The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรลุ่มน้ำลำพระเพลิง-แก้ล่าสุด-28-8-62

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by maturada Lapjit, 2019-08-28 06:32:44

หลักสูตรลุ่มน้ำลำพระเพลิง-แก้ล่าสุด-28-8-62

หลักสูตรลุ่มน้ำลำพระเพลิง-แก้ล่าสุด-28-8-62

46

เขมรภายในบรเิ วณวัดจดั เปน อทุ ยานทางการศึกษาทแี่ วดลอ มไปดว ยตนไมอ ันรม ร่ืนโรงธรรมวดั โคก

ศรษี ะเกษ ตาํ บลนกออก ภาพเขยี นสีเพดานทีโ่ รงธรรมวดั โคกศรีษะเกษ ใบเสมาศลิ ปะแบบขอม

วดั โคกศรีษะเกษ

2.10 วดั นกออก เปน ศาสนสถานของชมุ ชนมอญ ตัง้ อยูท ีบ่ านนกออก หา งจากที่วาการ

อําเภอปก ธงชยั ประมาณ 4 กิโลเมตร เปนวดั ท่ีเกา แก ภายในบริเวณวดั มหี อไตรกลางน้าํ พระอุโบสถหลัง

เกา ตพู ระธรรมลายรดน้ําทีส่ วยงาม เอกสารโบราณทอ่ี ยใู นสภาพท่สี มบรู ณจ าํ นวนมาก แตก น็ าเสียดายภาพ

จติ รกรรมภายในโรงธรรมท่ีไดร ้อื ทิ้งไปแลว แตก ็ยงั เหลอื เพียงชน้ิ สวนเล็กนอยซึ่งปจ จบุ ันอยทู ่ี

มหาวิทยาลัยขอนแกน และหอวัฒนธรรมวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี าเทา นั้น หอไตรกลางน้าํ วดั นกออก

ตําบลนกออก

2.11 วดั พระเพลงิ เปน ศาสนสถานของชุมชนมอญ ตงั้ อยูบา นพระเพลิง ตาํ บลนกออก

หางจากท่ีวา การอําเภอปกธงชัยประมาณ 5 กิโลเมตร ภายบริเวณวัดมหี อระฆัง ศาลาการเปรยี ญ เสาหงส

ซงึ่ เปน สถาปต ยกรรมแบบมอญ นอกจากนยี้ ังมตี พู ระธรรมและเอกสารโบราณทห่ี าดูไดย ากและมีคณุ คา มาก

หงสทว่ี ัดพระเพลิง ตําบลนกออก เปน สญั ลักษณที่แสดงวาชาวบา นพระเพลงิ มเี ชอ้ื สายมอญท่ีอพยพ

มาจากเมอื งหงสาวดี คมั ภรี โบราณ ทวี่ ดั พระเพลิง

2.12 วดั มวง อยทู ี่บานสระนอ ย ตาํ บลนกออก หางจากทวี่ าการอาํ เภอปก ธงชยั ประมาณ

5 กโิ ลเมตร ภายในบรเิ วณวดั เปนทตี่ ง้ั โรงเรยี น ซึ่งมอี าคารไมทรงปน หยาท่หี ลวงนิวาสวัฒนกจิ อดตี

นายอําเภอปก ธงชยั สรา งไวเ ม่อื ประมาณ พ.ศ. 2460 เปน อาคารเรียนท่ีลกั ษณะสมบูรณมากแตไมมกี ารดแู ล

และปรบั ปรงุ พัฒนาบริเวณรอบ ๆ ใหเปน ทนี่ า สนใจแกบ คุ คลท่วั ไป

สถานท่ที อ งเทย่ี วทสี่ าํ คญั ของลุมนํ้าลําพระเพลงิ

1. หมบู า นธงชัย (บา นจะโปะ) เปนหมูบานทีเ่ กาแกท่ียังคงหลงเหลอื กลน่ิ อายอารยธรรมของ
บรรพบุรุษมอญใหเ ห็นอยู อยางเชนวถิ กี ารดํารงชีวิต การทอผาไหม การใชภาษาทมี่ ลี กั ษณะแตกตางจากที่

อนื่ ซ่ึงหากทา นใดท่ีมโี อกาสผา นเขามาในเขตพน้ื ทีอ่ าํ เภอปก ธงชยั หมบู านทอ งเทย่ี วจะโปะ เปนอีกหนึง่

สถานทีท่ องเทย่ี วที่จะทําใหท า นไดรจู กั ประวตั คิ วามเปน มาของอาํ เภอปกธงชยั ไดอยางแทจ รงิ โดยมสี ถานท่ี
เกา แกต า งๆในชุมชน อาทิ ศาลตาปู ศาลคชู มุ ชนบานจะโปะ ทม่ี ีอายกุ วา 300 ป พิพธิ ภัณฑช มุ ชน ท่มี ีการ

จัดแสดงเคร่อื งมือการทอผา ไหมแบบดงั่ เดมิ สิง่ ของเครอื่ งใช โบราณ ผาไหมอายุกวา 200 ป ขอ งใหญ ไซ

ยกั ษ และจกั รยานโบราณ เปนตน
2. เข่ือนลําพระเพลิง สรางขึน้ ตัง้ แตป  พ.ศ. 2505 โดยก้นั นาํ้ ท่ภี ูเขาโซ และภหู ลวงทป่ี ระชิดกัน

บรเิ วณบา นบุหัวชา ง ตําบลตะขบ อําเภอปกธงชยั จังหวัดนครราชสีมา เพอ่ื กกั เกบ็ น้ําไวใชป ระโยชนใ นการ

เกษตรกรรม และปองกันอุทกภยั เขือ่ นนี้เปดใชเ มื่อป พ.ศ. 2510 อยูในความดูแลของกรมชลประทาน
ลกั ษณะของเข่ือน

47

เปน ทะเลสาบยาวไปตามลําน้ํา จากหนา เขอื่ นประมาณ 21 กิโลเมตร สามารถกักเก็บน้ําไดถงึ 320 ลาน
ลกู บาศกเมตร และเหนอื เข่อื นมีอาณาเขตรับนํา้ กวางถึง 807 ตารางกโิ ลเมตร โดยทะเลสาบเหนือเข่อื นนั้น
มภี ูมปิ ระเทศที่สวยงาม สองฟากฝง มปี า ไมเ ขยี วขจีรม ร่นื ตอนตน แมน าํ้ มีนํา้ ตกคลองก่ี นา้ํ ตกขุนโจร นาํ้ ตก
ละอองชมพู ทาํ ใหเ ข่อื นลาํ พระเพลงิ เปน สถานทท่ี อ งเทย่ี วยอดนิยมสาํ หรบั ผูทีต่ องการมาพักผอน ตกปลา
ตากอากาศชมววิ ทิวทัศนร มิ อางเกบ็ นํา้ และเปนสถานทท่ี อ งเที่ยวสําคญั แหงหนึ่งของอาํ เภอปก ธงชยั และ
จังหวัดนครราชสมี า

3. สะพานศรสี ุขสําราญพฒั นา ถอื เปน สะพานขา มลํานํ้าท่ยี าวที่สดุ ในจงั หวดั นครราชสมี า สราง
ขนึ้ เพอ่ื ใชใ นการสัญจรขามลาํ น้ําลาํ พระเพลงิ พืน้ ท่ีเหนือเข่ือนลําพระเพลงิ ในชว งระหวา งบา นโคกสําราญ
กับบานสขุ ศรีงาม ตาํ บลตะขบ อาํ เภอปกธงชยั จังหวดั นครราชสีมา งบประมาณกอ สราง 65 ลา นบาท โดย
กรมทางหลวงชนบท มีการเปด ใชง านคร้งั แรกในวนั ท่ี 13 กันยายน 2558 ช่อื สะพานศรีสขุ สําราญพัฒนา
มาจากสามหมูบานเหนืออางเกบ็ น้าํ ลําพระเพลงิ ตาํ บลตะขบ ไดแ ก หมูบา นสุขศรงี าม หมูบานโคกสาํ ราญ
และหมูบา นสวนพัฒนา ซึง่ มีระยะทางหางจากอําเภอปกธงชยั กวา 50 กโิ ลเมตรเลยทีเดียว

4. จิม ทอมปสัน ฟารม ต้งั อยูบนพน้ื ทีก่ วา 600 ไร บนเชิงเขาพญาปราบ ตาํ บลตะขบ อําเภอปก
ธงชยั จังหวัดนครราชสมี า โดยเรม่ิ จากเปน แหลงผลติ ไขไ หมจําหนายใหสมาชิกเกษตรกรเพื่อรบั ซอ้ื รังสดใน
การผลิตเสน ไหมและเปนพน้ื ท่ีปลูกหมอ นอันเปน อาหารหลักของหนอนไหม และเมอ่ื ยางเขาป พ.ศ. 2544
จมิ ทอมปส นั ฟารม จงึ ไดเ ปด เปนแหลง ทองเทยี่ วเชิงเกษตรปล ะครัง้ ในเดือนธันวาคมใหบ คุ คลทว่ั ไปที่
หลงใหลในธรรมชาตไิ ดช น่ื ชมบรรยากาศอนั งดงาม และเรียนรปู ระสบการณด านการเกษตร พรอมเรยี นรู
วงจรชวี ิตของหนอนไหม ชมแปลงพืชผกั และ ดอกไมส สี วยสดนานาชนิด รวมถึงเลอื กซื้อไมดอกไมประดับ
และผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษซ่ึงปลูกดวยความเอาใจใสจ ากเหลาเกษตรกรของจมิ ทอมปสันารม

ป พ.ศ. 2550 จมิ ทอมปสันไดร เิ ร่มิ นาํ บานอสี าน อนั เปนสถาปตยกรรมไทยอสี านทเ่ี ปนเอกลักษณ
มารวบรวมไวบน พนื้ ท่กี วา 10 ไร อาทิ บานโคราช บา นภูไท และเรือนเหยา ซึ่ง “หมบู า นอีสาน” แหงน้ีได
กลายเปนอีกหนงึ่ จุดตอนรับ นักทองเทยี่ วทห่ี ลงใหลในสถาปต ยกรรมอนั ทรงคณุ คาและ วัฒนธรรมประเพณี
อันดงี ามของภาคอสี าน โดยมกี ารจาํ ลองวิถีชวี ิต วฒั นธรรม ประเพณกี ารละเลน อาหารการกนิ และการ
ประกอบอาชพี ของชาวบานในอดีตใหนักทอ งเท่ยี วไดส มั ผัสความเปนอยูของชาวอสี านอันเรยี บงาย และ
พอเพยี ง ท้ังนี้ ในป พ.ศ. 2551 จิม ทอมปส นั ยังไดสรา งและรวบรวม “หมูบ า นโคราช” เพ่มิ ในบริเวณ
ใกลเ คียง เพือ่ เปนการสะทอ นสถาปตยกรรมอนั หลากหลายของภาคอีสานไดชดั เจนยง่ิ ขน้ึ

ตอมาในป พ.ศ. 2552 จมิ ทอมปส นั ฟารมไดริเรม่ิ โครงการ “ Art on Farm” ข้ึนเพ่อื เปนโครงการ
นํารองในการเชอื้ เชิญ ศลิ ปนมาทําผลงานศิลปะในบรบิ ทของการเกษตรเชิงนเิ วศ และงานสถาปต ยกรรม
อสี านในฐานะที่เปน สว นหนง่ึ ของกระบวนการเรยี นรูทย่ี าวนานตลอดชวี ิต ปจจุบนั จมิ ทอมปสนั ฟารมยงั คง
เปดตอนรับนกั ทอ งเที่ยวเปน ประจาํ ทกุ ปใ นเดอื นธันวาคมจนถึงตนเดอื นมกราคม ดวยตระหนกั ถึง
ความสาํ คัญของ

48

อาชพี ปลกู หมอนเลีย้ งไหม ซึ่งสรางรายไดใ หเ กษตรกรอยา งสม่าํ เสมอ รวมถึงการทอ งเที่ยวเชิงเกษตรและ
วัฒนธรรม ซึง่ สรางความสขุ และ ประสบการณอันแปลกใหมใ หทงั้ ผูเ ขาชม และเกษตรกรของ จิม ทอมปสัน
ฟารม อนั เปนการประชาสมั พนั ธใหอ าํ เภอปก ธงชยั มชี ื่อเสียง และสรางงานสรางรายไดใหชาวปกธงชยั สืบไป

