฤษฎีการเรียนการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยนั้นมีความสำคัญต่อการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อช่วยให้ครูสามารถนำแนวความคิดไปพัฒนาทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัยได้


20 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย งานวิจัยในประเทศ ขวัญหทัย สมจิตต์ (2557 : 5-6) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะ คณิตศาสตร์การบอกจำนวน 1-5 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนบ้านหนองแม่แตง (ธรรมศาสตร์อาสา) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ในการบอกค่าของจำนวน 1-5 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนบ้านหนองแม่แตง (ธรรมศาสตร์อาสา) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ปีการศึกษา 2556ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินในการพัฒนาทักษะทาง คณิตศาสตร์ในการบอกค่าของจำนวน 1-5 ตามที่กำหนดไว้จำนวน 6 คน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินใน การพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ในการบ็อกค่าของจำนวน 1-5 ตามที่กำหนดไว้ จำนวน 7 คน และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์การบอกค่าจำนวน 1 - 5 มีความชอบเกมจับคู่ตัวเลข กับตัวเลขและเกมจับคู่ตัวเลขกับจำนวน จำนวน 11 คน พรพิมล ช่วยชูวงศ์ (2558 : 77) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการจัดประสบการณ์ โดยใช้เกมการศึกษาเพื่อ พัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และการคิดเชิงวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยของศูนย์พัฒนาการศึกษาปฐมวัย เทศบาลตำบลนาวี อำเภอนาวี จังหวัดสงขลา ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์ โดย ใช้เกมการศึกษามีการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และการคิดเชิงวิเคราะห์สูงกว่าก่อนจัด ประสบการณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.5 และมีความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยต่อการจัดประสบการณ์ โดยใช้เกมการศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สุมารีย์ ไชยประสพ (2558 : 71-72) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา โรงเรียนโป่งน้ำร้อนวิทยาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนา ทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา และศึกษาผลการจัดกิจกรรม เกมการเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนโป่งน้ำร้อนวิทยา ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 ซึ่งพัฒนาเด็กปฐมวัย ในด้านทักษะการเปรียบเทียบและทักษะการเรียงลำดับ ของเด็กผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมเกม การศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนโป่งน้ำร้อนวิทยามีการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ โดยภาพรวม ผ่านเกณฑ์การประเมิน วิจิตตรา จันทร์ศิริ (2559 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดย ใช้สมองเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นสร้างความสนใจ 2) ขั้นวางแผน 3)ขั้นปฏิบัติกิจกรรม 4) ขั้นทบทวน 5) ขั้น นำเสนอ 6) ขั้นประเมินผลการเรียนรู้ มีความเหมาะสมมาก ทุกด้าน โดยทุกประเด็นมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสม


21 ระหว่าง 3.75-4.25 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานมีทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เจตคติของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการ จัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน อยู่ในระดับดี นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 86) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ โดยใช้ เกมการศึกษาของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบางแก้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะ พื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการใช้เกมการศึกษาและศึกษาความพึงพอใจของ เด็กปฐมวัยที่มีต่อการพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง ด้านคณิตศาสตร์โดยใช้เกมการศึกษาของเด็กปฐมวัย จากเด็ก ปฐมวัยชั้นปีที่ 2 โรงเรียนบางแก้วสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถด้านทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์หลังการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษาสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ2) ความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการพัฒนาทักษะพื้นฐาน ทางด้านคณิตศาสตร์โดยใช้เกมการศึกษา โดยภาพรวมมีความพึ่งพอใจอยู่ในระดับมาก สรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย เป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งต่อเด็กปฐมวัย จึงเป็น สิ่งจำเป็นที่เด็กปฐมวัยจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เบื้องต้นเพื่อช่วยให้เด็กปฐมวัยได้ มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และสามารถนำทักษะพื้นฐานเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่นๆ ใน ชีวิตประจำวัน และเพื่อให้สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมในโลกได้อย่างมีความสุข เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเกมการศึกษา ความหมายของเกมการศึกษา บุญชู สนั่นเสียง (2557 : 438) ได้กล่าวถึงเกมการศึกษา (Didactic Came) เป็นอุปกรณ์เครื่องช่วย สอนที่จะช่วยให้เด็กได้รับความพอใจ และความสนุกสนาน อีกทั้งยังท้าทายที่จะให้เด็กเล่นเสมอช่วยให้เด็กมี ความพร้อมในทุก ๆ ด้าน แต่ที่เน้นเฉพาะ คือ สติปัญญาเด็กได้ฝึกใช้ประสาทสัมผัส กับกล้ามเนื้อมือ ฝึกสังเกต เปรียบเทียบในเรื่องรูปทรง จำนวนประเภทและฝึกคิดหาเหตุผล สุภาวิณีลายบัว (2559 : 23) กล่าวว่า เกม คือกิจกรรมการเล่นที่ช่วยพัฒนาการด้าน ต่างๆ ของเด็ก แต่เน้นพัฒนการทางด้านสติปัญญา มีกฎกติกาง่าย ๆ ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กปฐมวัยและทำให้เด็กได้รับความ สนุกสนานจากการเล่น อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมสติปัญญาในการคิดและการ สังเกตการณ์คิดหาเหตุผลต่าง ๆ จาก เกม มุ่งพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการตามวัยของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการ (2560 : 79) กล่าวว่า เกมการศึกษา (Didactic Games) เป็นเกมการเล่นที่ช่วย พัฒนาสติปัญญา ช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้เป็นพื้นฐานการศึกษา รู้จักสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิด ความคิดรวบยอด เกี่ยวกับสี รูปร่าง จำนวน ประเภท และความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่ ระยะ มีกฎเกณฑ์กติกา ง่าย ๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มได้


22 นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 45) กล่าวว่า เกมมีความสำคัญที่ช่วยให้ผู้เล่นเป็นผู้มีการ สังเกตดี ช่วยให้ มองเห็น ได้ฟังหรือคิดอย่างรวดเร็วเกมจะต่างจากของเล่นอย่างอื่นสามารถตรวจสอบการเล่นว่าถูกต้องหรือ ไม่ได้ด้วยตนเอง มีกติกาและวิธีการเล่นที่เราความสนใจโดยใช้ประสาทสัมผัสผ่านการสังเกต ด้านการ เปรียบเทียบ ด้านการเรียงลำดับ ด้านการจำแนกจัดกลุ่ม ด้านการนับและรู้ค่าของจำนวนตัวเลข 1-20 และ ด้านมติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างดี ณัฐญา นันทราช (2563 : 45) กล่าวว่า เกม คือ กิจกรรมการเล่นที่ช่วยส่งเสริมและ พัฒนาการด้าน ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบซึ่งต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้เกิดการเรียนรู้ เกิดทักษะการคิดเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและตอบสนองความต้องการตามวัยของผู้เรียน จากความหมายเกมการศึกษาดังกล่าว จึงพอสรุปความหมายของเกมการศึกษา ได้ว่าเกมการศึกษา หมายถึง กิจกรรมการเล่นที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาการด้านทักษะการคิด อย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้ เงื่อนที่กำหนด ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้เกิดการเรียนรู้ เกิดทักษะการคิดเพื่อ ส่งเสริมพัฒนาการ ทางด้านสติปัญญา และตอบสนองความต้องการตามวัยของผู้เรียน จุดมุ่งหมายของเกมการศึกษา สุณี บุญพิทักษ์ (2557 : 254) กล่าวถึง จุดประสงค์ของเกม ดังนี้ 1 เพื่อฝึกการสังเกต และการจำแนก ด้วยสายตา 2) เพื่อฝึกการคิดหาเหตุผล 3) เพื่อฝึกประสารทสัมพันธ์ระหว่าง มือกับตา 4) เพื่อฝึกการตัดสินใจ ในการแก้ปัญหาร) เพื่อฝึกคุณธรรม ความรับผิดชอบ ความมีระเบียบ วินัย 6 เรียนรู้ทักษะพื้นฐานด้านต่าง ๆ เช่น ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย 7)เพื่อทบทวนเนื้อหาที่ได้เรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้ สุพิชฌาย์ ทนทาน (2559 : 22) กล่าวว่า จุดประสงค์ของการใช้เกมการศึกษา คือ เพื่อฝึกการสังเกต เปรียบเทียบและการคิดอย่างมีเหตุผล เรียนรู้การเล่นและปฏิบัติตามกฎกติกาการตัดสินใจในการแก้ปัญหา ฝึก คุณธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ทางสังคม ทบทวนเนื้อหาตามจุดประสงค์ เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียน สุภาวิธี ลายบัว (2559 : 25) กล่าวว่า จุดประสงค์ของเกม คือ การฝึกการสังเกตจำแนก ฝึกการคิดหา เหตุผล ฝึกการตัดสินใจในการแก้ปัญหา ฝึกให้รู้จักกับสัญลักษณ์ฝึกประสาทสัมผัสระหว่างตากับมือ เป็น กิจกรรมที่จะพัฒนาทางด้านร่างกาย เสริมสร้างให้มีการตื่นตัว เป็นการสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานช่วยให้ ผู้เรียนสนใจในบทเรียน และถือเป็นการเตรียมความพร้อมในการอ่านและเขียนให้ได้ตามพื้นฐาน ทำให้เข้าใจ เนื้อหาในวิชาต่าง ๆในระดับชั้นที่สูงขึ้นต่อไป กระทรวงศึกษาธิการ (2560 : 79) ได้กล่าวถึงจุดประสงค์การใช้เกมไว้ ดังนี้ 1. เพื่อฝึกทักษะการสังเกต จำแนก และเปรียบเทียบ 2. เพื่อฝึกการแยกประเภท การจัดหมวดหมู่ 3. เพื่อส่งเสริมการคิดหาเหตุผล และตัดสินใจในการแก้ปัญหา 4. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ หรือทบทวนเนื้อหา ที่ได้เรียนรู้


