คูม่ อื
โครงการควบคุมและป้องกันการด้ือยาต้านจุลชีพในประเทศไทย
Thailand AMR Containment and Prevention Program
คมู่ อื
การรักษาโรคตดิ เชื้อแบคทีเรียดว้ ยยาปฏชิ ีวนะ
ท่โี รงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตำ�บล
โครงการควบคุมและป้องกันการดื้อยาตา้ นจุลชพี ในประเทศไทย
สนับสนุนโดย
ส�ำ นักงานกองทนุ สนบั สนุนการสร้างเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.)
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสขุ (สวรส.)
คณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาล
องคก์ ารเภสชั กรรม
International Development Research Center (IDRC), Canada
ค�ำ น�ำ
มนษุ ยม์ ียาต้านจลุ ชพี ขนานแรกๆ เม่ือประมาณ 70 ปีก่อน ในครัง้ น้ัน ยาต้านจุลชพี
ได้รับการขนานนามวา่ “ยาปาฏหิ าริย”์ (miracle drug หรอื wonder drug) เนื่องจากยา
น้ีท�ำให้มนุษย์จำ� นวนมากรอดตายจากการติดเช้ือ องคก์ ารวิชาชพี หลายแหง่ เคยประกาศวา่
มนุษย์จะควบคุมโรคติดเชื้อได้และโรคติดเช้ือจะไม่เป็นปัญหาสาธารณสุขอีกต่อไปจากการมี
ยาต้านจลุ ชพี และวคั ซนี
ยาตา้ นจลุ ชีพมีคณุ สมบตั ิแตกตา่ งจากยากลุ่มอื่นอย่างน้อย 2 ประการ คอื 1) ยาตา้ น
จุลชีพยับยั้งและท�ำลายเช้ือโรคโดยมีผลต่อเน้ือเยื่อและเซลล์มนุษย์น้อยมาก ส่วนยากลุ่มอื่น
มกั มีผลต่อเนอื้ เยือ่ และเซลล์มนุษย์เป็นสำ� คญั และ 2) การใช้ยาต้านจุลชพี อย่างไม่เหมาะสม
เกิดผลข้างเคียงจากยาและเสียค่าใช้จ่ายเหมือนยากลุ่มอื่น แต่การใช้ยาต้านจุลชีพยัง
ชักน�ำให้เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพด้วย การใช้ยาต้านจุลชีพมากเกินความจ�ำเป็นจะชักน�ำให้เชื้อ
โรคด้ือยาไดเ้ รว็ ข้ึนมาก
มนุษย์ได้ค้นพบและผลิตยาต้านจุลชีพขนานใหม่อย่างต่อเน่ืองในระยะ 40 ปี
หลังมียาขนานแรกเพื่อใช้รักษาเชื้อโรคด้ือยาต้านจุลชีพขนานที่มีมาก่อน จนมียาต้านจุลชีพ
หลายสบิ กลมุ่ มากกวา่ 100ขนานยาตา้ นจลุ ชพี ขนานใหมม่ จี ำ� นวนลดลงมากอยา่ งตอ่ เนอ่ื งตงั้ แต่
พ.ศ. 2536 ขณะทก่ี ารดอ้ื ยาตา้ นจลุ ชพี ของเชอื้ โรคยงั เพมิ่ ขนึ้ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง จนมเี ชอ้ื โรคหลาย
ชนดิ ทด่ี อ้ื ยาตา้ นจุลชีพทุกขนาน โลกจงึ เขา้ สยู่ คุ หลังยาต้านจลุ ชพี (Post-Antibiotic Era) ซงึ่
มนุษย์จะป่วยและตายจากโรคติดเช้ืออีกครั้งเพราะไม่มียารักษาเช่นเดียวกับยุคก่อนมียาต้าน
จุลชพี (Pre-Antibiotic Era)
ประเทศไทยมผี ูป้ ่วยตดิ เชอ้ื ด้อื ยาต้านจุลชีพปีละมากกวา่ 100,000 ราย โดยผูป้ ว่ ย
เสียชีวติ จากการตดิ เชอ้ื ด้อื ยาตา้ นจลุ ชีพมากกวา่ 30,000 ราย และสูญเสียทรพั ยากรจากการ
ติดเช้ือดื้อยาต้านจุลชพี มากกว่า 40,000 ลา้ นบาทหรอื มากกว่ารอ้ ยละ 0.6 ของผลิตภณั ฑ์
มวลรวมในประเทศ
ปัจจัยส�ำคัญที่ท�ำให้เช้ือดื้อยาต้านจุลชีพ คือ การใช้ยาต้านจุลชีพมากเกินความ
จำ� เปน็ พฤตกิ รรมสุขอนามยั ทีไ่ มเ่ หมาะสม และมาตรการควบคุมและป้องกันการติดเชอ้ื ใน
โรงพยาบาลยังดอ้ ยประสิทธภิ าพ
การดอ้ื ยาตา้ นจลุ ชพี เปน็ ปญั หาสขุ ภาพทม่ี นษุ ยส์ รา้ งขนึ้ ปญั หานมี้ ผี ลตอ่ ผสู้ รา้ งปญั หา
และผอู้ น่ื ปญั หานเ้ี มอื่ เกดิ แลว้ มกั ถาวร หรอื แกไ้ ขไดย้ ากมาก หรอื ใชเ้ วลาแกไ้ ขนานมาก ดงั นน้ั
การดอ้ื ยาตา้ นจลุ ชพี จงึ เกยี่ วขอ้ งกบั ทกุ คน และทกุ คนตอ้ งชว่ ยกนั ควบคมุ และปอ้ งกนั เชอื้ ดอื้ ยา
โครงการควบคุมและปอ้ งกันการด้ือยาต้านจุลชีพในประเทศไทยมคี ำ� ขวญั วา่ “หยุด
เปน็ เหยอ่ื เชอ้ื ดอื้ ยา” โดยสนบั สนนุ และสง่ เสรมิ ใหท้ กุ คนมพี ฤตกิ รรม “3 หยดุ ” ไดแ้ ก่ 1) หยดุ
สรา้ งเชื้อดื้อยาโดยใชย้ าต้านจุลชพี อยา่ งรบั ผิดชอบ คอื ใช้ยาต้านจลุ ชพี นอ้ ยทีส่ ดุ เท่าท่จี �ำเป็น
2) หยุดรับเช้ือด้ือยา และ 3) หยุดแพร่เชื้อดื้อยาโดยมีพฤติกรรมสุขอนามัยส่วนบุคคล
ท่ีเหมาะสม และมีพฤติกรรมควบคุมและป้องกันการรับและแพร่เชื้อในโรงพยาบาลที่มี
ประสิทธภิ าพ
โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพต�ำบล (รพ.สต.) มีจ�ำนวนเกือบ 1,000 แห่ง เปน็ สถาน
พยาบาลประจ�ำต�ำบลที่ส�ำคัญเพราะให้บริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิกับประชาชนจ�ำนวน
มากรวมท้งั การรักษาโรคติดเช้อื ด้วยยาตา้ นจุลชพี (ยาปฏิชวี นะ) ดว้ ย รพ.สต. จงึ มีความส�ำคญั
ในการควบคุมและป้องกันการด้ือยาต้านจุลชีพด้วยแม้ว่าจะมีขีดความสามารถจ�ำกัด
เนอื่ งจากไมม่ ีแพทยป์ ระจำ� และมรี ายการยาตา้ นจุลชพี จ�ำนวนนอ้ ย
คูม่ อื การรกั ษาโรคตดิ เช้อื แบคทเี รียด้วยยาปฏิชีวนะท่ี รพ.สต. ฉบบั น้เี ปน็ มาตรการ
ส่งเสริมการใช้ยาต้านจลุ ชีพอยา่ งรบั ผิดชอบซึ่งเปน็ การหยดุ สร้างเชือ้ ดือ้ ยา
วิธีปฏิบัติและยาปฏิชีวนะที่ระบุไว้ในคู่มือฉบับน้ีเป็นเพียงค�ำแนะน�ำที่มักใช้กับผู้รับ
บริการส่วนมากในสถานการณ์ปกติได้ ผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีลักษณะทางคลินิกเฉพาะซ่ึงอาจไม่
สามารถใช้แนวทางทแ่ี นะนำ� ไว้ได้ ดงั นน้ั ผูใ้ ชค้ ู่มอื ต้องมีวจิ ารณญาณในการปรบั วธิ ีปฏบิ ตั ิและ
ยาปฏิชีวนะท่ีแนะน�ำไว้ให้เหมาะสมกับสถานภาพของผู้รับบริการและสถานการณ์ของการให้
บรกิ ารดว้ ย
ผู้นพิ นธ์หวงั วา่ คูม่ ือการรกั ษาโรคติดเชอ้ื แบคทีเรียด้วยยาปฏชิ วี นะท่ี รพ.สต. ฉบบั นี้
จะชว่ ยลด ชะลอ และก�ำจดั ปัญหาการดอื้ ยาต้านจุลชีพในประเทศไทย
ผู้นิพนธ์ขอขอบคุณ ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
สถาบันวิจยั ระบบสาธารณสขุ (สวรส.) คณะแพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล องคก์ ารเภสชั กรรม
และ International Development Research Center (IDRC) ประเทศแคนาดา ท่ี
สนับสนนุ โครงการควบคมุ และป้องกนั การดื้อยาต้านจลุ ชพี ในประเทศไทย
ผนู้ พิ นธข์ อขอบคุณผ้ชู ่วยศาสตราจารยแ์ พทยห์ ญงิ ภิญโญ รตั นาอัมพวลั ย์ อาจารย์
นายแพทยอ์ ธริ ฐั บญุ ญาศริ ิ และผชู้ ว่ ยศาสตราจารยน์ ายแพทยท์ นั ตแพทยศ์ ริ ชิ ยั เกยี รตถิ าวรเจรญิ
ท่ชี ว่ ยทบทวนบางบทของคมู่ ือฉบบั น้ี
ศาสตราจารย์นายแพทย์วษิ ณุ ธรรมลขิ ิตกลุ
สาขาวชิ าโรคตดิ เช้ือฯ ภาควชิ าอายรุ ศาสตร์ และ
หนว่ ยระบาดวทิ ยาคลินิก สถานส่งเสรมิ การวจิ ยั
คณะแพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล
พฤษภาคม 2558
สารบญั หน้า
1
2
โรคตดิ เชื้อของผ้ปู ว่ ยท่มี ารบั บริการทโ่ี รงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำ� บล 3
ยาปฏิชวี นะ (ยาตา้ นแบคทเี รีย) ทีม่ ใี ช้ท่โี รงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำ� บล 6
การรกั ษาโรคติดเชอื้ ทร่ี ะบบการหายใจชว่ งบนด้วยยาปฏิชีวนะ 7
การรักษาหลอดลมอกั เสบเฉียบพลันด้วยยาปฏิชีวนะ 8
การรักษาโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลนั ด้วยยาปฏิชวี นะ 10
การรกั ษาการตดิ เชอ้ื ทีร่ ะบบปสั สาวะดว้ ยยาปฏชิ ีวนะ 13
การป้องกนั และรกั ษาการติดเชื้อท่ผี ิวหนงั /เนื้อเย่อื ใตผ้ วิ หนงั ดว้ ยยาปฏชิ ีวนะ 15
การป้องกนั และรักษาการติดเชอื้ ในผู้ปว่ ยโรคฟันผแุ ละโรคปริทันตด์ ้วยยาปฏชิ ีวนะ 17
การรกั ษาผูป้ ว่ ยไขเ้ ฉียบพลนั ดว้ ยยาปฏิชีวนะ 19
การปฏิบตั ทิ บี่ ุคลากรสาธารณสขุ ท่ี รพ.สต. ควรทำ� เมอ่ื ให้และไม่ให้ยาปฏชิ วี นะแกผ่ ้ปู ่วย
ตัวชวี้ ัดการใชย้ าปฏชิ วี นะอย่างรบั ผดิ ชอบ
คมู่ ือ
การรกั ษาโรคติดเชอ้ื แบคทีเรียดว้ ยยาปฏิชีวนะ
ท่โี รงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพต�ำ บล
โรคติดเชือ้ ของผ้ปู ว่ ยท่ีมารับบรกิ ารท่โี รงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพต�ำบล
การวิเคราะห์ข้อมูลอาการ/กลุ่มอาการ/โรคท่ีอาจเกิดจากการติดเช้ือของผู้ป่วยท่ีมารับบริการที่โรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพต�ำบล (รพ.สต.) ประมาณ 100,000 คร้ัง เม่อื พ.ศ. 2556 พบอาการ/กลุ่มอาการ/โรคที่อาจเกิดจากการ
ตดิ เชอ้ื แบคทเี รียท่พี บบอ่ ย หรอื ท่ีมีการใชย้ าปฏิชีวนะบอ่ ย ดังนี้
การติดเช้ือ ร้อยละ
การตดิ เชอ้ื ทร่ี ะบบการหายใจช่วงบน (Upper Respiratory Tract Infections, URI) 77
และหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchitis)
(รหสั โรคทพ่ี บบอ่ ย คือ J00-J06, J11, J20)
อจุ จาระร่วงเฉียบพลนั (Acute Diarrhea) 5
(รหสั โรคที่พบบ่อย คอื A00-A09)
การติดเชือ้ ท่ีผิวหนังและเนอ้ื เย่อื ใต้ผวิ หนงั (Skin & Soft Tissue Infections) และแผลสดจากอบุ ตั ิเหตุ 4
(รหสั โรคที่พบบ่อย คือ L01, L02, L03, L08, S00-T14, V01, W00, W20-W33, W50-W64, X00-X29)
ฟนั ผุและโรคปรทิ นั ต์ (Dental Caries & Periodontal Diseases) 3
(รหัสโรคที่พบบอ่ ย คือ K02, K04, K05)
การติดเช้อื ท่ีระบบปสั สาวะ (Urinary Tract Infection) 1
(รหัสโรคท่ีพบบอ่ ย คือ N10, N30, N39)
ไขเ้ ฉยี บพลนั (Acute Fever) 1
(รหสั โรคทีพ่ บบ่อย คือ R50)
.โครงการควบคมุ และปอ้ งกนั การดื้อยาตา้ นจุลชพี ในประเทศไทย ค่มู อื การรกั ษาโรคตดิ เชอ้ื แบคทีเรียด้วยยาปฏิชีวนะท่โี รงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตำ�บล 1
ยาปฏชิ วี นะ (ยาต้านแบคทีเรยี ) ท่ีมใี ชท้ ี่โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพต�ำบล
ผปู้ ว่ ยบางรายทม่ี อี าการ/กลมุ่ อาการ/โรคดงั กลา่ วขา้ งตน้ ควรไดร้ บั ยาปฏชิ วี นะเนอื่ งจากมกี ารตดิ เชอื้ แบคทเี รยี
ท่ีจ�ำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะท่ีมีใช้ท่ี รพ.สต. ไดแ้ ก่
เพนิซลิ ลนิ วี (Penicillin V) (tab. & syr.) อะม็อกซซี ลิ ลนิ (Amoxicillin) (cap. & syr.)
