หหนนังังสสือือออิเลิเล็ก็กททรรออนนิกิกสส์ ์
ค่มู อื
การมอบอานาจ
การปฏบิ ตั ริ าชการแทน
สว่ นบรรจุและแต่งตั้ง
กองการเจ้าหนา้ ที่ กรมการปกครอง
มิถุนายน 2563
2 คู่มอื การมอบอานาจการปฏิบตั ริ าชการ
การมอบอานาจ (การปฏิบตั ิราชการแทน)
1. ท่มี า/สาระสาคัญ
ตามมาตรา 38 วรรคหน่ึง แหง่ พระราชบัญญตั ิระเบยี บบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับท่ี 7)
พ.ศ. 2550 กาหนดให้
“อานาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติ
ราชการ หรือการดาเนินการอื่น ท่ีผู้ดารงตาแหน่งใดจะพึงปฏิบัติหรือ
ดาเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคาสั่งใด หรือมติของ
คณะรัฐมนตรีในเร่ืองน้ัน มิได้กาหนดเร่ืองการมอบอานาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือ
มไิ ด้ห้ามเร่อื งการมอบอานาจไว้
ผู้ดารงตาแหน่งน้ันอาจมอบอานาจให้ผู้ดารงตาแหน่งอ่ืน
ในสว่ นราชการเดียวกัน หรือสว่ นราชการอ่ืน หรือผู้ว่าราชการ
จังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนได้ ทั้งน้ี ตามหลักเกณฑ์
ทกี่ าหนดในพระราชกฤษฎีกา”
ซึ่งโดยลักษณะของการมอบอานาจนั้นผู้มอบอานาจยังคงเป็นผู้ดารง
ตาแหน่งน้ันอยู่ แต่ได้มอบอานาจของตนให้ผู้ดารงตาแหน่งอื่นตามท่ีกฎหมาย
กาหนดเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนและผู้รับมอบอานาจมีหน้าท่ีต้องรับมอบ
อานาจนั้น
โดยผู้มอบอานาจยังมีหน้าที่กากับ ติดตามผลการปฏิบัติ
ราชการของผู้รับมอบอานาจ และมีอานาจแนะนาและแก้ไข
การปฏิบัตริ าชการของผู้รับมอบอานาจได้”
ค่มู ือ การมอบอานาจการปฏบิ ตั ริ าชการ 3
2. วัตถุประสงคข์ องการมอบอานาจ
1) เพ่ือการอานวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน
2) เพอ่ื ให้เกดิ ความคมุ้ ค่า ความรวดเรว็ และประสทิ ธิภาพในการปฏิบตั ริ าชการ
3) กระจายอานาจการตดั สินใจและความรับผิดชอบทีเ่ หมาะสม
4) ไมเ่ ป็นการเพมิ่ ขัน้ ตอนหรอื ระยะเวลาในการใช้อานาจ
และไม่ตอ้ งผ่านการพจิ ารณาของผู้ดารงตาแหน่งต่างๆ มากเกินความจาเป็น
3. ขอบเขตการมอบอานาจ
3.1 ผู้มอบอานาจ
มาตรา 38 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม กาหนดว่า
ผู้ดารงตาแหนง่ ใดที่จะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ
คาสั่ง หรือมติของคณะรัฐมนตรี ในเร่ืองใด อาจมอบอานาจให้ผู้
ดารงตาแหน่งอ่นื ปฏิบัติราชการแทนได้
4 คมู่ อื การมอบอานาจการปฏบิ ตั ริ าชการ
จากบทบัญญัติดงั กลา่ วผดู้ ารงตาแหน่งที่จะมอบอานาจให้แก่ผู้ดารงตาแหน่งอ่ืนไดน้ ้ัน
ต้องเป็น
ข้าราชการผู้ดารงตาแหนง่ มีอานาจหน้าท่ี สามารถมอบอานาจ
ท่ีมกี ฎหมาย กฎ ระเบียบ ในการส่งั การอนญุ าต การปฏิบัตริ าชการทวั่ ไป
ประกาศ คาสง่ั หรอื การอนมุ ตั ิ ของตนให้บคุ คล
มตขิ องคณะรฐั มนตรี การปฏิบตั ิราชการ หรอื ผู้ดารงตาแหนง่ อ่ืน
กาหนดให้ ผดู้ ารงตาแหน่ง การดาเนนิ การอน่ื ตามที่
กฎหมาย กฎ ระเบียบ ปฏิบัติราชการ
ท่มี เี พยี งผ้เู ดียว ประกาศ คาสงั่ หรอื มติ แทนไดเ้ สมอ
ของคณะรฐั มนตรีกาหนด
กรณีของคณะกรรมการ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบ
อานาจ พ.ศ. 2550 กาหนดให้ “ผู้มอบอานาจ” หมายความว่า ผู้ดารงตาแหน่งทมี่ ีอานาจหน้าทท่ี ีจ่ ะ
พึงปฏิบัตหิ รอื ดาเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คาส่ัง หรอื มติของคณะรฐั มนตรี ในการส่งั การ
อนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือการดาเนินการอ่ืนใด ซึ่งคณะกรรมการมิได้เป็นผู้ดารง
ตาแหน่งที่ใช้อานาจตามท่ีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คาสั่ง หรือมติของคณะรัฐมนตรีกาหนด
ด้วยลักษณะดังกล่าว คณะกรรมการจึงไม่สามารถอาศัยอานาจตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม เพ่ือมอบอานาจให้แก่ผู้ดารง
ตาแหนง่ อ่ืนกระทาการแทนได้แต่อยา่ งใด
3.2 ผรู้ บั มอบอานาจ
มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบ
อานาจ พ.ศ. 2550 กาหนดให้ “ผู้รับมอบอานาจ”
หมายความว่า ผู้ดารงตาแหน่งอ่ืนท่ีได้รับมอบอานาจจาก
ผดู้ ารงตาแหน่งทม่ี ีอานาจหนา้ ทีด่ งั กล่าว
คมู่ อื การมอบอานาจการปฏิบตั ริ าชการ 5
มาตรา 38 วรรคหนงึ่ แห่งพระราชบัญญัตริ ะเบียบบริหารราชการ
แผ่นดิน พ.ศ. 2534 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม มิได้มีการกาหนดตาแหน่งผู้รับ
มอบอานาจไว้เฉพาะเจาะจง จึงทาให้ผู้ดารงตาแหน่งที่จะมอบอานาจ
สามารถใช้ดุลยพินิจมอบอานาจของตนใหแ้ กผ่ ูด้ ารงตาแหน่งใดก็ไดท้ ี่เป็น
ข้าราชการ ไม่ว่าผู้รับมอบอานาจนั้นจะดารงตาแหน่งในส่วนราชการ
เดยี วกนั กบั ผมู้ อบอานาจหรอื ต่างส่วนราชการกบั ผมู้ อบอานาจกไ็ ด้
ฉะนั้น ลูกจ้าง พนักงานราชการ หรือผู้ดารงตาแหน่งอ่ืน
ในหน่วยงานของรัฐอ่ืน เช่น องค์การมหาชน หรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมิใช่
ข้าราชการ จึงไม่ถือว่าเป็นผู้ดารงตาแหน่งที่จะรับมอบอานาจตามความใน
มาตรา 38 แหง่ พระราชบัญญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการแผน่ ดนิ พ.ศ. 2534
และทแ่ี ก้ไขเพ่มิ เตมิ ได้
หากเป็นอานาจในการอนุญาตตามกฎหมายที่บัญญัติให้ต้องออก “ใบอนุญาต” หรือ
ท่ีกฎหมายบัญญัติ “ผู้มีอานาจ” อนุญาตไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามมาตรา 38 วรรคสาม
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม อันเป็นกรณี
ท่ีกฎหมายบัญญัติให้มอบอานาจได้เป็นกรณีเฉพาะ ผู้ดารงตาแหน่งซึ่งมีอานาจตามกฎหมายดังกล่าว
มอี านาจมอบอานาจให้ขา้ ราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้ว่าราชการจังหวัดได้ หรือตามท่ี
คณะรัฐมนตรกี าหนด
ผู้มอบอานาจจะต้องพิจารณาคุณสมบัติผู้รับมอบอานาจจาก
ผู้ที่เป็นข้าราชการเท่าน้ัน และให้คานึงถึงขีดความสามารถ ความรับผิดชอบ
และความเหมาะสมตามสภาพของตาแหน่ง อานาจหน้าท่ี และความรับผิดชอบ
ของผู้รับมอบอานาจและผู้มอบอานาจด้วย ตามนัยมาตรา 6 แห่งพระราช
กฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอานาจ พ.ศ. 2550
6 คมู่ อื การมอบอานาจการปฏบิ ตั ริ าชการ
3.3 เรือ่ งทจ่ี ะมอบ
ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอานาจ พ.ศ. 2550 กาหนดว่า
“มอบอานาจ” หมายความว่า การท่ีผู้ดารงตาแหน่งท่ีมีอานาจหน้าท่ีที่จะพึงปฏิบัติหรือดาเนินการ
ตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคาส่ังใด หรือมติ
ของคณะรัฐมนตรีในเร่ืองใดเว้นแต่การอนุญาตตามมาตรา
๓๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซ่ึงแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
ไดม้ อบอานาจในการสั่ง การอนุญาต การอนมุ ัติ การปฏิบัติ
ราชการหรือการดาเนินการอ่ืนใดตามกฎหมาย กฎ
ระเบียบ ประกาศ หรือคาส่ังนั้น หรือมติของคณะรัฐมนตรี
ในเรื่องนั้น ให้แก่ผู้ดารงตาแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทน
จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้มอบอานาจ
จะต้องมีอานาจหน้าท่ีในเรื่องท่ีมอบ และเร่ืองดังกล่าว
มิได้มีกาหนดเร่ืองการมอบอานาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือ
มไิ ดห้ า้ มเรือ่ งการมอบอานาจไว้
4. หลักเกณฑก์ ารมอบอานาจ
4.1 วิธีการมอบอานาจ
การมอบอานาจต้องทาเป็นหนงั สอื
มาตรา 38 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และ
ท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม กาหนดว่า “การมอบอานาจให้ทาเป็นหนังสือ” ซึ่งหมายถึง การมอบอานาจที่จะ
เกิดผลทางกฎหมายแก่ผู้รับมอบอานาจที่จะปฏิบตั ิหน้าท่รี าชการตามท่ีได้รับมอบอานาจน้ันตอ่ ไป
ได้ จะต้องมีหนังสือแสดงการมอบอานาจให้ปฏิบัติราชการแทนในเรื่องใดจากผู้มีอานาจในเร่ือง
น้ันซ่ึงเป็นผู้มอบอานาจ เพราะการมอบอานาจให้ปฏิบัติราชการเป็นการมอบอานาจเพื่อให้สั่งการ
