L I F E S K I L L S A N D S O C I E T Y ทักษะชีวิ ชี ต วิ และสัง สั คม ชื่อชื่ -นามสกุลกุ .................................................................................................... ชั้นชั้ ........................... รหัสนักเรียรีน ............................... เลขที่ ................... ง30254
สารบัญ หน่วยที่ หน้า ปก ก สารบัญ ข 1. ทักษะชีวิตและสังคม 1 • ความหมายของทักษะชีวิตและสังคม 1 • องค์ประกอบของทักษะชีวิตและสังคม 7 • ความสำคัญของทักษะชีวิตและสังคม 8 2. มนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน 10 • มนุษยสัมพันธ์ 10 • การอยู่ร่วมกับผู้อื่น 14 • สัมพันธภาพ 15 • การทำงานร่วมกับผู้อื่น 20 3. มารยาทสังคม 22 • ความหมายของมารยาท 22 • มารยาทสังคมและวิธีปฏิบัติ 23 4. การพัฒนาคุณภาพชีวิต 29 • ภาวะผู้นำ 29 • การพัฒนาความเป็นผู้นำ 33 • การพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จในชีวิต 35 หนังสืออ้างอิง
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 1 หน่วยที่ 1 ทักษะชีวิตในสังคม ความหมาย องค์ประกอบและความสำคัญของทักษะชีวิตและสังคม 1. ลักษณะของทักษะชีวิตและสังคม คำว่า ทักษะ (skill) ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง ความชำนาญ กล่าวคือ ความชำนาญ หรือความสามารถในการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางด้านร่างกาย สติปัญญา หรือสังคม ที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนหรือการกระทำบ่อยๆ ประกอบด้วย สมรรถนะทักษะ (hard skill) และจรณะทักษะ (soft skill) สมรรถน์ทักษะ (hard skill) เป็นทักษะความสามารถ ในการทำงานที่ได้จากการเรียนรู้หรือการฝึกฝน วิชาการ วิชาชีพ เช่น การอ่าน การเขียน การพูด การคำนวณ การใช้เครื่องมือ การเล่นกีฬา เป็นต้น จรณทักษะ (soft skill) หมายถึง ทักษะเฉพาะของบุคคลในเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ คุณธรรม บุคลิกภาพ อุปนิสัย ความรู้สึก เป็นคุณลักษณะที่จะช่วยให้บุคคลสามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างราบรื่น และสามารถประกอบอาชีพให้ก้าวหน้าได้เป็นอย่างดี ทักษะประเภทนี้เป็นทักษะ ในการดำรงชีวิต (Livelihood Skill หรือ Skill for living) ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 ด้าน ดังนี้ 1) ทักษะการจัดการดูแลช่วยเหลือตนเอง หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูล สารสนเทศมากำหนด แนวทางในการ ดำเนินชีวิตของตนเอง เลือกวิธีการแก้ปัญหา ได้อย่างเหมาะสม สามารถควบคุมตนเอง ในการ แสดงออกและยอมรับผลของ การกระทำนั้น ๆ ประกอบด้วย 1.1 ความสามารถในการวางแผนเพื่อกำหนดเป้าหมายของตนเอง ได้แก่ ความสามารถ ในการจำแนก แยกแยะข้อมูลสารสนเทศ นำข้อมูลมากำหนดแนวทางในการดำ เนินงานของตนเองได้ชัดเจน ทั้งในด้านจิตใจ ด้าน การเรียน ด้านการทำงาน และด้านสังคมหรือการอยู่ร่วมกับผู้อื่น 1.2 การแก้ปัญหาอย่างสมเหตุสมผล ได้แก่ ความสามารถในการหาปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา การเลือก วิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองทั้งในด้านการเรียน ด้านการทำงาน และด้านสังคมได้อย่าง เหมาะสม 1.3 การกระทำหรือการแสดงออกอย่างมีเหตุผล ได้แก่ ความสามารถในการควบคุมตนเอง ในการ แสดงออกในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน 1.4 การรับรู้ผลจากการกระทำของตนเอง ได้แก่ ความสามารถในการรู้จุดเด่น จุดด้อย และ ผลของการ กระทำรวมทั้งรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ 2) ทักษะการเรียนรู้ หมายถึง ความสามารถในการแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และสามารถ นำข้อมูลสารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิดที่หลากหลายสรุปเป็นองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง ประกอบด้วย
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 2 2.1 ความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้แก่ ความสามารถในการศึกษาและรวบรวมข้อมูล จากแหล่ง การเรียนรู้รอบตัว โดยใช้วิธีการที่เหมาะสม 2.2 ใฝ่เรียนใฝ่รู้ ได้แก่ ความอยากรู้ มีความต้องการที่จะอ่านหนังสือ รักการอ่าน ชอบใช้ เวลาว่างใน การศึกษาและเรียนรู้เรื่องที่ตนสนใจ 2.3 สรุปองค์ความรู้ ได้แก่ การนำข้อมูล สารสนเทศที่ได้มาศึกษา วิเคราะห์ ตีความ เปรียบเทียบ เชื่อมโยง กับความรู้อื่นๆ จนเกิดความเข้าใจ สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจเลือกสรรได้ 3) ทักษะด้านสังคม หมายถึง ความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเอื้ออาทร ช่วยเหลือและเห็น ใจซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันทำงานในลักษณะการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี สามารถปรับตัวอยู่ใน สิ่งแวดล้อมได้อย่าง เหมาะสม และสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์และถูกกาลเทศะ ประกอบด้วย 3.1 ความสามารถในการสื่อสารระหว่างบุคคล ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการ พูดคุย การ ถ่ายทอดเรื่องราวได้ชัดเจน สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันระหว่างผู้พูดและผู้ฟังด้วยกิริยาท่าทางที่สอดคล้อง เหมาะสม รวมทั้งการรู้จักรับฟังบุคคลอื่นอย่างตั้งใจและสร้างสรรค์ 3.2 ความสามารถในการปรับตัว ได้แก่ ความสามารถในการปรับและเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข 3.3 การปฏิเสธและการต่อรอง ได้แก่ ความสามารถในการไม่ยอมรับสิ่งที่อาจก่อให้เกิด ผลเสียต่อตนเอง และผู้อื่น การรู้จักประนีประนอมในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง การโน้มน้าว ให้ผู้อื่นยอมรับ และมี ความคิดเห็นสอดคล้องกับความคิดของตนเอง และการเสนอทางเลือกให้เกิด ความพึงพอใจทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น 3.4 การให้ความร่วมมือ ได้แก่ ความ สามารถในการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น สามารถ ประเมินตนเอง โดยใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน กลุ่ม การให้ความสนับสนุนและความไว้วางใจกับ ผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันในกลุ่ม และการยอมรับความแตกต่าง ระหว่างบุคคล เรียกว่า มีคารวธรรม สามัคคีธรรม และปัญญาธรรม ในการอยู่ ร่วมกับผู้อื่นในสังคม 3.5 การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ได้แก่ ความ สามารถในการรู้และเข้าใจความรู้สึกและความ ต้องการของ บุคคลอื่น ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ของสังคม 4) ทักษะด้านการจัดการสร้างงานอาชีพ หมายถึง ความสามารถในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับอาชีพ ตัดสินใจเลือกอาชีพได้ตามความถนัดและความสนใจของตนเอง รู้ เข้าใจ และปรับปรุงความรู้ เพื่อพัฒนาอาชีพ ของตน ประกอบด้วย
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 3 4.1 ความสามารถในการเลือกอาชีพ ได้แก่ ความสามารถในการเลือกศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ รู้จุดเด่น จุดด้อย รู้ความสามารถเฉพาะทางที่จะใช้ในการประกอบอาชีพ จนกระทั่ง สามารถเลือกอาชีพได้ตาม ความถนัดและความสนใจของตนเองได้ 4.2 ความสามารถในการวางแผนงานในการประกอบอาชีพ ได้แก่ การหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ การกำหนด แนวทาง และการวางแผนในการประกอบอาชีพ 2. ความหมายของทักษะสังคม สังคม (Society) หมายถึง กลุ่มคนที่อยู่รวมกันและมีความสัมพันธ์กันโดยทางตรงหรือทางอ้อม มีการจัด ระเบียบ กฎเกณฑ์ร่วมกัน มีแบบแผนการดำเนินชีวิตหรือยึดถือวัฒนธรรมร่วมกัน และทุกคน ในกลุ่มมีความรู้สึก เป็นสมาชิกของสังคม องค์ประกอบของสังคมจึงประกอบด้วยพื้นที่หรือดินแดน บุคคลทุกเพศทุกวัยและวิถีชีวิต หรือวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 4 ทักษะสังคม (Social Skill) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการมีส่วนร่วม หรือการเข้าสังคม เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขด้วยการปฏิบัติตนแสดงถึงการรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ของตน รู้จัก ปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม สามารถอยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม ที่มีการ เปลี่ยนแปลงได้ รวมทั้งการรู้จักควบคุมตนเอง รู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง รู้จักร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด และ ประสบการณ์กับบุคคลอื่น มีสำนึกต่อสังคม และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ทักษะสังคมจึงเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เป็นความสามารถ ในการปรับตัวได้ ดีในสังคม เป็นทักษะที่ครอบคลุมกลุ่มทักษะต่าง ๆ ที่ใช้ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการมี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันใน สังคม ทั้งนี้เพื่อสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างกันและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เคารพในความแตกต่างและให้ เกียรติซึ่งกันและกัน รวมทั้งความเอื้อเฟื้อและการให้อภัยกันในสังคม ทักษะในการสื่อสารระหว่างบุคคล หมายถึง ความสามารถในการสื่อสาร ทั้งในด้านการสื่อสารที่ไม่ใช้ ถ้อยคำ เช่น การแสดงออกด้วยท่าทางและการใช้ภาษาที่สอดคล้องเหมาะสม และรู้จัก รับฟังบุคคลอื่นอย่างตั้งใจ การให้และการรู้จักรับฟังข้อมูลย้อนกลับบุคคลอื่นอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการปรับตัว หมายถึง ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตนเอง ทั้งทางด้านความคิด ทัศนคติ และ พฤติกรรมต่างๆ ได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทักษะในการปฏิเสธและเจรจาต่อรอง หมายถึง ความสามารถในการปฏิเสธในสิ่งที่ก่อให้เกิด ผลเสียแก่ ตนเองและผู้อื่น การรู้จักประนีประนอมในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง บุคคล การโน้มน้าว ให้ผู้อื่นเห็นสอดคล้องกับความคิดของตนและเสนอทางเลือกที่จะสร้างความพึงพอใจร่วมกันทั้งของตนเองและผู้อื่น ทักษะในการให้ความร่วมมือ หมายถึง ความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ได้อย่างดี ทำให้ งานบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การประเมินความสามารถของตนเองที่จะใช้ ประโยชน์ต่อกลุ่มหรือสังคม การให้ความสนับสนุนและความไว้วางใจในสมาชิกกลุ่ม การยอมรับ ความแตกต่างระหว่างบุคคลในการทำงาน ร่วมกัน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือกันและกัน การไม่ เอาเปรียบและการรับผิดชอบผลงานของกลุ่มร่วมกัน ทักษะในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หมายถึง ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึก ความต้องการ ของบุคคลอื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ทักษะสังคมครอบคลุมการแสดงออกใน 6 ลักษณะด้วยกัน ประกอบด้วย การแสดงออกทางอารมณ์ (Emotional Expressivity) หมายถึง ความสามารถในการสื่อสาร โดยไม่ใช้ ถ้อยคำรวมทั้งการแสดงเจตคติและการแสดงออกระหว่างบุคคลด้วยกิริยาท่าทางต่าง ๆ ความไวในการรับรู้อารมณ์ผู้อื่น (Emotional Sensitivity) หมายถึง ความสามารถในการรับ และ ตีความหมายของการสื่อสารที่ไม่ใช้ถ้อยคำของบุคคลอื่น
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 5 การควบคุมอารมณ์ตนเอง (Emotional Control) หมายถึง ความสามารถในการควบคุมและกำกับ อารมณ์ รวมทั้งการแสดงออกได้อย่างเหมาะสม ทักษะชีวิต (Life Skills) โดยทั่วไปหมายถึงความสามารถหรือคุณลักษณะภายในของบุคคลที่จะช่วยให้ สามารถเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวได้ ในอนาคต ทั้งนี้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนได้ให้ความหมายของทักษะชีวิตหรือ Life Skills ไว้ หลายประการ ดังนี้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ซึ่งเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศของ สหประชาชาติและทำหน้าที่ดูแลประสานงานด้านสาธารณสุข ได้อธิบายว่า ทักษะชีวิต หมายถึง ความสามารถในการปรับตัวและการมีพฤติกรรมไปในทิศทางที่ถูกต้องที่จะเผชิญ กับสิ่งท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้เสนอแนวคิดหลักของทักษะชีวิต ไว้ 10 ประการ คือ 1. การตัดสินใจ (Decision Making) 2. การแก้ปัญหา (Problem Solving) 3. ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) 4. ความคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) 5. การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) 6. การสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal Relationship Skills) 7. การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) 8. ความเห็นใจผู้อื่น (Empathy) 9. การจัดการกับอารมณ์ (Coping with Emotions) 10. การจัดการกับความเครียด (Coping with Stress) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความหมายของทักษะชีวิต ว่าหมายถึง ความสามารถ ขั้นพื้นฐานของบุคคลในการปรับตัวและเลือกการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถเผชิญปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวในสภาพสังคมปัจจุบัน และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ทักษะชีวิตเป็นความสามารถ ของบุคคล ประกอบด้วยความรู้และเจตคติในการจัดการกับปัญหาต่างๆ รอบตัวในสังคมปัจจุบัน และ เตรียมความพร้อมสำหรับการปรับตัวในอนาคต ครอบคลุมทั้งในเรื่องบทบาทของหญิงชาย เพศสัมพันธ์ สารเสพติด สุขภาพ จริยธรรม อิทธิพลของสื่อ สิ่งแวดล้อม ชีวิตครอบครัว ตลอดจนปัญหาสังคมด้วยความคิดเชิง
