โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์
ใบความรู้วิชา ประวตั ศิ าสตร์ไทย
ความหมายของประวตั ศิ าสตร์
“ประวัติศาสตร์” คือ การศึกษาเรื่องราวในอดีต ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างมาก ฉะนั้นเพื่อให้เกิดการ
ยอมรับมากขึ้นจึงมีการบัญญัติความหมายของคำว่า“ประวัติศาสตร์” ไว้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ.๒๕๔๒ วา่ “วชิ าว่าด้วยเหตกุ ารณ์ที่เป็นมาหรอื เรอื่ งราวของประเทศชาติเปน็ ต้นตามท่ีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน”
นอกจากนี้ ยังมนี กั วชิ าการได้พยายามให้นิยาม ความหมายของคำว่า“ประวัติศาสตร”์ เพอ่ื ได้ข้อสรุปที่สมบูรณ์ไว้
อยา่ งมากมาย อย่างเช่น
ศาสตราจารย์ ดร.นธิ ิ เอยี วศรีวงศ์ นกั ประวัติศาสตร์ชาวไทย กลา่ ววา่ ประวัตศิ าสตร์ คอื “การศกึ ษา
ความเปน็ มาของมนุษยชาตหิ รือสงั คมใดสงั คมหนึ่งต้งั แตอ่ ดีต ปัจจบุ นั ถงึ อนาคต โดยอาศยั วธิ กี ารที่เปน็ ที่รจู้ ักกนั
วา่ วิธกี ารของประวัตศิ าสตร์ (Historical method)”
ศาสตราจารย์ ดร.แถมสขุ นมุ่ นนท์ นักประวัตศิ าสตร์ชาวไทย กลา่ วว่า ประวตั ิศาสตร์คือ “การไตส่ วนเขา้
ไปให้รู้ถึงความจริงท่ีเก่ียวกบั พฤตกิ รรมของมนษุ ยท์ ี่เกิดข้นึ ในช่วงหน่งึ ของอดีต”
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศริ ิ นักประวตั ศิ าสตรช์ าวไทย กลา่ ววา่ “หวั ใจสำคัญ ของประวัติศาสตร์ คอื เรื่องราว
ของอดีต ซ่งึ นักประวัติศาสตร์ คน้ คิดข้ึนมาอย่างมีหลักฐาน แลว้ ก็นำมาถกเถยี งถงึ ความหมายของมันในปจั จุบนั ซึ่ง
ก็หมายความวา่ ประวัติศาสตร์เป็นเรอ่ื งอดีตทถี่ กเถียงกัน มใิ ชเ่ รือ่ งของอดตี เฉย ๆ”
โรบิน ยอร์ช คอลลิงวูด (Robin George Collingwood) กล่าว่า ประวัติศาสตร์ คือ “ศาสตร์ที่ว่าด้วย
ความพยายามทจี่ ะตอบคำถามเกย่ี วกับพฤติกรรมของมนษุ ย์ในอดตี ”
เจมส์ ฮาเวย์ โรบินสัน (James Harvey Robinson) กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ คือ “ทุกสิ่งที่มนุษย์ได้ทำ
ไดค้ ดิ ไดห้ วงั หรือได้ร้สู กึ ”
โรบิน ยอร์ช คอลลิงวูด (Robin George Collingwood) กล่าว่า ประวัติศาสตร์ คือ “ศาสตร์ที่ว่าด้วย
ความพยายามที่จะตอบคำถามเกยี่ วกบั พฤตกิ รรมของมนุษยใ์ นอดตี ”
โรเบอร์ต วี. แดเนียลส์ (Robert V. Daniels) กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ คือ “ความทรงจำว่าด้วย
ประสบการณ์ของมนษุ ย์ ซ่งึ ถา้ หากถูกลมื หรอื ละเลย กเ็ ทา่ กบั ว่าเราได้ยุตแิ นวทางอนั บ่งช้วี ่าเราคือ มนษุ ย์”
ลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoi) กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ คือ “เรื่องราวของชีวิต ของประเทศชาติ และ
มนุษยชาติ ซึ่งจะมองโดยตรง และสรุปความเป็นคำพูดได้ว่า การบรรยายชีวิตของผู้คนเพียงกลุ่มเดียว โดยมิได้