อนุญาต อนุมัติ หรือดาเนินการใด ๆ ท่ีมีผลผูกพันตามกฎหมาย และอาจกระทบต่อสถานภาพของ
สิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลได้ ซ่ึงกรณีจะเป็นเช่นนั้นได้ต่อเมื่อมีหลักฐานชัดแจ้งว่าเป็นผู้ได้รับมอบ
อานาจตามกฎหมายในเร่ืองน้นั โดยมีการทาหนงั สอื ท่ชี ัดแจง้
ค่มู ือ การมอบอานาจการปฏิบตั ิราชการ 7
รปู แบบของหนังสือมอบอานาจ
มาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอานาจ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไข
เพิ่มเติม กาหนดว่า หนังสือมอบอานาจจะทาในรูปแบบใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคาสั่ง หนังสือมอบ
อานาจ หรือการเกษียนหนังสือ แต่หนังสือมอบอานาจดังกล่าวจะต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน
ในเรื่องดังตอ่ ไปนี้
ชื่อหรือตาแหน่งของผ้มู อบอานาจ
ช่อื หรอื ตาแหน่งของผูร้ บั มอบอานาจ
อานาจท่มี อบ
อาจกาหนดหลกั เกณฑแ์ ละ
เงือ่ นไขการใชอ้ านาจ
4.2 ผลการมอบอานาจ
หนังสือมอบอานาจมผี ลในทันทีที่ผ้มู อบอานาจลงนาม
เมื่อผู้ดารงตาแหน่งได้ทาหนังสือมอบอานาจแล้ว การมอบอานาจ
ในเรื่องดังกลา่ วกจ็ ะมีผลในทันทีท่ีผู้มอบอานาจลงนามมอบอานาจ แมว้ ่า
ผู้รบั มอบอานาจจะยงั มิได้ลงนามรบั ทราบคาสั่งมอบอานาจกต็ าม
8 คู่มอื การมอบอานาจการปฏบิ ัตริ าชการ
หนังสอื มอบอานาจหา้ มมผี ลยอ้ นหลัง
ผู้ดารงตาแหน่งท่ีมีอานาจจะมอบอานาจให้ผู้รับมอบอานาจใช้
อานาจดังกล่าวแทนตนได้ ผู้มอบอานาจน้ันจะต้องทาหนังสือมอบอานาจ
ให้มีผลเป็นปัจจุบันหรือในอนาคต ผู้มอบอานาจจะมอบอานาจให้ผู้รับ
มอบอานาจปฏิบัติราชการแทนโดยให้มีผลย้อนหลังไปก่อนวันที่ลงนาม
มอบอานาจมิได้ เพราะขณะเวลาท่ีใช้อานาจ ผู้รับมอบอานาจยังไม่มี
อานาจ ฉะนั้น การกระทาที่ผู้รับมอบอานาจได้กระทาไปในขณะน้ันย่อมไม่
เกิดผลตามกฎหมาย
การส้ินผลของหนังสือมอบอานาจ
เม่ือผู้ดารงตาแหน่งใดได้มีการมอบอานาจให้แก่ผู้ดารงตาแหน่งอื่น
ไปแล้ว การมอบอานาจน้ันก็ยังคงมีผลอยู่ แม้ว่าผู้มอบอานาจจะพ้นจาก
ตาแหน่งแล้ว และการมอบอานาจจะส้ินสุดลงเม่ือเป็นไปตามเหตุที่มาตรา
9 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอานาจ พ.ศ. 2550 กาหนดไว้
ในกรณีมีการเพิกถอนหนังสือมอบอานาจฉบับนั้น การสิ้นผลตาม
กาหนดเวลาท่ีระบุไว้ในหนังสือมอบอานาจ และการสิ้นผลโดยเหตอุ ื่น ๆ
ทาให้คาส่ังสิ้นผลไป
4.3 การมอบอานาจช่วง
บทบัญญัติท่ีเก่ียวกับการมอบอานาจให้ผู้ดารง
ตาแหน่งอ่ืนปฏิบัติราชการแทนต่อไป หรือท่ีเรียกว่ามอบอานาจต่อ
หรือมอบอานาจช่วงนั้น ไดม้ ีบญั ญัติไวใ้ นมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม
บัญญัติให้ ผู้มอบอานาจอาจกาหนดให้ผู้รับมอบอานาจสามารถ
มอบอานาจให้ผู้ดารงตาแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนต่อไปได้
ซึ่งเป็นการยนิ ยอมใหม้ ีการมอบอานาจต่อไปได้ภายใต้หลักเกณฑแ์ ละ
เงือ่ นไขทผี่ ูม้ อบอานาจกาหนดไว้ดว้ ย
คู่มือ การมอบอานาจการปฏบิ ตั ิราชการ 9
กล่าวคอื
เม่ือผู้มอบอานาจไดม้ ีการมอบอานาจให้ผูด้ ารงตาแหนง่ ใด
ปฏิบัติราชการแทนแล้ว ผู้มอบอานาจสามารถกาหนดให้ผู้รับมอบ
อานาจน้ันมอบอานาจต่อให้แก่ผู้ดารงตาแหน่งอ่ืนปฏิบัติราชการ
แทนตอ่ ไปได้
“ต้องพิจารณาคุณสมบัติให้สอดคล้องกับผู้รับมอบอา นาจ และคานึงถึง
ขีดความสามารถ ความรับผิดชอบ และความเหมาะสมตามสภาพของตาแหน่ง อานาจหน้าท่ี และ
ความรับผิดชอบของผู้รับมอบอานาจช่วงด้วย” โดยจะระบุตาแหน่งของผู้ดารงตาแหน่งท่ีจะรับมอบ
อานาจตอ่ ให้ชดั เจนไวใ้ นหนังสือมอบอานาจด้วยกไ็ ด้
ทั้งนี้ หากผู้มอบอานาจไม่ได้กาหนดให้ผู้รับมอบ
อานาจสามารถมอบอานาจต่อให้แก่ผู้รับมอบอานาจอ่ืน
ได้แล้ว ผู้รับมอบอานาจก็ไมอ่ าจมอบอานาจน้ันต่อให้แก่
ผู้ดารงตาแหน่งอ่ืนได้ เช่น อธิบดีมอบอานาจให้แก่ผู้อานวยการกอง
ปฏิบัติราชการแทนในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง โดยกาหนดไว้ในหนังสือมอบอานาจ
ด้วยว่า ให้ผู้อานวยการกองสามารถมอบอานาจต่อไปให้ข้าราชการในกอง
ผู้หน่ึงปฏิบัติราชการแทนต่อไปได้ กรณีเช่นน้ีผู้อานวยการกองย่อมมีอานาจ
มอบอานาจต่อไปให้ข้าราชการผู้หนึ่งท่ีเห็นสมควรเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน
ต่อไปได้อีก จึงต้องทาเป็นหนังสือมอบอานาจโดยอาศัยอานาจตามความใน
มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
และท่แี กไ้ ขเพมิ่ เตมิ ประกอบคาสั่งมอบอานาจของอธิบดที ่ีใหก้ ระทาได้
10 คมู่ ือ การมอบอานาจการปฏบิ ตั ริ าชการ
5. การมอบอานาจของนายอาเภอ
โดยที่มาตรา แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอานาจ 24
พ .ศ.2550 และท่ีแก้ไขเพมิ่ เติม มิได้มีการกาหนดแนวทางการปฏิบัติ
เกย่ี วกบั การมอบอานาจของนายอาเภอไวเ้ ป็นพิเศษ
ดังน้ัน การดาเนินการเกี่ยวกับการมอบอานาจจึงต้องปฏิบัติตาม
หลักเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาน้ีเช่นเดียวกับส่วนราชการอ่ืน ๆ
กล่าวคือ กรณีที่นายอาเภอ เป็นผู้มอบอานาจ ผู้ดารงตาแหน่งดังกล่าวจะต้อง
พิจารณาตามมาตรา วรรคหน่ึง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร 38
.ศ.ราชการแผ่นดิน พ2534 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม และตามพระราชกฤษฎีกา
วา่ ดว้ ยการมอบอานาจ พ .ศ.2550 และทแี่ ก้ไขเพ่มิ เตมิ กาหนด
ค่มู ือ การมอบอานาจการปฏบิ ตั ริ าชการ 11
6. ตวั อย่างแบบฟอรม์ คาสั่งมอบอานาจ
(ตวั อยา่ ง)
คาสัง่ อาเภอ...................
ท.ี่ ........../.....................
เร่ือง มอบอานาจใหป้ ฏบิ ตั ริ าชการแทนนายอาเภอ.......................
.....................................................................
เพื่อให้การปฏิบัติราชการของอาเภอ................................. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว
และมีประสทิ ธิภาพ อาศยั อานาจตามความในมาตรา 38 มาตรา 62 และมาตรา 65 แหง่ พระราชบญั ญัติระเบยี บ
บรหิ ารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และท่แี ก้ไขเพ่มิ เติม มาตรา 24 แห่งพระราชกฤษฎกี าวา่ ด้วยการมอบอานาจ
พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม จึงมอบอานาจให้ข้าราชการปฏิบัติราชการแทนนายอาเภอ...............................
ดังต่อไปนี้
1. ระบุ ชอ่ื -สกุล และตาแหน่ง หรอื ระบเุ ฉพาะตาแหน่ง ใหม้ อี านาจปฏบิ ัตริ าชการแทน ในเรอ่ื ง
1. .........................................................................................................
2. .........................................................................................................
3. .........................................................................................................
ฯลฯ
2. ระบุ ช่อื -สกุล และตาแหน่ง หรือ ระบเุ ฉพาะตาแหนง่ ใหม้ อี านาจปฏบิ ตั ิราชการแทน ในเรอื่ ง
1. .........................................................................................................
2. .........................................................................................................
3. .........................................................................................................
ฯลฯ
หากผูร้ บั มอบอานาจ พิจารณาแล้วเหน็ ว่ามีเรอ่ื งสาคญั ที่สมควรนาเสนอนายอาเภอ......................
พจิ ารณาสงั่ การ ใหเ้ สนอเร่ืองดงั กลา่ วใหน้ ายอาเภอ......................พจิ ารณาต่อไป
ทั้งน้ี ตง้ั แตบ่ ัดนี้เป็นตน้ ไป
สัง่ ณ วนั ท่ี........... เดอื น.......................... พ.ศ. ..................
ลงช่ือ....................................................
(..................................................)
นายอาเภอ............................................
