ครั้งนั้นแล แม่โคลูกอ่อนชนสุปปพุทธ มนุษย์ขัดสน ก�ำพร้า ยากไร้ อยู่ในกรุงราชคฤห์
กุฏฐิผู้หลีกไปไม่นานให้ล้มลง ปลงเสียจากชีวิต น้ีแล เขาอาศัยธรรมวินัยท่ีพระตถาคตประกาศ
ล�ำดับนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มี แล้ว สมาทานศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วน่ัง ณ ท่ี ครั้นอาศัยธรรมวินัยท่ีพระตถาคตประกาศแล้ว
ควรส่วนข้างหนึ่ง คร้ันแล้วได้ทูลถามพระผู้มี สมาทาน ศรัทธา ศลี สุตะ จาคะ ปญั ญา เม่ือตาย
พระภาควา่ ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ สปุ ปพทุ ธกฏุ ฐิ ไป เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นผู้เข้าถึงความ
อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้ เป็นสหายของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาย่อม
สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ไพโรจน์โชตชิ ่วงกวา่ เทวดาเหลา่ อนื่ ในชัน้ ดาวดึงส์
กระท�ำกาละ(ตาย) คตขิ องเขาเปน็ อยา่ งไร ภพหนา้ นัน้ ด้วยวรรณะและดว้ ยยศ ฯ
ของเขาเปน็ อยา่ งไร พระเจ้าข้า พระผูม้ ีพระภาค ล�ำดบั น้นั แล พระผู้มพี ระภาคทรงทราบ
ทรงพยากรณ์แล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เนอ้ื ความนแี้ ลว้ ไดท้ รงเปลง่ อทุ านนใ้ี นเวลานนั้ วา่
สุปปพุทธกุฏฐิเป็นบัณฑิต ปฏิบัติธรรมสมควร บุรุษผู้เป็นบัณฑิต พึงละเว้นบาปท้ังหลายในสัตว์
แก่ธรรม และไม่เบียดเบียนเราให้ล�ำบากเพราะ โลก เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ เม่ือทางอ่ืนท่ีจะก้าวไป
ธรรมเป็นเหตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุปปพุทธกุฏฐิ มอี ยู่ ยอ่ มหลกี ท่อี ันไมร่ าบเรยี บเสยี ฉะนน้ั ฯ
เปน็ พระโสดาบนั เพราะความสิ้นไปแหง่ สังโยชน์
ท้ังสาม มีความไม่ตกต�่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง กรรมของนางปญั จปาปี ผูห้ ญงิ ๕ บาป
ทีจ่ ะไดต้ รสั ร้ใู นเบื้องหนา้ ฯ อดตี กาลครง้ั สน้ิ พทุ ธกาลจากพระพทุ ธเจา้
เม่ือพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างน้ีแล้ว องคก์ อ่ นไปแลว้ มหี ญงิ ยากไรค้ นหนงึ่ อาศยั ในนคร
ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ พาราณสี วนั หนง่ึ ขณะทเี่ ธอก�ำลงั นง่ั ขย�ำดนิ เหนยี ว
พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อใช้ทาฝาเรือนอยู่ ก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์
เครอื่ งให้ สุปปพทุ ธกุฏฐิเปน็ มนุษย์ขัดสน ก�ำพร้า หน่ึงเท่ียวบิณฑบาตหาดินเหนียวเนื้อดีเพ่ือจะน�ำ
ยากไร้ พระผมู้ พี ระภาคทรงพยากรณว์ า่ ดกู รภกิ ษุ ไปทาเง้ือมฝาท่ีอยู่อาศัยของท่านที่ช�ำรุด มาหยุด
ทงั้ หลาย เรอ่ื งเคยมแี ลว้ ในอดตี ชาติ สปุ ปพทุ ธกฏุ ฐิ ยืนอยู่ตรงหน้า หญิงยากไร้นั้นรู้สึกโกรธ เธอท�ำ
เป็นเศรษฐีบุตรอยู่ในกรุงราชคฤห์น้ีแล เขาออก หนา้ บงึ้ มองคอ้ น และท�ำปากหมบุ หมบิ พดู ประชด
ไปยังภูมิเป็นที่เล่นในสวน ได้เห็นพระปัจเจก ประชันพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า เช้าก็บิณฑบาต
พทุ ธเจา้ นามวา่ ตครสขิ กี �ำลงั เทยี่ วบณิ ฑบาตไปใน หาอาหาร พอสายยังมาบิณฑบาตดินเหนียวอีก
พระนคร คร้ันแล้วเขาด�ำริว่า ใครน่ีเป็นโรคเร้ือน พระปัจเจกพุทธเจ้าประสงค์จะโปรดหญิงยากไร้
เทย่ี วไปอยู่ เขาถม่ นำ�้ ลายแลว้ หลกี ไปขา้ งเบอื้ งซา้ ย นั้น ท่านจึงยืนสงบนิ่งอยู่ ครั้นหญิงยากไร้เห็น
เขาหมกไหมอ้ ยใู่ นนรกสน้ิ ปเี ปน็ อนั มาก สนิ้ รอ้ ยปี สิ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าสงบน่ิงอยู่ในอาการส�ำรวม
พันปี สิ้นแสนปีเป็นอันมาก เพราะผลแห่งกรรม เช่นน้ัน ความรู้สึกโกรธก็หายไป กลับมามีจิต
การกล่าวปรามาสนั้นยังเหลืออยู่ เขาจึงได้เป็น เลอ่ื มใสเธอจงึ ยกดนิ เหนยี วกอ้ นใหญใ่ สล่ งในบาตร
51
วดั อนงคารามวรวิหาร กรงุ เทพมหานคร
เม่ือถึงกาลกิริยาแล้ว(ตาย) หญิงยากไร้ ยังคงหลงเหลืออยู่ ความงามของนางจึงเป็นโทษ
นั้นได้ไปเกิดเป็นธิดาของหญิงทุคตะ(ยากไร้) เพราะท�ำให้บรรดาเจ้าชายลิจฉวีทะเลาะแย่งชิง
ซง่ึ เปน็ ชาวบา้ นทอี่ ยใู่ กลป้ ระตนู อกเมอื งพาราณสี กนั เพอื่ จะไดน้ างไปเปน็ สนม คณะผพู้ พิ ากษาแหง่
น้ันเอง และด้วยวิบากกรรมท่ีเธอท�ำกิริยาไม่งาม วชั ชนี คร ตอ้ งยตุ ขิ อ้ ขดั แยง้ โดยตดั สนิ ใหอ้ มั พปาลี
ตอ่ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ รา่ งกายของเธอจงึ ผดิ ปกติ เป็นหญิงแพศยา เป็นนางคณิกานคร เป็นสมบัติ
๕ อยา่ ง คอื มือ เทา้ ปาก ตา และจมกู เปน็ หญงิ ของทกุ คน การแย่งชงิ นางจงึ สงบลงได้ (ภายหลัง
อัปลักษณ์ ใครเห็นใครก็เมิน ใครมองก็รังเกียจ บวชเป็นภิกษณุ แี ละส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์)
บางคนแคเ่ หน็ หนา้ กจ็ ะอาเจยี น ชาวบา้ นเรยี กเธอ
วา่ นางปญั จปาปี หรอื หญงิ ๕ บาป แตเ่ พราะกศุ ล กรรมของโสไรยบุตร จากชายกลายเป็นหญงิ
กรรมที่ใส่บาตรด้วยดินเหนียว ผิวกายของนาง โสไรยบตุ ร เปน็ บุตรเศรษฐใี นโสไรยนคร
จึงอ่อนนุ่มมาก ใครได้สัมผัสนางเป็นต้องหลงรัก ซ่งึ เปน็ เมืองเลก็ ๆ ใกล้กรงุ สาวตั ถี เขามภี ริยาและ
ทุกคน ต่อมานางจึงได้เป็นราชินีถึงสองนคร มบี ตุ รชายแล้ว ๒ คน วนั หน่ึง โสไรยบตุ ร น่งั ยาน
มีสามที เี ดียวถงึ สองคน ออกไปอาบน้�ำนอกนครกับบริวาร ระหว่างทาง
เห็นพระมหากัจจายนเถระ ก�ำลังบิณฑบาตอยู่
กรรมของอมั ปาลี เกดิ เป็นโสเภณี จึงพึมพ�ำว่าพระเถระรูปนี้มีรูปสวย มีผิวพรรณ
บพุ กรรมของอมั พปาลเี กดิ ขนึ้ ในอดตี ชาติ วรรณะงดงามดงั ทองค�ำ โสไรยบตุ รเหน็ พระเถระ
เมื่อคร้ัง ๓๑ กัปก่อน ครั้งน้ัน เป็นพุทธกาล แลว้ เผลอใจคดิ ไปวา่ “สวยจรงิ หนอ พระเถระรปู นี้
ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าพระสิขีทศพล นา่ จะได้เป็นภรยิ าของเรา” ดว้ ยจติ อนั เปน็ อกศุ ล
นางอัมพปาลี เกิดเป็นธิดาตระกูลพราหมณ์ใน ต่อพระเถระขีณาสพผู้ล่วงอาสวะแล้ว เพศชาย
นครอมรปุระ วันหน่ึงนางได้ด่าภิกษุณีรูปหน่ึง ของโสไรยบตุ รจงึ หายไป กลบั กลายเปน็ เพศหญิง
ว่าเป็นหญิงแพศยา ด้วยเหตุที่ภิกษุณีรูปนั้นเป็น มาแทนท่ี โสไรยบุตรกลับกลายเป็นโสไรยธิดา
พระอรหนั ต์ กรรมนจ้ี งึ เปน็ กรรมหนกั มาก เมอื่ ท�ำ เปน็ กลุ ธดิ ารูปงาม
กาละ(ตาย)แล้ว นางอัมพปาลีจึงต้องไปรับกรรม ด้วยความตกใจและความอายเธอจึงลง
หมกไหม้อยู่ในนรกนานแสนนาน เม่ือพ้นกรรม จากยานแอบหนีไป คนรู้จักแม้มองเห็นก็จ�ำไม่ได้
หนักจากนรกกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง เศษ ว่ากุลธิดานี้คือโสไรยบุตร โสไรยธิดาลงจากยาน
ของกรรมได้ส่งผลให้นางอัมพปาลีต้องเกิดเป็น แล้วไม่รู้ว่าจะไปทางไหน เธอจึงเดินตามขบวน
หญิงแพศยามานับหมื่นๆ ชาติ จนถึงพุทธกาล เกวียนสินค้าขบวนหน่ึงไป เมื่อเดินจนเมื่อย เธอ
ปัจจุบันนางเกิดข้ึนโดยการอุบัติ (โอปปาติก จึงถอดแหวนให้ และขอนัง่ ไปบนเกวยี น
ก�ำเนิด) เป็นสาวสวยท่ีโคนต้นมะม่วงในพระราช ขบวนเกวียนนั้นเดินทางถึงตักศิลา
อุทยานกรุงเวสาลี จงึ ได้ชื่อว่า อมั พปาลี แตด่ ้วย แคว้นคันธาระ นายเกวียนคิดว่าบุตรเศรษฐีใน
เศษของอกุศลกรรมท่ีเคยด่าพระเถรีในครั้งน้ัน กรงุ ตกั ศลิ ายงั ไมม่ ภี รยิ า กลุ ธดิ าผนู้ มี้ รี ปู งามสมกนั
52
วิสาขบูชา ปี ๒๕๖๕
เขาจงึ พาโสไรยธดิ าไปพบบตุ รเศรษฐหี วงั ไดร้ างวลั และในโอกาสที่สมาคมศิษย์อนงคาราม
บุตรเศรษฐเี หน็ นางแล้วหลงรัก รับนางเป็นภริยา ในพระบรมราชูปถัมภ์และในพระอุปถัมภ์พิเศษ
โสไรยธิดาจึงได้เป็นภริยาของบุตรเศรษฐีกรุง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จัดท�ำ
ตักกศิลา ตอ่ มาเธอก็ต้งั ครรภ์ และมีบุตรกบั สามี หนงั สอื วสิ าขบูชาขึน้ มาน้ี ผมขอฝากสิ่งดีดี ๆ ซึง่
๒ คน ตอนนี้เธอจงึ มบี ุตรแลว้ ๔ คนแลว้ บตุ ร ๒ เป็นข้อแนะน�ำดี ๆ ท่ีจดจ�ำมาจากบรรพชนที่ว่า
คนแรกมเี ธอเปน็ บดิ าอยทู่ โ่ี สไรยนคร สว่ นบตุ รอกี “ความดีให้ความอิ่มใจในเบ้ืองหลัง ให้ความ
๒ คนหลงั มเี ธอเปน็ มารดาอยู่รว่ มกนั ที่ตกั กศิลา สมหวังในเบ้ืองหน้า, ความช่ัวให้ความขุ่นใจ
(ต่อมาโสไรยธิดาธิดาได้ขอขมาพระเถระจึง ในเบอ้ื งหลงั ใหค้ วามผดิ หวงั ในเบอ้ื งหนา้ , รกั กนั
ได้กลับเพศเป็นชาย และขอออกบวชติดตาม ฉันพ่ีน้องดีกว่าเงินทองเป็นไหน ๆ, ไม่ยินดี
พระเถระเพ่ือบ�ำเพ็ญสมณะธรรมในเป็นเบื้อง ในส่ิงท่ีตนได้ไม่พอใจในสิ่งท่ีตนมี เป็นคน
ปลายแห่งชีวิต) อาภัพอับโชคท่ีสุดในโลก, ยินดีในสิ่งท่ีตนได้
เห็นหรือยังครับท่านผู้อ่านท้ังหลาย พอใจในส่ิงที่ตนมี เป็นคนโชคดีท่ีสุดโลโลก”
สงั คมไทยทส่ี งบสขุ มาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เพราะบรรพชน สวัสดคี รบั
ของเราสอนนักสอนหนาว่า อย่าด่า “ปรามาส” แหลง่ อ้างอิง
ผู้ทรงศีล อย่าดูหม่ินพระสงฆ์องค์พระเจ้า ยิ่ง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
ปัจจุบันน้ีโลกแห่ง IT หรือ Information of วิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย.
technology เจริญก้าวหน้า และดูเหมือนว่า กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช
กฎแหง่ การกระท�ำกย็ อ้ นกลบั ใหร้ เู้ หน็ เปน็ ปจั จบุ นั วิทยาลัย, ๒๕๓๙.
ดงั ทเี่ ราทา่ นไดด้ ชู มจากสอ่ื ขา่ วหลากหลายชอ่ งทาง พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต).
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลยั , ๒๕๔๖.
พ.พนั ธเุ สนา.คลงั ปรยิ ตั .ิ กรงุ เทพมหานคร:
ส�ำนกั เรยี นวดั เบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม, ๒๕๕๐.
z❀å
53
วัดอนงคารามวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
ศิลปะการเล่นเปตอง
สนุ ทร การบรรจง
อุปนายก สมาคมศิษย์อนงคารามฯ
และประธานจดั การแขง่ ขันเปตอง เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๖๕
ณ สนามเปตอง สวนสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ ต�ำบลบ้านใหม่ อำ� เภอปากเกร็ด จังหวดั นนทบรุ ี
ศิลปะการเล่นเปตอง
กฬี ากลางแจง้ ทกุ ประเภท มคี วามส�ำคญั
ในการพฒั นาประชาชนทงั้ ชาตไิ ทยและชาตติ า่ ง ๆ
ท่ัวโลก เน่ืองจากท�ำให้ประชาชนมีสุขภาพ
พลานามัยเข้มแข็ง สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีจิตใจเป็นนักกีฬา จะต้อง
เป็นบุคคลท่ีรู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักอภัย มีความ ๓. กฬี าอะไรเอย๋ ทนี่ กั กฬี าเลน่ แลว้ เสยี ชวี ติ
มากที่สดุ
สมคั รสมานสามัคคี และมีความเป็นระเบียบวนิ ยั ค�ำตอบก็คือว่า กีฬาชนิดนี้ เป็นกีฬาที่
จะท�ำใหอ้ ยรู่ ว่ มกันในสังคมอย่างมคี วามสขุ นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ต้ังแต่เด็ก เยาวชน
นอกจากนี้ กีฬายังเป็นส่ือสร้างสรรค์ ผู้ใหญ่ทั้งวัยกลางคน และวัยสูงอายุ โดยเฉพาะ
ความสมั พนั ธ์ ความผกู พนั ธ์ ทางมติ รภาพระหวา่ ง อยา่ งยง่ิ ผสู้ งู อายุ แมอ้ ายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปี แตร่ า่ งกาย
หมู่คณะ และเป็นเสมือนสื่อท่ีท�ำการเผยแพร่ แข็งแรง กน็ ิยมเลน่ กฬี าชนดิ นี้ มากที่สดุ
ชื่อเสียงของประเทศให้เป็นท่ีรู้จักแก่ประชาชน ประชาชนชาวไทย และชาวตา่ งประเทศ
ท่ัวโลก เช่น เวียดนาม เขมร ลาว เมียนมาร์ มาเลเซีย
มคี �ำถามทจี่ ะถามทา่ นผอู้ า่ นอยู่ ๓ ขอ้ คอื อนิ โดนีเซยี ซึ่งเปน็ ประเทศเพือ่ นบ้านของไทยเรา
๑. กฬี าอะไรเอ่ย ท่ีเลน่ งา่ ย ๆ แตว่ า่ จะ กน็ ิยมเลน่ กันเป็นอยา่ งมาก
เลน่ ใหเ้ กง่ นั้นเปน็ เร่ืองยาก นักกีฬาชนิดนี้ บางท่านเล่นกีฬาไปแล้ว
๒. กีฬาอะไรเอ่ย ที่นักกีฬาเล่นแล้ว มี สุขภาพพลานามัยเข้มแข็ง และสมบูรณ์ อายุ
สุขภาพพลานามัยเข้มแข็ง สมบูรณ์ และนักกีฬา ยืนยาว แต่บางท่านเล่นกีฬาชนิดนี้แล้วห่างเหิน
ถึงแม้จะมีอายุมาก แต่ก็สามารถเล่นกีฬาชนิดนี้ กนั ไป เปน็ เวลา ๒-๓ ปี ทราบข่าวอกี ที ก็ทราบวา่
ไดส้ ง่ ผลใหม้ อี ายุยืนยาวมากท่สี ดุ
54
วิสาขบชู า ปี ๒๕๖๕
ทา่ นเสยี ชวี ติ แลว้ ไมไ่ ดเ้ สยี ชวี ิตเน่ืองจากเล่นกีฬา ยังเข้าครอบครองและยึดดินแดนชาวโกล หรือ
หรอก แต่เสียชีวิตเน่อื งจากอายุมาก ประเทศฝร่ังเศสในปัจจุบันอีกด้วย ชาวโรมันก็
ค�ำตอบจากค�ำถามทั้ง ๓ ข้อ กีฬา กลายมาเป็นอาณาจักรโรมัน อาณาจักรโรมันน้ี
ชนิดน้ัน คือ กฬี าเปตอง แหละได้น�ำเอาการเล่นกีฬาประเภทนี้ เข้าไปเผย
ประวัติกฬี าเปตอง แพรท่ างตอนใตข้ องประเทศฝรง่ั เศส การเลน่ กฬี า
ประเภทน้ี จึงไดร้ บั การพัฒนาขนึ้ มาเรื่อย ๆ โดย
อดีตกาลนานมาแล้ว ก่อนคริสตศักราช เปลี่ยนมาใชไ้ ม้ลัง หรือไม้เนอ้ื แข็งถากเป็นรปู ทรง
ประมาณ ๒,๐๐๐ ปี ซึ่งประวัติท่ีแน่นอนไม่ได้ กลม ตอกยำ้� ดว้ ยหมดุ หวั ตะปู ตอกรอบๆ เพอื่ เพมิ่
มีการบันทึกเอาไว้ แต่มีหลักฐานจากการเล่าสืบ น้�ำหนักให้พอเหมาะกับมอื และปรับแตง่ โดยช่าง
ต่อๆ กันมาว่า ณ ประเทศกรีซ ในทวีปยุโรป มี ฝีมอื ให้สวยงาม เรียกกีฬาชนดิ นี้ว่า บูล (Bouls)