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 6 เหตุผล ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดแบ่งองค์ประกอบของ ทักษะชีวิตออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านพุทธพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัยดังนี้ สังคม (Society) หมายถึง กลุ่มคนที่อยู่รวมกันและมีความสัมพันธ์กันโดยทางตรงหรือทางอ้อมมีการจัด ระเบียบ กฎเกณฑ์ร่วมกัน มีแบบแผนการดำเนินชีวิตหรือยึดถือวัฒนธรรมร่วมกัน องค์ประกอบของสังคมจึง ประกอบด้วยพื้นที่หรือดินแดนบุคคลทุกเพศทุกวัยและวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ทักษะสังคม (Social Skill) นักการศึกษาทั้งของไทยและต่างประเทศได้อธิบายความหมายของทักษะสังคม ไว้หลายลักษณะ เช่น 1. ทักษะสังคม คือ ความสามารถของบุคคลในการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถแสดงออกถึงความคิด ความรู้สึกของตนเองตามสิทธิและความพึงพอใจ ตลอดจนทำให้ความต้องการ แห่งตนสามารถบรรลุได้โดยไม่ละเมิดสิทธิและความพึงพอใจของบุคคลอื่น 2. ทักษะสังคม หมายถึง ความสามารถของบุคคลในสังคมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขด้วยการรู้จัก รับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ของตนรู้จักปฏิบัติต่อผู้อื่นมีจิตสำนึกและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม 3. ทักษะสังคม หมายถึงการรู้จักอยู่ร่วมกันและทำงานด้วยกันรู้จักการให้และการรับ รู้จักความรับผิดชอบ เคารพสิทธิของผู้อื่น และมีความสำนึกต่อผู้อื่น อันได้แก่การอยู่ร่วมกันในสังคม และความรู้สึกที่ดีต่อสังคม คือ ทักษะที่จะทำให้มนุษย์แต่ละคน ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างสงบสุขและเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ๆ 4. ทักษะสังคม หมายถึง ทักษะในการติดต่อสื่อสารของผู้คนในสังคม ครอบคลุมทักษะใน 3 ด้าน คือ 4.1 ทักษะในการอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกับผู้อื่น การยอมรับ การนับถือในสิ่งที่ถูกต้อง และการอยู่ ร่วมกันในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ 4.2 ทักษะในการควบคุมตนเองและรู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง 4.3 ทักษะการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กับผู้อื่น จากตัวอย่างความหมายของทักษะสังคมข้างต้น สรุปได้ว่า ทักษะสังคมโดยทั่วไปหมายถึงความสามารถของ บุคคลในการมีส่วนร่วม หรือการเข้าสังคมเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขด้วยการปฏิบัติตนแสดงถึงการ รับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ของตน รู้จักปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม สามารถอยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ รวมทั้งการรู้จักควบคุมตนเองรู้จักตัดสินใจ ด้วยตนเอง รู้จักร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์กับบุคคลอื่น มีสำนึกต่อสังคมและสร้างประโยชน์ ให้แก่สังคม
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 7 ทักษะชีวิตและสังคม (Life Skills and Society) คือ ทักษะที่จำเป็นสำหรับมนุษย์เพื่อให้สามารถ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สงบสุข และสร้างสรรค์ประโยชน์ให้สังคมเจริญก้าวหน้าต่อไป 3. องค์ประกอบของทักษะชีวิตและทักษะสังคม องค์ประกอบของทักษะชีวิต องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) เป็นหน่วยงานระหว่างประเทศของ สหประชาชาติได้กล่าวถึงองค์ประกอบของทักษะชีวิตไว้ 10 องค์ประกอบ โดยจัดเป็น 3 ด้าน ทักษะด้านความคิด • ทักษะการคิดสร้างสรรค์ • ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะด้านจิตใจ • ทักษะการตระหนักรู้ในตน • ทักษะการเข้าใจผู้อื่น ทักษะด้านพฤติกรรมและสังคม • ทักษะการตัดสินใจ • ทักษะการแก้ปัญหา • ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ • ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล • ทักษะการจัดการกับอารมณ์ • ทักษะการจัดการกับคามเครียด องค์ประกอบของทักษะสังคม 1) ทักษะในการสื่อสารระหว่างบุคคล หมายถึง ความสามารถในการสื่อสาร ทั้งในด้านการสื่อสารที่ไม่ใช้ ถ้อยคำ เช่น การแสดงออกด้วยท่าทางและการใช้ภาษาที่สอดคล้องเหมาะสม และรู้จักรับฟังบุคคลอื่น อย่างตั้งใจ การให้และการรู้จักรับฟังข้อมูลย้อนกลับยุคคลอื่นอย่างสร้างสรรค์ 2) ทักษะการปรับตัว หมายถึง ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตนเอง ทั้งทางด้านความคิดทัศนคติ และ พฤติกรรมต่าง ไ ได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 8 3) ทักษะในการปฏิเสธและเจรจาต่อรอง หมายถึง ความสามารถในการปฏิเสธในสิ่งที่ก่อให้กิดผลเสียแก่ ตนเองและผู้อื่น การรู้จักประนีประนอมในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระกว่างบุคคล การโน้มน้ามให้ผู้อื่นเห็นสอดคล้องกับความคิดของตนและเสนอทางเลือกที่จะสร้างความพึงพอใจ ร่วมกันทั้งของตนเองและผู้อื่น 4) ทักษะในการให้ความร่วมมือ หมายถึง ความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้อย่างดี ทำให้ บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การประเมินความสามารถของตยเองที่จะใช้ประโยชน์ต่อกลุ่มหรือ สังคม การให้ความสนับสนุนและความไว้วางใจในสมาชิกกลุ่ม การยิมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ในการทำงานร่วมกัน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือกันและกัน การไม่เอาเปรียบและการรับผิดชอบ ผลงานของกลุ่มร่วมกัน 5) ทักษะในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หมายถึง ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึกความต้องการ ของบุคคลอื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ 4. ความสำคัญของทักษะชีวิตและสังคม มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมีทักษะชีวิตและสังคม เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม (Social Animal) คือ โดย ธรรมชาติจะต้องดำเนินชีวิตร่วมกับบุคคลอื่น ๆ มีการติดต่อสัมพันธ์พึ่งพาอาศัยกัน และไม่สามารถ ดำเนินชีวิตอยู่ อย่างอิสระตามลำพังแต่เพียงผู้เดียวได้ การอยู่ร่วมกันในสังคมเริ่มต้นที่บ้าน โรงเรียน หรือ ที่ทำงาน ไปถึง ระดับประเทศชาติและสังคมโลก ซึ่งต้องใช้ทักษะหรือความสามารถในการปรับตัวของบุคคล เพื่อให้อยู่ร่วมกันใน สังคมได้อย่างมีความสุข นั่นคือทักษะชีวิตและสังคมมีความสำคัญต่อการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์หรือการพัฒนา “คน” ทุกเพศและทุกวัย ซึ่งต้องผ่านกระบวนการฝึกฝนและเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องและตลอดชีวิต การมีทักษะชีวิต และสังคมที่ดีจะทำให้สามารถพัฒนาตนเอง สามารถปรับตัวได้ดีใน สิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่ การมีชีวิตที่ดีในอนาคต ในทำนองกลับกัน หากขาดทักษะชีวิต และสังคม จะทำให้บุคคลนั้นมีปัญหาในการปรับตัว ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสังคมอื่น ๆ ตลอดจนโอกาสที่อาจจะ ประสบความล้มเหลวในชีวิตได้ ทักษะชีวิตและสังคมจึง เป็นทักษะที่มีความสำคัญทั้งทางด้านส่วนบุคคลและ ด้านสังคม ดังนี้ ความสำคัญทางด้านส่วนบุคคล ทักษะชีวิตและสังคมเป็นคุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ บุคคล ซึ่งจะ ช่วยให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข เพราะจะสามารถ นำความรู้ เจตคติ และ ทักษะไปใช้ในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ รอบตัวในสภาพสังคมปัจจุบัน และการ เตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัว ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์ที่สังคมมีความ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะชีวิตและ สังคมยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น เพราะบุคคลต้องสามารถจัดการกับ ความตระหนักรู้ในตนเองและการปฏิสัมพันธ์
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 9 กับผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาได้โดยสันติวิธีเมื่อเกิดความขัดแย้ง สามารถปรับตัวได้ในทุกสภาพแวดล้อม การขาด ทักษะชีวิตและสังคม จะทำให้บุคคลไม่สามารถควบคุม ตนเองได้เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตต่าง ๆ กล่าวได้ว่า ทักษะ ชีวิตและสังคมช่วยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตได้อย่าง สงบสุข มั่นคง และประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ความสำคัญทางด้านสังคม ทักษะชีวิตและสังคมเป็นทักษะที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ระหว่าง สมาชิกในสังคม ความเข้าใจกันและกัน สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้ ศักยภาพของแต่ ละบุคคลในการพัฒนาสังคมได้อย่างเต็มที่มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธี สมาชิกในสังคมรู้จักเสียสละ ประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาสังคม ที่ตนอยู่ สังคมมีความสงบสุข และ มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงและยั่งยืน ในลักษณะตรงกันข้าม หากสังคมใดสมาชิกของสังคมขาดทักษะชีวิตและสังคมแม้จะมีความฉลาด ทาง สติปัญญาและทักษะในการประกอบอาชีพสูงก็ตาม แต่ขาดมนุษยสัมพันธ์ ไม่สามารถทำงานร่วมกัน ในสังคมได้ สังคมนั้นก็ย่อมประสบปัญหา เพราะไม่สามารถส่งเสริมให้สมาชิกในสังคมร่วมมือกันพัฒนา ได้เต็มตามศักยภาพ เกิดความขัดแย้ง สังคมไม่สงบสุข และอาจเกิดความเสื่อมได้ ทักษะชีวิตและสังคม จึงมีความสำคัญทั้งกับบุคคล และสังคม เมื่อสมาชิกในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สังคมย่อมสงบสุข และสามารถพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า ไปได้
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 10 หน่วยที่ 2 มนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน 1. ความหมายและความสำคัญของมนุษยสัมพันธ์ มนุษยสัมพันธ์จัดเป็นทั้งศาสตร์และศิลปี เนื่องจากมีหลักการที่ให้มนุษย์สามารถนำไปปฏิบัติให้ ประสบความสำเร็จได้ รวมถึงเป็นศิลปะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่สามารถกระทำได้ ซึ่งแต่ละบุคคลมี ความสามารถในการติดต่อกับผู้อื่นได้แตกต่างกัน ดังนั้น การที่คนเราจะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น จึง จำเป็นต้องเรียนรู้องค์ประกอบเบื้องตัน คือ ความหมายและความสำคัญของมนุษยสัมพันธ์เป็นลำดับแรกก่อน เพื่อ เป็นแนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องมนุษยสัมพันธ์ต่อไป 1.1 ความหมายของมนุษยสัมพันธ์ คำว่า"มนุษยสัมพันธ์" เป็นคำสมาสระหว่างคำว่า "มนุษย์" และ "สัมพันธ์" ซึ่งในพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2554 ให้ดวามหมายว่า ความสัมพันธ์ในทางสังคมระหว่างมนุษย์ ซึ่งจะก่อให้เกิด ความเข้าใจอันดีต่อกัน นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการให้ความหมายของคำว่า "มนุษยสัมพันธ์" ไว้อย่างหลากหลาย ดังนี้ คีธ เดวิส (Keith Davis) ให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง กระบวนการจูงใจคนให้ทำงานร่วมกัน อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความพอใจเป็นพื้นฐาน เอ็ดวิน บี. ฟลิปโป (Edwin B. Flippo) ให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึงการรวมกลุ่มให้ คนทำงานร่วมกันในลักษณะที่มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งไว้ หรือ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรที่มุ่งหมายให้เกิดความร่วมมือในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและ ความเข้าใจระหว่างกันและกัน นิพนธ์ คันธเสวีให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง สภาพความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่เอื้ออำนวยต่อ การดำรงชีวิตร่วมกันอย่างราบรื่น หรือทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและทุกฝ่ายต่างก็มีความพึงพอใจทุกด้าน ม.ร.ว. สมพร สุทัศนีย์ให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง การติดต่อเกี่ยวข้องกันระหว่างบุดคลใน สังคม ทั้งที่เป็นเรื่องส่วนตัวและที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อให้เกิดความรัก ใคร่ศรัทธา ช่วยเหลือ และร่วมมือร่วมใจในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้เพื่อให้ตนเองมีความสุข ผู้อื่นมี ความสุข และสังคมมีประสิทธิภาพ จากความหมายต่าง ๆ ของคำว่า มนุษยสัมพันธ์ สามารถสรุปได้ว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง พฤติกรรมของ มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมที่ต้องประพฤติปฏิบัติตนทั้งทางร่างกาย จิตใจของตนที่กระทำต่อบุคคลอื่นเหมือนที่ตนเอง ต้องการให้คนอื่นประพฤติกับตนเอง และการกระทำนี้จะส่งผลให้สามารถครองใจผู้อื่นได้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดี
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 11 ต่อกัน ก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน ทำงานด้วยความเต็มใจ และมีความสุขในการทำงาน ช่วยให้ เป้าหมายของหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 1.2 ความสำคัญของมนุษยสัมพันธ์ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้น การอยู่ร่วมกันในสังคมต่าง ๆ ทั้งสังคมขนาดเล็กและสังคมขนาดใหญ่ จึงมี ความจำเป็นอย่างมากในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ เพื่อที่จะช่วยให้มนุษย์นั้นอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เพราะคน ในสังคมมีดวามแต่กต่างกัน เช่น ด้านความรู้ ความสามารถประสบการณ์ เจตดติ รสนิยม เป็นตัน แต่ความแตกต่าง เหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยการสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับตนเองโดยการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา มนุษยสัมพันธ์มีความสำตัญตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงหน่วยสังคมที่ใหญ่ที่สุด คือ สังคมโลก ถ้าสามารถทำให้คนที่อยู่ในสังคมเหล่านั้นมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีความไว้วางใจกัน มีความปรารถนาจะ ร่วมมือร่วมใจแบ่งหน้าที่กันทำ กำหนดบทบาท หน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์ หน่วยงานหรือ สังคมนั้นก็จะเป็นระเบียบ มีความสุขความเจริญก้าวหน้า และพัฒนาไปสู่ความเป็นสากลได้ 2. องค์ประกอบพื้นฐานของมนุษยสัมพันธ์ การสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้เกิดชั้นกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดก็ตาม สิ่งสำคัญ คือ จะต้องคำนึงถึง องค์ประกอบของมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งเป็นปัจัยสนับสนุนที่เอื้อต่อการสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น การมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของมนุษยสัมพันธ์จะทำให้ทราบถึงแนวทางที่นำไปสู่การมี ความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และทำให้สมาชิกในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข 2.1 องค์ประกอบของมนุษยสัมพันธ์ องค์ประกอบของมนุษยสัมพันธ์แบ่งเป็น 3 ประการ ได้แก่ ' การเข้าใจตนเอง การเข้าใจบุคคลอื่น และการ เข้าใจสิ่งแวดล้อม ดังนี้การเข้าใจตนเอง เป็นลักษณะการรัจักตนเองอย่างแท้จริงว่า ตนเองเป็นใคร มีความรู้ ความสามารถทักษะ และประสบการณ์ในระดับใด มีจุดแข็งและจุดอ่อนในเรื่องใดบ้าง การเข้าใจตนเองทำให้บุคคล เกิดการรู้สึกยอมรับในคุณค่าแห่งตน นับถือตนเอง รู้จัก เข้าใจหน้าที่ สิทธิ และเสรีภาพของตนเอง สิ่งสำคัญในการเข้าใจตนเอง คือ จะช่วยให้เรารู้จักปรับตัวเข้ากับบุดคลอื่นได้ดีมากขึ้น การเข้าใจบุคคลอื่น เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติของมนุษย์ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความต้องการของบุคคลและแรงจูงใจของบุคคล ทำให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้ติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด เราต้องทราบก่อนว่าบุคคลนั้นคือใคร มีความรู่ ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ทางด้านใดอยู่ในระดับใด ชอบสิ่งใด ไม่ชอบสิ่งใด โปรดปรานในสิ่งใด เป็นพิเศษ มีคุณลักษณะที่เด่นทางด้านใดบ้าง เพื่อให้เกิดการสร้างมนุษยสัมพันธ์ต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าว ให้เกิดผลสำเร็จการเข้าใจสิ่งแวดล้อม เป็นการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตนเองและบุคคลอื่น ทั้งที่เกิดขึ้นเองตาม
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 12 ธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและมีส่วนสัมพันธ์กับมนุษยสัมพันธ์ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน เป็นต้น ความรู้จากการเข้าใจสิ่งแวดล้อมจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเสริม มนุษยสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุดคลอื่นให้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. มนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน พฤติกรรมการทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ อาจจะด้วยการปรับทัศนคติ มุมมอง แนวคิด มองโลกในแง่บก หรือด้านอื่น ๆ เพื่อให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้และเมื่อได้รับความร่วมมือจากบุดคลอื่น ๆ ก็ ทำให้มีความสุข สนุกกับงานที่ทำ และอาจส่งผลไปถึงความก้าวหน้าของการทำงานในอนาคตด้วย 3.1 แนวทางการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน ในการทำงานต้องมีการประสานงานกับบุดคลอื่น ๆ เพราะเราไม่สามารถทำงานในองค์กรได้ทุกหน้าที่ ซึ่ง การประสานงานถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังนั้น ต้องเริ่มจากการสร้าง สัมพันธ์ที่ดี ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น จึงจะช่วยให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีซึ่งการพัฒนาทักษะให้ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้นั้นมีแนวทางปฏิบัติตามหลักของ P-S- V-C-H-O ดังนี้ • Positive Thinking คิดแต่ทางบวก สร้างโลกสวยงาม ทัศนคติหรือความคิดที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้ามีทัศนคติมีความคิดที่ดีแล้วก็ย่อมทำให้มีพฤติกรรมที่ แสดงออกดีตามด้วยเช่นกันแต่หากมีทัศนคติที่ไม่ดี ก็จะมีพฤติกรรมที่แสดงออกไม่ดี ซึ่งจะส่งผลทำให้ไม่มีความสุข กับการทำงาน ดังนั้น เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขจะต้องปรับทัศนคติ ความคิดของตนเอง ให้ดีมองโลกในทางบวกไว้เสมอ • Smile ยิ่มแย้มแจ่มใส สร้างความประทับใจ การสร้างรอยยิ้มให้กับผู้พบเห็นเป็นการสร้างความคุ้นเคยและความประทับใจให้กับผู้อื่น และยังเป็นเสน่ห์ ให้กับตนเอง ทำให้ผู้อื่นอยากจะคบหาสมาคมด้วย การทำงานด้วยรอยยิ้มจะส่งผลให้การทำงานมีความสุข และทำ ให้พร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการทำงานได้เป็นอย่างดี • Yours จริงใจให้กันช่วยเหลือการงาน ความจริงใจที่จะให้ความช่วยเหลือและช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นในการทำงานแก่เพื่อนร่วมงาน ส่งผล ให้เป็นผู้รับฟังและเป็นผู้ให้ที่ดี ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้บุคคลอื่นมาร้องขอให้ช่วย แต่สามารถที่จะอาสา ช่วยเหลือในการทำงานหรือจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้และความจริงใจที่แสดงออกมานั้นย่อมสร้าง ความประทับใจ และทัศนคติที่ดีจากบุคคลรอบข้างได้เสมอ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 13 • Compromise สามัคคีด้วยการประนีประนอม ความสามัคคีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะงานที่มี ประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือกัน ความสามัคคี ความรักใคร่ปรองดองกัน ให้อภัยซึ่งกันและกันมี ความประนีประนอมต่อกัน ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดในการทำงานหรือความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกันได้ • Human Relations สัมพันธ์ที่ดีสร้างมิตรผูกพัน การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีควรเริ่มต้นจากการทักทาย การแสดงความเป็นมิตรกับบุคคลอื่น ๆ ทั้งที่รู้จักหรือ อาจไม่รู้จักมาก่อน อีกทั้งการแสดงไมตรีจิตกับผู้อื่น รวมไปถึงกิริยาท่าทางที่แสดงออก คำพูด วาจาเพื่อรักษา สัมพันธ์อันดีงามไว้ พฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นผลดีในการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและทำให้งานออกมามี ประสิทธิภาพอีกด้วย • Oral Communication สื่อสารชัดเจน แก้ไขข้อขัดแย้ง การสื่อสารไม่ว่าจะด้วยการสื่อสารประเภทใด ข้อมูลที่สื่อสารออกไปนั้นต้องเป็นข้อมูลที่ไม่สร้างความ ขัดแย้งหรือความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง สื่อสารด้วยความชัดเจน เพราะข้อมูลที่เราจะสื่อสาร ออกไปนั้น อาจเป็นประโยชน์อย่างมากกับการทำงานของหน่วยงานอื่น อีกทั้งหากการสื่อสารมีประสิทธิภาพก็ สามารถลดปัญหาหรือข้อขัดแย้งในการทำงานลงได้ อาจสรุปได้ว่า มนุษยสัมพันธ์ คือ กระบวนการประพฤติปฏิบัติตนทั้งทางร่างกาย จิตใจ ,ที่กระทำต่อบุคคล อื่นให้สามารถครองใจเขาได้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกผูกพันที่ดีต่อกัน เกิดความพอใจ รักใคร่นับถือ ซึ่งก่อให้เกิดความ ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน ทำงานด้วยความเต็มใจและมีความสุข ช่วยให้เป้าหมายของหน่วยงานบรรลุผลสำเร็จตาม จุดประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพบุคคลที่จะมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่นได้นั้นจะต้องมีการกระทำตัวที่ดีเป็นหลัก มีธรรมะในการทำงาน มีความเป็นมิตร ยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อสร้างความสงบ สุขให้เกิดขึ้นแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งผู้บริหารหน่วยงานหรือผู้นำองค์กรจะต้องรู้เทดนิควิธีในการสร้างความสัมพันธ์กับ ผู้ร่วมงานทุกคนทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ผู้ใด้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน โดยอาศัยการสร้าง ความสัมพันธ์เป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม โดยผู้บังดับบัญชาจะต้องปฏิบัติกับผู้ใด้บังคับบัญชาโดยการเอาใจใสใน ทุกข์สุข และความสะตวกสบายของผู้ใด้บังดับบัญชาพร้อมทั้งปรับปรุงสภาพของการทำงานให้ดี มีความจริงใจ และให้ความยุติธรรมแก่ผู้ใด้บังคับปัญชาทุกคน และปฏิบัติต่อผู้ใด้บังดับบัญชาด้วยความเสมอภาค ซึ่งการปฏิบัติ เช่นนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในองค์กรหรือหน่วยงานและส่งผลต่อการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ต่อไป
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 14 การอยู่ร่วมกับผู้อื่น กระบวนการขัดเกลาทางสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข การอยู่ร่วมกันในสังคมยังทำให้เกิดกระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรมมาสู่ชนรุ่นหลังเพื่อให้สมาชิกในสังคมมี บุคลิกภาพตามที่สังคมต้องการ การถ่ายทอดนี้เรียกว่า “การขัดเกลาทางสังคม” (Socialization) หรือกระบวนการ สังคมประกิต (Socialization Process) โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือเพื่อให้สมาชิกในสังคมปฏิบัติตนได้ถูกต้องเป็นไป ตามบรรทัดฐานของสังคม ทำให้บุคคลปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองให้สามารถดำรงชีวิตไปในแนวทางที่ สอดคล้องกับบุคคลส่วนใหญ่ในสังคม เป็นพฤติกรรมที่สังคมคาดหวัง เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิตและ อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข การถ่ายทอดพฤติกรรมอันพึงประสงค์เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมเกิดขึ้นในสถาบันทางสังคมกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ 1. ครอบครัว เป็นสถาบันแรกที่มีความสำคัญต่อการอบรมและขัดเกลาสมาชิกใหม่ในสังคม ได้แก่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มแรกที่ทำหน้าที่อบรมบ่มเพาะสมาชิกในสังคมด้วยความรักและ ความผูกพันหล่อหลอมให้สมาชิกในสังคมมีความเชื่อ ค่านิยม เจตคติ ที่จะส่งเสริมพฤติกรรมต่อไปในอนาคต 2. โรงเรียน หรือสถาบันทางการศึกษา มีความสำคัญรองจากสถาบันครอบครัว ทำหน้าที่ถ่ายทอด กระบวนการเรียนรู้ ทักษะ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะการมีระเบียบวินัย การรู้จักเหตุผล การรู้จัก คิดวิเคราะห์ และการวางตนให้เหมาะสมกับกาลเทศะ เพื่อให้เป็นพลเมืองดีของสังคม 3. กลุ่มเพื่อน กลุ่มเพื่อนเป็นการคบค้าสมาคมระหว่างบุคคลที่มีความเท่าเทียมกันทางสถานภาพทาง สังคม เช่น เพื่อนเล่นกีฬา เพื่อนในกลุ่มซึ่งมีความสนิทสนมคุ้นเคย เพราะได้ร่วมเรียนรู้ร่วมทำงาน ทำให้เกิด การถ่ายทอดพฤติกรรมซึ่งกันและกัน รวมทั้งค่านิยม ความเชื่อ เจตคติ กลุ่มเพื่อนจึงมีบทบาทสำคัญในการอบรม บ่มเพาะพฤติกรรมทางสังคมด้วย การถ่ายทอดดังกล่าวมีลักษณะทั้งเป็นคุณและโทษ เพราะกลุ่มเพื่อนอาจทำให้ เกิดการต่อต้านพฤติกรรมที่เป็นบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) ที่ครอบครัวและโรงเรียนได้วางไว้ 4. กลุ่มอาชีพ เป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมกันของบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งต่างต้องร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์ผลงาน โดยอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกันความร่วมมือกันทำงานดังกล่าวทำ ให้กลุ่มอาชีพมีอิทธิพลต่อการขัดเกลาทางสังคมและบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลด้วย 5. สื่อมวลชน ในโลกปัจจุบันสื่อต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตของคนในทุกระดับการรับและ เรียนรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วารสาร ล้วนมีอิทธิพลต่อ การขัดเกลาสมาชิกในสังคมทั้งทางด้านความคิด ความเชื่อ ค่านิยม และแบบอย่างความประพฤติของคนในสังคม
