ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 | ทักษะชีวิตในสังคม ความหมาย องค์ประกอบและความสำคัญของทักษะชีวิตและสังคม 1. ลักษณะของทักษะชีวิตและสังคม คำว่า ทักษะ (skill) ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง ความชำนาญ กล่าวคือ ความชำนาญ หรือ ความสามารถในการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางด้านร่างกาย สติปัญญา หรือสังคม ที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนหรือการกระทำบ่อยๆ ประกอบด้วย สมรรถนะทักษะ (hard skill) และจรณะทักษะ (soft skill) สมรรถน์ทักษะ (hard skill) เป็นทักษะความสามารถ ในการทำงานที่ได้จากการเรียนรู้หรือการฝึกฝนวิชาการ วิชาชีพ เช่น การอ่าน การเขียน การพูด การคำนวณ การใช้เครื่องมือ การเล่นกีฬา เป็นต้น จรณทักษะ (soft skill) หมายถึง ทักษะเฉพาะของบุคคลในเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ คุณธรรม บุคลิกภาพ อุปนิสัย ความรู้สึก เป็นคุณลักษณะที่จะช่วยให้บุคคลสามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างราบรื่น และสามารถประกอบอาชีพให้ก้าวหน้า ได้เป็นอย่างดี ทักษะประเภทนี้เป็นทักษะ ในการดำรงชีวิต (Livelihood Skill หรือ Skill for living) ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 ด้าน ดังนี้ 1) ทักษะการจัดการดูแลช่วยเหลือตนเอง หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูล สารสนเทศมากำหนดแนวทางในการ ดำเนินชีวิต ของตนเอง เลือกวิธีการแก้ปัญหา ได้อย่างเหมาะสม สามารถควบคุมตนเอง ในการแสดงออกและยอมรับผลของ การกระทำนั้น ๆ ประกอบด้วย 1.1 ความสามารถในการวางแผนเพื่อกำหนดเป้าหมายของตนเอง ได้แก่ ความสามารถ ในการจำแนกแยกแยะข้อมูล สารสนเทศ นำข้อมูลมากำหนดแนวทางในการดำ เนินงานของตนเองได้ชัดเจน ทั้งในด้านจิตใจ ด้านการเรียน ด้านการทำงาน และด้านสังคมหรือการอยู่ร่วมกับผู้อื่น 1.2 การแก้ปัญหาอย่างสมเหตุสมผล ได้แก่ ความสามารถในการหาปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา การเลือกวิธีการแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นกับตนเองทั้งในด้านการเรียน ด้านการทำงาน และด้านสังคมได้อย่าง เหมาะสม 1.3 การกระทำหรือการแสดงออกอย่างมีเหตุผล ได้แก่ ความสามารถในการควบคุมตนเอง ในการแสดงออกในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน 1.4 การรับรู้ผลจากการกระทำของตนเอง ได้แก่ ความสามารถในการรู้จุดเด่น จุดด้อย และ ผลของการกระทำรวมทั้งรู้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ 2) ทักษะการเรียนรู้ หมายถึง ความสามารถในการแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และสามารถ นำข้อมูลสารสนเทศที่ผ่าน กระบวนการคิดที่หลากหลายสรุปเป็นองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง ประกอบด้วย 2.1 ความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้แก่ ความสามารถในการศึกษาและรวบรวมข้อมูล จากแหล่งการเรียนรู้รอบตัว โดยใช้วิธีการที่เหมาะสม 2.2 ใฝ่เรียนใฝ่รู้ ได้แก่ ความอยากรู้ มีความต้องการที่จะอ่านหนังสือ รักการอ่าน ชอบใช้ เวลาว่างในการศึกษาและเรียนรู้ เรื่องที่ตนสนใจ 2.3 สรุปองค์ความรู้ ได้แก่ การนำข้อมูล สารสนเทศที่ได้มาศึกษา วิเคราะห์ ตีความ เปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่นๆ จนเกิดความเข้าใจ สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจเลือกสรรได้ 3) ทักษะด้านสังคม หมายถึง ความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเอื้ออาทร ช่วยเหลือและเห็นใจซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันทำงานในลักษณะการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี สามารถปรับตัวอยู่ใน สิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม และสื่อสารกับผู้อื่นได้ อย่างสร้างสรรค์และถูกกาลเทศะ ประกอบด้วย
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 2 3.1 ความสามารถในการสื่อสารระหว่างบุคคล ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการ พูดคุย การถ่ายทอดเรื่องราว ได้ชัดเจน สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันระหว่างผู้พูดและผู้ฟังด้วยกิริยาท่าทางที่สอดคล้องเหมาะสม รวมทั้งการรู้จักรับฟังบุคคลอื่นอย่างตั้งใจ และสร้างสรรค์ 3.2 ความสามารถในการปรับตัว ได้แก่ ความสามารถในการปรับและเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่าง เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข 3.3 การปฏิเสธและการต่อรอง ได้แก่ ความสามารถในการไม่ยอมรับสิ่งที่อาจก่อให้เกิด ผลเสียต่อตนเองและผู้อื่น การรู้จัก ประนีประนอมในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง การโน้มน้าว ให้ผู้อื่นยอมรับ และมีความคิดเห็นสอดคล้องกับความคิด ของตนเอง และการเสนอทางเลือกให้เกิด ความพึงพอใจทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น 3.4 การให้ความร่วมมือ ได้แก่ ความ สามารถในการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น สามารถ ประเมินตนเองโดยใช้ให้เป็น ประโยชน์ต่อการทำงาน กลุ่ม การให้ความสนับสนุนและความไว้วางใจกับ ผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันในกลุ่ม และการยอมรับความแตกต่าง ระหว่างบุคคล เรียกว่า มีคารวธรรม สามัคคีธรรม และปัญญาธรรม ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม 3.5 การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ได้แก่ ความ สามารถในการรู้และเข้าใจความรู้สึกและความ ต้องการของบุคคลอื่น ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ของสังคม 4) ทักษะด้านการจัดการสร้างงานอาชีพ หมายถึง ความสามารถในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับอาชีพ ตัดสินใจเลือกอาชีพ ได้ตามความถนัดและความสนใจของตนเอง รู้ เข้าใจ และปรับปรุงความรู้ เพื่อพัฒนาอาชีพของตน ประกอบด้วย 4.1 ความสามารถในการเลือกอาชีพ ได้แก่ ความสามารถในการเลือกศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ รู้จุดเด่น จุดด้อย รู้ความสามารถเฉพาะทางที่จะใช้ในการประกอบอาชีพ จนกระทั่ง สามารถเลือกอาชีพได้ตามความถนัดและความสนใจ ของตนเองได้ 4.2 ความสามารถในการวางแผนงานในการประกอบอาชีพ ได้แก่ การหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ การกำหนดแนวทาง และการวางแผนในการประกอบอาชีพ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 3 2. ความหมายของทักษะสังคม สังคม (Society) หมายถึง กลุ่มคนที่อยู่รวมกันและมีความสัมพันธ์กันโดยทางตรงหรือทางอ้อม มีการจัดระเบียบ กฎเกณฑ์ร่วมกัน มีแบบแผนการดำเนินชีวิตหรือยึดถือวัฒนธรรมร่วมกัน และทุกคน ในกลุ่มมีความรู้สึกเป็นสมาชิกของสังคม องค์ประกอบของสังคม จึงประกอบด้วยพื้นที่หรือดินแดน บุคคลทุกเพศทุกวัยและวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ทักษะสังคม (Social Skill) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการมีส่วนร่วม หรือการเข้าสังคม เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้ อย่างมีความสุขด้วยการปฏิบัติตนแสดงถึงการรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ของตน รู้จักปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม สามารถ อยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ รวมทั้งการรู้จักควบคุมตนเอง รู้จักตัดสินใจด้วย ตนเอง รู้จักร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด และประสบการณ์กับบุคคลอื่น มีสำนึกต่อสังคม และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ทักษะสังคมจึงเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เป็นความสามารถ ในการปรับตัวได้ดีในสังคม เป็นทักษะที่ครอบคลุมกลุ่มทักษะต่าง ๆ ที่ใช้ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการมี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในสังคม ทั้งนี้เพื่อสร้าง สัมพันธภาพอันดีระหว่างกันและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เคารพในความแตกต่างและให้เกียรติซึ่งกันและกัน รวมทั้ง ความเอื้อเฟื้อและการให้อภัยกันในสังคม ทักษะในการสื่อสารระหว่างบุคคล หมายถึง ความสามารถในการสื่อสาร ทั้งในด้านการสื่อสารที่ไม่ใช้ถ้อยคำ เช่น การแสดงออกด้วยท่าทางและการใช้ภาษาที่สอดคล้องเหมาะสม และรู้จัก รับฟังบุคคลอื่นอย่างตั้งใจ การให้และการรู้จักรับฟัง ข้อมูลย้อนกลับบุคคลอื่นอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการปรับตัว หมายถึง ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตนเอง ทั้งทางด้านความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมต่างๆ ได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทักษะในการปฏิเสธและเจรจาต่อรอง หมายถึง ความสามารถในการปฏิเสธในสิ่งที่ก่อให้เกิด ผลเสียแก่ตนเองและผู้อื่น การรู้จักประนีประนอมในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง บุคคล การโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นสอดคล้องกับความคิด ของตนและเสนอทางเลือกที่จะสร้างความพึงพอใจร่วมกันทั้งของตนเองและผู้อื่น ทักษะในการให้ความร่วมมือ หมายถึง ความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ได้อย่างดีทำให้งานบรรลุผลตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้ การประเมินความสามารถของตนเองที่จะใช้ ประโยชน์ต่อกลุ่มหรือสังคม การให้ความสนับสนุน และความไว้วางใจในสมาชิกกลุ่ม การยอมรับ ความแตกต่างระหว่างบุคคลในการทำงานร่วมกัน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือกัน และกัน การไม่เอาเปรียบและการรับผิดชอบผลงานของกลุ่มร่วมกัน ทักษะในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หมายถึง ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึก ความต้องการของบุคคลอื่น ในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ทักษะสังคมครอบคลุมการแสดงออกใน 6 ลักษณะด้วยกัน ประกอบด้วย การแสดงออกทางอารมณ์ (Emotional Expressivity) หมายถึง ความสามารถในการสื่อสาร โดยไม่ใช้ถ้อยคำรวม ทั้งการแสดง เจตคติและการแสดงออกระหว่างบุคคลด้วยกิริยาท่าทางต่าง ๆ ความไวในการรับรู้อารมณ์ผู้อื่น (Emotional Sensitivity) หมายถึง ความสามารถในการรับ และตีความหมาย ของการสื่อสารที่ไม่ใช้ถ้อยคำของบุคคลอื่น การควบคุมอารมณ์ตนเอง (Emotional Control) หมายถึง ความสามารถในการควบคุมและกำกับ อารมณ์ รวมทั้งการแสดงออกได้อย่างเหมาะสม ทักษะชีวิต (Life Skills) โดยทั่วไปหมายถึงความสามารถหรือคุณลักษณะภายในของบุคคลที่จะช่วยให้สามารถเผชิญ สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวได้ในอนาคต ทั้งนี้หลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนได้ให้ความหมายของทักษะชีวิตหรือ Life Skills ไว้หลายประการ ดังนี้
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 4 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ซึ่งเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศของสหประชาชาติ และทำหน้าที่ดูแลประสานงานด้านสาธารณสุข ได้อธิบายว่า ทักษะชีวิต หมายถึง ความสามารถในการปรับตัวและการมีพฤติกรรมไปในทิศทางที่ถูกต้องที่จะเผชิญกับสิ่งท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้เสนอแนวคิดหลักของทักษะชีวิตไว้ 10 ประการ คือ 1. การตัดสินใจ (Decision Making) 6.การสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal Relationship Skills) 2. การแก้ปัญหา (Problem Solving) 7. การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) 3. ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) 8. ความเห็นใจผู้อื่น (Empathy) 4. ความคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) 9. การจัดการกับอารมณ์ (Coping with Emotions) 5. การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) 10. การจัดการกับความเครียด (Coping with Stress) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความหมายของทักษะชีวิต ว่าหมายถึง ความสามารถขั้นพื้นฐานของบุคคล ในการปรับตัวและเลือกการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถเผชิญปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวในสภาพสังคมปัจจุบัน และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ทักษะชีวิตเป็นความสามารถของบุคคล ประกอบด้วย ความรู้และเจตคติในการจัดการกับปัญหาต่างๆ รอบตัวในสังคมปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับตัวในอนาคต ครอบคลุมทั้งในเรื่องบทบาทของหญิงชาย เพศสัมพันธ์สารเสพติด สุขภาพ จริยธรรม อิทธิพลของสื่อ สิ่งแวดล้อม ชีวิตครอบครัว ตลอดจนปัญหาสังคมด้วยความคิดเชิงเหตุผล ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดแบ่งองค์ประกอบของทักษะชีวิตออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านพุทธพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัยดังนี้ สังคม (Society) หมายถึง กลุ่มคนที่อยู่รวมกันและมีความสัมพันธ์กันโดยทางตรงหรือทางอ้อมมีการจัดระเบียบ กฎเกณฑ์ ร่วมกัน มีแบบแผนการดำเนินชีวิตหรือยึดถือวัฒนธรรมร่วมกัน องค์ประกอบของสังคมจึงประกอบด้วยพื้นที่หรือดินแดนบุคคล ทุกเพศทุกวัยและวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ทักษะสังคม (Social Skill) นักการศึกษาทั้งของไทยและต่างประเทศได้อธิบายความหมายของทักษะสังคมไว้หลายลักษณะ เช่น 1. ทักษะสังคม คือความสามารถของบุคคลในการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถ แสดงออกถึงความคิด ความรู้สึกของตนเองตามสิทธิและความพึงพอใจ ตลอดจนทำให้ความต้องการแห่งตนสามารถบรรลุได้โดยไม่ ละเมิดสิทธิและความพึงพอใจของบุคคลอื่น 2. ทักษะสังคม หมายถึง ความสามารถของบุคคลในสังคมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขด้วยการรู้จักรับผิดชอบตามบทบาท หน้าที่ของตนรู้จักปฏิบัติต่อผู้อื่นมีจิตสำนึกและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม 3. ทักษะสังคม หมายถึงการรู้จักอยู่ร่วมกันและทำงานด้วยกันรู้จักการให้และการรับ รู้จักความรับผิดชอบ เคารพสิทธิของ ผู้อื่น และมีความสำนึกต่อผู้อื่น อันได้แก่การอยู่ร่วมกันในสังคม และความรู้สึกที่ดีต่อสังคม คือ ทักษะที่จะทำให้มนุษย์แต่ละคน ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุขและเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ๆ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 5 4. ทักษะสังคม หมายถึง ทักษะในการติดต่อสื่อสารของผู้คนในสังคม ครอบคลุมทักษะใน 3 ด้าน คือ 4.1 ทักษะในการอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกับผู้อื่น การยอมรับ การนับถือในสิ่งที่ถูกต้อง และการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ 4.2 ทักษะในการควบคุมตนเองและรู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง 4.3 ทักษะการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กับผู้อื่น จากตัวอย่างความหมายของทักษะสังคมข้างต้น สรุปได้ว่า ทักษะสังคมโดยทั่วไปหมายถึงความสามารถของบุคคล ในการมีส่วนร่วม หรือการเข้าสังคมเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขด้วยการปฏิบัติตนแสดงถึงการรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ ของตน รู้จักปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม สามารถอยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง ได้ รวมทั้งการรู้จักควบคุมตนเองรู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง รู้จักร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์กับบุคคลอื่น มีสำนึก ต่อสังคมและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ทักษะชีวิตและสังคม (Life Skills and Society) คือ ทักษะที่จำเป็นสำหรับมนุษย์เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สงบสุข และสร้างสรรค์ประโยชน์ให้สังคมเจริญก้าวหน้าต่อไป 3. องค์ประกอบของทักษะชีวิตและทักษะสังคม องค์ประกอบของทักษะชีวิต องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) เป็นหน่วยงานระหว่างประเทศของสหประชาชาติได้กล่าวถึง องค์ประกอบของทักษะชีวิตไว้ 10 องค์ประกอบ โดยจัดเป็น 3 ด้าน ทักษะด้านความคิด 1. ทักษะการคิดสร้างสรรค์ 2. ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะด้านจิตใจ 1. ทักษะการตระหนักรู้ในตน 2. ทักษะการเข้าใจผู้อื่น ทักษะด้านพฤติกรรมและสังคม 1. ทักษะการตัดสินใจ 2.ทักษะการแก้ปัญหา 3. ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ 4.ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล 5.ทักษะการจัดการกับอารมณ์ 6. ทักษะการจัดการกับคามเครียด องค์ประกอบของทักษะสังคม 1) ทักษะในการสื่อสารระหว่างบุคคล หมายถึง ความสามารถในการสื่อสาร ทั้งในด้านการสื่อสารที่ไม่ใช้ถ้อยคำ เช่น การแสดงออกด้วยท่าทางและการใช้ภาษาที่สอดคล้องเหมาะสม และรู้จักรับฟังบุคคลอื่นอย่างตั้งใจ การให้ และการรู้จักรับฟังข้อมูลย้อนกลับยุคคลอื่นอย่างสร้างสรรค์ 2) ทักษะการปรับตัว หมายถึง ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตนเอง ทั้งทางด้านความคิดทัศนคติ และพฤติกรรม ต่าง ๆ ได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป 3) ทักษะในการปฏิเสธและเจรจาต่อรอง หมายถึง ความสามารถในการปฏิเสธในสิ่งที่ก่อให้เกิดผลเสียแก่ตนเอง และผู้อื่น การรู้จักประนีประนอมในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระกว่างบุคคล การโน้มน้ามให้ผู้อื่น เห็นสอดคล้องกับความคิดของตนและเสนอทางเลือกที่จะสร้างความพึงพอใจร่วมกันทั้งของตนเองและผู้อื่น
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 6 4) ทักษะในการให้ความร่วมมือ หมายถึง ความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้อย่างดี ทำให้บรรลุผล ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การประเมินความสามารถของตยเองที่จะใช้ประโยชน์ต่อกลุ่มหรือสังคม การให้ ความสนับสนุนและความไว้วางใจในสมาชิกกลุ่ม การยิมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลในการทำงานร่วมกัน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือกันและกัน การไม่เอาเปรียบและการรับผิดชอบผลงานของกลุ่มร่วมกัน 5) ทักษะในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หมายถึง ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึกความต้องการของบุคคลอื่น ในสถานการณ์ต่าง ๆ 4. ความสำคัญของทักษะชีวิตและสังคม มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมีทักษะชีวิตและสังคม เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม (Social Animal) คือ โดยธรรมชาติ จะต้องดำเนินชีวิตร่วมกับบุคคลอื่น ๆ มีการติดต่อสัมพันธ์พึ่งพาอาศัยกัน และไม่สามารถ ดำเนินชีวิตอยู่อย่างอิสระตามลำพัง แต่เพียงผู้เดียวได้ การอยู่ร่วมกันในสังคมเริ่มต้นที่บ้าน โรงเรียน หรือ ที่ทำงาน ไปถึงระดับประเทศชาติและสังคมโลก ซึ่งต้องใช้ ทักษะหรือความสามารถในการปรับตัวของบุคคล เพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข นั่นคือทักษะชีวิตและสังคม มีความสำคัญต่อการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์หรือการพัฒนา “คน” ทุกเพศและทุกวัย ซึ่งต้องผ่านกระบวนการฝึกฝนและเรียนรู้ อย่าง ต่อเนื่องและตลอดชีวิต การมีทักษะชีวิตและสังคมที่ดีจะทำให้สามารถพัฒนาตนเอง สามารถปรับตัวได้ดีใน สิ่งแวดล้อม ที่มีการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีในอนาคต ในทำนองกลับกัน หากขาดทักษะชีวิต และสังคม จะทำให้บุคคลนั้น มีปัญหาในการปรับตัว ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสังคมอื่น ๆ ตลอดจนโอกาสที่อาจจะ ประสบความล้มเหลวในชีวิตได้ ทักษะชีวิตและสังคม จึงเป็นทักษะที่มีความสำคัญทั้งทางด้านส่วนบุคคลและ ด้านสังคม ดังนี้ ความสำคัญทางด้านส่วนบุคคล ทักษะชีวิตและสังคมเป็นคุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ บุคคล ซึ่งจะช่วยให้บุคคล สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข เพราะจะสามารถ นำความรู้ เจตคติ และทักษะไปใช้ในการจัดการ กับปัญหาต่าง ๆ รอบตัวในสภาพสังคมปัจจุบัน และการ เตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ที่สังคมมีความ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะชีวิตและสังคมยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น เพราะบุคคล ต้องสามารถจัดการกับ ความตระหนักรู้ในตนเองและการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาได้โดยสันติวิธีเมื่อเกิดความขัดแย้ง สามารถปรับตัวได้ในทุกสภาพแวดล้อม การขาดทักษะชีวิตและสังคม จะทำให้บุคคลไม่สามารถควบคุม ตนเองได้เมื่อต้องเผชิญกับ วิกฤตต่าง ๆ กล่าวได้ว่า ทักษะชีวิตและสังคมช่วยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตได้อย่าง สงบสุข มั่นคง และประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ความสำคัญทางด้านสังคม ทักษะชีวิตและสังคมเป็นทักษะที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ระหว่างสมาชิกในสังคม ความเข้าใจกันและกัน สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้ ศักยภาพของแต่ละบุคคลในการพัฒนาสังคมได้ อย่างเต็มที่มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธี สมาชิกในสังคมรู้จักเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาสังคม ที่ตนอยู่ สังคมมีความสงบสุข และมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงและยั่งยืน ในลักษณะตรงกันข้าม หากสังคมใดสมาชิกของสังคมขาดทักษะชีวิตและสังคมแม้จะมีความฉลาด ทางสติปัญญาและทักษะ ในการประกอบอาชีพสูงก็ตาม แต่ขาดมนุษยสัมพันธ์ ไม่สามารถทำงานร่วมกัน ในสังคมได้ สังคมนั้นก็ย่อมประสบปัญหา เพราะไม่สามารถส่งเสริมให้สมาชิกในสังคมร่วมมือกันพัฒนา ได้เต็มตามศักยภาพ เกิดความขัดแย้ง สังคมไม่สงบสุข และอาจเกิด ความเสื่อมได้ ทักษะชีวิตและสังคม จึงมีความสำคัญทั้งกับบุคคลและสังคม เมื่อสมาชิกในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สังคมย่อมสงบสุข และสามารถพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าไปได้
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 7 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 | มนุษยสัมพันธ์ในการท างาน 1. ความหมายและความสำคัญของมนุษยสัมพันธ์ มนุษยสัมพันธ์จัดเป็นทั้งศาสตร์และศิลปี เนื่องจากมีหลักการที่ให้มนุษย์สามารถนำไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จได้ รวมถึงเป็นศิลปะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่สามารถกระทำได้ ซึ่งแต่ละบุคคลมีความสามารถในการติดต่อกับผู้อื่นได้แตกต่างกัน ดังนั้น การที่คนเราจะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น จึงจำเป็นต้องเรียนรู้องค์ประกอบเบื้องตัน คือ ความหมายและความสำคัญ ของมนุษยสัมพันธ์เป็นลำดับแรกก่อน เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องมนุษยสัมพันธ์ต่อไป 1.1 ความหมายของมนุษยสัมพันธ์คำว่า"มนุษยสัมพันธ์" เป็นคำสมาสระหว่างคำว่า "มนุษย์" และ "สัมพันธ์" ซึ่งในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2554 ให้ความหมายว่า ความสัมพันธ์ในทางสังคมระหว่างมนุษย์ ซึ่งจะก่อให้ เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการให้ความหมายของคำว่า "มนุษยสัมพันธ์" ไว้อย่างหลากหลาย ดังนี้ คีธ เดวิส (Keith Davis) ให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง กระบวนการจูงใจคนให้ทำงานร่วมกันอย่าง มีประสิทธิภาพ โดยมีความพอใจเป็นพื้นฐาน เอ็ดวิน บี. ฟลิปโป (Edwin B. Flippo) ให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึงการรวมกลุ่มให้คนทำงานร่วมกัน ในลักษณะที่มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งไว้ หรือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ในองค์กรที่มุ่งหมายให้เกิดความร่วมมือในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและความเข้าใจระหว่างกันและกัน นิพนธ์ คันธเสวีให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง สภาพความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต ร่วมกันอย่างราบรื่น หรือทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและทุกฝ่ายต่างก็มีความพึงพอใจทุกด้าน ม.ร.ว. สมพร สุทัศนีย์ให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง การติดต่อเกี่ยวข้องกันระหว่างบุดคลในสังคม ทั้งที่เป็น เรื่องส่วนตัวและที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อให้เกิดความรักใคร่ศรัทธา ช่วยเหลือ และร่วมมือ ร่วมใจ ในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้เพื่อให้ตนเองมีความสุข ผู้อื่นมีความสุข และสังคมมีประสิทธิภาพ จากความหมายต่าง ๆ ของคำว่า มนุษยสัมพันธ์ สามารถสรุปได้ว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง พฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ สังคมที่ต้องประพฤติปฏิบัติตนทั้งทางร่างกาย จิตใจของตนที่กระทำต่อบุคคลอื่นเหมือนที่ตนเองต้องการให้คนอื่นประพฤติกับตนเอง และการกระทำนี้จะส่งผลให้สามารถครองใจผู้อื่นได้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน ก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน ทำงานด้วยความเต็มใจ และมีความสุขในการทำงาน ช่วยให้เป้าหมายของหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ บรรลุผลสำเร็จตาม วัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 1.2 ความสำคัญของมนุษยสัมพันธ์มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้น การอยู่ร่วมกันในสังคมต่าง ๆ ทั้งสังคมขนาดเล็กและสังคม ขนาดใหญ่ จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ เพื่อที่จะช่วยให้มนุษย์นั้นอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เพราะคนใน สังคมมีดวามแต่กต่างกัน เช่น ด้านความรู้ ความสามารถประสบการณ์ เจตดติ รสนิยม เป็นตัน แต่ความแตกต่างเหล่านี้สามารถอยู่ ร่วมกันได้ โดยการสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับตนเองโดยการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา มนุษยสัมพันธ์มีความ สำตัญตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงหน่วยสังคมที่ใหญ่ที่สุด คือ สังคมโลก ถ้าสามารถทำให้คนที่อยู่ในสังคมเหล่านั้นมีความเข้าใจซึ่ง กันและกัน มีความไว้วางใจกัน มีความปรารถนาจะร่วมมือร่วมใจแบ่งหน้าที่กันทำ กำหนดบทบาท หน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่ของตน ได้อย่างสมบูรณ์ หน่วยงานหรือสังคมนั้นก็จะเป็นระเบียบ มีความสุขความเจริญก้าวหน้า และพัฒนาไปสู่ความเป็นสากลได้ 2. องค์ประกอบพื้นฐานของมนุษยสัมพันธ์ การสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้เกิดชั้นกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดก็ตาม สิ่งสำคัญ คือ จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของมนุษย สัมพันธ์ ซึ่งเป็นปัจัยสนับสนุนที่เอื้อต่อการสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น การมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ องค์ประกอบของมนุษยสัมพันธ์จะทำให้ทราบถึงแนวทางที่นำไปสู่การมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และทำให้สมาชิกในสังคมสามารถ อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 8 2.1 องค์ประกอบของมนุษยสัมพันธ์แบ่งเป็น 3 ประการ ได้แก่ การเข้าใจตนเอง การเข้าใจบุคคลอื่น และการเข้าใจ สิ่งแวดล้อม ดังนี้การเข้าใจตนเอง เป็นลักษณะการรัจักตนเองอย่างแท้จริงว่า ตนเองเป็นใคร มีความรู้ ความสามารถทักษะ และ ประสบการณ์ในระดับใด มีจุดแข็งและจุดอ่อนในเรื่องใดบ้าง การเข้าใจตนเองทำให้บุคคลเกิดการรู้สึกยอมรับในคุณค่าแห่งตน นับ ถือตนเอง รู้จัก เข้าใจหน้าที่ สิทธิ และเสรีภาพของตนเอง สิ่งสำคัญในการเข้าใจตนเอง คือ จะช่วยให้เรารู้จักปรับตัวเข้ากับบุดคลอื่นได้ดีมากขึ้น การเข้าใจบุคคลอื่น เป็นการเรียนรู้ ธรรมชาติของมนุษย์ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความต้องการของบุคคลและแรงจูงใจของบุคคล ทำให้เกิดประโยชน์ในการ นำไปใช้ติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด เราต้องทราบก่อนว่าบุคคลนั้นคือใคร มีความรู่ ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ ทางด้านใดอยู่ในระดับใด ชอบสิ่งใด ไม่ชอบสิ่งใด โปรดปรานในสิ่งใดเป็นพิเศษ มีคุณลักษณะที่เด่นทางด้านใดบ้าง เพื่อให้เกิดการ สร้างมนุษยสัมพันธ์ต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้เกิดผลสำเร็จการเข้าใจสิ่งแวดล้อม เป็นการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตนเอง และบุคคลอื่น ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและมีส่วนสัมพันธ์กับ มนุษยสัมพันธ์ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน เป็นต้น ความรู้จากการเข้าใจสิ่งแวดล้อมจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้าง เสริมมนุษยสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุดคลอื่นให้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. มนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน พฤติกรรมการทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ อาจจะด้วยการปรับทัศนคติ มุมมอง แนวคิด มองโลก ในแง่บก หรือด้านอื่น ๆ เพื่อให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้และเมื่อได้รับความร่วมมือจากบุดคลอื่น ๆ ก็ทำให้มีความสุข สนุกกับงานที่ทำ และอาจส่งผลไปถึงความก้าวหน้าของการทำงานในอนาคตด้วย 3.1 แนวทางการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน ในการทำงานต้องมีการประสานงานกับบุดคลอื่น ๆ เพราะเราไม่สามารถ ทำงานในองค์กรได้ทุกหน้าที่ ซึ่งการประสานงานถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังนั้น ต้องเริ่มจาก การสร้างสัมพันธ์ที่ดี ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น จึงจะช่วยให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีซึ่งการพัฒนาทักษะให้สามารถ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้นั้นมีแนวทางปฏิบัติตามหลักของ P-S- V-C-H-O ดังนี้ • Positive Thinking คิดแต่ทางบวก สร้างโลกสวยงาม ทัศนคติหรือความคิดที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้ามีทัศนคติ มีความคิดที่ดีแล้วก็ย่อมทำให้มีพฤติกรรมที่แสดงออกดีตามด้วยเช่นกันแต่หากมีทัศนคติที่ไม่ดี ก็จะมีพฤติกรรม ที่แสดงออกไม่ดี ซึ่งจะส่งผลทำให้ไม่มีความสุขกับการทำงาน ดังนั้น เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง มีความสุขจะต้องปรับทัศนคติ ความคิดของตนเองให้ดีมองโลกในทางบวกไว้เสมอ • Smile ยิ่มแย้มแจ่มใส สร้างความประทับใจ การสร้างรอยยิ้มให้กับผู้พบเห็นเป็นการสร้างความคุ้นเคย และความประทับใจให้กับผู้อื่น และยังเป็นเสน่ห์ให้กับตนเอง ทำให้ผู้อื่นอยากจะคบหาสมาคมด้วย การทำงานด้วย รอยยิ้มจะส่งผลให้การทำงานมีความสุข และทำให้พร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการทำงานได้ เป็นอย่างดี • Yours จริงใจให้กันช่วยเหลือการงาน ความจริงใจที่จะให้ความช่วยเหลือและช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นในการ ทำงานแก่เพื่อนร่วมงาน ส่งผลให้เป็นผู้รับฟังและเป็นผู้ให้ที่ดี ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้บุคคลอื่นมาร้องขอให้ช่วย แต่สามารถที่จะอาสาช่วยเหลือในการทำงานหรือจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้และความจริงใจที่แสดงออกมานั้น ย่อมสร้างความประทับใจ และทัศนคติที่ดีจากบุคคลรอบข้างได้เสมอ • Compromise สามัคคีด้วยการประนีประนอมความสามัคคีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้การทำงานร่วมกัน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะงานที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือกัน ความสามัคคี ความรักใคร่ปรองดอง กัน ให้อภัยซึ่งกันและกันมีความประนีประนอมต่อกัน ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดในการทำงานหรือความขัดแย้งที่ อาจเกิดขึ้นระหว่างกันได้
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 9 • Human Relations สัมพันธ์ที่ดีสร้างมิตรผูกพันการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีควรเริ่มต้นจากการทักทาย การแสดงความ เป็นมิตรกับบุคคลอื่น ๆ ทั้งที่รู้จักหรืออาจไม่รู้จักมาก่อน อีกทั้งการแสดงไมตรีจิตกับผู้อื่น รวมไปถึงกิริยาท่าทางที่ แสดงออก คำพูด วาจาเพื่อรักษาสัมพันธ์อันดีงามไว้ พฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นผลดีในการทำงานร่วมกันอย่าง ราบรื่นและทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพอีกด้วย • Oral Communication สื่อสารชัดเจน แก้ไขข้อขัดแย้งการสื่อสารไม่ว่าจะด้วยการสื่อสารประเภทใด ข้อมูล ที่สื่อสารออกไปนั้นต้องเป็นข้อมูลที่ไม่สร้างความขัดแย้งหรือความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง สื่อสาร ด้วยความชัดเจน เพราะข้อมูลที่เราจะสื่อสารออกไปนั้น อาจเป็นประโยชน์อย่างมากกับการทำงานของหน่วยงานอื่น อีกทั้งหากการสื่อสารมีประสิทธิภาพก็สามารถลดปัญหาหรือข้อขัดแย้งในการทำงานลงได้ อาจสรุปได้ว่า มนุษยสัมพันธ์ คือ กระบวนการประพฤติปฏิบัติตนทั้งทางร่างกาย จิตใจ ,ที่กระทำต่อบุคคลอื่นให้สามารถ ครองใจเขาได้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกผูกพันที่ดีต่อกัน เกิดความพอใจ รักใคร่นับถือ ซึ่งก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันทำงาน ทำงาน ด้วยความเต็มใจและมีความสุข ช่วยให้เป้าหมายของหน่วยงานบรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพบุคคลที่จะ มีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่นได้นั้นจะต้องมีการกระทำตัวที่ดีเป็นหลักมีธรรมะในการทำงาน มีความเป็นมิตร ยอมเสียสละประโยชน์ส่วน ตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งผู้บริหารหน่วยงานหรือผู้นำองค์กรจะต้องรู้เทดนิควิธีใน การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานทุกคนทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ผู้ใด้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน โดยอาศัย การสร้างความสัมพันธ์เป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม โดยผู้บังดับบัญชาจะต้องปฏิบัติกับผู้ใด้บังคับบัญชาโดยการเอาใจใสในทุกข์สุข และความสะตวกสบายของผู้ใด้บังดับบัญชาพร้อมทั้งปรับปรุงสภาพของการทำงานให้ดี มีความจริงใจ และให้ความยุติธรรมแก่ผู้ใด้ บังคับปัญชาทุกคน และปฏิบัติต่อผู้ใด้บังดับบัญชาด้วยความเสมอภาค ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในองค์กรหรือ หน่วยงานและส่งผลต่อการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรต่อไป การอยู่ร่วมกับผู้อื่น กระบวนการขัดเกลาทางสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข การอยู่ร่วมกันในสังคมยังทำให้เกิดกระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรมมาสู่ชนรุ่นหลังเพื่อให้สมาชิกในสังคมมีบุคลิกภาพตามที่ สังคมต้องการ การถ่ายทอดนี้เรียกว่า “การขัดเกลาทางสังคม” (Socialization) หรือกระบวนการสังคมประกิต (Socialization Process) โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือเพื่อให้สมาชิกในสังคมปฏิบัติตนได้ถูกต้องเป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม ทำให้บุคคล ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองให้สามารถดำรงชีวิตไปในแนวทางที่สอดคล้องกับบุคคลส่วนใหญ่ในสังคม เป็นพฤติกรรมที่สังคม คาดหวัง เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิตและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข การถ่ายทอดพฤติกรรมอันพึงประสงค์เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมเกิดขึ้นในสถาบันทางสังคมกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ 1. ครอบครัว เป็นสถาบันแรกที่มีความสำคัญต่อการอบรมและขัดเกลาสมาชิกใหม่ในสังคม ได้แก่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มแรกที่ทำหน้าที่อบรมบ่มเพาะสมาชิกในสังคมด้วยความรักและความผูกพันหล่อหลอมให้สมาชิกในสังคม มีความเชื่อ ค่านิยม เจตคติ ที่จะส่งเสริมพฤติกรรมต่อไปในอนาคต 2. โรงเรียน หรือสถาบันทางการศึกษา มีความสำคัญรองจากสถาบันครอบครัว ทำหน้าที่ถ่ายทอดกระบวนการเรียนรู้ ทักษะ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะการมีระเบียบวินัย การรู้จักเหตุผล การรู้จักคิดวิเคราะห์ และการวางตน ให้เหมาะสมกับกาลเทศะ เพื่อให้เป็นพลเมืองดีของสังคม 3. กลุ่มเพื่อน กลุ่มเพื่อนเป็นการคบค้าสมาคมระหว่างบุคคลที่มีความเท่าเทียมกันทางสถานภาพทางสังคม เช่น เพื่อนเล่น กีฬา เพื่อนในกลุ่มซึ่งมีความสนิทสนมคุ้นเคย เพราะได้ร่วมเรียนรู้ร่วมทำงาน ทำให้เกิดการถ่ายทอดพฤติกรรมซึ่งกันและกัน รวมทั้ง ค่านิยม ความเชื่อ เจตคติ กลุ่มเพื่อนจึงมีบทบาทสำคัญในการอบรมบ่มเพาะพฤติกรรมทางสังคมด้วย การถ่ายทอดดังกล่าว
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 10 มีลักษณะทั้งเป็นคุณและโทษ เพราะกลุ่มเพื่อนอาจทำให้เกิดการต่อต้านพฤติกรรมที่เป็นบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) ที่ครอบครัวและโรงเรียนได้วางไว้ 4. กลุ่มอาชีพ เป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมกันของบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งต่างต้อง ร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์ผลงาน โดยอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกันความร่วมมือกันทำงานดังกล่าวทำให้กลุ่มอาชีพมีอิทธิพล ต่อการขัดเกลาทางสังคมและบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลด้วย 5. สื่อมวลชน ในโลกปัจจุบันสื่อต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตของคนในทุกระดับการรับและเรียนรู้ข้อมูลข่าวสาร จากสื่อรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วารสาร ล้วนมีอิทธิพลต่อการขัดเกลาสมาชิกในสังคมทั้งทางด้าน ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม และแบบอย่างความประพฤติของคนในสังคม เมื่อสื่อมวลชนถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้เห็นบ่อๆ ทำให้ เกิดการจดจำและทำเป็นแบบอย่าง สื่อมวลชนจึงมีอิทธิพลต่อการปลูกฝังแนวทางในการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลด้วย 6. สถาบันทางศาสนาศาสนาทุกศาสนาล้วนมีหลักธรรมและมีจุดมุ่งหมายที่จะอบรมสั่งสอน ศาสนิกชนให้เป็นคนดี เป็นสิ่ง ยึดเหนี่ยวที่พึ่งทางใจ บุคคลจึงอยู่ภายใต้อิทธิพลทางความคิด ความเชื่อของศาสนาที่ตนเคารพและนับถือ ความศรัทธาที่มีต่อศาสนา เช่น วัด พระสงฆ์ นักบวช หรือผู้สอนศาสนา และผู้เผยแผ่ศาสนา จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการหล่อหลอมบุคลิกภาพในการควบคุมของ สังคม การสร้างสัมพันธภาพในสังคม การอยู่ร่วมกันในสังคมทำให้มนุษย์มีความสัมพันธ์กันในลักษณะต่าง ๆ โดยเฉพาะโลกปัจจุบันมนุษย์ย่อมมีการติดต่อ สัมพันธ์ และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากขึ้น และกว้างขวางขึ้น เพราะอิทธิพลจากระบบเศรษฐกิจทำให้มีการรวบรวมทรัพยากร หรือความสามารถที่แต่ละคนมีอยู่เข้าด้วยกัน การแบ่งแยกหน้าที่การทำงานตามความชำนาญเฉพาะอย่างชัดเจนและมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการในระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ จนเป็นผลทำให้คนส่วนใหญ่มีความสามารถและความเชี่ยวชาญเพียง ด้านเดียวเท่านั้นตามอาชีพของตน และไม่สามารถทำงานในหน้าที่อื่นที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต ทำให้ต้องพึ่งพาผู้ประกอบอาชีพ เฉพาะทางอื่น ๆ ลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้มนุษย์ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและกลุ่มบุคคล จึงมีผลต่อการอยู่ร่วมกันและเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคมและทัศนคติ ค่านิยม รวมทั้งบุคลิกภาพ ของแต่ละบุคคลพัฒนาขึ้นจากการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น เอกลักษณ์ของบุคคลความสำเร็จในอาชีพการงาน การค้นหาความหมาย ของชีวิต ล้วนเป็นผลกระทบที่เกิดจากสัมพันธภาพระหว่างบุคคล และการพัฒนาศักยภาพระดับบุคคลเพื่อการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้เป็นไปตามที่สังคมคาดหวังซึ่งลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกันในสังคมนี้ เรียกว่า สัมพันธภาพ ความหมายของสัมพันธภาพ สัมพันธภาพ (Relationship) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีความต้องการความคิด ความรู้สึก หรืออารมณ์ที่ คล้ายกัน สอดคล้องกันหรืออยู่ในแนวเดียวกัน โดยที่แต่ละบุคคลสามารถรับรู้ได้ถึง การมีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่เกิดขึ้นได้ สัมพันธภาพยังเป็นพฤติกรรมของการร่วมมือกันของกลุ่มบุคคลที่มีเป้าหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน การทำงานร่วมกัน ก่อให้เกิดสัมพันธภาพขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ ระเบียบขององค์กร ซึ่งจะพัฒนาไปสู่ความผูกพัน และการมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันได้ต่อไป ความสามารถในการเชื่อมโยงตนเองกับผู้อื่นจนเกิดเป็นสัมพันธภาพระหว่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของการสร้างสัมพันธภาพใน สถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคม องค์ประกอบของการสร้างสัมพันธภาพ การสร้างสัมพันธภาพมีองค์ประกอบสำคัญต่อไปนี้ 1. การมีส่วนร่วม (Inclusion) เป็นกระบวนการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกันโดยเน้นการมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างกันของบุคคลต่าง ๆ ด้วยการให้ความไว้ใจ การยอมรับ และเห็นคุณค่าในเอกลักษณ์หรือความสามารถส่วนบุคคล สร้างความ ตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือร่วมใจกันการเห็นพ้องต้องกัน การมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการ การพัฒนา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ไขปัญหาร่วมกับการใช้วิทยาการที่เหมาะสม นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมจะส่งผลให้เกิดการสนับสนุนหรือติดตาม การปฏิบัติงานขององค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมในสังคมมักสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคลให้เกิดขึ้น
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 11 ในการดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคม บุคคลย่อมต้องการมีส่วนร่วมในลักษณะใดลักษณะหนึ่งซึ่งจะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อ เรียกร้องความสนใจจากสังคม หากได้รับการตอบสนองในทางที่ดีย่อมสร้างความมั่นใจ และก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ในทาง ตรงข้าม หากไม่ได้รับความสนใจ นอกจากไม่เสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลแล้ว อาจก่อให้เกิดปัญหาในสังคมได้ 2. การควบคุม (Control) เป็นกระบวนการสร้างสัมพันธภาพโดยใช้อำนาจ อิทธิพล หรือการบังคับบัญชาของผู้บริหาร เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างกันหรือปฏิสัมพันธ์อันเป็นการตอบสนองของบุคคลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของผู้มี อำนาจนั้น การสร้างสัมพันธภาพส่วนบุคคลโดยการควบคุมจะบังเกิดผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ถูกควบคุมจะยอมรับในอำนาจนั้นหรือไม่ หรืออยู่ภายใต้การควบคุมอย่างไร 2.1 การโต้แย้งโดยใช้เหตุผลของตนเองเพื่อเอาชนะผู้อื่น ซึ่งการโต้แย้งดังกล่าวมักมีลักษณะรุนแรงและก้าวร้าว ทำ ให้ผู้อื่นซึ่งไม่ต้องการความขัดแย้งจึงไม่ตอบโต้ เป็นผลให้ผู้โต้แย้งเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะและสร้างสัมพันธภาพที่ไม่ดีต่อกัน 2.2 การต่อต้านความคิดเห็นของผู้อื่น โดยไม่ยอมให้ความคิดของผู้อื่นมาควบคุมตนเองซึ่งเป็นการสร้าง สัมพันธภาพในทางลบ และไม่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ 2.3 การมอบหมายงานด้วยคำสั่ง และควบคุมการปฏิบัติงานตามที่ผู้บังคับบัญชาต้องการโดยผู้ร่วมงานไม่มีโอกาส แสดงความคิดเห็น 2.4 การสั่งการหรือออกคำสั่ง เป็นการสร้างสัมพันธภาพแบบใช้อำนาจที่ผู้ปฏิบัติงานต้องดำเนินการอย่างไม่เต็มใจ หรือทำตามเท่าที่สั่งการเท่านั้น ไม่เกิดการสร้างสรรค์ที่ดีเพราะขาดแรงจูงใจสร้างสรรค์ผลงาน คุณค่าของสัมพันธภาพระหว่างบุคคล 1. การรู้จักตนเอง การที่บุคคลมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะทำให้บุคคลรู้จุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง รู้และเข้าใจถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคล โดยสัมพันธภาพอันดีระหว่างบุคคลทำให้เกิดการยอมรับและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็นจริง สัมพันธภาพ ระหว่างบุคคลจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาเอกลักษณ์ของตนเองขึ้น 2. การรู้คุณค่าของชีวิต บุคคลที่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่นจะทำให้มีสุขภาพจิตดี เพราะได้รับการเอาใจใส่ การยอมรับ ของสังคมเห็นคุณค่าของตนเองและของชีวิตในสภาพความเป็นจริงที่เป็นไปของโลกการเข้าใจและยอมรับสภาพจริงที่เป็นอยู่ ทำให้ สามารถพัฒนาตนเองให้มีระเบียบวินัย เกิดแรงจูงใจในการทำงานหรือกระทำสิ่งต่าง ๆ เสริมสร้างค่านิยมที่ดีในสังคมในการ แสดงออกได้เหมาะสม นำไปสู่การพัฒนาตนเองมีศักยภาพและประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ส่วนบุคคลที่ไม่สามารถสร้าง สัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นได้จะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว มีความรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมาย ซึ่งนำไปสู่ความซึมเศร้า ท้อแท้ในชีวิต ซึ่งอาจ สร้างพฤติกรรมที่เป็นปัญหาต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมได้ 3. การสร้างสังคมให้น่าอยู่สังคมมีระเบียบ และสันติสุข สัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคลในสังคมจะสร้างสังคมที่มี ความสงบสุข และสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และความเจริญทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี นอกจากนี้ บุคคลที่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันย่อมทำให้เกิดความสามัคคี ร่วมมือกันสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม และวิถี การดำรงชีวิตของสมาชิกในสังคมมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นด้วย คุณลักษณะของบุคคลในการเสริมสร้างสัมพันธภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกันได้ต้องอาศัยคุณลักษณะหรือทัศนคติของบุคคลที่สำคัญ ได้แก่ 1. การยอมรับและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หมายถึง การรับรู้ถึงความสามารถและความถนัดของตนเองศักยภาพทั้งทาง ร่างกาย สติปัญญา ฐานะทางเศรษฐกิจ และลักษณะนิสัยอันเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล รวมทั้งการรับรู้บุคคลอื่น และมีความ เข้าใจคุณลักษณะเฉพาะของผู้ที่มีความสัมพันธ์ด้วยตามสภาพความเป็นจริง การรู้จักและยอมรับตนเองและผู้อื่นมีอิทธิพลต่อการ สร้างสัมพันธภาพระหว่างกัน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ทำให้เกิดการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันขึ้นได้
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 12 2. การเข้าใจสาระและความรู้ที่สื่อสารระหว่างกันอย่างชัดเจน หมายถึง ความเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่นเสมือนเป็น ตัวเอง ทำให้เกิดการไว้วางใจซึ่งกันและกัน และสามารถสื่อสารความเข้าใจต่อกันได้ชัดเจนถูกต้อง 3. การจริงใจ หมายถึง การไม่เสแสร้งในการแสดงออกถึงความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ และความสามารถ หรือสมรรถภาพ ของตนเอง ส่งผลให้เกิดความซื่อสัตย์ในพฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลที่จะมีต่อกันในสังคมคุณลักษณะของบุคคลทั้ง 3 ประการ นี้จะมีผลต่อการเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลซึ่งจะเป็นไปได้มากน้อยประการใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแสดงออก หรือการสื่อสารให้ผู้อื่นทราบถึงคุณลักษณะสำคัญเหล่านี้ด้วย ทักษะการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล หลักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล คือ การคำนึงถึงความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกันในสังคม ประกอบด้วย 1. ความใส่ใจและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน มนุษย์ย่อมต้องการความรักและความสนใจเรื่องราวของตนเองอย่างจริงใจจะเห็น ว่าไม่มีใครอยากจะคบกับบุคคลที่ชอบสนใจแต่เรื่องราวของตนเองแต่จะรู้สึกประทับใจหากมีการถามไถ่ทุกข์สุข และแสดงความเอา ใจใส่ตนเอง ดังนั้น ความจริงใจและการปฏิบัติตนด้วยความใส่ใจต่อผู้อื่น จึงมีผลต่อการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล 2. ความซื่อสัตย์และการไว้วางใจต่อกัน การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขจำเป็นต้องมีการไว้วางใจต่อกัน หากพบว่ามีความ ไม่ซื่อสัตย์ต่อกันย่อมเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันอย่างรุนแรง ดังนั้นการปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างกัน การตรงต่อเวลา ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ย่อมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันและได้รับการยอมรับกันได้อย่างสนิทใจ ดังนั้นความไว้วางใจจึง เป็นเรื่องจำเป็นในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล 3. การยอมรับนับถือตนเองและผู้อื่น การสร้างสัมพันธภาพที่ดีต้องเริ่มที่รู้จักตนเอง และยอมรับนับถือความสามารถของ ตนเองยอมรับในความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจผู้อื่นและยอมรับในความสามารถของผู้อื่น นำไปสู่การนับ ถือและการให้เกียรติผู้อื่นด้วยการยอมรับซึ่งกันและกัน จะเป็นการลดช่องว่างความแตกต่างระหว่างบุคคลและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ มีโอกาสแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ การยอมรับนับถือตนเองและผู้อื่นจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน 4. การมีส่วนร่วมและรู้จักการแบ่งปัน การเสียสละ หรือรู้จักการให้ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการสร้างสัมพันธภาพที่ดี ระหว่างบุคคล การมีส่วนร่วมทำให้บุคคลมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกิดการเรียนรู้และยอมรับกันในระหว่างสมาชิกของกลุ่ม ทำให้เกิดทัศนคติที่ดีและนำไปสู่การแบ่งปันการเสียสละ หรือการให้ในสิ่งที่ควรให้ เช่น กำลังใจ ความช่วยเหลือ จะนำไปสู่มิตรภาพ และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีอย่างยั่งยืน 5. มีความยืดหยุ่น หรือการไม่ยึดติดต่อเงื่อนไขต่าง ๆ รอบตัว ซึ่งเน้นความไม่แน่นอนทางสังคมเนื่องจากการตั้งเงื่อนไขใน การคบหาสมาคม เพื่อให้การยอมรับซึ่งกันและกัน ยิ่งทำให้การสร้างสัมพันธภาพยากยิ่งขึ้นตามเงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้นหากต้องการ พัฒนาสัมพันธภาพเพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็นตามที่ต้องการ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความยืดหยุ่น แต่ต้องอยู่ภายใต้ หลักความเสมอภาคและความยุติธรรมในสังคม 6. การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการรู้จักให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น การไม่แสดงออกทางพฤติกรรมและวาจา เช่น การไม่ซํ้าเติม ไม่ดูถูกดูแคลนผู้อื่นเมื่อเกิดความพลั้งพลาด ถือเป็นการให้เกียรติผู้อื่น ซึ่งเป็นมารยาทที่ควรกระทำในสังคม ส่วนการ แสดงความเห็นอกเห็นใจ เช่น การกล่าวคำปลอบโยนหรือคำให้อภัย รวมทั้งการให้โอกาสผู้อื่นในการแก้ไขความผิดพลาด ย่อมสร้าง สัมพันธภาพที่ดีต่อกันให้เกิดขึ้นได้หลักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันทั้ง 6 ประการดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน สถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะต้องพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลในการอยู่ร่วมกันในสังคมให้เจริญงอกงามขึ้น
