The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเรื่อง การปลูกข้าว.pdf ครั้งที่3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suphannipha Songphom, 2020-10-19 22:52:41

รายงานเรื่อง การปลูกข้าว.pdf ครั้งที่3

รายงานเรื่อง การปลูกข้าว.pdf ครั้งที่3

รายงานเรอ่ื ง การปลูกขา้ ว

จดั ทาโดย
เด็กหญงิ สุพรรณิภา ซองผม ชั้น มธั ยมศึกษาปีท่ี 3

ครูทป่ี รึกษา
1.คุณครู ฉลาด ขจรภพ
2.คุณครอู เุ ทน สมบตั ศิ รี
3.คณุ ครู ละออง วงษาเวยี ง
รายงานเลม่ นเี้ ป็นส่วนหนง่ึ ของการเรียนการสอนของวชิ า การสอ่ื สารและการเสนอ(IS2)

รหสั วชิ าi20202
โรงเรียนหนั ห้วยทรายพทิ ยาคม
สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 31
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษาที่ 1

รายงานเรอื่ ง การปลกู ขา้ ว

จดั ทาโดย
เดก็ หญงิ สพุ รรณภิ า ซองผม ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3

ครทู ปี่ รกึ ษา
1.คุณครู ฉลาด ขจรภพ
2.คณุ ครูอุเทน สมบตั ิศรี
3.คุณครู ละออง วงษาเวยี ง
รายงานเลม่ นี้เปน็ ส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนของวิชา การสอื่ สารและการเสนอ(IS2)

รหสั วชิ าi20202
โรงเรียนหันห้วยทรายพทิ ยาคม
สานักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 31
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษาท่ี 1

คานา

ความสาคัญของข้าวในวิถชี ีวติ ของคนไทยน้ันผูกพนั กนั มานานนบั แตโ่ บราณ จนถึงปจั จุบนั เพียงแตใ่ นปัจจบุ ันมีเครื่องไม้
เครอื่ งมือช่วยในการทานา ซง่ึ มคี วามแตกต่างจากสมยั โบราณ ที่ใช้ววั หรือควายทีใ่ ช้ในการไถนา และใช้แรงงานคนเปน็ สว่ น
ใหญ่ บทบาทสาคัญของข้าว ในวิถแี หง่ ชีวิตคนไทยและคนในเอเชียนนั้ มงุ่ ปลูกขา้ วใช้เพือ่ การปรโิ ภค ใชเ้ พื่อการแลกเปลยี่ นกับ

ปจั จยั อน่ื ๆ ท่จ่ี าเป็นตอ่ การดารงชวี ติ เชน่ เสอ้ื ผ้า ยารักษาโรค หรอื อาหารประเภทอื่นๆ

ในปจั จุบนั การทานาข้าวเปลี่ยนวตั ถปุ ระสงค์ไปจากเดมิ จากการแลกเปล่ียน เป็นการคา้ ขายมากขึน้ ใชเ้ ทคโนโลยีสมยั ใหม่
มากข้ึน เพือ่ ใหไ้ ดผ้ ลผลติ ทเ่ี ร็วที่สดุ และมากท่ีสดุ โดยไมไ่ ด้คานงึ ถงึ ระบบนิเวศ

คนไทยปรโิ ภคขา้ วอยา่ งมีระเบยี บวธิ ี และมีลักษณะเฉพาะ เช่น กระบวนการแปลรปู ข้าวเพอื่ การปรโิ ภค โดยการให้ข้าวสุก
ดว้ ยวธิ กี ารตา่ งๆ ไม่วา่ จะเปน็ การหงุ ต้ม การนง่ึ การหลาม เปน็ เหตุใหก้ ารใชภ้ าชนะทีแ่ ตกต่างกนั รวมถึงการประกอบอาหารที่

