บนั ทึกการเรียนรู้
รายวิชาการวจิ ัยและพฒั นานวตั กรรมเพือ่ พฒั นาผ้เู รยี น
คานา
สมดุ บนั ทกึ ความรู้เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของ รายวิชาการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม
เพื่อพัฒนาผู้เรียน ประจาภาคเรียนท่ี 1/2565 ซ่ึงสมุดบันทึกเล่มน้ีเป็นการสรุปเนื้อหา
ตามความเข้าใจที่ได้รับในแต่ละครั้งท่ีเรียน ให้ออกมาในรูปแบบผังกราฟิกท่ีแสดงถึง
หัวขอ้ รายละเอยี ดพอสงั เขป
ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.สาราญ กาจัดภัย ท่ีให้คาปรึกษาแนวทาง
ในการบันทึกการเรียนรู้เล่มน้ี หากบันทึกเล่มนี้ผิดพลาดประการใด ผู้จัดทาขออภัย
มา ณ ท่นี ้ีดว้ ย
นางสาวขวัญะวนั ไชยโคตร
สารบญั หนา้
เรอ่ื ง 1
2
ประวัติผู้จัดทำ 3
อำจำรยผ์ สู้ อน 6
แนวคดิ เก่ียวกับกำรเรียนรู้ 9
ควำมรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับกำรวิจยั 11
ตัวแปรและประเภทของตวั แปร 13
ขอ้ มลู และประเภทของข้อมลู 16
ประชำกรและกลุ่มตัวอยำ่ ง 18
กำรศกึ ษำเอกสำรและงำนวิจยั 21
เครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นกำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล 23
วธิ ีตรวจสอบคุณภำพเคร่ืองมือวิจยั และสถิติทใี่ ช้ 25
กำรทดสอบสมมติฐำนทำงสถิติ 27
กำรทดสอบคำ่ เฉลีย่ ของตัวแปรตำมตวั เดียว 34
กำรวจิ ยั ปฏิบตั ิกำรในช้นั เรียน 35
สญั ญำกำรเรยี น 36
บันทกึ ผลกำรร่วมกิจกรรมในชัน้ เรยี น
ส่งท้ำยควำมรู้สกึ ดี ๆ
ประวตั ผิ ู้จัดทา
ขอ้ มูลพื้นฐาน
ชอ่ื – สกลุ : นำงสำวขวญั ตะวัน ไชยโคตร
ชื่อเลน่ : ฟำง
วนั เดอื นปเี กิด : 18 มิถนุ ำยน 2544
ปัจจบุ นั กาลังศึกษา : สำขำวชิ ำนวตั กรรมและคอมพิวเตอร์ศึกษำ
คณะครศุ ำสตร์ มหำวิทยำลยั รำชภัฏสกลนคร
คตปิ ระจาใจ ข้อมูลการตดิ ต่อ
พอใจเท่ำท่ีมี....ยนิ ดเี ทำ่ ท่ไี ด้ Khwantawan Chaiyakhot
Fang_1806
ความใฝ่ฝัน [email protected]
รับรำชกำรครู 0983403448
1
อาจารยผ์ ูส้ อน
รองศาสตราจารย์ ดร.สาราญ กาจดั ภยั
2
แนวคดิ เก่ยี วกบั การเรยี นรู้
3
ความหมายของการเรยี นรู้ การเรียนรู้ของผเู้ รียน
กำรเรียนรู้ (Learning) หมำยถงึ กำรเรียนรู้ของผ้เู รยี น หมำยถึง
“ กำรเปล่ียนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนขำ้ งถำวร อนั กำรเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมของผเู้ รยี นที่คงทน
เนื่องมำจำกกำรได้รับประสบกำรณ์ ” ประกอบด้วยคำ ถำวรหรอื ค่อนขำ้ งถำวร ทั้งทเ่ี ปน็ พฤตกิ รรมท่ี
สำคัญ 4 คำท่ีเกย่ี วข้องสมั พันธก์ นั ได้แก่ แสดงออกใหเ้ หน็ ไดช้ ัดหรอื พฤติกรรมท่ีแฝงอยู่ใน
ตวั พรอ้ มทีจ่ ะแสดง ออกได้ทกุ เมอ่ื ซ่งึ กำร
“ กำรเปลี่ยนแปลง ” เปลย่ี นแปลงนต้ี ้อง
“ พฤติกรรม ” เปน็ ผลเน่อื งมำจำกกำรไดร้ ับประสบกำรณ์ที่เผชญิ
หรอื ไดก้ ระทำสิ่งต่ำง ๆ ในธรรมชำติรอบกำยด้วย
“ ค่อนขำ้ งถำวร ” ตนเองผำ่ นประสำทสมั ผัสทง้ั 5
“ กำรไดร้ ับประสบกำรณ์ ”
4
พฤติกรรมการเรยี นรดู้ า้ นพุทธิพสิ ยั พฤติกรรมการเรยี นรดู้ า้ นจิตพิสัย
พฤติกรรมกำรเรยี นรูด้ ำ้ นพทุ ธิพิสัย เกิดจำกพลัง พฤตกิ รรมกำรเรียนรดู้ ้ำนจิตพสิ ยั เป็นพฤติกรรม
ควำมสำมำรถทำงสมอง ซง่ึ ไปมีปฏสิ มั พนั ธก์ ับ ทีเ่ ก่ยี วข้องกับควำมรู้สึก ควำมเชอื่ เจตคติ คำ่ นยิ ม
สิง่ แวดลอ้ ม หรอื ส่งิ เร้ำทำใหเ้ กิดกำรเรียนรูข้ ้ึนในตัว ซงึ่ เปน็ รำกฐำนท่ีก่อเกิดบุคลิกภำพหรือลักษณะนิสยั