23 5. เพื่อส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา 6. เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ เช่น ความรับผิดชอบ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 46) ได้กล่าวว่า เกมการศึกษา เป็นสื่อที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ตอบสนองความต้องการของเด็กหลาย ๆ ด้าน เกมการศึกษาเป็นสิ่งที่ช่วยเป็น พื้นฐานในการเตรียมความ พร้อมทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กได้เล่นเกมการศึกษาเด็กได้รู้จักการสังเกต การจำแนก การ เปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การเชื่อมโย่ง ฝึกการรับรู้ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นทักษะพื้นฐานในการคิด ขณะที่เด็ก เล่นเกมได้มากเด็กก็จะได้ฝึกคิดมากซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานในการทำงานของเด็กในอนาคตและเมื่อเติบโต เป็นผู้ใหญ่ก็จะกลายเป็น ผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ วัลลี แสงแก้วสุข (2564 : 41)จุดประสงก์ของการใช้เกม คือ 1) เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว 2) เป็นการตอบสนองพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กเพราะในขณะที่เด็กเล่น ทำให้เด็ก รู้สึกเป็น สุข ลดความตึงเครียดทางด้านจิตใจ 3) เป็นการตอบสนอง ความต้องการของเด็กในหลายๆ ด้าน 4) ช่วย พัฒนาให้เด็กได้รับความสำเร็จในการทำงาน เป็นการเตรียมชีวิตของเด็กเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักหน้าที่ที่ตนเอง จะต้องทำในอนาคต 5) เป็นการช่วยให้เด็กได้ค้นหาความสามารถพิเศษของตนเอง และพัฒนาเป็นรูปแบบการ คิดที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก 6) เป็นการส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเป็นการเปิดโอกาส ให้เด็กได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและแสดงออกโดยเสรี คิดได้อย่างอิสระจะทำให้เด็กกล้าและสติปัญญา เด็กจะ เกิดความคิดรวบยอดในสิ่งต่างๆ ที่เรียนรู้ และ 7) เพื่อให้ครูสามารถนำไปใช้เพื่อจัดการเรียนการสอนได้ทุก ขั้นตอนตามความเหมาะสมของเนื้อหาวิชา สรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของเกมการศึกษานั้นเป็นการฝึกการสังเกต จำแนก ฝึกการคิดหาเหตุผล ฝึกการ ตัดสินใจในการแก้ปัญหา ฝึกให้รู้จักกับสัญลักษณ์ ฝึกประสาทสัมพันธ์ระหว่างตากับ มือ เป็นกิจกรรมที่จะ พัฒนาทางด้านร่างกาย เสริมสร้างให้มีการตื่นตัว เป็นการสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานช่วยให้ผู้เรียนสนใจใน บทเรียน และถือเป็นการเตรียมความพร้อมในการอ่านและเขียนให้ได้ตามพื้นฐาน ทำให้เข้าใจเนื้อหาในวิชาต่าง ๆ ในระดับชั้นที่สูงขึ้นต่อไป ประเภทของเกมการศึกษา จันทวรรณ เทวรักษ์ 2557 : 36) ได้แบ่งเกมการศึกษาออกเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้ 1. เกมจับคู่ภาพเหมือน เด็กฝึกสังเกตภาพที่เหมือนกัน นำภาพที่เหมือนกันมาเรียงเข้าคู่กัน 2. โดมิโน เป็นเกมที่มีขนาดเล็กเป็นรูปสี่เหลี่ยมผื่นผ้า แบ่งครึ่งออกเป็นส่วนในแต่ละด้านจะมีภาพ จำนวน ตัวเลข จุด ให้เด็กเลือก ที่มีสี รูป หรือขนาดต่อกันในแต่ละด้านไปเรื่อย ๆ


24 3. ภาพตัดต่อ เป็นการแยกชิ้นส่วนของภาพออกเป็นชิ้น ๆ แล้วให้เด็กนำต่อกันให้เป็นภาพที่สมบูรณ์ ภาพตัดต่อ ควรมีจำนวนชิ้นที่จะให้เด็กต่อให้เหมาะสมกับวัย เด็กเล็กควร มีจำนวนชิ้นประมาณ 5- 6 ชิ้น เมื่อ เด็ก โตขึ้นก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น 4. ภาพสัมพันธ์ เป็นการนำภาพที่เป็นประเภทเดียวกันหรือมีความสัมพันธ์กันมา จับคู่กันจะช่วยฝึกให้ เด็กรู้จักคิดหาเหตุผล และจัดประเภทได้ถูกต้อง 5. ลอตโต เป็นเกมที่มี 2 ส่วน ให้เด็กศึกษารายละเอียดของภาพ ภาพใหญ่จะต้องเป็นสิ่ง ที่ให้เด็กรู้จัก รายละเอียดต่าง ๆ 6. ภาพต่อเนื่องหรือการเรียงลำดับ เป็นการเรียงลำดับภาพตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์แรก ไปจนถึงเหตุการณ์สุดท้าย 7. พื้นฐานการบวก เป็นเกมที่ผู้เล่นได้มีโอกาสฝึกการบวก โดยยึดแผ่นหลักเป็นเกณฑ์ผู้เล่นต้องหา ชิ้นส่วนเล็ก 2 ชิ้น เมื่อรวมกันแล้วได้ผลลัพธ์เท่ากับจำนวนภาพ ในแผ่นหลัก 8. ตารางสัมพันธ์ ประกอบด้วยช่องขนาดเท่ากัน 16 ช่อง และมีบัตรเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับ ช่องตาราง เพื่อเล่นเข้าชุดกัน โดยมีบัตรที่กำหนดไว้เป็นตัวนำไว้ข้างบนแต่ละช่อง โดยการเล่นอาจ จับคู่ภาพที่มี ส่วนประกอบของภาพที่อยู่ข้างบนกับภาพที่อยู่ด้านข้างก็ได้ กระทรวงศึกษาธิการ (2560 : 80) ได้จำแนกประเภทของเกมประเภทต่าง ๆ ไว้ ดังนี้ 1. การจับคู่ สามารถแบ่งได้หลายชนิด คือ เกมจับคู่ที่เหมือนกันหรือสิ่งเดียวกัน เช่น จับคู่ภาพที่ เหมือนกันทุกประการ จับคู่ภาพกับเงาของสิ่งเดียวกัน จับคู่ภาพกับโครงร่างของสิ่งเดียวกัน จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ ในภาพหลัก เกมจับคู่ภาพที่เป็นประเภทเดียวกัน เกมจับคู่ภาพสิ่ง ที่มีความสัมพันธ์กัน เกมจับคู่ภาพสัมพันธ์ แบบตรงกันข้าม เกมจับคู่ภาพส่วนเต็มกับภาพแยกส่วนเกมจับคู่ภาพชิ้นส่วนที่หายไป เกมจับคู่ภาพที่ซ้อนกัน เกมจับคู่ภาพที่สมมาตรกัน เกมจับคู่แบบ อุปมาอุปไมย เกมจับคู่แบบอนุกรม 2. การต่อภาพให้สมบูรณ์ หรือภาพตัดต่อเพื่อให้เด็กฝึกสังเกตรายละเอียดของภาพ ที่เหมือนกันหรือ ต่างกัน เกี่ยวกับสี รูปร่าง ขนาด ลวดลาย 3. การวางภาพต่อปลาย (โดมิโน) เช่น โดมิโนภาพเหมือน โดมิโนภาพสัมพันธ์ โดมิโนผสม 4. การเรียงลำดับ เช่น เรียงลำดับเหตุการณ์ต่อเนื่องในกิจวัตรประจำวัน วงจรชีวิตสัตว์เกมเรียงลำดับ ตามขนาด ความยาว ปริมาณ ปริมาตร จำนวน 5. การจัดหมวดหมู่ เช่น จัดหมวดหมู่ตามสี รูปทรง ขนาด ปริมาณ จำนวน ประเภท จัดหมวดหมู่กับ สัญลักษณ์ จัดหมวดหมู่ภาพซ้อน 6. การศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอตโต้) 7. การจับคู่แบบตารางสัมพันธ์ (เมตริกเกม) 8. พื้นฐานการบวก


