The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรปี 67 ภาษาไทย(ม.1-3)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sombut7292, 2024-05-22 08:31:04

หลักสูตรปี 67 ภาษาไทย(ม.1-3)

หลักสูตรปี 67 ภาษาไทย(ม.1-3)

หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๕๑ โครงสรางรายวิชา รหัสวิชา ท ๒๓๑๐๒ รายวิชาภาษาไทย กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชั้นมัยมศึกษาปที่ ๓ จำนวน ๑๒๐ ชั่วโมง/ป สัดสวนคะแนน ระหวางเรียน : ปลายป ๗๐ : ๓๐ ภาคเรียนที่ ๒ หนวย ที่ ชื่อหนวย การ เรียนรู ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู เวลา (ชม.) คะแนน (๑๐๐) ตัวชี้วัดระหวางทาง ตัวชี้วัด ปลายทาง ๑ อิศรญาณ ภาษิต ท ๒.๑ ม.๓/๖ ท ๓.๑ ม.๓/๓ ท ๔.๑ ม.๓/๕ ท ๕.๑ ม.๓/๓ ท ๑.๑ ม.๓/๕ -วิเคราะหวิจารณ ประเมิน เรื่องที่อานโดยใชกลวิธีการ เปรียบเทียบจากสื่อตาง ๆ -เขียนอธิบายชี้แจงแสดงความ คิดเห็นและโตแยง ในเรื่องตาง ๆ -พูดรายงานจากการศึกษา คนควาที่เกี่ยวกับภูมิปญญา ทองถิ่น -อธิบายความหมายของ คำศัพททางวิชาการและ วิชาชีพ -สรุปความรูและขอคิดจาก การอานจากวรรณคดีและ วรรณกรรมเพื่อนำไปใชในชีวิต จริง ๖ ๕ ๒ ที่เรียกวา กาวหนา ท ๑.๑ ม.๓/๖ ท ๒.๑ ม.๓/๗ ท ๔.๑ ม.๓/๕ ท ๓.๑ ม.๓/๔ -ประเมินความถูกตองของ ขอมูลที่ใชสนับสนุนในเรื่องที่ อานจากสื่อตาง ๆ -วิเคราะหวิจารณ แสดง ความรูความคิดเห็นขอโตแยง จากสื่อตางๆเชนบทความทาง วิชาการ บทโฆษณา -พูดในโอกาสตาง ๆ เชน การ พูดโตวาที การอภิปราย การ พูดยอวาที -คำศัพททางวิชาการและ วิชาชีพ ๖ ๕


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๕๒ หนวย ที่ ชื่อหนวย การ เรียนรู ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู เวลา (ชม.) คะแนน (๑๐๐) ตัวชี้วัดระหวางทาง ตัวชี้วัด ปลายทาง ๓ บทพากย เอราวัณ ท ๒.๑ ม.๓/๘ ท ๓.๑ ม.๓/๕ ท ๑.๑ ม.๓/๗ ท ๕.๑ ม.๓/๔ -อานจับใจความจากสื่อตางๆ วรรณคดีในบทเรียน ขาว เหตุการณ บทความ บันเทิง คดี สารคดี สารคดีเชิงประวัติ ตำนาน งานเขียนเชิง สรางสรรค เรื่องราวจาก บทเรียนในกลุมสาระการ เรียนรูอื่น -กรอกแบบสมัครงาน -พูดโนมนาว -โคลงสี่สุภาพ -ทองจำบทอาขยานและบท รอยกรองที่มีคุณคา ๖ ๑๐ ๔ กรุงเทพฯ เมื่อรอย กวาป ท ๑.๑ ม.๓/๘ ท ๒.๑ ม.๓/๙ ม.๓/ ๑๐ ท ๓.๑ ม.๓/๖ ท ๔.๑ ม.๓/๕ ท ๓.๑ ม.๓/๔ -อานจับใจความจากสื่อตาง ๆ วรรณคดีในบทเรียน ขาว เหตุการณ บทความ บันเทิง คดี สารคดี สารคดีเชิงประวัติ ตำนาน งานเขียนเชิง สรางสรรค เรื่องราวจาก บทเรียนในกลุมสาระการ เรียนรูอื่น -เขียนรายงาน รายงานจาก การศึกษาคนควา รายงาน โครงงาน -มารยาทในการเขียน -พูดในโอกาสตางๆ -มารยาทในการพูด -คำศัพททางวิชาการ ๖ ๕ ๕ คิดดีก็ได บุญ ท ๑.๑ ม.๓/๙ ท ๒.๑ ม.๓/๗ ม.๓/ ๑๐ ท ๓.๑ ม.๓/๕ ม.๓/๖ ท ๔.๑ ม.๓/๕ -อานตามความสนใจ เชน หนังสือนอกเวลา หนังสือตาม ความสนใจและตามวัยของ นักเรียน หนังสือที่ครูและ นักเรียนรวมกันกำหนด -เขียนวิเคราะหวิจารณและ แสดงความรูความคิดเห็น หรือโตแยงจากสื่อตาง ๆ เชน บทความทางวิชาการ บทโฆษณา -มารยาทในการเขียน ๖


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๕๓ หนวย ที่ ชื่อหนวย การ เรียนรู ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู เวลา (ชม.) คะแนน (๑๐๐) ตัวชี้วัดระหวางทาง ตัวชี้วัด ปลายทาง -การพูดโนมนาว -มารยาทในการพูด -คำศัพททางวิชาการ สอบกลางภาคเรียน ๑ ๒๐ ๖ ปารตี้บาร บีคิว ท ๒.๑ ม.๓/๖ ท ๓.๑ ม.๓/๖ ท ๔.๑ ม.๓/๕ ท ๑.๑ ม.๓/๕ ท ๓.๑ ม.๓/๔ -อานจับใจความจากสื่อตาง ๆ วรรณคดีในบทเรียน ขาว เหตุการณ บทความ บันเทิง คดี สารคดี สารคดีเชิงประวัติ ตำนาน งานเขียนเชิง สรางสรรค เรื่องราวจาก บทเรียนในกลุมสาระการ เรียนรูอื่น -เขียนอธิบาย เขียนชี้แจง แสดงความคิดเห็น และโตแยง ในเรื่องตาง ๆ -พูดในโอกาสตางๆ พูดโตวาที พูดอภิปราย พูดยอวาที -มารยาทในการพูด -คำศัพททางวิชาการ ๘ ๑๐ ๗ ความรักใด ควรใฝหา ท ๑.๑ ม.๓/๖ ท ๒.๑ ม.๓/๗ ท ๓.๑ ม.๓/๕ ท ๓.๑ ม.๓/๖ ท ๔.๑ ม.๓/๖ -อานจับใจความจากสื่อตาง ๆ วรรณคดีในบทเรียน ขาว เหตุการณ บทความ บันเทิง คดี สารคดี สารคดีเชิงประวัติ ตำนาน งานเขียนเชิง สรางสรรค เรื่องราวจาก บทเรียนในกลุมสาระการ เรียนรูอื่น -เขียนวิเคราะหวิจารณ และ แสดงความรู ความคิดเห็น หรือโตแยงจากสื่อตาง ๆ เชน บทโฆษณา บทความ ทางวิชาการ -พูดโนมนาว -มารยาทในการพูด -โคลงสี่สุภาพ ๘ ๕


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๕๔ หนวย ที่ ชื่อหนวย การ เรียนรู ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู เวลา (ชม.) คะแนน (๑๐๐) ตัวชี้วัดระหวางทาง ตัวชี้วัด ปลายทาง ๘ คำขวัญ โนมจิต โนมคิดคำ คม ท ๒.๑ ม.๓/๖ ท ๓.๑ ม.๓/๖ ท ๔.๑ ม.๓/๕ ท ๑.๑ ม.๓/๗ ท ๓.๑ ม.๓/๔ -เขียนอธิบายชี้แจงแสดงความ คิดเห็นและการโตแยงในเรื่อง ตาง ๆ -การพูดในโอกาสตาง ๆ เชน การพูดโตวาที การอภิปราย การพูดยอวาที -มารยาทในการพูด -คำศัพททางวิชาการ ๗ ๕ ๙ ลวน บุญคุณอุม ชีวิต คิดทดแทน ท ๑.๑ ม.๓/๙ ท ๒.๑ ม.๓/๗ ท ๓.๑ ม.๓/๖ ท ๔.๑ ม.๓/๕ ท ๕.๑ ม.๓/๓ ท ๓.๑ ม.๓/๔ -อานตามความสนใจ เชน หนังสือนอกเวลา หนังสืออาน ตามความสนใจและตามวัย ของนักเรียน หนังสืออานที่ครู และนักเรียนรวมกันกำหนด -เขียนวิเคราะห วิจารณ และ แสดงความรูความคิดเห็น หรือโตแยงจากสื่อตาง ๆ เชน บทโฆษณา บทความทาง วิชาการ -การพูดในโอกาสตางๆ การ พูดโตวาที การอภิปราย การ พูดยอวาที -มารยาทในการพูด -คำศัพททางวิชาการ ๖ ๕ รวม ๖๐ ๗๐ สอบปลายภาคเรียน ๓๐ รวมภาคเรียนที่ ๒ ๑๐๐


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๕๕ โครงสรางรายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม ท๒๑๒๐๑ ภาษาไทย อาน-เขียน ๑ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หนวยกิต ที่ ชื่อหนวย การเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน (๑๐๐) ๑ การอาน ๑. อานออกเสียงคำ กลุมคำ ประโยค และขอความตางๆได ถูกตอง คลองแคลว ๔. มีมารยาทในการ อาน การอานออกเสียงเปนการสื่อสารที่ สำคัญ ทำใหผูรับสารมีความเขาใจ และเกิดความรูความบันเทิงได ผูอาน จะตองรูหลักในการอานออกเสียงทั้ง รอยแกวและรอยกรอง จึงจะทำให การอานออกเสียงนาฟงและมีความ ถูกตองตามหลักการอาน ๕ ๒๐ ๒ การอานคิด วิเคราะหและการ อานอยางมี วิจารณญาณ ๒. อานในใจแลวจับ ใจความได ๓. อานและคิดวิเคราะห ความรูและขอคิดได การอานเปนการรับรูขอมูลขาวสาร ความรู ความบันเทิง ซึ่งสงผลใหผูอาน มีความฉลาดรอบรูและทันตอ เหตุการณ ๕ ๒๐ ๓ การเขียนเพื่อการ สื่อสาร ๕. เขียนสะกดคำได ถูกตอง คลองแคลว ๖. เขียนสื่อความได ๗. เขียนเรียงความได ๘. มีมารยาทในการ เขียน ๙. มีนิสัยรักการเขียน การเขียนเปนการสื่อสารที่มุงให ผูอานรับรู เขาใจเรื่องราวอยางใด อยางหนึ่ง โดยผูเขียนจะตองมี จุดมุงหมาย และศึกษาหลักการเขียน สื่อสารแตละประเภทใหเขาใจ จึงจะ ทำใหการเขียนสื่อสารมีประสิทธิภาพ และมีมารยาทที่ดีในการเขียน ๘ ๓๐ รวมระหวางภาค ๑๘ ๗๐ สอบปลายภาค ๒ ๓๐ รวม ๒๐ ๑๐๐


