The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปี 64
ประจำปีงบประมาณ 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teachinee.phi, 2022-03-12 23:13:24

รายงานการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปี 64

รายงานการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปี 64
ประจำปีงบประมาณ 2564

50

ค. กักเกบ็ น้ำเพอ่ื เปนประโยชนต อพชื
ง. แลกเปล่ียนอากาศระหวา งรากพชื กับบรรยากาศเหนือวัสดุปลูก
การปลูกพืชไรดินดวยเทคนิควัสดุปลูก (Substrate Culture) วัสดุปลูกพืชนับวามี
ความสาคัญยิง่ วัสดุปลูกอาจจะเปนวัสดุอนินทรีย (Inorganic media) เชน ทราย กรวด หินภูเขาไฟ
เปอรไลท (Perlite) เวอรมิควิ ไลท (Vermiculite) และร็อกวูล (Rockwool) เปนตน หรือวัสดุอินทรยี 
(Organic media) เชน ขี้เลื่อย ขุยมะพราว เปลือกไมและแกลบ เปนตน วัสดุปลูกควรมีอนุภาค
สม่ำเสมอ ราคาถกู ปราศจากพิษ และศัตรูพืช และเปนวัสดทุ ่ีหางายในทองถิ่นนั้น ในญี่ปุนสวนใหญ
จะใชแกลบเปนวัสดปุ ลูก แตแกลบจะมีรพู รุนมากจึง ไมดูดซับน้ำ ควรเก็บไวระยะหนึ่ง หรือผสมกับ
วัสดุอื่นที่กักเก็บน้ำได เชน ขยุ มะพราว ความสามารถในการอุมน้ำของวัสดุปลูก เปนคุณสมบัตอิ ยาง
หน่ึงที่มีผลตอการเจริญเติบโตของพืช เพราะเกี่ยวของกับสัดสวนของอากาศและน้ำ ในชองวางที่
เหมาะสม วัสดปุ ลกู ที่เปนของแข็ง สามารถจำแนกตามท่มี าและแหลง กาเนิดของวัสดุไดดังตอไปนี้
1. วัสดปุ ลูกที่เปน อนินทรยี สาร เชน
- วัสดทุ เ่ี กดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ เชน ทราย กอ นกรวด หินภูเขาไฟ หินซีลท ฯลฯ
- วัสดุที่ผานขบวนการโดยใชความรอน ทำใหวัสดุเหลา นี้ มีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจาก
เดมิ เชน ดนิ เผา เมด็ ดินเผา ทไ่ี ดจ ากการเผาเมด็ ดินเหนียวทีอ่ ุณหภูมสิ ูง 1,100 องศาเซลเซยี ส ใยหนิ
ทไี่ ดจ ากการหลอมหินภูเขาไฟท่ที ำใหเปนเสนใยแลว ผสมดวยสารเลซิน เปอรไ ลทท ไ่ี ดจ ากทรายท่ีมีตน
กำเนดิ จากภูเขาที่อณุ หภูมสิ ูง 1,200 องศาเซลเซียส เวอรม ิคูไลท (vermiculite) ท่ไี ดจากการเผาแร
ไมกาทอี่ ณุ หภูมิสงู 800 องศาเซลเซียส เปนตน
- วัสดเุ หลอื ใชจ ากโรงงานอุตสาหกรรม เชน เศษจากการทาอฐิ มอญ เศษดินเผาจาก
โรงงานเครือ่ งปน ดินเผา
2. วัสดุปลูกทีเ่ ปนอินทรยี ส าร เชน วัสดทุ ี่เกดิ ข้ึนเองตามธรรมชาติ เชน ฟางขาว ขยุ และเสน
ใยมะพรา ว แกลบและข้ีเถา เปลือกถั่ว พีท หรือวัสดุเหลือใชจ ากโรงงานอุตสาหกรรม เชน ชานออย
กากตะกอนจากโรงงานน้ำตาล วสั ดเุ หลอื ใชจ ากโรงงานกระดาษ
3. วัสดุสังเคราะห เชน เม็ดโฟม แผนฟองน้ำ และเสนใยพลาสติกลักษณะของวัสดุปลูกที่ดี
ภาพรวมในการเลือกใชวัสดปุ ลกู ใหคำนึงถงึ คือ ตอ งสะอาด และทาความสะอาดงาย มีความแข็งแรง
มีคุณสมบัติทางกายภาพที่ดี เชน ไมทรุดตัวงาย ถา ยเทน้ำและอากาศไดด ี มีคณุ สมบัตทิ ่ีเหมาะสมทาง
เคมี เชน ระดับของความเปนกรดดาง ไมมีสารทำลายรากพชื เปนวัสดุที่สามารถเพาะเมล็ดไดทุก
ขนาดและทุกประเภท ควรเปนวัสดุที่มีราคาถูกที่สามารถหาไดในทองถิ่น และไมกอใหเ กิดปญหาตอ
สิ่งแวดลอม
2.5 สารละลายธาตุอาหารพืช
ธาตอุ าหารทีพ่ ชื ตอ งการในการเจริญเติบโตและใหผลผลิต มีทั้งหมด 16 ธาตุ ซึ่ง 3
ธาตุ คอื คารบ อน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ไดจ ากน้ำและอากาศ และอกี 13 ธาตุ ไดจ ากการดูดกิน
ผานทางราก ท้ัง 13 ธาตแุ บงออกเปน 2 กลมุ ตามปรมิ าณที่พืชตอ งการ คือ ธาตุอาหารทีพ่ ืชตอ งการ
เปน ปริมาณมากและธาตอุ าหารทีพ่ ืชตอ งการเปน ปริมาณนอย