25 9. การหาความสัมพันธ์ตามลำดับที่กำหนด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2560 : 145-153) ได้จำแนกประเภทของเกมเป็นชนิด ต่าง ๆ ดังนี้ 1. เกมจับคู่ คือ เกมที่เป็นการฝึกการสังเกต การเปรียบเทียบ และการคิดหาเหตุผลเกมจับคู่ เป็นการ จัดของเป็นคู่ ๆ ชุดละตั้งแต่ 5 คู่ ขึ้นไป อาจเป็นการจับคู่ภาพหรือวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ได้เกมประเภทนี้สามารถ จัดได้หลายชนิด ได้แก่ 1.1 การจับคู่สิ่งที่เหมือนกัน 1.1.1 จับคู่ภาพหรือสิ่งของที่เหมือนกันทุกประการ 1.1.2 จับคู่ภาพกับเงาของสิ่งเดียวกัน 1.1.3 จับคู่ภาพกับโครงร่างของสิ่งเดียวกัน 1.1.4 จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพหลัก 1.2 การจับคู่สิ่งที่เป็นประเภทเดียวกัน เช่น ไม้ขีด-ไฟแช็ค เทียน - ไฟฟ้า 1.3 การจับคู่สิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น สิ่งที่ใช้คู่กัน แม่ - ลูก สัตว์กับอาหาร 1.4 การจับคู่สิ่งที่มีความสำคัญแบบตรงกันข้าม คนอ้วน - คนผอม 1.5 การจับคู่ภาพเต็มกับภาพส่วนย่อย 1.6 การจับคู่ภาพเต็มกับภาพชิ้นส่วนที่หายไป 1.7 การจับคู่ภาพที่ซ้อนกัน 1.8 การจับคู่ภาพที่เป็นส่วนตัดกับภาพใหญ่ 1.9 การจับคู่สิ่งที่เหมือนกันแต่สีต่างกัน 1.10 การจับคู่ภาพที่มีเสียงสระเหมือนกัน เช่น กา-นางู- ปู 1.1 การจับคู่ภาพที่มีเสียงหยัญชนะต้นเหมือนกัน เช่น นก-หมู กุ้ง- ไก่ 1.12 การจับคู่แบบอุปมาอุปไมย 1.13 การจับคู่แบบอนุกรม 2. เกมภาพตัดต่อ เป็นเกมฝึกการสังเกตรายละเอียดของภาพ รอยตัดต่อของภาพ ที่เหมือนกัน หรือ ต่างกัน ในเรื่องของสี รูปร่าง ขนาด ลวดลาย เกมประเภทนี้ มีจำนวนชิ้นของภาพตัดต่อตั้งแต่ 5 ชิ้นขึ้นไป ซึ่ง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของภาพชุดนั้น เช่น หากสีของภาพไม่มีความแตกต่างกัน จะทำให้ยากแก่เด็กยิ่งขึ้น 3. เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน) เพื่อฝึกการสังเกตการคิดคำนวณ การคิดเป็นเหตุเป็นผลเกมประเภท นี้มีหลายชนิด ประกอบด้วยชิ้นส่วนเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือรูปสามเหลี่ยม ตั้งแต่ 9 ชิ้น ขึ้นไป ในแต่ละด้านจะมี ภาพ จำนวนตัวเลขและจุด ให้เด็กเลือกต่อกันในรูปที่เหมือนกันแต่ละด้านไปเรื่อย ๆ


26 4. เกมเรียงลำดับ เป็นเกมฝึกทักษะการจำแนก การคาดคะเน เกมประเภทนี้ มีลักษณะเป็นภาพ สิ่งของเรื่องราว เหตุการณ์ ตั้งแต่ 3 ภาพขึ้นไป แบ่งได้ดังนี้ 4.1 การเรียงลำดับภาพและเหตุการณ์ต่อเนื่อง 4.2 การเรียงลำดับขนาด ความยาว ปริมาณ ปริมาตร จำนวนเช่น ใหญ่ -เล็ก, สั้น -ยาว,หนัก - เบา, มาก - น้อย 5. เกมจัดหมวดหมู่ เพื่อฝึกทักษะการสังเกต การจัดแยกประเภท เกมประเภทนี้มีลักษณะเป็นแผ่น ภาพ หรือของจริง ประเภทสิ่งของต่าง ๆ เป็นเกมที่ให้เด็กนำมาจัดเป็นพวก ๆ ตามความคิดของเด็ก 6. เกมหาความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับสัญลักษณ์ เกมนี้จะช่วยเด็กก่อนที่จะเริ่มอ่านหนังสือ เด็กจะ คุ้นเคยกับสัญลักษณ์เป็นภาพที่มีภาพกับคำ หรือตัวเลขแสดงจำนวน กำหนดให้ตั้งแต่ 3 คู่ขึ้นไป 7. เกมหาภาพที่มีความสัมพันธ์ลำดับที่กำหนด ฝึกการสังเกตลำดับที่ ถ้าเก็บต้นแบบจะฝึกเรื่อง ความจำ เกมประเภทนี้ ภาพต่างๆ 5 ภาพ เป็นแบบให้เด็กสังเกตลำดับของภาพ ส่วนที่เป็นคำถามจะมีภาพ กำหนดให้ 2 ภาพ ให้เด็กหาภาพที่สามที่เป็นคำตอบที่จะทำให้ภาพ ทั้งสามเรียงลำดับ ถูกต้องตามแบบ 8. เกมสังเกตรายละเอียดของภาพ (ลอตโต) ฝึกการสังเกตรายละเอียดของภาพเกมจะประกอบด้วย ภาพแผ่นหลัก 1 ภาพ และชิ้นส่วนที่มีภาพส่วนย่อย สำหรับเทียบกับภาพแผ่นหลัก อีกจำนวนหนึ่งตั้งแต่ 4 ชิ้น ขึ้นไป ให้เด็กเลือกภาพชิ้นส่วนเฉพาะที่มีอยู่ในภาพหลัก หรือภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้เกี่ยวกับภาพหลัก 9. เกมหาความสัมพันธ์แบบอุปมาอุปไมย เกมนี้ประกอบด้วยชื้นส่วนแผ่นยาว จำนวน 2 ชิ้นต่อกัน ด้วยผ้าหรือวัสดุอื่น ชิ้นส่วนตอนแรก มีภาพ 2 ภาพที่มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกันอย่างใดอย่างหนึ่ง ชิ้นส่วนที่สองมีภาพ 1 ภาพ เป็นภาพที่สามที่มีขนาด ½ ของชิ้นส่วนให้เด็กหาภาพที่เหลือซึ่งเมื่อจับคู่กับภาพที่ เหมาะสมแล้ว จะมีความสัมพันธ์ทำนองเดียวกับภาพคู่แรก ตัวเลือกเป็นแผนภาพขนาดเท่ากับภาพที่สามสาระ ของเกม อาจเป็นในเรื่องของรูปร่างหรือจำนวน 10. เกมพื้นฐานการบวก เป็นการฝึกให้มีความรวบยอดเกี่ยวกับการรวมกันหรือการบวกโดยเกมแต่ละ เกมจะประกอบด้วยภาพหลัก 1 ภาพ ที่แสดงจำนวนต่าง ๆ และจะมีภาพชิ้นส่วนตั้งแต่ 2 ภาพขึ้นไป ภาพ ชิ้นส่วนมีขนาด ½ ของภาพหลัก ให้เด็กหาภาพชิ้นส่วน 2 ภาพที่รวมกันแล้ว มีจำนวนเท่ากับภาพหลักแล้ว นำมาวางเทียบเคียงกับภาพหลัก 11. เกมจับคู่ตารางสัญลักษณ์ เป็นการฝึกคิด การสังเกต และฝึกการคิดเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ประกอบด้วยช่องขนาดเท่ากัน และมีบัตรเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับช่องตาราง เพื่อเล่นให้เข้าชุดกัน โดยมีบัตรที่ กำหนดไว้เป็นตัวนำไว้ข้างบนของแต่ละช่อง โดยการเล่นอาจจับคู่ภาพ ที่มีส่วนประกอบของภาพที่อยู่ข้างบน กับภาพที่อยู่ด้านข้างก็ได้


