The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

7 บทที่ 2_ผู้สูงอายุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panadda.kjp, 2021-07-28 05:38:49

7 บทที่ 2_ผู้สูงอายุ

7 บทที่ 2_ผู้สูงอายุ

7

บทท่ี 2
การทบทวนวรรณกรรมทเ่ี กยี่ วขอ้ ง

การวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาสุขภาวะของผู้สูงอายุในเขตเทศบาล
ตำบลตลาดแค อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ในครั้งนี้คณะผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและ
งานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง เพอ่ื นำมาเปน็ แนวทางในการศกึ ษาวจิ ยั ดังต่อไปนี้

1. แนวคดิ เกี่ยวกบั สังคมผู้สูงอายุ
1.1 ความหมายของผสู้ งู อายุ
1.2 ความต้องการของผู้สงู อายุ
1.3 การเข้าสสู่ ังคมผสู้ ูงอายุ
1.4 สาเหตขุ องการเข้าสสู่ งั คมผสู้ งู อายุ

2. แนวคิดเก่ยี วกับสขุ ภาพ
2.1 ความหมายของสขุ ภาพ
2.2 สขุ ภาพองค์รวม
2.3 องค์ประกอบของสุขภาพองค์รวม
2.4 ปัจจยั ท่เี กี่ยวขอ้ งกบั พฤติกรรมการสรา้ งเสริมสุขภาพ
2.5 แนวคิดเกีย่ วกับสุขภาวะ
2.6 สุขภาวะตามแนวคดิ ของไมเยอร์
2.7 สขุ ภาวะของผูส้ งู อายตุ ามแนวคดิ ของไรฟ์
2.8 มติ แิ ละระดับของผลกระทบทางสขุ ภาพ
2.9 ผลกระทบทางสขุ ภาพ

3. แนวคิดเกยี่ วกับภูมิปัญญา
3.1 ความหมายของภมู ิปัญญา
3.2 ประเภทของภมู ิปัญญา
3.3 การจดั แบ่งสาขาภมู ปิ ัญญาไทย
3.4 ลักษณะของภมู ิปญั ญา

4. แนวคดิ เกยี่ วกบั เศรษฐกจิ ชมุ ชน
5. แนวคิดเก่ียวกับทนุ ทางสังคม

5.1 ความหมายของทนุ
5.2 แนวคดิ เก่ยี วกับทนุ
5.3 ทุนทางสังคมของไทย

8

6. แนวคดิ เกย่ี วกบั การบรหิ ารจดั การกลุ่ม
6.1 แนวคิดเกี่ยวกบั กลมุ่
6.2 แนวคดิ เกยี่ วกบั การบริหารจัดการกลมุ่

7. งานวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง
8. กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

1. แนวคดิ เกย่ี วกบั สงั คมผสู้ งู อายุ
การศึกษาเกย่ี วกับความหมายของผูส้ ูงอายุ ความต้องการของผู้สงู อายุ มรี ายละเอยี ด ดังน้ี
1.1 ความหมายของผ้สู ูงอายุ
สมศักดิ์ ศรีสันติสุข (2550: 40) ได้ให้ความหมายของคำว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลท่ี

มีเกณฑ์อายุ 60 ปี เป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตที่มีความเสื่อมหรือเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทางด้าน
ร่างกายและจิตใจซึ่งแต่ละคนปรากฏอาการเสื่อมตามสภาพเป็นผู้สมควรให้การอุปการะให้การ
ชว่ ยเหลือในการรักษาโรคภัยไขเ้ จ็บ

จินตนา รอดอารมย์ (2554: 17) ไดใ้ ห้ความหมายว่า ผสู้ ูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุ60 ปี
ขึ้นไป ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของวัย สภาพร่างกาย จิตใจและสังคม และมี
กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กัน ผู้สูงอายุแต่ละคนก็จะมีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่าง
กนั ตามปจั จยั แวดล้อมของแต่ละบคุ คล

สมพล นะวะกะ (2555: 8) ได้ให้ความหมายว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60
ปี ขึ้นไป มีการเปลย่ี นแปลงของร่างกาย และจติ ใจไปในทางเสื่อมลง มีบทบาททางสงั คมและกิจกรรม
ในการประกอบอาชพี ลดลง

วาสนา ทองจันทร์ (2550: 9) ได้ให้ความหมายของผู้สูงอายุว่า หมายถึง ผู้สูงอายุท้ัง
ชายและหญิงที่มีอายุ60 ปีขึ้นไป ซึ่งประสบปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือไม่มีผู้อุปการะเลี้ยงดูไม่มี ท่ี
อยู่อาศัย หรืออยู่ร่วมกับครอบครัวไม่มีความสุขและได้รับการช่วยเหลือจากกรมพัฒนาสังคมและ
สวสั ดิการโดยรับตัวเข้าอยูใ่ นศูนย์พัฒนาการจัดสวสั ดกิ ารผ้สู งู อายเุ พ่ือให้การอปุ การะเลยี้ งดู

ณัฐสิน ปพนไวนุวัฒน์ (2550: 5) ให้ความหมายว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่
60 ปขี นึ้ ไป ตามพระราชบัญญตั ผิ สู้ งู อายุ พ.ศ. 2546

พระสุรชัย อยู่สาโก (2550: 17) สรุปความหมายว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุ60 ปี
ขึ้นไป มีสภาพร่างกายและจิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมถอย มีโอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย
สมควรได้รับการดูแลช่วยเหลือและยังถือว่าเป็นวัยที่ปลดเกษียณจากการทำงาน ซึ่งยึดตามเกณฑ์ ที่
องคก์ ารระหว่างประเทศไดต้ กลงกัน โดยนับตามอายปุ ฏิทนิ เปน็ มาตรฐานสากลในการเป็นผูส้ งู อายุ

9

บุษยากรณ์ ดรุณวัติ (2560: 19 อ้างถึงใน สมประสงค์ พันธุประยูร: 2538) ให้
ความหมายของผู้สูงอายุ คือ ผู้ที่มีอายุตามปีปฏิทินที่มีอายุแท้จริง นับตั้งแต่เกิดมาจนถึงเวลาที่ยังมี
ชีวิตอยู่ในปัจจบุ ันหรือที่มีอายุทางชีววิทยาเป็นช่วงอายทุ ีเ่ กี่ยวข้องกับการทำงานของอวัยวะต่างๆใน
ร่างกายทข่ี ึน้ อยูก่ บั พนั ธกุ รรมและส่ิงแวดล้อมและผทู้ มี่ ีอายุทางจติ วทิ ยาซ่งึ จะแสดงถงึ วุฒภิ าวะ

ฉะน้นั ผู้สูงอายุ (Aging) หมายถึง การพฒั นาเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในระยะสุดท้าย
ในช่วงอายุของมนุษย์และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนสิ้นสุดอายุขัยของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ ประเทศไทย
กำหนดให้บุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ถือเป็นผู้สูงอายุ และถือเป็นเกณฑ์ที่ใช้สำหรับในการปลด
เกษียณอายุราชการดว้ ยความสงู อายเุ มอ่ื เกดิ กบั ผู้ใดจะมีลักษณะดังน้ี บุษยากรณ์ ดรณุ วัติ (2560: 31
อา้ งถงึ ใน เสาวลกั ษณ์ แย้มตรี ชมุ พล พลนรา และอานนท์ แย้มตรี. 2542: 4)

1) ผิวหนังเหี่ยวย่น ผมหงอก ฟันโยก ผู้หญิงหมดประจำเดือนและมีความเสื่อมโทรม
ปรากฏใหเ้ หน็ โดยทั่วไป

2) มีความรู้สึกเรี่ยวแรงอ่อนลง เหนื่อยง่าย มองภาพไม่ชัด หูตึง รับรส กลิ่นน้อยลง
ความจำเสอื่ ม เรยี นรสู้ ิง่ ใหม่ได้ช้า ขาดความคลอ่ งแคลว่ การทำงานลดลง เจบ็ ปว่ ยงา่ ย

3) ขาดความมั่นใจในตนเอง วติ กกงั วลงา่ ย หงอยเหงา ใจนอ้ ย บางครง้ั ซึมเศร้า แยกตัว
หรอื บางคน อาจพูดมาก เพอ้ เจ้อ

ผู้สูงอายุเปน็ วัยซ่ึงมคี วามแตกตา่ งจากวัยอ่นื เปน็ วยั บ้นั ปลายของชีวิต ดังนน้ั ปญั หาของ
ผู้สูงอายุในทุกด้านโดยเฉพาะด้านสงั คม และสาธารณสขุ จงึ แตกตา่ งจากคนในวัยอ่ืน ปัจจุบันจำนวน
ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลไทยและทั่วโลกได้ตระหนักถงึ
ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงมีความพยายามและมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องให้ทุกคนตระหนัก เข้าใจ
และพรอ้ มดูแลผสู้ ูงอายุให้ทดั เทียมเชน่ เดยี วกบั การดูแลประชากรในกลมุ่ อายุอ่ืน

คมเดช มัชฌิมวงศ์ (2562: 7 อ้างถึงใน สุรกุล เจนอบรม 2541: 6-7) ได้อธิบายเกณฑ์
ความเป็นบุคคลสูงอายุว่า บุคคลผู้จะเข้าข่าย เป็นผู้สูงอายุมีเกณฑ์ในการพิจารณาแตกต่างกันโดย
กำหนดเกณฑใ์ นการพิจารณาความเปน็ ผู้สงู อายุ ไว้ 4 ลกั ษณะดังนี้

1) พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจากอายุจริงที่ปรากฏ (Chronological Aging) จาก
จำนวน ปีหรืออายุท่ีปรากฏจรงิ ตามปปี ฏิทินโดยไมน่ ำเอาปัจจยั อ่นื มารว่ มพจิ ารณาดว้ ย

2) พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจากลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
(Physiological Aging หรอื Biological Aging) กระบวนการเปลย่ี นแปลงนจ้ี ะเพ่ิมขึน้ ตามอายุขัยใน
แต่ละปี

3) พจิ ารณาความเปน็ ผู้สูงอายจุ ากลักษณะการเปล่ียนแปลงทางจติ ใจ (Psychological
Aging) จากกระบวนการเปลย่ี นแปลงทางดา้ นจติ ใจ สติปญั ญา การรับรูแ้ ละเรียนร้ทู ่ถี ดถอยลง

10

4) พิจารณาความเป็นผู้สูงอายุจากบทบาททางสังคม (Sociological Aging) จาก
บทบาท หนา้ ทที่ างสงั คมท่ีเปลยี่ นแปลงไป การมปี ฏสิ มั พนั ธ์กับกลุ่มบุคคล ตลอดจนความรับผิดชอบ
ในการทำงานลดลง

สรุปได้ว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่มีการเปลี่ยนแปลงของ
รา่ งกาย และจติ ใจไปในทางทีเ่ ส่ือมลงมีบทบาททางสงั คมและกิจกรรมในการประกอบอาชีพลดลง

การแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุ จากการกำหนดว่าบุคคลที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นผู้สูงอายุ
(ปราโมทย์ ประสาทกุล: 2553) ได้เสนอข้อมูลขององค์การอนามัยโลก โดย อัลเฟรด เจ คาห์น
(Professor Dr. Alfred J. Kahn) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มีการแบ่งเกณฑ์อายุตามสภาพของ
การมอี ายเุ พ่มิ ขึ้นในลกั ษณะของการแบ่งชว่ งอายุที่เหมือนกัน คือ

1) ผู้สูงอายุ (Elderly) มีอายรุ ะหวา่ ง 60-74 ปี
2) คนชรา (Old) มีอายุระหวา่ ง 75-90 ปี
3) คนชรามาก (Very Old) มอี ายุ 90 ปขี ึ้นไป
1.2 ความต้องการของผู้สูงอายุ
บุคคลเมื่อกา้ วสู่วัยสูงอายุ ซ่ึงเป็นวัยช่วงทา้ ยของชีวติ เป็นช่วงที่ควรได้รับการช่วยเหลือ
ประคับประคองจากสังคม ในสังคมไทยมีวัฒนธรรมในการดูแลพ่อแม่ ญาติผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันต้อง
ยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไป ย่อมมีผลกระทบต่อวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนไทย
และความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นสังคมจึงควรตะหนักถึงภาระ
ความรับผิดชอบต่อกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะเป็นวัยที่สภาพร่างกาย จิตใจ และสถานภาพทางสังคม
เปลี่ยนแปลงเสื่อมถอยลงตามธรรมชาติ ซึ่งความต้องการของผู้สูงอายุสามารถแบ่งได้ คมเดช
มชั ฌิมวงศ์ (2562: 12 ) ดงั น้ี
1.2.1. ต้องการมีสุขภาพร่างกายทแี่ ขง็ แรง สมบูรณ์
1.2.2. ต้องการมีผชู้ ่วยเหลือดแู ลอยา่ งใกลช้ ิด
1.2.3. ตอ้ งการทอ่ี ย่อู าศยั ท่ีสะอาด อากาศดี ส่ิงแวดลอ้ มดี
1.2.4. ต้องการอาหารการกนิ ที่ถกู สขุ ลักษณะตามวยั
1.2.5. ตอ้ งการมีผดู้ ูแลช่วยเหลือให้การพยาบาลอย่างใกล้ชิดเมอื่ ยามเจ็บป่วย
1.2.6. ต้องการได้รับการตรวจสุขภาพ และการรักษาพยาบาลที่สะดวก รวดเร็ว
ทนั ทว่ งที
1.2.7. ตอ้ งการไดร้ บั บริการรกั ษาพยาบาลแบบใหเ้ ปลา่ จากรัฐ
1.2.8. ความตอ้ งการได้พกั ผอ่ น นอนหลบั อยา่ งเพยี งพอ
1.2.9. ความตอ้ งการบำรงุ รักษาร่างกาย และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
1.2.10. ความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกเพอื่ ปอ้ งกนั อุบัตเิ หตุ

11

1.3 การเข้าสูส่ งั คมผู้สูงอายุ
องค์การสหประชาชาติ (United Nations: ออนไลน์) นิยามว่าผู้สูงอายุ (Older

person) หมายถึง ประชากรทง้ั เพศชาย และหญงิ ท่มี ีอายุมากกว่า 60 ปีข้ึนไป และได้แบ่งระดับการ
เขา้ สูส่ ังคมผูส้ ูงอายุ เป็น 3 ระดบั ได้แก่

1.3.1. ระดับการกา้ วเข้าสู่สงั คมผู้สูงอายุ (Aging society) หมายถึง สงั คมหรือประเทศ
ที่มีประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุ
ตั้งแต่ 65 ปี มากกว่าร้อยละ 7 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นกาลังเข้าสู่สังคม
ผสู้ งู อายุ

1.3.2. ระดับสงั คมผสู้ ูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่
มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ20 ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่
65 ปี มากกว่าร้อยละ14 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดย
สมบรู ณ์

1.3.3. ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หมายถึง สังคมหรือ
ประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า ร้อยละ20 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่า
ประเทศนนั้ เข้าส่สู ังคมผู้สูงอายุอย่างเตม็ ท่ี

ทั้งนี้องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2001-2100 เป็นศตวรรษแห่ง
ผู้สงู อายุ โลกกำลงั ก้าวเขา้ สู่สังคมผสู้ งู อายุ ซง่ึ แตล่ ะประเทศจะเขา้ สู่สังคมผู้สูงอายุแตกต่างกันไปตาม
สภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศ เช่น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทางด้าน
การแพทย์ การโภชนาอาหาร สำหรบั ประเทศไทย สำนกั งานสถิตแิ หง่ ชาติ สรปุ ว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่
สังคมผู้สูงอายุ ตั้งแต่ปี 2005 โดยมีประชากรผู้สูงอายุร้อยละ 10.4 ของประชากรทั้งประเทศ
และคาดวา่ จะเข้าส่สู ังคมผู้สูงอายโุ ดยสมบูรณ์ ในชว่ งปี 2024 – 2025

ผลจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นมีความเป็นอยู่ท่ี ดี
มีโภชนาการทางอาหารท่ีถกู หลักอนามยั ประชากรมีมาตรฐานชีวิตที่ดี มีการศึกษา มีความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยีและการแพทย์ ซึ่งจะส่งผลให้ทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น อัตราการตายลดลง
ทำใหป้ ระชากรมีอายุยนื ยาวจนทำใหโ้ ลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะเห็นไดจ้ ากปริ ามดิ ของประชากรโลก
โครงสร้างของประชากรโลกเปลี่ยนไป ในช่วงของผู้สูงอายุขยายมากขึ้น ตั้งแต่ ปี 2010
และเมื่อเปรียบเทียบประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปในประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลัง
พฒั นาจะสังเกตได้ว่าแนวโนม้ ผู้สูงอายุท่วั โลกจะเพ่ิมมากขน้ึ เรื่อย ๆ และสัดสว่ นผูส้ ูงอายุท่ีมากขึ้นจะ
มาจากประเทศกาลังพัฒนา นอกจากนี้ผลจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจทาให้ประเทศมีการพัฒนา
ทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว จะสังเกตได้ว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
หรือประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจจะมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี และการแพทย์

12

ทาให้รัฐบาลสามารถพัฒนาทางด้านสาธารณสุข และโรงพยาบาลได้อย่างทั่วถึง มีระบบสวัสดิการ
ทางสงั คมทดี่ ีสง่ ผลให้ประชาชนมีมาตรฐานชวี ิตทดี่ ีกว่าประเทศด้อยพัฒนา จงึ ทำให้ประเทศที่พัฒนา
แล้วมีโอกาสเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุได้เร็วกว่าประเทศกำลังพัฒนาเนื่องจากมีความเจริญทางด้าน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการพัฒนาทางด้านการแพทย์ จึงทำให้มียารักษาโรคที่ทันสมัย
มีโภชนาการทางด้านอาหาร อนามัยสาธารณสุขที่ดี ดังนั้นประชากรจึงมีอายุยืนมากขึ้นเนื่องจาก
อัตราการตายลดลงในขณะทอ่ี ตั ราการเกิดกน็ ้อยลงด้วย

1.4 สาเหตขุ องการเขา้ สสู่ งั คมผูส้ งู อายุ
เนอื่ งจากการพฒั นาทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศเจริญก้าวหน้าทำให้สามารถ

เพิ่มสวัสดิการแก่ประชาชนได้มากขึ้น มีการพัฒนาทางด้านสาธารณสุข อนามัย โรงพยาบาล
และการคมนาคมขนส่งได้อย่างทั่วถึง ขณะที่ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมีการบริโภค
ที่ถูกหลักโภชนาการ มีการศึกษารู้จักดูแลรักษาสุขภาพอนามัย ทำให้ประชาชนมีอายุยืนมากข้ึน
รวมถึงความก้าวหน้าทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ทีท่ นั สมัยทำให้มกี ารพฒั นาทางด้าน
การแพทย์ และมีนวัตกรรมใหม่ทรี่ ักษาโรค ควบคุมโรคระบาด การบำรงุ รา่ งกายให้มีสุขภาพแข็งแรง
ทาให้ประชากรมีอายุยืนยาว และจากนโยบายวางแผนครอบครัวให้มีบุตรน้อยลงเนื่องจากภาวะ
เศรษฐกิจเปลี่ยนไป การมีบุตรมากอาจก่อให้เกิดภาระเพิ่มขึ้น และเป็นอุปสรรคในการพัฒนา
ประเทศทำให้บางประเทศที่มีนโยบายวางแผนครอบครัว มีผลทำให้อัตราการเกิดลดลงอยา่ งรวดเรว็
หรือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างกรณีประเทศจีนที่มีนโยบายควบคุมการมีบุตร ซึ่งเห็นผลได้อย่าง
รวดเร็วทำให้อัตราการเกิดลดลงและผลที่ตามมาทำให้จีนเป็นประเทศหนึ่งที่เข้าสู่สังคมผู้สูง อายุ
นอกจากนี้แล้วการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ค่านิยม และทัศนคติ ภายใต้ในยุคที่มีการ
แข่งขันของสังคมเปลี่ยนไปทำให้ผู้หญิงมีการแต่งงานลดลง หรือมีการหย่าร้างเพิ่มขึ้น มีบุตรน้อยลง
ทาให้อัตราการเกิดลดลงโครงสร้างสังคมเปลยี่ นไปมีวยั เด็กนอ้ ยลงขณะที่มวี ยั สูงอายุเพ่ิมข้นึ

แนวโน้มสังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลกโดยเริ่มจากประเทศที่พัฒนาแล้วมี
ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี และตามมาด้วยประเทศกำลงั พัฒนา เมื่อมีผู้สูงอายุมาก
ขึ้นทำให้ปัจจัยการผลิตทางด้านแรงงานลดลงการออมลดลง รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ
ค่าใช้จ่ายทางด้านสวสั ดิการ และการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเพื่อดูแล และปฐมพยาบาลผู้สูงอายุมาก
ขึ้นทำให้การลงทุนลดลงรายได้ประชาชาติลดลง ทั้งนี้การที่แรงงานลดลงอาจแก้ไขโดยการนำ
เทคโนโลยีเครื่องจักรมาใช้ทดแทนแรงงานคน หรือใช้แรงงานต่างด้าวซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการ
เคลื่อนย้ายแรงงานมากขึ้น หากไม่มกี ารเตรยี มความพร้อมการจัดสรรทรัพยากรแรงงานท่ีจะลดลงจะ
มีผลกระทบตอ่ ความมน่ั คงทางดา้ นเศรษฐกจิ และสังคมทำใหร้ ายได้ประชาชาติลดลงไดด้ ังน้ันการเข้า
สู่สังคมผู้สูงอายุโครงสร้างของประชากรเปลี่ยนแปลงไปมีสัดส่วนของผู้สูงอายุมากขึ้นย่อมทำให้
เกิดผลกระทบท้งั ทางเศรษฐกจิ และสงั คมและมผี ลต่อการพัฒนาเศรษฐกจิ

13

ดังนั้นในการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุควรจะร่วมมือกันทั้งภาครัฐ
และเอกชนตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน และประเทศ โดยเฉพาะการร่วมกันกระตุ้นเพื่อให้ตระหนัก
ถงึ ความสำคญั ของการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มกี ารเตรียมวางแผนการออม การใชช้ ีวิตในบั้นปลาย
การร่วมมือกันในชุมชน การจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ทางด้านสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุ
การปรับตัวทางด้านสังคมและจิตใจของผู้สูงอายุ รวมทั้งการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน
และการออมเพื่อเตรียมพร้อมเมื่อถึงวัยผู้สูงอายุซึ่งสำหรับบางประเทศได้มีการขยายอายุ
ผู้เกษียณอายุและเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีงานทำมากขึ้นเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่า และเป็น
ภาระกับสงั คมเพอื่ สรา้ งความภาคภูมใิ จใหก้ บั ผ้สู ูงอายุ

2. แนวคดิ เกยี่ วกบั สขุ ภาพผสู้ งู อายุ
2.1 ความหมายของสขุ ภาพ
สุขภาพ หรือ Health ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก หมายถึง สุขภาวะท่ี

สมบูรณ์ ใช้คำว่า complete well-being ทางกาย ทางจิต (mental) ทางสังคม (social) และทาง
จิตวญิ ญาณ (spiritual) วรรณวิมล เมฆวมิ ล (2554 อ้างถงึ ใน ประเวศ วะส.ี 2545: 42) กล่าววา่

สุขภาพ คือ ความสมบูรณ์ทั้ง ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ที่เชื่อมโยงซึ่งกัน
และกันอย่างแบ่งแยกไม่ได้ การขาดความสมดุลในองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งย่อมส่งผลต่อ
องค์ประกอบอื่น ๆ เสมอ การดำรงภาวะสุขภาพแบบองค์รวม จึงต้องคำนึงถงึ การผสมผสานกลยุทธ์
ที่จะคงความสมดุลในทุกองค์ประกอบ โดยจะครอบคลุมถึงการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมของบุคคล
เปน็ สำคัญ

สุขภาพเป็นสุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ไม่เพียงแต่ปราศจาก
โรคและความพิการเท่านั้น สุขภาพมีดวามเป็นพลวัตรจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในแต่ละ
บคุ คลตลอดชวี ิตอยา่ งตอ่ เน่ือง (วรรณวิมล เมฆวิมล.2554: 5)

2.2 สุขภาพองค์รวม
ประเวศ วะสี (2547: 28) กล่าวว่า สุขภาพองค์รวม หมายถึง ความสมบูรณ์ทั้งทาง

ร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณไม่เพียงแต่ไม่เจ็บป่วยหรือไม่มีโรค แต่ครอบคลุมถึงการดำเนิน
ชีวิตที่ยืนยาวและมคี วามสุขด้วยสขุ ภาพองค์รวม แยกเปน็ 3 ระดับ ได้แก่

2.2.1. ระดับบุคคล หมายถึง การทำให้เกิดความสมดุลภายในตัวคนแต่ละคน ทั้งด้าน
รา่ งกายและจิตใจ เกิดเป็นเอกภาพท่ีกลมกลืนระหว่างร่างกาย จติ ใจ และวิญญาณ โดยท่ีหนทางไปสู่
ความเอกภาพ คอื การดำเนนิ ชวี ิตที่เหมาะสม ไมว่ ่าจะเปน็ การบริโภคอาหารทีเ่ หมาะสม มพี ฤตกิ รรม
ท่โี นม้ นำไปสคู่ ุณภาพทด่ี ี และทำจิตใจใหผ้ อ่ นคลาย

14

2.2.2. ระดับครอบครัว และชุมชน ครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสุขภาพ
กายและใจที่ดี ครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกในครอบครัวมีความรกั ต่อกัน เอาใจใส่ดูแลสุขภาพของกัน
และกันอย่างสม่ำเสมอ ทุกคนในครอบครัวปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่รับผิดชอบของตน ส่งผลให้
สมาชิกในครอบครวั ทุกคนมีสุขภาพทดี่ ีทงั้ กายและใจ เมื่อนำมาประกอบกนั กจ็ ะเกดิ เอกภาพองค์รวม
ระดับชมุ ชนทม่ี ีความเกอ้ื กูลเอ้อื อาทร สขุ ภาพและชวี ติ ของคนในชมุ ชนก็ย่อมดขี ้ึนด้วย

2.2.3. ระดับสังคม จะหมายความรวมถึงสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติด้วย โดยคนใน
สังคมมีเจตจำนงอย่างเดียวกันที่จะสร้างสังคมที่ดีงาม และหากคนทุกคนตระหนักว่ามนุษย์เป็นส่วน
หนึ่งของธรรมชาติและเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ จะเกิดความสัมพันธ์ที่กลมกลืนระหว่างคนกับ
ธรรมชาติการดูแลสุขภาพองค์รวมจึงเป็นความสมดุลกลมกลืนระหว่าง ร่างกาย จิตใจ และสังคม
สิ่งแวดลอ้ ม เป็นวถิ ขี องการมสี ุขภาพท่ีดีและงดงาม โดยเฉพาะสุขภาพองค์รวมในระดับบุคคลซ่ึงเป็น
จดุ เรมิ่ ตน้ สำคญั ท่จี ะส่งผลถึงสุขภาพองค์รวมในระดบั ครอบครัว ชมุ ชน และระดับสังคม

2.3 องค์ประกอบของสขุ ภาพองค์รวม
องค์ประกอบของสุขภาพองค์รวมในระดับบุคคลมี 4 มิติ (ประเวศ วะสี. 2547: 15)

ได้แก่
2.3.1. มิติทางกาย (Physical dimension) หมายถึง การมีร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง

ปราศจากโรค หรือดวามเจบ็ ปว่ ย มีปจั จัยองคป์ ระกอบทั้งดา้ น อาหาร สิง่ แวดล้อม ท่ีอยู่ อาศัยปัจจัย
เก้อื หนนุ ทางเศรษฐกิจทีเ่ พียงพอ และสง่ เสรมิ ภาวะสุขภาพ

2.3.2. มิติทางจิตใจ (Psychological dimension) หมายถึง การที่บุคคลมีสภาวะทาง
จติ ใจทแี่ จ่มใส ปลอดโปร่ง ไม่มคี วามกังวล มคี วามสขุ มเี มตตา และลดความเหน็ แก่ตวั

2.3.3. มิติทางสังคม (Social dimension) หมายถึง ความผาสุกของครอบครัว สังคม
และชุมชน โดยชุมชน สามารถให้การดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สังคมมีความเป็นอยู่ที่เอื้ออาทร
เสมอภาค มีความยุติธรรม และมีระบบบรกิ ารทีด่ แี ละทวั่ ถึง

2.3.4. มิติทางจิตวิญญาณหรือปัญญา (Spiritual dimension) หมายถึง ความผาสุกท่ี
เกิดจากจติ สมั ผัสกบั ส่งิ ทบี่ ุคคลยดึ ม่นั และเคารพสงู สุด ทำใหเ้ กดิ ความหวงั ความเชื่อมนั่ ศรทั ธา มกี าร
ปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม ด้วยความมีเมตตากรุณาไม่เห็นแก่ตัวมีความเสียสละ และยินดีในการที่ได้
มองเห็นความสุขหรือความสำเร็จของบุคคลอื่น ทั้งนี้สุขภาวะทางจิตวิญญาณจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลมี
ความหลุดพ้นจากตวั เอง (self-transcending)

มิติสุขภาพองค์รวม ทั้ง 4 มิติ เชื่อว่า สุขภาวะแต่ละมิติจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
โดย สุขภาวะทางจิตวิญญาณหรือปัญญา จะเป็นมิติที่สำคัญในการบูรณาการความเป็นองค์รวมของ
กาย จิต สังคมของบุคคลและชุมชน ให้สอดประสานเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จิตวิญญาณเป็นสิ่ง
สำคัญของสุขภาพที่จะเป็นหลักยึดของสุขภาวะในมิติอื่น ๆ ให้ปรับตัวประสานกันอย่างครอบคลุม

15

และครบถ้วน ทงั้ ในระดบั ปจั เจกบคุ คล และชุมชน หากขาดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ มนุษย์จะไม่พบ
ความสุขที่แท้จริง ขาดดวามสมบูรณ์ในตนเอง มีความรู้สึกบกพร่อง หากมีความพร้อมถึงสิ่งอันมีคณุ
ค่าสูงสุดก็จะมีความสุขหรือสุขภาวะที่ดีได้ แม้ว่าจะบกพร่องทางกาย เช่น มีความพิการ เป็นโรค
เรอ้ื รัง หรือรา้ ยแรง

แนวคิดต่อสุขภาพเชิงระบบนั้น สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพ (2543: ออนไลน์) ให้
ความหมายของคำว่า สุขภาพ ว่าเป็น "เรื่องเกี่ยวกับชีวิต" การมองสุขภาพจึงต้องมองให้ครบวงจร
และครอบคลุมกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยใช้กระบวนการทางสังคมเพื่อให้สามารถจัดลำดับ
ความสำคญั ของประเดน็ ตา่ ง ๆ ท่เี กีย่ วข้องกับสขุ ภาพอย่างเป็นระบบ รวมทง้ั ต้องอาศยั ความสำนึกที่
จะฟื้นฟูความรู้ดั้งเดิมเพื่อเปลี่ยนแปลงปรับลดบทบาทของแนวคิดบริโภคนิยม มีการรณรงค์เรื่อง
ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอย่างถูกวิธีอย่างแท้จริง เพื่อให้สามารถพิจารณาเรื่องของสุขภาพใน
ภาพรวม ไม่แยกคิดเป็นส่วน ๆ มองระบบในเชิงคุณภาพ มิใช่เพียงแต่ประเมินในเชิงปริมาณเท่าน้ัน
การมองปัญหาสุขภาพจึงต้องมองทั้งระบบ เพื่อให้สามารถแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาไม่ใช่ที่ปลายเหตุ
การนำแนวทางของต่างประเทศ เซ่น Deregulation, liberalization และPrivatization มาใช้กับ
การบริการทางการแพทย์ อาจไม่ใช่แนวทางแกไ้ ขที่ถูกต้องเสมอไป เพราะการให้บริการด้านสขุ ภาพ
ไมค่ วรจะมเี ป้าหมายหรอื หวังผลทางการคา้

2.4 ปัจจยั ท่เี กีย่ วข้องกบั พฤตกิ รรมการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ
องค์การอนามัยโลก (1997: 7) ได้ให้ความหมาย การสร้างเสริมสุขภาพว่า เป็น

กระบวนการท่ีทำให้ประชาชนเพ่ิมความสามารถในสรา้ งเสริมสุขภาพของตนเองเพื่อใหม้ ีสุขภาพดีท้ัง
ร่างกาย จติ ใจ และสงั คม

สุขภาพมีลักษณะเป็นองค์รวมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่มีผลต่อ
สุขภาพ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัยใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล 2) ปัจจัยด้าน
สง่ิ แวดลอ้ ม

2.4.1. ปัจจยั สว่ นบคุ คล ได้แก่ พันธกุ รรม อายุ เพศ และวิถที างดำเนินชวี ติ จากรายงาน
การศกึ ษาของ Powell และคณะ พบวา่ สาเหตุของการเจ็บป่วยและสญู เสียศักยภาพของชีวิตก่อนวัย
65 ปี ของประชากรในประเทศอเมริกา ที่สำคัญอันดับแรก คือ วิถีทางดำเนินชีวิต คือ ร้อยละ 54
สิ่งแวดล้อมร้อยละ 22 และพันธุกรรมเพียงร้อยละ 16 เท่านั้น อย่างไรก็ตามปัจจัยทั้ง 3 อย่างมี
ความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เช่น สิ่งแวดล้อมอาจมีอิทธิพลต่อวิถีทางดำเนินชีวิตด้วย ซึ่งผล
การศกึ ษา ในแตล่ ะประเทศอาจแตกตา่ งกัน

(1) วิถีการดำเนินชีวิตหรือพฤติกรรมสุขภาพ มีส่วนในการกำหนดภาวะสุขภาพ
เปน็ อยา่ งมาก เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหารมสี ่วนในการทำใหเ้ กดิ โรคต่าง ๆ พฤติกรรมการ
สูบบุหรี่ ดื่มสุรา พฤติกรรมสำส่อนทางเพศ พฤติกรรมไม่ออกกำลังกาย การใช้ชีวิตที่เร่งด่วนการ

16

เผชญิ กับความเครยี ดทไี่ มเ่ หมาะสม ตลอดจนการขาดทกั ษะท่จี ะอยูร่ ว่ มกันอยา่ งเกอื้ กลู กนั มีสว่ นทำ
ให้เกดิ ปัญหาทงั้ สุขภาพกายและสุขภาพจิต