บุคคล ประสบกำรณต์ ำ่ ง ๆ ของบคุ คล
พฤตกิ รรมการเรยี นรดู้ า้ นทกั ษะพิสัย
พฤติกรรมกำรเรียนร้ดู ำ้ นทกั ษะพสิ ัย เป็นควำม
สำมำรถของบุคคลในกำรใช้อวัยวะต่ำง ๆ ของ
รำ่ งกำยทำงำนอยำ่ งประสำนสัมพนั ธ์กัน โดยจะมี
ขัน้ ตอนของกำรเกดิ พฤตกิ รรมไปตำมลำดับ
5
ความรู้เบือ้ งตน้
เกย่ี วกับการวจิ ยั
6
ความหมายของการวิจัย วธิ กี ารค้นหาความจรงิ
กำรวจิ ัย (Research) เปน็ กำรค้นหำควำมจริงใน (1) วธิ ี “ นิรนยั (Deductive) ” เป็นวิธีคน้ หำควำมจริงโดย
ประเด็นทีส่ นใจศึกษำ โดยใชว้ ธิ กี ำรทีเ่ ป็นระบบคำตอบ กำรนำควำมรพู้ นื้ ฐำนซึ่งอำจเปน็ กฎข้อตกลง
หรือควำมจรงิ ทคี่ น้ พบ มคี วำมถูกตอ้ งเช่อื ถือได้ ควำมเชอ่ื
ความจริงกับการคน้ หาความจริง (2) วิธี “อปุ นยั (Inductive)” เปน็ วิธกี ำรค้นหำควำมจริง
ผำ่ นประสบกำรณ
“ควำมจรงิ ” คอื สิง่ ท่ีเชื่อว่ำจริง ณ เวลำนน้ั ๆ
แบง่ เปน็ 2 ลกั ษณะ ได้แก่ (3) วธิ ีกำรทำงวิทยำศำสตร์ เป็นวิธีกำรท่ีนำเอำ
กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์มำใช้ในกำรค้นหำควำม
(1) ควำมจรงิ นยั ท่วั ไป เปน็ ควำมจรงิ ทีส่ ำมำรถ จริง
นำไปใชไ้ ด้อย่ำงกวำ้ งขวำง
(2) ควำมจรงิ ยดื หย่นุ ตำมบรบิ ท เป็นควำมจริงท่ี
ใช้ไดเ้ ฉพำะบรบิ ททศ่ี กึ ษำ ไมย่ ืนยัน
กำรนำไปใชไ้ ดจ้ ริงในบรบิ ทอนื่ ๆ
7
เป้าหมายของการวจิ ยั 1. แบ่งตามลักษณะของ การจดั ประเภทของการวจิ ยั
ขอ้ มูลและวิธกี ารไดม้ า
(1) เปำ้ หมำยเพื่อบรรยำยหรือพรรณนำ
(Description) 2. แบง่ ตามประโยชน์ 3. แบ่งตามความต้องการขอ้ สรุป
การนาผลการวจิ ัยไปใช้ เชิงเหตุและผลหรอื ไม่
(2) เป้ำหมำยเพอ่ื อธิบำย (Explanation)
(1) กำรวิจัยพ้ืนฐำน (1) กำรวจิ ยั เชงิ ทดลอง
(3) เป้ำหมำยเพือ่ ทำนำย (Prediction) (Basic research) (Experimental research)
(4) เปำ้ หมำยเพอ่ื ควบคมุ (Control) (2) กำรวิจัยประยกุ ต์ (2) กำรวจิ ยั ศกึ ษำย้อนหำสำเหตุ
(1) กำรวจิ ยั เชงิ ปริมำณ (Applied research) (Expose-facto research)
(Quantitative research)
(3) กำรวิจยั ปฏิบัติกำร (3) กำรวิจยั เชงิ สหสมั พันธ์
(Action research) (Correlation research)
(2) กำรวจิ ัยเชิงคณุ ภำพ (Qualitative research) (4) กำรวิจยั เชิงสำรวจ
(Survey research)
8
ตวั แปรและประเภทของตัวแปร
9
ความหมายของตวั แปร
ตัวแปร (Variable) หมำยถึงคณุ ลกั ษณะของส่ิงต่ำง ๆ ทสี่ ำมำรถแปรเปลย่ี นคำ่ ได้ตงั้ แต่สองค่ำขึ้นไปไม่
วำ่ จะเปน็ คำ่ ท่อี ยู่ในรปู ของปริมำณ หรอื คณุ ภำพ
1. แบ่งตามลักษณะของข้อมลู ตัวแปรต่อเน่อื ง มจี ำนวนมำกมำยอยำ่ งไม่จำกัด
1.1 ตัวแปรเชงิ ปรมิ ำณ ตวั แปรไม่ต่อเน่ือง สำมำรถนับค่ำได้
1.2 ตวั แปรเชิงคุณภำพ คอื ตัวแปรทม่ี กี ำรแปรค่ำตำ่ ง ๆ ได้ แต่ค่ำเหล่ำน้นั ไม่ไดอ้ ยู่
ประเภทของ ในรปู จำ นวนหรอื ตวั เลข
ตวั แปร 2.แบ่งตามความเปน็ เหตุ 2.1 ตวั แปรอสิ ระ (Independent variable) หรอื “ตัวแปรตน้ ”
เป็นผลตอ่ กนั 2.2 ตัวแปรตำม (Dependent variable) เปน็ ตวั แปรทเ่ี กดิ จำกผล
อันเนอื่ งมำจำกไดร้ บั อิทธิพลจำกตัวแปรอิสระ
ตวั แปรจดั กระทำ (Treatment variable)
3. แบง่ ตามประเภท ตัวแปรตำม (Dependent variable)
ของการวิจัย ตัวแปรแทรกซอ้ น (Extraneous variable)
ตัวแปรสอดแทรก (Intervening variable)
ตัวแปรกลำง (Moderator variable)
10
ขอ้ มลู และประเภทของข้อมูล
11
ความหมายของข้อมูล