12 ค่มู อื การมอบอานาจการปฏบิ ตั ริ าชการ
7. ถาม – ตอบ
เรอ่ื ง การมอบอานาจ (ปฏิบัติราชการแทน)
1) การมอบอานาจตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
บรหิ ารราชการแผ่นดนิ พ.ศ. 2534 และท่ีแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ตอ้ งเปน็ การมอบ
อานาจในเร่ืองการปฏิบัติราชการทั่วไปเท่านั้น คาว่า “การปฏิบัติราชการ
ทั่วไป” หมายความว่าอยา่ งไร
ตอบ คาวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเก่ียวกับการ
ตีความและวินิจฉัยปัญหากฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดินในการประชุม
คร้ังที่ 6/2557 เม่ือวันที่ 15 สิงหาคม 2557 เรือ่ ง กระทรวงมหาดไทยหารือ
แนวทางการมอบอานาจของผู้ว่าราชการจังหวัดให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด โดย
วินิจฉัยคาว่า “การปฏิบัติราชการทั่วไป” หมายความว่า การปฏิบัติราชการ
เกี่ยวกบั การบริหารงานบุคคล การบริหารงานคลัง การบริหารราชการทั่วไปของ
ส่วนราชการ การปฏิบัติราชการในความรบั ผิดชอบของสว่ นราชการ และรวมไป
ถึงการปฏิบัติราชการต่าง ๆ ตามที่กฎหมาย กฎ คาสั่งและระเบียบปฏิบัติ
ราชการกาหนดให้ผู้ดารงตาแหน่งใดในส่วนราชการพึงต้องปฏิบัติ
2) ให้ยกตัวอย่างข้อจากัดการมอบอานาจ ในกรณีท่ีมีกฎหมาย กฎ ระเบียบ
ประกาศ คาสั่ง หรือมติของคณะรัฐมนตรี ได้กาหนดเร่ืองการมอบอานาจ
ไว้เปน็ การอย่างอื่น
ตอบ ตัวอย่างที่ 1 อานาจในการอนุญาตการลาป่วย การลาคลอดบุตร
การลาไป ช่วยเหลือภริยาที่ลาคลอดบุตร การลากิจส่วนตัว และการลาพักผ่อน
ซึ่งข้อ 4 ของระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ
พ.ศ. 2555 กาหนดวา่ “ผ้มู อี านาจพจิ ารณาหรอื อนญุ าตการลาจะมอบหมาย
หรือมอบอานาจโดยทาเป็นหนังสือให้แก่ผู้ดารงตาแหน่งอ่ืน เป็นผู้พิจารณา
หรอื อนุญาตแทนกไ็ ด้ โดยให้คานึงถึงระดบั ตาแหน่งและความรับผิดชอบของ
ผู้รับมอบอานาจเป็นสาคัญ” เม่ือบทบัญญัติดังกล่าวได้กาหนดเรื่องการมอบ
อานาจไว้เป็นการอย่างอื่นแล้ว การมอบอานาจของผู้ดารงตาแหน่งที่มีอานาจจึง
คู่มือ การมอบอานาจการปฏิบตั ริ าชการ 13
ไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอานาจ พ.ศ. 2550
และทีแ่ กไ้ ขเพม่ิ เติม
ตวั อย่างท่ี 2 อานาจในการอนุมตั ิให้เดินทางไปราชการในราชอาณาจักร
โดยที่ข้อ 11 วรรคสอง ของระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้
เดินทางไปราชการและการจัดการประชุมของทางราชการ พ.ศ. 2524 และที่
แก้ไขเพ่ิมเติม กาหนดว่า “ผู้มีอานาจตามข้อน้ี จะมอบหมายหรือมอบอานาจ
โดยทาเป็นหนังสอื ให้ผ้ดู ารงตาแหน่งใด ๆ เปน็ ผอู้ นุมตั ิการเดนิ ทางไปราชการ
ในราชอาณาจักรแทนก็ได้” เม่ือบทบัญญัติดังกล่าวได้กาหนดเรื่องการมอบ
อานาจไว้เป็นการอย่างอื่นแล้ว การมอบอานาจของผดู้ ารงตาแหน่งทมี่ ีอานาจจึง
ไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอานาจ พ.ศ. 2550
และทแี่ ก้ไขเพ่มิ เติม
3) เร่อื งใดบ้าง ทผ่ี มู้ อบอานาจอาจไม่มอบอานาจในเรื่องดงั กล่าวกไ็ ด้
ตอบ ตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอานาจ พ.ศ. 2550
และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม กาหนดว่า ในการมอบอานาจ ผู้มอบอานาจอาจมอบอานาจ
ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งท่ีอยู่ในอานาจหน้าที่การปฏิบัติราชการของผู้มอบอานาจ
เพื่อให้ผู้รับมอบอานาจปฏิบัติราชการแทนในเรื่องน้ันทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้
โดยต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการมอบอานาจตามมาตรา 5 และคานึงถึง
ขีดความสามารถ ความรับผิดชอบ และความเหมาะสมตามสภาพของตาแหน่ง
อานาจหน้าท่ี และความรับผิดชอบของผู้รับมอบอานาจและผู้มอบอานาจ
เว้นแต่เป็นเรื่องใดตามกรณีดังต่อไปนี้ ผู้มอบอานาจอาจไม่มอบอานาจในเรื่อง
ดังกลา่ วก็ได้
(1) เป็นเรื่องท่ีมีกฎหมายบัญญัติให้เป็นอานาจเฉพาะหรือเป็นเรื่องที่
โดยสภาพไม่อาจมอบอานาจได้
(2) เปน็ เรื่องท่ีเกย่ี วกบั นโยบายสาคัญ
(3) เป็นเร่ืองท่ีมีความจาเป็นต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดเพ่ือให้เป็น
มาตรฐานเดียวกัน
(4) เป็นเร่อื งที่อาจก่อใหเ้ กิดความเดือดร้อนหรอื เกิดความไม่เป็นธรรม
แกป่ ระชาชนได้
14 คู่มือ การมอบอานาจการปฏิบตั ริ าชการ
4) เม่ือมีการมอบอานาจแลว้ ผ้รู บั มอบอานาจมหี น้าทีอ่ ยา่ งไรบ้าง
ตอบ ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. 2534 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม กาหนดว่า เมื่อมีการมอบอานาจแล้ว ผู้รับ
มอบอานาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอานาจนั้น กล่าวคือ เมื่อผู้มอบอานาจได้มี
คาส่ังมอบอานาจให้แก่ผู้ดารงตาแหน่งใดปฏิบัติราชการแทนแล้ว คาสั่งนั้น
ย่อมมีผลผูกพันให้ผู้ดารงตาแหน่งท่ีได้รับมอบอานาจนั้นมีหน้าที่ที่จะต้อง
ปฏิบัติราชการแทนผู้มอบอานาจตามท่ีได้รับมอบอานาจไว้ ทั้งนี้ ผู้รับมอบ
อานาจจะปฏิเสธไม่ยอมรับมอบอานาจมิได้ แต่หากผู้รับมอบอานาจปฏิเสธ
ไม่ยอมปฏิบัติราชการแทนตามที่ได้รับมอบอานาจแล้ว ย่อมถือว่าผู้รับมอบ
อานาจไม่ปฏบิ ตั ติ ามบทบญั ญัตทิ ่ีกฎหมายกาหนด
5) เมอ่ื มกี ารมอบอานาจแล้ว ผูม้ อบอานาจมีหน้าทีอ่ ย่างไรบ้าง
ตอบ ตามมาตรา 40 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัตริ ะเบียบบริหารราชการ
แผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม กาหนดว่า เมื่อได้มอบอานาจแล้ว
ผู้มอบอานาจมีหน้าท่ีกากับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับ
มอบอานาจ และให้มีอานาจแนะนาหรือแก้ไขการปฏบิ ัตริ าชการของผู้รับมอบ
อานาจได้ กล่าวคือ เมื่อผู้มอบอานาจได้มอบอานาจให้แก่ผู้ดารงตาแหน่งใด
ปฏิบัติราชการแทนแล้ว ผู้มอบอานาจก็มิได้หลุดพ้นจากความรับผิดชอบใน
การปฏิบัติราชการตามที่ไดม้ อบอานาจไปแล้วแต่อย่างใด ผู้มอบอานาจยังคง
ต้องมีหน้าท่ีกากับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบ
อานาจให้เป็นไปโดยถูกต้องตามท่ีกฎหมาย กฎ คาสั่ง หรือระเบียบปฏิบัติ
ราชการ กาหนด แต่หากผู้รับมอบอานาจใช้อานาจที่รับมอบอานาจมาโดย
ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ คาส่ัง หรือระเบียบปฏิบัติราชการ หรืออาจ
กอ่ ให้เกิดความเสียหายขึ้นท้ังต่อทางราชการหรือประชาชนแล้ว ผู้มอบอานาจ
มหี น้าท่จี ะแนะนาหรอื แกไ้ ขการปฏบิ ตั ริ าชการของผรู้ ับมอบอานาจได้
คู่มอื การมอบอานาจการปฏิบตั ิราชการ 15
รายชือ่ ผจู้ ัดทา
นายรอมดอน หะยีอาแว
ตาแหน่ง หวั หนา้ กลุม่ งานบรรจแุ ละแต่งตัง้ 1
สงั กดั สว่ นบรรจแุ ละแตง่ ตง้ั
กองการเจา้ หน้าท่ี กรมการปกครอง
นายณฐั พล ศิรวิ รรณ์
ตาแหน่ง นักทรัพยากรบุคคล
สังกัด สว่ นบรรจุและแตง่ ตงั้
กองการเจ้าหน้าท่ี กรมการปกครอง
สอบถามเพม่ิ เตมิ
สว่ นบรรจุและแตง่ ต้งั (สบต.) กองการเจ้าหนา้ ท่ี
โทร 02-222-7421 ต่อ 210
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๕ ก หนา ๑ ๑๕ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา
พระราชบัญญตั ิ
ระเบยี บบริหารราชการแผน ดนิ (ฉบบั ที่ ๗)
พ.ศ. ๒๕๕๐
ภมู พิ ลอดลุ ยเดช ป.ร.