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 15 เมื่อสื่อมวลชนถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้เห็นบ่อๆ ทำให้เกิดการจดจำและทำเป็นแบบอย่าง สื่อมวลชนจึงมีอิทธิพลต่อ การปลูกฝังแนวทางในการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลด้วย 6. สถาบันทางศาสนา ศาสนาทุกศาสนาล้วนมีหลักธรรมและมีจุดมุ่งหมายที่จะอบรมสั่งสอน ศาสนิกชน ให้เป็นคนดี เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวที่พึ่งทางใจ บุคคลจึงอยู่ภายใต้อิทธิพลทางความคิด ความเชื่อของศาสนาที่ตนเคารพ และนับถือ ความศรัทธาที่มีต่อศาสนา เช่น วัด พระสงฆ์ นักบวช หรือผู้สอนศาสนา และผู้เผยแผ่ศาสนา จะเป็น ปัจจัยสำคัญต่อการหล่อหลอมบุคลิกภาพในการควบคุมของสังคม การสร้างสัมพันธภาพในสังคม การอยู่ร่วมกันในสังคมทำให้มนุษย์มีความสัมพันธ์กันในลักษณะต่าง ๆ โดยเฉพาะโลกปัจจุบันมนุษย์ ย่อมมีการติดต่อสัมพันธ์ และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากขึ้น และกว้างขวางขึ้น เพราะอิทธิพลจากระบบ เศรษฐกิจทำให้มีการรวบรวมทรัพยากรหรือความสามารถที่แต่ละคนมีอยู่เข้าด้วยกัน การแบ่งแยกหน้าที่การ ทำงานตามความชำนาญเฉพาะอย่างชัดเจนและมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการในระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ จนเป็นผลทำให้คนส่วนใหญ่มีความสามารถและความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียวเท่านั้นตามอาชีพของตน และไม่ สามารถทำงานในหน้าที่อื่นที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต ทำให้ต้องพึ่งพาผู้ประกอบอาชีพเฉพาะทางอื่น ๆ ลักษณะ ดังกล่าวนี้ทำให้มนุษย์ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและกลุ่มบุคคลจึงมีผลต่อ การอยู่ร่วมกันและเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคมและทัศนคติ ค่านิยม รวมทั้ง บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลพัฒนาขึ้นจากการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น เอกลักษณ์ของบุคคลความสำเร็จในอาชีพการ งาน การค้นหาความหมายของชีวิต ล้วนเป็นผลกระทบที่เกิดจากสัมพันธภาพระหว่างบุคคล และการพัฒนา ศักยภาพระดับบุคคลเพื่อการอยู่ร่วมกันเพื่อให้เป็นไปตามที่สังคมคาดหวังซึ่งลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ มีความเชื่อมโยงกันในสังคมนี้ เรียกว่า สัมพันธภาพ ความหมายของสัมพันธภาพ สัมพันธภาพ (Relationship) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีความต้องการความคิด ความรู้สึก หรืออารมณ์ที่คล้ายกัน สอดคล้องกันหรืออยู่ในแนวเดียวกัน โดยที่แต่ละบุคคลสามารถรับรู้ได้ถึง การมีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่เกิดขึ้นได้ สัมพันธภาพยังเป็นพฤติกรรมของการร่วมมือกันของกลุ่มบุคคลที่มีเป้าหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน การทำงานร่วมกันก่อให้เกิดสัมพันธภาพขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ ระเบียบขององค์กร ซึ่งจะพัฒนาไปสู่ความผูกพัน และ การมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันได้ต่อไป ความสามารถในการเชื่อมโยงตนเองกับผู้อื่นจนเกิดเป็นสัมพันธภาพระหว่าง กัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของการสร้างสัมพันธภาพในสถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคม
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 16 องค์ประกอบของการสร้างสัมพันธภาพ การสร้างสัมพันธภาพมีองค์ประกอบสำคัญต่อไปนี้ 1. การมีส่วนร่วม (Inclusion) เป็นกระบวนการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกันโดยเน้นการมี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของบุคคลต่าง ๆ ด้วยการให้ความไว้ใจ การยอมรับ และเห็นคุณค่าในเอกลักษณ์หรือ ความสามารถส่วนบุคคล สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือร่วมใจกันการเห็นพ้องต้องกัน การมี ส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการ การพัฒนา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ไขปัญหาร่วมกับการใช้วิทยาการที่ เหมาะสม นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมจะส่งผลให้เกิดการสนับสนุนหรือติดตามการปฏิบัติงานขององค์กรและบุคคลที่ เกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมในสังคมมักสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคลให้เกิดขึ้น ในการดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคม บุคคลย่อมต้องการมีส่วนร่วมในลักษณะใดลักษณะหนึ่งซึ่งจะแสดง พฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากสังคม หากได้รับการตอบสนองในทางที่ดีย่อมสร้างความมั่นใจ และ ก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ในทางตรงข้าม หากไม่ได้รับความสนใจ นอกจากไม่เสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่าง บุคคลแล้ว อาจก่อให้เกิดปัญหาในสังคมได้ 2. การควบคุม (Control) เป็นกระบวนการสร้างสัมพันธภาพโดยใช้อำนาจ อิทธิพล หรือการบังคับบัญชาของ ผู้บริหาร เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างกันหรือปฏิสัมพันธ์อันเป็นการตอบสนองของบุคคล ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของผู้มีอำนาจนั้น การสร้างสัมพันธภาพส่วนบุคคลโดยการควบคุม จะบังเกิดผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ถูกควบคุมจะยอมรับในอำนาจนั้นหรือไม่ หรืออยู่ภายใต้การควบคุมอย่างไร 2.1 การโต้แย้งโดยใช้เหตุผลของตนเองเพื่อเอาชนะผู้อื่น ซึ่งการโต้แย้งดังกล่าวมักมีลักษณะ รุนแรงและก้าวร้าว ทำให้ผู้อื่นซึ่งไม่ต้องการความขัดแย้งจึงไม่ตอบโต้ เป็นผลให้ผู้โต้แย้งเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะและ สร้างสัมพันธภาพที่ไม่ดีต่อกัน 2.2 การต่อต้านความคิดเห็นของผู้อื่น โดยไม่ยอมให้ความคิดของผู้อื่นมาควบคุมตนเองซึ่งเป็น การสร้างสัมพันธภาพในทางลบ และไม่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ 2.3 การมอบหมายงานด้วยคำสั่ง และควบคุมการปฏิบัติงานตามที่ผู้บังคับบัญชาต้องการโดย ผู้ร่วมงานไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น 2.4 การสั่งการหรือออกคำสั่ง เป็นการสร้างสัมพันธภาพแบบใช้อำนาจที่ผู้ปฏิบัติงานต้อง ดำเนินการอย่างไม่เต็มใจ หรือทำตามเท่าที่สั่งการเท่านั้น ไม่เกิดการสร้างสรรค์ที่ดีเพราะขาดแรงจูงใจสร้างสรรค์ ผลงาน
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 17 คุณค่าของสัมพันธภาพระหว่างบุคคล 1. การรู้จักตนเอง การที่บุคคลมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะทำให้บุคคลรู้จุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยสัมพันธภาพอันดีระหว่างบุคคลทำให้เกิดการยอมรับและเข้าใจสิ่งที่ เกิดขึ้นอย่างที่เป็นจริง สัมพันธภาพระหว่างบุคคลจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาเอกลักษณ์ ของตนเองขึ้น 2. การรู้คุณค่าของชีวิต บุคคลที่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่นจะทำให้มีสุขภาพจิตดี เพราะได้รับการเอาใจใส่ การยอมรับของสังคมเห็นคุณค่าของตนเองและของชีวิตในสภาพความเป็นจริงที่เป็นไปของโลกการเข้าใจและ ยอมรับสภาพจริงที่เป็นอยู่ ทำให้สามารถพัฒนาตนเองให้มีระเบียบวินัย เกิดแรงจูงใจในการทำงานหรือกระทำสิ่ง ต่าง ๆ เสริมสร้างค่านิยมที่ดีในสังคมในการแสดงออกได้เหมาะสม นำไปสู่การพัฒนาตนเองมีศักยภาพและประสบ ความสำเร็จในชีวิตได้ ส่วนบุคคลที่ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นได้จะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว มีความรู้สึก ว่าชีวิตไร้ความหมาย ซึ่งนำไปสู่ความซึมเศร้า ท้อแท้ในชีวิต ซึ่งอาจสร้างพฤติกรรมที่เป็นปัญหาต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมได้ 3. การสร้างสังคมให้น่าอยู่ สังคมมีระเบียบ และสันติสุข สัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคลในสังคม จะสร้างสังคมที่มีความสงบสุข และสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ บุคคลที่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันย่อมทำให้เกิด ความสามัคคี ร่วมมือกันสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม และวิถีการดำรงชีวิตของสมาชิกในสังคมมีการพัฒนาไป ในทางที่ดีขึ้นด้วย คุณลักษณะของบุคคลในการเสริมสร้างสัมพันธภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกันได้ต้องอาศัยคุณลักษณะหรือทัศนคติของบุคคลที่ สำคัญ ได้แก่ 1. การยอมรับและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หมายถึง การรับรู้ถึงความสามารถและความถนัดของตนเอง ศักยภาพทั้งทางร่างกาย สติปัญญา ฐานะทางเศรษฐกิจ และลักษณะนิสัยอันเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล รวมทั้ง การรับรู้บุคคลอื่น และมีความเข้าใจคุณลักษณะเฉพาะของผู้ที่มีความสัมพันธ์ด้วยตามสภาพความเป็นจริง การรู้จัก และยอมรับตนเองและผู้อื่นมีอิทธิพลต่อการสร้างสัมพันธภาพระหว่างกัน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ทำให้เกิดการเคารพ และให้เกียรติซึ่งกันและกันขึ้นได้ 2. การเข้าใจสาระและความรู้ที่สื่อสารระหว่างกันอย่างชัดเจน หมายถึง ความเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่นเสมือน เป็นตัวเอง ทำให้เกิดการไว้วางใจซึ่งกันและกัน และสามารถสื่อสารความเข้าใจต่อกันได้ชัดเจนถูกต้อง
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 18 3. การจริงใจ หมายถึง การไม่เสแสร้งในการแสดงออกถึงความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ และความสามารถ หรือ สมรรถภาพของตนเอง ส่งผลให้เกิดความซื่อสัตย์ในพฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลที่จะมีต่อกันในสังคม คุณลักษณะของบุคคลทั้ง 3 ประการนี้จะมีผลต่อการเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลซึ่งจะเป็นไปได้มากน้อย ประการใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแสดงออก หรือการสื่อสารให้ผู้อื่นทราบถึงคุณลักษณะสำคัญเหล่านี้ด้วย ทักษะการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล หลักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล คือ การคำนึงถึงความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกัน ในสังคม ประกอบด้วย 1. ความใส่ใจและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน มนุษย์ย่อมต้องการความรักและความสนใจเรื่องราวของตนเอง อย่างจริงใจจะเห็นว่าไม่มีใครอยากจะคบกับบุคคลที่ชอบสนใจแต่เรื่องราวของตนเองแต่จะรู้สึกประทับใจหากมี การถามไถ่ทุกข์สุข และแสดงความเอาใจใส่ตนเอง ดังนั้น ความจริงใจและการปฏิบัติตนด้วยความใส่ใจต่อผู้อื่น จึง มีผลต่อการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล 2. ความซื่อสัตย์และการไว้วางใจต่อกัน การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขจำเป็นต้องมีการไว้วางใจต่อกัน หากพบว่ามีความไม่ซื่อสัตย์ต่อกันย่อมเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันอย่างรุนแรง ดังนั้นการปฏิบัติตามสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างกัน การตรงต่อเวลา ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ย่อมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และได้รับการยอมรับกันได้อย่างสนิทใจ ดังนั้นความไว้วางใจจึงเป็นเรื่องจำเป็นในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง บุคคล 3. การยอมรับนับถือตนเองและผู้อื่น การสร้างสัมพันธภาพที่ดีต้องเริ่มที่รู้จักตนเอง และยอมรับนับถือ ความสามารถของตนเองยอมรับในความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจผู้อื่นและยอมรับใน ความสามารถของผู้อื่น นำไปสู่การนับถือและการให้เกียรติผู้อื่นด้วยการยอมรับซึ่งกันและกัน จะเป็นการลด ช่องว่างความแตกต่างระหว่างบุคคลและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ การยอมรับ นับถือตนเองและผู้อื่นจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน 4. การมีส่วนร่วมและรู้จักการแบ่งปัน การเสียสละ หรือรู้จักการให้ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการสร้าง สัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล การมีส่วนร่วมทำให้บุคคลมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกิดการเรียนรู้และ ยอมรับกันในระหว่างสมาชิกของกลุ่ม ทำให้เกิดทัศนคติที่ดีและนำไปสู่การแบ่งปันการเสียสละ หรือการให้ในสิ่งที่ ควรให้ เช่น กำลังใจ ความช่วยเหลือ จะนำไปสู่มิตรภาพและการสร้างสัมพันธภาพที่ดีอย่างยั่งยืน 5. มีความยืดหยุ่น หรือการไม่ยึดติดต่อเงื่อนไขต่าง ๆ รอบตัว ซึ่งเน้นความไม่แน่นอนทางสังคมเนื่องจาก การตั้งเงื่อนไขในการคบหาสมาคม เพื่อให้การยอมรับซึ่งกันและกัน ยิ่งทำให้การสร้างสัมพันธภาพยากยิ่งขึ้นตาม
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 19 เงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้นหากต้องการพัฒนาสัมพันธภาพเพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็นตามที่ต้องการ จึงมี ความจำเป็นที่จะต้องมีความยืดหยุ่น แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักความเสมอภาคและความยุติธรรมในสังคม 6. การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการรู้จักให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น การไม่แสดงออกทาง พฤติกรรมและวาจา เช่น การไม่ซํ้าเติม ไม่ดูถูกดูแคลนผู้อื่นเมื่อเกิดความพลั้งพลาด ถือเป็นการให้เกียรติผู้อื่น ซึ่ง เป็นมารยาทที่ควรกระทำในสังคม ส่วนการแสดงความเห็นอกเห็นใจ เช่น การกล่าวคำปลอบโยนหรือคำให้อภัย รวมทั้งการให้โอกาสผู้อื่นในการแก้ไขความผิดพลาด ย่อมสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันให้เกิดขึ้นได้หลักการสร้าง สัมพันธภาพที่ดีต่อกันทั้ง 6 ประการดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะต้องพัฒนา บุคลิกภาพของบุคคลในการอยู่ร่วมกันในสังคมให้เจริญงอกงามขึ้น การสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาบุคคล เป็นแหล่งเสริมสร้างบุคลิกภาพทัศนคติ ความคิดความเชื่อของบุคคล ดังนั้นพฤติกรรมของสมาชิกภายในครอบครัวจึงควรปฏิบัติต่อกันดังนี้ 1. ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองด้วยความรัก และความเอาใจใส่ต่อบุคคลในครอบครัว 2. สร้างโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้มีโอกาสพบปะ ร่วมปรึกษาหารือกันอยู่เสมอ และเป็นประจำ หรือ ได้มีกิจกรรมร่วมกัน จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้อุปนิสัยของกันและกัน สามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมกันได้ดี 3. ให้สมาชิกในครอบครัวได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและร่วมแก้ปัญหาครอบครัว หรือปัญหา ของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งจะสร้างความเอื้ออาทร การแบ่งปัน และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันขึ้น 4. ฝึกฝนให้สมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ฟังและผู้พูดที่ดีและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะ ที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม 5. ฝึกฝนทักษะการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รวมทั้งรู้จักการให้อภัยซึ่งกัน และกัน จะทำให้ครอบครัวมีความสงบสุข 6. ฝึกฝนการมีสัมมาคารวะ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้ความเคารพนับถือผู้อาวุโสภายในครอบครัว และสังคมอันเป็นการอนุรักษ์ความเป็นสังคมไทยสืบต่อไป การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ในองค์กรระดับต่าง ๆ ประกอบด้วยบุคคลหลากหลายที่มีความสามารถแตกต่างกันและต้องทำงานร่วมกัน ความสัมพันธ์กันภายในองค์กรจึงมีหลายระดับ ทั้งผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า เพื่อนร่วมงานลูกน้องหรือผู้ที่อยู่ภายใต้ การบังคับบัญชา ซึ่งความเจริญก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จในอาชีพการงานนั้นต้องใช้ความสัมพันธ์อันดี ระหว่างเพื่อนร่วมงานในทุกระดับ เกิดเป็นความร่วมมือ การสนับสนุนการส่งเสริม การช่วยเหลือ หรือ ประคับประคอง ประสานการทำงานให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นทักษะการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงานจึง
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 20 เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบุคคลทุกคนในสังคม วิธีสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน จึงประกอบด้วยพฤติกรรม ต่อไปนี้ 1. การทักทายผู้ร่วมงานก่อนด้วยไมตรีจิตและจริงใจ ไม่ยึดมั่นถือมั่นหรือถือมิจฉาทิฐิ หรือความเห็นผิดต่อ เพื่อนร่วมงาน 2. มีความจริงใจต่อกัน ไม่นินทาเพื่อนร่วมงาน แม้ว่าจะเป็นที่ถูกใจของคู่สนทนา ไม่ซัดทอดหรือพูด ความผิดพลาดของเพื่อนร่วมงาน ควรรักษาสัจจะในการดำเนินชีวิต 3. รู้จักจุดเด่นและความสามารถของเพื่อนร่วมงานและหาโอกาสยกย่องชมเชยเพื่อนร่วมงานในโอกาสอัน ควรและเหมาะสม 4. ให้ความช่วยเหลือกิจการหรืองานของเพื่อนที่ต้องรับผิดชอบด้วยความเต็มใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อน เป็นที่พึ่งเมื่อเพื่อนเดือดร้อนตามสมควร 5. หลีกเลี่ยงการทำตัวเหนือเพื่อนร่วมงาน 6. ปฏิบัติตนเสมอต้นเสมอปลาย 7. ร่วมพบปะสังสรรค์ตามโอกาสอันควร และแนะนำเพื่อนไปในทางที่ถูกที่ควร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นทักษะที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกันในสังคมซึ่งต้องอาศัย การสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันในสังคม การสื่อสารที่สร้างสรรค์ การปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ การปฏิบัติตน ให้ถูกต้องตามมารยาทของสังคม และรู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีม ทักษะการทำงานเป็นทีม ทีม (Team) หมายถึง การทำงานร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยกันและกันใน การทำงานอย่างใกล้ชิด มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างถาวรระหว่างหัวหน้ากลุ่มและสมาชิกผู้ร่วมงานโดยองค์ประกอบ ของทีมงาน (Teamwork) ได้แก่ วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ชัดเจน มีการจัดลำดับความสำคัญในการทำงาน มีผลของการทำงานที่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของทีมทักษะการทำงานเป็นทีมต้องอาศัยการติดต่อสื่อสาร ระหว่างกันอย่างสูง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระหว่างการทำงานโดยสมาชิกในกลุ่มต้องมีเจตคติที่ดีและ ตั้งใจทำงาน ส่วนผู้นำ กลุ่มต้องมีคุณสมบัติของผู้นำที่ดี คือ มีความรู้ความสามารถ รู้จักนำกระบวนการจูงใจมาใช้ ในการทำงานเพิ่มพูนความรู้และเอาใจใส่สมาชิกในกลุ่ม รู้จักใช้ข้อขัดแย้งเพื่อสร้างเสริมและสร้างสรรค์องค์การให้มี ประสิทธิภาพ บริหารจัดการทำงานให้เป็นระบบ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีการทบทวนประเมินผลเพื่อแก้ไข ปรับปรุงผลงานของกลุ่มอยู่เสมอ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 21 การฝึกฝนทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคม ทักษะในการอยู่ร่วมกันในสังคมถือเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย ในวัยเด็กซึ่งเป็นวัยที่ต้องการ การพึ่งพาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ทักษะในสังคมจะเกิดจากการสังเกตการเลียนแบบผ่านการปฏิบัติระหว่าง ผู้คนในครอบครัวและการเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่น ภายใต้กฎกติกา ระเบียบของครอบครัว และโรงเรียน นอกจากนี้ยังเรียนรู้ผ่านการอ่านหนังสืออ่านเล่น การ์ตูน นิยาย ดูละคร ภาพยนตร์ รวมทั้งการเล่น กีฬา เนื่องจากตัวละครต่าง ๆ ล้วนมีการปฏิบัติต่อกัน ซึ่งเด็ก ๆ อาจไม่สามารถที่จะแยกแยะความถูก-ผิด ความเหมาะสมของกิริยา ท่าทาง และภาษาที่ใช้กันได้ ดังนั้นผู้ปกครองหรือครอบครัว จึงเป็นสถาบันแรกที่มี บทบาทหน้าที่ในการขัดเกลาทางสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม ทักษะในการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็กจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับ จากสังคม สถานศึกษาจึงเป็นสถาบันหลักในการทำหน้าที่ขัดเกลาทางสังคมต่อจากครอบครัว เพื่อพัฒนาทักษะการ เข้าสังคมโดยเฉพาะในเรื่องของการใช้เหตุผลและการสร้างมิตรภาพระหว่างกัน เริ่มด้วยการให้เยาวชนเริ่มรู้จักการ ผูกมิตรและไมตรีจิตผู้อื่น การรู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าที่จะเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว การทำงานเป็นกลุ่มอย่างรู้บทบาท หน้าที่และมีความรับผิดชอบ ในวัยผู้ใหญ่เป็นวัยที่เริ่มสร้างครอบครัว และต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่ง ยังคงต้องใช้ทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายทั้งฐานะทาง เศรษฐกิจ สติปัญญา ความเชื่อทางศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม อาจเริ่มด้วยการทำความรู้จักและผูกมิตรกับ ผู้คนในกลุ่มใหม่ๆ ในสังคม และการสานต่อมิตรภาพกับเพื่อนร่วมงานให้ยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องเข้าใจจิตใจและความ ต้องการของผู้อื่น รวมทั้งความต้องการของตนเองไปด้วยกันเป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก่อให้เกิดการให้อภัย การ ช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกัน ความเอื้ออาทรต่อกันอันเป็นคุณธรรมสำคัญในการอยู่ร่วมกันและการสร้างความสงบ สุขของสังคมในส่วนรวม การอยู่ร่วมกันในสังคม จึงเป็นทักษะหนึ่งในทักษะชีวิตและสังคม เพื่อใช้ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง กันในสังคม รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงสถานการณ์ที่หลากหลายในสังคม เพื่อให้การดำเนินชีวิตเป็นไป อย่างราบรื่น มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน และประสบความสำเร็จในชีวิต
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 22 หน่วยที่ 3 มารยาทสังคม มรรยาทสังคม การดำเนินนชีวิตอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมนำมาสู่ การวางระเบียบแบบแผนด้านมรรยาทสังคมเพื่อให้คนทุกกลุ่มชนได้ยึดถือปฏิบัติไปในทางเดียวกัน ซึ่งจะช่วย ลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลต่างเชื่อชาติ ต่างวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี การทราบถึงมรรยาทสังคมจึงมี ความสำคัญทั้งในแง่ของการดำรงชีวิตในสังคมพวัฒนธรรมอย่างมีความสุข การประกอบธุรกิจ และการติดต่อ ประสานงานในด้านต่าง ๆ กับบุคคลทั่วไป ความหมายของมารยาท มารยาท ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Etiquette แปลตรงตรงแปลว่า บัตรหรือป้าย หมายถึงบุคคลที่มี มารยาทดีมีความประพฤติดีในชุมชนเมื่อไปสู่ที่ใด หรือปรากฏตัวในที่ได้ย่อมเป็นที่รับรองและนิยมชมชอบของ สังคมที่เรียกว่า ข่าวไหนเข้าได้ มารยาทหรือมรรยาท หมายถึง กิริยาวาจาที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อยถูกกาลเทศะ มารยาทในสังคม หมายถึง กรอบหรือระเบียบแบบแผน ที่ควรประพฤติหรือควรละเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับ ผู้อื่น รวมทั้งชุมชนหรือคนหมู่มาก การที่ต้องมีมารยาทหรือกรอบปฏิบัตินี้ก็ด้วยว่าคนเรานั้นไม่สามารถจะอยู่ลำพัง ในโลกได้จำเป็นต้องเกี่ยวข้องหรือผึ้งอาศัยผู้อื่นตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และขยายกว้างขวางออกไปโดยลำพัง มรรยาทสังคม หมายถึง แนวทางในการปฏิบัติ หรือการแสดงว่าจา ภาษา ท่าทาง และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ สุภาพเรียบร้อย ก่อให้เกิดความประทับแก่ผู้ที่ได้พบเห็นหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วยซึ่งมรรยาทสังคมหรือมรรยาทสากลที่ ยึดถือปฏิบัติกันในปัจจุบันมักได้รับแบบแผนมาจากวัฒนธรรม ตะวันตก เช่น การทักทาย การต้อนรับ การแต่งกาย การใช้บริการสาธารณะต่าง ๆ เป็นตัน สรุป มารยาท หมายถึง คุณลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่แสดงออกต่อสังคม ซึ่งการแสดงออกจะมี แบบแผนการประพฤติปฏิบัติที่สุภาพเรียบร้อย ได้แก่ การมีสัมมาคารวะ ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ด้านการ แสดงออก การมีระเบียบวินัย กิริยามารยาท สำรวมถูกต้องตามกาลเทศะ เมื่อต้องปรากฏตัวในที่สาธารณะ มรรยาทสังคมมีความสำคัญต่อบุดคล สังคม และประเทศชาติ ดังนี้ ความสำคัญต่อบุคคล 1. ทำให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่ถูกติฉินนินทาหรืออยู่ในสังคมอย่างโดดเดี่ยว 2. ทำให้ผู้อื่นเกิดความเชื่อมั่นและพร้อมจะให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนในด้านต่าง ๆซึ่งช่วยให้ประสบ ความสำเร็จในการประกอบอาชีพหรือการทำกิจธุระต่าง ๆ อย่างง่ายดายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 23 3. ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านบุคลิกภาพและด้านจิตใจ และนำไปสู่การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อกัน ความสำคัญต่อสังคม และประเทศชาติ 1. ทำให้สังคมสงบสุข เพราะสมาชิกในสังคมปฏิบัติต่อกันด้วยความสุภาพ มีความเกรงใจมีความเห็นอก เห็นใจกัน ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งหรือการทะเลาะวิวาทให้น้อยลง 2. ทำให้สังคมเกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว 3. ทำให้สังคมมีระเบียบแบบแผนและนำไปสู่ความเป็นปีกแผ่นของประเทศชาติ มารยาทสังคมและวิธีปฏิบัติ 1. มารยาทในงานอุปสมบท ผู้ที่จะไปร่วมงานควรปฏิบัติตัวดังนี้ 1) แต่งกาย ให้สุภาพเรียบร้อย 2) เดินทางไปถึงงานตามเวลาหรือก่อนเวลาเล็กน้อย 3) เมื่อไปถึงงานอุปสมบทแล้วควรไปพบเจ้าภาพก่อน 4) นั่งในที่ที่เจ้าภาพเชิญให้นั่ง 5) ควรสำรวมกิริยามารยาท 6) ไม่ควรดื่มของมึนเมา และไม่เล่นการพนัน-สิ่งเสพติดใดๆ 7) ห้าก่อนกับเวลาควรบอกลาเจ้าภาพด้วย 2. มารยาทในการร่วมงานแต่งงาน หรือพิธีสมรส มีหลักปฏิบัติดังนี้ 1) เตรียมของขวัญหรือเงินสดพร้อมติดนามบัตร 2) แต่งกายให้สุภาพเหมาะสมกับลักษณะของงาน หรือธีมของงานนั้น (ห้ามแต่งกายด้วยชุดสีดำ) 3) ควรไปถึงงานให้ตรงหรือก่อนเวลาเล็กน้อย 4) เมื่อไปถึงบริเวณงานแล้วควรพบเจ้าภาพหรือคู่บ่าวสาวก่อน 5) ถ้าต้องการไปร่วมตักบาตรเช้าควรเตรียมของไปให้พร้อม 6) นั่งตามที่เจ้าภาพเชิญให้นั่ง 7) หากมีพิธีรดน้ำพระพุทธมนต์ควรเป็นไปตามลำดับอาวุโส 8) ควรหยิบของชำร่วยเพียงชิ้นเดียว หรือตามความเหมาะสม ไม่มากเกินไป 9) การรับประทานอาหารจะเริ่มเมื่อเจ้าภาพประกาศเชิญและควรปฏิบัติตามมารยาทของการรับประทาน อาหาร ในแต่ละแบบ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 24 10) ขณะมีงานพิธีการ ไม่ควรส่งเสียงดัง และงดรับประทานอาหาร 11) หากกลับก่อนเวลา ควรบอกลาเจ้าภาพด้วย 3. มารยาทในการร่วมงานศพ หรืองานอวมงคล มีข้อปฏิบัติดังนี้ 1) แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เพื่อไว้ทุกข์แก่ผู้วายชนม์ 2) เมื่อไปถึงงานแล้วควรแสดงความเสียใจแก่เจ้าภาพ 3) ให้กับพระพุทธรูปก่อน แล้วจึงไปเคารพศพ 4) ในการรดน้ำศพพระภิกษุสงฆ์ ควรกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์3ครั้ง แล้วรดด้วยน้ำอบและกราบอีก3ครั้ง 5) ควรสำรวมกิริยามารยาท ไม่ส่งเสียงดัง 6) ควรนำพวงหรีด หรือเงินสด ไปร่วมทำบุญและแสดงความเสียใจด้วย 7) การเคารพศพ ให้จุดธูปหนึ่งดอก หากเป็นศพเด็ก ให้นั่งสำรวมไม่ต้องไหว้ศพ 8) ถ้าได้รับเชิญไปร่วมงานฌาปนกิจศพ ควรไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อย 9) นั่งในที่ที่เจ้าภาพเชิญให้นั่ง ไม่ควรนั่งหน้าผู้อาวุโส 10) เงียบดอกไม้จันทน์เพียงดอกเดียว ห้ามหยิบ หรือ ส่งต่อให้ผู้อื่น 11) เมื่อประธานในพิธีจุดไฟทุกคนต้องลุกกินขึ้น 12) ไม่ได้ปากฐานวางดอกไม้จันทน์แล้วจึงทยอยกันขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์และทำความเคารพศพก่อน ก่อน ลงจากเมรุ 13) หยิบของชำร่วยเพียงชิ้นเดียว 14) หากกลับก่อนเวลา ควรบอกเจ้าภาพด้วย 4. มารยาทในการร่วมงานรดน้ำดำหัว มีข้อปฏิบัติดังนี้ 1) ผู้ที่ไปรดน้ำดำหัวให้ผู้ใหญ่ ต้องมีอาวุโสน้อยกว่า 2) ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ตามกาลเทศะ 3) น้ำที่จะใช้รด ควรนำไปเอง 4) ควรเตรียมของขวัญได้มอบให้ผู้ใหญ่ด้วยและควรห่อให้เรียบร้อย 5) เมื่อเข้าพบ ให้นั่งพับเพียบ กราบลงศกตั้งมือ 1 ครั้ง ระหว่างรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ผู้ใหญ่เป็นฝ่ายให้พรเราเอง 6) เมื่อเสร็จจากการรับพรแล้ว ให้มอบของขวัญให้ผู้ใหญ่กราบลงศกตั้งมือ 1 ครั้ง 7) ก่อนกับคนกราบลาด้วย
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 25 5. มารยาทในการรับประทานอาหารแบบตะวันตก ประเภทของบริการ 1. การบริการอาหารโดยใช้พนักงานบริการ 2. การบริการอาหารโดยลูกค้าเป็นผู้บริการตัวเอง ชนิดของเมนูและมีอาหาร • ชนิดของเมนู 1. เมนูแบบเลือกสั่ง 2. เมนูอาหารชุด • มื้ออาหาร 1. อาหารเช้า a. เริ่มเวลาหกโมงถึงสิบโมง b. อาหารเช้าแบบยุโรป i. เครื่องดื่มร้อน-เย็น เช่น ชา กาแฟ เป็นต้น ii. ขนมปัง ก้อนกลม ครัวซองต์หรือแบบแผ่น iii. เนย แยม อาหารเช้าแบบอเมริกัน เป็นอาหารเช้าที่หนักกว่าแบบยุโรป เนื่องจากมีอาหารประเภท แป้ง ไข่และมีเนื้อสัตว์ด้วย อาหารเช้าแบบเอเชีย เป็นอาหารเช้าเน้นแป้ง ไข่และเนื้อสัตว์ 2. อาหารก่อนกลางวัน เป็นมื้ออาหารที่รับประทานระหว่างมื้อเช้า กับมื้อกลางวัน โดยปกติจะบริการ เวลา 09.30-13.00 น. อาหารกลางวัน อาหารประเภทจานเดียว อาหารประเภทสองจาน อาหารประเภทสามจาน 3. อาหารว่าง 4. อาหารค่ำ อาหารคล้ายกับมื้ออาหารกลางวัน เป็นมือที่มีรายการอาหารหลากหลาย นิยมเป็นอาหาร แบบสามจาน