ขอ้ มลู คือข้อเทจ็ จรงิ หรอื รำยละเอียดของสง่ิ ตำ่ ง ๆ ท่ีเกบ็ รวบรวมมำจำกกำรนับ กำรวดั ดว้ ยแบบทดสอบหรือ
แบบสอบถำม กำรสงั เกต
3. แบ่งตามระดบั ของการวัด ประเภทของขอ้ มูล
3.1 ข้อมลู ระดบั นำมบัญญัติ คอื ข้อมลู ทมี่ ลี ักษณะเป็นเพียง 1. แบง่ ตามลกั ษณะข้อมูล
กำรจดั ประเภทของคน สัตว์ สิง่ ของ ออกเป็นกล่มุ หรือพวก 1.1 ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ ำณ
3.2 ขอ้ มูลระดบั เรยี งอันดบั คอื ขอ้ มูลทีม่ ีลกั ษณะเปน็ กำรจัด - ข้อมลู แบบต่อเน่ือง ขอ้ มลู เกีย่ วกบั น้ำหนกั ส่วนสงู ระยะทำง
- ขอ้ มูลแบบไมต่ ่อเนือ่ ง เก่ยี วกบั จำนวนคน สัตว์ สง่ิ ของต่ำงๆ
ประเภท และจัดลำดบั หรอื ตำแหน่งของสง่ิ ตำ่ ง ๆ ใหเ้ ป็นกลมุ่
3.3 ข้อมลู ระดับอันตรภำค คือขอ้ มลู ท่ีมลี กั ษณะเป็นเชิง 1.2 ข้อมูลเชิงคณุ ภำพ ข้อมลู เกีย่ วกบั เพศ ลกั ษณะ
พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออก สผี ม เบอร์โทรศพั ท์ ฯลฯ
ปริมำณสำมำรถวดั ค่ำเปน็ ตวั เลขท่ีมคี ุณสมบตั ิสำคัญ 2 ประกำร
คือ (1) เรยี งลำดับควำมมำกนอ้ ยได้ (2) ชว่ งห่ำงหรือควำม
แตกตำ่ งระหว่ำงตวั เลขแต่ละคำ่ เท่ำกัน
3.4 ขอ้ มลู ระดับอัตรำสว่ น คือข้อมูลทม่ี ีลกั ษณะเปน็ เชงิ 2. แบง่ ตามแหลง่ ทมี่ าของข้อมลู หรือวิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
ปริมำณ สำมำรถวัดค่ำเป็นตวั เลขท่มี คี ุณสมบัตสิ ำคัญครบ 3 2.1 ขอ้ มลู ปฐมภูมิ ผู้วจิ ัยเก็บรวบรวมดว้ ยตนเองจำกตน้ ตอ
ประกำร คือ (1) เรียงลำดับควำมมำกนอ้ ยได้ (2) ชว่ งหำ่ งหรอื หรือแหลง่ กำเนดิ ของข้อมูลโดยตรง
ควำมแตกตำ่ งระหว่ำงตัวเลขแต่ละค่ำเทำ่ กัน และ (3) มี 2.2 ขอ้ มูลทตุ ยิ ภมู ิ ที่ผู้วิจัยไม่ได้เก็บรวบรวมจำกแหล่งกำเนิด
จุดเรมิ่ ต้นจำกศูนย์ท่ีแท้จริง โดยตรง แต่ได้มำโดยอ้ำงองิ หรือคัดลอกจำกผู้อ่ืนท่ไี ด้เก็บ
รวบรวมไว้
12
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
13
ประชากร กลุ่มตัวอย่าง
ในทำงสถติ คิ ำว่ำ “ ประชำกร (Population)” กลุม่ ตวั อย่ำง (Sample) หมำยถงึ ส่วนหนงึ่ ของ
หมำยถงึ ท้ังหมดของทกุ หน่วยของสิ่งทเ่ี รำสนใจศึกษำ ประชำกรท่ีถูกเลอื กขึน้ มำด้วยเทคนิคกำรเลอื กกลุ่ม
ซ่งึ หน่วยต่ำง ๆ อำจเป็นบคุ คล องค์กร สตั ว์ ส่ิงของ ตวั อยำ่ งทีเ่ หมำะสม
1. เหตผุ ลของการเลือกตัวอย่าง 2. การกาหนดขนาดตวั อย่าง
1. ประหยัดค่ำใช้จ่ำย กำรกำหนดขนำดตัวอยำ่ ง (Sample size) เป็นกำร
2. ประหยัดเวลำและแรงงำน ประมำณว่ำเรื่องทต่ี ้องกำรศกึ ษำควรใช้กล่มุ ตัวอย่ำง
3. สะดวกในกำรปฏบิ ัติ และสำมำรถปฏบิ ตั จิ ริงได้ ขนำดเทำ่ ใด จงึ จะสำมำรถเปน็ ตวั แทนของประชำกร
4. มีควำมถูกตอ้ งแม่นยำและเชื่อถือได้มำกกว่ำศึกษำ กลมุ่ ใหญไ่ ดเ้ หมำะสม อย่ำงไรกต็ ำม กำรใช้จำนวน
ทง้ั หมดของประชำกรเพรำะศกึ ษำจำกกลุ่มท่ีมีจำนวน ตัวอย่ำงมำกๆ ในงำนวิจยั หนึ่งๆ ก็ไม่ใชด่ ชั นีชี้วัดว่ำ
น้อย ผวู้ ิจยั สำมำรถควบคมุ ใหเ้ กิดควำมถกู ต้องได้ กล่มุ ตวั อยำ่ งน้นั จะเปน็ ตัวแทนท่ีดขี องประชำกรได้ ถำ้
5. สำมำรถศกึ ษำขอ้ มลู ไดก้ วำ้ งขวำงและลกึ ซ้ึง กำรเลอื กสมำชกิ แตล่ ะหน่วยได้มำอยำ่ งไม่เหมำะสม
14
3. เทคนิคการเลือกกลุ่มตวั อย่าง 3.1.4 กำรเลือกตัวอยำ่ งโดยกำรสมุ่ แบบกลุ่มเป็นกำร
เลือกตัวอย่ำงแบบที่ประชำกรอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ โดยที่
3.1 การเลือกกลมุ่ ตัวอยา่ งโดยใช้หลักความนา่ จะเปน็ ภำยในของแต่ละกล่มุ มีคุณลักษณะท่ีผู้วิจัยสนใจศกึ ษำครบ
