The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by laaongdaochokmunthin, 2022-12-06 12:52:21

ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์

ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์

รายงาน

เรือ่ ง ทฤษฎกี ารเชือ่ มโยงของธอรน์ ไดค์

จัดทาโดย
นางสาว ละอองดาว โชคมุนทนี
๖๔๑๐๔๐๙๐๒๖ สาขา ภาษาไทย

คณะ ศกึ ษาศาสตร์

เสนอ
ดร. รอง ปญั สังกา

รายงานเร่ืองนี้เป็นสว่ นหนึ่งของรายวชิ า ED ๒๐๑ จิตวทิ ยาสาหรับครู
ภาคเรยี นท่ี ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕
วทิ ยาลัยสนั ตพล อดุ รธานี

คานา

รายงานเรือ่ งนีเ้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของรายวิชา ED๒๐๑ จิตวิทยาสาหรับครูโดยมี
จดุ ประสงค์ในการศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีการเช่อื มโยงของธอร์นไดค์เพอ่ื ให้ได้เรยี นรู้เก่ยี วกับชีวประวตั ิ
ของธอร์นไดค์ และแนวคดิ เกี่ยวกับจิตวทิ ยาทเ่ี ก่ียวข้องกบั การเชื่อมโยงตอบสนองกบั สงิ่ เรา้ ทธ่ี อรน์
ไดค์ไดศ้ ึกษาไว้ เช่น วธิ กี ารทดลอง และกฎแหง่ การเรยี นรู้ เปน็ ตน้

ทั้งน้ี เน้ือหาทั้งหมดได้มาจากการสบื ค้นบนอินเทอรเ์ นต็ บทความท่ีเกี่ยวขอ้ งกับ
ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ ขอขอบพระคณุ ดร.รอง ปัญสงั กา อยา่ งสงู ท่ีให้ความกรุณาในการ
แนะนาเพอ่ื การแกไ้ ข และให้ข้อเสนอแนะตลอดการทารายงานเลม่ น้ี ผจู้ ดั ทาหวงั เป็นอย่างย่ิงวา่
รายงานเลม่ นจี้ ะเปน็ ประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในการศึกษาเก่ยี วกับทฤษฎีนี้หรือผู้ทีต่ อ้ งการหาข้อมูล
เพมิ่ เติมในการเรยี นรู้เรื่องจติ วิทยาไม่มากกน็ อ้ ย

นางสาว ละอองดาว โชคมุนทีน ผู้จดั ทา
๖ ธนั วาคม ๒๕๖๕

ชวี ประวตั ิ

เอด็ เวริ ด์ ลี ธอรน์ ไดค์ (Edward Lee Thorndike) เป็นนักจิตวทิ ยาชาวอเมรกิ นั
เกิดวันที่ ๓๑ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๑๔ ทีเ่ มืองวิลเลีย่ มเบอร่ี รฐั แมสซาชูเซตส์ เขตนิวองิ แลนด์
ประเทศสหรัฐอเมริกา และถงึ แก่กรรมเม่อื วนั ที่ ๙ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๙ ท่ีเมอื งมอนท์โร รฐั นวิ ยอรค์
ประเทศสหรฐั อเมรกิ า เขาเร่ิมการทดลองเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๙๘ เก่ยี วกบั การใช้หบี กล (Puzzle-box)
ทดลองการเรียนรู้น้ีจนมีชอื่ เสียง หลงั จากน้นั ในปี ค.ศ. ๑๘๙๙ เขาไดส้ อนอยทู่ ่ีวิทยาลัยครูใน
มหาวทิ ยาลยั โคลมั เบยี (Columbia University) ซ่งึ ณ ที่นั้นเขาได้ศึกษาเกยี่ วกับการเรียนรู้
กระบวนการต่าง ๆ ในการเรียนรู้ และธรรมชาตขิ องภาษาอังกฤษท้ังของมนุษยแ์ ละสัตว์