(2) อายุ มีผลต่อภาวะสุขภาพ เดก็ หรือผู้สงู อายุ เป็นวัยทเ่ี ปราะบาง ภูมิตา้ นทานต่ำ
ความสามารถในการเผชิญความเครียดต่าง ๆ มีจำกัด จึงทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย และมักจะไม่แข็งแรง
นอกจากนั้นผู้สูงอายุยังมีความเสื่อมตามวัยทำให้การทำหน้าที่ต่าง ๆ ทั้งร่างกาย และความทรงจำ
ลดลง

(3) เพศ มีผลต่อภาวะสุขภาพ เพศชายในแทบทุกประเทศจะมอี ายุขัยเฉล่ียเม่ือแรก
เกิดสนั้ กวา่ ผูห้ ญิง เชน่ ในประเทศไทยปี 2539 ผหู้ ญิงมีอายุขัยเฉลีย่ 71.1 ปี ผ้ชู าย 66.6 ปี และคาด
ว่าในปี 2544 ผู้หญิงจะเพิ่มเปน็ 72.20 ปี และผู้ชายเปน็ 67.91 ปี (แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม
แห่งชาติด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2540-2544) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมสุขภาพ
ผชู้ ายโดยส่วนใหญ่มพี ฤติกรรมเสีย่ งทที่ ำลายสขุ ภาพมากกวา่ ผหู้ ญิงและทำงานท่ีเสยี่ งกว่าผู้หญงิ

2.4.2. ปัจจยั ด้านสงิ่ แวดลอ้ ม ได้แก่ สิง่ แวดลอ้ มทางด้านกายภาพ ด้านชวี ภาพและด้าน
สังคม สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ อากาศ น้ำ และระบบสุขาภิบาล ที่อยู่อาศัย และขยะมูลฝอย
สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ เช่น เชื้อโรค พาหะนำโรค ยุง แมลง เป็นต้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับระบบการ
สุขาภิบาล สิ่งแวดล้อมทางสังคม เช่น การเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม กฎหมาย
ความยากจน ความสัมพันธ์ทางสังคม ความเสมอภาค อำนาจสตรี และทิศทางการพัฒนาประเทศ
เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อสุขภาพ ระบบบริการสุขภาพเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคมมีผลต่อ
ภาวะสุขภาพ ของประชาชนเช่นกัน ระบบบริการสุขภาพจะตอ้ งครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนโดย
ส่วนใหญ่ของ ประเทศ ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ เป็นระบบที่มีความหลากหลาย คือ
ผสมผสานระหว่าง การแพทย์แผนไทย การนวด การใช้ชีวจิต การใช้สมาธิ ฝึกโยคะ หรือรำมวยจีน
เป็นต้น และประการ สดุ ท้าย ระบบบริการสุขภาพจะต้องเน้นการส่งเสริมและป้องกันสุขภาพให้มาก
เพราะโรคภยั ไข้เจ็บ สว่ นใหญ่ เกิดจากพฤตกิ รรมเสย่ี ง รวมท้งั อบุ ตั เิ หตุ ซงึ่ สามารถป้องกันได้

ซึ่งพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพเป็นผลจากอิทธิพลของ ปัจจัย 3 ด้าน อัสณีย์ มะนอ
(2561: 22 ) ดังนี้

2.4.2.1. คุณลักษณะส่วนบุคคลและประสบการณ์ (Individual Characteristics and
Experiences) แต่ละบุคคลจะมีลักษณะและประสบการณ์ที่เฉพาะ ซึ่งเป็นผลจากการกระทำท่ี
ตอ่ เนอ่ื งในอดตี ประกอบด้วย

(1) พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับอดีต (Prior Related Behavior) พฤติกรรมที่บุคคล
เคยปฏิบัตมิ ากอ่ น เปน็ ปัจจยั ทม่ี ีอิทธพิ ลโดยตรงต่อการปฏิบัติพฤตกิ รรมทค่ี ล้าย ๆ กนั สว่ นปัจจัยที่มี
อิทธิพลโดยอ้อม เป็นผลที่เกิดขึ้นในทางบวกต่อการปฏิบัติพฤติกรรมนั้น ๆ หรือจากการกระทำ

17

พฤติกรรมนั้นได้สำเร็จ โดยผ่านการรับรู้ประโยชน์ของการกระทำ การรับรู้อุปสรรคต่อการ กระทำ
และการรับรู้สมรรถนะแหง่ ตน

(2) ปจั จัยส่วนบุคคล (Personal Factors) แบง่ ได้ 3 ด้าน คือ 1) ปจั จยั ด้านชวี ภาพ
ได้แก่ อายุ เพศ ดัชนีมวลกาย ภาวะทางการเจริญพันธุ์ ความสามารถในการทำงาน แบบต่อเนื่อง
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไวหรือการทรงตัว 2) ปัจจัยทางจิต ได้แก่
ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง แรงจูงใจในตนเอง สมรรถนะส่วนบุคคล การรับรู้ภาวะสุขภาพ และคำ
จำกัดความของสขุ ภาพ 3) ปัจจัยด้านสังคมวฒั นธรรม ได้แก่ เชื้อชาติ ชนชาติ วัฒนธรรม การศึกษา
และฐานะเศรษฐกิจในสังคม

2.4.2.2. ความคดิ และความรสู้ ึกตอ่ พฤติกรรมเฉพาะ (Behavior Specific Cognitions
and Affect) เป็นปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติ และเป็นปัจจัยที่จะนำไปใช้เพื่อการ
ปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรม ประกอบดว้ ย

(1) การรบั รู้ประโยชน์ของการกระทำ (Perceived Benefits of Action) บุคคลมัก
คิดถงึ ประโยชนท์ ่จี ะได้รับจากการกระทำพฤติกรรมที่มคี วามเปน็ ไปได้สูงวา่ จะเกดิ ประโยชน์ของการ
กระทำมีทั้งประโยชน์ภายใน เช่น ความรู้สึกต่ืนตัว ความอ่อนล้าลดลง และ ประโยชน์ภายนอก เช่น
การได้รับรางวัล การได้เข้าร่วมกลุ่มในสังคม การรับรู้ประโยชน์ภายนอก เป็น แรงจูงใจที่สำคัญให้
เริ่มต้นปฏิบัติพฤติกรรม ส่วนการรับรู้ประโยชน์ภายในเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ปฏิบัติ พฤติกรรมอย่าง
ต่อเนื่อง การรับรู้ประโยชนม์ อี ิทธพิ ลโดยตรงในการจงู ใจใหบ้ ุคคลปฏบิ ัติพฤติกรรม และโดยออ้ มจูงใจ
ให้ปฏิบัติพฤติกรรมตามแผน แต่จะมีอิทธิพลมากน้อยขึ้นอยู่กับความสำคัญของ ประโยชน์ และ
ระยะเวลาระหว่างการปฏบิ ตั ิและการเกิดประโยชน์

(2) การรับรู้อุปสรรคต่อการกระทำ (Perceived Barriers to Action) การ
คาดการณ์ถึง อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมมีผลต่อความตั้งใจ และการปฏิบัติของบุคคล การ
รับรู้ อุปสรรคกระตุ้นให้เกิดการหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะเมื่อขาดความพร้อมในการปฏิบัติและการรับรู้
อุปสรรคสูง แต่ถ้ามคี วามพร้อมสูงและการรับรู้อปุ สรรคตำ่ กจ็ ะมโี อกาสปฏิบัติพฤติกรรมมากขึ้น การ
รับรู้อุปสรรคมีผลโดยตรงในการขัดขวางการปฏิบัติพฤติกรรมและโดยอ้อม คือ ทำให้การปฏิบัติ
พฤติกรรมตามแผนลดลง

(3) การรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Perceived Self-Efficacy) เป็นความรู้สึกท่ี
เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติพฤติกรรม คือ ถ้ามีความรู้สึกด้านบวกจะรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูงมีผล
โดยตรงต่อการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรม คือ บุคคลรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูง จะรับรู้
อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมต่ำการรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีอิทธิพลสร้างเสริมการปฏิบัติ
พฤตกิ รรม

18

(4) อารมณ์ที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติกิจกรรม (Activity-Related Affect) เป็น
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก่อนระหว่าง หรือภายหลังการปฏิบัติกิจกรรมความรู้สึกมีผลต่อการปฏิบัติ
พฤติกรรมซ้ำ ความรู้สึกด้านบวกทำให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติความรู้สึกด้านลบทำให้เกิดการ
หลีกเลยี่ งการปฏบิ ัติ

(5) อิทธิพลด้านสัมพันธภาพ (Interpersonal Influences) เป็นปัจจัยอิทธิพลของ
บุคคลอื่นบคุ คลท่ีมอี ิทธิพลต่อการปฏบิ ัติพฤติกรรม ไดแ้ ก่ ครอบครัว กลุ่มเพอื่ น บุคลากรทางสุขภาพ
รวมถึงบรรทัดฐานทางสังคมแรงสนับสนุนทางสังคม และการปฏิบัติตามตัวแบบการยอมรับอิทธิพล
ของบุคคลอน่ื อาจแตกตา่ งกนั ไปตามระยะพัฒนาการ

(6) อิทธิพลจากสถานการณ์ (Situation Influences) เป็นปัจจัยจากสถานการณ์ท่ี
เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่จะปฏิบัติ มีผลต่อการตัดสินใจปฏิบัติพฤติกรรมนั้นหากรู้สึกว่าสถานการณ์
น้นั น่าสนใจเหมาะสมมีความเก่ยี วขอ้ งกับตนเองและปลอดภยั

2.4.2.3. ผลลัพธ์ทางพฤติกรรม (Behavior Outcome) ประกอบดว้ ย
(1) ข้อผูกมัดต่อแบบแผนการกระทำ (Commitment to a Plan of Action) เป็น

กระบวนการทตี่ ้องใช้ความรู้ความคดิ ตกลงใจท่ีจะปฏิบตั ิกจิ กรรมในช่วงเวลาสถานท่ีท่ีกำหนดร่วมกัน
กับบคุ คลอื่นหรอื เพยี งลำพงั และกำหนดวธิ ีการที่แนน่ อนสำหรบั การปฏบิ ตั ใิ ห้เป็นผลสำเรจ็

(2) ความต้องการอื่นหรือสิ่งที่ชอบมากกว่าที่ปรากฏขึ้นในขณะนั้น (Immediate
Competing Demands and Preferences) เป็นปัจจัยซึ่งเป็นทางเลือกโดยไม่คาดคิดมาก่อนเป็น
ผลให้บคุ คลไมส่ ามารถปฏิบัติพฤตกิ รรมไดต้ ามที่ตั้งใจไว้

(3) พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion Behavior) ครอบคลุม
พฤติกรรม 6 ด้าน ประกอบด้วย การพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ ความรับผิดชอบต่อ สุขภาพ
กิจกรรมทางกาย อาหารและโภชนาการสมั พันธภาพระหว่างบุคคลและการจดั การกับความเครยี ด

2.5 แนวคิดเกย่ี วกับสขุ ภาวะ
องค์การอนามัยโลก (WHO. 1998: 151) ได้ให้คำจำกัดความว่า สุขภาพ คือ สภาวะท่ี

สมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขและมิได้หมายความเฉพาะ
เพียงแตก่ ารปราศจากโรค และทุพพลภาพ เท่านนั้

ประเวศ วะสี (2550: 4) กล่าวว่า สุขภาพ คือ สุขภาวะที่สมบูรณ์ ทั้งทางกาย ทางจิต
ทางสังคม และทางปญั ญา สขุ ภาวะ ท้งั 4 ด้าน เชอ่ื มโยงกนั เป็นบูรณาการเชื่อมโยงถึงกัน และอยู่ใน
กันและกัน ปัญญาเป็นศูนย์กลาง ถ้าปราศจากปัญญา สุขภาวะทางกาย ทางจิต และทางสังคมก็
เป็นไปไม่ได้การพัฒนาปัญญาต้อง นำไปสู่การพัฒนา กาย จิต และสังคม การพัฒนากาย จิต และ
สังคม ต้องนำไปสกู่ ารพัฒนาปัญญาทง้ั 4 ร่วมกนั จงึ เกิดสขุ ภาวะทีส่ มบูรณ์

19

วพิ ธุ พูลเจริญ (2544: 11) กล่าวว่า สขุ ภาพ คอื สภาวะที่สมบูรณท์ ัง้ ทางกาย จติ สงั คม
และจิตวญิ ญาณ ครอบคลมุ ถงึ การดำเนินชีวิตทีย่ ืนยาวและมีความสุขของทกุ คนไม่ใชเ่ ฉพาะเรื่องของ
ความเจ็บปว่ ยเทา่ น้นั

พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 บัญญัติว่า สุขภาพคือสุขภาวะ หมายถึง
ภาวะท่ีสมบรู ณ์ทงั้ ทางด้านรา่ งกาย จิตใจ สงั คม และปญั ญา ท่เี ชื่อมโยงกนั เปน็ องค์รวมอยา่ งสมดลุ

ทวีชัย เชสูงเนิน และปิยธิดา คูหิรัญญรัตน์ (2554: 23) กล่าวว่า สุขภาวะ คือ การ
พิจารณาถึงวัตถุ และจิตใจเป็นสำคัญการท่ีบุคคลมีความคิดเชิงบวกในด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกจิ
และสงิ่ แวดล้อม อยา่ งไมส่ ามารถแยกออกจากกนั

บัวพันธ์ พรหมพกั พิง (2546: 23) กลา่ ววา่ สขุ ภาวะ คอื ภาวะทีเ่ กดิ จากความพึงพอใจ
ต่อการดำเนินชีวิตและภาวะที่เกิดจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดี เช่น การมีที่อยู่อาศัยที่
เหมาะสม เป็นต้น

รักชนก ชพู ิชยั (2550: 15) กลา่ วว่า สขุ ภาวะ คือ การรับรูต้ ่อสภาวการณ์ที่เป็นอยู่ของ
แต่ละบุคคล มีความพึงพอใจ และความสุขที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ การแสดงออกด้วยความยินดี การ
บรรลถุ ึงอุดมคตแิ ห่งตน และเกิดเปน็ ลักษณะประจำตัวของบคุ คลนนั้

สำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2548) กล่าวว่า สุขภาวะ
หมายถงึ การมสี ุขภาพที่ดีท้ังทางร่างกายและจิตใจ มคี รอบครัวที่อบอุ่นม่ันคงอยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีดี
มีความรู้ และหน้าที่การงานที่เหมาะสม มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตภาครัฐมีระบบบริหาร
จดั การทดี่ ี

สุขภาวะ เป็นช่วงภาวะที่สภาพร่างกายของบุคคลสามารถแสดงออกได้เหมาะสมตาม
สภาวการณ์ตามบทบาททางสังคม ซึ่งสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ สามารถปรับตัวกับ
สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมได้ เปน็ ภาวะทแี่ ต่ละบุคคลรบั รู้ตอ่ สภาวการณท์ เ่ี ป็นอยู่ รู้สกึ มคี วามสุขไม่
ว่าความสุขนั้นจะเกิดจากความสุขภายนอก หรือความสุขภายใน มีคุณภาพชีวิตมองโลกในแง่ดี มี
ความพึงพอใจต่อการดำเนินชีวิต มีความสมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ อารมณ์ ปัญญา สังคมและ
สง่ิ แวดลอ้ ม โดยมแี นวคิดที่เกย่ี วข้องกบั สขุ ภาวะของผู้สูงอายุ ได้แก่ สขุ ภาวะตามแนวคิดของอดัมส์

อดัมส์ (1997: 208) ได้อธิบายถึงโมเดลสุขภาวะว่าด้านบนของกรวยเป็นภาวะที่มี
สุขภาพดี หรือมีสุขภาวะที่ดี ด้านล่างของกรวยเป็นภาวะความเจ็บป่วยเมื่อสุขภาวะในด้านในด้าน
หนึง่ มีการพัฒนาจะส่งผลใหส้ ุขภาวะในด้านอ่นื ๆ พฒั นาด้วย สุขภาวะด้านตา่ ง ๆ 6 ด้านเชอ่ื มโยงกัน
มีรายละเอียด ดงั นี้

1) สุขภาวะด้านร่างกาย (Physical) หมายถึง การรับรู้ของบุคคลว่าตนเองมีสุขภาพท่ี
แข็งแรง มีความคาดหวังที่ดีต่อสุขภาพกาย และมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย
การรับประทานอาหารอยา่ งเหมาะสม ไมเ่ จบ็ ป่วยทางกาย เปน็ ตน้

20

2) สุขภาวะด้านจิตวิญญาณ (Spiritual) หมายถึง การรับรู้ในแง่บวกของความหมาย
และความต้องการของชีวิต การมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า มีความเชื่อ มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ การนับถือ
ศาสนา มีการดำเนนิ ชวี ิตอยา่ งม่นั คง

3) สุขภาวะด้านปัญญาและการรู้คิด (Intellectual) หมายถึง มีกระบวนการทาง
ปัญญาทเ่ี หมาะสม เช่น ความคดิ ทีเ่ ป็นเหตผุ ล มีความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์ มกี ารเรียนรสู้ ง่ิ ใหม่ ๆ