ทุกลกั ษณะ และทกุ กลมุ่ มคี ุณลักษณะต่ำงๆ เหลำ่ นี้เหมือนกนั
3.1.1 กำรเลอื กตัวอย่ำงโดยกำรสมุ่ อยำ่ งงำ่ ย เปน็ กำร
เลือกตัวอยำ่ งทใ่ี ห้แต่ละหน่วยในประชำกรมโี อกำสถูกเลือก 3.1.5 กำรเลอื กตวั อย่ำงโดยกำรสมุ่ แบบหลำยขนั้ ตอน
เท่ำๆ กนั ในแต่ละคร้งั ของกำรเลือก หมำยถงึ กำรเลอื กตัวอย่ำงโดยใช้กำรสุ่มแบบกลุ่มท่ีมีหลำย
ขน้ั ตอน หรอื ใชก้ ำรสุ่มแบบแบ่งชั้นทีมหี ลำยขั้นตอน หรอื ใช้
3.1.1.1 กำรเลือกโดยใชก้ ำรจับสลำก กำรสุ่มแบบผสมผสำนระหวำ่ งแบบกลุม่ กับแบบแบง่ ชั้น
3.1.1.2 กำรเลอื กโดยใชค้ อมพิวเตอร์
3.1.1.3 กำรเลอื กโดยใชต้ ำรำงเลขสุ่ม 3.2 วธิ กี ารเลอื กตัวอยา่ งโดยไมใ่ ช้หลกั ความน่าจะเป็น
3.1.2 กำรเลือกตวั อย่ำงโดยกำรสมุ่ เปน็ ระบบ 3.2.1 กำรเลือกตัวอย่ำงแบบตำมสะดวก เป็นวิธีกำร
เปน็ กำรเลอื กตัวอย่ำงจำกหน่วยประชำกรทีม่ ีคุณลักษณะของ
ส่งิ ท่ีผูว้ จิ ยั สนใจศกึ ษำเหมือนๆ กัน หรอื ใกลเ้ คียงกนั แบบสมุ่ เลอื กตัวอย่ำงที่ไม่มีหลักเกณฑน์ ั่นคือเลือกใครหรือหน่วย
เป็นช่วงๆ โดยที่ควำมกว้ำงของชว่ งกำรสุ่มจะตอ้ งเท่ำกนั ตัวอยำ่ งใดกไ็ ดจ้ ำกแหล่งทเ่ี ปน็ ศูนยร์ วมของข้อมลู ที่ผ้วู จิ ัย
3.1.3 กำรเลอื กตวั อยำ่ งโดยกำรสุ่มแบบแบ่งชนั้ เป็นกำร คำดว่ำนำ่ จะมีผใู้ ห้ขอ้ มูลในสงิ่ ที่สนใจศึกษำได้
เลอื กตัวอย่ำงท่ีมีกำรจัดประชำกรออกเป็นพวกหรือช้นั โดยยึด
หลักว่ำภำยในช้นั เดยี วกันจะตอ้ งมีคุณลกั ษณะที่ต้องกำรศึกษำ 3.2.2 กำรเลอื กตัวอยำ่ งแบบโควตำ นักวจิ ยั จะทำ
เหมือนๆ กนั หรือใกลเ้ คยี งกนั มำกที่สุด กำรจำแนกประชำกรออกเปน็ สว่ นย่อยๆ หรอื เปน็ ชั้นก่อน
โดยตวั แปรทใี่ ช้ในกรจำแนกนนั้ ควรจะมีควำมสัมพนั ธ์กบั ตวั
แปรอสิ ระทส่ี นใจศกึ ษำ
15
การศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั
16
การศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกย่ี วขอ้ ง
เปน็ กำรศกึ ษำเอกสำรทำงวชิ ำกำร และงำนวิจัยของนักวิจัยคนอ่ืนๆ ที่จดั ทำขึ้นท้งั ในอดตี และปัจจุบนั
ประเภทของการศกึ ษาเอกสารทเี่ กยี่ วขอ้ ง หลกั การนาเสนอเอกสารและงานวิจยั ท่เี กย่ี วข้อง
หนงั สอื หรอื ตำรำ 1. นำเสนอสำระทสี่ อดคลอ้ งกับชอ่ื เร่ือง และควำมมงุ่ หมำยของกำรวจิ ยั
รำยงำนกำรวิจัย /วิทยำนพิ นธ์ 2. จดั ลำดับหัวขอ้ ให้เข้ำใจงำ่ ย หัวข้อหลัก หวั ขอ้ ยอ่ ย โดยคำนงึ ถึงเหตุผล
วำ่ ส่วนใดต้องรกู้ ่อนหลัง ภำยใตห้ วั ขอ้ ใดน้นั ๆ และนำเสนอให้ตรงประเด็น
3. เขียนเชอื่ มโยงเนอ้ื หำตำ่ ง ๆ ใหส้ ละสลวย
4. มกี ำรสรปุ ประเดน็ สำคัญ และกำรวิเครำะหเ์ พมิ่ เตมิ ในแตล่ ะหัวข้อ
5. ลำดบั เรอ่ื งตำมเวลำจำกเกำ่ มำใหม่
บทคัดย่องำนวจิ ัย/วิทยำนิพนธ์ ประโยชนข์ องการศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
สำรำนกุ รม/พจนำนุกรม/อ่ืน ๆ
รำยงำนประจำปีของหน่วยงำนต่ำง ๆ 1. ทำให้ผู้วิจัยได้ทรำบขอ้ เทจ็ จริง ทฤษฎี หลกั กำร และได้ควำมร้ตู ำ่ ง ๆ ที่
เก่ยี วขอ้ งกบั งำนวจิ ัยท่ีกำลังทำอยู่
คู่มือ 2. ทำใหส้ ำมำรถนิยำมปญั หำท่ีตนจะทำได้อยำ่ งชัดเจนย่งิ ขนึ้
3. ทำให้สำมำรถเลือกใชต้ วั แปรในกำรวจิ ัยได้เหมำะสม
4. ทำให้เกดิ ควำมคิดตลอดจนหำทำงควบคมุ ตัวแปรแทรกซอ้ นไดอ้ ย่ำง
รดั กมุ
17
เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการ
เก็บรวบรวมข้อมลู
18
การเก็บรวบรวม การสงั เกต เครอื่ งมือชนิดนีใ้ ช้ตัวบุคคล ทำหน้ำท่ีในกำรวัดโดยใช้ประสำทสัมผัสทำงกำร
