รายงาน
นทิ านพน้ื บา้ น ภาคอสี าน
จดั ทาโดย
เด็กชายคณาธปิ ธญั ญเจรญิ เลขที่ ๑๒
เด็กชายสิรภัทร ทองเครอื มา เลขที่ ๒๒
เดก็ ชายพัชรพล มั่นเจรญิ เลขท่ี ๒๘
เด็กชายคณิศร สนองผนั เลขที่ ๓๒
เดก็ ชายรัชตะ นชุ ท่าโพธิ์ เลขที่ ๓๗
ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๑/๕
เสนอ
นางสาวสวุ ณิชย์ ศริ ิจันทร์
รายงานนเ้ี ปน็ สว่ นหน่งึ ของวิชา ท ๒๑๑๐๒ ภาษาไทย
ภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๔
โรงเรยี นพิษณุโลกพิทยาคม
คำนำ
นิทานพืน้ บา้ นเปน็ เร่ืองเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวเหตกุ ารณ์และความเป็นมาของสิง่ ตา่ ง ๆ ที่อยู่ใน
ทอ้ งถิน่ นัน้ ซ่งึ เกดิ ข้นึ จรงิ หรืออาจจะเปน็ เร่ืองที่แต่งขึ้น เช่น เรอื่ งราวทเ่ี ก่ียวกับตานานของสถานทีต่ ่าง ๆ
หรือความเป็นและสาเหตขุ องชอ่ื สถานท่เี หล่านั้น โดยเลา่ สบื ต่อกันมาเพื่อใหเ้ กิดความสนุกสนานเพลดิ เพลนิ
และได้สาระท่เี ป็นคตสิ อนใจ เช่น ความดี ความกตัญญู ความซ่ือสัตย์
นอกจากนน้ี ทิ านพน้ื บา้ นยงั สะท้อนใหเ้ หน็ ถึงสภาพชีวติ ความเปน็ อยู่ของคนไทยในภูมภิ าคต่าง ๆ
รวมทงั้ ความเชอื่ ความศรทั ธาในหลกั ของการทาความดี ความกตญั ญูตอ่ ผู้มีพระคณุ และความซอื่ สัตยส์ จุ รติ
ท้งั นี้ นิทานพืน้ บา้ นจะแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ภูมิปญั ญาของคนไทยทมี่ ีคณุ คา่ ยงิ่
ดังนัน้ นิทานพนื้ บา้ นภาคอสี าน เล่มน้ี จึงเป็นการรวบรวมและเรยี บเรยี งมรดกทางวฒั นธรรม
ทส่ี ะท้อนให้เห็นสภาพสงั คม วิถกี ารดาเนินชีวติ ความเชอื่ ขนบธรรมเนยี มประเพณี ตามสภาพภมู ิอากาศ และ
สงิ่ แวดลอ้ มของกล่มุ ชนแต่ละท้องถิน่ ท่อี ยู่ในพื้นท่ีภาคอสี าน อีกทั้งยังถือเปน็ การอนุรกั ษ์และรว่ มสบื สานมรดก
ทางวัฒนธรรม “นิทานพืน้ บ้าน” ไม่ให้สญู หายไปจากสังคมไทยอีกทางหนึ่งด้วย
คณำธปิ ธัญญเจรญิ และคณะ
สำรบัญ หนำ้
เรือ่ ง ก
ข
คำนำ
สำรบญั 1
นทิ ำนพ้ืนบำ้ นภำคอีสำน 1
2
ความหมายของนิทาน 3
ความสาคัญของนิทานพนื้ บ้าน 3
ลกั ษณะของนิทานพน้ื บา้ น 3
วรรณกรรมพนื้ บา้ น 4
วรรณกรรมนิทาน
ประเพณภี าคอสี าน และวฒั นธรรมประเพณภี าคอสี าน 5
นิทานพน้ื บา้ น 5
ตัวอย่ำงนทิ ำนพื้นบำ้ นภำคอีสำน 6
ตานานผาแดงนางไอ่ 7
ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ 7
กุดนางใย 9
พญาคนั คาก
นางผมหอม
บรรณำนุกรม
1
นทิ ำนพ้ืนบำ้ นภำคอีสำน
ควำมหมำยของนทิ ำน
นิทาน หมายถึง เรื่องเล่าสืบต่อกนั มาเปน็ มรดกทางวฒั นธรรม ส่วนใหญถ่ า่ ยทอดดว้ ยวิธีมุขปาฐะ
แตก่ ม็ ีอยสู่ ว่ นมากท่ีบนั ทกึ เป็นลายลักษณ์อักษรไว้ และนอกจากนี้ยงั อธบิ ายว่านิทานเป็นเรอ่ื งเล่าทวั่ ไป มไิ ด้จง
ใจแสดงประวัติความเป็นมา จดุ ใหญ่เลา่ เพื่อความสนุกสนาน บางคร้ังก็จะแทรกคติเพอ่ื สอนใจไปดว้ ย นิทาน
มิใช่เร่อื งเฉพาะเด็ก นิทานสาหรบั ผูใ้ หญ่กม็ จี านวนมาก และเหมาะสาหรับผใู้ หญ่เทา่ นัน้
กหุ ลาบ มัลลกิ ะมาส กลา่ วถึง “นิทาน” ไว้ในหนังสือคติชาวบ้านวา่ นทิ านเปน็ วรรณกรรมมุข
ปาฐะท่ีเล่าสืบต่อกนั มาหลายช่ัวอายคุ น เพื่อความสนุกสนานเบิกบานใจ ผอ่ นคลายความตงึ เครียด เพื่อเสริม
ศรัทธา ในศาสนา เทพเจ้า สง่ิ ศกั ดสิ์ ิทธิ์ เปน็ คติเตือนใจ ช่วยอบรมบม่ นิสัย ช่วยใหเ้ ข้าใจส่ิงแวดล้อมและ
ปรากฏการณธ์ รรมชาติ เน้อื เร่ืองของนิทานเปน็ เรอ่ื งนานาชนดิ อาจเป็นเร่ืองเกยี่ วกบั การผจญภยั ความ
รัก ความโกรธ เกลยี ด รษิ ยา อาฆาต ตลกขบขนั หรอื เรอ่ื งแปลกประหลาดผดิ ปกติธรรมดา ตัวละครใน