ใหไ ว ณ วนั ท่ี ๑๓ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๕๐
เปน ปท ่ี ๖๒ ในรชั กาลปจ จุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา ฯ
ใหป ระกาศวา
โดยทีเ่ ปน การสมควรแกไ ขเพม่ิ เติมกฎหมายวาดว ยระเบียบบรหิ ารราชการแผนดิน
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหตราพระราชบัญญัติข้ึนไวโดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานติ บิ ญั ญัติแหงชาติ ดงั ตอ ไปน้ี
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน
(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัติน้ีใหใชบังคับต้ังแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เปน ตนไป
มาตรา ๓ ใหเพ่ิมความตอไปนี้เปนวรรคเจ็ดและวรรคแปดของมาตรา ๒๑ แหงพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแกไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผน ดนิ (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
“กระทรวงใดมภี ารกจิ เพ่มิ ขน้ึ และมคี วามจําเปนอยางยิง่ ตองมรี องปลัดกระทรวงมากกวา ทกี่ าํ หนด
ไวในวรรคหาหรอื วรรคหก คณะกรรมการขาราชการพลเรือน และคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๕ ก หนา ๒ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานเุ บกษา
จะรวมกนั อนมุ ตั ใิ หกระทรวงนน้ั มีรองปลัดกระทรวงเพ่ิมขึ้นเปนกรณีพิเศษโดยจะกําหนดเงื่อนไขหรือ
เงอ่ื นเวลาไวด ว ยหรือไมก ็ได
ในการดําเนินการตามวรรคเจ็ด ใหคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการจัดใหมีการประชุม
พจิ ารณารวมกัน โดยกรรมการแตล ะฝา ยจะตองมาประชมุ ไมน อยกวากงึ่ หนงึ่ จงึ จะเปน องคประชุม และ
ในการออกเสยี งลงมติจะตอ งไดคะแนนเสยี งของกรรมการแตละฝายเกินกวาก่ึงหนึ่งของกรรมการฝายดังกลาว
ท่ีมาประชุม แลว ใหน าํ มตดิ ังกลา วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตอไป”
มาตรา ๔ ใหยกเลกิ ความในมาตรา ๓๘ แหง พระราชบัญญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผนดิน
พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแกไ ขเพิ่มเติมโดยพระราชบญั ญัตริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผน ดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
และใหใชค วามตอไปนแ้ี ทน
“มาตรา ๓๘ อาํ นาจในการสงั่ การอนญุ าต การอนุมตั ิ การปฏบิ ตั ริ าชการหรอื การดําเนินการอื่น
ท่ผี ดู าํ รงตาํ แหนงใดจะพงึ ปฏบิ ัตหิ รือดาํ เนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคาํ สั่งใด หรือ
มติของคณะรัฐมนตรใี นเรอ่ื งใด ถา กฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งนั้น หรือมติของคณะรัฐมนตรี
ในเรอื่ งนัน้ มไิ ดก ําหนดเร่อื งการมอบอํานาจไวเปนอยางอ่ืน หรือมิไดหามเร่ืองการมอบอํานาจไว ผูดํารง
ตําแหนงนั้นอาจมอบอํานาจใหผูดํารงตําแหนงอ่ืนในสวนราชการเดียวกันหรือสวนราชการอ่ืน หรือ
ผูว า ราชการจังหวัดเปน ผูป ฏิบัติราชการแทนได ทัง้ น้ี ตามหลกั เกณฑทก่ี ําหนดในพระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎกี าตามวรรคหน่ึงอาจกําหนดใหมีการมอบอํานาจในเร่ืองใดเรื่องหน่ึงตลอดจน
การมอบอํานาจใหทํานิติกรรมสัญญา ฟองคดีและดําเนินคดี หรือกําหนดหลักเกณฑ วิธีการ หรือ
เง่อื นไขในการมอบอาํ นาจหรือท่ผี รู ับมอบอํานาจตอ งปฏบิ ตั ิกไ็ ด
ความในวรรคหนึ่งมิใหใชบังคับกับอํานาจในการอนุญาตตามกฎหมายท่ีบัญญัติใหตองออก
ใบอนุญาตหรือท่ีบัญญัติผูมีอํานาจอนุญาตไวเปนการเฉพาะ ในกรณีเชนนั้นใหผูดํารงตําแหนงซ่ึงมีอํานาจ
ตามกฎหมายดงั กลาวมอี าํ นาจมอบอํานาจใหขาราชการซ่ึงเปนผูใตบังคับบัญชาและผูวาราชการจังหวัด
ไดตามที่เหน็ สมควร หรอื ตามทค่ี ณะรฐั มนตรีกําหนดในกรณีมอบอํานาจใหผูวาราชการจังหวัด ใหผูวาราชการ
จงั หวดั มอี ํานาจมอบอาํ นาจไดตอ ไปตามหลกั เกณฑและเง่ือนไขท่ีผมู อบอาํ นาจกาํ หนด
ในกรณีตามวรรคสาม เพือ่ ประโยชนในการอาํ นวยความสะดวกแกประชาชนจะตราพระราชกฤษฎีกา
กําหนดรายช่ือกฎหมายทผ่ี ูด ํารงตาํ แหนงซึง่ มีอาํ นาจตามกฎหมายดงั กลา วอาจมอบอํานาจตามวรรคหนึ่ง
ตามหลักเกณฑแ ละเงอื่ นไขทก่ี ําหนดในพระราชกฤษฎกี าดังกลา วก็ได
การมอบอาํ นาจใหทําเปนหนังสอื ”
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๕ ก หนา ๓ ๑๕ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานเุ บกษา
มาตรา ๕ ใหยกเลิกความในมาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ แหงพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการแผน ดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔ และใหใ ชความตอไปน้แี ทน
“มาตรา ๓๙ เม่อื มกี ารมอบอํานาจแลว ผูร ับมอบอาํ นาจมีหนาทีต่ อ งรับมอบอํานาจน้ัน โดยผูมอบ
อํานาจจะกาํ หนดใหผรู บั มอบอาํ นาจมอบอํานาจใหผูดํารงตําแหนงอ่ืนปฏิบัติราชการแทนตอไป โดยจะกําหนด
หลกั เกณฑห รือเง่ือนไขในการใชอาํ นาจน้นั ไวด ว ยหรือไมก็ได แตในกรณีการมอบอํานาจใหผูวาราชการจังหวัด
คณะรัฐมนตรีจะกําหนดหลักเกณฑใหผูวาราชการจังหวัดตองมอบอํานาจตอไปใหรองผูวาราชการ
จงั หวดั ปลดั จงั หวดั หรือหวั หนา สวนราชการท่ีเกีย่ วขอ งในจงั หวดั ก็ได
มาตรา ๔๐ ในการมอบอาํ นาจ ใหผมู อบอาํ นาจพิจารณาถึงการอํานวยความสะดวกแกประชาชน
ความรวดเร็วในการปฏบิ ัติราชการ การกระจายความรบั ผดิ ชอบตามสภาพของตําแหนง ของผูรบั มอบอาํ นาจ
และผรู ับมอบอํานาจตองปฏิบัติหนา ทีท่ ่ีไดร บั มอบอาํ นาจตามวัตถุประสงคข องการมอบอํานาจดงั กลา ว
เม่ือไดมอบอาํ นาจแลว ผมู อบอํานาจมีหนาที่กํากับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติราชการของ
ผูรับมอบอํานาจ และใหมอี ํานาจแนะนําหรอื แกไขการปฏิบัติราชการของผรู ับมอบอาํ นาจได”
มาตรา ๖ ใหเพิ่มความตอไปน้ีเปนมาตรา ๔๐/๑ แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผนดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔
“มาตรา ๔๐/๑ ในการปฏบิ ตั ิราชการของสวนราชการภายในกรม ถา การปฏิบัติราชการใดของ
สว นราชการนัน้ มีลักษณะเปน งานการใหบรกิ ารหรอื มีการใหบ ริการเกี่ยวเน่ืองอยูดวยและหากแยกการบริหาร
ออกเปน หนว ยบริการรปู แบบพิเศษจะบรรลเุ ปา หมายตามมาตรา ๓/๑ ย่ิงขึ้น สวนราชการดังกลาวโดย
ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะแยกการปฏิบัติราชการในเร่ืองน้ัน ไปจัดต้ังเปนหนวยบริการ
รูปแบบพิเศษ ซึ่งมิใชเปนสวนราชการหรือรัฐวิสาหกิจแตอยูในกํากับของสวนราชการดังกลาวก็ได
ทัง้ น้ี ใหเ ปน ไปตามระเบยี บสํานกั นายกรฐั มนตรี
ระเบยี บสาํ นกั นายกรฐั มนตรตี ามวรรคหน่ึงอยางนอยใหกําหนดรายละเอียดเก่ียวกับการจัดตั้ง
การมอบอาํ นาจใหปฏิบตั ิราชการแทน วธิ กี ารบรหิ ารงาน การดําเนินการดานทรัพยสิน การกํากับดูแล
สทิ ธิประโยชนข องบคุ ลากรและการยุบเลิกไวดวย
ใหหนวยบรกิ ารรปู แบบพิเศษ มหี นาท่ปี ฏิบตั งิ านใหกับสวนราชการตามภารกิจท่ีจัดตั้งหนวย
บริการรูปแบบพิเศษนั้นเปนหลัก และสนับสนุนภารกิจอ่ืนของสวนราชการดังกลาวตามท่ีไดรับ
มอบหมาย และอาจใหบรกิ ารแกส ว นราชการอนื่ หนวยงานของรฐั หรอื เอกชน แตต องไมกระทบกระเทือน
ตอภารกจิ อนั เปน วตั ถปุ ระสงคแหง การจดั ตง้ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๕ ก หนา ๔ ๑๕ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานเุ บกษา
ใหรายไดของหนวยบริการรูปแบบพิเศษเปนรายไดท่ีไมตองนําสงคลังตามกฎหมายวาดวย
วธิ กี ารงบประมาณและกฎหมายวา ดวยเงนิ คงคลงั ”
มาตรา ๗ ใหเ พ่ิมความตอไปน้ีเปนวรรคสามของมาตรา ๕๒ แหงพระราชบัญญัติระเบียบ
บรหิ ารราชการแผน ดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
“เพื่อประโยชนในการบริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัดหรือกลุมจังหวัด ใหจังหวัดหรือ
กลุมจังหวัดย่ืนคําขอจัดตั้งงบประมาณได ท้ังนี้ ตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขท่ีกําหนดในพระราช
กฤษฎีกา ในกรณีนี้ใหถือวาจังหวัดหรือกลุมจังหวัดเปนสวนราชการตามกฎหมายวาดวยวิธีการ
งบประมาณ”
มาตรา ๘ ใหเ พ่มิ ความตอ ไปนเี้ ปนมาตรา ๕๒/๑ แหง พระราชบัญญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการ
แผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
“มาตรา ๕๒/๑ ใหจ งั หวดั มอี าํ นาจภายในเขตจังหวดั ดังตอ ไปนี้
(๑) นําภารกจิ ของรัฐและนโยบายของรฐั บาลไปปฏบิ ตั ิใหเกิดผลสัมฤทธ์ิ
(๒) ดูแลใหม ีการปฏิบตั แิ ละบงั คบั การใหเ ปนไปตามกฎหมาย เพ่ือใหเ กดิ ความสงบเรียบรอย
และเปนธรรมในสงั คม
(๓) จัดใหม ีการคมุ ครอง ปอ งกนั สงเสรมิ และชวยเหลือประชาชนและชุมชนที่ดอยโอกาส
เพ่อื ใหไดร ับความเปน ธรรมทง้ั ดา นเศรษฐกจิ และสงั คมในการดาํ รงชวี ิตอยา งพอเพียง
(๔) จัดใหมีการบริการภาครัฐเพื่อใหประชาชนสามารถเขาถึงไดอยางเสมอหนา รวดเร็ว
และมีคุณภาพ
(๕) จัดใหม ีการสง เสริม อุดหนุน และสนับสนุนองคกรปกครองสว นทองถิ่นเพ่อื ใหส ามารถ
ดาํ เนนิ การตามอาํ นาจและหนาทข่ี ององคก รปกครองสวนทอ งถ่นิ และใหมีขีดความสามารถพรอมท่ีจะ
ดําเนินการตามภารกิจทไ่ี ดร บั การถา ยโอนจากกระทรวง ทบวง กรม
(๖) ปฏิบตั หิ นา ทอ่ี ืน่ ตามทค่ี ณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรือหนวยงานอ่ืนของรัฐ
มอบหมาย หรอื ทม่ี กี ฎหมายกําหนด
เพ่อื ประโยชนในการปฏิบัติหนาท่ีของจังหวัดตามวรรคหน่ึง ใหเปนหนาท่ีของสวนราชการ
และหนว ยงานของรัฐทปี่ ระจาํ อยูในเขตจังหวดั ทจ่ี ะตอ งปฏิบัติใหสอดคลองและเปนไปตามแผนพัฒนา
จงั หวดั ตามมาตรา ๕๓/๑”
มาตรา ๙ ใหย กเลิกความในวรรคหนง่ึ ของมาตรา ๕๓ แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผน ดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔ และใหใ ชค วามตอไปน้ีแทน
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๕ ก หนา ๕ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา
“มาตรา ๕๓ ในจังหวัดหนึง่ ใหม คี ณะกรมการจงั หวดั ทําหนาที่เปนที่ปรึกษาของผูวาราชการ
จังหวัดในการบริหารราชการแผนดินในจังหวัดนั้น กับปฏิบัติหนาที่อ่ืนตามที่กฎหมายหรือมติของ
คณะรัฐมนตรีกาํ หนด”
มาตรา ๑๐ ใหเพิม่ ความตอไปนี้เปนมาตรา ๕๓/๑ และมาตรา ๕๓/๒ แหงพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผน ดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔
“มาตรา ๕๓/๑ ใหจังหวัดจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดใหสอดคลองกับแนวทางการพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมในระดบั ชาติ และความตองการของประชาชนในทอ งถนิ่ ในจงั หวัด
ในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ใหผูวาราชการจังหวัดจัดใหมีการประชุม
ปรกึ ษาหารอื รวมกันระหวางหัวหนาสวนราชการท่ีมีสถานท่ีตั้งทําการอยูในจังหวัดไมวาจะเปนราชการบริหาร
สวนภูมภิ าคหรอื ราชการบริหารสวนกลางและผูบริหารองคกรปกครองสวนทองถิ่นท้ังหมดในจังหวัด
รวมทั้งผูแทนภาคประชาสงั คม และผูแ ทนภาคธรุ กิจเอกชน
การจัดทาํ แผนพัฒนาจงั หวดั ตามวรรคหนง่ึ จาํ นวนและวิธีการสรรหาผูแทนภาคประชาสังคม
และผแู ทนภาคธุรกิจเอกชนตามวรรคสอง ใหเ ปนไปตามหลกั เกณฑแ ละวิธกี ารที่กําหนดในพระราชกฤษฎกี า
เมอื่ ประกาศใชแผนพฒั นาจังหวดั แลว การจัดทําแผนพัฒนาทอ งถิน่ ขององคก รปกครองสว นทองถน่ิ
และการดาํ เนนิ กิจการของสวนราชการและหนวยงานอน่ื ของรัฐทัง้ ปวงทก่ี ระทําในพื้นที่จังหวัดตองสอดคลอง
กับแผนพัฒนาจังหวดั ดังกลา ว
มาตรา ๕๓/๒ ใหนาํ ความในมาตรา ๕๓/๑ มาใชบงั คบั กับการจัดทําแผนพัฒนากลุมจังหวัด
ดวยโดยอนโุ ลม”
มาตรา ๑๑ ใหเ พม่ิ ความตอ ไปนเี้ ปน มาตรา ๕๕/๑ แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
แผนดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔
“มาตรา ๕๕/๑ ในจังหวัดหนึ่งนอกจากกรุงเทพมหานคร ใหมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล
จังหวดั คณะหนึ่ง เรียกโดยยอวา “ก.ธ.จ.” ทําหนาท่ีสอดสองและเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจของหนวยงาน
ของรัฐในจงั หวัดใหใ ชวธิ ีการบรหิ ารกิจการบา นเมอื งทดี่ ีและเปนไปตามหลกั การที่กําหนดไวใ นมาตรา ๓/๑
ก.ธ.จ. ประกอบดวยผูตรวจราชการสํานกั นายกรัฐมนตรซี ึง่ มเี ขตอํานาจในจังหวัดเปนประธาน
ผแู ทนภาคประชาสงั คม ผแู ทนสมาชกิ สภาทองถิน่ ทีไ่ มไดด าํ รงตําแหนงผูบริหารและผูแทนภาคธุรกิจเอกชน
ทง้ั นี้ จาํ นวน วธิ กี ารสรรหา และการปฏบิ ตั ิหนาท่ขี อง ก.ธ.จ. ใหเ ปนไปตามระเบียบสํานกั นายกรัฐมนตรี
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๕ ก หนา ๖ ๑๕ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา
ในกรณที ี่ ก.ธ.จ. พบวามีการละเลยไมป ฏิบตั ิตามกฎหมาย ระเบียบ หรือขอ บังคบั หรอื มีกรณี
ทีเ่ ปน การทจุ ริต ใหเ ปนหนาทข่ี องก.ธ.จ. ท่ีจะตองแจงใหผูวาราชการจังหวัด หัวหนาสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ
หรือหนว ยงานอืน่ ของรัฐท่ีเกีย่ วของ แลวแตก รณี เพื่อดาํ เนินการตามอาํ นาจหนา ท่ตี อไป”
มาตรา ๑๒ ใหยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๕๗ แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และใหใ ชค วามตอไปน้ีแทน
“(๑) บริหารราชการตามกฎหมาย ระเบยี บแบบแผนของทางราชการ และตามแผนพฒั นาจังหวัด”
มาตรา ๑๓ ใหยกเลิกความใน (๖) และ (๗) ของมาตรา ๕๗ แหงพระราชบัญญตั ริ ะเบยี บ
บริหารราชการแผน ดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และใหใ ชค วามตอไปนี้แทน
“(๖) เสนองบประมาณตอกระทรวงท่ีเก่ียวของ หรือเสนอขอจัดต้ังงบประมาณตอสํานัก
งบประมาณตามมาตรา ๕๒ วรรคสาม และรายงานใหก ระทรวงมหาดไทยทราบ
(๗) กํากับดูแลการบริหารราชการสว นทอ งถน่ิ ตามกฎหมาย”
มาตรา ๑๔ ใหเพ่ิมความตอไปนี้เปนมาตรา ๖๑/๑ มาตรา ๖๑/๒ และมาตรา ๖๑/๓
แหง พระราชบัญญตั ิระเบียบบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
“มาตรา ๖๑/๑ ใหอ าํ เภอมีอาํ นาจหนาทภ่ี ายในเขตอําเภอ ดงั ตอไปน้ี
(๑) อํานาจและหนาที่ตามที่กําหนดในมาตรา ๕๒/๑ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖)
โดยใหน ําความในมาตรา ๕๒/๑ วรรคสอง มาใชบังคบั โดยอนุโลม
(๒) สงเสริม สนับสนุน และจัดใหมีการบริการรวมกันของหนวยงานของรัฐในลักษณะ
ศนู ยบ ริการรวม
(๓) ประสานงานกบั องคก รปกครองสว นทองถ่ินเพ่ือรวมมือกับชุมชนในการดําเนินการใหมีแผน
ชมุ ชน เพือ่ รองรับการสนับสนุนงบประมาณจากองคกรปกครองสวนทองถิ่น จังหวัด และกระทรวง
ทบวง กรม
(๔) ไกลเ กลยี่ หรอื จดั ใหม ีการไกลเ กลี่ยประนอมขอพิพาทเพ่ือใหเกิดความสงบเรียบรอยในสังคม
ตามมาตรา ๖๑/๒ และมาตรา ๖๑/๓
มาตรา ๖๑/๒ ในอาํ เภอหนงึ่ ใหม ีคณะบคุ คลผูทําหนาทไี่ กลเ กล่ยี และประนอมขอพิพาทของ
ประชาชนที่คูกรณีฝายใดฝายหนึ่งมีภูมิลําเนาอยูในเขตอําเภอ ในเร่ืองท่ีพิพาททางแพงเกี่ยวกับท่ีดิน
มรดก และขอพิพาททางแพงอ่ืนที่มีทุนทรัพยไมเกินสองแสนบาท หรือมากกวานั้น ตามท่ีกําหนด
ในพระราชกฤษฎกี า
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๕ ก หนา ๗ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานุเบกษา
ใหนายอําเภอโดยความเหน็ ชอบของคณะกรมการจงั หวดั จดั ทําบัญชีรายช่ือบคุ คลท่ีจะทําหนาที่
เปนคณะบุคคลผูทําหนาที่ไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาท โดยคัดเลือกจากบุคคลท่ีมีความรูหรือ
มีประสบการณเ หมาะสมกบั การทําหนา ทไ่ี กลเ กล่ียขอ พพิ าท
เม่ือมขี อพพิ าทเกดิ ขน้ึ และคูพพิ าทตกลงยนิ ยอมใหใชว ิธีการไกลเกล่ยี ขอพพิ าทใหค ูพิพาทแตละฝาย
เลือกบคุ คลจากบญั ชรี ายชอ่ื ตามวรรคสองฝายละหน่งึ คน และใหน ายอาํ เภอ พนักงานอัยการประจําจังหวัด
หรือปลัดอําเภอท่ีไดรับมอบหมายคนหน่ึงเปนประธาน เพื่อทําหนาท่ีเปนคณะบุคคลผูทําหนาท่ีไกลเกลี่ย
และประนอมขอพพิ าท
ใหคณะบุคคลผูทําหนาที่ไกลเกล่ียและประนอมขอพิพาทมีอํานาจหนาท่ีรับฟงขอพิพาท
โดยตรงจากคูพิพาท และดําเนินการไกลเกล่ียใหเกิดขอตกลงยินยอมรวมกันระหวางคูพิพาทโดยเร็ว
ถาคูพพิ าททั้งสองฝา ยตกลงกันได ใหคณะบุคคลผทู ําหนาท่ไี กลเ กล่ยี และประนอมขอพิพาทจัดใหมีการ
ทาํ สัญญาประนีประนอมยอมความระหวางคูพิพาท และใหถือเอาขอตกลงตามสัญญาประนีประนอม
ยอมความมีผลผูกพนั คพู พิ าททั้งสองฝา ย ในกรณที ค่ี พู พิ าทไมอ าจตกลงกนั ได ใหค ณะบุคคลผูท ําหนาที่
ไกลเ กล่ยี และประนอมขอ พิพาทสง่ั จําหนา ยขอ พิพาทนน้ั
ขอตกลงตามวรรคสี่ใหมีผลเชนเดียวกับคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายวาดวย
อนญุ าโตตุลาการ
หลักเกณฑและวิธีการจัดทําบัญชี การดําเนินการไกลเกลี่ยขอพิพาทและการจัดทําสัญญา
ประนีประนอมยอมความ ตลอดจนคาตอบแทนของคณะบุคคลผูทําหนาท่ีไกลเกลี่ยและประนอม
ขอพพิ าท ใหเ ปนไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
ในกรณีที่คูพิพาทฝายใดฝายหนึ่งไมปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความใหคูพิพาท
อีกฝายหนึ่งย่ืนคํารองตอพนักงานอัยการ และใหพนักงานอัยการดําเนินการยื่นคํารองตอศาลที่มีเขต
อํานาจเพื่อใหออกคําบังคับใหตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกลาวโดยใหนํากฎหมายวาดวย
อนญุ าโตตุลาการมาใชบ ังคบั โดยอนุโลม
เมือ่ คณะบุคคลผูท ําหนาท่ไี กลเกล่ยี และประนอมขอพิพาทไดรับขอพิพาทไวพิจารณา ใหอายุความ
ในการฟอ งรอ งคดสี ะดดุ หยดุ ลง นับแตวันท่ยี ื่นขอพิพาทจนถงึ วันท่ีคณะบุคคลผูทําหนาท่ีไกลเกล่ียและ
ประนอมขอ พพิ าทสัง่ จาํ หนายขอ พิพาทหรือวันที่คพู ิพาททาํ สัญญาประนปี ระนอมยอมความกนั แลว แตกรณี
ความในมาตรานใี้ หใ ชก ับเขตของกรงุ เทพมหานครดวยโดยอนุโลม
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๕ ก หนา ๘ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานเุ บกษา
มาตรา ๖๑/๓ บรรดาความผิดที่มีโทษทางอาญาท่ีเกิดข้ึนในเขตอําเภอใดหากเปนความผิด
อันยอมความได และมิใชเปนความผิดเกี่ยวกับเพศ ถาผูเสียหายและผูถูกกลาวหายินยอม หรือแสดง
ความจํานง ใหนายอาํ เภอของอาํ เภอน้ันหรือปลัดอําเภอท่ีนายอําเภอดังกลาวมอบหมายเปนผูไกลเกลี่ย
ตามควรแกกรณี และเมอ่ื ผเู สยี หายและผูถกู กลาวหายินยอมเปนหนังสือตามที่ไกลเกลี่ยและปฏิบัติตาม
คําไกลเกลีย่ ดงั กลาวแลว ใหคดอี าญาเปน อนั เลกิ กันตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา
ในกรณีที่ผูเสียหายและผูถูกกลาวหาไมยินยอมตามท่ีไกลเกลี่ย ใหจําหนายขอพิพาทน้ัน
แตเพอื่ ประโยชนในการท่ผี ูเสียหายจะไปดําเนินคดีตอไป อายุความการรองทุกขตามประมวลกฎหมายอาญา
ใหเร่มิ นับแตวนั ทีจ่ ําหนา ยขอ พพิ าท
หลักเกณฑแ ละวธิ ใี นการดําเนนิ การตามวรรคหนึง่ ใหเปนไปตามทีก่ าํ หนดในกฎกระทรวง”
มาตรา ๑๕ ใหย กเลกิ ความในวรรคสองของมาตรา ๗๑/๑ แหงพระราชบัญญตั ิระเบียบบริหาร
ราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแกไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน
(ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ และใหใ ชค วามตอไปนแ้ี ทน
“ในกรณีที่มีความจาํ เปน เพือ่ ใหการปฏบิ ตั ิงานบรรลุผล คณะรัฐมนตรีจะกําหนดใหกรรมการ
ผูทรงคณุ วุฒิไมนอยกวา สามคนแตไมเ กนิ หา คนตอ งทํางานเต็มเวลากไ็ ด”
มาตรา ๑๖ ใหย กเลกิ ความในมาตรา ๗๑/๙ แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน
พ.ศ. ๒๕๓๔ ซ่งึ แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผนดิน (ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
และใหใชค วามตอ ไปนี้แทน
“มาตรา ๗๑/๙ ใหมสี าํ นักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เปนสวนราชการในสํานัก
นายกรฐั มนตรี ทาํ หนา ท่ีรับผิดชอบงานธุรการของ ก.พ.ร. และหนาที่อื่นตามที่กฎหมายหรือ ก.พ.ร.