5. วัดหนาพระธาตุ หรือทีช่ าวบา นเรยี กกันวา วัดตะคุ เปน วัดเกาแกวดั หน่ึงในสมยั รัตนโกสินทร
ตอนตน สรางข้ึนราวสมัยสมเด็จพระนงั่ เกลา เจาอยูหัวชอ่ื วัดนั้นเรยี กกลา วกนั ตามพระธาตเุ จดยี ทมี่ ีปรากฏ
อยภู ายในวัด จุดเดนของวัดนี้คือมีความโดดเดน ดวยงานจิตรกรรมฝาผนงั ท่เี กา แกแ ละโบราณสถานยังมี
สภาพคอ นขา งสมบูรณ นอกจากน้ภี ายในวดั ยงั มโี บราณสถานอกี หลายแหง ประกอบดวยพระธาตเุ จดีย
ตง้ั อยหู นาพระอโุ บสถหลงั เกา เปนพระธาตุเจดยี ศ ิลปะลาว รูปทรงบัวเหล่ียมทสี่ ูงเรยี วยอดสอบเขาหากนั
เปนยอดแหลม ภายในบรรจุพระบรมธาตุซ่ึงเปนท่เี คารพสกั การะของชาวปกธงชยั เปน พระธาตุเจดยี ท กี่ ลาว
กันวาชาวลาวซง่ึ อพยพจากเวียงจันทนม าอาศัยอยทู ี่ตําบลตะคุ ไดรวมกันสรา งขึน้ เพ่ือเปน ศูนยก ลางของ
ชมุ ชน ดานขางพระธาตุเจดียม เี จดียอ งคเ ล็กเปน เจดยี ท บ่ี รรจุอัฐิทานเจา อาวาสเกา

พระอโุ บสถหลังเกา หรอื สิม คอื พระอุโบสถแบบอีสานตง้ั อยดู านขางพระวิหาร เปนพระอุโบสถ
สมยั รตั นโกสินทรตอนตน ผนังกอ อิฐถือปนู หลงั คามุงกระเบอ้ื งบนเคร่ืองไมเกา แกไ มม ีชอ ฟา ใบระกา และ
หางหงส แตทาํ เปน ปนู ปนแทน มีจวั่ ลดท้งั ดานหนา และดานหลัง หนา บันมีงานไมจ าํ หลักลวดลายพรรณ
พฤกษา ฐานพระอุโบสถแอนโคง แบบทองสาํ เภามีรูปแบบคลายศลิ ปะของอยุธยาตอนปลาย ผนังดา น
นอกเหนือประตูทางเขามจี ติ รกรรมฝาผนังหรือทเ่ี รยี กกันวา ฮปู แตม เปน งานสมยั รตั นโกสินทรตอนตน
แสดงเรอื่ งราวพุทธประวตั ิ ภายในพระอโุ บสถมจี ิตรกรรมฝาผนังทยี่ งั คงสภาพสมบรู ณอยูทง้ั ส่ดี าน เปน ภาพ
เร่อื งราวทัศชาติชาดก นอกจากนีย้ ังสอดแทรกเรอ่ื งราววิถชี วี ติ พ้ืนบา น และแงคิดเกย่ี วกับธรรมะอีกดว ย

หอไตรกลางนํา้ ตั้งอยกู ลางนํ้าหนาพระธาตเุ จดีย เปนหอไตรเรือนไทยทรงพ้ืนเมือ งอสี าน ผนังแบบ
ฝาปะกนั ช้ันเดียว สรา งในสมัยสมเด็จพระนง่ั เกลา เจา อยูห วั เพ่อื ใชเ ปน ท่เี กบ็ พระไตรปฎ กโดยตั้งอยูกลางนํ้า
เพ่ือปองกันปลวก บานประตูเปน ลวดลายรดน้ําปดทอง ภายในมงี านจิตรกรรมและภาพเรือ่ งราวพทุ ธ
ประวตั ิ จติ รกรรมฝาผนังวัดหนา พระธาตุ ปรากฏอยทู ่ภี ายนอกและภายในพระอุโบสถภายนอกเปน ภาพ
จุฬามณีเจดีย ดาวดึงสแ ละเนมิราชชาดก สวนจิตรกรรมภายในอโุ บสถจะเขยี นเร่อื งทศชาตชิ าดกเปนหลัก
รวมทั้งพทุ ธประวตั ิบางตอน และจลุ ปทุมชาดก โดยมรี ปู แบบสะทอ นเอกลักษณพืน้ ถน่ิ เดน ชดั

49

ใบงานที่ 3.2
เร่ือง ศาสนสถานและสถานท่ที องเท่ยี วที่สาํ คญั ลุมน้าํ ลาํ พระเพลิง

คําชีแ้ จง : ผเู รียนตอบประเดน็ ตอ ไปนี้

1. บอกความสําคัญของของศาสนสถานลมุ นํา้ ลาํ พระเพลิง
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

2. บอกจุดเดน ของแหลงทองเท่ียวแตล ะแหงในลุมนํา้ ลาํ พระเพลิง
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................

50

ใบความรทู ี่ 3.3
เร่ือง ประเพณีลุมนํา้ ลําพระเพลิง

ประเพณลี มุ น้ําลาํ พระเพลิง

1. พธิ ีไหวแ มยา นางเรอื
ชว งเวลา ทาํ ทุกเดือน หรือนาน ๆ ครงั้ ก็ได พวกที่ทาํ ทกุ เดือนจะทาํ ตอน "หยดุ หงาย"

คือเวลาที่หยดุ ออกเรอื และเดอื นหงายแมยา นาง หรือ แมย า นนาง เปน คําศพั ทเฉพาะทใ่ี ชเรยี กสิ่งศักดสิ์ ทิ ธ์ิ
ทเ่ี ชื่อกันวาสถติ อยูป ระจําเรือแตละลํา ชาวเรือท่ีออกเรือตอ งบชู ากราบไหว เพราะเชอื่ วาแมย า นางจะดล
บันดาลใหช าวประมงหรือผเู ปนเจาของเรอื มโี ชคลาภ หรอื ประสบความสาํ เร็จตามปรารถนาไดส ่งิ ทเ่ี ปน
สญั ลกั ษณบอกใหรูว าเรือลาํ ใดมแี มยา นาง กค็ ือ ท่หี ัวเรอื จะผกู ดวยดา ยขาว ดา ยแดงและผาแดง กอนออก
เรือทุกครั้ง จะพดู กบั แมย านางวา "อยา ใหม นั ขัด อยาใหม ันของ ใหคลอง ใหค ลอ ง ใหแ คลว ใหแ คลว ทกุ
อยา ง ออกถึงไดพบปลาทนั ที ใหสมปรารถนา จะใหร างวัลแกแ มยา นาง

พิธกี รรม เครอ่ื งบูชาแมยา นางไดแกไ กต ัวผู 1 ตัว เหลา 1 ขวด หวั หมู 1 หวั ขนมโค (ขนม
ตมขาว) ขนมถัว่ ขนมงา กลวย ผลไมอ น่ื ๆ ตามแตจ ะหาได ปลามีหัวมีหาง ขาวแกง แกว เหลา แกวน้ํา สิ่ง
เหลานเี้ ตรียมใสภ าชนะใหเรยี บรอย แลว เอาผาแดง ดายแดง ดา ยขาว ผกู หวั เรอื ใชธปู 9 ดอกจุดไฟ พรอม
กบั ออกชื่อแมย านาง โดยกลา วเชญิ มารบั เครอื่ งเซน เคร่อื งบชู า ขอใหช วยคุม ครองปอ งกันอนั ตรายทกุ อยา ง
และชวยนําโชคลาภมาใหน อกจากการจัดเคร่อื งบชู า เครือ่ งเซนแมยานางแลว จะตองจดั อาหารใหแ กบริวาร
แมย านางอกี สวนหนึ่งดวย โดยไมรวมกบั ของแมยา นาง หลังจากน้ันตองจดุ ประทดั แลวรีบเบย่ี งหวั เรอื ออก
อาหารที่เหลอื จากการบชู าแมยานางแบง ใหพรรคพวกบนเรือรับประทานกเ็ ปนอันเสรจ็ พธิ ี ถา เจา ของเรือ
เปนคนจีน เครอื่ งบูชาโดยเฉพาะไก ตอ งนําไกเปนลงไปในเรือ ใชมีดเชอื ดคอไก รองเอาเลือดราดหวั เรือไป
จนตลอดทายเรอื แลว นาํ ซากไกท้งิ นํ้า หา มเกบ็ ไปปรุงเปน อาหารรับประทานโดยเดด็ ขาด

2 . ประเพณีลอยกระทง
เปนวันสาํ คญั วนั หนงึ่ ของชุมชนลุม นํา้ ลําพระเพลงิ ตรงกบั วนั ข้ึน 15 คํา่ เดอื น 11 ตาม

ปฏิทนิ จันทรคติไทย ตามปฏิทนิ จันทรคตลิ า นนา มักจะตกอยใู นราวเดือนพฤศจกิ ายน ตามปฏทิ ินสุรยิ คติ
ประเพณีนี้กําหนดขน้ึ เพื่อเปนการสะเดาะเคราะหแ ละขอขมาตอ พระแมค งคา

3. ประเพณีงานเทศนมหาชาติ
งานเทศนมหาชาติน้ี นยิ มทํากนั หลงั ออกพรรษาพนหนากฐินไปแลว อาจทําในวันขีน้ 8 คํา่

กลางเดอื น 12 หรอื ในวนั แรม 8 คํ่าก็ได ซงึ่ ในชวงนี้นาํ้ เร่ิมลดและขาวปลาอาหารกําลังอดุ มสมบรู ณ จงึ
พรอมใจกนั ทําบญุ ทาํ ทานและเลนสนกุ สนานรนื่ เรงิ การเทศนมหาชาตินน้ั มีอยดู ว ยกนั ท้งั หมด 13 กัณฑ
เปน เร่อื งราวเกี่ยวกับพระเวสสนั ดรอนั เปนพระชาตสิ ุดทา ยของพระบรมโพธสิ ตั ว กอ นทจี่ ะมาประสตู เิ ปน
เจาชายสิทธตั ถะ

51

และออกบวชจนตรัสรูเ ปน พระสมั มาสัมพุทธเจา ในงานเทศนม หาชาติมกั จะมกี ารนําตน กลวย ตนออ ยมาผกู
ไวกบั เสารอบ ๆ ธรรมาสนเพ่ือใหมีบรรยากาศคลายกบั ปาตามทองเรอื่ งเวสสนั ดรชาดก

4. ประเพณที าํ บุญกลางบาน
เปนการทําบุญตลอดจนบูชาและอุทิศสว นกศุ ลใหพ ระภูมเิ จา ที่ เจากรรมนายเวร เพือ่ ขอ

ความคมุ ครองใหอ ยเู ย็นเปน สุขและประสบความเจริญรงุ เรืองในหนาท่กี ารงาน ขับไลส ่ิงเลวรายตาง ๆ ที่
ผา นมาใหหมดสิ้นไปดวยการสะเดาะเคราะห และขอใหฝนตกตามฤดกู าล อนั จะทําใหพ ืชพันธุธัญญาหาร
อดุ มสมบูรณ กระทาํ พธิ ีประมาณกลางเดอื น 3 โดยใหผเู ฒา ผแู ก หรอื ชาวบา นกําหนดวนั ทาํ บญุ โดยถอื เอา
วนั สะดวกและวนั วา ง ใชสถานทท่ี ่เี ปน ทว่ี า งกลางหมบู า น พิธกี รรมจะเรม่ิ เมื่อสวดมนตเ ย็นในบรเิ วณพธิ ี
พระสงฆป ระมาณ 9 รปู หรือมากกวาจะมาสวดมนตเย็น หลังจากนนั้ จะมีการละเลน ในหมบู านและตอน
เชาวนั รงุ ขึน้ มีการสวดมนตทาํ บญุ เลีย้ งพระ ชาวบานจะนําอาหารมาถวายพระและจะแบงอาหารใส
กระทงใบตอง วางลงบนกระทงกาบกลว ยรปู ส่ีเหลยี่ ม และใชกาบกลวยตดั เปนรปู คน หรอื ใชด ินเหนียวปน
วางลงในกระทงจดุ ธูปดอกเดยี วปก ลงในกระทง และนาํ ไปวางไวทท่ี ิศตะวันตก เม่อื พระฉันอาหารเสร็จ
เรียบรอ ยจะนาํ นา้ํ มารูปละ 1 แกว ยนื เปน วงกลมแลวสวดมนตกรวดน้าํ ราดลงไปในกระทง บางแหงอุทิศ
ใหคนอยูบางแหงอุทศิ ใหค นตาย เสรจ็ แลว จะนาํ กระทงไปวางทงิ้ บรเิ วณพืน้ ทีท่ างสามแพรง หลังจากเสรจ็
พิธชี าวบานจึงรวมรับประทานอาหารดวยกนั ไตถามความเปน อยูตลอดจนแกป ญ หาตาง ๆ รวมกัน หรอื
อาจจะมกี ารละเลนตาง ๆ ก็ได

ประเพณสี าํ คัญของชมุ ชนลุมนํ้าลําพระเพลงิ มดี งั น้ี

ลําดบั ประเพณี เน้ือหาโดยสรุป
1 พธิ ีไหวแ มย า นางเรอื นิยมไหวในเวลาท่ีหยุดออกเรือและเดือนหงาย
2 ลอยกระทง ชาวบา นจะทํากระทงและนาํ ไปลอยซึง่ แตเ ดมิ ลอยลงในคลองสาย
ลุมนาํ้ ลาํ พระเพลงิ ในวันเพ็ญ เดือน 12
3 เทศนม หาชาติ นิยมเทศนกลางเดอื น 12
4 ทําบุญกลางบา น นิยมทาํ พิธปี ระมาณกลางเดือน 3

52

ใบงานที่ 3.3
เร่อื ง ประเพณีลุม นํ้าลาํ พระเพลงิ

ผูเรยี นบอกแนวทางการสบื ทอดประเพณลี ุมนาํ้ ลาํ พระเพลิง
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................

