The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความ เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี วิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

บทความ เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี วิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

บทความ เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี วิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการออกแบบและ เทคโนโลยีที่จัดการเรียนการสอนโดยการใช้รูปแบบ ก ร ะบ วน ก า ร สืบเส า ะห า ค ว า ม รู้ เ รื่ อง ก า ร เปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยีของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ มีต่อการใช้รูปแบบรูปกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง รวมทั้งสิ้น 35 คน ปีการศึกษา 2566 โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ 1) แผนการจัดการ เรียนรู้กระบวนการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้จ านวน 2 แผนการจัดการเรียนรู้รวม 2 ชั่วโมง ในเ วล า 2 สัปดาห์ 2) สื่อการสอน Microsoft PowerPoint เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและ ผลกระทบของเทคโนโลยี 3) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยี(การออกแบบ และเทคโนโลยี) ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นแบบ ปรนัย ชนิดเลือกตอบ มี4 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วย การจัดการเรียนรู้แบบ ก ร ะบ วน ก า ร สืบเส า ะห า ค ว า ม รู้ เ รื่ อง ก า ร เปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี วิชา เทคโนโลยี(การออกแบบและเทคโนโลยี) จ านวน 15 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเ รี ยนที่เ รียน ด้ วยก า รจัดก า รเ รียน รู้แบบ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง ผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญ .05 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการ เรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ เรื่อง เรื่อง ผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย = 4.23) ABSTRACT This research aims to 1) Compare the learning outcomes of the Design and Technology subject managed through teaching utilizing inquiry-based learning on the topic of technological change and its impacts among second-year high school students, before and after the intervention2) To examine the satisfaction level of students towards the utilization of inquiry-based learning on the topic of technological change and its impacts among second-year high school students, a sample group consisting of 35 students from the second year of secondary education in the academic year 2023 was selected. The research employed a single-group pre-test and post-test design The tool used is 1 ) Learning management plan Two learning management plans utilizing an inquiry-based learning process Total duration 2 hours Spread over 2 weeks 2 ) Teaching media: Microsoft PowerPoint presentation on the topic of technological ผลการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี วิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 Results of the inquiry-based learning management process on changes and impacts of technology technology subjects (design and technology that affect academic achievement of mathayom 2 students เนียรนิภา ขันแก้วกาศ1* ศรุติ อัศวเรืองสุข2 สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี [email protected]* , [email protected]


change and its impacts 3) Pre-test and posttest assessment tool to measure learning outcomes in the subject of Technology (Design and Technology), consisting of multiple-choice questions with 4 options, totaling 20 questions 4 ) Satisfaction questionnaire for second-year high school students studying with inquiry-based learning on the topic of technological change and its impacts in the subject of Technology (Design and Technology), comprising 15 questions The research findings indicate that 1) The learning outcomes of second-year high school students studying with inquiry-based learning on the topic of technological change are significantly higher after the intervention compared to before the intervention at a significance level of .05 2) Students express high satisfaction with learning through inquiry-based learning on the topic of the impacts of technological change, with an average satisfaction level of 4.23 out of 5 บทน า การศึกษาของไทยในปัจจุบันเริ่มมีการ เปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องม า จ ากอิท ธิพล ของ สภาพแวดล้อมของเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร ซึ่งอาศัยสื่อที่ทันสมัยโดยเฉพาะ เทคโนโลยี ทางด้านโทรคมนาคมและการสื่อส าร เครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนตัวสามารถเชื่อมโยงข้อมูล และ ผู้คนหลายสิบล้านคนทั่วโลกเข้าด้วยกันท าให้เกิดการ ไหลเวียนของข้อ มูลข่าวสารในเวลาอันสั้น การศึกษา หาข้อมูลและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพียงแต่ปลายนิ้ว สัมผัส โดยอาศัยเครือข่าย อินเตอร์เน็ต (Internet) เกิดเป็นชุมชนบนเครือข่ายขึ้น ผู้คนสามารถติดต่อ สัมพันธ์กันผ่าน จอคอมพิวเตอร์มากยิ่งขึ้นผู้คน สามารถติดต่อสัมพันธ์กันผ่านจอคอมพิวเตอร์มาก ยิ่งขึ้น ข้อมูล ข่าวสารความรู้จึงกลายเป็นกุญแจ ส าคัญ ไปสู่อ านาจและความมั่นคงของประเทศและ เป็นกุญแจที่จะ ไปสู่ข้อมูลข่าวสารความรู้ การเรียนรู้ ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ได้จ ากัดอยู่เฉพาะ ห้องเรียน และครูการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมจะ ลดลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนจะ เปลี่ยนไปเกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ จึงมี ความจ าเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะเปลี่ยนแปลงการศึกษา กระท ร วงศึกษ า ธิกา รได้ต ระหนักถึง คว ามส าคัญและค วามจ าเป็นของกา รเ รียน รู้ วิทยาศาสตร์โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์การค านวณ ต้องปูพื้นฐานตั้งแต่วัยเด็กและเรียนรู้จากครูที่มี คุณภาพ สัมผัสการใช้งานอุปกรณ์การเรียน การ สื่อสารต่างๆได้อย่างเข้าใจ ใช้เหตุผลค้นคว้าหา ค า ต อ บ ที่ เ ห ม า ะ ส ม น า ไ ป ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ชีวิตประจ าวันได้ เพราะเยาวชนถือเป็นอนาคตที่ ส าคัญของประเทศชาติในก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 สามารถแก้ปัญหา มีทักษะการใช้ชีวิตประกอบอาชีพ ที่แข่งขันได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนในระยะ ยาว (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) โดยเห็นได้จาก วิทยาศาสตร์ พุทธศักราช 2560 ที่ได้ก าหนดให้มีการ เรียนการสอนวิทยาศาสตร์ การออกแบบและ เทคโนโลยี ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นต้นไป (กรมวิชาการ, 2551) แต่อย่างไรก็ตามผลการศึกษา ปัญหาการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ยังพบปัญหาหลาย ด้านได้แก่ ของโรงเรียนในระดับประถมศึกษา ที่ ศึกษาเฉพาะกรณีของกลุ่มกรุงธนเหนือ สังกัด กรุงเทพมหานคร โดยรวมมีปัญหาอยู่ในระดับปาน กลาง ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการจัดการเรียนการสอน ยัง ขาดบุคลากรที่มีความช านาญด้านคอมพิวเตอร์ โดยตรง ขาดเครื่องคอมพิวเตอร์ และสื่อต่างๆ มีไม่ เพียงพอและไม่ทันสมัย จึงท าให้การจัดการเรียนการสอนวิชา คอมพิวเตอร์พื้นฐาน ไม่บรรลุวัตถุประสงค์เท่าที่ควร (กุลธิดา ธรรมวิภัชน์ และปัญญา รอดลอย, 2549) ซึ่งสอดคล้องกับงานที่พบว่า ผู้สอนมีปัญหาในการ จัดการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง และ สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ ถนัด ผลให้ (2552) ที่ พบว่า ปัญหาของครูเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิชา คอมพิวเตอร์ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปาน กลางโดยผลจากการวิเคราะห์ปัญหาพบว่าโรงเรียน อุดรธานีพิทยาคม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 20 อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ได้ จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)การจัดการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ เป็นแนวคิดที่มีความซับซ้อนและมีความหมาย