27 โรงเรียนวัดโพธิ์ทอง (2560 : 64) ได้กำหนดเกมการศึกษาเพื่อเป็นตัวอย่างสื่อในการจัดประสบการณ์ เรียนรู้ ดังนี้ 1. เกมจับคู่ ได้แก่ จับคู่รูปร่างที่เหมือนกัน จับคู่ภาพเงา จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพหลัก จับคู่สิ่งที่มี ความสัมพันธ์กัน สิ่งที่ใช้คู่กัน จับคู่ภาพส่วนเต็มกับส่วนย่อย จับคู่ภาพกับโครงร่าง จับคู่ภาพชิ้นส่วนที่หายไป จับคู่ภาพที่เป็นประเภทเดียวกัน จับคู่ภาพที่ซ่อนกัน จับคู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม จับคู่ภาพที่สมมาตรกัน จับคู่แบบอุปมาอุปไมย และจับคู่แบบอนุกรม เป็นต้น 2. เกมภาพตัดต่อ ได้แก่ ภาพตัดต่อที่สัมพันธ์กับหน่วยประสบการณ์ต่างๆ เช่น ผลไม้ ผักดอกไม้ ภาพ อวัยวะภายนอก เป็นต้น 3. เกมจัดหมวดหมู่ ได้แก่ ภาพสิ่งต่าง ๆ ที่นำมาจัดเป็นพวก ๆ ภาพเกี่ยวกับประเภทของใช้ใน ชีวิตประจำวัน และภาพจัดหมวดหมู่ตามรูปร่าง สี ขนาด รูปทรงเรขาคณิต เป็นต้น 4. เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน) ได้แก่ โดมิโนภาพเหมือน โดมิโนภาพสัมพันธ์ 5. เกมเรียงลำดับ ได้แก่ เรียงลำดับภาพเหตุการณ์ต่อเนื่องเรียงลำดับขนาด 6. เกมศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอตโต) เป็นเกมที่มี 2 ส่วน ให้เด็กศึกษารายละเอียดของภาพ ภาพใหญ่จะต้องเป็นสิ่งที่ให้เด็กรู้จักรายละเอียดต่าง ๆ ส่วนภาพเล็กเป็นภาพปลีกย่อยของภาพใหญ่ที่ต้องการ ให้เด็กเรียนรู้ โดยให้เด็กศึกษาภาพใหญ่ว่าเป็นเรื่องอะไร มีคุณสมบัติอย่างไรให้เด็กหยิบภาพ เล็กที่เตรียมมา วางให้สมบูรณ์ 7. เกมจับคู่แบบตารางสัมพันธ์ (เมตริกเกม) 8. เกมพื้นฐานการบวก 9. เกมปริศนาดำทายเป็นเกมที่ใช้ปัญหาหรือคำถามซึ่งผู้ถามอาจจะถามตรง ๆ หรือถามทางอ้อมก็ตาม คำถามอาจจะใช้ถ้อยคำธรรมดาเป็นภาษาร้อยแก้ว หรือจะมีสัมผัสแบบภาษาร้อยกรองก็ได้ ภาษาที่ใช้นั้นเป็น ภาษาสั้น ๆ ง่าย ๆ กระชับความ แต่ยากแก่การตีความในตัวปริศนาอยู่บ้าง ส่วนคำตอบ มักจะเป็นสิ่งที่พบเห็น ในชีวิตประจำวันในสมัยนั้น ๆ และในบางคำถามมักจะมีแนวทางสำหรับคำตอบ ซึ่งผู้ตอบจะต้องใช้ความ สังเกต ความคิดและไหวพริบในการคิดหาคำตอบ สุพิชฌาย์ ทนทาน (2559 : 26) ได้กำหนดประเภทของเกมการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ดังนี้ 1) เกมวัดความยาวแสนสนุก 2) เกมวัดความสูงแสนสนุก 3) เกมชั่งน้ำหนักแสนสนุก 4) เกมตวงปริมาตร แสนสนุ 5) เกมเปรียบเทียบยาว-สั้นน่ารู้ 6) เกมเปรียบเทียบสูง-เตี๋ยน่ารู้ 7) เกมเปรียบเทียบหนัก-เบาน่ารู้ 8) เกมเปรียบเทียบปริมาตรมาก-น้อยน่ารู้ 9) เกมเรียงลำดับยาว-สั้นสุดเพลิน 10) เกมเรียงลำดับสูงเตี๋ยสุดเพลิน 11) เกมเรียงลำดับหนัก-+เบาสุดเพลิน 12) เกมเรียงลำดับปริมาตรมาก-น้อยสุดเพลิน นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 46) ได้แบ่งประเภทของเกมมไว้ ดังนี้ 1) เกมจับคู่ 2) เกมภาพ ตัดต่อ 3) เกม จัดหมวดหมู่ 4) เกมวางภาพต่อปลาย 5) เกมเรียงลำดับ6) เกมศึกษารายละเอียดของภาพ7) เกมจับคู่ตาราง


28 สัมพันธ์ 8) เกมพื้นฐานการบวก ซึ่งแต่ละประเภทสามารถพัฒนาเด็ก ได้ทั้งทาง ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษานั้นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อหากับ วัตถุประสงค์และพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคน สรุปได้ว่า เกมการศึกษามีหลายประเภท แต่ละประเภทนั้นจะพัฒนาเด็กฝึกให้เด็กสังเกตและฝึกการ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นการพัฒนาเด็กในด้านสติปัญญาช่วยพัฒนาเด็กและสนองความต้องการตามธรรมชาติ ของเด็กปฐมวัย หลักในการใช้เกมการศึกษา ทิศนา แขมมณี (2559 : 82 - 84) ได้กล่าวถึง หลักในการใช้เกม วิธีการสอน โดยใช้เกมให้มี ประสิทธิภาพมีดังนี้ การเลือกเกมเพื่อนำมาใช้สอนทำได้หลายวิธี ผู้สอนอาจเป็นผู้สร้างเกม ขึ้นให้เหมาะกับ วัตถุประสงค์การสอนของตน หรืออาจนำเกมที่มีผู้สร้างขึ้นแล้วมาปรับคัดแปลงให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ตรง กับความต้องการของตนแล้วนำไปใช้สอน หากผู้สอนต้องการสร้างเกม ขึ้นใช้เองผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับวิธีสร้างและจะต้องทดลองใช้เกมที่สร้างหลาย ๆ ครั้ง จนแน่ใจว่าได้ผลดีตามวัตถุประสงค์ หากเป็นการ ดัดแปลงเกมผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาเกมนั้นให้เข้าใจ แล้วจึงดัดแปลงและทดลองใช้ก่อนเช่นกัน กระทรวงศึกษาธิการ (2560 : 80) ได้กล่าวถึงหลักการใช้เกมไว้ดังนี้ 1. การสอนเกมการศึกษาชุดใหม่ ควรสอนจากเกมง่าย ๆ จำนวนน้อยชิ้น วิธีการเล่นไม่ยุ่งยากก่อน 2. สาธิต/อธิบายวิธีเล่นเกมอย่างเป็นขั้นตอนตามประเภทของเกม 3. ให้เด็กหมุนเวียนเข้ามาเล่นเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล 4. ขณะที่เด็กเล่นเกม ครูเป็นเพียงผู้แนะนำ 5. เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเสร็จเรียบร้อย ควรให้เด็กตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเองหรือร่วมกัน ตรวจกับเพื่อน หรือครูเป็นผู้ช่วยตรวจ 6. ให้เด็กนำเกมที่เล่นแล้วเก็บใส่กล่อง เข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนเล่นเกมชุดอื่น 7. ก่อนหมดเวลา 7-10 นาที ผู้สอนเตือนให้เด็กเก็บของเข้าที่ ซึ่งนอกจากจะบอกเป็นคำพูดธรรมดา แล้วอาจร้องเพลงที่มีความหมายเตือนให้เก็บของเข้าที่ นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 49) ได้กล่าวถึง หลักในการใช้เกมไว้ว่าหลักการจัดเกมการศึกษาผู้สอนต้อง เลือกเกมให้เหมาะกับผู้เรียนและพัฒนาการของผู้เรียน เกมการศึกษาควรมีหลากหลาย เป็นเกมที่ให้ความ สนุกสนานส่งเสริมให้ได้รับความรู้ทักษะตามที่จุดประสงค์กำหนดเป็นเกมง่าย ๆ สั้น ๆ ใช้เวลาไม่มากเด็กได้เล่น เกมอย่างทั่วถึง ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นทั้งเป็นกลุ่มและรายบุคคลหมุนเวียนกันทั้งเกมชุดเก่าและเกมชุด ใหม่ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยครูคอยแนะนำและช่วยเหลือให้เด็กสามารถเล่นเกมได้อย่างถูกต้อง