4) สุขภาวะด้านสังคม (Social) หมายถึง การรับรู้ถึงการสนับสนุนจากเพื่อน หรือ
ครอบครัวในยามจำเป็นการตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่นรับรู้ว่าตนเป็นส่วนหนึ่ง
ของสงั คม เปน็ ผู้ให้การสนับสนุนทม่ี คี ุณคา่ การช่วยเหลือและเข้าใจซ่ึงกนั และกนั

5) สุขภาวะด้านอารมณ์ (Emotional) หมายถึง การมีอารมณ์ที่มั่นคง มีความนับถือ
และเคารพตนเองสามารถตระหนัก และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น และมีการ
จัดการอารมณไ์ ดอ้ ย่างเหมาะสม

6) สุขภาวะด้านจิตใจ (Psychological) หมายถึง การรับรู้ทั่วไปเกีย่ วกับประสบการณ์
เชิงบวกในสถานการณ์ต่าง ๆ ของชีวิต เชื่อในความสามารถของตนเอง มองโลกในแง่ดีแ ละมี
ความหวัง

2.6 สขุ ภาวะตามแนวคิดของไมเยอร์
ไมเยอร์และคณะ (2000: 251 ) อธิบายวา่ โมเดล กงลอ้ แหง่ ความสขุ เปน็ กงลอ้ แห่งสุข

ภาวะที่บูรณาการสุขภาวะ 5 ด้านหลักอย่างสมดุล เน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการป้องกัน
ปัญหาดา้ นจิตใจ ในทกุ ช่วงวยั หากด้านใดด้านหนึ่งเกดิ การเปล่ยี นแปลงไม่ว่าจะเพมิ่ ขน้ึ หรือลดลงจะ
ส่งผลต่อด้านอืน่ เชน่ เดยี วกนั โดยมีรายละเอียดแตล่ ะด้าน ดังน้ี

2.6.1. ด้านจิตวิญญาณ (Spirituality) หมายถึง การตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ มี
ความคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดี ตระหนักรู้ถึงการเชื่อมโยงของตนกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเป็น
คณุ ลกั ษณะสำคญั และเปน็ แหล่งทีม่ าของสุขภาวะในทุกด้าน

2.6.2. ด้านการมีทิศทางของตนเองและมีเป้าหมายของชีวิต (Self–Direction)
หมายถึง ลักษณะส่วนบุคคลทเ่ี ก่ยี วกบั การกำหนด กฎระเบียบ การดำเนนิ ชีวิตแตล่ ะวนั สอดคลอ้ งกับ
เป้าหมายระยะยาวการมีความตั้งใจ และเจตนาในการทาภารกิจหลักของชีวิตประกอบด้วย
คุณลักษณะย่อย 12 คุณลักษณะ ได้แก่ การรับรู้คุณค่าแห่งตน (Sense worth) การรับรู้ถึง
การควบคุม (Sense of control) ความเชื่อบนพื้นฐานของความเป็นจริง (Realistic beliefs)
การตระหนักรู้ในอารมณ์และการเผชิญปัญหา (Emotional awareness and coping) การแก้ไข
ปัญหาและการสร้างสรรค์ (Problem solving and creativity) การมีอารมณ์ขัน (Sense of
humor) การมีภาวะโภชนาการที่ดี (Nutrition) การออกกำลังกาย (Exercise) การดูแลตนเอง

21

(Self–care) การจัดการกบั ความเครยี ด (Stress management) การมเี อกลักษณ์ทางเพศ (Gender
identify) และการมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Cultural identify)

2.6.3. การทำงานและการใช้เวลาว่าง (Work and Leisure) หมายถึง การมีความพึง
พอใจในหน้าที่การงาน มีรายได้ที่เหมาะสม การรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อม และความสามารถของตนเองใน
การทำงานมีความสัมพันธ์ที่ดกี ับเพื่อนร่วมงาน ความพึงพอใจในการทำงานเปน็ ปัจจัยหนึ่งของการมี
อายทุ ่ยี ืนยาวตลอดจนการรับรู้คุณภาพชวี ิต การใช้เวลาวา่ งกบั กิจกรรมสนุกสนานเพลิดเพลินท่ีส่งผล
เชิงบวกต่อการนบั ถือตนเอง

2.6.4. ด้านมิตรภาพ (Friendship) หมายถึง การติดต่อสื่อสารกับบุคคลในสังคม
นอกเหนือจากบุคคลในครอบครัว มีความสัมพันธ์ที่ดีมีคุณภาพกับบุคคลอื่น ๆ และการได้รับการ
สนบั สนนุ ทางสงั คม

2.6.5. ด้านความรัก (Love) หมายถึง เป็นความสัมพนั ธ์ที่เกิดขึ้นในระยะยาวบนความ
สนิทสนมความผกู พัน และไดร้ ับความรกั จากบคุ คลรอบข้าง

นอกจากนี้การที่ผู้สูงอายุจะมีสุขภาวะที่ดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยดังนี้ ปัจจัย
ภายใน ได้แก่ การทำงานของรา่ งกาย ความสามารถทางกาย ความสามารถทางจติ การมสี ุขภาพกาย
และสุขภาพจิตที่ดีการเห็นคุณค่าในตนเอง การมองโลกในแง่ดี ความหมายในชีวิต ความเป็นอิสระ
คุณภาพชีวิต ความเหงา ความโดดเดี่ยว ความหดหู่ตึงเครียด และปัจจัยภายนอก ได้แก่
การเกษียณอายุโดยสมัครใจ การทำกิจกรรมทางกาย ความปลอดภัย ลักษณะการดาเนินชีวิต
การนับถือศาสนา (ในประเทศกำลังพัฒนา) การสนับสนนุ ทางสงั คม เครือข่ายในสังคม กิจกรรมทาง
สังคม รายได้ การสมรส การศึกษา ถิ่นที่อยู่อาศัย ความสะดวกในการเดินทาง หากบุคคลเกิดความ
พอใจ รับรู้ และปรบั ตัวต่อสถานการณ์ท่ีเปน็ อยู่ ปัจจัยเหลา่ น้แี สดงให้เหน็ วา่ บุคคลนัน้ ๆ มแี นวโนม้ ท่ี
จะมสี ุขภาวะท่ีดี

2.7 สขุ ภาวะของผ้สู ูงอายุตามแนวคิดของไรฟ์
กฤษวรรณ หน้องมา (2554) กลา่ วว่า สุขภาวะทางจิต คือการรบั รู้ของบุคคลเกีย่ วกับ

การดำเนินชวี ติ ของตนเองในเชิงบวก สขุ ภาวะในผสู้ งู อายจุ ากการศึกษาของไรฟ์ (Ryff) พบวา่
ประกอบด้วยมติ ิท้ัง 6 ดา้ น คือ

2.7.1. การยอมรับตนเอง (Self -acceptance) หมายถึง มีทัศนคติเชิงบวกต่อตนเอง
เข้าใจและยอมรับในคุณลักษณะของตนเอง การมีสุขภาพจิตที่ดี มีความพึงพอใจมีความพร้อมทาง
วฒุ ภิ าวะ

2.7.2. การมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น (Positive relation with other) หมายถึง ผู้มี
สขุ ภาพจิตดจี ะมคี วามสัมพันธท์ ่ีอบอุ่น ร้สู ึกไวว้ างใจและเหน็ ใจผู้อ่ืนมคี วามหว่ งใยความรู้สึกผูอ้ ่นื เป็น
ผรู้ บั และผใู้ ห้ มีความรกั ตอ่ ผู้อ่ืน

22

2.7.3. ความเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) หมายถึง ความมีอิสระ สามารถตัดสินใจ
ส่งิ ต่างๆไดด้ ้วยตนเอง

2.7.4. ความสามารถในการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental mastery) หมายถึง
ความสามารถของบคุ คลในการเลอื กสร้างหรือจัดการสภาพแวดล้อมใหส้ อดคลอ้ งเหมาะสมกบั ตนเอง

2.7.5. จุดมุ่งหมายในชีวิต (Purpose in life) หมายถึง การมีความเข้าใจในเป้าหมาย
และทศิ ทางในการดำเนินชวี ิตของตนเอง มคี วามตง้ั ใจ นำไปสชู่ วี ิตทีม่ ีความหมาย

2.7.6. ความเจริญทั้งด้านร่างกายและจิตใจของบุคคล (Personal growth) หมายถึง
การพฒั นาอย่างต่อเน่อื งทางร่างกายและจิตใจบุคคล มกี ารพัฒนาศกั ยภาพตนเองอย่างเต็มท่ี

2.8 มิติและระดับของผลกระทบทางสขุ ภาพ
คำจำกัดความเรื่องสุขภาพได้มีการพัฒนาและวิวฒั นาการด้านมิติสุขภาพมาเป็นลำดับ

สำหรับประเด็นความครอบคลุมด้านมิติสุขภาพนั้น ในระยะแรก ๆ คำจำกัดความของสุขภาพจะ
ครอบคลมุ เพยี ง 3 มติ ิ คือมติ ทิ างกาย มติ ิทางจติ ใจ และมติ ิทางสงั คม ในระยะต่อมามีการให้คำจำกัด
ความที่ครอบคลุม 4 มิติ คือ มีการเพิ่มมิติทางจิตวิญาณหรือปัญญาในต่างประเทศใช้ศัพท์มิติทางจติ
วิญญาณ (Spiritual Well-being) สำหรับประเทศไทยใช้ มิติทางปัญญา (Wisdom Well-being)
แม้ว่าในมิติที่ 4 จะยังเป็นที่ถกเถียง และยังไม่มี การยอมรับอย่างกว้างขวางมากนัก ปัจจุบันแม้แต่
องค์การอนามยั โลกยังคงใช้คำจำกัดความที่ครอบคลุม มิติทางสขุ ภาพ 3 มิติ (วิชัย โชควิวฒั น์. 2550:
55 – 56) แต่มีบางประเทศที่ใช้ 4 มิติโดยเพิ่มมิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Well-being) เช่น
นิวซีแลนด์ สำหรับประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่ยอมรับ และใช้คำจำกัดความของสุขภาพที่
ครอบคลมุ ท้ัง 4 มติ ิ เช่น สำนกั งานกองทนุ สนับสนุนการสรา้ งเสริมสุขภาพ รายละเอียดของ สขุ ภาพ
ทงั้ 4 มิตมิ ีดังนี้ (เดชรัต สุขกำเนดิ , วชิ ัย เอกพลาการ และปัตตพงษ์ เกษสมบูรณ์. 2545: 11)

2.8.1. สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางร่างกาย (Physical Wellbeing) หมายถึง ร่างกายท่ี
สมบรู ณ์ แขง็ แรง คล่องแคล่ว มกี ำลัง ไม่เป็นโรค ไม่พกิ าร มเี ศรษฐกจิ หรอื ปจั จัยท่จี ำเป็นพอเพยี ง ไม่
มีอนั ตราย และมสี งิ่ แวดลอ้ มที่สง่ เสรมิ สุขภาพ

2.8.2. สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิตใจ (Mental Wellbeing) หมายถึง จิตใจที่มีความสุข
รา่ เรงิ คล่องแคลว่ ไมต่ ิดขัด มีความเมตตากับสรรพส่งิ มสี ติ มีสมาธิ มปี ัญญา รวมถึงการลดการเห็น
แกต่ ัวลงไปดว้ ย

2.8.3. สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางสังคม (Social Wellbeing) หมายถึง การอยู่ร่วมกัน
ด้วยดี มีครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมมีความยุติธรรม มีความเสมอภาค มีภารดรภาพ มี
สันติภาพ มคี วามเปน็ ประชาสังคม มรี ะบบบริการท่ดี ี และมีระบบบริการทีเ่ ปน็ กจิ การทางสงั คม

23

2.8.4. สุขภาวะทางจิตวิญาณหรือปัญญา (Spiritual or Wisdom Wellbeing) คือสุข
ภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อทำความดี หรือจิตสัมผัสกับสิ่งที่ดี อันสูงส่ง เช่นการเสียสละ การมีความเมตตา
กรณุ า การเข้าถงึ พระรัตนตรัย การเขา้ ถงึ พระผ้เู ป็นเจ้า

2.9 ผลกระทบทางสุขภาพ
ลักษณะของผลกระทบทางสุขภาพ แบ่งได้ 3 ประเภท (เดชรัต สุขกำเนิด, วิชัย

เอกพลาการ และปัตตพงษ์ เกษสมบรู ณ์. 2545: 13) คือ
2.9.1. ผลกระทบโดยตรง (Direct Impact) ซึ่งเป็นผลกระทบทางสุขภาพ อัน

เนื่องมาจากการดำเนินนโยบาย แผนงาน หรือโครงการโดยตรง โดยมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้องน้อย
มาก เช่นผลกระทบทาง สุขภาพอันเนื่องมาจากโครงการเหมืองแร่ในเขตป่า หรือผลกระทบทาง
สุขภาพจิต อันเนื่องมาจาก ความวิตกกังวลในอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นจากนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
เปน็ ตน้

2.9.2. ผลกระทบโดยอ้อม (Indirect Impact) ซึ่งเป็นผลกระทบที่มิได้เกิดขึ้นกับ
สุขภาพโดยตรงแต่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพหลายตัวร่วมกัน
จนมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสุขภาพในที่สุด เช่น ผลกระทบต่อสุขภาพกายที่แย่ลง
เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการดำรงชีวิตภายหลังจากทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมลงจากการ
ดำเนนิ โครงการ หรือผลกระทบทางสขุ ภาพจิต ทด่ี ีขึ้น อันเนื่องการจ้างงานที่เพ่มิ ขึ้น และความภูมิใจ
ในความสามารถในการพึ่งตนเอง ซ่งึ เปน็ ผลสืบ เน่ืองมาจากการดำเนนิ โครงการ

2.9.3. ผลกระทบสะสม (Cumulative Impact) หมายถึง ผลกระทบที่เกิดจาก
โครงการที่กำลัง พิจารณา และโครงการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่างเวลา ต่างสถานที่ ทั้งในอดีตอันใกล้
ปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้ (ฉัตรไชย รัตนไชย, 2553) ผลกระทบสะสมเป็นผลกระทบทั้งทางตรง
และทางอ้อมที่สะสมจากการดำเนิน นโยบาย แผนงาน และโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่เดียวกันหรือใน
กลมุ่ ประชากรเดยี วกันซึ่งบางครั้งทำให้ผลกระทบทางสขุ ภาพรนุ แรงขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ในการ
ประเมินผลกระทบทางสขุ ภาพ

3. แนวคดิ เกยี่ วกบั ภมู ปิ ัญญา
คำว่า ภูมิปัญญา ตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "Wisdom" ซึ่งมีความหมายว่า ความรู้

ความสามารถ ความเชอ่ื ความสามารถทางพฤติกรรม สามารถใช้ในการแกไ้ ขปัญหาของมนุษย์
3.1 ความหมายของภมู ปิ ญั ญา
มนี ักวชิ าการหลายท่านได้ใหค้ วามหมายไว้ ดังนี้
เจียมจติ บวชไธสง (2556 อ้างถงึ ใน ประเวศ วะสี 2532: 75) ใหค้ วามหมายไว้ว่า ภมู ิ

ปญั ญา คอื ความรู้ ความสามารถในการสืบคน้ หาคณุ ค่าและการสบื ทอดคุณคา่ น้นั ๆ เช่น การเรียนรู้

24

วา่ คนโบราณสมยั ก่อนนนั้ กนิ อยูอ่ ย่างไร รักษาสขุ ภาพอย่างไร สรา้ ง และซ่อมแซมบา้ นเรอื นอยา่ งไร
รู้จักประดษิ ฐ์เคร่อื งนุ่งหม่ อยา่ งไร เปน็ ต้น

เจียมจิต บวชไธสง (2556 อ้างถึงใน กรมวิชาการ 2544: 110) ได้ให้ความหมายว่า
ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง ความรู้ และประสบการณ์ทั้งหลายของชาวบ้านในท้องถิ่นที่ใช้แก้ปญั หา
หรอื ดำเนนิ ชีวิต โดยได้รับ การถา่ ยทอดกลน่ั กรองกนั มายาวนาน

เจียมจิต บวชไธสง (2556 อ้างถึงใน รัตนะ บัวสนธิ์ 2539: 9) ให้ความหมายว่า ภูมิ
ปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน คือ กระบวนทัศน์ของบุคคลที่มีต่อตนเอง ต่อโลก และ
สิง่ แวดลอ้ มทไี่ ด้รับการถา่ ยทอดสั่งสมสืบเน่ืองกันมาปรับปนเขา้ กับบริบททางสังคมท่ีเปลี่ยนแปลงแต่
ละสมยั โดยสามารถดำเนินชวี ติ ได้อย่างสงบสขุ

เจียมจิต บวชไธสง (2556 อ้างถึง เสรี พงศ์พิศ 2536 : 140) กล่าวว่า ภูมิปัญญา คือ
ศาสตร์ และศิลป์ของการดำเนินชีวิตซึ่งผู้คนได้สั่งสมสืบทอดกันมาช้านานจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายสู่
ลูกหลาน จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากอดีตถึงปัจจุบัน ภูมิปัญญาเป็นศาสตร์ คือเป็นความรู้ที่
เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต เป็นปัจจัยสี่ เป็นภาพรวมของการทำมาหากิน การอยู่ร่วมกันกับ
ธรรมชาตสิ ่งิ แวดล้อมและการอยู่รว่ มกันในสังคม ส่วนภูมิปัญญาเปน็ ศิลป์ คือเปน็ ความรู้ท่ีมีคุณค่า ดี
งามที่ผู้คนได้คิดค้นขึ้นมาไม่ใช่ด้วยสมองแต่เพียง อย่างเดียวแต่ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ญาณทัศนะ
คอื ดว้ ยจติ วิญญาณ