กําหนด โดยมีเลขาธิการ ก.พ.ร. ซึ่งเปนขาราชการพลเรือนสามัญเปนผูบังคับบัญชาขาราชการและ
ลูกจา งของสาํ นกั งานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และรับผิดชอบการปฏิบัติราชการข้ึนตรงตอ
นายกรฐั มนตร”ี
มาตรา ๑๗ ในระหวางทยี่ ังมไิ ดมกี ารตราพระราชกฤษฎกี าเก่ยี วกบั การมอบอํานาจใหปฏิบัติ
ราชการแทนตามมาตรา ๓๘ แหง พระราชบัญญัตริ ะเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแกไข
เพิม่ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั นิ ้ี ใหห ลักเกณฑเ กย่ี วกับการมอบอํานาจตามมาตรา ๓๘ แหงพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซ่ึงแกไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๕ ก หนา ๙ ๑๕ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานุเบกษา
ราชการแผนดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ ยังคงใชบังคับตอไปได ท้ังนี้ ไมเกินหกสิบวันนับแตวันท่ี
พระราชบัญญัติน้ใี ชบ งั คับ
มาตรา ๑๘ ใหนายกรัฐมนตรรี กั ษาการตามพระราชบญั ญตั นิ ี้
ผูร ับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยทุ ธ จุลานนท
นายกรัฐมนตรี
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๕ ก หนา ๑๐ ๑๕ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานเุ บกษา
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เปนการสมควรปรับปรุงระบบ
การบรหิ ารราชการใหสอดคลองกับนโยบายของรัฐบาลทีม่ งุ เนน การจดั องคกรภาครัฐใหสอดคลองกับทิศทาง
การนําพาประเทศไปสูการพัฒนาท่ีย่ังยืน และเพ่ือใหการปฏิบัติราชการสามารถอํานวยความสะดวกและ
ใหบ ริการแกประชาชนไดอยางมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน สนับสนุนใหมีการมอบอํานาจใหปฏิบัติราชการแทน
ไดกวางขวางขนึ้ เพอ่ื เนนการบรกิ ารประชาชนใหมคี วามสะดวกและรวดเร็ว นอกจากน้ัน เพ่ือใหการบริหาร
ราชการในราชการบริหารสวนภูมิภาคสอดคลองกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และใหการบริหารงานแบบ
บูรณาการในจงั หวัดบรรลุผล สมควรปรบั ปรงุ อาํ นาจการดาํ เนนิ การของจงั หวดั การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด
และการจัดทํางบประมาณของจังหวัดใหเหมาะสม รวมท้ังสมควรสงเสริมใหมีคณะกรรมการธรรมาธิบาล
จังหวัด เพื่อสอดสองและเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจของหนวยงานของรัฐในจังหวัดใหใชวิธีการบริหาร
กิจการบานเมืองที่ดี อันจะทําใหการบริหารเปนไปดวยความโปรงใสเปนธรรม และมีความรับผิดชอบ
ตลอดจนปรับปรุงอํานาจในทางปกครองของอําเภอเพ่ือสนับสนุนใหเกิดความสงบเรียบรอยในสังคม และ
สมควรใหสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเปนสวนราชการในสํานักนายกรัฐมนตรีและ
รับผิดชอบในการปฏบิ ตั ริ าชการข้ึนตรงตอ นายกรฐั มนตรี จึงจําเปนตองตราพระราชบัญญตั ิน้ี
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๘๔ ก หนา ๑ ๒๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานุเบกษา
พระราชกฤษฎีกา
วาดวยการมอบอํานาจ
พ.ศ. ๒๕๕๐
ภมู พิ ลอดุลยเดช ป.ร.
ใหไว ณ วนั ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐
เปน ปที่ ๖๒ ในรชั กาลปจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา ฯ
ใหป ระกาศวา
โดยทเี่ ปนการสมควรกาํ หนดหลักเกณฑเ กี่ยวกบั การมอบอํานาจ
อาศยั อาํ นาจตามความในมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓๘
วรรคหน่ึง แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญตั ริ ะเบียบบริหารราชการแผน ดนิ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ
ใหตราพระราชกฤษฎีกาข้นึ ไว ดังตอไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎกี านเี้ รยี กวา “พระราชกฤษฎกี าวา ดว ยการมอบอาํ นาจ พ.ศ. ๒๕๕๐”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกาน้ีใหใชบังคับต้ังแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เปนตน ไป
มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
“มอบอํานาจ” หมายความวา การที่ผูดํารงตําแหนงที่มีอํานาจหนาท่ีที่จะพึงปฏิบัติหรือ
ดําเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคําส่ังใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเร่ืองใด
เวนแตก ารอนุญาตตามมาตรา ๓๘ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๘๔ ก หนา ๒ ๒๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานุเบกษา
ซึ่งแกไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน (ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
ไดมอบอํานาจในการส่ัง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดําเนินการอื่นใด
ตามกฎหมาย กฎ ระเบยี บ ประกาศ หรอื คาํ สัง่ นนั้ หรอื มตขิ องคณะรฐั มนตรใี นเรอ่ื งน้ัน ใหแกผูดํารง
ตําแหนงอื่นปฏิบัตริ าชการแทน
“ผมู อบอาํ นาจ” หมายความวา ผดู าํ รงตําแหนงที่มีอํานาจหนาที่ท่ีจะพึงปฏิบัติหรือดําเนินการ
ตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คําส่ัง หรือมติของคณะรัฐมนตรี ในการสั่งการอนุญาต
การอนุมตั ิ การปฏิบตั ิราชการ หรือการดําเนินการอน่ื ใด
“ผูรับมอบอํานาจ” หมายความวา ผูดํารงตําแหนงอ่ืนท่ีไดรับมอบอํานาจจากผูดํารงตําแหนง
ที่มอี ํานาจหนาทด่ี ังกลา ว
“ศูนยบริการรวม” หมายความวา หนวยงานท่ีรวมงานบริการของสวนราชการเดียวกันหรือ
ตางสวนราชการมาปฏิบัติราชการรวมกันในการใหบริการและอํานวยความสะดวกแกผูใชบริการและ
ประชาชน
มาตรา ๔ ใหนายกรฐั มนตรรี กั ษาการตามพระราชกฤษฎีกาน้ี
หมวด ๑
บททวั่ ไป
มาตรา ๕ การมอบอาํ นาจตอ งเปน ไปเพื่อวตั ถุประสงค ดงั ตอไปน้ี
(๑) การอาํ นวยความสะดวกและตอบสนองความตอ งการของประชาชน
(๒) ความคมุ คา ความรวดเรว็ และประสทิ ธิภาพในการปฏิบตั ริ าชการ
(๓) การกระจายอาํ นาจการตดั สนิ ใจและความรับผดิ ชอบที่เหมาะสม
(๔) ไมเปนการเพิ่มข้ันตอนหรือระยะเวลาในการใชอํานาจ และไมตองผานการพิจารณา
ของผดู าํ รงตาํ แหนง ตาง ๆ มากเกินความจาํ เปน
เพ่ือใหเปนไปตามวัตถุประสงคของการมอบอํานาจตามวรรคหน่ึง ผูมอบอํานาจอาจวาง
แนวทางหรอื กําหนดรายละเอยี ดวธิ ปี ฏิบัตริ าชการเพ่มิ เติมในเรื่องการมอบอํานาจโดยไมขัดหรือแยงกับ
พระราชกฤษฎกี านี้ เพอื่ ใหสอดคลอ งกบั ภารกิจหรือลักษณะของงานท่ตี องมกี ารใชอํานาจที่มอบอํานาจ
ไปน้นั กไ็ ด
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๘๔ ก หนา ๓ ๒๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา
มาตรา ๖ ในการมอบอาํ นาจ ผมู อบอํานาจอาจมอบอาํ นาจในเรือ่ งใดเร่ืองหนงึ่ ท่อี ยูในอํานาจ
หนาท่ีการปฏิบัติราชการของผูมอบอํานาจ เพ่ือใหผูรับมอบอํานาจปฏิบัติราชการแทนในเรื่องน้ัน
ทั้งหมดหรือบางสวนก็ได โดยตองเปนไปตามวัตถุประสงคของการมอบอํานาจตามมาตรา ๕ และ
คาํ นงึ ถงึ ขีดความสามารถ ความรับผดิ ชอบ และความเหมาะสมตามสภาพของตําแหนง อํานาจ หนาท่ี
และความรับผดิ ชอบของผูรับมอบอํานาจและผมู อบอาํ นาจ เวนแตเปนเร่ืองใดตามกรณีดังตอไปน้ี ผูมอบ
อาํ นาจอาจไมม อบอาํ นาจในเรอ่ื งดังกลา วก็ได
(๑) เปนเรื่องท่ีมีกฎหมายบญั ญตั ิใหเปนอาํ นาจเฉพาะหรอื เปนเร่อื งทโี่ ดยสภาพไมอาจมอบอํานาจได
(๒) เปน เร่อื งท่ีเก่ยี วกบั นโยบายสําคญั
(๓) เปนเร่ืองท่ีมคี วามจาํ เปนตองมกี ารดแู ลอยา งใกลช ิดเพือ่ ใหเปน มาตรฐานเดยี วกัน
(๔) เปนเรอื่ งท่ีอาจกอใหเ กิดความเดือดรอนหรือเกิดความไมเปน ธรรมแกป ระชาชนได
การมอบอํานาจตามวรรคหนึ่งใหรวมถึงการมอบอํานาจในการทํานิติกรรมสัญญาฟองคดี
