The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการบรรยายวันที่ ๑ มีนาคม ๖๗

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by รณชัย หวังกวดกลาง, 2024-02-29 08:29:25

เอกสารประกอบการบรรยายวันที่ ๑ มีนาคม ๖๗

เอกสารประกอบการบรรยายวันที่ ๑ มีนาคม ๖๗

~ ๑ ~ เอกสารประกอบการบรรยาย “รายวิชา ศิลปะการอ่านออกเสียงสำหรับครูภาษาไทย” สุนทรียรสร้อย- กรองไทย นี้เอย เสนาะเสน่ห์ใน โสตสร้อย ดุจเสียงทิพย์คำไกร เกริกเกียรติ ทั่วนา สูงต่ำหวานหยดย้อย ยิ่งล้ำคำสยาม รณชัย หวังกวดกลาง ความเป็นมาของการอ่านทำนองเสนาะ จากการศึกษาประวัติและความเป็นมาของการอ่านทำนองเสนาะ มีนักวิชาการหลายท่านสันนิษฐาน ว่า การอ่านทำนองเสนาะมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น หากแต่มีการใช้คำว่า “ทำนองเสนาะ” อย่างเป็น ทางการเมื่อการศึกษาไทยเข้าสู่ระบบโรงเรียนในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่ง คำว่า“ทำนองเสนาะ” นั้น หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) เป็นผู้คิดค้นคำขึ้นมา โดยมี“พระวรเวทย์พิสิฐ” ได้นำไปใช้ครั้งแรกที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จากนั้นอาจารย์กำชัย ทองหล่อ ได้นำไปเขียนลงในหนังสือเรียน หลักภาษาไทย จึงทำให้คำว่าทำนองเสนาะเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากยิ่งขึ้นและใช้มาจนถึงปัจจุบัน ความแตกต่างระหว่างการท่องบทอาขยานและการอ่านทำนองเสนาะ ท่องบทอาขยาน หมายถึง การท่องจำคำประพันธ์ตามระดับชั้นต่าง ๆ โดยไม่ต้องดูเนื้อหามุ่งเน้นการ จำและข้อคิดที่ได้จากการท่อง ดังตัวอย่างบทที่ใช้ท่องต่อไปนี้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เราเกิดมาทั้งทีชีวิตหนึ่ง อย่าหมายพึ่งผู้ใดให้เขาหยัน ควรคะนึงพึ่งตนทนกัดฟัน คิดบากบั่นตั้งหน้ามานะนํา กสิกิจพณิชยการงานมีเกียรติ อย่าหยามเหยียดพาลหาว่างานต่ำ หรือจะชอบวิชาอุตสาหกรรม เชิญเลือกทำตามถนัดอย่าผัดวัน เอาดวงใจเป็นทุนหนุนนําหน้า เอาปัญญาเป็นแรงมุ่งแข่งขัน เอาความเพียรเป็นยานประสานกัน ผลจะบรรลุสู่ประตูชัย เงินและทองกองอยู่ประตูหน้า คอยเปิดอ้ายิ้มรับไม่ขับไส ทรัพย์ในดินสินในน้ำออกคล่ำไป แหลมทองไทยพร้อมจะช่วยอํานวยเอย เพิ่ม สวัสดิ์วรรณกิจ