ข้อมูลเพ่ือการวจิ ัย ไดเ้ หน็ และได้ยินเปน็ สำคัญ ในกำรตดิ ตำมเฝำ้ ดกู ำรแสดงพฤติกรรมของบุคคล กล่มุ คน
จำเปน็ ต้องใช้ ปรำกฏกำรณต์ ำ่ ง ๆ
เครื่องมอื ทีม่ ีคุณภำพ
เพอื่ ใหไ้ ดข้ ้อมูลท่ี กำรสังเกตโดยตรง
ถกู ต้องเหมำะสม
เชื่อถอื ได้ กำรสงั เกตโดยอ้อม
การสมั ภาษณ์ เป็นกำรสนทนำอยำ่ งมีจดุ มุ่งหมำยระหวำ่ งผูส้ ัมภำษณ์กับผู้ถกู สมั ภำษณ์
เก่ยี วกบั เรือ่ งทีต่ ้องกำรศึกษำ และมีกำรบันทึกข้อมลู ต่ำง ๆ ซ่งึ กำรเก็บรวบรวมข้อมูลโดย
กำรสมั ภำษณ์ สำมำรถใชไ้ ด้ดีทัง้ กรณผี ถู้ ูกสัมภำษณ์รหู้ รือไมร่ หู้ นังสือ
แบบสอบถาม เป็นชุดของข้อคำถำมท่สี ร้ำงข้ึนในรูปของเอกสำรท้ังในลักษณะที่กำหนด
และไม่ได้กำหนดคำตอบ เพอ่ื ให้ผู้ตอบได้อ่ำนแล้วตัดสนิ ใจเลือกหรือเขียนคำตอบตำมคำ
ชแ้ี จงทรี่ ะบุไว้
19
แบบทดสอบ โดยทวั่ ไปแบบทดสอบจะใช้วดั ควำมสำมำรถของบุคคลในด้ำนสตปิ ัญญำโดย
สรำ้ งเปน็ ชดุ ของขอ้ คำถำมตำ่ ง ๆ เกีย่ วกบั ตัวแปรที่ตอ้ งกำรศกึ ษำ เพื่อกระตุ้นใหผ้ สู้ อบ
แสดงพฤตกิ รรมตอบสนองอย่ำงใดอย่ำงหน่งึ ทสี่ ำมำรถวัดและสงั เกตได้
จาแนกตามการอา้ งอิงหรอื การแปลผล
- แบบทดสอบอิงกลมุ่ เปน็ แบบทดสอบท่สี ร้ำงโดยยึดเน้ือหำกว้ำง มุง่ วดั ควำมสำมำรถของผูส้ อบ
- แบบทดสอบองิ เกณฑ์ เป็นแบบทดสอบที่สร้ำงข้ึนโดยยึดกำรเรียนเพื่อควำมรอบรู้ สอบเพอ่ื ปรบั ปรงุ กำรเรียนกำรสอนเปน็ หลกั
จาแนกตามลกั ษณะการสรา้ งของข้อคาถามและการเขยี นตอบ
- แบบทดสอบควำมเรยี ง
- แบบทดสอบถกู ผดิ
- แบบทดสอบจบั คู่
- แบบทดสอบชนิดเติมคำ และชนิดตอบแบบสั้น
- แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ
การประเมินการปฏิบัติ เปน็ กระบวนกำรเก็บรวบรวมขอ้ มูลเก่ียวกับพฤติกรรมกำรเรียนรู้
ของผเู้ รียน ผ่ำนกำรลงมือปฏิบัติจริงตำมภำระงำนทีไ่ ดอ้ อกแบบไว้ แล้วนำขอ้ มูลทีไ่ ดม้ ำ
วเิ ครำะหใ์ ห้ได้สำรสนเทศสำหรบั พัฒนำผู้เรยี น
20
วธิ ตี รวจสอบคณุ ภาพ
เครือ่ งมอื วจิ ยั และสถติ ิทใี่ ช้
21
กำรตรวจสอบคณุ ภำพเคร่ืองมือวิจัยก่อนนำไปใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูลจริงมีควำมจำเปน็ อย่ำงมำก
เพรำะถ้ำเครื่องมือท่ีใช้ไม่มีคณุ ภำพหรอื มีคุณภำพอยใู่ นเกณฑต์ ำ่ ขอ้ มลู ท่ีรวบรวมไดก้ ็จะไม่ตรงกับควำม
เป็นจรงิ อันจะนำไปสูก่ ำรไดผ้ ลกำรวจิ ัยที่ไม่ถูกต้องและขำดควำมนำ่ เช่ือถือ
ความเปน็ ปรนัย ควำมเทยี่ งตรงของเครอื่ งมือวิจยั หมำยถึง ระดบั คุณภำพของเครอ่ื งมอื วิจัย
ความเท่ยี งตรง ท่บี ่งบอกวำ่ ข้อมลู หรอื ผลกำรวดั ตัวแปร มีควำมถกู ตอ้ งหรอื ไม่ เพียงใด
คำถำมชดั เจนอ่ำนแล้วเขำ้ ใจตรงกันวำ่ นยิ มใช้กับเคร่ืองมือประเภทแบบทดสอบ และแบบสอบถำม ซ่ึงขอ้ มลู ที่
ถำมเก่ียวกบั อะไร ให้ตอบดว้ ยวธิ ีใด อานาจจาแนก รวบรวมไดม้ กั อยใู่ นรูปข้อมลู เชิงปรมิ ำณ โดยมีลกั ษณะกำรใหค้ ะแนนข้อ
กำรตรวจให้คะแนนมีควำมคงท่ี คำถำมรำยข้อใน 2 ลักษณะ ลกั ษณะที่ 1 ให้คะแนนเปน็ 0 กบั 1
ไม่วำ่ ใครตรวจก็ใหค้ ะแนนตรงกัน กำรหำควำมยำก จะใชเ้ ฉพำะกรณีเคร่ืองมือวิจัยเปน็ ประเภทแบบทดสอบ
กำรแปลควำมหมำยคะแนนมีควำมชดั เจนตรงกัน ความยาก ทีว่ ดั ด้ำนพทุ ธิพสิ ยั หรือสตปิ ัญญำ โดยเฉพำะแบบทดสอบประเภทอิงกลมุ่
ไม่ว่ำใครก็แปลควำมหมำยของคะแนนได้ตรงกัน สว่ นแบบทดสอบประเภทองิ เกณฑ์ ไมน่ ิยมหำควำมยำก เนื่องจำกข้อสอบ