และดาํ เนินคดีดว ย
ในกรณีท่ีการดําเนินการในเรื่องใดท่ีพระราชกฤษฎีกานี้กําหนดใหตองมีการมอบอํานาจ
ใหดาํ เนนิ การมอบอาํ นาจตามนนั้ โดยจะยกความในมาตราน้ขี ้นึ อางเพ่อื ไมมอบอํานาจไมไ ด
มาตรา ๗ ในการมอบอํานาจ ใหผ มู อบอาํ นาจดําเนนิ การ ดงั ตอไปนี้
(๑) วางหลักเกณฑและเง่ือนไขการใชอํานาจของผรู ับมอบอาํ นาจ
(๒) จดั ใหมรี ะบบการตรวจสอบและการรายงานผลการใชอํานาจของผรู ับมอบอาํ นาจ
(๓) กาํ กบั ดูแล และแนะนาํ การใชอ าํ นาจของผูร ับมอบอํานาจ
(๔) จดั ทาํ บญั ชกี ารมอบอํานาจเสนอผูบงั คับบัญชา
เมือ่ มกี ารมอบอาํ นาจแลว หากผูมอบอํานาจเห็นวา ผูรบั มอบอาํ นาจใชอาํ นาจทีร่ บั มอบโดยไมถูกตอง
หรืออาจกอ ใหเกดิ ความเสยี หาย ผูมอบอํานาจอาจมีคําสั่งแกไขการปฏิบัติราชการของผูรับมอบอํานาจ
หรือใหผ ูรบั มอบอํานาจหยุดการปฏิบตั ริ าชการไวกอน และผูม อบอาํ นาจเปนผใู ชอ ํานาจนนั้ โดยตรงก็ได
มาตรา ๘ การมอบอํานาจใหทําเปนหนังสือ โดยระบรุ ายละเอยี ดเกี่ยวกับการมอบอาํ นาจใหชัดเจน
เพียงพอทจี่ ะเขา ใจในเร่ือง ดงั ตอ ไปนี้
(๑) ช่ือหรอื ตาํ แหนง ของผูมอบอํานาจ
(๒) ช่อื หรอื ตําแหนง ของผรู ับมอบอาํ นาจ
(๓) อํานาจทมี่ อบ รวมทง้ั อาจกาํ หนดหลกั เกณฑแ ละเงื่อนไขการใชอํานาจดว ยกไ็ ด
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๘๔ ก หนา ๔ ๒๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานุเบกษา
มาตรา ๙ การมอบอํานาจยอมมผี ลตราบเทาท่ยี ังไมม กี ารเพิกถอนหรือส้ินผลลงโดยเง่ือนเวลา
หรือโดยเหตุอ่นื
มาตรา ๑๐ ในการปฏิบัติราชการแทน ผูรับมอบอํานาจอาจดําเนินการใด ๆ เพื่อใหบรรลุ
วัตถปุ ระสงคของการมอบอํานาจนั้นตามทเี่ หน็ สมควร แตตอ งใชอาํ นาจท่ีรบั มอบใหเ ปน ไปตามกฎหมาย
ทีเ่ ก่ยี วของกบั เร่อื งทมี่ ีการมอบอํานาจหรอื ตามหลกั เกณฑแ ละเง่อื นไขการใชอํานาจในเรื่องน้ัน รวมทั้ง
ตอ งจัดทํารายงานผลการใชอ าํ นาจดงั กลา วตามหลักเกณฑทผ่ี มู อบอํานาจกาํ หนด
มาตรา ๑๑ ให ก.พ.ร. มอี าํ นาจหนา ทกี่ ํากบั ดแู ลและตดิ ตามตรวจสอบการมอบอํานาจของผูดํารง
ตาํ แหนงใด ๆ เพอ่ื ใหเปนไปตามพระราชกฤษฎีกาน้ี อาํ นาจหนาที่เชนวานีใ้ หรวมถึง
(๑) แนะนําใหผูมอบอาํ นาจดําเนินการปรับปรงุ หรอื แกไขการมอบอํานาจใหถูกตอ ง
(๒) กําหนดใหสวนราชการรายงานขอมูลเกีย่ วกับการมอบอํานาจใหท ราบตามท่ีเห็นสมควร
ในกรณีทีม่ ีปญหาเก่ียวกับการปฏบิ ตั ติ ามพระราชกฤษฎีกาน้ี ให ก.พ.ร. เปนผูมีอํานาจวินิจฉัย
คาํ วินิจฉัยของ ก.พ.ร. ใหเ ปนที่สดุ
ในกรณีท่ีเห็นสมควรเพื่อประโยชนแกการปฏิบัติราชการเรื่องใดที่ไมอาจใชหลักเกณฑ
การมอบอํานาจตามพระราชกฤษฎีกานี้ได ให ก.พ.ร. เสนอความเห็นตอคณะรัฐมนตรี เพ่ือกําหนด
หลกั เกณฑเกีย่ วกับการมอบอาํ นาจการปฏิบัตริ าชการในเร่อื งน้ันไวเปนการเฉพาะ
หมวด ๒
การมอบอาํ นาจในกระทรวงเดยี วกัน
มาตรา ๑๒ เพ่ือประโยชนใ นการปฏิบตั ริ าชการในกระทรวง ใหปลัดกระทรวงมีอํานาจกําหนด
แนวทางปฏิบตั เิ กีย่ วกบั การมอบอาํ นาจของสว นราชการในสังกดั ทงั้ ในกรณกี ารมอบอํานาจในสว นราชการ
เดียวกนั หรอื การมอบอํานาจใหกบั สวนราชการอ่ืนทอ่ี ยใู นสงั กัดของกระทรวงเดียวกนั ได
ในกรณีท่ีเห็นสมควร ก.พ.ร. อาจเสนอตอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติกําหนดหลักเกณฑทั่วไป
เกยี่ วกับการมอบอํานาจของกระทรวง เพือ่ ใหทุกกระทรวงปฏบิ ตั ิก็ได
มาตรา ๑๓ ในกระทรวงท่ีมีการแบงกลุมภารกิจซ่ึงหัวหนากลุมภารกิจมีอํานาจเชนเดียวกับ
ปลดั กระทรวงตามมาตรา ๒๑ วรรคหก แหงพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
ซ่ึงแกไขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบัญญัตริ ะเบยี บบริหารราชการแผน ดิน (ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ ใหห ัวหนา
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๘๔ ก หนา ๕ ๒๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา
กลมุ ภารกิจดาํ เนนิ การมอบอาํ นาจตามหลกั เกณฑที่กาํ หนดไวใ นพระราชกฤษฎีกาน้ี โดยใหถือเสมือนหน่ึง
เปนปลดั กระทรวงของสว นราชการในกลมุ ภารกจิ นน้ั
มาตรา ๑๔ ใหอธิบดีจัดใหมีการมอบอํานาจภายในกรมของตน เพื่อใหการปฏิบัติราชการ
มีการกระจายความรับผิดชอบไดอยางเหมาะสมกับภารกิจของรัฐแตละดานหรือเพื่อประโยชนในการ
ใหบ รกิ ารและอาํ นวยความสะดวกแกป ระชาชน
ในการกาํ หนดเรอ่ื งการมอบอาํ นาจภายในกรมตามวรรคหนึ่ง ใหม กี ารกําหนดใหหวั หนาสวนราชการ
ตอ งมอบอํานาจใหแกผูดํารงตําแหนงท่ีมีหนาที่รับผิดชอบดําเนินการเรื่องน้ันโดยตรง เวนแตในกรณี
มีความจําเปนเพื่อประโยชนในการปฏิบัติราชการ หรือมีเหตุเรงดวนอันไมอาจหลีกเล่ียงได หัวหนา
สวนราชการอาจจดั ใหม ีการมอบอาํ นาจใหแ กผ ูดาํ รงตาํ แหนง อ่ืนที่เห็นสมควรเปน ผูป ฏิบัตริ าชการแทนกไ็ ด
มาตรา ๑๕ ในกรณที ่มี ีความจําเปนเพ่อื ประโยชนใ นการปฏิบตั ิราชการและผูมอบอํานาจเห็นวา
ไมส มควรมอบอํานาจการปฏิบัติราชการในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งใหแกผูอยูใตบังคับบัญชาเปนผูใชอํานาจ
ผูมอบอํานาจอาจมอบอํานาจใหแกผูดํารงตําแหนงในสวนราชการอ่ืนก็ได โดยตองดําเนินการ
ดังตอไปนี้
(๑) กรณีท่ีเปนสวนราชการในกรมเดียวกัน ใหทําความตกลงระหวางหัวหนาสวนราชการ
ที่เกย่ี วของ แลวแจงการมอบอาํ นาจนน้ั ใหอ ธิบดีทราบพรอ มดว ยเหตุผล
(๒) กรณที เ่ี ปนสว นราชการที่มิไดสงั กดั กรมเดยี วกัน ใหทาํ ความตกลงระหวางอธิบดีของกรม
ที่ผูม อบอาํ นาจสงั กัดและอธิบดีทผ่ี รู บั มอบอํานาจสังกดั แลวแจงใหป ลดั กระทรวงทราบพรอ มดวยเหตผุ ล
มาตรา ๑๖ ใหน ําความในหมวดนมี้ าใชบงั คับกับสวนราชการและหัวหนาสวนราชการระดับ
กระทรวงหรือกรมทเ่ี รียกชื่ออยางอื่น สว นราชการตามมาตรา ๑๘ วรรคส่ี แหง พระราชบญั ญตั ิระเบียบ
บรหิ ารราชการแผน ดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซ่ึงแกไขเพิม่ เตมิ โดยพระราชบญั ญัติระเบยี บบริหารราชการแผนดิน
(ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ หรือสวนราชการท่ีมีหัวหนาสวนราชการเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงกับ
นายกรฐั มนตรีดว ยโดยอนโุ ลม
หมวด ๓
การมอบอํานาจใหแ กส ว นราชการตางกระทรวง
มาตรา ๑๗ ในการมอบอาํ นาจใหแ กผ ูดาํ รงตําแหนง อ่ืนในสวนราชการตางกระทรวง เวน แตก รณี
การมอบอํานาจใหแกผูวาราชการจังหวัดตามหมวด ๕ ใหกระทําไดเมื่อมีการทําบันทึกความตกลง
ระหวา งสว นราชการทม่ี อบอํานาจและทีร่ ับมอบอาํ นาจแลว และการมอบอํานาจนน้ั ตองทาํ เปน หนังสือ
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๘๔ ก หนา ๖ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานุเบกษา
บันทึกความตกลงตามวรรคหนึ่งตองระบุรายละเอียดเก่ียวกับหลักเกณฑและวิธีการใชอํานาจ
ซึง่ อยา งนอยตองมรี ายการดงั น้ี
(๑) ขอบเขตอาํ นาจที่ไดม อบ
(๒) แนวทาง นโยบาย และขอ สงวนของการใชอํานาจ
(๓) ช่อื และตําแหนง ของเจาหนาท่ที ต่ี ิดตอ ไดในกรณมี ขี อ สงสยั เก่ียวกับกระบวนการใชอํานาจ
ใหปลัดกระทรวงของแตละกระทรวงที่เกี่ยวของกับการมอบอํานาจเปนผูลงนามในบันทึก
ขอ ตกลง ในกรณที ี่เปน การมอบอํานาจระหวางกรมของแตละกระทรวง ใหอธิบดีของกรมท่ีเก่ียวของ
กับการมอบอาํ นาจเปนผรู วมลงนามในบนั ทกึ ขอตกลงดวย
การมอบอาํ นาจตามวรรคหนง่ึ ใหสงสําเนาบันทึกความตกลงและหนังสือมอบอํานาจดังกลาว
ใหแก ก.พ.ร. ดว ย
มาตรา ๑๘ ในกรณที คี่ ณะรฐั มนตรีหรือ ก.พ.ร. มีมตใิ หม กี ารมอบอํานาจในเร่ืองใดระหวาง
สวนราชการตา งกระทรวง ใหสวนราชการที่เก่ียวของมีหนาท่ีมอบอํานาจใหเปนไปตามน้ัน โดยมิให