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๕๖ โครงสรางรายวิชา ภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม ท๒๑๒๐๒ ภาษาไทย ฟง-พูด ๑ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๒ เวลา ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หนวยกิต ที่ ชื่อหนวย การเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน (๑๐๐) ๑ การฟงและการดูสื่อ ๑. ฟงแลวบอกไดวาผู สงสารมีจุดมุงหมาย อยางไร ๒. จับใจความและเลา เรื่องจากเรื่องที่ฟงได ถูกตอง ๓. สรุปขอคิดจากเรื่อง ที่ฟง การฟง การดูสื่อตางๆ เปนทักษะที่มี ความสำคัญในชีวิตประจำวัน เพราะ ตองอาศัยการฟง การดูเพื่อเรียนรูสิ่ง ตางๆ โดยใชความคิดพิจารณา ไตรตรองใหรอบคอบ และมีมารยาทที่ ดี จึงจะชวยใหการฟง หรือการดูนั้นมี ประสิทธิภาพและเกิดประโยชนสูงสุด ในการดำเนินชีวิต ๕ ๒๐ ๒ การฟง การดู และ การพูดใน ชีวิตประจำวัน ๔. เมื่อกำหนด สถานการณสมมติขึ้น นักเรียนสามารถพูด รายงานตามบทบาทของ ตน ๕. พูดในโอกาสตาง ๆ ได เชน กลาวแสดง ความยินดี , อวยพรวัน เกิด ฯลฯ ๖. วางทาทาง ใชเสียง ใชภาษา ไดอยาง เหมาะสมตามมารยาท และลักษณะการพูด การฟง การดู และการพูดเปนทักษะที่ ใชควบคูกันเสมอในชีวิตประจำวัน เพื่อใหผูสงสารและผูรับสารมีความ เขาใจตรงกัน ดังนั้นจึงควรรูจัก พิจารณาเรื่องที่ฟง ที่ดูใหเปนเรื่องที่ เกิดประโยชนเพื่อนำมารวบรวมเปน ขอมูลความรู และนำไปปรับใชใหเกิด ประโยชน ๕ ๑๕ ๓ การอานในใจสรุป ความ ๗. อานในใจได คลองแคลวนาทีละ ๑๕๐ - ๒๕๐ คำเปน อยางต่ำ ๘. สรุปสาระสำคัญจาก เรื่องที่อาน การอานเปนการรับรูขอมูลขาวสาร ความรู ความบันเทิง ซึ่งสงผลใหผูอาน มีความฉลาดรอบรูและทันตอ เหตุการณ ๔ ๑๕ ๔ การเขียนใน ชีวิตประจำวัน ๙. สะกดคำยากที่ กำหนดใหไดถูกตอง การเขียนเปนการสื่อสารที่มุงให ผูอานรับรู เขาใจเรื่องราวอยางใด อยางหนึ่ง โดยผูเขียนจะตองมี ๔ ๒๐


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๕๗ ที่ ชื่อหนวย การเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน (๑๐๐) ๑๐. เขียนยอเรื่องจาก เรื่องที่อานหรือฟงได จุดมุงหมาย และศึกษาหลักการเขียน สื่อสารแตละประเภทใหเขาใจ จึงจะ ทำใหการเขียนสื่อสารมีประสิทธิภาพ และมีมารยาทที่ดีในการเขียน รวมระหวางภาค ๑๘ ๗๐ สอบปลายภาค ๒ ๓๐ รวม ๒๐ ๑๐๐


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๕๘ โครงสรางรายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม ท๒๒๒๐๑ ภาษาไทย อาน-เขียน ๒ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หนวยกิต ที่ ชื่อหนวย การเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน (๑๐๐) ๑ การอานออกเสียง ๑. อานออกเสียงบทรอย แกวและบทรอยกรองได ถูกตองเหมาะสมกับเรื่องที่ อาน ๒. จับใจความสำคัญจาก เรื่องที่อาน ๓.ระบุเหตุผลและ ขอเท็จจริงกับขอคิดเห็น จากเรื่องที่อาน การอานออกเสียง ควรฝกอานออก เสียงใหถูกตอง ชัดเจน เพื่อใหผูอาน เขาใจสารไดอยางถูกตอง นอกจากนี้ ผูอานควรตระหนักถึงมารยาทใน การอานโดยคำนึงถึงกาลเทศะขณะ อานอยูเสมอ ๕ ๒๐ ๒ การคัดลายมือ ๑. คัดลายมือตัวบรรจง ครึ่งหนา การคัดลายมือใหถูกตองและ สวยงาม ชวยใหการสื่อสารไปยัง ผูอานเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชนสูงสุด ซึ่งรูปแบบ การคัดลายมือที่สวยงาม มีหลาย แบบแตกตางกันออกไป ๓ ๒๐ ๓ การเขียนสื่อสารใน ชีวิตประจำวัน ๑. เขียนสื่อสารโดยใช ถอยคำถูกตอง เขียน สะกดคำถูกตอง เขียน ประโยคสื่อสารถูกตอง ชัดเจน สละสลวย ๒. มีมารยาทใน การอานเขียน การเขียนเปนการสื่อสารดวยลาย ลักษณอักษรที่จะตองมีการเขียน สื่อสารตามรูปแบบ และจุดประสงค ในการสื่อสารแตละประเภทการเขียน วิเคราะห วิจารณจากสื่อตางๆ เปน การแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล และมีหลักการทำใหเกิดการพัฒนา ความคิดที่ดีและสรางสรรค นอกจากนี้ยังตองมีมารยาทในการ เขียนเพื่อใหงานเขียนมีคุณคาและนา อาน ๑๐ ๓๐ รวมระหวางภาค ๑๘ ๗๐ สอบปลายภาค ๒ ๓๐ รวม ๒๐ ๑๐๐


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๕๙ โครงสรางรายวิชา ภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม ท๒๒๒๐๒ ภาษาไทย ฟง-พูด ๒ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๒ เวลา ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หนวยกิต ที่ ชื่อหนวย การเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน (๑๐๐) ๑ การอาน ใน ชีวิตประจำวัน ๑. อานออกเสียงขาว บทรอยกรองไดอยาง ถูกตอง ไพเราะ และ เหมาะสมกับเรื่องที่ อาน การอานเปนสวนหนึ่งใน ชีวิตประจำวัน ที่ผูอานตอง สามารถจับใจความสำคัญ สรุป ความ และอธิบายเรื่องที่อาน พรอมแสดงความคิดเห็น แยกแยะ ประเด็นขอเท็จจริง และ ขอสนับสนุนในเรื่องที่อานอยางมี เหตุมีผลและสามารถนำเรื่องที่ อานมาถายทอดและเรียบเรียงให ผูอื่นเขาใจไดอยางถูกตองและ ชัดเจน ๓ ๑๐ ๒ การพูดสรุปความจากสื่อที่ ฟงและดู ๒. วิเคราะหและ วิจารณฉลาก โภชนาการ ขาวสาร เหตุการณสำคัญ ประกาศ คำแนะนำ และคำเชิญชวน อยาง มีเหตุผล เพื่อนำมาใช ในการดำเนินชีวิต การพูดสรุปใจความสำคัญของเรื่อง ที่ฟงและดูจะตองอาศัยการ วิเคราะหและวิจารณเรื่องที่ฟงและ ดูอยางมีเหตุผล จึงจะสามารถนำ ขอคิดมาประยุกตใชในการดำเนิน ชีวิตไดอยางเหมาะสมและเกิด ประโยชน ๓ ๑๐ ๓ การคัดลายมือ ๓. คัดลายมือตัวบรรจง ครึ่งบรรทัด การคัดลายมือใหถูกตองและ สวยงาม ชวยใหการสื่อสารไปยัง ผูอานเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชนสูงสุด ซึ่ง รูปแบบการคัดลายมือที่สวยงาม มี หลายแบบแตกตางกันออกไป ๓ ๑๐ ๔ การเขียน แสดงทรรศนะ ๔. เขียนขาว ประกาศ คำแนะนำ คำเชิญ ชวนโดยใชถอยคำได ถูกตองตามระดับ ภาษา การเขียนเปนการสื่อสารดวยลาย ลักษณอักษรที่จะตองมีการเขียน สื่อสารตามรูปแบบ และ จุดประสงคในการสื่อสารแตละ ประเภท ๓ ๑๕


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๖๐ ที่ ชื่อหนวย การเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน (๑๐๐) ๕. เขียนอัตชีวประวัติ โดยเลาเหตุการณ ขอคิดเห็น และทัศนคติ ในเรื่องตาง ๆ ๖. เขียนจดหมายกิจ ธุระติดตอทั้งภาครัฐ และเอกชน ๗. มีมารยาทใน การเขียน การเขียนวิเคราะห วิจารณจากสื่อ ตางๆ เปนการแสดงความคิดเห็น อยางมีเหตุผล และมีหลักการทำ ใหเกิดการพัฒนาความคิด ที่ดีและ สรางสรรค นอกจากนี้ยังตองมี มารยาทในการเขียนเพื่อใหงาน เขียนมีคุณคาและนาอาน ๕ การพูดในโอกาสตางๆ และการพูดรายงาน ๘. วิเคราะหและ วิจารณรายการ โทรทัศน และนำ ขอคิดมาประยุกตใช ในการดำเนินชีวิต ๙. พูดในโอกาสตาง ๆ เชน เลาเรื่อง สนทนา อภิปราย พูดติดตอ ทางโทรศัพท ไดตรง ตามวัตถุประสงค ๑๐. มีมารยาทในการ ฟง การดู และการ พูด การรูหลักการฟงและการดูสื่อ ตางๆ ทำใหผูรับสารสามารถนำ สารไปใชใหเกิดประโยชนใน ชีวิตประจำวันได นอกจากนี้ควรมี มารยาทในการฟงและการดูสื่อที่ดี การพูดในโอกาสตางๆ เปนการพูด ตามวัตถุประสงคหรือตามวาระ โอกาสที่เกิดขึ้นไดบอยใน ชีวิตประจำวัน สวนการพูด รายงานเปนการพูดในเรื่องหรือ ประเด็นที่ไดศึกษา คนควา จาก แหลงการเรียนรูตางๆ ๓ ๑๕ ๖ การแตงบทรอยกรอง ประเภทกลอน ๑๑. แตงบทรอยกรอง ประเภทกาพยยานี ๑๑ กลอนหก กลอนแปด รอยกรองประเภทกลอนสุภาพ เปนรอยกรองที่มีความหลากหลาย และเหมาะกับผูเริ่มแตงคำ ประพันธ การแตงบทรอยกรองแสดงใหเห็น ถึงปฏิภาณ ไหวพริบ และ ความแตกฉานในการใชภาษาไทย ของผูแตง ๓ ๑๐ รวมระหวางภาค ๑๘ ๗๐ สอบปลายภาค ๒ ๓๐ รวม ๒๐ ๑๐๐


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๖๑ โครงสรางรายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม ท๒๓๒๐๑ ภาษาไทย อาน-เขียน ๓ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หนวยกิต ที่ ชื่อหนวย การเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน (๑๐๐) ๑ การอานวินิจสาร ๑. อานหนังสืออาน เพิ่มเติม หรือหนังสือ อานนอกเวลาตาม ความสนใจ แลวแปล ความ ถอดคำ ประพันธ สรุปความ จากเรื่องที่อาน ๒. วิเคราะห ตีความ แสดงความคิดเห็น และประเมินคุณคา ของเรื่องที่อาน การอานจับใจความจากสื่อตางๆ ตองระบุความแตกตางของคำที่มี ความหมายโดยตรงและความหมาย โดยนัย ระบุใจความสำคัญและ รายละเอียดของขอมูลที่สนับสนุน จากเรื่อง แลวเขียนกรอบแนวคิด ผัง ความคิด บันทึก ยอความ และ รายงาน วิเคราะห วิจารณ และ ประเมินเรื่องที่อานโดยใชกลวิธีการ เปรียบเทียบ ประเมินความถูกตอง ของขอมูลที่ใชสนับสนุนในเรื่อง วิจารณความสมเหตุสมผล การลำดับ ความและความเปนไปไดของเรื่อง วิเคราะหเพื่อแสดงความคิดเห็น โตแยงเกี่ยวกับเรื่อง ๕ ๑๕ ๒ การอานจับใจความ ๓. ถอดคำประพันธจาก วรรณคดีมรดกที่เลือก อานตามความสนใจ การอานสื่อตางๆ ผูเรียนตองระบุ ใจความสำคัญและรายละเอียดของ ขอมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่อาน ตีความและประเมินคุณคา แนวคิดที่ ไดจากงานเขียนอยางหลากหลาย เพื่อนำไปใชแกปญหาในชีวิต และ เขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ยอความ และรายงาน ๔ ๑๕ ๓ การเขียนเพื่อการ สื่อสาร ๔. เขียนสรุปความหรือ ขยายความจากเรื่องที่ กำหนด ๕. เขียนความเรียงเชิง สรางสรรคแสดงความ นึกคิดเหมาะกับวัย ๖. เขียนบทรอยกรอง เพื่อแสดงความรูและ ความคิด การเขียนเพื่อการสื่อสาร ผูเรียนตอง เขียนขอความโดยใชถอยคำได ถูกตองตามระดับ ของภาษา เขียน ชีวประวัติ หรืออัตชีวประวัติ เขียน ยอความ เขียนจดหมายกิจธุระ กรอกแบบสมัครงาน พรอมเขียน บรรยายเกี่ยวกับความรูและทักษะ ของตนเองที่เหมาะสมกับงาน และมี มารยาทในการเขียน ๕ ๒๐