เร่ืองก็มลี กั ษณะต่าง ๆ กนั อาจเปน็ คน สตั ว์ เจ้าหญิง เจ้าชาย อมนุษย์ แมม่ ด นางฟ้า แตใ่ หม้ ีความรู้สึกนึก
คิด พฤติกรรมตา่ ง ๆ เหมอื นคนท่ัวไปหรืออาจจะเหมือนท่ีเราอยากจะเปน็ เม่ือนิทานตกไปอยใู่ นท้องถ่นิ ใดก็
มกั มีการปรับเนอ้ื เรื่องให้เข้ากับสงิ่ แวดล้อมของถ่ินน้นั นิทานในแตล่ ะท้องถน่ิ จึงมีเน้อื เร่อื งส่วนใหญ่
คลา้ ยคลึงกัน คือ สภาพความเป็นมนษุ ย์ อารมณ์ ความรู้สึกรัก เกลยี ด ความโง่ ฉลาด ขบขนั อาฆาตแคน้ หรือ
ทุกข์ สุข ส่วนรายละเอียดจะแตกตา่ งไปบ้างตามสภาพแวดลอ้ มและอิทธิพลของวัฒนธรรมความเชอื่ ของ แต่ละ
ท้องถนิ่
กงิ่ แก้ว อัตถากร (2519, หนา้ 12) อธิบายว่า นิทาน หมายถงึ เร่อื งเล่าสืบต่อกนั มาเปน็ มรดก
ทางวัฒนธรรม ส่วนใหญ่ถ่ายทอดด้วยวธิ ีมุขปาฐะ แต่ก็มอี ย่สู ่วนมากที่บันทึกเป็นลายลักษณอ์ ักษรไว้ และ
นอกจากนย้ี งั อธิบายวา่ นทิ านเปน็ เรื่องเล่าทว่ั ไป มิได้จงใจแสดงประวตั ิความเปน็ มา จุดใหญ่เล่าเพื่อความ
สนกุ สนาน บางครงั้ ก็จะแทรกคติเพื่อสอนใจไปดว้ ย นิทานมิใชเ่ รื่องเฉพาะเด็ก นทิ านสาหรับผูใ้ หญก่ ม็ ีจานวน
มาก และเหมาะสาหรบั ผใู้ หญ่เทา่ น้นั
สุมามาลย์ พงษไ์ พบูลย์ (2542, หนา้ 7) กลา่ วว่า นิทานเป็นคาศัพทภ์ าษาบาลี หมายถึง คาเลา่
เรื่อง ไม่ว่าเป็นเร่ืองประเภทใด แตอ่ ยทู่ ่ีลักษณะการเล่าท่ีเป็นกนั เอง แม้จะเปน็ ข้อเขยี นก็มลี กั ษณะคล้ายกบั
การเล่าทีเ่ ป็นวาจา โดยใช้ภาษาพูดหรือภาษาปากในการเล่า
กลา่ วโดยสรปุ นทิ าน คือ เรอื่ งเลา่ ท่ีมนษุ ย์ผูกเรอื่ งขน้ึ ดว้ ยภมู ปิ ัญญา โดยสว่ นใหญ่จะถ่ายทอด
ด้วยวธิ ีมุขปาฐะ เนอ้ื เร่ืองมีหลากหลายและใช้เล่าเพ่ือจดุ ประสงค์ต่าง ๆ กัน ตามโอกาสและสภาพแวดล้อมของ
แต่ละท้องถ่นิ คาท่ีใชเ้ รยี กนิทานมีตา่ ง ๆ กนั ไป เชน่ นทิ านชาวบ้าน นิทานพ้ืนบา้ น นิทานพ้ืนเมือง วรรณกรรม
มุขปาฐะ เป็นตน้ ในทีน่ จ้ี ะใชว้ ่านิทานพืน้ บา้ น
ควำมสำคัญของนิทำนพื้นบ้ำน
นทิ านพื้นบา้ นภาคอสี านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ีมีคุณค่าอยา่ งย่งิ เยาวชนควรสนใจศึกษา
คน้ ควา้ นทิ านพ้ืนบา้ นในทอ้ งถ่ินของตนเพื่อท่จี ะทาให้มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในวิถีชวี ิต ความเชอื่ ค่านิยม ของคน
พืน้ บา้ น ทาให้เกดิ ความสนกุ สนาน เพลดิ เพลิน และมีการพัฒนาด้านจิตพสิ ยั ดยี งิ่ ขน้ึ
นอกจากนี้ยงั เปน็ การสืบสานวฒั นธรรมของคนรนุ่ หนง่ึ กับอีกรนุ่ หนึ่งให้มคี วามงอกงาม
ตอ่ เนอ่ื งกนั ไป ซ่ึงหมายถึงว่าเราได้รว่ มศึกษา อนรุ กั ษ์ ฟื้นฟูและเผยแพร่นิทานพนื้ บา้ น อันเป็นมรดกสาคัญของ
สาคัญใหด้ ารงอยู่ต่อไป นิทานพื้นบ้านสว่ น ใหญ่มกี ารถา่ ยทอดดว้ ยการบอกเลา่ ด้วยวาจา เรียกว่า วรรณกรรม
2
มุขปาฐะ และมีการจดบันทึกเปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษร เรยี กวา่ วรรณกรรมลายลกั ษณ์ ข้อมลู ทัง้ สองประเภทยงั คง
มกี ารรักษาไวด้ ว้ ยการจดจา และดว้ ยการเก็บรักษาในรูปแบบของหนังสือ
ศิลปะวัฒนธรรมในภาคอสี าน นอกจากการฟอ้ นราและเครื่องแตง่ กายอนั เปน็ เอกลักษณ์แลว้
สง่ิ หนึ่งท่ีถอื วา่ มีโดดเดน่ เฉพาะดา้ น คือ นทิ านพื้นบ้านของภาคอสี าน ซง่ึ เป็นการเล่าสืบต่อกันมา บ้างเปน็
นทิ านที่ใหค้ ติสอนใจ บา้ งเปน็ เรอื่ งราวเกีย่ วกับประเพณีและขนบธรรมเนยี ม บา้ งก็เปน็ เรื่องราวเก่ยี วกบั ท่ีมา
ของสถานทต่ี ่าง ๆ จนทาให้มีนทิ านพ้นื บา้ นอีสานมากมายนบั ไม่ถว้ น วันนี้ กระปุกดอทคอม จึงไดค้ ัดตานาน