แต่ละขอ้ มุ่งวดั ใหต้ รงและครอบคลุมจุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
ความเช่อื มัน่ ควำมเชื่อม่ัน เปน็ คณุ สมบตั ขิ องเครอ่ื งมือวดั ผล หรือเครือ่ งมอื
วิจัยรวมทง้ั ฉบับ ทสี่ ำมำรถวัดเรื่องรำวหรือคุณลักษณะทต่ี ้องกำรวัดไดค้ งเสน้
คงวำ วัดกค่ี รัง้ ก็ไดผ้ ลเหมอื นเดิม ช่วงห่ำงของกำรวดั พอเหมำะ และระหว่ำง
กำรวัดแต่ละครงั้ ไม่มีอิทธิพลของตัวแปรแทรกเกิดขึ้น
22
การทดสอบสมมติฐาน
ทางสถิติ
23
ในการทดสอบสมมติฐานทางสถติ ิ เป็นกำร ควำมผิดพลำด (ควำมน่ำจะเปน็ ) สูงสุดทีผ่ ูว้ จิ ัยยอมให้
เกิดขน้ึ อันเนอ่ื งมำจำกกำรปฏเิ สธ Ho ท้งั ๆ ที่ Ho ถูก
ทดสอบเพอ่ื ตดั สนิ ใจวำ่ จะปฏิเสธ หรือยอมรับ Ho
ถำ้ ปฏเิ สธ Ho ผวู้ ิจัยจะยอมรับ H1 แทน ในกำร ระดบั นัยสำคญั
ตัดสินใจปฏิเสธหรอื ยอมรับ Ho น้ี ย่อมมีโอกำส
ผิดพลำดไดเ้ พรำะเรำไม่รู้ว่ำแท้จริงแล้ว Ho ถูกหรอื
ผดิ ซง่ึ ควำมผิดพลำดน้ีเรยี กวำ่ ควำมคลำดเคลอื่ น
ในกำรวจิ ยั
ควำมคลำดเคลื่อนแบบท่ี 1 ควำมผดิ พลำดประเภท Type I Error สงู สดุ ท่ผี ู้วจิ ยั ยอมให้
(Type I error) เกดิ ขึน้ ในกำรทดสอบ Ho
ควำมคลำดเคลือ่ นแบบที่ 2 ควำมผดิ พลำดนีต้ ้องไมเ่ กิน ในทำงกำรศึกษำนยิ มให้
(Type II error) เท่ำกบั .05 หรอื .01
24
การทดสอบค่าเฉลีย่ ของ
ตัวแปรตามตัวเดียว
25
One Sample t-test Dependent Samples t-test
ทดสอบควำมแตกต่ำงระหวำ่ งคำ่ เฉล่ีย (Mean) ของ ทดสอบควำมแตกต่ำงระหวำ่ งค่ำเฉลี่ย (Mean)
ประชำกรกลมุ่ เดียวกบั คำ่ เกณฑ์ หรือ Norm ที่กำหนด ของประชำกรสองกลุ่มทีไ่ มอ่ ิสระกัน
Ho : μ = c Independent Samples t-test
H1 : μ ≠ c หรือ ทดสอบควำมแตกตำ่ งระหวำ่ งคำ่ เฉลี่ย (Mean)
μ › c หรือ ของประชำกรสองกลุ่มท่ีอิสระกนั
μ‹c
26
การวจิ ัยปฏบิ ตั ิการในช้ันเรยี น
27
ความหมายของการวจิ ัยปฏบิ ตั กิ ารในชั้นเรยี น ความสาคญั ของการวจิ ยั ปฏบิ ตั กิ ารในชน้ั เรียน
เปน็ กำรวิจยั ปฏบิ ัติกำรอย่ำงหน่งึ ที่ผทู้ ำวิจัยคอื ครูผ้สู อนใน ผลดตี อ่ ผู้เรียน
ห้องเรยี นที่รบั ผิดชอบ ไดด้ ำเนินกำรแก้ไขปญั หำหรือ ผลดีตอ่ ตวั ครผู ูท้ ำวจิ ัย
พฒั นำผูเ้ รียนหรือพัฒนำกำรเรียนกำรสอนของตนใหด้ ขี ึ้น ผลดตี ่อสภำพกำรเรยี นกำรสอน
โดยนำเอำวิธกี ำร แนวทำง หรอื กจิ กรรมต่ำง ๆ ท่ีผำ่ นกำร ผลดตี อ่ วงกำรวชิ ำกำร
พจิ ำรณำตรวจสอบเบือ้ งต้นแลว้ วำ่ เหมำะสม ไปทดลอง และวงกำรวิชำชีพครู
ปฏบิ ตั กิ ำรตำมแผนทว่ี ำงไว้ มกี ำรตดิ ตำม ตรวจสอบและ
ประเมนิ กระบวนกำรปฏิบัติงำน และผลลพั ธ์ยอ่ ย ๆ
เปา้ หมายของการวจิ ัยปฏิบัติการในช้นั เรยี น
วิจยั ปฏิบัตกิ ำรในช้ันเรยี นมเี ป้ำหมำยสำคัญเพือ่ “แกป้ ญั หำหรือ
พัฒนำผู้เรียนในชั้นเรียนที่ครนู ักวิจัยรบั ผดิ ชอบ”
28
ลกั ษณะของการวิจัยปฏบิ ตั ิการในชน้ั เรยี น
1. ครูเปน็ นักวิจยั ทง้ั ในแงผ่ ู้ผลติ และผบู้ ริโภค ซง่ึ กำรทำวจิ ยั จำเป็นตอ้ งทำงำนรว่ มกับผูเ้ กี่ยวข้องในรูปแบบของกำรรวมพลงั
2. ปัญหำกำรวิจยั ตอ้ งเก่ยี วข้องกับงำนในหนำ้ ทีค่ รู เช่น ปญั หำด้ำนกำรเรียนรู้ ปญั หำเก่ียวกับ
พฤติกรรมของผเู้ รยี น หรือปัญหำเก่ยี วกบั กำรจัดกำรเรียนรขู้ องครู เป็นตน้
3. เปำ้ หมำยสำคญั ของกำรวจิ ัย ไมไ่ ด้มงุ่ สร้ำงองค์ควำมรู้ใหม่ แตม่ ุ่งแกไ้ ขปญั หำ หรอื พัฒนำกำรเรียนร้ขู องผเู้ รยี นทม่ี ี
ปัญหำ หรือผู้เรยี นท่ตี ้องกำรพฒั นำคุณภำพ โดยมุ่งเฉพำะผเู้ รยี นในชน้ั เรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบเท่ำน้ัน