ณัฏฐวุฒิ ทรัพย์อุปถัมภ์ (2558 อ้างถึงใน เอกวิทย์ ณ ถลาง 2540: 11) ได้นิยามไว้ว่า
ภูมิปัญญา หมายถึงความรู้ ความคิด ความเชื่อ ความสามารถ ความชัดเจนที่กลุ่มชนได้มาจาก
ประสบการณ์ที่ได้สั่งสมไว้จากการปรับตัวและดำรงชีพในระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมทาง
ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมท่ีได้มพี ัฒนาการสืบสานกันมา โดยภูมิปัญญานั้นเป็น
ประสบการณท์ ่ีเกิดจากการเรียนรู้ดว้ ยตนเองหรอื ทีช่ าวบ้านคดิ คน้ ข้นึ และสืบต่อกนั มาเพ่ือประโยชน์
ตอ่ การดำรงชีวิต เปน็ สติปญั ญาทส่ี ามารถสรา้ งสรรค์ ประดษิ ฐค์ ิดคน้ โดยอาศยั ศักยภาพของชาวบ้าน
และกลมุ่ ชน

จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถสรุปได้ว่า ภูมิปัญญาเป็นองค์ความรู้
ทั้งหลายที่มีการสั่งสมและถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งสามารถคิดค้นปรับเปลี่ยนผสมผสาน
กบั ความรูใ้ หม่และพัฒนาให้เหมาะสมกับสงั คมเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตความเปน็ อยู่ของบุคคล

3.2 ประเภทของภมู ปิ ญั ญา
ภมู ปิ ัญญาแบง่ เปน็ หลายประเภทได้ ดังนี้
3.2.1 ภูมิปญั ญาไทย
คำว่า ภูมิปัญญาไทย ตามความหมายที่ปรากฏในพจนานุกรมฉบับ

ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 อธิบายได้วา่ คำว่าภูมิปัญญามาจากคำสองคำ คือคำว่า ภูมิ + ปัญญา

25

= ภูมิปัญญา ซึ่งเป็นคำนาม หมายถึง พื้นความรู้ความสามารถ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2546) และเม่ือ
นำคำว่า “ไทย”มาต่อท้ายจะได้คำว่า “ภูมิปัญญาไทย” หมายถึง พื้นความรู้ความสามารถของคน
ไทยชาติไทยและประเทศไทย

เสรี พงศ์พิศ (2553: 142) ได้อธิบายว่า ภูมิปัญญาไทยนั้นหมายถึง รากฐาน
ปรัชญาชีวิต ของคนไทย อันเป็นที่มาของความรู้ความสามารถต่าง ๆ ที่แสดงออกในวิถีชีวิตของคน
ไทยในรูปแบบของจารีตประเพณี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ อาหาร บ้านเรือน เสื้อผ้า ยารักษาโรค
เครอื่ งมือ อุปกรณ์ ในการทำมาหากิน ศิลปะการแสดง เครอ่ื งประดับตกแตง่

3.2.2 ภูมิปญั ญาทอ้ งถ่ิน
ณัฏฐวุฒิ ทรัพย์อุปถัมภ์ (2558 อ้างถึงใน รัตนะ บัวสนธิ์ 2535 : 69) อธิบายคำ

ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้านไว้ว่า คือกระบวนการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนิน
ชีวิตของบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่น โดยสามารถดำเนินชีวิต ได้อย่างสงบสุขสอดคล้องกับสภาพสังคมท่ี
เปลี่ยนไปแตล่ ะยุคสมัยน่นั เอง

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (2556: 13) ได้สรุปความหมายของภูมิปัญญา
ท้องถิ่นเอาไว้ว่า ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่น หมายถึง องค์ความรู้ท่ีเกิดขึน้ จากประสบการณ์ การเรียนรู้ความ
ฉลาด ความสามารถ และความเชี่ยวชาญของคนในชุมชนท้องถิ่นเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประเพณี
ความเชื่อ การประกอบอาชีพ การแก้ปัญหาต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข
และเขา้ กบั สภาพแวดลอ้ มของยคุ ลสมยั ทม่ี ีการปรับเปลย่ี นรวมถงึ การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตใหด้ ีข้ึน

3.2.3 ภูมิปัญญาพื้นบา้ น
ณัฏฐวุฒิ ทรัพย์อุปถัมภ์ (2558 อ้างถึงใน ยิ่งยง เทาประเสริฐ 2537 : 20) กล่าว

ว่า ภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นองค์ความรู้ความสามารถ และเป็นประสบการณ์ที่ได้สัง่ สมและสืบทอดต่อ
กันมา อันเป็นความสามารถและศักยภาพในเชิงของ การแก้ปัญหาการปรับตัว การเรียนรู้และสืบ
ทอดไปสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อการดำรงอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเผ่าพันธุ์
หรือวถิ ีการดำรงชีวิตของชาวบา้ น

ณัฏฐวุฒิ ทรัพย์อุปถัมภ์ (2558 อ้างถึงใน สามารถ จันทร์สูรย์ 2549: 13) ได้ให้
ความหมายเกี่ยวกับภูมิปัญญาพื้นบ้านว่า หมายถึง องค์ความรู้ สติปัญญา ความเชื่อและ
ความสามารถทั้งหมดของชาวบ้านธรรมดาในพื้นที่หมู่บ้านต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน
อยา่ งเหมาะสมตามสภาพพ้นื ท่หี รือพื้นบา้ นแต่ละแหง่

3.2.4 ภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ น
ณัฏฐวุฒิ ทรพั ย์อปุ ถัมภ์ (2558 อา้ งถึงใน สามารถ จนั ทรส์ รู ย์ 2549: 15) อธบิ าย

ว่าภูมิปัญญาชาวบา้ น หมายถึง ทุกส่งิ ทุกอย่างท่ชี าวบ้านคดิ ได้เองในการดำเนินวถิ ีชีวติ และการแก้ไข

26

ปญั หาเปน็ สตปิ ัญญาและเปน็ องค์ความรู้รวมทั้งหมดทั้งทางกวา้ งและทางลึกท่ีชาวบา้ นสามารถคดิ
เองทำเองโดยอาศัยศกั ยภาพที่มีอยู่ แก้ปญั หาการดำเนนิ ชีวิตไดใ้ นท้องถ่ินอย่างสมสมัย

คมพล สุวรรณกูฏ (2550 : 126) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน
หมายถึง ความรู้ ความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ได้ในพื้นที่นั้น ๆ โดยใช้สติปัญญาและการสั่งสม
ความรู้ของตนอย่างหลากหลาย ผสมผสานความกลมกลืนระหว่างศาสนา สภาพภูมิอากาศ สภาวะ
แวดล้อม การประกอบอาชีพ และกระบวนการทางสังคมเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้ในสภาพที่เหมาะสมกับ
ธรรมชาติและ มีการถ่ายทอดกระบวนการเหล่านม้ี าจนช่วั ลูกชัว่ หลาน

3.2.5 ภมู ิปัญญาสากล
เสรี พงศ์พิศ (2553 : 142) ได้อธิบายเกี่ยวกับคำว่า ภูมิปัญญาสากลไว้ว่า ภูมิ

ปัญญาสากล ได้ถูกใช้บ่อยขึ้นในแวดวงการศึกษา โดยเข้าใจกันว่า หมายถึง พื้นภูมิความรู้หรือ
ปรัชญาที่ทั่วโลก เขาใช้กัน ซึ่งก็หมายถึงปรัชญาตะวนั ตก อันเป็นพื้นฐานที่มาของวิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยีที่มี อิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลกในวันนี้ ภูมิปัญญาสาสกลเป็นคำที่ครอบคลุมไปถึง
ความรู้เฉพาะ ต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก เช่น วิชาความรู้ที่เล่าเรียนในโรงเรียน และ
สถาบันการศึกษาทุกระดับ เกอื บทัง้ หมดถือว่าเป็นความรู้สากล เปน็ วชิ าการที่มักไม่มีข้อถกเถียงหรือ
โต้แย้งกนั นกั โดยเฉพาะใน ระดับพ้ืนฐานทวั่ ไป

สรุปได้ว่า ภูมิปัญญา หมายถึง ความรู้และความสามารถ ทักษะและการ
ดำเนินการในการท่ีจะแก้ไขปัญหาเพ่ือความอยู่รอด หรือเพ่อื ดำรงชีวติ ด้วยการผลติ ผลผลิตที่ได้จาก
การสะสมองค์ความร้ทู ุกด้านท่ผี ่านกระบวนการสืบทอด พฒั นา ผสมผสานกบั ความร้ใู หมท่ ่ีเป็นสากล
สามารถพัฒนาให้เหมาะสมกับชุมชนและสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ
ได้แก่ ภมู ปิ ัญญาไทย ภมู ิปัญญาท้องถน่ิ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภมู ิปัญญาพน้ื บา้ นและภมู ิปัญญาสากล

3.3 การจัดแบง่ สาขาภมู ิปญั ญาไทย
จากสารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชน เลม่ ท่ี 23 เรือ่ งที่ 1 ภมู ปิ ญั ญาไทย (มลู นิธิโครงการ

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ, 2563 : ออนไลน์) กล่าวว่า มีการกำหนดสาขาภูมิปัญญาไทยไว้
อย่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่หน่วยงาน องค์กร และนักวิชาการ
แตล่ ะท่านนำมากำหนด ในภาพรวมภมู ิปญั ญาไทย สามารถแบง่ ไดเ้ ปน็ 10 สาขา ดงั นี้

3.3.1. สาขาเกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะ
และเทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งคนสามารถ
พึ่งพาตนเองในภาวการณ์ต่างๆ ได้ เช่น การทำ การเกษตรแบบผสมผสาน วนเกษตร เกษตร
ธรรมชาติ ไร่นาสวนผสม และสวนผสมผสาน การแก้ปัญหาการเกษตรด้านการตลาด การแก้ปัญหา
ด้านการผลติ การแกไ้ ขปญั หาโรคและแมลง และการรูจ้ ักปรบั ใช้เทคโนโลยีท่เี หมาะสมกับการเกษตร
เปน็ ตน้

27

3.3.2. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม หมายถึง การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สมัยใหม่ในการแปรรูปผลิตผล เพื่อชะลอการนำเข้าตลาด เพื่อแก้ปัญหาด้านการบริโภคอย่าง
ปลอดภยั ประหยดั และเป็นธรรม อันเป็นกระบวนการทท่ี ำให้ชุมชนท้องถนิ่ สามารถพ่ึงพาตนเองทาง
เศรษฐกิจได้ ตลอดทั้งการผลิต และการจำหน่าย ผลิตผลทางหัตถกรรม เช่น การรวมกลุ่มของกลุ่ม
โรงงานยางพารา กลุ่มโรงสี กลุ่มหัตถกรรม เปน็ ตน้

3.3.3. สาขาการแพทย์แผนไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการป้องกัน และ
รักษาสขุ ภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชมุ ชนสามารถพ่ึงพาตนเอง ทางด้านสขุ ภาพ และอนามัยได้
เช่น การนวดแผนโบราณ การดูแลและรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้าน การดูแลและรักษาสุขภาพแผน
โบราณไทย เป็นตน้

3.3.4. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง ความสามารถ
เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งการอนุรักษ์ การพัฒนา และการใช้
ประโยชน์จากคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุล และยั่งยืน เช่น การทำ
แนวปะการังเทยี ม การอนุรักษ์ปา่ ชายเลน การจดั การป่าตน้ น้ำ และปา่ ชมุ ชน เป็นต้น

3.3.5. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน หมายถึง ความสามารถในการบรหิ ารจัดการด้าน
การสะสม และบริการกองทุน และธุรกิจในชุมชน ทั้งที่เป็นเงินตรา และโภคทรัพย์ เพื่อส่งเสริมชวี ติ
ความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชน เช่น การจัดการเร่ืองกองทุนของชุมชน ในรูปของสหกรณ์ออม
ทรัพย์ และธนาคารหมูบ่ า้ น เปน็ ตน้

3.3.6. สาขาสวัสดิการ หมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกัน
คุณภาพชีวิตของคน ให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เช่น การจัดตั้งกองทุน
สวสั ดกิ ารรกั ษาพยาบาลของชุมชน การจัดระบบสวสั ดิการบริการในชมุ ชน การจัดระบบส่ิงแวดล้อม
ในชมุ ชน เป็นตน้

3.3.7. สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขา
ต่างๆ เชน่ จติ รกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ทศั นศิลป์ คตี ศิลป์ ศลิ ปะมวยไทย เป็นตน้

3.3.8. สาขาการจัดการองค์กร หมายถึง ความสามารถในการบรหิ ารจดั การดำเนินงาน
ขององค์กรชุมชนต่างๆ ให้สามารถพัฒนา และบริหารองค์กรของตนเองได้ ตามบทบาท และหน้าที่
ขององคก์ าร เชน่ การจดั การองคก์ รของกลมุ่ แม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มประมงพื้นบ้าน เปน็ ตน้

3.3.9. สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับด้าน
ภาษา ทั้งภาษาถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาไทย และการใช้ภาษา ตลอดทั้งด้านวรรณกรรมทุกประเภท
เช่น การจัดทำสารานุกรมภาษาถน่ิ การปริวรรต หนงั สือโบราณ การฟน้ื ฟกู ารเรยี นการสอนภาษาถิ่น
ของทอ้ งถน่ิ ตา่ งๆ เปน็ ตน้

28

3.3.10. สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถประยุกต์ และปรับใช้
หลักธรรมคำสอนทางศาสนา ความเชื่อ และประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณค่าให้เหมาะสมต่อการประพฤติ
ปฏิบัติให้บังเกิดผลดีต่อบุคคล และสิ่งแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนา การบวชปา่
การประยกุ ต์ประเพณีบุญประทายขา้ ว เปน็ ตน้

3.4 ลกั ษณะของภมู ิปญั ญา
ภูมิปัญญามีลักษณะแตกต่างกันไปตามมุมมองและบริบทในการศึกษาของแต่ละบุคคล

แต่ละกลุ่ม แต่วัตถุประสงค์หลัก คือต้องการที่จะอธิบายลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาให้เกิดความ
ชัดเจนและครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งลักษณะของภูมิปัญญาหรือภูมิปัญญาไทยนั้น ณัฏฐวุฒิ ทรัพย์
อุปถมั ภ์ (2558 อา้ งถงึ ใน กฤษณา วงษาสนั ต์ และคณะ 2542: 264) ไดก้ ลา่ วไว้ ดงั นี้

3.4.1. ภมู ปิ ญั ญาเป็นเรอ่ื งของการใช้ความรู้ ทกั ษะ ความเชือ่ และพฤติกรรม
3.4.2. ภูมิปัญญาไทยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อมและคนกบั สิ่งเหนือธรรมชาติ
3.4.3 เป็นองคร์ วมหรอื กิจกรรมทุกอย่างในการดำเนนิ ชวี ติ
3.4.4. เป็นความสามารถในการแก้ไขปัญหาชีวิต การบริหารจัดการ การปรับตัว การ
เรียนรู้ เพอื่ ความอยู่รอดของบุคคล ชมุ ชนและสงั คม
3.4.5. มีลกั ษณะเฉพาะหรอื เอกลกั ษณข์ องตวั เอง
3.4.6. มีการเปล่ยี นแปลงเพ่ือการปรับสมดุลในการพัฒนาทางสังคม
ณัฏฐวุฒิ ทรัพย์อุปถัมภ์ (2558 อ้างถึงใน สัญญา สัญญาวิวัฒน์ 2545: 3) กล่าวว่า
ลกั ษณะทส่ี ำคัญของภมู ิปัญญาประกอบดว้ ย 5 ประการ ดังนี้
1) ภูมิปัญญามีลักษณะเป็นความรู้ คือเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องใด ๆ หรือหน่วยใด ๆ
ของสังคมก็ตาม และทำให้เกิดลักษณะที่เป็นข้อมูลเป็นเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ก็คือว่าสิ่งท่ี
เกิดขึ้นจากการปฏิบัติสัมพันธ์กันนี้คือภูมิปัญญาเป็นความรู้ เช่น ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ ครอบครัว
ผูห้ ญงิ ผูช้ ายในสังคมนั้น ๆ
2) ภูมิปัญญามีลักษณะเป็นความเชื่อ คือเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องใด ๆ หรือ
หน่วยใด ๆ ของสังคมก็ตาม และเป็นสิ่งที่ทำใหส้ งั คมมีความเช่ือ ซึ่งอาจจะยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันว่า
ถูกต้อง หากมีการพิสูจน์ความเชื่อนั้นแล้ว ความเชื่อก็จะกลายเป็นความรู้ดังในข้อ 1 ข้างต้น
บางอย่าง อาจพสิ ูจน์ไม่ได้ เช่น นรก สวรรค์ ผี ว่ามีจริงหรอื ไมก่ จ็ ะเปน็ ความเชอื่ อยา่ งนน้ั ตอ่ ไป
3) ภูมิปัญญา คือสิ่งที่แสดงออกถึงความสามารถ หรือแนวทางในการแก้ปัญหา หรือ
ป้องกัน ปัญหาเกี่ยวกับหน่วยของสังคม ยกตัวอย่างหน่วยทางสังคมระดับครอบครัว เช่น
ความสามารถในการป้องกันไมใ่ ห้เกิดปัญหาขึ้นในครอบครัว ความสามารถในการสรา้ งความสัมพนั ธ์
อนั ดีระหวา่ งกันใน ครอบครวั เป็นต้น