แตกต่างกันไปตามบริบทที่ใช้และผู้ที่ให้ค าจ ากัด ความ โดยศูนย์กลางของการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้นั้น มีต้นก าเนิดจากนักวิทยาศาสตร์ ครู และ นักเรียน (Budnitz, 2003) การสืบเสาะหาความรู้ เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้ตามทฤษฎีการ สร้างความรู้ (Constructivism) ซึ่งกล่าวไว้ว่าเป็น กระบวนการที่นักเรียนจะต้องสืบค้น เสาะหา ส ารวจ ตรวจสอบ และ ค้นคว้าด้วยวิธีการต่างๆ จนท าให้ นักเรียนเกิดความเข้าใจ และ เกิดการรับรู้ความรู้นั้น อย่างมีความหมาย จึงจะสามารถสร้างเป็นองค์ ความรู้ของนักเรียนเอง และเก็บเป็นข้อมูลไว้ในสมอง ได้อ ย่ าง ย า วน าน ส า ม า ร ถน า ม าใ ช้ได้ เมื่อมี สถานการณ์ใดๆ มาเผชิญหน้า (สาขาชีววิทยา สสวท. , 2550) การสืบเสาะหาความรู้ คือ การถามค าถามที่ สงสัยและเป็นปัญหา ที่สามารถสืบค้นหาค าตอบได้ และสื่อสารค าตอบออกมาได้ (คณะศึกษานิเทศก์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการ จัดการศึกษา ส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษามหาสารคาม เขต 1, 2549; Budnitz, 2003; และ Wikipedia, 2007) รูปแบบการเรียนการ สอนแบบ Inquiry Cycles (5E) นักการศึกษากลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Study) ได้ น าวิธีการสอนแบบ Inquiry มาใช้ในการพัฒนา หลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์ โดยเสนอขั้นตอนในการ เรียนการสอนเป็น 5 ขั้นตอน เรียกว่า การเรียนการ สอนแบบ Inquiry Cycle หรือ 5Es ได้แก่ Engage Explore Explain Elaborate แ ล ะ Evaluate กระบวนการเรียนการสอน ในแต่ละขั้นตอนการสอน ของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5Es) ซึ่งมีขอบข่ายรายละเอียด ดังนี้ 1. การสร้างความสนใจ (Engage) เป็นการ น าเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจซึ่งอาจเกิดขึ้นเอง จากความสงสัยหรือความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม 2. กา รส าร วจและค้นค ว้า (Explore) นักเรียนด าเนินการส ารวจ ทดลอง ค้นหาและ รวบรวมข้อมูล วางแผนก าหนดการส ารวจตรวจสอบ หรือออกแบบการทดลอง ลงมือปฏิบัติ เช่น สังเกต วัด ทดล อง ร วบ ร วม ข้อมูล ข้อสนเทศ ห รือ ปรากฏการณ์ต่างๆ 3. การอธิบาย (Explain) นักเรียนน าข้อมูล ที่ได้จากการส ารวจและค้นหามาวิเคราะห์ แปลผล สรุปและอภิปราย พร้อมทั้งน าเสนอผลงานในรูปแบบ ต่าง 4. การขยายความรู้ (Evaborate) 4.1 ครูจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ เพื่อให้ นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งขึ้น หรือขยายกรอบความคิด กว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่หรือ น าไปสู่การศึกษาค้นคว้า ทดลอง เพิ่มขึ้น 4.2 นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น อธิบายและขยายความรู้เพิ่มเติมมีความละเอียดมาก ขึ้น ยกสถานการณ์ ตัวอย่าง 5. การประเมิน (Evaluate) 5.1 นักเรียนระบุสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ทั้ง ด้านกระบวนการและผลผลิต 5.2 นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของ ความรู้ที่ได้ เช่น วิเคราะห์วิจารณ์แลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและ 5.3 นักเรียนทราบจุดเด่น จุดด้อยใน การศึกษาค้นคว้า หรือทดลองการพัฒนารูปแบบการ จัดกระบวนการเรียนรู้โดยวิธีการสืบเสาะและสืบสวน หาความรู้ จากความส าคัญดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่ จะวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบการสืบ เสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและ ผลกร ะทบของเทคโนโล ยี ส า ร ะก า รเ รี ยน รู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ศึกษาระดับความพึ่ง พอใจ ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ ศึกษาระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ หาประสิทธิภาพ ของการจัดการเรียนรู้และศึกษาดัชนีประสิทธิผล และเป็นประโยชน์ส าหรับครูวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ที่จัดการเรียน การสอนโดยการใช้รูปแบบกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของ เทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการใช้รูปแบบกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของ เทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2


2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1หลักสูต รแกนกล างก า รศึกษ าขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551(ฉบับปรับปรุง 2560) ผู้ วิ จั ย ไ ด้ ศึ ก ษ า ห ลั ก สู ต ร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551( ฉบับปรับปรุง 2560) เป็นหลักสูตรแกนกลางที่มี สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นข้อก าหนดที่ ผู้เรียนจ าเป็นต้องเรียนเป็นพื้นฐาน เพื่อให้สามารถ น าความรู้นี้ไปใช้ในการด ารงชีวิตหรือศึกษาต่อใน วิชาชีพที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ได้โดยจัดเรียงล าดับ ความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละ ระดับชั้นให้มีการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ เรียนรู้และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ ผู้เรียนพัฒนาความคิดทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิด สร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่ส าคัญ ทั้ง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะใน ศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้สามารถแก้ปัญหา อย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูล หลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : 1) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) จัดท าขึ้นเพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานระดับ ท้องถิ่น และสถานศึกษาทุกสังกัดที่จัดการศึกษาขั้น พื้นฐานได้น าไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนา หลักสูตรและจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กและ เยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มี คุณภาพด้านความรู้และทักษะที่จ าเป็นส าหรับใช้ เป็นเครื่องมือในการด ารงชีวิตในสังคมที่มี การเปลี่ยนแปลงและแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตโดยมีหลักการที่ส าคัญ ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 3) 1.ก ลุ่ ม ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ วิทยาศาสตร์ ก ลุ่ ม ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่ เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะ ส าคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหาที่ หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุก ขั้นตอน มีการท ากิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริง อย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้นโดยก าหนด สาระส าคัญ ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : 3-4) 1.วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิต ในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตการ ด ารงชีวิตของมนุษย์และสัตว์การด ารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหล ายทางชีวภาพและ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต 2.วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การ เคลื่อนที่ พลังงาน และคลื่น 3.วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้ เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายใน ระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การ เป ลี่ ย น แ ป ลงท าง ธ ร ณี วิ ท ย า ก ร ะ บ ว น ก า ร เปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม 4.เทคโนโลยี ●การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการด ารงชีวิตในสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และ ทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์ อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิด สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยค านึงถึง ผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ● วิทยาการค านวณ เรียนรู้ เกี่ยวกับ การคิดเชิงค านวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ในการแก้ปัญหาที่พบใน ชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2.1 ค า ด กา ร ณ์ แ น ว โ น้ ม เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นโดยพิจารณาจาก สาเหตุหรือ ปัจจัยที่ส่งผลต่อ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ตัดสินใจเลือกใช้ เทคโนโลยี โดยค านึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 2.2 ร ะ บุ ปั ญ ห า ห รื อ ค ว า ม ต้องการ ในชุมชนหรือท้องถิ่น สรุป กรอบของปัญหา รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลและแนวคิด ที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหา


2.3 ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกข้อมูลที่ จ าเป็น ภายใต้เงื่อนไขและทรัพยากรที่มี อยู่น าเสนอ แนวทางการแก้ปัญหาให้ผู้อื่นเข้าใจ วางแผนขั้นตอน การท างานและด าเนินการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน 2.4 ทดสอบ ประเมินผล และ อธิบายปัญหาหรือข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ภายใต้กรอบ เงื่อนไข พร้อมทั้งหาแนวทางการปรับปรุงแก้ไข และ น าเสนอผลการแก้ปัญหา 2.5 ใ ช้ ค ว า ม รู้ แ ล ะ ทั ก ษ ะ เกี่ยวกับ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ กลไก ไฟฟ้า และ อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน ได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม และ ปลอดภัย 2. การจัดการเรียนการสอนที่ใช้การสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) การจัดการเรียนรู้ที่ยึดการสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) (Inquiry-based learning) เป็น วิธีการ ที่แนะน าให้ครูวิทยาศาสตร์ ใช้เป็นแนวทางในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 โดย มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนได้ฝึกประสบการณ์การสร้าง องค์ความรู้ด้วยตนเอง เกิดความเข้าใจ มีทักษะ และ เจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ ผ่านกระบวนการส ารวจ ตรวจสอบหรือทดลอง การสืบเสาะหาความรู้เป็นรูปแบบการเรียน ก า ร ส อ น ที่ใ ช้ ต า ม ท ฤ ษ ฎี ก า ร ส ร้ าง ค ว า ม รู้ (Constructivism) ซึ่งกล่าวไว้ว่า เป็นกระบวนการที่ นักเรียนจะต้องสืบค้น เสาะหา ตรวจสอบ และ ค้นคว้าด้วยวิธีการต่างๆ จนท าให้นักเรียนเกิดความ เข้าใจ จึงจะสามารถสร้างเป็นองค์ความรู้ของ นักเรียนเอง และเก็บเป็นข้อมูลไว้ในสมองได้คงทน (สาขาชีววิทยา สสวท., 2550) 2.1 ความหมายของการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) พระราชบัญญัติการศึกษา พุทธศักราช 2542 มาตรา 4 ได้ก าหนดจุดมุ่งหมายของ การ จัดการศึกษาไว้ว่าเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการ ด ารงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี ความสุข มาตรา 24 ได้ก าหนดแนวการจัดการศึกษาว่าด้วย การจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความ สนใจและ ความถนัดของผู้เรียนโดยค านึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การเผชิญ สถานการณ์ และประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ท าได้ คิดเป็น ท าเป็น รักการอ่าน เกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การ จัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สอดคล้องกับแนว พระราชบัญญัติ Budnitz (2000) ได้กล่าวว่าวิธีการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ คือ นักเรียนเกิด พฤติกรรม อยากรู้ตามธรรมชาติ มีการถามแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างครูและนักเรียน มีการขยาย ความรู้ ท าให้ นักเรียนพัฒนาทักษะที่ส าคัญที่จะช่วยให้นักเรียนเกิด การเรียนรู้อย่างยาวนานและคงทน ภพ เลาหไพบูลย์ (2542: 123) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการสอนที่เน้น กระบวนการแสวงหาความรู้ที่ช่วยให้นักเรียนได้ ค้นพบความจริงต่างๆ ด้วยตัวของนักเรียน และมี ประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เนื้อหา พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2544: 56-57) ให้ ความหมาย คือ วิธีการเรียนรู้โดยนักเรียนเป็นผู้ ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ครูเป็นผู้อ านวยความสะดวกเพื่อให้ นักเรียนบรรลุเป้าหมาย เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ มีการ ซักถามตรวจสอบระหว่างครูและนักเรียน โดยครูใช้ การตั้งค าถาม เพื่อน าไปสู่การระบุปัญหา การ ตั้งสมมติฐาน การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ และน าไปสู่การสรุปผลเพื่อให้นักเรียนได้ความรู้ด้วย ตนเอง พันธ์ ทองชุมนุม (2547: 54-55) ได้สรุป การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการสอนที่มุ่งให้ ผู้เรียนได้สืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเองตนเอง มีการ อภิปรายผลและการทดลอง ชาตรี ฝ่ายค าตา (2552: 32-45) ได้ให้ ความหมายว่า เป็นวิธีการเรียนรู้ที่นักเรียนได้ปฏิบัติ และเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้วิทยาศาสตร์ ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาศาสตร์ และ ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเส าะหาความรู้จะเปิดโอกาส นักเรียนได้ใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใน การส ารวจตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลหรือหลักฐาน ต่าง ๆ มาใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ จากแนวคิดดังกล่าว สรุปความหมายของ การสืบเสาะหาความรู้ไว้ว่า เป็นวิธีการเรียนรู้ของ นักเรียนที่สร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองผ่านกิจกรรม การสังเกต การตั้งค าถาม การวางแผน การทดลอง การส ารวจตรวจสอบ กระบวนการแก้ปัญหา การ


สืบค้นข้อมูล การอภิปราย และการสื่อสารความรู้ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ นักเรียนค้นคว้าด้วยวิธีการต่างๆ จนท าให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ด้วย ตัวนักเรียนเอง และความรู้ที่ได้เป็นความรู้ที่คงทน 2.2 การเรียนรู้โดยการสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ก า รใ ช้ ก า ร สื บ เ ส า ะ ห า ค ว า ม รู้ ท าง วิทยาศาสตร์ในชั้นเรียน ผู้สอนจะต้องวางแผน ออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยคัดเลือกเนื้อหา วิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมกับการใช้กระบวนการ ดังกล่าว สอดคล้องกับความรู้ ความสามารถของ ผู้เรียน และมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเป็นล าดับ สาขาชีววิทยา สสวท. (2549) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ ประกอบด้วยขั้นตอนส าคัญ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการน าเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจ เกิดขึ้นเองจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความ สนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการ อภิปราย ในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่ก าลัง เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับ ความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้ นักเรียนสร้างค าถาม ก าหนดประเด็นที่จะ ศึกษา 2. ขั้นการส ารวจค้นหา (Exploration) เมื่อ ท าความเข้าใจในประเด็นหรือค าถามที่ สนใจมีการ วางแผนก าหนดแนวทางการส ารวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน ก าหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ลงมือ ปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือ ปรากฏการณ์ต่างๆ วิธีการตรวจสอบ อาจท าได้ หลายวิธีเช่น ท าการทดลอง ท ากิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์ จ าลอง (Simulation) การศึกษาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิง หรือ จากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่าง เพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3. ขั้ น อ ภิ ป ร า ย แ ล ะ ล ง ข้ อ ส รุ ป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการ ส ารวจตรวจสอบแล้ว จึงน าข้อมูล ข้อสนเทศ ที่ได้มา วิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และน าเสนอผลที่ได้ในรูป ต่างๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจ าลองทาง คณิตศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตาราง การค้นพบใน ขั้นนี้อ าจเป็นไปได้หล ายทาง เช่น สนับสนุน สมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้ ก าหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้าง ความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการ น าความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิม หรือ แนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือน าแบบจ าลองหรือ ข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ เหตุการณ์ อื่นๆ ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่างๆ และท าให้ เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 5. ขั้นป ระเมิน (Evaluation) เป็นก า ร ประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่างๆ ว่านักเรียน มีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จาก ขั้นนี้จะน าไปสู่การน าไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ 3. แผนการจัดการเรียนรู้ 1. ความหมายของการวางแผนการ จัดการเรียนรู้ ระวิวรรณ ศรีคร้ามครัน (2552 : 189) ในการวางแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ให้แก่ นักเรียนนั้น สิ่งส าคัญที่ผู้สอน (อาจารย์แนะแนว) จะต้องพิจารณาก็คือ การเรียนรู้การวางแผน กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี จะสามารถท าให้ผู้สอน สามารถควบคุมชั้นเรียน และท าให้กิจกรรมในชั้น เรียนด าเนินไปด้วยดี สุวิทย์ มูลค า (2549: 58) ให้ความหมาย ไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ คือ แผนการเตรียมการ สอนหรือก าหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าอย่าง เป็นระบบและจัดท าไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยมี การรวบรวมข้อมูลต่างๆ มาก าหนดกิจกรรมการเรียน การสอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายที่ก าหนดไว้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542 : 1) ให้ ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ว่าแผนการ จัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการหรือโครงการที่จัดท า เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้ในการปฏิบัติการสอนใน รายวิชาใดวิชาหนึ่ง เป็นการเตรียมการสอนอย่างมี ระบบและเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูพัฒนาการจัดการ เรียนการสอนไปสู่จุดประสงค์การเรียนรู้ และ จุดหมายของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก ร ม วิ ช า ก า ร (2546: 1) ไ ด้ ใ ห้ ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนซึ่งครูเตรียมการจัดการ เรียนรู้ให้แก่นักเรียน โดยวางแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการใช้สื่อการเรียนรู้หรือแหล่งเรียนรู้ แผนการ วัดผลประเมินผลโดยการวิเคราะห์จากค าอธิบาย รายวิชาหรือหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งยึดผลการเรียนรู้ที่