ร็อกซิโทรมยั ซิน (Roxithromycin) (tab.) อีรีโทรมยั ซิน (Erythromycin) (syr.)
ไดคล็อกซาซลิ ลนิ (Dicloxacillin) (cap. & syr.) โคไทรม็อกซาโซล (Cotrimoxazole) (tab. & syr.)
นอฟล็อกซาซิน (Norfloxacin) (tab.) โอฟลอ็ กซาซิน (Ofloxacin) (tab.) (บาง รพ.สต.)
ด็อกซีซัยคลิน (Doxycycline) (cap.) (บาง รพ.สต.) เมโทรนดิ าโซล (Metronidazole) (tab.) (บาง รพ.สต.)
.2 คู่มอื การรกั ษาโรคติดเชื้อแบคทีเรยี ด้วยยาปฏชิ วี นะทโี่ รงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตำ�บล โครงการควบคุมและปอ้ งกนั การดื้อยาตา้ นจุลชีพในประเทศไทย
การรกั ษาโรคตดิ เชื้อท่รี ะบบการหายใจช่วงบนด้วยยาปฏิชีวนะ
โรคตดิ เช้อื ท่รี ะบบการหายใจช่วงบนมอี าการเดน่ 2 อาการ คอื 1) อาการทีจ่ มูก ไดแ้ ก่ คัดจมกู มีน�้ำมกู จาม
และ 2) อาการทค่ี อหอย ไดแ้ ก่ เจ็บคอ สว่ นอาการอ่ืนท่ีอาจมีรว่ มดว้ ย ได้แก่ ไข้ ไอ ปวดหู ปวดแกม้ ปวดเมือ่ ยตัว
1. หวัดธรรมดา (Acute Nasopharyngitis [Common Cold ] - J00 และ Acute Upper Respiratory
Infection, unspecified - J06.9)
ลกั ษณะทางคลินกิ
þ อาการเดน่ ที่จมูก คอื คดั จมูก มนี �ำ้ มกู จาม
þ อาการท่ีอาจมรี ่วมดว้ ย คอื เจบ็ คอ ปวดเมอื่ ยตวั ออ่ นเพลยี ไข้ต่ำ� ไอ
þ ตรวจรา่ งกายพบนำ้� มกู คอหอยแดงเลก็ นอ้ ย ไมม่ ฝี ้าขาวหรอื ตุ่มหนองทเี่ พดานปากหรือต่อมทอนซลิ
สาเหตุ
þ เกอื บทุกรายเกิดจากไวรัส
การรกั ษา
þ รักษาตามอาการที่ผูป้ ว่ ยมหี รืออาการทีร่ บกวนผู้ปว่ ยมาก เชน่ ยาลดน�้ำมูก ยาลดไข้ ยาแก้ไอ
} ไม่ใชย้ าลดน�้ำมกู และยาแกไ้ อในเดก็ อายนุ ้อยกว่า 2 ขวบ
þ ไมใ่ ช้ยาปฏิชวี นะในผปู้ ว่ ยส่วนมาก (มากกวา่ ร้อยละ 95)
þ พจิ ารณาใหย้ าปฏิชวี นะ อะม็อกซซี ลิ ลิน (Amoxicillin) ในผูป้ ว่ ยที่มภี าวะแทรกซอ้ นจากโรคหวัดธรรมดา
ที่มีอาการรนุ แรง คอื
} หูชัน้ กลางอักเสบเฉยี บพลนั - ปวดหูมากหรอื มขี องเหลวไหลออกจากรูหู
} ไซนัสอกั เสบเฉยี บพลัน - มไี ข้สงู ปวดแกม้ /หน้าผาก หรือมอี าการของโรคหวดั มากข้นึ หลังจากอาการ
ดังกลา่ วดีข้นึ แลว้
การด�ำเนนิ โรคของโรคหวดั ธรรมดา
þ ผู้ป่วยมกั มีไข้ 3-4 วัน, เจ็บคอ 4-5 วัน, น้ำ� มกู 5-7 วัน, ไอ 7-14 วนั
þ ยาปฏชิ วี นะไมล่ ดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการดงั กล่าวของโรคหวดั อย่างมนี ัยสำ� คัญ
หมายเหตุ
þ น้ำ� มกู สเี ขยี ว-เหลืองไมใ่ ชล่ กั ษณะที่บง่ ถึงการติดเชอื้ แบคทเี รียเสมอไปและไม่ใช่ข้อบง่ ชขี้ องการใชย้ าปฏชิ ีวนะ
þ ผู้ป่วยทีม่ อี าการคดั จมูก มีน้ำ� มูก จาม อาจเปน็ โรคภมู แิ พจ้ มกู ท่ไี มใ่ ช่โรคหวดั
.โครงการควบคมุ และป้องกนั การด้อื ยาตา้ นจลุ ชพี ในประเทศไทย คมู่ ือการรกั ษาโรคติดเช้อื แบคทเี รยี ด้วยยาปฏชิ ีวนะที่โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตำ�บล 3
2. คอหอย/ตอ่ มทอนซิลอกั เสบเฉยี บพลนั (Acute Pharyngitis, J02, Acute Tonsillitis, J03)
ลักษณะทางคลนิ กิ
þ อาการเด่น คือ เจ็บคอ มักมอี าการมากเวลากลืน
þ อาการท่อี าจมรี ว่ มด้วย คอื ไข้ อาจมีอาการของหวัด (คดั จมกู มนี ำ้� มกู จาม) ปวดเมื่อยตวั อ่อนเพลยี ไอ
þ ตรวจคอหอยพบคอหอยแดง ตอ่ มทอนซิลแดง ควรตรวจด้วยไฟฉายแสงขาวเพ่อื เห็นความแดงของคอหอย
และต่อมทอนซิลตามจริง อาจมีฝ้าหรอื ต่มุ หนองทีต่ อ่ มทอนซลิ อาจมีจุดเลือดออกที่เพดานปาก อาจมีแผล
ในปาก
þ อาจคลำ� พบต่อมน�้ำเหลืองบริเวณล�ำคอ (ไม่ใชต่ ่อมน้ำ� เหลืองใตค้ าง) โตและกดเจ็บ
þ อาจให้ผ้ปู ่วยเห็นลักษณะคอหอย/ต่อมทอนซลิ ของตนเองเทยี บกับรูปคอหอย/ต่อมทอนซิลอกั เสบทเ่ี กดิ จาก
ไวรัสและแบคทเี รยี ดังแสดงในรูป
ตรวจดว้ ยกระจก ภาพถา่ ยดว้ ยโทรศัพท์
ชนดิ พกพา
คอหอย/ตอ่ มทอนซลิ อกั เสบจากไวรัสมักมี คอหอย/ต่อมทอนซิลอักเสบจากแบคทเี รยี
ลกั ษณะแดงเล็กนอ้ ย อาจพบต่อมทอนซิลโตได้ มีลกั ษณะแดงจดั อาจพบฝ้าหรือตมุ่ หนองท่ตี ่อมทอนซิล
สาเหตุ
þ สว่ นมาก (มากกวา่ รอ้ ยละ 80) เกดิ จากไวรสั สว่ นนอ้ ยเกดิ จากแบคทเี รยี (โดยเฉพาะ สเตรป็ โตคอคคสั กลมุ่ เอ)
þ คอหอย/ตอ่ มทอนซิลอักเสบจากไวรัสมกั มีลักษณะแดงเลก็ นอ้ ย ตอ่ มทอนซลิ อาจโตได้ อาจมีแผลในปาก
þ คอหอย/ตอ่ มทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรยี มักมีลักษณะแดงจัด อาจพบฝา้ หรือตมุ่ หนองท่ตี ่อมทอนซลิ อาจ
พบจุดเลือดออกทเ่ี พดานปาก
.4 คู่มือการรกั ษาโรคติดเชื้อแบคทเี รยี ดว้ ยยาปฏชิ ีวนะทโี่ รงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำ�บล โครงการควบคมุ และปอ้ งกนั การด้ือยาต้านจุลชพี ในประเทศไทย
การรกั ษา
þ รักษาตามอาการท่ผี ู้ปว่ ยมีหรอื อาการท่ีรบกวนผ้ปู ว่ ยมาก เชน่ ยาลดไข้ (จะบรรเทาอาการเจบ็ คอด้วย)
ยาแก้ไอ ยาลดน�ำ้ มกู
} ไมใ่ ชย้ าลดนำ�้ มูก และยาแก้ไอในเดก็ อายุน้อยกว่า 2 ขวบ
þ พจิ ารณาใช้ยาปฏิชวี นะในผู้ป่วยตอ่ ไปน้ี
} ผู้ป่วยมลี กั ษณะต่อไปนี้ต้งั แต่ 3 ข้อ คอื 1) ไข้ (อณุ หภูมิ >38°C) 2) ฝ้าหรือตมุ่ หนองท่ีต่อมทอนซิล
3) ต่อมน้�ำเหลอื งทล่ี ำ� คอ (ไมใ่ ชใ่ ต้คาง) โต/กดเจ็บ 4) ไม่ไอ
} ผู้ป่วยโรคหัวใจรูหม์ าติก ผูป้ ว่ ยโรคประจำ� ตวั รุนแรง ผู้ป่วยภมู ติ า้ นทานโรคบกพรอ่ ง
þ ยาปฏิชวี นะท่คี วรใชใ้ นผปู้ ว่ ยท่มี ีขอ้ บง่ ชีข้ องยาปฏิชีวนะ
} ใช้ เพนซิ ิลลิน วี (Penicillin V) เป็นยาลำ� ดับแรก เพราะเช้อื แบคทเี รยี สเตรป็ โตคอคคสั กลุ่มเอ ไม่เคย
ดอื้ ยานี้
เดก็ : 250 มก. วันละ 2-3 ครัง้ ก่อนอาหาร
วยั รุน่ และผ้ใู หญ่ : 500 มก. วนั ละ 2 ครัง้ หรือ 250 มก. วนั ละ 4 ครง้ั กอ่ นอาหาร
} อาจใช้ อะมอ็ กซีซลิ ลนิ (Amoxicillin) ทดแทน เพนซิ ิลลนิ วี เพื่อความสะดวกโดยเฉพาะผปู้ ว่ ยเด็ก
เด็กเลก็ : 50 มก./กก./วัน แบ่งใหว้ ันละ 2-3 ครัง้
เดก็ โต วยั รุ่น และผใู้ หญ่ : 500 มก. วนั ละ 2 คร้ัง
} หากผูป้ ว่ ยแพ้ เพนซิ ิลลิน ใหใ้ ช้ ร็อกซโิ ทรมยั ซนิ (Roxithromycin) ในผูใ้ หญแ่ ละเดก็ โต หรอื
อรี ีโทรมัยซนิ ชนดิ น�ำ้ (Erythromycin syrup) ในเด็กเล็ก
เดก็ เลก็ : อรี โี ทรมยั ซนิ ชนิดน้�ำ 30-50 มก./กก./วนั แบ่งใหว้ นั ละ 4 คร้ัง ขณะทอ้ งวา่ ง
เดก็ โต : รอ็ กซโิ ทรมัยซนิ 5-8 มก./กก./วัน แบ่งใหว้ นั ละ 2 คร้งั ขณะทอ้ งว่าง
ผูใ้ หญ่ : ร็อกซิโทรมัยซนิ 150 มก. วนั ละ 2 ครงั้ ขณะทอ้ งวา่ ง
} ให้ยาปฏิชวี นะนาน 10 วัน เพ่อื ปอ้ งกันไขร้ ูห์มาตกิ
การด�ำเนินโรคของโรคคอหอย/ตอ่ มทอนซลิ อกั เสบเฉียบพลัน