53

บทท่ี 4 ภยั ธรรมชาตแิ ละการอนุรกั ษส งิ่ แวดลอมชุมชนลมุ นํา้ ลําพระเพลงิ
(จํานวน 12 ช่ัวโมง)

จุดประสงคก ารเรียนรู

1. อธิบายวิธีการปอ งกนั ภัยธรรมชาติแถบลุมนาํ้ ลาํ พระเพลิงได
2. อธิบายการมสี ว นรว มในการอนรุ ักษสง่ิ แวดลอมชมุ ชนลุมนา้ํ ลาํ พระเพลิงได

เนือ้ หา

1. ภัยธรรมชาติแถบลุมนํา้ ลําพระเพลงิ
1 .1 ภยั จากน้ําทวม

1.2 ภยั แลง
1.3 การปอ งกนั ภัยธรรมชาติ
2. การอนรุ ักษส ่ิงแวดลอ มชุมชนลมุ นํา้ ลาํ พระเพลิงตามรอยพอ
2 .1 การจดั การน้าํ
2.2 การจัดการปา
2.3 การมสี ว นรวมอนรุ ักษสง่ิ แวดลอ มชุมชนลมุ นา้ํ ลาํ พระเพลิง

เวลา 12 ชัว่ โมง

กิจกรรมการเรียนรู

1. ผสู อนพูดคุยและแลกเปล่ียนเรยี นรกู ับผเู รยี นเรื่องภัยธรรมชาติและการอนรุ ักษ
ส่ิงแวดลอมชมุ ชนลุมนํ้าลาํ พระเพลงิ

2. ผเู รียนศึกษาใบความรูตอ ไปนี้
- ใบความรูที่ 4.1 เรอ่ื งภยั ธรรมชาตแิ ถบลุมนํ้าลาํ พระเพลิง
- ใบความรทู ี่ 4.2 เรือ่ งการอนรุ กั ษส ง่ิ แวดลอมชุมชนลุม น้าํ ลาํ พระเพลิงตามรอยพอ

3. ผูเรียนศกึ ษาแหลงเรียนรูเรือ่ ง ภยั ธรรมชาตแิ ละการอนรุ กั ษส ่งิ แวดลอมชมุ ชนลมุ นา้ํ ลํา
พระเพลงิ สวนปาเขาภูหลวง ตาํ บลตะขบ

4. ผูเรยี นทําใบงานตอไปนี้
- ใบงานที่ 4.1 เรือ่ งภยั ธรรมชาติแถบลมุ นํา้ ลาํ พระเพลิง
- ใบงานท่ี 4.2 เรอ่ื งการอนุรักษส งิ่ แวดลอมชุมชนลุมนา้ํ ลาํ พระเพลงิ ตามรอยพอ

5. ผูสอนตรวจใบงานที่ 4.1-4.2 แลวสงคนื ผูเรยี น

54

สือ่ การเรียนรู

1. ใบความรตู อ ไปนี้
- ใบความรูที่ 4.1 เรอ่ื ง ภยั ธรรมชาตแิ ถบลมุ น้ําลาํ พระเพลิง
- ใบความรทู ่ี 4.2 เรอ่ื งการอนรุ กั ษส ง่ิ แวดลอมชมุ ชนลุมนํ้าลําพระเพลงิ ตามรอยพอ

2. ใบงานตอไปน้ี
- ใบงานท่ี 4.1 เร่อื ง ภยั ธรรมชาติแถบลมุ นา้ํ ลําพระเพลงิ
- ใบงานท่ี 4.2 เร่อื งการอนรุ กั ษส่ิงแวดลอ มชุมชนลุมนํ้าลาํ พระเพลิงตามรอยพอ

3. แหลง เรียนรลู มุ นํ้าลําพระเพลิง

การประเมินผล

1. ประเมนิ จากการทําใบงานที่ 4.1-4.2
2. สงั เกตพฤตกิ รรมผูเ รียนขณะที่เขาไปศกึ ษาแหลงเรียนรเู รอ่ื ง ภัยธรรมชาติและการ
อนรุ ักษสง่ิ แวดลอมชุมชนลมุ นาํ้ ลาํ พระเพลิงสวนปา เขาภูหลวง ตําบลตะขบ

55

ใบความรูท่ี 4.1
เร่ือง ภยั ธรรมชาตแิ ถบลุมนา้ํ ลาํ พระเพลงิ

ภยั ธรรมชาติแถบลมุ นา้ํ ลําพระเพลิง

1. อทุ กภยั แถบลุม น้ําลาํ พระเพลงิ หรือ ท่ีเราเรยี กติดปากวา นา้ํ ทวม คือ มหันตภยั รายทเ่ี กดิ ขนึ้
โดยเงื้อมมอื ของธรรมชาติ และเปนสิง่ ทไี่ มส ามารถควบคุมได เมอื่ ยา งเขาสปู ลายเดือนพฤษภาคม สายนํา้
แหงความชุมฉ่ํา จะคอย ๆ ไหลรินลงมาจากกอนเมฆบนทอ งฟา น่นั หมายความวา กําลงั เขา สฤู ดฝู น ซ่ึงสาย
ฝนจะตกโปรยปรายลงมาใหชมุ ฉ่าํ พืชผลทางการเกษตร ดอกไม ใบหญา จะไดส ัมผัสกบั นํ้าฝนอยางเตม็ ท่ี
เหลาพายตุ า ง ๆ แหแ หนพดั ผา นอยูเนือง ๆ จนกวา จะหมดฤดูในชวงเดือนตุลาคม ซ่งึ กอ นทีน่ ้าํ ฝนจะเทลง
มาในฤดูฝนนัน้ เกษตรกรในแถบลุม น้ําลําพระเพลงิ ตอ งเผชิญกบั ความแหง แลง แตเม่อื เขาสฤู ดูฝน ความดี
ใจของเกษตรกรกลับเปลีย่ นแปลงเปนความทุกขใ จอกี ครั้ง เพราะฝนท่ยี งั คงตกอยางตอเนือ่ งไมมีทีทาวาจะ
หยุด ไดเ ปลี่ยนใหแ ผนดินทีแ่ หง แลง ตอ งเผชิญกบั น้าํ ปา ไหลหลากและนา้ํ ทว มสูงจนทะลกั เขา สูท พ่ี กั อาศัย
โดยนํา้ ทว มแบงออกเปน ประเภทใหญ ๆ ไดดังนี้

1.1 นาํ้ ปาไหลหลาก และน้าํ ทวมฉบั พลัน เน่อื งจากฝนที่ตกตดิ ตอ กนั หลายชั่วโมง จนผนื ดินไม
สามารถดดู ซบั นํา้ ไดท ัน น้ําฝนที่เทลงมาจงึ ไหลลงสูพนื้ ราบอยางรวดเร็ว ซง่ึ มกั เกดิ ข้ึนในทร่ี าบสงู และไหล
ลงสพู นื้ ทตี่ า่ํ กวา จนทาํ ใหนํ้าทะลกั เขาทวมบา นเรือน และทรัพยสินเสียหาย

1.2 น้าํ ทว มขัง และนํ้าลนตลิง่ เพราะฝนทต่ี กอยา งหนักทําใหพ้นื ท่ที ่เี ปนหลมุ เปน บอ มีนํา้ ทวมขงั
ไมส ามารถระบายน้าํ ออกได อกี ทง้ั นํ้าในแมน้ําลําคลองยงั มปี รมิ าณมากจนลน ตลง่ิ และอาจทะลกั เขาถงึ
บานเรอื นได

56

2. การปองกันการเกดิ อทุ กภยั ของชุมชนลุมน้ําลาํ พระเพลิง
2.1 การอนรุ ักษป า บริเวณตน นํ้าลาํ ธาร ปองกนั ปาไมใหถ ูกทําลาย การปลกู ปาใหม การ

ปลูกสรางสวนปา จดั สรรพ้ืนที่ทําการเกษตร ทําทงุ หญา เลย้ี งสัตวแ ละคัดเลอื กพนั ธุพชื เชน ปลูกหญา แฝก
เพื่อชะลอการไหลของนาํ้ เปนตน

2 .2 ขยายทางน้าํ ทไ่ี หลอยูใหก วางออก คือ การปรับปรุงทางนาํ้ ไหลใหกวา งออก ทาํ ให
นา้ํ ปรมิ าณมากไหลไดเ ร็วขนึ้ น้ําจะไมเออ ลนตล่งิ โดย การเคลอ่ื นยายวตั ถุทีม่ าปดกน้ั ทางนา้ํ ไหลออกไป เชน
เศษไม กอสวะ สงิ่ กอสราง สิง่ ปลูกสรา งท่รี ุกลํา้ คูคลองไมใหกดี ขวางทางนาํ้ เพราะจะชว ยใหก ารไหลของน้าํ
รวดเร็วข้ึน

2.3 การสรา งเข่ือนลําพระเพลิงและอา งเกบ็ นา้ํ ลําสาํ ลาย เพอ่ื เพิ่มความจุของนาํ้ ในฤดู
นา้ํ หลาก

3. วธิ ีรบั มอื น้ําทวมแถบลุมนา้ํ ลาํ พระเพลงิ
3.1 หม่นั ติดตามขาวสาร และประกาศเตือนทุกชองทาง เชน วิทยุ โทรทัศน เสาสญั ญาณ

เปนตน
3.2 เตรียมขาวสาร อาหารแหง ยารักษาโรค ไฟฉาย และอุปกรณที่จําเปน อื่น ๆ เพ่ือเอา

ตัวรอดในยามนา้ํ ทว ม
3.3 เตรยี มกระสอบทรายไวเพอ่ื ทาํ ผนังกัน้ น้ํา (แตห า มวางไวพ ิงกําแพง เพราะจะเพ่ิม

แรงดนั ใหน ํา้ ทะลักเขามาไดงาย)
3.4 หม่นั ทาํ ความสะอาดพน้ื ไมใ หม ีของอันตรายหากเกิดนํ้าทว มสงู
3.5 เก็บของมคี า และสัตวเ ลี้ยง รวมถงึ อุปกรณไฟฟา ไปไวช ั้นบนของบา น
3.6 เตรียมเบอรต ดิ ตอ หนวยงานของรัฐ เมอ่ื ตองการความชวยเหลอื
3.7 ชารจแบตเตอร่ีโทรศพั ทม ือถอื และอุปกรณส ื่อสารใหพรอม

57

3.8 หากเกดิ นาํ้ ทวมใหห นีข้นึ ท่สี งู และปด วงจรไฟฟา เพ่อื ปองกนั ไฟฟา ลัดวงจร
3.9 พยายามหาสวนแหง เพอื่ หลบภยั และปอ งกนั ไฟดดู
3.10 หา มรับประทานนํา้ ทีท่ ว มสูง หากขาดแคลนนํ้าดืม่ ใหตมกอ นทุกคร้ัง เพ่อื ปองกนั
โรคระบาด
3.11 หากนํา้ ทว มไมสูงมาก ใหร ะวงั การใชร ถใชถ นน และดแู ลเด็กเลก็ ไมใ หอ อกจากบาน
3.12 ระวังสัตวม พี ิษท่ีมากับน้ํา หากถูกกัดใหล างแผลดว ยน้าํ ตมสุกและเชด็ แอลกอฮอล
รอบแผล จากนน้ั หาทางไปโรงพยาบาลทนั ที