~ ๒ ~ อ่านทำนองเสนาะ หมายถึง การอ่านคำประพันธ์ต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเสนาะ ไพเราะ มุ่งเน้นให้ เกิดสุนทรียภาพและความเพลิดเพลิน ดังตัวอย่างบทที่ใช้ท่องต่อไปนี้ เป็นมนุษย์หรือเป็นคน เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูงมีดีที่แววขน ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน ย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมา ใจสะอาดใจสว่างใจสงบ ถ้ามีครบควรเรียกมนุสสา เพราะทำถูกพูดถูกทุกเวลา เปรมปรีดาคืนวันสุขสันต์จริง ใจสกปรกมืดมัวและร้อนเร่า ใครมีเข้าควรเรียกว่าผีสิง เพราะพูดผิดทำผิดจิตประวิง แต่ในสิ่งนําตัวกลั้วอบาย คิดดูเถิดถ้าใครไม่อยากตก จงรีบยกใจตนรีบขวนขวาย ให้ใจสูงเสียได้ก่อนตัวตาย ก็สมหมายที่เกิดมาอย่าเชือนเอย พระธรรมโกศาจารย์ หลักการอ่านทำนองเสนาะ ๑. อ่านให้ถูกอักขรวิธี คือ ไม่อ่านผิดสระผิดพยัญชนะและผิดวรรณยุกต์ ออกเสียงพยัญชนะแต่ละตัว ให้ชัดเจน เช่น จ/ฉ/ช/ถ/ธ/ฑ/ฐ ฯลฯ ออกเสียงคำควบกล้ำให้ชัด ๒. อ่านไม่ตกหล่นหรือเพิ่มคำ คือ ไม่ต่อเติม ไม่ตู่ตัว และต้อง รู้จักอ่านคำแปรเสียง เพื่อให้เกิดเสียง สัมผัส เช่น เห็นก้อนหินศิลาน่าอาวรณ์ ต้องอ่านแปรเสียง “ศิลา” เป็น “ศินลา” เพื่อให้เอื้อสัมผัสกับคำว่าหิน เป็นต้น ๓. อ่านให้ถูกทำนองของคำประพันธ์ประเภทนั้น ๆ อาทิ กาพย์ยานี ๑๑ กลอนบทละคร กลอน ดอกสร้อย เป็นต้น ๔. อ่านให้สื่ออารมณ์ของชนิดคำประพันธ์ที่อ่าน ๕. ต้องอ่านด้วยใจรักจริง ๆ ไม่ฝืนใจอ่าน การสวดโอ้เอ้วิหารราย การสวดโอ้เอ้วิหารรายนั้นมีมานานแล้วตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัย เนื่องจากชาวไทยส่วนใหญ่ของ ประเทศนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติดังนั้นจึงนิยมฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าหรือพุทธ ประวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรและทรงบำเพ็ญทานบารมีอัน ยิ่งใหญ่ นักปราชญ์ราชบัณฑิตในสมัยสุโขทัย นิยมนำมาเล่าให้กันฟังจนเป็นที่แพร่หลายในสังคม ซึ่งปรากฏใน ศิลาจารึกนครชุมด้านที่ ๑ เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้เสด็จขึ้นไปประทับอยู่ ณ เมืองพิษณุโลก


~ ๓ ~ ได้โปรดให้ประชุมสงฆ์และนักปราชญ์ราชบัณฑิต โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานแต่งมหาชาติคำหลวง จนครบ ๑๓ กัณฑ์ เพื่อเอาไว้สวดในเทศกาลเข้าพรรษาในวิหารวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงอุทิศวัง เป็นวัด มีการสวดและฝึกซ้อมสวดโอ้เอ้กันตามบริเวณโดยรอบวิหาร จึงเป็นที่มาของคำว่า “โอ้เอ้วิหารราย” หรืออ้อแอ้วิหารราย ซึ่งแต่เดิมบทที่ใช้สวดจะนำมาจากเรื่อง “มหาชาติคำหลวง” แต่ในปัจจุบันนี้บทที่นิยม นำมาสวดจะมาจากเรื่อง “กาพย์พระไชยสุริยา” ในปัจจุบันสวดอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สวดเนื่องในวัน สำคัญทางศาสนาต่าง ๆ เช่น วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เป็นต้น การสวดโอ้เอ้วิหารรายนั้นมีทั้งหมด ๓ ทำนองประกอบด้วย ๑. ทำนองกาพย์ยานี ๑๑ (ทำนองนี้จะสวดช้า-เร็วเน้นจังหวะสนุกสนาน) ๏ สาธุสะ/จะ/ขอไหว้ พระ/ศรีไตร/สะ/ระณา พ่อแม่/แล/ครูบา เท/วะดา/ใน/ราศี ๏ ข้าเจ้า/เอา/ ก ข เข้า/มาต่อ/ ก/ กา มี แก้ไข/ใน/เท่านี้ ดี/มิดี/อย่า/ตรีชา ๏ จะร่ำ/คำ/ต่อไป พอ/ล่อใจ/กุ/มารา ธรณี/มี/ราชา เจ้า/ภารา/สา/วะถี ๏ ชื่อพระ/ไชย/สุริยา มี/สุดา/มะ/เหสี ชื่อว่า/สุ/มาลี อยู่/บูรี/ไม่/มีภัย ๏ ข้าเฝ้า/เหล่า/เสนา มี/กิริยา/อะ/ฌาศรัย พ่อค้า/มา/แต่ไกล ได้/อาศัย/ใน/ภารา ๏ ไพร่ฟ้า/ประ/ชาชี ชาว/บูรี/ก็/ปรีดา ทำไร่/เขา/ไถนา ได้/ข้าวปลา/แล/สาลี ๏ อยู่มา/หมู่/ข้าเฝ้า ก็/หาเยา/วะ/นารี ที่หน้า/ตา/ดีดี ทำ/มะโหรี/ที่/เคหา ๏ ค่ำเช้า/เฝ้า/สีซอ เข้า/แต่หอ/ล่อ/กามา หาได้/ให้/ภริยา โล/โภพา/ให้/บ้าใจ ฉบับหอสมุดวชิรณาณ


