มัท
นะ
พา
ธา
ที่มาของเรื่อง
"มัทนะพาธา" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานของดอกกุหลาบซึ่ง
พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ม ง กุ ฏ เ ก ล้ า เ จ้ า อ ยู่ หั ว ท ร ง พ ร ะ ร า ช นิ พ น ธ์ ขึ้ น ใ น ปี
พ.ศ.2466 พระองค์ทรงกล่าวถึงที่มาของวรรณคดีเรื่อ
นี้ว่า "ละครเรื่องนี้ไม่ใช่ได้เนื้อเรื่องหรือตัดตอนมาจากแห่งใดๆ
เลย จึงขอบอกไว้ให้ผู้อ่านทราบเพื่อไม่ได้เสียเวลาไปเที่ยวค้นหา
เรื่องในหนังสือโบราณใดๆ แก่นแห่งเรื่องนี้ ได้เคยมีติดอยู่ในใจ
ของข้าพเจ้ามานานแล้ว"
ลักษณะการแต่ง
เ รื่ อ ง มั ท น ะ พ า ธ า ใ ช้ คำ ป ร ะ พั น ธ์ ห ล า ย ช นิ ด แ ต่ เ น้น แ ต่ ง ด้ ว ย ฉั น ท์
บางตอนใช้กาพย์ยานี กาพย์ฉบังหรือกาพย์สุรางคนางค์ และมีบท
เจรจาร้อยแก้วในส่วนของตัวละครที่ไม่สำคัญ ทำให้มีลีลาภาษาที่
หลากหลายตอนใดดำเนินเรื่องรวดเร็วก็ใช้ร้อยแก้ว ตอนใด
ต้องการจังหวะเสียงและความคล้องจองก็ใช้กาพย์ และตอนใดที่
เน้นอารมณ์มากก็มักใช้ฉันท์ เช่น ตอนสุเทษณ์ตัดพ้อและมัทนา
เจรจาตอบใช้วสันตดิลก แสดงจังหวะรวดเร็วของถ้อยคำเสริมให้
คารมโต้ตอบกัน มีลีลาฉับไวและทันกัน
นางมัทนาเป็นนางฟ้าผู้มีความงามเป็นที่ต้องใจของสุเทษณ์เทพ
บุตร สืบเนื่องมาจากในอดีตชาตินางมัทนาเคยเกิดเป็นธิดาของ
กษัตริย์แคว้นสุราษฎร์ ส่วนสุเทษณ์เกิดเป็นกษัตริย์แคว้นปัญจาล
ซึ่งยกทัพมาตีแคว้นสุราษฎร์เพื่อชิงนาง พอได้ชัยชนะก็ขู่ว่าจะ
ประหารพระบิดาของนางเสีย นางมัทนาในชาตินั้นจึงเข้าถวายตัว
เพื่อแลกกับชีวิตท้าวสุราษฎร์ จากนั้นกลับใช้พระขรรค์ปลิดชีวิต
ตัวเองต่อหน้าท้าวปัญจาลเพราะยึดถือความสัตย์ว่าจะไม่ยอมให้
ใครฝืนใจตนเอง
เ มื่ อ ทั้ ง ส อ ง ไ ด้ ไ ป กำ เ นิ ด ใ ห ม่ บ น ส ว ร ร ค์ สุ เ ท ษ ณ์ ก็ ยั ง ค ง ปั ก ใ จ รั ก มั่ น
ต่อมัทนาทว่านางกลับยืนกรานไม่รับรัก แม้สุเทษณ์พยายาม
สอบถามว่านางรักผู้อื่นเป็นเหตุให้ไม่รักใช่หรือไม่ แต่นางกลับยืน
กรานว่านางไม่ได้มีความรักอยู่เป็นเหตุให้สุเทษณ์กริ้วถึงแก่สาป
นางมัทนาให้เป็น “ดอกกุพชะกะ” หรือดอกกุหลาบในโลกมนุษย์
จะกลายร่างเป็นหญิงสาวได้ก็แต่เฉพาะคืนวันเพ็ญเท่านั้น ต่อเมื่อมี
ความรักจึงจะอยู่ในรูปมนุษย์ได้อย่างถาวร เพื่อให้นางได้รู้จักกับ
ความรัก ทว่าก็ขอให้นางต้องระทมทุกข์เพราะความรักนั้น และหาก
นางเป็นทุกข์เพราะรักเมื่อไรก็ให้ทำพลีกรรมบูชาสุเทษณ์เพื่อ
ขออภัยโทษ
บนโลกมนุษย์พระฤๅษีกาละทรรศินพบต้นกุหลาบและทราบว่า
ไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดาจึงขุดเอานางมัทนาจากในป่าหิมพานต์ไปปลูก
ไว้ในอาศรม เมื่อถึงคืนวันเพ็ญนางก็กลายเป็นมนุษย์มารับใช้พระ
ฤๅษี พระฤๅษีกาละทรรศินจึงรักเอ็นดูนางเหมือนธิดาแท้ๆ อยู่มา
วันหนึ่งท้าวชัยเสนกษัตริย์แห่งหัสตินาปุระออกประพาสป่า ได้ไล่
ตามกวางมาจนถึงอาศรมของพระกาละทรรศิน ทำให้ได้พบนาง
มัทนาและเกิดความรักอย่างลึกซึ้งต่อกันตั้งแต่แรกพบ
ความรักที่นางมัทนามีต่อท้าวชัยเสนทำให้นางมัทนาไม่ต้องกลาย
เป็นดอกกุหลาบอีก ท้าวชัยเสนจึงนำนางกลับเมืองหัสตินาปุระเพื่อ
อภิเษกเป็นมเหสี ทั้งสองรักกันมากจนนางจัณฑี มเหสีเดิมของท้าว
ชัยเสนที่แต่งงานกันเพราะการเมืองหึงหวงและริษยานางมัทนา นาง
จัณฑีจึงทำอุบายให้ท้าวมคธผู้เป็นบิดายกทัพมาตีเมืองหัสตินาปุระ