29

4) ภูมปิ ญั ญาทางวัตถุ คือเป็นสิ่งที่เกิดข้นึ แลว้ สามารถจบั ต้องได้และมีส่วนเก่ียวข้องกัน
ในหน่วยสังคมเหล่านั้นเราเรียกวา่ ภูมิปัญญาทางวัตถุ ยกตัวอย่างหน่วยทางสังคมในระดับครอบครัว
อาทิ เรือนชานบ้านช่อง เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ในครอบครัวทำให้ครอบครัวมีความสะดวกสบาย
ตามสภาพ เป็นตน้

5) ภูมิปัญญาทางพฤติกรรม เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้แต่สามารถรับรู้ได้จาก
ความรู้สึกและเป็นสิ่งที่เข้าไปมีส่วนสัมพันธ์กันในหน่วยสังคม เราจะเรียกภูมิปัญญาเหล่านั้นว่าเป็น
ภมู ิปญั ญาทางพฤติกรรม ยกตวั อย่างหน่วยทางสังคมทเ่ี ปน็ ครอบครวั เชน่ ความประพฤติ การปฏิบัติ
ของคนในครอบครัวทำใหค้ รอบครัวสามารถดำรงอยู่ได้

4. แนวคดิ เกย่ี วกบั เศรษฐกจิ ชมุ ชน
แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนเกิดจากการพัฒนาการเศรษฐกิจของโลกตามแนวทางทุนนิยม

ได้ก่อให้เกิดปัญหาและผลเสียหลายประการแก่ประเทศที่กำลังพัฒนา และในขณะเดียวกัน
การศึกษาค้นคว้าเศรษฐกิจชุมชนในหลายประเทศทำให้มีหลักฐานในเชิงประจักษ์ว่าแม้สังคม
เศรษฐกิจจะได้ผ่านพัฒนาการมาแล้วหลายขั้นตอน นับแต่ชุมชนบุพกาลผ่านยุคเจ้าขุนมูลนาย
ยุคการล่าอาณานิคม และการเติบโตของระบบทุนนิยม แต่ชุมชนหมู่บ้านก็ยังคงดำรงเอกลักษณ์
วัฒนธรรมของตน และยังมีศักยภาพในการพัฒนา ทั้งนี้แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนในประเทศไทย
มีมานานโดยเริ่มจากการเป็นระบบสหกรณ์ แนวคิดเชิงวัฒนธรรม และชุมชนหมู่บ้าน แนวคิด
เศรษฐกิจชุมชนของนกั คดิ ทสี่ ำคญั ๆ ของไทยมดี งั น้ี

เศรษฐกิจชุมชน หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การบริโภค
การจำหน่ายจ่ายแจกที่คนในท้องถิ่นชุมชนได้มีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์ของประชาชน
และร่วมกันเป็นเจ้าของ เศรษฐกิจชุมชนมีรากฐานมาจากศักยภาพของชุมชน ภูมิปัญญาของชุมชน
หรือทุนในชุมชน อาทิ วัฒนธรรม ประเพณี สภาพภมู ปิ ระเทศ ความหลากหลายทางทรพั ยากรทมี่ ีอยู่
เศรษฐกิจชุมชนมีลักษณะสำคัญคือ ครอบครัวเป็นหน่วยการผลิต แรงงานของสมาชิกในครอบครัว
เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการอยู่รอดของครอบครัวต่อความพอเพียง
และต่อความสามารถในการพึ่งตนเอง ตามแนวคิดเศรษฐกิจชุมชน ชุมชนเป็นตัวของตัวเอง มีพลวัต
และสามารถท่จี ะอยู่รอดด้วยตวั เองได้ พัฒนาเคียงคไู่ ปกับพฒั นาการของระบบทนุ นิยม

5. แนวคดิ เกย่ี วกบั ทนุ ทางสงั คม
ความหมายของทุน ทนุ ทางสังคม และทุนทางสงั คมของไทย มีผใู้ ห้ความหมายและ

รายละเอียด ดงั น้ี

30

5.1 ความหมายของทนุ
พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน (2556 : 534) ให้ความหมายของทนุ โดยทัว่ ไปไวว้ ่า

เป็นของเดิมหรือเงินทมี่ ีไวล้ งไวก้ ำหนดไวเ้ พื่อประโยชน์ให้งอกงาม เช่น มคี วามรู้เป็นทุน มีเงินเปน็ ทุน
เงินหรือทรัพย์สนิ อ่นื ๆ ท่ตี ้ังไวส้ ำหรับดำเนนิ กิจการเพ่อื หาผลประโยชน์

พีรณัฏฐ์ สิงหพันธ์ (2558 อ้างถึงใน วิทยากร เชียงกูล 2540: 79) ได้กล่าวถึง
ความหมาย คำวา่ ทุน หมายถึง

1) ปจั จัยการผลิตในรูปของเงินและสนิ ค้าต่าง ๆ ท่ีนายทุนใชร้ ่วมกบั แรงงานในการผลิต
ทำใหเ้ กิดทรัพย์สมบัติเพมิ่ ข้ึนในรูปของมูลค่าส่วนเกนิ (Surplus Value)

2) สินทรัพย์ระยะยาว ซ่ึงบรษิ ัทลงทุนเพอื่ ผลติ สนิ ค้าและบริการ
3) เงินทุนในรปู ของการลงทุน กำไร หรือเงินกู้ เพ่ือใชใ้ นการดำเนินธรุ กจิ ภายใต้การให้
นิยามความหมายเรื่องทุนตามแนวเศรษฐศาสตร์มาเป็นระยะเวลานาน ก็ได้มีผู้โต้แย้งแนวคิดนี้ โดย
เห็นว่าทุนมีความหมายนอกเหนือจากการเป็นปัจจัยการผลิต แต่ก็มี ปัจจัยอื่นทีช่วยให้ประสบ
ความสำเร็จในการประกอบกจิ การตา่ ง ๆ ด้วย
5.2 แนวคดิ เกีย่ วกบั ทุน
เพ่ือท่จี ะเข้าใจความหมายทนุ ทางสงั คม จึงต้องเข้าใจแนวคิดทุนรปู แบบอื่นก่อน
(อภิชยั พนั ธเุ สน. 2546: 1) ได้แก่
5.2.1 ทุนทางเศรษฐกิจ (Economic Capital) ในทางเศรษฐศาสตร์ “ทุน” หมายถึง
ปจั จัยการผลิตชนิดหนึ่งเป็นส่ิงทม่ี นุษย์สร้างขนึ้ เพื่อใชร้ ่วมกบั ปจั จัยการผลิตอื่น ๆ เพอ่ื การผลิตสินค้า
และบริการ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสินค้าทุน (Capital Goods) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สิ่งก่อสร้าง
(Construction) และเครอ่ื งจักรเคร่อื งมอื (Equipment) ในกรณกี ารผลติ ทางการเกษตร สัตว์ใช้งาน
ต่าง ๆ ถือเป็นปัจจัยทุนเช่น กันนอกจากนี้ ในบางกรณี อาจรวมทรัพยากรมนุษย์ ทุนที่ดิน ทุน
วัตถดุ ิบ เป็นตน้ (พรี ณฏั ฐ์ สงิ หพันธ์ (2558 อา้ งถึงใน วนั รักษ์ มงิ มณนี าคิน. 2534: 45))
5.2.2 ทุนมนุษย์ (Human Capital) (พีรณัฏฐ์ สิงหพันธ์ (2558 อ้างถึงใน อมรา พงศา
พิชญ์ 2543: 25)) อธิบายความหมายของทุนมนุษย์ว่าวางอยู่บนฐานความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่
อธิบายเรื่องการลงทุนและผลตอบแทนจากการลงทุน ความแตกต่างในค่าจ้าง และการได้เปรียบใน
การทำงาน ทุนมนุษย์มองได้ 2 ด้าน คือ การลงทุนทางการศึกษา สุขภาพ การฝึก ทักษะ
ความสามารถของมนุษย์ และการนำทุนหรือสมรรถนะและศักยภาพของมนุษย์ไปใช้เพื่อการ
สร้างสรรคแ์ ละผลติ งาน
พีรณัฏฐ์ สิงหพันธ์ (2558 อ้างถึงใน เทียนชัย กีระนันท์ 2544: 7) กล่าวว่านัก
เศรษฐศาสตร์จะวเิ คราะห์ศักยภาพของเศรษฐกิจ ของคนในรูปแบบของความรูค้ วามสามารถ ทักษะ

31

ประสบการณ์ สุขภาพ ทุนมนุษย์นี้จะเพิ่มค่าได้ โดยการการลงทุนทางการศึกษา การฝึกอบรม
สขุ ภาพ หรอื อน่ื ๆ เพอื่ เพม่ิ ความรู้ ความสามารถ ทกั ษะ ประสบการณ์ และสุขภาพทดี่ ี

ดว้ ยเหตนุ ี้การลงทนุ ในมนษุ ยจ์ ึงมีได้หลากหลาย ซ้ึงจะมผี ลใหเ้ พ่ิมความรู้ความสามารถ
หรอื ประสบการณไ์ ด้ท้ังนนั้ เมื่อความเป็นอยู่ทตี่ ้องพ่ึงพาอาศัยกัน ร่วมทกุ ขร์ ว่ มสุขกนในสังคม ทำให้
เกิดผู้นำชุมชนที่เป็นที่ยอมรับทั้งภูมิปัญญา ความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาของ
ชุมชนความเปน็ คนดี เสียสละ และสร้างประโยชน์ให้กบั ส่วนรวม (ปัณณพงศ์ วงศ์ณาศรี (2559 อ้าง
ถึงใน นภาภรณ์ หะวานนท์. 2548: 112)

ทุนมนุษย์ในประเทศไทยนั้นได้ให้ความสำคัญกับมนุษย์ที่มีศักยภาพ ความรู้ คุณธรรม
และความเสียสละ เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งถือเป็นบุคคลทีมีคุณค่า เช่น ปราชญ์ ชาวบ้าน
เปน็ ตน้ โดยไม่ไดเ้ น้นทเี่ รอื่ งของการศึกษาว่าจะมีความรู้มากน้อยตามมาตรวัดทางการศกึ ษาในระบบ

ดังนั้นทุนมนุษย์จึงเป็นเรื่องความรู้ ทักษะ ความชำนาญ การดูแลรักษาสุขภาพ ใน
ระดับ ครอบครัว หากพ่อแม่จะสร้างทุนมนุษย์ให้กับบุตรหลานของตนได้ด้วยการให้ความรู้และ
ทักษะที่ ถ่ายทอดมาจากคนในครอบครัว ในระดับชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนเดียวกนั
สามารถ ถ่ายทอดความรู้และทักษะอื่น ๆ ให้กับสมาชิกของชุมชนได้ หรือในระดับปัจเจกชน เช่น
การดแู ล รักษาสุขภาพตนเองให้ดี เพ่ือจะไดม้ ีความพร้อมในการทำงาน

5.2.3 ทุนวัฒนธรรม (Cultural Capital) แนวคิดเรื่องทุนทางวัฒนธรรมเป็นแนวคิด
หนึ่งท่ีมีความสมั พนั ธเ์ ก่ยี วเนอื งกบทนุ ทางสังคมอยา่ งแยกกันแทบจะไม่ออก ทนุ วัฒนธรรมเป็นระบบ
ความคิด ความเชื่อ ซึ่งบูดิเยอร์มองว่า เป็นเครื่องมือของการมีศักดิ์ศรีและอำนาจที่เหนือกว่าชนช้ัน
อื่น เปน็ กระแสสังคมที่ตัง้ อยู่บนความรู้ ความคุ้นเคย และรสู้ ึกกบั สง่ิ ท่เี กิดข้นึ และวิถีของวัฒนธรรมท่ี
ครอบงำหรอื มอี ำนาจในสังคมนน้ั ทุนวฒั นธรรมรวมไปถงึ ภมู หิ ลังของครอบครวั สถานภาพทางสังคม
การลงทนุ และความผกู พันกับ การศกึ ษาท่ีเปน็ องค์ความรู้ และทรัพยากรอน่ื ๆ ทมี่ ผี ลตอ่ ความสำเร็จ
(ปณั ณพงศ์ วงศณ์ าศรี (2559 อา้ งถึง ปิน่ วดี ศรสี ุพรรณ. 2547: 22))

5.2.4 ทุนทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Capital) ทุนทางสิ่งแวดล้อม ทั้งด้าน
การค้าและที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้า ระบบนิเวศทีเกี่ยวข้อง กับวิถีชีวิตของประชาชน ความต้องการ
ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ รวมถึง อาหาร น้ำ พลังงาน อากาศ การกำจัดของเสียจากการใช้ ฤดูกาล
รวมทั้งส่ิงอืน่ ๆ ที่ใช้สนับสนุนการดำเนินชวี ิตประจำวัน เช่น การพักผ่อนหย่อนใจ การท่องเที่ยวเชิง
อนรุ ักษ์ เปน็ ตน้

5.2.5 ทุนทางสังคม (Social Capital) เครือข่าย มูลนิธิ สมาคม กลไกทางสังคม
สถาบันทางสังคม ทุนทางสังคมจึงเกิดขึ้น จากความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และบรรทัดฐานของ
สงั คม ซึ่งเป็นรูปแบบปฏิสมั พนั ธท์ ่ีกอ่ รูปทัง้ เชงิ คณุ ภาพและเชงิ ปรมิ าณ

32

5.3 ทุนทางสงั คมของไทย
ทนุ สังคม (Social Capital) หมายถงึ ทรัพยากรทางสงั คมที่ประชาชนใชเ้ พ่อื การดำรง

ชพี รวมทั้งความไวเ้ นือ้ เชื่อใจการยอมรบั ซ่งึ กนั และกันในชมุ ชนกลุ่มองค์กรเครอื ข่ายภาคประชาชน
ประชาสังคม ความเชอื่ ถือศรัทธา ตลอดจนวัฒนธรรมที่สบื ทอดมายาวนานรปู แบบของทุนสงั คมตาม
แนวคดิ ของสงั คมไทยด้วยการใช้คำเรยี กวา่ "ทุนสงั คม" (Social Capital) ทม่ี แี ตกตา่ งกนั ออกไป อาทิ
"ทนุ บ้านนอก" หรอื "ทนุ ของชมุ ชน" ฯลฯ ดังนนั้ "รปู แบบทนุ ทางสังคมในบรบิ ทของสงั คมไทย" จงึ มี
หลากหลาย ดงั นี้ จกั รพงษ์ นวลใย (2559: 22)

5.3.1. ศลิ ปวฒั นธรรมทม่ี ีอยู่ในชมุ ชน ซ่ึงเปน็ ฐานชวี ิตในการทำมาหากินของคนไทย
ยกตวั อย่างเช่น ความคิด ความเช่ือ ความศรัทธาทางศาสนา ศลิ ปะ การทอผ้า ทอเส่อื

5.3.2. จารีต ประเพณี เป็นลักษณะเฉพาะของท้องถ่ินทหี่ ลอ่ หลอมจากประสบการณ์
จากคนร่นุ หนึ่งส่รู นุ่ หนึง่ เปน็ สำนกึ รว่ มของคนในชมุ ชนที่มุ่งสร้างระบบขึ้นมา เพ่ือดูควบคุมชมุ ชนให้
ดำรงชวี ิตไปตามระบบคุณค่าและระบบคดิ ของชุมชนนน้ั

5.3.3. ความมีน้ำใจเอื้อเช้อื เผื่อแผ่ เอ้ืออาทร ได้แก่ การแบ่งปนั ชว่ ยเหลือซ่งึ กนั และกนั
ผา่ นกจิ กรรมต่าง ๆ ทงั้ ในระดับสมาชิก/กลุ่ม หรอื ระหวา่ งชาวบา้ นซึง่ อาจจะขยายออกไปถงึ ชุมชน
ใกล้เคยี งและขยายความมีนำ้ ใจ เอ้ืออาทรออกไปถึงคนยากจน ผ้ดู อ้ ยโอกาส รวมถงึ แรงงานคนื ถน่ิ
ในชมุ ชนอกี ด้วย

5.3.4. ระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชนไทย มีลักษณะของระบบครอบครัวเครือ
ญาตมิ ีความเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่กันชว่ ยเหลือเกื้อกลู กนั ในยามตกทุกข์ได้ยาก เช่น ระบบเอามื้อเราแรงกัน
การลงแยกเกี่ยวข้องความสัมพันธ์อันอบอุ่นนี้จะเป็นโครงสร้างอันสำคัญที่ จะยึดโยงชุมชนไว้ให้
เขม้ แขง็ ไมแ่ ตกสลายโดยง่าย