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๖๒ ที่ ชื่อหนวย การเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน (๑๐๐) ๔ การพูดเรื่องจากสื่อที่ ฟงและดู ๗. เมื่อกำหนด สถานการณสมมติ ตางๆ ขึ้น นักเรียน สามารถรวมการ อภิปรายกลุม ๘. ดำเนินการโตวาที และรวมโตวาที การพูดแสดงความคิดเห็นและ ประเมินเรื่องจากการฟงและดู จะตองอาศัยการวิเคราะห วิจารณ เพื่อใหสามารถนำขอคิดที่ไดรับมา ประยุกตใชในการดำเนินชีวิต และ พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษา คนควาไดอยางมีมารยาท ๔ ๒๐ รวมระหวางภาค ๑๘ ๗๐ สอบปลายภาค ๒ ๓๐ รวม ๒๐ ๑๐๐


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๖๓ โครงสรางรายวิชา ภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเติม ท๒๓๒๐๒ ภาษาไทย ฟง-พูด ๓ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๒ เวลา ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หนวยกิต ที่ ชื่อหนวย การเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน (๑๐๐) ๑ การอานออกเสียง ๑. อานออกเสียง บทความ สารคดีไดอยาง ถูกตอง เหมาะสมกับ เรื่องที่อาน การอานออกเสียงบทรอยแกวและ บทรอยกรองผูเรียนตองรูหลักการ อาน จึงจะสามารถอานไดถูกตอง เหมาะสมกับเรื่องที่อาน ๓ ๑๐ ๒ การเขียนเพื่อการ สื่อสาร ๒. วิเคราะหและวิจารณ บทความ สารคดี และ โฆษณา อยางมีเหตุผล เพื่อนำมาใชในการ ดำเนินชีวิต ๓. เขียนโฆษณา คำอวย พรในโอกาส ตาง ๆ โดยใชถอยคำได ถูกตองตามวัตถุประสงค ๔. เขียนชีวประวัติบุคคล สำคัญในทองถิ่น โดยเลา เหตุการณ ขอคิดเห็น และทัศนคติในเรื่องตาง ๆ จากการสืบคน สัมภาษณ สอบถาม ๕. เขียนกรอกแบบ ฟอรมตาง ๆ เพื่อติดตอ ทั้งภาครัฐและเอกชน ๖. มีมารยาทใน การเขียน การเขียนอธิบาย ชี้แจง แสดง ความคิดเห็น เขียนวิเคราะห วิจารณ และแสดงความรู ความคิดเห็น หรือโตแยงอยางมี เหตุผล รวมทั้งเขียนรายงานแสดง การศึกษาคนควา และโครงงาน เปนการเขียนเพื่อการสื่อสารที่ตอง คำนึงถึงรูปแบบ และวิธีการเขียน ที่ถูกตอง ๔ ๑๕ ๓ การพูดแสดงความ คิดเห็น ๗. วิเคราะหและวิจารณ บทเพลงที่ฟง และนำ ขอคิดมาประยุกตใชใน การดำเนินชีวิต ๑๑. แตงบทเพลงที่มี เนื้อความพัฒนาสังคม การพูดแสดงความคิดเห็นและ ประเมินเรื่องจากการฟงและดู จะตองอาศัยการวิเคราะห วิจารณ เพื่อใหสามารถนำขอคิดที่ไดรับมา ประยุกตใชในการดำเนินชีวิต และ พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ ๓ ๑๕


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๖๔ ที่ ชื่อหนวย การเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน (๑๐๐) ศึกษาคนควาไดอยางมีมารยาท ๔ การพูดในโอกาสตางๆ ๘. พูดในโอกาสตาง ๆ เชน โตวาที ยอวาที ได ถูกตองตามหลักการ ๙. สัมภาษณบุคคลสำคัญ ในทองถิ่นเกี่ยวกับ ประวัติชีวิต ขอคิดเห็น และทัศนคติไดอยาง ถูกตอง ๑๐. มีมารยาทใน การฟง การดู และการ พูด การพูดในโอกาสตางๆ และการพูด โนมนาว ตองพูดใหตรงตาม วัตถุประสงคและนำเสนอหลักฐาน ตามลำดับเนื้อหาอยางมีเหตุผล และนาเชื่อถือ มีมารยาทในการ พูด ๔ ๑๕ ๕ การวิเคราะหภาษา ๑๒. วิเคราะหวิถีไทยและ คุณคาจากบทเพลงสมัย เกาและบทเพลงรวม สมัย การศึกษาหลักภาษาไทยตอง สามารถวิเคราะหโครงสราง ประโยคซับซอน เพื่อสรางประโยค ที่สละสลวย สื่อความ หมายได ชัดเจน และวิเคราะหระดับภาษาที่ ใชในการสื่อสารไดถูกตองและ เหมาะสม ๔ ๑๕ รวมระหวางภาค ๑๘ ๗๐ สอบปลายภาค ๒ ๓๐ รวม ๒๐ ๑๐๐


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๖๕ การจัดการเรียนรู แนวการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย การจัดการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปนการจัดการเรียนรูที่มุงสรางสติปญญา และ พัฒนาทักษะการคิดอยางเปนระบบ การคิดสรางสรรคและการคิดอยางมีวิจารณญาณมีความคิดในระดับสูง และคิดแบบองครวม สามารถคิดสรางสรรคตนเอง สังคม ประเทศชาติ และโลก นอกจากนั้นยังมุง พัฒนาการทางอารมณใหผูเรียนเห็นคุณคาของตนเอง เขาใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผูอื่น เอื้อเฟอเผื่อแผ สามารถแกปญหาความขัดแยงในอารมณอยางถูกตองเหมาะสม การจัดการศึกษายึดหลักวา ผูเรียนทุกคนมี ความสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได และถือวา ผูเรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการเรียนการ สอนจะตองสงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนาตนเองไดเต็มตามศักยภาพ ใชการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ แนวการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ การเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ เปนแนวความคิดที่มุงใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง เรียนรูจากการ ปฏิบัติดวยวิธีการเรียนรูที่หลากหลาย ผูสอนจะตองวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใหผูเรียนใชแหลง เรียนรูและสื่อการเรียนรูในการแสวงหาความรูดวยตนเอง ผูเรียนรูวิธีการเรียนใหประสบผลสำเร็จ วิธีการ แสวงหาความรู วิธีการคิดวิเคราะหขอมูลขาวสาร สามารถใชทักษะทางภาษาเพื่อการอภิปราย การรายงาน การแสวงหาความรู สามารถจดบันทึกความรู จัดหมวดหมูความรูและเชื่อมโยงความรูใหมและขอมูลขาวสาร ไดอยางเปนระบบ ผูเรียนจะสามารถพัฒนาตนเองไดอยางตอเนื่องตลอดชีวิต สวนตัวผูสอนปรับบทบาทจาก การใหความรูโดยการบอก การบรรยาย เปนการวางแผนจัดกิจกรรมใหผูเรียนลงมือทำกิจกรรม ใหวิธีการ เรียนรู ใหหลักการของศาสตรที่จะสงเสริมใหผูเรียนไดเรียนรูจากการปฏิบัติและสรุปความรู ประเมินผล ตนเอง ปรับปรุงตนเองใหพัฒนากาวหนา บทบาทของครูเปนการวางตนใหศิษยไววางใจ นาเคารพ และผู ทรงความรู เปนที่ปรึกษาแกศิษย รับรูความรูสึกของศิษย วางตนเปนแบบอยางที่ดีเปนตัวแบบในการ ประพฤติปฏิบัติ การจัดการเรียนรูควรคำนึงถึงความสำคัญในเรื่องตอไปนี้ ๑. การเรียนรูอยางมีความสุข เปนการจัดการเรียนการสอนในบรรยากาศที่เปนอิสระ แตมี ระเบียบวินัยในตนเอง ยอมรับความแตกตางระหวางบุคคล ผูเรียนมีวิธีการเรียนรูอยางหลากหลาย สงเสริม ใหผูเรียน ประสบผลสำเร็จในการเรียน เกิดความภาคภูมิใจในผลงานอันเกิดจากผลสำเร็จใน การเรียนรูของตน และผูเรียนไดพัฒนาตนเองเต็มศักยภาพ แนวทางในการจัดการเรียนการสอน คือ บทเรียนที่มีความหมายและเปนประโยชนตอผูเรียน กิจกรรมเรียนรูหลากหลาย ผูเรียนสามารถปฏิบัติ กิจกรรมดวยตนเอง มีสื่อการเรียนรูเหมาะกับความสามารถและนาสนใจ การประเมินผลมุงเนนศักยภาพของ ผูเรียนเปนรายบุคคลและรายกลุม ผูสอนกับผูเรียน และผูเรียนกับผูเรียนมีปฏิสัมพันธที่ดีตอกัน ๒. การเรียนรูแบบองครวม เปนการเรียนรูจากการบูรณาการสาระการเรียนรูและกระบวนการ เรียนรูเขาดวยกัน สาระการเรียนรูจะเรียนจากเรื่องใกลตัว ที่อยูอาศัย ทองถิ่นของตน สังคม ประเทศชาติ สิ่งแวดลอม เรื่องของสังคมโลก การเปลี่ยนแปลงและแนวโนมที่เกิดขึ้นในสังคมโลก การเรียนรูแบบองครวม เปนการบูรณาการความรูความเขาใจเรื่องที่เรียนใหลึกซึ้งครอบคลุมปญหา และมีความหมายตอการนำไปใชใน การดำรงชีวิตและการแกปญหาของสังคม ๓. การเรียนรูจะตองปรับวัฒนธรรมการเรียนรูของผูเรียน การเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ ผูเรียนตองมีลีลาการเรียนรู (Learning Styles) ของตน มีอิสระในการเรียนรูอยางมีความรับผิดชอบสูง มี