51

ก. ธาตุอาหารทพี่ ชื ตองการเปน ปริมาณมาก (macronutrient elements)
ไนโตรเจน (N) พืชสามารถดดู กนิ ไนโตรเจนไดท้ังในรูปของแอมโมเนยี มไอออน (NH4+) และ
ไนเตรท ไอออน (NO3-) ซ่งึ ไนโตรเจนสวนใหญใ นสารละลายธาตอุ าหารพชื จะอยูในรปู ไนเตรทไอออน
เพราะถา มแี อมโมเนียมไอออนมากจะเปน อนั ตรายตอ พชื ได สารเคมที ี่ใหไ นเตรทไอออน คือ แคลเซียม
ไอออน และโปแตสเซียมไนเตรท นอกจากน้ียงั อาจไดจ ากกรดดินประสิว (HNO3-) ที่ใชในการปรับ
ความเปน กรดดา งของสารละลาย ธาตุอาหารพชื ฟอสฟอรสั (P) ในการปลูกพชื ไรดิน พชื ตองการธาตุ
ฟอสฟอรัสไมมากเทากับไนโตรเจนและโปแตสเซียม ประกอบกับไมมีปญหาในเรื่องความไมเปน
ประโยชนของฟอสฟอรัสเหมือนในดิน พืชจึงไดรับฟอสฟอรัสอยางเพียงพอ รูปของฟอสฟอรัสที่พืช
สามารถดูดกินไดคอื mono-hydrogenphosphate ion (HPO4- 2) สวนจะอยูใ นรูปใดมากกวากัน
ขึ้นอยูกบั ความเปนกรดดางของสารละลายในขณะน้ัน โปแตสเซียม (K) รูปของโปแตสเซียมที่พชื ดูด
กินได คือ potassium ion (K+) โปแตสเซียมที่มีมากเกินพอ จะไปรบกวนการดูดกินแคลเซียมและ
แมกนีเซียม สารเคมีที่ใหโปแตสเซียม คือ potassuimnitrate และpotassium phosphate
แคลเซียม (Ca) รูปของแคลเซียมที่พืชดูดกินไดค ือ calcium ion (Ca+2) แหลง Ca+2 ที่ดีที่สุด คอื
calcium nitrate เนื่องจากละลายงา ย ราคาไมแ พงและยังใหธาตไุ นโตรเจนดว ย แคลเซียมทมี่ มี ากใน
สารละลายธาตุอาหารพืช จะไปรบกวนการดดู กินโปแตสเซยี มและแมกนีเซียมในน้ำตามธรรมชาติจะมี
แคลเซียมอยูปริมาณหนึ่ง การเตรียมสารละลายธาตุอาหารพืชจึงควรคดิ แคลเซียมในน้ำดวยจะไดไม
เกิดปญหาในการมี แคลเซียมมากเกินไปแมกนีเซียม (Mg) รูปของแมกนีเซียมที่พืชดูดกินไดคือ
magnesium ion (Mg+2) สารเคมีที่ใหแมกนีเซียมคือ magnesium sulfate (MgSO4) ในน้ำ
ธรรมชาติจะมีแมกนีเซียมอยูดวย ฉะน้ันในการเตรียม สารละลายธาตุอาหารพืชจึงควรคำนึงถึงดวย
