กระสอื เมอื งลบั แล ภาค 9
ตอน พญาเปรตเฝา้ ขมุ พลอย
สำหรับเรื่อง กระสือเมืองลับแล ได้ดำเนินมาถึงตอนที่
9 กันแล้ว เรื่องราวทั้งหมด ว่าด้วยการเดินทางของคณะ
เดินทางชาวพระนคร อันมีหัวหน้าคณะเป็นเสี่ยใหญ่โรงงาน
น้ำตาล นามว่าเพ้ง หรือท่ีทุกคนเรียกวา่ นายหา้ งเพง้ สาเหตุ
ที่เศรษฐีร่างท้วมต้องยอมตกระกำลำบาก ด้วยการเดินทาง
ในป่า เป็นเพราะ น้องชายแทผ้ ูม้ ีช่ือว่านายกิม หนุ่มผู้รักการ
ผจญภัยและความท้าทายทุกรูปแบบ ตามประสาวัยรุ่นคึก
คะนอง บังเอิญได้รับลายแทงโบราณ จากพรานป่าคนหน่ึง
ซึ่งถูกผีพนเั ข้าสิงจนเป็นหน้ีสนิ ล้นพ้นตัว ทว่าต่อมาพรานคน
นั้นกลับมีเงินมาใช้หนี้ก้อนโตจนครบถ้วน หนำซ้ำยังใจดี
บอกเคล็ดรับความรวยแบบสายฟ้าแลบกับนายกิม นั่นก็คือ
ทรัพยสินย์ทัง้ ที่มลี ้วนแล้วแต่มาจากขมุ ทรพั ย์ในป่าแถบเมอื ง
เขมร ก่อนจากกันพรานคนนั้นยังสมนาคุณด้วยการมอบ
ลายแทงต่อให้นายกิมอีกด้วย นั่นทำให้เลือดนักผจญภัยใน
ตัวของเขาเดือดพล่าน พยายามว่าจ้างพรานหนุ่มเจ้าของ
ลายแทง แต่เจ้าหมอนัน่ ปฏเิ สธอย่างไม่มีเยื่อใย เพราะความ
อันตรายในป่าก็ยังพอทำเนา ทว่าอาถรรพ์แลสิ่งลี้ลับที่ดู
เหมือนจะคอยอารักขาขุมทรัพย์ทั้งห้าแห่งในลายแทงนั้น
ร้ายกาจเหลือ จนทำให้เศรษฐีใหม่อย่างนายพรานหนุ่ม
เกือบเอาชีวิตไม่รอด นายกิมจึงดั้นด้นไปตามหายอดพราน
ฝีมือดีคนหนึ่งนามว่าพรานเกิ้งให้พาเข้าสู่ป่าแดนสนธยา
นับตั้งแต่วันนั้นนายห้างเพ้งผู้เป็นพี่ชาย ก็ไม่ได้ข่าวคราวของ
นายกิมอีก เขาจำต้องทำดุจเดียวกันกล่าวคือ นายห้างเพ้งอ
อกตานายพรานฝีมือฉมัง เพื่อให้นำทางเข้าป่าเมืองเขมร ท่ี
ลือกันว่าในพศ.นั้น ยังมีหลายแห่งหลงสำรวจ เต็มไปด้วย
ความลี้ลับ พรานคนที่นายห้างเพ้งพบ ก็คือพรานป้อก
หนุ่มวัยกลางคนสายเลือดสุพรรณ มีประสบการณ์เดินป่า
มาแล้วทุกภูมิภาค เรื่องคาถาอาคม ก็ม่เป็นรองใครเพราะมี
หมอแปน จอมขมังเวทย์ชื่อดังเป็นผู้ประสาทวิชาให้
หลังจากรับสินจ้าง คณะเดินทาง ที่พรานป้อก จัดเตรียมไว้
รอท่านายห้างเพ้งก่อนออกเดินทางนั้นก็ประกอบไปด้วย
นายชิด หลานชายแท้ๆที่ผิดหวังกับความรักกับยุพิณ หญิง
สาวที่ตนหมายปองเพราะถูกทางบ้านของสาวเจ้ากีดกัน จน
ต้องระเห็จมาเลียแผลใจ นายฉิ่ง พรานพื้นเมือง คนสนิท
ของพรานป้อก และนายฉับ เพื่อนซี้ของนายฉิ่ง ทั้งสอง
เกลอรับหน้าที่เป็นลูกหาบ และเป็นพรานนำทางในเวลาที่
