เครื่องมือในการ
ใช้ Social
Media
คอมพิวเตอร์ (Computer)
คือ เครื่องคำนวณ อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถ
ทำงานคำนวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคำ
สั่งด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้
ให้คำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้าง
กะทัดรัดว่า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำ
หน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ
ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์ หรือ
อาจกล่าวได้ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์หมายถึงเครื่อง
มือที่ช่วยในการคำนวณและการประมวลผลข้อมูล
สมาร์ทโฟน (SmartPhone)
คือ โทรศัพท์มือถือที่นอกเหนือจากใช้โทรออก-รับสาย
แล้วยังมีแอพพลิเคชั่นให้ใช้งานมากมาย สามารถ
รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน 3G, Wi-Fi และ
สามารถใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คและแอพพลิเคชั่น
สนทนาชั้นนำ เช่น LINE, Youtube, Facebook,
Twitter ฯลฯ โดยที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งลูกเล่นการ
ใช้งานสมาร์ทโฟนให้ตรงกับความต้องการได้มากกว่า
มือถือธรรมดา ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ นิยมผลิต
สมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอระบบสัมผัส, ใส่กล้องถ่ายรูปที่มี
ความละเอียดสูง, ออกแบบดีไซน์ให้สวยงามทันสมัย, มี
แอพพลิเคชั่นและลูกเล่นที่น่าสนใจ
แท็บเล็ต (Tablet)
คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีหน้าจอระบบสัมผัสขนาด
ใหญ่ มีขนาดหน้าจอตั้งแต่ 7 นิ้วขึ้นไป พกพาได้สะดวก
สามารถใช้งานหน้าจอผ่านการสัมผัสผ่านปลายนิ้วได้
โดยตรง มีแอพพลิเคชั่นมากมายให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะรับ-
ส่งอีเมล์, เล่นอินเทอร์เน็ต, ดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นเกม หรือ
แม้กระทั่งใช้ทำงานเอกสารออฟฟิต ข้อดีของแท็บเล็ตคือ
มีหน้าจอที่กว้าง ทำให้มีพื้นที่การใช้งานเยอะ มีน้ำหนักเบา
พกพาได้สะดวกกว่าโน๊ตบุ๊คหรือ คอมพิวเตอร์ สามารถจด
บันทึกหรือใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อการศึกษาได้เป็นอย่างดี
อุปกรณ์เครือข่าย
ทาง SOCIAL
MEDIA
เซิร์ฟเวอร์
(Server)
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องแม่ข่าย เป็น
เครื่องคอมพิวเตอร์หลักในเครือข่าย ที่ทำหน้าที่จัด
เก็บและให้บริการไฟล์ข้อมูลและทรัพยากรอื่นๆ
กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ใน เครือข่าย โดยปกติ
คอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์มักจะเป็น
เครื่องที่มีสมรรถนะสูง และมีฮาร์ดดิสก์ความจำสูง
กว่าคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย
ไคลเอนต์ (Client)
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องลูกข่าย
เป็นคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายที่ร้องขอ
บริการและเข้าถึงไฟล์ข้อมูลที่จัดเก็บใน
เซิร์ฟเวอร์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ไคลเอนต์
เป็นคอมพิวเตอร์ ของผู้ใช้แต่ละคนใน
ระบบเครือข่าย
ฮับ (HUB) หรือ
รีพีตเตอร์ (Repeater)
คืออุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกลุ่มคอมพิวเตอร์ ฮับ
มีหน้าที่รับส่งเฟรมข้อมูลทุกเฟรมที่ได้รับจาก
พอร์ตใดพอร์ตหนึ่ง ไปยังพอร์ตที่เหลือ
คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับฮับจะแชร์แบนด์วิธ
หรืออัตราข้อมูลของเครือข่าย เพราะฉะนั้นถ้ามี
คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อมากจะทำให้อัตราการส่ง
ข้อมูลลดลง
เนทเวิร์ค สวิตช์
(Switch)
คืออุปกรณ์เครือข่ายที่ทำหน้าที่ในเลเยอร์ที่ 2
และทำหน้าที่ส่งข้อมูลที่ได้รับมาจากพอร์ต
หนึ่งไปยังพอร์ตเฉพาะที่เป็นปลายทางเท่านั้น
และทำให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับพอร์ตที่
เหลือส่งข้อมูลถึงกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้น
อัตราการรับส่งข้อมูลหรือแบนด์วิธจึงไม่ขึ้นอยู่
กับคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันนิยมเชื่อมต่อแบบนี้
มากกว่าฮับเพราะลดปัญหาการชนกันของ
ข้อมูล
เราต์เตอร์ (Router)
เป็นอุปรณ์ที่ทำหน้าที่ในเลเยอร์ที่ 3 เราท์เตอร์จะอ่านที่
อยู่ (Address) ของสถานีปลายทางที่ส่วนหัว (Header)