ใชร้ บั ประทานคู่กับข้าว กไ็ ด้รบั การเอาใจใส่ คดิ ค้น จงึ เกิดเป็นวฒั นธรรมทค่ี วบคู่กัน

ขา้ วถกู นาไปใชใ้ นวฒั นธรรมด้านภาษาโดยเป็นสานวนเปรยี บเทียบ คาพงั เพย หรอื สุภาษติ ตา่ งๆ เชน่ ขา้ วใหมป่ ลามนั ข้าว
แดงแกงร้อน ทานาบนหลงั คน ขา้ วนอกนา และอีกมากมาย

ข้าวมีความสาคัญในการกาหนดศกั ดินา เช่น ในสมยั สุโขทัย มกี ารกาหนดที่นาและไพร่ใหเ้ สนาบดีขนุ นาง ตาม
ความสามารถในการบกุ เบกิ ทีด่ นิ ทามาหากนิ มกี ารจดั ต้งั กรมนาขึ้นเพ่ือรับผดิ ชอบดา้ นการเกษตรโดยตรง ต่อมากลายเป็น

กระทรวงพานชิ การในสมยั รัชกาลท่ี 5 และเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปจั จุบัน

ขา้ วในวถิ ีชีวิตของคนไทยนน้ั ผูกพนั กนั มาช้านาน ก่อใหเ้ กิดวฒั นธรรม ขึ้นอยา่ งมากมาย ไม่วา่ จะเป็นในเรอ่ื งของภาชนะ
อาหาร พิธีกรรมตา่ งๆ ซ่งึ นับวา่ ขา้ วมจี ิตวญิ ญาณในการดารงชวี ติ ตามวถิ ีไทย เคร่ืองไม้ เครื่องมอื ต่างๆ ตามภูมปิ ญั ญาดง้ั เดิม มี

ความเช่อื ในด้านพธิ กี รรม ในการทานาครัง้ แรกในบางพื้นท่ียังมีพิธีกรรม ตามความเชื่อดั้งเดิม

สารบญั

เรอื่ ง หนา้
การเตรยี มดิน
การเตรยี มเมลด็ พนั ธุ์ขา้ ว
การหว่านขา้ ว
การตกกลา้
การดานา

การเตรียมดนิ

การไถเตรยี มดินมีวตั ถุประสงค์ เพ่อื กาจดั วชั พืช และทาใหด้ ินมสี ภาพเหมาะแกก่ ารปลกู ขา้ ว การไถครงั้ แรก
พลกิ ดินขนึ้ มาแลว้ เว้นช่วงใหเ้ มล็ดวัชพชื งอก ยง่ิ งอกมากยง่ิ ดี แล้วไถครง้ั ที่ 2 หรือไถแปรฝังกลบตน้ วชั พชื ลงใน
ดิน จะช่วยลดปรมิ าณวัชพืชได้มาก ชว่ งเวลาระหว่างไถครั้งแรกกบั ครั้งท่ี 2 ขึน้ กับปจั จยั ในการงอกของเมลด็
วัชพชื โดยเฉพาะความช้ืน ถ้ามคี วามชืน้ พอเหมาะจะทาใหง้ อกได้ดแี ละใชเ้ วลาไม่นาน แต่ถ้าดนิ แห้งอาจจะต้อง
ใช้เวลานานมากขึ้น หลงั จากไถแลว้ มีการคราดเอาเศษส่วนวัชพืชออกจากแปลงนาและทาให้ดินละเอียด
นอกจากนีย้ ังเปน็ การปรบั ระดับพน้ื ทีใ่ ห้เรยี บสม่าเสมอ ถา้ เป็นนาหวา่ นนา้ ตมและนาดา ต้องทาเทอื กเป็น
ข้ันตอนสดุ ท้าย เพื่อทาให้ดินเละง่ายตอ่ ปักดา และเหมาะสมต่อการเจรญิ เติบโตของเมลด็ ขา้ วงอก