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๖๖ วินัยในตนเอง หากการเรียนโดยผูเรียนเปนสำคัญผูเรียนขาดระเบียบวินัย ขาดความเขมแข็งดานจริยธรรม ขาดความรับผิดชอบ ขาดความอดทน และความมุงมั่นตอความสำเร็จ และขาดวินัยในการปฏิบัติงาน การ เรียนการสอนยอมลมเหลว ดังนั้นครูจำตองปลูกฝงและสรางวินัยในตนเองควบคูไปกับวิธีการเรียนรู ๔. การเรียนรูจากการคิดและการปฏิบัติจริง เปนการเรียนรูโดยการประมวลขอมูลความรูจาก ประสบการณตาง ๆ มาวิเคราะหใหเปนความรูใหม วิธีการใหม เพื่อนำความรูและวิธีการไปใชในสถานการณ ตาง ๆ อยางเหมาะสมสอดคลองกัน ผูเรียนจะแสวงหาขอมูลจากการอาน การสัมภาษณ การดูสื่อทาง อิเล็กทรอนิกส การฟง แลวจดบันทึกขอมูลนำมาวิเคราะห คิดอยางรอบคอบและนำความรูไปปฏิบัติจริง เปนการเรียนรูจากประสบการณตรง จากแหลงเรียนรู สื่อ เหตุการณและสิ่งแวดลอมรอบตัว นำมาสรุปผล สรางความรูดวยตนเอง ๕. การเรียนรูรวมกับบุคคลอื่น เปนการเรียนรูที่มีปฏิสัมพันธกับบุคคลอื่นดวยการแลกเปลี่ยน ขอมูล ความรู ความคิดและประสบการณซึ่งกันและกัน ดวยการนำขอมูลมาศึกษาทำความเขาใจรวมกัน คิด วิเคราะห ตีความ แปลความ สังเคราะห ขอมูลและประสบการณสรุปเปนขอความรู ทำใหเกิดการเรียนรูที่ หลากหลาย มีการชวยเหลือเกื้อกูลกัน เปนการปลูกฝงคุณธรรมการอยูรวมกันและการทำงานรวมกันทำให พัฒนา ทั้งทักษะทางสังคม และทักษะการทำงานที่ดี ๖. การเรียนรูโดยมีสวนรวมในกระบวนการเรียนและมีสวนรวมในผลงาน เปนการใหผูเรียนรวมกัน วางแผนการเรียนรู และปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรูรวมกัน เชน การจัดนิทรรศการ การเขียนความรูเปน บทความ หรือจัดทำสมุดวิเคราะหความรู จัดทำแผนภูมิ การรายงานหนาชั้น การจัดอภิปรายความรู การ แสดงบทบาทสมมติ และการแสดงละคร ฯลฯ ผูเรียนจะเกิดการเรียนรู ทักษะกระบวนการทำงานแบบมี สวนรวม มีความเปนประชาธิปไตย รูจักบทบาท หนาที่ แบงความรับผิดชอบ ปรึกษาหารือ ติดตามผล ประเมินผลงาน และบูรณาการความรูจากหลายวิชา ๗. การเรียนรูกระบวนการเรียนรู เปนการเรียนรูลีลาการเรียนรูและความถนัดในการเรียนของ ตนเอง ผูเรียนจะรูกระบวนการเรียนรูจากการที่ผูสอนเปดโอกาสและจัดสถานการณใหศึกษาหาความรูดวย ตนเองเปนรายบุคคลและเปนกลุม เกิดการศึกษาวิเคราะหและสรุปผลการเรียนรู เพื่อนำไปใชเปนประโยชน ในการเรียนรูตอไป ๘. การเรียนรูเพื่อนำความรูไปประยุกตใชในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ เปนการ นำความรูที่ไดจากการเรียน เชน ทักษะการสื่อสาร ทักษะการแสวงหาความรู ทักษะการปฏิบัติงาน ทักษะ การวิเคราะห ทักษะการสังเคราะห ทักษะการจัดการ ทักษะการดำเนินชีวิต และการมีมนุษยสัมพันธมา ประยุกตใชในการดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพ กระบวนการเรียนรู การจัดการเรียนรูใหบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรูภาษาไทย ผูสอนจะตองศึกษา วิเคราะห จุดหมายของหลักสูตร และมาตรฐานการเรียนรูภาษาไทย รวมทั้งเอกสารประกอบหลักสูตรที่เกี่ยวของ เพื่อวาง แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู ในสวนบทบาทของผูสอนจะตองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากผูบอกความรูแก ผูเรียนเปนผูสนับสนุน เสริมสรางประสบการณการเรียนรูที่มีความหมายแกผูเรียน โดยดำเนินการดังนี้ ๑. เลือกรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู ผูสอนสามารถคิดคนรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่ หลากหลาย และเหมาะสมกับผูเรียน เชน กิจกรรมการเรียนรูแบบทดลองแบบโครงงาน แบบศูนยการเรียน แบบสืบสวนสอบสวน แบบอภิปราย แบบสำรวจ แบบรวมมือ เปนตน


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๖๗ ๒.คิดคนเทคนิคกลวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู ผูสอนสามารถคิดคนรูปแบบการจัดกิจกรรม การเรียนรูรูปแบบอื่น ๆ และนำมาใชใหเหมาะสมกับปจจัยตาง ๆ เชน ความรู ความสามารถดานเนื้อหา ความ สนใจและวัยของผูเรียน ความสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูแตละชวงชั้น เวลา สถานที่ วัสดุอุปกรณ และ สภาพแวดลอมของโรงเรียนและชุมชน ๓. จัดกระบวนการเรียนรูการจัดกระบวนการเรียนรูมีหลายรูปแบบ ผูสอนสามารถเลือก นำมาใชในการเรียนรูแบบอื่น ๆ และนำมาใชใหเหมาะสมกับปจจัยตาง ๆ เชน ความรู ความสามารถดาน เนื้อหา ความสนใจและวัยของผูเรียน ความสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูแตละชวงชั้น เวลา สถานที่ วัสดุ อุปกรณ และสภาพแวดลอมของโรงเรียนและชุมชน ๓.๑ การจัดการเรียนรูแบบโครงงาน เปนการจัดประสบการณตรงใหผูเรียนได ปฏิบัติเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริง ใหรูวิธีการแกปญหาดวยตนเองอยางเปนระบบ รูจักวิธีการวางแผน คิด วิเคราะห ประเมินผลการปฏิบัติงานไดดวยตนเอง และฝกการเปนผูนำ และผูตามลักษณะของโครงงาน เปน เรื่องของการศึกษา คนควาทดลอง ตรวจสอบ สมมติฐาน โดยอาศัยการศึกษา วิเคราะห ใชทักษะกระบวนการ ๓.๒ การจัดการเรียนรู โดยใชกระบวนการกลุมสัมพันธ เปนวิธีการหรือ พฤติกรรมที่จะชวยใหการดำเนินงานเปนกลุมเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ คือ ไดผลงาน ความรูสึกและ ความสัมพันธที่ดีระหวางผูรวมงาน ลักษณะของการสอนแบบนี้เนนผูเรียนเปนสำคัญ เปนโอกาสใหผูเรียนมี โอกาสเขารวมในกิจกรรมการเรียนอยางทั่วถึง ยึดกลุมเปนแหลงความรูที่สำคัญ เปดโอกาสใหผูเรียนได ปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ชวยใหเกิดการเรียนรูพฤติกรรมของตนเองและผูอื่น ผูเรียน คนหาคำตอบไดดวยตนเองจนสามารถนำความรู ความเขาใจจากการปฏิบัติงานไปใชในชีวิตประจำวันและอยู ในสังคมไดอยางสันติสุข ๓.๓ การจัดกิจกรรมการเรียนรูเพื่อพัฒนาความรู ความคิด มีวิธีการหลากหลายวิธีการ หนึ่ง คือ การใชคำถาม การตั้งคำถามเนนกระบวนการคิด โดยใชหมวกความคิด ๖ ใบ เปนการใชคำถามอยาง สรางสรรค กิจกรรมที่พัฒนาทักษะความคิดในการเรียนรูภาษาไทย ผูสอนจะตองใชคำพูดและวิธีการตาง ๆ กระตุนใหนักเรียนคิดลงมือปฏิบัติ ประเมิน ปรับปรุง แกไข พัฒนางานของตน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูรวมกัน เชน กิจกรรมการอภิปราย แกไข พัฒนางานของตน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูรวมกัน เชน กิจกรรมการอภิปราย การวิเคราะห การวิจารณ การคนควา การทำโครงงาน ฯลฯ นอกจากนี้ผูสอนยังตองสอดแทรกคุณธรรมใน กระบวนการคิดควบคูไปดวย เชน ความรับผิดชอบ ความอดทน ความเพียรพยายาม นอกจากนี้ควรจัด กิจกรรมใหผูเรียนใชความคิดอยางมีวิจารณญาณในการแกปญหา การตัดสินใจ การวางแผน ดำเนินชีวิตใน อนาคต เพื่อใหอยูในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไดอยางมีความสุข ๓.๔ การจัดกิจกรรมการเรียนรูเพื่อพัฒนาทักษะการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร ครู ผูบริหาร ผูปกครอง ตลอดจนชุมชนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยการ จัดกิจกรรมรวมกัน เพื่อใหผูเรียนมีสมรรถภาพในการใชภาษาทั้งการฟง การพูด การอาน และการเขียน ดวย การจัดกิจกรรมในหองเรียน ในโรงเรียน และในชุมชน เชน การเลาเรื่อง การอภิปราย การวิจารณ การโตวาที การคัดลายมือ การเขียนเรียงความ การทำโครงงาน การประกวดการอาน การศึกษาคนควา การแขงขันตอบ คำถาม การอานทำนองเสนาะ ๓.๕ การพัฒนาการเรียนรูหลักการใชภาษา จะทำใหผูเรียนเขาใจธรรมชาติของ ภาษาและวัฒนธรรมไทย เกิดความตระหนักวาภาษามีความสำคัญและมีพลัง กิจกรรมการพัฒนาการเรียนรู หลักการทางภาษา จำเปนตองจัดควบคูและสัมพันธกับกิจกรรมพัฒนาทักษะการใชภาษาเพื่อการสื่อสารทุก กิจกรรม


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๖๘ ๓.๖ การพัฒนาการเรียนรูวรรณคดีและวรรณกรรม เปนการเรียนรูเรื่องราวที่สะทอน ใหเห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทยเพื่อประโยชนในการดำรงชีวิต โดยปรับเปลี่ยนใหเหมาะสมกับสังคมปจจุบัน การ จัดกิจกรรมจึงควรเนนใหผูเรียนใชทักษะภาษาเพื่อเรียนรูเนื้อหาสาระดวยการอานพิจารณา วิเคราะห วิจารณ ประเมินคาวรรณกรรมและวรรณคดีอยางมีเหตุผล มีการนำเสนอความเขาใจ ความซาบซึ้ง ขอคิดและ ประโยชนในรูปแบบตาง ๆ เชน การรายงาน การจัดแสดง การสราสรรควรรณกรรมทั้งรอยแกว และรอยกรอง ฯลฯ ทั้งนี้จะเกิดผลทำใหผูเรียนมีนิสัยรักการอานและการศึกษาคนควาดวยตนเอง เปนแนวทางในการผลิต ผลงานเพื่อพัฒนาตนเองและสังคม ๓.๗ การพัฒนาการเรียนรูภูมิปญญาทางภาษา ชวยใหผูเรียนเขาใจวิถีชีวิตและ ศิลปะการใชภาษาของคนในทองถิ่น การจัดกิจกรรมจำเปนตองใหผูเรียนใชทักษะภาษาเพื่อการเรียนรู เชน การสัมภาษณ การรายงาน การทำโครงงาน การจัดการแสดง เปนตน โรงเรียนและชุมชนจะตองรวมกันจัด กิจกรรมใหผูเรียนใชแหลงเรียนรูในทองถิ่น เพื่ออนุรักษและพัฒนาภูมิปญญาทางภาษา วิธีการที่กลาวมา ขางตนนี้ ผูสอนสามารถนำมาใชไดอยางกวางขวาง โดยใชเทคนิควิธีการอยางหลากหลายที่เนนผูเรียนเปน สำคัญ คือ ใหผูเรียนมีสวนรวมในการเรียนและเรียนอยางมีความสุข ทั้งนี้ขึ้นอยูกับสภาพความพรอมของผูเรียน และธรรมชาติของสาระการเรียนรูที่เรียน เพื่อใหบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรูที่กำหนด การวัดและประเมินผล การวัดและประเมินผลเปนสวนหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งตองดำเนินการควบคูกัน ไป การบูรณาการหรือการประสมประสานการวัดและประเมินผลกับการเรียนการสอนเขาดวยกันจะสงผลตอ การพัฒนาการศึกษาหลายประการ ในสวนที่เกี่ยวของกับผูเรียนซึ่งเปนศูนยกลางของการพัฒนานั้น การวัดและ การประเมินผลจะมีบทบาทสำคัญตอการเรียนรูของผูเรียน ทั้งนี้เพราะการวัดและประเมินผลและการเรียนรูมี ความสัมพันธกันอยางใกลชิด โดยการประเมินจะมีผลทั้งทางตรงและทางออมตอการเรียนรูทางตรงก็คือ จะให ขอมูลยอนกลับที่สำคัญเพื่อนำไปสูการจัดการศึกษาจึงสามารถนำผลทั้งสอง ลักษณะที่เกิดขึ้นมาใชใหเกิด ประโยชนอยางแทจริงตอการจัดการศึกษาได การวัดและประเมินผลการเรียนรูภาษาไทย การวัดผลและประเมินการเรียนรูดานภาษา เปนงานที่ยากซึ่งตองการความเขาในที่ถูกตองแทจริง เกี่ยวกับการทำงานของภาษาและการพัฒนาทางภาษา ดังนั้น ผูปฏิบัติหนาที่ วัดผลการเรียนรูดานภาษา จำเปนตองเขาใจหลักการของการเรียนรูภาษา เพื่อเปนพื้นฐานการดำเนินงาน ดังนี้ ๑. ทักษะทางภาษา ฟง ดู อาน เขียน มีความสำคัญเทา ๆ กัน และทักษะเหลานี้มีความเกี่ยวเนื่อง กัน และความกาวหนาของทักษะหนึ่ง จะมีผลตอพัฒนาการทักษะอื่น ๆ ๒. ผูเรียนตองไดรับการพัฒนาความสามารถทางภาษา เชนเดียวกับทักษะการคิด ทักษะทาง สังคม เมื่อผูเรียนมีโอกาสใชภาษาตามความตองการที่แทจริงของตนเอง และในสภาพการณจริงทั้งในบริบท ทางวิชาการในหองเรียน และชุมชนที่กวางออกไป ๓.ผูเรียนตองเรียนรูการใชภาษาพูด ภาษาเขียนอยางถูกตอง ดวยการฝกฝน มิใชการเรียนรู กฎเกณฑทางภาษาแตอยางเดียว การเรียนการใชภาษาทีประกอบดวยไวยากรณ การสะกดคำ และ เครื่องหมายตาง ๆ จะคอย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อผูเรียนไดพัฒนาทักษะทางภาษาตนเอง ๔. ผูเรียนทุกคนตองผานขั้นตอนการพัฒนาทางภาษาเชนเดียวกัน แตจะตางกันในจังหวะกาว และวิธีการเรียนรู