พรานป้อกไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ในกรณีฉุกเฉิน ต่อมา
เมื่อทุกคนบุกบั่นเข้าสู่ป่าแดนเขมร ระหว่างทางนอกจาก
จะต้องพบเจอสิ่งลี้ลับและภยันตรายมากมาย ก็ยังมีสมาชิก
ใหม่เข้าร่วมในคณะตามมาด้วย คนแรกคือสตีฟ อดีตทหาร
เสนารักษ์ของกองทัพอังกฤษ ซึ่งภายหลังมาพบรักกับสาว
ชาวบ้าน ในแถบถิ่นชนบทจึงตัดสินใจร่วมอยู่กันกันและผัน
ตัวมาเป็นพรานล่าช้าง เขาติดอยู่ในภูมรณะ มันคือเขา
หัวโล้นอันแห้งแล้ง ล้อมรอบไปด้วยป่าดิบที่มีฝูงโป่งค่าง
กระหายเลือดคอยดักจับผุ้คนภายนอก ที่รุกล้ำเข้าไป และ
กลับกันก็ป้องกันไม่ให้คนที่หลุดเข้าไปได้กลับออกมา พราน
ป้อกและชาวคณะเดินทางสามารถฝ่าดงโป่งค่างและ
ช่วยเหลืออดีตทหารหนุ่มออกมาได้สำเร็จ สตีฟจึงกลายเป็น
หมอประจำคณะตั้งแต่นั้น ต่อมา คณะเดินทางได้ไปถึงวิหาร
ร้างกลางป่า ที่นั่นทุกคนได้พบพ่อเลี้ยงราเชนทร์ ผู้มี
อิทธิพล เขาต้องการครอบครองสมบัติ ตามลายแทงซึ่งตก
ทอดมาในตระกูลและมันก็เป็นอันเดียวกันกับที่นายห้างเพ้ง
คัดลอกมาจากของนายกิมน้องชายของเขา บ่งบอกว่าลาย
แทงโบราณนี้ไม่ได้มีเพียงแผ่นเดียวหากแต่ถูกคัดลอกส่งต่อ
กันมาแลว้ หลายคร้ัง ในหลายช่วงอายคุ น คณะของพ่อเล้ยี ง
ราเชนทร์และนายห้างเพ้งได้ร่วมมือกันรับมือกับเหล่าผีโขมด
ดง จนคนของพ่อเลี้ยงพร้อมทั้งอาวุธยุทธโธปกรณ์ ต้อง
พินาศไปสิ้น ลงทางพ่อเลี้ยงก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชาว
คณะล่องไพร พร้อมทั้งอนุภรรยาขัดดอก นามว่ารสริน
ทั้งหมดนี้คือคณะเดินทางทั้งหมด และพวกเขายังคงมุ่งหน้า
ต่อไป เพื่อหาเบาะแสของนายกิมตามแหล่งขุมทรัพย์ต่างๆ
ต่อไป เหตุการณต์ อ่ จากนเี้ ปน็ เหตุการณใ์ นปัจจบุ ัน
พราหมณ์ทวะกะ ในร่างชายหนุ่มบึกบึนสูงสง่า ใบหน้าคมสนั
สมชายชาตรี ราวกับเจ้าชายในฝันของหญิงสาวหลายคน
จ้องมองพิจารณาร่างใหม่ของ ไวยกูร บัดนี้เขาอยู่ในร่างของ
ชายวัยกลางคน ผมสีดอกเลา แต่งกายในชุดนักรบเต็มยศ
ซึ่งนั่นก็คือร่างกายของจอมทัพไตรจักร ผู้ที่ก่อนหน้านี้
เกือบจะปลิดชีวิตของไวยกูรได้อยู่แล้ว ย้อนกลับไปก่อนหน้า
น้ี แม่ทัพผู้มีฝีมอื ล้ำเลิศ พยายามจะใชเ้ พลงดาบสดุ ท้าย ปิด
ฉากชวี ิตของพญาปอบ วนิ าทีสุดท้ายซง่ึ จะไมม่ วี นิ าทีต่อไปอีก
สำหรับไยกรู มนั ได้ตดั สินใจทำบางอยา่ งอนั ไมค่ าดคิด
“ก่อนที่ข้าจะตาย ข้าขออะไรบางสิ่งจากเจ้าได้หรือไม่” ไวยกู
รกล่าว แววตาดรุ ้ายเส่อื มรังศีอำมหติ ลง
“เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้องอะไรก่อนตายด้วยซ้ำ เมื่อ
เทียบกบั ความผดิ ทีไ่ ด้กระทำ แต่เอาเถอะข้าจะถือว่านีเ่ ป็นคำ
ขอของคนที่กำลังสิ้นใจ จงบอกมาสิเจ้าปีศาจ เจ้าต้องการ
สิ่งใดเร่งว่ามา” สภาพของไวยกูรในขณะนี้ แขนขาถูกฟันจน
ห้อยรุ่งริ่ง เลือดไหลออกมาจนท่วมปาก ฟ้องถึงอาการ
บาดเจ็บแสนสาหัส มันขยับปากพะงาบๆพูดอะไรออกมาคำ
หนึ่งเบาๆ เพราะแม้แต่จะพูดยังยากเย็น จอมทัพผู้กุมเกม
เหนือกว่า ย่างสามขุมเข้ามาใกล้แล้วเอี้ยวตัวเอียงหูไปฟัง
ใกล้แทบชิดรมิ ฝีปาก เสียงอันแผ่วเบาฟังไม่ได้ศัพท์ของไวยกู
รพลันก็แปรเปลื่ยนเป็นเสียงอันกังวาน เปี่ยมด้วยอำนาจ
และความสะใจอย่างถึงท่สี ุด
“ข้า ขอร่างของเจ้าไปก็แล้วกัน เหอะๆๆ” เสียงหัวเราะสะใจ
ของไวยกูรดังก้องผ่านโสตประสาทของแม่ทัพไตรจักร และ
นั่นก็เป็นเสียงสุดท้าย ก่อนที่ดวงจิตของเขาจะถูกจิตของ
พญาปอบเข้าแทรกแซงจนหลุดลอยจากร่าง กลุ่มควันสีดำ
สนิทพวยพุ่งออกจากปากของไวยกูร ลอยเข้าไปตามช่องหู
ของแม่ทัพชรา และทั้งหมดนั้นคือสาเหตุที่ทำให้ มันได้ร่าง
ใหมม่ าครอบครอง
“วชิ าปอบยา้ ยรา่ งของเจ้าร้ายกาจเสยี จริง แมแ้ ต่คนท่ีมีจิตใจ
เขม้ แขง็ อย่างแม่ทัพไตรจักร คนที่แม้แต่ข้ากย็ งั หลีกเลี่ยงจะ
ปะทะด้วย เจ้ายังสามารถยึดร่างของมันมาได้ ข้าบอกตาม
ตรง วันที่ข้าเข้ายึดเมืองลับแล หากไตรจักรไม่ติดภารกิจ
ออกไปตรวจตราพวกทหารที่ชายแดน ข้าคงต้องออกแรง
มากกว่าน้ี
“ยอมถ่อมตัวเลย ท่านผู้ทรงอำนาจ เมื่อเปรียบเทียบกับ
ท่านแล้ว ชาวเมืองลับแลก็เป็นแค่เหลือบไร เท่านั้นข้ายัง
สงสัยทำไมท่านถึงไม่จัดการกับอริของท่านด้วยมือของท่าน
ไปเลยเล่า ทั้งที่หากจะทำกทำได้แท้ๆ” ไวยกูรถามในสิ่งท่ี
ข้องใจมานาน กับพราหามณ์ทวะกะในร่างของนายกิม ท่ี
ผ่านมา จอมมารผู้นี้แสดงให้เห็นถึงมหิธิฤทธิ์ และความ
เก่งกาจชนิดที่แม้แต่พญาปอบผู้เรื่องไสยเวทย์อย่างมันต้อง
สะพรึงกลัวมาแล้ว ด้วยการเปลื่ยนคนทั้งเมืองให้กลายเป็น
อมนุษย์ เช่นเดียวกับพรานเกิ้ง อดีตพรานนำทางของนาย
กมิ ร่างทที่ วะกะยึดครองอยู่ เพอ่ื ส่งใหไ้ ปขัดขวางคณะเดินทาง
ของนายหา้ งเพ้งถงึ กระน้ัน ไวยกรู ยังสัมผสั ได้วา่ มารร้ายตน
นี้ยังคงซ้อนเร้นพลังที่แท้จริงเอาไว้ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวแม้แต่
ในหมู่ผูใ้ ชม้ นต์ดำด้วยกัน เมื่อคร้ังทีพ่ บเจอกนั ครั้งแรก ไวย