แมกนีเซียมที่มีมากเกินพอในสารละลายจะไปรบกวนการดูดกินธาตุ โปแตสเซียมและแคลเซียม
กำมะถัน (S) รูปของกำมะถนั ที่พืชสามารถดดู กินได คือ sulfate ion (SO4-2) พบวาไมค อยมปี ญ หา
การขาดกำมะถนั ในระบบการปลูกพืชไรดิน เพราะพืชตองการกำมะถันในปริมาณนอย และจะไดรับ
จาก สารเคมพี วกเกลอื ซลั เฟตของ K, Mg, Fe, Cu, Mn และ Zn เปน ตน
ข. ธาตุอาหารที่พชื ตองการเปนปริมาณนอยหรอื จลุ ธาตุ (micronutrient elements)
โบรอน (B) การแสดงอาการขาดธาตุโบรอนของพืชพบเห็นไดยากเนื่องจากพืชตองการใน
ปริมาณนอย ซึ่งในน้ำธรรมชาติก็มโี บรอนอยูดวย สารเคมีที่ให borate ion (BO3-3) ซึ่งพืชสามารถ
ดูดกินได คือ boric acid (H3BO3) สังกะสี (Zn) รูปที่พืชสามารถดดู กินไดคอื zinc ion (Zn+2) ซึ่ง
ไดจาก zinc sulfate (ZnSO4) หรือ zinc chloride (ZnCl2) ทองแดง (Cu) สารเคมีที่ให Copper
ion (Cu+2) คือ copper sulfate (CuSO4) หรือ copperchloride (CuCl2) เหล็ก (Fe) พืชดูดกิน
ในรูป Fe+2 หรือ Fe+3 สารเคมีที่ใหธาตุเหล็กที่มีราคาถูกที่สุดคอื ferrous sulfate (FeSO4) ซ่ึง
ละลายน้ำไดงา ย แตก จ็ ะตกเปน ตะกอนไดเร็ว จึงตอ งควบคุมสภาพความเปนกรดดางของ สารละลาย
เพื่อหลีกเลี่ยงปญหาเหลาน้ี โดยการใชเหล็กในรูปคีเลต (Fe-chelate) ซึ่งเปนสารเกิดจากการทำ
ปฏิกิริยาระหวางเหล็กและสารคีเลต ซึ่งเปนสารประกอบอินทรีย เหล็กคีเลต เปนสารประกอบ
เชิงซอน สามารถคง ตวั อยใู นรปู สารละลายธาตอุ าหารพืชและพืชดดู กินได เหล็กคีเลตท่ีนิยมใชกันอยู
ในรูปของ EDTA หรือ EDDHA แมงกานีส (Mn) มีลักษณะเหมือนกับเหล็กคือ ความเปนประโยชน
ของแมงกานีสจะถูกควบคุมโดยความเปนกรดดาง ถาสารละลายธาตุอาหารพืชมีลักษณะดาง ความ
เปนประโยชนข องแมงกานสี จะ ลดลง manganese ion (Mn+2) ซึ่งเปนรปู ท่ีพืชสามารถดูดกนิ ได จะ