นทิ านพนื้ บา้ นอีสานเดน่ เป็นตัวอยา่ ง มาให้ได้อ่านกนั จา้
นิทานพื้นบ้านมบี ทบาทสาคัญต่อการถา่ ยทอดการเรยี นรู้ เสริมสร้างบุคลิกภาพ มพี ลงั โนม้ นา้ ว
ความคดิ ทัศนคติ และพฤตกิ รรมของแตล่ ะบุคคล รวมทง้ั มีความสาคญั ต่อชีวิตมนษุ ยแ์ ละสังคมในหลาย
ด้าน ไดแ้ ก่
๑. นทิ านพนื้ บา้ นเปน็ เครื่องช่วยใหม้ นษุ ยเ์ ข้าใจสภาพของมนษุ ย์โดยทั่วไปได้ดีย่ิงขน้ึ เพราะใน
นิทานพน้ื บ้านเป็นทป่ี ระมวลแห่งความร้สู ึกนึกคิด ความเชอ่ื ความนิยม ความกลวั ความบนั เทิงใจ ระเบียบ
แบบแผน และอ่นื ๆ
๒.นิทานพ้นื บ้านเป็นเสมือนกรอบล้อมชีวิตให้อยูใ่ นขอบเขตที่มนษุ ย์ในสังคมนั้น ๆ นิยมว่าดหี รอื
ถกู ต้อง แม้กฎหมายบ้านเมืองก็ยังไม่สามารถบงั คบั จิตใจของมนุษยไ์ ดเ้ ทา่ เพราะมนุษย์ได้ฟงั ได้ซมึ ซับส่ัง
สมการอบรมนน้ั ๆไวใ้ นวิถีชีวิตต้ังแตเ่ ด็ก
๓.นทิ านพน้ื บา้ นทาใหม้ นุษยร์ ู้จกั สภาพชีวติ ท้องถ่นิ โดยพิจารณาตามหลกั ท่ีวา่ คตชิ าวบา้ นเป็น
พื้นฐานชีวิตของคน หนึ่งๆหรือชนกลมุ่ นั้น ๆ
๔.นทิ านพ้ืนบา้ นเปน็ มรดกของชาติในฐานะเปน็ วฒั นธรรมประจาชาติเปน็ เร่อื งราวเก่ยี วกับชีวิต
มนษุ ย์แต่ละชาตแิ ต่ละภาษา มีการจดจาและถือปฏบิ ัติกันต่อ ๆ มา
๕.นทิ านพน้ื บา้ นเป็นท้งั ศลิ ปแ์ ละศาสตร์ เปน็ ต้นเค้าแหง่ ศาสตรต์ ่าง ๆ และช่วยให้การศึกษาใน
สาขาวิชาอ่นื กวา้ งขวางยิ่งข้ึน
๖.นทิ านพน้ื บา้ นทาให้เกิดความภาคภมู ิใจในท้องถน่ิ ของตน ช่วยใหค้ นแลเห็นสภาพของตนวา่
คล้ายคลึงกับคนอื่น ๆ ความคิดเชน่ น้กี อ่ ใหเ้ กิดความเปน็ กลุ่มไม่เกิดการแบ่งแยก
๗.นิทานพื้นบ้านเปน็ เครื่องบันเทงิ ใจยามว่างของมนษุ ย์
ลกั ษณะของนิทำนพนื้ บำ้ น
นทิ านพ้นื บ้านมีลักษณะเฉพาะทีเ่ หน็ เดน่ ชัด คือ เปน็ เรอื่ งเลา่ ทมี่ ีการดาเนินเรือ่ ง อย่างง่ายๆโครง
เรื่องไม่ซับซ้อน วธิ ีการทีเ่ ล่าก็เปน็ ไปอย่างงา่ ยๆตรงไปตรงมา มกั จะเริ่มเร่อื งโดยการกล่าวถงึ ตัวละครสาคัญของ
เร่อื ง ซ่ึงอาจจะเปน็ รุน่ พ่อ-แม่ของพระเอกหรือนางเอก แลว้ ดาเนินเรือ่ งไปตามเวลาปฏิทิน ตวั ละครเอกพบ
อปุ สรรคปญั หา แลว้ ก็ฟนั ฝา่ อุปสรรคหรอื แก้ปัญหาลลุ ่วงไปจนจบเรือ่ ง ซง่ึ มักจะจบแบบมีความสขุ หรือสุขนาฏ
กรร ม ถา้ เป็นนทิ านคติ ก็มักจะจบลงวา่ “นิทานเร่ืองนีส้ อนใหร้ ู้วา่ …..” ถ้าเป็นนทิ านชาดกก็จะบอกวา่ ตวั ละคร
สาคัญของเรื่องในชาตติ ่อไป ไปเกดิ เปน็ ใครบา้ ง ถ้าเปน็ นิทานปรศิ นาก็จะจบลงดว้ ยประโยค คาถาม ลกั ษณะ
ของนิทานพ้ืนบ้าน กหุ ลาบ มัลลิกะมาส (2518, หนา้ 99-100) ไดส้ รปุ ไวด้ ังนีเ้ ป็นเรื่องเลา่ ดว้ ยถอ้ ยคา
ธรรมดา เปน็ ภาษาร้อยแกว้ ไม่ใชร่ อ้ ยกรองเลา่ กันดว้ ยปากสืบทอดกนั มาเป็นเวลาชา้ นาน และเม่ือการเขยี น
เจรญิ ขึ้น กอ็ าจมกี ารเขยี นขึน้ ตามเค้าเดิมท่ีเคยเล่าดว้ ยปากไม่ปรากฏวา่ ผเู้ ล่าดงั้ เดิมเป็นใคร อ้างแตว่ า่ เปน็ ของ
3
เกา่ ฟังมาจากผู้เล่า ซ่ึงเปน็ บุคคลสาคัญยงิ่ ในอดตี อกี ต่อหนึง่ ผดิ กบั นยิ ายสมัยใหม่ท่ีทราบตัวผแู้ ตง่ แม้นทิ าน
ทปี่ รากฏชอื่ ผูแ้ ตง่ เช่น นิทานของกรมิ ม์ ก็อา้ งว่าเลา่ ตามเค้านทิ านทมี่ ีมาแต่เดิมไม่ใช่ตนแตง่ ข้ึนเอง
วรรณกรรมพน้ื บ้ำน
หมายถงึ ผลงานท่เี กดิ ขน้ึ จากการใช้ภาษาโดยการพูดและการเขยี นของกลมุ่ ชนในแต่ละท้องถ่นิ
เช่น วรรณกรรมพนื้ บ้านภาคเหนอื วรรณกรรมพ้ืนบา้ นภาคอีสาน วรรณกรรมพ้นื บ้านภาคใต้ เป็นตน้ ซง่ื ในแต่
ละท้องถน่ิ ก็จะใช้ภาษาพน้ื บ้านในการถา่ ยทอดเป็นเอกลกั ษณ์วรรณกรรมท่สี ่ือเร่อื งราวดา้ นตา่ ง ๆ ของท้องถนิ่