29 ตามกติกา มีมารยาทในการเล่น รู้จักแบ่งปันหรือรอคอยเมื่อเล่นเสร็จแล้วต้องรู้จักเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยอยู่ เสมอ วัลลี แสงแก้วสุข (2564 : 42) หลักการใช้เกม นั้น ต้องมีการคัดเลือกเกมให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก โดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ เวลา สถานที่ อย่างเหมาะสม เป็นเกมที่ให้ทั้งความสนุกสนาน ส่งเสริมให้ได้รับการ พัฒนาทางสติปัญญาเกี่ยวกับความสามารถในการคิดเป็นเกมที่ง่าย ๆ สั้น ๆ ใช้เวลาไม่มากนัก ควรฝึกจากเกม ง่ายไปหายาก ที่มีลักษณะท้าทายความสามารถของเด็ก สามารถเล่นได้ทุกคน มีการตรวจสอบ และตัดสิน คะแนนได้ง่าย เน้นความสามัคคีมีน้ำใจเป็นนักกีฬาความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกัน และที่สำคัญคือครู ต้องมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกมการศึกษาเป็นอย่างดี เพื่อที่จะเป็นผู้ แนะนำและช่วยเหลือเด็กให้เด็กได้เล่นเกมการศึกษาได้อย่างถูกต้อง ถูกวิธี สิริยากร เดชยศดี ( 2566 : 25 ) ได้กล่าวไว้ว่า หลักในการจัดเกมการศึกษา หมายถึง ครูผู้สอนต้อง เลือกเกมให้เหมาะกับผู้เรียนและพัฒนาการของผู้เรียน เกมการศึกษา ควรมีหลากหลาย การสอนเกม การศึกษาใหม่ ควรสอนจากเกมง่ายๆ จำนวนน้อยชิ้น วิธีการเล่นไม่ยุ่งยาก ก่อน และครูควรเปิดโอกาสให้เด็ก ได้เล่นทั้งเป็นกลุ่มและรายบุคคลหมุนเวียนกันทั้งเกมชุดเก่าและกมชุดใหม่ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ มีมารยาทใน การเล่น รู้จักแบ่งปันหรือรอคอย เมื่อเล่นเสร็จเก็บเข้า ที่ให้เรียบร้อย ด้วยตนเอง โดยครูคอยแนะนำและ ช่วยเหลือ สรุปได้ว่า หลักการเล่นเกมการศึกษา มีขั้นตอนในการเรียนรู้ เด็กได้เรียนรู้และได้ฝึกปฏิบัติทำให้เด็กมี ความรู้และความเข้าใจในเกมได้ การเล่นเกมการศึกษานอกจากการเล่นในช่วงกิจกรรมประจำวันแล้ว อาจให้ เด็กเล่นเกมการศึกษาต่อในกิจกรรมเสรี ฝึกให้เด็กจัดเก็บเกมการศึกษาที่เล่นแล้วใส่ไว้ในถุง หรือกล่องพลาสติก เก็บไว้เป็นชุด ๆ เพื่อฝึกความความรับผิดชอบและความเป็นระเบียบ ประโยชน์ของเกมและการใช้ นักการศึกษา ได้กล่าวเกี่ยวกับประโยชน์ของเกมและการใช้เกมไว้ มีดังนี้ อัจฉรา ชีวพันธ์ (2557 : 3) ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษา ยังช่วยให้เด็กเพลิดเพลินผ่อน คลายความตึงเครียด เร้าความสนใจของเด็กและเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม รู้จักความรับผิดชอบ ส่งเสริมให้ เด็กมีความสามัคคี รู้จักการเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ แบ่งปัน ยอมรับกันและรู้จักการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เขาวพา เตชคุปต์ (2558 : 36) ได้กล่าวว่า เกมการศึกษาเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญ ต่อการฝึกทักษะ และช่วยให้เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนการเล่นเกมการศึกษาจึงเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ส่งเสริมให้ เด็กเกิดการเรียนรู้ และช่วยพัฒนาทักษะต่าง ๆ รวมทั้งช่วยส่งเสริมกระบวนการในการทำงานและการอยู่ ร่วมกันในสังคม


30 สุภาวิธี ลายบัว (2559 : 30) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเกมไว้ว่า เกมการศึกษาช่วย ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ความพร้อมที่จะเรียนด้วยความสนุกสนาน ผ่อนคลายความตึงเครียด ช่วยให้เด็กแสวงหาความรู้ความเข้าใจ ด้วยตนเองและส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการทำงานและเล่นร่วมกับคน อื่น ณัฐญา นันทราช (2563 : 51) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเกมไว้ว่า เกมการศึกษาเป็น กิจกรรมที่เน้น การเล่น มีสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย โดยมีครูและกติกาที่ช่วยพัฒนาความคิดเป็นพื้นฐานสำคัญของ การเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อฝึกการสังเกต เปรียบเทียบการคิด ให้เกิดการเรียนรู้ด้วยความ สนุกสนาน สามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม และ มีกระบวนการเล่นที่ช่วยฝึกทักษะความพร้อมทั้ง 4 ด้าน คือ ค้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาเพื่อตอบสนองความต้องการตามวัยของผู้เรียน ผู้เล่น ได้ใช้ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อมือในการเล่นและการพัฒนาทักษะการคิดพื้นฐาน ในการหาคำตอบและ ตรวจสอบผลลัพธ์ด้วยตนเอง เป็นเครื่องมือในการถูงใจให้เกิดการเรียนรู้ มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นโดยลอง ผิดลองถูกได้สังเกต จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กค่อยๆ เกิดความเข้าใจตนเองและผู้อื่น รู้จักค้นหาเหตุผลและการ ตัดสินใจ และยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการคิดด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนอีกด้วย วัลลี แสงแก้วสุข (2564 : 43) ประโยชน์ของเกมและการใช้เกม คือ สื่อการสอนที่มีคุณค่าและเป็น ประโยชน์โดยเป็นสื่อสร้างความสนใจของเด็กและเป็นสิ่งจูงใจให้เด็กอยากจะเรียนรู้ในสิ่งนั้น ๆ เป็นการสร้าง บรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีให้แก่เด็ก ช่วยให้เด็กได้ฝึกทักษะการคิด ทักษะการใช้ภาษาด้านการฟัง พูด อ่าน เขียน มีเจตคติที่ดีต่อการเรียน เด็กได้แสดงความสามารถของตนที่มีอยู่ในด้านต่าง ๆ ได้เต็มที่ได้รู้จักการทำงาน ร่วมกับผู้อื่น ช่วยฝึกให้เด็กมีวินัยในตนเอง ซึ่งครูสามารถใช้เกมทดสอบความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่เรียน ได้โดยสังเกตจากการตอบคำถามหรือการร่วมกันแสดงออกในกิจกรรมของเกมนั้น ๆ สรุปได้ว่า ประโยชน์ของการเล่นเกมการศึกษา มีคุณค่าต่อเด็ก ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการ ด้านการคิด ฝึกทักษะทางภาษา ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวร่างกาย กล้าแสดงออก มีความสนุกสนาน มีความรักความสามัคคี รู้จักการเสียสละ ช่วยเหลือกัน ฝึกการมีระเบียบ รู้จักควบคุมตนเองและรู้จักหน้าของตนเอง เคารพสิทธิของคน อื่น และช่วยให้ครูได้เห็นพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออก หลักในการพัฒนาเกมการศึกษา นักการศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ ได้กล่าวเกี่ยวกับหลักการใช้เกมไว้ มีดังนี้ ราศี ทองสวัสดิ์ (2557 : 79) ได้กล่าวว่า การนำเกมไปใช้ควรดำเนินการดังนี้ 1. ครูควรเตรียมเกมการศึกษาไว้ให้เพียงพอ 2. ลักษณะของเกมอาจเป็นภาพตัดต่อ จับคู่ภาพเหมือน โดมิโน การแยกหมู่ 3. เวลาที่ใช้ในการฝึกกำหนดไว้เป็น 1 กิจกรรม เพราะอุปสรรคแต่ละชุดจะให้ผลต่อเด็กไม่เหมือนกัน ดังนั้นการจัดควรจัดหมุนเวียนให้เด็กเล่นหรือฝึกทุกชุดให้ทั่วถึงกัน