รวมถึงมนุษยชาตนิ นั้ ดจู ะเป็นไปไม่ได้”
อี.เอช.คาร์ (E. H. Carr) กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ คือ “ขบวนการอันต่อเนื่องของกริยาตอบโต้ระหว่างนัก
ประวัตศิ าสตรก์ ับขอ้ เทจ็ จริง เป็นบทสนทนาท่ีไมร่ ้จู บระหวา่ งอดีตกบั ปัจจบุ นั ”
เลโอโปลด์ ฟอน รันเก ได้อธิบายว่า ประวัติศาสตร์ เป็นคำที่มีความหมายหลากหลาย แต่ความหมายที่
สำคญั ทใ่ี ชโ้ ดยท่วั ไป คอื
1) เหตุการณ์ในอดีตทั้งหมดของมนุษย์ หรืออดีตทั้งหมดของมนุษย์ตั้งแต่มีมนษุ ย์เกิดขึน้ มาในโลกจนถงึ
วนิ าทีทพี่ ึง่ ผา่ นมาและ
2) หมายถึงเรื่องราวของบางเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตที่เรารู้หรือเข้าใจ นั่นคือสิ่งที่นัก
ประวัตศิ าสตร์สร้างขน้ึ มาเกย่ี วกับอดตี ทีผ่ า่ นพน้ ไป
การแบ่งประเภทของหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ร่องรอยการกระทำ การพูด การเขียน การประดิษฐ์ การอยู่อาศยั
ของมนษุ ย์ หรือลกึ ไปกวา่ ท่ีปรากฏอย่ภู ายนอก คอื ความคดิ อ่าน โลกทศั น์ ความรู้สึก ประเพณปี ฏิบตั ิของมนุษยใ์ น
อดีต ความรู้สึกของคนในปัจจุบัน สงิ่ ที่มนุษย์จบั ต้องและทง้ิ ร่องรอยไว้ กล่าวไดว้ า่ อะไรกต็ ามที่มาเกย่ี วพนั กับมนุษย์
หรอื มนุษยเ์ ข้าไปเกี่ยวพันสามารถใช้เปน็ หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ได้ทัง้ ส้นิ
1) แบ่งตามยุคสมัย
หลักฐานสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ คือ หลักฐานทีเ่ กิดขึน้ ในสมยั ที่ยังไมม่ ีการบันทึกเป็นอักษร แต่เป็นพวก
ซากโครงกระดูกมนุษย์ ซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของชุมชน
ตลอดจนความพยายามที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ในลักษณะของการบอกเล่าต่อๆ
กนั มา เปน็ นิทานหรอื ตำนานซง่ึ เราเรียกว่า “มุขปาฐะ”
หลักฐานสมัยประวัติศาสตร์ คือ หลกั ฐานสมยั ทม่ี นุษย์สามารถประดิษฐต์ ัวอกั ษร และบนั ทึกในวัสดุต่างๆ
มีร่องรอยที่แน่นอนเกี่ยวกับสังคมเมือง มีการรู้จักใช้เหล็ก และโลหะอื่นๆ มาเป็นเครื่องมือใช้สอยที่ปราณีต
มีร่องรอยศาสนสถานและประตมิ ากรรมรปู เคารพในศาสนาอย่างชดั เจน
2) แบ่งตามลกั ษณะหรอื วิธกี ารบันทกึ
หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษร ได้แก่ จารึก ตำนาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ บันทึกความทรงจำ
เอกสารทางวิชาการ ชีวประวัติ จดหมายส่วนตัว หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร กฎหมาย วรรณกรรม ตำรา
วทิ ยานพิ นธ์ งานวิจยั ในการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ในประเทศไทย มีการเน้นการฝึกฝนทักษะการใช้หลักฐานประเภท
ลายลักษณ์อักษร เปน็ ส่วนใหญ่ จนอาจกลา่ วได้วา่ หลกั ฐานประเภทนเ้ี ปน็ แกน่ ของงานทางประวตั ิศาสตร์ไทย
หลักฐานไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ หลักฐานโบราณคดี เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ เงินตรา