การไถเพอื่ เตรียมดินล่อใหว้ ชั พืชงอกข้ึนมากอ่ นแล้วไถกลบ

การไถเตรยี มดนิ มวี ตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ กาจดั วชั พชื และทาใหด้ นิ มีสภาพเหมาะแกก่ ารปลกู ข้าว การไถครั้งแรก
พลิกดนิ ข้ึนมาแล้วเว้นช่วงให้เมล็ดวัชพืชงอก ยิ่งงอกมากยง่ิ ดี แล้วไถครัง้ ท่ี 2 หรอื ไถแปรฝังกลบตน้ วชั พชื ลงใน
ดิน จะชว่ ยลดปรมิ าณวัชพืชได้มาก ชว่ งเวลาระหว่างไถคร้ังแรกกบั ครง้ั ที่ 2 ขึ้นกับปจั จยั ในการงอกของเมล็ด
วัชพชื โดยเฉพาะความชน้ื ถา้ มีความชืน้ พอเหมาะจะทาใหง้ อกไดด้ ีและใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าดินแหง้ อาจจะตอ้ ง
ใชเ้ วลานานมากขึน้ หลงั จากไถแล้วมกี ารคราดเอาเศษส่วนวชั พืชออกจากแปลงนาและทาให้ดินละเอยี ด
นอกจากน้ียังเป็นการปรับระดบั พน้ื ท่ใี หเ้ รียบสมา่ เสมอ ถ้าเปน็ นาหว่านน้าตมและนาดา ตอ้ งทาเทือกเปน็
ข้นั ตอนสุดท้าย เพือ่ ทาให้ดนิ เละงา่ ยตอ่ ปกั ดา และเหมาะสมตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของเมลด็ ข้าวงอก

การปรบั ระดบั พ้นื ท่ี เป็นเรื่องทมี่ คี วามสาคญั มาก มผี ลตอ่ ความสม่าเสมอของตน้ ข้าว บรเิ วณทตี่ ่าเป็นแอง่ มนี า้
ขงั ไม่สามารถระบายนา้ ออกไดห้ มดตน้ ข้าวมักจะเน่าตาย และระดบั พื้นทีม่ ีผลต่อการใหน้ ้าเมอ่ื ข้าวเรมิ่ ต้งั ตัวได้
หลังหวา่ น ถ้าพ้นื ที่ไมส่ ม่าเสมอจะทาใหเ้ อาน้าเข้านาไดไ้ ม่ทว่ั ถงึ ถ้าจะเอานา้ เขา้ ใหถ้ งึ บริเวณที่สูงกวา่ จะทาให้
น้าทว่ มตน้ ขา้ วบรเิ วณตา่ การเจรญิ เติบโตไม่ดหี รืออาจจะตายได้ แตถ่ า้ ใหร้ ะดบั นา้ พอเหมาะสาหรับบริเวณต่า
บรเิ วณทส่ี งู กวา่ น้าก็ไมถ่ งึ จะทาใหเ้ กดิ ปญั หามวี ชั พชื งอกขึน้ มาได้ นอกจากนรี้ ะดบั พน้ื ทีไ่ ม่สมา่ เสมอยงั มผี ลตอ่
ประสทิ ธภิ าพของสารกาจดั วัชพชื อนั เน่ืองมาจากนา้ เข้าแปลงนาได้ไม่ทัว่ ถึง เพราะความช้ืนทเี่ หมาะสมทาให้
การใชส้ ารกาจัดวชั พืชมปี ระสิทธิภาพมากขนึ้

การปรับระดบั พ้ืนดินให้เสมอกัน

การเตรยี มเมล็ดพนั ธขุ์ ้าว

การเตรียมเมลด็ พนั ธุ์ ต้องเปน็ เมล็ดพนั ธุ์ทบี่ ริสุทธป์ิ ราศจากสง่ิ เจือปน มีเปอรเ์ ซ็นต์ความงอกสูง (ไมต่ ่ากวา่ 80
เปอรเ์ ซน็ ต์) ปราศจากการทาลายของโรคและแมลง