ใดท้องถน่ิ หนึ่งโดยเฉพาะ เช่น จารีตประเพณี ชีวติ ความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจและสงั คม ทศั นคติ คา่ นิยม
ตลอดจนความเชื่อตา่ ง ๆ ของบรรพบรุ ษุ อันเปน็ พ้ืนฐานของความคดิ และพฤติกรรมของคนในปัจจุบนั ลักษณะ
ของวรรณกรรมพน้ื บ้านเปน็ มรดกทางวัฒนธรรมทส่ี ืบทอดกันมาจากมุขปาฐะ คอื เป็นการเล่าสบื ตอ่ กนั มาจาก
ปากต่อปากและแพรห่ ลายกันอยใู่ นกลุ่มชนท้องถ่ินเป็นแหล่งขอ้ มูลทบี่ ันทึกข้อมลู ด้านขนบธรรมเนยี มประเพณี
ของกลุม่ ชนท้องถน่ิ อันเป็นแบบฉบบั ใหค้ นยุคต่อมาเช่ือถือและปฏบิ ัติตามมักไมป่ รากฏชอ่ื ผแู้ ต่ง เพราะเปน็
เรื่องที่บอกเล่าสืบต่อกนั มาจากปากต่อปากใชภ้ าษาท้องถ่ิน ลกั ษณะถ้อยคาเปน็ คาง่ายๆ ส่ือความหมาย
ตรงไปตรงมาสนองความต้องการของกลมุ่ ชนในท้องถนิ่ เชน่ เพอื่ ความบันเทิงเพ่ืออธิบายส่ิงท่ีคนในสมัยนั้นยัง
ไมเ่ ขา้ ใจเพื่อสอนจรยิ ธรรมขนบธรรมเนียมประเพณแี ละพฤติกรรมด้านต่าง ๆ
วรรณกรรมนิทำน
ภาคอีสานมีวรรณกรรมนิทานเป็นจานวนมาก นิยมนามาอ่านให้ฟังในงานเฮือนดี (งานศพ) หรอื
นามาเทศน์ในระหวา่ งเขา้ พรรษาทเี่ รยี กวา่ “เทศน์ไตรมาส” นอกจากน้ี หมอลายังนิยมนาวรรณกรรมนิทานมา
ขับลาในการแสดงท่เี รียกว่าลาเร่ือง หรอื ลาพน้ื ตัวอย่างวรรณกรรมนทิ านทีส่ าคญั และได้รับความนยิ ม เชน่ สิน
ไซ ไก่แก้ว นางผมหอม จาปาสี่ตน้ กาพรา้ ผนี ้อย ทา้ วสีทน พระลกั พระลาม ไก่แก้ว นางแตงอ่อน กาละเกด
ผาแดง–นางไอ่ ทา้ วขลู ู–นางอ้ัว เปน็ ตน้
ประเพณีภำคอสี ำน และวฒั นธรรมประเพณภี ำคอีสำน
ภาคอีสาน หรือ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ตัง้ อยูบ่ นท่รี าบสูงโคราช มีแมน่ า้ โขงกนั้ เขตทางตอน
เหนอื และตะวันออกของภาค โดยทางดา้ นใต้จรดชายแดนกมั พชู า ทางตะวนั ตกมีเทือกเขาเพชรบรู ณ์ และ
เทอื กเขาดงพญาเยน็ เปน็ แนวกน้ั แยกจากภาคเหนือ และภาคกลาง ซง่ึ เทือกเขาทสี่ งู ที่สุดในภาคอสี านคือ ยอด
ภูกระดึง ซงึ่ เปน็ ต้นกาเนดิ ของแมน่ า้ สายสาคญั ของชาวอีสาน เช่น ลาตะคอง แม่น้าชี และแม่นา้ มูลอสี าน มี
เนือ้ ทปี่ ระมาณ 170,000 ตารางกโิ ลเมตร ซึ่งเทยี บได้กับหน่ีงในสามของพ้นื ทีท่ ง้ั หมดของประเทศไทย ซงึ่
ประกอบดว้ ยจงั หวัดตา่ ง ๆ กวา่ 20 จงั หวดั
ท้งั นีใ้ นเรอื่ งของภาษาที่ใชใ้ นภาคอสี านนน้ั อาจแตกตา่ งกันไปในแต่ละพน้ื ที่ อาทิ ภาษาหลักที่ใช้
คือ ภาษาอีสาน ซง่ึ ถือว่า เปน็ ภาษาลาวสาเนียงหนง่ึ แตใ่ นตวั เมอื งใหญ่ ๆ มกั นิยมใชภ้ าษากลาง ขณะทบี่ รเิ วณ
อสี านใตน้ ิยมใชภ้ าษาเขมร และยงั มีภาษาถิน่ อนื่ ๆ เช่น ภาษาผไู ท ภาษาโส้ ภาษาไทยโคราช เป็นต้น
4
นทิ ำนพน้ื บำ้ น
นทิ านพน้ื บา้ นของภาคอสี าน ต่างมรี ูปแบบทงั้ นิทานขนาดส้ัน และนทิ านขนาดยาว โดยบางเร่อื ง
อาจหยิบยกเรื่องใกล้ตัวมาเลา่ ขณะที่บ้างเรื่องเป็นนทิ านที่สอดแทรกจนิ ตนาการ โดยเฉพาะเรอื่ งอภนิ หิ ารตา่ ง
ๆ ซง่ึ นอกจากจะให้ประโยชน์ด้านความบันเทิงแลว้ นิทานพ้ืนบา้ นของภาคอสี านมักสอดแทรกคติธรรม คาสอน
เพือ่ ให้ผูฟ้ งั ไดต้ ระหนักถึงการใชช้ ีวติ ใหม้ ากขึ้น
ทง้ั น้ี นิทานพน้ื บ้านของภาคอีสานทเ่ี ปน็ ทรี่ ้จู กั กนั อยา่ งแพร่หลาย อาทิ แกว้ หน้าม้า อทุ ยั เทวี นาง
สบิ สอง ปลาบู่ทอง กล่องขา้ วนอ้ ยฆา่ แม่ นางผมหอม ผาแดงนางไอ่ ทงุ่ กลุ าร้องไห้ ขูลูนางอ้ัว ฯลฯ
เนอ่ื งภาคอีสาน เปน็ ภาคทม่ี ีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นเรอื่ งของอาหารการ