หลักฐานจากการบอกเล่า ที่เรียกว่า “มุขปาฐะ” หลักฐานด้านภาษา เกี่ยวกับพัฒนาการของภาษาพูด หลักฐาน
ทางศลิ ปกรรม ไดแ้ ก่ จิตรกรรม ประตมิ ากรรม สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ ดรุ ยิ างคศลิ ป์ หลักฐานประเภทโสตทัศน์
ได้แก่ ภาพถ่าย ภาพสไสด์ แผนท่ี โปสเตอร์ แถบบันทกึ เสียง แผน่ เสียง ภาพยนตร์ ดวงตราไปรษณียากร
3) แบง่ ตามลำดับความสำคัญ
หลกั ฐานชนั้ ตน้ หรอื หลักฐานปฐมภูมิ (Primary sources) หมายถึง หลกั ฐานที่บนั ทกึ สรา้ ง หรอื จัดทำข้ึน
โดยผ้เู กี่ยวขอ้ งกบั เหตกุ ารณน์ ัน้ โดยตรง หรือบง่ บอกให้ร้ถู งึ เหตกุ ารณ์ทเ่ี กดิ ขึ้นในสมัยนนั้ จริงๆ ทงั้ ที่เป็นลายลักษณ์
อักษร เช่น สนธิสัญญา บันทึกคำให้การ จดหมายเหตุ กฎหมาย ประกาศของทางราชการ ศิลาจารึก จดหมาย
โต้ตอบ และทไ่ี ม่เป็นลายลักษณอ์ ักษร เช่น ภาพเขียนสีผนังถ้ำ เครื่องมอื เค่ืองใช้ เครื่องประดบั เจดยี ์
หลักฐานชั้นรองหรือหลักฐานทุติยภูมิ (Secondary sources) หมายถึง หลักฐานที่เกิดจากการนำ
หลักฐานชน้ั ต้นมาวเิ คราะห์ ตีความเม่ือเวลาผ่านพ้นไปแล้ว ได้แก่ ตำนาน พงศาวดาร
นักประวตั ิศาสตร์บางท่านยังได้แบ่งหลักฐานประวัติศาสตร์ออกไปอีกเป็น หลักฐานชั้นท่ีสามหรือตติยภูมิ
(Tertiary sources) หมายถึง หลักฐานท่เี ขยี นหรือรวบรวมข้นึ จากหลกั ฐานปฐมภมู แิ ละทุตยิ ภูมิ เพื่อประโยชน์ใน
การศกึ ษาอา้ งองิ เชน่ สารานกุ รม หนงั สือแบบเรียน และบทความทางประวัติศาสตร์ตา่ งๆ
ขั้นตอนของวธิ กี ารทางประวัติศาสตร์
ขัน้ ท่ี 1 กำหนดประเดน็ ปัญหา เปน็ การกำหนดหัวขอ้ ท่เี ราสนใจจะศึกษา
ขั้นที่ 2 รวบรวมหลกั ฐาน(ไปหาตำราตา่ งๆทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั หัวข้อที่ศกึ ษา)
ข้ันที่ 3 การประเมนิ คณุ คา่ ของหลักฐาน
- การประเมนิ คา่ ภายนอก (การวพิ ากษ์ภายนอก) : ดูว่าหลกั ฐานจริงหรือปลอม
- การประเมินค่าภายใน (การวิพากษ์ภายใน) : ดูวา่ หลักฐานน่าเช่ือถือได้มาก แค่ใหน
ข้ันที่ 4 ตีความหลกั ฐาน
- ตีความแนวราบ เป็นการตีความตามลำดับเวลา (ค้นคว้าแล้วตีความโดยเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผล
เป็นพัฒนาการไปเรอื่ ยๆ)
- ตีความแนวดง่ิ เปน็ การลว้ งลึกลงไปในหลกั ฐานอย่างถงึ ลกู ถงึ คน จรงิ ๆเป็นการ ชำแหละหลักฐานน้ันว่า
มี “นยั ยะ” อะไรแอบแฝงหรือไม่
- ตอ้ งใช้หลกั ฐานหลายๆประเภทมาประกอบการตีความของเรา
ขัน้ ท่ี 5 เรียบเรียงแล้วนำเสนอ การเรียบเรียงต้องใช้ 2 วิธี คอื
- วิเคราะห์ = แยกจัดหมวดหมู่ตามประเด็นที่วางไว้ - สังเคราะห์ = ประมวลภาพทั้งหมดที่เราศึกษามา
และกำลงั จะนำเสนอสิง่ ใหม่ๆให้คนอน่ื ได้รู้
ความหมายของวธิ ีการทางประวัติศาสตร์
วิธีการทางประวัติศาสตร์ หมายถึง วิธีการหรือขั้นตอนต่างๆ ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า วิจัยเกี่ยวกับ