ธอรน์ ไดค์ ได้ใหก้ าเนิดทฤษฎีการเรียนรู้ทฤษฎีหนง่ึ ข้ึนมา ซ่ึงเป็นทีย่ อมรับแพร่หลาย
ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๙๙ เปน็ ต้นมาจนถงึ ปจั จบุ ัน ทฤษฎีของเขาเนน้ ความสัมพนั ธ์เชื่อมโยงระหวา่ งสิง่ เร้า
กบั การตอบสนอง ตลอดระยะเวลา ๔๑ ปใี นการทางานทางดา้ นการศึกษาทม่ี หาวทิ ยาลัยโคลมั เบียน้นั
เขาได้ทดลองทางดา้ นการเรียนรตู้ ่าง ๆ ในห้องปฏบิ ัติการ และไดร้ วบรวมเปน็ สถิติท่ีเชอ่ื ถือได้ ผลงาน
ตา่ ง ๆ เขาได้ส่งใหว้ ิลเลียม เจมส์ (William James) เปน็ ผูต้ รวจสอบและวจิ ารณต์ ลอดมา ผลงานของ
เขารวบรวมไดป้ ระมาณ ๕๐๗ ฉบบั ผลงานทีม่ ชี ่ือเสยี งมากคือการทดลองการเรียนรู้โดยการเช่อื มโยง
ระหว่างสิ่งเร้ากบั การตอบสนองโดยการลองถูกลองผิด (Trialand error) ซ่งึ มีการสร้างกลอ่ งปัญหา
หรือกลอ่ งหบี กลข้ึน โดยเร่ิมทดลองทม่ี หาวิทยาลยั ฮารว์ ารด์ (Harvard University) และสาเร็จที่
มหาวิทยาลยั โคลมั เบยี ซ่งึ ได้รบั การตีพิมพ์ลงในหนังสอื พิมพน์ วิ ยอรค์ ไทม์ (New York Time) ใน
เดอื นมกราคม ปี ค.ศ. ๑๙๓๔ กลา่ วยกย่องว่าความสาเร็จของเขานน้ั เปน็ ความสาเร็จครั้งแรกและครัง้
สดุ ทา้ ยของการเป็นนักวิทยาศาสตรท์ เี ดยี ว

แนวคดิ สาคญั

ทฤษฎีของธอรน์ ไดคเ์ รยี กว่าทฤษฎกี ารเช่ือมโยง (Connectionism Theory)
ทฤษฎนี ้ีกล่าวถงึ การเชื่อมโยงระหวา่ งสิ่งเรา้ (Stimulus - S) กับการตอบสนอง (Response - R)
โดยมีหลกั เบ้ืองต้นว่า “การเรียนรู้เกิดจากการเชอื่ มโยงระหวา่ งสิง่ เรา้ กับการตอบสนอง โดยท่ีการ
ตอบสนองมกั จะออกมาเป็นรูปแบบตา่ ง ๆ หลายรูปแบบ จนกวา่ จะพบรปู แบบทด่ี ี หรือเหมาะสมที่สดุ
เราเรียกการตอบสนองเชน่ นว้ี า่ การลองถกู ลองผดิ (Trial and error)” น่นั คือการเลือกตอบสนองของ
ผ้เู รยี นรจู้ ะกระทาดว้ ยตนเองไมม่ ีผ้ใู ดมากาหนดหรือช้ีชอ่ งทางในการปฏบิ ัติให้และเมื่อเกิดการเรียนรู้
ขน้ึ แล้ว การตอบสนองหลายรูปแบบจะหายไปเหลือเพยี งการตอบสนองรปู แบบเดยี วท่เี หมาะสมทส่ี ดุ
และพยายามทาให้การตอบสนองเช่นนนั้ เชื่อมโยงกับสิง่ เรา้ ท่ตี อ้ งการให้เรียนรูต้ ่อไปเร่ือย ๆ ถา้ มีส่งิ เรา้
ท่ีตอ้ งการให้เกดิ การเรียนรู้มากระทบอนิ ทรยี ์ อนิ ทรียจ์ ะเลอื กตอบสนองเองแบบเดาสมุ่ หรือลองผิด
ลองถูก (Trial and error) เปน็ R๑, R๒, R๓ หรือ R อืน่ ๆ จนกระทง่ั ได้ผลที่พอใจและเหมาะสมทส่ี ดุ
ของทั้งผใู้ หเ้ รียนและผู้เรยี น การตอบสนองตา่ ง ๆ ที่ไมเ่ หมาะสมจะถูกกาจัดทง้ิ ไปไมน่ ามาแสดง
การตอบสนองอีก เหลอื ไวเ้ พียงการตอบสนองที่เหมาะสมคือกลายเปน็ S-R แลว้ ทาใหเ้ กดิ การ
เชอ่ื มโยงไปเรื่อย ๆ ระหว่าง S กับ R