52

ไดจากสารเคมี manganese sulfate(MnSO4) หรือ manganese chloride (MnCl2) โมลิบดินัม
(Mo) รปู ที่พืชสามารถดูดกินไดคอื molybdate ion (MoO4-2) ซงึ่ ไดจ ากสารsodium molybdate
หรือ ammonium molybdate คลอรีน (Cl) ในน้ำจะมีคลอรีนในรูปของคลอไรด (chloride ion
(Cl-) ซ่งึ เปน รปู ทีพ่ ชื จะนำไปใชป ระโยชนเ จอื ปนอยูดว ย จากการเตรียมสารละลายธาตอุ าหารพืชจะได
คลอไรดจากสารเคมี potassium chloride รวมท้ังจากจุลธาตุบางธาตุที่อยูในรูปของสารประกอบ
คลอไรด ถาสารละลายมี Cl- มากเกินพอ จะไปมีผลยับย้ังการดูดกิน anions ตัวอื่น เชน nitrate
(NO3-) และซัลเฟต (SO4-2) การควบคุมความเปนกรดดาง (pH) และคาการนำไฟฟา (EC) ของ
สารละลายธาตุอาหารพืชการรกั ษาหรือควบคุมความเปนกรดดาง และคาการนำไฟฟาในสารละลาย
อาหารนี้ เพ่ือใหพืชสามารถดูดใชปุยหรือ สารอาหารพืชไดดี และเพื่อใหปริมาณสารอาหารแกพืช
ตามทตี่ อ งการ

1. การรกั ษาหรอื ควบคมุ pH เนือ่ งจากคา ความเปน กรดดา งในสารละลายจะเปนคา ทบ่ี อกให
ทราบถงึ ความสามารถของรากท่จี ะดดู ธาตุอาหารตา ง ๆ ท่ีอยใู นสารละลายธาตอุ าหารพชื ได ปกติแลว
ควรรักษาคาความเปน กรดดางท่ี 5.8-7.0 เพราะเปนคาหรือชว งท่ีธาตุอาหารพืชตาง ๆ สามารถคง
รูปในสารละลายท่ีพืชนำไปใชไดดี คาความเปนกรดดางในสารละลายธาตุอาหารพืชเปลี่ยนแปลงได
หลายสาเหตุ เชน การเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการที่รากพืชดูดธาตุอาหารในสารละลายธาตุอาหาร
แลวพชื ปลดปลอยไฮโดรเจน (H+) และไฮดรอกไซด (OH-) จากรากสูสารละลายธาตุอาหารพืชทำให
pH เปลี่ยนแปลงไป เชน

- ประจุไฟฟาลบ หรือแอนไอออน (anions) เชน ไนเตรท (NO3-), ซัลเฟต
(SO4- -), ฟอสเฟต (PO4- - -) แลวจะปลดปลอ ยไฮดรอกไซด (OH-) สูสารละลายธาตุอาหาร

- ประจุไฟฟาบวก หรือแคตไอออน (cations) เชน แคลเซียม (Ca++), แมกนีเซียม
(Mg++),โปแตสเซยี ม (K+), แอมโมเนยี ม (NH4+) แลวจะปลดปลอยไฮโดรเจน (H+) สูสารละลายธาตุ
อาหารปกติแลว ธาตุอาหารในสารละลายธาตุอาหารพืช มปี ระจไุ ฟฟาบวกหรอื แคตไอออนมากกวาคา
ของประจุไฟฟา ลบหรือแอนไอออนแลว คาความเปน กรดดา งจะลดลง ในขณะท่กี ารดดู กนิ แอนไอออน
มากกวาแคตไอออนจะเพิ่มความเปนกรดดางในสารละลายธาตุอาหารพืช สำหรับการใหธาตุอาหาร
บางชนิดที่พืชตองการใชในปริมาณมาก คือ ธาตุไนโตรเจน (Nitrogen, N) ซึ่งมีการใหท้งั 2 รูปแบบ
คือ ในรูปแบบของประจุลบในสารอาหารในรปู ของไนเตรส (NO3-) และ ในรูปแบบของประจุบวกใน
สารอาหารในรูปของแอมโมเนยี ม (NH4+) นั้น ตองพจิ ารณาถึงอัตราสวนของสารนี้ใหดี เพราะจะมี
อิทธิพลตอการเปล่ียนแปลงของความเปนกรดดางและการใชประโยชนของพืชมาก การปรับเพื่อลด
หรอื เพิม่ คาความเปนกรดดางนั้น สามารถทำไดโดยเติมสารลงไปในสารละลายธาตุ อาหารพชื เชน