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๖๙ ๕.ภาษาและวัฒนธรรม มีความสัมพันธกันอยางใกลชิด หลักสูตรที่ใหความสำคัญ ใหความเคารพและ เห็นคุณคาของเชื้อชาติ วัฒนธรรม ภูมิหลังทางภาษา และความหลากหลายของภาษาจะชวยใหผูเรียนพัฒนา ความรูสึกที่ดีเกี่ยวกับตนเอง และกระตุนใหผูเรียนเรียนรูหลักการของการประเมินผลในชั้นเรียนที่มี ประสิทธิภาพ ประการแรก : การประเมินผลในชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพ จะตองสงเสริม การเรียนรูของผูเรียน ประการที่สอง : การประเมินผลจะตองใชขอมูลจากแหลงขอมูลที่หลากหลาย ประการที่สาม : การประเมินผลจะตองมีความเที่ยงตรง เชื่อถือได และยุติธรรม การวางแผนการเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อการประเมินผลการเรียน หลังจากที่ผูสอนกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนแลว ผูสอนจะตองพิจารณา กำหนดวิธีการเก็บ รวบรวมขอมูลผลการเรียนรู ที่ไดจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดังกลาวทั้งนี้ โดยพิจารณาองคประกอบ สำคัญ ตอไปนี้ ๑. ผลการเรียนรูที่ตองการจากกิจกรรมการเรียนการสอน คืออะไร ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการเรียนรูไดมาจากมาตรฐานการเรียนรูระดับตาง ๆ ซึ่งกำหนด ไวโดยครอบคลุมความรู ทักษะ และคุณธรรม จริยธรรม คานิยมตาง ๆ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง จะนำไปสูการ เลือกวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลที่มีประสิทธิภาพ เชน ผูสอนกำหนดวา ผลการเรียนรูที่ตองการคือ ความสามารถในการเขียนบทความเพื่อโนมนาวชักชนวน ผูสอนจะตองเก็บรวบรวมตัวอยางผลงานที่เคย มอบหมายใหผูเรียนไดจัดทำเกี่ยวกับเรื่องนี้และประเมินโดยเทียบกันเกณฑที่กำหนด ผลการประเมินจึงจะ เที่ยงตรง เชื่อเถือได แตถาผูสอนใชแบบทดสอบชนิดเลือกตอบในการเก็บรวบรวมขอมูล ถือวาผูสอนใชวิธีการ ไมเหมาะสม ๒. ความมุงหมายการประเมินคืออะไร และใครจะเปนผูนำผลการประเมินไปใช ความมุงหมายของการประเมิน และผูจะนำผลการประเมินไปใช จะชวยใหสามารถเลือกใชวิธีการ ประเมินไดเหมาะสม รวมทั้งสามารถกำหนดแนวทางในการรายงานผลการประเมินได การประเมินเพื่อวินิจฉัย จุดเดน-ดอย ในการเรียน กับการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน มีความมุงหมายตางกัน การประเมินเพื่อ วินิจฉัย ตองการขอมูลเพื่อการปรับปรุงพัฒนาผูเรียน ดังนั้น วิธีการประเมินจะมีลักษณะที่มุงเนนใน รายละเอียดทุกขั้นตอนแหงการเรียนรูเพื่อเปนขอมูลการแกปญหาเกี่ยวกับการเรียนของผูเรียน เหมาะที่จะ นำมาใชระหวางกระบวนการเรียนการสอน สวนการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนจะเปนการประเมินสรุปผล การเรียนทั้งหมด แนวทางการวัดจึงมีลักษณะที่นำมาเฉพาะเปาหมายหลักสำคัญที่จะแสดงภาพรวมเกี่ยวกับ สัมฤทธิผลของผูเรียนตามความคาดหวังประเมิน เปนตน วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลผลการเรียนของผูเรียน วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลที่ถูกนำมาใชในการประเมินโดยทั่วไป เชน การสังเกต การตรวจงานหรือ ผลงาน การทดสอบความรู การตรวจสอบการปฏิบัติและการแสดงออก อยางไรก็ตาม มีการนำเสนอแนว ทางการเก็บรวบรวมขอมูล โดยพิจารณาจากเปาประสงคของการประเมินที่เฉพาะเจาะจงในรายละเอียด เพื่อ ขอมูลที่ไดจะสามารถนำมาใชประโยชนตอการปรับปรุงพัฒนากระบวนการเรียนรูไดอยางแทจริง ดังนี้ ๑. การใหตอบแบบทดสอบ ทั้งในลักษณะที่เปนแบบเลือกคำตอบ ไดแก ขอสอบแบบเลือกตอบ


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๗๐ ถูก-ผิด และขอสอบชนิดใหผูสอบสรางคำตอบ ไดแก เติมขอความในชองวาง คำตอนนั้นเปนประโยค เปน ขอความ เปนแผนภูมิ ๒. การดูจากผลงาน เชน เรียงความ รายงานการวิจัย บันทักประจำวัน รายงานการทดลอง บท ละคร บทรอยกรอง แฟมผลงาน เปนตน ผลงานจะเปนสิ่งแสดงใหเห็นการนำความรูและทักษะไปใชในการ ปฏิบัติงานของผูเรียน ๓. ดูการปฏิบัติ โดยผูสอนสามารถสังเกตการณนำทักษะและความรูไปใชโดยตรงในสถานการณที่ให ปฏิบัติจริง วิธีการนี้ถูกนำไปใชอยางกวางขวางในการประเมินการปฏิบัติหนาที่มีระเบียบ ขอบังคับ เชน การ รองเพลง ดนตรี พลศึกษา การโตวาที การกลาวสุนทรพจน ละครเวที ๔. ดูกระบวนการ วิธีการนี้จะใหขอมูลเกี่ยวกับวิธีการเรียนรูกระบวนการคิดของผูเรียนมากกวา ที่จะดูผลงาน หรือปฏิบัติ ซึ่งจะทำใหกระบวนการคิดที่ผูเรียนใชวิธีการที่พบวาครูผูสอนใชอยูเปนประจำใน กระบวนการเรียนการสอน คือ การใหนักเรียนคิดดัง ๆ การตั้งคำถามใหนักเรียนตอบ โดยครูจะเปนผูสังเกต วิธีการคิดของผูเรียน วิธีการเชนนี้เปนกระบวนการที่จะใหขอมูลเพื่อการวินิจฉัย และเปนขอมูลยอนกลับแก ผูเรียน โดยการเก็บรวบรวมขอมูลอยางตอเนื่อง ซึ่งเหมาะกับการประเมินพัฒนาการดานคุณธรรม จริยธรรม และลักษณะนิสัย จากแนวทางการเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อการประเมินผลการเรียนรูดังกลาวขางตน สามารถนำมา พิจารณากำหนดแนวทางการเก็บรวบรวมขอมูลทักษะทางภาษาได โดยการสังเกตผานพฤติกรรมการปฏิบัติตาง ๆ เชน การเลาเรื่อง การใหคำชี้แจง การเลาประสบการณ การรวมกิจกรรมตาง ๆ การปฏิสัมพันธกับกลุม/ บุคคล หากผลการเรียนรูที่ตองการจากการเรียน คือ ความรู ความคิดเกี่ยวกับกฎเกณฑของภาษา การใชภาษา วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล เพื่อการประเมินที่เหมาะสม คือ การใชขอสอบ ซึ่งอาจเปนแบบเลือกตอบ หรือให สรางคำตอบ การรายงานผลการประเมิน วิธีการรายงานผลการประเมิน มีหลายลักษณะ ซึ่งจะเปนไปตามลักษณะผลการเรียนรูที่ตองการ ประเมิน วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล จุดประสงคของการประเมินและผูใชขอมูล ผลการประเมิน รูปแบบที่ใช โดยทั่วไปขณะนี้ คือ การรายงานในรูปคะแนน ไดแก คะแนนรอยละ คะแนนรวม ระดับผลการเรียน เปนตัวอักษร ตัวเลข มาตรวัดที่แสดงพัฒนาการ / ความสามารถในลักษณะ Rubric รายงานโดยเขียนบอกเลา การใหขอคิดเห็นโดยการเขียน การรายงายดวยวาจา ขอพึงปฏิบัติ เปาหมายของการจัดการศึกษา คือ พัฒนาผูเรียนใหมีความรูความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรูที่ กำหนด ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู ผูสอนจำเปนตองวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู วางแผนการเก็บ รวบรวมขอมูลเพื่อการประเมินใหสอดคลองกัน เพื่อใหไดขอมูลที่จะนำไปสูการประเมินความรูความสามารถที่ แทจริงของผูเรียน ความสามารถในการใชภาษาสามารถประเมินไดจากการรวบรวมขอมูลผานการสังเกตการ