คาดหวังและสาระการเรียนรู้ที่ก าหนด อันสอดคล้อง กับมาตรฐานการเรียนรู้ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550: 205) ได้ให้ ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ว่า แผนการ สอน คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อ การสอน การวัดผล ประเมินผลให้สอดคล้องกับ เนื้อหาและจุดประสงค์ที่ก าหนดไว้ในหลักสูตร จากความหมายของแผนการจัดการ เรียนรู้ที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า แผนการจัดการ เรียนรู้หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้ค าแนะน า และการดูแลของผู้สอน ที่ให้ผู้เรียนได้เป็นผู้ปฏิบัติ ให้ ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบค าตอบหรือกระท าด้วยตนเอง เพื่อให้ด าเนินการสอนเป็นไปตามขั้นตอน โดยมีการ เตรียมข้อมูลต่างๆ ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ จัดท า ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและน ามาใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมาย หรือเป็นหมายที่ได้ก าหนดไว้ 2. องค์ประกอบที่ส าคัญของแผนการ จัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ มีหลาย รูปแบบอาจอยู่ในรูปของความเรียงหรือตาราง หรือ ทั้งความเรียงและตารางรวมกันก็ได้ ซึ่งผู้สอน สามารถเลือกรูปแบบได้ตามความเหมาะสม จะเห็น ว่าแผน ก า ร จัด ก า รเ รี ยน รู้ค ว รป ร ะก อบด้ว ย ส่วนประกอบส าคัญ 3 ส่วน คือ (อาดัม ยูโซะ, 2557: 105 อ้างถึงใน สุวิทย์มูลค า และคณะ, 2549: 63) ส่วนที่ 1 ส่วนน าหรือหัวแผนการ จัดการเรียนรู้ เป็นส่วนประกอบที่แสดงให้ เห็นภาพรวมของแผนการจัดการเรียนรู้ว่าเป็น แผนการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ใด ใช้ กับผู้เรียนในระดับชั้นใด เรื่องอะไร ใช้เวลาในการจัด กิจกรรมนานเท่าใด ส่วนที่ 2 ตัวแผนการจัดการเรียนรู้ (องค์ประกอบที่ส าคัญ) 1. สาระ 2. มาตรฐานการเรียนรู้ 3. มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น 4. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 5. สาระส าคัญ 6. จุดป ร ะ สงค์ ก า ร เ รี ยน รู้ ประกอบด้วย 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน “ ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ท า ง ก า ร เ รี ย น ” (Achievement) เป็นความสามารถอันเป็นผลมาจาก ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียน การสอนในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่ผ่านมา การ วัดความรู้ความสามารถทางสมองหรือสติปัญญาของ บุคคลนั้น วิธีการที่ใช้กันมากและเหมาะสมที่สุด คือ การสอบ (Testing) และเครื่องมือวัดที่ใช้ส าหรับการ สอบผู้เรียน ในบทนี้จะเน้นเฉพาะแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test) เพื่อให้มีความเข้ าใจเกี่ย วกับแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์มากขึ้น จึงขอเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับ ข้อตกลงเบื้องต้นของการวัดผลสัมฤทธิ์ จุดมุ่งหมาย ของการใช้ ประเภทและตัวอย่าง และขั้นตอนการ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. ข้อตกลงเบื้องต้นของการวัดผล สัมฤทธิ์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เป็นเครื่องมือ อย่างหนึ่งที่ออกแบบไว้ส าหรับวัดความรู้หรือทักษะที่ เกิดขึ้นกับผู้เรียนในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น ทักษะทางสมองหรือความคิดอันเป็นผลของการเรียน การสอนที่ก าหนดไว้ในวัตถุประสงค์และขอบเขตของ เนื้อหาสาระอย่างชัดเจน แต่เนื่องจากข้อจ ากัดหลาย ประการ ท าให้ผู้สอนไม่สามารถท าการวัดความรู้และ ทักษะที่ได้สอนไปแล้วทั้งหมดได้ แบบทดสอบที่ใช้จึง เป็นเพียงกลุ่มตัวอย่างของเนื้อหาสาระส่วนหนึ่งที่ใช้ เป็นตัวแทนมวล เนื้อหาหรือประสบการณ์ที่เป็นไปได้ ทั้งหมด ดังนั้น การสร้างแบบทดสอบเพื่อใช้วัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน จึงตั้งอยู่บน ข้อตกลงเบื้องต้น 3 ประการ (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2552: 167) ดังนี้ 1.1 มวลเนื้อเรื่อง หรือทักษะที่เป็น จุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน สามารถน ามาระบุ ได้ชัดเจน (Well defined) ในเชิงพฤติกรรมหรือกลุ่ม พฤติกรรม นั่นคือผลลัพธ์อันเป็นเป้าหมายของการ เรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนนั้นจะต้องสามารถ น ามาใช้สื่อความหมายและความส าคัญใช้เป็นที่ เข้าใจกันโดยทั่วไปได้ 1.2 แบบทดสอบที่สร้างขึ้นได้ท า หน้าที่วัดพฤติกรรมส าคัญอันเป็นเป้าหมายของการ เรียนรู้นั่นคือ แบบทดสอบได้สร้างขึ้นมามีความตรง ตามเนื้อหา (Content validity) 1 . 3 ผู้ ส อ บ ไ ด้ มี โ อ ก า ส เ รี ย น รู้ ครอบคลุมสิ่งที่แบบทดสอบมุ่งวัด การวัดผลสัมฤทธิ์


ของผู้เรียน จะน ามาแปลผลได้อย่างมีความหมาย เมื่อผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ (Opportunity to learn) ครอบคลุมสิ่งที่แบบทดสอบมุ่งวัด 2. จุดมุ่งหมายของการใช้แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จุดมุ่งหมายของการใช้แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ ดังนี้ 2 . 1 เ พื่ อ จั ด ต า แ ห น่ง ผู้ เ รี ย น จุดมุ่งหมายของการใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เพื่อบอกต าแหน่งของผู้เรียนว่ามี ความรู้ความสามารถในระดับใดของกลุ่ม หรือ เปรียบเทียบกับเกณฑ์แล้วจัดว่าอยู่ในระดับใด 2.2 เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของ ผู้เรียน การใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียนนั้น เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีการพัฒนาทั้งทางด้านการเรียนรู้ ความสามารถ ลักษณะนิสัยและทักษะต่างๆ ให้ เป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่ก าหนดไว้ 2.3 เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน การใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อ ปรับปรุงการเรียนการสอนควรท าอย่างต่อเนื่อง อาจ ใช้เมื่อสิ้นสุดการสอนในแต่ละหน่วยย่อย ซึ่งพบว่า ผู้เรียนคนใด ไม่ผ่านเกณฑ์ของแต่ละจุดประสงค์การ เรียนรู้ ผู้สอนก็ควรจะได้ศึกษาว่าผู้เรียนมีข้อบกพร่อง หรือจุดอ่อนในเรื่องใดๆ ก็ท าการแก้ไขข้อบกพร่อง นั้น และท าการประเมินผลต่อไป 3. ป ระเภทขอ งแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนนั้น จ าเป็นที่ผู้สร้างแบบทดสอบต้อง สามารถสร้างและพัฒนาแบบทดสอบโดยยึดรูปแบบ การตอบเป็นหลักได้ ดังนั้น ในที่นี้จึงน าเสนอประเภท ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดย จัดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท (Wiersma and Jurs, 1 9 9 3 ) คื อ แ บบท ด ส อ บ แบ บเ ลื อ ก ค า ต อ บ แบบทดสอบแบบเขียนตอบ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 แบบทดสอบแบบเลือกค าตอบ (Selected – response test) เป็นแบบทดสอบที่ ประกอบด้วยค าถามและค าตอบ ผู้สอบเพียงแต่เลือก ค า ต อ บ ที่ ต้ อง ก า ร จ า ก ค า ต อ บ ที่ ก า ห น ดใ ห้ แบบทดสอบลักษณะนี้แบ่งออกเป็น แบบทดสอบ แบบถูก - ผิด (True - False) แบบทดสอบแบบจับคู่ (Matching) แ ล ะ แบบทด ส อบแบบเ ลือ กต อบ (Multiple choice) 3.1.1 แบบทดสอบแบบถูก – ผิด เป็นแบบทดสอบวัดความสามารถของผู้สอบโดยการ ให้ผู้สอบระบุว่าข้อความที่ก าหนดให้ ถูกหรือผิด (True - False) ใช่หรือไม่ใช่ (yes or on) เห็นด้วย ห รือไม่เห็นด้ วย (agree or disagree) อ าจเป็น ข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็น (fact or opinion) ลักษณะของข้อสอบแบบนี้ จึงมีค าตอบให้เลือกเพียง 2 ค าตอบเท่านั้น ข้อดีและข้อจ ากัดของ แบบทดสอบถูก – ผิด ข้อดีของแบบทดสอบ แบบถูก – ผิด 1) เหมาะสมกับการวัดการเรียนรู้ที่มี ค าตอบ เช่น ข้อเท็จจริง (ถูก – ผิด, ใช่ – ไม่ใช่) ความคิดเห็น (เห็นด้วย – ไม่เห็นด้วย) เป็นต้น 2) สามารถสุ่มเนื้อหามาสร้างข้อสอบ ได้มาก เนื่องจากข้อสอบแบบถูกผิด เป็นข้อสอบที่ ประกอบด้วยค าถามและค าตอบที่ให้ตอบสั้นมาก เพียงแค่ตอบว่า ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ เท่านั้น เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาที่ก าหนดจึงสามารถวัด เนื้อหาสาระต่างๆ ได้มากกว่าข้อสอบแบบอื่น 3) สร้างได้ง่าย และใช้เวลาในการ สร้างน้อยกว่าข้อสอบแบบเลือกตอบหรือข้อสอบ แบบความเรียง 4) ตรวจให้คะแนนได้ง่าย และมีความ เป็นปรนัยสูง เนื่องจากเป็นข้อสอบที่ให้ค าตอบว่าถูก หรือผิดเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันสามารถใช้เครื่องตรวจ ให้คะแนนได้ 6.1 จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ ปลายทาง 6.1 จุดประสงค์น าทาง 7. สาระการเรียนรู้/เนื้อหา 8. กิจกรรม/กระบวนการ 9. สื่อ/นวัตกรรม/แหล่งเรียนรู้ 10. การวัดและประเมินผล ประกอบด้วย 10.1 วิธีการประเมิน 10.2 เครื่องมือที่ใช้ใน การประเมิน 10.3 เกณฑ์ที่ใช้ในการ ประเมิน


11. เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก าร จัดการเรียนรู้ 12. บันทึกผลหลังการจัดการ เรียนรู้ 4. ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาแบบสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มี ล าดับขั้นตอนของการสร้างและพัฒนา (เอมอร จังศิริพรปกรณ์, 2550 : 53-59) ดังนี้ 4.1 ก าหนดจุดมุ่งหมายของการสอบ ในการสร้างแบบสอบต้องก าหนด จุดมุ่งหมายของการสอบให้ชัดเจนว่า ต้องการน าผล การวัดไปใช้ประเมินแบบอิงกลุ่มหรืออิงเกณฑ์ แบบ สอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบอิงกลุ่มมี จุดมุ่งหมายเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ในรายวิชาต่างๆ ตามที่ หลักสูตรก าหนด และจะใช้เมื่อสิ้นสุดการเรียนการ สอนในแต่ละหน่วยการสอนหรือแต่ละบทหรือแต่ละ เรื่องหรือในรายวิชานั้นๆ หรือประเมินผลสรุปตอน ปลายภาคเรียนหรือปลายปี เพื่อการสรุปและตัดสิน ผลการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนว่าอยู่ในระดับใดหรือ อยู่ล าดับใด ซึ่งผ ลที่ไ ด้ จ ากก า ร วัด แล ะ แป ล ความหมายโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้สอนด้วยกัน ส าหรับแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบอิงเกณฑ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐานที่จ าเป็น ส าหรับการเรียนในรายวิชานั้นๆ หรือเพื่อตรวจสอบ ความรู้ความสามารถของผู้เรียนว่าเป็นผู้รอบรู้หรือไม่ รอบรู้ในเนื้อหาแต่ละเรื่องนั้นๆ โดยน าผลการวัดที่ ได้มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ก าหนดไว้ เพื่อการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนให้เหมาะสม กับความสามารถของผู้เรียนและการจัดการสอนซ่อม เสริม ตลอดจนน าผลการวัดไปใช้ในการปรับปรุงการ เรียนการสอนเป็นส าคัญ 4.2 วิเคราะห์หลักสูตร เ ป็ น ก า ร แ ย ก แ ย ะ ใ ห้ เ ห็ น ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุประสงค์การเรียนการสอน เนื้อเรื่องกิจกรรม/ประสบการณ์ และพฤติกรรมที่ เป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของหลักสูตร โดยการ วิเคราะห์วัตถุประสงค์การเรียนการสอน การ วิเคราะห์หลักสูตรจะช่วยให้ผู้สอนมีความเข้าใจว่าจะ สร้างข้อสอบที่วัดผู้เรียนเกี่ยวกับสมรรถภาพใด ใน เนื้อหาใดและช่วงเวลาใด ดังนั้น สิ่งที่ผู้สอนต้อง ค านึงถึงคือวัตถุประสงค์การเรียนรู้นั้นๆ ซึ่งการ ก าหนดวัตถุประสงค์การเรียนการสอนต้องแปลง คุณลักษณะที่ต้องวัดให้เป็นพฤติกรรมที่วัดได้หรือที่ เรียกว่า จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งพฤติกรรมที่ ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนด้านพุทธิพิสัย ก็ต้อง ก าหนดให้ชัดเจนลงไปว่าต้องการวัดพฤติกรรมการ เรียนรู้ขั้นใดใน 6 ขั้น ได้แก่ ขั้นความรู้ความจ า ความ เข้าใจ น าไปใช้ การวิเคราะห์การสังเคราะห์ และ การประเมินค่า ผู้สอนต้องพิจารณาและตัดสินว่าใน วิชานั้นๆ จะวัดพฤติกรรมใดบ้าง มีกี่พฤติกรรม แต่ ละพฤติกรรมสามารถวัดหรือสังเกตได้โดยวิธีใด อย่างไร ส่วนเนื้อหาในการสร้างข้อสอบ ต้องสอดคล้องกับเนื้อหาที่จะสอนทั้งเนื้อหาที่เป็น ประเด็นใหญ่และประเด็นย่อย การแยกแยะเนื้อหาที่ เป็นรายวิชาวิชานั้นๆ ออกเป็นบทๆ หรือหน่วยการ สอนย่อยหรือเนื้อหาย่อยๆ เป็นหมวดหมู่ แล้ว เรียงล าดับการสอนว่าจะสอนเนื้อหาใดก่อนหลัง ตามความสัมพันธ์ของเนื้อหานั้นๆ เนื้อหาประเภท เดียวกันหรือไม่ส าคัญมากนักอาจน ามารวมเป็นข้อ เดียวกันได้ ดังนั้นการวิเคราะห์ขอบเขตของเนื้อหา และพฤติกรรมที่จะน าไปใช้เป็นกรอบในการสร้าง ข้อสอบต้องมีความชัดเจน เพื่อประโยชน์ส าหรับการ ท าตารางวิเคราะห์หลักสูตรต่อไป วิธีการด าเนินการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ การจัดการ เรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ จ านวน 2 แผน รวม 2 ชั่วโมง 2. สื่อการสอน Power Point เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นแบบปรนัย ชนิด เลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยการเรียนรู้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เป็นฐาน เรื่อง การ เปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยีวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 จ านวน 10 ข้อ การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


ในการศึกษาครั้งนี้ มีขั้นตอนการสร้าง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง มีดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ การเรียนรู้ แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้จ านวน 2 แผน แผนที่ 1 จ านวน 1 ชั่วโมง และแผนที่ 2 จ านวน 1 ชั่วโมง รวม 2 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างตาม ขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของ โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า สังกัดส านักงาน การศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ตามหลักสูตรแกนกล างกา รศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) และ เอกสารประกอบหลักสูตรกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีประกอบด้วยหลักการ จุดหมาย สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ คุณภาพผู้เรียน สาระการ เรียนรู้แกนกลาง ตัวชี้วัดชั้นปี หน่วยการเรียน หลั กก า ร วั ด แ ล ะป ร ะ เมินผ ล ก า รเ รี ยน รู้ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 1.2 ศึกษ าค ว ามหม าย ทฤษฎี องค์ป ระกอบ รูปแบบก ระบ วนกา รเ รียนและ ประโยชน์ของการเรียนการเรียนรู้แบบกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ 1.3 ศึ ก ษ า เ นื้ อ ห า ข อ ง ก า ร เปลี่ยนแปลงผล ก ระทบของเทคโนโลยีวิช า เทคโนโลยี(การออกแบบและเทคโนโลยี) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากหนังสือและ เอกสารที่เกี่ยวข้อง 1.4 ก าหนดขั้นตอนการเรียนการ สอนตามการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้วิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) 1.5 คัดเลือกเนื้อหาเพื่อใช้ในการ เรียนแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เรื่อง เทคโนโลยีวิชาเทคโนโลยี(การออกแบบและ เทคโนโลยี) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1.6 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ตามเนื้อหา ขั้นตอนการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้เทคโนโลยีการสื่อสาร ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยผู้วิจัยได้แบ่งเนื้อหาและ เวลา ดังนี้ 1.6.1 เ รื่ อง ปั จ จั ย ต่ อ ก า ร เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เวลา 1 ชั่วโมง 1.6.3 เรื่อง ผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เ ว ล า 1 ชั่วโมง 1.7 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา วิจัยแล้ว น าไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญการสอนคอมพิวเตอร์ด้านหลักสูตรและ กา รสอน ก า รวิจัยและกา รวัดผลประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผล ประเมินผลโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจ ว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจ ว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน - ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้ไม่มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหา น าคะแนนที่ได้จากแบบประเมิน กิจกรรมการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของ เทคโนโลยีวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและ เทคโนโลยี) ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้ง 3 ท่านมาหาค่า ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) จากการหาค่า IOC มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 ซึ่งเป็นค่าที่ผ่านเกณฑ์ 1.8 แก้ไขปรับปรุงแผนการจัดการ เ รียน รู้ต าม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ย วช าญ ซึ่ง ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะให้ปรับเกี่ยวกับการพิมพ์และ ภาษาให้ชัดเจนถูกต้อง จากนั้นเสนอแผนการจัดการ เรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อ ตรวจสอบอีกครั้ง 1.9 น าเสนอแผนการจัดการเรียนรู้แบบ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เรื่อง ผลกระทบของ เทคโนโลยี วิชาเทคโนโลยี(การออกแบบและ เทคโนโลยี) ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของจุดประสงค์การ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและ แหล่งการเรียนรู้ การวัดผลแบบประเมินผล และเวลา ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แล้วท าการ ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ให้สมบูรณ์ เพื่อ