1.1 การปรับเพื่อลดคาความเปนกรดดาง โดยการเติมสารใดสารหนึ่งตอ ไปนี้ ลงไป
ในสารละลายธาตุอาหารพืช เชน Sulfuric acid (H2SO4) หรือ Nitric acid (HNO3) หรือ
Hydrochloric acid (HCl) หรอื Acetic acid

1.2 การปรบั เพื่อเพ่ิมคาความเปนกรดดางใหสูงข้ึน ทำโดยการเติมสารใดสารหนึ่ง
ตอไปนี้ลงไปในสารละลายธาตุอาหารพืช เชน Potassium hydroxide (KOH) หรือ Sodium
hydroxide (NaOH) หรือ Sodium bicarbonate หรือ Bicarbonate of soda (NaHCO3)

53

ลกั ษณะรากผักไฮโดรโปนิกส Hydroponics

2. การควบคุมคาการนำไฟฟา (Electrical Conductivity) เนื่องจากปุยที่ละลายในน้ำที่คา
ของอิออน (ion) ที่สามารถใหกระแสไฟฟาที่มีหนวยเปนโมท (Mho) แตคา ของการนำกระแสไฟฟาน้ี
คอ นขา งนอ ยมาก จงึ มกี ารวดั เปนคา ทม่ี หี นว ยเปนมลิ ลโิ มท/ เซนตเิ มตร (milliMhos/cm) อันเปนคา ที่
ไดจากการวัดการนำกระแสไฟฟาจากพ้ืนที่หนงึ่ ควิ บิกเซนตเิ มตรของสารอาหารการวัดคาการนำไฟฟา
จะทำใหเราทราบเพียงคารวมของการนำไฟฟาของสารละลายธาตอุ าหารพืช (คอื น้ำกับปุยทเี่ ปนธาตุ
อาหารพืชท้ังหมดในถงั ที่ใสสารอาหารท้ังหมด) เทา น้ัน แตไมทราบคาของสัดสวนของธาตุ อาหารใด
ธาตุอาหารหน่ึงที่อยใู นถัง ที่อาจเปลยี่ นไปตามเวลาเนอ่ื งจากพชื นำไปใชห รอื ตกตะกอน

ดังน้ันหลังจากมีการปรับคาการนำไฟฟาไปไดระยะหนึ่งแลวจึงควรเปลี่ยนสารละลายในถัง
ใหมเปน ระยะ ๆ โดยเฉพาะประเทศทีม่ อี ากาศรอนอยางประเทศไทย ควรเปลีย่ นสารละลายใหมเ ปน
ระยะ ๆ เชน ทุก 3 สัปดาห ซึ่งการเปลี่ยนสารละลายธาตุอาหารพืชแตละครั้งก็หมายถึงการเสีย
คาใชจายเพิ่มข้ึน ปกติแลวควรรักษาคาการนำไฟฟาของสารอาหารระหวาง 2.0-4.0 มิลลิโมท/
เซนติเมตร (milliMhos/cm) การเปลี่ยนแปลงคาการนำไฟฟาของสารละลาย แมวาปกติแลวควร
รักษาคาการนำไฟฟาของสารอาหารระหวาง 2.0-4.0 มิลลิโมท/เซนติเมตร
( milliMhos/cm=mMhos/cm) 1 ( mMho/cm) = 1 Millisiemen/cm (mS/cm) 1
Millisiemen/cm (mS/cm) = 650 ppm ของความเขมขนของสารละลาย (salt) ปกติแลวความ
เขม ขนของสารอาหารควรอยูในชว ง 1,000-1,500 ppm เพ่ือใหแรงดนั ออสโมติกของ กระบวนการ
ดูดซึมธาตุอาหารของรากพืชไดสะดวก คา การนำไฟฟาจะแตกตางกันไปตามชนิดของพืช ระยะการ
เติบโต และความเขมของแสง เชน คาการนำไฟฟาที่ต่ำคือ (1.5-2.0 mMho/cm) เหมาะสมตอการ
ปลูกแตงกวา คาการนำไฟฟาที่สูงคือ (2.5-3.5 mMho/cm) เหมาะสมตอการปลูกมะเขือเทศ คา
การนำไฟฟา (1.8-2.0 mMho/cm) เหมาะสำหรบั การปลูกผกั และไมด อกไมประดับทว่ั ไป คาการนำ
ไฟฟา จะแตกตา งกนั ไปตามระยะการเจรญิ เตบิ โตและความแขง็ แรงของตน พชื เพราะคาการนำไฟฟาท่ี
สูงจะยับย้ังการเจริญเติบโตของพืช คาการนำไฟฟาที่ต่ำจะเหมาะสมตอการเจริญเติบโตทางลำตน
กอนการใหผล (Vegetative growth) และสูงขึ้นเมื่อพืชใหผลผลิต (Reproductive growth) ดังนั้น
การปลูกพชื ทใี่ หผลผลติ เชนมะเขอื เทศควรคำนึงถงึ ขอน้ีดว ย