~ ๔ ~ ๒. ทำนองกาพย์ฉบัง ๑๖ (ทำนองนี้จะสวดช้า-เร็วเน้นจังหวะสนุกสนาน) ๏ ขึ้น/กงจงจำ/สำคัญ ทั้งกน/ปนกัน รำพัน/มิ่งไม้/ในดง ๏ ไกร/กร่างยางยูง/สูงระหง ตลิงปลิง/ปริงประยงค์ คันทรง/ส่งกลิ่น/ฝิ่นฝาง ๏ มะ/ม่วงพวงพลอง/ช้องนาง หล่นเกลื่อน/เถื่อนทาง กินพลาง/เดินพลาง/หว่างเนิน ๏ เห็นกวาง/ย่างเยื้อง/ชำเลืองเดิน เหมือน/อย่าง/นางเชิญ พระแสง/สำอาง/ข้างเคียง ๏ เขาสูง/ฝูงหงส์/ลงเรียง เริงร้อง/ก้องเสียง สำเนียง/น่าฟัง/วังเวง ๏ กลางไพร/ไก่ขัน/บรรเลง ฟังเสียง/เพียงเพลง ซอเจ้ง/จำเรียง/เวียงวัง ๏ ยูงทอง/ร้องกะโต้ง/โห่งดัง เพียงฆ้อง/กลองระฆัง แตรสังข์/กังสะดาน/ขานเสียง ๏ กะลิงกะลาง/นางนวล/นอนเรียง/พระยาลอ/คลอเคียง แอ่นเอี้ยง/อีโก้ง/โทงเทง ๏ ค้อนทอง/เสียงร้อง/ป๋องเป๋ง เพลินฟัง/วังเวง อีเก้ง/เริงร้อง/ลองเชิง ๏ ฝูงละมั่ง/ฝังดิน/กินเพลิง ค่างแข็ง/แรงเริง ยืนเบิ่ง/บึ้งหน้า/ตาโพลง ๏ ป่าสูง/ยูงยาง/ช้างโขลง อึงคะนึง/ผึงโผง โยงกัน/เล่นน้ำ/คล่ำไป ฉบับหอสมุดวชิรณาณ


~ ๕ ~ ๓. ทำนองกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ (ทำนองนี้จะไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป เน้นความไพเราะของน้ำเสียง) ๏ขึ้นใหม่/ใน กน ก กา/ ว่าปน ระคน/กันไป เอ็นดู/ภูธร มานอน/ในไพร มณฑล/ต้นไทร แทน/ไพชยนต์สถาน ๏ ส่วนสุ/มาลี วันทา/สามี เทวี/อยู่งาน เฝ้าอยู่/ดูแล เหมือนแต่/ก่อนกาล ให้พระ/ภูบาล สำราญ/วิญญาณ์ ๏ พระชวนนวลนอน เข็ญใจ/ไม้ขอน เหมือนหมอน/แม่นา ภูธร/สอนมนต์ ให้บ่น/ภาวนา เย็นค่ำ/ร่ำว่า กันป่า/ภัยพาล ๏ วันนั้น/จันทร มีดา/รากร เป็นบ/ริวาร เห็นสิ้น/ดินฟ้า ในป่า/ท่าธาร มาลี/คลี่บาน ใบก้าน/อรชร ๏ เย็นฉ่ำ/น้ำฟ้า ชื่นชะ/ผะกา วายุ/พาขจร สาระพัน/จันทน์อิน รื่นกลิ่น/เกสร แตนต่อ/คล้อร่อน ว้าว่อน/เวียนระวัน ๏ จันทรา/คลาเคลื่อน กระเวนไพร/ไก่เถื่อน เตือนเพื่อน/ขานขัน ปู่เจ้า/เขาเขิน กู่เกริ่น/หากัน สินธุ/พุลั่น ครื้นครั่น/หวั่นไหว ๏ พระฟื้น/ตื่นนอน ไกลพระ/นคร สะท้อน/ถอนฤทัย เช้าตรู่/สุริยน ขึ้นพ้น/เมรุไกร มีกรรม/จำไป ในป่า/อารัญ ฉบับหอสมุดวชิรณาณ