น าไปใช้สอนจริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 1.10 จัดพิมพ์การเรียนรู้แบบ ก ร ะบ วน ก า ร สืบเส า ะห า ค ว า ม รู้ เ รื่ อง ก า ร เปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยีวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ที่ส่งผลต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2/1 ของโรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า สังกัด ส านักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัด อุดรธานีฉบับสมบูรณ์จ านวน 2 แผน เพื่อน าไปใช้ใน การทดลองกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูล N แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง X แทนค่าเฉลี่ย (Mean) S.D.แ ท น ส่ ว น เ บี่ ยง เ บ น ม า ต ร ฐ า น (Standard Deviation) E.I. แทน ดัชนีประสิทธิผล t แทน สถิติทดสอบที่ใช้เปรียบเทียบค่า วิกฤติเพื่อทราบความมีนัยส าคัญ แทน ผลรวม D แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน df แทน ระดับความเป็นอิสระ (Degrees of Freedom) ล าดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบ ของเทคโนลยี วิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและ เทคโนโลยี) ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้ศึกษาได้แบ่งการ วิเคราะห์ข้อมูลออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เรื่อง การ เปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยีส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผล ของแผนการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบ ของเทคโนโลยีส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบแบบกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบ ของเทคโนโลยีส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ ก ร ะบ วน ก า ร สืบเ ส า ะ ห า ค ว า ม รู้เ รื่ อง ก า ร เปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยีส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการค านวณหาค่าเฉลี่ย ( X ), ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบค่าที (t-test) แบบ กลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples) ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏผลดัง ตารางที่4.1 ตา รา งที่ 4 .1 ผล ก า ร วิเค รา ะห์ก า ร เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน ผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียน N x̅ S.D. t df Sig ก่อน 35 12.52 2.83 13 21 0.00* หลัง 35 24.30 3.36 *ค่าวิกฤตของ t ที่ระดับนัยส าคัญ .05 จากตารางที่ 0 พบว่า เมื่อน าค่าที (t) ที่ ค านวณได้ไปเปรียบเทียบกับตารางค่าวิกฤตของที (Critical Values of t) ที่ df = 21 ระดับนัยส าคัญ .05 เป็นการทดสอบแบบหางเดียว (One-tail) ได้ค่า ที (t) เท่ากับ 1.720 ซึ่งค่าที (t) ที่ค านวณได้มีค่า เท่ากับ 13 มากกว่าค่าจากตาราง แสดงว่า ค่าเฉลี่ย ของคะแนนการทดสอบหลังเรียนมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย ของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนจริง (ภาคผนวก ค ตารางที่ ค.2 : 134) ดังนั้น นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบจัดการ เรียนรู้แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เรื่อง การ


เปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยีส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้การ เปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยีส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ปรากฏผลดัง ตารางที่4.2 ตารางที่ 4.2 ผลการวิเคราะห์ความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อนักเรียนที่มีต่อแบบ ก ร ะบ วน ก า ร สืบเ ส า ะ ห า ค ว า ม รู้เ รื่ อง ก า ร เปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยีส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ข้อ ที่ รายการ ประเมิน X S.D. แปล ผล ด้านบรรยากาศการเรียน1 เปิดให้นักเรียนมี ส่วนร่วมต่อการ จัดกิจกรรม 4.83 0.45 มาก ที่สุด 2 ช่วยให้นักเรียน มีความ กระตือรือร้นใน การเรียน 3.56 0.73 มาก 3 เปิดโอกาสให้ นักเรียนได้ท า กิจกรรมอย่างมี อิสระ 4.47 0.65 มาก 4 ช่วยให้นักเรียน มีความ รับผิดชอบต่อ งานตนเองและ งานกลุ่ม 3.31 0.82 ปาน กลาง สรุปผลความพึงพอใจ ด้านบรรยากาศการ เรียน 4.04 0.66 มาก ด้านการจัดกิจกรรมการเรียน 5 กิจกรรมการ เรียนรู้มีความ 4.14 0.83 มาก ข้อ ที่ รายการ ประเมิน X S.D. แปล ผล เหมาะสมกับ เนื้อหา 6 กิจกกรมการ เรียนรู้ส่งเสริม ให้นักเรียนได้ แลกเปลี่ยน ความคิด 4.58 0.55 มาก ที่สุด 7 กิจกรรมการ เรียนรู้ส่งเสริม การคิดและ ตัดสินใจ 3.75 0.77 มาก 8 กิจกรรมการ เรียนรู้ท าให้ นักเรียนได้แสดง ความคิดเห็น 4.03 0.70 มาก 9 ท าให้ผู้เรียนมี ความรู้ความ เข้าใจมากขึ้น 4.61 0.60 มาก ที่สุด สรุปผลด้านการจัด กิจกรรมการเรียน 4.22 0.69 มาก ด้านประโยชน์ที่ได้รับ 10 กิจกรรมการ เรียนรู้ท าให้ เข้าใจเนื้อหา มากยิ่งขึ้น 4.22 0.76 มาก 11 กิจกรรมการ เรียนรู้ท าให้ เข้าใจนานยิ่งขึ้น 4.56 0.69 มาก ที่สุด 12 กิจกรรมการ เรียนรู้สามารถ ท าให้นักเรียนมี ความรู้ความ เข้าใจด้วย ตนเองได้ 4.61 0.64 มาก ที่สุด 13 กิจกรรมการ เรียนรู้ท าให้ ทักษะการคิด ของนักเรียนดี ขึ้น 4.11 0.62 มาก 14 กิจกรรมการ เรียนรู้ท าให้ 3.89 0.57 มาก