การแช่และหุ้มเมลด็ พนั ธ์ุ นาเมลด็ ข้าวที่ไดเ้ ตรยี มไว้บรรจุในภาชนะเช่นตะกรา้ ไม้ไผ่สาน กระสอบป่าน
หรือ ถุงผา้ ไปแช่ในนา้ สะอาด นานประมาณ 12-24 ชัว่ โมง จากน้นั นาเมล็ดพันธ์ุข้นึ มาวางบนพ้นื ทนี่ ้าไม่ขัง
และมีการถา่ ยเทอากาศดี นากระสอบปา่ นชบุ นา้ จนชุ่มมาหุ้มเมล็ดพนั ธุ์โดยรอบ รดนา้ ทกุ เช้าและเยน็ เพื่อ
รักษาความชุ่มช้ืน ห้มุ เมลด็ พนั ธไุ์ วน้ านประมาณ 30-48 ชว่ั โมง เมล็ดขา้ วจะงอกขนาด “ตุ่มตา” (มียอดและ
รากเลก็ นอ้ ยโดยรากจะยาวกว่ายอด) พร้อมท่จี ะนาไปหว่านได้

ในการหมุ้ เมล็ดพนั ธ์ุนน้ั ควรวางเมลด็ พันธุไ์ ว้ในท่ีรม่ ไมถ่ กู แสงแดดโดยตรง และขนาดของกองเมล็ดพันธ์ตุ อ้ ง
ไม่ตากเกินไป หรอื บรรจถุ งุ ขนาดใหญเ่ กินไป เพ่อื ไม่ใหเ้ กดิ ความรอ้ นสูงในกองหรอื ถุงขา้ ว เพราะถ้าอณุ หภูมสิ ูง

เกินไปเมลด็ พันธ์ขุ ้าวจะตาย ถ้าอณุ หภูมพิ อเหมาะขา้ วจะงอกเรว็ และสมา่ เสมอกนั ตลอดท้ังกอง

การหว่านขา้ ว

การทานาหว่าน เปน็ การปลกู ขา้ วโดยการหว่านเมลด็ ลงไปในนาท่ีเตรียมพน้ื ทีไ่ ว้แลว้ โดยตรง เป็นวธิ ีการทน่ี ยิ ม
มากขน้ึ ในปจั จบุ ัน เน่ืองจากประหยัดแรงงานและเวลา

การทานาหว่าน แบ่งเป็น 2 วธิ ี คือ

1. นาหว่านขา้ วแหง้ เป็นการหว่านเมลด็ ขา้ วเพอ่ื คอยฝน และมชี ่อื เรียกปลกี ย่อยไปตามวิธปี ฏบิ ตั ิ คอื

- การหวา่ นสารวย เป็นการหวา่ นเมล็ดขา้ วแหง้ ในสภาพดนิ แห้ง เนือ่ งจากฝนยังไมต่ ก โดยหลงั จากการไถแปร
ครัง้ สุดทา้ ยแลว้ หวา่ นเมลด็ ข้าวลงไปโดยไม่ตอ้ งคราดกลบ เมลด็ จะตกลงไปอยู่ในระหว่างก้อนดิน เม่ือฝนตกลง
มาเมล็ดขา้ วจะงอกข้ึนมา ในบางพ้ืนทีห่ ลังจากการหวา่ นข้าวแหง้ แล้วมีการคราดกลบหรอื ไถกลบ

- การหว่านหลังขไี้ ถ เป็นการหวา่ นในสภาพท่มี ฝี นตกลงมา และนา้ เริม่ จะขงั ในกระทงนา เมื่อไถแปรแลว้ ก็
หวา่ นเมลด็ พันธ์ขุ ้าวตามหลัง แลว้ คราดกลบทนั ที