กนิ ดนตรีพืน้ บา้ น นิทานพ้นื บ้าน และศลิ ปะการฟอ้ นรานิทานพน้ื บา้ นอสี านไม่นยิ มบอกช่ือผ้แู ต่ง ผู้คัดลอก
หรอื ผู้เขยี น แตม่ ีความเชอ่ื กนั วา่ การสรา้ งหนังสือถวายวดั ถือได้ว่า เป็นการถวายท่ีได้อานิสงสแ์ รง เพราะเป็น
การสืบต่ออายขุ องพุทธศาสนา ซงึ่ สมัยก่อนนิยมใชว้ ัดเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอด ตลอดจนการอนรุ ักษ์
นิทานเหล่าน้ไี ปพร้อมๆ กันด้วย ต่อมาก็ได้มี "การปริวรรต" คอื การถอดความออกมาเปน็ เนื้อหาร้อยแกว้
บนั ทึกดว้ ยการพมิ พ์ลงในกระดาษเปน็ รูปเลม่ อยา่ งปัจจบุ ัน จนถงึ การนาไปสร้างเป็นสือ่ รูปแบบต่างๆ ทั้งบันทกึ
ลาเร่ืองต่อกลอน ภาพยนตร์ ละคร การ์ตูน เปน็ ตน้
5
ตวั อยำ่ งนทิ ำนพน้ื บ้ำนภำคอีสำน
นทิ ำนพื้นบำ้ นภำคอีสำน : ตำนำนผำแดงนำงไอ่
นางไอ่เปน็ ธิดาพระยาขอมผูค้ รองเมืองชะธตี า นางไอ่เป็นสตรีที่มีสิริโฉมงดงามเปน็ ทเี่ ลื่องลือไป
ในนครตา่ ง ๆ ทง้ั โลกมนษุ ย์และบาดาล มีชายหนมุ่ หมายปองจะได้อภิเษกกับนางมากมาย
ในจานวนผทู้ ี่มาหลงรักนางไอ่ มที า้ วผาแดงและท้าวพงั คี โอรสสุทโธนาค เจ้าผู้ครองนครบาดาล
ทา้ วทัง้ สองต่างเคยมีความผูกพันกบั นางไอม่ าแตอ่ ดีตชาติ จึงต่างชว่ งชิงจะไดเ้ คยี งคู่กับนาง แตก่ ็พลาดหวัง จึง
มไิ ด้อภเิ ษกทั้งคเู่ พราะแข่งขนั บ้งั ไฟแพ้
ท้าวพังคนี าคไม่ยอมลดละ แปลงกายเป็นกระรอกเผือกคอยตดิ ตามนางไอ่ สุดท้ายถกู ฆ่าตาย
พญานาคผู้เปน็ พ่อจงึ ข้นึ มาถล่มเมืองลม่ ไป กลายเป็นหนองนา้ ใหญ่ คือ หนองหาน
อย่างไรก็ตาม ในตารา อ้างองิ ถึงเร่ืองผาแดงนางไอ่จบลงด้วยการเกดิ เป็นหนองนา้ ขนาดใหญ่
จากการต่อสขู้ องพญานาคกบั ท้าวผาแดง ต่างก็มีข้อมูลอ้างอิงถงึ หนองน้าทช่ี ื่อหนองหาน แตก่ ลา่ วต่างกนั ไปใน
ตาราแต่ละเล่มถึงหนองนา้ ทั้ง 3 แหง่ หนองหาน ที่อาเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี และหนองหาน อาเภอ
กมุ ภวาปี ซึ่งก็ไมไ่ กลจากท่ีแรกมากนัก และอกี ท่หี นงึ่ ก็คือหนองหาร จงั หวัดสกลนคร
ขอ้ คิดท่ีไดจ้ ำกนิทำนเรอื่ งน้ี
ไดค้ ติสอนใจ ที่ใดมรี กั ทีน่ ัน่ มีทกุ ข์ และการอธิษฐานเปน็ สิง่ ศกั ดิ์สทิ ธ์ิ อยา่ อธษิ ฐานไปท่วั
นิทำนพืน้ บำ้ นภำคอีสำน : กอ่ งขำ้ วน้อยฆ่ำแม่
ครง้ั หนง่ึ เมื่อหลายรอ้ ยปีมาแล้วทบี่ ้านตาดทอง ในฤดฝู นมีการเตรียมปักดากลา้ ข้าวทุกครอบครัว
จะออกไปไถนาเตรียมการเพราะปลูก ครอบครวั ของชายหนุม่ คนหนึง่ กาพร้าพ่อ ไม่ปรากฏชอ่ื หลักฐาน ก็
ออกไปปฏิบัติภารกิจเชน่ เดยี วกัน วันหน่ึงเขาไถนาอยนู่ านจนสาย ตะวันขึน้ สงู แลว้ รสู้ ึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย
มากกว่าปกติ และหิวข้าวมากกวา่ ทุกวนั ปกตแิ ลว้ แม่ผชู้ ราจะมาสง่ ก่องขา้ วให้ทุกวนั แต่วนั น้กี ลับมาช้า
ผดิ ปกติ
เขาจงึ หยุดไถนาเข้าพักผอ่ นอยูใ่ ต้ตน้ ไม้ ปล่อยเจ้าทยุ ไปกนิ หญา้ สายตาเหมอ่ มองไปทางบ้าน รอ
คอยแมท่ จ่ี ะมาส่งข้าวตามเวลาทคี่ วรจะมา ดว้ ยความรู้สกึ กระวนกระวายใจ ยิง่ สายตะวันข้ึนสงู แดดยิ่งร้อน
ความหิวกระหายยิง่ ทวคี ูณข้ึน
ทนั ใดนน้ั เขามองเห็นแมเ่ ดินเลียบมาตามคันนาพร้อมก่องข้าวน้อย ๆ ห้อยตอ่ งแตง่ อยบู่ นเสาแห
รกคาน เขารูส้ ึกไม่พอใจทแ่ี ม่เอาก่องข้าวนอ้ ยนน้ั มาชา้ มาก ดว้ ยความหิวกระหายจนตาลาย อารมณ์พลุ่ง
พลา่ น เขาคดิ ว่าขา้ วในก่องข้าวน้อยนน้ั คงกินไม่อิม่ เป็นแน่ จงึ เอ่ยตอ่ วา่ แมข่ องตนวา่
"อแี ก่ มึงไปทาอะไรอยู่จึงมาส่งขา้ วให้กูกินชา้ นกั
ก่องขา้ วกเ็ อามาแต่ก่องน้อย ๆ กูจะกินอิม่ หรือ?"