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๗๑ ปฏิบัติกิจกรรมตาง ๆ ของผูเรียนไดอยางตอเนื่องตลอดเวลา ทั้งในขณะที่ผูสอนจัดกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งถือวาอยูในบริบทที่ผูสอนไดจัดหรือจำลองขึ้นมาและในขณะทีผูเรียนไดปฏิบัติในสภาพที่แทจริง จากการมี ปฏิสัมพันธกับบุคคลตาง ๆ รอบตัว ซึ่งจะเปนขอมูลที่สะทอนความสามารถที่แทจริงของผูเรียนไดเปนอยางดี พรอม ๆ กับการประเมินความรูความสามารถทางภาษา ผูสอนสามารถประเมินพัฒนาการดานคุณธรรม จริยธรรมและคานิยมที่ตองการปลูกฝงใหเกิดขึ้นแกผูเรียนดวย ทายที่สุดใครขอใหผูสอนไดนำผลการประเมินมาใชเปนประโยชนตอการปรับปรุงและพัฒนาผูเรียน อยางแทจริง มิใชการประเมินเพื่อการตัดสินเพื่อเลื่อนชั้นหรือเพื่อการผานแตประการเดียว เพราะหลักการ ประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหความสำคัญตอการประเมินเพื่อปรับปรุงและพัฒนา ผูเรียนเปนประเด็นหลัก การพัฒนาสื่อและแหลงการเรียนรู การพัฒนาสื่อ สื่อการเรียนการสอนเปนสื่อกลางที่ทำหนาที่การถายทอดและแลกเปลี่ยนเนื้อหา ประสบการณ แนวคิด ทักษะ และเจตคติระหวางผูสอนกับผูเรียน โดนเนนบทบาทของผูเรียนที่เปนผูกระทำหรือใชสื่อ เพื่อให เกิดความรู ทักษะกระบวนการ และความรูสึกนึกคิดตาง ๆ บรรลุมาตรฐานการเรียนรู ความสำคัญของการใชสื่อการเรียนการสอน เนื่องจากการเรียนการสอนเปนกระบวนการสื่อสาร ความรู ประสบการณ ทักษะ ความคิดเห็นตลอดจนเจตคติ ซึ่งอาจจะทำไดหลายวิธีและอาจใชเครื่องมือ ประกอบการสอนตาง ๆ อีกมากมาย ดังนั้นการสอนโดยการบรรยายหรือการใชหนังสือเรียนเพียงเลมเดียว ไม สามารถพัฒนาผูเรียนใหบรรลุจุดหมายตามที่คาดหวังได เพราะในสังคมปจจุบันเปนยุคสมัยที่ขอมูลขาวสาร ความรูความสมัยใหม ตลอดจนเทคโนโลยีการสื่อสารไดแผขยายกวาวขวางอยางไมมีขอบเขตจำกัด จำเปนตอง พัฒนาศักยภาพความสามารถของผูเรียนอยางเต็มที่ใหมีนิสัยใฝรูแสวงหาความรูดวยตนเอง ผูเรียนสามารถ เรียนรูและพัฒนาตนเอง โดยใหแหลงความรูที่มีรูปแบบหลากหลาย กลาวคือ การเรียนการสอนจำเปนตอง เลือกสรรสื่อการเรียนการสอนที่ทำใหผูเรียนรูดวยตนเอง มีโอกาสรูรวมกับผูอื่นและมีความรับผิดชอบที่จะสราง องคความรูดวยตนเอง สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามลักษณะของสื่อที่นำไปใชมี ๕ ประการ คือ ๑. สื่อสิ่งพิมพ เปนสื่อที่ใชระบบการพิมพ เชน หนังสือเรียน คูมือ หนังสือเสริมประสบการณ ฯลฯ ๒. สื่อวัสดุอุปกรณ เปนสื่อสิ่งของตาง ๆ เชน ของจริง หุนจำลอง แผนภูมิแผนที่ ตาราง สถิติ กราฟ ฯลฯ ๓. สื่อโสตทัศนูปกรณเปนสื่อที่นำเสนอดวยเครื่องมืออุปกรณตาง ๆ เชน ภาพเลื่อน (Slide) แถบเสียง แถบบันทึกภาพ สื่อประเภทอื่น ๆ อาทิ สื่อมัลติมีเดีย ฐานขอมูล คอมพิวเตอร ฯลฯ ๔. สื่อกิจกรรม เปนสื่อประเภทวิธีการที่ใชในการฝกปฏิบัติ ฝกทักษะ ซึ่งตองใชกระบวนการคิด การปฏิบัติ การเผชิญสถานการณและการประยุกตความรูของผูเรียน เชน เกม เพลง บทบาทสมมุติ แบบทดสอบ แผนการสอน ใบความรู ใบงาน ฯลฯ ๕. สื่อบริบท เปนสื่อที่สงเสริมการเรียนการสอน ไดแกสภาพแวดลอมและสถานการณตาง ๆ เชน หองเรียน หองปฏิบัติการ สวนวิทยาศาสตรหรือแหลงเรียนรูอื่น ๆ บุคคล หองสมุด ชุมชน สังคม วัฒนธรรม เครือขายคอมพิวเตอร ฯลฯ


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๗๒ นอกจากแหลงการเรียนรูที่กลาวขางตนแลว ผูเรียนสามารถศึกษาความรูไดจากภาษาที่ใชใน ชีวิตประจำวัน เชน ในบาน ในสถานที่ตาง ๆ ภาษาที่ใชในคอมพิวเตอร ซึ่งไดจากการใชอินเตอรเน็ต โทรทัศน วิทยุ วารสาร สิ่งพิมพตาง ๆ รวมทั้งการแสวงหาความรูจากการไปทัศนศึกษาตามสถานที่ตาง ๆ ดวย แหลงการเรียนรู แหลงการเรียนรูที่ผูเรียนสามารถคนควาหาความรูเพิ่มเติมได ดังนี้ หองสมุด เปนแหลงการเรียนรูและเปนหัวใจสำคัญของสถานศึกษาที่ผูเรียนจะใชในการศึกษาคนควา ใชในการอานเพื่อเพิ่มความรู การจัดหองวิชาการตาง ๆ เปนสวนหนึ่งของหองสมุดหรือเปนแหลงการเรียนรูใน สถานศึกษา จะทำใหผูเรียนไดประโยชนจาการเรียนและในปจจุบันการใชอินเตอรเน็ตในการคนควาความรูมี ความสำคัญมากขึ้น สถานศึกษาจำเปนตองพิจารณาจัดไวใหเพียงพอ และอบรมใหมีการใชอยางมีประสิทธิภาพ ทรัพยากรบุคคล เชน ผูปกครอง และคนใจชุมชนที่มีความรูความสามารถดานภาษาและภูมิปญญา ทางภาษา ภาษาถิ่น เพลงพื้นบาน พิธีการตาง ๆ ครูภาษาไทยควรจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่มีความรู ความสามารถ ซึ่งสามารถเชิญมาใหความรูในโรงเรียน


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๗๓ ภาคผนวก


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๗๔ อภิธานศัพท กระบวนการเขียน กระบวนการเขียนเปนการคิดเรื่องที่จะเขียนและรวบรวมความรูในการเขียน กระบวนการเขียน มี ๕ ขั้น ดังนี้ ๑. การเตรียมการเขียน เปนขั้นเตรียมพรอมที่จะเขียนโดยเลือกหัวขอเรื่องที่จะเขียนบนพื้นฐานของ ประสบการณ กำหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคิดในการเขียน อาจใชวิธีการอานหนังสือ สนทนา จัดหมวดหมูความคิด โดยเขียนเปนแผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขียนเปนรูปหัวขอเรื่องใหญ หัวขอยอย และรายละเอียดคราว ๆ ๒. การยกรางขอเขียน เมื่อเตรียมหัวขอเรื่องและความคิดรูปแบบการเขียนแลว ใหนำความคิดมา เขียนตามรูปแบบที่กำหนดเปนการยกรางขอเขียน โดยคำนึงถึงวาจะเขียนใหใครอาน จะใชภาษาอยางไรให เหมาะสมกับเรื่องและเหมาะกับผูอื่น จะเริ่มตนเขียนอยางไร มีหัวขอเรื่องอยางไร ลำดับความคิดอยางไร เชื่อมโยงความคิดอยางไร ๓. การปรับปรุงขอเขียน เมื่อเขียนยกรางแลวอานทบทวนเรื่องที่เขียน ปรับปรุงเรื่องที่เขียน เพิ่มเติมความคิดใหสมบูรณ แกไขภาษา สำนวนโวหาร นำไปใหเพื่อนหรือผูอื่นอาน นำขอเสนอแนะมา ปรับปรุงอีกครั้ง ๔. การบรรณาธิการกิจ นำขอเขียนที่ปรับปรุงแลวมาตรวจทานคำผิด แกไขใหถูกตอง แลวอาน ตรวจทานแกไขขอเขียนอีกครั้ง แกไขขอผิดพลาดทั้งภาษา ความคิด และการเวนวรรคตอน ๕. การเขียนใหสมบูรณ นำเรื่องที่แกไขปรับปรุงแลวมาเขียนเรื่องใหสมบูรณ จัดพิมพ วาดรูป ประกอบ เขียนใหสมบูรณดวยลายมือที่สวยงามเปนระเบียบ เมื่อพิมพหรือเขียนแลวตรวจทานอีกครั้งให สมบูรณกอนจัดทำรูปเลม กระบวนการคิด การฟง การพูด การอาน และการเขียน เปนกระบวนการคิด คนที่จะคิดไดดีตองเปนผูฟง ผูพูด ผูอาน และผูเขียนที่ดี บุคคลที่จะคิดไดดีจะตองมีความรูและประสบการณพื้นฐานในการคิด บุคคลจะมี ความสามารถในการรวบรวมขอมูล ขอเท็จจริง วิเคราะห สังเคราะห และประเมินคา จะตองมีความรูและ ประสบการณพื้นฐานที่นำมาชวยในการคิดทั้งสิ้น การสอนใหคิดควรใหผูเรียนรูจักคัดเลือกขอมูล ถายทอด รวบรวม และจำขอมูลตาง ๆ สมองของมนุษยจะเปนผูบริโภคขอมูลขาวสาร และสามารถแปลความขอมูล ขาวสาร และสามารถนำมาใชอางอิง การเปนผูฟง ผูพูด ผูอาน และผูเขียนที่ดี จะตองสอนใหเปนผูบริโภค ขอมูลขาวสารที่ดีและเปนนักคิดที่ดีดวย กระบวนการสอนภาษาจึงตองสอนใหผูเรียนเปนผูรับรูขอมูลขาวสาร และมีทักษะการคิด นำขอมูลขาวสารที่ไดจากการฟงและการอานนำมาสูการฝกทักษะการคิด การฟง การ พูด การอาน และการเขียน มาสอนในรูปแบบบูรณาการทักษะ ตัวอยางเชน การเขียนเปนกระบวนการคิดใน การวิเคราะห การแยกแยะ การสังเคราะห การประเมินคา การสรางสรรค ผูเขียนจะนำความรูและ ประสบการณสูการคิดและแสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ตองเปนผูอานและผูฟงเพื่อรับรูขาวสารที่จะ นำมาวิเคราะหและสามารถแสดงทรรศนะได


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๗๕ กระบวนการอาน การอานเปนกระบวนการซึ่งผูอานสรางความหมายหรือพัฒนา การตีความระหวางการอานผูอาน จะตองรูหัวขอเรื่อง รูจุดประสงคของการอาน มีความรูทางภาษาที่ใกลเคียงกับภาษาที่ใชในหนังสือที่อาน โดยใชประสบการณเดิมเปนประสบการณทำความเขาใจกับเรื่องที่อาน กระบวน การอานมีดังนี้ ๑. การเตรียมการอาน ผูอานจะตองอานชื่อเรื่อง หัวขอยอยจากสารบัญเรื่อง อานคำนำใหทราบ จุดมุงหมายของหนังสือ ตั้งจุดประสงคของการอานจะอานเพื่อความเพลิดเพลินหรืออานเพื่อหาความรู วางแผนการอานโดยอานหนังสือตอนใดตอนหนึ่งวาความยากงายอยางไร หนังสือมีความยากมากนอยเพียงใด รูปแบบของหนังสือเปนอยางไร เหมาะกับผูอานประเภทใด เดาความวาเปนเรื่องเกี่ยวกับอะไร เตรียมสมุด ดินสอ สำหรับจดบันทึกขอความหรือเนื้อเรื่องที่สำคัญขณะอาน ๒. การอาน ผูอานจะอานหนังสือใหตลอดเลมหรือเฉพาะตอนที่ตองการอาน ขณะอานผูอานจะใช ความรูจากการอานคำ ความหมายของคำมาใชในการอาน รวมทั้งการรูจักแบงวรรคตอนดวย การอานเร็วจะ มีสวนชวยใหผูอานเขาใจเรื่องไดดีกวาผูอานชา ซึ่งจะสะกดคำอานหรืออานยอนไปยอนมา ผูอานจะใชบริบท หรือคำแวดลอมชวยในการตีความหมายของคำเพื่อทำความเขาใจเรื่องที่อาน ๓. การแสดงความคิดเห็น ผูอานจะจดบันทึกขอความที่มีความสำคัญ หรือเขียนแสดง ความ คิดเห็น ตีความขอความที่อาน อานซ้ำในตอนที่ไมเขาใจเพื่อทำความเขาใจใหถูกตองขยายความคิดจากการ อาน จับคูกับเพื่อนสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งขอสังเกตจากเรื่องที่อาน ถาเปนการอานบทกลอน จะตองอานทำนองเสนาะดัง ๆ เพื่อฟงเสียงการอานและเกิดจินตนาการ ๔. การอานสำรวจ ผูอานจะอานซ้ำโดยเลือกอานตอนใดตอนหนึ่ง ตรวจสอบคำและภาษา ที่ใช สำรวจโครงเรื่องของหนังสือเปรียบเทียบหนังสือที่อานกับหนังสือที่เคยอาน สำรวจและเชื่อมโยงเหตุการณใน เรื่องและการลำดับเรื่อง และสำรวจคำสำคัญที่ใชในหนังสือ ๕. การขยายความคิด ผูอานจะสะทอนความเขาใจในการอาน บันทึกขอคิดเห็น คุณคาของเรื่อง เชื่อมโยงเรื่องราวในเรื่องกับชีวิตจริง ความรูสึกจากการอาน จัดทำโครงงานหลักการอาน เชน วาดภาพ เขียนบทละคร เขียนบันทึกรายงานการอาน อานเรื่องอื่น ๆ ที่ผูเขียนคนเดียวกันแตง อานเรื่องเพิ่มเติม เรื่องที่เกี่ยวโยงกับเรื่องที่อาน เพื่อใหไดความรูที่ชัดเจนและกวางขวางขึ้น การเขียนเชิงสรางสรรค การเขียนเชิงสรางสรรคเปนการเขียนโดยใชความรู ประสบการณ และจินตนาการในการเขียน เชน การเขียนเรียงความ นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย และบทรอยกรอง การเขียนเชิงสรางสรรคผูเขียนจะตองมี ความคิดดี มีจินตนาการดี มีคลังคำอยางหลากหลาย สามารถนำคำมาใช ในการเขียนตองใชเทคนิคการเขียน และใชถอยคำอยางสละสลวย การดู การดูเปนการรับสารจากสื่อภาพและเสียง และแสดงทรรศนะไดจากการรับรูสาร ตีความ แปลความ วิเคราะห และประเมินคุณคาสารจากสื่อ เชน การดูโทรทัศน การดูคอมพิวเตอร การดูละคร การดู ภาพยนตร การดูหนังสือการตูน (แมไมมีเสียงแตมีถอยคำอานแทนเสียงพูด) ผูดูจะตองรับรูสาร จากการดู