ข้อ ที่ รายการ ประเมิน X S.D. แปล ผล นักเรียน ตัดสินใจโดยใช้ เหตุผลมากขึ้น 15 กิจกกรมการ เรียนการสอน ท าให้นักเรียน ท างานร่วมกับ ผู้อื่นได้ดี 4.75 0.50 มาก ที่สุด สรุปผลด้านประโยชน์ ที่ได้รับ 4.36 0.63 มาก โดยภาพรวม 4.23 0.66 มาก จากตารางที่ 4.2 พบว่านักเรียนมีความพึง พอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและ ผลกระทบของเทคโนโลยีส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 สรุปได้ดังนี้ ด้านที่ 1 ผลความพึงพอใจด้านบรรยากาศ การเรียน ผลการประเมินอยู่ในระดับพอใจมาก ( X = 4.04, S.D. = 0.66) ด้านที่ 2 ผลความพึงพอใจด้านการจัด กิจกรรมการเรียน ผลการประเมินอยู่ในระดับพอใจ มาก ( X = 4.22, S.D. = 0.69) ด้านที่ 3 ผลความพึงพอใจด้านประโยชน์ที่ ได้รับ ผลการประเมินอยู่ในระดับพอใจมากที่สุด ( X = 4.36, S.D. = 0.63) ภาพรวมของผลการประเมินความพึงพอใจ อยู่ในระดับพอใจมาก ( X = 4.23, S.D. = 0.66) อภิปรายผลการวิจัย 1 . นักเ รี ยนชั้นมั ธยมศึกษ าปีที่ 2/ 1 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า สังกัดส านักงาน การศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 1 ห้อง รวมทั้งสิ้น 35 คน ที่ เรียนด้วยรูปแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐาน ที่ตั้งไว้ ซึ่งจากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแสดง ให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบ ของเทคโนโลยีเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ท าให้ ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเนื้อหาได้เป็นอย่างดี ประกอบกับแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการ ตรวจสอบประสิทธิภาพจากผู้เชี่ยวชาญ และน าไป ทดลองใช้ก่อนที่จะน ามาเก็บข้อมูลจริง จึงท าให้ได้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ผู้เรียน เกิดความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาสาระการเรียนรู้ได้ดี ขึ้น ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ประดิษฐ์ ชาวไร่นาค (2564 : บทคัดย่อ) ได้ท าการการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาชุดสมองกล เรื่อง เทคโนโลยีแห่งการควบคุมโดยใช้วิธีการสอนแบบสืบ เส า ะห าค ว าม รู้ 5 ขั้น (5E) ของนักเ รี ยนชั้น มั ธยมศึกษ าปีที่ 2/ 4 ผ ล ข องก า ร วิ จั ยพบ ว่ า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐานเรื่อง เทคโนโล ยีแห่งก า รค วบ คุม ข องนั กเ รี ยนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 หลัง ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะ หาความรู้ร่วมกับเทคนิคการใช้ค าถาม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้อง กับงานวิจัยของ พิชญาภา พัฒน์รดากุล (2563 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ สบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่มุ่งพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สละทักษะในศตวรรษ ที่ 21 เรื่องสารบริสุทธิ์ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการเรียนด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) สูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2 . นักเ รี ยนชั้นมั ธยมศึกษ าปีที่ 2/ 1 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า สังกัดส านักงาน การศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัด อุดรธานีจ านวน 1 ห้อง รวมทั้งสิ้น 35 คน ที่เรียน ด้วยรูปแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจ ต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ วิชาเทคโนโลยีเรื่อง การเปลี่ยนแปลง และผลกระทบของเทคโนโลยีส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับพอใจมาก เป็นไปตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้ ซึ่งเนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบหลักการท างานของระบบคอมพิวเตอร์


เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาหา ความรู้ด้วยตนเอง ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ช่วยใน การพัฒนาทักษะการคิด ความคิดสร้างสรรค์ การ แก้ปัญหา และความรับผิดชอบของนักเรียน ช่วย เสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี ผู้เรียนมีการ ค้นคว้าความรู้ได้อย่างมีอิสระ ท าให้ผู้เรียนเกิด ความสุข สนุกสนานในการเรียนรู้ ส่งผลให้มีทักษะ การเรียนรู้ที่ดี สอดคล้องกับงานวิจัยของ อับดุลเลาะ อูมาร์ (2560) ได้ท าการศึกษาผลของการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องสมดุลเคมี ที่มีต่อแบบจ าลองทางความคิด ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 ผลการวิจัย พบว่านักเรียนที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) มีความ พึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) อยู่ในระดับมากที่สุด และสอดคล้องกับ งานวิจัยของ ณัฐวดี บุญรัตน์ (2562) ได้ท าการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้กิจกรรมแบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับชุดกิจกรรมการวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อผลการวิจัยพบว่า นักเรียนนักเรียน มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับชุดกิจกรรมอยู่ในระดับมาก ( X = 2.55, S.D = 0.13) ข้อเสนอแนะ ในการศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาการค านวณ เรื่อง การเปลี่น แปลงและผลกระทบทางเทคโนโลยีโดยการเรียนรู้ แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้ มีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะเพื่อการน าไปใช้ 1.1 ผู้สอนควรศึกษารูปแบบการ จัดการเรียนรู้ที่ใช้ให้เข้าใจเป็นอย่างดี เพื่อที่จะ สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.2 การแบ่งกลุ่มผู้เรียน ควรมีการ คละนักเรียนทั้งเรียนเก่ง ปานกลางและเรียนอ่อน ชายและหญิงอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และไม่ควรแบ่งเป็น กลุ่มถาวร ควรแบ่งกลุ่มแต่ละชิ้นงานเพื่อให้ผู้เรียนมี โอกาสแลกเปลี่ยนและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการ ปฏิบัติงาน 1 . 3 ผู้ ส อ น เ ต รี ย ม สื่ อ เ อ ก ส า ร ประกอบการสอน ใบงานให้เพียงพอกับจ านวน นักเรียน 2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้าต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการใน กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ในเนื้อหาอื่น ๆ 2.2 ควรมีการศึกษาพัฒนาแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ โดยการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เพื่อให้นักเรียน ได้มีโอกาสเรียนรู้ค้นคว้าตามความสนใจความ ถนัด และความต้องการของตน 2.3 ควรมีการเปรียบเทียบโดยน า แ ผ น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้ ที่พัฒ น า ขึ้ นไ ป ส อ น เปรียบเทียบกับวิธีสอนอื่น ๆ เช่น วิธีสอนแบบ ตาม วิธีสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD), แบบการสอน ทางตรง ,แบบบูรณาการในเนื้อหาอื่นวิชาเดียวกัน เพื่อจะได้เป็นการส่งเสริมและการหาแนวทางในการ ปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพ


เอกสารอ้างอิง กชพร ราชธรรมมา, โกวิท วัชรินทรางกูร, และพัชนี กุ ลฑ า นั น ท์ . ( 2 5 6 0) . ก า ร พั ฒ น า บ ท เ รี ย น คอมพิ วเต อ ร์ ช่ วยส อนเ รื่ องค า ศัพท์ ภ า ษ าอัง ก ฤ ษ ส า ห รั บ นั ก เ รี ย น ชั้ น ประถมศึกษาปีที่4.การ ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร เ ส น อ ผ ล ง า น วิ จั ย ร ะ ดั บ บัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 2 มหาวิทยาลัยราช ภัฏ มหาสารคาม. น. 961-970. มห าส า รค าม : มห า วิทย าลัย ร าชภัฏ มหาสารคาม. กรมวิชาการ (2546: 1). แนวทางการวัดและ ประเมินผลการเรียนการสอนตามหลักสูตร การศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพ: คุรุสภา ลาดพร้าว. กรมวิชาการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู แกนกล างกลุ่มส า ระก ารเ รียน รู้วิทยาศ าสต ร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตร แกนกล างก า รศึกษ าขั้นพื้นฐ าน พุทธศัก ร าช 2551. ค้นเมื่อ 15 ตุลาคม2565จาก http://academic.obec.go.th/images/ document/1580786506_d_1.pdf. กรรณิกา แช่มประเสริฐ. (2557). การพัฒนาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาการงานอาชีพ . เรื่อง การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน หลักสูตร ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏ ธนบุรี กระทรวงศึกษาธิการ (2560). กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์. ค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2565 จาก http://academic.obec.go.th/images/ document/1580786506_d_1.pdf. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ฯ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). ค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2565 จาก http://academic.obec.go.th/newsde tail.php?id=75. ชฎารัตน์ ปุระมาปัด. (2555). การศึกษาไทยยุคใหม่. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2558, สืบค้ฐ จาก https://www.gotoknow.org/posts/49 4855. ชนาธิป พรกุล. (2545). แคทส์ รูปแบบการจัดการ เรียนการสอนที่นักเรียนเป็นศูนย์กลาง. (พิมพ์ครั้งที่2).กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรินรัตน์ พุ่มเกษม. (2557). สมรรถนะ ของคนไทยกับความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ.วารสารการศึกษาไทย. 11(116): 24-26. ชาตรี ฝ่ายค าตา. (2552). การจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 11(1), 32-45. ณัฐกฤตา มะโนสุวรรณ. (2557: 70). การพัฒนา บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้การ เสริมแรงแบบดีอาร์โอ เรื่องการวาดภาพ ด้วยโปรแกรม Paint Brush : เทคโนโลยี และ สื่อสารการศึกษา ทักษิณา วิไลลักษณ์. (2551). ออกแบบบทเรียน. ปทุมธานี : คณะวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลย อลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์. ทิศนา แขมมณี. (2557: 14). ศาสตร์การสอน: องค์ ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิตยา จุ้ยนวล (2550). ความพึงพอใจของผู้ปกครอง นักเรียนที่มีต่อการจัดการศึกษาของ โรงเรียน. ตลาดบางคูลัด อ าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรม หาบัณฑิต. พันธ์ ทองชุมนุม. (2547) . การสอนวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษา . กรุงเทพฯ: โอเดียนส โตว์.พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ : แนวคิด และเทคนิคการ สอน 1. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ปแมนเนจเม้นท์. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นส าคัญ : แนวคิด วิธีและเทคนิค