þ ผูป้ ว่ ยมักมไี ข้ 3-5 วนั เจบ็ คอ 4-7 วัน
þ ยาปฏิชีวนะไม่ลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการดังกล่าวของโรคคอหอย/ต่อมทอนซิลอักเสบ
เฉยี บพลนั ทีเ่ กดิ จากไวรสั
þ ยาปฏิชีวนะลดความรนุ แรงและระยะเวลาของอาการดังกล่าวประมาณ 1-2 วนั ในโรคคอหอย/ตอ่ มทอนซิล
อักเสบเฉียบพลันทเี่ กดิ จากแบคทีเรีย
หมายเหตุ
þ ผ้ปู ่วยคอหอย/ต่อมทอนซิลอักเสบเฉยี บพลนั อาจเกิดจากโรคอ่นื หรือเช้ือโรคอ่นื ได้ เช่น
} โรคคอตีบ (Diphtheria) มีฝ้าขาวปนเทาตดิ แนน่ ที่คอหอย ล้ินไก่ ทอนซิล อาจเสยี งแหบ หายใจล�ำบาก
} โรคตดิ เชอื้ รา (Candidiasis) มคี ราบขาวคลา้ ยคราบนมทคี่ อหอย กระพงุ้ แกม้ ลน้ิ เขยี่ ออกอาจมเี ลอื ดไหล
þ หากสงสัยโรคดังกล่าว ให้ส่งผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลท่ีมีความพร้อมมากกว่าเนื่องจากผู้ป่วยต้องได้รับ
การตรวจและการรักษาด้วยวธิ กี ารและยาที่ รพ.สต. ไมม่ ี
.โครงการควบคมุ และปอ้ งกนั การดือ้ ยาต้านจลุ ชีพในประเทศไทย ค่มู อื การรกั ษาโรคติดเชอ้ื แบคทีเรยี ด้วยยาปฏชิ วี นะท่โี รงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพต�ำ บล 5
การรักษาหลอดลมอักเสบเฉยี บพลนั ดว้ ยยาปฏิชีวนะ
โรคหลอดลมอกั เสบเฉียบพลันมอี าการเดน่ คือ ไอ ในระยะเวลาไมเ่ กิน 14 วนั
ค�ำเตอื น
ผปู้ ว่ ยทไ่ี อรว่ มกบั หายใจเรว็ (ผใู้ หญ่ >30 ครง้ั ตอ่ นาที เดก็ >40 ครง้ั ตอ่ นาท)ี หรอื หอบเหนอื่ ย หรอื หายใจลำ� บาก
(จมกู บาน ตอ้ งใชก้ ลา้ มเนอื้ หายใจบรเิ วณหนา้ อก ชายโครงบมุ๋ เขา้ หนา้ ทอ้ งยบุ และพอง) หรอื มไี ขส้ งู อาจเปน็ โรคปอด
อกั เสบตดิ เชอื้ ใหส้ ง่ ผปู้ ว่ ยไปรกั ษาทโ่ี รงพยาบาลทมี่ คี วามพรอ้ มมากกวา่ เนอ่ื งจากผปู้ ว่ ยควรไดร้ บั การตรวจและการรกั ษา
ดว้ ยวิธกี ารและยาที่ รพ.สต. ไมม่ ี
ผูป้ ว่ ยทีไ่ อมเี สมหะปนเลือด หรือไอตดิ ตอ่ กนั นานกวา่ 3 สัปดาห์ หรอื มไี ข้เร้ือรัง น�ำ้ หนกั ตัวลดลงร่วมด้วย
อาจเป็นโรคอ่ืน (เช่น วัณโรคปอด มะเร็งปอด) ให้สง่ ผู้ปว่ ยไปรักษาทีโ่ รงพยาบาลทมี่ คี วามพรอ้ มมากกว่าเชน่ กนั
หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchitis - J20)
ลักษณะทางคลินกิ
þ อาการเดน่ คอื ไอแห้งหรอื ไอมเี สมหะ คันคอ
þ อาการที่อาจมีรว่ มดว้ ย คือ มีอาการของโรคหวดั นำ� มากอ่ นหรอื มีอาการของโรคหวดั ร่วมดว้ ย ไข้ เสยี งแหบ
ปวดเมอื่ ยตวั
þ ตรวจรา่ งกายอาจพบนำ้� มกู คอหอยแดงเลก็ นอ้ ย ไมม่ ฝี า้ หรอื ตมุ่ หนองทเี่ พดานปากหรอื ตอ่ มทอนซลิ ไขต้ ำ่� ๆ
สาเหตุ
þ มักเกิดจากไวรสั
การรักษา
þ รักษาตามอาการทีผ่ ปู้ ่วยมหี รืออาการที่รบกวนผู้ป่วยมาก เช่น ยาบรรเทาอาการไอ ยาลดนำ้� มูก ยาลดไข้
} ไม่ใชย้ าลดนำ้� มกู และยาแก้ไอในเด็กอายนุ ้อยกวา่ 2 ขวบ
þ ไม่ใชย้ าปฏิชีวนะในผปู้ ่วยส่วนมาก (มากกวา่ รอ้ ยละ 95)
þ พิจารณาใชย้ า อะมอ็ กซีซลิ ลิน (Amoxicillin) หรือ รอ็ กซิโทรมยั ซนิ (Roxithromycin) ในผู้ป่วยโรคปอด
อดุ กนั้ เร้อื รังท่ีกำ� เรบิ (เหนอ่ื ยมากขึ้น เสมหะมากข้นึ เสมหะสเี ขียว-เหลือง) หรือโรคเรอื้ รัง หรือภมู ิตา้ นทาน
โรคบกพร่อง
การด�ำเนินโรคของโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลนั
þ ผปู้ ว่ ยมกั ไอ 7-21 วัน สว่ นอาการอื่นๆ มักหายใน 3-7 วนั
þ ยาปฏชิ ีวนะไมล่ ดความรนุ แรงและระยะเวลาของอาการไอของโรคหลอดลมอักเสบเฉยี บพลนั อย่าง
มนี ยั ส�ำคัญ
หมายเหตุ
þ เสมหะเขยี ว-เหลอื งไมใ่ ชล่ กั ษณะทบี่ ง่ ถงึ การตดิ เชอ้ื แบคทเี รยี เสมอไปและไมใ่ ชข่ อ้ บง่ ชข้ี องการใชย้ าปฏชิ วี นะ
þ ผปู้ ่วยที่ไอมากและนาน มกั ไอกลางคนื ไอรนุ แรงเปน็ ชุด มักอาเจียนตามหลงั ไอ อาจเปน็ โรคไอกรน
(Pertussis) หากสงสยั โรคน้ี ให้ส่งผ้ปู ่วยไปรกั ษาที่โรงพยาบาลทมี่ ีความพรอ้ มมากกวา่ เนอ่ื งจากผู้ป่วยควร
ได้รับการตรวจเพมิ่ เติม
.6 ค่มู อื การรกั ษาโรคตดิ เช้อื แบคทเี รยี ดว้ ยยาปฏิชีวนะทโ่ี รงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำ�บล โครงการควบคุมและปอ้ งกันการดอื้ ยาตา้ นจลุ ชพี ในประเทศไทย
การรกั ษาโรคอุจจาระรว่ งเฉียบพลนั ด้วยยาปฏชิ วี นะ
อจุ จาระรว่ งเฉยี บพลนั หมายถงึ อจุ จาระเหลวกวา่ ปกตอิ ยา่ งนอ้ ย 3 ครง้ั ตอ่ วนั หรอื อจุ จาระเปน็ นำ�้ อยา่ งนอ้ ย
1 ครง้ั มักมอี าการนอ้ ยกวา่ 7 วนั
ค�ำเตอื น
ผู้ป่วยทม่ี ีอจุ จาระร่วงเฉยี บพลนั ร่วมกบั ไข้สูง ซึม หอบเหนื่อย หรอื ความดนั โลหิตต่�ำกวา่ 90/60 มม.ปรอท
บคุ ลากรท่ี รพ.สต. ควรให้น�ำ้ เกลือทางหลอดเลือดดำ� แลว้ สง่ ผปู้ ว่ ยไปรกั ษาทโี่ รงพยาบาลทีม่ คี วามพร้อมมากกว่า
อุจจาระร่วง ทอ้ งเสยี ท้องเดนิ เฉียบพลนั (Acute Diarrhea, Gastroenteritis) 7
ลักษณะทางคลินิก
þ อจุ จาระเหลวกวา่ ปกตอิ ยา่ งนอ้ ย 3 ครง้ั ตอ่ วนั หรอื อจุ จาระเปน็ นำ�้ อยา่ งนอ้ ย 1 ครง้ั มกั มอี าการนอ้ ยกวา่ 7 วนั
อาจปวดทอ้ ง อาเจียน มีไข้
สาเหตุ
þ ส่วนมากเกดิ จากสารพษิ ของเช้อื โรค สว่ นนอ้ ยเกิดจากแบคทีเรยี ไวรสั รา ปรสิต
การรกั ษา
þ การให้สารน�ำ้ ทดแทนเปน็ การรกั ษาทส่ี ำ� คญั ท่สี ุด
} หากผู้ป่วยด่ืมนำ้� ได้ ใหด้ ่มื น้ำ� เกลือแร่
} หากผ้ปู ว่ ยดืม่ นำ้� ไม่ได้ อาจพิจารณาให้สารน�ำ้ (น้�ำเกลือ) ทางหลอดเลอื ดด�ำ ในชว่ งแรก
þ ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 95 ไมจ่ �ำเป็นตอ้ งได้รับยาปฏชิ ีวนะ อาการอจุ จาระรว่ งจะหายใน 3-7 วนั
þ พจิ ารณาใช้ยาปฏชิ วี นะในผปู้ ่วยตอ่ ไปน้ี
} ผูส้ ูงอายุ หรือมไี ขส้ ูง ควรใช้ นอฟลอ็ กซาซนิ (Norfloxacin) 400 มก. วนั ละ 2 คร้งั นาน 3 วัน
} อุจจาระมีมกู เลือดและมไี ข ้
เด็ก : นอฟลอ็ กซาซิน 5-10 มก./กก. วันละ 2 ครงั้ นาน 3 วัน
ผ้ใู หญ่ : นอฟล็อกซาซิน 400 มก. วันละ 2 ครัง้ นาน 3 วนั
} สงสัยอหวิ าตกโรค (อจุ จาระปรมิ าณมากเป็นนำ้� สีขาว) หรืออยใู่ นช่วงระบาดของอหวิ าตกโรคในพ้นื ท่ี
เด็ก : นอฟลอ็ กซาซิน 5-10 มก./กก. วนั ละ 2 ครง้ั นาน 3 วนั
ผูใ้ หญ่ : นอฟล็อกซาซิน 400 มก. วันละ 2 ครงั้ นาน 3 วนั หรอื ดอ็ กซีซัยคลิน (Doxycycline)
300 มก. คร้ังเดยี ว หรอื ดอ็ กซีซยั คลนิ (Doxycycline) 100 มก. วนั ละ 2 คร้งั นาน 3 วนั
การด�ำเนินโรคของโรคอจุ จาระรว่ งเฉยี บพลนั
þ อาการอุจจาระรว่ งมักหายใน 3-7 วัน
þ ยาปฏชิ วี นะลดความรนุ แรงและระยะเวลาของโรคอจุ จาระรว่ งทเี่ กดิ จากเชอ้ื แบคทเี รยี ทคี่ วรไดร้ บั ยาปฏชิ วี นะ
เช่น อหวิ าตกโรค บิด