เร่ืองราวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอาศัยจากหลกั ฐานทเี่ ป็นลายลักษณอ์ ักษรเป็นสำคัญ ประกอบกับหลักฐาน
อื่นๆ เช่น ภาพถ่าย แถบบันทึกเสียง วีดิทัศน์ หลักฐานทางโบราณคดี เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้สามารถฟื้นอดีตหรือ
จำลองอดตี ขน้ึ มาใหม่ ได้อย่างถกู ต้องสมบูรณ์และน่าเชื่อถอื
ความสำคัญของวิธกี ารทางประวัติศาสตร์
วิธีการทางประวตั ิศาสตรม์ ีความสำคัญ คือ ทำให้เรื่องราว กิจกรรม เหตุการณ์ที่เกิดขึน้ ในประวัติศาสตร์
มคี วามน่าเชอ่ื ถอื มีความถูกต้องเปน็ ความจริง หรอื ใกลเ้ คียงความเป็นจริงมากท่ีสุด เพราะได้มกี ารศึกษาอย่างเป็น
ระบบ อย่างมีขั้นตอน มีความระมัดระวัง รอบคอบ โดยผู้ได้รับการฝึกฝนในระเบียบวิธีการทางประวัติศาสตร์
มาดีแล้ว
สำหรับการศึกษาประวัตศิ าสตรน์ ้ัน มีปญั หาท่ีสำคญั อยปู่ ระการหน่ึง คือ อดีตทม่ี ีการฟน้ื หรอื จำลองข้ึนมา
ใหม่นั้น มีความถูกต้อง สมบูรณ์ และเชื่อถือได้เพียงใด รวมทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลาย
ลักษณ์อักษรที่นำมาใช้ เป็นข้อมูลนั้น มีความสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน เพราะเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มีอยู่
มากมายเกินกว่าที่จะศึกษาหรือจดจำได้ หมด แต่หลักฐานที่ใช้เป็นข้อมูลอาจมีเพียงบางส่วน ดังนั้น วิธีการทาง
ประวัตศิ าตรจ์ งึ มคี วามสำคญั เพ่ือใชเ้ ป็นแนวทางสำหรับผ้ศู กึ ษา ประวัตศิ าสตร์ หรอื ผฝู้ กึ ฝนทางประวตั ิศาสตรจ์ ะได้
นำไปใชด้ ว้ ยความรอบคอบ ระมดั ระวงั ไมล่ ำเอียง และเพอ่ื ให้เกิดความนา่ เช่ือถอื
ประโยชน์ของวิธีการทางประวัตศิ าสตร์
วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตรม์ ปี ระโยชนท์ ัง้ ต่อการศึกษาประวตั ิศาสตรท์ ี่ทำใหไ้ ด้ เรอ่ื งราวทางประวตั ิศาสตร์ท่ี
น่าเชื่อถือ ประโยชน์อีกด้านหนึง่ คือ ผู้ที่ได้รับการฝกึ ฝนการใช้วธิ ีการทางประวัติศาสตรจ์ ะทำใหเ้ ป็นคนละเอียด
รอบคอบ มีการตรวจสอบเรื่องราวที่ศึกษา รวมทั้งนำมาปรบั ใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยจะทำให้เป็นผู้รู้จักทำการ
ประเมินเหตุการณ์ต่างๆว่า มีความน่าเชื่อถือเพียงใด หรือก่อนจะเชื่อถือข้อมูลของใคร ก็นำวิธีการทาง
ประวตั ศิ าสตรไ์ ปตรวจสอบก่อน
ประโยชน์ของประวัติศาสตร์
1. ชว่ ยสนองความรู้ความเขา้ ใจทถ่ี กู ตอ้ งแทนการคาดเดา หรือความเชอ่ื ถอื ท่ปี ราศจากหลักฐาน
2. เปน็ บันทกึ ประสบการณ์ของมนษุ ยชาติท่ีมีคุณคา่ ควรแก่การศึกษาเพือ่ เป็นบทเรียน
3. ช่วยใหเ้ กิดความรกั ความภาคภูมิใจในชาติ มคี วามตระหนักในคณุ ค่าของมรดกดา้ นต่างๆ
4. ช่วยให้รู้จักและเข้าใจในเรื่องของโลก และเรอ่ื งของเพ่ือนมนษุ ยชาตทิ ่กี ว้างขวางออกไป
5. ฝกึ ให้คนรู้จักใช้เหตผุ ลในการพิจารณาเหตุการณต์ ่างๆ
6. ชว่ ยในการทำนายอนาคต