การทดลอง

ธอรน์ ไดค์ไดส้ รา้ งสถานการณ์ขนึ้ ในห้องทดลอง เพ่ือทดลองใหแ้ มวเรียนเรียนรู้
การเปิดประตูกรงของหบี กลหรอื กรงปริศนาออกมากินอาหาร ด้วยการกดคานเปดิ ประตู ซง่ึ จากผล
การทดลองพบวา่

๑. ในระยะแรกของการทดลอง แมวจะแสดงพฤติกรรมเดาสุ่มเพ่อื จะออกมาจากกรงมากิน
อาหารใหไ้ ด้

๒. ความสาเร็จในคร้ังแรกเกิดขน้ึ โดยบงั เอิญโดยท่ีเท้าของแมวบังเอญิ ไปแตะเขา้ ที่คานทาให้
ประตเู ปดิ ออก แมวจะวง่ิ ออกไปทางประตเู พื่อกินอาหาร

๓. พบวา่ ยิง่ ทดลองซ้ามากเท่าใดพฤติกรรมเดาสุ่มของแมวจะลดลง จนในท่สี ดุ แมวเกิดการ
เรียนรู้ความสัมพันธร์ ะหว่างคานกบั ประตูกรงได้

๔. เมือ่ ทาการทดลองซา้ อีกต่อไปเรื่อย ๆ แมวเรมิ่ เกดิ การเรียนรูโ้ ดยการลองถูกลองผิดและรู้จัก
ท่จี ะเลือกวธิ ที ี่สะดวกและสน้ั ท่สี ุดในการแกป้ ัญหา โดยทง้ิ การกระทาอื่น ๆ ที่ไมส่ ะดวกและ
ไม่เหมาะสมเสยี

๕. หลงั จากการทดลองครบ ๑๐๐ ครง้ั ท้ิงระยะเวลานานประมาณ ๑ สปั ดาหแ์ ล้วทดสอบ
โดยจับแมวตัวนัน้ มาทาใหห้ วิ แล้วจับใส่กรงปริศนาใหม่ แมวจะใชอ้ งุ้ เท้ากดคานออกมากิน
อาหารทางประตูที่เปิดออกได้ทนั ที

ดงั นน้ั จากการทดลองจึงสรปุ ไดว้ ่า แมวเรียนรวู้ ธิ กี ารเปดิ ประตโู ดยการกดคานได้
ด้วยตนเองจากการเดาสุ่ม หรือแบบลองถูกลองผดิ จนได้วิธีทีถ่ กู ต้องทส่ี ดุ และพบวา่ ย่งิ ใช้จานวนคร้งั
การทดลองมากขน้ึ เท่าใด ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการแก้ปัญหาคือเปิดประตกู รงออกมาไดย้ ่ิงน้อยลงเท่านนั้

กฎการเรยี นรขู้ องธอรน์ ไดค์

จากการทดลองดังกลา่ ว ธอร์นไดค์ได้สรปุ กฎแห่งการเรียนรไู้ ว้ ๓ ข้อ ดงั น้ี

๑. กฎแหง่ ความพร้อม (Law of Readiness) หมายถงึ สภาพความพรอ้ มหรอื วฒุ ิภาวะของ
ผเู้ รียนท้ังทางรา่ งกาย อวยั วะต่างๆ ในการเรียนรู้และจติ ใจ รวมทั้งพืน้ ฐานและประสบการณเ์ ดมิ
สภาพความพร้อมของหู ตา ประสาทสมอง กลา้ มเนื้อ ประสบการณเ์ ดมิ ท่จี ะเช่ือมโยงกับความรู้
ใหม่หรือสิง่ ใหม่ ตลอดจนความสนใจ ความเข้าใจต่อสง่ิ ท่ีเห็น ถ้าผเู้ รยี นมคี วามพร้อมตาม
องคป์ ระกอบตา่ งๆ ดงั กล่าว กจ็ ะทาใหผ้ ูเ้ รียนเกดิ การเรยี นรไู้ ด้

๒. กฎแหง่ การฝกึ หัด (Law of Exercise) หมายถึงการที่ผเู้ รียนได้ฝึกหัดหรอื กระทาซา้ ๆ
บ่อยๆ ย่อมจะทาให้เกิดความสมบรู ณถ์ กู ต้อง ซ่ึงกฎนเ้ี ป็นการเน้นความมั่นคงระหวา่ งการ
เช่อื มโยงและการตอบสนองท่ีถูกต้องยอ่ มนามาซึ่งความสมบรู ณ์ แบง่ ย่อยได้ ๒ กฎ ดงั น้ี