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 26 ประเภทโต๊ะอาหาร • โต๊ะอาหารเช้า • โต๊ะอาหารกลางวัน และอาหารค่ำ การแต่งกาย งานเลี้ยงกึ่งพิธีการ งานเลี้ยงแบบพิธีการ มารยาทการรับประทานอาหารแบบตะวันตก • จับช้อนซุปด้วยมือขวา • จับมีดด้วยมือขวา จับซ้อมด้วยมือซ้าย • หยิบเครื่องใช้ที่วางบนโต๊ะ ในส่วนของตน จากข้างนอกเข้าสู่ข้างใน หากใช้ช้อนส้อมในลักษณะจิ้มส้อม ต้องคว่ำเมื่อนำอาหารเข้าปาก • หากใช้ส้อมตักอาหาร ส้อมต้องง่ายเมื่อนำอาหารเข้าปาก • หาก เล่นล่าง หากทำอุปกรณ์ทานอาหารตก ไม่ต้องตกใจให้บอกบริกรและบริกรจะนำมาให้ใหม่และไม่ ต้องก้มลงเก็บแต่อย่างใด • ไม่เคี้ยวอาหารแบบอ้าปากหรือส่งเสียงดัง • ไม่พูดคุยระหว่างอาหารอยู่ในปาก • ตักซุปโดยใช้ช้อนตักออกจากตัวเวลาทันซุปให้ใช้ทานจากข้างช้อน อย่าให้มีเสียงดัง • เมื่อทานซุปเสร็จแล้วให้วางท่อนซุปไว้ในจานรองถ้วยซุป • ใช้มีดสำหรับตัดหรือหั่นอาหารห้ามใช้มีดจิ้มอาหารเข้าปากโดยเด็ดขาด • หากได้รับประทาน ขนมปัง ให้ใช้มือบิขนมปังพอดีคำ ใช้มีดทาเนยทาและส่งขนมปังเข้าปากโดยใช้มือ ซ้าย ไม่หยิบขนมปังขึ้นมากัดทั้งก่อนและไม่ใช้มีดหั่นขนมปัง • การดื่มชาหรือกาแฟ ให้ใช้ช้อนคนให้นมและน้ำตาลให้เข้ากัน เมื่อคนเสร็จ วางช้อนไว้บนจานรองถ้วย อย่าวางช้อนข้าวไว้ในถ้วย และอย่าใช้ช้อนตักชิม • การใช้ผ้าเช็ดปาก ใช้มุมผ้าเช็ดที่มุมปากโดยไม่ยุคคลื่นเฉดทั้งคืนและไม่นำภาพมาเก็บเหน็บไว้ที่เสื้อ ไม่ใช่ผ้าเช็ดปากเช็ดจาน ช้อน ส้อม • ไม่ว่างข้อสอบบนโต๊ะขณะรับประทานอาหาร • ไม่ใช่ไม้จิ้มฟันที่โต๊ะอาหาร
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 27 • ไม่ดื่มน้ำ จากชามล้างมือซึ่งลอยด้วยดอกไม้ • ไม่เรียกเครื่องดื่มที่ตนชอบมารินอีกมื้ออาหารและเครื่องดื่มชุดนั้นผ่านไปแล้ว • ไวน์แดงใช้ดื่มกับเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง • ไวน์ขาวใช้ดื่มกับเนื้อสัตว์ที่มีสีขาวและอาหารทะเล • อุปกรณ์ที่ใช้ในการทานอาหารหวาน จะอยู่ด้านบนของจานอาหาร มารยาทในการทานบุฟเฟต์ • รับประทานอาหารจากเบาไปหนัก • ตักอาหารแค่พอรับประทานคนเดียว ไม่ตักเผื่อเพื่อน และไม่ฝากเพื่อนตักให้ • ใน 1 จาน ควรตักเพียง 3-5 ชนิด เพื่อความสวยงามและเพื่อจะได้รสชาติอาหารที่ถูกต้อง ขนาดอยู่ใน แถวเดินอย่างสุภาพไม่เคาะจานหรือส่งเสียงดัง ตักอาหารที่ต้องการทันทีไม่ควรเขี่ยอาหารที่เราไม่ชอบออกเพราะ อาจจะทำให้อาหารในถาดดูน่าเกลียดได้ • เมื่อพนักงานเสิร์ฟชาหรือกาแฟให้ช่วยเรื่องครีมน้ำตาลออกไปให้คนข้างเคียงด้วย • เมื่ออิ่มแล้วให้วางผ้าเช็ดปากไว้บนโต๊ะข้างๆจาน มารยาทการแนะนำให้รู้จักกัน • ต้องแนะนำชายก่อนหญิง • ถ้าเพศเดียวกันต้องแนะนำผู้น้อยให้ผู้ใหญ่รู้จัก • ต้องขออนุญาตผู้หญิงก่อนที่จะแนะนำผู้ชายให้ฝ่ายหญิงรู้จัก • ฝ่ายหญิงต้องไม่ยื่นมือให้จับ เมื่อได้รับการแนะนำให้ฝ่ายชายรู้จัก • ควรแนะนำพร้อมบอกคุณสมบัติพิเศษที่ทั้งสองฝ่ายอาจจะชอบเหมือนกัน • การได้รับเชิญไปบ้านใดบ้านหนึ่ง แม้ได้รับการแนะนำให้รู้จักกันก็ถือว่าสามารถทำความรู้จักกันได้เอง มารยาทในการสนทนา • ผู้ที่พูดควรมีคุณสมบัติ5 ประการดังนี้ o รู้จักควบคุมอารมณ์ o มีความจำดี o มีไหวพริบปฏิภาณ o มีการศึกษาที่สูงพอสมควร o ไม่ขัดจังหวะการพูด
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 28 เรื่องที่ไม่ควร พูดในวงสนทนา • เรื่องอาชีพของคู่สนทนา • เรื่องการเมืองและเรื่องศาสนา การเป็นผู้ฟังที่ดี • ต้องมีสมาธิในการฟัง • จับประเด็นให้ได้ว่าผู้พูดต้องการสื่อถึงอะไร • ไม่ควรกระซิบกันเพราะว่าเป็นกิริยา ที่ไม่เหมาะสมและน่ารังเกียจ มารยาทที่ควรระวังในการสนทนา • อย่าพูดอะไรที่ไม่ต้องการให้ล่วงรู้ไปถึงคนอื่น • พูดให้กระชับ ชัดเจน ระวังในการใช้คำสแลง • ใช้คำพูดให้ถูกต้อง ตามกาลเทศะ • อยากคุยอวดตนเอง และอย่าพูดเฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจ • หากมีคนชมตรงรับคำชมนั้นด้วยคำขอบคุณ • หากมีคนในวงสนทนาบอกข้อมูลที่ผิด ไม่ควรโต้แย้งโดยตรง มารยาทและพฤติกรรมในห้องประชุม • สำหรับผู้เข้าร่วมประชุม o แนะนำตนเองหากเป็นตัวแทนมาจากหน่วยงานอื่น o นั่งในที่ที่ถูกจัดไว้ให้ o ควรนั่งในท่าเตรียมพร้อมสำหรับการประชุม o ขณะประชุมควรสำรวมกิริยามารยาท o ถามเมื่อเปิดโอกาสให้ซักถาม o ไม่ร้องขออาหารและเครื่องดื่มที่ตนชอบ o อย่าใช้การประชุมเป็นเครื่องมือในการพูดถึงเรื่องส่วนตัว o พึงระลึกเสมอว่าประธานในที่ประชุมมีอำนาจสูงสุดในการดำเนินการประชุม o หากไม่จำเป็นไม่ควรลุกออกจากห้องประชุมก่อนเวลาเลิกประชุม o เก็บเอกสารของตน เมื่อเสร็จสิ้นการประชุม คุณสมบัติของผู้ดี กายจริยา วจีกิริยา มโนจริยา
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 29 หน่วยที่ 4 การพัฒนาคุณภาพชีวิต ภาวะผู้นำ ภาวะผู้นำเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ หน้าที่ ที่จะกำหนดหรือชักจูงให้กลุ่มสมาชิกใน องค์การ ทำงานตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ และการมีอิทธิพลต่อกลุ่มต่าง ๆ ในองค์การ ผู้นำนั้นจึงเป็นปัจจัย สำคัญต่อ ความสำเร็จของงานและองค์การ ความหมายของภาวะผู้นำ (leadership) Dubrin, A.J. กล่างว่า “ภาวะผู้นำคือความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่น และสนับสนุน บุคคลที่ ต้องการเพื่อการบรรลุเป้าหมาย” ชัยเสฎฐ์ พรหมศรีกล่างว่า “ภาวะผู้นำ คือ กระบวนการในการโน้มน้าวและจูงใจของทั้งผู้นำและผู้ตาม เพื่อบรรลุ วัตถุประสงค์ขององค์การผ่านการเปลี่ยนแปลง” Harold D. Koontz and Cyril O Donnellกล่าวว่า “ภาวะผู้นำคือการสร้างอิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้” Daft, R. L. กล่าวว่า “ภาวะผู้นำ คือ อิทธิพลของความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและผู้ตามผู้ซึ่งตั้งใจที่จะเห็น การเปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์ที่สะท้อนถึงจุดมุ่งหมายที่มีร่วมกัน” สรุปได้ว่า ภาวะผู้นำคือพฤติกรรมของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ของบุคคล สติปัญญา ความดีงาม ที่ สามารถนำให้คน ทั้งหลายมาประสานกันและพากันไปสู่จุดมุ่งหมายที่วางไว้ ประกอบด้วยไปด้วยการสร้างและการ พัฒนาให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง ความหมายของผู้นำ คำว่า “ผู้นำ” ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า “Leader” บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าผู้นำคือบุคคลที่ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้า ของกลุ่ม หรือสำนักงานผู้นำในความหมาย นี้เป็นผู้นำโดยตำแหน่งเป็นอำนาจจากภายนอกกลุ่ม สั่งการมาว่าบุคคลผู้นี้ เป็นผู้นำ (สมคิด บางโม,2558,หน้า 219) สมคิด บางโม (2558) ได้กล่าวว่า ผู้นำ (Leader) หมายถึง สมาชิกของกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่มีต่อคนอื่นๆ ในกลุ่มเป็นผู้แผ่อิทธิพลไปยังคนอื่นมากกว่าที่คนอื่นจะแผ่อิทธิพลมายังตนและสมาชิกของคนอื่น ยอมรับว่าบุคคล นี้เป็นผู้นำของกลุ่ม
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 30 ผู้นำ (Leader) หมายถึงสมาชิกของกลุ่มที่ทีอิทธิพลมากที่มีต่อคนอื่น ๆ ในกลุ่มเป็นผู้ที่แผ่อิทธิพลไปยัง คนอื่นมากกว่าที่คนอื่น จะแผ่อิทธิพลมายังตน และสมาชิกของคนอื่นยอมรับว่าบุคคล นี้เป็นผู้นำของกลุ่ม หัวหน้า (head) หมายถึง บุคคลหนึ่งของกลุ่มที่ได้รับอำนาจ จากภายนอกกลุ่มให้มาเป็นผู้นำของกลุ่มซึ่ง สมาชิกกลุ่มอาจมีศรัทธาหรือยอมรับว่าเป็นผู้นำของตนอย่างจริงใจ เป็นผู้นำที่สมาชิกยอมรับด้วยความจำใจเท่านั้น สรุปได้ว่า ผู้นำที่ดีนั้นจะต้องมีความรู้ความสามารถทางด้านสติปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำซึ่งคน ที่มีความเฉลียวฉลาดสามารถ โน้มน้าวให้ผู้อื่นปฏิบัติ ตามได้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี่สามารถเข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดี ทฤษฎีภาวะผู้นำ นักวิชาการจึงได้ทำการศึกษาเรื่องภาวะผู้นำเป็นแนวคิดและทฤษฎีที่คิดที่แตกต่างกันมากมายซึ่งจาก การศึกษา แนวคิดทฤษฎี และการวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำหรือความเป็นผู้นำ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทฤษฎีภาวะผู้นำ 1. ทฤษฎีคุณลักษณะเฉพาะของผู้นำ (Trait Theory) 2. ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสถานการณ์(Personnet & Situation Theory) 3. ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์และความคาดหวัง (Interaction & Expectation Theory) 4. ทฤษฎี3 ปัจจัย (Three Factors of Leadership Theory) 1. ทฤษฎีคุณลักษณะเฉพาะของผู้นำ ผู้นำที่ดีขึ้นอยู่กับคุณลักษณะเฉพาะทางด้านกายภาพสังคมบุคลิกภาพและ คุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลเป็นสำคัญเช่น รูปร่าง สติปัญญา เป็นต้น ผู้นำต้องมีลักษณะเฉพาะ ภาวะผู้นำย่อม เกิดขึ้นเฉพาะผู้ที่มีลักษณะเหมาะสมเท่านั้น คุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ ที่มีส่วนสำคัญกับความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ 1. ความเฉลียวฉลาด 2. ความสามารถพิเศษทางด้านสังคม 3. แรงจูงใจภายในที่ต้องประสบความสำเร็จ 4. ทัศนคติด้านมนุษยสัมพันธ์ ความคล้ายคลึงกันของคุณลักษณะเฉพาะผู้นำที่ได้จากการศึกษาต่าง ๆ ที่มีน้อยเหลือเกินแสดงว่าคุณลักษณะของ ผู้นำนั้นมิใช่สิ่งที่เป็นปัจจัยโดยตรงต่อภาวะผู้นำ 2. ทฤษฎีผลกระทบระหว่างบุคคลและสถานการณ์คุณลักษณะของผู้นำจะต้องมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์จึง จะทำให้เกิดภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ฟังเบื้องหลังความคิดนี้คือลักษณะของสถานการณ์ใดก็ตาม ทฤษฎีลักษณะ ผู้นำมิได้หมายความว่า จะเป็นผู้นำได้ทุกโอกาสหรือทุกสถานการณ์
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 31 3. ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์และความคาดหวัง บุคคลใดจะนำกลุมให้บรรลุเป้าหมายได้ดีที่สุด สมาชิกคนหนึ่งคนในของ กลุ่ม อาจจะเป็นผู้นำได้หากบุคคลนั้นมีลักษณะเหมาะสมเป็นผู้ริเริ่มบทบาทนำกลุ่มและบทบาทเหล่านั้นย่อมขึ้นอยู่ กับสถานการณ์ของกลุ่มและเป็นที่ยอมรับ เป็นทฤษฎีที่ผู้นำเป็นไปได้หลายแง่มุม มีกระบวนการที่แตกต่างกันและ แล้วแต่สถานการณ์ในกลุ่มซึ่งเกิดจากปฏิสัมพันธ์ในส่วนใดส่วนหนึ่งของกลุ่ม และการปฏิสัมพันธ์นี้เป็นผลเนื่องจาก การกระทำร่วมกันเพื่อให้ถึงจุดมุ่งหมาย 4. ทฤษฎี3 ปัจจัย ความต้องการแบบของพฤติกรรมและเป้าหมายของกลุ่มผู้ตามประกอบลักษณะของ สถานการณ์จะก่อให้เกิดเค้าโครงหรือพฤติกรรมของผู้นำที่จะต้องนำไปปฏิบัติ การรับรู้ของผู้นำเองความสัมพันธ์ต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ปัจจัย 3 อย่างคือ 1. สถานการณ์ 2. ความคาดหวังของผู้ตาม 3. แรงจูงใจ สรุป ภาวะผู้นำเป็นเรื่องสำคัญต่อการบริหารองค์กรและการแข่งขันทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น นักวิชาการในหลายยุค สมัย จึงได้ทำการศึกษาเรื่องภาวะผู้นำกันเป็นจำนวนมาก จนก่อเกิดเป็นแนวคิดและทฤษฎีที่คิดแล้วมองในมุมที่ แตกต่างกัน แนวคิดต่าง ๆ เหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบของภาวะผู้นำ แบบของผู้นำนั้นเป็นแนวทางที่ทำให้มีทิศทางในการนำแผนไปใช้และจูงใจคนเพื่อทำให้การทำงานใน ฐานะผู้นำสามารถเลือกนำไปใช้กับคนที่มีลักษณะแตกต่างกันไปได้สำหรับรูปแบบผู้นำแต่ละแบบขึ้นอยู่กับการ เลือกและนำไปใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กร แบบของภาวะผู้นำ มีดังต่อไปนี้ 1. แบบของภาวะผู้นำตามแนวคิดดั้งเดิม 2. แบบของภาวะผู้นำตามแนวคิดสมัยใหม่ 3. ผู้นำตามสถานการณ์ 1. แบบของภาวะผู้นำตามแนวคิดดั้งเดิม แบบของภาวะผู้นำหรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นเรียกว่า แบบของผู้นำนี้ได้รับความสนใจมากมานานแล้ว โดยมุ่ง ศึกษาที่ตัว ผู้นำว่ามีลักษณะการบริหารอย่างได้มีการศึกษาพิจารณากันมามากมายหลายกรณีแล้วแต่จะตั้งเกณฑ์ ขึ้นมา 1.1 แบบของภาวะผู้นำ ตามแนวคิดดั้งเดิมมี4 แบบดังต่อไปนี้ 1.1.1 พิจารณาจากสถานภาพของผู้นำ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 32 1. ผู้นำแบบใช้พระเดช ผู้นำแบบใช้พระคุณ ผู้นำแบบใช้สัญลักษณ์ 1.1.2 พิจารณาลักษณะวิธีการทำงาน แบ่งออกเป็น 4 แบบ ผู้นำแบบเจ้าระเบียบ ผู้นำแบบบงการใช้ วิธีการสั่งงานเป็นใหญ่ผู้นำแบบจูงใจ ผู้นำแบบรวม 1.1.3 พิจารณาลักษณะวิธีใช้อำนาจ แบ่งออกเป็น 3 แบบผู้นำแบบเผด็จการ ผู้นำแบบปล่อยปะละเลย ผู้นำแบบประชาธิปัตย์ 1.1.4 พิจารณาจากลักษณะการใช้อำนาจควบคุม แบ่งออกเป็นสามแบบผู้นำแบบใช้อำนาจบังคับผู้นำ แบบใช้อำนาจอรรถประโยชน์บังคับผู้นำแบบใช้อำนาจธรรมเนียมประเพณีบังคับ 1.2 ผลงานของลิปปิตต์ 1.2.1 ผู้นำแบบเผด็จการ 1.2.2 ผู้นำแบบประชาธิปไตย 1.2.3 ผู้นำแบบปล่อยปะละเลย แบบของผู้นำตามแนวคิดดั้งเดิม จากการวิจัยของชอว์ พบว่า กลุ่มที่มีหัวหน้าแบบเผด็จการทำงานได้เร็วกว่าและดีกว่ากลุ่มที่ มีหัวหน้า แบบประชาธิปไตย แต่สมาชิกในกลุ่มประชาธิปไตยพในกลุ่มของตนมากกว่าสมาชิกในกลุ่มแบบเผด็จการ 1.3 พฤติกรรมของผู้บริหาร พฤติกรรมของผู้นำแต่ละแบบขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจของผู้นำกับความมีอิสระของ ผู้ใต้บังคับบัญชา ระดับ 1 ผู้นำตัดสินใจเองทั้งหมด ระดับ 2 ผู้นำตัดสินใจเองแล้วอธิบายเหตุผลให้ทราบ ระดับ 3 ผู้นำเสนอการตัดสินใจแล้วให้ซักถามได้ ระดับ 4 ผู้นำเสนอการตัดสินใจและให้ร่วมเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ระดับ 5 ผู้นำระบุปัญหา ขอคำแนะนำจากผู้ใต้บังคับบัญชา ระดับ 6 ผู้นำระบุปัญหา กำหนดขอบเขตการตัดสินใจแล้วให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตัดสินใจ ระดับ 7 ผู้นำปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาระบุปัญหาและตัดสินใจกันเอง 2. แบบของภาวะผู้นำตามแนวคิดสมัยใหม่ 2.1 ภาวะผู้นำแบบสภาบันมิติ-บุคลามิติการบริหารเป็นระบบ หนึ่งซึ่งมีองค์ประกอบสองด้าน หรือสองมิติคือ ด้านสถาบัน และด้านบุคคล เกตเซลล์และกูบาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ผู้นำแบบจุดสถาบันเป็นหลัก ผู้นำแบบยึด บุคคลเป็นหลัก ผู้นำแบบผสมผสาน