ผู้เปน็ แมเ่ อย่ ปากตอบลูกว่า "ถึงก่องขา้ วจะนอ้ ย กน็ ้อยต้อนเต้นแนน่ ในดอกลูกเอ๋ย ลองกินเบง่ิ
กอ่ น"
ความหิว ความเหนด็ เหนอ่ื ย ความโมโห หูออ้ื ตาลาย ไม่ยอมฟังเสยี งใด ๆ เกดิ บนั ดาลโทสะอยา่ ง
แรงกลา้ คว้าได้ไม้แอกนอ้ ยเข้าตแี ม่ที่แก่ชราจนลม้ ลงแลว้ ก็เดนิ ไปกินขา้ ว กินข้าวจนอิ่มแลว้ แตข่ ้าวยงั ไมห่ มด
กล่อง จึงร้สู ึกผิดชอบช่วั ดี รบี วิง่ ไปดอู าการของแม่และเขา้ สวมกอดแม่ อนิจจา แมส่ ้นิ ใจไปเสียแลว้ ..
6
ชายหนมุ่ ร้อยไหโ้ ฮ สานึกผดิ ที่ฆ่าแม่ของตนเองด้วยอารมณ์เพียงชวั่ วบู ไม่รู้จะทาประการใด
ดี จึงเข้ากราบ นมสั การสมภารวดั เลา่ เรื่องใหท้ ่านฟังโดยละเอยี ด
สมภารสอนวา่ "การฆา่ บดิ ามารดาผ้บู งั เกิดเกลา้ ของตนเองน้ันเป็นบาปหนัก เปน็ มาตุฆาต ต้อง
ตกนรกอเวจตี ายแล้วไม่ไดผ้ ดุ ไมไ่ ดเ้ กดิ เปน็ คนอีก มีทางเดยี วจะให้บาปเบาลงได้ก็ด้วยการสรา้ งธาตุกอ่ กวม
กระดูกแม่ไว้ ใหส้ งู เท่านกเขาเหนิ จะไดเ้ ปน็ การไถบ่ าปหนกั ให้เปน็ เบาลงได้บ้าง"
เมอื่ ชายหน่มุ ปลงศพแม่แล้ว ขอร้องชักชวนญาตมิ ิตรชาวบ้านช่วยกันปนั้ อิฐกอ่ เป็นธาตเุ จดยี บ์ รรจุ
อัฐแิ มไ่ ว้ จงึ ใหช้ ่ือว่า "ธาตกุ อ่ งข้าวนอ้ ยฆา่ แม"่ จนตราบทุกวนั นี้
ข้อคดิ ท่ไี ดจ้ ำกนิทำนเร่ืองนี้
เราเป็นลกู ควรจะมีความกตญั ญกู ตเวทตี ่อพ่อแม่ ไม่ควรทาอะไรว่วู าม เอาแต่ใจตนเอง ไม่เช่นนน้ั
จะได้รบั ความเดือดรอ้ นเหมอื นกับในนิทานเร่ืองน้ี
นทิ ำนพนื้ บำ้ นภำคอีสำน : กดุ นำงใย
กุดนางใย เปน็ ชือ่ แหล่งน้าทีส่ าคญั ของเมืองมหาสารคาม มาตั้งแต่สมยั พระเจริญราชเดช (กวด)
เจ้าเมืององค์แรก ซ่งึ มาตั้งเมืองเมอื่ ปี พ.ศ. 2408 ใชเ้ ปน็ แหลง่ นา้ สาหรับอปุ โภคและบริโภคควบคูก่ ับแหลง่ น้า
ในหนองท่ม (กระทุ่ม) ที่เรียกว่ากุดเพราะเป็นทีส่ น้ิ สดุ ของสายน้าหรือเรยี กวา่ แมน่ า้ ด้วน ปัจจุบนั ตน้ื เขินมาก
คงเหลือเน้ือที่ประมาณ 2 ไร่ ใกลก้ บั กดุ นางใยเปน็ ที่ตั้งของวิทยาลยั อาชีวศึกษา มหาสารคาม และริมกุดนางใย
มรี อ่ งรอยของวตั ถุโบราณ สันนิษฐานวา่ พระเจรญิ ราชเดชสรา้ งไว้เมื่อคร้ังต้ังเมือง ได้แก่เสาหงส์ ซ่งึ ถือว่าเปน็ ผู้
พิทกั ษ์เมือง
จากนิทานพ้ืนบา้ นกล่าวว่า คร้ังโบราณท่ีบรเิ วณแหลง่ นา้ นี้มคี รอบครวั หน่ึงตั้งบา้ นเรือนอาศยั อยู่
มีแม่และลกู ชาย ภายหลังไดล้ ูกสะใภม้ าอย่รู ่วมกัน มาวันหนึง่ ลูกชายไปคา้ ขายทางไกล แม่และลกู สะใภอ้ ยู่
บา้ นเพยี ง 2 คน คนื หน่งึ แมผ่ ัวสงั เกตเหน็ วา่ ทหี่ อ้ งนอนของ ลูกสะใภจ้ ดุ ตะเกียงตลอดคืน ซ่งึ เป็นการผิดธรรม
เนยี มโบราณ กลา่ วคอื เมอ่ื เข้านอนต้อง ดบั ตะเกียง คนื หนึ่งแมผ่ วั สงสยั จงึ ไปแอบดวู า่ ลูกสะใภท้ าอะไรอยู่ใน
หอ้ ง และเหน็ ว่า ลูกสะใภ้กาลังสาวใยไหม ออกจากปากตัวเองมาม้วนเข้าฝกั จึงเกดิ ความหวาดกลัวนึกวา่
สะใภ้เปน็ ภูตผีปีศาจ จงึ นาความไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง
คนื ตอ่ มาแม่ผัวและเพื่อนบา้ นจึงมาแอบดเู พ่ือจับผดิ ลูกสะใภ้ ในท่ีสุดได้จโู่ จมเข้าไปในห้องขณะที่
ลูกสะใภก้ าลงั สาวไหมออกจากปาก จงึ ซักถามว่าเปน็ ใครมา จากไหน เปน็ ภูติ ผี ปศี าจ หรอื เปล่า ทาให้
ลูกสะใภอ้ บั อาย จึงหนีออกจากบ้านและโดดลงในลาน้านนั้ หายไป เม่ือลูกชายกลบั มาและรูค้ วามจรงิ ว่าภรรยา
โดดนา้ ตาย ณ ท่แี หง่ นน้ั จึงได้แต่ เศรา้ โศกเสียใจ