~ ๖ ~ ประวัติและความเป็นมาของการขับเสภา ความเป็นมาของการขับเสภานั้น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวถึงการกำเนิดของเสภา ใน กฎหมายตราสามดวงเรียกว่า“คุก”เป็น“เสภา”ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นการขับเรื่องราวที่มีความยาว ทั้งนี้ สาเหตุที่เรียก“คุกว่าเสภานั้น”อาจเป็นเพราะคนในคุกมีการเล่าเรื่องในลักษณะของการขับให้มีท่วงทำนองและ น้ำเสียงที่ไพเราะน่าฟัง จึงเรียกว่าขับเสภาก็เป็นได้เรื่องราวที่นิยมขับขณะนั้นคือ เรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งถือ เป็นเรื่อง“ทัณฑกรรมของวรรณกรรม”เลยก็ว่าได้โดยมีคนในคุกเป็นพระเอกคือขุนแผน ดังนั้นการขับเสภาจึง มีจุดกำเนิดมาจากในคุกนั่นเอง ภายหลังการขับเสภาไม่ใช่มีเฉพาะในคุกเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายและได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนทั่วไป เพราะสมัยก่อนการขับเสภาถือเป็นอาชีพอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้นัก ขับเสภา เพราะผู้คนให้ความนิยมฟังเป็นอย่างมาก หากเปรียบเทียบกับปัจจุบันคงเป็นนักร้องนักดนตรีที่ได้รับ ความนิยมผู้คนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก เช่น นักร้องหมอลำหรือนักร้องตามงานคอนเสิร์ตที่สร้างความ สนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่ผู้รับชมรับฟัง การขับเสภาสมัยก่อนจะขับทั้งในงานมงคลและงานอวมงคล เช่น งานโกนจุก งานบวช งานศพ เป็นต้น การขับเสภานั้นเป็นการเล่าเรื่องราวใส่ทำนอง เพื่อมุ่งให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้ฟัง ใน ระยะแรกเริ่มการขับจะอาศัยเสียงของคนขับเพียงอย่างเดียว ภายหลังมีการนำมาประยุกต์เพื่อให้ได้อรรถรสใน การฟัง โดยนำมาขับประกอบกับเครื่องดนตรี ประกอบกับไม้กรับ รู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า“เสภาทรงเครื่อง” นักขับเสภาที่มีชื่อเสียงได้รับความนิยม และเป็นต้นแบบในการขับเสภาให้ชนรุ่นหลัง เช่น หลวงเสนาะดุริยพันธุ์ หมื่นขับคำหวาน เป็นต้น สังเกตได้ว่าบุคคลใดที่มีความเป็นเลิศในด้านการใช้เสียง มักจะมีชื่อที่เป็น เอกลักษณ์และชื่อนั้นล้วนสื่อถึงในเรื่องของการใช้เสียง หากกล่าวถึงการขับเสภาในสมัยปัจจุบันนี้ถือว่าได้รับ ความนิยมมากพอสมควร โดยเฉพาะในวงการศึกษา มีการจัดประกวดการฝึกอบรมในเรื่องของการอ่านทำนอง เสนาะ และการขับเสภา การสวดโอ้เอ้วิหารราย กันอย่างแพร่หลาย ในมหาวิทยาลัยแทบทุกแห่งก็มีการเปิด เป็นรายวิชาสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชาภาษาไทย หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ในแง่มุมของกลอนเสภา นั้น ไม่แตกต่างไปจากกลอนสุภาพในด้านของการประพันธ์แต่อย่างใด แต่จะแตกต่างตรงที่การเรียกชื่อวรรค ของกลอนเท่านั้นเอง ที่ได้ศึกษามาเราเข้าใจว่ากลอนสุภาพ ๑ บท จะมีด้วยกัน ๔ วรรค คือ วรรคสดับ วรรค รับ วรรครองและวรรคส่ง แต่กลอนเสภาจะไม่เรียกชื่อแต่ละวรรคเหมือนกับกลอนสุภาพ “หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก)” กล่าวไว้ในหนังสือประชุมลำนำว่า กลอนเสภานั้นในแต่ละวรรคเรียกดังนี้ -วรรคที่ ๑ นารีเรียงหมอน -วรรคที่ ๒ ฉะอ้อนนางรำ -วรรคที่ ๓ ระบำเดินดง -วรรคที่ ๔ หงส์ชูคอ