ข้อแพ็กเก็ตข้อมูล เพื่อที่จะกำหนดและส่งแพ็กเก็ตต่อไป
เราท์เตอร์จะมีตัวจัดเส้นทางในแพ็กเก็ต เรียกว่า เราติ้ง
เทเบิ้ล (Routing Table) หรือตารางจัดเส้นทางนอกจาก
นี้ยังส่งข้อมูลไปยังเครือข่ายที่ให้โพรโทคอลต่างกันได้
เช่น IP (Internet Protocol) IPX (Internet Package
Exchange) และ AppleTalk นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับ
เครือข่ายอื่นได้ เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
บริดจ์ (Bridge)
เป็นอุปกรณ์ที่มักจะใช้ในการเชื่อมต่อวงแลน (LAN Segments) เข้าด้วย
กัน ทำให้สามารถขยายขอบเขตของ LAN ออกไปได้เรื่อยๆ โดยที่
ประสิทธิภาพรวมของระบบ ไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากการติดต่อของ
เครื่องที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกันจะไม่ถูกส่งผ่าน ไปรบกวนการจราจรของ
เซกเมนต์อื่น และเนื่องจากบริดจ์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับ Data
Link Layer จึงทำให้สามารถใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายที่แตกต่างกันใน
ระดับ Physical และ Data Link ได้ เช่น ระหว่าง Eternet กับ Token
Ring เป็นต้น บริดจ์ มักจะถูกใช้ในการเชื่อมเครือข่ายย่อยๆ ในองค์กร
เข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายใหญ่ เพียงเครือข่ายเดียว เพื่อให้เครือข่ายย่อยๆ
เหล่านั้นสามารถติดต่อกับเครือข่ายย่อยอื่นๆได้
เกตเวย์ (Gateway
เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายต่างประเภทเข้า
ด้วยกัน เช่น การใช้เกตเวย์ในการเชื่อมต่อเครือข่าย ที่เป็น
คอมพิวเตอร์ประเภทพีซี (PC) เข้ากับคอมพิวเตอร์ประเภท
แมคอินทอช (MAC) เป็นต้น
กฎเกณฑ์การใช้
Social Media
ลองเดาภาพที่ซูมใกล้
กฎเกณฑ์ และแนวปฏิบัติการใช้สื่อโซเชียลมี เนื่ องจากสื่อสังคม หรือ Social Media เป็นสื่อที่ทรงพลัง และมีอิทธิพลต่อสังคมค่อนข้างสูงใน
เดีย (Social Media Roles) ปัจจุบัน ดังนั้ นในทางปฏิบัติ เพื่อก่อให้เกิดคุณภาพ และประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับการนำมา
ใช้ในการเรียนการสอนนั้ น ผู้ใช้สื่อสังคมต้องคำนึ งถึงกฎเกณฑ์ และแนวปฏิบัติต่อการใช้สื่อโซ
เชียลมีเดียในประเด็นสำคัญบางประการ ดังนี้ (NSW Department of Education & Training,
2011: online)
1. ต้องรู้ถึงแนวนโยบายขององค์กร/หน่ วยงาน ต่อการใช้สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อการพัฒนางาน
2. ต้องตระหนั กในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียว่าสื่อดังกล่าวนี้ จะเป็นสื่อที่มีรูปแบบและลักษณะของ
ระบบการทำงานแบบผสมผสาน ทั้งการประสานงาน และการสานคนในองค์กร
3. ต้องมีความชัดเจนในการกำหนดบทบาทหน้ าที่ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในประเด็น หรือ
สาระที่เกิดขึ้นจากการใช้สื่ อโซเชียลมีเดีย
4. คำนึ งถึงอยู่เสมอว่าขั้นตอนการดำเนิ นงานจะทำอะไรก่อน-หลังในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียทุก
ครั้ง
5. คำนึ งถึงหลักสำคัญของการให้เกียรติ ผู้ที่เป็นเจ้าของ
6. พึงใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวัง
7. ใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างมีมารยาทในการใช้
8. ผลิตเนื้ อหาสาระ หรือสื่อ ให้ตรงกับสมรรถนะ ความรู้ ความสามารถของผู้ใช้
9. การเชื่อมโยง เพื่อการโต้ตอบระหว่างกัน ควรคำนึ งถึงความเหมาะสมระหว่างกัน
10.ต้องยอมรับในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และรีบดำเนิ นการปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้ น
ข้อดีและข้อจำกัด
ของ SOCIAL
MEDIA
ข้อดีของ Social Media
– สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้
– เป็นคลังข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถเสนอและแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนความรู้ หรือตั้งคำถามใน
เรื่องต่างๆ เพื่อให้บุคคลอื่นที่สนใจหรือมีคำตอบได้ช่วยกันตอบ
– ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว
– เป็นสื่อในการนำเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้ามารับชมและแสดงความ
คิดเห็น
– ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้าสำหรับบริษัทและองค์กรต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้
ลูกค้า