กูรยอมสวามิภักกับพราหมณ์ทวะแต่โดยดีไม่มีข้อโต้แย้ง
เหตุผลเดียวเลยก็คือ ไม่ต้องการเป็นศัตรูกัน ฟังดูอาจเป็น
เหตุผลอันเรียบง่าย ไร้แก่นสาร ทว่าเมื่อใดก็ตาม ที่คนเรา
เจอกับผู้มีอำนาจหรือ ยศศักดิ์เหนือกว่า มายื่นข้อเสนอให้
ตกลงเป็นพันธะมิตร หาไม่แล้วจะต้องพบกับความพินาศ
ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธไมตรี เพราะอีกนัยหนึ่ง นั่นก็เป็น
เสมือนทางรอดเพียงทางเดียวของฝ่ายที่อ่อนแอกว่า
พราหมณ์ทวะกะหันมามองสบตาของพญาปอบไวยกูร แย้ม
รมิ ฝีปากเล็กน้อยก่อนจะกลา่ วตอบมาอย่างนุ่มนวล
“ ข้ายังไม่ต้องการให้พวกมันตายตอนนี้ ยังมีแผนการ
บางอย่างที่ข้าเตรียมไว้หากพวกมันรอดมาจนถงึ ตอนนั้นละ่ ก็
นะ”
“นี่หมายความว่า ท่านจะปล่อยให้พวกมัน ไปถึงพลอยสี
เลือดง้นั รึ”ไวยกูรถามอยา่ งไมส่ น้ิ สงสัย
“ข้าบอกว่าหากพวกมันรอดมาได้เท่านั้น ทำไมเจ้าไม่คิดบ้าง
ละว่า บางทีพวกมันอาจไม่รอดชีวิตหากไปถึง ขุมพลอยสี
เลือด ลืมแล้วรึว่ามีสิ่งใดนอกจากพลอยอยู่ที่นั่น” จอมมาร
รา้ ยกล่าวพลางจอ้ งมองดวงตาของไวยกูร ซ่งึ ตวั ไวยกรู เองก็
เหมือนจะนกึ อะไรออก มันแสยะยิ้มตอบกลบั ไป แลว้ หวั เราะ
ร่วน เมื่อนึกถึงชะตากรรมของคณะเดินทางฝ่ายมนุษย์
คล้ายกับมมี หนั ตภยั บางอย่างรอคอยพวกเขาอยู่
(ใส่ซาวดเ์ ว้นวรรค)
เขา้ ช่วงบา่ ยแล้ว พรานปอ้ กนายฉ่งิ และสตีฟยังคงงว่ นอยู่
กับการตรวจเช็คเสบียง น้ำจืด และเครื่องกระสุนที่เหลือ
หลังจากทราบจำนวนของสัมภาระที่กล่าวมาเบื้องต้น พราน
ปอ้ กจงึ คำนวณระยะเวลาท่จี ะใช้งานพวกมันได้ ออกมา
“อีกหกวัน เสบียงของเราจะเริ่มขาดแคลนแล้ว เพราะส่วน
ใหญ่ ลงไปอย่กู น้ แมน่ ้ำเมอ่ื คร้งั ทีแ่ พของเราแตก แต่น่ันเรา
ยังพอหาเนื้อสดแก้ขัดไปก่อนได้ ที่ร้ายที่สุดเห็นจะไม่พ้นน้ำ
จืดครบั นายหา้ ง เราคงต้องใช้นำ้ อย่างประหยัดเพราะไม่รู้เลย
ว่า อกี หนึง่ สปั ดาหจ์ ากนจ้ี ะพบแหลง่ น้ำเมือ่ ไหร่ ระหวา่ งนีเ้ ตมิ
นำ้ จืดท่ีรมิ แม่น้ำให้เต็มไว้ทุกกระบอก ทกุ ภาชนะไว้ก่อนเป็นดี
ที่สุด” พรานป้อกแนะนำ ตามประสบการณ์เดินป่าของแก
ก่อนจะหันไปนับอาหารเครื่องกระป๋องอีกครั้ง และยัดเข้าหีบ
ห่อสมั ภาระ
“ถ้างั้นเอาตามที่พ่อยอดพรานเขาบอก ใครมีกระติกน้ำหรือ
ภาชนะอะไรที่พอจะกักเก็บน้ำดื่มใว้ได้ รีบเอาไปเติมที่ริม
แม่น้ำเดี๋ยวนี้ อีกสามสิบนาทีเราจะเดินทางกันแล้ว” นาย
ห้างเพง้ หันไปกลา่ วกบั ทุกคนสีหนา้ เครง่ เครยี ด