~ ๗ ~ หากกล่าวถึงการเกริ่นเสภา โดยทั่วไปการขับเสภามีการเกริ่นใน ๒ รูปแบบ คือ เกริ่นยาวและเกริ่นสั้น นักขับเสภาจะเกริ่นอย่างไรนั้นพิจารณาดูจากตัวบทที่ใช้ขับ การขับเสภานั้นลักษณะการเอื้อนจะไม่มีข้อจำกัด เหมือนการอ่านทำนองเสนาะ จะเอื้อนจะใส่ลูกเล่นตรงจุดไหนอย่างไรขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและไหวพริบ ของผู้ขับ หรือที่นักขับเสภาเรียกว่า“ทางในการขับเสภา” ตัวอย่างเช่น กลอนเสภาจากเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนแผนชมเรือนขุนช้าง ม่านนี้ฝีมือวันทองทำ จำได้ไม่ผิดในตาพี่ เส้นไหมแม้นเขียนแนบเนียนดี สิ้นฝีมือแล้วแต่นางเดียว เจ้าปักเป็นป่าพนาเวศ ขอบเขตเขาคลุ้มชอุ่มเขียว รุกขชาติดาดใบระบัดเรียว พริ้งเพรียวดอกดกระดะดวง ปักเป็นมยุราลงรำร่อน ฝ่ายฟ้อนอยู่บนยอดภูเขาหลวง แผ่หางกางปีกเป็นพุ่มพวง ชะนีหน่วงเหนี่ยวไม้ชม้อยตา ปักเป็นหิมพานต์ตระหง่านงาม อร่ามรูปพระสุเมรุภูผา วินันตกหัศกันเป็นหลั่นมา การวิกอิสินธรยุคนธร อากาศคงคาชลาสินธุ์ มุจลินท์ห้าแถวแนวสลอน ไกรลาสสะอาดเอี่ยมอรชร ฝูงกินนรคนธรรพ์วิทยา" ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง สมสองต้องจิตเป็นหนักหนา ได้ร่วมรสรักร้างที่ห่างมา เสน่หาขุนแผนแสนอาวรณ์ นางหยิบใบยางมาต่างพัด โบกปัดยุงริ้นที่บินว่อน ปรนนิบัติมิให้ขัดอนาทร จนผัวนอนหลับสนิทด้วยเหนื่อยนัก นั่งอยู่ข้างผัวตัวคนเดียว ให้เปล่าเปลี่ยวเงียบเหงาเศร้าใจหนัก พอมนตร์หายคลายหลงพะวงรัก เห็นประจักษ์ทุกข์ร้อนก็ถอนใจ