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 33 2.2 ภาวะผู้นำแบบมุ่งงาน-มุ่งความสำคัญ สถาบันวิจัยธุรกิจ มหาวิทยาลัยโอไฮโอสหรัฐอเมริกา แบ่งผู้นำ ออกเป็น 2 ประเภท 2.3 ผู้นำแบบให้ความสำคัญต่อคนต่อการผลิต Block and outon ยึดหลักว่าผู้นำที่ดีต้องให้ความสำคัญ ทางด้านกลุ่มบุคคลและด้านการผลิต จึงได้ทำ การสร้างตาข่ายการบริหาร ขึ้นเพื่อศึกษาแบบของผู้นำ ผู้นำหรือผู้บริหารให้คะแนนการปฏิบัติงานของตน คะแนน ของผู้บริหารจะได้มาก จากทั้งคะแนนการให้ความสำคัญต่อบุคคลและการผลิต จากตาข่ายการบริหาร ได้แบ่งแบบของผู้นำออกเป็น 5 แบบ ดังนี้ 1) แบบใหม่ให้ความสนใจอะไรเลย 2) แบบมนุษย์สัมพันธ์สูงมาก 3) แบบมุ่งงาน 4) แบบทำงานเป็นกลุ่ม 5) แบบเดินทางสายกลาง 3. ผู้นำตามสถานการณ์ เป็นทฤษฎีที่น่านำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับ สิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ได้แก่ 3.1 ผู้นำตามสถานการณ์ 3.2 ทฤษฎีผู้นำสู่เป้าหมาย 3.3 ทฤษฎีThe Situational Leadership Theory Model สรุป การที่บุคคลได้รับบทบาทการเป็นผู้นำในตำแหน่งบริหาร ก็ทำให้บุคคลนั้น ได้รับอำนาจและเกิดอิทธิพล ต่อผู้อื่นตามมาผู้บริหารและผู้นำสามารถ เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่ให้การยอมรับนับถือได้เช่นเดียวกันกับที่มาจากการ แต่งตั้งอย่างทางการในองค์กรที่ดีจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำและการบริหารจัดการที่ดีจึงทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด การพัฒนาความเป็นผู้นำ การพัฒนาความเป็นผู้นำนั้น เป็นแนวความคิดใหม่ สำหรับค้นหาผู้นำที่เหมาะสมหรือสำหรับผู้ที่ต้องการ เป็นผู้นำที่แท้จริง ซึ่งประกอบไปด้วย แนวความคิดสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตาม จะเน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้จัดการและพนักงานที่ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยน ลักษณะก็ยังต้องคำนึงถึงในส่วนที่ยังไม่เกี่ยวข้องกับพนักงาน คือ การวางแผน งบประมาณและหมาย กำหนดต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. ผู้นำที่มีบารมี จะเป็นผู้นำที่ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ท้าทายต่อผู้ปฏิบัติ ตามงานตามที่คาดหวัง
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 34 2. ผู้นำแบบผู้รับใช้ ผู้นำลักษณะนี้จะมุ่งเน้นในการบริการผู้อื่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งพนักงานและ องค์กรมากกว่าเพื่อตนเอง ผู้นำประเภทนี้มีลักษณะเฉพาะคือ 1. ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี 2. สามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ดี 3. ช่วยผ่อนคลายความรู้สึกไม่ดี 4. รู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อน 5. ใช้วิธีโน้มน้าวมากกว่าการใช้อำนาจหน้าที่ 6. มีแนวคิดกว้างไกล 7. สามารถคาดคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นได้ 8. เชื่อว่าตนเองเป็นผู้ที่คอยดูแลทั้งพนักงานและวัตถุดิบ 9. เป็นผู้รับผิดชอบความก้าวหน้าของทุกคน 10. เป็นผู้ก่อตั้งชุมชนทั้งภายในและภายนอกบริษัท 3. ผู้นำแบบจงรักภักดี เป็นแนวความคิดของ Frederick F. Reichheld ซึ่งเขากล่าวว่าบริษัทที่ประสบ ความสำเร็จและยังคงรักษาความจงรักภักดีของพนักงานลูกค้าและนักลงทุนไว้ได้ โดยที่ความจงรักภักดีในลักษณะ นี้เป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากคำพูดและการตัดสินใจ วิธีการสร้างหรือรักษาความจงรักภักดีไว้นั้น ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้เริ่มต้นก่อน ดังนี้ 3.1 การอบรมที่ต้องฝึกฝน 3.2 ทำเพื่อความสำเร็จของทั้งฝ่าย 3.3 การสรรหาเลือกสิ่งที่เหมาะสม 3.4 ทำให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย 3.5 ให้รางวัลกับผลงานที่ถูกต้อง 3.6 ตั้งใจฟังแล้วพูดตรงประเด็น สรุป ผู้นำเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรทั้งนี้ พผู้นำมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ โดยตรงที่จะต้องวางแผนสั่งการดูแลและควบคุมให้บุคลากรขององค์กรปฏิบัติงานต่างๆให้ประสบความสำเร็จตาม เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ปัญหาที่เป็นที่สนใจของนักวิชาการและบุคคลทั่วไปอยู่ตรงที่ว่า ผู้นำทำอย่างไร หรือมีวิธีการนำอย่างแท้จริงทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตามเกิดความคิดผูกพันกับงานแล้ว ทุ่มเทความสามารถ และพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จด้วยความเต็มใจ ผู้นำที่มีภาวะผู้นำที่ดี แต่จะต้องเป็นคนที่มีการพัฒนาศักยภาพ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 35 ของตนเองอยู่ตลอดเวลาสามารถดูแลปกครองพนักงานระดับล่างได้และที่สำคัญต้องพัฒนาตัวเองต้องมีการ ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จในชีวิต เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสังคมให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพตามที่สังคมปรารถนา สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ มีสุขภาพดี และมีความมั่นคงในชีวิต ส่วนเป้าหมายของการดำเนินชีวิตของแต่ ละบุคคล คือ การประสบความสำเร็จในชีวิต เช่น ในระยะเยาว์วัยต้องการประสบความสำเร็จทางด้านการเรียน (Study Success) เมื่อทำงานต้องการความสำเร็จในการประกอบอาชีพ (Career Success) ในหน้าที่การงาน จนกระทั่งสามารถประสบความสำเร็จในชีวิต (Life Success)รวมทั้งความต้องการความมั่นคงในชีวิต การมี เสรีภาพ และการยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันในสังคม ในอดีตที่ผ่านมา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้บรรลุถึงเป้าหมาย คือ ความสำเร็จในชีวิตนั้น มุ่งเน้นการ เสริมสร้างความเฉลียวฉลาดทางด้านสติปัญญา ให้เป็นคนเก่ง คนฉลาด คนที่คิดได้รวดเร็ว จำได้ มากกว่าหรือมี ความรู้มากกว่า คงทนยั่งยืนกว่าผู้อื่น ความสามารถดังกล่าวมีดัชนีชี้วัดระดับสติปัญญาของ มนุษย์ที่เรียกว่า ไอคิว หรือ IQ (Intelligence Quotient) ประกอบด้วยความสามารถใน 8 ด้าน คือ
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 36 1) ความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) คือ ความสามารถในการรับรู้ของตนเอง ช่วยให้ บุคคลสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสร้างสรรค์และมีความสุข โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ ความดี ความเก่ง และ ความสุข ในด้านความดีนั้นผู้เรียนจะต้องมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์และ ความต้องการของตนเอง รู้จัก เห็นใจผู้อื่น และมี ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ส่วนด้านความเก่งผู้เรียนจะต้องมี ความรู้ความเข้าใจเนื้อหา รู้จัก ตนเอง สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และด้านความสุขผู้เรียน จะต้องสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ด้วยความภูมิใจในตนเอง พอใจในชีวิต และมีความสุขสงบทางใจ ทั้งนี้ได้มีหน่วยงานและนักวิชาการได้ให้ความหมายเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ไว้ดังนี้ 1. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความหมายว่า ความฉลาดทางอารมณ์ คือ ความสามารถทางอารมณ์ที่จะช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข โดยมีความ หมาย ใกล้เคียงกับคำว่า Emotional Intelligence, Emotional Ability, Interpersonal Intelligence และ Multiple Intelligence ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ ดี เก่ง และสุข 1.1 ดี หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง รู้จักเห็นใจ ผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งจะต้องมีลักษณะสำคัญดังนี้ 1.1.1 ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง ได้แก่ รู้อารมณ์และความ ต้องการของตนเอง ควบคุมอารมณ์และความต้องการได้ และแสดงออกอย่างเหมาะสม 1.1.2 ความสามารถในการเห็นใจผู้อื่น ได้แก่ ใส่ใจผู้อื่น เข้าใจและยอมรับผู้อื่นและแสดงความเห็นใจ อย่างเหมาะสม 1.1.3 ความสามารถในการรับผิดชอบ ได้แก่ รู้จักการให้ รู้จักการรับ รู้จักรับผิด รู้จักให้อภัย และเห็น แก่ประโยชน์ส่วนรวม 1.2 เก่ง หมายถึง ความสามารถในการรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาและแสดงออกได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ซึ่งจะต้องมีลักษณะดังนี้ 1.2.1 ความสามารถในการรู้จักและสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง ได้แก่ รู้ศักยภาพของตนเอง สร้างขวัญ และกำลังใจให้ตนเองได้มีความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย 1.2.2 ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหา ได้แก่ รับรู้และเข้าใจปัญหา มีขั้นตอนในการ แก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม มีความยืดหยุ่น
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 37 1.2.3 ความสามารถในการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น ได้แก่ รู้จักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น กล้า แสดงออกอย่างเหมาะสม และแสดงความเห็นที่ขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์ 1.3 สุข หมายถึง ความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข มีความภูมิใจในตนเองพอใจในชีวิต และมี ความสุขสงบทางใจ ซึ่งจะต้องมีลักษณะดังนี้ 1.3.1 ภูมิใจในตนเอง ได้แก่ เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง 1.3.2 พึงพอใจในชีวิต ได้แก่ รู้จักมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน และพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ 1.3.3 มีความสงบทางใจ ได้แก่ มีกิจกรรมที่เสริมสร้างความสุข รู้จักผ่อนคลาย และมีความสงบทาง จิตใจ 2. นายแพทย์เทิดศักดิ์ เดชคง ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ได้กล่าวเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) หรือ EQ (Emotional Quotient) ว่าเป็นความฉลาดในการควบคุมสภาวะทางจิตใจที่มีผลมาจาก การตอบสนองต่อตัวกระตุ้นทั้งที่มาจากภายใน เช่น ความสบาย ความเจ็บระบมรวมทั้งตัวกระตุ้นที่มาจากสิ่งเร้า ภายนอก เช่น บุคคลอื่นๆ อุณหภูมิ เสียง แสง โดยแบ่งเป็น 3 หัวข้อ คือ 2.1 ความเข้าใจตนเอง (Self Awareness) คือ การเข้าใจในความรู้สึกของตนเอง การมีจุดมุ่งหมายใน ชีวิต (Goal) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนรู้ข้อเด่นและจุดด้อยของตนเองอย่างปราศจากอคติ 2.2 ความเข้าใจผู้อื่น (Empathy) คือ การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และแสดงออกมาซึ่งความรู้สึกนั้น อย่างเหมาะสม 2.3 ความสามารถในการแก้ไขความขัดแย้ง (Conflict Solving) คือ ความสามารถแก้ไขปัญหาหรือรู้จัก จัดการความเครียดในจิตใจของตนเองได้ 3. Six Seconds ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1997 กล่าวถึงความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ว่าเป็นความสามารถในการใช้อารมณ์ และความรู้สึกได้อย่างมีประสิทธิภาพและงอกงาม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบ การศึกษา องค์กร Six Seconds ได้แบ่งลักษณะของความฉลาดทางอารมณ์ไว้ 5 ด้าน ได้แก่ 3.1 การเข้าใจตนเอง (Intrapersonal) หรือความตระหนักในตนเอง (Awareness) เป็นความสามารถใน การรู้จัก เข้าใจ ตระหนัก และเท่าทันความรู้สึกของตนเอง สามารถควบคุมการแสดงออกของตนได้อย่างเหมาะสม ตามกาลเทศะและสถานการณ์นั้นๆ เช่น เวลาใดควรหลีกเลี่ยงปัญหา เวลาใดควรขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ยัง รวมถึงการรู้จุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 38 3.2 การเข้าใจผู้อื่น (Interpersonal) หรือความมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Relationships) เป็นความสามารถ ในการเข้าสังคมหรือการผูกมิตรกับผู้อื่น สามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ตลอดจนสื่อสารและจัดการกับความรู้สึก นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.3 การจัดการความเครียด (Stress Management) หรือความสามารถในการอดทน (Stress Tolerance) เป็นการควบคุมปฏิกิริยาทางธรรมชาติขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่เกิดขึ้นเมื่อพบปัญหาการเปลี่ยนแปลง และสถานการณ์หรือปัจจัยกระตุ้นต่างๆ 3.4 การปรับตัว (Adaptability) หรือความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็น ความสามารถในการปรับตัวหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับผู้อื่น บุคคล สถานการณ์ หรือลักษณะงานที่ แตกต่างกันภายในระยะเวลาที่เหมาะสม 3.5 การควบคุมอารมณ์ (General Mood) หรือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข (Happiness) เป็น ความสามารถในการดำเนินชีวิตภายใต้อารมณ์ขั้นพื้นฐาน เช่น การดีใจ การเสียใจ การมี การไม่มี ได้อย่างมี ความสุข โดยรู้ถึงอารมณ์พื้นฐานนั้นๆ มีความพึงพอใจในชีวิต มองโลกในแง่ดีรู้สึกพึงพอใจต่อสิ่งที่กระทำ และไม่ ย่อท้อต่ออุปสรรค ตลอดจนมีความพยายามมุ่งมั่นเพื่อให้เกิดผลสำเร็จในชีวิต จากความหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่าความฉลาดทางอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาตนเองเพื่อให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์แบ่งเป็น 2 ประการ ได้แก่ (1) ตนเอง คือ ความสามารถในการเข้าใจและควบคุมตนเอง และ (2) ผู้อื่น คือ ความสามารถในการสื่อสารและ แสดงออกต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสม การพัฒนาสู่ความสำเร็จในชีวิตจะต้องอาศัยปัจจัยสำคัญทั้ง 2 ด้าน โดยในสังคม ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง ผู้คนในสังคมต้องสามารถปรับตัวต่อภาวะกดดันต่อการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญที่จะ ช่วยป้องกันภาวะความล้มเหลวทั้งทางจิตใจ ร่างกาย และพฤติกรรมดังกล่าวก็คือ การบริหารจัดการความเครียด ซึ่งจะช่วยให้ผู้นั้นสามารถจัดการความเครียด ปรับตัว และควบคุมอารมณ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) การเข้าใจตนเอง การเข้าใจตนเอง (Intrapersonal) เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เพราะการ ควบคุมตนเองย่อมกระทำได้ง่ายกว่าการควบคุมผู้อื่น เนื่องจากเมื่อเราต้องการควบคุมตนเอง ก็จำเป็นจะต้องเข้าใจ และรู้ความต้องการหรือปัจจัยต่าง ๆ ของตนเองว่าเหตุใดเราจึงต้องการสิ่งนั้นหรือรู้สึก ถึงสิ่งนั้น โดยไม่ตกเป็นทาส หรือตกอยู่ภายใต้แรงกระตุ้นของปัจจัยหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว ความตระหนักรู้ ในตนเองประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) การจัดการ ตนเอง (Self-Management) และการ จูงใจตนเอง (Self-Motivation)