þ ยาปฏิชีวนะไม่ลดความรนุ แรงและระยะเวลาของโรคอุจจาระรว่ งที่เกดิ จากไวรัสหรอื สารพิษของแบคทเี รีย
หลายชนิด เชน่ อี โคไล
þ ยาปฏชิ วี นะอาจทำ� ใหม้ เี ชอื้ แบคทเี รยี อยใู่ นอจุ จาระนานขนึ้ ในโรคอจุ จาระรว่ งทเ่ี กดิ จากเชอื้ แบคทเี รยี บางชนดิ
เช่น ซลั โมเนลลา
หมายเหตุ
þ หากผู้ปว่ ยได้ นอฟล็อกซาซิน 2-3 วันแลว้ อาการไมด่ ีขน้ึ หรืออาการเลวลง ใหส้ ่งผปู้ ว่ ยไปรักษาท่โี รงพยาบาล
ทีม่ ีความพร้อมมากกวา่ เน่ืองจากผปู้ ่วยควรได้รบั การตรวจเพ่มิ เติม (เชน่ ตรวจอจุ จาระ) และการรกั ษาดว้ ย
วิธีการและยาท่ี รพ.สต. ไม่มี
.โครงการควบคมุ และปอ้ งกันการด้อื ยาต้านจลุ ชพี ในประเทศไทย คู่มอื การรกั ษาโรคติดเชือ้ แบคทีเรียด้วยยาปฏชิ วี นะท่ีโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำ�บล
การรักษาการติดเชอื้ ทรี่ ะบบปัสสาวะด้วยยาปฏิชวี นะ 2
1
การติดเชอ้ื ทรี่ ะบบปัสสาวะทสี่ ำ� คัญและพบบ่อยมี 2 โรค คือ
1. การตดิ เชอื้ ทร่ี ะบบปสั สาวะส่วนลา่ ง
(กระเพาะปสั สาวะอกั เสบเฉียบพลัน)
2. การตดิ เชอื้ ที่ระบบปัสสาวะส่วนบน
(กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน)
การติดเชื้อท่ีระบบปัสสาวะมักพบใน
หญงิ วัยเจรญิ พนั ธุ์
1. กระเพาะปสั สาวะอักเสบเฉียบพลัน (Lower Urinary Tract Infection, Acute Cystitis)
ลกั ษณะทางคลินิก
þ ปสั สาวะบอ่ ย แสบ ขดั ขุ่น อาจปวดหวั หนา่ ว ปัสสาวะอาจมเี ลือดปน
สาเหตุ
þ สว่ นมากเกิดจากเชื้อแบคทีเรยี อี โคไล (E.coli) ที่อาศัยอยู่ในล�ำไสใ้ หญข่ องผปู้ ว่ ยเอง
การรกั ษา
þ โอฟลอ็ กซาซนิ (Ofloxacin) 200 มก. วันละ 2 ครัง้ นาน 3 วัน
þ หากไม่มี โอฟล็อกซาซนิ จึงใช้ นอฟล็อกซาซนิ (Norfloxacin) 400 มก. วันละ 2 ครง้ั นาน 3 วนั
การด�ำเนินโรคของโรคกระเพาะปสั สาวะอกั เสบเฉยี บพลนั
þ อาการทางปัสสาวะมกั หายหลงั การรกั ษาภายใน 2 วัน
หมายเหตุ
þ หากผปู้ ว่ ยได้ โอฟล็อกซาซนิ หรือ นอฟล็อกซาซนิ แล้ว 2 วัน อาการไม่ดขี ึ้น หรืออาการเลวลง หรือมีไข้
มักเกดิ จากเช้ือดอ้ื ยา หรือมกี ารตดิ เชือ้ ซบั ซอ้ น (Complicated Acute Cystitis) ให้สง่ ผู้ป่วยไปรักษาท่ี
โรงพยาบาลทีม่ คี วามพร้อมมากกวา่ เน่ืองจากผ้ปู ว่ ยควรได้รบั การตรวจเพิม่ เติม (เชน่ ตรวจปสั สาวะ)
และการรกั ษาด้วยยาท่ี รพ.สต. ไมม่ ี
þ หากพบโรคน้ีในผู้ป่วยเด็กหรือผู้ป่วยชาย ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ (เชน่ นิว่ ใน
ไต ความผดิ ปกตทิ างกายภาพของทางเดินปสั สาวะ ต่อมลกู หมากโต) จงึ ควรส่งผูป้ ่วยไปรักษาท่โี รงพยาบาลท่ี
มคี วามพร้อมมากกวา่ เนือ่ งจากผู้ป่วยควรได้รับการตรวจเพ่มิ เติม
þ ผู้ป่วยหญิงท่ีเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลันบ่อยๆ ปีละหลายคร้ัง ควรส่งผู้ป่วยไปรกั ษาท่ี
โรงพยาบาลท่มี คี วามพรอ้ มมากกวา่ เนอ่ื งจากผ้ปู ว่ ยควรไดร้ ับการตรวจเพ่ิมเตมิ
.8 คู่มือการรักษาโรคติดเชอื้ แบคทีเรียดว้ ยยาปฏชิ ีวนะทโ่ี รงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพต�ำ บล โครงการควบคุมและปอ้ งกนั การดอื้ ยาต้านจุลชีพในประเทศไทย
2. กรวยไตอักเสบเฉยี บพลนั (Upper Urinary Tract Infection, Acute Pyelonephritis)
ลักษณะทางคลินกิ
þ ไข้ ปสั สาวะบอ่ ย แสบ ขัด ขุ่น อาจมอี าการปวดหลัง คลน่ื ไส้ อาเจียน ปวดทอ้ ง อาจมอี าการของโรค
กระเพาะปสั สาวะอักเสบเฉียบพลนั นำ� มาก่อนมีไข้
สาเหตุ
þ ส่วนมากเกดิ จากเชือ้ แบคทีเรยี อี โคไล (E.coli) ท่ีอาศัยอย่ใู นลำ� ไสใ้ หญข่ องผ้ปู ว่ ยเอง
การรกั ษา
þ ควรส่งผูป้ ่วยไปรกั ษาท่โี รงพยาบาลทมี่ ีความพรอ้ มมากกวา่ เนอ่ื งจากผู้ป่วยควรได้รบั การตรวจเพ่มิ เติม (เช่น
ตรวจปัสสาวะ) และการรกั ษาด้วยยาท่ี รพ.สต. ไม่มี (เช่น ยาปฏชิ วี นะชนดิ ฉดี )
þ หากจำ� เป็นต้องรักษาผปู้ ่วยที่ รพ.สต. ควรใช้ โอฟลอ็ กซาซนิ 200 มก. วันละ 2 คร้งั นาน 7-14 วัน
หากไมม่ ี โอฟล็อกซาซิน จงึ ใช้ นอฟลอ็ กซาซิน 400 มก. วนั ละ 2 คร้งั นาน 7-14 วนั
การด�ำเนินโรคของโรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน
þ ไข้และอาการทางปสั สาวะมกั ดีขนึ้ มากหรอื หายหลงั การรกั ษา 2-3 วัน
หมายเหตุ
þ หากผปู้ ว่ ยได้ โอฟลอ็ กซาซิน หรอื นอฟลอ็ กซาซิน แล้ว 2 วนั อาการไม่ดขี ้นึ หรอื อาการเลวลง มกั เกิดจาก
เชอ้ื ด้อื ยา หรือมกี ารติดเช้ือซบั ซอ้ นที่ระบบปสั สาวะ (Complicated Urinary Tract Infection) ใหส้ ่ง
ผ้ปู ่วยไปรกั ษาทโี่ รงพยาบาลทมี่ คี วามพรอ้ มมากกว่าเนือ่ งจากผู้ป่วยควรได้รบั การตรวจเพิม่ เตมิ
(เชน่ ตรวจปสั สาวะ ถา่ ยภาพรังส)ี และการรกั ษาดว้ ยยาที่ รพ.สต. ไม่มี (เช่น ยาปฏชิ วี นะชนิดฉีด)
þ หากพบโรคนี้ในผปู้ ่วยเด็กหรือผูป้ ่วยชาย ผูป้ ว่ ยเหลา่ นีม้ ักมคี วามผิดปกตขิ องทางเดนิ ปัสสาวะ
(เช่น นิ่วในไต ความผิดปกตทิ างกายภาพของทางเดินปัสสาวะ ตอ่ มลกู หมากโต) จึงควรสง่ ผปู้ ่วยไปรกั ษาท่ี
โรงพยาบาลที่มีความพร้อมมากกว่าเนอ่ื งจากผู้ป่วยควรไดร้ ับการตรวจเพิ่มเติม
þ ผปู้ ่วยหญิงท่ีเป็นโรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลันบ่อยๆ ปีละหลายครัง้ ควรสง่ ผ้ปู ว่ ยไปรกั ษาที่โรงพยาบาลทม่ี ี
ความพรอ้ มมากกวา่ เนอ่ื งจากผูป้ ่วยควรได้รบั การตรวจเพิม่ เติม
.โครงการควบคุมและปอ้ งกันการดอื้ ยาตา้ นจลุ ชีพในประเทศไทย คู่มือการรกั ษาโรคตดิ เช้อื แบคทเี รยี ดว้ ยยาปฏชิ วี นะทีโ่ รงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตำ�บล 9
การป้องกันและรกั ษาการติดเชอ้ื ท่ผี วิ หนัง/เนอ้ื เยอ่ื ใตผ้ วิ หนงั ด้วยยาปฏิชวี นะ
1. การใชย้ าปฏชิ ีวนะป้องกันการติดเช้ือท่ีบาดแผลสดจากอบุ ัตเิ หตุ
บาดแผลสด หมายถึง บาดแผลท่ีเกิดภายใน 6 ชั่วโมงก่อนได้รับการรักษา บาดแผลสดจากอุบัติเหตุของ
ผ้ปู ว่ ยสว่ นหนึง่ มีการปนเปอ้ื นเชือ้ แบคทีเรียปรมิ าณมากทำ� ให้มโี อกาสติดเชื้อแบคทเี รยี ท่ปี นเป้ือนได้ ดังนั้น การใช้ยา
ปฏชิ ีวนะในผู้ปว่ ยเหลา่ น้ีจงึ ป้องกนั การตดิ เช้ือได้ อยา่ งไรกต็ าม บาดแผลสดจากอบุ ตั เิ หตุสว่ นมากมีการปนเปอื้ นเชื้อ
แบคทเี รียปรมิ าณนอ้ ยซงึ่ ไม่จ�ำเปน็ ตอ้ งได้รบั ยาปฏชิ ีวนะ
ทีม่ าภาพ: www.pantip.com
ค�ำเตอื น
ผู้ป่วยมีบาดแผลสดจากอุบัติเหตุท่ีควรรับไว้รักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากลักษณะบาดแผลรุนแรง (เช่น
แผลลึกถึงกระดูก มีกระดูกหัก) หรือมีอุบัติเหตุที่อวัยวะอื่นร่วมด้วย (เช่น อุบัติเหตุในช่องท้อง) ให้บุคลากร รพ.สต.