4. ภัยแลงแถบลุม นาํ้ ลาํ พระเพลงิ
หมายถงึ ความแหงแลงของลมฟาอากาศ อันเกิดจากการที่มฝี นนอ ยกวา ปกติ หรือฝนไม

ตกตอ งตามฤดกู าล เปน ระยะเวลานานกวาปกติ และครอบคลมุ พนื้ ทบี่ รเิ วณกวาง ทาํ ใหเกดิ การขาดแคลน
น้าํ ดืม่ นํ้าใช พชื พนั ธไุ มต างๆ ขาดนํา้ ทาํ ใหไ มเ จรญิ เติบโตตามปกติเกิดความเสียหาย และความอดอยาก
ทว่ั ไป ความแหง แลง เปนภัยธรรมชาตปิ ระเภทหนึ่งท่เี กิดขึ้นเปนประจาํ ทกุ ป โดยเฉพาะใน แถบลมุ น้าํ ลําพระ
เพลิง เพราะเปนบรเิ วณท่อี ิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉยี งใตเ ขา ไปไมถ งึ ทําใหเ กดิ ความอดอยาก
แรน แคน ซงึ่ หากปใ ดที่ไมม ีพายเุ คลือ่ นผานเลยกจ็ ะกอใหเกิดความแหง แลง รุนแรงมากข้นึ อันเน่อื งมาจาก
ฝนทิ้งชวงยาวนาน โดยภยั แลงทเ่ี กดิ ข้ึนทกุ ปจ ะอยรู ะหวา งเดอื นมถิ ุนายนตอ เนือ่ งถงึ เดอื นกรกฎาคม ในชว ง
ดงั กลาวพชื ไรท ่เี พาะปลกู จะขาดนาํ้ ไดรบั ความเสียหายมนุษย - สตั วข าดแคลนนํ้าดื่มนํา้ ใช สงผลกระทบตอ
การดาํ รงชพี รวมถึงดานเศรษฐกจิ และสงั คม ท้ังนี้ความรุนแรงจะมากหรอื นอยเพียงใดขึ้นอยกู บั ปจจัยหลาย
ดาน เชน ความชื้นในอากาศ ความช้นื ในดิน ระยะเวลาที่เกดิ ความแหง แลง และขนาดของพ้นื ท่ที ี่มคี วาม
แหงแลง เปน ตน

5. สาเหตขุ องการเกดิ ภยั แลง แถบลมุ นา้ํ ลาํ พระเพลิง
ปจ จัยที่กอใหเ กิดภัยแลง สําหรบั แถบลมุ นํ้าลําพระเพลิง นอกจากฝน ยังมีปจจยั อนื่ ท่ีเปน

องคป ระกอบอีกหลายอยา ง เชน ระบบการหมนุ เวยี นของบรรยากาศ การเปล่ยี นแปลงสว นผสมของ
บรรยากาศ การเปลีย่ นแปลงความสมั พันธร ะหวา งบรรยากาศกบั น้าํ ทะเล หรอื มหาสมุทร ดงั นนั้ การเกดิ ภัย
แลงจึงมิใชเกิดจากสาเหตใุ ดสาเหตุหนงึ่ เพยี งอยางเดยี ว ซ่ึงพอจะประมวลสาเหตุของการเกิดภยั แลงได ดงั น้ี

5.1 เนอื่ งจากสภาวะอากาศในฤดรู อนทีร่ อนมากกวาปกติ
5.2 เน่อื งจากการพดั พาของลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉียงใต
5.3 ความผดิ ปกตขิ องตาํ แหนงรองมรสุม ทาํ ใหฝนตกในพน้ื ท่ีไมตอเน่ือง
5.4 ความผิดปกติ เนอื่ งจากพายหุ มนุ เขตรอ นเคลือ่ นท่ผี า นประเทศไทยนอ ยกวาปกติ
5.5 การเปลี่ยนแปลงความสมดลุ ของพลังงานที่ไดร บั จากดวงอาทิตย เชน การเผา
พลาสติก นํ้ามนั และถา นหนิ ทาํ ใหเ กิดรโู หวใ นชน้ั โอโซน

58

5.6 ผลกระทบจากปรากฏการณภาวะเรอื นกระจก เนื่องจากสวนผสมของบรรยากาศ เชน
คารบอนไดออกไซด ไอน้าํ ลอยขึ้นไปเคลอื บชั้นลางของช้นั โอโซน ทําใหค วามรอ นสะสมอยใู นอากาศใกลผวิ
โลกมากขึ้น ทําใหอากาศรอนกวา ปกติ

5.7 การพฒั นาดานอุตสาหกรรมตา ง ๆ
5.8 การตัดไมทําลายปา ทําใหเ กิดการเปลย่ี นแปลงสภาพแวดลอมอันเปน อกี สาเหตุหน่งึ ที่
มผี ลกระทบตอ การเปล่ยี นแปลงองคป ระกอบของภูมิอากาศ เชน ฝน อุณหภมู ิ และความชื้น
6. ฤดกู าลเกิดภัยแลง
การเกดิ ภัยแลง โดยท่วั ไปจะเกดิ ขึ้น 2 ชวง ดังน้ี
6.1 ในฤดูหนาวระหวา งเดอื นตุลาคม ถงึ เดือนกุมภาพันธ และตอ เนอ่ื งมาถึงฤดรู อ น
ระหวางเดอื นกมุ ภาพนั ธ ถงึ เดอื นพฤษภาคม คือชวงสิน้ สดุ ของฤดูฝน ซ่งึ เริม่ จากคร่งึ หลงั ของเดือนตุลาคม
เปน ตน ไป บริเวณแถบลมุ นํา้ ลาํ พระเพลงิ จะไมม ฝี นตกมา หรือถา มีกจ็ ะมีเพยี งจาํ นวนเล็กนอย สวนมากจะ
เปนฝนจากพายุฝนฟา คะนอง จึงทําใหเ กิดความแหง แลง เปน ประจําทุกปในชว งน้ี และมักจะมีไฟปา เกิดขน้ึ
ตามมาดว ย
6.2 ในฤดูฝนระหวางเดอื นพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม ในชวงของกลางฤดูฝน ตง้ั แตป ลาย
เดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม ในบริเวณ แถบลุมน้ําลําพระเพลิง จะเกิดความแหง แลง เนือ่ งจากมฝี นทงิ้
ชว งเกดิ ข้ึน ประมาณ 1-2 สปั ดาห หรอื อาจถึง 1 เดอื น ปริมาณฝนในชวงน้ีจะลดลงมผี ลกระทบตอ
การเกษตรมาก ทําใหพชื ขาดนํา้ เหีย่ วเฉา และแหง ตายไปในทีส่ ดุ

7. ฝนแลง มคี วามหมายอยา งไร
ฝนแลง คือ ภยั ธรรมชาตซิ ึ่งเกิดจาก ฝนแลง ไมตกตามฤดูกาล มีสาเหตุจาก พายหุ มุนเขต

รอ นเคลอ่ื นผา นประเทศไทยนอ ย รองความกดอากาศต่าํ มกี าํ ลงั ออ น มรสมุ ตะวันตกเฉียงใตมกี าํ ลงั ออน เกดิ
สภาวะฝนทิ้งชวงเปน เวลานาน หรอื เกิดปรากฏการณเ อลนิโญรนุ แรง ทาํ ใหฝ นนอ ยกวา ปกติ ทาํ ใหผ ลผลิต
การเกษตรเสยี หาย ขาดน้าํ เหย่ี วเฉา แหงตายในทีส่ ดุ โรคพชื ระบาด คุณภาพดอยลง อตุ สาหกรรมเกษตร
เสยี หาย ขาดแคลนอปุ โภคบรโิ ภค กระทบกบั การผลติ ไฟฟาพลังนํา้

8. ฝนทง้ิ ชว ง
หมายถงึ ชว งทม่ี ีปรมิ าณฝนตกไมถ งึ วนั ละ 1 มิลลิเมตร ตดิ ตอกันเกนิ 15 วนั จะเกดิ

ในชว งฤดฝู น ประมาณเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม

9. ปญหาภัยแลง กบั การดาํ รงชีวติ แถบลมุ นาํ้ ลําพระเพลงิ
9.1 การขาดแคลนนํ้าอปุ โภค บรโิ ภค
9.2 ผลิตผลทางการเกษตรลดลง ไมเ พยี งพอตอ การบรโิ ภค ทําใหส ินคา บางอยา งขาด

แคลน ทาํ ใหราคาสินคา อ่ืนสงู ขึ้น
9.3 รฐั ตอ งสูญเสยี งบประมาณชวยเหลือผปู ระสบภยั แลงปหน่ึงๆ เปนจํานวนสูง

59

9.4 ประชาชนไมม ีงานทํา ตอ งอพยพเขา มาทํางานในเมอื งใหญ ทําใหเกิดปญหาดา น
เศรษฐกจิ และสังคม

9.5 การระเหยของนํ้าจากพน้ื ดนิ มีผลกระทบทาํ ใหพ ้ืนดนิ ขาดนา้ํ พชื อาจลม ตายและ
ผลผลติ ลดลงได

9.6 การประกอบการดา นอตุ สาหกรรมตอ งหยดุ ชะงกั เพราะขาดแคลนนํา้ ทใี่ ชใ นการผลติ

พลงั งาน

10. ภยั ซา้ํ ซอนทีเ่ กดิ จากภยั แลงแถบลุม นาํ้ ลาํ พระเพลงิ
10.1 เกดิ ไฟปาข้ึน เชน ตน ไผเ สยี ดสีกัน หรอื ฟา ผาทงุ หญา แหง หรอื เกษตรกรจดุ ไฟเผา

ฟางขาว เผาหญา ทําใหเ กดิ ลกุ ลามกวางขวาง บางทีอาจลุกลามไหมอ าคารบา นเรือน ไรนา เสยี หาย ควันไฟ
ท่เี ผาไหมข างทางมผี ลเสียตอ ทศั นวิสัย ทาํ ใหเกดิ อุบัตเิ หตุทางจราจรข้ึนได เปน ตน

10.2 มีลักษณะสภาวะของอากาศแปรปรวน เน่ืองมาจากอากาศรอนจัดตดิ ตอ กันหลาย ๆ
วนั ทาํ ใหเกดิ การสะสมความรอนในบรรยากาศบริเวณหน่งึ ไวมาก เกดิ ลมสองกระแสพดั สอบเขาหากัน ทาํ
ใหบ รเิ วณดงั กลาวเกดิ เปนแนวตีบของลมจะเกดิ พายฤุ ดรู อ น หรือพายุฟา คะนองขน้ึ มีลมกระโชกแรงเปน พัก
ๆ มฝี นตกหนกั ฟา ผา เกดิ ในระยะสั้นไมเ กนิ 2 ชั่วโมง บางครัง้ กาํ ลังลมทาํ ใหพ ดั อาคารบา นเรอื น
ทรัพยส นิ เสียหายได อาจมลี ูกเหบ็ ตกเกดิ รวมดวย

11. การปอ งกนั และแกไขปญหาภัยแลงแถบลุม นา้ํ ลาํ พระเพลิง
11.1 การสรา งเข่ือนลําพระเพลงิ และอางเก็บนํ้าลาํ สาํ ลาย เพ่อื กักเก็บนํา้ ไวใชใ นฤดูแลง
11.2 จดั การวางแผนการใชนา้ํ ทด่ี ี เชน ในชว งฤดูฝนตก ควรเตรียมภาชนะ บอ หรืออาง

เกบ็ น้ําเพ่อื รวบรวมนํ้าฝนไวใ ชใ นยามขาดแคลน
11.3 การสํารวจนํา้ ใตดินมาใช เปนการจดั หานํา้ มาใชท ด่ี ีวิธีหน่ึง การสาํ รวจและการขุด

เจาะนํา้ ใตดิน
11.4 การนาํ นํ้ามาใชห มนุ เวียน เปนวธิ กี ารนํานา้ํ ท่ใี ชแ ลวหมนุ เวยี นกลับมาใชใ หม โดย

ผานกระบวนการปรบั ปรุงคณุ ภาพน้ํา
11.5 ตดิ ตามสภาวะอากาศ ฟงคําเตอื นจากกรมอตุ นุ ิยมวิทยา
11.6 ฝก ซอมการปองกันภยั พิบัติ เตรยี มพรอมรับมอื และวางแผนอพยพหากจาํ เปน
11.7 หนวยงานราชการทาํ ฝนเทียม เปนวิธีการแกไ ขปญหาในการขาดแคลนนา้ํ จดื ที่

ไดผลดวี ธิ ีหนง่ึ โดยใชเทคโนโลยสี มยั ใหมเ ขามาชว ย

60

ใบงานท่ี 4.1
เร่ือง ภัยธรรมชาตแิ ถบลมุ นา้ํ ลาํ พระเพลงิ

คาํ ช้ีแจง : ผูเรียนตอบประเด็นตอไปน้ี

1. อธบิ ายวิธีการปอ งกันและแกไขปญ หาภัยแลงแถบลุมนํา้ ลําพระเพลิง
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................