~ ๘ ~ กลอนเสภาจากเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนแผนพานางวันทองหนี สกุณากาแกก็แซ่ซ้อง ชะนีร้องเหนี่ยวไม้ในไพรสณฑ์ เห็นแสงพระอาทิตย์ผิดพิกล วะโหวดโหวยเวียนวนว่าเลือดย้อย เสียงเย็นเห็นยะยวบอยู่ปลายไม้ ไหวไหวผัวโวยโหยละห้อย พอเห็นคนแล่นโลดกระโดดลอย ลูกน้อยตามแต้กลัวแม่ทิ้ง ฝูงลิงไต่กิ่งลางลิงไขว่ ลางลิงแล่นไล่กันวุ่นวิ่ง ลางลิงชิงค่างขึ้นลางลิง กาหลงลงกิ่งกาหลงลง เพกากาเกาะทุกก้านกิ่ง กรรณิกากาชิงกันชมหลง มัดกากากวนล้วนกาดง กาฝากกาลงทำรังกา ฉบับหอสมุดวชิรณาณ กลอนเสภาจากเรื่อง ขุนช้างขุนแผน เกิดพยับพยุพัดอัศจรรย์ สลาตันเป็นระลอกกระฉอกฉาน ทะเลลึกดังจะล่มด้วยลมกาฬ กระทบดานกระแทกดังกำลังแรง สำเภาจีนเจียนจมด้วยลมซัด สลุบลัดเลียบบังเข้าฝั่งแฝง ไหหลำแล่นตัดแหลมแคมตะแคง ตลบตะแลงเลาะเลียบมาตามเลา ถึงปากน้ำแล่นส่งเข้าตรงร่อง ให้ขัดข้องแข็งขืนไม่ใคร่เข้า ด้วยร่องน้อยน้ำคับอับสำเภา ขึ้นติดตั้งหลังเต่าอยู่โตงเตง พอกำลังลมจัดพัดกระโชก กระแทกโคกกระท้อนโขดเรือโดดเหยง เข้าครึ่งลำหายแคลงไม่โคลงเคลง จุ้นจู๊เกรงเรือหักค่อยยักย้าย ด้วยคลองน้อยเรือถนัดจึงขัดขึง เข้าติดตรึงครึ่งลำระส่ำระสาย พอชักใบขึ้นกบรอกลมตอกท้าย ก็มิดหายไปทั้งลำพอน้ำมา พอฝนลงลมถอยเรือลอยลำ ก็ตามน้ำแล่นล่องออกจากท่า ทั้งสองเสร็จสมชื่นดั่งจินดา ก็แนบหน้าผาสุกมาทุกวัน ฉบับหอสมุดวชิรณาณ


~ ๙ ~ กากีคำกลอน บันดาลพลาหกเทวบุตร ก็ผึ่งผุดตั้งทั่วทิศาศาล โพยมพยับอับอึงอนธการ สะท้านถึงเมรุราชสีขรินทร์ สัตภัณฑ์บรรพตก็ไหวหวั่น คงคาลั่นเป็นระลอกกระฉอกสินธุ์ ฝูงมหามัจฉาในวาริน ก็โดดดิ้นเล่นน้ำลำพองกาย อันดอกดวงสิมพลีที่ตูมกลัด ครั้นฝนซัดเชยแช่มแย้มขยาย ที่ตูมบานก้านกลีบขจรจาย รำพายกลิ่นรื่นรสเสาวคนธ์ ฉบับหอสมุดวชิรณาณ ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง โจนลงกลางชานร้านดอกไม้ ของขุนช้างปลูกไว้อยู่ดาษดื่น รวยรสเกสรเมื่อค่อนคืน ชื่นชื่นลมชายสบายใจ กระถางแถวแก้วเกดพิกุลแกม ยี่สุ่นแซมมะสังดัดดูไสว สมอรัดดัดทรงสมละไม ตะขบข่อยคัดไว้จังหวะกัน ตะโกนาทิ้งกิ่งประกับยอด แทงทวยทอดอินพรหมนมสวรรค์ บ้างผลิดอกออกช่อขึ้นชูชัน แสงพระจันทร์จับแจ่มกระจ่างตา ยี่สุ่นกุหลาบมะลิซ้อน ซ่อนชู้ชูกลิ่นถวิลหา ลำดวนกวนใจให้ไคลคลา สาวหยุดหยุดช้าแล้วยืนชม ถัดถึงกระถางอ่างน้ำ ปลาทองว่ายคล่ำเคล้าคลึงสม พ่นน้ำดำลอยถอยจม น่าชมชักคู่อยู่เคียงกัน บ้างแหวกจอกออกช่องภูเขาเคียง วัดเหวี่ยงแว้งหางระเหิดหัน บ้างกินไคลไล่เคล้าพัลวัน ถัดนั้นแอกไถละไมงอน กระดึงพรวนล้วนสักหลาดทับ ดาวประดับดวงเด่นดูสลอน สลักเสลาเกลาเกลี้ยงอรชร เชือกใช้ไว้ซ้อนสลับกัน เครื่องม้าดาดาษจังหวะวาง เครื่องช้างสารพัดจะจัดสรร ขอคร่ำด้ามพลองทองพัน ถัดนั้นย่างเยื้องชำเลืองมา ฉบับหอสมุดวชิรณาณ


~ ๑๐ ~ การเห่เรือทำนองหลวง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระอธิบายว่าเรือลำใดที่มีคนพายเป็น จำนวนมาก ย่อมต้องมี “สัญญาณ” ให้ฝีพาย พายพร้อม ๆ กัน จึงเป็นมูลเหตุให้เกิดการเห่เรือขึ้น ในประเทศ ไทยมีการเห่เรืออยู่ ๒ ประเภท คือ เห่เรือหลวง กับ เห่เรือเล่น การเห่เรือหลวงนั้นแต่เดิมใช้ภาษาสันสกฤต ครั้นเวลาล่วงผ่านไปจึงเลือนหาย แต่อย่างไรก็ตามยังคงทิ้งทำนองในการเห่ไว้ซึ่งเป็นที่รู้จักในทำนอง ช้าละวะ เห่ มูละเห่และ สวะเห่ บทเห่เรือส่วนใหญ่ที่ยังปรากฏอยู่จะเป็นบทพระราชนิพนธ์ของชนชั้นสูง และสำนวนที่ นับว่าดีและได้รับความนิยมมากที่สุดคือ สำนวนของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ โดยพระองค์แต่งด้วยคำประพันธ์ ประเภทโคลงสี่สุภาพและกาพย์ยานี ๑๑ เรียกว่า “กาพย์เห่เรือ” เกริ่นโคลง ปางเสด็จประเวศด้าว ชลาลัย ทรงรัตนพิมานชัย กิ่งแก้ว พรั่งพร้อมพวกพลไกร แหนแห่ เรือกระบวนต้นแพร้ว เพริศพริ้งพรายทอง กาพย์ยานี ๑๑ พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย กิ่งเเก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน (ช้าละวะเห่) นาวาแน่นเป็นขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร (มูละเห่) เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา สรมุขมุขสี่ด้าน เพียงพิมานผ่านเมฆา ม่านกรองทองรจนา หลังคาแดงแย่งมังกร สมรรถชัยไกรกาบแก้ว แสงแวววับจับสาคร เรียบเรียงเคียงคู่จร ดั่งร่อนฟ้ามาแดนดิน สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม เรือชัยไวว่องวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน


~ ๑๑ ~ “ช้าแลเรือ (ลูกคู่รับ เฮ เฮ เฮ) (สวะเห่) เฮโฮ้ เฮโฮ้ (ลูกคู่รับ เฮโฮ้ เฮโฮ้) เฮโฮ้ เฮเฮ (ลูกคู่รับ เฮโฮ้ เฮเฮ) เจ้าเอ๋ยก็พาย (ลูกคู่รับ พี่ก็พาย) พายเอ๋ยพายลง (ลูกคู่รับ พายลงให้เต็มพาย) โอ้ละเห่เห (ลูกคู่รับ โอ้เห่ เฮ เฮ เฮ) โอ้เห่มารา (ลูกคู่รับ โอ้เห่มารา โอ้เห่มารา) โอ้เห่เจ้าคะ (ลูกคู่รับ โอ้เห่เจ้าคะ มาระไชโย) ศรีชัยแก้วพ่อเอ๋ย (ลูกคู่รับ ชัยแก้วพ่ออา...เฮ)” ฉบับหอสมุดวชิรณาณ


~ ๑๒ ~ เอกสารอ้างอิง กำชัย ทองหล่อ. (๒๕๒๕). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพมหานคร : เจริญรัตน์การพิมพ์. นันทา ขุนภักดี. (๒๕๓๔). “คีตวรรณกรรม : นานาทำนองร้อยกรองไทย.”ใน การประชุมทางวิชาการ เอกลักษณ์ไทยใส่ใจในภาษา. ___________. (๒๕๕๘). การอ่านทำนองร้อยกรองไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มติชน ปากเกร็ด. รณชัย หวังกวดกลาง. (๒๕๖๖). รวบรวมและเรียบเรียงประกอบการบรรยาย“รายวิชาศิลปะการอ่านออก เสียง.”ณ สาขาภาษาไทย มหาวิทยาลัยสุรินทร์. รณชัย หวังกวดกลาง. (๒๕๖๗). รวบรวมและเรียบเรียงและแก้ไขประกอบการบรรยาย“รายวิชาศิลปะการ อ่านออกเสียง.”ณ สาขาภาษาไทย มหาวิทยาลัยสุรินทร์.


Click to View FlipBook Version