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๗๖ และนำมาวิเคราะห ตีความ และประเมินคุณคาของสารที่เปนเนื้อเรื่องโดยใชหลักการพิจารณาวรรณคดีหรือ การวิเคราะหวรรณคดีเบื้องตน เชน แนวคิดของเรื่อง ฉากที่ประกอบเรื่องสมเหตุสมผล กิริยาทาทาง และ การแสดงออกของตัวละครมีความสมจริงกับบทบาท โครงเรื่อง เพลง แสง สี เสียง ที่ใชประกอบการแสดง ใหอารมณแกผูดูสมจริง และสอดคลองกับยุคสมัยของเหตุการณที่จำลองสูบทละคร คุณคาทางจริยธรรม คุณธรรม และคุณคาทางสังคมที่มีอิทธิพลตอผูดูหรือผูชม ถาเปนการดูขาวและเหตุการณ หรือการอภิปราย การใชความรูหรือเรื่องที่เปนสารคดี การโฆษณาทางสื่อจะตองพิจารณาเนื้อหาสาระวาสมควรเชื่อถือไดหรือไม เปนการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม ความคิดสำคัญและมีอิทธิพลตอการเรียนรูมาก และการดูละครเวที ละคร โทรทัศน ดูขาวทางโทรทัศนจะเปนประโยชนไดรับความสนุกสนาน ตองดูและวิเคราะห ประเมินคา สามารถ แสดงทรรศนะของตนไดอยางมีเหตุผล การตีความ การตีความเปนการใชความรูและประสบการณของผูอานและการใชบริบท ไดแก คำที่แวดลอม ขอความ ทำความเขาใจขอความหรือกำหนดความหมายของคำใหถูกตอง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ใหความหมายวา การตีความหมาย ชี้หรือกำหนด ความหมาย ใหความหมายหรืออธิบาย ใชหรือปรับใหเขาใจเจตนา และความมุงหมายเพื่อความถูกตอง การเปลี่ยนแปลงของภาษา ภาษายอมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คำคำหนึ่งในสมัยหนึ่งเขียนอยางหนึ่ง อีกสมัยหนึ่งเขียนอีก อยางหนึ่ง คำวา ประเทศ แตเดิมเขียน ประเทษ คำวา ปกษใต แตเดิมเขียน ปกใต ในปจจุบันเขียน ปกษใต คำวา ลุมลึก แตกอนเขียน ลุมฦก ภาษาจึงมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งความหมายและการเขียน บางครั้งคำบางคำ เชน คำวา หลอน เปนคำสรรพนามแสดงถึงคำพูด สรรพนามบุรุษที่ ๓ ที่เปนคำสุภาพ แตเดี๋ยวนี้คำวา หลอน มีความหมายในเชิงดูแคลน เปนตน การสรางสรรค การสรางสรรค คือ การรูจักเลือกความรู ประสบการณที่มีอยูเดิมมาเปนพื้นฐานในการสรางความรู ความคิดใหม หรือสิ่งแปลกใหมที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงกวาเดิม บุคคลที่จะมีความสามารถในการ สรางสรรคจะตองเปนบุคคลที่มีความคิดอิสระอยูเสมอ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มองโลกในแงดี คิดไตรตรอง ไมตัดสินใจสิ่งใดงายๆ การสรางสรรคของมนุษยจะเกี่ยวเนื่องกันกับความคิด การพูด การเขียน และการ กระทำเชิงสรางสรรค ซึ่งจะตองมีการคิดเชิงสรางสรรคเปนพื้นฐาน ความคิดเชิงสรางสรรค เปนความคิดที่พัฒนามาจากความรู และประสบการณเดิมซึ่งเปนปจจัย พื้นฐานของการพูด การเขียน และการกระทำเชิงสรางสรรค การพูดและการเขียนเชิงสรางสรรคเปนการแสดงออกทางภาษาที่ใชภาษาขัดเกลาใหไพเราะ งดงาม เหมาะสม ถูกตองตามเนื้อหาที่พูดและเขียน การกระทำเชิงสรางสรรคเปนการกระทำที่ไมซ้ำแบบเดิมและคิดคนใหมแปลกไปจากเดิม และเปน ประโยชนที่สูงขึ้น


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๗๗ ขอมูลสารสนเทศ ขอมูลสารสนเทศ หมายถึง เรื่องราว ขอเท็จจริง ขอมูล หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สามารถสื่อความหมาย ดวยการพูดบอกเลา บันทึกเปนเอกสาร รายงาน หนังสือ แผนที่ แผนภาพ ภาพถาย บันทึกดวยเสียงและ ภาพ บันทึกดวยเครื่องคอมพิวเตอร เปนการเก็บเรื่องราวตาง ๆ บันทึกไวเปนหลักฐานดวยวิธีตาง ๆ ความหมายของคำ คำที่ใชในการติดตอสื่อสารมีความหมายแบงไดเปน ๓ ลักษณะ คือ ๑. ความหมายโดยตรง เปนความหมายที่ใชพูดจากันตรงตามความหมาย คำหนึ่ง ๆ นั้น อาจมี ความหมายไดหลายความหมาย เชน คำวา กา อาจมีความหมายถึง ภาชนะใสน้ำ หรืออาจหมายถึงนก ชนิดหนึ่ง ตัวสีดำ รอง กา กา เปนความหมายโดยตรง ๒. ความหมายแฝง คำอาจมีความหมายแฝงเพิ่มจากความหมายโดยตรง มักเปนความหมายเกี่ยวกับ ความรูสึก เชน คำวา ขี้เหนียว กับ ประหยัด หมายถึง ไมใชจายอยางสุรุยสุราย เปนความหมายตรงแต ความรูสึกตางกัน ประหยัดเปนสิ่งดีแตขี้เหนียวเปนสิ่งไมดี ๓. ความหมายในบริบท คำบางคำมีความหมายตรงเมื่อรวมกับคำอื่นจะมีความหมายเพิ่มเติมกวาง ขึ้นหรือแคบลงได เชน คำวา ดี เด็กดี หมายถึง วานอนสอนงาย เสียงดี หมายถึง ไพเราะ ดินสอดี หมายถึง เขียนไดดี สุขภาพดี หมายถึง ไมมีโรค ความหมายบริบทเปนความหมายเชนเดียวกับความหมาย แฝง คุณคาของงานประพันธ เมื่อผูอานอานวรรณคดีหรือวรรณกรรมแลวจะตองประเมินงานประพันธ ใหเห็นคุณคาของงาน ประพันธ ทำใหผูอานอานอยางสนุก และไดรับประโยชนจาการอานงานประพันธ คุณคาของงานประพันธ แบงไดเปน ๒ ประการ คือ ๑. คุณคาดานวรรณศิลป ถาอานบทรอยกรองก็จะพิจารณากลวิธีการแตง การเลือกเฟนถอยคำมา ใชไดไพเราะ มีความคิดสรางสรรค และใหความสะเทือนอารมณ ถาเปนบทรอยแกวประเภทสารคดี รูปแบบ การเขียนจะเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง วิธีการนำเสนอนาสนใจ เนื้อหามีความถูกตอง ใชภาษาสละสลวยชัดเจน การนำเสนอมีความคิดสรางสรรค ถาเปนรอยแกวประเภทบันเทิงคดี องคประกอบของเรื่องไมวาเรื่องสั้น นว นิยาย นิทาน จะมีแกนเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร มีความสัมพันธกัน กลวิธีการแตงแปลกใหมนาสนใจ ปมขัดแยงในการแตงสรางความสะเทือนอารมณ การใชถอยคำสรางภาพไดชัดเจน คำพูดในเรื่องเหมาะสม กับบุคลิกของตัวละครมีความคิดสรางสรรคเกี่ยวกับชีวิตและสังคม ๒. คุณคาดานสังคม เปนคุณคาทางดานวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ชีวิตความ เปนอยูของมนุษย และคุณคาทางจริยธรรม คุณคาดานสังคม เปนคุณคาที่ผูอานจะเขาใจชีวิตทั้งในโลกทัศน และชีวทัศน เขาใจการดำเนินชีวิตและเขาใจเพื่อนมนุษยดีขึ้น เนื้อหายอมเกี่ยวของกับการชวยจรรโลงใจแก ผูอาน ชวยพัฒนาสังคม ชวยอนุรักษสิ่งมีคุณคาของชาติบานเมือง และสนับสนุนคานิยมอันดีงาม


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๗๘ โครงงาน โครงงานเปนการจัดการเรียนรูวิธีหนึ่งที่สงเสริมใหผูเรียนเรียนดวยการคนควา ลงมือปฏิบัติจริง ใน ลักษณะของการสำรวจ คนควา ทดลอง ประดิษฐคิดคน ผูเรียนจะรวบรวมขอมูล นำมาวิเคราะห ทดสอบ เพื่อแกปญหาของใจ ผูเรียนจะนำความรูจากชั้นเรียนมาบูรณาการในการแกปญหา คนหาคำตอบ เปน กระบวนการคนพบนำไปสูการเรียนรู ผูเรียนจะเกิดทักษะการทำงานรวมกับผูอื่น ทักษะการจัดการ ผูสอนจะ เขาใจผูเรียน เห็นรูปแบบการเรียนรู การคิด วิธีการทำงานของผูเรียน จากการสังเกตการทำงานของผูเรียน การเรียนแบบโครงงานเปนการเรียนแบบศึกษาคนควาวิธีการหนึ่ง แตเปนการศึกษาคนควาที่ใช กระบวนการทางวิทยาศาสตรมาใชในการแกปญหา เปนการพัฒนาผูเรียนใหเปนคนมีเหตุผล สรุปเรื่องราว อยางมีกฎเกณฑ ทำงานอยางมีระบบ การเรียนแบบโครงงานไมใชการศึกษาคนควาจัดทำรายงานเพียงอยาง เดียว ตองมีการวิเคราะหขอมูลและมีการสรุปผล ทักษะการสื่อสาร ทักษะการสื่อสาร ไดแก ทักษะการพูด การฟง การอาน และการเขียน ซึ่งเปนเครื่องมือของ การสงสารและการรับสาร การสงสาร ไดแก การสงความรู ความเชื่อ ความคิด ความรูสึกดวยการพูด และ การเขียน สวนการรับสาร ไดแก การรับความรู ความเชื่อ ความคิด ดวยการอานและการฟง การฝก ทักษะการสื่อสารจึงเปนการฝกทักษะการพูด การฟง การอาน และการเขียน ใหสามารถรับสารและสงสาร อยางมีประสิทธิภาพ ธรรมชาติของภาษา ธรรมชาติของภาษาเปนคุณสมบัติของภาษาที่สำคัญ มีคุณสมบัติพอสรุปได คือ ประการที่หนึ่ง ทุก ภาษาจะประกอบดวยเสียงและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑในการใช อยางเปนระบบ ประการที่สอง ภาษามีพลังในการงอกงามมิรูสิ้นสุด หมายถึง มนุษยสามารถใชภาษา สื่อความหมายไดโดย ไมสิ้นสุด ประการที่สาม ภาษาเปนเรื่องของการใชสัญลักษณรวมกันหรือสมมติรวมกัน และมีการรับรู สัญลักษณหรือสมมติรวมกัน เพื่อสรางความเขาใจตรงกัน ประการที่สี่ ภาษาสามารถใชภาษาพูดในการ ติดตอสื่อสาร ไมจำกัดเพศของผูสงสาร ไมวาหญิง ชาย เด็ก ผูใหญ สามารถผลัดกันในการสงสารและรับ สารได ประการที่หา ภาษาพูดยอมใชไดทั้งในปจจุบัน อดีต และอนาคต ไมจำกัดเวลาและสถานที่ ประการที่หก ภาษาเปนเครื่องมือการถายทอดวัฒนธรรม และวิชาความรูนานาประการ ทำใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการสรางสรรคสิ่งใหม แนวคิดในวรรณกรรม แนวคิดในวรรณกรรมหรือแนวเรื่องในวรรณกรรมเปนความคิดสำคัญในการผูกเรื่องให ดำเนินเรื่องไป ตามแนวคิด หรือเปนความคิดที่สอดแทรกในเรื่องใหญ แนวคิดยอมเกี่ยวของกับมนุษยและสังคม เปนสารที่ ผูเขียนสงใหผูอาน เชน ความดียอมชนะความชั่ว ทำดีไดดีทำชั่วไดชั่ว ความยุติธรรมทำใหโลกสันติสุข คนเราพนความตายไปไมได เปนตน ฉะนั้นแนวคิดเปนสารที่ผูเขียนตองการสงใหผูอื่นทราบ เชน ความดี ความยุติธรรม ความรัก เปนตน