– ช่วยสร้างผลงานและรายได้ให้แก่ผู้ใช้งาน เกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ขึ้น
– คลายเครียดได้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ
– สร้างความสัมพันธ์ที่ดีจากเพื่อนสู่เพื่อนได้
ข้อจำกัดของ SOCIAL MEDIA
– เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล
อาจถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้
– Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาดวิจารณญาณ อาจโดนหลอก
ลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
– เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง เพราะ Social Network Service เป็นสื่อ
ในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและแสดงความคิดเห็น
– ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและแสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social Network ยากแก่การตรวจสอบว่า
จริงหรือไม่ ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่กำหนดอายุการสมัครสมาชิก หรือการถูกหลอกโดยบุคคลที่ไม่มี
ตัวตนได้
– ผู้ใช้ที่เล่น social network และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจสายตาเสียได้หรือบางคนอาจ
ตาบอดได้
– ถ้าผู้ใช้หมกมุ่นอยู่กับ social network มากเกินไปอาจทำให้เสียการเรียนหรือผลการเรียนตกต่ำลงได้
– จะทำให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์
การประยุกต์ใช้
SOCIAL MEDIA
สำหรับการศึกษา
สื่อโซเชียลมีเดีย หรือสื่อสังคม ในหลักสูตร และการสอน (Social
Media in Curriculum and Instruction)
เนื่องจากวิวัฒนาการของสื่อใหม่ หรือสื่อทางสังคมในปัจจุบัน ได้ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว และ
เป็นที่นิยมในการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมทุกกลุ่ม ดังนั้นจึงได้มีการนำมาใช้ในวงการ
ศึกษาเรียนรู้จากสื่อประเภทดังกล่าวนี้ ซึ่งเหตุผลบางประการสำคัญของการนำเอาสื่อสังคม หรือ
Social Media มาใช้ร่วมกันในหลักสูตร และการเรียนการสอนนั้นมีหลายประการ แต่มีเหตุผล 2
ประการสำคัญที่ Kommer (2011: online) ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
1. สื่อโซเชียลมีเดีย เป็นสื่อที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้มากยิ่ง
ขึ้น ซึ่งการนำเอาสื่อประเภทเหล่านี้เข้ามาใช้ในโรงเรียน จะสนองต่อจุดประสงค์สำคัญ และเป้า
หมายที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนได้
2. การนำเอาสื่อโซเชียลมีเดียมาใช้ในโรงเรียน ยังเป็นการจำกัดช่องทาง และมีความเหมาะสม
สำหรับผู้ใช้ (ผู้เรียน) ที่จะสามารถพัฒนารูปแบบการสื่อสารได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะการสื่อสาร
จาการใช้เว็บไซต์ และยังเป็นระบบการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนระดับต้นได้อีกด้วย
การประยุกต์ใช้โซเชียลมีเดีย
ในการจัดการเรียนการสอน
ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน ดำเนินการจัดอบรมเพื่อกระตุ้น
ให้ครูไทย พัฒนาศักยภาพ และส่งเสริมการใช้ Social Media ในการจัดการเรียนรู้ โดยเล็งเห็นความสำคัญในการ
ส่งเสริม และผลักดันให้ครูสามารถนำเอาเครื่องมือออนไลน์ที่มีอยู่บนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมาใช้ในการเรียน
รู้ ให้เกิดเป็นเครือข่าย และเกิดความร่วมมือกันระหว่างครูกับครู นักเรียนกับครู และนักเรียนกับนักเรียนด้วยกัน
โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา และสถานที่ ก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบไม่มีที่สิ้นสุด (สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการ
สอน, 2552) นับเป็นยุคเว็บ 2.0 ที่นักการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน และอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ (Jeff
Dunn, 2011) โดยเครื่องมือที่ทางสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน แนะนำให้ครูนำไปปรับใช้ ได้แก่
1. Facebook คือ เว็บไซต์สำหรับให้ครู และนักเรียนสามารถสื่อสาร และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันได้
โดยการตั้งกลุ่มรายวิชา เพื่อการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียน
2. Wordpress คือ เว็บไซต์สำเร็จรูป หรือบล็อก ที่นักเรียน และครูสามารถสร้างบล็อกส่วนตัว หรือในแต่ละ
รายวิชา สำหรับเผยแพร่บทเรียนในแต่ละรายวิชา หรือสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนได้