2. บอกสาเหตขุ องการเกดิ ภยั แลง แถบลุม นาํ้ ลําพระเพลงิ
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................

3. อธิบายวิธกี ารปองกันการเกิดอุทกภัยของชุมชนลุม นํ้าลาํ พระเพลิง
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................

61

ใบความรทู ี่ 4.2
เร่ือง การอนุรกั ษส่ิงแวดลอ มชมุ ชนลมุ นํ้าลําพระเพลงิ ตามรอยพอ

การอนุรักษสิง่ แวดลอ มชุมชนลมุ นาํ้ ลาํ พระเพลงิ ตามรอยพอ

พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช มหิตลาธเิ บศรรามาธิบดี จักรนี ฤบดินทร สยามิ
นทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงเปรยี บเสมอื นดัง่ พอ ผูเปน ศนู ยรวมจติ ใจของคนไทยท้งั ชาติ “พอ” ไดทรง
ทมุ เทพระราชหฤทยั และพระวรกายเพ่อื ท่ีจะนําพาประเทศไปสกู ารพัฒนาอนั ยง่ั ยืน ทดั เทียมนานา
อารยประเทศ โดยมไิ ดท รงละทิ้งเอกลกั ษณ และภูมปิ ญ ญาอันลาํ้ คา ท่ีมอี ยคู แู ผนดินไทย “พอ ” ทํางาน
หลายดานท่ีเกีย่ วของกับการอนุรกั ษท รัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ ม ศาสตรของพอมีมากกวา 4,596
โครงการทวั่ ประเทศ ไมว าจะเปนดา นการอนรุ ักษนํา้ ดนิ หรอื ปาไม เกดิ ขึ้นจากพระอัจฉริยภาพและพระ
ปรชี าสามารถในการคดิ คน ดัดแปลง ปรับปรงุ และแกไ ขทฤษฎีและวธิ ีการตา งๆ เพอ่ื ใหสอดคลองกับสภาพ
ความเปนอยูข องพสกนิกรและระบบนิเวศ อนั จะนาํ ไปสกู ารพัฒนาที่ยั่งยนื ของประเทศไทย ดงั นัน้ เราจึง
ขนานนามในหลวงของเราวา
“พระบดิ าแหงการอนรุ ักษท รัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอม”

1. ชมุ ชนลมุ นํา้ ลําพระเพลิงกบั สงิ่ แวดลอม มคี วามสัมพันธก ับส่ิงแวดลอมอยางแนบแนนในอดตี
ปญ หาเรือ่ งความสมดลุ ของธรรมชาตติ ามระบบนเิ วศยงั ไมเกิดขึน้ มากนกั ทั้งนเ้ี นอื่ งจากผคู นในยุคตน ๆ นนั้
มชี วี ติ อยใู ตอิทธพิ ลของธรรมชาติ ความเปลย่ี นแปลงทางดา นธรรมชาตแิ ละสภาวะแวดลอมเปน ไปอยางคอย
เปน คอยไป จงึ อยใู นวสิ ัยทธ่ี รรมชาติสามารถปรบั ดลุ ของตัวเองได กาลเวลาผา นมาจนกระทัง่ ถงึ ระยะเม่ือ
ไมก่สี บิ ปมานี้ โดยเฉพาะอยางยิง่ ในทศวรรษทผ่ี า นมา (ระยะสิบป) ซ่งึ เรียกกันวา "ทศวรรษแหง การพัฒนา"
นัน้ ปรากฎวาไดเ กดิ มีปญ หารุนแรงดานสงิ่ แวดลอมขน้ึ ในบางสวนของโลกและปญหาดังกลาวนี้ ก็มลี กั ษณะ
คลา ยคลงึ กันในทุก ประเทศท้งั ทพ่ี ฒั นาแลวและกาํ ลงั พัฒนา เชน ปญหาทางดา นภาวะมลพิษที่เกี่ยวกับนํ้า
ปญหาทรพั ยากรธรรมชาติทีเ่ สือ่ มสลายและหมดสน้ิ ไปอยา งรวดเร็ว เชน นาํ้ มนั แรธาตุ ปา ไม พชื สัตว ทง้ั ท่ี
เปน อาหารและท่คี วรจะอนุรกั ษไ วเพือ่ การศึกษา

62

ปญ หาทีเ่ กย่ี วกับการตงั้ ถน่ิ ฐานและชุมชนของมนษุ ย เชน การวางผังเมืองและชมุ ชนไมถ ูกตอง ทาํ
ใหเกิดการแออดั ยดั เยยี ด ใชทรัพยากรผดิ ประเภทและลักษณะ ตลอดจนปญหาแหลงเสื่อมโทรมและปญ หา
จากของเหลอื ทงิ้ อนั ไดแกม ลู ฝอย

2. การอนุรักษสิ่งแวดลอมชุมชนลุมนํา้ ลาํ พระเพลงิ การอนุรักษท รัพยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดลอ ม หมายถงึ การใชท รพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ มอยา งฉลาด โดยใชใหน อ ย เพอื่ ใหเกดิ
ประโยชนสูงสดุ โดยคาํ นงึ ถงึ ระยะเวลาในการใชใ หยาวนาน และกอ ใหเ กดิ ผลเสยี หายตอส่งิ แวดลอมนอย
ทีส่ ุด รวมทั้งตอ งมีการกระจายการใชทรัพยากรธรรมชาตอิ ยางทวั่ ถงึ อยา งไรกต็ าม ในสภาพปจจุบัน
ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอมมีความเสอ่ื มโทรมมากข้ึน ดงั นัน้ การอนรุ กั ษทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่งิ แวดลอ มจงึ มคี วามหมายรวมไปถงึ การพฒั นาคุณภาพสิ่งแวดลอมดว ย

3. การอนุรักษท รพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอมชมุ ชนลมุ นํา้ ลําพระเพลิงสามารถกระทาํ ได
หลายวิธีทงั้ ทางตรงและทางออม ดังนี้

1. การอนรุ กั ษทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอมโดยทางตรง ซึ่งปฏิบัติไดใ นระดบั
บคุ คล องคกร และระดบั ประเทศ ท่ีสําคัญ คือ

1.1 การใชอยางประหยัด คือ การใชเ ทาที่มีความจําเปน เพ่ือใหม ีทรัพยากรไว
ใชไ ดนานและเกิดประโยชนอ ยางคมุ คา มากทสี่ ดุ

1.2 การนาํ กลบั มาใชซ าํ้ อีก สิ่งของบางอยางเมือ่ มกี ารใชแ ลวครงั้ หนึง่ สามารถที่
จะนํามาใชซ้าํ ไดอ กี เชน ถุงพลาสตกิ กระดาษ เปน ตน ซึง่ เปนการลดปรมิ าณการใชทรัพยากรและการ
ทําลายส่ิงแวดลอ มได

1.3 การบําบัดและการฟนฟู เปนวิธกี ารท่จี ะชวยลดความเส่อื มโทรมของ
ทรพั ยากรดว ยการบาํ บดั กอน เชน การบาํ บดั น้ําเสยี จากบานเรอื น กอนทีจ่ ะปลอยลงสแู หลง นา้ํ สาธารณะ
สว นการฟนฟเู ปนการรอ้ื ฟน ธรรมชาติใหกลบั สูสภาพเดมิ

1.4 การใชส ิง่ อ่ืนทดแทน เปนวิธีการทจ่ี ะชว ยใหม กี ารใชทรพั ยากรธรรมชาติ
นอยลงและไมท าํ ลายสง่ิ แวดลอ ม เชน การใชถ ุงผา แทนถงุ พลาสติก การใชใบตองแทนโฟม การใชพ ลังงาน
แสงแดดแทนแรเ ชื้อเพลิง การใชป ยุ ชวี ภาพแทนปุยเคมี เปน ตน

2. การอนุรกั ษทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ มโดยทางออ ม สามารถทาํ ไดหลายวิธี
ดังน้ี

2.1 การพัฒนาคุณภาพประชาชน โดยสนับสนนุ การศกึ ษาดานการอนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอมทถ่ี ูกตองตามหลักวิชา ซ่ึงสามารถทาํ ไดท ุกระดับอายุ ทงั้ ในระบบ
โรงเรียนและสถาบันการศกึ ษาตางๆ และนอกระบบโรงเรยี นผา นส่อื สารมวลชนตางๆ เพอ่ื ใหประชาชนเกดิ
ความตระหนักถึงความสาํ คัญและความจําเปน ในการอนรุ กั ษ เกิดความรกั ความหวงแหน และใหความ
รว มมืออยางจรงิ จงั

63

2.2 การใชมาตรการทางสังคม การจัดตง้ั กลุม ชมุ ชน ชมรม สมาคม เพือ่ การ
อนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ มตา งๆตลอดจนการใหค วามรว มมอื ทั้งทางดา นพลงั กาย พลงั ใจ
พลงั ความคดิ ดว ยจิตสาํ นึกในความมีคุณคาของสง่ิ แวดลอมและทรพั ยากรทม่ี ตี อ ตัวเรา

4. ความจาํ เปนทต่ี อ งมกี ารอนรุ ักษ
ในการมีชีวิตอยขู องชุมชนลุมนา้ํ ลําพระเพลิง เพ่อื แสวงหาการพัฒนาทางเศรษฐกจิ และ

ความอุดมสมบูรณข องธรรมชาตนิ นั้ จาํ เปนตอ งคํานงึ ถงึ ความจริงท่ปี รากฏอยใู นปจ จบุ ันน้นั คอื ขดี จาํ กัด
ของทรัพยากรสมดุลของระบบนิเวศ ความเปนมาของดา นวัฒนธรรมรวมถึงความตองการของชุมชนลุมนาํ้
ลําพระเพลงิ ในอนาคต ซึง่ เปน ท่ีมาของคาํ วา "อนุรักษ" การอนรุ ักษส ิ่งแวดลอ มในปจจุบันมีวตั ถปุ ระสงค
หลกั อยู 3 ประการ คือ

1. เพอื่ ธํารงไวซงึ่ ปจจยั สําคญั ของระบบสิ่งแวดลอ มท่ีมอี ทิ ธิพลตอมนุษยและสัตว และ
ระบบสนับสนุนการดาํ รงชวี ติ เปนการปรับปรุงปองกนั พนื้ ทเี่ พือ่ การเพาะปลกู การหมุนเวียนแรธาตอุ าหาร
พชื ตลอดจนการทํานํา้ ใหส ะอาด

2. เพ่ือสงวนรกั ษาการกระจายของชาติพันธุ ซ่งึ ข้ึนกบั โครงการขยายพันธตุ า ง ๆ ทจี่ าํ เปน
ตอ การปรับปรุงการปองกนั ธัญพชื สตั วเ ลีย้ ง และจุลนิ ทรียตาง ๆ

3. เพื่อเปน หลกั ประกนั ในการใชพนั ธพุ ชื สัตวแ ละระบบนิเวศเพื่อประโยชนใ นการยังชีพ
ตามความเหมาะสม

5. การจดั การนาํ้
น้าํ เปน ทรัพยากรธรรมชาตทิ ่ีมีความสําคญั ตอ การดาํ รงชีวติ และการพัฒนาทางเศรษฐกจิ

ของชมุ ชนลมุ นา้ํ ลําพระเพลิง นํ้าตามสภาพธรรมชาตทิ ่ชี ุมชนลมุ น้ําลาํ พระเพลิงทกุ ทองท่อี าศัยใช ไดแ ก นา้ํ
ในบรรยากาศ (ฝน) น้าํ ผิวดิน และน้ําบาดาล นบั เปนผลิตผลจากธรรมชาตทิ ่ีเราไมส ามารถผลติ เพิม่ ข้นึ มา
หรอื ลดปริมาณท่ีมีอยใู นธรรมชาตไิ ดเองตามตอ งการ