นอกจากน้ีคาการนำไฟฟา น้ีจะแตกตา งกันไปตามความเขม ขนของแสง เชน กลา วคือถาแสงมี
ความเขม ขนมาก พืชตอ งการสารละลายที่มีความเขมขนนอยลง คอื พืชจะดดู น้ำมากกวาธาตุอาหาร

54

การเปลี่ยนสารละลายใหม เน่ืองจากการวัดคาการนำไฟฟา จะทำใหเราทราบเพียงคา รวมของการนำ
ไฟฟาของสารอาหารคือ น้ำกับธาตุอาหารท้ังหมดในถังที่ใสสารละลายธาตุอาหารพืชเทานั้น แตไม
ทราบคาของสัดสวนของธาตุอาหารแตละชนิดที่เปลี่ยนไปตามเวลาที่ให เน่ืองจากธาตอุ าหารบางธาตุ
พืชนำไปใชนอยจึงเหลือสะสมในสารอาหาร (เชน โซเดียมและคลอรีน) ซึ่งจะมีผลทำใหความเปน
ประโยชนหรอื องคประกอบของสารละลายตวั อ่นื ๆ เปล่ียนแปลงไป หรอื ตกตะกอน

ดงั น้ันจึงควรเปลีย่ นสารละลายในถงั ใหมเปนระยะ ๆ โดยเฉพาะประเทศท่ีมีอากาศรอนอยาง
ประเทศไทย ควรเปลี่ยนสารละลายใหมเปน ระยะ เชน ทุก 3 สัปดาหการรักษาหรอื ควบคุมคา ความ
เปนกรดดาง และคาการนำไฟฟาในสารละลายธาตุอาหารพืชนี้ สามารถกระทำโดยใชแรงงานหรือใช
ระบบควบคุมแบบอัตโนมตั กิ ็ได

ขัน้ ตอนและวธิ กี ารปลูกผกั ไฮโดรโปนิกส

ปลกู พืชไมใชดิน

การปลูกพืชโดยไมใชดินจะมีการจัดการอยู 2 สวน ไดแก ในสวนของพืช และสวนของ
สารละลายธาตุอาหาร การจัดการพืชความสำเร็จของการผลิตอยูที่ความแข็งแรงและความสมบูรณ
ของตนกลา เพราะจะทำใหพ ชื สามารถเจริญเติบโตและตั้งตวั ไดเรว็ วิธกี ารเพาะกลามีอยูด วยกันหลาย
วิธี เชน การเพาะกลา ในถวยเพาะแบบสำเร็จรูป โดย ใช เพอรไลท และ เวอรมิคูไลท เปนวัสดุที่ใช
เพาะ, การเพาะกลาในแผนฟองน้ำ สว นมากจะนิยมปลูกในรปู ของแผนโฟม และการเพาะกลาในวัสดุ
ปลูก ซึง่ ใชวัสดุทีไ่ ดจากทั้งในและตา งประเทศ เชน เวอรมคิ ไู ลท หิน ฟอสเฟต เพอรไลท ขยุ มะพราว
แกลบ ขี้เถาแกลบ หินกรวด ทราย เปนตน ท้ังนี้ขน้ึ อยูก ับระบบท่ีใชปลูก การจัดการดานสารละลาย
ในสารละลายธาตุอาหารทีใ่ ชปลูกพืชจำเปนตองมีการควบคุมคา pH และ EC ของสารละลายเพื่อให
พืช สามารถดดู ปุยหรือสารละลายธาตุอาหารไดดี ตลอดจนตองมีการควบคมุ อุณหภูมิและออกซิเจน
ในสารละลาย ธาตุอาหาร การรักษาหรือควบคุมคา pH ของสารละลายธาตุอาหารพืช คา pH
หมายถึง คาความเปนกรดเปนดางของสารละลายธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ตองมีการควบคุม pH
เพื่อใหพืชสามารถดูดใชปุยหรือสารอาหารไดด ี เพราะคาความเปนกรดเปนดางในสารละลายจะเปน
คาที่บอกใหทราบถึง ความสามารถของปุยที่จะอยูในรูปที่พืชสามารถดูดธาตุอาหารตาง ๆ ทีม่ ีอยูใน