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๗๙ บริบท บริบทเปนคำที่แวดลอมขอความที่อานผูอานจะใชความรูสึกและประสบการณมากำหนดความหมาย หรือความเขาใจ โดยนำคำแวดลอมมาชวยประกอบความรูและประสบการณ เพื่อทำความเขาใจหรือ ความหมายของคำ พลังของภาษา ภาษาเปนเครื่องมือในการดำรงชีวิตของมนุษย มนุษยจึงสามารถเรียนรูภาษาเพื่อการดำรงชีวิต เปน เครื่องมือของการสื่อสารและสามารถพัฒนาภาษาของตนได ภาษาชวยใหคนรูจักคิดและแสดงออกของ ความคิดดวยการพูด การเขียน และการกระทำซึ่งเปนผลจากการคิด ถาไมมีภาษา คนจะคิดไมได ถาคนมี ภาษานอย มีคำศัพทนอย ความคิดของคนก็จะแคบไมกวางไกล คนที่ใชภาษาไดดีจะมีความคิดดีดวย คนจะ ใชความคิดและแสดงออกทางความคิดเปนภาษา ซึ่งสงผลไปสูการกระทำ ผลของการกระทำสงผลไปสู ความคิด ซึ่งเปนพลังของภาษา ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญตอมนุษย ชวยใหมนุษยพัฒนาความคิด ชวยดำรง สังคมใหมนุษยอยูรวมกันในสังคมอยางสงบสุข มีไมตรีตอกัน ชวยเหลือกันดวยการใชภาษาติดตอสื่อสารกัน ชวยใหคนปฏิบัติตนตามกฎเกณฑของสังคม ภาษาชวยใหมนุษยเกิดการพัฒนา ใชภาษาในการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น การอภิปรายโตแยง เพื่อนำไปสูผลสรุป มนุษยใชภาษาในการเรียนรู จดบันทึกความรู แสวงหา ความรู และชวยจรรโลงใจ ดวยการอานบทกลอน รองเพลง ภาษายังมีพลังในตัวของมันเอง เพราะภาพยอม ประกอบดวยเสียงและความหมาย การใชภาษาใชถอยคำทำใหเกิดความรูสึกตอผูรับสาร ใหเกิดความจงเกลียด จงชัง หรือเกิด ความชื่นชอบ ความรักยอมเกิดจากภาษาทั้งสิ้น ที่นำไปสูผลสรุปที่มีประสิทธิภาพ ภาษาถิ่น ภาษาถิ่นเปนภาษาพื้นเมืองหรือภาษาที่ใชในทองถิ่น ซึ่งเปนภาษาดั้งเดิมของชาวพื้นบานที่ใชพูดจากัน ในหมูเหลาของตน บางครั้งจะใชคำที่มีความหมายตางกันไปเฉพาะถิ่น บางครั้งคำที่ใชพูดจากันเปนคำเดียว ความหมายตางกันแลวยังใชสำเนียงที่ตางกัน จึงมีคำกลาวที่วา “สำเนียงบอกภาษา” สำเนียงจะบอกวาเปน ภาษาอะไร และผูพูดเปนคนถิ่นใด อยางไรก็ตามภาษาถิ่นในประเทศไทยไมวาจะเปนภาษาถิ่นเหนือ ถิ่น อีสาน ถิ่นใต สามารถสื่อสารเขาใจกันได เพียงแตสำเนียงแตกตางกันไปเทานั้น ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยมาตรฐานหรือบางทีเรียกวา ภาษาไทยกลางหรือภาษาราชการ เปนภาษาที่ใช สื่อสารกัน ทั่วประเทศและเปนภาษาที่ใชในการเรียนการสอน เพื่อใหคนไทยสามารถใชภาษาราชการ ในการติดตอสื่อสาร สรางความเปนชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาที่ใชกันในเมืองหลวง ที่ใชติดตอกันทั้งประเทศ มีคำและ สำเนียงภาษาที่เปนมาตรฐาน ตองพูดใหชัดถอยชัดคำไดตามมาตรฐานของภาษาไทย ภาษากลางหรือ ภาษาไทยมาตรฐานมีความสำคัญในการสรางความเปนปกแผน วรรณคดีมีการถายทอดกันมาเปนวรรณคดี ประจำชาติจะใชภาษาที่เปนภาษาไทยมาตรฐานในการสรางสรรค งานประพันธ ทำใหวรรณคดีเปนเครื่องมือ ในการศึกษาภาษาไทยมาตรฐานได


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๘๐ ภาษาพูดกับภาษาเขียน ภาษาพูดเปนภาษาที่ใชพูดจากัน ไมเปนแบบแผนภาษา ไมพิถีพิถันในการใชแตใชสื่อสารกันไดดี สรางความรูสึกที่เปนกันเอง ใชในหมูเพื่อนฝูง ในครอบครัว และติดตอสื่อสารกันอยางไมเปนทางการ การใช ภาษาพูดจะใชภาษาที่เปนกันเองและสุภาพ ขณะเดียวกันก็คำนึงวาพูดกับบุคคลที่มีฐานะตางกัน การใช ถอยคำก็ตางกันไปดวย ไมคำนึงถึงหลักภาษาหรือระเบียบแบบแผนการใชภาษามากนัก สวนภาษาเขียนเปนภาษาที่ใชเครงครัดตอการใชถอยคำ และคำนึงถึงหลักภาษา เพื่อใชในการสื่อสาร ใหถูกตองและใชในการเขียนมากกวาพูด ตองใชถอยคำที่สุภาพ เขียนใหเปนประโยค เลือกใชถอยคำที่ เหมาะสมกับสถานการณในการสื่อสาร เปนภาษาที่ใชในพิธีการตาง ๆ เชน การกลาวรายงาน กลาวปราศรัย กลาวสดุดี การประชุมอภิปราย การปาฐกถา จะระมัดระวังการใชคำที่ไมจำเปนหรือ คำฟุมเฟอย หรือการ เลนคำจนกลายเปนการพูดหรือเขียนเลน ๆ ภูมิปญญาทองถิ่น ภูมิปญญาทองถิ่น (Local Wisdom) บางครั้งเรียกวา ภูมิปญญาชาวบาน เปนกระบวนทัศน (Paradigm) ของคนในทองถิ่นที่มีความสัมพันธระหวางคนกับคน คนกับธรรมชาติ เพื่อความอยูรอด แตคน ในทองถิ่นจะสรางความรูจากประสบการณและจากการปฏิบัติ เปนความรู ความคิด ที่นำมาใชในทองถิ่นของ ตนเพื่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสมและสอดคลองกับธรรมชาติ ผูรูจึงกลายเปนปราชญชาวบานที่มีความรู เกี่ยวกับภาษา ยารักษาโรคและการดำเนินชีวิตในหมูบานอยางสงบสุข ภูมิปญญาทางภาษา ภูมิปญญาทางภาษาเปนความรูทางภาษา วรรณกรรมทองถิ่น บทเพลง สุภาษิต คำพังเพยในแตละ ทองถิ่น ที่ไดใชภาษาในการสรางสรรคผลงานตางๆ เพื่อใชประโยชนในกิจกรรมทางสังคมที่ตางกัน โดยนำ ภูมิปญญาทางภาษาในการสั่งสอนอบรมพิธีการตาง ๆ การบันเทิงหรือการละเลน มีการแตงเปนคำประพันธ ในรูปแบบตาง ๆ ทั้งนิทาน นิทานปรัมปรา ตำนาน บทเพลง บทรองเลน บทเหกลอม บทสวดตาง ๆ บท ทำขวัญ เพื่อประโยชนทางสังคมและเปนสวนหนึ่งของวัฒนธรรมประจำถิ่น ระดับภาษา ภาษาเปนวัฒนธรรมที่คนในสังคมจะตองใชภาษาใหถูกตองกับสถานการณ และโอกาสที่ใชภาษา บุคคลและประชุมชน การใชภาษาจึงแบงออกเปนระดับของการใชภาษาไดหลายรูปแบบ ตำราแตละเลมจะ แบงระดับภาษาแตกตางกันตามลักษณะของสัมพันธภาพของบุคคลและสถานการณ การแบงระดับภาษาประมวลไดดังนี้ ๑. การแบงระดับภาษาที่เปนทางการและไมเปนทางการ ๑.๑ ภาษาที่ไมเปนทางการหรือภาษาที่เปนแบบแผน เชน การใชภาษาในการประชุม ในการกลาว สุนทรพจนเปนตน


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๘๑ ๑.๒ ภาษาที่ไมเปนทางการหรือภาษาที่ไมเปนแบบแผน เชน การใชภาษาในการสนทนา การใช ภาษาในการเขียนจดหมายถึงผูคุนเคย การใชภาษาในการเลาเรื่องหรือประสบการณ เปนตน ๒. การแบงระดับภาษาที่เปนพิธีการกับระดับภาษาที่ไมเปนพิธีการ การแบงภาษาแบบนี้เปนการแบง ภาษาตามความสัมพันธระหวางบุคคลเปนระดับ ดังนี้ ๒.๑ ภาษาระดับพิธีการ เปนภาษาแบบแผน ๒.๒ ภาษาระดับกึ่งพิธีการ เปนภาษากึ่งแบบแผน ๒.๓ ภาษาระดับที่ไมเปนพิธีการ เปนภาษาไมเปนแบบแผน ๓. การแบงระดับภาษาตามสภาพแวดลอม โดยแบงระดับภาษาในระดับยอยเปน ๕ ระดับ คือ ๓.๑ ภาษาระดับพิธีการ เชน การกลาวปราศรัย การกลาวเปดงาน ๓.๒ ภาษาระดับทางการ เชน การรายงาน การอภิปราย ๓.๓ ภาษาระดับกึ่งทางการ เชน การประชุมอภิปราย การปาฐกถา ๓.๔ ภาษาระดับการสนทนา เชน การสนทนากับบุคคลอยางเปนทางการ ๓.๕ ภาษาระดับกันเอง เชน การสนทนาพูดคุยในหมูเพื่อนฝูงในครอบครัว วิจารณญาณ วิจารณญาณ หมายถึง การใชความรูความคิด ทำความเขาใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยางมีเหตุผลการมี วิจารณญาณตองอาศัยประสบการณในการพิจารณาตัดสินสารดวยความรอบคอบ และอยางชาญฉลาดเปนเหตุเปน ผล


หลักสูตรโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช .๒๕๖๐) ๘๒ คณะผูจัดทำ คณะที่ปรึกษา นายสมบัติ ผองอำไพ ผูอำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม ผูรับผิดชอบกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ๑ ๒ นางสาววชิราภรณ แยมจับ นางสาวทิพยวิมล พัวเจริญสิน ตำแหนงครู ตำแหนงครู โรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม โรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม


Click to View FlipBook Version