3. YouTube คือ เว็บไซต์ที่ใช้ในการแบ่งปันไฟล์วิดีโอ ครุสามารถอัพโหลด และเผยแพร่วิดีโอการสอนผ่าน
เว็บไซต์นี้ได้ ใช้วิดีโอที่มีอยู่บนเว็บไซต์เป็นสื่อในการเรียนการสอน และนักเรียนสามารถเผยแพร่ผลงานของตนเอง
ให้เพื่อน ๆ และครูได้แสดงความคิดเห็น
4. Twitter คือเว็บไซ๖ที่ใช้ในการสื่อสารข้อความสั้น ๆ โต้ตอบกันอย่างรวดเร็ว
5. Slideshare คือเว็บไซต์ที่ใช้ในการแบ่งปันเอกสารต่างๆ
เครื่องมือออนไลน์ที่มีอยู่อย่างหลากหลายบนอินเตอร์เน็ตนั้น มีประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน
โดยนับวันจะพัฒนา และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ผู้สอนสามารถดึงเครื่องมือเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ใน
กระบวนการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม และอย่างยั่งยืน การที่ผู้สอนมีความเข้าใจในเทคนิค ของเครื่องมือ
ผนวกกับกลยุทธ์การสอน และสร้างให้เกิดเป็นรูปแบบที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนนั้น นับเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง
สำหรับผู้สอน (สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน, 2554)
ประโยชน์ของการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการศึกษา
(Benefit of using Social Media in Education)
สื่อสังคม หรือสื่อโซเชียลมีเดีย เป็นสื่อใหม่ที่กำลังมีบทบาท และมีอิทธิพลค่อนข้างสูงในสังคม
ปัจจุบัน ซึ่งในส่วนของวงการศึกษา และการจัดการเรียนรู้ ได้มีการนำเอาสื่อเหล่านี้มาใช้กัน
อย่างแพร่หลาย ทั้งนี้เนื่องจากสังคมจะก่อให้เกิดคุณประโยชน์หลายประการ ดังที่มีผู้กล่าวไว้
อย่างน่าสนใจ เช่น กลุ่ม The Social Media Advisory Group แห่ง Victoria University ประเทศ
ออสเตรเลีย กล่าวถึงประโยชน์ของโซเชียลมีเดียต่อการเรียนรู้ ไว้ว่า
1. เป็นการสร้างศักยภาพของการสื่อสาร/สื่อความหมาย สนองต่อความต้องการของการสื่อ
ความหมายในการเรียนการสอนของผู้เรียน และทำให้ผู้เรียนได้รู้ถึงรูปแบบ และระดับในการ
สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเรียนรู้ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ
โดยใช้กระบวนการสื่อสารจากสื่อโซเชียลมีเดียเป็นตัวเชื่อมโยงประสบการณ์ดังกล่าว
2. เป็นสื่อที่เหมาะสมต่อการใช้ สื่อประเภทนี้เป็นสื่อที่ปรับใช้ให้เหมาะสมตามสภาพแวดล้อม ดัง
นั้น ประสิทธิภาพ และความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย ทั้งด้านสถานะทางสังคม และ
ทัศนคติ การยอมรับ ดังนั้น จึงเป็นสื่อที่มีความเหมาะสมต่อการเสริมสร้างโอกาส และความรับ
ผิดชอบของผู้ใช้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
3. เป็นสื่อที่ใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเสริมประสบการณ์ระหว่างกลุ่มด้วยกัน ซึ่งสื่อโซ
เชียบมีเดียจะก่อให้เกิดคุณประโยชน์สำคัญที่ผู้เรียนสามารถเลือก หรือสร้างช่องทางการเรียนรู้
จากสื่อสังคมดังกล่าวที่กระทำได้ในหลากหลายกิจกรรมในการสื่อสาร
4. เป็นสื่อช่วยเสริมสร้างทักษะความรู้ได้อย่างมีวิจารณญาณ สื่อจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถ
สร้างทักษะองค์ความรู้ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างทักษะการคิด
วิเคราะห์ และทักษะในการใช้สื่อประเภทดิจิตอลได้อย่างมีประสิทธิผล
ปัญหาการใช้ Social Media
ปัญหาการใช้ Social Media
สื่อสังคมออนไลน์ อาจมีลักษณะที่ไม่เป็นกลาง สามารถที่จะก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านความคิด
อารมณ์ ความรู้สึกของสมาชิก หรือผู้รับสื่อสังคมออนไลน์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจมีทั้งข้อดีและข้อเสียและไม่
สามารถควบคุมได้ กรณีที่เผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ ผู้สร้างข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไขและสามารถกํา
หนดเงื่อนไข ความรับผิดชอบ การควบคุมเนื้อหาสาระได้ ขณะที่การเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผู้เผย
แพร่ไม่สามารถเป็นผู้กําหนดขอบเขตความรับผิดชอบได้เอง แต่ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์จะเป็นผู้กําหนด
ขอบเขตความรับผิดชอบ ผู้ใช้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ ซึ่งมีทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