2. นาหว่านขา้ วงอก หวา่ นน้าตม โดยการนาเมลด็ พันธข์ุ า้ วท่ีถูกเพาะให้งอก มขี นาดต่มุ ตา (มรี ากงอกประมาณ
1-2 มิลลิเมตร) ไปหว่านลงในกระทงนา ซึ่งมกี ารเตรียมดินจนเป็นเทือก แยกเปน็

- การหวา่ นหนีน้า ทาในนาน้าฝน เนอ่ื งจากการหว่านข้าวแห้งหรอื ทาการตกกล้าไม่ทนั เมือ่ ฝนมามาก
หลงั จากเตรียมดินเปน็ เทือกดีแล้ว ก็หว่านข้าวท่ีเพาะจนงอก ลงไปในกระทงนาทมี่ นี า้ ขงั อยู่มากจงึ เรียกวา่ นา
หวา่ นนา้ ตม

- นาชลประทาน หรอื นาในเขตทีม่ ีแหล่งนา้ อดุ มสมบรู ณ์ การทานาในสภาพนีม้ กั จะใหผ้ ลผลติ สงู
หลังจากเตรียมดินเป็นเทือกดแี ล้วระบายน้าออกหรอื ใหเ้ หลอื นา้ ขังบนผนื นาน้อยทีส่ ดุ นาเมลด็ พันธข์ุ า้ วท่ีงอก
ขนาด “ตุม่ ตา” หวานลงไป แลว้ คอยดูแลควบคุมการให้นา้ มักจะเรียกการทานาแบบน้วี ่า “การทานาน้าตม
แผนใหม”่

การตกกล้า

การตกกลา้ หมายถงึ การเอาเมล็ดไปหวา่ นใหง้ อก และเจรญิ เตบิ โตขึ้นมาเปน็ ต้นกล้า เพือ่ เอาไปปักดา การตก
กล้าสามารถทาได้หลายวิธดี ว้ ยกนั คือ