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 39 ความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) หรือการรู้จักตน (อัตตัญญุตา) เป็นการพิจารณา เพื่อทำ ความเข้าใจตนเอง โดยรู้จักฐานะ การรับรู้ ความสามารถ ตลอดจนอารมณ์ของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้เรารู้ความ ต้องการ ข้อดี และข้อบกพร่องของตนเอง เช่น เราเป็นคนอย่างไร เราเก่งอะไร เราไม่เก่งอะไร และเราไม่ชอบอะไร การจัดการตนเอง (Self-Management) เป็นความสามารถในการจัดการหรือการควบคุม ตนเอง (Self-Control) หรือการกำหนดตนเอง (Self-Regulation) ที่มีต่อความรู้สึกและอารมณ์ ของตนเองได้อย่าง เหมาะสมต่อสถานที่และเวลานั้น ตลอดจนสามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์และ ความรู้สึกของตนเองได้ตามต้องการ เช่น เมื่อรู้สึกมีความทุกข์มากก็สามารถปรับเปลี่ยนความรู้สึกทุกข์ มากนั้นเป็นความทุกข์ น้อยลงจนปราศจาก ความทุกข์ เมื่ อรู้ สึกมี ความสุ ขมาก ก็ สามารถปรับเปลี่ยน เป็นความรู้สึกสุขอย่างพอดีเพื่อรู้ถึงความไม่แน่นอน ของชีวิต และสามารถนำไปสู่สภาวะปกติ ในการดำรงชีวิตได้ การจูงใจตนเอง (Self-Motivation) เป็นความสามารถในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยให้ กำลังใจและกระตุ้นให้ตนเองปฏิบัติในทางที่ถูกต้องและเหมาะสม สามารถกำหนดทิศทาง และระดับความตั้งใจ เพื่อให้เกิดความพยายามในการกระทำต่อสิ่งที่ต้องการ โดยแรงจูงใจที่เกิดขึ้น จะเป็นสิ่งกำกับพฤติกรรมของตนเอง ที่จะกระทำต่อสิ่งต่าง ๆ โดยสามารถกำหนดแรงผลักดันหรือ กระตุ้นการกระทำเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง เพื่อการไปสู่ เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างมีความสุข การสร้างแรงจูงใจตนเองจัดเป็นการสร้างแรงกระตุ้นจากภายใน (Intrinsic Motive) ซึ่งจะคงทนและมี ประสิทธิภาพมากกว่าการสร้างแรงจูงใจจากแรงกระตุ้นจากภายนอก (Extrinsic Motive) ที่มักเกิดจากรางวัลที่ได้ เมื่อกระทำสิ่งนั้นๆ สำเร็จ เช่น ค่าตอบแทน ของรางวัล และคำชมเชย แนวทางการสร้างแรงจูงใจตนเอง ได้แก่ การ กำหนดเป้าหมายหรือความต้องการที่แท้จริงของตนเอง โดยตั้งเป็นเป้าหมายระยะสั้น (สิ่งที่ต้องการทำให้เสร็จ โดยเร็ว) และเป้าหมายระยะยาว (สิ่งที่ได้รับสืบเนื่องจากการกระทำในเป้าหมายระยะสั้น) ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มี ต่ออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในการทำงาน รู้จักบริหารจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นเพื่อให้ตนเองไปถึงเป้าหมายที่ ต้องการ มีความยืดหยุ่นในชีวิตและมองเห็นความเป็นจริงว่าไม่มีอะไรที่ดีเลิศหรือสมบูรณ์แบบ มีเพียงสิ่งที่ดีที่สุดใน สภาพแวดล้อมหรือปัจจัยนั้นๆ 3) การเข้าใจผู้อื่น การเข้าใจผู้อื่น (Interpersonal) เป็นทักษะที่มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ความรู้สึก ความ คิดเห็นของผู้อื่น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในแง่บวก ปัจจุบันมีแนวทางในการสร้าง ความ เข้าใจผู้อื่นหลายแนวทาง เช่น การศึกษาด้านความต้องการระหว่างบุคคล (Interpersonal Needs) การศึกษาด้าน ความดึงดูดใจ (Interpersonal Attraction) และการศึกษาด้านการสื่อสารกับผู้อื่น ( Interpersonal
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 40 Communication) ทั้งนี้ การศึกษาเพื่อการเข้าใจผู้อื่นเรียกโดยรวมว่า ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) คือ ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ เจตคติ แล้วตอบสนองต่อความ เข้าใจนั้นได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดมิตรภาพต่อผู้อื่น ลดความขัดแย้ง ผู้ที่จะเข้าใจผู้อื่นจะต้องมีลักษณะสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ สัมพันธภาพระหว่างบุคคล การเอาใจใส่ และการรับผิดชอบต่อสังคม 1.สัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal Relationship) เป็นการพัฒนาและรักษา ความสัมพันธ์ที่น่าพึงพอใจระหว่างตนเองกับผู้อื่นหรือบุคคลสองฝ่าย โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องมี ความไว้วางใจและ เห็นอกเห็นใจกัน 2.การเอาใจใส่หรือความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น (Empathy) เป็นการตระหนั กเข้าใจและเห็น คุณค่าในวิธีการหรือการกระทำของผู้อื่น เอาใจใส่ในความสามารถหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นๆ ตลอดจนเข้า ใจความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งในด้านเพศ วัย ระดับการศึกษา และอื่นๆ ส่งผล ให้เกิดความเคารพในผู้นั้น 3.การรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) เป็นการเข้าใจผู้อื่นอันเป็นประโยชน์ ต่อ ส่วนรวม โดยมีความเต็มใจที่จะกระทำต่อสังคมหรือกลุ่มของสังคม ตลอดจนกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรับผิดชอบ อย่างมีจิตสำนึก และแสดงความห่วงใยต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถ ในการยอมรับและนับถือผู้อื่นจน เกิดความร่วมมือและความช่วยเหลือที่ส่งผลต่อส่วนรวม ปัจจุบัน การรับผิดชอบต่อสังคมได้ขยายความสำคัญและมี บทบาทอย่างมากต่อสังคม ทำให้ เกิดเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หรือซีเอสอาร์ (CSR : Corporate Social Responsibility) ทำให้เกิดโครงการเพื่อสังคมของหน่วยงานแทบทุกแห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ในการปรับตัวและปรับแนวความคิดที่มุ่งไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคมนอกเหนือจากการแสวงหา ผลประโยชน์ของ ตนเอง ส่งผลให้เกิดการสร้างกระแสแนวความคิด และปรับเปลี่ยนทัศนคติในการ รับผิดชอบต่อสังคมและอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมอย่างแพร่หลาย 4) การบริหารจัดการกับความเครียด ความเครียด (Stress) คือ ภาวะทางอารมณ์และร่างกายที่อยู่ในความไม่สบายทั้งจากปัจจัย ภายในที่ตน สร้างขึ้นและจากปัจจัยภายนอกที่สภาพแวดล้อมสร้างขึ้น ความเครียดมีทั้งที่ดี (Eustress) ที่จัดเป็นแรงกระตุ้น หรือแรงจูงใจภายในที่จะส่งผลให้บุคคลนั้น ๆ เกิดความกระตือรือร้นและมีความมุ่งมั่น ในชีวิต เช่น ความเครียด เมื่อทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ย่อมส่งผลให้บุคคลนั้น ๆ มุ่งมั่นในการทำงาน มากยิ่งขึ้น ความเครียดประเภทนี้ ดี แต่ไม่ควรมีมากจนเกินไปเนื่องจากจะกลายเป็นความเครียดที่ไม่ดี (Distress) ขึ้น ความเครียดดังกล่าวจัดเป็น โรคที่ส่งผลกระทบทั้งต่อสภาพร่างกายและสภาวะจิตใจ ประเภทเรื้อรังที่รักษาให้หายขาดได้ยาก โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่มีสภาวะความเร่งรีบ และมีการแข่งขันสูง จากผลสำรวจของกรมสุขภาพจิต
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 41 กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2550-2551 พบว่า คนไทยมีปัญหาภาวะความเครียดสูงถึง 60% โดยมีสาเหตุมาจาก ปัจจัยสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. สาเหตุจากจิตใจ เกิดจากความ รู้สึกภายในของผู้ป่วย ซึ่งอาจเกิดจากความต้องการ สิ่งต่าง ๆ ทั้งที่คาดหวังและไม่ได้คาดหวังไว้แล้ว คิดมากจนเกิดอาการฟุ้งซ่าน หรือการวิตกกังวล 2. สาเหตุจากความเจ็บป่วยทาง ร่างกาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการเจ็บป่วยด้วยโรค เรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ 3. สาเหตุจากการเปลี่ยนแปลง ในชีวิต การเปลี่ยนแปลงประเภทนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนมักต้องเผชิญ แต่บางคนไม่ สามารถยอมรับได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางหน้าที่การงาน การเปลี่ยนแปลงของคนรัก และการเปลี่ยนแปลงของ ชีวิต (การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย) 4. สาเหตุจากสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลกระทบจนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาการว่างงาน ปัญหารถติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นต้น การออกกำลัง เป็นวิธีการลดความเครียดที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเมื่อมนุษย์ ออกกำลังกายร่างกายเผา ผลาญสาร อะดรีนาลิน (Adrenalin) และคอร์ติซอล (Cortisol) ที่หลั่งออกมาเมื่อเกิดความเครียด ทำให้นํ้าตาลใน เลือดผิดปกติและลดระดับ คอลลาเจน ทำให้เกิดริ้วรอยบน ใบหน้า เมื่อร่างกายเกิดการเผาผลาญด้วยการ ออก กำลังกายจะทำให้เกิดความสมดุลของ ระดับฮอร์โมน และมีความเครียดน้อยลง ฝึกใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้ายด้วยการทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น การฟังดนตรี การปลูก ต้นไม้ เนื่องจากสมองซีกขวาจะทำงานด้านศิลปะ จินตนาการ และสุนทรียภาพ ส่วนสมองซีกซ้าย จะทำงานด้านการคิด วิเคราะห์ ตรรกะในภาวะการทำงานโดยทั่วไปจึงมักใช้แต่สมองซีกซ้าย เพื่อคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่าง ๆ มาก จนสมองซีกขวาฝ่อลงจนเกิดความเครียดมากขึ้น 3. หลีกเลี่ยงการทำงานจำเจซ้ำซาก แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าวได้ ก็ควร หากิจกรรม ใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์มาเสริมในชีวิตประจำวัน เช่น การไปท่องเที่ยว การเดินกลับแทน การขึ้นรถในระยะใกล้ๆ 4. ฝึกจิตใจให้คุ้นเคยต่อความเปลี่ยนแปลงในชีวิต และวางแผนเพื่อลดความเสี่ยงจาก การดำเนินชีวิต เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเป็นสิ่งแน่นอนที่ทุกคนต้องเผชิญ บุคคลจึงควร หาวิธีป้องกันหรือลดอันตรายที่ จะเกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เช่น การออมเงินการทำประกันสังคม 5. กำหนดให้ทำอะไรให้ช้าลง ลดความรีบร้อน แต่เตรียมการแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากเมื่อเรา อยู่ในสภาวะ รีบเร่ง ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลินซึ่งมีผลต่อร่างกาย
ง30254 ทักษะชีวิตและสังคม 42 5) การปรับตัว การปรับตัว (Adaptability) หรือความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็น ความสามารถในการปรับตัวหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อต้องเผชิญกับบุคคล สถานการณ์ หรือลักษณะงาน ที่ แตกต่างกันภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อสนองความต้องการและความพึงพอใจอย่างสูงสุด โดยสร้าง ความสัมพันธ์ที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม การปรับตัวจะช่วยให้มนุษย์ลดความอึดอัดหรือความไม่สะดวกใจในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ช่วยสร้างความ เข้าใจอันดีในการอยู่ร่วมกัน ลดความเครียดและความกดดันในชีวิต ตลอดจนเปิดโอกาส ให้ตนเองได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต 6) การควบคุมอารมณ์ การควบคุมอารมณ์ (General Mood) หรือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข (Happiness) เป็นความ สามารถใน การดำเนินชีวิตภายใต้อารมณ์ขั้นพื้นฐาน เช่น การดีใจ เสียใจ การได้มา การเสียไป อย่างมีความสุข โดยรู้ถึง อารมณ์ขั้นพื้นฐานนั้น ๆ มีความพึงพอใจในชีวิต และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ตลอดจนมีความพยายาม มุ่งมั่นเพื่อให้ เกิดผลสำเร็จในชีวิต การควบคุมอารมณ์สามารถทำได้หลายวิธี เช่น * การรับรู้ตนเอง รู้ว่าตนกำลังมีสภาวะทางอารมณ์อย่างไร เช่น รู้ว่าโกรธ รู้ว่าตื่นเต้น * การหายใจ คือ มีสติรับรู้ลมหายใจเข้า-ออก เพื่อดึงจิตใจให้สู่สภาวะที่สงบ
หนังสืออ้างอิง ไพรินทร์ สระแก้ว. หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ทักษะชีวิตและสังคม. กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน์. สุชาดา วราหพันธ์. หนังสือเรียน อาชีวศึกษา ทักษะชีวิตและสังคม. กรุงเทพมหานคร: เอมพันธ์. ศุภลักษณ์ แสนยาพันธุ์และคณะ. 2562. หนังสือเรียน ทักษะชีวิตและสังคม. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศูนย์ ส่งเสริมอาชีวะ.
ทักษะที่จำ เป็น ป็ สำ หรับรัมนุษนุย์เย์พื่อพื่ ให้สห้ามารถ ประโยชน์ใน์ห้สัห้งสัคมเจริญริก้าวหน้าน้ต่อไป ดำ รงชีวิ ชี ตวิอยู่ใยู่ นสังสัคมได้อย่า ย่ งมี ประสิทสิธิภธิาพ สงบสุข สุ และสร้า ร้ งสรรค์