31 4. เกมหรืออุปกรณ์ที่จะใช้ควรมีพอที่จะหมุนเวียนกันอยู่เสมอหากจำเจ เด็กก็อาจจะเบื่อไม่อยากเล่น ทิศนา แขมมณี (2559 : 82 - 84) ได้กล่าวถึง หลักในการใช้เกม วิธีการสอน โดยใช้เกมให้มี ประสิทธิภาพมีดังนี้ การเลือกเกมเพื่อนำมาใช้สอนทำได้หลายวิธี ผู้สอนอาจเป็นผู้สร้างเกม ขึ้นให้เหมาะกับ วัตถุประสงค์การสอนของตน หรืออาจนำเกมที่มีผู้สร้างขึ้นแล้วมาปรับดัดแปลงให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ตรง กับความต้องการของตนแล้วนำไปใช้สอน หากผู้สอนต้องการสร้างเกม ขึ้นใช้เองผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับวิธีสร้างและจะต้องทดลองใช้เกมที่สร้างหลาย ๆ ครั้ง จนแน่ใจว่าได้ผลดีตามวัตถุประสงค์ หากเป็นการ คัดแปลงเกมผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาเกมนั้นให้เข้าใจ แล้วจึงดัดแปลงและทดลองใช้ก่อนเช่นกัน กระทรวงศึกษาธิการ (2560 : 80) ได้กล่าวถึงหลักการใช้เกมไว้ดังนี้ 1. การสอนเกมการศึกษาชุดใหม่ ควรสอนจากเกมง่าย ๆ จำนวนน้อยชิ้น วิธีการเล่นไม่ยุ่งยากก่อน 2. สาธิต/อธิบายวิธีเล่นเกมอย่างเป็นขั้นตอนตามประเภทของเกม 3. ให้เด็กหมุนเวียนเข้ามาเล่นเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล 4. ขณะที่เด็กเล่นเกม ครูเป็นเพียงผู้แนะนำ 5. เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเสร็จเรียบร้อย ควรให้เด็กตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเองหรือร่วมกัน ตรวจกับเพื่อน หรือครูเป็นผู้ช่วยตรวจ 6. ให้เด็กนำเกมที่เล่นแล้วเก็บใส่กล่อง เข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนเล่นเกมชุดอื่น 7. ก่อนหมดเวลา 7-10 นาที ผู้สอนเตือนให้เด็กเก็บของเข้าที่ ซึ่งนอกจากจะบอกเป็นคำพูดธรรมดา แล้วอาจร้องเพลงที่มีความหมายเตือนให้เก็บของเข้าที่ นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 49) ได้กล่าวถึง หลักในการใช้เกมไว้ว่าหลักการจัดเกมการศึกษาผู้สอนต้อง เลือกเกมให้เหมาะกับผู้เรียนและพัฒนาการของผู้เรียน เกมการศึกษาควรมีหลากหลาย เป็นเกมที่ให้ความ สนุกสนานส่งเสริมให้ได้รับความรู้ทักษะตามที่จุดประสงค์กำหนดเป็นเกมง่าย ๆ สั้น ๆ ใช้เวลาไม่มากเด็กได้เล่น เกมอย่างทั่วถึง ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นทั้งเป็นกลุ่มและรายบุคคลหมุนเวียนกันทั้งเกมชุดเก่าและเกมชุด ใหม่ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยครูคอยแนะนำและช่วยเหลือให้เด็กสามารถเล่นเกมได้อย่างถูกต้อง ตามกติกา มีมารยาทในการเล่น รู้จักแบ่งปันหรือรอคอยเมื่อเล่นเสร็จแล้วต้องรู้จักเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยอยู่ เสมอ วัลลี แสงแก้วสุข (2564 : 42)หลักการใช้เกม นั้น ต้องมีการคัดเลือกเกมให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก โดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ เวลา สถานที่ อย่างเหมาะสม เป็นเกมที่ให้ทั้งความสนุกสนาน ส่งเสริมให้ได้รับการ พัฒนาทางสติปัญญาเกี่ยวกับความสามารถในการคิดเป็นเกมที่ง่าย ๆ สั้น ๆ ใช้เวลาไม่มากนัก ควรฝึกจากเกม ง่ายไปหายาก ที่มีลักษณะท้าทายความสามารถของเด็ก สามารถเล่นได้ทุกคน มีการตรวจสอบ และตัดสิน คะแนนได้ง่าย เน้นความสามัคคีมีน้ำใจเป็นนักกีฬาความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกัน และที่สำคัญคือครู


32 ต้องมีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน และมีความรู้ความ2เข้าใจเกี่ยวกับเกมการศึกษาเป็นอย่างดี เพื่อที่จะเป็นผู้ แนะนำและช่วยเหลือเด็กให้เด็กได้เล่นเกมการศึกษาได้อย่างถูกต้อง ถูกวิธี มารี หงส์ทอง (2553, :14, อ้างอิงใน อัชราภรณ์ ฟักปลั่ง 2564 : 44)กล่าวว่า การนำเกมการศึกษาไป ใช้ในการจัดกิจกรรมหรือให้เด็กเล่น ผู้สอนควรต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกมการศึกษาเป็นอย่างดี เกม การศึกษาควรมีความหลากหลายเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็ก ผู้สอนควรมีการหมุนเวียนเกมให้เด็ก ได้เล่นอย่างทั่วถึง โดยเริ่มจากง่ายๆ และค่อยเพิ่มความยากและขับข้อนมาก ขึ้น โดยให้เด็กได้เล่นทั้งเกมเก่า และเกมใหม่เพื่อเป็นการกระตุ้นเร้าความสนใจของเด็ก จัดทำเกมให้มีจำนวนเพียงพอส่งเสริมให้เด็กได้เล่น ร่วมกับผู้อื่นทั้งในกลุ่มเล็กเป็นคู่โดยลำพัง นอกจากนี้ยังควรจัดเวลาอย่างเพียงพอสำหรับให้เด็กได้เล่นเกม คอย แนะนำและช่วยเหลือให้เด็กสามารถเล่นเกมได้อย่างถูกต้องตามกติกามีมารยาทในการเล่นรู้จักแบ่งปันหรือรอ คอยเมื่อเล่นเสร็จแล้วต้อง รู้จักเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย สรุปจากที่กล่าวมา ได้ว่า หลักในการพัฒนาเกมการศึกษานั้นต้องมีจุดมุ่งหมายและคำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน เกมการศึกษาต้องมีความถูกต้อง ครูควรพิจารณา ก่อนนำไปให้นักเรียนได้ เล่น รูปแบบเกมการศึกษาควรสร้างที่หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้อย่างกว้างขวางและส่งเสริม ทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนด้วย งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเกมการศึกษา งานวิจัยในประเทศ ขนิษฐา สุขะเพี้ยง (2558 : 82) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องผลของการใช้เกมการศึกษาเพื่อ พัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลจุน (บ้านบัวสถาน) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษามีค่าประสิทธิภาพ อยู่ในระดับมาก และเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษามีคะแนนเฉลี่ยทักษะการคิด วิเคราะห์หลังเรียนอยู่ในระดับมาก สิริกานต์ ก้อนวิมล (2558 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ โดยใช้เกม การศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 เพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษาในการพัฒนา ความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัด ประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา และศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนต่อการจัดประสบการณ์โดยใช้ เกมการศึกษา เครื่องที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดประสบการณ์ การพัฒนาความพร้อมด้าน คณิตศาสตร์ โดยใช้เกมการศึกษา จำนวน 4 เรื่อง 16 แผน ๆ ละ 20 นาที ประกอบด้วยเรื่อง ผักสดสะอาด ของเล่นของใช้ดอกไม้ และผลไม้ แบบทดสอบวัดความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิด


33 เลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ จำนวน 10 ข้อผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัด ประสบการณ์ การพัฒนาความพร้อม ด้านคณิตศาสตร์ โดยใช้เกมการศึกษา มีค่าเท่ากับ 81.02/88.00 ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์ การพัฒนาความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ โดยใช้เกมการศึกษา มีค่าเท่ากับ 0.7391 นั่นคือ เด็กได้รับการพัฒนามีประสบการณ์เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 73.91และเด็กมี พฤติกรรมต่อการจัดประสบการณ์ การพัฒนาความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ โดยใช้เกมการศึกษา โดยภาพรวมมี พฤติกรรมอยู่ในระดับมาก สมพิศ วันทา (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้เกมการศึกษา ด้านการจับคู่ และด้านการเรียงลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลในการเปรียบเทียบทักษะ พื้นฐานคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา โดยหาค่าที และ การศึกษาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้เกม การศึกษาโดยหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งกำหนดเกณฑ์ในการแปลความหายคะแนนค่าเฉลี่ย ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ไว้ผลการวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้เกม การศึกษามีระดับ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก และเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด ประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษามีทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ หลังการจัดประสบการณ์หลังการทดลองสูงกว่า ก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เพียงใจ ภูโทสนธิ์ (2561 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาที่มีต่อทักษะ คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยเพื่อเปรียบเทียบทักษะคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมเกม การศึกษากับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม และเปรียบเทียบทักษะคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมเกมการศึกษาจำนวนร้อยละ 85.93 ของเด็กปฐมวัยทั้งหมดมีทักษะคณิตศาสตร์ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม และเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามีทักษะคณิตศาสตร์หลังการจัดกิจกรรม สูงกว่า ก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ธัญพร ผุยบัวค้อ (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืชเพื่อส่งเสริม ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล 2 จำนวน 24 คน ได้มาโดย วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) สถิติที่ใชในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t (I-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัด กิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช เพื่อส่งเสริม ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.72/84.38 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ไว้ 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลการจัด กิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย มีค่าเท่ากับ 0.7074 คิดเป็นร้อยละ 70.74 และ 3) ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์


34 ของเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืชสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจาก เมล็ดพืช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่าเกมการศึกษาเป็นกิจกรรมที่สามารถ ส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กทั้งพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญานอกจากนี้ยังช่วยให้เด็ก นั้นเกิดการเรียนรู้ เป็นการฝึกทักษะการ สังเกต การจำแนก และเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ เกมการศึกษามีหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นในการจัดเกมการศึกษาให้นักเรียนได้เล่น จึงต้อง คำนึงถึงความสามารถและความเหมาะสมกับวัยของเด็กด้วย


35 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การดำเนินการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมเกม การศึกษา มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเกม การศึกษาและเพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา ผู้วิจัยดำเนินการวิจัย 1 แบบแผนการทดลอง 2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3 เครื่องมือและนวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัย 4 การสร้างเครื่องมือและหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม 5 การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล 6 การวิเคราะห์ข้อมูล 7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีดำเนินการวิจัย แบบแผนการทดลอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental design) ซึ่งผู้วิจัยได้ ดำเนินการ ทดลองโดยใช้การวิจัยแบบการทดลองกลุ่มเดียว ประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ ก่อนและหลังการ จัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา (one-group pretest–posttest design) ตาราง 1 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม pretest treatment posttest R O1 X O2 เมื่อ R แทน กลุ่มการทดลอง O1 แทน การทดสอบก่อนการใช้เกมการศึกษา X แทน การจัดประสบการณ์ดยใช้เกมการศึกษา O2 แทน การทดสอบหลังการใช้เกมการศึกษา


36 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1 ประชากรการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย อายุ 4 -5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 2 ห้องเรียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเทศบาล7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2 กลุ่มตัวอย่าง การวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย อายุ 4 -5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเทศบาล7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 16 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่ม แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือและนวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือและนวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัย การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยใช้เกมการศึกษา มีดังนี้ 1 นวัตกรรมทีใช้ในการวิจัยได้แก่ เกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ 5 ด้าน ดังต่อไปนี้ 1.ด้านการเรียงลำดับ 2.ด้านการจำแนกจัดกลุ่ม 3.ด้านการเปรียบเทียบ 4.ด้านการนับและรู้ค่าของจำนวนตัวเลข 1-20 5.ด้านมิติสัมพันธ์ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1.แบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยสร้างขึ้นด้านละ 5 ข้อ รวมทั้งหมด 25 ข้อ ประกอบด้วย ชุดที่ 1แบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้านการเรียงลำดับ ชุดที่ 2แบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้านการจำแนกจัดกลุ่ม ชุดที่ 3 แบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้านการ เปรียบเทียบ ชุดที่ 4 แบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้านการนับและรู้ ค่าของจำนวนตัวเลข 1-20 ชุดที่ 5 แบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้านมิติสัมพันธ์ 2.แผนการจัดประสบการณ์ประกอบการใช้เกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน รวมทั้งหมด 25 แผน ดังนี้ 1.แผนการจัดประสบการณ์ ด้านการเรียงลำดับ จำนวน 5 แผน ใช้เวลาทดลอง 2 ชั่วโมง 30 นาที รวม ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจำนวน 1 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 3 ชั่วโมง 30 นาที


37 2.แผนการจัดประสบการณ์ ด้านการจำแนกจัดกลุ่ม จำนวน 5แผน ใช้เวลาทดลอง 2 ชั่วโมง 30 นาที 3.แผนการจัดประสบการณ์ ด้านการเปรียบเทียบ จำนวน 5 แผน ใช้เวลาทดลอง 2 ชั่วโมง 30 นาที 4.แผนการจัดประสบการณ์ ด้านการนับและรู้ค่าของจำนวนตัวเลข 1-20จำนวน 5 แผน ใช้เวลาทดลอง 2 ชั่วโมง 30 นาที 5.แผนการจัดประสบการณ์ ด้านมิติสัมพันธ์ จำนวน 5 แผน ใช้เวลาทดลอง 2 ชั่วโมง 30 นาที การสร้างเครื่องมือและการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม ในการวิจัยครั้งนี้ได้สร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังต่อไปนี้ 1 การสร้างเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ผู้วิจัยได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560แนวทางการจัดกิจกรรม โดยใช้เกมการศึกษา ตลอดจนเอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องเกมการศึกษา เพื่อนำมาใช้ในการสร้างเครื่องมือดังนี้ 1.ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้านเทศบาล7 รถไฟสงเคราะห์ 2.ศึกษารายละเอียดแนวทางการการสร้างเกมการศึกษา จากหนังสือ เอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับเกมการศึกษาในการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ 3.กำหนดวัตถุประสงค์ เนื้อหาของเกมการศึกษาแต่ละชนิดให้สอดคล้องกับ หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 4.สร้างเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชุดกิจกรรมละ 30 นาที ประกอบด้วยเกมการศึกษา จำนวน 25 เกม โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ด้านการเรียงลำดับ ด้านการจำแนกจัดกลุ่ม การ เปรียบเทียบ ด้านการนับและรู้ค่าของจำนวนตัวเลข 1-20 และด้านมิติสัมพันธ์ แต่ละด้านประกอบด้วยเกมการศึกษา จำนวน 5 เกม 5. นำเกมการศึกษาที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกับเนื้อหา องค์ประกอบ สื่อ และแหล่งเรียนรู้ และการวัดประเมินผล 6. นำเกมการศึกษาที่ทำการแก้ไขปรับปรุงแล้ว เสนอผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน คือ 1. นางนิยม เม้าราศี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ 2. นางสาวอารีวรรณ วันทองรักษ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ 3. นางสุภาวดี ภูปัญญา ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ เพื่อพิจารณาความสอดคล้องของกิจกรรมเกมการศึกษา ได้แก่ เนื้อหา องค์ประกอบ สื่อและแหล่งเรียนรู้ และ การวัดประเมินผล โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าเกมการศึกษาสอดคล้องกับจุดประสงค์ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าเกมการศึกษาสอดคล้องกับจุดประสงค์ ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าเกมการศึกษาไม่มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์