ปฐมพยาบาลเบ้อื งต้น แล้วสง่ ผู้ปว่ ยไปรักษาท่โี รงพยาบาลทม่ี ีความพร้อมมากกวา่
การท�ำความสะอาดบาดแผลและการดูแลบาดแผล
ผ้ปู ว่ ยบาดแผลสดจากอบุ ตั เิ หตทุ ม่ี ารบั บรกิ ารที่ รพ.สต. ตอ้ งได้รับการทำ� ความสะอาดบาดแผลและการดูแล
บาดแผลอย่างเหมาะสม โดยใช้น้�ำสะอาด หรือน้�ำสะอาดร่วมกับสบู่ หรือน้�ำยาท�ำลายเช้ือ (เช่น โพวิโดนไอโอดีน
ฮบิ ิเทนในนำ�้ แอลกอฮอล์ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ทิงเจอร์ไอโอดีน)
หากมีสิ่งแปลกปลอมในแผล ให้ลา้ งออกให้หมด
แผลขนาดใหญค่ วรเยบ็ แผลหลงั ทำ� ความสะอาดแผลแล้ว แผลทส่ี กปรกมากและแผลถกู สัตวก์ ัด/คนกัด ยังไม่
ควรเย็บแผลทนั ที ยกเว้นแผลที่บรเิ วณใบหนา้ และแผลท่ีตอ้ งเยบ็ เพอื่ หา้ มเลือด
การใช้วัคซนี
ผูป้ ว่ ยมีบาดแผลทเี่ สย่ี งต่อโรคบาดทะยัก (Tetanus) (เช่น แผลมเี น้ือตายมาก แผลจากวัตถุสกปรกทมิ่ แทงลึก
แผลปนเปอ้ื นส่ิงสกปรกมาก แผลจากการบดอดั ) ควรได้รบั วคั ซีนป้องกันโรคบาดทะยักดว้ ย
ผู้ป่วยมีบาดแผลสัตว์กัดซึ่งเส่ียงต่อโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ควรได้รับวัคซีน/อิมมูโนโกลบูลิน ป้องกันโรค
พษิ สนุ ขั บา้ ดว้ ย ใหส้ ง่ ผปู้ ว่ ยไปรกั ษาทโี่ รงพยาบาลท่ีมีความพร้อมมากกวา่
.10 ค่มู อื การรักษาโรคตดิ เชือ้ แบคทเี รียดว้ ยยาปฏิชีวนะทโี่ รงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพต�ำ บล โครงการควบคมุ และปอ้ งกันการดอื้ ยาตา้ นจลุ ชพี ในประเทศไทย
แนวทางการใช้ยาปฏิชวี นะป้องกนั การตดิ เชื้อทบี่ าดแผลสดจากอบุ ัตเิ หตุ
ไม่ควรใชย้ าปฏชิ วี นะในแผลสดจากอบุ ัติเหตชุ นดิ ธรรมดาทมี่ ลี ักษณะตอ่ ไปน้ีครบทกุ ขอ้
þ ไมใ่ ชแ่ ผลจากสตั วก์ ัด/คนกัด
þ แผลขอบเรียบ ทำ� ความสะอาดง่าย
þ แผลไม่ลกึ ถงึ กล้ามเนอ้ื เอ็น หรอื กระดูก
þ ไม่มเี นอ้ื ตาย
þ ไมม่ ีสิง่ สกปรกท่ีแผลหรอื มีแต่ลา้ งออกง่าย
þ ไม่ปนเปอื้ นสิง่ สกปรกท่มี แี บคทเี รยี มาก (เชน่ อจุ จาระ ปัสสาวะ นำ�้ สกปรก เศษอาหาร)
þ เป็นผ้มู ีภมู ติ า้ นทานโรคปกติ
ควรใชย้ าปฏชิ วี นะในแผลสดจากอบุ ตั เิ หตชุ นดิ ซบั ซอ้ นทไ่ี มใ่ ชแ่ ผลจากสตั วก์ ดั /คนกดั ทม่ี ลี กั ษณะขอ้ ใดขอ้ หนงึ่ ดงั น้ี
þ แผลขอบไม่เรยี บ เยบ็ แผลได้ไมส่ นิท
þ แผลลึกถงึ กล้ามเนื้อ เอ็น หรอื กระดกู
þ แผลยาวกวา่ 5 เซนตเิ มตร
þ แผลจากการบดอัด (เชน่ แผลโดนประตหู นบี อยา่ งแรง)
þ ผู้ป่วยภูมติ า้ นทานโรคบกพร่อง (เชน่ อายุ >65 ปี เบาหวาน ตบั แข็ง โรคพิษสรุ าเรอ้ื รัง หลอดเลอื ดส่วนปลาย
ตบี มะเรง็ ไดร้ ับยากดภมู ิตา้ นทาน)
ยาปฏชิ วี นะท่คี วรใช้
þ ไดคลอ็ กซาซลิ ลนิ (Dicloxacillin)
เด็ก : 25-50 มก./กก./วัน แบง่ ให้วนั ละ 4 ครง้ั กอ่ นอาหาร นาน 2 วัน
วัยรุ่นและผู้ใหญ่ : 250-500 มก. วันละ 4 ครง้ั กอ่ นอาหาร นาน 2 วนั
þ หากผู้ป่วยแพ้ เพนิซิลลนิ ควรใช้ อีรโี ทรมยั ซนิ ชนดิ น้�ำ หรอื รอ็ กซิโทรมยั ซนิ
เดก็ เลก็ : อรี โี ทรมยั ซิน ชนิดนำ�้ 30-50 มก./กก./วัน แบง่ ให้วันละ 4 ครงั้ ขณะทอ้ งว่าง นาน 2 วนั
เดก็ โต : รอ็ กซโิ ทรมยั ซนิ 5-8 มก./กก./วัน แบ่งใหว้ ันละ 2 ครงั้ ขณะทอ้ งว่าง นาน 2 วัน
ผู้ใหญ่ : ร็อกซโิ ทรมยั ซิน 150 มก. วันละ 2 ครง้ั ขณะท้องวา่ ง นาน 2 วัน
ควรใช้ยาปฏิชีวนะในแผลสดจากอุบตั เิ หตุชนดิ ซับซอ้ นซง่ึ มโี อกาสติดเชือ้ สงู ทม่ี ลี ักษณะขอ้ ใดขอ้ หน่ึง ดังนี้
þ สัตวก์ ดั /คนกัด
þ มีเน้ือตายบริเวณกวา้ ง
þ มีสิ่งสกปรกตดิ อยใู่ นแผลล้างออกไม่หมด
þ ปนเป้อื นส่ิงสกปรกท่มี แี บคทีเรยี มาก (เชน่ อจุ จาระ ปสั สาวะ น�ำ้ สกปรก เศษอาหาร)
ยาปฏิชีวนะทีค่ วรใช้
þ โคอะม็อกซคี ลาฟ (Co-amoxiclav)
เด็ก (ค�ำนวณจาก Amoxicillin) : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งให้วนั ละ 3 คร้งั นาน 2 วัน
วัยรนุ่ และผู้ใหญ่ : 375 มก. วนั ละ 3 คร้งั หรือ 625 มก. วนั ละ 2 คร้งั นาน 2 วัน
.โครงการควบคุมและป้องกันการดื้อยาตา้ นจุลชพี ในประเทศไทย คูม่ อื การรกั ษาโรคติดเช้อื แบคทีเรียดว้ ยยาปฏิชีวนะทโ่ี รงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพต�ำ บล 11
þ หากไมม่ ี โคอะมอ็ กซคี ลาฟ และจำ� เป็นต้องรกั ษาผูป้ ว่ ยที่ รพ.สต. อาจใช้ โอฟลอ็ กซาซิน หรือ โคไทรมอ็ ก
ซาโซล (Cotrimoxazole) หรือ ไดคล็อกซาซิลลิน ร่วมกับ นอฟลอ็ กซาซนิ นาน 2 วนั
þ โคไทรมอ็ กซาโซล ชนดิ เม็ดมี Trimethoprim 80 มก. และ Sulfamethoxazole 400 มก. สว่ นยาชนิดนำ�้
5 มล. ม ี Trimethroprim 40 มก. และ Sulfamethoxazole 200 มก.
เดก็ อายุตำ�่ กว่า 2 ปี : กนิ ยาน�ำ้ ครง้ั ละคร่ึงชอ้ นชาวันละ 2 ครัง้
เด็กอายุ 2-6 ปี : กินยาน�้ำคร้ังละครง่ึ -1 ช้อนชา วนั ละ 2 ครัง้
เดก็ อาย ุ 6-12 ปี : กนิ ยานำ�้ ครง้ั ละ 1-2 ชอ้ นชา หรอื กนิ ยาเมด็ ครงั้ ละครง่ึ ถงึ 1 เมด็ วนั ละ 2 ครงั้ นาน 2 วนั
ผ้ใู หญแ่ ละเดก็ อายุมากกว่า 12 ปี : กนิ ยาเมด็ คร้ังละ 2 เมด็ วนั ละ 2 ครั้ง
หมายเหตุ
þ ผปู้ ่วยถกู สตั วก์ ดั ควรพจิ ารณาสง่ ไปรกั ษาท่ีโรงพยาบาลท่ีมีความพรอ้ มมากกวา่ เนอ่ื งจากผ้ปู ว่ ยควรได้รบั
การประเมินความเสยี่ งต่อการเป็นโรคพิษสนุ ขั บ้าและไดร้ บั วคั ซีน/อมิ มูโนโกลบูลนิ ปอ้ งกันโรคพษิ สนุ ขั บา้ ซง่ึ
รพ.สต. ไมม่ ี และผูป้ ่วยควรได้รับ โคอะมอ็ กซีคลาฟ ซ่งึ รพ.สต. ไม่มี
þ ผูป้ ่วยถกู สตั ว์กัดอาจใชย้ าปฏิชีวนะนาน 3-5 วนั
หมายเหตุ
þ ผปู้ ว่ ยท่ีไดร้ ับการรกั ษาตามแนวทางการใชย้ าปฏิชวี นะป้องกันการตดิ เช้ือทบี่ าดแผลสดจากอบุ ตั ิเหตุ
ดังกล่าวข้างต้นยังมโี อกาสติดเชอ้ื ทแ่ี ผลประมาณร้อยละ 1 หากผปู้ ว่ ยมีการตดิ เชอ้ื การดูแลแผลอย่าง
เหมาะสม (เชน่ การตดั ไหม การทำ� แผล) กย็ งั เปน็ การรักษาที่สำ� คญั ทสี่ ดุ
2. การใช้ยาปฏิชีวนะรักษาการติดเชื้อทีผ่ วิ หนงั /เนอื้ เยอ่ื ใตผ้ ิวหนงั