เมื่อถึงคืน เดือนหงายจะไปนง่ั ริมลาน้าแห่งน้ี และจ้องมองลงไปในสายน้า นาน ๆ เข้ากม็ องเหน็
ภรรยาในสายน้าน้ัน และสาวใยไหมออกจากปาก ตอ่ มาท่แี หง่ น้ีจงึ ไดช้ ือ่ วา่ กุดนางใย (ใยหมายถงึ ใยไหม)
ขอ้ คดิ ที่ได้จำกนิทำนเรื่องน้ี
อยา่ ด่วนตัดสนิ คนที่การเห็นเพียงอย่างเดียว มีแง่มมุ ของความรกั ที่มน่ั คงของสามีนางใย
7
นทิ ำนพ้ืนบ้ำนภำคอสี ำน : พญำคันคำก
“คนั คาก” ในภาษาอีสานท่ีแปลว่า “คางคก” เรอื่ ง “พญาคันคาก” อันเป็นต้นกาเนดิ ของ
ประเพณีบญุ บง้ั ไฟ ซึ่งเป็นบญุ เดือนหกในฮีตสบิ สองคองสิบสขี่ องชาวอสี าน ณ เมืองชมพู
พระนางสดี า มเหสีของพญาเอกราชผู้ครองเมือง ได้ใหก้ าเนิดโอรสลักษณะแปลกประหลาด คือ
ผิวกายเหลืองอร่ามดั่งทองคา แต่เป็นต่มุ ตอเหมือนผิวคางคก คนทง้ั หลายจงึ ขนานนามพระกุมารว่า ทา้ วคนั
คาก ซงึ่ คนั คาก แปลว่าคางคก เมื่อเติบใหญ่ข้ึน พระกมุ ารประสงค์จะได้พระชายาที่มสี ริ ิโฉมงดงาม แต่พญา
เอกราชไดห้ า้ มปรามไว้ ด้วยทรงอบั อายในรปู กายของท้าวคันคาก แต่ท้าวคนั คากก็ไมย่ ่อท้อ ได้ต้งั จติ อธิษฐาน
ขอพรจากพระอนิ ทร์ ดว้ ยบุญบารมีแต่ชาตปิ างก่อนของท้าวคันคาก พระอนิ ทร์จึงเนรมิตปราสาทพร้อมทั้ง
ประทานนางอดุ รกรุ ุทวปี ผเู้ ปน็ เนอ้ื คใู่ หเ้ ปน็ ชายาสว่ นทา้ วคันคากเองก็ถอดรูปกายคนั คากออกให้กลายเปน็ ชาย
หนุ่มรูปงาม
พญาเอกราชยินดีกับพระโอรส จงึ สละราชบัลลังกใ์ ห้ครองเมอื งต่อ ทรงพระนามว่า พญาคนั คาก
พญาคันคากตั้งอยู่ในทศพธิ ราชธรรม มีเดชานภุ าพเป็นทเี่ ลือ่ งลือ จนเมืองน้อยใหญต่ า่ งมาสวามิภักด์ิ แต่กท็ าให้
มีผเู้ ดือดร้อน คือพญาแถน ผู้อยบู่ นฟากฟ้า เพราะมนุษย์หนั ไปส่งส่วยให้พญาคนั คากจนลืมบชู าพญาแถน จงึ
แกล้งงดสัง่ พญานาคให้ไปใหน้ ้าในฤดูทานา ทาใหเ้ กิดความแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง ชาวเมอื งจงึ ไปรอ้ งขอ
พญาคนั คากใหช้ ว่ ย
พญาคนั คากจึงเกณฑก์ องทัพสตั ว์มีพิษทงั้ หลาย ไดแ้ ก่ มด ผงึ้ แตน ตะขาบ กบ เขียด เป็นอาทิ
ทาทางและยกทพั ข้นึ ไปสู้กบั พญาแถน โดยสง่ มดปลวกไปกัดกินศัตราวธุ ของพญาแถนทตี่ ระเตรียมไว้กอ่ น ทา
ให้เมื่อถึงเวลารบ พญาแถนไม่มอี าวธุ แมจ้ ะร่ายมนต์ ก็ถกู เสียงกบ เขยี ด ไก่ กา กลบหมด เสกงูมากัดกินกบ
เขียด กโ็ ดนรุง้ (แปลว่าเหย่ียว) ของพญาคันคากจบั กิน ท้ังสตั วม์ พี ษิ กย็ งั ไปกดั ต่อยพญาแถนจนต้องยอมแพ้ใน
ที่สดุ
พญาคันคากจงึ เริม่ เจรจาต่อพญาแถน ขอให้เมตตาชาวเมือง ประทานฝนตามฤดูกาลทกุ ปี พญา
แถนแสรง้ ว่าลืม พญาคนั คากจงึ ทลู เสนอว่าจะให้ชาวบ้านจุดบัง้ ไฟข้ึนมาเตอื น พญาแถนกเ็ หน็ ชอบด้วย
ตัง้ แต่นัน้ เปน็ ต้นมา ทกุ ๆ เดือนหกซึง่ เปน็ ชว่ งเริม่ ฤดูทานา ชาวอีสานจงึ มปี ระเพณบี ญุ บั้งไฟเพื่อ
บูชาพญาแถน เพื่อจะไดอ้ านวยความสะดวกตลอดฤดูเพาะปลูก และเมื่อพญาแถนประทานฝนลงมาถึงพนื้ โลก
แลว้ บรรดากบเขียดคางคกทเี่ ป็นบรวิ ารของพญาคนั คาก ก็จะร้องประสานเพ่ือแสดงความขอบคุณต่อพญา
แถน
ขอ้ คดิ ทไ่ี ด้จำกนิทำนเร่ืองน้ี
ใหป้ ระพฤตติ นมีความพากเพียร สารวมกาย วาจา และใจ รจู้ กั เจยี มตัว ไม่พดู จาโอ้อวด หมนั่
เพียรในการทาบญุ คนทาความดีนนั้ ไมต่ ้องโอ้อวด คนดีไม่ว่าจะตกอยู่ท่ใี ด ค่าของความดีกย็ งั เหมือนเดิม
นทิ ำนพ้ืนบ้ำนภำคอีสำน : นำงผมหอม
นางผมหอม เปน็ นิทานพ้นื บ้านอสี านทเี่ ล่าสบื ต่อกันมาช้านานวา่ มหี ญิงสาวคนหน่งึ อาศัยอยู่ใน