5.3.5. ความสามัคคี รวมพลัง รวมใจ และรวมความคดิ ของสมาชกิ ในกลุ่มหรือของกลุ่ม
ต่าง ๆ ในชุมชน และขุมชนใกล้เคียง หรืออาจจะขยายเชื่อมโยงกับหน่วยงานราชการและหน่วยงาน
สนับสนุนอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการระดมทุนทางสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่น จนเกิดความความต่อเนือ่ ง
ยง่ั ยืนของกิจกรรมของกิจกรรมในระยะยาว

5.3.6. ทกั ษะในการจดั การร่วมกนั ซึ่งจะเกดิ การเพิ่มความสามารถ ทกั ษะความชำนาญ
ในการจัดการเรอื่ งตา่ ง (ของกล่มุ /องค์กร/เครือขา่ ยองคก์ ร รว่ มกบั องค์การบริหารส่วนตำบลโรงเรียน
หรอื วัด เพือ่ ร่วมกันแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของชุมชนให้เกิดการพออยู่พอกนิ และมีความพอเพียง
ร่วมกัน

5.3.7. ภูมิปัญญาท้องถิ่น กระบวนการเรียนรู้ที่ชุมชนสร้างสรรค์และสั่งสมขึ้นมาเพ่ือ
การดำรงชีพยกตัวอย่าง เช่น ภูมิปัญญาของชาวบ้านในการทำเกษตรกรรม การแพทย์พื้นบ้าน เป็น
ตน้

33

ดังนั้น ทุนทางสังคมที่เป็นรูปธรรมรวมทั้งปัจจัยที่เอื้อให้เกิดทุนทางสังคมจากภายใน
และภายนอกชุมชน จากนักคิด นักวิชาการและหน่วยงานผู้รับผิดชอบชัดเจนในตัวเองว่า "ทุนทาง
สังคม" เป็นคุณค่าเดิมที่สังคมไทยมีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการมีน้ำใจต่อกันการแบ่งปันซึ่งกันและกัน
ความเอื้ออาทรที่มีต่อกันการเกาะเกี่ยวกันทางสังคม การรวมกลุ่มเป็นองค์กร หรือการจัดตั้งเป็น
เครือข่ายต่าง ๆ เช่น กลุ่มเกษตรกรผสมผสาน เครือข่ายโรงสชี ุมชน กลุ่มเยาวชนสำนักรักษ์บ้านเกิด
เปน็ ต้น

6. แนวคดิ เกยี่ วกบั การบรหิ ารจดั การกลมุ่
6.1 แนวคดิ เก่ยี วกับกลุ่ม
กลมุ่ หมายถึง การทบี่ ุคคลต้ังแตส่ องคนหรือมากกว่ามารวมตวั กนั และมีปฏิสัมพันธ์กัน

เพื่อทำให้บรรลุเป้าหมายเฉพาะอย่างที่ได้กำหนดไว้โดยคุณลักษณะของกลุ่มที่สำคัญมี 4 ประการ
ได้แก่ ต้องมีคนสองคน หรือมากกว่ามามีปฏิสัมพันธ์กันมีโครงสร้างกลุ่มที่คงที่ มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน
และสมาชิกรับรู้ถึงการเป็นกลุ่มของตน ซึ่งการที่บุคคลในองค์การมาทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุ
เปา้ หมายขององคก์ ารจงึ นบั ว่าเปน็ กลุ่มเชน่ เดยี ว

การที่บุคคลรวมกลุ่มกันทำงานในองค์การเนื่องจากเหตผุ ลหลายประการ ได้แก่การทำ
ให้รู้สึกปลอดภัย (Security) ทำให้เกิดสถานภาพทางสังคม (Status) ทำให้ตนเองมีคุณค่าได้รับการ
ยอมรับนับถือ (Self-esteem) ต้องการผูกพันกับผู้อื่น (Affiliation) ต้องการอำนาจ (Power)
และต้องการบรรลุเป้าหมาย (Goal Achievement) ในขณะที่องค์การก็ได้รับประโยชน์จาการ
รวมกลุ่มของบุคคลที่ทำงาน เพราะทำให้องค์การมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
และเรว็ ขน้ึ

จิตเลขา สุคนธจร (2561 อ้างถึง ประยงค์ มีใจชื่อ 2542: 10) กล่าวถึง การแยก
ประเภทของกลมุ่ ว่ามกี ารแยกประเภทของกลุ่มดังนี้

1) กลุม่ เป็นทางการ
การรวมกันของบุคคลในหน่วยงานที่มีการจัดตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ

ข้อบังคับ เช่น บริษัท สมาคม สโมสร โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น โครงสร้างกลุ่มมักมีความ
แน่นอนชัดเจน มกี ารมอบหมายหน้าท่ีความรับผิดชอบและ งานให้สมาชกิ ของกลุ่มอยา่ งเป็นทางการ
(หนา้ ท่ีตามตำแหน่ง)

2) กลมุ่ ไม่เป็นทางการ
การรวมกันของบุคคลขึ้นอยู่กับความสมัครใจของสมาชิกอาจเกิดขึ้นภายใน หรือ

นอกองค์การที่เป็นทางการก็ได้มีลักษณะตรงข้ามกับกลุ่มที่เป็นทางการ เช่น กลุ่มผู้ที่มีความสนใจ
ร่วมกนั กล่มุ ผลประโยชน์กลุม่ เพ่ือนสนิท กลมุ่ มติ รภาพ เปน็ ต้น

34

3) กลุ่มปฏิบัตกิ าร
กลุ่มบุคคลที่ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งมีลักษณะค่อนข้างเป็น

ทางการ เช่น กลุ่มผู้ตรวจการลุ่มตำรวจปราบจลาจลหน่วยปฏบิ ัติการพิเศษกลุ่มทำงานกลุ่มบุคคลท่ี
ได้รับมอบหมายจากองค์การให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ขอบเขตงานของ
กลุ่มทำงานไมได้ถูกจำกัดตามสายการบงั คับบัญชาแตข่ อบเขตงานสามารถข้ามสายการบังคบั บัญชา
ไดเ้ ชน่ คณะกรรมการเฉพาะกจิ หรอื คณะนักวจิ ยั ที่มาจากหลายสถาบนั เพื่อมาทำงานร่วมกนั เป็นตน้

4) กลมุ่ ผู้สนใจรว่ มกัน หรอื กลุม่ ผลประโยชน์
กลุ่มบคุ คลที่มารวมตวั กันเพื่อเรียกร้องสวัสดิการและค่าแรงเพ่ิมเพื่อเรียกร้องความ

เป็นธรรมให้ผูอ้ ื่น เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันอนั จะนำไปสูก่ ารบรรลุเป้าหมายของสงั คมตอบสนองความ
ต้องการสมาชิก ได้แก่ กลุ่มนักการเมือง กลุ่ม กวีวรรณศิลป์ กลุ่มสมาคมนักแต่งเพลง กลุ่มผู้นิยม
ปลกู ต้นไม้ เป็นตน้

5) กลมุ่ เพ่ือนสนิท หรอื กลุ่มมิตรภาพ
กลุ่มบุคคลที่มารวมตัวกันขึ้นด้วยความรู้สึกผูกพันอย่างมิตรไมตรี ฉันท์พี่น้องเป็น

ความผูกพันทางสังคมที่เกิดจากความรู้สึกจงรักภักดีอย่างแท้จริงอาจรวมตัวกันขึ้นมาโดยความ
คลา้ ยคลึง หรอื ความเหมือนทางดา้ นต่าง ๆ เช่น ใกลเ้ คียงกนั อดุ มการณ์ทางการเมืองคลา้ ยกันมาจาก
สถาบนั เดียวกนั ปัจจยั อน่ื ๆ เป็นตน้

6.2 แนวคิดเกยี่ วกับการบริหารจัดการกลุ่ม
เมื่อกล่าวถึงคำว่า การบริหารส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการบริหารราชการคำศัพท์ที่ใช้มี

2 คำคือ การบริหาร (Administration) นิยมใช้กับการบริหารราชการ หรือการจัดการเกี่ยวกับ
นโยบาย ส่วนศัพท์อีกคำหนึ่ง คือ การจัดการ (Management) นิยมใช้กับการบริหารธุรกิจเอกชน
หรือการดำเนนิ การตามนโยบายที่กำหนดไว้ อย่างไรกต็ ามคำว่า การบรหิ าร กบั คำว่า การจัดการ ใช้
แทนกันได้ มีความหมายเหมือนกัน (นิตย์รดี ใจอาษา (2555 อ้างถึง สมคิด บางโม. 2546: 60))
ปัจจัยในการบริหาร มอี งค์ประกอบท่ีสำคัญ ดงั ต่อไปนี้

6.2.1. คนหรือบุคคล (Man) เป็นปัจจัยสำคัญของการบริหารงาน หน่วยงาน หรือ
องค์การต่าง ๆ จำเป็นต้องมีคนที่ปฏิบัติงานผลงานที่ดีจะออกมาได้ต้องประกอบด้วยบุคคลที่มี
คณุ ภาพ และมีความรับผดิ ชอบตอ่ องค์การ หรือหน่วยงานน้ัน ๆ

6.2.2. เงิน (Money) หน่วยงานจำเป็นที่จะต้องมีงบประมาณเพื่อการบริหารงานหาก
ขาด งบประมาณ การบรหิ ารงานของหน่วยงานก็ยากทจี่ ะบรรลเุ ปา้ หมาย

6.2.3. ทรัพยากรหรือวัตถุ (Material) การบริหารจำเป็นต้องมีวัสดุอุปกรณ์ หรือ
ทรัพยากรในการบริหารหากหน่วยงานขาดวัสดุอุปกรณ์ หรือทรัพยากรในการบริหารแล้วก็ย่อมจะ
เป็นอปุ สรรค หรอื ก็ให้เกิดปญั หาในการบริหารงาน

35

6.2.4. การบริหารจดั การ (Management) เป็นภารกิจของผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชา
โดยตรง คือเป็นกลไกและตัวประสานท่ีสำคัญที่สุดในการประมวลผลักดนั และกำกบั ปัจจยั ต่าง ๆ ท้ัง
3 ประการให้สามารถดำเนินไปได้โดยมีประสิทธิภาพจนบรรลุเปา้ หมายของหน่วยงานตามทีต่ ้องการ
นักบริหารและนักวิชาการให้คำจำกัดความของคำว่า การบริหารหรือการจัดการไว้ต่าง ๆ กันตาม
ทัศนะของแต่ละบคุ คลที่สำคัญไวด้ ังนี้

นติ ยร์ ดี ใจอาษา (2555 อา้ งถึงใน เกษม จนั ทรแ์ กว้ .2540: 512-514) ไดใ้ ห้ความหมาย
ว่าการบริหาร หมายถึง ศิลปะในการดำเนินการนำวัตถุดิบสู่ระบบด้วยระบบกระบวนการผลิตจน
ได้ผลผลติ ตามที่กำหนดไว้ การบริหารจึงเปน็ การดำเนินการให้ทุกโครงการทำหน้าที่สมั พันธก์ ัน เป็น
เรื่องยากที่จะทำให้เกิดการผสมผสานกันถ้าไม่วางแผนการดำเนินการที่ดี ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้บริหารที่
วางแผนบริหารอย่างไร อย่างไรก็ดีผู้บริหารมีหน้าที่อำนวยการ (Directing) ตามอำนาจหน้าที่จาก
หนว่ ยงาน (Organizing) ทเ่ี ปน็ ผรู้ ับผิดชอบควบคุม (Controlling) ในการนำแผนงาน (Planning) ที่
ไดก้ ำหนดไว้แลว้ ไปดำเนินการร่วมกนั ทรพั ยากร (Assembling Resource) ทำให้การผลติ หรอื การใช้
ปัจจัยการบริหาร (ได้แก่ คน งบประมาณ เครื่องมือ อุปกรณ์ สวัสดิการ ฯลฯ) ก่อให้เกิดผลผลิตขั้น
สุดท้าย

สรุปว่า การบริหารเป็นการดำเนินการที่ผู้บริหารมีหน้าที่ในการสั่งการในการบริหาร
จดั การควบคุมและนำแผนทีก่ ำหนดไว้ไปดำเนนิ การใหแ้ ล้วเสร็จ

จากการศึกษาเอกสาร แนวคิดต่าง ๆ คณะผู้วิจัยไดน้ ำแนวคิดที่ศึกษามาประยุกตใ์ ช้ใน
การดำเนินการวิจยั แนวทางการพัฒนาเศรษฐกจิ เพ่ือพฒั นาสุขภาวะของผูส้ งู อายุในเขตเทศบาลตำบล
ตลาดแค อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา โดยการนำแนวคิดทางด้านสังคมของผู้สูงอายุมา
ออกแบบการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง การกำหนดขอบเขตในการวิจั ย ตลอดจนการวางแผน
กระบวนการวิจัยให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ของสังคมผู้สูงอายุทั้งในระดับประเทศและในระดับ
ท้องถิ่น อีกทั้งเป็นการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาสังคมผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับการบริหารงาน
ของภาคีเครือข่าย และสอดรับกับนโยบายการบริหารประเทศในยุคสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)
นอกจากนี้ยังได้นำแนวคิดทางด้านภูมิปัญญา แนวคิดทางด้านเศรษฐกิจชุมชน แนวคิดทางด้านทุน
ทางสังคม และการบริหารจัดการกลุ่ม มาวางแผนและกำหนดขั้นตอนในการดำเนินการวิจัยบน
พนื้ ฐานทางสังคมทชี่ ุมชนปรากฏอยู่ เพ่อื ให้สขุ ภาวะของผู้สงู อายุเทศบาลตำบลตลาดแคดีขึน้

7. งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง
กุลวดี โรจน์ไพศาลกิจ (2560) การวิจัยนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมใช้เทคนิค

วิธกี ารวิจัยเชงิ คุณภาพ มีวัตถปุ ระสงคเ์ พื่อพัฒนา แนวทางการดำเนินงานของชุมชนในการพัฒนาสุข
ภาวะผู้สูงอายุ ซึ่งชุมชนที่ดำเนินการคือตำบลหนองแหน อำเภอ พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

36

กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการวิจัยคือแกนนำชมรมผู้สูงอายุหนองแหน
และแกนนำชุมชน ซึ่งมาจากภาคีต่าง ๆ ในชุมชน กระบวนการและขั้นตอนการดำเนินการ
ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนคอื 1) การเตรียมชมุ ชน 2) การประเมนิ สถานการณแ์ ละการดำเนนิ งานของ
ชุมชนในการสร้างเสรมิ สขุ ภาวะผสู้ ูงอายุ 3) การสังเคราะหป์ จั จยั ท่ีส่งผลต่อการดำเนินงานของชุมชน
ในการพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุ 4) การคืนข้อมูลแก่ชุมชน 5) การทบทวนการออกแบบกิจกรรมการ
พัฒนา สุขภาวะผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับบริบทชุมชนและความต้องการของผู้สูงอายุ 6) การสรุป
และนำเสนอแนวทางการดำเนินงานในการพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุโดยชุมชน ผลการวิจัยพบว่า
กิจกรรมการพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลักคือ กิจกรรมพบกันประจำเดือน
กิจกรรมเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ กิจกรรมกลุ่มดูแลกันเอง กิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะทางกาย กิจกรรม
สวัสดิการผู้สูงอายุ และกิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของ
ชุมชนในการพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุ ประกอบ ด้วย 6 ปัจจัยคือ ด้านทุนทรัพยากรบุคคล
ด้านเงินทุนในการดำเนินงาน ด้านการสนับสนุนและความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ด้านระบบการ
บริหารจัดการของชมรมผู้สูงอายุ ด้านบริบทวัฒนธรรมชุมชน และด้านคุณลักษณะของประชาชนใน
ตำบล การสรปุ แนวทางการดำเนินงานของชุมชนในการพฒั นาสขุ ภาวะผู้สงู อายุ สามารถอธบิ ายได้ว่า
การดำเนินงานเพื่อ พัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุในชุมชนต้องดำเนินการภายใต้การสนับสนุนและความ
รว่ มมือจากภาคเี ครือข่ายหนนุ เสริมการ ดำเนินการผ่านการจัดการระบบการพฒั นาสุขภาวะผู้สูงอายุ
ในชุมชน โดยมีกลไกการดำเนินงานคือระบบบริหารจัดการ ชมรมผู้สูงอายุ และการดำเนินการอย่าง
มีส่วนร่วม โดยมีแกนนำผู้สูงอายุและผู้สูงอายุจิตอาสาในชุมชนเป็นกลไกด้าน ทรัพยากรบุคคลท่ี
สำคัญ