 กฎแห่งการได้ใช้ (Law of Use) มใี จความว่าพันธะหรือตัวเช่อื มระหว่าง
ส่ิงเร้าและการตอบสนองจะเข้มแขง็ ขึ้นเม่ือได้ทาบอ่ ย ๆ

 กฎแห่งการไมไ่ ดใ้ ช้ (Law of Disuse) มใี จความวา่ พนั ธะหรือตวั เชือ่ ม
ระหว่างสง่ิ เรา้ และการตอบสนองจะอ่อนกาลังลง เมื่อไม่ได้กระทาอย่าง
ตอ่ เนอ่ื งมีการขาดตอนหรอื ไมไ่ ด้ทาบ่อย ๆ

๓. กฎแหง่ ความพอใจ (Law of Effect) กฎนเี้ ป็นผลทาให้เกิดความพอใจ กล่าวคอื
เม่อื อินทรยี ไ์ ดร้ ับความพอใจ จะทาใหห้ รือสงิ่ เชื่อมโยงแข็งม่ันคง ในทางกลบั กันหากอินทรียไ์ ดร้ ับ
ความไม่พอใจ จะทาให้พันธะหรือส่ิงเชอ่ื มโยงระหว่างสงิ่ เรา้ กบั การตอบสนองอ่อนกาลังลง หรืออาจ
กลา่ วได้ว่า หากอินทรยี ไ์ ด้รบั ความพอใจจากผลการทากจิ กรรม ก็จะเกิดผลดกี บั การเรียนรู้ ทาให้
อินทรียอ์ ยากเรียนรู้เพ่มิ มากข้ึนอกี ในทางตรงข้ามหากอินทรยี ไ์ ด้รับผลที่ไม่พอใจก็จะทาให้ไม่อยาก
เรยี นรหู้ รือเบ่อื หนา่ ยและเป็นผลเสียตอ่ การเรียนรู้

นอกจากนัน้ ธอร์นไดค์ ยังไดก้ าหนดหลกั การเบ้ืองต้นเกี่ยวกับการศกึ ษาและการสอน
ไว้ ๕ ประการ คือ

๑. การกระทากิจกรรมตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง (Self - Activity)

๒. การทาให้เกิดความสนใจด้วยการจงู ใจ (Interest , Motivation)

๓. การเตรียมสภาพทเี่ หมาะสมทางจติ ภาพ (Preparation and Mentalset)

๔. คานึงถึงเรอ่ื งเอกัตบคุ คล (Individuallization)

๕. คานึงถงึ เร่ืองการถ่ายทอดทางสังคม (Socialization)

การถา่ ยโอนการเรยี นรู้

จะเกิดข้นึ ก็ต่อเม่ือการเรียนรู้หรอื กจิ กรรมในสถานการณ์หนงึ่ ส่งผลตอ่ การเรียนรู้
หรือกิจกรรมในอีกสถานการณ์หน่งึ การสง่ ผลน้นั อาจจะอยู่ในรปู ของการสนับสนนุ หรือสง่ เสรมิ ให้
สามารถเรยี นได้ดีขึ้น (การถา่ ยโอนทางบวก) หรืออาจเปน็ การขดั ขวางทาให้เรยี นรู้หรือประกอบ
กจิ กรรมอีกอยา่ งหนง่ึ ได้ยาก หรอื ชา้ ลง (การถา่ ยโอนทางลบ) กไ็ ด้ การถ่ายโอนการเรียนรู้นับวา่ เปน็
พื้นฐานของการเรียนการสอน

การประยกุ ตใ์ ชใ้ นการเรยี นการสอน

๑. ในการเรยี นการสอนครูต้องใหค้ วามสาคญั และความเข้าใจในความแตกตา่ งของผ้เู รยี น
ทงั้ แตกตา่ งทางด้านอารมณ์ ด้านความชอบ ความสนใจ การตอบสนองได้ไมเ่ ทา่ กัน ตอ้ งสรา้ งทศั นคติ
ทีด่ ีเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาท่เี รียนใหก้ บั ผู้เรียน เช่น ชี้ให้เห็นประโยชน์ เป็นตน้