1.การตกกลา้ ในดนิ เปยี ก

การตกกลา้ ในดนิ เปียก จะต้องเลือกหาพ้นื ทท่ี ม่ี คี วามอุดมสมบรู ณข์ องดนิ ดีเปน็ พิเศษ สามารถป้องกนั นกและ
หนูท่ีจะเขา้ ทาลายต้นกลา้ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี และมีนา้ พอเพียงกับความตอ้ งการ การเตรยี มดนิ กม็ ีการไถดะ ไถแปร
และคราด ดังไดก้ ล่าวมาแลว้ แต่ตอ้ งยกเปน็ แปลงสงู กว่าระดับน้าในผนื นานน้ั ประมาณ ๓-๕ เซนตเิ มตร ทง้ั น้ี
เพอื่ ไมใ่ หเ้ มล็ดทหี่ วา่ นลงไปจมนา้ และดินนน้ั เปยี กชุ่มอยูเ่ สมอดว้ ย จะเปน็ การดยี ิง่ ขึ้นถ้าแปลงนไี้ ด้แบ่งออกเปน็
แปลงยอ่ ยขนาดกวา้ ง ๕๐ เซนตเิ มตร และมคี วามยาวขนานไปกบั ทศิ ทางลม ระหวา่ งแปลงเว้นชอ่ งวา่ งไว้
สาหรับเดนิ ประมาณ ๓๐ เซนติเมตร เพอื่ ป้องกันไม่ให้ต้นกล้าถกู ทาลายโดยโรคไหม้หรือแมลงบางชนดิ เมล็ด
พันธุ์ที่เอามาตากกลา้ จะตอ้ งเป็นเมลด็ พนั ธุ์ทสี่ มบูรณ์ปราศจากเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วยเหตุนจ้ี ะตอ้ งทาความสะอาด
เมล็ดพันธเ์ุ สยี กอ่ น โดยแยกเอามาเฉพาะเมล็ดทีส่ มบรู ณ์ และเอาเมล็ดทีไ่ มส่ มบรู ณ์ซ่งึ มนี า้ หนกั เบากว่าปกติทง้ิ
ไปเอาเมล็ดทต่ี อ้ งการตกกล้าใสถ่ ุงผา้ ไปแช่ในนา้ นาน ๑๒-๒๔ ช่วั โมง แล้วเอาข้นึ มาวางไวบ้ นแผ่นกระดานในที่
ทม่ี ลี มถ่ายเทได้สะดวก และเอาผ้าหรือกระสอบเปยี กน้าคลุมไวน้ าน ๓๖-๔๘ ชวั่ โมง ซ่งึ เรียกว่าการหุ้ม
หลังจากท่ไี ด้หุ้มเมลด็ ไว้ครบ ๓๖-๔๘ ช่วั โมงแลว้ เมล็ดข้าวกจ็ ะงอก จงึ เอาไปหว่านลงบนแปลงกล้าที่ได้เตรียม
ไว้ ก่อนทจี่ ะหวา่ นเมลด็ ลงบนแปลงกลา้ ควรใสป่ ๋ยุ พวกท่ีใหธ้ าตไุ นโตรเจนและฟอสฟอรสั เสียกอ่ น และใชไ้ ม้
กระดานลูบแปลงเพ่อื กลบปุ๋ยลงไปในดิน หากดินดอี ยแู่ ล้วกไ็ มจ่ าเปน็ ตอ้ งใส่ปยุ๋ ปกติใชเ้ มลด็ พันธจุ์ านวน ๔๐-
๕๐ กโิ ลกรมั ตอ่ เนื้อที่แปลงกลา้ หน่ึงไร่ เมือ่ ตน้ กลา้ มีอายุครบ ๒๕-๓๐ วนั นับจากวนั หว่านเมล็ด ต้นกล้าก็จะมี
ขนาดโตพอที่จะถอนเอาไปปกั ดาได้ การตกกล้าแบบน้เี ปน็ ทนี่ ยิ มกนั อย่างแพรห่ ลายในการทานาดาในประเทศ
ไทย

2.การตกกลา้ ในดนิ แห้ง

การตกกล้าในดนิ แหง้ ในกรณีท่ชี าวนาไมม่ นี า้ เพียงพอสาหรับการตกกล้าในดินเปยี ก ชาวนาอาจทาการตกกลา้
บนท่ดี ินซ่งึ ไม่มีนา้ ขงั โดยเอาเมล็ดพนั ธุท์ ่สี มบรู ณท์ ่ยี ังไม่ไดเ้ พาะให้งอก ไปโรยไว้ในแถวท่ีเปิดเปน็ ร่องเล็ก ๆ
ขนาดแถวยาวประมาณ ๑ เมตร จานวนหลายแถว แล้วกลบดว้ ยดินเพ่อื ปอ้ งกนั นกและหนู หลังจากนนั้ กร็ ดน้า
แบบรดนา้ ผกั วนั ละ ๒ ครงั้ เมลด็ ก็จะงอกขน้ึ มาเป็นต้นกล้าเหมอื นกับการตกกล้าในดินเปียก ปกติใช้เมลด็ พันธ์ุ
จานวน ๗-๑๐ กรัมตอ่ หน่ึงแถวทมี่ ีความยาว ๑ เมตร และแถวหา่ งกนั ประมาณ ๑๐ เซนตเิ มตร หลงั จากโรย