38 7. นำแบบประเมินความสอดคล้องระหว่างเกมการศึกษากับจุดประสงค์ที่ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินมาวิเคราะห์ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (index of item-objective congruence: IOC) ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า เกมการศึกษาที่ สร้างขึ้นมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 1.00 8. นำเกมการศึกษาไปทดลองใช้ (try out) กับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2567 โรงเรียนเทศบาล7รถไฟสงเคราะห์ จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 14คน ที่มีความคล้ายกับกลุ่มตัวอย่างจริง เพื่อหาประสิทธิภาพของเกมการศึกษา 9. ขณะทดลองผู้วิจัยได้ทำการสังเกตปัญหาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน สัมภาษณ์ผู้เรียน (แบบไม่เป็นทางการ) ถึงปัญหาในการจัดกิจกรรม เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุง เกมการศึกษาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งผลการทดลองได้พบปัญหาและสิ่งที่ต้องการแก้ไขปรับปรุง ดังนี้ 10. ปรับปรุง แก้ไขเกมการศึกษาและนำเสนออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไข เกม การศึกษาที่สมบูรณ์เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัยสำหรับเด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2.การสร้างแบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย จำนวน 5ชุด ผู้วิจัยได้ ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560และ แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะ พื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ตลอดจนเอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาใช้ในการสร้างเครื่องมือ ดังนี้ สำนัก วิทยาการฯ มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี 68แบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ ได้แก่ ชุดที่ 1แบบทดสอบด้านการเรียงลำดับ ชุดที่ 2แบบทดสอบด้านการจำแนกจัดกลุ่ม ชุดที่3แบบทดสอบด้านเปรียบเทียบ ชุดที่4แบบทดสอบด้านการนับและรู้ค่าของจำนวนตัวเลข 1-20 ชุดที่5แบบทดสอบด้านมิติสัมพันธ์ 1. ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาล 7รถไฟ สงเคราะห์ 2. ศึกษาวิธีการสร้างแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย จากหนังสือ เอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับแบบประเมินแต่ละชุด 3. วิเคราะห์เนื้อหาและกำหนดจุดมุ่งหมายในการประเมิน 4. กำหนดจำนวนข้อสอบแบบข้อคำถามเป็นรูปภาพเหมือนจริง โดยการให้ทำเครื่องหมายกากบาท (X) เครื่องหมาย (√ ) และโยงเส้นตามคำสั่งที่กำหนด โดยการสร้างแบบทดสอบ จำนวน 20ข้อ 5. นำแบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อพิจารณา ตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหา ความถูกต้องของคำถามและภาษาที่ใช้จากนั้นนำมาปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำ ก่อนนำเสนอผู้เชี่ยวชาญ


39 6. นำแบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ที่ทำการแก้ไขปรับปรุงแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน คือ 1. นางนิยม เม้าราศี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 7รถไฟสงเคราะห์ 2. นางสาวอารีวรรณ วันทองรักษ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 7รถไฟสงเคราะห์ 3. นางสุภาวดี ภูปัญญา ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 7รถไฟสงเคราะห์ พิจารณาความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบกับตัวแปรตามของงานวิจัย คือ ทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์จำนวน 5ด้าน โดยกำหนดคะแนนความคิดเห็นในการพิจารณา ดังนี้ (สมโภชน์ อเนกสุข, 2563, หน้า 211) คะแนน + 1 มั่นใจว่าแบบทดสอบมีความสอดคล้องกับแปรตามของงานวิจัย คะแนน 0ไม่มั่นใจว่าแบบทดสอบมีความสอดคล้องแปรตามของงานวิจัย คะแนน -1 มั่นใจว่าแบบทดสอบมีความสอดคล้องแปรตามของงานวิจัย 7. นำแบบประเมินความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบกับตัวแปรตามของงานวิจัยที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินมา วิเคราะห์คำดัชนีความสอดคล้อง (index of item-objective congruence: IOC) ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า แบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ จำนวน 5ชุดมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (0.80อยู่ที่ 1.00โดย ผู้เชี่ยวชาญทุกคนมีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกัน 8. นำชุดแบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ ไปทดลองใช้ (try out) กับเด็กปฐมวัยชั้น ปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567โรงเรียนเทศบาล 7รถไฟสงเคราะห์ จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนทั้งสิ้น 16คน ที่มีความคล้าย กับกลุ่มตัวอย่างจริง (level of difficulty หรือค่า p) และค่าอำนาจจำแนก (discrimination หรือค่า r) และวิเคราะห์ค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20ของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน ซึ่งการวิเคราะห์ผลด้วยโปรแกรม สำเร็จรูปทางสถิติ พบว่า ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.87ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ และค่าความ ยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.29-0.79ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.29-0.71 9. จัดพิมพ์แบบทดสอบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือ ในการวิจัย จำนวน 2ฉบับ สำหรับเป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่าง การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการทดลอง เรื่อง การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์โดยใช้เกมการศึกษาของเด็ก ปฐมวัย ชั้นปีที่ 2โรงเรียนบ้านเทศบาล 7รถไฟสงเคราะห์ ได้แก่ ด้านการเรียงลำดับ ด้านการจำแนกจัดกลุ่ม ด้านการ เปรียบเทียบ ด้านการนับและรู้ค่าของจำนวนตัวเลข 1-20และด้านมิติสัมพันธ์ ใช้เวลา 10ชั่วโมง ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็น การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental design) ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลอง โดยใช้การวิจัยแบบการทดลอง กลุ่มเดียว ทดสอบประเมินทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมเกมการศึกษา ดำเนินการทดลองตาม แบบแผนการวิจัยแบบ one-group pretest– posttest design 1 ดำเนินการทดลองผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ติดต่อผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีเพื่อขอ อนุญาตในการเก็บรวบรวมข้อมูล


40 2.กำหนดการจัดตามแผนจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษาในการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ 3.ระยะเวลาในการทดลอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567ในช่วงเดือนพฤศจิกายน กิจกรรมเกมการศึกษา เวลา 14.30-15.00 น. ของทุกวันๆ ละ 1 เกม ทั้งหมด 25 เกม 4. ทำการทดสอบก่อนเรียน (pretest) ให้เด็กกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบการประเมินทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ แล้วบันทึกข้อมูลโดยถือเอาคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบนั้น เป็นคะแนนก่อนเรียน 5.ขณะทำการทดลอง ดำเนินการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษาจดบันทึก พฤติกรรมตามแบบประเมิน พฤติกรรมท้ายแผน 6. ทำการทดสอบหลังเรียน (posttest) ให้เด็กกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบการประเมิน ทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ โดยถือเอาคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบนั้นเป็นคะแนน หลังเรียน 7.ตรวจให้คะแนนแบบทดสอบการประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยให้คะแนน 1 คะแนน สำหรับข้อที่ตอบได้ถูกต้องและให้ 0 คะแนน สำหรับข้อ ที่ตอบผิด หรือเลือกตอบมากกว่า 1 ตัวเลือก รายละเอียดการใช้เกมการศึกษาดังแสดงในตาราง


Click to View FlipBook Version