ชุมชนลุมนาํ้ ลาํ พระเพลงิ ไดมกี ารบรหิ ารจดั การทรพั ยากรนํา้ ตามแนวพระราชดํารขิ อง
พระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช มหิตลาธเิ บศรรามาธิบดี จักรนี ฤบดนิ ทร สยามนิ ทราธริ าช บรมนาถ
บพติ ร โดยพระราชทานแนวพระราชดําริดา นชลประทาน เชน การสรางเข่อื นลําพระเพลงิ และอางกกั เก็บ
น้ําลําสําลาย การสรางฝายทดนํ้า และการขดุ ลอกหนองบึงท่ีตื้นเขนิ ใหสามารถระบายนํา้ ใหม ีประสทิ ธภิ าพ
มากข้นึ รวมไปถึงเพ่อื กักเกบ็ นา้ํ เพอื่ ใชใ นการเพาะปลกู ได จงึ สามารถสรปุ ถึงหลักของการบรหิ ารจัดการนํ้า
เพอ่ื ใหเ กดิ ประโยชนสงู สดุ ตามแนวพระราชดําริ

6. การจดั การปา
ปาชมุ ชนลมุ นํ้าลําพระเพลงิ เปนทางเลือกในการจัดการทรพั ยากรนเิ วศปาไมโ ดยมีชมุ ชน

เปนฐาน หรือเปนการจัดการทรัพยากรรว มกนั ของชมุ ชน ที่มวี ถิ ปี ฏิบตั เิ ปน ระบบสิทธิหนาหมู หรือเปน

64

เพอื่ ผลประโยชนข องครอบครัวและชุมชน เปนกิจกรรมท่สี นบั สนนุ และมอบอาํ นาจใหคนในชุมชนลมุ น้ําลาํ
พระเพลงิ ไดมีสว นรวมในการปลูก จดั การ ปอ งกนั และเก็บหาผลประโยชนจากปาไมภ ายใตร ะบบการ
จดั การทยี่ ง่ั ยนื ปาชุมชนลุม น้าํ ลาํ พระเพลิงอาจต้งั อยูร อบหมูบา น รอบแหลงชมุ ชน หรอื อาจอยูใกลเคียงกับ
ชมุ ชน ชมุ ชนนั้นอาจจะเปนชมุ ชนทเ่ี ปนทางการ เชน หมบู า น อบต. หรอื ชุมชนตามประเพณีก็ได และก็
อาจจะเปนหนึ่งชมุ ชน หรอื หลายชมุ ชนทม่ี าจัดการปา ชุมชนรวมกนั กไ็ ด โดยท่คี นในชมุ ชนนน้ั ๆ อาจเลือกใช
ประโยชนจากปา อยางยัง่ ยนื ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และการรกั ษาระบบนเิ วศก็ไดข นึ้ อยูก บั คนในชุมชนเปน ผู
วางแผนและตดั สนิ ใจ วา จะใชป ระโยชนอะไร และอยางไรจากปา จะดแู ลรกั ษา ฟน ฟู และพฒั นาปา ชุมชน
อยางไรปา ชุมชนมีขอบเขตขนาดไหนท่ีชมุ ชนจะดูแลไดทวั่ ถึง

7. การมสี วนรวมอนุรักษสงิ่ แวดลอม ชุมชนลมุ นํา้ ลาํ พระเพลงิ
การอนุรักษส ิง่ แวดลอ ม ชมุ ชนลมุ นาํ้ ลาํ พระเพลิง เนนกระบวนการสรา งองคความรูจาก

ฐานทรพั ยากรทมี่ อี ยูในชุมชน ไปสูแนวทางการจดั การความรทู เ่ี กิดขึน้ อยางเปนระบบ เกิดกลไกการจดั การ
รว มกนั ทงั้ ชมุ ชนและการใชประโยชนจากส่ิงท่ีเกิดขนึ้ ขยายผลขอคนพบจากการแลกเปลีย่ นเรียนรทู ั้งคน
ภายในชมุ ชนและจากภายนอก โดยพน้ื ฐาน ชมุ ชนลุมนาํ้ ลําพระเพลงิ ลวนอาศัยพึง่ พาปา เพือ่ ปจ จัย 4 ซึ่ง
ไดแก แหลงอาหาร ท่ีอยอู าศัย ยารกั ษาโรค และเครอื่ งนงุ หม ทมี่ ีความสําคัญตอชวี ิตมาเปน เวลานานแลว
นอกจากนี้ชมุ ชนลุมนํา้ ลาํ พระเพลงิ ยงั ไดพ ึง่ พาน้ําทีม่ ีตนธารจากปา เพ่ือการเกษตร อาศัยผลผลติ จากปาเปน
รายไดเสรมิ นอกเหนอื จากการทาํ เกษตรกรรม อีกทั้งปา ยังเปน แหลง ทมี่ าของความเชอ่ื ประเพณี ซึ่งเปน
รากฐานความสัมพันธข องชุมชน บทบาทของปาตอความอยูรอดของชมุ ชนจึงมมี าเน่ินนานและไมส ามารถ
แยกจากกนั ได ชมุ ชนลมุ นํา้ ลําพระเพลิงมีวถิ ีปฏิบัตใิ นการจดั การและ อนุรกั ษสิง่ แวดลอ ม ดูแลรักษาปา เชน
ความเช่อื เร่ืองผที ่ีดูแลปา รักษาตน นํ้า แบบแผนการใชท รพั ยากรจากปาอยา งรคู ุณคา และมกี ุศโลบายใน
การรกั ษาความสมบรู ณข องปาผานทางพิธกี รรมตาง ๆ ซง่ึ มีความแตกตา งหลากหลายไปตามภูมนิ ิเวศและ
วัฒนธรรมในแตละชาติพนั ธุ

ในชมุ ชนลุมน้าํ ลําพระเพลงิ มแี หลงเรียนรูเกีย่ วกับการ อนรุ ักษสิง่ แวดลอ มอยูหลายแหง
เชน ปาเขาภูหลวง ปาชมุ ชนบานสุขศรีงาม ปา ชุมชนเขาตาํ แย เปนตน สงเสรมิ ใหป ระชาชนในทอ งถ่นิ ไดมี
สว นรว มในการอนรุ ักษ ชว ยกันดูแลรักษาใหค งสภาพเดมิ ไมใหเกิดความเสอื่ มโทรม เพ่อื ประโยชนใ นการ
ดาํ รงชวี ติ ในทองถิ่นของตน การประสานงานเพ่อื สรา งความรคู วามเขาใจ และความตระหนักระหวาง
หนว ยงานของรัฐ องคก รปกครองสว นทองถน่ิ กับประชาชน ใหม ีบทบาทหนา ทใี่ นการปกปอง คมุ ครอง ฟน ฟู
การใชทรัพยากรอยางคมุ คาและเกิดประโยชนส ูงสุด เชน การบวชปา การเฝาระวังดูแลและปองกนั ปา การ
เกบ็ ขยะในลาํ คลอง การขุดลอกคูคลอง การลดการใชส ารเคมใี นการทําเกษตร เปนตน

65

ใบงานท่ี 4.2
เร่ือง การอนรุ ักษส ิ่งแวดลอ มชมุ ชนลมุ นํ้าลาํ พระเพลงิ ตามรอยพอ

คําช้แี จง : ผูเรียนตอบประเดน็ ตอ ไปนี้

1. บอกการมีสว นรวมในการอนรุ ักษสง่ิ แวดลอ มลุมนํ้าลาํ พระเพลิง
........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
2. บอกการมีสว นรว มใน การอนุรักษทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอมชุมชนลมุ น้าํ ลาํ พระเพลงิ ทงั้
ทางตรงและทางออม
........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

66

ตอนท่ี 4

การนเิ ทศ ตดิ ตาม และรายงานผล

67

ตอนท่ี 4 การนิเทศ ตดิ ตาม และรายงานผล

การนเิ ทศ ตดิ ตาม
เปนกจิ กรรมทสี่ ําคัญในการสง เสรมิ สนบั สนุน ชว ยเหลือ แนะนํา พัฒนา ปรับปรงุ ประสิทธภิ าพ

การจดั กจิ กรรมการศกึ ษาตอเนือ่ ง ตลอดจนการแกไ ขปญหาการดําเนินกจิ กรรมการศกึ ษาของสถานศกึ ษา
ใหด ีข้ึน เปน การเพม่ิ พลงั การปฏิบตั งิ านใหแกผปู ฏบิ ตั ิงาน เพ่อื ใหงานตาง ๆ สามารถดําเนนิ การไดสาํ เร็จ
ลุลวงตามเปาหมายอยา งมีคณุ ภาพ และสง ผลตอ คุณภาพผเู รยี น ดังนัน้ ผูบริหารจงึ ควรจดั ใหมีการนเิ ทศ
ติดตามและรายงานผลอยางเปนระบบ และตอ เนอ่ื งการนิเทศ ตดิ ตามผล การจัดการศกึ ษาตอเนอื่ ง เปน
กระบวนการทํางานรว มกนั ของบุคลากรที่ เกย่ี วของทกุ ระดบั ต้งั แตผ กู าํ หนดนโยบาย ผูบริหาร ผปู ฏิบตั ิงาน
ผูส อน ภาคีเครอื ขา ย และชมุ ชนนับเปน เคร่อื งมือสําคญั ของผบู รหิ ารที่จะสรา งความม่นั ใจไดว า การปฏบิ ัติ
ขององคก รไปในทศิ ทางที่ถูกตอง สามารถสรา งผลงานท่ีสอดคลอ งตามจุดมงุ หมายที่วางไวห รอื ไม ซ่ึงจะ
สามารถปรับเปล่ยี นกลยทุ ธใ หสอดรับกับสถานการณที่เปล่ียนแปลงไป

ผทู ําหนา ทนี่ เิ ทศตดิ ตามผล ประกอบดวย
1. ผูบ รหิ าร
2. ศกึ ษานเิ ทศก
3. ผูทําหนาที่นิเทศทีไ่ ดร บั มอบหมาย
กระบวนการนิเทศติดตามผลการจดั การศึกษาตอเนือ่ ง
กระบวนการนิเทศติดตามผลการจดั การศกึ ษาตอ เนอื่ ง ดาํ เนินการเปนระบบการบรหิ ารงานตาม
วงจร PDCA หรอื วงจรเดมม่ิง ของ Edward Deming ประกอบดว ย ขั้นตอนการวางแผน ( Plan) การ
ปฏบิ ัตติ ามแผน (Do) การตรวจสอบหรอื การประเมนิ ( Check) และนําผลการประเมนิ ยอ นกลบั ไปปรบั ปรงุ
แกไ ข (Act) รายละเอยี ด ดังนี้
ขัน้ ตอนการวางแผนนเิ ทศติดตามผล (P)เปน การเตรยี มการและวางแผน ดังนี้
1. สรา งความเขาใจ ความไววางใจ และความตระหนักรวมกนั เปน ข้นั ตอนการดําเนินงานอยาง
กัลยาณมติ ร เพ่ือสรา งความเขาใจ หลักการ และสรา งศรัทธาและความสมั พนั ธ โดยอาจดําเนนิ การใน
ลกั ษณะประชุมชีแ้ จงผูเกี่ยวของทง้ั หมดเปด โอกาสใหม ีการอภิปรายซักถาม แสดงความคดิ เห็นอยางเสรี
โดยวธิ ีการจูงใจมากกวาการบงั คบั
2. กําหนดมาตรฐานการจดั การศึกษาตอ เน่ืองรว มกนั เพ่ือกําหนดเปน จุดมุงหมายการดําเนนิ งาน
และการพฒั นาสูมาตรฐานการจดั การศกึ ษา

68

3. การวางแผนการนิเทศติดตาม ผูนเิ ทศติดตามและผูป ฏิบัตงิ านควรรว มกนั วางแผนและกําหนด
ขน้ั ตอนการปฏิบตั ิการนเิ ทศติดตาม

4. สรา งเครอื่ งมือนิเทศติดตาม โดยจัดทําใหม ีลกั ษณะที่ใชไดส ะดวก สามารถเกบ็ ขอ มลู ที่ตองการ
ไดเ ท่ยี งตรงมากที่สุด และมคี ณุ ภาพไดม าตรฐานเปน ที่เช่ือถือได เพอ่ื ใหผนู ิเทศตดิ ตามใชนเิ ทศครู กศน./
สถานศกึ ษา ในการจัดกจิ กรรมการศกึ ษาตอ เน่อื ง (แบบ กน.20)

5.จดั ปฏทิ นิ ปฏบิ ัติการนเิ ทศติดตาม เพ่อื ใหการนเิ ทศติดตามเกดิ ประสทิ ธิภาพ ผนู ิเทศติดตามควร
จดั ทําปฏิทินปฏิบัติการนเิ ทศตดิ ตามใหส อดคลอ งเหมาะสมกับการจดั กจิ กรรมในพน้ื ท่ี และปฏบิ ัตกิ ารนเิ ทศ
ติดตามตามแผนทก่ี ําหนดไว ในกรณีทม่ี บี ุคลากรไมเ พียงพอ อาจใหเครือขา ยในพืน้ ที่ชว ยนเิ ทศตดิ ตาม และ
รวบรวมขอมูลนิเทศตดิ ตาม เพื่อนํามาปรึกษาหารือรวมกันในการประชุมประจาํ เดอื น
ข้นั ตอนการดาํ เนินการนิเทศตดิ ตาม (D)