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 13 การสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาบุคคล เป็นแหล่ง เสริมสร้างบุคลิกภาพทัศนคติ ความคิดความเชื่อของบุคคล ดังนั้นพฤติกรรมของสมาชิกภายในครอบครัวจึงควรปฏิบัติต่อกันดังนี้ 1. ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองด้วยความรัก และความเอาใจใส่ต่อบุคคลในครอบครัว 2. สร้างโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้มีโอกาสพบปะ ร่วมปรึกษาหารือกันอยู่เสมอ และเป็นประจำ หรือได้มีกิจกรรม ร่วมกัน จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้อุปนิสัยของกันและกัน สามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมกันได้ดี 3. ให้สมาชิกในครอบครัวได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและร่วมแก้ปัญหาครอบครัว หรือปัญหา ของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งจะสร้างความเอื้ออาทร การแบ่งปัน และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันขึ้น 4. ฝึกฝนให้สมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ฟังและผู้พูดที่ดีและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะ ที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม 5. ฝึกฝนทักษะการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รวมทั้งรู้จักการให้อภัยซึ่งกันและกัน จะทำให้ ครอบครัวมีความสงบสุข 6. ฝึกฝนการมีสัมมาคารวะ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้ความเคารพนับถือผู้อาวุโสภายในครอบครัว และสังคมอันเป็นการอนุรักษ์ความเป็นสังคมไทยสืบต่อไป การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ในองค์กรระดับต่าง ๆ ประกอบด้วยบุคคลหลากหลาย ที่มีความสามารถแตกต่างกันและต้องทำงานร่วมกัน ความสัมพันธ์กันภายในองค์กรจึงมีหลายระดับ ทั้งผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า เพื่อน ร่วมงานลูกน้องหรือผู้ที่อยู่ภายใต้ การบังคับบัญชา ซึ่งความเจริญก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จในอาชีพการงานนั้นต้องใช้ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนร่วมงานในทุกระดับ เกิดเป็นความร่วมมือ การสนับสนุนการส่งเสริม การช่วยเหลือ หรือประคับประคอง ประสานการทำงานให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นทักษะการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงานจึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับบุคคลทุกคนในสังคม วิธีสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน จึงประกอบด้วยพฤติกรรมต่อไปนี้ 1. การทักทายผู้ร่วมงานก่อนด้วยไมตรีจิตและจริงใจ ไม่ยึดมั่นถือมั่นหรือถือมิจฉาทิฐิ หรือความเห็นผิดต่อเพื่อนร่วมงาน 2. มีความจริงใจต่อกัน ไม่นินทาเพื่อนร่วมงาน แม้ว่าจะเป็นที่ถูกใจของคู่สนทนา ไม่ซัดทอดหรือพูดความผิดพลาดของ เพื่อนร่วมงาน ควรรักษาสัจจะในการดำเนินชีวิต 3. รู้จักจุดเด่นและความสามารถของเพื่อนร่วมงานและหาโอกาสยกย่องชมเชยเพื่อนร่วมงานในโอกาสอันควรและเหมาะสม 4. ให้ความช่วยเหลือกิจการหรืองานของเพื่อนที่ต้องรับผิดชอบด้วยความเต็มใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อน เป็นที่พึ่งเมื่อเพื่อน เดือดร้อนตามสมควร 5. หลีกเลี่ยงการทำตัวเหนือเพื่อนร่วมงาน 6. ปฏิบัติตนเสมอต้นเสมอปลาย 7. ร่วมพบปะสังสรรค์ตามโอกาสอันควร และแนะนำเพื่อนไปในทางที่ถูกที่ควร การท างานร่วมกับผู้อื่น การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นทักษะที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งต้องอาศัยการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันในสังคม การสื่อสารที่สร้างสรรค์ การปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ การปฏิบัติตนให้ ถูกต้องตามมารยาทของสังคม และรู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีม ทักษะการทำงานเป็นทีม ทีม (Team) หมายถึง การทำงานร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยกันและกันในการทำงานอย่างใกล้ชิด มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างถาวรระหว่างหัวหน้ากลุ่มและสมาชิกผู้ร่วมงานโดยองค์ประกอบของทีมงาน (Teamwork) ได้แก่ วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ชัดเจน มีการจัดลำดับความสำคัญในการทำงานมีผลของการทำงานที่ประสบความสำเร็จตาม เป้าหมายของทีมทักษะการทำงานเป็นทีมต้องอาศัยการติดต่อสื่อสารระหว่างกันอย่างสูง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระหว่าง
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 14 การทำงานโดยสมาชิกในกลุ่มต้องมีเจตคติที่ดีและตั้งใจทำงาน ส่วนผู้นำ กลุ่มต้องมีคุณสมบัติของผู้นำที่ดี คือ มีความรู้ความสามารถ รู้จักนำกระบวนการจูงใจมาใช้ในการทำงานเพิ่มพูนความรู้และเอาใจใส่สมาชิกในกลุ่ม รู้จักใช้ข้อขัดแย้งเพื่อสร้างเสริม และสร้างสรรค์องค์การให้มีประสิทธิภาพ บริหารจัดการทำงานให้เป็นระบบ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีการทบทวนประเมินผล เพื่อแก้ไขปรับปรุงผลงานของกลุ่มอยู่เสมอ การฝึกฝนทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคม ทักษะในการอยู่ร่วมกันในสังคมถือเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย ในวัยเด็กซึ่งเป็นวัยที่ต้องการการพึ่งพาและเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ทักษะในสังคมจะเกิดจากการสังเกตการเลียนแบบผ่านการปฏิบัติระหว่างผู้คนในครอบครัวและการเรียนรู้ที่ จะช่วยเหลือตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่น ภายใต้กฎกติกา ระเบียบของครอบครัวและโรงเรียน นอกจากนี้ยังเรียนรู้ผ่านการอ่านหนังสือ อ่านเล่น การ์ตูน นิยาย ดูละคร ภาพยนตร์ รวมทั้งการเล่นกีฬา เนื่องจากตัวละครต่าง ๆ ล้วนมีการปฏิบัติต่อกัน ซึ่งเด็ก ๆ อาจไม่ สามารถที่จะแยกแยะความถูก-ผิด ความเหมาะสมของกิริยา ท่าทาง และภาษาที่ใช้กันได้ ดังนั้นผู้ปกครองหรือครอบครัว จึงเป็นสถาบันแรกที่มีบทบาทหน้าที่ในการขัดเกลาทางสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม ทักษะในการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็กจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับจากสังคม สถานศึกษาจึงเป็นสถาบันหลักในการทำหน้าที่ขัดเกลาทางสังคมต่อจากครอบครัว เพื่อพัฒนาทักษะการเข้าสังคมโดยเฉพาะในเรื่อง ของการใช้เหตุผลและการสร้างมิตรภาพระหว่างกัน เริ่มด้วยการให้เยาวชนเริ่มรู้จักการผูกมิตรและไมตรีจิตผู้อื่น การรู้จักเป็นผู้ให้ มากกว่าที่จะเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว การทำงานเป็นกลุ่มอย่างรู้บทบาทหน้าที่และมีความรับผิดชอบ ในวัยผู้ใหญ่เป็นวัยที่เริ่มสร้าง ครอบครัว และต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่งยังคงต้องใช้ทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขท่ามกลาง ความแตกต่างหลากหลายทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ สติปัญญา ความเชื่อทางศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม อาจเริ่มด้วยการทำความ รู้จักและผูกมิตรกับผู้คนในกลุ่มใหม่ๆ ในสังคม และการสานต่อมิตรภาพกับเพื่อนร่วมงานให้ยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องเข้าใจจิตใจ และความต้องการของผู้อื่น รวมทั้งความต้องการของตนเองไปด้วยกันเป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก่อให้เกิดการให้อภัย การ ช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกัน ความเอื้ออาทรต่อกันอันเป็นคุณธรรมสำคัญในการอยู่ร่วมกันและการสร้างความสงบสุขของสังคมใน ส่วนรวม การอยู่ร่วมกันในสังคม จึงเป็นทักษะหนึ่งในทักษะชีวิตและสังคม เพื่อใช้ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในสังคม รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงสถานการณ์ที่หลากหลายในสังคม เพื่อให้การดำเนินชีวิตเป็นไป อย่างราบรื่น มีความก้าวหน้า ในอาชีพการงาน และประสบความสำเร็จในชีวิต
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 15 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 | มารยาทสังคม มรรยาทสังคม การดำเนินนชีวิตอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมนำมาสู่ การวางระเบียบแบบแผน ด้านมรรยาทสังคมเพื่อให้คนทุกกลุ่มชนได้ยึดถือปฏิบัติไปในทางเดียวกัน ซึ่งจะช่วย ลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลต่าง เชื่อชาติ ต่างวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี การทราบถึงมรรยาทสังคมจึงมีความสำคัญทั้งในแง่ของการดำรงชีวิตในสังคมพวัฒนธรรมอย่าง มีความสุข การประกอบธุรกิจ และการติดต่อประสานงานในด้านต่าง ๆ กับบุคคลทั่วไป ความหมายของมารยาท มารยาท ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Etiquette แปลตรงตรงแปลว่า บัตรหรือป้าย หมายถึงบุคคลที่มีมารยาทดีมีความประพฤติดีใน ชุมชนเมื่อไปสู่ที่ใด หรือปรากฏตัวในที่ได้ย่อมเป็นที่รับรองและนิยมชมชอบของสังคมที่เรียกว่า ข่าวไหนเข้าได้ มารยาทหรือมรรยาท หมายถึง กิริยาวาจาที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อยถูกกาลเทศะ มารยาทในสังคม หมายถึง กรอบหรือระเบียบแบบแผน ที่ควรประพฤติหรือควรละเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับผู้อื่น รวมทั้งชุมชนหรือคน หมู่มาก การที่ต้องมีมารยาทหรือกรอบปฏิบัตินี้ก็ด้วยว่าคนเรานั้นไม่สามารถจะอยู่ลำพังในโลกได้จำเป็นต้องเกี่ยวข้องหรือผึ้งอาศัย ผู้อื่นตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และขยายกว้างขวางออกไปโดยลำพัง มรรยาทสังคม หมายถึง แนวทางในการปฏิบัติ หรือการแสดงว่าจา ภาษา ท่าทาง และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่สุภาพเรียบร้อย ก่อให้เกิด ความประทับแก่ผู้ที่ได้พบเห็นหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วยซึ่งมรรยาทสังคมหรือมรรยาทสากลที่ยึดถือปฏิบัติกันในปัจจุบันมักได้รับแบบ แผนมาจากวัฒนธรรม ตะวันตก เช่น การทักทาย การต้อนรับ การแต่งกาย การใช้บริการสาธารณะต่าง ๆ เป็นตัน สรุป มารยาท หมายถึง คุณลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่แสดงออกต่อสังคม ซึ่งการแสดงออกจะมีแบบแผนการประพฤติ ปฏิบัติที่สุภาพเรียบร้อยได้แก่การมีสัมมาคารวะความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ด้านการแสดงออกการมีระเบียบวินัยกิริยามารยาท สำรวมถูกต้องตามกาลเทศะ เมื่อต้องปรากฏตัวในที่สาธารณะ มรรยาทสังคมมีความสำคัญต่อบุดคล สังคม และประเทศชาติ ดังนี้ ความสำคัญต่อบุคคล 1. ทำให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่ถูกติฉินนินทาหรืออยู่ในสังคมอย่างโดดเดี่ยว 2. ทำให้ผู้อื่นเกิดความเชื่อมั่นและพร้อมจะให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนในด้านต่าง ๆซึ่งช่วยให้ประสบความสำเร็จในการ ประกอบอาชีพหรือการทำกิจธุระต่าง ๆ อย่างง่ายดายและรวดเร็วยิ่งขึ้น 3. ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านบุคลิกภาพและด้านจิตใจ และนำไปสู่การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม มีอัธยาศัยไมตรีที่ ดีต่อกัน ความสำคัญต่อสังคมและประเทศชาติ 1. ทำให้สังคมสงบสุข เพราะสมาชิกในสังคมปฏิบัติต่อกันด้วยความสุภาพ มีความเกรงใจมีความเห็นอกเห็นใจกัน ซึ่งจะช่วยลดความ ขัดแย้งหรือการทะเลาะวิวาทให้น้อยลง 2. ทำให้สังคมเกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว 3. ทำให้สังคมมีระเบียบแบบแผนและนำไปสู่ความเป็นปีกแผ่นของประเทศชาติ มารยาทสังคมและวิธีปฏิบัติ ➢ มารยาทในงานอุปสมบท ผู้ที่จะไปร่วมงานควรปฏิบัติตัวดังนี้ ➢ แต่งกาย ให้สุภาพเรียบร้อย ➢ เดินทางไปถึงงานตามเวลาหรือก่อนเวลาเล็กน้อย ➢ เมื่อไปถึงงานอุปสมบทแล้วควรไปพบเจ้าภาพก่อน
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 16 ➢ นั่งในที่ที่เจ้าภาพเชิญให้นั่ง ➢ ควรสำรวมกิริยามารยาท ➢ ไม่ควรดื่มของมึนเมา และไม่เล่นการพนัน-สิ่งเสพติดใดๆ ➢ ห้าก่อนกับเวลาควรบอกลาเจ้าภาพด้วย มารยาทในการร่วมงานแต่งงาน หรือพิธีสมรส มีหลักปฏิบัติดังนี้ ➢ เตรียมของขวัญหรือเงินสดพร้อมติดนามบัตร ➢ แต่งกายให้สุภาพเหมาะสมกับลักษณะของงาน หรือธีมของงานนั้น (ห้ามแต่งกายด้วยชุดสีดำ) ➢ ควรไปถึงงานให้ตรงหรือก่อนเวลาเล็กน้อย ➢ เมื่อไปถึงบริเวณงานแล้วควรพบเจ้าภาพหรือคู่บ่าวสาวก่อน ถ้าต้องการไปร่วมตักบาตรเช้าควรเตรียมของไปให้พร้อม ➢ นั่งตามที่เจ้าภาพเชิญให้นั่ง ➢ หากมีพิธีรดน้ำพระพุทธมนต์ควรเป็นไปตามลำดับอาวุโส ➢ ควรหยิบของชำร่วยเพียงชิ้นเดียว หรือตามความเหมาะสม ไม่มากเกินไป ➢ การรับประทานอาหารจะเริ่มเมื่อเจ้าภาพประกาศเชิญและควรปฏิบัติตามมารยาทของการรับประทานอาหารในแต่ ละแบบ ➢ ขณะมีงานพิธีการ ไม่ควรส่งเสียงดัง และงดรับประทานอาหาร ➢ หากกลับก่อนเวลา ควรบอกลาเจ้าภาพด้วย มารยาทในการร่วมงานศพ หรืองานอวมงคล มีข้อปฏิบัติดังนี้ ➢ แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เพื่อไว้ทุกข์แก่ผู้วายชนม์ ➢ เมื่อไปถึงงานแล้วควรแสดงความเสียใจแก่เจ้าภาพ ➢ ให้กับพระพุทธรูปก่อน แล้วจึงไปเคารพศพ ➢ ในการรดน้ำศพพระภิกษุสงฆ์ ควรกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์3ครั้ง แล้วรดด้วยน้ำอบและกราบอีก3ครั้ง ➢ ควรสำรวมกิริยามารยาท ไม่ส่งเสียงดัง ➢ ควรนำพวงหรีด หรือเงินสด ไปร่วมทำบุญและแสดงความเสียใจด้วย ➢ การเคารพศพ ให้จุดธูปหนึ่งดอก หากเป็นศพเด็ก ให้นั่งสำรวมไม่ต้องไหว้ศพ ➢ ถ้าได้รับเชิญไปร่วมงานฌาปนกิจศพ ควรไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อย ➢ นั่งในที่ที่เจ้าภาพเชิญให้นั่ง ไม่ควรนั่งหน้าผู้อาวุโส ➢ เงียบดอกไม้จันทน์เพียงดอกเดียว ห้ามหยิบ หรือ ส่งต่อให้ผู้อื่น ➢ เมื่อประธานในพิธีจุดไฟทุกคนต้องลุกกินขึ้น ➢ ไม่ได้ปากฐานวางดอกไม้จันทน์แล้วจึงทยอยกันขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์และทำความเคารพศพก่อน ก่อนลงจากเมรุ ➢ หยิบของชำร่วยเพียงชิ้นเดียว ➢ หากกลับก่อนเวลา ควรบอกเจ้าภาพด้วย มารยาทในการร่วมงานรดน้ำดำหัว มีข้อปฏิบัติดังนี้ ➢ ผู้ที่ไปรดน้ำดำหัวให้ผู้ใหญ่ ต้องมีอาวุโสน้อยกว่า ➢ ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ตามกาลเทศะ ➢ น้ำที่จะใช้รด ควรนำไปเอง