þ ผปู้ ว่ ยติดเชื้อทผ่ี วิ หนัง/เนือ้ เย่อื ใตผ้ ิวหนงั มกั มอี าการปวด บวม แดง รอ้ นบริเวณท่ตี ิดเชอื้ อาจมีแผล
ตุม่ หนอง ฝี ไข้
þ ผปู้ ่วยทม่ี ลี กั ษณะทางคลินกิ ของการติดเชือ้ ช้นั ลึก (เช่น ปวดมาก ไข้สูง ผิวหนงั บริเวณติดเชื้อบวมตึง
มีถงุ น้�ำ กดเจบ็ มาก) ใหส้ ่งผูป้ ว่ ยไปรกั ษาทโี่ รงพยาบาลที่มีความพร้อมมากกวา่ เพราะอาจตอ้ งมีการตรวจ
(เช่น เอก็ ซเรย)์ และการรกั ษาท่ี รพ.สต. ไมม่ ี หรอื ท�ำไม่ได้ (เช่น ยาปฏชิ ีวนะชนิดฉดี การผ่าตัด)
þ รพ.สต. ควรรักษาผปู้ ่วยตดิ เช้อื ทผี่ ิวหนงั /เนื้อเยื่อใต้ผวิ หนงั เฉพาะผูป้ ่วยที่มกี ารตดิ เชอ้ื ท่ผี วิ หนัง/
เนื้อเยื่อใตผ้ ิวหนงั ชนั้ ตื้นท่ีไมซ่ ับซ้อน คือ การติดเชื้อเฉพาะท่ขี นาดเล็ก มีการอกั เสบเฉพาะที่น้อย มอี าการ
ตามระบบ (เช่น ไข้) ไม่รนุ แรง เชน่ ฝีขนาดเล็ก ผิวหนงั อักเสบตดิ เชื้อ แผลอุบตั เิ หตุตดิ เช้อื
þ หากรอยโรคมีขนาดเล็กหรอื ระบายหนองได้หมด สามารถใช้ยาทำ� ลายเชอื้ (Antiseptic) (เช่น โพวโิ ดน
ไอโอดนี ) ทาทรี่ อยโรคโดยไมต่ ้องใชย้ าปฏิชวี นะ
þ หากรอยโรคมีขนาดใหญ่ หรอื ฝีที่ไม่สามารถระบายหนองไดห้ มด หรอื ผูป้ ่วยมีภมู ติ า้ นทานโรคบกพรอ่ ง
(เชน่ เบาหวาน โรคตบั เรอื้ รงั โรคไตเรื้อรัง) พิจารณาใช้ ไดคลอ็ กซาซลิ ลิน หรอื โคไทรมอ็ กซาโซล
ขนานเดียว หรือ ไดคล็อกซาซิลลิน รว่ มกบั นอฟลอ็ กซาซิน นาน 5-14 วนั
þ หากผู้ป่วยแพ้ เพนซิ ลิ ลิน ควรใช้ อีรีโทรมยั ซิน ชนดิ น้�ำ ในเด็กเล็ก และ ร็อกซโิ ทรมยั ซิน ในเด็กโตและ
ผใู้ หญ่ นาน 5-14 วนั แทน ไดคล็อกซาซิลลนิ
.12 ค่มู ือการรกั ษาโรคติดเชื้อแบคทีเรยี ด้วยยาปฏิชวี นะท่ีโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพต�ำ บล โครงการควบคุมและปอ้ งกันการดื้อยาตา้ นจุลชพี ในประเทศไทย
การป้องกันและรักษาการตดิ เช้อื ในผปู้ ว่ ยโรคฟันผุและโรคปรทิ ันตด์ ว้ ยยาปฏชิ วี นะ
โรคฟนั ผุ (Dental Caries) คือ การอกั เสบของหลมุ ในฟนั ส่วนโรคปรทิ นั ต์ หรือ รำ� มะนาด (Periodontal
Disease) คือ การอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ ฟัน รวมถึงเหงือก กระดูกเบ้าฟัน เอ็นยึดปริทันต์ และผิวรากฟัน
โรคทง้ั สองนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียทอี่ ยู่ในชอ่ งปากในผู้ท่มี ิไดด้ แู ลสขุ ภาพชอ่ งปากอยา่ งเหมาะสม
การรกั ษาโรคฟนั ผแุ ละโรคปรทิ นั ต์
การรกั ษาหลักของโรคฟันผุและโรคปริทนั ต์ คือ หัตถการทางทันตกรรม (เชน่ การขดู หินนำ้� ลาย การเกลา
รากฟนั การขัดฟัน การระบายหนอง การถอนฟัน) ร่วมกับใช้ยาทำ� ลายเชื้อ (antiseptic) (เชน่ Chlorhexidine) ขณะ
ทำ� หัตถการ และการแปรงฟนั
ผู้ป่วยโรคฟันผุและโรคปริทันต์ส่วนมากท่ีมีอาการปวดฟัน/ปวดเหงือกสามารถรักษาได้ด้วยหัตถการทาง
ทันตกรรมดงั กล่าวขา้ งตน้ โดยไม่ต้องใชย้ าปฏชิ ีวนะ
การขูดหินน้�ำลาย การถอนฟันธรรมดา การผ่าตัดฟันคุดที่แผลสะอาดใช้เวลาไม่นานในผู้ป่วยท่ัวไปก็ไม่
จำ� เปน็ ตอ้ งใช้ยาปฏิชีวนะ
.โครงการควบคมุ และปอ้ งกันการดื้อยาต้านจลุ ชพี ในประเทศไทย คมู่ อื การรกั ษาโรคติดเชือ้ แบคทีเรยี ดว้ ยยาปฏิชีวนะท่ีโรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพต�ำ บล 13
แนวทางการใช้ยาปฏชิ ีวนะในผู้ป่วยโรคฟันผแุ ละโรคปริทันต์
1. ใชย้ าปฏิชวี นะรกั ษาโรคฟนั ผุและโรคปรทิ นั ต์เฉพาะผูป้ ว่ ยที่มีอาการตามระบบ (เชน่ ไข้ทส่ี ัมพันธ์กับโรค
ฟนั ผหุ รือโรคปริทนั ต์) หรือมกี ารลุกลามของการตดิ เชือ้ จากฟนั ไปยงั อวัยวะอนื่ (เชน่ ผิวหนังอกั เสบติดเช้ือ
บรเิ วณหนา้ ) หรอื ผู้ปว่ ยมภี มู ิต้านทานโรคบกพร่อง (เชน่ เบาหวาน มะเรง็ ได้รบั ยากดภมู ิตา้ นทาน)
þ ยาปฏิชีวนะทีแ่ นะน�ำ คอื
} เพนิซิลลนิ วี
เด็ก : 250 มก. วันละ 3 ครัง้ นาน 5-7 วนั
วยั รุ่นและผู้ใหญ่ : 500 มก. วันละ 3 ครง้ั นาน 5-7 วัน
} อะมอ็ กซซี ลิ ลิน
เดก็ เลก็ : 50 มก./กก./วัน แบ่งใหว้ นั ละ 2-3 ครัง้ นาน 5-7 วนั
เดก็ โต วัยรุน่ และผู้ใหญ่ : 500 มก. วนั ละ 2-3 ครงั้ นาน 5-7 วัน
þ หากผูป้ ่วยแพ้ เพนิซลิ ลิน ควรใชย้ าปฏิชีวนะ ดงั นี้
เดก็ เล็ก : อีรีโทรมัยซนิ ชนดิ น้ำ� 30-50 มก./กก./วนั แบง่ ให้วนั ละ 4 ครัง้ ขณะทอ้ งว่าง นาน 5-7 วัน
เด็กโต : รอ็ กซโิ ทรมยั ซิน 5-8 มก./กก./วนั แบง่ ให้วนั ละ 2 ครง้ั ขณะท้องว่าง นาน 5-7 วนั
ผ้ใู หญ่ : รอ็ กซิโทรมัยซนิ 150 มก. วันละ 2 ครัง้ ขณะท้องว่าง นาน 5-7 วัน
หมายเหตุ
þ รายทอี่ าการรนุ แรง อาจพจิ ารณาใช้ เมโทรนดิ าโซล (Metronidazole) 200-400 มก. วนั ละ 3 ครงั้ รว่ มดว้ ย
þ ผ้ปู ่วยต้องได้รบั การทำ� หตั ถการทางทนั ตกรรมร่วมดว้ ยหรือตามหลังการรักษาดว้ ยยาปฏชิ ีวนะเสมอ
2. ใช้ยาปฏิชีวนะปอ้ งกนั การติดเช้อื ในผปู้ ่วยกลมุ่ เส่ยี งต่อการตดิ เช้อื หลังไดร้ บั การทำ� หัตการทางทนั ตกรรม
2.1 ใชย้ าปฏชิ วี นะปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ ของแผลจากการทำ� หตั ถการ (เชน่ ถอนฟนั ) ในผปู้ ว่ ยภมู ติ า้ นทานโรคตำ�่
(เชน่ เบาหวาน ตบั แข็ง มะเรง็ ได้รับยากดภมู ิตา้ นทาน)
2.2 ใช้ยาปฏชิ ีวนะปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเชื้อแบคทเี รยี ในช่องปากขณะท�ำหตั ถการทางทันตกรรมไปสู่
ส่วนอน่ื ของรา่ งกาย โดยเฉพาะอยา่ งทเ่ี ยอื่ บุหัวใจ ทำ� ให้เกดิ เย่ือบหุ วั ใจอักเสบตดิ เชอ้ื (Bacterial
Endocarditis) ตามมา ผู้ทคี่ วรได้รับยาปฏชิ ีวนะในกรณนี ี้ ไดแ้ ก่ มลี ิ้นหวั ใจทยี ม เคยเปน็ เย่อื บหุ ัวใจ
อกั เสบติดเช้ือมาก่อน โรคหัวใจพกิ ารแตก่ ำ� เนดิ ชนิดเขียวทไ่ี ม่ไดร้ ับการผ่าตดั หรือไดร้ บั การผ่าตดั แล้ว
บางสว่ น
ค�ำเตือน
þ ควรส่งผู้ปว่ ยท่ีมคี วามเสีย่ งต่อการตดิ เชอื้ หลังท�ำหตั ถการทางทันตกรรมดงั กล่าวขา้ งต้นไปรกั ษาที่
โรงพยาบาลท่มี ีความพรอ้ มมากกว่า
þ หาก รพ.สต. จ�ำเปน็ ต้องรกั ษาผปู้ ่วยเหลา่ นี้ ควรใช้ อะมอ็ กซีซลิ ลนิ (Amoxicillin) 50 มก./กก.