อุเทน ลาพิงค์ (2561) การวิจัยครงั้ นี้ มีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือศึกษาการพัฒนาสุขภาวะทางสังคม
ที่ดีของผู้สูงอายุในภาคเหนือ เพื่อศึกษารูปแบบสุขภาวะทางสังคมที่ดีของผู้สูงอายุในภาคเหนือ
โดยใช้หลักสังคหวัตถุ 4 เพื่อเสนอแนวทาง การพัฒนาสุขภาวะทางสังคมของผู้สูงอายุโดยใช้
หลักสังคหวัตถุ 4 ผู้วิจัยได้วางกรอบ และแนวทางการวิจัย การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) และผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางสังคมของ
ผู้สงู อายุ ซง่ึ ผ้วู ิจัยกำหนดพื้นที่ 4 พน้ื ที่ คือ โรงเรียนผู้สูงอายุ วดั หวั ฝาย อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
โรงเรียนผู้สูงอายุวัดพระบรมธาตุดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนฮอมสุข
ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาล ตำบลช่อแฮ จังหวัดแพร่
เป็นหลัก ผลการศึกษาการพัฒนาสุขภาวะทางสังคมที่ดีของผู้สูงอายุในภาคเหนือ ทั้ง 4 โรงเรียน
สามารถสรุป ได้วา่ การพัฒนาสุขภาวะทางสงั คมท่ีดี คอื การอยรู่ ว่ มกันดว้ ยดี ในครอบครวั ในชุมชน
ในที่ทำงาน ในสังคม ในโลก ซึ่งรวมถึงการมีบริการทางสังคมที่ดี และมีสันติภาพ ความสามารถใน
การอยู่ร่วมกับผู้อื่น จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบผลสำเร็จ ของโรงเรียนผู้สูงอายุในกิจกรรมของ

37

โรงเรียนผู้สูงอายุ 2) ด้านเป้าหมาย มีเป้าหมายชัดเจน และมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน 3) ด้านการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมจะทำให้เกิดความผูกพัน
และความรู้สกึ เป็นเจ้าของรว่ มกนั 4) ด้านเครอื ข่ายทางสังคมทีเ่ ข้มแขง็ การสร้างเครือข่ายทางสังคมที่
เข้มแข็ง 5) ด้านการเรียนรู้และพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยการทบทวนตนเองและสรุป
บทเรียนในการทำงานเป็นระยะเรียนรู้จุดแข็ง จุดอ่อน ข้อที่ควรพัฒนาให้ดีขึ้น 6) ด้านองค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถิน่ หนุนเสริมการสนบั สนนุ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ 2. รปู แบบสขุ ภาวะทาง
สังคมทด่ี ขี องผู้สูงอายุในภาคเหนือ โดยใช้หลกั สังคหวัตถุ 4 นน้ั ประกอบด้วย 1) รูปแบบการบริหาร
จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยวัดเป็นหลักองค์กรทางพระพุทธศาสนา หรือวัดเป็นรูปแบบการ
ดำเนินงานที่เน้นการบริหารจัดการจากวัดเป็นศูนย์กลาง และเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ การระดมทุน
การประสานงาน และการจัดการเรียนรู้แก่ผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนารูปแบบสุขภาวะทางสังคมที่ดีของ
ผู้สูงอายุ 2) รูปแบการบริหารจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุแบบผสมผสาน เป็นการบริหารจัดการ
โรงเรียนผู้สูงอายุ แบบผสมผสานเป็นรูปแบบการบริหารที่ทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริห าร
จัดการ ส่งเสริมโรงเรียนผู้สูงอายุ ทั้งการสนับสนุนงบประมาณ และการสนับสนุนองค์ความรู้
สนับสนุนบุคลากร ตลอดจนสนับสนุนการอำนวยสถานที่และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ร่วมกันเพื่อพัฒนา
รปู แบบสขุ ภาวะทางสงั คมที่ดีของผ้สู ูงอายุ 3. แนวทางการพฒั นาสขุ ภาวะทางสงั คมของผสู้ งู อายุ โดย
ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 โดยการ นำหลักธรรม เคร่อื งมอื หรือหลกั ธรรม 4 ประการ ท่ีช่วยประสานคนหมู่
มากให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เป็นเครื่องช่วยขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วย
ความรักสามารถนำไปใช้ได้ตั้งแต่ระดับ ครอบรัวจนถึงระดับสังคม เป็นธรรมที่ก่อให้เกิดความผาสุก
ในบ้านเมือง และประเทศชาติน่ันเอง ประกอบดว้ ย 1) แนวทางสง่ เสรมิ เร่อื งทาน 2) แนวทางส่งเสริม
เรื่องปยิ วาจา 3) แนวทางส่งเสริม เร่ืองอตั ตถจรยิ 4) แนวทางสง่ เสริมเรอื่ ง สมานนั ตตามาประยุกตใ์ ช้
สูก่ ารปฏิบตั ิจรงิ เหมาะสำหรบั เปน็ หลกั ธรรม เพ่อื การพัฒนาสขุ ภาวะทางสงั คมโรงเรียนผู้สูงอายุเป็น
อย่างยิ่ง ภาคเหนือ ต้องอาศัยองค์ประกอบการ ดำเนินงาน 5 ด้าน คือ 1) ด้านผู้นำ มีผู้นำการ
เปลยี่ นแปลงท่ที มุ่ เทเสยี สละและมคี วามมงุ่ มั่นทจี่ ะสร้างสรรค์

พระครปู ระภากรสริ ิธรรม (เกษม สุวณฺโณ) (2561) ศกึ ษาสขุ ภาวะของผูส้ ูงอายุ ชุมชนท่าอิฐ
วัดแสงสิริ ธรรม ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค
และข้อเสนอแนะการวิจัยนี้เป็นเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง โดยวิธีสุ่ม
ตัวอย่างจากผู้สูงอายุ ชุมชนท่าอิฐ วัดแสงสิริธรรม ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
จำนวน 327 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 ผล
การศึกษาพบว่า สุขภาวะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย = 4.00) และสุขภาวะทางสังคม (ค่าเฉลี่ย = 3.73)
อยใู่ นระดับมาก ส่วนสขุ ภาวะทางกาย (คา่ เฉล่ยี =3.47) สุขภาวะทางจิตใจ (คา่ เฉลีย่ = 3.40) อยู่ใน
ระดบั ปานกลาง ตามลำดบั พิจารณารายด้านพบว่า สุขภาวะทางกาย ร้สู กึ พอใจกับสขุ ภาพในขณะน้ี

38

อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.65) สุขภาวะทางจิตใจ รู้สึกพึงพอใจใน ชีวิต (เช่น มีความสุข
ความสงบ ความหวัง) อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.77) สุขภาวะทางสังคม รู้สึกพอใจกับการ
ชว่ ยเหลอื ทเ่ี คยได้รบั จากเพื่อน ๆ อยูใ่ นระดบั มาก (ค่าเฉลีย่ = 4.32 ) สขุ ภาวะทาง ปญั ญา คือเข้าใจ
ได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีความไม่เที่ยงแท้และแน่นอน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ อยู่ใน ระดับมาก
(ค่าเฉลี่ย = 4.92) ส่วนความแตกต่างของระดับสุขภาวะของผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุเพศ ชายมี
ค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าผู้สูงอายุเพศหญิงใน 3 ด้าน คือ สุขภาวะทางกายและสุขภาวะทางปัญญา โดยมี
ความแตกตา่ งกันอย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05 ส่วนสขุ ภาวะทางจิตใจ ไมม่ ีความแตกต่างกัน
อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้สูงอายเุ พศหญิงมีค่าเฉลีย่ ท่ีสูงกว่าผูส้ ูงอายุเพศชายใน
1 ดา้ น คอื สุขภาวะทางสงั คม โดยมคี วามแตกต่างกนั อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05

อรพินทร์ ชูชมและคณะ (2563) การวิจัยนีม้ ีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ
การพัฒนาสุขภาวะของผู้สูงอายุตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบการพัฒนาสุขภาวะ
ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการบูรณาการคุณลักษณะทางจิตตามแนวทางปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง 3 คุณลักษณะ ได้แก่ ความมีเหตุมีผล ความพอประมาณ และภูมิคุ้มกันทางจิต
แบบแผนการวิจัยเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองที่มีการทดสอบก่อนและหลัง พร้อมมีกลุ่มควบคุม
กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้สูงอายุจากชมรมผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลอง ได้รับรูปแบบการพัฒนาสุขภาวะ (20 คน) และกลุ่มควบคุมไม่ได้
รับรูปแบบการพัฒนาสุขภาวะ (20 คน) การทดลองรูปแบบการพัฒนาสุขภาวะตามแนวทางปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยกิจกรรม 11 ครั้ง ๆ ละ 60-120 นาทีใช้เวลา 3 วัน ผู้สูงอายุทั้ง 2
กลุ่มได้ตอบแบบวดั สุขภาวะทางจิต และแบบวดั การดำรงชวี ติ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
กอ่ นการทดลอง หลังการทดลอง และติตตามผลการทดลอง (หลงั การทดลอง 4 สัปดาห)์ ผลการวิจยั
พบว่าผู้สูงอายทุ ี่ได้รับรูปแบบการพัฒนาสุขภาวะ หลังการทดลองมีสขุ ภาวะทางจิตสงู กว่า (F(1, 37) =
12.01, p < .01, partial eta-squared = .25) และมีการดำรงชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงมากกวา่ (F(1, 37) = 8.51, p < .01, partial eta-squared = .19) ผูส้ ูงอายุท่ีไม่ได้รับรูปแบบ
การพัฒนาสขุ ภาวะ อย่างมีนยั สำคญั ทีส่ ถิติที่ระดับ .05 และในระยะติดตามผลพบว่าผู้สูงอายุในกลุ่ม
ทดลอง ยังคงมีการดำรงชีวติ ตามแนวทางปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง มากกวา่ กลมุ่ ควบคุม ผลการวจิ ยั
นี้ยืนยันความมีประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาสุขภาวะตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ของผู้สูงอายุ รูปแบบการพัฒนาสุขภาวะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุในการพัฒนาสุขภาวะและมีการ
ดำรงชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจ

ณมน ธนินธญางกูร และคณะ (2561) การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรม
ผู้สูงอายุในชุมชนตามหลักของสุขภาวะชุมชน และศึกษาแนวทางการพฒั นาคุณภาพชีวิตผู้สงู อายใุ น
ชุมชน กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ขึ้นไป ทั้งหมดในบ้านปลาบู่ ตำบลหนองแสง อำเภอ

39

วาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม จำนวนทั้งสิ้น 57 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม
แบบประมาณค่า 5 ระดบั มีค่าสมั ประสิทธแิ์ อลฟา (α) อยรู่ ะหวา่ ง 0.72-0.97 และคา่ อำนาจจำแนก
(r) อยู่ระหว่าง 0.65-0.98 ใช้สถิติพื้นฐานวิเคราะห์ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.67 ทำการสัมภาษณ์
เชิงลึกโดยวิธีการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลแบบสรุปประเด็นโดยภาพรวมทั้ง
และจำแนกประเภทของข้อมูลและจัดหมวดหมู่ ผลการวิจัยพบว่า ด้านสังคมอยู่ในระดับมากที่สุด
โดยมีพฤติกรรมด้านสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านปัญญา
อยู่ในระดับมาก โดยมีพฤติกรรมด้านความหวังต่อความสำเร็จในการใช้ชีวิตอยู่ในระดับมากที่สุด
ด้านจิตใจอยู่ในระดับมาก โดยมีการจัดการความเครียดอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านร่างกายอยู่ใน
ระดับมากโดยมีการปฏิบัติตนเมื่อเจบ็ ปว่ ยอยู่ในระดับมาก และ แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต คือ
การตั้งชมรมการออกกำลังกายโดยมีสถานที่และอุปกรณ์การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับ
ผู้สูงอายุ การทำปฏิทินกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม
ประเพณีต่าง ๆ ของชุมชนทุกครั้งอย่างต่อเนื่อง การช่วยเหลือด้านสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุให้
ครอบคลุมทุกด้าน และการส่งเสริมงานอดิเรกและจัดให้มีโครงการช่วยเหลือสังคมเท่าที่ผู้สูงอายุจะ
สามารถทำได้เพอ่ื ใหผ้ ูส้ ูงอายตุ ระหนกั ถึงคณุ คา่ ในตนเอง

รณรงค์ จันใด (2561) การวจิ ยั เร่อื ง “แนวทางการพัฒนาระบบการสง่ เสริมสขุ ภาพผู้สูงอายุ
แบบ องค์รวมในเขตเทศบาลนครนนทบุรี” มีวัตถุประสงค์นําเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการ
ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุแบบองค์รวมในเขตเทศบาลนครนนทบรุ ี ผลการศึกษา พบว่า แนวทางการ
พัฒนาระบบการสง่ เสริมสุขภาพผสู้ ูงอายุแบบ องค์รวมในเขตเทศบาลนครนนทบรุ ี ใหค้ วามสำคัญกับ
สุขภาวะอย่างรอบด้าน ทั้งสุขภาวะทางกาย จิต สังคม จิตวิญญาณ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
ตลอดจนปัจจัยการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ระบบบริการสุขภาพ และการมีส่วนร่วมจากชุมชน
ประกอบด้วย 1) การเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวมของผู้สูงอายุในชุมชน โดยมีแนวทางในการ
เสริมสร้างสุขภาวะองค์รวมทุกมิติ 2) การลดปัญหาหรืออุปสรรค ท่ีส่งผลต่อการสร้างเสริมสุขภาวะ
องคร์ วมของผู้สูงอายุ โดยให้ความสำคัญกับความรู้เร่ืองสุขภาพเพ่ือให้ผสู้ ูงอายุตระหนักและสามารถ
จัดการสุขภาพของตนเอง 3) การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในระดับชุมชน โดยการ
กระจายกิจกรรมให้ทว่ั ถึงในทุกตำบล ทุกชมุ ชนและให้ความสำคัญกับการจัดกจิ กรรมที่เกิดจากพื้นท่ี
หรือชุมชนต่าง ๆ และ 4) การพฒั นาชมุ ชนนาํ ร่องที่เปน็ มิตรกับผู้สงู อายเุ พือ่ เป็นต้นแบบสำหรับพ้ืนที่
อื่นๆ ในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุแบบองค์รวม อย่างไรก็ตามเพื่อดำเนินการเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ ควรต้องมีกลไกและเครื่องมือในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ อาทิ การมีฐานข้อมูล
ร่วมกัน การประสานแผนงานกับหน่วยงานที่เก่ียวข้องอย่าง มีเอกภาพ การสร้างตัวช้ีวัดความสำเร็จ

40

(KPI) ท่ีชดั เจนเปน็ รปู ธรรมและเข้าใจตรงกัน การปรบั ปรงุ กลไกทางการบรกิ ารใหเ้ อื้ออํานวยและการ
สรา้ งพนั ธมติ รกับหนว่ ยงานภายนอก และการประโยชนอ์ ยา่ งเตม็ ทีจ่ ากทนุ ทางสงั คม

8. กรอบแนวคิดในการวจิ ัย

รูป 2.1: กรอบแนวคิดการวิจยั

การศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสังคมผู้สูงอายุ สุขภาพ ภูมิปัญญา เศรษฐกิจ
ของชุมชน ต้นทุนทางสังคม และการบริหารจัดการกลุ่ม ประกอบกับการลงพื้นที่เพื่อค้นหาโจทย์ใน
การวจิ ัยเพื่อพฒั นาชุมชน พบว่า กลุม่ ผู้สูงอายเุ ทศบาลตำบลตลาดแค มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เป็นผู้ท่ีมี
องค์ความรู้และภูมิปัญญาหลากหลายสาขาวิชา แต่ยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา
ตนเองและชุมชนได้อย่างเต็มที่ ทำให้สภาพเศรษฐกิจในครัวเรือนของผู้สูงอายุไม่มั่นคง ซึ่งส่งผลถึง
การดูแลสุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางจิตใจ สุขภาวะทางสังคม และสุขภาวะทางจิตวิญญาณหรือ
ปัญญาของผู้สูงอายุ โดยพบว่า ผู้สูงอายุเทศบาลตำบลตลาดแคมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ
เรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหติ สูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งเกิดจาก
พฤติกรรมการดูแลตนเอง และการรับประทานให้ถูกหลักตามโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ อีกทั้ง
บุตรหลานและสมาชิกในครอบครวั บางครอบครัว ไมม่ ีความร้ทู างด้านโภชนาการสำหรับผ้สู ูงอายุ จึง
ทำให้ผู้สูงอายุไม่ได้รับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ และ
บางครอบครัวมีรายได้น้อย ไม่สมดุลกับรายจ่าย จึงส่งผลให้ผู้สูงอายุรู้สึกวิตกกังวล ทำให้สภาวะ
ทางอารมณ์และจิตใจไม่มั่นคง ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงร้อยเรียงสภาพปัญหาที่ได้จากชุมชน รวมท้ัง
การศึกษาเอกสารงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้องจึงได้กำหนดกรอบแนวคิดการวจิ ัยเชงิ ปฏบิ ตั ิการแบบมีส่วนร่วม
ร่วมกับผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา โดยศึกษาสภาพการณ์ความเป็นอยู่ สภาพ

41

เศรษฐกิจในครัวเรือน สุขภาวะ และภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาลตำบลตลาดแค อำเภอ
โนนสงู จงั หวัดนครราชสมี า นำมาวเิ คราะหห์ รือสังเคราะห์ข้อมลู รว่ มกับผสู้ ูงอายุท่ีเปน็ กลุ่มเป้าหมาย
ในการศึกษา เพื่อหาแนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจของผู้สูงอายุเทศบาลตำบลตลาดแค อำเภอโนนสงู
จังหวัดนครราชสีมา ด้วยการจัดการสร้างอาชพี ให้แก่ผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาสุขภาวะให้แก่ผูส้ งู อายุ ท้ัง
สขุ ภาวะทางกาย สุขภาวะทางจิตใจ สุขภาวะทางสังคม และสขุ ภาวะทางจิตวิญญาณหรือปญั ญา


Click to View FlipBook Version