การดาํ เนินการนเิ ทศตดิ ตาม เปน การปฏิบัติการนเิ ทศตดิ ตามตามแผนที่กาํ หนดไว ทีต่ อ งเก่ียวขอ ง
กบั บุคลากรหลายฝา ย เพ่อื ชแ้ี นะ สง เสรมิ สนบั สนุน ชว ยเหลอื ใหก ารดาํ เนินงานประสบผลสําเรจ็ ตาม
วัตถปุ ระสงคอยา งมีคณุ ภาพและประสทิ ธิภาพ ดงั นั้น การนเิ ทศติดตามควรยึดหลักประชาธิปไตยในการ
ทํางาน ใหความสําคัญและใหก ารยอมรบั ความคิดเหน็ ซ่งึ กนั และกัน โดยดาํ เนนิ การอยางเปน ระบบและยดึ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ นการแกป ญ หา ซึ่งผูนเิ ทศตดิ ตามจะตองเตรียมตวั เองใหพ รอมทั้งดา นความรใู น
เร่อื งท่จี ะนเิ ทศ อุปกรณ หรือเคร่อื งมอื การนิเทศติดตามเพ่ือรวบรวมขอมลู จากการนิเทศตดิ ตามนาํ มา
ปรบั ปรงุ วางแผนการนเิ ทศตดิ ตามในคร้ังตอไปเมอ่ื สิน้ สุดการปฏบิ ัติงานนิเทศตดิ ตามแตล ะครั้ง ผูน เิ ทศ
ติดตามตองปฏิบัติ ดงั น้ี

1. การบันทกึ การนเิ ทศตดิ ตาม ผูนเิ ทศควรจดบันทกึ ผลการนิเทศตดิ ตามทุกคร้งั เพือ่ เปนหลกั ฐาน
หรอื
สญั ญารว มกันระหวางผูนเิ ทศตดิ ตาม และผปู ฏบิ ตั ิงานวามสี ่งิ ใดท่ยี ังตองปรับปรงุ พฒั นาใหไดตามขอกําหนด
ทต่ี อ งการ

2. การสรปุ ผลการนิเทศตดิ ตาม เม่อื เสรจ็ ส้นิ การนเิ ทศติดตามแตล ะครั้ง ผนู เิ ทศตดิ ตามจาํ เปน ตอง
จดั ทํารายงานผลการนเิ ทศติดตามใหผ บู รหิ ารไดรบั ทราบ เพ่ือการวนิ จิ ฉัยสั่งการและทาํ รายงานเก็บเขาแฟม
และนําไปประกอบการรายงานผลการนเิ ทศตดิ ตาม การรายงานผลการนเิ ทศตดิ ตามอาจใชการรายงานที่
เปน รปู แบบเดยี วกันท่สี ถานศกึ ษากาํ หนด ซงึ่ ประกอบดวยประเด็นที่สําคัญ อาทิ

-วัตถปุ ระสงค
-กิจกรรมการนิเทศติดตาม
- เนือ้ หาสาระของการนิเทศตดิ ตาม ซ่ึงไดแ กสภาพการดําเนินการ สภาพปญ หา อปุ สรรคท่เี กิดขนึ้ เปน ตน

69

- ขอ คดิ เหน็ และขอ เสนอแนะ
- การนาํ เสนอแนวทาง/ยทุ ธศาสตรท ่ีจะนาํ ไปสกู ารเปลย่ี นแปลงหรือการพฒั นา
- ผลผลติ และผลลัพธท่ีเกิดขึ้นกอ นและหลงั การพัฒนา
- การวินิจฉัยสงั่ การของผบู รหิ าร เพอื่ การแกป ญ หาหรือพัฒนากจิ กรรม
3. การพฒั นากิจกรรม ผนู ิเทศติดตามนําผลจากการนิเทศติดตามเขาทปี่ ระชุมตามระยะเวลาที่
กาํ หนดเพอ่ื พิจารณาแนวทางรวมกนั ในการแกไ ขปญ หาทีเ่ กดิ ขนึ้ จากการนิเทศตดิ ตามตลอดจนพจิ ารณา
ทางเลือกในการแกป ญหาอน่ื ๆและนาํ ไปวางแผนในการนเิ ทศตดิ ตามในครั้งตอ ไป
ข้ันตอนการประเมินผลการนเิ ทศตดิ ตาม (C)
การประเมนิ ผลการนิเทศตดิ ตาม เปน ขัน้ ตอนทีม่ คี วามสําคญั ยงิ่ ในการควบคุมและพฒั นาคุณภาพ
การจดั การศึกษา ควรสรางขอตกลงรว มกนั ในการกาํ หนดเกณฑการประเมนิ ผล ซึ่งการประเมินผลควรจะ
ประเมนิ ระหวา งการดาํ เนินงานเปนระยะ ๆ เพอ่ื ใหก ารพัฒนางานไดบ รรลุวัตถปุ ระสงคแ ละควรประเมินผล
เม่อื จบหลักสูตร เพื่อดูผลผลิตและผลลัพธที่เกิดข้นึ วาสนองตามขอกาํ หนดเปาหมายและตวั ชีว้ ดั หรอื ไม นับ
ไดว าเปน การนเิ ทศเชงิ วิจัย ซ่ึงจะทาํ ใหผ นู เิ ทศและผูปฏิบตั งิ านมขี อมลู เพ่อื การพฒั นางานอยา งตอ เนอื่ ง ทาํ
ใหเ กดิ การดําเนนิ งานท่มี ปี ระสทิ ธิภาพยง่ิ ข้นึ
วิธีการประเมนิ ผล สามารถดาํ เนินการไดด ังนี้
1. การประเมินผลโดยใชเครอื่ งมอื ผดู ําเนนิ การจะรวบรวมขอ มูลโดยใชเ ครอ่ื งมอื ตา ง ๆ กบั บคุ คลท่ี
เกยี่ วของ การดาํ เนินการประเมนิ ผลในลักษณะนี้ ความสําคัญอยทู กี่ ารสรางเครือ่ งมอื ทม่ี ีคุณภาพได
มาตรฐาน สามารถรวบรวมขอ มูลใหต รงกบั ความเปน จรงิ มากท่ีสดุ และเลือกใชส ถิตขิ อมลู ที่เหมาะสม การ
นาํ เสนอผลการประเมินอาจนาํ เสนอดว ย แผนภมู ิ กราฟ หรือเปน การบรรยาย หรือประกอบดวยท้งั สาม
สว นรวมกนั เพือ่ จะชวยใหผอู านเขา ใจไดง า ยยง่ิ ข้ึน
2. การประเมนิ ผลดวยการประชมุ เปนการประเมนิ ผลทอี่ าศัยบคุ ลากรจาํ นวนมาก เพือ่ พจิ ารณา
ขอมลู รวมกัน อาจดําเนินการในลกั ษณะของการประชุมปรกึ ษาหารือ หรอื สัมมนาเกยี่ วกับสภาพการ
ปฏบิ ัติงาน ซ่งึ ผเู ขารวมประชุมตอ งมีความสามารถควบคุมการประชุมใหบรรลวุ ตั ถุประสงคท่ีตองการดวย
บรรยากาศแหงความเปน มิตรและไววางใจกนั และกัน ซง่ึ อาจนาํ วธิ ีการประเมินเชนน้ใี นวาระการประชมุ
เปนการประเมินผลระหวางการดาํ เนนิ การกอ นมีการประเมนิ ผลเมอ่ื จบหลกั สูตรกไ็ ด
การรายงานผลการนิเทศติดตามการจัดการศึกษาตอ เน่ือง
การรายงานผลการนเิ ทศตดิ ตามหลังจากประเมินผลการนเิ ทศติดตามหรือเมอ่ื จบหลกั สูตร ผนู เิ ทศ
ติดตามควรจัดทาํ รายงานผลการนิเทศติดตาม เพ่อื ใหผ ูเ ก่ียวของไดเหน็ ความกาวหนา ปญหา อุปสรรค
พรอมท้ังความรวมมอื สนบั สนนุ ในเร่อื งตา งๆ ดังนี้
1. กศน.อําเภอ/เขต รายงานผลการนิเทศ ตดิ ตาม ตอสํานักงาน กศน.จงั หวดั /กทม.
2. สาํ นกั งาน กศน.จังหวัด/กทม. รายงานผลการนเิ ทศ ติดตาม ตอ สาํ นักงาน กศน.

70

3. ศว./ศฝช. รายงานผลการนิเทศ ตดิ ตาม ตอ สาํ นกั งาน กศน.
ขั้นตอนการปรบั ปรุงและพฒั นา(A)เปนขั้นตอนของการนําผลการประเมินยอนกลับมาวเิ คราะหสาเหตุ
เพ่ือหาแนวทางปรับปรุง แกไ ข และพัฒนากระบวนการนิเทศและการจัดกิจกรรม กศน. ใหม ีประสิทธภิ าพ
ย่ิงขึ้น

แผนภูมแิ สดงกระบวนการนิเทศตดิ ตามการจดั การศกึ ษาตอเนอื่ ง

1. สรางความเขา ใจ ความไวว างใจ และความตระหนกั รว มกนั

P 2. กําหนด/พัฒนามาตรฐานคุณภาพการจัดการศกึ ษาตอ เน่อื งของสถานศึกษา
3. วางแผนการนิเทศ
4. สรา งเครอ่ื งมอื

D ดําเนินการนเิ ทศตดิ ตามตามแผน

C 1. ประเมนิ ผลการนเิ ทศติดตาม และรายงาน
2.รายงานผลการนเิ ทศ

สรุปรายงานผลการนเิ ทศตดิ ตาม

A การปรับปรุงและพฒั นางานหาทาง

71

บรรณานุกรม

กรมการศกึ ษานอกโรงเรยี น. แนวทางการจัดกระบวนการเรยี นรู การศกึ ษานอกโรงเรยี น.
กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พค ุรุสภาลาดพรา ว, 2546.

จงกลนี ชุติมาเทวินทร. การฝก อบรมเชงิ พัฒนา. กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , 2542.
ชูศักด์ิ เพรสคอทท. “วิธกี ารและสือ่ การฝกอบรมแบบรายกรณี เกม และสถานการณจาํ ลอง” ใน

ประมวลสาระชุดเทคโนโลยแี ละสอื่ สารการฝก อบรม หนวยท่ี 6 หนา 189 นนทบุรี
มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราชสาขาวิชาศึกษาศาสตร , 2537.
ธุรกจิ ขนาดกลางและขนาดยอ ม วิสาหกจิ ชุมชนบานตะคุ อําเภอปก ธงชัย จังหวัดนครราชสมี า
นางเพชรรัตน นันทรตั น. วิทยากรสอนหลกั สูตรการเพาะถัว่ งอกวงั หม.ี 2558. สัมภาษณ.

17 ตลุ าคม.
นางวจิ ิตรตรา กาญจนวัฒนา. วิทยากรสอนหลกั สตู รการประดษิ ฐข องทรี่ ะลึกจากผา ไหมปกธงชยั . 2558.

สัมภาษณ. 16 ตลุ าคม.
นางอุบล วงศอนิ ทร. วทิ ยากรสอนหลักสูตรการทําหมต่ี ะค.ุ 2558. สัมภาษณ. 18 ตลุ าคม.
นายจอย หวั กระโทก. วิทยากรสอนหลกั สตู รการทาํ ขา วหลามนกออก. 2558. สัมภาษณ.

17 ตุลาคม.
นายณรงค ตราฉิมพล.ี วทิ ยากรสอนหลกั สูตรวิถีชีวติ ชมุ ชนลุมนํ้าลาํ พระเพลงิ . 2558. สัมภาษณ.

16 ตลุ าคม.
บญั ญตั ิ จลุ นาพันธ,ุ อไุ รวรรณ แยมนาม และพรรพมิ ล กานกนก. หลกั การตลาด. พมิ พคร้ังที่ 4.