กินครัง้ เดยี ว กอ่ นท�ำหตั ถการ 30-60 นาทใี นเดก็ เล็ก และ อะม็อกซีซลิ ลิน 2 กรมั กนิ ครั้งเดียวก่อนทำ�
หัตถการ 30-60 นาทใี นผใู้ หญ่
.14 คูม่ อื การรักษาโรคตดิ เชื้อแบคทีเรียดว้ ยยาปฏชิ วี นะท่โี รงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพต�ำ บล โครงการควบคมุ และป้องกนั การดอื้ ยาต้านจลุ ชีพในประเทศไทย
การรกั ษาผูป้ ่วยไข้เฉยี บพลันดว้ ยยาปฏชิ ีวนะ
ไข้เฉียบพลัน หมายถึง ภาวะที่อุณหภูมิกาย >37.8 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์
ผู้ปว่ ยไข้เฉียบพลนั สว่ นมากสามารถรักษาหรือรกั ษาเบื้องต้นที่ รพ.สต. ได้
ค�ำเตอื น
ผปู้ ว่ ยไขเ้ ฉยี บพลนั สว่ นหนง่ึ เปน็ โรครนุ แรงหรอื มภี าวะแทรกซอ้ นรนุ แรงจากโรคทเ่ี ปน็ สาเหตขุ องไขเ้ ฉยี บพลนั
ซง่ึ ควรไดร้ บั การตรวจรกั ษาจากโรงพยาบาลทมี่ คี วามพรอ้ มมากกวา่ ผปู้ ว่ ยไขเ้ ฉยี บพลนั ทคี่ วรสง่ ไปตรวจรกั ษาทโี่ รงพยาบาล
ทม่ี คี วามพรอ้ มมากกวา่ คอื ผู้ป่วยไข้เฉยี บพลนั ที่มลี กั ษณะทางคลนิ ิกต่อไปนี้รว่ มด้วย ไดแ้ ก่ ซึม ไม่รูส้ ติ สับสน
ปวดศรี ษะมากและอาการปวดไมด่ ขี น้ึ หลงั ไดร้ บั ยาแกป้ วด ความดนั โลหติ ตำ่� หายใจหอบเหนอื่ ย หายใจลำ� บาก ตาเหลอื ง
มเี ลือดออก
ผปู้ ว่ ยไขเ้ ฉยี บพลนั มากกวา่ รอ้ ยละ 90 มสี าเหตจุ ากการตดิ เชอ้ื ไขเ้ ฉยี บพลนั ไมใ่ ชข่ อ้ บง่ ชข้ี องการใชย้ าปฏชิ วี นะ
เสมอไปเพราะไขอ้ าจเกดิ จากโรคอนื่ ทไี่ มใ่ ชโ่ รคตดิ เชอื้ และไขจ้ ากโรคตดิ เชอื้ จำ� นวนมากไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งไดร้ บั ยาปฏชิ วี นะ
(เช่น ไขจ้ ากเช้ือไวรัส ไข้รว่ มกบั อจุ จาระร่วงเฉยี บพลันจากแบคทเี รยี ท่หี ายได้เอง)
ผ้ปู ่วยไข้เฉียบพลันที่เกิดจากการตดิ เชื้อจำ� แนกเป็น 2 กล่มุ คือ
1. ผู้ป่วยไข้เฉียบพลันท่ีมีการติดเช้ือเฉพาะท่ี หมายถึง ผู้ป่วยมีไข้ร่วมกับลักษณะทางคลินิกของบางระบบ/
อวยั วะ (เชน่ อาการโรคหวดั เจบ็ คอ อจุ จาระรว่ ง ปสั สาวะบอ่ ย/แสบ/ขดั /ข่นุ ผิวหนงั บวม/แดง/ร้อน/กดเจ็บ
แผล/ฝีท่ีผิวหนัง) แนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะในผปู้ ่วยกลมุ่ น้ไี ดร้ ะบไุ วแ้ ลว้ ข้างตน้
2. ผปู้ ว่ ยไขเ้ ฉยี บพลนั ทมี่ กี ารตดิ เชอื้ ตามระบบ หมายถงึ ผปู้ ว่ ยมไี ขร้ ว่ มกบั ลกั ษณะทางคลนิ กิ ทว่ั ไปทไ่ี มจ่ ำ� เพาะ
กบั ระบบ/อวยั วะใดระบบ/อวยั วะหนง่ึ ผปู้ ว่ ยกลมุ่ นมี้ กั มไี ขร้ ว่ มกบั อาการออ่ นเพลยี เบอ่ื อาหาร ปวดเมอ่ื ยตวั ปวดศรี ษะ
สาเหตขุ องไขเ้ ฉยี บพลนั และลกั ษณะทางคลนิ กิ ของแตล่ ะโรค รวมทง้ั แนวทางการปฏบิ ตั แิ ละการใชย้ าปฏชิ วี นะในผปู้ ว่ ย
กลมุ่ นแี้ สดงไวใ้ นตาราง
สาเหตขุ องไข้เฉียบพลนั และลกั ษณะทางคลินิก แนวทางการปฏบิ ตั ิและการใชย้ าปฏชิ วี นะ
โรคติดเชื้อไวรสั
þ โรคตดิ เชื้อไวรสั ทพ่ี บบ่อยและสำ� คัญ คือ ไขห้ วดั } ไม่ควรใช้ยาปฏชิ ีวนะในผปู้ ว่ ยโรคตดิ เช้อื ไวรัสท่ี
ใหญ่ (Influenza, Flu) และไขเ้ ลือดออก รกั ษาแบบผ้ปู ่วยนอก
} ผปู้ ่วยไข้หวัดใหญม่ ักมไี ขส้ ูง ปวดเม่อื ยตวั มาก } ไขม้ กั หายได้เองใน 7 วนั
อ่อนเพลยี มกั มีอาการหวัดนำ� มาก่อนหรือม ี } ผู้ป่วยทไี่ มม่ โี รคประจ�ำตัว มไี ขเ้ ฉยี บพลัน อาการ
ร่วมด้วย ไมร่ นุ แรง ไมน่ า่ จะเปน็ มาลาเรยี และสามารถกลบั มา
} ผปู้ ่วยไข้เลอื ดออกมกั มีไข้สูง ไมม่ ีอาการหวดั ตดิ ตามผลการรกั ษาได้ ไมค่ วรใหย้ าปฏชิ วี นะ ควรให้
นำ� มากอ่ น ไมม่ อี าการหวดั รว่ มดว้ ย อาจปวด การรกั ษาตามอาการดว้ ยยาลดไข้ (พาราเซตามอล)
ทอ้ ง ปวดเม่อื ยตวั กนิ ยาลดไขแ้ ล้วไขล้ ดลง ผูป้ ่วยเหลา่ นม้ี กั มไี ข้ 3-7 วันแล้วหายไดเ้ อง หาก
ช่วั คราว การตรวจทูนิเกท์ (Touniquet ผู้ปว่ ยยังมไี ขห้ ลัง 7 วัน หรอื มีอาการเลวลง ให้
Test)* อาจใหผ้ ลบวก อาจมจี ุดเลือดออกตาม กลับมาตรวจใหม่ ซงึ่ ผู้ป่วยเหล่านคี้ วรส่งไปตรวจ
ผิวหนัง รักษาทโี่ รงพยาบาลทีม่ ีความพร้อมมากกวา่
* การตรวจทูนิเกท์ (Touniquet Test) ช่วยวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกระยะเริ่มแรกได้ ท�ำโดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิตวัดความดันโลหิตค่าบน
(Systolic Pressure) และความดนั โลหติ คา่ ลา่ ง (Diastolic Pressure) แลว้ จงึ บบี ลูกยางใหค้ วามดันอยูต่ รงกลางระหวา่ งความดนั โลหิตคา่ บนและ
ความดนั โลหติ คา่ ล่าง รัดคา้ งไว้ 5 นาที คลายความดัน รอ 1 นาที แลว้ สังเกตผิวหนงั บรเิ วณต่�ำกวา่ สายรดั (ข้อพบั ) ถ้าพบจุดเลอื ดออกใต้ผิวหนัง
.มากกว่า 10 จุดใน 1 ตารางนว้ิ แสดงวา่ การตรวจใหผ้ ลบวก ซ่งึ ชีแ้ นะว่าผปู้ ว่ ยอาจเปน็ ไข้เลือดออก
โครงการควบคมุ และป้องกันการดอื้ ยาตา้ นจุลชพี ในประเทศไทย คมู่ อื การรกั ษาโรคตดิ เชอื้ แบคทเี รียด้วยยาปฏชิ วี นะที่โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพต�ำ บล 15
สาเหตุของไขเ้ ฉยี บพลันและลักษณะทางคลนิ กิ แนวทางการปฏบิ ัตแิ ละการใช้ยาปฏชิ ีวนะ
มาลาเรยี } หากสงสัยโรคนี้ ควรสง่ ผูป้ ่วยไปตรวจรักษาที่
þ ผู้ป่วยอาศัยอยู่บริเวณท่ีมีโรคน้ีหรือเคยไปอยู่ โรงพยาบาลทม่ี คี วามพรอ้ มมากกวา่ เพราะตอ้ งตรวจ
เลือดหาเชื้อมาลาเรยี
บรเิ วณท่ีมโี รคนี้ } หากพบเชือ้ มาลาเรีย จึงให้ยาตา้ นมาลาเรีย
þ ผู้ปว่ ยมักมไี ขส้ ูงเปน็ ชว่ งๆ อาจมอี าการหนาวสั่น
} หากสงสยั โรคนี้ ควรใช้ ดอ็ กซซี ยั คลนิ (Doxycycline)
รว่ มด้วย 100 มก. กนิ วนั ละ 2 คร้งั นาน 7 วัน
โรคฉ่ีหนู (Leptospirosis) } หากไม่มยี าน้ี อาจใช้ อะมอ็ กซซี ลิ ลิน 500 มก. กิน
þ มกั พบในฤดฝู นบริเวณท่ีมีนำ�้ ทว่ มขงั ผปู้ ่วยอาจ วนั ละ 4 คร้งั นาน 5-7 วนั หรอื สง่ ผู้ป่วยไปตรวจ
เคยสมั ผสั น�้ำทว่ มขงั รักษาทโ่ี รงพยาบาลท่มี คี วามพร้อมมากกว่า โดย
þ ผู้ป่วยมักปวดกลา้ มเน้ือโดยเฉพาะกลา้ มเน้ือนอ่ ง เฉพาะผ้ปู ว่ ยที่มีตาเหลอื ง
ผูป้ ่วยสว่ นน้อยมีตาเหลอื ง
โรคสครับไทฟสั (Scrub Typhus) } หากสงสัยโรคน้ี ควรใช้ ด็อกซีซัยคลิน 100 มก. กนิ
þ ผ้ปู ่วยอาจเคยไปป่าโปร่ง ถกู หมัดกัด วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วนั หากผปู้ ว่ ยเปน็ โรคน้ี มกั
þ ผู้ป่วยมักมไี ข้สูง ปวดศีรษะ อาจพบแผลท่ผี วิ หนงั ตอบสนองต่อการรกั ษาอยา่ งรวดเร็วใน 24 ชั่วโมง
ลักษณะคล้ายบุหรีจ่ บี้ รเิ วณรักแร้ ขาหนีบ ใตร้ าว } หากไมม่ ยี าน้ี ควรสง่ ผปู้ ่วยไปตรวจรกั ษาที่
นม ขอบเส้อื ขอบกางเกง โรงพยาบาลทมี่ ีความพร้อมมากกวา่
ไข้เอนเตอรกิ (Enteric Fever) } หากสงสยั โรคนี้ ควรใช้ โคไทรม็อกซาโซล ขนาด
þ ผปู้ ว่ ยมไี ขไ้ มส่ งู ในสปั ดาหแ์ รก อาจมอี าการทอ้ งผกู เม็ดละ 480 มก. กนิ 2 เมด็ วันละ 2 ครั้ง นาน
14 วัน
หรือท้องเดนิ ร่วมดว้ ย ควรสงสยั โรคน้ีในผปู้ ว่ ยท่มี ี
ไข้เกิน 7 วัน
การตดิ เชือ้ แบคทเี รียในกระแสเลือด (Bacteremia)
þ ลกั ษณะทางคลนิ กิ มกั แยกไมไ่ ดจ้ ากไขเ้ ฉียบพลนั } ควรสง่ ผู้ป่วยไปตรวจรกั ษาที่โรงพยาบาลทม่ี ีความ
จากสาเหตุอ่นื พร้อมมากกว่าเพราะต้องไดร้ ับการตรวจและรกั ษา
þ ควรนกึ ถงึ ภาวะน้ใี นผู้ป่วยทม่ี โี รคประจ�ำตวั เรื้อรัง ด้วยวิธที ่ี รพ.สต. ไม่มี
หรอื รุนแรง เชน่ เบาหวาน ตับแข็ง ไตวายเรื้อรงั
มะเรง็ ไดร้ ับยากดภูมติ า้ นทาน
.16 คู่มอื การรกั ษาโรคตดิ เชอ้ื แบคทีเรียด้วยยาปฏชิ วี นะที่โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตำ�บล โครงการควบคุมและป้องกันการดอื้ ยาต้านจลุ ชีพในประเทศไทย
การปฏิบตั ทิ ่ีบุคลากรสาธารณสขุ ที่ รพ.สต. ควรท�ำเมื่อใหแ้ ละไมใ่ ห้ยาปฏิชวี นะแกผ่ ้ปู ว่ ย
1. การปฏิบัติที่บุคลากรสาธารณสุขท่ี รพ.สต. ควรท�ำเมื่อให้ยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วย
þ แจ้งผปู้ ่วย/ญาติผู้ปว่ ยเกยี่ วกับโรคของผู้ป่วยว่าผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรยี หรอื น่าจะติดเชอื้ แบคทีเรีย