การสอน 1. กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์ กรุ๊ป แมเนจเม้นท์. พุทธิพร สายสงเคราะห์. (2559). การพัฒนาชุด กิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ (5 ขั้น) เรื่อง เซลล์และ ก ร ะบ วน ก า ร ด า รง ชี วิ ต ข องพื ช ชั้ น มัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารศึกษาศาสตร์ ปริทัศน์. ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 หน้า 25-35 ภพ เลาหไพบูลย์ (2542). แนวการสอนวิทยาศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช ภพ เลาหไพบูลย์. (2542). การสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้. ค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2565 จาก http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Se c_Ed/Charoensuk_K.pdf ภัทรินทร์ แก่นค า. (2554). การพัฒนาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ระบบย่อย อาหารของมนุษย์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 . ภารดี กล่อมดี. (2560).ผลการพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานใน ระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 โดยใช้ชุด แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แ บ บ สื บ เ ส า ะ ห า ค ว า ม รู้ ( 5E).ค ณ ะ ศึ ก ษ า ศ า ส ต ร์ แ ล ะ พั ฒ น ศ า ส ต ร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขต ก าแพงแสนมหาวิทยาลัย. ระวิวรรณ ศรีคร้ามครัน (2552 : 189). เทคนิคการ สอน กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัย รามค าแหง. 2552. ระวิวรรณ ศรีคร้ามครัน. (2553). หลักสูตรและการ จัดการเรียนการสอน. กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท. วรัญญา แสงวิเชียร. (2559). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและความสามารถในการคิด วิจารณญาณเรื่องโลกและการเปลี่ยนแปลง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ด้วยวิธี สอนแบบสืบเสาะหาความรูร่วมกับเทคนิค การใชค าถาม.วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณปีที่ 18 ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-มิถุนายน 2561 วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). แผนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กล าง. พิมพ์ค รั้งที่2 . กรุงเทพฯ : แอลทีเพรส วัฒนาพร ระงับทุกข์. 2542.การจัดการ เรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ : เลิฟ แอนด์เลิฟเพรส. วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. (2550). การพัฒนารูปแบบ การสอนอ่านจับใจความด้วยการจัด กิจกรรมการ เรียนรู้ตามแนวคิดโดย ใช้สมองเป็นฐาน. ภาษาและหลักสูตรการ สอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. ศรัญญา หลวงจ านง (2557). การศึกษาพฤติกรรม ของนักเดินทางกลุ่มไมซ์และผู้วางแผนงาน ใน การจัดกิจกรรม ไ ม ซ์ ใ น ชุมชน. งานวิจัยส านักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. ศรัญญา หลวงจ านง. (2557). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องการผลิตสินค้า และบริการ และความสามารถด้าน ก ร ะ บ ว น ก า ร วิ จั ย ข อง นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ กษ าปีที่ 2 ด้ ว ย ก า ร จั ด ก า ร เ รี ยน รู้โดยใช้ วิจั ยเป็น ฐ าน . วิทยานิพนธ์บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศิลปากร.กชพร ราชธรรมมา. (2560: 55). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องค าศัพท์ ภาษาอังกฤษส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 : ส านักงาน วิทยบริการและเทคโนโลยี สารสนเทศ ศรัญญา หลวงจ านง. (2557). ผลการใช้บทเรียน มัลติมีเดียบนแท็บเล็ต ตามแนวคิดการ เรียนรู้สมองเป็นฐาน วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง All about me ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1. มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครราชสีมา ศิฎฐิวรรธน์ วิยาภรณ์ (2550). ศึกษาความพึงพอใจ ของผู้ปกครองต่อการบริหารงานโรงเรียน อนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดชลบุรี. งานนิพนธ์ การศึกษามห าบัณฑิ ต, ส าข า วิ ช า ก า ร บริหาร การศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. ศิรดล ศรีดาเดช. 2559. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน ทักษะก า รฟัง พม่ า Computer Assisted Instruction


Listening Skills Myanmar. ว า ร ส า ร ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. ศิริชัย กาญจนวาสี. (2552). ทฤษฎีการทดสอบแบบ ดั้งเ ดิ ม . พิมพ์ ค รั้งที่ 6. ก รุงเทพ ฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์. (2554). คู่มือครูชีววิทยา เพิ่มเติม เล่ม 5 การจัดส าระก ารเรียน รู้ กลุ่มวิทยาศาสตร์หลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สถาบัน ส่ ง เ ส ริ ม ก า ร ส อ น วิท ย า ศ า ส ต ร์ แ ล ะ เทคโนโลยี. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (สสวท.). (2551). คู่มือการ จัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์. เอกสาร อัดส าเนา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). คู่มือการจัดการ เรียนรู้กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สถาบัน ส่งเสริมการสอน สาขาชีววิทยา สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). (2550). รูปแบบการ เ รี ย น ก า ร สอนที่พัฒนากระบวนการคิดระดับสูง วิชา ชีววิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอน ปลาย ( Online),Available: http://www.ipst.ac.th/biology/BioArticles/magcontent10. สาขาชีววิทยา สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2549). การ จัดกระบวนการ เรียนรู้แบบวัฏจักรการ สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอนเพื่อพัฒนา ก ร ะ บ ว น ก า ร คิ ด ร ะ ดั บ สู ง Online).Available:http://ww w.ipst.ac.th/biology/BioArticles/mag-ve content1 0 . html. ส า ข า วิ ช า ก า ร บ ริ ห า ร ก า ร ศึ ก ษ า มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม. ส านักง านคณ ะก ร รมก า รก า รศึกษ า แห่งชาติ. (2543). คุณภาพของครูสู่ คุณภาพการเรียนรู้. แปลโดย สุรศักดิ์ หล าบม าล า . ก รุงเทพฯ : ส านักง าน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2558). การจัดการเรียนรู้ของ ครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาทักษะนักเรียนใน ศตวรรษ ที่ 21. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วน จ ากัด 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง. สุทิน ทองไสว. (2552). เทคโนโลยีการสอน . วารสาร วิชาการ. 12 (1). 49 - 53. ส านักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2550). 3 ปี หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรมของคุรุสภา. กรุงเทพฯ : บริษัท พี. เอ. ลีฟวิ่ง. สุเมธ เนาว์รุ่งโรจน์. (2560).การศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องการถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมที่จัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E)และความพึงพอใจใน การจัดการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่6โรงเรียนห้วยยอดจังหวัด ต รัง. ว า ร ส า รน วั ต กร ร มก า ร เ รี ยน รู้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สุวิทย์ มูลค า. (2549). การเขียนแผนการจัดการ เ รียน รู้ที่เน้นก า รคิด . พิมพค รั้งที่2 . กรุงเทพฯ: ห้าง หุ้นส่วน จ า กั ดภ าพ พิมพ์. สุวิทย์ มูลค า. ( 2549). กลยุทธ์—การสอนคิด ประยุกต์.พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ภาพ พิมพ์ สุวิมล ทองเทียม. (2554). การพัฒนากิจกรรมการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยวิธีการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ เรื่องความน่าจะเป็น ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5. หลักสูตรการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาคณิตศาสตรศึกษา คณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550). หลักการสอน (ฉบับ ปรับปรุง). พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: โอ เดียนสโตร์. เอมอร จังศิริพรปกรณ์. (2551). การพัฒนาวิธีการ เปรียบเทียบผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตาม กลุ่ม สาระการเรียนรู้โดยใช้คะแนน O-NET ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอน ปลาย. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์.


Click to View FlipBook Version