เมลด็ และกลบดินแลว้ ควรหว่านปยุ๋ พวกที่ใหธ้ าตุไนโตรเจนและฟอสฟอรสั ลงไปดว้ ย

3.การตกกล้าแบบดาปก

การตกกลา้ แบบดาปก การตกกล้าแบบนี้เป็นที่นิยมทากันมาก ในประเทศฟิลิปปนิ ส์ ขนั้ แรกทาการเตรยี มพ้นื
ทด่ี ินเหมือนกับการ ตกกลา้ ในดนิ เปียก แล้วยกเปน็ แปลงสูงกว่าระดับน้า ๕-๑๐ เซนตเิ มตร หรอื ใช้พน้ื ทด่ี อน
เรยี บหรือเปน็ พ้นื คอนกรีต ก็ได้ แลว้ ใช้กาบของตน้ กล้วยต่อกันเป็นกรอบรูปสีเ่ หลยี่ มผืนผา้ ขนาดกวา้ ง ๑ เมตร
และยาวประมาณ ๑.๕ เมตร ตอ่ จากนน้ั เอาใบกลว้ ยท่ีไม่มกี า้ นกลางวางเรยี งเพ่อื ปู เป็นพื้นทีใ่ นกรอบนนั้ ให้
เอาด้านล่างของใบหงายขึน้ และไม่ให้มรี อยแตกของใบ เพราะฉะนัน้ ใบกลว้ ยทปี่ พู ื้นนัน้ จะต้องวางซ้อนกนั เปน็
ทอด ๆ แล้วเอา เมลด็ พนั ธท์ุ ่ีสมบรู ณ์ ซ่งึ ไดเ้ พาะใหง้ อกแต่ยงั ไม่มรี ากโผล่ ออกมาโรยลงไปในกรอบทเ่ี ตรยี มไวน้ ้ี
ใชเ้ มล็ดพนั ธห์ุ นัก ๓ กิโลกรมั ตอ่ เนือ้ ที่ ๑ ตารางเมตร ดงั น้ันเมล็ดพันธท์ุ ีโ่ รยลงไปในกรอบ จะซ้อนกันเปน็ ๒-๓
ชน้ั หลังจากโรยเมลด็ แลว้ จะตอ้ งใชบ้ ัวรดน้าชนิดรูเลก็ มาก รดลงในกรอบทโ่ี รยเมล็ดนวี้ นั ละ ๒-๓ ครง้ั ในท่สี ุด
เมลด็ กจ็ ะงอกและเจรญิ เตบิ โตขนึ้ มาเปน็ ต้นกลา้ ข้อสาคญั ในการตกกล้าแบบนี้ คือ ต้องไมใ่ ห้น้าท่วมแปลงกลา้
ตน้ กล้าแบบนี้อายปุ ระมาณ ๑๐-๑๔ วนั กพ็ ร้อมท่ีใช้ปักดาได้หรอื จะเอาไปปักดากอละหลาย ๆ ตน้ ซ่ึงเรียกว่า
ซิมกล้า เพ่อื ใหไ้ ดต้ ้นกลา้ ท่ีแขง็ และโตสาหรับปักดาจรงิ ๆ ซง่ึ นิยมทากนั มากในภาคเหนือของประเทศไทย การ
ท่จี ะเอาตน้ กล้าไปปักดา ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งถอนต้นกล้าเหมือนกับวิธีอน่ื ๆ เพราะรากของตน้ กล้าเกาะกนั แน่น
ระหวา่ งตน้ และรากก็ไมไ่ ดท้ ะลใุ บกลว้ ยลงไปในดนิ ฉะนั้นชาวนาจึงทาการม้วนใบกลว้ ยแบบม้วนเสอื่ โดยมีต้น
กลา้ อยภู่ ายในการมว้ นก็ ควรม้วนหลวม ๆ แลว้ ขนไปยงั แปลงนาทจ่ี ะปักดา

การดานา

การดานา เปน็ วิธกี ารทานาทมี่ ีการนาเมลด็ ขา้ วไปเพาะในแปลงท่ีเตรยี มไว้ (แปลงกล้า)ใหง้ อกเป็นต้นกลา้ แล้วถอนต้นกลา้ ไป
ปกั ดาในกระทงนาทีเ่ ตรียมไว้ และมีการดแู ลรักษาจนใหผ้ ลผลิต การทานาดานิยมในพื้นท่ีทมี่ แี รงงานเพยี ง