ระหว่างที่ท้าวชัยเสนออกรบนางจัณฑีก็ร่วมกับพราหมณ์วิทูรและ
นางค่อมอราลีคนรับใช้ทำอุบายว่านางมัทนาลักลอบเป็นชู้กับ
ศุภางค์ ทหารเอกของท้าวชัยเสน เมื่อท้าวชัยเสนกลับมาถึงเมือง รู้
ไม่ทันอุบายของนางจัณฑีก็พิโรธมาก รับสั่งให้ประหารนางมัทนา
กับศุภางค์เสีย แต่นันทิวรรธนะผู้เป็นเพชฌฆาตกลับปล่อยตัวทั้งคู่
ไป นางมัทนาหนีกลับไปยังอาศรมของพระฤๅษีกาละทรรศิน ส่วน
ศุภางค์ก็ออกรบจนตัวตาย
ต่อมาพราหมณ์วิทูรมาสารภาพผิดทำให้ท้าวชัยเสนเสียใจมากรีบ
ออกตามนางมัทนา ทว่าก็ไม่ทันการณ์เพราะนางมัทนาซึ่งมาถึง
อาศรมก่อนได้ทำพลีกรรมแด่สุเทษณ์เทพบุตรแล้ว แต่เมื่อสุเทษณ์
เสด็จลงมาพบและจะรับนางเป็นชายา นางกลับยืนกรานปฏิเสธ
ด้วยความรักอันมั่นคงที่มีต่อท้าวชัยเสน และร้องขอให้สุเทษณ์ช่วย
เหลือให้นางกับชัยเสนได้ครองรักกันดังเดิม สุเทษณ์กริ้วหนักจึง
สาปให้นางกลายเป็นดอกกุหลาบไปอย่างถาวร เมื่อท้าวชัยเสนมา
ถึงจึงเห็นแต่ดอกกุหลาบซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักแท้เท่านั้น
ต่อมาพราหมณ์วิทูรมาสารภาพผิดทำให้ท้าวชัยเสนเสียใจมากรีบ
ออกตามนางมัทนา ทว่าก็ไม่ทันการณ์เพราะนางมัทนาซึ่งมาถึง
อาศรมก่อนได้ทำพลีกรรมแด่สุเทษณ์เทพบุตรแล้ว แต่เมื่อสุเทษณ์
เสด็จลงมาพบและจะรับนางเป็นชายา นางกลับยืนกรานปฏิเสธ
ด้วยความรักอันมั่นคงที่มีต่อท้าวชัยเสน และร้องขอให้สุเทษณ์ช่วย
เหลือให้นางกับชัยเสนได้ครองรักกันดังเดิม สุเทษณ์กริ้วหนักจึง
สาปให้นางกลายเป็นดอกกุหลาบไปอย่างถาวร เมื่อท้าวชัยเสนมา
ถึงจึงเห็นแต่ดอกกุหลาบซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักแท้เท่านั้น
๑. คุณค่าด้านวรรณศิลป์
๑.๑ เรื่องมัทนะพาธาเป็นหนังสือที่แต่งดี ใช้คำฉันท์เป็นบทละครพูด ซึ่ง
แปลกและแต่งได้ยาก
มีการเลือกใช้คำเหมาะสมกับเนื้อความและบทบาทของตัวละคร รวมทั้งกา
รพรรรณนาให้มีความสอดคล้องกับวัฒนธรรมภารตะโบราณและเข้ากับเนื้ อ
เรื่องได้เป็นอย่างดี จึงได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดแห่ง
บทละครพูดคำฉันท์
๑.๒ มีการใช้ภาษาที่สละสลวย ตอนใดที่ต้องการดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว ก็
ใช้ร้อยแก้ว ตอนใดที่ต้องการจังหวะเสียงและความคล้องจองก็ใช้กาพย์ หรือ
ตอนใดที่เน้นอารมณ์มากก็มักใช้ฉันท์
๑.๓ มีการใช้ศิลปะการประพันธ์ที่ไพเราะ แสดงกวีโวหารและมีการเล่นคำ
เล่นอักษรอย่างแพรวพราว เช่น
“สุเทษณ์ : รักจริงมิจริงฤก็ไฉน อรไทบ่แจ้งการ?”
“มัทนา : รักจริงมิจริงก็สุรชาญ ชยะโปรดสถานใด?”
“สุเทษณ์ : รักละเหี่ยอุระระทด เพราะมิอาจจะคลอเคลีย”
“มัทนา : ความรักระทดอุระละเหี่ย ฤจะหายเพราะเคลียคลอ”
๒. คุณค่าด้านสังคม
๒.๑ สะท้อนแง่คิดให้คนในสังคมได้เข้าใจพุทธวัจนะ “ที่ใดมีรัก
ที่นั่นมีทุกข์” ว่า เมื่อมีความรัก ต้องรักอย่างมีสติ ใช้วิจารณญาณ
อย่างรอบคอบ มิใช่รักอย่างลุ่มหลงจะเกิดความทุกข์ได้
๒.๒ สะท้อนให้เห็นค่านิยมเกี่ยวกับการครองรักระหว่างหญิงชาย
ต้องเกิดจากความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย มิใช่เกิดจากการบังคับ
ขู่เข็ญให้รับรัก จึงจะเกิดความสุขในชีวิต
๒.๓ สะท้อนให้เห็นค่านิยมของสตรีไทยในยุคสมัยนั้นว่ามีความ
ซื่อสัตย์และยึดมั่นความรักเดียวใจเดียว