กีฬากลางแจ้งประเภทหน่ึง เกิดข้ึนเป็นคร้ังแรก ซ่ึงเป็นต้นก�ำเนิดของกีฬาอื่น ๆ เช่น ลอนโบว์ล
ซึ่งประชาชนได้เก็บก้อนหินที่มีรูปทรงกลม ๆ (Lawn Bowls) หรอื คราวน์ กรนี โบวล์ (Crown
จากภเู ขาบา้ ง จากใตท้ ะเลบ้าง มาแข่งขนั กีฬากนั Green Bowls) เนื่องจากมีการละเล่นละม้าย
วิธิเล่นคือ ใครโยนได้แม่นย�ำ เข้าใกล้หรือถูกเป้า คลา้ ยคลึงกัน
หมายได้มากกว่า หรือ โยนเข้าใกล้เส้นที่ก�ำหนด ปคี ริสต์ศกั ราช ๔๐๐ - ๑,๐๐๐ ซง่ึ ถือวา่
ไว้ได้มากกว่าหรือโยนได้ไกลท่ีสุดเท่าท่ีจะไกลได้ เป็นยุคกลางการเล่นลูกบูลนี้ เป็นท่ีนิยมเล่นกัน
ก็เปน็ ฝ่ายชนะไป อย่างแพร่หลายในประเทศฝร่ังเศส ครั้นถึงสมัย
เม่ืออุปมาหรือเปรียบเทียบไปแล้ว ก็ พระเจา้ หลุยส์ที่ ๑๔ พระองค์ได้ทรงประกาศและ
เปรียบเหมือนกีฬาพื้นบ้านของประเทศไย เช่น สงวนกฬี าการเลน่ ลกู บลู น้ี ส�ำหรบั ชนชนั้ ปกครอง
หยอดหลุม ทอยกอง หรือสะบ้า และโยนเส้น หรอื ผสู้ งู เกยี รติ และใหเ้ ลน่ ไดเ้ ฉพาะขา้ ราชบรพิ าร
เป็นต้น ซ่ึงประชาชนชาวไทย ท่ีมีอายุตั้งแต่ ในราชส�ำนักเทา่ นน้ั
๖๐ ปขี ้ึนไป และเคยอาศยั อยู่ในชนบทต่างก็รูจ้ กั
กฬี าเหล่านี้ เป็นอย่างดี กีฬาเปตองเรมิ่ แพร่หลาย
ต่อมากีฬาประเภทนี้ ได้แพร่หลายจาก ในสมยั พระเจา้ นโปเลยี นมหาราชขนึ้ ครอง
ประเทศกรีซเข้าไปในทวีปยุโรป เม่ืออาณาจักร อ�ำนาจในประเทศฝรงั่ เศส พระองคไ์ ดท้ รงประกาศ
โรมันมีอ�ำนาจเข้าครอบครองและยึดดินแดนชาว ให้การเล่นกีฬาลูกบูลนี้เป็นกีฬาประจ�ำชาติของ
กรซี ไดส้ �ำเรจ็ ชาวโรมนั กไ็ ดร้ บั เอาขนบธรรมเนยี ม ประเทศฝรงั่ เศส และเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนทวั่ ไป
ประเพณี วัฒนธรรม และกีฬาประเภทน้ีไปด้วย ได้เล่นกันอย่างเสมอภาคกันทุกคน การเล่นกีฬา
และไดใ้ ชก้ ฬี าประเภทนี้ เปน็ เครอ่ื งทดสอบขอ้ มอื ลูกบูลนี้จึงได้รับการพัฒนาข้ึนเรื่อยๆ ตลอดมา
และก�ำลังกายของชายในสมยั น้ันดว้ ย เช่น การน�ำเอาลูกปืนใหญ่ที่ใช้แล้วมาเล่น ซ่ึงก็
เมื่อชาวโรมันมีอ�ำนาจเข้าครอบครอง เป็นการเล่นอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินจนมี
และยึดดินแดนชาวกรีกได้ส�ำเร็จแล้วยังไม่พอ การต้ังชื่อเกมกีฬาประเภทน้ีข้ึนมาอย่างมากมาย
55
วดั อนงคารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
และแตกต่างกันออกไปเช่น บลูเพร-รอตรอง เพอื่ นๆ เลน่ กนั อย่างสนกุ สนาน โดยทตี่ นเองไมม่ ี
บูลลิ-โยเนส์ บูลเจอร์- เดอร์ลอง และบูล- โอกาสได้ร่วมเลน่ เลย
โปรวังซาล เป็นตน้ วนั หน่งึ ขณะท่ีนายจูลร์ เลอนัวร์ ได้นั่ง
ในปลายศตวรรษท่ี ๑๙ ประเทศฝรง่ั เศส รถเข็นดูเพื่อน ๆ และญาติพี่น้องเล่นกีฬาโปรวัง
เปน็ ประเทศแรกของโลก ทไ่ี ดอ้ อกกฏเกณฑ์ กตกิ า ซาลกันอย่างสนุกสนามนั้น น้องชายของเขาเห็น
และข้อบังคับในการเล่นกีฬาลูกบูล-โปรวังซาล ว่าพี่ชายมีอาการหงอยเหงา ซึมเศร้าเป็นอย่าง
ขน้ึ โดยใหว้ ่งิ ๓ กา้ วกอ่ นโยนลูกบลู การเลน่ กฬี า มาก เนื่องจากไม่ได้เล่นลูกบูลเหมือนอย่างเคย
ประเภทนี้ จึงเป็นท่ีนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย รู้สึกมีความสงสารพี่ชาย จึงลองเอาลูกบูลไปให้
ท้ังในประเทศฝร่ังเศส และประเทศเพ่ือนบ้าน พช่ี ายทดลองโยนดู ขณะนง่ั อยบู่ นรถเขน็ โดยการ
พร้อมกันน้ี ได้มีการแข่งขันชิงแชมป์กันข้ึน เอาลูกบูลโยนไว้ใกล้ ๆ ประมาณ ๓-๔ เมตร
โดยทวั่ ไป นายจูลร์ เลอนัวร์ ก็สามารถโยนลูกบูลไปด้วย
การวิ่ง ๓ กา้ วกอ่ นโยนลกู บูลนี้ ดเู หมือน ก�ำลงั แขน และขอ้ มือได้ดว้ ยความแมน่ ย�ำ
จะเป็นเร่ืองแปลกๆ แต่ในวงการเปตองแล้ว ไม่ น้องชายของเขาจึงได้คิดดัดแปลงแก้ไข
แปลกหรอก เนื่องจากได้พบเห็นนักกีฬาหลาย กฎเกณฑ์ กติกา และข้อบังคับการเล่นลูกบูลขึ้น
ท่าน ท่ีแสดงกรยิ าอาการต่าง ๆ แลว้ จงึ ท�ำหนา้ ท่ี มาใหม่ โดยการขีดวงกลมลงบนพ้ืนแล้วให้ผู้เล่น
ทงั้ การวางหรอื การเขา้ และการชตู ตงิ้ หรอื การตี มี เขา้ ไปยนื อยใู่ นวงกลม ใหข้ าทงั้ สองขา้ งยนื ชดิ ตดิ กนั
นกั กฬี าทา่ นหนงึ่ กอ่ นท่ีจะเล่นเปน็ มอื เข้าและมอื และไม่ต้องว่ิงเหมือนกีฬาโปรวังซาล ทั้งน้ี โดยมี
ตี ทา่ นจะร�ำมวยไทยอย่างสวยสดงดงามเสียก่อน เพ่ือน ๆ และญาติพ่ีน้อง มองนายจูลร์ เลอนัวร์
แล้วจึงเล่น และท�ำทกุ ครงั้ เมือ่ มโี อกาส ก็เลยถาม ให้การสนับสนุนอย่างเตม็ ที่ นายจลู ร์ เลอนวั ร์ จงึ
ทา่ นวา่ ท�ำไมจงึ ร�ำมวยไทยก่อนเลน่ ทา่ นตอบว่า ไดม้ โี อกาสรว่ มเลน่ กฬี าบลู -โปรวงั ซาล ทดี่ ดั แปลง
ท่านประทับใจนักมวยไทยท่ีมีชื่อเสียงท่านหน่ึง ใหมน่ อ้ี ย่างสนุกสนานและเพลิดเพลนิ เหมอื นเดิม
คือ แสงเทียนน้อย ส.รุ่งโรจน์ ท่านระลึกถึงอยู่ ความรัก หรือความพอใจ ซึ่งเรียกว่า
เสมอ จึงร�ำมวยไทยก่อน วา่ อยา่ งนนั้ ศรัทธานี้ เม่ือใครมีแล้วจะก�ำจัดความเบื่อหน่าย
จนถงึ ตน้ ศตวรรษท่ี ๒๐ ในปคี รสิ ตศกั ราช ไมร่ สู้ กึ ทอ้ แทจ้ ะทำ� ใหเ้ รอื่ งทยี่ ากกลายเปน็ เรอื่ งงา่ ย
๑๙๑๐ ณ ต�ำบลลาซ-ิ โอตา้ ท์ เมืองทา่ มาร์แซลย์ เร่ืองท่ีง่ายอยู่แล้วกลายเป็นเรื่องสนุก ส่วนเรื่อง
ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝร่ังเศส การเล่น ทีส่ นุกอยแู่ ลว้ ก็สนุกย่ิงขนึ้
กีฬาลูกบูล-โปรวังซาล ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎ บคุ คลทม่ี ศี รทั ธาในวงการเปตองพบเหน็
เกณฑ์ กตกิ ารและขอ้ บงั คบั ในการเลน่ ขน้ึ ใหม่ โดย มาแลว้ หลายคน ทา่ นทหี่ นงึ่ เปน็ นกั กฬี าเปตองรนุ่
นายจูลร์-เลอนัวร์ ซ่ึงเป็นผู้ท่ีมีฝีมือการเล่นกีฬา คณู ปู่ เลน่ กฬี าเปตองรนุ่ แรกๆ เปน็ ประธานชมรม
ลกู บูล-โปรวงั ซาล เก่งทสี่ ดุ ในขณะนน้ั และเปน็ เปตองอยแู่ ถว ทา่ เรอื คลองเตย ปลกุ ปน้ั หรอื สรา้ ง
แชมปโ์ ปรวงั ซาลในยคุ นน้ั ดว้ ย ไดป้ ระสบอบุ ตั เิ หตุ นักกีฬาเปตองมาแล้วหลายรุ่น ท่านและภรรยา
อย่างร้ายแรง จนขาท้ังสองข้างพิการไม่สามารถ ของท่านจะออกแข่งขันด้วยกันเป็นประจ�ำ แพ้
เล่นกฬี าโปรวังซาลเหมือนเดิมได้ ต้องนัง่ รถเข็นดู ชนะไมส่ �ำคญั ทส่ี �ำคญั คอื ไมเ่ ขา้ แขง่ ขนั ตอ้ งเขา้ แขง่
56
วิสาขบูชา ปี ๒๕๖๕
ให้ได้ พบกนั กับทา่ นหลายงาน ทา่ นบอกว่า หมด ประเทศอาณานิคมของฝร่ังเศส และประเทศ
เงนิ ไปเป็นลา้ นบาทกบั การสรา้ งนักกีฬาเปตอง เพอื่ นบ้าน
ส่วนท่านที่สอง เป็นนักกีฬาเปตองรุ่น การเลน่ กฬี าลกู บลู น้ี ปจั จบุ นั ไดแ้ บง่ แยก
คุณปู่ และเล่นกีฬาเปตองรุ่นแรกๆ เหมือนกัน การเลน่ ออกเป็น ๓ ประเภท คอื
อดีตเคยเป็นนักกีฬาเปตองทีมชาติไทย และเป็น ๑. ลโิ ยเนส
ครูฝึกเปตอง สร้างนักกีฬาเปตองจ�ำนวนมาก มี ๒. โปรวงั ซาล (วง่ิ ๓ กา้ วกอ่ นโยนลกู บลู )
ภูมลิ �ำเนาอย่แู ถวประชาช่ืน ดว้ ยความที่อายุมาก ๓. เปตอง ซง่ึ นยิ มเลน่ กันมากในปัจจุบนั
ปว่ ยเป็นโรคมะเร็ง และอีกหลายโรค ไม่สามารถ ค�ำว่า เปตอง (PETANQUE) นี้ มาจาก
เลน่ กีฬาเปตองได้ แต่ทา่ นได้พยายามไปน่ังดกู าร ค�ำในภาษาฝรงั่ เศสวา่ “ปเิ ยส-์ ตองเกร”์ ซง่ึ มคี วาม
ฝกึ ซ้อมเปตองทุกบ่าย-เย็น และไปชมการแข่งขัน หมายว่า ให้ยืนท้ังสองเท้าชิดติดกัน ซึ่งเป็นค�ำท่ี
เปตองทกุ รายการทส่ี ามารถจะไปได้ ทง้ั ๆ ที่ทา่ น ตรงกนั ขา้ มกบั “บลู -โปรวงซาล” ทตี่ อ้ งวงิ่ ๓ กา้ ว
ไมไ่ ด้ลงแขง่ ขนั ปัจจบุ นั ทา่ นเสียชวี ติ แล้ว ก่อนโยนลูกบูล ต่อมาค�ำว่า “ปิเยส์-ตองเกร์” นี้
ยอ้ นกลบั ไปทเี่ กมกีฬาบูล-โปรวังซาล ท่ี ชาวฝรัง่ เศสเห็นว่า เปน็ ชือ่ ทเี่ รยี กยากและยาวจน
ดัดแปลงใหม่น้ีได้ก�ำเนิดข้ึนโดยมีสมาชิกครั้งแรก เกิดไป จึงได้เปลยี่ นแปลงใหเ้ หมาะสมยงิ่ ข้ึน เป็น
จ�ำนวน ๕๐ คน พวกเขาไดพ้ ยายามประชาสมั พนั ธ์ ค�ำวา่ “เปตอง” ดังเชน่ ปัจจบุ ัน
เพือ่ เผยแพร่เกมใหมน่ ้ี เป็นเวลาถึง ๓๐ ปี จึงได้มี กฬี าเปตองไดร้ บั การจดั แขง่ ขนั ชงิ แชมปโ์ ลก
สมาชกิ เพมิ่ ขนึ้ เปน็ ล�ำดบั อยา่ งรวดเรว็ หลงั จากนนั้ หรือชิงชนะเลิศของโลกข้ึน เป็นครั้งแรกเมื่อ
ผทู้ บ่ี กุ เบกิ กไ็ ดพ้ ยายามตดิ ตอ่ ผใู้ หญใ่ นวงการกฬี า ปีคริสตศักราช ๑๙๕๙ ณ เมืองสปา ประเทศ
การเมือง การปกครอง รัฐมนตรี ผู้แทนราษฏร เบลเยยี่ ม ซึ่งนักกีฬาเปตองจากประเทศฝร่ังเศส
และขา้ ราชการประจ�ำทุกระดบั ช้ัน ได้ครองต�ำแหน่งชนะเลิศ และได้จัดต่อเนื่องมา
ในที่สุดก็ได้ก่อตั้ง “สหพันธ์เปตองและ จนถึงปัจจบุ ัน
โปรวังซาล” ขึ้นในมีคริสตศักราช ๑๙๓๘ โดยมี ปัจจุบันกีฬาเปตองเป็นท่ีนิยมเล่นกัน
สมาชกิ เพมิ่ ขนึ้ เปน็ แสน ๆ คน มบี คุ คลทกุ ระดบั ชน้ั อยา่ งแพรห่ ลายเกอื บทกุ ประเทศ ทงั้ ในทวปี ยโุ รป
ทุกเพศ ทุกวัย เข้าเป็นสมาชิก ลูกบูลท่ีใช้เล่น อเมรกิ า เอซยี แอฟรกิ า และออสเตรเลยี ส�ำหรบั
กันก็ทันสมัยมากข้ึน เน่ืองจากมีผู้คิดค้นท�ำเป็น ประเทศในทวปี เอเชยี ประเทศไทย เปน็ ประเทศหนง่ึ
ลูกโลหะผสมเหล็กกล้าข้างในกลวง การเล่นจึงมี ท่ีมีผู้นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย และกว้างขวาง
ความสนุกสนานเรา้ ใจยิ่งข้นึ กวา่ เดิม มากในปจั จบุ นั เปน็ ประเทศแรกในทวปี เอชยี และ
เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือในปี ประเทศท่ี ๑๗ ของโลก ทเ่ี ปน็ สมาชกิ ของสหพนั ธ์
คริสตศักราช ๑๙๔๕ การเล่นกีฬาลูกบูล- เปตองนานาชาติ และจัดให้มีการแข่งขันเปตอง
โปรวังซาล ซึ่งได้รับการดัดแปลงใหม่นี้ จึงได้รับ อยา่ งแพรห่ ลายในปัจจุบนั
ความนิยมมากขึ้นตามล�ำดับ และได้แพร่หลาย
ไปอยา่ งรวดเรว็ ตามเมอื งตา่ ง ๆ ทวั่ ประเทศฝรง่ั เศส
57
วัดอนงคารามวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
ประวัติกีฬาเปตองในประเทศไทย ศรีน-ครนิ ทรเ์ อย
โลกแลว้
สมเด็จพระแม่เจ้า ระลกึ ยง่ิ พระเอย
ทรงล่วงครรไลละ ประดับพน้ื ปถพิน
แด่ทวยราษฎร์คารวะ กรงุ กษตั ริย์
ด้วยพระคณุ ผอ่ งแผว้ ปกป้อง
จกั รนิ ทรท์ แ่ี ปด-เก้า วรราช กจิ แล
มพี ระแม่ประครองฉัตร เนตรฟ้านิรันดร
เพ่ิมเพญ็ พริ ิยะวตั ร
สรรพส่ิงยงั สถติ ฟ้อง
เรมิ่ ตน้ ประวตั กิ ฬี าเปตองในประเทศไทย ทรงงานเพื่อสงเคราะห์เด็ก คนพิการ
ด้วยโคลงส่ีสุภาพ ซึ่งร้อยกรองโดย นายอ�ำ และคนชรา โดยการต้ังสถานสงเคราะห์ และ
พล สุวรรณธาดา เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก คนพิการ และคนชรา ทรง
พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้ทรงคุณธรรม สง่ เสรมิ สนบั สนนุ และเผยแพรก่ ารเลน่ กฬี าเปตอง
อันประเสริฐ จนกีฬาเปตองได้รับความนิยมและแพร่หลาย
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ไปทวั่ ประเทศ
ทรงงานเพื่อพสกนิการชาวไทยให้เข้าถึงการ พระองค์ทรงงานนานัปการ ทรงคุณ
ศึกษา อาทิ โรงเรียนต�ำรวจตระเวณชายแดน อเนกอนันต์
ทรงงานให้ประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลเข้าถึง เมื่อปีพทุ ธศักราช 2518 กฬี าเปตองได้
ดา้ นสาธารณสขุ หนว่ ยแพทย์ พอ.สว. เร่ิมเข้าสู่ประเทศไทยเป็นคร้ังแรก โดยการริเริ่ม
58
วสิ าขบูชา ปี ๒๕๖๕
ของ นายจนั ทร์ โพยหาญ ซงึ่ ถอื ว่าเป็นผู้บกุ เบกิ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรงุ เทพมหานคร ตอ่ มา
และน�ำกีฬาเปตองเข้ามาเผยแพร่ให้ประชาชน นายชยั รตั น์ ค�ำนวณ เปน็ นายกสมาคมฯ ทา่ นท่ี 2
ชาวไทยได้รู้จักอย่างเป็นทางการ นายดนัย ระหว่างพทุ ธศักราช 2523-2526
ตรที ศั นาถาวร และนายชยั รตั น์ ค�ำนวณ ซึ่งเป็น เม่ือจัดต้งั สมาคมเปตอง และโปรวังซาล
นกั ธรุ กจิ ทม่ี ชี อื่ เสยี งมากในยคุ นนั้ ดว้ ยการชกั ชวน แห่งประเทศไทย เป็นท่ีเรียบร้อยแล้ว คณะ
ของนายจันทร์ โพยหาญ เป็นผู้ลงทุนและสั่ง กรรมการผู้ก่อต้ังได้ช่วยกันทั้งรณรงค์ เผยแพร่
ลกู เปตอง (ลกู บอล) เขา้ มาจ�ำหน่ายและเผยแพร่ สาธิต และประชาสัมพันธ์การเล่นกีฬาเปตอง
ในประเทศไทย เปน็ คร้งั แรก มาโดยตลอด แต่ว่าการประชาสัมพันธ์ ย่ิง
แต่ว่า การจ�ำหน่ายลูกเปตอง จ�ำหน่าย ประชาสมั พนั ธย์ ง่ิ แย่ เนอ่ื งจากการเลน่ กฬี าเปตอง
ไม่ได้เลย เน่ืองจากกีฬาเปตองยังเป็นกีฬาใหม่ ไม่ได้รับความสนใจเลย ประชาชาวไทยให้ความ
และประชาชนชาวไทยไม่ค่อยรู้จัก แต่นายดนัย สนใจน้อย น่าจะมาจากการขาดผู้สนับสนุน จน
ตรีทัศนถาวร ซ่ึงเป็นผู้ที่มีสายตาท่ียาวไกล คณะกรรมการผู้ก่อตั้งสมาคมฯ คิดว่าจะล้มเลิก
มองการณไ์ กลแลเห็นประโยชน์ และความส�ำคัญ ความมงุ่ มายจะเผยแพร่กีฬาเปตองตอ่ ไปอกี
ของการเลน่ เปตอง จงึ ไดเ้ สยี สละทนุ ทรพั ยส์ ว่ นตวั
เป็นจ�ำนวนมาก คือ ได้มอบอุปกรณ์การแข่งขัน สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี
กีฬาเปตอง ซึ่งตนเองสั่งมาจ�ำหน่ายแจกจ่ายให้ ผทู้ รงเผยแพร่กีฬาเปตอง
แก่ส่วนราชการ ทหาร ต�ำรวจ โดยเฉพาะอย่าง
ย่ิงต�ำรวจตระเวนชายแดน รวมทั้งภาคเอกชนท่ี ปีพุทธศักราช 2521 สมเด็จพระศรี-
สนใจทั่วไป เพ่ือเป็นการชักชวนและเชิญชวนให้ นครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จพระราชด�ำเนิน
ประชาชนชาวไทยหันมาเล่นกีฬาเปตองบา้ ง ไปเย่ียมเยือนต�ำรวจตระเวนชายแดน และพสก
เม่ือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2519 นกิ รชาวไทย ณ เขอื่ นหว้ ยหลวง ต�ำบลโคกสะอาด
นายจันทร์ โพยหาญ นายรีภูมิ สุขเนตร ซ่ึงเป็น อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั อดุ รธานี นายจนั ทร์ โพยหาญ
อดตี นกั เรยี นเกา่ ฝรง่ั เศส และด�ำรงต�ำแหนง่ อธบิ ดี ได้น�ำอุปกรณ์กีฬาเปตอง ไปถวาย และพระองค์
กรมไปรษณีย์โทรเลขในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้ที่มี ได้มอบให้ข้าราชบริพาร ได้ทรงมอบหมายให้
ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในเร่ือง นายจนั ทร์ โพยหาร แนะน�ำและสาธติ วธิ กี ารเล่น
กีฬาเปตองเป็นอย่างดี และคณะ ซ่ึงมิได้กล่าว กฬี าเปตองแกข่ า้ ราชบรพิ าร อีกดว้ ย
นามเอาไว้ ได้ร่วมกันจัดตั้งสมาคมเปตอง และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
โปรวงั ซาลแหง่ ประเทศไทยขนึ้ โดยมี นายศรภี มู ิ ทรงโปรดปรานกีฬาเปตองเป็นอย่างย่ิง และ
ศุขเนตร เป็นนายกสมาคมฯ เป็นท่านแรก ตรัสว่า “พระองค์เคยเล่นกีฬาประเภทน้ี ตั้งแต่
ส�ำนกั งานตง้ั อยู่ ณ ยมิ เนเชย่ี ม 1 สนามศภุ ชลาสยั พระองค์มีพระชนมายุ 30 กว่า กีฬาเปตองมี
สนามกฬี าแหง่ ชาติ เลขท่ี 154 ถนนพระราม 1 ประโยชน์มาก ได้ทั้งบริหารร่างกาย เพื่อให้มี
สุขภาพดี และสร้างสรรค์ความสามัคคีในหมู่
59
วัดอนงคารามวรวหิ าร กรงุ เทพมหานคร
เล่นกันอย่างแพร่หลายมากย่ิง
ขนึ้ ทว่ั ทกุ ภาคของประเทศไทย
ทั้งนี้ เน่ืองจากพระองค์ทรง
ช่วยเผยแพร่อย่างต่อเนื่องท่ัว
ทุกจังหวัด และทุกภาค ซ่ึง
พระองค์ได้เสด็จเย่ียมเยือน
พสกนิกรชาวไทย พระองค์
ทรงให้จัดมีการแข่งขันเปตอง
ขน้ึ และทุกครั้งทม่ี ีการจดั การ
แข่งขัน พระองค์ก็จะทรงร่วม
คณะ ซงึ่ มปี ระโยชนม์ ากมายส�ำหรบั คนไทย ขอให้ ในการแข่งขันทุกครั้ง ฝีพระหัตถ์ของพระองค์ใน
นายจันทร์ โพยหาญ จงท�ำหนา้ ทต่ี อ่ ไป พระองค์ การทรงเปตอง เปน็ ท่ียอมรับว่า อยู่ในชนั้ ดเี ยีย่ ม
จะชว่ ยสง่ เสริมและเผยแพรใ่ ห้อกี ทางหน่งึ ” ทุกคร้ังท่ีทรงลงท�ำการแข่งขันมักจะเป็นมือวาง
ในปเี ดียวกนั นเ้ี อง สมเด็จพระศรนี ครนิ - หรอื มอื เขา้ และเปน็ มอื แกเ้ กม พระองคท์ รงโปรด
ทราบรมราชชนนี ได้เสด็จเย่ียมเยือนต�ำรวจ กฬี าเปตองเป็นอย่างย่ิง และตรสั วา่ “เปตองเป็น
ตระเวนชายแดน และพสกนกิ รชาวไทย ณ เขอื่ น ยาวิเศษส�ำหรบั ฉัน” ด้วยเหตุดงั กลา่ วนี้ นกั กฬี า
น้�ำอูน ต�ำบลแร่ อ�ำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร เปตองทั่งประเทศไทย จึงให้สมญานามเปตองว่า
พระองค์ทรงรับสั่งให้จัดการแข่งขันเปตองชิง “กฬี าสมเดจ็ ย่า”
ชนะเลิศ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ข้นึ โดยให้ ในปี พุทธศักราช 2522 สมาคมเปตอง
ข้าราชการ ทหาร ต�ำรวจ และประชาชนในภาค และโปรวงั ซาลแห่งประเทศไทย ไดเ้ ชญิ โค้ช หรือ
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื เข้ารว่ มการแข่งขนั ดว้ ย ซง่ึ ผฝู้ ึกสอนเปตองชาวฝรั่งเศส คอื นายโอเตลโล โต
การแขง่ ขนั จดั การแขง่ ขนั เปน็ ประเภททมี ผสม ทมี อาเตลลี มาช่วยฝกึ สอน อบรม และสาธิตการเล่น
ละ 3 คน มที มี เข้าร่วมการแขง่ ขนั มากถงึ จ�ำนวน กีฬาเปตองตามจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้ ซึ่งได้
78 ทมี และการแขง่ ขนั ครง้ั นี้ พระองคแ์ ละสมเดจ็ รับความสนใจเป็นอย่างย่ิง ต่อมาได้จัดให้มีการ
พระเจา้ พน่ี างเธอ เจา้ ฟา้ กลั ยาณวิ ฒั นา กรมหลวง แข่งขันชิงแชมป์ระดับภาค ท้ังภาคกลาง ภาคใต้
นราธิวาสราชนครินทร์ ทรงได้ลงร่วมการแข่งขัน ภาคเหนอื และภาคตะวันออก นับวา่ กีฬาเปตอง
ด้วย ได้รบั การนยิ มเลน่ และแพรห่ ลาย อยา่ งรวดเร็ว
กีฬาเปตองเมื่อได้เมื่อได้รับการส่งเสริม วันที่ 9 ตุลาคม 2527 สมเด็จ
สนับสนุน และการเผยแพร่จาก สมเด็จพระศรี- พระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพระกรุณา
นครนิ ทราบรมราชชนนี กเ็ รม่ิ เปน็ ทรี่ จู้ กั และนยิ ม โปรดเกล้า ฯ รับสมาคมเปตอง และโปรวังซาล
60
วิสาขบูชา ปี ๒๕๖๕
แห่งประเทศไทย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ และวันที่ แขง่ ขนั กฬี าเปตอง ทกุ วนั เสาร์ ทกุ วนั อาทติ ย์ และ
22 เมษายน พ.ศ. 2530 เปล่ียนชื่อสมาคม วนั หยดุ นกั ขตั ฤกษ์ ทง้ั ในสว่ นราชการตา่ งๆ รวมทง้ั
เปตองและโปรวังซาล เป็น "สหพันธ์เปตอง ภาคเอกชน เช่น กีฬาแห่งชาติ กีฬากองทัพไทย
แห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระ กีฬามหาวิทยาลัย กีฬาของกระทรวงต่างๆ กีฬา
ศรีนครินทราบรมราชชนนี" และย้ายส�ำนักงาน รัฐวิสาหกิจ กีฬาระหว่างชุมชน กีฬาซีเกมส์
จาก ยิมเนเชี่ยม 1 ถนนพระราม 1 แขวง กีฬาเอเชียนเกมส์ และการแข่งขันกีฬาเปตอง
วงั ใหม่ เขตปทมุ วนั กรงุ เทพมหานคร ไปที่ 2088 ชิงแชมป์โลก เปน็ ต้น มแี นวโนม้ จะเผยแพร่ขยาย
อินเดอร์สเตเด้ียม การกีฬาแห่งประเทศไทย วงกว้างออกไปอีก และยังประโยชน์ต่อพสกนิกร
ถนนรามค�ำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ ชาวไทยตลอดไป
กรงุ เทพมหานคร 10240 อยา่ พง่ึ ทอ้ ถา้ ยงั มคี วามหวัง
ปัจจุบัน กีฬาเปตองได้รับการเผยแพร่ อย่าหนั หลงั ถา้ ไม่ถงึ ท่หี มาย
เข้าไปสู่สถาบันการศึกษา ท้ังระดับประถมศึกษา อย่าหมดหวงั ถ้ายังไม่ตาย
ระดบั มธั ยมศกึ ษา และระดบั อดุ มศึกษา หมู่บา้ น อย่าโวยวายถ้ายังไม่ร้จู ริง
ชุมชน ส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ท้ังภาค
รัฐบาล และภาคเอกชน มกี ารจดั ตัง้ ชมรมเปตอง - อ่านตอ่ ฉบบั หนา้ -
และสมาคมเปตองขน้ึ อยา่ งมากมาย มกี ารจดั การ
61
วดั อนงคารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
บิณฑบาตน้ันส�ำคัญไฉน ซุย กำ� ลงั งาม
ภาพท่เี ราเห็นทุกๆ เช้าๆ คือ พระภิกษุสามเณรเดินอุม้ บาตร
รบั อาหารจากชาวบา้ น นนั่ เรยี กวา่ ออกบณิ ฑบาต หรอื โดยทว่ั ไปเรยี กวา่
ออกโปรดสตั ว์ ซง่ึ ค�ำวา่ “ออกโปรดสตั ว”์ นน้ี า่ จะมาจากพทุ ธกจิ ประจ�ำ
วนั ทพี่ ระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ออกบณิ ฑบาต และถอื โอกาสเทศนาอบรมสง่ั สอน
บุคคลผู้มีบุญบารมีแก่กล้าพอจะบรรลุมรรคผลได้
ความส�ำคัญ ข อง เปน็ จริงไมใ่ ชธ่ ุดงค์ การเดินเพียงเป็นส่งิ ประกอบ
บิณฑบาต การปฏบิ ตั ธิ ดุ งค ์ การเดนิ บณิ ฑบาตตา่ งหากถอื วา่
บ า ต ร คื อ เปน็ ธดุ งค์ เพราะเปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ พ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั
ภาชนะใส่อาหารที่ ไว้ว่า เป็นการปฏบิ ตั ิเพ่ือก�ำจัดกเิ ลส
ส�ำคัญของพระภิกษุ ค�ำสอนเก่ียวกับบิณฑบาตปรากฏอยู่ใน
สามเณร เป็นหน่ึง ธุดงควตั รซง่ึ มี ๔ หมวด รวม ๑๓ ขอ้ หมวดที่ ๒
ในอัฐบริขารท่ีต้อง คือ ปิณฑปาตปฏิสังยุต ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการ
มี ถ้าไม่มีไม่สามารถ บิณฑบาตมี ๕ ประการ ได้แก่ ออกบิณฑบาต
บวชได้ เช่น ในสมัย เปน็ ประจำ� บณิ ฑบาตตามลำ� ดบั บา้ น ฉนั มอ้ื เดยี ว
พทุ ธกาลพระพาหยิ ทารจุ รี ยิ เถระผทู้ พ่ี ระพทุ ธเจา้ ฉันเฉพาะในบาตร ลงมอื ฉันแล้วไม่รับเพ่ิมอกี
ทรงยกยอ่ งวา่ เปน็ ผบู้ รรลธุ รรมเรว็ ทส่ี ดุ ถงึ บรรลุ ศาสนกจิ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงปฏบิ ตั ติ ลอด
ธรรมแล้วก็ยงั บวชไมไ่ ด้ เพราะไมม่ ีบาตรและไตร พระชนม์ชีพของพระองค์ คือ เช้าเสด็จออก
จีวร ขณะเสาะแสวงหาบาตรและไตรจีวรก็ถูกวัว บนิ ฑบาต เยน็ แสดงธรรม คำ�่ ประทานโอวาทภกิ ษุ
แมล่ กู อ่อนขวดิ เสยี ชีวติ จงึ ไม่มีโอกาสได้บวช แต่ สามเณร เทย่ี งคนื ทรงตอบปญั หาเทวดา จวนสวา่ ง
พทุ ธศาสนาถอื วา่ ทา่ นเปน็ พระโดยการบรรลธุ รรม ทรงเลง็ ญาณเพอ่ื ตรวจดวู า่ จะเสดจ็ ไปเทศนาโปรด
ข้ันสูงสุดแล้ว เพราะ บาตรเป็นอุปกรณ์ส�ำคัญ ใคร ซง่ึ มบี ารมแี กก่ ลา้ พอจะบรรลธุ รรมได้ จะเหน็
ในการหาเล้ียงชีพของพระภิกษุ เหมือนกับ ว่าตลอดพระชนม์ชีพพระองค์ให้ความส�ำคัญกับ
เกษตรกรทีม่ อี าชีพท�ำนา ถ้าไมม่ นี าจะประกอบ ภารกิจนี้ยง่ิ นกั
อาชพี ไดอ้ ย่างไร ในคราวเสดจ็ กรงุ กบลิ พสั ดโ์ุ ปรดพทุ ธบดิ า
พระเดินสะพายบาตรแบกกลดรูปเดียว ไดเ้ สดจ็ บณิ ฑบาตเขา้ ไปในพระราชวงั สรา้ งความ
หรอื หลายรปู เดนิ ไปตามทาง เปน็ ภาพทเ่ี ราเหน็ จน ขุ่นเคืองพระทัยให้พระเจ้าสุทโธทนะย่ิงนักเม่ือรู้
ชนิ ตา และเขา้ ใจว่านั่นคอื พระเดินธุดงค์ ในความ ว่าสมณะท่ีเป็นพระราชโอรสของพระองค์กระท�ำ
62
วสิ าขบชู า ปี ๒๕๖๕
คนในปัจจุบันมุ่งโชคลาภ มุ่งมนุษย์สมบัติและ
สวรรค์สมบตั ิมากกว่า
ในการติดต่อกับทางราชการหรือการ
ต่างประเทศ ซึ่งจะต้องกรอกเอกสารหรือตอบ
ค�ำสมั ภาษณ์ เมอื่ ระบถุ งึ อาชพี ของพระแลว้ จะใช้
ค�ำว่า ภิกษุ และน่ันกห็ มายถงึ อาชีพบิณฑบาต
นนั่ เอง
ทุกพิธีกรรมอุปสมบทเป็นพระในพุทธ
ศาสนา พระอุปัชฌาย์ผู้บวชให้จะต้องบอกสิ่ง
ส�ำคัญส�ำหรับพระว่าจะต้องท�ำอะไรและต้อง
ไม่ท�ำอะไร น่ันคือการบอก อนุศาสน์ ๘ ข้อ
แก่พระที่บวชใหม่ คือ นิสสัย (กิจที่ควรท�ำ)
๔ ได้แก่ การออกบิณฑบาตเล้ียงชีพ อยู่โคน
เช่นนั้น จึงทูลถามว่า “เหตุใดพระองค์จึงเสด็จ
ขอทานเขา้ มา” พระพทุ ธองค์ตรสั ตอบวา่ “การ
ออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตรที่บรรพบุรุษของ
พระพทุ ธเจ้าทงั้ หลายได้ปฏบิ ัติมา พระพุทธเจา้
ในอดีตทุกพระองค์ล้วนเสด็จออกบิณฑบาต
โปรดสัตว์เป็นกิจวัตรมาโดยตลอด” น่ีเป็น
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ส�ำคัญเหตุการณ์หนึ่ง
ของพทุ ธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงเรียกผู้บวชในพุทธ
ศาสนาว่า ภิกษุ ซึ่งแปลว่า ผู้ขอ การบิณฑบาตจงึ
เป็นอาชีพของพระภิกษุสามเณร ค�ำว่า ภิกษุ
แปลอีกนัยหนึ่งว่า ผู้เห็นภัยในสงสาร นั่นคือ
จุดมุ่งหมายหลักของภิกษุ สมัยก่อนเม่ือท�ำบุญ
ญาตโิ ยมมกั จะกลา่ วค�ำอธษิ ฐานวา่ นพิ พฺ านปจจฺ โย
โหตุ (จงเป็นปัจจัยให้บรรลุนิพพาน) ซึ่งตรงกับ
จุดมงุ่ หมายหลักของพุทธศาสนา คือ มุง่ นพิ พาน
สมบัติ ปัจจุบันไม่ค่อยได้ยินค�ำนี้มากนัก เพราะ
63
วดั อนงคารามวรวหิ าร กรงุ เทพมหานคร
ไม้ นุ่งห่มผ้าบังสุกุล และ ฉันยาดองน้�ำมูตร อกรณียกิจ
(กิจที่ไม่ควรท�ำ) ๔ ได้แก่ เสพเมถุน ฆ่ามนุษย์ ลักทรัพย์
และอวดอุตตริมนุสสธรรม น่ีเป็นการตอกย้�ำว่าบิณฑบาต
ส�ำคัญเพียงไร
พระพุทธเจ้าทรงก�ำหนดให้การออกบิณฑบาตเป็น
หน้าท่ีของพระภิกษุสามเณร การออกบิณฑบาตมิใช่เพียง
เพือด�ำรงชีพเท่าน้ัน ยังเป็นการส่งเสริมให้พระภิกษุมีวิริยะ
ขันติ และสันโดษ ท�ำให้เป็นผู้อยู่ง่าย เลี้ยงง่าย ยินดีตามมี
ตามเกดิ และยงั เปน็ การออกก�ำลงั กายไปในตวั พระองคต์ รสั
สรรเสรญิ การบณิ ฑบาตว่า เป็นกิจอนั ประเสรฐิ
ข้อวตั รปฏบิ ตั ใิ นการบิณฑบาต การบิณฑบาตนั้นจะต้องไม่
พระภิกษุสามเณรผู้ออกบิณฑจะต้องเดินไปโดย เอ่ยขออาหารจากใคร เม่อื มีผตู้ กั บาตร
อาการสงบและส�ำรวม ส�ำรวมทั้งกายและใจไม่ให้เกิด ให้ยืนตรงด้วยความสงบส�ำรวม ขณะ
ความยินดียินร้ายเมื่อสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ไม่ให้ส่ิงภายนอก ท่ีรับอาหารน้ันก็ให้พิจารณาว่าเป็น
เข้ามายัว่ ยุอารมณ์ เพียงสิ่งบ�ำรุงร่างกายให้อยู่ได้เท่านั้น
การส�ำรวมทางตาเปน็ สงิ่ ส�ำคญั มาก ไมเ่ ดนิ สอดสา่ ย ไม่จ�ำเป็นต้องให้พรหรือกล่าวคาถา
ตายตาไปมา ทอดสายตาตำ่� ไม่มองสงู เกินความจ�ำเป็น เม่ือ อนโุ มทนา
จ�ำเป็นจะต้องกวาดสายตา ให้มองกวาดสายตาได้เพียงช่ัว สมัยก่อนพระไม่ได้ให้พรขณะ
แอกเกวียนโคเท่าน้ัน (ประมาณ ๑๓๕ องศา) แต่ท้ังนี้ต้อง บิณฑบาต เมื่อตักบาตรเสร็จท้ังพระ
ปรบั ใหเ้ ขา้ กบั สงิ่ แวดลอ้ ม ถา้ อยใู่ นเมอื งใหญม่ กี ารจราจรหนา และญาตโิ ยมตา่ งแยกกนั ไป ชว่ งไมก่ ปี่ ที ี่
แนน่ กป็ รบั ตามความจ�ำเป็น ผ่านมานพ้ี บว่านยิ มให้พรหลงั ตกั บาตร
คงเปน็ ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ใิ หมท่ มี่ ผี คู้ ดิ วา่
เมื่อเขาตักบาตรให้เราก็อวยพรให้เขา
หนอ่ ยเปน็ การตอบแทน เมอ่ื มผี เู้ รมิ่ ตน้
และมีผู้เห็นดีเห็นงามด้วยปฏิบัติตาม
และเป็นที่ถูกใจญาติโยมส่วนใหญ่ที่
เห็นวา่ การสวดใหพ้ รจะช่วยท�ำใหก้ าร
ตกั บาตรสมบูรณย์ ิง่ ข้นึ ใหผ้ ลตามทีต่ น
ปรารถนา เช่น การอุทิศส่วนกุศลให้ผู้
ล่วงลับไปแล้ว โชคลาภและความเป็น
64
วสิ าขบชู า ปี ๒๕๖๕
สิริมงคล เป็นต้น การสวดให้พรขณะบิณฑบาต รองเท้าขณะตักบาตรเพ่ือเป็นการแสดงความ
จึงเป็นที่นิยมกระทั่งกลายเป็นธรรมเนียมในเวลา เคารพพระ บางคนถอดรองเท้าแต่ยังยืนบน
ตอ่ มา รองเท้า จึงเป็นที่ถกเถียงกันว่า สวมรองท้าว
อย่างไรก็ตาม ยังเป็นท่ีถกเถียงกันอยู่ ตักบาตรสมควรท�ำหรือไม่ ไม่มีข้อห้ามในเรื่อง
ระหว่างผู้รู้ว่า การสวดให้พรของพระขณะออก นี้ ควรจะข้ึนอยู่กับสถานการณ์ ถ้าบริเวณที่ยืน
บิณฑบาตน้ันถือเป็นการแสดงธรรมหรือไม่ เฉอะแฉะ ไม่สะอาด สวมรองเท้าตักบาตรน่าจะ
เป็นการแสดงธรรม ถ้าเป็นการแสดงธรรมก็ผิด เปน็ เร่อื งอนุโลม
พุทธบัญญัติในธัมมเทสนาปฏิสังยุตข้อท่ีว่า.....
เรายืนอยู่จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้น่ังอยู่ สถานการณบ์ ิณฑบาตในปจั จุบัน
อย่างไรก็ตาม ค�ำสวดให้พรบางบทเป็นการ ปัจจุบันน้ีพระสงฆ์ท่ีมีญาติโยมเลื่อมใส
อ�ำนวยพรเท่าน้ัน ไม่ได้เข้าข่ายค�ำสอน บางบท นบั ถอื เปน็ พเิ ศษ พระทม่ี นี ติ ยภตั เปน็ รายเดอื น หรอื
อาจกล้�ำก่ึง และดูโดยภาพรวมก็ไม่น่าจะก่อให้ พระสงฆ์ที่มีต�ำแหน่งทางการปกครองบางระดับ
เกิดความเสียหายอะไร น่าจะอนุโลมตามยุค มักไม่ออกบิณฑบาต มีญาติโยมน�ำมาถวายที่
ตามสมยั วัดเป็นประจ�ำหรือไม่ก็ให้ศิษย์วัดจัดซ้ือแล้วน�ำ
ปกตพิ ระออกบณิ ฑบาตจะไมส่ วมรองเทา้ มาถวาย เลยไม่มีโอกาสปฏิบัติธุดงค์ข้อส�ำคัญ
สังคมไทยมีความเคารพนับถือพระสูง เมื่อพระ ท่ีพระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญว่า เป็นกิจอัน
ไม่สวมรองเท้าขณะบิณฑบาต ญาติโยมจึงถอด ประเสริฐ อยา่ งน่าเสยี ดาย
65
วดั อนงคารามวรวหิ าร กรงุ เทพมหานคร
พระที่ออกบิณฑบาตมักจะเป็นพระเล็ก พระผทู้ ค่ี วรจะมบี ทบาทมากทส่ี ดุ ในเรอ่ื ง
เณรน้อยหรือพระหลวงตาที่บวชเมื่อแก่ ไม่มี จรยิ วตั รของพระภกิ ษแุ ละสามเณร คอื เจา้ อาวาส
ญาติโยมอุปถัมภ์ค�้ำชู ไม่มีปัจจัยท่ีจะซ้ือหามา เจ้าอาวาสให้ได้ทั้งพระเดชและพระคุณมีอ�ำนาจ
ฉันเอง ต้องอาศัยบิณฑบาตเล้ียงชีพ พระภิกษุ ตามพระราชญั ตั ิปกครองคณะสงฆ์
สามเณรทอ่ี อกบณิ ฑบาตสว่ นหนง่ึ กข็ าดการอบรม ในเร่ืองนี้มีค�ำกล่าวของคนเฒ่าคนแก่
ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ใิ นการออกบณิ ฑบาต ไมส่ �ำรวม บา้ ง ทางภาคอิสานว่า ดูวัดให้ดูฐาน (เว็จกุฎี/ส้วม)
กเ็ ดนิ คยุ กนั ขณะทบี่ ณิ ฑบาต บา้ งกย็ นื รอรบั บาตร ดสู มภาร (เจา้ อาวาส) ใหด้ จู วั นอ้ ย (สามเณรนอ้ ย)
ท่ีจุดขายอาหาร เมื่อรับเต็มบาตรแล้วน�ำไปเทให้ ดูวัดว่าดีมีระเบียบวินัยและสะอาด
แม่ค้าพ่อค้าน�ำกลับมาขายใหม่แล้วรับปัจจัยเป็น สะอ้านหรอื เปลา่ ไม่ตอ้ งไปดทู ี่อนื่ ดแู คเ่ ว็จกฎุ ีว่า
ค่าตอบแทนไป องค์กรปกครองทางสงฆ์เคยออก สะอาดหรอื เปลา่ ถา้ เวจ็ กฎุ สี ะอาด ทอี่ นื่ ๆ สะอาด
กฎหา้ ม แตไ่ มม่ ผี รู้ บั ผดิ ชอบทจี่ ะน�ำไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ หมด เช่นกัน สามเณรยังซุกซนเยี่ยงเด็กตามวัย
จรงิ จัง จงึ ยงั เป็นปัญหาทีร่ อการแก้ไข ถา้ วตั รปฎบิ ตั ขิ องสามเณรสงบเรยี บรอ้ ย พระลกู วดั
ย่อมเรียบร้อยเช่นกัน น่ันคือ เจ้าอาวาสเข้มงวด
ขอ้ เสนอแนะ เอาใจใส่ในการอบรมสั่งสอนและกวดขันวัตร
ปฏบิ ตั ิของพระภิกษสุ ามเณรในปกครอง
พระผู้มีต�ำแหน่งทางการปกครองที่ยังมี จึงขอฝากข้อคิดและการบ้านแก่ท่าน
ก�ำลังแข็งแรงหากออกบิณฑบาตบ้าง นอกจาก ผู้อ่านและผู้รับผิดชอบได้พิจารณาและด�ำเนิน
ได้ปฏิบัติธุดงค์ตามอย่างพระพุทธเจ้าแล้ว ยังจะ การตอ่ ไป
ได้พบเหน็ ส่งิ แวดลอ้ มต่างๆ และอาจพบปญั หาที่
ควรจะน�ำมาแก้ไข z❀å
องค์กรที่ดูแลรับผิดชอบในเรื่องจริยวัตร
ของพระภิกษุสามเณร คงจะกวดขันและดูแลให้
จรงิ จงั เปน็ รปู ธรรมกวา่ น้ี ไมค่ วรท�ำแบบไฟไหมฟ้ าง
66
วิสาขบูชา ปี ๒๕๖๕
วปิ ัสสนากรรมฐาน
ประสบการณ์ที่เปน็ “ปจั จตั ตัง” รู้ไดเ้ ฉพาะตน
ใครก็ได้...ช่วยอธบิ ายที
โดย...รพพี ฒั น์ ดีประวัติ
อดตี ผ้กู ำ� กบั รายการ ไทยทีวีสี ชอ่ ง ๙ อ.ส.ม.ท,. อดีตประธานนักเรียน พอน. รนุ่ ที่ ๒
“ปจั จัตตงั รไู้ ดเ้ ฉพาะตน คนปฏบิ ัตจิ ริงจะหายสงสัยเอง...” หลวงพอ่ ชา สภุ ทั โท
ที่ผมน�ำวลีของหลวงพ่อชา สุภัทโท มาใช้เร่ิมเร่ืองในคร้ังน้ี ก็เพราะผมได้รับประสบการณ์
จากการฝึกวิปัสสนากรรมฐานทเี่ ป็นไปตามวลนี จี้ ริงๆ ครบั !
ผมมีโอกาสฝึกนั่งสมาธิคร้ังแรกในชีวิต
ขณะบวช ๑ พรรษาท่ีวัดอนงคารามฯ เม่ือปี
๒๕๑๙ ในวยั ๒๓ ปี ผมเคยเขยี นเลา่ เรอ่ื งการบวช
ไวใ้ นเรอ่ื ง “เมอื่ ผมบวชทีว่ ดั อนงค”์ ลงในหนังสอื
วารสาร “วสิ าขบชู า”ประจ�ำปี ๒๕๖๐ แต่ในคร้ัง
นน้ั ผมไดต้ ดั เรอ่ื งการฝกึ สมาธใิ นระหวา่ งบวชออก
เพ่ือไม่ให้เน้ือหายาวเกินไป คร้ังน้ีจึงขอย้อนกลับ
ไปเล่าถึงเหตุการณ์ในระหว่างบวชในคร้ังนั้นอีก
รอบหน่ึงนะครับว่า ได้มีความแปลกประหลาด
อะไรเกดิ ขน้ึ บา้ งกบั การฝกึ นง่ั สมาธคิ รงั้ แรกในชวี ติ
ของผม ท่วี ดั อนงค์คราวน้ัน กล่าวคือ...
ในสมยั น้ัน พระบวชใหมท่ กุ รปู ท่อี ยูย่ าว
ตลอดพรรษา ๓ เดือน ตอ้ งเข้าเรยี นวิชานกั ธรรม
ในระดบั “นวกภมู ”ิ (นะ-วะ-กะ-พมู ) หรอื ความรู้
ในระดบั พระบวชใหมข่ องส�ำนกั เรยี นวดั อนงคารามฯ
ตลอดพรรษาครับ วิชาที่ถูกก�ำหนดให้เรียนมี ๓
วชิ า วชิ าแรกคอื พระพทุ ธประวตั ิ วชิ าที่ ๒ คอื วชิ า
ธรรมะ-เรียงความแกก้ ระทูธ้ รรม และวิชาสุดท้าย
67
วัดอนงคารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
คอื พระวินยั การเรียนการสอนหลกั สตู รนวกภมู นิ ้ี ด้วยการก�ำหนดลมหายใจเข้าออก(อานาปานสติ)
เรียนกันในช่วงบ่ายครับ พอถึงช่วงค่�ำในเวลา ๒ ไว้อย่างละเอียดให้เราสามารถฝึกท�ำตามได้อย่าง
ทุ่มก็จะมีพระวิปัสสนาจารย์มาสอนฝึกน่ังสมาธิ เปน็ ขนั้ เปน็ ตอนเลยทเี ดยี ว
ท่ีบนศาลาการเปรียญ แต่ใครจะมาฝึกหรือไม่มา “ไดก้ ารละ เราไมต่ อ้ งงอ้ พระอาจารยแ์ ลว้
ก็ได้ไม่บังคับ ผมยังไม่เคยฝึกสมาธิมาก่อนเลยจึง เราจะฝึกเองตามต�ำราเลม่ นแ้ี หละ”
สนใจอยากไปลองดคู รบั หลังจากที่ผมได้อ่านต�ำราเล่มนั้น
เมื่อผมมาเริ่มต้นครั้งแรกก็ได้เห็นว่ามี โดยละเอียดแล้ว ผมก็ขึ้นไปฝึกสมาธิบนศาลา
พระท่ีสนใจมาฝึกกันอยู่พอสมควร ประมาณสิบ การเปรียญโดยไม่สนใจพระอาจารย์อีกเลย
กวา่ รูป ผมไปนัง่ ต่อแถวเปน็ รปู ทา้ ยๆ รอดวู ่าพระ ผมก�ำหนดลมหายใจเข้าออก สังเกตจุดกระทบ
อาจารย์ท่านจะแนะน�ำอะไรบ้าง? แต่ก็ไม่เห็น ของลมตามต�ำราท่ีเขียนบอกไว้ไปเรื่อยๆ จน
ท่านอธิบายอะไรเลย! ท่านก็น่ังหลับตาท�ำสมาธิ ได้ยินเสียงเคาะระฆัง ผมก็ออกจากสมาธิ กราบ
ไปพร้อมๆ กับพวกเรา(หรือว่าท่านเคยสอนแล้ว พระอาจารย์แล้วก็กลับกุฏิ ผมท�ำเช่นน้ีอย่างต่อ
ในวันก่อนๆท่ีผมยังไม่ได้เข้ามาฝึกก็ไม่ทราบได้) เนื่องอยู่หลายวันครับ แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีนิมิต
เม่ือครบสิบห้านาที ท่านก็เคาะระฆังหนึ่งครั้ง เป็นแสงเป็นอะไรอย่างท่ีต�ำราบอกไว้เลย แต่สิ่ง
เปน็ สญั ญาณใหอ้ อกจากสมาธ ิ พวกเรากก็ ราบลา หนึ่งที่ผมรู้สึกได้หลังจากออกจากสมาธิทุกคร้ังก็
พระอาจารยแ์ ล้วก็กลบั กฏุ ิ คอื “ความโล่ง สบาย” ทเ่ี ริ่มเกิดข้ึนในจิตใจของ
“แค่นเ้ี องเหรอ...” ผมร�ำพงึ ผมครบั
ผมกลับมากุฏิด้วยความงุนงงว่าท�ำไม ในท่ีสุดก็มาถึงคืนวันพระ ผมก็ไปฝึก
พระอาจารยท์ า่ นไมอ่ ธบิ ายอะไรเลย แลว้ กเ็ หลอื บ สมาธบิ นศาลาการเปรยี ญอีกเชน่ เคย โดยก�ำหนด
ไปเห็นหนังสือเล่มหน่ึงท่ีโยมแม่เอามาฝากไว้ให้ จิตว่าจะนั่งไปจนกว่าจะได้ยินเสียงระฆัง แต่ด้วย
จึงหยิบขึ้นมาดู ปรากฎว่าเป็นหนังสือสอน ความท่ีผมไม่สนใจพระอาจารย์ ผมจึงไม่รู้ว่าใน
“การน่ังสมาธิกรรมฐาน” เขียนโดยพระอาจารย์ คนื วนั พระนนั้ ทา่ นจะ “ไมเ่ คาะระฆงั ” ทา่ นจะให้
ผู้หน่ึงท่ีเล่าประสบการณ์การฝึกสมาธิของท่าน เรานงั่ กนั ตามสบาย ใครจะออกจากสมาธติ อนไหน
68
วสิ าขบชู า ปี ๒๕๖๕
ก็ไดต้ ามใจชอบ! ด้วยเหตนุ ้ี ผมจงึ นง่ั ยาวเพลนิ ไป ทมุ่ สสี่ บิ หา้ ! โห...วนั นผี้ มนงั่ สมาธยิ าวนานถงึ ๔๕
โดยไมร่ ตู้ วั วา่ นง่ั ไปนานเทา่ ใดแลว้ ตราบใดทผี่ มยงั นาทเี ลยทเี ดยี ว ปกตนิ งั่ แคส่ บิ หา้ นาทกี เ็ คาะระฆงั
ไมไ่ ดย้ นิ เสยี งระฆงั กย็ งั คงนง่ั ตอ่ ไปเรอ่ื ยๆ นน่ั เอง... เลกิ แลว้ แตด่ ว้ ยความทไ่ี มร่ วู้ า่ วนั นจี้ ะไมม่ กี ารเคาะ
...ผมกำ� หนดลมหายใจเขา้ ออก สงั เกตจดุ ระฆงั ผมจงึ “บงั เอญิ ”นง่ั ยาวนานจนจติ เปน็ สมาธิ
กระทบของลมไปเรื่อยๆ...เรือ่ ยๆ...เรอ่ื ยๆ... และเกดิ ภาพนมิ ติ ดงั กลา่ วขน้ึ มาไดน้ นั่ เอง
ไม่ทราบวา่ นานเทา่ ใด ก็เร่ิมรู้สึกแปลกๆ นเี่ ปน็ ประสบการณจ์ ากการฝกึ สมาธคิ รงั้
คือไม่รู้ว่าตัวเราหายไปไหนหมด ก้นที่เคยติด แรกในชีวิต และตลอดพรรษาท่ีผมบวชอยู่ที่วัด
อยู่กับพ้ืนไม่รู้มันหายไปไหน! ขาท่ีน่ังขัดสมาธิ อนงคารามฯ น้ี ผมท�ำได้เพียงครั้งน้ีครั้งเดียว
อยไู่ มร่ หู้ ายไปไหน! มอื ท่ีวางซอ้ นกนั อย่บู นตกั ก็ เท่านัน้ ครับ
หายไป! ผมรู้สึกแต่เพียงจุดกระทบท่ีลมหายใจ หลังจากนั้น ชีวิตของผมได้หันเหไปสู่
เขา้ ออกกระทบอยูเ่ ท่าน้ัน นอกนัน้ หายไปหมด! วงการโทรทศั นอ์ ยา่ งแปลกประหลาด ผมไดก้ ลาย
“อย่าไปสนใจ ตามลมหายใจไว้...” ผม เปน็ “ผกู้ �ำกบั รายการโทรทศั น”์ ของไทยทวี สี ี ชอ่ ง
เตือนตนเอง ตามทไ่ี ดม้ คี วามรจู้ ากตำ� ราว่า ไมว่ า่ ๙ อ.ส.ม.ท. และเป็นเพียงหนึ่งเดียวท่ีแหกคอก
อะไรจะเกิดขึน้ ก็อยา่ ไปสนใจ ใหต้ ามลมหายใจไว้ เรยี นจบมาจากคณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากร และ
อยา่ งเดยี ว ผมตามลมหายใจไปอกี ครเู่ ดยี วเทา่ นนั้ ประสบความส�ำเรจ็ ในอาชพี นพี้ อสมควร ดว้ ยมผี ล
ก็ปรากฏเหมือนมีล�ำแสงใสๆ แต่มีรูปทรงเป็น งานท่ไี ด้รบั รางวลั เมขลาถึง ๒ ครง้ั ในปี ๒๕๒๔
แท่งสเ่ี หล่ยี มยาวๆ คล้ายๆ แทง่ แกว้ ในมมุ ด้าน และปี ๒๕๒๖ กระท่ังผมลาออกจากช่อง ๙ มา
ขา้ ง แลว้ ฉบั พลันทนั ใดน้นั ล�ำแสงหรือแทง่ แก้ว ตงั้ ทีมงานของตนเอง รับผลติ งานเอง
นกี้ ห็ นั ขวบั มาจอ่ ตรงกลางหนา้ ผากของผมทนั ที แม้ชีวิตผมโลดแล่นอยู่ในวงการทีวีนาน
“เฮ้ย อะไรวะ” ผมรู้สึกตกใจ แล้วรีบ หลายสบิ ปี แตส่ ง่ิ หนง่ึ ทผ่ี มพยายามปฏบิ ตั อิ ยเู่ สมอ
ตั้งสติ “อย่าไปสนใจๆ ตามลมหายใจไว้ๆ” ผม คือการรักษาศีลประพฤติธรรม ผมจะไปท�ำบุญ
พยายามส่ังตนเอง แตไ่ ม่ทนั การเสียแลว้ ผมหลดุ ถวายสังฆทานและฝึกน่ังสมาธิที่วัดสังฆทาน
ออกจากสมาธเิ สียแล้ว จังหวัดนนทบุรี ตามโอกาสอยู่เป็นระยะ แม้จะ
ภาพต่างๆ น้ันหายไปหมด ผมเริ่มรู้สึก น่ังแล้วไม่ได้ผลอะไรเพราะความอ่อนเพลียจาก
ถึงก้นท่ีนั่งอยู่กับพื้นทันที ตามมาด้วยขาที่นั่งขัด การประกอบอาชีพการงานที่ท�ำให้เกิดอาการ
สมาธิและมือที่วางซ้อนกันอยู่ก็กลับคืนมา แล้ว ง่วงอยู่เป็นประจ�ำก็ตาม กระท่ังเกิดเหตุการณ์
ทกุ อย่างก็กลบั คืนมาสสู่ ภาวะปกติ... แปลกประหลาดที่ท�ำให้ผมต้องมาบวชแก้บน
ผมลืมตาขึ้น ปรากฏว่า เหลือผมน่ังอยู่ และฝึกวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจังอีกครั้ง ท่ี
เพยี งรปู เดยี วเทา่ นน้ั สมาชกิ รปู อน่ื ๆ กลบั กฏุ กิ นั วดั สงั ฆทาน...
ไปหมดแลว้ มแี ตพ่ ระอาจารยผ์ สู้ อนวปิ สั สนานง่ั ยม้ิ
คอยผมอยู่ ผมเหลอื บมองดนู าฬกิ ากเ็ ปน็ เวลาสอง
69
วัดอนงคารามวรวิหาร กรงุ เทพมหานคร
เหตเุ กดิ ทว่ี ดั สงั ฆทาน นนทบรุ ี เมอ่ื ปี ๒๕๓๙
วดั สงั ฆทาน เปน็ วดั เกา่ แก่ สรา้ งขนึ้ ในสมยั อยธุ ยาตอนปลาย มหี ลวงพอ่ โต พระพทุ ธรปู ขนาดใหญ่
ปางมารวิชัย เป็นพระประธาน ได้ถูกท้ิงร้างอยู่กลางสวนเมืองนนท์มายาวนานนับร้อยปี กระทั่ง
หลวงพ่อสนอง กตปญุ โญ ได้เดนิ ธดุ งค์มาพบเม่อื ปี ๒๕๑๑ และไดร้ ว่ มกับชาวบา้ นบูรณะพฒั นาวดั
ขน้ึ ใหม่ กลายเปน็ วัดสายวิปัสสนากรรมฐานทเี่ จริญรุ่งเรอื งอีกครง้ั ในปจั จุบัน
การทผี่ มตอ้ งมาบวชแกบ้ นครง้ั นน้ั กเ็ นอ่ื งมา
จากผมทดลองบนบวชของานหลกั ลา้ นกบั หลวงพอ่ โต
วัดสังฆทานในปี ๒๕๓๖ แล้วได้งานมาอย่างแปลก
ประหลาด กล่าวคือ...
ครั้งแรก ผมบนวา่ ถ้าได้งานหลักลา้ น ผม
จะบวชถวายเปน็ เวลา ๗ วัน แล้วงานหลักลา้ นของ
“ควอลติ ้ี เฮ้าส”์ ลกู คา้ เก่าแกก่ ต็ ิดต่อเข้ามาจรงิ ๆ แต่
ไดถ้ ูกคู่แขง่ ตดั ราคา ท�ำให้งานน้ันตอ้ งหลุดมอื ไป ผม
จงึ มาบนบวชกบั หลวงพอ่ โตของานหลกั ลา้ นอกี ครงั้
โดยเพมิ่ จ�ำนวนวันบวชแกบ้ นเป็น ๓๐ วัน แลว้ สิง่
แปลกประหลาดกไ็ ดบ้ งั เกดิ ขน้ึ โดยผมไดง้ านทห่ี ลดุ
มอื ไปแล้วช้ินนนั้ กลับคนื มาในราคาทด่ี ีกวา่ เดิม!
ผมใชเ้ วลาผลติ งานใหค้ วอลติ ี้เฮา้ ส์อยหู่ ลายเดอื น
เพราะเป็นงานหลักล้านชิ้นแรกและช้ินใหญ่ที่สุด
ในขณะน้ัน จนแล้วเสร็จในช่วงปลายปี ๒๕๓๖
70
วิสาขบชู า ปี ๒๕๖๕
แตป่ รากฏวา่ ผมยงั คงมงี านผลติ วดี ที ศั นจ์ ากลกู คา้ เวลาน้อยจะอะลุ้มอล่วยให้บวชผ้าขาว ๑๐ วัน
ประจ�ำเพม่ิ ขนึ้ อกี หลายชนิ้ ท�ำใหผ้ มมงี านตอ่ เนอื่ ง ถึงกระน้ันผมก็ยังมีเวลาไม่พอ เพราะยังเขียนบท
ไปถงึ ปี ๒๕๓๗ จนเตม็ ลน้ ไปถงึ กลางปี ๒๕๓๘ เลย งานช้ินล่าสุดไม่เสร็จ ผมจึงต่อรองกับหลวงพี่ที่
ทเี ดยี ว ผมจงึ ยงั หาชว่ งเวลาบวชแกบ้ นถวายหลวง ท�ำหน้าที่รับสมัครบวช โดยจะขอบวชผ้าขาว
พ่อโตไม่ได้เลย! แค่ ๓ วัน
“หลวงพ่อครับ หลวงพ่อทราบใช่ไหม “โยมจะบวชผา้ ขาวแค่ ๓ วนั ไมไ่ ดห้ รอก
ครบั วา่ ผมยังมงี านตอ่ เน่อื งมาตลอด กระท่ังผ่าน มันน่าเกลียดเกินไป คนอื่นเขาบวชกัน ๓๐ วัน
ไปปีกว่าแล้ว ผมก็ยังหาช่วงว่าง ๓๐ วันมาบวช ทงั้ นน้ั กเ็ ขา้ ใจดวี า่ โยมท�ำธรุ กจิ มเี วลานอ้ ย เอายงั ง้ี
ถวายหลวงพ่อไม่ได้เลย ผมขอเล่ือนไปก่อนนะ โยมบวชผ้าขาวแค่ ๗ วันละกัน น่ีให้เป็นพิเศษ
ครับ ผมไม่เบี้ยวแน่นอนครับ มีช่วงว่างเพียงพอ แลว้ นะ ในฐานะทโ่ี ยมมาถวายสงั ฆทานทกุ อาทติ ย์
เมื่อใด ผมจะบวชถวายทันทีครับ” ผมอธิษฐาน จนอาตมาจ�ำหน้าได้” หลวงพ่ีให้เหตุผลอย่าง
กบั หลวงพอ่ โตอยา่ งแน่วแน่ ชัดเจน
ในกลางปี ๒๕๓๘ ผมยังคงมีงานเตม็ มอื ด้วยเหตุท่ีผมต้องไปบวชผ้าขาว ๗ วัน
จนล้นไปสปู่ ี ๒๕๓๙ แต่ในท่สี ุด ผมก็หาช่วงเวลา ลว่ งหนา้ ผมจงึ เรง่ เขยี นบทจะใหเ้ สรจ็ กอ่ นวนั บวช
บวช ๓๐ วันได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือน ผ้าขาว แต่ผมมาติดขัดคิดไม่ออกในช่วงท้ายของ
มิถุนายน ผมตอ้ งเลือ่ นการบวชแกบ้ นมายาวนาน บทว่าจะสื่อความวิชาการช่วงน้ันอย่างไรดี? ผม
เกอื บสามปเี ลยทเี ดียว ใช้เวลาคิดอยู่ทง้ั สปั ดาห์ก็ยังคดิ ไม่ออก กระท่งั ถงึ
การบวชทว่ี ดั สงั ฆทานเปน็ การอปุ สมบทหมู่ ก�ำหนดวันบวชผ้าขาว ผมจึงจ�ำต้องทิ้งค้างการ
โดยก�ำหนดบวชพร้อมกันในวันเดียว ในปีนั้นมี เขียนบทไว้ก่อน โดยมีแผนในใจว่า จะหาเวลา
ผู้มาสมัครบวชรวมทั้งตัวผมเป็นจ�ำนวน ๑๘ คน เขียนต่อในระหวา่ งบวช
การบวชที่นี่มีระเบียบว่า ผู้ท่ีสมัครบวชทุกคน ก�ำหนดวันอุปสมบทหมู่ของปีนั้น คือ
จะต้องมาบวชเนกขัมมะก่อน เป็นเวลา ๓๐ วัน วนั ท่ี ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๙ (ตรงกบั วนั วสิ าขบชู า
ท่ีทางวัดเรียกว่า “บวชผ้าขาว” คือต้องโกนหัว พอดี) ผู้ที่สมัครบวชจึงต้องมาบวชผ้าขาวกัน
และนุ่งชุดขาว โดยต้องสมาทานศีล ๘ ต้องต่ืน ตั้งแต่วันท่ี ๑ พฤษภาคม มีผมคนเดียวเท่าน้ัน
ตี ๔ เพ่ือท�ำวัตรเช้าพร้อมกับพระทุกวัน รวมท้ัง ที่มาบวชผ้าขาวในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม เพียง
ต้องฝึกสมาธิ นั่งวิปัสสนากรรมฐานพร้อมกับ ๗ วนั ก่อนวนั อปุ สมบท ในชว่ งเวลานนั้ ทางวัด
พระตามก�ำหนดทุกช่วงเวลา และเมื่อพระออก ก�ำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอุโบสถแก้วแปด
บิณฑบาตก็ต้องออกไปหิ้วถังคอยช่วยถ่ายบาตร เหลยี่ มครอบองคห์ ลวงพอ่ โต ซงึ่ สรา้ งส�ำเรจ็ ไปกวา่
พระที่มีคนใส่บาตรจนเต็ม เม่ือครบ ๓๐ วัน ครงึ่ หนงึ่ แลว้ จงึ ใชเ้ ปน็ ทอ่ี ปุ สมบทหมใู่ นปนี นั้ ดว้ ย
คณะสงฆ์จะพิจารณาตัดสินดูนิสัยว่าเหมาะสมท่ี ท่ีวัดสังฆทานนี้ พระทุกรูปจะอยู่แยก
จะบวชเป็นพระหรือไม่? แต่ส�ำหรับนักธุรกิจท่ีมี เด่ียวในกุฏิเล็กๆ ขนาดประมาณ ๒ x ๓ เมตร
71
วัดอนงคารามวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
โดยกุฏิแต่ละหลังจะอยู่ห่างกันประมาณ ๑๐ ถึง หนงึ่ ครงั้ แลว้ สวดบทแผเ่ มตตาพรอ้ มกนั เพอ่ื อทุ ศิ
๒๐ เมตร เพ่ือไม่ให้รบกวนกัน ระเบียบส�ำคัญ บญุ จากการฝกึ พระกรรมฐานนใี้ หก้ บั เทพยดาและ
ของท่ีน่ีอีกข้อหน่ึงก็คือ เม่ือบวชแล้ว ห้ามอ่าน หมสู่ ัตว์ เปน็ อันจบพิธี
หนงั สอื พมิ พ์และห้ามดูโทรทศั นค์ รับ! ในช่วงของการบวชผ้าขาว ๗ วัน ผม
การฝึกปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิวิปัสสนา ฝึกนั่งสมาธิไม่ได้ผลเลย! พอเริ่มตามลมหายใจ
กรรมฐานของวัดสงั ฆทาน ก�ำหนดวนั ละ ๓ เวลา ได้ไม่กี่นาที จะมีอาการง่วงเข้ามาแทรกแซง
คือช่วงแรกเริ่มจากการ “ท�ำวัตรเช้า” ในเวลาตี ทันที ผมต้องต่อสู้กับความง่วงน้ีเพียงอย่างเดียว
๔ ชว่ งที่ ๒ “ท�ำวตั รเทย่ี ง” ในเวลาเทย่ี งครง่ึ และ ตลอดทัง้ ๗ วนั !
ชว่ งท่ี ๓ “ท�ำวัตรคำ�่ ” ในเวลา ๑ ทุ่ม นอกจาก วันที่ผมได้บวชเป็นพระวันแรกน้ัน นับ
นี้ ในทุกวันพระจะมีการปฏิบัติธรรมตลอดทั้ง เป็นวันท่ี ๘ ของการฝึกสมาธิท่ีต่อเน่ืองมาจาก
คนื ทเ่ี รยี กวา่ “เนสัชชิก*” อนั เปน็ การฝึกสมาธิ การบวชผ้าขาว ผมยังคงต้องต่อสู้กับ “นิวรณ์
โดยไม่มีการหลับนอนตลอดคืน แต่ใครจะ ง่วง” (ความง่วงที่เป็นเครื่องกีดขวาง) อยู่เป็น
เขา้ ร่วมฝกึ หรือไม่ฝึกกไ็ ด้ ตามความสมคั รใจ ระยะๆแทบทุกวัน เมอ่ื ฝึกต่อเนื่องมาได้ประมาณ
การฝึกสมาธิของวัดสังฆทาน ใช้วิธี สบิ กวา่ วนั ผมจงึ เริ่มเอาชนะความงว่ งไดบ้ า้ ง เปน็
ภาวนา “พุทโธ” โดยมีพระอาจารย์สลับกันมา ครั้งคราว
เปน็ องคน์ �ำสมาธแิ ละน�ำกรรมฐานใหใ้ นแตล่ ะชว่ ง นอกเหนอื จากการตอ่ สกู้ บั ความงว่ งแลว้
เวลา พระอาจารยจ์ ะเรมิ่ ตน้ ดว้ ยการใหเ้ ราตามลม การฝกึ สมาธยิ งั มอี ปุ สรรคอกี หลายอยา่ ง เชน่ เกดิ
หายใจ เข้า-ออกโดยหายใจเข้าภาวนาว่า “พุท” อาการปวดเมื่อยจากการน่ังท่าเดิมนานๆ ที่เรียก
หายใจออกภาวนาวา่ “โธ” ไปสกั พัก เพอ่ื ให้จิต ว่า “เวทนา” ท�ำให้ต้องขยับเปลี่ยนท่า ส่งผลให้
สงบรวมตัวอยู่ในสมาธิกอ่ น จึงจะเร่มิ น�ำเขา้ สูก่ าร สมาธิสะดุดไม่ต่อเน่ือง หรืออาจถูกมารผจญใน
ฝกึ กรรมฐาน โดยการใหน้ กึ ภาพทแ่ี ลเหน็ เปน็ ตวั เรา รปู แบบตา่ งๆ คอื เมอื่ จติ ก�ำลงั เรมิ่ รวมตวั เขา้ ภวงั ค์
ก�ำลังน่ังในท่าขัดสมาธิ เป็นมุมภาพตรงด้านหน้า ไดส้ มาธิ ก็ถกู มดกดั จนสะด้งุ หรอื ถูกยุงกดั จนคนั
(เหมอื นมกี ลอ้ งมาจบั ภาพตวั เราจากดา้ นหนา้ ) ให้ ยิบๆ ท�ำให้สมาธิหลุด ต้องเรม่ิ ภาวนาพุทโธ ตาม
เหน็ หนา้ ตาวา่ เปน็ ตวั เรา ทเ่ี ปน็ พระนงุ่ หม่ จวี ร แลว้ ลมหายใจกนั ใหม่ เป็นต้น
ใหพ้ ิจารณานกึ ให้เหน็ ภาพ “ผม” “ขน” “เลบ็ ”
“ฟนั ” “หนงั ” ของตวั เรา วนเวียนไปเรอ่ื ยๆ เมื่อ
จะให้ออกจากสมาธิ พระอาจารย์จะเคาะระฆัง
* ค�ำเต็ม คือ เนสัชชิกังคะ หมายถึง สมาทานธุดงค์โดยไม่นอน
(เอนหลัง, นอนไม่หลับ, นอนหลับท�ำไม่ได้ แต่อยู่ในอิริยาบถ
น่งั ยนื เดนิ ได)้ ค�ำสมาทานธุดงคข์ อ้ น้ี คอื “เสยยัง ปฏกิ ขปิ ามิ
เนสชั ชกิ งั คัง สมาทิยามิ -ข้าพเจา้ เวน้ การนอน สมาทานองคแ์ หง่
ผู้ถอื การนง่ั ” -สาราณยี กร
72
วิสาขบูชา ปี ๒๕๖๕
หม่ จวี รก�ำลังนงั่ สมาธไิ ดช้ ัดเจนมาก ชนดิ ทีไ่ ม่เคย
เห็นชัดเท่านี้มาก่อนเลย ผมจึงนึกต่อไปให้เห็น
ภาพของ “ผม” “ขน” “เล็บ” “ฟัน” “หนัง”
ของตนเองไปตามล�ำดับของการฝกึ กรรมฐาน ก็มี
ภาพมาปรากฏให้เห็นไปตามล�ำดับได้อย่างแปลก
ประหลาด เมื่อผมนึกขอเห็น “ผม” ก็เห็นภาพ
หัวของตวั เองท่ีโกนผมบวชเปน็ มุมมองใกล้ๆ จาก
อีกสง่ิ หนึง่ ทเ่ี กดิ ข้ึนบ่อยในสมาธิ คอื การ ด้านบน แล้วทันใดนั้น เส้นผมก็งอกยาวออกมา
เหน็ ภาพนมิ ติ แลว้ เรากเ็ พลนิ เขา้ ไปในนมิ ติ เหลา่ นนั้ (เหมือนในภาพยนตร์แอนนิเมชั่น!) ผมยังร�ำพึง
นนั้ อันท�ำใหส้ มาธิจิตตดิ อยู่แคน่ นั้ ไม่ก้าวหน้าตอ่ ข้ึนในสมาธวิ ่า “งอกให้ดไู ด้ดว้ ย” แล้วผมก็นกึ ขอ
ไป พระอาจารยอ์ งคน์ �ำสมาธสิ อนใหแ้ กไ้ ขดว้ ยการ ดูภาพ “ขน” ก็มีภาพหลังมือของผมปรากฏข้ึน
ตั้งสตใิ ห้มนั่ คง เม่ือเร่ิมเห็นภาพนิมิตกใ็ ห้รูต้ วั วา่ นี่ แลเห็นเส้นขนบนหลังมืออย่างชัดเจน ผมนึกขอ
คอื ภาพนมิ ติ แล้วอย่าไปสนใจ ดภู าพ “เล็บ” ก็แลเหน็ เล็บทป่ี ลายนิ้วมือ เห็นแม้
กว่าผมจะเร่ิมข้ามภาพนิมิตเหล่าน้ีได้ก็ กระทั่งข้ีเล็บท่ีติดอยู่ในซอกเล็บ! พอผมนึกขอดู
ตอ้ งฝกึ สมาธิผ่านไปถึงเกือบ ๒๐ วัน! ผมเริ่มนกึ “ฟัน” ผมก็เห็นภาพฟันในปากของผมชัดเจนได้
เห็นภาพตนเองเป็นพระก�ำลังน่ังสมาธิในมุมด้าน อย่างประหลาดท้ังด้านนอกและด้านใน ราวกับ
ตรงหนา้ ตามทพ่ี ระอาจารยส์ อนไดบ้ า้ งแลว้ แตย่ งั มีกล้องพิเศษเข้าไปจับภาพภายในปากให้ฉะนั้น!
เหน็ ไม่ชัดและเหน็ ได้ไมน่ านภาพก็จะหายไป เม่ือผมนึกขอดูภาพ “หนัง” ผมก็เห็นเป็นภาพ
กระท่ังถึงวันท่ี ๑๕ มิถุนายน การน่ัง ตนเองก�ำลงั นงั่ สมาธใิ นมมุ ตรงหนา้ อกี ครงั้ แตเ่ ปน็
สมาธิของผมได้เกิดสัมฤทธิผลเป็นครั้งแรก ใน ตวั เปลอื ยเปลา่ ! คอื แลเหน็ หนงั ทหี่ มุ้ รา่ งของผมได้
ช่วงเวลาท�ำวตั รเชา้ ตอนตี ๔ ครง่ึ ถงึ ตี ๕ ครงึ่ โดย ทั้งตวั ผมจ�ำค�ำสอนของพระอาจารย์ได้ว่า เมอื่ ได้
ในช่วงเช้าวันน้ัน ไม่มีพระอาจารย์มาน�ำสมาธิ เห็นภาพหนังท้ังตัวแบบนี้ก็ให้ถลกหนังออก ผม
(ไมท่ ราบเพราะเหตใุ ด?) ทกุ คนจงึ ฝกึ กนั เอาเองใน จึงนึกให้ถลกหนังออก ปรากฏว่า หนังก็ถูกถลก
“ความเงียบ” ตามอธั ยาศยั ออกไปทงั้ ตวั อยา่ งรวดเรว็ เพยี งเสยี้ ววนิ าที แลเหน็
ผมเรม่ิ ดว้ ยการอธษิ ฐานขอบารมเี สดจ็ พอ่ กลา้ มเนอื้ สีแดงเปน็ มดั ๆ อย่างชดั เจน ผมนึกภาพ
พระเจ้าตากสินและเทพยดาท้ังหลายให้ช่วยผม ตอ่ ไปตามขน้ั ตอนของค�ำสอนกรรมฐาน คอื นกึ ให้
ให้สามารถพัฒนาการน่ังสมาธไิ ด้ดีขน้ึ แล้วจงึ เร่ิม ถลกกล้ามเนอ้ื ออก กลา้ มเนอ้ื ก็หายไปทนั ทีเหลอื
ภาวนาพุทโธ ตามลมหายใจเข้าออก สักพักใหญ่ แตเ่ พยี งโครงกระดูกในทา่ นัง่ สมาธิ ผมจ�ำค�ำสอน
ผมรสู้ ึกปติ แิ น่นต้ือขน้ึ มาที่หนา้ อก ผมจะมีอาการ ไม่ได้ว่าเม่ือถึงตรงน้ีให้ท�ำอย่างไรต่อไป? ก็พอดี
เชน่ นที้ กุ ครงั้ เมอ่ื จติ สามารถรวมตวั ไดส้ มาธิ ผมจงึ ไดย้ นิ เสียงระฆังสญั ญาณใหอ้ อกจากสมาธิ
นกึ สรา้ งภาพกรรมฐานตามทพี่ ระอาจารยเ์ คยสอน การออกจากสมาธิ พระอาจารย์จะ
ไว้ ปรากฏวา่ ผมสามารถเหน็ ภาพตนเองเปน็ พระ บอกว่า ให้ค่อยๆ เอามือ (ท่ีวางซ้อนกนั อยู่บนตัก
73
วดั อนงคารามวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
ในท่าน่ังสมาธิ)ออกไปวางที่เข่า โดยค่อยๆ เอา นั้น กล่าวข้ึน เมื่อผมไปเล่าให้ท่านฟังในช่วงเช้า
มือขวาไปวางบนเข่าขวาช้าๆ และค่อยๆ เอามือ วนั นน้ั (ทา่ นจะใชส้ รรพนามเรยี กผทู้ บี่ วชเปน็ พระ
ซ้ายไปวางบนเข่าซ้ายช้าๆ ในช่วงเวลาการฝึกท่ี วา่ “ผม” กบั “คณุ ” ส่วนค�ำว่า “อาตมา” กับ
ผ่านมาน้ัน ผมบอกตรงๆ เลยว่า ผมรู้สึกสงสัย “โยม”ท่านจะใช้กบั ฆราวาส)
และร�ำคาญว่า ท�ำไมต้องวางมือช้าๆ ด้วย? วาง “คุณเข้าสมาธิไดถ้ ึงชน้ั ที่ ๒ จึงเห็นภาพ
ตามปกติกน็ า่ จะได้ ไม่เห็นวา่ จะต้องวางช้าๆ เลย พระกรรมฐานได้ชัดเจน คุณฝึกแค่คร่ึงเดือน
แลว้ ผมกไ็ ดร้ บั ความกระจา่ งจากการออก เทา่ นนั้ กเ็ หน็ ผล พระบางองคฝ์ กึ มาตง้ั ๑๐ พรรษา
จากสมาธิในครง้ั นี้ กล่าวคือ... แล้ว ยังท�ำไม่ได้อย่างคณุ เลย แสดงวา่ ในอดีตชาติ
ผมเกิดอาการวูบวาบจากปลายเท้าวูบ คุณต้องเคยฝึกกรรมฐานมาก่อนแล้วอย่าง
ออกไปทางศีรษะ ทันทีที่เร่ิมถอนออกจากสมาธิ แน่นอน” หลวงพ่อสนองเมตตาให้ความเห็น
อาการวูบวาบน้ีเป็นอยู่ตลอดเวลาในขณะท่ีผม ผมเกิดความเข้าใจขึ้นทันทีว่า เหตุใดหลวงพ่อโต
พยายามยกมอื ขวาขน้ึ ไปวางบนเขา่ ขวา ซงึ่ ปรากฏ จงึ ไมใ่ หผ้ มบวชแกบ้ นครงั้ นแี้ ค่ ๗ วนั ? เพราะเวลา
วา่ ผมไมส่ ามารถขยบั ตามปกตไิ ด้ มนั เหมอื นกบั มี เพียง ๗ วนั น้ัน ผมจะต้องตอ่ สกู้ บั ความงว่ งเพียง
แรงต้านบางอย่างที่ท�ำให้ขยับตามปกติไม่ได้ ผม อยา่ งเดยี ว จะไมไ่ ดอ้ ะไรจากการฝกึ สมาธเิ ลย ทา่ น
ต้องค่อยๆ ขยับมือแบบช้าๆ (คล้ายภาพยนตร์ท่ี จึงได้บันดาลให้งานหลักล้านช้ินนั้นหลุดมือผม
ท�ำเทคนิคสโลว์โมช่ัน) และกว่าผมจะเอามือขวา ไปก่อน เพ่ือให้ผมมาอธิษฐานเพิ่มวันบวชแก้บน
วางบนเข่าขวาและเอามือซ้ายวางบนเข่าซ้ายได้ เปน็ ๓๐ วัน (ท่านจงึ บันดาลให้งานหลกั ล้านชน้ิ
ส�ำเรจ็ และกลับคืนสูส่ ภาวะปกตทิ อ่ี าการวบู วาบ น้ันกลบั มาอีกครง้ั ในราคาท่ีดกี ว่าเดมิ !) เพ่อื ให้ผม
ไดห้ มดสน้ิ ไปนนั้ เขากส็ วดแผเ่ มตตากนั ไปกวา่ ครงึ่ มเี วลาเพยี งพอทจ่ี ะไดท้ บทวนรอื้ ฟน้ื “ทตุ ยิ ฌาน”
บทแลว้ ! (ฌานสมาธิชั้นที่ ๒) ท่ีผมเคยฝึกฝนไว้แล้วใน
น่ีคือประสบการณ์มหัศจรรย์ท่ีเกิดขึ้น อดีตชาติ นนั่ เอง
ครง้ั แรกในการฝกึ สมาธกิ รรมฐานของผม หลงั จาก นับแต่วันน้ัน การฝึกสมาธิของผมก็
ฝึกอย่างจรงิ จงั และตอ่ เนอ่ื งมาวนั ละ ๓ เวลา นบั พัฒนาก้าวหน้าขึ้น ในขณะเดินทางไปร่วมงาน
จากวนั บวชผา้ ขาวเป็นระยะเวลา ๒๓ วัน หรือถา้ พิธใี นต่างจังหวดั ผมสามารถเข้าสมาธิในระหว่าง
นบั จากวนั อุปสมบทจะเปน็ ระยะเวลา ๑๖ วัน ท่ีรถก�ำลังว่ิงไปตามเส้นทางได้ และสามารถเพ่ง
“คณุ มาถกู ทางแลว้ ขออนโุ มทนากบั คณุ เห็นภาพในกรรมฐานได้ เพียงแต่ภาพไม่ชัดเจน
ด้วย” หลวงพ่อสนอง กตปญุ โญ เจ้าอาวาสในยคุ เท่ากับในวนั แรกท่ีท�ำไดเ้ ท่านน้ั
74
วิสาขบูชา ปี ๒๕๖๕
เม่ือเหลือจ�ำนวนวันบวชอยู่อีกประมาณ
ครง่ึ เดอื น ผมไดไ้ ปขออนญุ าตหลวงพอ่ สนอง เพื่อ
ของดท�ำวัตรเที่ยงสกั ๔-๕ วัน เพอื่ เขียนบทงาน
วีดีทัศน์ท่ีค้างอยู่ให้เสร็จ หลวงพ่อท่านก็เมตตา
อนุญาตให้ขาดวัตรเทย่ี งได้
เมื่อผมเริ่มเขียนบทต่อก็มีส่ิงแปลก
ประหลาดเกดิ ขน้ึ คอื ผมสามารถคดิ หาวธิ สี อ่ื ความ
หมายวชิ าการในจุดท่ีผมตดิ ขัดอยู่ไดอ้ ย่างรวดเรว็ อย่างแน่วแน่ว่า ถ้าผมฝึกเม่ือใด ผมต้องเอาชนะ
มาก ผมใชเ้ วลาเพยี ง ๒ วนั เทา่ นั้น กเ็ ขียนบทได้ ความง่วงให้ได้ จะไม่ยอมนั่งสัปหงกโงกเงกเป็น
เสรจ็ สมบรู ณ์ นเ่ี ปน็ ผลจากการไดฝ้ กึ นง่ั สมาธอิ ยา่ ง อนั ขาด
ต่อเนื่องมาโดยตลอดใช่หรือไม่? แล้วผมก็ได้เข้าฝึกเนสัชชิกในวันพระ
ผมมีความเช่ือส่วนตัวอยู่ว่า การจะเข้า สุดท้ายของเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นวันข้ึน ๑๕ ค่�ำ
สมาธิให้ลึกได้นั้น ต้องนั่งน่ิงๆ เท่านั้น การ ตรงกับวันท่ี ๒๙ มถิ ุนายน ก่อนก�ำหนดวันสกึ ของ
ฝกึ สมาธดิ ว้ ยการขยบั รา่ งกาย เชน่ การเดนิ จงกรม ผมเพยี งวนั เดยี ว อันเป็นโอกาสสดุ ทา้ ยทผี่ มจะได้
ไม่น่าจะท�ำให้เกิดสมาธิที่ลึกได้ ผมจึงเลี่ยงไม่ไป ปฏบิ ตั ิธรรมเนสชั ชกิ ในขณะยงั เป็นพระ
ฝึกเดินจงกรม แต่ในท่ีสุดผมก็ได้ข้อพิสูจน์ด้วย เนสัชชิกในคืนน้ัน ฝึกปฏิบัติกันที่ลาน
ตนเองว่า ความเชื่อส่วนตัวในเร่ืองน้ีของผมนั้น ธรรม โดยมีพระอาจารย์สลับคิวกันมาน�ำสมาธิ
มนั “ผดิ ” ครบั ! เป็นช่วงๆ ต้ังแต่หัวค�่ำ จนถึงประมาณเท่ียงคืน
“ไปเนกันไหมท่าน?” พระเพื่อนที่บวช จงึ ใหฝ้ กึ เองตามอัธยาศัย ผมสงั เกตว่า มีพระเข้า
รุ่นเดียวกันรูปหนึ่งกล่าวชักชวนให้ไปฝึกเนสัชชิก รว่ มฝกึ กันมาก หลายสิบรปู เต็มพ้นื ท่อี าสนะสงฆ์
(การปฏิบัติธรรมตลอดคืน) เมื่อเขาเดินผ่านกุฏิ ทเี ดียว
ของผมในคืนวนั พระคนื หนง่ึ หลงั จากท�ำวตั รคำ�่ เสรจ็ แลว้ ผมอธษิ ฐาน
“ไม่ละท่าน ผมยังไม่อยากทรมานตัว ขอบารมีเสด็จพ่อพระเจ้าตากสินและเทพยดาท้ัง
เอง” ผมตอบแบบตรงไปตรงมาตามความรู้สึก หลายรวมทั้งหลวงพ่อโตช่วยให้ผมเข้าสมาธิให้ได้
ของผม เน่ืองจากผมเคยไปสังเกตการณ์การฝึก ผล ผมเร่ิมด้วยการตามลมหายใจเข้าออก รู้สึก
เนสัชชิก แล้วได้เห็นพระสว่ นใหญโ่ ดยเฉพาะพระ ได้ผลดี จิตน่ิงดี ไม่มีอะไรมารบกวนในสมาธิเลย
เพอ่ื นๆ นนั้ นงั่ สปั หงก โงกเงก กนั ตลอดคนื ไมเ่ หน็ แตพ่ อถึงเวลา ๔ ทุม่ ซึ่งเป็นเวลาจ�ำวัดตามปกติ
จะไดป้ ระโยขนอ์ ะไร ไปนงั่ อดหลบั อดนอนทรมาน ของผม ความงว่ งก็เขา้ มาแทรกแซงทนั ที ผมแขง็
ตวั เองเสยี เปลา่ ๆ ผมจงึ คดิ วา่ ไปจ�ำวดั ในกฏุ เิ อาแรง ใจต่อสู้กับความง่วงอยู่พักหนึ่งก็เอาชนะมันได้
ไว้ฝึกสมาธิในช่วงท�ำวัตรเช้า จะมีประโยชน์กว่า หลังจากน้ัน ผมไม่ง่วงอีกเลยตลอดทั้งคืน ผมนั่ง
แต่ผมก็ตั้งใจไว้ว่า ก่อนจะถึงก�ำหนดสึก ผมจะ สมาธิตามลมหายใจกระทง่ั ถงึ ตี ๓ ครึง่ ไดเ้ ร่มิ เกดิ
ลองฝึกเนสัชชิกในคืนวันพระดูสักคร้ัง และต้ังใจ เวทนา คือความเม่อื ย ท�ำใหผ้ มตอ้ งเปล่ียนทา่ นงั่
75
วัดอนงคารามวรวิหาร กรงุ เทพมหานคร
จากทา่ ขดั สมาธมิ าเปน็ ทา่ นง่ั พบั เพยี บ แตค่ รงั้ นผี้ ม มองทางเดินจงกรมอยู่! ผมสามารถถลกเน้ือหนัง
สามารถเปลยี่ นอริ ยิ าบถโดยยงั คงรกั ษาสมาธจิ ติ ไว้ ในภาพกรรมฐานจนเหลอื แตโ่ ครงกระดกู ได!้ และ
ไดด้ ว้ ยการตามลมหายใจอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง แตเ่ วทนา ยังสามารถผ่าโครงกระดูกน้ันออกเป็นสองซีกได้
ยงั รบกวนอยเู่ ปน็ ระยะ กระทั่งตี ๓ ครึง่ กวา่ ไมว่ ่า อกี ดว้ ย!
ผมจะเปล่ยี นท่านั่งไปท่าไหนกไ็ มห่ ายเม่อื ย ผมจึง ผมลืมตาเดินจงกรม เพ่งภาพกรรมฐาน
ตดั สนิ ใจลกุ ขน้ึ “เดนิ จงกรม” เพอ่ื เปลยี่ นอริ ยิ าบถ เช่นน้ี กระท่ังได้เวลาท�ำวัตรเช้า ตอนตี ๔ จึงได้
(ปรากฏว่า พระท่เี คยนัง่ กันอย่เู ต็มเม่อื ตอนหวั ค�ำ่ ออกจากสมาธ.ิ ..
กลับกฏุ กิ ันไปเกือบหมดแลว้ ท�ำให้ผมมีท่วี ่างเดิน ประสบการณ์การฝึกกรรมฐานคราวน้ัน
จงกรมได้อย่างสะดวก) ทำ� ใหผ้ มหายสงสยั แลว้ ครบั วา่ “ปจั จตั ตงั ” ทแี่ ปล
ผมเดินจงกรมตามวิธีท่ีเคยสังเกตการณ์ วา่ “ร้ไู ด้เฉพาะตน” นัน้ เปน็ อยา่ งไร?
ไว้ คือ มีสติรู้ตัวอยู่ทุกขณะจิตในขณะท่ีก้าวเท้า รวมทั้งข้อสงสัยท่ีว่า ท�ำไมผมจึงต้อง
เดิน เริ่มด้วยเท้าขวายก-ย่าง-เหยียบ ตามด้วย บวชแก้บนเป็นระยะเวลาถงึ ๓๐ วนั ?
เท้าซ้ายยก-ย่าง-เหยียบ ผมก�ำหนดจิตเดินเช่นนี้ ค�ำถามน้ี ก็ไม่ต้องมีใครมาช่วยอธิบาย
อยู่ประมาณ ๑๐ นาทีเทา่ นัน้ กร็ ้สู กึ มปี ิติแนน่ ตอื้ แล้วนะครับ
ขน้ึ ทหี่ นา้ อกอนั แสดงวา่ จติ ของผมรวมตวั ไดส้ มาธิ
ลึกแล้ว ผมจึงลองนึกเพ่งกรรมฐานทั้งๆ ท่ีก�ำลัง รพพี ัฒน์ ดีประวัติ
เดนิ จงกรม และไม่นา่ เช่อื เลยว่า ผมสามารถเพง่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เห็นภาพกรรมฐานได้ ท้งั ๆ ทผ่ี มยงั ลืมตา! ภาพ
กรรมฐานในจิตได้ซ้อนทับข้ึนมาในดวงตาที่ก�ำลัง
76
วสิ าขบชู า ปี ๒๕๖๕
วดั อนงคารามวรวหิ าร
ในรอบปี ๒๕๖๔ - ๒๕๖๕
77
วัดอนงคารามวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
78
วสิ าขบชู า ปี ๒๕๖๕
พระราชสิทธโิ กศล
ได้รบั พระบญั ชาให้ด�ำรงต�ำแหน่ง
เมอ่ื วันท่ี ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕
ประวัติ พรเะจร้าาอชาสวิทาสธิโวกัดศอลนง(คเสาฐรยีามรวสรปวิหฺปาญรฺโ ป.ธ.๗)
ชือ่ พระราชสทิ ธโิ กศล ฉายา สปปญฺ ฺโ อายุ ๘๙ พรรษา ๖๘
วทิ ยฐานะ ป.ธ.๗ วดั อนงคารามวรวหิ าร แขวงสมเดจ็ เจา้ พระยา เขตคลองสาน กรงุ เทพมหานคร
สถานะเดิม
ช่อื เสฐียร นามสกุล โพธิเวชกลุ เกดิ วันที่ ๒๗ เดือน มกราคม พ.ศ.๒๔๗๕
บา้ นเลขที่ ๕๙๙/๓ แขวงพญาไท เขตดุสติ จงั หวดั กรงุ เทพมหานคร
บดิ า นายกระมล โพธิเวชกุล มารดา นางบญุ ชุบ โพธเิ วชกลุ
บรรพชา
วันท่ี ๑๗ เดือน พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๙๒
วัดบางขนั ต�ำบลคลองหนึง่ อ�ำเภอคลองหลวง จงั หวัดปทุมธานี
พระอปุ ัชฌาย์ พระครพู ิพัฒน์ปทุมเขต วดั บางขัน ต�ำบลคลองหนึง่
อ�ำเภอคลองหลวง จงั หวดั ปทมุ ธานี
79
วัดอนงคารามวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
อุปสมบท
วันที่ ๖ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๖ วัดบางขัน ต�ำบลคลองหนึ่ง อ�ำเภอคลองหลวง
จงั หวดั ปทุมธานี
- พระอุปชั ฌาย์ พระครพู ิพฒั น์ปทุมเขต
วดั บางขัน ต�ำบลคลองหนง่ึ อ�ำเภอคลองหลวง จงั หวดั ปทมุ ธานี
- พระกรรมวาจาจารย์ พระอธกิ ารโหมด เกสปญโฺ ญ
วดั คณุ หญงิ สม้ จนี ต�ำบลคลองหนง่ึ อ�ำเภอคลองหลวง จังหวดั ปทมุ ธานี
- พระอนสุ าวนาจารย์ พระเปล้อื ง ปภสสฺ โร
วดั บางขัน ต�ำบลคลองหนึง่ อ�ำเภอคลองหลวง จังหวดั ปทมุ ธานี
วทิ ยฐานะ
พ.ศ.๒๔๘๖ ส�ำเรจ็ วชิ าสามญั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓
พ.ศ.๒๔๙๘ สอบไลไ่ ด้ น.ธ. เอก
พ.ศ. ๒๕๐๕ สอบไลไ่ ด้ประโยค ป.ธ. ๗ ส�ำนักเรียนวัดอนงคาราม
งานปกครอง
พ.ศ. ๒๕๑๗ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๗ เปน็ เลขานกุ ารรองเจา้ คณะภาค ๑
พ.ศ. ๒๕๑๗ ถึง ปัจจบุ นั ไดร้ บั แตง่ ตง้ั เปน็ เจา้ คณะที่ ๒ มหี นา้ ทปี่ กครองดแู ลสงเคราะห์
พระภกิ ษสุ ามเณร และศิษยว์ ัดภายในคณะแทนเจ้าอาวาส
พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวดั อนงคาราม
พ.ศ. ๒๕๔๐ เปน็ พระอุปชั ฌาย์
พ.ศ. ๒๕๓๑ ถึงปจั จบุ นั เปน็ กรรมการและเลขานกุ ารสอบคดั เลอื กพระภกิ ษุ -สามเณร
และศษิ ยว์ ดั เขา้ อาศัยอยูใ่ นวดั อนงคาราม กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. 2564 รกั ษาการเจา้ อาวาสวดั อนงคาราม (ส.ค.2564-ก.พ.2565)
พ.ศ. 2565 (27 ก.พ.2565) ได้รับแต่งต้งั เป็นเจา้ อาวาสวดั อนงคารามวรวหิ าร (รปู ท่ี 13)
สมณศกั ดิ์
พ.ศ. ๒๕๓๖ ไดร้ บั พระราชทานแตง่ ต้ังสมณศักดิ์ เปน็ พระราชาคณะช้ันสามัญ
ในราชทนิ นามที่ พระสรภาณกวี
พ.ศ. ๒๕๔๙ ไดร้ ับพระราชทานเล่ือนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช
ในราชทนิ นามท่ี พระราชสทิ ธิโกศล
(พระราชสิทธโิ กศล)
เจ้าอาวาสวัดอนงคารามวรวิหาร
80
วสิ าขบูชา ปี ๒๕๖๕
วดั อนงคารามวรวหิ าร
ในรอบปี ๒๕๖๔ – ๒๕๖๕
รวบรวมโดย : พระมหาถนอม ถริ จิตฺโต
เลขานุการวัดอนงคาราม
พระครูปลัดวิชยั อภิวโํ ส ผช.เลขา ฯ
๑. การปกครอง
วัดอนงคารามได้ปรับเปล่ียนรูปแบบการปกครองโดยมีคณะกรรมการบริหารกิจการ
ของวัด ตามอ�ำนาจหน้าท่ีของเจ้าอาวาสซ่ึงมีพระราชสิทธิโกศล ได้รับพระบัญชาให้ด�ำรงต�ำแหน่ง
ลงวันท่ี ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ โดยออกเป็นค�ำสั่งวัดอนงคาราม วรวิหารท่ี ๓/ ๒๕๖๕ ซึ่งมี
รายนามคณะกรรมการดังน้ี
๑. พระราชสิทธิโกศล เจา้ อาวาส เป็นประธาน
๒. พระครวู ริ ยิ กจิ โกศล ผจล.วัดอนงคาราม เปน็ ทป่ี รกึ ษา
๓. พระครศู รกี ติ ตยาภินนั ท์ ผจล.วดั อนงคาราม เป็นที่ปรึกษา
๔. พระมหาเมอื งอินทร์ อาภากโร ผจล.วัดอนงคาราม เป็นรองประธาน
๕. พระครวู ิธานกติ ติโสภณ ผจล.วดั อนงคาราม เป็นรองประธาน
๖. พระครวู สิ าลสรกจิ ผจล.วดั อนงคาราม กรรมการ
๗. พระมหาวินยั อาทจิ จฺ วณโฺ ณ ผจล.วัดอนงคาราม กรรมการ
๘. พระมหาทรงยศ านยตุ ฺโต ผจล.วัดอนงคาราม กรรมการ
๙. พระมหาวีระ ปุญญฺ วีโร ผจล.วดั อนงคาราม กรรมการ
๑๐. พระมหาถนอม ถิรจติ ฺโต ผจล.วดั อนงคาราม กรรมการ / เลขานกุ ารวดั ฯ
๑๑. พระครปู ลดั วิชัย อภิวํโส ผจล.วัดอนงคาราม กรรมการ/ ผช.เลขา ฯ
๑๒. พระครปู ลัดชนะ ชุตนิ ธฺ โร ผจล.วดั อนงคาราม กรรมการ/ ผช.เลขา ฯ
๑๓. พระมหาสมเดช ยสธารี ผจล.วดั อนงคาราม กรรมการ/ ผช.เลขา ฯ
๑๔. พระมหาเอกชัย ผาสโุ ก ผจล.วัดอนงคาราม กรรมการ/ ผช.เลขา ฯ
๑๕. นายชชู าติ ชนื่ สมบตั ิ ไวยาวัจกร กรรมการ
81
วดั อนงคารามวรวหิ าร กรงุ เทพมหานคร
และแบ่งการปกครองเป็น ๑๑ คณะ มีพระเถรานุเถระช่วยกันรับผิดชอบในแต่ละคณะ
เรียกว่า “เจ้าคณะ” ซึ่งมีรายนามดงั นี้
พระมหาสมเดช ชือ่ / ฉายา วุฒิการศึกษา/ต�ำแหน่ง
เจา้ คณะ ที่ ๑ ยสธารี ป.ธ. ๙, วท.บ. / ผจล.
เจา้ คณะ ที่ ๒ พระมหาถนอม ถิรจิตฺโต ป.ธ. ๙, ศศ.ม. / ผจล.
เจา้ คณะ ท่ี ๓ พระมหาเอกชัย ผาสุโก ป.ธ.๙, ร.บ., รป.ม. / ผจล.
เจา้ คณะ ที่ ๔ พระมหาคณุ ฐั สุภกิจโฺ จ ป.ธ. ๕, น.ธ.เอก, ปวส.
เจ้าคณะ ท่ี ๕ พระมหาวิชัย อภิวโํ ส ป.ธ. ๓, น.ธ.เอก / ผจล.
เจ้าคณะ ท่ี ๖ พระมหาเมอื งอินทร์ อาภากโร ป.ธ. ๗, พธ.บ. / ผจล.
เจา้ คณะ ที่ ๗ พระครูวธิ านกติ ติโสภณ (วเิ ศษ กิตตฺ ิโสภโณ) น.ธ.เอก / ผจล.
เจ้าคณะ ที่ ๘ พระมหาณรงคร์ าช ปณิธานธิติ ป.ธ. ๘ / ปร.ด.
เจ้าคณะ ท่ี ๙ พระครูศรกี ติ ตยาภินันท์ (อ�ำนวย เมตฺติโก ป.ธ. ๖ / ผจล.
เจ้าคณะ ที่ ๑๐ พระมหาทรงยศ ฐานยตุ โฺ ต ป.ธ. ๗, พธ.บ.,กศ.ม. /ผจล.
เจ้าคณะ ท่ี ๑๑ พระครูวิริยกิจโกศล (พิเนตร ชาตเมโธ) ป.ธ. ๕, ศน.บ. / ผจล.
ในพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๖๔ มพี ระภกิ ษุและสามเณรอย่จู �ำพรรษารวม จ�ำนวนทั้งส้ิน ๔๖ รูป
ไดด้ ังน้ี
๑) พระภิกษ ุ จ�ำนวน ๔๒ รปู
๒) สามเณร จ�ำนวน ๔ รปู
82
วสิ าขบูชา ปี ๒๕๖๕
งานฉลองและมุทิตาผูส้ อบไล่ได้พระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี
ประจ�ำปีการศกึ ษา ๒๕๖๕
๒. การศึกษา
ในดา้ นการศกึ ษาตั้งแต่เดอื น มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๖๔ – เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ทางส�ำนกั เรียน
วัดอนงคารามไดแ้ บง่ ออกเป็น ๔ แผนก ดงั นี้
1. แผนกนกั ธรรม และธรรมศกึ ษา
2. แผนกบาลี
3. แผนกโรงเรียนพระพทุ ธศาสนาวนั อาทติ ย์ (การศึกษาสงเคราะห)์
การศกึ ษาพระปริยตั ิธรรมแผนกธรรมและบาลี ไดเ้ ปดิ เรยี นประจ�ำปีการศกึ ษา ๒๕๖๔ ในวัน
แรม ๙ ค�่ำ เดือน ๗ ตรงกบั วนั ท ่ี ๔ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๖๔ และปิดภาคการศึกษาหลงั การสอบของ
พระภกิ ษ-ุ สามเณรในแผนกบาลี โดยการจดั การเรียนการสอนน้ันสรุปได้ดังต่อไปน้ี
ก. แผนกธรรม
นักธรรม มีครปู ฏิบตั หิ น้าทส่ี อนจ�ำนวน ๓ รูป ได้แก่
๑. พระมหาคณุ ัฐ สภุ กจิ ฺโจ ป.ธ. ๕ (สอนวิชา ธรรมวิภาค)
๒. พระมหาวีระ ปญุ ฺญวโี ร ป.ธ. ๗ (สอนวชิ า วินยั บญั ญัต)ิ
๓. พระมหาบุญชัย ถิรปุญฺโญ ป.ธ. ๗ (สอนวิชา พทุ ธประวตั ิ)
จ�ำนวนนักเรยี นนกั ธรรมที่สง่ เขา้ สอบในสนามหลวงทกุ ช้ันในปี ๒๕๖๔ จ�ำนวน ๔ รปู ไม่มี
ผู้ขาดสอบ คงสอบ ๔ รูป สอบได้ ๓ รปู สอบตก ๑ รูป โดยมรี ายละเอยี ดดงั ต่อไปนี้ :-
83
วัดอนงคารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
นกั ธรรมช้ันตรี สง่ เข้าสอบ ๑ รปู ขาดสอบ ไมม่ ี คงสอบ ๑ รปู สอบได้ ๑ รูป ไดแ้ ก ่
พระบ�ำรงุ สีลปญฺโญ โพธ์ทิ อง วดั อนงคาราม คณะ ๗
นกั ธรรมช้ันโท ส่งเขา้ สอบ ๑ รูป ไม่มผี ูส้ อบได้
นกั ธรรมชั้นเอก ส่งเข้าสอบ ๒ รูป ขาดสอบ ไมม่ ี คงสอบ ๒ รูป สอบได้ ๒ รูป ได้แก่
1. พระศุภชยั ปุญญฺ คโม สวสั ดไี พรงาม วัดอนงคาราม คณะ ๑๑
2. สามเณรศริ พล บญุ ประสทิ ธิ์ วัดอนงคาราม คณะ ๑๐
ธรรมศึกษา ในปีการศึกษา ๒๕๖๔ นี้ การจัดการเรียนการสอนแบบแบ่งช่วงช้ันใน
ทกุ ระดบั ไดแ้ ก่ ช่วงช้ันที่ ๑ ระดบั ประถมศึกษาปที ่ี ๔ – ๖ ชว่ งชนั้ ที่ ๒ ระดับมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑ – ๖
และชว่ งชน้ั ท่ี ๓ ระดับอุดมศกึ ษา และประชาชนทว่ั ไป ซง่ึ ทางวดั อนงคารามไดจ้ ดั ใหม้ คี รพู ระปฏบิ ตั ิ
หน้าที่ท�ำการสอนภายในสถานศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ โรงเรียนวัดพิชัยญาติ และโรงเรียนพัฒนาวิทยา
จ�ำนวน ๓ รปู ไดแ้ ก่
๑. พระครูวธิ านกติ ติโสภณ วัดอนงคาราม
๒. พระครสู ังฆรักษจ์ รลั สิรจิ นฺโท วดั อนงคาราม
๓. พระมหาสมพร สทุ ฺธนิ นโฺ ท วดั พิชยญาติการาม
ด้วยมีการแพร่ระบาดของเช้ือไวรัสโควิค ๒๐๑๙ อย่างต่อเน่ือง ท�ำให้การเรียนการสอนมิได้
เปน็ ไปตามแบบแผน เพราะทางกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ไดก้ �ำหนดใหน้ กั เรยี นผเู้ รยี นภาคปกตทิ �ำการเรยี น
การสอนท่ีบ้านของตน ประกอบกับมีประกาศจากแม่กองธรรมสนามหลวงเล่ือนการสอบธรรมศึกษา
ไป จงึ ท�ำให้สถานศกึ ษาต่าง ๆ รวมถงึ ส�ำนกั เรียนที่เขา้ รว่ มสอบไมส่ ามารถเขา้ ท�ำการสอบตามก�ำหนด
ของแม่กองธรรมได้ดังที่เคยปฏิบัติมา จึงสรุปได้ว่าไม่มีการจัดสอบส�ำหรับสถานศึกษา และผู้เข้าสอบ
ในสนามสอบส�ำนักเรียนวดั อนงคารามในปี ๒๕๖๔ น้ี
ข. แผนกบาลี (อาจารย์ใหญ่ สนร.ฯ) ป.ธ. ๙,
สอนประโยค ป.ธ. ๘, ๓, บ.ศ. ๗
ไดจ้ ัดให้มคี รูผู้สอนจ�ำนวน ๕ รูป ดังนี้ :- สอนประโยค ป.ธ. ๓, ๘
1. พระมหาถนอม ถิรจติ โฺ ต สอนประโยค ป.ธ. ๕
สอนไวยากรณ์ ป.๑-๒
2. พระมหาสมเดช ยสธารี ป.ธ. ๙
3. พระมหาเอกชยั ผาสุโก ป.ธ. ๙
4. พระครศู รีกิตตยาภนิ นั ท์ ป.ธ. ๖
จ�ำนวนนักเรียนที่ส่งเข้าสอบบาลีสนามหลวงและบาลีศึกษา ประจ�ำปี พ.ศ. ๒๕๖๕
ตั้งแต่ประโยค ๑-๒ ถึงประโยค ป.ธ. ๙ จ�ำนวนรวมท้ังส้ิน ๑๔ รูป/คน สอบได้ ๖ รูป/คน
สอบตก ๙ รูป สอบได้รายวิชา ๑ รปู ดงั มีรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
84
วิสาขบูชา ปี ๒๕๖๕
สถติ ิสอบประโยคบาลีสนามหลวงปี พ.ศ. ๒๕๖๔
ส�ำนกั เรยี นวดั อนงคาราม ถนนสมเดจ็ เจา้ พระยา เขตคลองสาน กทม. ๑๐๖๐๐
ที่ ชน้ั จ�ำนวน สอบได้ สอบตก
๑. ประโยค ๑-๒
๒. ประโยค ป.ธ. ๓ ๑ รูป - ๑ รูป
๓. ประโยค ป.ธ. ๔
๔. ประโยค ป.ธ. ๕ ๕ รปู ๒ รูป ๓ รูป
๕. ประโยค ป.ธ. ๖
๖. ประโยค ป.ธ. ๗ ๑ รูป - ๑ รูป
๗. ประโยค ป.ธ. ๘
๘. ประโยค ป.ธ. ๙ ๒ รปู ๒ รูป -
รวม
๑ รูป - ๑ รูป
---
๒ รูป - ๒ รปู
๑ รปู ๑ รปู -
๑๓ รูป ๕ รปู ๘ รปู
รายช่ือพระภิกษุ สามเณรผู้สอบประโยคบาลี ในสนามหลวง ประจ�ำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้
มีรายช่ือดงั ต่อไปน้ี
ชั้นประโยค ป.ธ. ๙ ส่งสอบ ๑ รปู สอบได้ ๑ รูป คณะที่ ๓
พระมหาชชั พล ปยิ สโี ล อย่พู ันธ ์
ชั้นประโยค ป.ธ. ๕ สง่ สอบ ๒ รปู สอบได้ ๒ รูป สอบตก ๒ รูป ผสู้ อบไดค้ ือ
๑. พระมหาวรุจน์ อธโิ ต งามเดน่ เจริญศร ี คณะ ๖
๒. สามเณรวานชิ - ประสงค ์ คณะ ๗
ชนั้ ประโยค ป.ธ. ๓ ส่งสอบ ๕ รูป สอบได้ ๒ รูป สอบตก ๓ รูป ผสู้ อบได้คอื
๑. พระสรุ ิยนต ์ สาคโร กาญจนสุขเมธากลุ คณะท่ี ๗
๒. สามเณรศริ พล บญุ ประสทิ ธ ิ์ คณะท่ี ๑๐
บาลีศึกษา (คฤหัสถ)์
บาลีศึกษาส่งเขา้ สอบประโยค บ.ศ. ๗ จ�ำนวน ๑ คน สอบได ้ ๑ คน ผสู้ อบบาลศี ึกษาได้
มีรายชอื่ ดงั น้ี
1. นางณัฐชยา ประดษิ ฐ์ศิลปโชติ อายุ ๖๔ ป ี สงั กัด วัดอนงคาราม
85
วัดอนงคารามวรวิหาร กรงุ เทพมหานคร
งานฉลองและมทุ ติ าผู้สอบไลไ่ ดพ้ ระปริยตั ิธรรมแผนกธรรม-บาลี
ประจ�ำปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๕
86
วิสาขบูชา ปี ๒๕๖๕
ประวตั ิ
ผ้สู อบไลป่ ระโยคบาลแี ละบาลศี กึ ษาได้
(เปรียญเอก)
ประจ�ำปี พ.ศ. ๒๕๖๕
87
วดั อนงคารามวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
ประวัติ
พระมหาชัชพล ปิยสีโล ป.ธ.๙
วดั อนงคาราม วรวหิ าร คลองสาน กรุงเทพมหานคร
************
ชื่อ พระมหาชชั พล ฉายา ปยิ สีโล นามสกุล อยูพ่ นั ธ์ อายุ ๔๐ ปี พรรษา ๑๐
ชาตภิ มู ิ เกดิ เมอ่ื วนั ท่ ี ๒๔ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ตรงกับวนั พฤหัสบดี แรม ๑๓ ค่ำ� เดือน ๑ ปีระกา
ณ บา้ นเลขที่ ๑๑๐/๑๑ หมู่ ๙ ต�ำบลบ่อพลอย อ�ำเภอบ่อไร่ จังหวดั ตราด
บรรพชาอปุ สมบท
เมือ่ วันท ี่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๕
ณ วัดบอ่ ไร่ ต�ำบลบ่อพลอย อ�ำเภอบอ่ ไร ่
จังหวัดตราด
โดยมี พระอปุ ัชฌาย์ พระครูสริ ธิ รรมรกั ขิต
วดั บางปรอื ต�ำบลหว้ ยแรง้ อ�ำเภอเมอื งตราด
จงั หวดั ตราด
พระกรรมวาจาจารย์ พระสมหุ ต์ งั กวย สธี โี ร
วัดบ่อไร่ด�ำรงธรรม ต�ำบลบ่อพลอย
อ�ำเภอบ่อไร่ จงั หวดั ตราด
พระอนสุ าวนาจารย์ พระปลดั ไว ปญญฺ าธโร
วดั คลองแอ่ง ต�ำบลบ่อพลอย อ�ำเภอบอ่ ไร่
จงั หวดั ตราด
วิทยฐานะ ส�ำเรจ็ การศกึ ษาระดับประกาศนยี บัตรวิชาชพี ช้ันสูง (คอมพวิ เตอรธ์ รุ กจิ )
สายสามัญ วทิ ยาลัยการอาชีพบอ่ ไร่ อ.บ่อไร่ จ.ตราด
พ.ศ. ๒๕๔๗ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี ณ วัดบ่อไรด่ �ำรงค์ธรรม ส�ำนกั เรยี นวดั บอ่ ไร่
สอบไล่ได้นกั ธรรมชน้ั โท ณ วดั กลั ยาณมิตร ส�ำนักเรียนวดั กลั ยาณมติ ร
แผนกธรรม สอบไลไ่ ดน้ กั ธรรมชนั้ เอก ณ วัดกัลยาณมติ ร ส�ำนกั เรยี นวดั กลั ยาณมติ ร
พ.ศ. ๒๕๕๕
พ.ศ. ๒๕๕๖
พ.ศ. ๒๕๕๗
88
วิสาขบูชา ปี ๒๕๖๕
แผนกบาลี
พ.ศ. ๒๕๕๗ สอบไล่ได้บาลปี ระโยค ๑-๒
ณ วัดกัลยาณมิตร ส�ำนักเรยี นวัดกัลยาณมิตร
พ.ศ. ๒๕๕๘ สอบไลไ่ ด้บาลปี ระโยค ป.ธ. ๓
ณ วดั กัลยาณมิตร ส�ำนักเรยี นวดั กลั ยาณมิตร
พ.ศ. ๒๕๕๙ สอบไล่ได้บาลีประโยค ป.ธ. ๔
ณ วัดกลั ยาณมติ ร ส�ำนกั เรยี นวดั กลั ยาณมิตร
พ.ศ. ๒๕๖๐ สอบไล่ไดบ้ าลปี ระโยค ป.ธ. ๕
ณ วัดอนงคาราม ส�ำนักเรยี นวัดอนงคาราม
พ.ศ. ๒๕๖๑ สอบไลไ่ ด้บาลีประโยค ป.ธ. ๖
ณ วัดอนงคาราม ส�ำนักเรยี นวัดอนงคาราม
พ.ศ. ๒๕๖๒ สอบไลไ่ ดบ้ าลีประโยค ป.ธ. ๗
ณ วดั อนงคาราม ส�ำนักเรยี นวัดอนงคาราม
พ.ศ. ๒๕๖๓ สอบไลไ่ ด้บาลปี ระโยค ป.ธ. ๘
ณ วดั อนงคาราม ส�ำนักเรยี นวดั อนงคาราม
พ.ศ. ๒๕๖๕ สอบไล่ได้บาลีประโยค ป.ธ. ๙
ณ วดั อนงคาราม ส�ำนักเรียนวัดอนงคาราม
คตปิ ระจ�ำใจ
ปฏิบตั ิ ขัดเกลา ด่ังเหลาไม้
จำ� ใหเ้ รยี บ สวยได ้ ไร้เสีย้ นหนาม
ตอ้ งตงั้ ใจ ขดั ถ ู พยายาม
ไม้จะงาม นามจะดี ต้องมีใจ
89
วดั อนงคารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
ประวตั ิโดยสงั เขป
ผสู้ อบไล่ไดบ้ าลศี กึ ษา ๗ ประโยค
************
ชื่อ นางณฐั ชยา นามสกลุ ประดษิ ฐศ์ ลิ ปโชติ อายุ ๖๔ ปี
ชาตภิ มู ิ เกดิ เมอ่ื วนั ท่ี ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๑
บ้านเลขท่ี 5 ซอยวัดอนงค์ ซอย ๓ ถนนสมเด็จเจ้าพระยา
แขวงสมเด็จเจา้ พระยา เขตคลองสาน กรงุ เทพมหานคร
รหสั ไปรษณยี ์ ๑๐๖๐๐
การศึกษา
สายสามญั ชัน้ สงู สดุ จบปรญิ ญาตรี สาขาบริหารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลยั รามค�ำแหง
ทางธรรม อภิธรรมบัณฑติ รนุ่ ที่ ๔๗ อภธิ รรมโชติกะวิทยาลยั
แผนกธรรม มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
พ.ศ. ๒๕๕๓ สอบไล่ไดธ้ รรมศึกษาชั้นตรี
ส�ำนกั เรียนวดั มหาธาตุยวุ ราชรังสฤษฎิ์ ฯ กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๕๗ สอบไล่ไดธ้ รรมศกึ ษาช้นั โท
ส�ำนักเรยี นวดั มหาธาตยุ ุวราชรังสฤษฎิ์ ฯ กรงุ เทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๕๘ สอบไลไ่ ด้ธรรมศึกษาชนั้ เอก
ส�ำนักเรียนวดั มหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ิฯ กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๕๙
90
วสิ าขบูชา ปี ๒๕๖๕
แผนกบาลี
พ.ศ. ๒๕๕๙ สอบไลไ่ ด้ หลักสตู ร ปทรูปสิทธเิ บอื้ งต้น
ส�ำนกั เรยี นวัดโมลโี ลกยาราม กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๖๐ สอบไล่ไดบ้ าลศี กึ ษา ประโยค ๑ – ๒
ส�ำนักเรยี นวดั อนงคาราม กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๖๑ สอบไล่ได้บาลีศึกษา ประโยค ๓
ส�ำนักเรยี นวดั อนงคาราม กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๖๒ สอบไลไ่ ด้บาลศี กึ ษา ประโยค ๔
ส�ำนกั เรียนวดั อนงคาราม กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๖๓ สอบไลไ่ ด้บาลีศึกษา ประโยค ๕
ส�ำนักเรียนวดั อนงคาราม กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๖๔ สอบไล่ได้บาลีศึกษา ประโยค ๖
ส�ำนักเรยี นวัดอนงคาราม กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๖๕ สอบไลไ่ ดบ้ าลีศกึ ษา ประโยค ๗
ส�ำนกั เรยี นวัดอนงคาราม กรุงเทพมหานคร
คตธิ รรมประจ�ำใจ
อยา่ บากบนั่ ให้สำ� เร็จแต่อย่างเดียว ต้องเฉลยี วถึงคณุ ธรรมอันลำ้� ค่า
เปน็ คนดีมคี นเขาบูชา ดกี ว่าเป็นคนเกง่ กลา้ คา่ ไมม่ ี
91
วัดอนงคารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
ค. ศนู ยศ์ ึกษาพระพุทธศาสนาวนั อาทิตย์ (การศกึ ษาสงเคราะห์)
งานศึกษาวัดอนงคาราม นับแต่ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทฺธสรมหาเถร)
อดตี เจา้ อาวาสวัดอนงคาราม รูปท่ี ๖ ทม่ี ีฉนั ทะเหน็ ประโยชนข์ องการศึกษา จงึ ได้สง่ เสริมการศึกษา
ให้เด็กนักเรียน ตั้งแต่สมัย พ.ศ.๒๔๓๒ (ร.ศ.๑๐๘) ท�ำหน้าที่เป็นแบบอย่าง (Role Model) ให้กับ
พระภกิ ษุสงฆส์ ามเณรภายในวัดอนงคารามได้เห็นได้ดูการท�ำงานเพอื่ วัดและพระพทุ ธศาสนา
ปีน้ีก้าวเข้าสู่ปีที่ ๕๘ ของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดอนงคาราม ท่ีได้
ก่อตั้งข้ึนเม่ือวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๐๗ ของหลวงพ่อพระมหาโพธิวงศาจารย์ (สาลี อินฺทโชตเถร)
อดีตเจ้าอาวาสวดั อนงคาราม รูปท่ี ๗ ที่ริเร่ิมกอ่ ต้งั รว่ มกบั พระเถรานุเถระในยคุ นั้น ดงั ค�ำวลีของหลวง
พอ่ พระมหาโพธวิ งศาจารย์ (สาลี อินฺทโชตมหาเถร) ท่วี า่ “ สร้างโรงเรยี น ก็คือสรา้ งคนให้เปน็ คนดี ”
มพี ระราชรัตนกวี (ไสว สุจิตฺโต) อดีตเจ้าอาวาสวดั อนงคารามรปู ท่ี ๙ เปน็ ตน้ ที่สนับสนนุ และสบื สาน
ส่งเสรมิ มาตามล�ำดบั
ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ศูนย์ได้มีการเปิดด�ำเนินการจัดการเรียนการสอนตามนโยบายของ
พระเดชพระคุณของพระราชสิทธิโกศล (เสถียร สปฺปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดอนงคารามให้ด�ำเนินการ
สืบสานและพัฒนางานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของอดีตเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม โดยได้มอบหมาย
ให้พระมหาณรงค์ราช ปณิธานธิติ เจ้าคณะท่ี ๘ เป็นผู้อ�ำนวยการศูนย์ฯ รูปท่ี ๕ พร้อมทีมงาน
ในการช่วยขับเคล่ือนงานของศูนย์ฯ ให้เป็นไปและเหมาะสมกับยุคสมัย โดยมีวัตถุประสงค์หลัก
เพื่ออบรมเด็กนักเรียนให้ตั้งม่ันอยู่ในศีลธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามตามปณิธาน
ของอดีตเจา้ อาวาสวดั อนงคาราม
ในส่วนการจัดการเรียนการสอนนั้น ภาคเช้า ได้มีการปรับจากเดิมท่ีเน้นเน้ือหาเป็นตัวต้ัง
เป็นการเนน้ ชีวิตเด็กเป็นตัวตงั้ มกี ารสอดแทรกธรรมะ พุทธประวตั ิและศาสนพธิ ีอยู่ในตัวกจิ กรรม
พร้อมเรียนรู้ประวัติวัดอนงคาราม เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity based
Learning) ซ่ึงไม่เน้นให้ผู้เรียนท่องจ�ำค�ำศัพท์บาลี แต่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ
ฝึกกระบวนการคิดแบบโยนิโสมนสิการ เกิดการหยั่งรู้หรือเกิดความรู้ตามศักยภาพของตนเอง
ผา่ นสถานการณ์จริงและสถานการณ์จ�ำลอง โดยผู้สอนเปล่ยี นบทบาทจากเดิมในอดตี ท่ีเป็นผู้ยดั เยียด
ความรู้ (Passive) ลดบทบาทลงมา ท�ำหนา้ ที่เปน็ ผู้อ�ำนวยการเรยี นรูใ้ ห้กับผเู้ รยี นแทนพรอ้ มที่จะเรียน
รู้ไปกับผู้เรียน ท้ังน้ี การวัดผลและประเมินผลวัดผลจากการเข้าร่วมกิจกรรมแต่ละสัปดาห์เป็นหลัก
และจ�ำนวนร้อยละ ๗๕ % ของการเขา้ รว่ มกจิ กรรม
นอกจากนี้ ภาคบา่ ย ส�ำหรบั นกั เรียนท่ีใฝ่รใู้ ครจ่ ะศกึ ษาเรยี นร้เู พ่ิมเติม กม็ ีวิชา ดังน้ี
1. วชิ า ธรรม พทุ ธประวตั ิ ศาสนพธิ แี ละกระทธู้ รรม เปน็ การสง่ เสรมิ ใหน้ กั เรยี นไดส้ อบธรรม
สนามหลวงของแม่กองธรรมสนามหลวง
92
วสิ าขบชู า ปี ๒๕๖๕
2. วิชา นาฎศิลป์ เป็นวิชาท่ีส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเน้นการปรับพ้ืนฐานและให้
ผเู้ รยี นได้ตามหาตวั ตนของตนเองในด้านการฟอ้ นร�ำ
3. วิชา ดนตรีไทย เป็นวิชาที่ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเน้นการปรับพื้นฐานและให้
ผู้เรียนไดต้ ามหาตัวตนของตนเองในดา้ นการเล่นดนตรไี ทย
4. วิชา ภาษาอังกฤษ เป็นการเสริมภาษาและทบทวนการบ้านวิชาน้ีให้กับผู้เรียนเป็นการ
ตอกยำ�้ ให้ผ้เู รยี นท่ีสนใจในภาษาองั กฤษ
เพราะฉะน้ัน การเปิดรับสมัครจะรับสมัครตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปของทุกปี และ
เปิดการจัดการเรียนรู้ในสัปดาห์ที่ ๒ ของเดือนมิถุนายนของทุกปีเช่นกัน ในปีการศึกษา ๒๕๖๕ น้ี
ทางศนู ยศ์ กึ ษาพระพทุ ธศาสนาวนั อาทติ ย์ วดั อนงคารามไดป้ รบั โครงสรา้ งการบรหิ ารเพอื่ ใหก้ ารบรหิ าร
งานเกดิ ความคลอ่ งตวั โดยมีผูบ้ รหิ าร เจ้าหน้าท่แี ละบุคลากรในการขับเคลือ่ น จ�ำนวน ๑๖ รปู /คน
ดงั มรี ายชือ่ ตอ่ ไปน้ี
คณะผู้บรหิ าร
ท่ี ต�ำแหน่ง ช่ือ ฉายา
๑ ผู้อ�ำนวยการ พระมหาณรงคร์ าช ปณธิ านธิติ
๒ รองผ้อู �ำนวยการฝ่ายธุรการ พระครวู ิธานกติ ตโิ สภณ (วเิ ศษ กติ ตฺ ิโสภโณ)
๓ รองผู้อ�ำนวยการฝ่ายกิจกรรม พระครปู ลดั ชนะ ชตุ นิ ฺธโร
คณะเจ้าหนา้ ที่ ช่ือ ฉายา
พระครูสงั ฆ์รักษจ์ รัล สริ จิ นฺโท
ที่ เจา้ หน้าท่ี พระมหาอภิชาต ภยทสฺสาวี
๑ ฝา่ ยส่งเสริมวิชาการ พระมหาศราวธุ เสฏฺฐมโน
พระมหาสุทศั น์ ธีรปญโฺ ญ
๒ ฝา่ ยเทคโนโลยสี ารสนเทศ พระมหาวรุจน์ อชโิ ต
พระศวิ านนท์ ธมมฺ านนโฺ ท
๓ ฝา่ ยทะเบยี น พระศภุ ชัย ปุญญฺ าคโม
พระมหาวิชัย ธีรชโย
๔ ฝ่ายสารบญั และส่งเสริมกิจกรรม
๕ ฝ่ายประชาสมั พนั ธ์
และประสานงาน
93
วดั อนงคารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
คณะบุคลากร ฉายา/นามสกลุ อ�ำนวยการเรยี นรู้
กิตตฺ ิพโล กจิ กรรม ป.๖
ท่ี ช่อื ลาภทรงสขุ กิจกรรม ป. ๑-๒
๑ พระอโณชาสทิ ธิ์ วิริยานวุ ฒั น์กลุ กจิ กรรม ป.๓
๒ นางสาววลยั พรรณ ชาวนาแก้ว กจิ กรรม ป. ๔-๕
๓ นางสาวศศิธร เตมิ บญุ กิจกรรม ป. ๔-๕
๔ นายสมบรู ณ์ แตง่ วฒั นากุล กจิ กรรม ป.๖
๕ นายเจษฎากร มหทั ธนวโิ รจน์ กจิ กรรม ม.๑ – ๓
๖ นางสาวศรินพร กล่นั จันทร์ กจิ กรรม ม.๑ – ๓
๗ นางสาวพรประภา
๘ นางสาวศุกฑาลักษณ์
กิจกรรมการจัดการเรียนรูโ้ ดย
ใช้กจิ กรรมเป็นฐานการเรยี นรู้
(Activity based Learning)
94
วสิ าขบูชา ปี ๒๕๖๕
๓. การเผยแพร่
เนอ่ื งจากมสี ถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโรคไวรสั โควคิ -๑๙ ท�ำใหม้ มี ตจิ ากมหาเถรสมาคมท่ี
๑๔๓/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๑๐ มนี าคม ๒๕๖๓ เรื่อง มาตรการควบคมุ และปอ้ งกนั การแพรร่ ะบาดของโรค
ตดิ เชอื้ ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-๑๙) ในการจดั กจิ กรรมต่าง ๆ ของวัด กอรปกับมีมาตรการของ
รฐั ในเรอ่ื งการเฝา้ ระวงั การแพรร่ ะบาดของโรคตดิ เชอื้ จะตอ้ งมรี ะยะหา่ งทางสงั คม (Social Distancing)
เพ่ือป้องกันพระภิกษุ สามเณร และประชาชน ให้ปลอดภัย มหาเถรสมาคมจึงพิจารณาให้วัดท่ัวราช
อาณาจักรและวดั ไทยในตา่ งประเทศงดจดั กิจกรรมทป่ี ระชาชนมารวมกลุม่ กันทุกประเภท ยกเวน้ การ
ปฏบิ ตั กิ จิ ของสงฆ ์ โดยบางกจิ กรรมกก็ ารจดั ผา่ น Online ทางเพจ วดั อนงคาราม เพอ่ื เปน็ การเผยแผ่
ในสถานการณ์ดงั กล่าว ในการนี้ทางวดั อนงคาราม ไดม้ กี ารด�ำเนนิ กจิ กรรมดังน้ี
๓.๑ วันวิสาขบชู า ประจ�ำปี ๒๕๖๔
วนั พุธที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ( ขึน้ ๑๕ คำ่� เดอื น ๗ ) ศาสนพธิ ีในภาคเช้า
มีเทศนา ๑ กัณฑ์ พระมหาถนอม ถิรจิตฺโต เป็นองค์แสดงธรรม และในภาคค่�ำ จัดให้เฉพาะ
พระภิกษุ สามเณร ท�ำกจิ ดงั นี้
เวลา ๑๙.๓๐ น. พระเถรานุเถระ พระสงฆ์สามเณร ประชมุ พรอ้ มกนั ท่หี น้าพระอโุ บสถ
พระราชสิทธิโกศล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม กล่าวน�ำค�ำบูชา จบแล้วท�ำประทักษิณรอบ
พระอโุ บสถและพระวหิ าร ๓ รอบ เสรจ็ แลว้ พระสงฆส์ ามเณรกลบั เขา้ ไปในพระอโุ บสถเจรญิ พระพทุ ธมนต์
และสวดธมั มจักรกัปวัตนสตู ร โดยเว้นระยะห่างตามสมควร
95
วดั อนงคารามวรวิหาร กรงุ เทพมหานคร
วนั อัฏฐมีบชู า
วนั พฤหสั บดที ่ี ๓ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๖๔ (แรม ๘ ค่�ำ เดอื น ๗)วันน้ีเปน็ วนั อฏั ฐมีบชู า
หรือวนั ถวายพระเพลงิ พระพุทธสรีระ ศาสนพิธีในตอนเช้าและภาคคำ่� มไิ ด้จัดใหม้ ีการจัดกิจกรรมใด ๆ
เพอื่ เปน็ การปอ้ งกนั การแพรร่ ะบาดไวรสั
๓.๒ งานถวายผ้าอาบน้ำ� ฝน
วันเสาร์ท่ี ๑๗ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔ ( ขนึ้ ๘ คำ่� เดอื น ๘-๘ )
ทางวัดอนงคารามมิได้จัดให้มีประเพณีการถวายผ้าอาบน้�ำฝนเน่ืองจากสถานการณ์การ
แพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรสั โควิค-๑๙
๓.๓ วนั อาสาฬหบชู า
วันเสารท์ ี่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ( ข้ึน ๑๕ ค่ำ� เดือน ๘-๘ )
วนั นเ้ี ป็นอาสาฬหบชู า ศาสนพธิ ตี า่ ง ๆ มีดังนี้
ในภาคเชา้ และภาคคำ่� มไิ ดใ้ หม้ กี ารแสดงธรรม และจดั พธิ เี วยี นเทยี น เพราะจะเปน็ การชมุ นมุ
ประชาชน และเนื่องจากต้องปฏิบัติตามมาตราการการป้องกันโควิค ๒๐๑๙ คงเพียงแต่ให้พระภิกษุ
กระท�ำกจิ สงั ฆกรรมสวดปาฏโิ มกขใ์ นภาคบา่ ย เพอ่ื คงกจิ ตามพทุ ธบญั ญตั ทิ คี่ วรท�ำตามปกตทิ กุ กง่ึ เดอื น
๓.๔ วนั เขา้ ปุริมพรรษา
วันอาทิตยท์ ี่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ( แรม ๑ คำ่� เดอื น ๘-๘ )
วันน้เี ปน็ วันปุรมิ พรรษา มพี ระสงฆ์ ๔๒ รปู สามเณร ๔ รปู จ�ำพรรษา
เวลา ๑๕.๓๐ น. พระเถรานุเถระ พระสงฆ์ สามเณรประชุมพร้อมกันในพระอุโบสถ
พระราชสทิ ธโิ กศล ผชู้ ว่ ยเจา้ อาวาสวดั อนงคาราม แสดงพระธรรมเทศนาเรอ่ื งวสั สปู นายกิ า ๑ กณั ฑ ์
จบแล้วพระสงฆ์ท้ังหมดอธิษฐานพรรษา ไหว้พระสวดมนต์ จากน้ัน ท�ำหน้าท่ีแทนเจ้าอาวาสโดยให้
โอวาท แนะน�ำเร่ืองระเบียบปฏิบตั แิ ละธรรมเนียม ต่าง ๆ ของวดั อนงคาราม โดยขอความรว่ มมอื กับ
พระเถรานเุ ถระ พระสงฆ์ – สามเณรทุกรปู เอื้อเฟื้อแดก่ ฎระเบยี บ ขอ้ บงั คบั และระเบยี บปฏบิ ัตนิ น้ั ๆ
ดว้ ย เพื่อความเปน็ ระเบียบเรยี บร้อย และความสงบสขุ ของหมคู่ ณะ
เวลา ๑๗.๐๐ น. พระเถรานุเถระ พระสงฆ์ สามเณรพร้อมกันทยอยถวายสักการะ
พระประธานในพระวิหาร พระแก้วประจ�ำวัด อัฏฐิเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม
พทุ ธสรมหาเถระ) และอัฏฐิอดีตเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม
สืบเน่ืองจากการใช้มาตราการการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙
ตามมาตราการของรัฐ และมหาเถรสมาคม กิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเคยปฏิบัติในช่วงเข้าพรรษา เช่น งาน
ถวายตัณฑุลทาน (ตักบาตรข้าวสาร) การแสดงธรรมเทศนา ๗ วันยก การเทศน์มหาชาติ และ
การบ�ำเพญ็ กศุ ลทกั ษณิ านปุ ทาน สรงนำ้� พระ จงึ งดไป คงไวแ้ ตง่ านบ�ำเพญ็ กศุ ลอทุ ศิ ถวายอดตี เจา้ อาวาส
ปีที่ ๖๕ ซ่ึงมรี ายละเอียดดังนี้
96
วิสาขบูชา ปี ๒๕๖๕
๓.๕ งานบ�ำเพญ็ กุศลอุทศิ ถวายอดตี เจ้าอาวาส ปที ี่ ๖๕
วนั อังคารที่ ๒๘ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๖๔ (แรม ๗ คำ่� เดือน ๑๐)
สมาคมศษิ ยอ์ นงคาราม ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ฯ พรอ้ มดว้ ยทา่ นทเี่ คารพนับถอื รว่ มกัน
จดั บ�ำเพญ็ กศุ ลอทุ ศิ ถวายอดีตเจ้าอาวาสวดั อนงคาราม รวม ๑๐ รปู โดยถอื เอาวันมรณภาพของท่าน
เจา้ พระคุณสมเด็จพระพุฒาจารยเ์ ป็นปทฎั ฐาน ครบรอบ ๖๕ ปี มีก�ำหนดการดงั น้ี
เวลา ๐๙.๓๐ น. มีพระธรรมเทศนา ๑ กณั ฑ์
เวลา ๑๐.๓๐ น. พระสงฆ์ทรงสมณศักด์ิ ๑๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ท่ีศาลา
การเปรยี ญวดั อนงคาราม กรงุ เทพมหานคร
เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภตั ตาหารเพลแดพ่ ระสงฆท์ ส่ี วดพระพุทธมนต ์ และถวาย
ภตั ตาหารแดพ่ ระภกิ ษสุ งฆภ์ ายในวดั ทง้ั หมด
จตุปัจจัยในงานน้ีคงจา่ ยเกินจ�ำนวน ๕,๗๖๐.- บาท
๓.๖ งานพระกฐนิ พระราชทาน
วันพุธท่ี ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔ ( ขน้ึ ๖ คำ่� เดือน ๑๒ )
เวลา ๑๔.๐๐ น. ทรงกรณุ าโปรดเกล้า ฯ พระราชทานผา้ พระกฐินให้กระทรวงการคลัง
โดยมี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน และคณะน�ำถวาย
พระสงฆ์ จ�ำพรรษา ณ วดั อนงคาราม กรงุ เทพมหานคร
จ�ำนวนจตุปจั จัยถวายบ�ำรงุ ทางวดั ยังไมห่ กั ค่าใช้จ่ายรวมทง้ั ส้นิ ๑,๘๘๑,๑๒๘.๗๘.- บาท
๓.๗ วนั มาฆบชู า
วนั พุธท่ี ๑๖ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ ( ข้นึ ๑๕ คำ�่ เดือน ๓ ) วันนเ้ี ปน็ วันมาฆบชู า
ศาสนาพธิ คี งไว้แตภ่ าคบา่ ยทีพ่ ระภิกษรว่ มกนั ท�ำสังฆกรรม ฟงั สวดพระปาฎโิ มกข์
ในภาคค่�ำมีการท�ำพิธีเวียนเทียนปกติเฉพาะพระภิกษุ สามเณรภายในวัดเท่าน้ัน เม่ือ
ประกอบพธิ มี าฆบชู า ท�ำประทกั ษณิ รอบพระอโุ บสถ ๓ รอบเสรจ็ แลว้ พระเถรานเุ ถระ พระสงฆ์ สามเณร
กลบั เข้าภายในพระอโุ บสถเพือ่ พรอ้ มกนั เจริญพระพทุ ธมนต์และสวดโอวาทปาฏโิ มกข์
“คนเราเหน็ ทุกขข์ องสังขารเมื่อไหร่ เปน็ ใช้ได้”
“คนเราสุขกับทกุ ขอ์ ยู่ท่ีใจ อยากไดอ้ ะไร เลือกเอา”
- สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (นวม พทุ ธสรมหาเถระ) -
97
วดั อนงคารามวรวิหาร กรงุ เทพมหานคร
บญั ชแี สดงยอดเงนิ ทนุ กศุ ลนิธิ
วัดอนงคารามวรวิหาร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ๑๐๖๐๐
ประจ�ำปี พ.ศ. 2564 – 2565
รายชอื่ ทนุ จ�ำนวนเงิน
ทุน พ.ต.อ.พระยาประสงค์สรรพการ-คุณหญงิ เยน็ เอกะนาค ๓,๘๒๕,๐๐๒.๗๕ บาท
ทุน เชือ้ – อนงค์ เหมศรีชาติ ๓,๗๙๐,๖๐๐.๐๐ บาท
ทุน อาจารยแ์ พทยห์ ญิงวิจติ รา เหมศรชี าติ ๑,๕๐๖,๐๐๐.๐๐ บาท
ทนุ คุณแม่สมจติ ต์ วสรุ ัตน์ ๑,๓๖๔,๐๐๐.๐๐ บาท
ทนุ พระครธู รรมธรสุนนั ท์ วรธมฺโม (ดอกล�ำเจยี ก) ๑,๓๕๗,๑๒๐.๖๗ บาท
ทุน เสสะเวช (๓/๑๐๘) ๑,๐๑๔,๒๐๐.๐๐ บาท
ทุน ล�ำใย, ล้นิ จ,ี่ สม้ จนี ๑,๐๐๖,๘๕๕.๐๐ บาท
ทนุ เคียงศิริ
ทุน สงัด – นวลแท้ กาญจนกุญชร ๗๑๐,๐๐๐.๐๐ บาท
ทนุ พระเทพสธุ ี (พรหมโชตปิ าโล) (๓/๕๔) ๖๙๓,๐๐๐.๐๐ บาท
ทนุ วีระศักดิ์ศรี ๕๘๗,๙๒๗.๐๐ บาท
ทุน พีร์ - พงศโ์ ชตินิทัศน์ ๔๔๗,๕๔๐.๐๐ บาท
ทนุ พล.ร.อ.ประพฒั น์ จันทวิรัช รน. ๔๙๙,๙๙๙.๐๐ บาท
ทุน พระมหาโพธวิ งศาจารญ์ (ม.อ.ส.) ๓๗๔,๘๐๐.๐๐ บาท
ทุน ก�ำจาย-สนุ ทรา เอ่ียมสุรีย์ ๓๖๓,๑๖๘.๙๖ บาท
ทุน พระครูปลดั บญุ นาค เขมปญโฺ ญ ๓๒๘,๗๐๐.๐๐ บาท
ทุน ม.จ.หญงิ จงกลนี วฒั นวงศ์ ๒๘๔,๘๒๕.๐๐ บาท
ทุน อมั พร – จ�ำลอง ทพั ศาสตร์ ๒๕๔,๓๙๗.๐๐ บาท
ทุน ศรีรตั โนภาส ๒๑๓,๕๐๐.๐๐ บาท
ทนุ มลั ลิกา ปทั มานุช ๒๐๒,๘๑๐.๐๐ บาท
ทนุ ฉวีวรรณ บญุ เรอื งอทุ ิศส่วนกศุ ลให้ตระกลู ช่นื ประดิษฐ์ ทกุ ๆ ท่าน ๒๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท
๑๘๕,๐๐๐.๐๐ บาท
98
วิสาขบชู า ปี ๒๕๖๕
รายชอ่ื ทุน จ�ำนวนเงิน
ทุน เล่อื น – พวงทิพย ์ โฆษจนั ทร ๑๗๒,๘๑๐.๐๐ บาท
ทุน พระสาสนานุรักษ ์ (มงคลรัตนวจิ ติ ร) ๑๖๑,๘๑๑.๕๓ บาท
ทุน ประเสรฐิ อัตตวิริยะนภุ าพ ๑๕๒,๐๐๐.๐๐ บาท
ทุน พระครูพมิ ลวหิ ารการ (ประสทิ ธิ ์ เปมสีโล) ๑๔๔,๒๑๔.๐๐ บาท
ทนุ พระครพู ศิ าลวหิ ารคุณ (ชะลอ เฮงเจริญ) ๑๒๕,๔๘๔.๐๐ บาท
ทุน นายเพง็ – นางเจรญิ ชปู ระวตั ิ ๑๒๒,๓๒๐.๐๐ บาท
ทนุ จันทร์เพ็ญ ชูประวตั ิ ๑๒๐,๐๐๐.๐๐ บาท
ทนุ นายพล้ยุ – นางทิม จนิ ดานนท์ ๑๑๘,๕๐๐.๐๐ บาท
ทุน ประยูร เอกะนาค ๑๑๖,๑๕๕.๐๐ บาท
ทุน ศรอี ภัย สมบตั พิ านชิ ๑๑๔,๗๘๐.๐๐ บาท
ทุน กณั ฑะพงศ์ ๑๑๔,๕๐๐.๐๐ บาท
ทนุ พชิ ยั กมลพรรณชน่ื ประดษิ ฐ์ ๑๑๑,๐๐๐.๐๐ บาท
ทุนพระครูวิรยิ กจิ โกศล (พิเนตรทามบปุ ผา) ๑๑๐,๐๐๐.๐๐ บาท
ทนุ พระครวู ินยั ธรมงคลมงฺคโล (เทอื กท้าวพรหม) ๑๐๘,๔๔๘.๔๙ บาท
ทุนคณุ พอ่ พุฒ-คุณแมร่ ิว้ จารวุ ฒั นะ (ร.ร.จารวุ ัฒนานกุ ูล) ๑๐๕,๐๐๐.๐๐ บาท
ทนุ ประยรู -อนงคเ์ ยาวลกั ษณ์ ๑๐๓,๕๘๐.๐๐ บาท
ทุนพระเทพวสิ ุทธเิ วที (ไสวมีวงษ์)
อทุ ิศแด่ สงวน-ละมลู มวี งษ์) (๓/๙๔) ๑๐๒,๑๖๕.๕๐ บาท
ทุน เมธีธรรมาภรณ์ (หนูญาณจาโร)
ทุน มหาโพธิวงค์ (พ.พ.น.) ๑๐๑,๖๔๔.๕๐ บาท
ทนุ บญุ ธรรมเอลกวัฒน์ ๑๐๐,๖๖๖.๒๔ บาท
ทนุ มูลนธิ ิ “แถม-สรอ้ ยชอบฝึก” ๑๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท
ทุนคณุ แมล่ ะม่อมเนตรรงั ษี(คณุ ชลุ อี ษั รนติ ิตระกลู ผตู้ ง้ั ทนุ ) ๑๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท
ทุน พยงุ -บญุ ชูฉายางกูร ๑๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท
ทุนฤทธไิ กรรณการ ๙๙,๓๙๙.๐๐ บาท
๙๕,๕๐๐.๐๐ บาท
99
วดั อนงคารามวรวิหาร กรงุ เทพมหานคร
รายชื่อทนุ จ�ำนวนเงนิ
ทนุ นกเทศหงษ์เทศ (คณุ แสวงจินดานนท์) ๘๖,๕๐๐.๐๐ บาท
ทนุ คุณเทยี ม -คุณพริ้งทวีโภค ๘๓,๖๑๐.๐๐ บาท
ทุน ย้ิมศริ สิ ุภา ๗๘,๙๙๙.๐๐ บาท
ทนุ ศิริภทั ร์ ๗๓,๖๐๐.๐๐ บาท
ทนุ ตระกลู “เนตรมกุ ดา” ๖๒,๔๐๐.๐๐ บาท
ทนุ ไพสานฑ์กลุ (คณุ สุวิทยไ์ พสานฑก์ ลุ ) ๖๐,๕๐๐.๐๐ บาท
ทุน กองถวลิ ๕๗,๒๕๐.๐๐ บาท
ทนุ ธนาคารไทยพาณชิ ย์จ�ำกัด (สาขาลาดหญ้าครบ ๒๐ ปี) ๕๕,๘๘๘.๑๓ บาท
ทุนคุณครูพฒุ -คณุ แมร่ ้วิ จารวุ ัฒนะ ๕๕,๒๐๐.๐๐ บาท
ทนุ แช่มอร่ามเรอื งฤทธิ์ ๕๕,๐๐๐.๐๐ บาท
ทุน พระเดิม ธมมฺ ทนิ โฺ น ๕๒,๗๘๕.๐๐ บาท
ทนุ คุณแมส่ ายหยดุ ชาตินทุ ๕๒,๐๐๐.๐๐ บาท
ทนุ กาญจนาคร้ามสมอ ๕๑,๒๐๐.๐๐ บาท
ทุน หล่อ-หอ่ มีชอบ ๕๐,๙๘๒.๐๐ บาท
ทุนวิภาส-นอ้ ย-วิชยั แจ่มสุข ๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท
ทนุ เกษมอดุ มพันธ์ ๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท
ทุนนายนวิ ตั ตรีศุภธาร ๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท
ทุนชมุ นุมพทุ ธธรรมศิรริ าช ๔๙,๕๔๐.๐๐ บาท
ทุน กุลวฑั โฒ ๔๗,๐๐๐.๐๐ บาท
ทุน ขนุ ชวลิตเลขา ๔๖,๕๐๙.๐๐ บาท
ทุน โชติ ทองลว้ นหนเู ล็กทองประยรู ๔๕,๙๙๙.๐๐ บาท
ทุนนายสด-นางแกน่ -นายโสภณ-นางน้อยภ่มู าลา ๔๕,๔๔๒.๐๐ บาท
ทนุ คุณพ่อสนทิ -คุณแม่ทองสุขสิทธเิ ศษณ์ ๔๓,๓๓๙.๙๙ บาท
ทุนคุณแมก่ ิมไล้เลีย่ มตระกูล
(คุณลี้เซง็ แซ่ภู-่ คุณนวล เลย่ี มตระกูลผู้ต้ังทุน) ๔๒,๔๐๐.๐๐ บาท
100
วสิ าขบูชา ปี ๒๕๖๕