4. กลุ่มเปำ้ หมำยอำจเป็นรำยบุคคล รำยกล่มุ ทงั้ หอ้ งเรียน หรอื หลำยหอ้ งเรียน ท้ังน้ขี นึ้ อยู่กบั วำ่
ปญั หำนนั้ ๆ เกดิ เฉพำะรำยบุคคล รำยกลมุ่ ท้ังห้องเรยี น หรือหลำยห้องเรยี น
5. สำมำรถดำเนินกำรวจิ ยั ควบคู่ไปกับกำรปฏิบัติงำนตำมปกติได้ ท้งั ในและนอกเวลำเรียน
โดยถือว่ำกำรวิจัยเปน็ สว่ นหน่งึ ของกำรปฏิบัติงำน
6. ลกั ษณะของกำรทำวจิ ัยนยิ มใช้วงจรกำรวิจยั ปฏิบัติกำร PAOR โดยที่ P = Plan A = Action O = Observation
R = Reflection ซ่งึ วงจรทัง้ สองมลี กั ษณะเหมอื นกนั คอื ต้องทำต่อเน่ือง หรืออำจดำเนนิ กำรตำมวงจรหลำยรอบ
29
ลักษณะของการวิจัยปฏบิ ัติการในชนั้ เรยี น(ตอ่ )
7. กำรวจิ ัยไมไ่ ดเ้ นน้ กำรสร้ำงกรอบควำมคิดตำมโครงสร้ำงเชงิ ทฤษฎี ไม่เคร่งครดั กบั กำรควบคมุ ตัวแปรแทรกซ้อน แตอ่ ำศยั
ประสบกำรณ์ของผู้วจิ ัย ซึ่งสำมำรถให้คำตอบที่นำไปสู่กำรปฏบิ ัตจิ ริง และเนน้ กำรเป็นธรรมชำตทิ ี่ปฏิบัติจรงิ ตำมปกติ
8. มกี ำรเก็บข้อมูลท้ังเชงิ ปริมำณและคุณภำพ แต่เน้นข้อมูลเชงิ คณุ ภำพมำกกวำ่
ดงั นัน้ กำรวิเครำะห์ข้อมูลจึงใช้กำรวิเครำะห์เน้ือหำมำกกว่ำกำรใช้สถิติ
9. กำรเขียนรำยงำนกำรวจิ ยั ไมเ่ ครง่ ครัดในรปู แบบเหมือนกำรวิจัยเชงิ วิชำกำรทวั่ ไป เพรำะไม่มเี ป้ำหมำยเพ่ือตีพิมพเ์ ผยแพร่
10. ครสู ำมำรถใช้ผลกำรวิจยั พัฒนำตนและพัฒนำงำนในหน้ำที่ได้
11. สำมำรถทำวิจัยไดท้ ุกวัน ทกุ สปั ดำห์ ทำใหไ้ ดง้ ำนวจิ ยั มำกมำย และไม่จำเปน็ ต้องใช้งบประมำณจำนวนมำก
12. ไม่ได้มงุ่ ใหค้ รทู ำเพ่อื ขอผลงำน จดุ เนน้ คอื นักเรียนและกำรพัฒนำสภำพกำรเรียนกำรสอน
สว่ นกำรขอเป็นผลงำนน้ันเป็นผลพลอยได้
30
กระบวนการทาวจิ ยั ปฏบิ ัติการในชัน้ เรยี น
ขนั้ ตอนที่ 1 สารวจปญั หา ขนั้ ตอนท่ี 2 ระบปุ ญั หา วิเคราะหแ์ ละคน้ หาสาเหตุ
จดุ เรม่ิ ต้นของกระบวนกำรวจิ ัยในช้ันเรยี น กค็ อื “กำรสำรวจ 1) สอบถำมจำกผ้ใู กลช้ ิดกับเด็ก
ปัญหำ เพรำะจะทำใหค้ รูไดพ้ บปัญหำมำกมำยทจ่ี ำเป็นต้องแกไ้ ข 2) สมั ภำษณ์ตัวเดก็ เอง
หรือพฒั นำใหด้ ีข้ึน 3) สงั เกตพฤติกรรมของเดก็ ในบริบทต่ำงๆ หลำยๆ คร้ัง
4) ใหผ้ ใู้ กลช้ ดิ กบั เดก็ เป็นผู้ประเมนิ
ข้ันตอนท่ี 3 ระบุแนวทางแก้ปัญหาหรือพฒั นา
1) นำเอำวธิ ีกำรหรอื นวตั กรรมทีค่ นอื่น ๆ ได้คดิ หรือสร้ำงไวแ้ ล้ว ขัน้ ตอนท่ี 4 วางแผนแกป้ ัญหาหรือพัฒนา
มำใช้ เปน็ กำรกำหนดว่ำ ในกำรนำวธิ กี ำรแก้ปัญหำน้นั ๆ จะทำใน
2) ประยกุ ต์วธิ กี ำรหรือนวตั กรรมท่ีคนอนื่ ๆ ไดค้ ิดหรือสรำ้ งไว้ ชว่ งเวลำใด เม่อื ไหร่ ข้ันตอนกำรดำเนนิ กำรแกไ้ ขจะทำอยำ่ งไร
ใหเ้ หมำะสมกบั ปัญหำ เคร่ืองมือทใี่ ช้มอี ะไรบ้ำง ใช้วิธใี ดในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล จะเกบ็
3) คิดค้นวิธกี ำรหรือนวตั กรรมใหม่ สำหรับนำมำทดลองใช้ อยำ่ งไร รวมถงึ จะวเิ ครำะห์ขอ้ มลู อย่ำงไร ใชส้ ถติ วิ ิเครำะหข์ ้อมลู
แก้ปัญหำหรอื พัฒนำ หรือไม่ อะไรบ้ำง กำรวำงแผนแกไ้ ขปญั หำหรอื พัฒนำ อำจเขยี น
เป็น “โครงร่ำงกำรวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ำรในชนั้ เรียน”
31
กระบวนการทาวิจยั ปฏบิ ตั ิการในชั้นเรยี น(ตอ่ )
ขัน้ ตอนที่ 5 สร้างหรือเลือกเครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั ขนั้ ตอนที่ 7 เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู และวเิ คราะหข์ ้อมูล
1. เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในกำรแกป้ ัญหำหรือพัฒนำ เช่น โปรแกรมกำรฝกึ นกั วิจยั ต้องเกบ็ รวบรวมและบนั ทกึ ขอ้ มูลท้งั หมดตง้ั แตเ่ ริ่ม
2. เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นกำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล เชน่ แบบสังเกต ดำเนนิ กำรแก้ไขปญั หำ จนกระทง่ั สิ้นสุดกำรดำเนนิ งำน จำกนน้ั
พฤตกิ รรม แบบสอบถำม นำข้อมูลทไ่ี ดม้ ำวิเครำะห์ เพือ่ ศกึ ษำผลกำรดำเนนิ งำนวำ่ ผล
ออกมำเป็นอยำ่ งไร แกไ้ ขปัญหำน้นั ๆ ได้หรือไม่
ข้ันตอนท่ี 6 ดาเนินการแก้ปัญหาหรือพฒั นา ตรวจสอบ ขั้นตอนที่ 8 สรุปผลการวจิ ัย และสะท้อนความคดิ เหน็
ขน้ั ตอนน้เี ป็นกำรนำเอำวิธกี ำรหรือนวัตกรรมท่รี ะบุไว้ในขั้นตอนที่ ขัน้ ตอนนเ้ี ป็นกำรลงสรปุ ผลท่ีไดจ้ ำกกำรวิเครำะหข์ ้อมูล โดยสรปุ
3 ไปใชใ้ นกำรแกป้ ญั หำหรือพัฒนำผู้เรียน โดยดำเนนิ กำรตำม แยกเรยี งตำมวตั ถุประสงค์
แผนทว่ี ำงไวใ้ นข้ันตอนที่ 4 รวมทั้งมกี ำรติดตำม ตรวจสอบกำร ของกำรวจิ ยั จำกนนั้ สะทอ้ น วิเครำะห์ หรอื วิจำรณก์ ำรปฏิบัตงิ ำน
ปฏบิ ตั งิ ำนทกุ กจิ กรรม และผลทเ่ี กดิ ข้ึน
ข้ันตอนท่ี 9 จดั ทารายงานการวิจยั
เป็นข้ันตอนสุดทำ้ ยของกระบวนกำรวิจัย ซง่ึ ครนู ักวจิ ยั จะตอ้ งเรยี บเรยี งขึน้ หลังจำกได้ปฏิบตั ิกำรวิจัยในช้ันเรยี นเสร็จ
ส้ิน โดยที่กำรเขยี นน้นั จะตอ้ งแสดงให้เห็นถึงสภำพของปญั หำ วธิ ีกำรที่นำมำใชใ้ นกำรแกป้ ญั หำหรือพัฒนำ
วิธดี ำเนินกำรแก้ปัญหำหรือพัฒนำ และผลทีเ่ กดิ ขน้ึ
32
ปัญหา แนวทางการวิเคราะหข์ ้อมูล
ปญั หำ คือ สิง่ ทเ่ี ป็นจริง ณ ปจั จุบันเกีย่ วกับผเู้ รียน กำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู ต้องวิเครำะหเ์ ป็นรำยบคุ คลเนื่องจำกปัญหำท่ี
ไม่เปน็ ไปตำมสงิ่ ที่มุง่ หวงั หรือคำดหวงั ไว้ แบ่งเปน็ 3 เกดิ ข้ึนในช้ันเรยี น มักเปน็ ปัญหำของนักเรยี นบำงคน บำงกลมุ่
ประเภท เทำ่ นน้ั และกำรแก้ปัญหำในลกั ษณะน้ี ครูผูส้ อนจะต้องทำกำร
ตรวจสอบผลกำรแก้ปญั หำเปน็ รำยบุคคล
1. ปัญหำเชงิ แก้ไขปรับปรุง
แนวทางการเขยี นรายงานวิจัยปฏบิ ัติการในช้นั เรยี น
2. ปญั หำเชงิ ปอ้ งกัน 1. แบบไมเ่ ปน็ ทางการ เปน็ รปู แบบท่ียดื หยนุ่ นำเสนอเนอื้ หำโดยสรปุ สั้น ๆ
(อำจหน้ำเดยี ว หรือมำกกวำ่ บ้ำงเลก็ นอ้ ย)
3. ปัญหำเชงิ พฒั นำ 2. แบบเปน็ ทางการ เหมือนกบั รปู แบบกำรเขยี นรำยงำนกำรวิจัย
ทำงวชิ ำกำรทวั่ ไป กลำ่ วคอื แบ่งเน้ือหำออกเปน็ 5 บท
3. แบบกงึ่ ทางการ เปน็ กำรเขียนรำยงำนกำรวจิ ยั ที่นำเสนอสำระสำคัญตำม
หัวข้อต่ำงๆ คลำ้ ยกบั รูปแบบเป็นทำงกำรแต่ไม่ได้แบ่งเนอ้ื หำออกเป็นบท ๆ
33
สญั ญาการเรยี น
34
บนั ทกึ ผลการร่วมกิจกรรมในชัน้ เรยี น
35
สง่ ทา้ ยความรู้สกึ ดี ๆ
อันดับแรกตอ้ งขอบคุณ รองศำสตรำจำรย์ ดร.สำรำญ กำจดั ภยั ท่มี อบควำมรใู้ นรำยวิชำกำรวจิ ยั และพัฒนำนวตั กรรม
เพือ่ พฒั นำผู้เรยี น ในรำยวิชำนมี้ ีเนอื้ หำท่ียำกและเยอะ แต่อำจำรยก์ ม็ เี ทคนิคทีท่ ำให้กำรเรยี นกำรสอนสนุก ในบำงเนอื้ หำทย่ี ำก
อำจำรยก์ ็จะมีวธิ กี ำรสอนทีใ่ หน้ ักศกึ ษำเขำ้ ใจได้งำ่ ย คอยยกตวั อยำ่ งและคอยถำมเพือ่ ใหง้ ำนเกิดควำมคบื หนำ้ และถูกต้อง
อำจำรยย์ ังคอยฝึกควำมมีระเบยี บวนิ ัยในกำรมำเรียนและกำรตรงต่อเวลำอีกดว้ ย
สดุ ท้ำยนหี้ นจู ะนำควำมรูท้ ีไ่ ดน้ ี้ไปใช้ให้เกิดประโยชนใ์ ห้มำกท่ีสุด และขอใหอ้ ำจำรยม์ ีควำมสขุ มำก ๆ สขุ ภำพแขง็ แรงค่ะ
36
Thank You
ขอบคณุ ค่ะ