หมู่บ้านแหง่ หน่ึงใกล้บริเวณเขาภหู อ (ภูหอเปน็ ภเู ขาในตาบลภูหอ อาเภอภูหลวง จังหวัดเลย) วนั หนึง่ ได้ไป
เท่ียวป่ากับเพื่อนเกิดพลัดหลง แลว้ ไดไ้ ปด่มื นา้ ทีร่ อยเท้าช้าง เม่ือกลับมาถึงบ้าน นางได้ต้ังท้องคลอดลูกเป็น
ผหู้ ญิง ผมมีกลิน่ หอมนางจึงต้ังชือ่ ลกู ว่า “นางผมหอม” ตอ่ มานางได้ไปเท่ยี วปา่ อีกคร้งั และเกิดพลัดหลง ครั้งน้ี
นางได้ไปดื่มน้าทีร่ อยเท้าววั ปา่ เกิดตั้งท้องอกี คลอดออกมาเปน็ หญงิ ต้งั ชอื่ ว่า “นางลนุ ” ตอนเด็กๆทง้ั สองถูก
เพ่ือนล้อเสมอว่าเปน็ ลูกไมม่ ีพ่อ แม่จึงเล่าเรื่องราวทุกอยา่ งให้ฟัง พอโตขน้ึ นางผมหอมอธิฐานขอใหฝ้ ันถงึ
8
พญาช้าง วันรุง่ ข้ึนไดข้ อแม่ไปเที่ยวป่ากบั นอ้ ง ท้งั สองไปเจอพญาช้าง พญาช้างจึงพิสจู น์ความจรงิ ว่าใชล่ กู
ตัวเองหรอื ไม่ จงึ อธฐิ านว่าใครเปน็ ลกู ให้ปีนข้ึนมาบนหลังตนได้ ถ้าไมใ่ ช่ก็ปนี ไม่ได้ นางผมหอมปนี ข้นึ ได้
แตน่ างลุนปนี ไม่ได้จึงถูกพญาชา้ งเหยียบตาย
ตอ่ มานางผมหอมได้ไปอยู่ทป่ี ราสาทกบั พญาชา้ ง วนั หนึง่ นางไดล้ งเล่นนา้ ท่ลี าธาร เม่ืออาบนา้
เสร็จจึง เอาเสน้ ผมใสใ่ นผอบทองลอยนา้ ไป ท้าววรจติ รลูกชายเจ้าเมอื งฮ่มขาว ไดไ้ ปอาบน้าเจอผอบเปิดออก
เหน็ เสน้
ผมมกี ล่ินหอม ก็หลงรกั เจ้าของเสน้ ผมข้นึ มาทันที จงึ นาผอบตามหาเจ้าของเส้นผม ในท่ีสดุ ได้เจอกบั นางผม
หอม ทัง้ สองจงึ ตกลงไปอยดู่ ว้ ยกันที่ปราสาทจนกระทั่งมีลกู ชายดว้ ยกนั โดยไม่บอกใหพ้ ญาช้างรู้ ทาใหพ้ ญา
ช้างทราบทหี ลงั และตรอมใจตาย นางผมหอมได้เอากระดูกของพญาช้างมาทาเปน็ เรือทองคากลับเมือง
ระหว่างทางไดก้ บั เจอนางโพง นางโพงไดด้ ึงนางผมหอมตกน้า แลว้ แปลงเป็นนางผมหอมเขา้ เมือง แต่นางผม
หอมไมต่ ายไดม้ าอาศยั อยู่กับยาย และใหย้ ายพาลกู ชายของตนมาพบได้เลา่ ความจรงิ ให้ลูกฟงั ทั้งหมดว่านางผม
หอมที่อยู่กับพ่อนน้ั ไม่ใช่ตวั จริง ฝ่ายลูกชายจึงเลา่ เรือ่ งราวใหผ้ ู้เปน็ พอ่ ทราบและทา้ ววรจิตรจึงฆา่ นางโพงตาย
แล้วรับเอานางผมหอมเข้ามาอยดู่ ้วยกนั ท่เี มอื งอย่างมีความสุขตลอดมา
ข้อคดิ ทไี่ ด้จำกนิทำนเร่ืองนี้
นางผมหอมเป็นนทิ านทใ่ี ห้ข้อคิดเกยี่ วกบั สญั ชาตญาณของความผูกพันทางสายเลอื ด ซ่ึงจะเห็นได้
ว่า นางผมหอมมาพบพญาช้างได้ทงั้ ๆ ท่ีไมเ่ คยเหน็ หน้าและรู้จกั กนั มาก่อน เป็นการแสดงใหเ้ ห็นถึงความรกั
ของพ่อแมท่ ่ียิ่งใหญ่ดัง่ พญาชา้ งทม่ี คี วามรักต่อลกู คือนางผมหอม แม้กระท่งั ตัวตายกย็ ังรกั และหว่ งลูกอยู่เสมอ
9
บรรณำนุกรม
กฤษดา พึงปติ ิพรชยั . (ม.ป.ป.). กอ่ งข้ำวน้อยฆ่ำแม่. (ออนไลน)์ . แหลง่ ทมี่ า :
https://obmko.com/fable-160.html. วันที่คน้ ข้อมูล 9 มกราคม 2565).
กฤษดา พึงปติ ิพรชัย. (ม.ป.ป.). นำงผมหอม. (ออนไลน)์ . แหลง่ ทีม่ า :
https://obmko.com/fable-160.html. วนั ที่คน้ ข้อมลู 9 มกราคม 2565).
กฤษดา พึงปติ ิพรชัย. (ม.ป.ป.). พญำคันคำก. (ออนไลน)์ . แหลง่ ทม่ี า :
https://obmko.com/fable-160.html. วันท่ีคน้ ข้อมลู 9 มกราคม 2565).
คาพนู บุญทวี. (2545). นิทำนโบรำณภำคอสี ำน. กรงุ เทพฯ : โปย๊ เซยี น.
จารวุ รรณ ธรรมวัตร. (2532). ลกั ษณะวรรณกรรมอีสำน. ม.ป.ท.
วิเชยี ร เกษประทุม. (2549). นทิ ำนพ้นื บ้ำน. กรงุ เทพฯ : พัฒนาศึกษา.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2540). นิทำนพ้นื บำ้ น. กรงุ เทพฯ :
โรงพมิ พ์คุรุสภาลาดพรา้ ว.