þ สอบถามการแพ้ยาปฏชิ ีวนะท่ีเคยไดร้ บั และหลกี เลยี่ งยาปฏิชวี นะขนานและกลุ่มท่ผี ูป้ ่วยแพ้
þ ฉลากยาทเ่ี หมาะสมควรใช้ชือ่ ยาภาษาไทยโดยไม่ใชค้ �ำวา่ ยาแกอ้ ักเสบ
þ อธบิ ายวิธีใช้ยาปฏิชวี นะให้ผปู้ ่วย/ญาติผู้ป่วยเข้าใจ รวมทัง้ เนน้ การใชย้ าปฏชิ วี นะให้ครบตามขนาดและ
ระยะเวลา อธิบายการด�ำเนินโรคว่ายาปฏิชีวนะไมท่ �ำให้อาการหรอื โรคหายทนั ที ต้องใช้เวลาระยะหนึง่
หากอาการไมเ่ ลวลงหลงั ได้รับยาปฏิชีวนะ กไ็ ม่ควรแสวงหายาปฏิชีวนะอนื่ มาใช้ร่วมดว้ ย หากจ�ำเป็นตอ้ ง
ไปรักษาเพ่ิมเติม ใหแ้ จ้งยาทก่ี ำ� ลังได้รับให้ผูเ้ กีย่ วข้องทราบดว้ ย
þ อธิบายผลข้างเคียงของยาปฏิชวี นะที่พบบอ่ ย เชน่ คลน่ื ไส้ อาเจยี น อุจจาระร่วง ผ่ืนผวิ หนัง
þ แนะน�ำผูป้ ว่ ย/ญาติผู้ปว่ ยวา่ หากผู้ปว่ ยอาการเลวลงหลังรกั ษา หรืออาการทีม่ อี ยู่ยงั ไม่ดขี ึน้ ในระยะเวลาอนั
สมควร ควรแจง้ หรอื กลับมาพบผูร้ ักษา
þ แนะนำ� ผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วยว่าหากใชย้ าปฏชิ วี นะแล้วมีอาการผดิ ปกติท่สี งสัยว่าอาจแพย้ าท่ีได้รับ (เช่น ผน่ื
ผิวหนงั อุจจาระรว่ งรุนแรง) ให้หยดุ ยา แลว้ ไปพบผู้ที่สง่ั ยาให้
þ อธบิ าย ‘ยาแก้อักเสบ’ กบั ‘ยาปฏชิ วี นะ’ ว่ายาปฏิชีวนะเปน็ ยาอนั ตราย ไมเ่ รยี กยาปฏชิ วี นะว่า ยาแก้
อักเสบ เน่ืองจากยาปฏชิ ีวนะออกฤทธ์ิต่อเช้อื แบคทีเรยี แต่ไมม่ ีฤทธ์ติ ้านการอักเสบโดยตรง
þ แนะนำ� ผปู้ ่วย/ญาตผิ ้ปู ว่ ยไมซ่ อ้ื ยาปฏิชีวนะใช้เอง ไม่แบ่งยาปฏิชวี นะท่ีไดร้ ับให้ผอู้ น่ื ไม่เกบ็ ยาปฏชิ ีวนะไว้ใช้
เม่ือมอี าการครัง้ ต่อไป ไม่เก็บยาปฏชิ วี นะไวเ้ พอ่ื น�ำไปซือ้ ใชเ้ องในอนาคต
þ แนะนำ� ผู้ปว่ ย/ญาติผู้ป่วยวา่ ทุกครัง้ ทไ่ี ด้รับยาปฏชิ ีวนะจากบคุ ลากรสาธารณสขุ ใหส้ อบถามบคุ ลากร
สาธารณสขุ ผูน้ น้ั ว่าทา่ นติดเชอ้ื แบคทเี รยี หรอื ไวรสั และจำ� เป็นตอ้ งใช้ยาปฏชิ ีวนะหรือไม่
þ อธบิ ายอนั ตรายของยาปฏิชวี นะ คอื อาจแพ้ยาถึงแก่ชีวติ หรือพกิ าร ชักนำ� เช้ือดือ้ ยาจนไม่มยี ารกั ษาการ
เจ็บปว่ ยครัง้ ตอ่ ไปท่ตี ดิ เช้อื ด้อื ยา และเสยี คา่ ใชจ้ ่าย
þ ควรมีสื่อเก่ยี วกับโรคติดเชอ้ื ยาปฏิชีวนะ การดอ้ื ยา ที่บรเิ วณตรวจรกั ษาและจ่ายยาประกอบการอธบิ าย
þ ควรแจกส่ือเก่ยี วกับโรคติดเชื้อ ยาปฏชิ ีวนะ การดอื้ ยา แกผ่ ูป้ ว่ ย/ญาติผปู้ ่วย
.โครงการควบคมุ และปอ้ งกันการดือ้ ยาต้านจุลชพี ในประเทศไทย คู่มอื การรักษาโรคตดิ เชอื้ แบคทีเรยี ดว้ ยยาปฏิชีวนะทโ่ี รงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำ�บล 17
2. การปฏิบัติท่ีบุคลากรสาธารณสุขที่ รพ.สต. ควรท�ำเม่ือไม่ให้ยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วย
þ แจง้ ผปู้ ว่ ย/ญาติผูป้ ว่ ยเกย่ี วกับโรคของผู้ป่วยวา่ ไมไ่ ด้เกิดจากเชื้อแบคทเี รยี หรอื ไมน่ ่าเกดิ จากเช้อื แบคทเี รีย
ทต่ี อ้ งการยาปฏชิ ีวนะ
þ ให้ผู้ป่วย/ญาติผ้ปู ว่ ยเห็นโรคของผปู้ ่วยว่าไมไ่ ด้เกิดจากเช้ือแบคทเี รยี เชน่ ใหผ้ ้ปู ่วยเจ็บคอเหน็ คอหอยของ
ตนเองจากกระจกหรอื จากโทรศพั ทช์ นดิ พกพา เทยี บกบั รปู ทแี่ สดงวา่ ลกั ษณะของคอหอยอกั เสบนน้ั เกดิ จาก
เช้ือไวรัส ไมใ่ ช่เชอื้ แบคทีเรีย
þ อธิบายธรรมชาตขิ องโรค/การด�ำเนนิ โรค เชน่ โรคหวัด ไข้มกั หายใน 3-5 วนั , เจ็บคอ 4-5 วัน, น�ำ้ มกู 5-7
วนั , ไอ 7-14 วนั โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลนั อาจไอนานหลายสัปดาหโ์ ดยผปู้ ว่ ยจ�ำนวนคร่งึ หน่งึ จะ
ไอนาน 18 วัน ดงั น้นั หากผ้ปู ่วยยงั มีอาการทยี่ งั อยใู่ นชว่ งระยะเวลาดงั กลา่ วโดยอาการไมเ่ ลวลง ผู้ป่วย
ไม่ควรแสวงหายาปฏิชีวนะมาใช้เอง ผ้ปู ่วยไมค่ วรขอยาปฏชิ วี นะจากบุคลากรสาธารณสุข และบุคลากร
สาธารณสขุ ไมค่ วรใหย้ าปฏชิ วี นะเพิ่ม
þ ใหก้ ารรักษาตามอาการและการรักษาประคบั ประคอง เชน่ ยาลดไข้ ยาลดน�ำ้ มกู ยาแกไ้ อ ในผู้ป่วย
โรคหวัด สารน�ำ้ ในผปู้ ว่ ยอจุ จาระร่วง การทำ� แผลในผปู้ ว่ ยบาดแผลสด
þ ให้ความมน่ั ใจแกผ่ ้ปู ว่ ย/ญาตผิ ปู้ ่วยว่าแม้บุคลากรสาธารณสขุ ไมใ่ ห้ยาปฏิชีวนะ ก็ได้ให้การดแู ลรักษาอยา่ ง
ใกลช้ ดิ และตอ่ เน่ือง โดยผ้ปู ่วยสามารถติดตอ่ รพ. หรอื เจา้ หนา้ ท่ีไดท้ างโทรศพั ท์หากมปี ญั หา/คำ� ถาม แจง้
ใหผ้ ู้ปว่ ยกลบั มาตรวจหรอื ตดิ ตอ่ บุคลากรสาธารณสขุ หากอาการไม่ดขี ึน้ ในเวลาทสี่ มควร หรอื อาการเลวลง
หลงั รกั ษา
þ อธบิ าย ‘ยาแกอ้ ักเสบ’ กับ ‘ยาปฏิชีวนะ’ วา่ ยาปฏิชวี นะเปน็ ยาอันตราย ไมเ่ รยี กยาปฏชิ ีวนะวา่ ยาแก้
อักเสบ เน่อื งจากยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ต่อเชือ้ แบคทเี รียแตไ่ ม่มฤี ทธิ์ตา้ นการอกั เสบโดยตรง
þ แนะน�ำผู้ปว่ ย/ญาตผิ ปู้ ว่ ยไม่ซ้อื ยาปฏชิ ีวนะใชเ้ อง
þ แนะนำ� ผู้ปว่ ย/ญาติผปู้ ว่ ยว่าทกุ ครงั้ ท่ไี ดร้ บั ยาปฏชิ ีวนะจากบุคลากรสาธารณสขุ ให้สอบถามบุคลากร
สาธารณสขุ ผนู้ นั้ วา่ ผปู้ ่วยติดเชื้อแบคทเี รียหรือไวรสั และจ�ำเป็นตอ้ งใชย้ าปฏชิ ีวนะหรอื ไม่
þ อธบิ ายอันตรายของยาปฏชิ ีวนะ คือ อาจแพ้ยาถึงแกช่ ีวิตหรือพกิ าร ชกั นำ� เชอ้ื ดอ้ื ยาจนไม่มยี ารักษาการ
เจบ็ ป่วยครัง้ ต่อไปทต่ี ดิ เช้ือดอ้ื ยา และเสียค่าใชจ้ า่ ย
þ ควรมีสอ่ื เก่ยี วกบั โรคตดิ เชอื้ ยาปฏชิ ีวนะ การด้อื ยา ทบ่ี รเิ วณตรวจรักษาและจ่ายยาประกอบการอธบิ าย
þ ควรแจกสอ่ื เก่ียวกบั โรคติดเช้ือ ยาปฏิชวี นะ การดือ้ ยา แกผ่ ูป้ ว่ ย/ญาตผิ ปู้ ว่ ย
.18 ค่มู อื การรักษาโรคตดิ เชอื้ แบคทีเรยี ด้วยยาปฏิชีวนะทโ่ี รงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพต�ำ บล โครงการควบคุมและป้องกนั การดอื้ ยาตา้ นจุลชีพในประเทศไทย
หากพิจารณาการกระจายของอาการ/กลุ่มอาการ/โรคที่อาจเกิดจากการติดเช้ือของผู้ป่วยท่ีมารับ
บริการที่ รพ.สต. ประมาณ 100,000 คร้ังดังกล่าวแล้ว คาดว่าผู้ป่วยเหล่าน้ีส่วนมากไม่จ�ำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
มีผู้ป่วยน้อยกว่าร้อยละ 30 เท่านั้นท่ีควรได้รับยาปฏิชีวนะ
ตัวชี้วัดการใช้ยาปฏชิ วี นะอยา่ งรับผิดชอบ
โรค อตั ราการใชย้ าปฏิชวี นะ
โรคหวดั ธรรมดา ตำ�่ กวา่ รอ้ ยละ 5
โรคคอหอย/ต่อมทอนซลิ อักเสบเฉียบพลัน ต�่ำกวา่ รอ้ ยละ 40
โรคหลอดลมอกั เสบเฉยี บพลัน ตำ่� กว่าร้อยละ 5
การตดิ เชื้อทร่ี ะบบการหายใจช่วงบน และหลอดลมอักเสบเฉยี บพลนั ต�่ำกวา่ รอ้ ยละ 20
โรคอุจจาระรว่ งเฉียบพลนั ต่�ำกว่ารอ้ ยละ 20
การติดเชอ้ื ท่รี ะบบปสั สาวะ มากกวา่ ร้อยละ 95
การติดเช้อื ทผ่ี ิวหนังและแผลสดจากอบุ ัตเิ หตุ ต�ำ่ กว่าร้อยละ 40
โรคฟนั พแุ ละโรคปริทันต์ ตำ่� กวา่ ร้อยละ 10
การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบ คือ ใช้ยาปฏิชีวนะน้อยที่สุดเท่าที่จ�ำเป็นเท่านั้น จะท�ำให้ผู้ป่วยปลอดภัย
จากพิษและผลข้างเคียงของยาปฏิชีวนะ ลดค่าใช้จ่าย และเป็นมาตรการส�ำคัญท่ีสุดในการควบคุมและป้องกันการ
เกิดเช้ือด้ือยาเน่ืองจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบเป็นการหยุดสร้างเชื้อด้ือยา
เอกสารประกอบ
วษิ ณุ ธรรมลิขติ กุล. คู่มือการป้องกันและควบคมุ แบคทีเรียดือ้ ยาตา้ นจลุ ชีพในโรงพยาบาล 2558.
.โครงการควบคุมและปอ้ งกนั การด้อื ยาตา้ นจุลชพี ในประเทศไทย คู่มอื การรักษาโรคตดิ เชื้อแบคทเี รียดว้ ยยาปฏชิ วี นะทโ่ี รงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพต�ำ บล 19
“คนไทยตายจากเช้ือด้ือยาปีละกว่า 30,000 คน โปรดช่วยกันหยุดเป็นเหย่ือเชื้อดื้อยาด้วยการหยุดสร้าง
เช้ือดื้อยาโดยใชย้ าปฏิชวี นะน้อยทสี่ ดุ เท่าทจี่ �ำ เปน็ หยุดรบั เชื้อด้ือยาและหยดุ แพรเ่ ช้ือดื้อยาโดยมีพฤตกิ รรม
สุขอนามัยส่วนบุคคลที่เหมาะสมและมีพฤติกรรมควบคุมและป้องกันการรับและแพร่เช้ือในโรงพยาบาล
ทีม่ ปี ระสิทธิภาพ”
ศาสตราจารยน์ ายแพทยว์ ษิ ณุ ธรรมลขิ ติ กุล
คณะแพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล