The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สีเขียว ปกรายงาน หน้าปก ปก ประวัติศาสตร์ เอ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thikhamphon Chiankaeo, 2024-06-11 00:54:03

สีเขียว ปกรายงาน หน้าปก ปก ประวัติศาสตร์ เอ

สีเขียว ปกรายงาน หน้าปก ปก ประวัติศาสตร์ เอ

รายวิวิ วิวิ ชา ประวัวั วัวั ติติ ติติ ศาสตร์ร์ ร์ร์ เสนอครูเจริญพร ทักทาย นางสาวฑิฆัมพร เชียรเเก้ว เลขที่11 ช.2 สน นางสาวณัฐธิดา แผ้วกะสินธุ์ เลขที่12 ช.2 สน


คำ นำ ประวัติศาสตร์เป็นวิชาจะวยใเยนเาใจ พัฒนาการของมนุษยชาอางอเอจากองจน และการเปลี่ยนแปลงหอความมนของเหการต่างๆตลอดจนช่วยให้เาใจความเนมาของชาไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย ตลอดจนความก ความภาค ภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งในการเรียบเรียงหงอรายชานฐาน ประศาสตเล่มนี้เรียบเรียงขึ้นตรงตามสาระการเยนเเกนกลาง สอดคองบวด เอใเยนไบสาระการเยนตามหกตรหนดไโดยแงเอหาออกเนหวย การเยนและหวยและหวยสามารถานความ เาใจไาย งเนการเคราะรวมงปบปงปเม ใความนสย าานมากน โดยดเนรายน นละเม เยบเยงความไมากกพอมงญหาานขภาพหากอดพลาดประการใดขออยไณ.วย


ส า รบัญ หน่วยที่ 1 ความหมายเเละความสำ คัญทางประวัติศาสตร์ ความหมายของประวัติศาสตร์ ความสำ คัญของประวัติศาสตร์ ที่มาของคำ ว่า“ประวัติศาสตร์” หน้า 1 หน้า 2 หน้า 3 หน่ายที่ 2 หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ หน้า 7 หน้า 6 หน้า 8 หน้า 5 หน่วยที่ 3 พัฒนาการของชาติไทยสมัยรัตนโกสินทร์ บทบาทของพระมหากษัตริย์ การพัฒนาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การพัฒนาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง หน้า 12 หน้า 11 หน้า 10


ความหมายเเละความ สำ คัญทางประวัติศาสตร์ หน่ น่วยงานที่ที่ ที่ที่ 1


ค วา มหม า ยขอ งปร ะ วัติศา สตร์ ปร ะ วัติศา สตร์ หม า ย ถึ ง เหตุก า รณ์ทั้งหม ดที่เ กิ ดขึ้นในอ ดีต แล ะ สิ่ งที่มนุษย์ได้ ก ร ะทำ หรื อ ส ร้ างแนว ค วา ม คิ ดไว้ทั้งหม ด ร ว ม ถึ งเหตุก า รณ์ที่เ กิ ด จ า ก เ จตจำ นงขอ ง มนุษย์ ตล อ ด จน เหตุก า รณ์ที่เ กิ ดขึ้นโด ยบังเ อิญ หรื อ ธ ร ร มชาติที่มี ผ ลต่อ มนุษยชาติ ปร ะ วัติศา สตร์ ได้แก่ เหตุก า รณ์ในอ ดีตที่นักปร ะ วัติศา สตร์ได้ สืบส วนค้นค ว้าแส วงหาหลั ก ฐ านม า ร วบร ว มแล ะ เ รี ยบเ รี ย งขึ้น เนื่อ ง จ า ก เ รื่ อ ง ร าวขอ ง มนุษย์ในอ ดีตมีขอบเขตก ว้างขวาง แล ะ มี ค วา ม สำ คัญแตกต่าง ม า กน้อ ย ล ดหลั่นกันไป นัก วิทย าศา สตร์ จึ ง หยิบย กขึ้นม าศึกษาเฉพา ะแต่สิ่ งที่ตนเห็นว่า มี ค วา มหม า ยแล ะ มี ค วา ม สำ คัญ


ความสำ คัญของประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ช่วยให้มนุษย์รู้จักตัวเอง ทำ ให้รู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับ ขอบเขตของตน ขณะเดียวกันก็รู้เกี่ยงกับขอบเขตของคนอื่น กล่าวคือช่วยให้ มนุษย์รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น รวมทั้งเข้าใจสังคมของมนุษย์โดยส่วน รวม ประวัติศาสตร์ช่วยให้เกิดความเข้าใจในมรดก วัฒนธรรมของมนุษยชาติ ความรู้ ความคิดอ่านกว้างขวาง ทันเหตุการณ์ ทันสมัย ทันคน และสามารถ เข้าใจคุณค่าสิ่งต่างๆในสมัยของตนได้ ประวัติศาสตร์ช่วยเสริมสร้างให้เกิดความระมัดระวัง ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ฝึกฝนความอดทน ความสุขุมรอบคอบ ความสามารถในการวินิจฉัย และมี ความละเอียดเพียงพอที่จะเข้าใจปัญหาสลับซับซ้อน ประวัติศาสตร์เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่มนุษย์สามารถนำ มาเป็นบทเรียน ให้ แก่ปัจจุบัน โดยบทเรียนประวัติศาสตร์ อาจใช้เป็นประสบการณ์พื้นฐานการ ตัดสินใจ เหตุการณ์ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรืออนาคต และ ประยุกต์ใช้ในกระบวนการแก้ไขปัญหา และวิกฤตการณ์ต่างๆ ให้เป็นไป ตามหลักจริยธรรม คุณธรรม ทั้งนี้เพื่อสันติสุขและพัฒนาการของสังคม มนุษย์เอง ประวัติศาสตร์สอนให้คนรู้จักคิดเป็น ไม่หลงเชื่อสิ่งใดง่าย ๆ โดยมิได้ ไตร่ตรองพิจารณาให้ ถี่ถ้วนเสียก่อน ประวัติศาสตร์ของชาติย่อมทำ ให้เกิดความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษ ใน ตระกูล และในความ เป็นชาติประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดความรักชาติและช่วยกัน รักษาชาติบ้านเมืองให้คงอยู่ ทั้งก้าวไปสู่ความเจริญ


คำ ว่า “ปร ะ วัติศา สตร์” เ กิ ด จ า ก ก า ร ส ม า ส คำ ภ าษาบา ลี “ปร ะ วัติ” (ปวตฺติ) ซึ่งหม า ย ถึ ง เ รื่ อ ง ร าว ค วา ม เป็นไป แล ะ คำ ภ าษา สันส ก ฤต “ศา สตร์” (ศา สฺตฺร ) ซึ่งแปล ว่า ค วา ม รู้ “ปร ะ วัติศา สตร์” ถู กบัญญัติขึ้นโด ยพร ะบาทส ม เ ด็ จพร ะ ม ง กุ ฎ เ ก ล้ า เ จ้ า อ ยู่หัว เพื่อ เทียบเ คี ย ง กับคำ ว่า “H i s t o r y” แล ะ เพื่อให้มี ค วา ม หม า ย ค ร อบค ลุ ม ม า ก ก ว่า คำ ว่า “พงศาว ด า ร” ( C h r o n i c l e ) ที่ใช้กัน ม าแต่เ ดิ ม คำ ว่า h i s t o r y มีที่ม า จ า ก คำ ว่า h i s t o r i a ในภ าษา ก รี ก ซึ่ง มี ค วา ม หม า ย ว่า ก า รไต่ส วนค้นค ว้าหรื อ วิ จั ย เ ดิ ม เป็นชื่อหนัง สื อที่เ ฮโรโตตุส ( H e r o d o t u s , 4 8 4 - 4 2 0 ปีก่ อนค .ศ.) ขอ ง คุณ ที่ม าขอ ง คำ ว่า“ปร ะ วัติศา สตร์”


หน่น่ น่ ว น่ วยที่ที่ ที่ที่ 2 หลัลั ลั ก ลั กฐานทางประวัวั วั ติ วั ติ ติ ศ ติ ศาสตร์ร์ ร์ร์


หลัลั ลั กลั กฐานทางประวัวั วั ติวั ติ ติ ศติ ศาสตร์ร์ ร์ร์ - หลักฐานชั้นต้น หรือ หลักฐานปฐมภูมิเป็นหลักฐานที่เกิดขึ้นในช่วง เวลานั้น บันทึกจากผู้รู้หรือเห็นเหตุการณ์ ได้แก่ โบราณวัตถุ ภาพถ่าย จดหมายเหตุ - หลักฐานชั้นรอง หรือ หลักฐานทุติยภูมิเป็นหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลัง เหตุการณ์ จากการบันทึก หรือเรียบเรียงโดยอิงจากหลักฐานชั้นต้น ได้แก่ หนังสือ สารคดี งานวิจัย จำ แนกได้ตามความสำ คัญของหลักฐานและตามลักษณะอักษรได้เป็นหลักฐาน ประเภทต่างๆ ดังนี้ หลักฐานที่จำ แนกตามความสำ คัญของหลักฐาน หลักฐานที่จำ แนกตามลักษณะอักษร - หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ จารึก ตำ นาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ เอกสารการปกครอง - หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ โครงกระดูก เครื่องมือ เครื่องใช้ พระพุทธรูป เครื่องปั้นดินเผา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย - จารึก คือการเขียนให้เป็นรอยลึกบนแผ่นศิลา หรือแผ่นโลหะ หาก สลักเป็นตัวอักษรลงบนหิน จะเรียกว่า ศิลาจารึก - ตำ นาน มักจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ วีรบุรุษ กำ เนิด บ้านเมือง ปัญหาสำ คัญของตำ นานคือ ขาดมิติในเรื่องของเวลาที่ชัดเจน - พระราชพงศาวดาร เป็นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หรือ เหตุการณ์ของบ้านเมือง - จดหมายเหตุ เป็นบันทึกที่มีการระบุวันเวลาอย่างชัดเจน ประกอบ ด้วย จดหมายเหตุของหลวง จดหมายเหตุโหร จดหมายเหตุหรือบันทึก ของชาวต่างชาติ เอกสารประเภทคำ ให้การ เป็นต้น


- ขั้นตอนที่ 1 กำ หนดประเด็นคำ ถามที่ต้องการศึกษา - ขั้นตอนที่ 2 รวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากแหล่งข้อมูล ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ - ขั้นตอนที่ 3 ประเมินคุณค่าของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของหลักฐาน เรียกอีก อย่างหนึ่งว่า วิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ - ขั้นตอนที่ 4 ตีความหลักฐาน เป็นการพิจารณาเนื้อหาว่า ผู้สร้าง หลักฐานมีเจตนา จุดมุ่งหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงอย่างไร - ขั้นตอนที่ 5 เรียบเรียงและนำ เสนอ เป็นการนำ ผลจากการ วิเคราะห์ มาเขียนเรียบเรียง และนำ เสนอในรูปแบบของ รายงานการวิจัย หรือจัดเป็นนิทรรศการ เป็นกระบวนการขั้นตอนการสืบค้นเหตุการณ์เรื่องราวในอดีตของมนุษย์ ประกอบด้วย วิธีการทางประวัติศาสตร์


เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ - พุทธศักราช (พ.ศ.) เป็นศาสนศักราชของศาสนาพุทธ สมัยที่ ประเทศไทยเริ่มใช้พุทธศักราชอย่างเป็นทางการ คือ เมื่อสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีการนับ 2 แบบ ได้แก่ (1) แบบปีย่าง คือ เริ่มนับปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จ ปรินิพพาน เป็น พ.ศ. 1 และ (2) แบบปีเต็ม คือ เริ่มนับปีเมื่อ พระพุทธเจ้าปรินิพพานผ่านไปแล้ว 1 ปี เป็น พ.ศ. 1 - มหาศักราช (ม.ศ.) พบมหาศักราชในหลักฐานประวัติศาสตร์ ไทย สมัยก่อนการสถาปนาสุโขทัย สมัยสุโขทัย มาจนถึงสมัย อยุธยา วิธีการเทียบเป็นพุทธศักราช คือ มหาศักราช + 621 = พุทธศักราช - จุลศักราช (จ.ศ.) พบจุลศักราชในหลักฐานประวัติศาสตร์ไทย สมัยสุโขทัย เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 4) วิธี การเทียบเป็นพุทธศักราช คือ จุลศักราช + 1181 = พุทธศักราช - รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เริ่มใช้ในรัชสมัยของ พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยรัตนโกสินทร์ศกที่ 1 เริ่ม ในปี พ.ศ. 2325 ซึ่งตรงกับปีที่สถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานี วิธีการเทียบเป็นพุทธศักราช คือ รัตนโกสินทร์ศก + 2324 = พุทธศักราช


การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์แบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ออกเป็น 2 ยุคใหญ่ๆ คือ สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ ประกอบด้วย สมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือสมัยก่อนที่จะมีบันทึกเรื่องราวของสังคมมนุษย์ แบ่งเป็น - ยุคหิน แบ่งออกได้อีกเป็น 3 ยุคย่อยดังนี้ (ก) ยุคหินเก่า มนุษย์ดำ รงชีวิตตามธรรมชาติด้วยการล่าสัตว์ และเก็บพืชผัก ผลไม้ เมื่อแหล่งอาหารร่อยหรอ ก็เร่ร่อนไปหาแหล่งอาหารใหม่ต่อไป ไม่อยู่ เป็นหลักแหล่ง เครื่องมือเครื่องไม้ทำ มาจากหินกะเทาะแบบหยาบๆ ใช้สำ หรับ ทุบ บด สับ ขุด (ข) ยุคหินกลาง มนุษย์เริ่มอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นสังคม ช่วยกันออกหา อาหาร ประดิษฐ์เครื่องมือหินที่ประณีตมากขึ้น (ค) ยุคหินใหม่ มนุษย์รู้จักการผลิตอาหารเอง มีการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ จึงไม่ต้องเร่ร่อนไปหาแหล่งอาหารใหม่ เกิดการตั้งชุมชนเป็นหลักแหล่งถาวร เครื่องมือหินมีความประณีตมาก สามารถขัดหินจนเรียบเป็นมัน และแหลมคม จนสามารถตัดเฉือนได้อย่างมีด เริ่มรู้จักการทำ ภาชนะด้วยดินเผา - ยุคโลหะ แบ่งออกได้อีกเป็น 2 ยุคย่อยดังนี้ (ก) ยุคสำ ริด มนุษย์เริ่มรู้จักการถลุงโลหะมาทำ เครื่องมือ เครื่องใช้ โลหะชนิดแรกๆ ที่มนุษย์นำ มาทำ เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ คือ ทองแดง และ ดีบุก เมื่อหลอมรวมกันจะได้เป็นโลหะผสม ที่เรียกว่า “สำ ริด” (ข) ยุคเหล็ก มนุษย์พบวิธีถลุงแร่เหล็ก ซึ่งเป็นโลหะที่มีความแข็งแรง และเหนียวกว่าโลหะทองแดงและสำ ริด ทำ ให้เครื่องมือที่ผลิตได้มีความแข็ง แรงทนทานมาก ชาวฮิทไทท์พบวิธีถลุงเหล็กเป็นชาติแรก อาวุธและเกราะ จากเหล็กกล้า ทำ ให้อาณาจักรฮิทไทท์มีความยิ่งใหญ่ในด้านการทหาร มากกว่าอาณาจักรอื่นในสมัยนั้น


หน่วยที่ 3 พัฒนาการของชาติไทย สมัยรัตนโกสินทร์


บทบาทของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีต่อ ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทย บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการ พัฒนาชาติไทย สถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบาทสำ คัญอย่างยิ่งในการพัฒนาชาติไทยมาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ดังตัวอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ นับตั้งแต่อดีตพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะจอมทัพ เป็นผู้นำ ในการทำ สงครามเพื่อป้องกัน บ้านเมืองและขยายอำ นาจ เช่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสระภาพจากพม่า และทำ สงครามเพื่อสร้างความมั่นคงและขยายอำ นาจของกรุงศรีอยุธยา หรือสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชทรงประกาศอิสรภาพจากพม่าและทำ สงครามเพื่อสร้างความมั่นคงและ ขยายอำ นาจของกรุงศรีอยุธยา หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นผู้นำ ขับไล่พม่า หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 และสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแห่งใหม่ 1.การป้องกันเเละรักษาเอกราชของชาติ 2.การสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย 1) ด้านประเพณีและพิธีสำ คัญต่าง ๆ พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทสำ คัญในการ สร้างสรรค์พระราชพิธีและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติไทยมาตั้งแต่อดีต ทั้ง พระราชพิธีที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์โดยตรง เช่น พระราชพิธีราชาภิเษก พระ ราชพิธีของรัฐ บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทยจัดว่ามีความสำ คัญ อย่างยิ่งต่อการพัฒนาชาติไทยด้วยเช่นกัน โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ 2) ด้านศาสนา พระมหากษัตริย์ไทยทุกยุคทุกสมัยเป็นองค์อุปถัมภ์และส่งเสริม การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การ สังคายนาพระไตรปิฏก การแต่งวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น สมเด็จ พระมหาธรรมราชาที่ 1(ลิไทย) ทรงแต่งไตรภูมิพระร่วงหรือสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถ


- การปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุด - การปกครองส่วนกลาง มีลักษณะดังนี้ คือ มีอัครมหาเสนาบดี 2 ตำ แหน่ง และมี จตุสดมภ์ทั้ง 4 ฝ่าย ภายใต้การดูแลของสมุหนายก - การปกครองส่วนภูมิภาค ได้มีการแบ่งหัวเมืองเป็น 3 ประเภท คือหัวเมืองชั้นใน หัว เมืองชั้นนอก หัวเมืองประเทศราช - ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการชำ ระและรวบรวมกฎหมายเก่าขึ้นเป็นประมวลกฎหมายเรียก ว่า “กฎหมายตราสามดวง” ตราทั้งสามคือ ตราราชสีห์ ตราคชสีห์ และตราบัวแก้ว - การศึกษามีศูนย์กลางอยู่ที่ วัด วัง และตำ หนักเจ้านาย - รัชกาลที่ 3 โปรดให้จารึกตำ ราการแพทย์แผนโบราณ ไว้ที่วัดพระเชตุพน (วัด โพธิ์) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นวัดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย - ด้านศาสนา มีการทำ นุบำ รุงศาสนา มีการออกกฎหมายสำ หรับพระสงฆ์ และมีการสร้าง วัดสำ คัญๆ - ในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการสร้าง และปฏิสังขรณ์วัดเป็นจำ นวนมาก - ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกได้ขยายตัวมาก ชาติตะวันตกเข้ามาติดต่อกับไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมากขึ้นกว่าครั้งอดีต การพัฒนาของไทยในสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น หมายถึง ประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ซึ่งนับว่าเป็นระยะ เชื่อมต่อระหว่างประวัติศาสตร์ไทยยุคเก่ามาสู่การปฏิรูป และ พัฒนาประเทศตามแบบอารยธรรมตะวันตกในยุคปัจจุบัน ความ เจริญในด้านต่างๆ ในช่วงนี้คือ


ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงแก้ไขเปลี่ยนแปลงประเพณีบางอย่างเพื่อให้ราษฎรมี โอกาสใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ คือ เปิดโอกาสให้ราษฎรเข้าเฝ้าได้โดยสะดวก ให้ราษฎรเข้าเฝ้าถวายฎีการ้องทุกข์ได้ ในขณะที่ทรงเสด็จพระราชดำ เนิน ใน สมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้ยกเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์ และจัดแบ่งหน่วย ราชการเป็นกรมต่างๆ 12 กระทรวง มีเสนาบดีเป็นเจ้ากระทรวง การปกครองส่วน ภูมิภาค ทรงยกเลิกการจัดหัวเมืองที่แบ่งเป็นเมืองชั้นเอก โท ตรี และจัตวา แบ่ง การปกครองส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด อำ เภอ ตำ บล และหมู่บ้าน และการปกครอง ส่วนท้องถิ่นเริ่มจัดการทดลองแบบ “สุขาภิบาล” ขึ้นเป็นครั้งแรก การพัฒนาของไทยในสมัยกรุง รัตนโกสินทร์ตอนกลาง คือช่วงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ช่วงหัวเลี้ยว หัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยตอนนี้ อยู่ที่การทำ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” ในสมัยรัชการที่ 4 ผล จากการทำ สนธิสัญญาเบาว์ริงทำ ให้สภาพสังคมไทยเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อนำ ประเทศให้เจริญก้าวหน้าตามแบบอารยธรรมตะวันตกมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ดังนี้ 1. ด้านการปกครอง 2. การปฏิรูปกฎหมายและการศาล ในรัชกาลที่ 4 ทรงตรากฎหมายขึ้นหลายฉบับ เพื่อให้ทันสมัยและเหมาะ สมกับสภาพบ้านเมือง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับมรดก สินสมรส ฯลฯ ในสมัย รัชกาลที่ 5 มีกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระบิดาแห่งกฎหมายไทย) เป็นกำ ลังสำ คัญ มีการจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชากฎหมาย จัดตั้งกระทรวง ยุติธรรมขึ้น


Click to View FlipBook Version