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 17 ➢ ควรเตรียมของขวัญได้มอบให้ผู้ใหญ่ด้วยและควรห่อให้เรียบร้อย ➢ เมื่อเข้าพบ ให้นั่งพับเพียบ กราบลงศกตั้งมือ 1 ครั้ง ระหว่างรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ผู้ใหญ่เป็นฝ่ายให้พรเราเอง ➢ เมื่อเสร็จจากการรับพรแล้ว ให้มอบของขวัญให้ผู้ใหญ่กราบลงศกตั้งมือ 1 ครั้ง ➢ ก่อนกับคนกราบลาด้วย มารยาทในการทานบุฟเฟต์ ➢ รับประทานอาหารจากเบาไปหนัก ➢ ตักอาหารแค่พอรับประทานคนเดียว ไม่ตักเผื่อเพื่อน และไม่ฝากเพื่อนตักให้ ➢ ใน 1 จาน ควรตักเพียง 3-5 ชนิด เพื่อความสวยงามและเพื่อจะได้รสชาติอาหารที่ถูกต้อง ขนาดอยู่ในแถวเดินอย่าง สุภาพ ไม่เคาะจานหรือส่งเสียงดังตักอาหารที่ต้องการทันทีไม่ควรเขี่ยอาหารที่เราไม่ชอบออกเพราะอาจจะทำให้ อาหารในถาด ดูน่าเกลียดได้ ➢ เมื่อพนักงานเสิร์ฟชาหรือกาแฟให้ช่วยเรื่องครีมน้ำตาลออกไปให้คนข้างเคียงด้วย ➢ เมื่ออิ่มแล้วให้วางผ้าเช็ดปากไว้บนโต๊ะข้างๆจาน มารยาทการแนะนำให้รู้จักกัน ➢ ต้องแนะนำชายก่อนหญิง ➢ ถ้าเพศเดียวกันต้องแนะนำผู้น้อยให้ผู้ใหญ่รู้จัก ➢ ต้องขออนุญาตผู้หญิงก่อนที่จะแนะนำผู้ชายให้ฝ่ายหญิงรู้จัก ➢ ฝ่ายหญิงต้องไม่ยื่นมือให้จับ เมื่อได้รับการแนะนำให้ฝ่ายชายรู้จัก ➢ ควรแนะนำพร้อมบอกคุณสมบัติพิเศษที่ทั้งสองฝ่ายอาจจะชอบเหมือนกัน ➢ การได้รับเชิญไปบ้านใดบ้านหนึ่ง แม้ได้รับการแนะนำให้รู้จักกันก็ถือว่าสามารถทำความรู้จักกันได้เอง มารยาทในการสนทนา ผู้ที่พูดควรมีคุณสมบัติ5 ประการดังนี้ ➢ รู้จักควบคุมอารมณ์ ➢ มีความจำดี ➢ มีไหวพริบปฏิภาณ ➢ มีการศึกษาที่สูงพอสมควร ➢ ไม่ขัดจังหวะการพูด เรื่องที่ไม่ควร พูดในวงสนทนา ➢ เรื่องอาชีพของคู่สนทนา ➢ เรื่องการเมืองและเรื่องศาสนา การเป็นผู้ฟังที่ดี ➢ ต้องมีสมาธิในการฟัง ➢ จับประเด็นให้ได้ว่าผู้พูดต้องการสื่อถึงอะไร ➢ ไม่ควรกระซิบกันเพราะว่าเป็นกิริยา ที่ไม่เหมาะสมและน่ารังเกียจ ➢ มารยาทที่ควรระวังในการสนทนา ➢ อย่าพูดอะไรที่ไม่ต้องการให้ล่วงรู้ไปถึงคนอื่น ➢ พูดให้กระชับ ชัดเจน ระวังในการใช้คำสแลง ➢ ใช้คำพูดให้ถูกต้อง ตามกาลเทศะ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 18 ➢ อยากคุยอวดตนเอง และอย่าพูดเฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจ ➢ หากมีคนชมตรงรับคำชมนั้นด้วยคำขอบคุณ ➢ หากมีคนในวงสนทนาบอกข้อมูลที่ผิด ไม่ควรโต้แย้งโดยตรง มารยาทและพฤติกรรมในห้องประชุม ➢ สำหรับผู้เข้าร่วมประชุม o แนะนำตนเองหากเป็นตัวแทนมาจากหน่วยงานอื่น o นั่งในที่ที่ถูกจัดไว้ให้ o ควรนั่งในท่าเตรียมพร้อมสำหรับการประชุม o ขณะประชุมควรสำรวมกิริยามารยาท o ถามเมื่อเปิดโอกาสให้ซักถาม o ไม่ร้องขออาหารและเครื่องดื่มที่ตนชอบ o อย่าใช้การประชุมเป็นเครื่องมือในการพูดถึงเรื่องส่วนตัว o พึงระลึกเสมอว่าประธานในที่ประชุมมีอำนาจสูงสุดในการดำเนินการประชุม o หากไม่จำเป็นไม่ควรลุกออกจากห้องประชุมก่อนเวลาเลิกประชุม o เก็บเอกสารของตน เมื่อเสร็จสิ้นการประชุม คุณสมบัติของผู้ดี กายจริยา วจีกิริยา มโนจริยา
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 19 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 | การพัฒนาคุณภาพชีวิต ภาวะผู้นำ ภาวะผู้นำเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ หน้าที่ ที่จะกำหนดหรือชักจูงให้กลุ่มสมาชิกใน องค์การทำงาน ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และการมีอิทธิพลต่อกลุ่มต่าง ๆ ในองค์การ ผู้นำนั้นจึงเป็นปัจจัย สำคัญต่อความสำเร็จของงาน และองค์การ ความหมายของภาวะผู้นำ (leadership) Dubrin, A.J. กล่าวว่า “ภาวะผู้นำคือความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่น และสนับสนุน บุคคลที่ต้องการเพื่อการบรรลุ เป้าหมาย” ชัยเสฎฐ์ พรหมศรีกล่าวว่า “ภาวะผู้นำ คือ กระบวนการในการโน้มน้าวและจูงใจของทั้งผู้นำและผู้ตามเพื่อบรรลุ วัตถุประสงค์ขององค์การผ่านการเปลี่ยนแปลง” Harold D. Koontz and Cyril O Donnell กล่าวว่า “ภาวะผู้นำคือ การสร้างอิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อก่อให้เกิด ความสำเร็จในวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้” Daft, R. L. กล่าวว่า “ภาวะผู้นำ คือ อิทธิพลของความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและผู้ตามผู้ซึ่งตั้งใจที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง และผลลัพธ์ที่สะท้อนถึงจุดมุ่งหมายที่มีร่วมกัน” สรุปได้ว่า ภาวะผู้นำคือพฤติกรรมของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ของบุคคล สติปัญญา ความดีงาม ที่สามารถนำให้คน ทั้งหลายมา ประสานกันและพากันไปสู่จุดมุ่งหมายที่วางไว้ ประกอบด้วยไปด้วยการสร้างและการพัฒนาให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง ความหมายของผู้น า คำว่า “ผู้นำ” ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า “Leader” บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าผู้นำคือบุคคลที่ ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้า ของกลุ่ม หรือสำนักงานผู้นำในความหมายนี้เป็นผู้นำโดยตำแหน่งเป็นอำนาจจากภายนอกกลุ่ม สั่งการมา ว่าบุคคลผู้นี้ เป็นผู้นำ (สมคิด บางโม,2558,หน้า 219) สมคิด บางโม (2558) ได้กล่าวว่า ผู้นำ (Leader) หมายถึงสมาชิกของกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่มีต่อคนอื่นๆในกลุ่มเป็นผู้แผ่ อิทธิพลไปยังคนอื่นมากกว่าที่คนอื่นจะแผ่อิทธิพลมายังตนและสมาชิกของคนอื่น ยอมรับว่าบุคคลนี้เป็นผู้นำของกลุ่ม ผู้นำ (Leader) หมายถึง สมาชิกของกลุ่มที่ทีอิทธิพลมากที่มีต่อคนอื่น ๆ ในกลุ่มเป็นผู้ที่แผ่อิทธิพลไปยังคนอื่นมากกว่า ที่คนอื่น จะแผ่อิทธิพลมายังตน และสมาชิกของคนอื่นยอมรับว่าบุคคลนี้เป็นผู้นำของกลุ่ม หัวหน้า (head) หมายถึง บุคคลหนึ่งของกลุ่มที่ได้รับอำนาจ จากภายนอกกลุ่มให้มาเป็นผู้นำของกลุ่มซึ่งสมาชิกกลุ่มอาจ มีศรัทธาหรือยอมรับว่าเป็นผู้นำของตนอย่างจริงใจ เป็นผู้นำที่สมาชิกยอมรับด้วยความจำใจเท่านั้น สรุปได้ว่า ผู้นำที่ดีนั้นจะต้องมีความรู้ความสามารถทางด้านสติปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำซึ่งคนที่มีความเฉลียว ฉลาดสามารถ โน้มน้าวให้ผู้อื่นปฏิบัติ ตามได้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี่สามารถเข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดี ทฤษฎีภาวะผู้น า นักวิชาการจึงได้ทำการศึกษาเรื่องภาวะผู้นำเป็นแนวคิดและทฤษฎีที่คิดที่แตกต่างกันมากมายซึ่งจากการศึกษา แนวคิดทฤษฎี และการวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำหรือความเป็นผู้นำ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทฤษฎีภาวะผู้นำ 1. ทฤษฎีคุณลักษณะเฉพาะของผู้นำ (Trait Theory) ผู้นำที่ดีขึ้นอยู่กับคุณลักษณะเฉพาะทางด้านกายภาพสังคมบุคลิกภาพและคุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลเป็นสำคัญ เช่น รูปร่าง สติปัญญา เป็นต้น ผู้นำต้องมีลักษณะเฉพาะ ภาวะผู้นำย่อมเกิดขึ้นเฉพาะผู้ที่มีลักษณะเหมาะสมเท่านั้น
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 20 คุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ ที่มีส่วนสำคัญกับความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ 1.1 ความเฉลียวฉลาด 1.2 ความสามารถพิเศษทางด้านสังคม 1.3 แรงจูงใจภายในที่ต้องประสบความสำเร็จ 1.4 ทัศนคติด้านมนุษยสัมพันธ์ ความคล้ายคลึงกันของคุณลักษณะเฉพาะผู้นำที่ได้จากการศึกษาต่าง ๆ ที่มีน้อยเหลือเกินแสดงว่าคุณลักษณะของผู้นำนั้น มิใช่สิ่งที่เป็นปัจจัยโดยตรงต่อภาวะผู้นำ 2. ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสถานการณ์(Personnel & Situation Theory) คุณลักษณะของผู้นำจะต้องมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์จึงจะทำให้เกิดภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ฟังเบื้องหลัง ความคิดนี้คือลักษณะของสถานการณ์ใดก็ตาม ทฤษฎีลักษณะผู้นำมิได้หมายความว่า จะเป็นผู้นำได้ทุกโอกาสหรือทุก สถานการณ์ 3. ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์และความคาดหวัง (Interaction & Expectation Theory) บุคคลใดจะนำกลุมให้บรรลุเป้าหมายได้ดีที่สุด สมาชิกคนหนึ่งคนในของกลุ่ม อาจจะเป็นผู้นำได้หากบุคคลนั้นมี ลักษณะเหมาะสมเป็นผู้ริเริ่มบทบาทนำกลุ่มและบทบาทเหล่านั้นย่อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของกลุ่มและเป็นที่ยอมรับ เป็น ทฤษฎีที่ผู้นำเป็นไปได้หลายแง่มุม มีกระบวนการที่แตกต่างกันและแล้วแต่สถานการณ์ในกลุ่มซึ่งเกิดจากปฏิสัมพันธ์ในส่วน ใดส่วนหนึ่งของกลุ่ม และการปฏิสัมพันธ์นี้เป็นผล เนื่องจากการกระทำร่วมกันเพื่อให้ถึงจุดมุ่งหมาย 4. ทฤษฎี3 ปัจจัย (Three Factors of Leadership Theory) ความต้องการแบบของพฤติกรรมและเป้าหมายของกลุ่มผู้ตามประกอบลักษณะของสถานการณ์จะก่อให้เกิดเค้า โครงหรือพฤติกรรมของผู้นำที่จะต้องนำไปปฏิบัติ การรับรู้ของผู้นำเองความสัมพันธ์ต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ปัจจัย 3 อย่างคือ 1. สถานการณ์ 2. ความคาดหวังของผู้ตาม 3. แรงจูงใจ สรุป ภาวะผู้นำเป็นเรื่องสำคัญต่อการบริหารองค์กรและการแข่งขันทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น นักวิชาการในหลายยุคสมัย จึงได้ทำการศึกษาเรื่องภาวะผู้นำกันเป็นจำนวนมาก จนก่อเกิดเป็นแนวคิดและทฤษฎีที่คิดแล้วมองในมุมที่แตกต่างกัน แนวคิดต่าง ๆ เหล่านี้สามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบของภาวะผู้นำ แบบของผู้นำนั้นเป็นแนวทางที่ทำให้มีทิศทางในการนำแผนไปใช้และจูงใจคนเพื่อทำให้การทำงานในฐานะผู้นำสามารถ เลือกนำไปใช้กับคนที่มีลักษณะแตกต่างกันไปได้สำหรับรูปแบบผู้นำแต่ละแบบขึ้นอยู่กับการเลือกและนำไปใช้ให้เหมาะสม กับ แต่ละองค์กร แบบของภาวะผู้นำ มีดังต่อไปนี้ 1. แบบของภาวะผู้นำตามแนวคิดดั้งเดิม 2. แบบของภาวะผู้นำตามแนวคิดสมัยใหม่ 3. ผู้นำตามสถานการณ์
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 21 1. แบบของภาวะผู้นำตามแนวคิดดั้งเดิม แบบของภาวะผู้นำหรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นเรียกว่า แบบของผู้นำนี้ได้รับความสนใจมากมานานแล้ว โดยมุ่งศึกษา ที่ตัวผู้นำว่ามีลักษณะการบริหารอย่างได้มีการศึกษาพิจารณากันมามากมายหลายกรณีแล้วแต่จะตั้งเกณฑ์ขึ้นมา แบบของภาวะผู้นำ ตามแนวคิดดั้งเดิมมี4 แบบดังต่อไปนี้ 1.1.1 พิจารณาจากสถานภาพของผู้นำ 1.1.2 ผู้นำแบบใช้พระเดช ผู้นำแบบใช้พระคุณ ผู้นำแบบใช้สัญลักษณ์ 1.1.1 พิจารณาลักษณะวิธีการทำงาน แบ่งออกเป็น 4 แบบ ผู้นำแบบเจ้าระเบียบ ผู้นำแบบบงการใช้วิธีการสั่งงานเป็นใหญ่ผู้นำ แบบจูงใจ ผู้นำแบบรวม 1.1.2 พิจารณาลักษณะวิธีใช้อำนาจ แบ่งออกเป็น 3 แบบผู้นำแบบเผด็จการ ผู้นำแบบปล่อยปะละเลย ผู้นำแบบประชาธิปัตย์ 1.1.3 พิจารณาจากลักษณะการใช้อำนาจควบคุม แบ่งออกเป็นสามแบบผู้นำแบบใช้อำนาจบังคับผู้นำแบบใช้อำนาจอรรถประโยชน์ บังคับผู้นำแบบใช้อำนาจธรรมเนียมประเพณีบังคับ 1.2 ผลงานของลิปปิตต์ 1.2.1 ผู้นำแบบเผด็จการ 1.2.2 ผู้นำแบบประชาธิปไตย 1.2.3 ผู้นำแบบปล่อยปะละเลย แบบของผู้นำตามแนวคิดดั้งเดิม จากการวิจัยของชอว์ พบว่า กลุ่มที่มีหัวหน้าแบบเผด็จการทำงานได้เร็วกว่าและดีกว่ากลุ่มที่ มีหัวหน้าแบบประชาธิปไตย แต่สมาชิกในกลุ่มประชาธิปไตยพในกลุ่มของตนมากกว่าสมาชิกในกลุ่มแบบเผด็จการ 1.3 พฤติกรรมของผู้บริหาร พฤติกรรมของผู้นำแต่ละแบบขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจของผู้นำกับความมีอิสระของผู้ใต้บังคับบัญชา ระดับ 1 ผู้นำตัดสินใจเองทั้งหมด ระดับ 2 ผู้นำตัดสินใจเองแล้วอธิบายเหตุผลให้ทราบ ระดับ 3 ผู้นำเสนอการตัดสินใจแล้วให้ซักถามได้ ระดับ 4 ผู้นำเสนอการตัดสินใจและให้ร่วมเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ระดับ 5 ผู้นำระบุปัญหา ขอคำแนะนำจากผู้ใต้บังคับบัญชา ระดับ 6 ผู้นำระบุปัญหา กำหนดขอบเขตการตัดสินใจแล้วให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตัดสินใจ ระดับ 7 ผู้นำปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาระบุปัญหาและตัดสินใจกันเอง 2. แบบของภาวะผู้นำตามแนวคิดสมัยใหม่ 2.1 ภาวะผู้นำแบบสภาบันมิติ-บุคลามิติการบริหารเป็นระบบ หนึ่งซึ่งมีองค์ประกอบสองด้าน หรือสองมิติคือ ด้านสถาบัน และด้านบุคคล เกตเซลล์และกูบาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ผู้นำแบบจุดสถาบันเป็นหลัก ผู้นำ แบบยึดบุคคลเป็นหลัก ผู้นำแบบผสมผสาน 2.2 ภาวะผู้นำแบบมุ่งงาน-มุ่งความสำคัญ สถาบันวิจัยธุรกิจ มหาวิทยาลัยโอไฮโอสหรัฐอเมริกา แบ่งผู้นำออกเป็น 2 ประเภท 2.3 ผู้นำแบบให้ความสำคัญต่อคนต่อการผลิต