ขอ้ สอบการทานา

1.การหว่านเมล็ดพนั ธ์ขุ า้ ว ควรหว่านอยา่ งไร
ก. ควรหว่านใหน้ ้าขัง
ข. ควรหว่านในดินสูงหรอื ตา่
ค. ควรหวา่ นให้สม่าเสมอ

ง. ควรหวา่ นจากบรเิ วณขอบนอกเขา้ มาด้านใน
2. . ข้อใดเปน็ การปลกู ข้าวที่ถกู วธิ ี
ก. นาเมลด็ ไปแช่นา้ กอ่ นปลกู ข้าว
ข. การนาเมลด็ ตากแดดก่อนปลูก
ค. การนาเมล็ดแชน่ า้ เกลอื ก่อนปลกู
ง. นาเมลด็ ปลูกโดยตรงและการเพาะเมลด็
3. หวา่ นเมลด็ ข้าวที่ถูกเพาะให้รากออกกอ่ นที่จะนาไปหวา่ นในท่ที ี่มีนาทว่ มขงั เรยี กวา่ อะไร
ก. การหวา่ นไถกลบ
ข. การหวา่ นคราดกลบ
ค. การหว่านหลงั ขไ้ี ถ
ง. การหว่านข้าวงอก
4.วธิ ใี ดเปน็ การตกกล้า ควรกระทาเมื่อฝนไมต่ ก
ก. การตกกลา้ ในสภาพดินแหง้
ข. การตกกลา้ ปกั ดา
ค. การตกกลา้ ในสภาพดนิ เปยี ก
ง. การตกกล้าใช้กับเครอ่ื งปักดาขา้ ว

5. . ข้อใดไมใ่ ชก่ ารปลกู ขา้ วไร่
ก. การปลกู ขา้ วบนทด่ี อนไม่มนี า้ ขังในพืน้ ทปี่ ลูก
ข. ปลกู ในพืน้ ท่ีราบ
ค. ปลูกในพน้ื ท่ีสูงๆตา่ ๆ จึงไมส่ ามารถไถเตรยี มดิน
ง. ปลูกบนภเู ขา
6. การปลกู ขา้ วไรต่ ามเชงิ เขาหรือในท่สี งู ใชว้ ธิ กี ารปลกู แบบใด
ก. การปักดา
ข.การหว่านเมล็ด
ค.การทานาหยอด
ง.โยนเมลด็
7. ขอ้ ใดเป็นการหว่านที่อาศัยความชืนในดนิ
ก. การหว่านข่ีไถ
ข. การหวา่ นไถกลบ
ค. การหวา่ นขา้ วแหง้
ง. การหว่านคราดกลบ
8.การหว่านคราดกลบนิยมทาในช่วงใด
ก. จะต้องหว่านตอนท่ีตกชุกเพราะจะทาใหเ้ มล็ดข้าวงอกเร็ว
ข. จะตอ้ งหวา่ นตอนท่ไี ถแปรแล้วคราดกลบจะทาใหส้ ะดวกในการทา
ค. จะตอ้ งหว่านทไ่ี มม่ ีฝนตก แลว้ คราดกลบจะทาใหส้ ะดวกในการทา
ง. จะทาหลังจากท่ไี ถแปรครงั้ สดุ ทา้ ยแลว้ คราดกลบจะไดต้ น้ ขา้ วท่ีงอกสม่าเสมอ

9.การหวา่ นหลงั ขี่ไถ เปน็ การหว่านในสภาพใด
ก. ฝนตก
ข. นา้ ท่วม
ค. แหง้ แล้ว
ง. ฤดูหนาว
10.การทานาหยอดต้องอาศยั อะไรเป็นหลกั
ก. อาศัยดิน
ข. อาศยั นา้ ฝน
ค. อาศัยทท่ี านา
ง. อาศัยเมลด็ ข้าว


Click to View FlipBook Version