นําความในมาตรา ๑๗ มาใชบ งั คบั แตทั้งนี้ถาคณะรัฐมนตรีหรือ ก.พ.ร. กําหนดหลักเกณฑเก่ียวกับ
การมอบอํานาจและการปฏิบัติราชการไวอยางใด ใหสวนราชการท่ีเก่ียวของมีหนาที่ปฏิบัติตาม
หลักเกณฑนน้ั ดว ย
มาตรา ๑๙ ใหน าํ ความในหมวดนม้ี าใชบังคบั กับสวนราชการและหัวหนาสวนราชการระดับ
กระทรวงหรือกรมที่เรยี กชือ่ อยา งอื่น สวนราชการตามมาตรา ๑๘ วรรคส่ี แหง พระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซ่ึงแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
แผนดนิ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ หรือสวนราชการที่มีหัวหนาสวนราชการเปนผูบังคับบัญชาข้ึนตรงกับ
นายกรฐั มนตรดี ว ยโดยอนุโลม
หมวด ๔
การมอบอํานาจใหแกศ นู ยบ รกิ ารรวม
มาตรา ๒๐ เมอื่ มกี ารจดั ตง้ั ศนู ยบ ริการรวม ใหห ัวหนา สว นราชการหรือผดู ํารงตําแหนงทเ่ี กย่ี วของ
มอบอํานาจท้ังปวงในสวนท่ีเก่ียวของกับภารกิจของศูนยบริการรวมนั้น ใหแกผูมีหนาที่ปฏิบัติ
ในศูนยบ ริการรว ม
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๘๔ ก หนา ๗ ๒๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานุเบกษา
อาํ นาจทจ่ี ะมอบและระยะเวลาในการมอบอาํ นาจตามวรรคหนงึ่ ใหเปนไปตามที่คณะรัฐมนตรี
หรอื ก.พ.ร. กําหนด โดยไมต อ งปฏบิ ัตติ ามหมวด ๒ และหมวด ๓
มาตรา ๒๑ ใหศูนยบริการรวมจัดทํารายงานแสดงการมอบอํานาจตามมาตรา ๒๐ และปญหา
อุปสรรคในการปฏบิ ตั งิ าน ตามที่ไดร บั มอบอํานาจให ก.พ.ร. ทราบ ภายในเวลาที่ ก.พ.ร. กําหนด
หมวด ๕
การมอบอํานาจใหแ กผูว าราชการจงั หวดั
มาตรา ๒๒ อํานาจในการส่งั การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือการดําเนินการอื่น
ท่ีสวนราชการใดจะพึงปฏิบัติหรือดําเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งใด
หรือมตขิ องคณะรัฐมนตรีในเร่ืองใดในเขตพื้นท่ีจงั หวดั ถากฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคําส่ังน้ัน
หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเร่ืองน้ันมิไดกําหนดเร่ืองการมอบอํานาจไวเปนอยางอ่ืนหรือมิไดหาม
เรื่องการมอบอํานาจไว ใหหัวหนาสวนราชการดําเนินการมอบอํานาจการปฏิบัติราชการในเขตพ้ืนท่ี
จังหวัดใหแกผ ูวาราชการจังหวัด
มาตรา ๒๓ ในกรณีท่ีมีการมอบอํานาจใหผูวาราชการจังหวัดเปนผูปฏิบัติราชการแทน
ใหผวู า ราชการจงั หวดั มอบอาํ นาจนัน้ ใหแกผดู าํ รงตําแหนง ดงั ตอไปน้ี
(๑) ในกรณที อ่ี าํ นาจนั้นเกี่ยวกบั ราชการของสวนราชการใด และสวนราชการนั้นปฏิบัติหนาท่ี
อยูใ นจังหวัด ใหผ ูว า ราชการจังหวดั มอบอาํ นาจใหแกหวั หนาสวนราชการท่ีเก่ยี วขอ งในจังหวัดนนั้
(๒) นอกจากกรณีตาม (๑) ผูวาราชการจังหวัดอาจมอบอํานาจใหรองผูวาราชการจังหวัด
ปลัดจังหวดั หรอื หวั หนาสว นราชการทเ่ี กี่ยวขอ งในจงั หวัด เปนผูปฏิบตั ริ าชการแทนก็ได
ในกรณีที่ผูวาราชการจังหวัดมอบอํานาจใหแกผูดํารงตําแหนงอ่ืนตามวรรคหน่ึง ใหผูวาราชการ
จังหวัดรายงานตอ ผูมอบอาํ นาจเพื่อทราบดว ย
ใหนําความในวรรคหน่ึงมาใชบังคับกับการมอบอํานาจในการปฏิบัติราชการตามกฎหมาย
ของผูวา ราชการจงั หวดั ดว ย
มาตรา ๒๔ ใหนายอาํ เภอ ปลัดอําเภอผูเปน หัวหนาประจํากง่ิ อําเภอ และหัวหนา สวนราชการ
ประจําจังหวดั ดาํ เนินการมอบอํานาจใหเ ปนไปตามแนวทางทก่ี ําหนดในพระราชกฤษฎกี าน้ี
มาตรา ๒๕ การใชอํานาจของผูวาราชการจังหวัด ผูรับมอบอํานาจจากผูวาราชการจังหวัด
และของผดู ํารงตาํ แหนง ใดในจังหวัด ตองสอดคลอ งกบั แผนพัฒนาจงั หวัดและแผนพฒั นากลมุ จงั หวัด
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๘๔ ก หนา ๘ ๒๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานุเบกษา
มาตรา ๒๖ เม่อื มกี ารมอบอํานาจตามมาตรา ๒๓ แลว ใหผูว า ราชการจังหวัดมีอํานาจหนาที่
กํากบั ดูแลการปฏิบัตงิ านของผรู ับมอบอํานาจใหเปนไปตามวัตถุประสงคของการมอบอํานาจน้ัน และ
ในกรณที เี่ ห็นวา ผูร บั มอบอํานาจไดใชอ ํานาจปฏิบัติราชการแทนโดยไมถกู ตอ งหรืออาจกอ ใหเ กิดความเสียหาย
ผูวาราชการจังหวัดอาจมีคําสั่งแกไขการปฏิบัติราชการของผูรับมอบอํานาจหรือใหผูรับมอบอํานาจ
หยุดการปฏบิ ัตริ าชการดงั กลาวไวก อน และใหผ ูวาราชการจังหวดั เปนผูใชอาํ นาจในเรอ่ื งนน้ั โดยตรงก็ได
ในกรณีท่ีผูว า ราชการจงั หวัดเห็นวาเร่ืองใดเปนเรื่องท่ีไมอาจมอบอํานาจไดเน่ืองจากเปนกรณี
ตามมาตรา ๖ วรรคหนึง่ ผูวา ราชการจงั หวดั อาจไมมอบอาํ นาจนนั้ กไ็ ด แตตองแจงการไมมอบอํานาจ
พรอ มท้งั เหตุผลใหสวนราชการหรอื ผูดํารงตําแหนงท่ีมอบอํานาจทราบ ท้ังนี้ สวนราชการหรือผูดํารงตําแหนง
ทม่ี อบอํานาจมคี วามเหน็ เปนอยา งอ่ืน ใหนําขอ ขดั แยงนั้นเสนอ ก.พ.ร. เปน ผวู นิ จิ ฉัยช้ขี าด
ใหนําความในมาตรานม้ี าใชบงั คบั กบั การมอบอํานาจตามมาตรา ๒๔ ดว ยโดยอนโุ ลม
หมวด ๖
การมอบอาํ นาจใหป ฏิบตั ิราชการแทนในตา งประเทศ
มาตรา ๒๗ สวนราชการใดมีภารกจิ ท่ีตอ งดาํ เนินการในตางประเทศ ใหห วั หนาสวนราชการนั้น
มอบอํานาจท้ังปวงท่ีจะตองดําเนินการในตางประเทศนั้นใหแกหัวหนาคณะผูแทนและใหหัวหนา
คณะผแู ทนมอบอํานาจใหร องหวั หนาคณะผูแทนหรือบคุ คลในคณะผูแ ทน
หมวด ๗
เบ็ดเตลด็
มาตรา ๒๘ เพือ่ ประโยชนใ นการอํานวยความสะดวกในการบริการประชาชน ใหสวนราชการ
ซ่ึงกํากับดูแลองคกรปกครองสวนทองถิ่น ดําเนินการใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น วางระเบียบ
การมอบอํานาจใหเหมาะสมกับภารกิจการบริการประชาชน ทั้งน้ี โดยคํานึงถึงความสะดวก รวดเร็ว
ประสทิ ธิภาพ และประหยัด ในการบริการประชาชน ตามแนวทางตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๒๙ เพ่อื ประโยชนใ นการอํานวยความสะดวกในการบริการประชาชน คณะรัฐมนตรี
จะมีมตใิ หค ณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจและองคการมหาชนดาํ เนินการใหม ีระเบยี บวาดวยการมอบอํานาจ
ใหสอดคลองกับแนวทางตามพระราชกฤษฎีกาน้ี โดยจะกําหนดใหระเบียบดังกลาว อยางนอยตองกําหนด
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๘๔ ก หนา ๙ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา
ใหก ารใชอ ํานาจของผรู บั มอบอํานาจในเขตจงั หวดั ใดตองสอดคลองกับนโยบายและแผนพัฒนาจังหวัด
นนั้ ดวยกไ็ ด
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๓๐ การใดที่เกี่ยวกับการมอบอํานาจท่ีเคยดําเนินการตามหลักเกณฑของระเบียบ
สาํ นักนายกรฐั มนตรวี าดว ยการมอบอํานาจ พ.ศ. ๒๕๔๖ กอนวนั ที่พระราชกฤษฎีกานี้ใชบงั คบั ใหถ อื วา เปน
การมอบอํานาจทช่ี อบตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผรู ับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ จลุ านนท
นายกรัฐมนตรี
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๘๔ ก หนา ๑๐ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชพระราชกฤษฎีกาฉบับน้ี คือ โดยที่มาตรา ๓๘ วรรคหน่ึง
แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซ่ึงแกไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผนดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ กําหนดใหการมอบอํานาจในการสั่งการ
การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือดําเนินการอื่นใดที่ผูดํารงตําแหนงใดจะพึงปฏิบัติ
หรือดาํ เนนิ การตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรอื คาํ ส่ังใด หรือมติของคณะรัฐมนตรี ผูดํารงตําแหนงนั้น
อาจมอบอํานาจใหผูดํารงตําแหนงอ่ืนในสวนราชการเดียวกันหรือสวนราชการอื่น หรือผูวาราชการจังหวัด
เปน ผูป ฏิบัตริ าชการแทนได ตามหลกั เกณฑท ก่ี ําหนดในพระราชกฤษฎีกา จึงจําเปน ตองตราพระราชกฤษฎกี าน้ี