กรุงเทพมหานคร: สํานกั พมิ พ มหาวิทยาลยั รามคําแหง. 2534.
ศิรวิ รรณ เสรีรตั น. การบริหารการตลาดยุคใหม. สํานกั พิมพพ ฒั นาศกึ ษา. 2534.
สง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย, สาํ นักงาน. คูมอื การจดั การศกึ ษาตอเนื่อง (ฉบบั

ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2559). อัดสาํ เนา, 2559
.คมู ือการดําเนนิ งานหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช
2551 (ฉบบั ปรบั ปรุงพุทธศกั ราช 2555). พิมพค รัง้ ท่ี 2. กรุงเทพฯ: รังสีการพมิ พ, 2555
.แนวทางการดําเนนิ โครงการศนู ยฝกอาชีพชุมชน. รังสีการพิมพ. 2555
.แนวทางจดั กระบวนการเรียนรู หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน
พุทธศักราช 2551. นนทบรุ ี: บรษิ ัท ไทยพับลคิ เอ็ดดเู คชั่น จาํ กัด, 2538
สมยศ นาวีการ. การบรหิ ารเชิงกลยุทธ. สาํ นกั พมิ พบรรณกจิ 1991 จาํ กดั , 2538.
สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง ชาติ. พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. 2542 และท่แี กไข
เพมิ่ เตมิ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ัท พรกิ หวานกราฟฟค จํากัด, 2545.
สํานกั งานสงเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั . หลักสูตรสถานศึกษา.
เอกสารอดั สําเนา, 2551.

72

สํานกั งานสง เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. แนวทางการพฒั นาหลักสตู ร
สถานศกึ ษา. อดั สาํ เนา, 2551.

สํานกั งานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั . แนวทางการวดั และประเมนิ ผล
อดั สําเนา, 2551.

สาํ นกั งานสง เสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย พระราชบญั ญตั สิ งเสริมการศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551. เอกสารอัดสาํ เนา, 2551.
สาํ นักงานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั นโยบายและจดุ เนน การดาํ เนินงาน
สงเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ.2522.
กรุงเทพมหานคร: หจก.ยูนเิ วอรแ ซล กราฟฟค แอนด เทรดดิง้ , 2551.
สุวฒั น วฒั นวงศ. จติ วิทยาเพื่อการฝกอบรมผใู หญ. กรงุ เทพมหานคร: สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัย , 2547.
สวุ ิทย มูลคาํ และคณะ. 19 วิธีจดั การเรยี นร:ู เพอื่ พัฒนาความรแู ละทกั ษะ. พิมพครง้ั ที่ 2.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพภาพพิมพ, 2545
สวุ ิทย มูลคํา และคณะ. 20 วิธีจัดการเรยี นรู: เพอ่ื พฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม และการเรยี นรูโดย

การแสวงหาความรูดว ยตนเอง. พิมพครง้ั ท่ี 6. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พภาพพิมพ, 2550.
สวุ ิทย มูลคาํ และคณะ. 21 วธิ จี ดั การเรียนรู: เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. พมิ พค ร้ังท่ี 4.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พภ าพพิมพ, 2546.
หนว ยการศกึ ษานเิ ทศ สาํ นักงาน กศน. แนวทางการนเิ ทศเพ่อื การพฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษา
(ฉบบั ปรบั ปรงุ ). พิมพครง้ั ท่ี 2 กรงุ เทพฯ: รังสีการพิมพ, 2553.
หนึง่ นชุ สายปน . การตลาดและกลยทุ ธทางการตลาดนํ้านมแพะในเขตกรงุ เทพมหานคร.
วทิ ยานพิ นธปริญญาโท 2546.
อดลุ ย จาตุรงคกลุ . การตลาด. กรุงเทพมหานคร โรงพิมพม หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร, 2524.

73

ภาคผนวก

แบบทดสอบกอ นเรยี นและหลังเรียนหลกั สตู รทอ งถิน่ ปก ธงชัย

• วถิ ีชีวติ ลมุ นํ้าลาํ พระเพลงิ

74

แบบทดสอบกอ นเรียนและหลงั เรียน“หลักสตู รวิถีชวี ติ ลมุ นํ้าลําพระเพลิง”

วัตถุประสงค เพอ่ื วดั ความรูพ ้ืนฐานของผเู รยี นในเร่ือง วถิ ีชวี ติ ลุมนา้ํ ลําพระเพลิง

คําแนะนาํ อานคําถามแลวทําเครือ่ งหมาย Xทบั ตัวเลอื กหนาคาํ ตอบทผ่ี ูเรยี นเห็นวา
ถกู ตองที่สดุ เพยี งขอ เดียว ผเู รยี นมีเวลาทาํ แบบทดสอบชดุ นี้ 20 นาที

1. เศรษฐกจิ พอเพยี ง หมายถึงอะไร
ก. การทําเกษตรกรรม
ข. การดาํ รงชวี ติ อยูอยางพออยพู อกิน
ค. การคา ขายใหไดเ งินเพยี งพอสําหรบั ครอบครัว
ง. การปลูกพชื และเลี้ยงสตั วเ พอื่ ใหค รอบครัวพออยพู อกนิ

2.ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ประกอบดว ย 3 คุณลักษณะคอื ขอ ใด
ก. ความมเี หตุผล ความรอบรู ความรอบคอบ
ข. ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมภี มู คิ มุ กนั ทด่ี ีในตัว
ค. ความพอประมาณ การมีภมู ิคมุ กนั ท่ดี ใี นตัว การประหยดั อดออม
ง. การมภี ูมิคมุ กันทด่ี ใี นตวั ความรอบรู มคี ณุ ธรรม

3. หลักการใดไมใชเศรษฐกิจพอเพียง
ก. การพง่ึ ตนเองเปนสาํ คญั
ข. การสรางนสิ ัยนยิ มไทย
ค. การบริการดินและนา้ํ อยางเหมาะสม
ง. การลงทนุ ขนาดใหญเ พ่อื การผลิตสนิ คา

4. การดําเนนิ กจิ กรรมตาง ๆ ใหอยูในระดบั พอเพียงนนั้ ตองอาศัยส่งิ ใดเปน พืน้ ฐาน
ก. ความซ่ือสตั ยและความรู
ข. ความรแู ละคุณธรรม
ค. คณุ ธรรมและความเพยี ร
ง. ความเพียรและสตปิ ญ ญา

5. เกษตรทฤษฎใี หมแ บงพืน้ ทาํ กนิ ทอ่ี ยา งไร
ก. ขดุ สระนํา้ / ปลกู ขา ว / ปลูกออย / ทอี่ ยู
ข. ปลกู ขาว / ปลกู ออย / ปลูกขา วโพด / ท่ีอยู
ค. ปลกู ขาว / เลีย้ งปลา / ปลกู ออ ย / ท่อี ยู
ง. ขดุ สระนํ้า / ปลูกพืช / ปลกู ขา ว / ทอ่ี ยู

6. ชาวประมงลุม นํ้าลาํ พระเพลงิ ใชเคร่ืองมือทําการประมงก่ชี นดิ
ก. 8 ชนดิ ข. 9 ชนดิ
ค. 10 ชนิด ง. 11 ชนิด

75

7. การเตรยี มดินสาํ หรบั ทาํ นาขาวลุม นํ้า
ลําพระเพลิงขอ ใดถกู ตอง

ก. การไถกลบการไถแปร การคราด
ข. การไถดะ การไถกลบการไถแปร
ค. การไถดะ การไถแปร การคราด
ง. การไถดะ การไถแปร การไถยกคู
8. ภูมปิ ระเทศทวั่ ไปของชุมชนลุมนํ้าลําพระเพลงิ คือขอ ใด
ก. ที่ราบสูงสลบั ภูเขา ดนิ รวนปนทราย
ข. ท่รี าบลมุ รมิ ฝงแมน า้ํ ดนิ รว นปนเหนียว
ค. ทรี่ าบสูงเชิงเขาดนิ รว นปนทราย
ง. ท่รี าบชายฝง ดนิ ทรายปนเหนยี ว
9. ระบบสงนาํ้ ของอางเก็บน้ําลาํ พระเพลิง ประกอบดวยคลองสง นาํ้ สายใหญฝงซาย 1สาย ยาวก่ีกโิ ลเมตร
ก. 60.520กโิ ลเมตร
ข. 74.520กิโลเมตร
ค. 80.250 กโิ ลเมตร
ง. 84.250 กโิ ลเมตร
10. เมลด็ ขาวทนี่ วดฝด ทําความสะอาดแลว ควรตากใหม ีความชืน้ ประมาณกเี่ ปอรเซ็นตกอนเก็บเขา ยุง ฉาง
ก. 14 %
ข. 16%
ค. 18%
ง. 20 %
11. ขอใดไมใชค วามหมายของคําวา ชาติพันธุ(Ethnic group) ท่ีถูกตองมากที่สุด
ก. กลุมชาติพันธเุ ปนกลมุ ยอยของเชือ้ ชาตทิ พี่ ูดในภาษาเดยี วกนั
ข. เปนกลุมชนที่มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกตางกนั
ค. สืบเชือ้ สายมาจากบรรพบุรษุ เดยี วกนั
ง. กลุม ชนท่มี วี ฒั นธรรม ธรรมเนยี มประเพณี ภาษาพูดเดยี วกนั และสืบ เชื้อสายมาจากบรรพบรุ ษุ
12. กลุม “ชาตพิ ันธ”ุ ของจงั หวัดนครราชสีมา
แบงออกเปนทงั้ หมดก่ีกลุม
ก. 4 กลุม
ข. 5 กลุม
ค. 6 กลมุ
ง. 7 กลมุ

76

13.“ไทโคราช” เปนชาตพิ ันธุก ลุม ใหญของจังหวัดนครราชสมี ากระจายอยูท ั่วไปมีทง้ั หมดก่ีอําเภอ
ก. 32 อาํ เภอ
ข. 33 อําเภอ

ค. 34 อาํ เภอ

ง. 35 อาํ เภอ
14. “ไทอสี าน” เปนกลมุ ชาตพิ ันธกุ ลมุ ใหญกลมุ หน่งึ รองจากไทโคราช ซ่งึ สวนใหญอ พยพมาจากทีใ่ ด

ก. ฝงซายแมนาํ้ โขงตัง้ แตสมยั สุโขทัยตอนตน

ข. ฝง ซายแมน้ําโขงตั้งแตส มยั อยุธยาตอนปลายจนถึงกรงุ รัตนโกสินทรตอนตน
ค. กรุงรตั นโกสนิ ทรตอนตน

ง. ไมมขี อใดถูก

15. บรเิ วณเหนอื ลําพระเพลงิ มอี าณาเขตในการรบั น้ําก่ีตารางกิโลเมตร
ก.805 ตารางกโิ ลเมตร

ข. 806 ตารางกิโลเมตร

ค. 807 ตารางกโิ ลเมตร
ง. 808 ตารางกิโลเมตร

16. ภยั ธรรมชาตใิ ดท่ีเกดิ ขน้ึ ในแถบลุม นา้ํ ลําพระเพลิง

ก. อุทกภัย
ข. ไฟปา

ค. วาตภัย

ง. พายุฝนฟาคะนอง
17. ขอใดไมใ ชการปอ งกนั การเกิดอุทกภัยของชุมชนลมุ นํา้ ลาํ พระเพลงิ

ก. การอนรุ กั ษป า บริเวณตนนาํ้ ลาํ ธาร
ข. ขยายทางนํ้าทไี่ หลอยูใหก วางออก
ค. การตัดตนไมทาํ ลายปา
ง. การสรางเข่อื นลําพระเพลงิ และอางเกบ็ นาํ้ ลาํ สําลาย
18. ขอใดคอื วิธีการรับมือนาํ้ ทวมแถบลมุ นา้ํ ลําพระเพลิง
ก. หมัน่ ตดิ ตามขาวสาร และประกาศเตอื น ทกุ ชอ งทาง
ข. ท้ิงขยะลงแมน ํา้ คคู ลอง
ค. การตดั ตน ไมทําลายปา
ง. เลนน้าํ หรอื วา ยนํา้ ในขณะนํา้ ทว ม

77

ภาคผนวก

แบบเฉลยแบบทดสอบกอ นเรยี นและหลงั เรียน
หลกั สูตรทอ งถน่ิ ปกธงชยั

• วิถีชวี ติ ลมุ น้ําลําพระเพลงิ

78

เฉลยแบบทดสอบ
หลักสูตร วถิ ชี วี ิตลุมนา้ํ ลําพระเพลิง

ขอ คาํ ตอบ ขอ คําตอบ ขอ คําตอบ ขอ คาํ ตอบ
1 ข 6 ง 11 ง 16 ก
2 ข 7 ค 12 ก 17 ค
3 ง 8 ก 13 ก 18 ก
4 ข 9 ข 14 ข 19 ข
5 ง 10 ก 15 ค 20 ข


Click to View FlipBook Version