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 22 Block and outon ยึดหลักว่าผู้นำที่ดีต้องให้ความสำคัญ ทางด้านกลุ่มบุคคลและด้านการผลิต จึงได้ทำการสร้างตาข่ายการบริหาร ขึ้นเพื่อศึกษาแบบของผู้นำ ผู้นำหรือผู้บริหารให้คะแนนการปฏิบัติงานของตน คะแนนของผู้บริหารจะได้มาก จากทั้งคะแนนการให้ ความสำคัญต่อบุคคลและการผลิต จากตาข่ายการบริหาร ได้แบ่งแบบของผู้นำออกเป็น 5 แบบ ดังนี้ 1) แบบใหม่ให้ความสนใจอะไรเลย 2) แบบมนุษย์สัมพันธ์สูงมาก 3) แบบมุ่งงาน 4) แบบทำงานเป็นกลุ่ม 5) แบบเดินทางสายกลาง 3. ผู้นำตามสถานการณ์ เป็นทฤษฎีที่น่านำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือ สถานการณ์ที่อำนวยให้ได้แก่ 1) ผู้นำตามสถานการณ์ 2) ทฤษฎีผู้นำสู่เป้าหมาย 3) ทฤษฎีThe Situational Leadership Theory Model สรุป การที่บุคคลได้รับบทบาทการเป็นผู้นำในตำแหน่งบริหาร ก็ทำให้บุคคลนั้น ได้รับอำนาจและเกิดอิทธิพลต่อผู้อื่น ตามมาผู้บริหารและผู้นำสามารถ เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่ให้การยอมรับนับถือได้เช่นเดียวกันกับที่มาจากการแต่งตั้งอย่างทางการ ในองค์กรที่ดีจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำและการบริหารจัดการที่ดีจึงทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด การพัฒนาความเป็นผู้นำ การพัฒนาความเป็นผู้นำนั้น เป็นแนวความคิดใหม่ สำหรับค้นหาผู้นำที่เหมาะสมหรือสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำที่แท้จริง ซึ่งประกอบไปด้วย แนวความคิดสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตาม จะเน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการและพนักงานที่ถือว่า เป็นการแลกเปลี่ยน ลักษณะก็ยังต้องคำนึงถึงในส่วนที่ยังไม่เกี่ยวข้องกับพนักงาน คือ การวางแผน งบประมาณและหมายกำหนดต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. ผู้นำที่มีบารมี จะเป็นผู้นำที่ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ท้าทายต่อผู้ปฏิบัติ ตามงานตามที่คาดหวัง 2. ผู้นำแบบผู้รับใช้ผู้นำลักษณะนี้จะมุ่งเน้นในการบริการผู้อื่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งพนักงานและองค์กรมากกว่า เพื่อตนเอง ผู้นำประเภทนี้มีลักษณะเฉพาะคือ 3.1 ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี 3.2 สามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ดี 3.3 ช่วยผ่อนคลายความรู้สึกไม่ดี 3.4 รู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อน 3.5 ใช้วิธีโน้มน้าวมากกว่าการใช้อำนาจหน้าที่ 3.6 มีแนวคิดกว้างไกล 3.7 สามารถคาดคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นได้ 3.8 เชื่อว่าตนเองเป็นผู้ที่คอยดูแลทั้งพนักงานและวัตถุดิบ 3.9 เป็นผู้รับผิดชอบความก้าวหน้าของทุกคน 3.10 เป็นผู้ก่อตั้งชุมชนทั้งภายในและภายนอกบริษัท
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 23 3. ผู้นำแบบจงรักภักดี เป็นแนวความคิดของ Frederick F. Reichheld ซึ่งเขากล่าวว่าบริษัทที่ประสบความสำเร็จและ ยังคงรักษาความจงรักภักดีของพนักงานลูกค้าและนักลงทุนไว้ได้ โดยที่ความจงรักภักดีในลักษณะนี้เป็นผลที่เกิดขึ้น โดยตรงจากคำพูดและการตัดสินใจ วิธีการสร้างหรือรักษาความจงรักภักดีไว้นั้น ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้เริ่มต้นก่อน ดังนี้ 3.1 การอบรมที่ต้องฝึกฝน 3.2 ทำเพื่อความสำเร็จของทั้งฝ่าย 3.3 การสรรหาเลือกสิ่งที่เหมาะสม 3.4 ทำให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย 3.5 ให้รางวัลกับผลงานที่ถูกต้อง 3.6 ตั้งใจฟังแล้วพูดตรงประเด็น สรุป ผู้นำเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรทั้งนี้ พผู้นำมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงที่จะต้อง วางแผนสั่งการดูแลและควบคุมให้บุคลากรขององค์กรปฏิบัติงานต่างๆให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ปัญหาที่เป็นที่สนใจของนักวิชาการและบุคคลทั่วไปอยู่ตรงที่ว่า ผู้นำทำอย่างไรหรือมีวิธีการนำอย่างแท้จริงทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้ตามเกิดความคิดผูกพันกับงานแล้ว ทุ่มเทความสามารถและพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จด้วยความเต็มใจ ผู้นำที่มีภาวะผู้นำที่ ดี แต่จะต้องเป็นคนที่มีการพัฒนาศักยภาพของตนเองอยู่ตลอดเวลาสามารถดูแลปกครองพนักงานระดับล่างได้และที่สำคัญต้อง พัฒนาตัวเองต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาตนเองสู่ความส าเร็จในชีวิต เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสังคมให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพตามที่สังคมปรารถนา สามารถใช้ชีวิตได้ อย่างเต็มศักยภาพ มีสุขภาพดี และมีความมั่นคงในชีวิต ส่วนเป้าหมายของการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล คือ การประสบ ความสำเร็จในชีวิต เช่น ในระยะเยาว์วัยต้องการประสบความสำเร็จทางด้านการเรียน (Study Success) เมื่อทำงานต้องการ ความสำเร็จในการประกอบอาชีพ (Career Success) ในหน้าที่การงาน จนกระทั่งสามารถประสบความสำเร็จในชีวิต (Life Success)รวมทั้งความต้องการความมั่นคงในชีวิต การมีเสรีภาพ และการยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันในสังคม ในอดีตที่ผ่านมา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้บรรลุถึงเป้าหมาย คือ ความสำเร็จในชีวิตนั้น มุ่งเน้นการเสริมสร้างความ เฉลียวฉลาดทางด้านสติปัญญา ให้เป็นคนเก่ง คนฉลาด คนที่คิดได้รวดเร็ว จำได้ มากกว่าหรือมีความรู้มากกว่า คงทนยั่งยืนกว่าผู้อื่น ความสามารถดังกล่าวมีดัชนีชี้วัดระดับสติปัญญาของ มนุษย์ที่เรียกว่า ไอคิว หรือ IQ (Intelligence Quotient) ประกอบด้วย ความสามารถใน 8 ด้าน คือ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 24 1) ความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) คือ ความสามารถในการรับรู้ของตนเอง ช่วยให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิตได้ อย่างสร้างสรรค์และมีความสุข โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ ความดี ความเก่ง และความสุข ในด้านความดีนั้นผู้เรียนจะต้องมี ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และ ความต้องการของตนเอง รู้จักเห็นใจผู้อื่น และมี ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ส่วนด้าน ความเก่งผู้เรียนจะต้องมี ความรู้ความเข้าใจเนื้อหา รู้จักตนเอง สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างเหมาะสมและ มี ประสิทธิภาพ และด้านความสุขผู้เรียนจะต้องสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ด้วยความภูมิใจในตนเอง พอใจในชีวิต และมีความสุข สงบทางใจ ทั้งนี้ได้มีหน่วยงานและนักวิชาการได้ให้ความหมายเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ไว้ดังนี้ 1. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความหมายว่า ความฉลาดทางอารมณ์ คือ ความสามารถทางอารมณ์ที่จะช่วย ให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข โดยมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า Emotional Intelligence, Emotional Ability, Interpersonal Intelligence และ Multiple Intelligence ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ ดี เก่ง และสุข 1.1 ดี หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง รู้จักเห็นใจผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อ ส่วนรวม ซึ่งจะต้องมีลักษณะสำคัญดังนี้ 1.1.1 ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง ได้แก่ รู้อารมณ์และความต้องการของตนเอง ควบคุมอารมณ์และความต้องการได้ และแสดงออกอย่างเหมาะสม 1.1.2 ความสามารถในการเห็นใจผู้อื่น ได้แก่ ใส่ใจผู้อื่น เข้าใจและยอมรับผู้อื่นและแสดงความเห็นใจอย่างเหมาะสม 1.1.3 ความสามารถในการรับผิดชอบ ได้แก่ รู้จักการให้ รู้จักการรับ รู้จักรับผิด รู้จักให้อภัย และเห็นแก่ประโยชน์ ส่วนรวม 1.2 เก่ง หมายถึง ความสามารถในการรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ตลอดจนมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ซึ่งจะต้องมีลักษณะดังนี้ 1.2.1 ความสามารถในการรู้จักและสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง ได้แก่ รู้ศักยภาพของตนเอง สร้างขวัญและกำลังใจให้ ตนเองได้มีความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย 1.2.2 ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหา ได้แก่ รับรู้และเข้าใจปัญหา มีขั้นตอนในการแก้ปัญหาได้อย่าง เหมาะสม มีความยืดหยุ่น 1.2.3 ความสามารถในการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น ได้แก่ รู้จักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น กล้าแสดงออกอย่าง เหมาะสม และแสดงความเห็นที่ขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์ 1.3 สุข หมายถึง ความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข มีความภูมิใจในตนเองพอใจในชีวิต และมีความสุขสงบทางใจ ซึ่งจะต้องมีลักษณะดังนี้ 1.3.1 ภูมิใจในตนเอง ได้แก่ เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง 1.3.2 พึงพอใจในชีวิต ได้แก่ รู้จักมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน และพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ 1.3.3 มีความสงบทางใจ ได้แก่ มีกิจกรรมที่เสริมสร้างความสุข รู้จักผ่อนคลาย และมีความสงบทางจิตใจ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 25 2. นายแพทย์เทิดศักดิ์ เดชคง ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ได้กล่าวเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) หรือ EQ (Emotional Quotient) ว่าเป็นความฉลาดในการควบคุมสภาวะทางจิตใจที่มีผลมาจากการตอบสนองต่อตัวกระตุ้นทั้ง ที่มาจากภายใน เช่น ความสบาย ความเจ็บระบมรวมทั้งตัวกระตุ้นที่มาจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น บุคคลอื่นๆ อุณหภูมิ เสียง แสง โดย แบ่งเป็น 3 หัวข้อ คือ 2.1 ความเข้าใจตนเอง (Self Awareness) คือ การเข้าใจในความรู้สึกของตนเอง การมีจุดมุ่งหมายในชีวิต (Goal) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนรู้ข้อเด่นและจุดด้อยของตนเองอย่างปราศจากอคติ 2.2 ความเข้าใจผู้อื่น (Empathy) คือ การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และแสดงออกมาซึ่งความรู้สึกนั้นอย่างเหมาะสม 2.3 ความสามารถในการแก้ไขความขัดแย้ง (Conflict Solving) คือ ความสามารถแก้ไขปัญหาหรือรู้จักจัดการ ความเครียดในจิตใจของตนเองได้ 3. Six Seconds ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1997 กล่าวถึงความหมาย ของความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ว่าเป็นความสามารถในการใช้อารมณ์และความรู้สึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และงอกงาม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการศึกษา องค์กร Six Seconds ได้แบ่งลักษณะของ ความฉลาดทางอารมณ์ไว้ 5 ด้าน ได้แก่ 3.1 การเข้าใจตนเอง (Intrapersonal) หรือความตระหนักในตนเอง (Awareness) เป็นความสามารถในการรู้จัก เข้าใจ ตระหนัก และเท่าทันความรู้สึกของตนเอง สามารถควบคุมการแสดงออกของตนได้อย่างเหมาะสมตามกาลเทศะและสถานการณ์ นั้นๆ เช่น เวลาใดควรหลีกเลี่ยงปัญหา เวลาใดควรขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังรวมถึงการรู้จุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง 3.2 การเข้าใจผู้อื่น (Interpersonal) หรือความมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Relationships) เป็นความสามารถในการเข้าสังคม หรือการผูกมิตรกับผู้อื่น สามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ตลอดจนสื่อสารและจัดการกับความรู้สึกนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.3 การจัดการความเครียด (Stress Management) หรือความสามารถในการอดทน (Stress Tolerance) เป็นการ ควบคุมปฏิกิริยาทางธรรมชาติขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่เกิดขึ้นเมื่อพบปัญหาการเปลี่ยนแปลง และสถานการณ์หรือปัจจัยกระตุ้นต่างๆ 3.4 การปรับตัว (Adaptability) หรือความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็นความสามารถในการปรับตัว หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับผู้อื่น บุคคล สถานการณ์ หรือลักษณะงานที่แตกต่างกันภายในระยะเวลาที่เหมาะสม 3.5 การควบคุมอารมณ์ (General Mood) หรือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข (Happiness) เป็นความสามารถในการดำเนิน ชีวิตภายใต้อารมณ์ขั้นพื้นฐาน เช่น การดีใจ การเสียใจ การมี การไม่มี ได้อย่างมีความสุข โดยรู้ถึงอารมณ์พื้นฐานนั้นๆ มีความพึง พอใจในชีวิต มองโลกในแง่ดีรู้สึกพึงพอใจต่อสิ่งที่กระทำ และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ตลอดจนมีความพยายามมุ่งมั่นเพื่อให้เกิดผล สำเร็จในชีวิต จากความหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่าความฉลาดทางอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาตนเองเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นในสังคม ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์แบ่งเป็น 2 ประการ ได้แก่ (1) ตนเอง คือ ความสามารถในการเข้าใจ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 26 และควบคุมตนเอง และ (2) ผู้อื่น คือ ความสามารถในการสื่อสารและแสดงออกต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสม การพัฒนาสู่ความสำเร็จใน ชีวิตจะต้องอาศัยปัจจัยสำคัญทั้ง 2 ด้าน โดยในสังคมปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง ผู้คนในสังคมต้องสามารถปรับตัวต่อภาวะกดดัน ต่อการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันภาวะความล้มเหลวทั้งทางจิตใจ ร่างกาย และพฤติกรรมดังกล่าวก็คือ การบริหาร จัดการความเครียด ซึ่งจะช่วยให้ผู้นั้นสามารถจัดการความเครียด ปรับตัว และควบคุมอารมณ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) การเข้าใจตนเอง การเข้าใจตนเอง (Intrapersonal) เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เพราะการควบคุมตนเอง ย่อมกระทำได้ง่ายกว่าการควบคุมผู้อื่น เนื่องจากเมื่อเราต้องการควบคุมตนเอง ก็จำเป็นจะต้องเข้าใจและรู้ความต้องการหรือปัจจัย ต่าง ๆ ของตนเองว่าเหตุใดเราจึงต้องการสิ่งนั้นหรือรู้สึก ถึงสิ่งนั้น โดยไม่ตกเป็นทาสหรือตกอยู่ภายใต้แรงกระตุ้นของปัจจัยหรือ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ความตระหนักรู้ ในตนเองประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) การจัดการ ตนเอง (Self-Management) และการจูงใจตนเอง (Self-Motivation) ความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) หรือการรู้จักตน (อัตตัญญุตา) เป็นการพิจารณา เพื่อทำความเข้าใจตนเอง โดยรู้จักฐานะ การรับรู้ ความสามารถ ตลอดจนอารมณ์ของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้เรารู้ความต้องการ ข้อดี และข้อบกพร่องของตนเอง เช่น เราเป็นคนอย่างไร เราเก่งอะไร เราไม่เก่งอะไร และเราไม่ชอบอะไร การจัดการตนเอง (Self-Management) เป็นความสามารถในการจัดการหรือการควบคุม ตนเอง (Self-Control) หรือ การกำหนดตนเอง (Self-Regulation) ที่มีต่อความรู้สึกและอารมณ์ ของตนเองได้อย่างเหมาะสมต่อสถานที่และเวลานั้น ตลอดจน สามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์และ ความรู้สึกของตนเองได้ตามต้องการ เช่น เมื่อรู้สึกมีความทุกข์มากก็สามารถปรับเปลี่ยนความรู้สึก ทุกข์ มากนั้นเป็นความทุกข์ น้อยลงจนปราศจากความทุกข์ เมื่อรู้สึกมีความสุขมากก็สามารถปรับเปลี่ยน เป็นความรู้สึกสุขอย่างพอดี เพื่อรู้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และสามารถนำไปสู่สภาวะปกติ ในการดำรงชีวิตได้ การจูงใจตนเอง (Self-Motivation) เป็นความสามารถในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยให้กำลังใจและกระตุ้น ให้ตนเองปฏิบัติในทางที่ถูกต้องและเหมาะสม สามารถกำหนดทิศทาง และระดับความตั้งใจเพื่อให้เกิดความพยายามในการกระทำ ต่อสิ่งที่ต้องการ โดยแรงจูงใจที่เกิดขึ้น จะเป็นสิ่งกำกับพฤติกรรมของตนเองที่จะกระทำต่อสิ่งต่าง ๆ โดยสามารถกำหนดแรงผลักดัน หรือ กระตุ้นการกระทำเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง เพื่อการไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างมีความสุข การสร้างแรงจูงใจตนเองจัดเป็นการสร้างแรงกระตุ้นจากภายใน (Intrinsic Motive) ซึ่งจะคงทนและมีประสิทธิภาพมากกว่าการ สร้างแรงจูงใจจากแรงกระตุ้นจากภายนอก (Extrinsic Motive) ที่มักเกิดจากรางวัลที่ได้เมื่อกระทำสิ่งนั้นๆ สำเร็จ เช่น ค่าตอบแทน ของรางวัล และคำชมเชย แนวทางการสร้างแรงจูงใจตนเอง ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายหรือความต้องการที่แท้จริงของตนเอง โดย ตั้งเป็นเป้าหมายระยะสั้น (สิ่งที่ต้องการทำให้เสร็จโดยเร็ว) และเป้าหมายระยะยาว (สิ่งที่ได้รับสืบเนื่องจากการกระทำในเป้าหมาย ระยะสั้น) ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่ออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในการทำงาน รู้จักบริหารจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นเพื่อให้ตนเองไป ถึงเป้าหมายที่ต้องการ มีความยืดหยุ่นในชีวิตและมองเห็นความเป็นจริงว่าไม่มีอะไรที่ดีเลิศหรือสมบูรณ์แบบ มีเพียงสิ่งที่ดีที่สุดใน สภาพแวดล้อมหรือปัจจัยนั้นๆ 3) การเข้าใจผู้อื่น การเข้าใจผู้อื่น (Interpersonal) เป็นทักษะที่มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ความรู้สึก ความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อให้ เกิดความเข้าใจและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในแง่บวก ปัจจุบันมีแนวทางในการสร้าง ความเข้าใจผู้อื่นหลายแนวทาง เช่น การศึกษาด้าน ความต้องการระหว่างบุคคล (Interpersonal Needs) การศึกษาด้านความดึงดูดใจ (Interpersonal Attraction) และการศึกษา
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 27 ด้านการสื่อสารกับผู้อื่น (Interpersonal Communication) ทั้งนี้ การศึกษาเพื่อการเข้าใจผู้อื่นเรียกโดยรวมว่า ทักษะด้านมนุษย สัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) คือ ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ เจตคติ แล้วตอบสนอง ต่อความเข้าใจนั้นได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดมิตรภาพต่อผู้อื่น ลดความขัดแย้ง ผู้ที่จะเข้าใจผู้อื่นจะต้องมีลักษณะสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ สัมพันธภาพระหว่างบุคคล การเอาใจใส่ และการรับผิดชอบต่อสังคม 1.สัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal Relationship) เป็นการพัฒนาและรักษา ความสัมพันธ์ที่น่าพึงพอใจ ระหว่างตนเองกับผู้อื่นหรือบุคคลสองฝ่าย โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องมี ความไว้วางใจและเห็นอกเห็นใจกัน 2.การเอาใจใส่หรือความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น (Empathy) เป็นการตระหนักเข้าใจและเห็นคุณค่าในวิธีการหรือการ กระทำของผู้อื่น เอาใจใส่ในความสามารถหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นๆ ตลอดจนเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งในด้านเพศ วัย ระดับการศึกษา และอื่นๆ ส่งผล ให้เกิดความเคารพในผู้นั้น 3.การรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) เป็นการเข้าใจผู้อื่นอันเป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวม โดยมีความเต็มใจ ที่จะกระทำต่อสังคมหรือกลุ่มของสังคม ตลอดจนกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรับผิดชอบอย่างมีจิตสำนึก และแสดงความห่วงใยต่อ ชุมชนและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถ ในการยอมรับและนับถือผู้อื่นจนเกิดความร่วมมือและความ ช่วยเหลือที่ส่งผลต่อส่วนรวม ปัจจุบัน การรับผิดชอบต่อสังคมได้ขยายความสำคัญและมีบทบาทอย่างมากต่อสังคม ทำให้ เกิดเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมของ องค์กร หรือซีเอสอาร์ (CSR : Corporate Social Responsibility) ทำให้เกิดโครงการเพื่อสังคมของหน่วยงานแทบทุกแห่ง ซึ่งแสดง ให้เห็นถึงความพยายาม ในการปรับตัวและปรับแนวความคิดที่มุ่งไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคมนอกเหนือจากการแสวงหา ผลประโยชน์ของตนเอง ส่งผลให้เกิดการสร้างกระแสแนวความคิด และปรับเปลี่ยนทัศนคติในการ รับผิดชอบต่อสังคมและอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมอย่างแพร่หลาย 4) การบริหารจัดการกับความเครียด ความเครียด (Stress) คือ ภาวะทางอารมณ์และร่างกายที่อยู่ในความไม่สบายทั้งจากปัจจัย ภายในที่ตนสร้างขึ้นและจาก ปัจจัยภายนอกที่สภาพแวดล้อมสร้างขึ้น ความเครียดมีทั้งที่ดี (Eustress) ที่จัดเป็นแรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจภายในที่จะส่งผลให้ บุคคลนั้น ๆ เกิดความกระตือรือร้นและมีความมุ่งมั่น ในชีวิต เช่น ความเครียดเมื่อทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ย่อมส่งผลให้บุคคล นั้น ๆ มุ่งมั่นในการทำงาน มากยิ่งขึ้น ความเครียดประเภทนี้ดี แต่ไม่ควรมีมากจนเกินไปเนื่องจากจะกลายเป็นความเครียดที่ไม่ดี (Distress) ขึ้น ความเครียดดังกล่าวจัดเป็นโรคที่ส่งผลกระทบทั้งต่อสภาพร่างกายและสภาวะจิตใจ ประเภทเรื้อรังที่รักษาให้หายขาด ได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่มีสภาวะความเร่งรีบ และมีการแข่งขันสูง จากผลสำรวจของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2550-2551 พบว่า คนไทยมีปัญหาภาวะความเครียดสูงถึง 60% โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. สาเหตุจากจิตใจ เกิดจากความ รู้สึกภายในของผู้ป่วย ซึ่งอาจเกิดจากความต้องการ สิ่งต่าง ๆ ทั้งที่คาดหวังและไม่ได้คาดหวังไว้แล้ว คิดมากจนเกิดอาการฟุ้งซ่านหรือการวิตกกังวล 2. สาเหตุจากความเจ็บป่วยทาง ร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจ็บป่วยด้วยโรค เรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ 3. สาเหตุจากการเปลี่ยนแปลง ในชีวิต การเปลี่ยนแปลงประเภทนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนมักต้องเผชิญ แต่บางคนไม่สามารถ ยอมรับได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางหน้าที่การงาน การเปลี่ยนแปลงของคนรัก และการเปลี่ยนแปลงของชีวิต (การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย) 4. สาเหตุจากสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลกระทบจนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาการว่างงาน ปัญหารถติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นต้น การออกกำลัง เป็นวิธีการลดความเครียดที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเมื่อมนุษย์ ออกกำลังกายร่างกายเผาผลาญสาร อะดรีนาลิน (Adrenalin) และคอร์ติซอล (Cortisol) ที่หลั่งออกมาเมื่อเกิดความเครียด ทำให้นํ้าตาลในเลือดผิดปกติและลดระดับ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 28 คอลลาเจน ทำให้เกิดริ้วรอยบน ใบหน้า เมื่อร่างกายเกิดการเผาผลาญด้วยการ ออกกำลังกายจะทำให้เกิดความสมดุล ของระดับฮอร์โมน และมีความเครียดน้อยลง ฝึกใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้ายด้วยการทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น การฟังดนตรี การปลูก ต้นไม้ เนื่องจากสมอง ซีกขวาจะทำงานด้านศิลปะ จินตนาการ และสุนทรียภาพ ส่วนสมองซีกซ้าย จะทำงานด้านการคิดวิเคราะห์ ตรรกะในภาวะการ ทำงานโดยทั่วไปจึงมักใช้แต่สมองซีกซ้าย เพื่อคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่าง ๆ มากจนสมองซีกขวาฝ่อลงจนเกิดความเครียดมากขึ้น 3. หลีกเลี่ยงการทำงานจำเจซ้ำซาก แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าวได้ ก็ควร หากิจกรรมใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ มาเสริมในชีวิตประจำวัน เช่น การไปท่องเที่ยว การเดินกลับแทน การขึ้นรถในระยะใกล้ๆ 4. ฝึกจิตใจให้คุ้นเคยต่อความเปลี่ยนแปลงในชีวิต และวางแผนเพื่อลดความเสี่ยงจาก การดำเนินชีวิต เนื่องจาก ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเป็นสิ่งแน่นอนที่ทุกคนต้องเผชิญ บุคคลจึงควร หาวิธีป้องกันหรือลดอันตรายที่จะเกิดขึ้น จาก ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เช่น การออมเงินการทำประกันสังคม 5. กำหนดให้ทำอะไรให้ช้าลง ลดความรีบร้อน แต่เตรียมการแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากเมื่อเรา อยู่ในสภาวะรีบเร่ง ร่างกาย จะหลั่งสารอะดรีนาลินซึ่งมีผลต่อร่างกาย 5. การปรับตัว การปรับตัว (Adaptability) หรือความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็น ความสามารถในการปรับตัว หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อต้องเผชิญกับบุคคล สถานการณ์ หรือลักษณะงาน ที่แตกต่างกันภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อสนองความต้องการและความพึงพอใจอย่างสูงสุด โดยสร้าง ความสัมพันธ์ที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม การปรับตัวจะช่วยให้มนุษย์ลดความอึดอัดหรือความไม่สะดวกใจในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ช่วยสร้างความเข้าใจอันดีในการอยู่ ร่วมกัน ลดความเครียดและความกดดันในชีวิต ตลอดจนเปิดโอกาส ให้ตนเองได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต 6. การควบคุมอารมณ์ การควบคุมอารมณ์ (General Mood) หรือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข (Happiness) เป็นความ สามารถในการดำเนิน ชีวิตภายใต้อารมณ์ขั้นพื้นฐาน เช่น การดีใจ เสียใจ การได้มา การเสียไป อย่างมีความสุข โดยรู้ถึงอารมณ์ขั้นพื้นฐานนั้น ๆ มีความพึง พอใจในชีวิต และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ตลอดจนมีความพยายาม มุ่งมั่นเพื่อให้เกิดผลสำเร็จในชีวิต การควบคุมอารมณ์สามารถทำได้ หลายวิธี เช่น * การรับรู้ตนเอง รู้ว่าตนกำลังมีสภาวะทางอารมณ์อย่างไร เช่น รู้ว่าโกรธ รู้ว่าตื่นเต้น * การหายใจ คือ มีสติรับรู้ลมหายใจเข้า-ออก เพื่อดึงจิตใจให้สู่สภาวะที่สงบ หนังสืออ้างอิง ไพรินทร์ สระแก้ว. หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ทักษะชีวิตและสังคม. กรุงเทพมหานคร: อักศรเจริญทัศน์. สุชาดา วราหพันธ์. หนังสือเรียน อาชีวศึกษา ทักษะชีวิตและสังคม. กรุงเทพมหานคร: เอมพันธ์ ศุภลักษณ์ แสนยาพันธุ์ และคณะ. 2562. หนังสือเรียน ทักษะชีวิตและสังคม. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศูนย์ ส่งเสริมอาชีวะ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 29 บันทึกเพิ่มเติม
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 30