๒. การวางเง่ือนไข ครคู วรมกี ารวางเง่ือนไขในการเรยี น เช่น หากผูเ้ รยี นสอบหรอื ทาผลงาน
ไดส้ าเร็จจะให้ทากิจกรรมนันทนาการเพ่ือคลายความเครียด เปน็ ต้น และควรใชก้ ารวางเงื่อนไขที่
แตกตา่ งกนั ไม่ใช่ใช้เพียงเงอ่ื นไขเดยี ว อาจจะเป็นการให้ผูเ้ รียนทากิจกรรมสนกุ ๆ การเลน่ เกม การพา
ไปทัศนศึกษา การใหด้ วู ดิ ีโอ

๓. ในการสอน ควรมกี ารใชก้ ารเสริมแรงทางบวกแกผ่ ้เู รียน เช่น การใหค้ ะแนน การใหข้ อง
รางวลั การกลา่ วคาชมเชย เป็นการกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นเกดิ พฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค์ และควรสงั เกตวา่ การ
เสรมิ แรง แบบใดท่ีผ้เู รียนชอบสง่ ผลต่อการตอบสนองพฤติกรรมท่ีดี ควรมีการใชก้ ารเสริมแรงที่
หลากหลาย

๔. ครผู สู้ อนไม่ควรใช้การลงโทษท่รี ุนแรงเกนิ ไป เพราะนอกจากจะไมเ่ กิดการเรียนร้แู ล้วยัง
ทาให้ผู้เรยี นผู้เรยี นเกดิ ความอคตอิ ีกด้วย ควรใช้วธิ กี ารงดการเสริมแรงเม่ือผู้เรียนมพี ฤตกิ รรมไม่พงึ
ประสงค์

๕. กอ่ นดาเนินการสอนครตู อ้ งคานงึ ถึงความพร้อมของผเู้ รยี นทง้ั ด้านรา่ งกาย ด้านอารมณ์
ด้านอุปกรณ์การเรยี น และครูผ้สู อนต้องสร้างความพร้อมทางความร้ใู หก้ ับผู้เรียนดว้ ย คอื การอธบิ าย
ของความร้เู ดมิ เพื่อให้ผ้เู รียนเกดิ การจาไดถ้ ึงเน้อื หาก่อนหน้าที่เคยศึกษาใหส้ ามารถเชื่อมโยงความรู้ได้

๖. ครูผสู้ อนควรมกี ารกระตุ้นให้ผเู้ รียนเกิดการฝึกหดั คอื การให้การบ้าน การใหท้ า
แบบฝึกหัดบอ่ ยๆ แต่ควรแบบฝึกหัดทีเ่ ป็นเร่ืองเดียวกนั แต่มีรปู แบบที่หลากหลาย เพื่อไมใ่ ห้ผู้เรียนเกดิ
ความเบอื่ หนา่ ย

บรรณานกุ รม

มณั ฑรา ธรรมบศุ ย.์ (ม.ป.ป.). ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ของธอรน์ ไดค.์ สืบค้นเม่ือ ๖ ธนั วาคม ๒๕๖๕,
จาก https://sites.google.com/site/psychologybkf๑/home/citwithya-kar-reiyn-

ru/thvsdi-kar-reiyn-ru-khxng-th-xrn-dikh
ทฤษฎกี ารเชือ่ มโยงของธอรน์ ไดค์ (Thorndike’s Connectionism Theory). (ม.ป.ป.).

สบื คน้ เมื่อ ๖ ธนั วาคม ๒๕๖๕,
จาก https://www.baanjomyut.com/library_๓/behaviorism/๐๔.html
ทฤษฎกี ารเรยี นรขู้ องธอรน์ ไดค.์ (ม.ป.ป.). สบื คน้ เมือ่ ๖ ธนั วาคม ๒๕๖๕,

จาก https://sites.google.com/site/supoldee/thxn-dit
ธีระยทุ ธ โพธ์ิทอง. (ม.ป.ป.). ทฤษฎสี มั พนั ธเ์ ชอ่ื มโยงของธอรน์ ไดค.์ สบื ค้นเมื่อ ๖ ธนั วาคม ๒๕๖๕,

จาก https://sites.google.com/site/thirayutg๒๒/thvsdi-kar-reiyn-ru/thvsdi-khwam-
samphanth-cheuxm-yong-khxng-th-xrn-din
๒. ทฤษฎสี มั พนั ธเ์ ช่ือมโยงของธอรน์ ไดค.์ (ม.ป.ป.). สืบคน้ เมอ่ื ๖ ธันวาคม ๒๕๖๕,

จาก https://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/๒๐๑๐/๖๐๙๖/๙/Chapter๒_๓๐-๕๕_.pdf


Click to View FlipBook Version