55

สารละลายธาตุอาหารพชื ได ถา คา pH สูงหรือต่ำเกนิ ไป อาจทำใหเกดิ การตกตะกอน หากสารละลาย
ธาตอุ าหารพชื มคี วามเปนกรดมากเกิน สามารถปรบั โดยใชโ พแทสเซยี มไฮดรอกไซด (KOH) โซเดยี มไฮ
ดรอกไซด (NaOH) โซเดียมไบคารบ อเนต (NaHCO3) หรือ แอมโมเนียมไฮดรอก-ไซด (NH4OH) หาก
สารละลายธาตุอาหารมีความเปนดางมากเกิน สามารถปรับโดยเตมิ กรดซัลฟูริก (H2SO4) กรดไน
ตริก (HNO3) กรดไฮโดรคลอริก (HCl) กรดฟอสฟอริก (H3PO4) หรือ กรดอซิติก (CH3COOH)
เครื่องมือที่ใชวัดคาความเปนกรดเปนดาง คือ pH meter กอนใชควรปรับเครื่องมือใหมีความ
เที่ยงตรงกอน โดยใชน้ำยามาตรฐานหรือที่เรียกวา “สารละลายบัฟเฟอรมาตรฐาน” (Buffer
Solution)

การควบคุมคา EC ของสารละลายธาตอุ าหารพืช ชนดิ ของพชื ระยะการเตบิ โต ความเขมของ
แสง และขนาดของถังที่บรรจุสารอาหารพืช สภาพภูมิอากาศก็มีผลตอการเปลี่ยนแปลงคา EC
เนื่องจาก โดยทั่วไปเมื่อพืชยังเล็กจะมีความตองการ EC ที่ต่ำ และจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อพืชมีความ
เจรญิ เติบโตที่มากขึ้น และพืชแตละชนิดมีความตองการคา EC แตกตางกัน เชน ผักสลัด มีความ
ตองการสารละลายธาตุอาหารที่มีคา EC ระหวาง 0.5 – 2.0 mS/cm แตงกวา มีความตองการ
สารละลายธาตุอาหารที่มีคา EC ระหวาง 1.5 – 2.0 mS/cm ผักและไมดอก มีความตองการ
สารละลายธาตอุ าหารทมี่ คี า EC ระหวา ง 1.8 – 2.0 mS/cm มะเขอื เทศ มีความตอ งการสารละลาย
ธาตอุ าหารที่มคี า EC ระหวาง 2.5 – 3.5 mS/cm แคนตาลปู มีความตองการสารละลายธาตุอาหาร
ที่มีคา EC ระหวาง 4 – 6 mS/cm เครื่องมือที่ใชวัดคาการนำไฟฟา (Electrical Conductivity)
เรียกวา EC meter กอนใชค วรปรับ ความ เที่ยงตรงเสียกอน โดยปรับที่ปุมของเครื่องในสารละลาย
มาตรฐาน ซึ่งคาที่วัดไดจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ ของสารละลาย กลาวคือ ยิ่งสารละลายมี
อณุ หภมู สิ ูงขึ้น คา EC กจ็ ะสูงขึ้นตามดว ย

Hydroponics

56

ความเช่อื มโยงหลกั การของสะเต็มในการปลูกผักไฮโดรโปนกิ ส
วิทยาศาสตร (Science)
ธาตุอาหาร ธาตุอาหารพืชเปนสิ่งจำเปน สำหรับการเจริญเติบโตของพืช ประกอบดวย 17

ธาตุ ไดแก คารบอน, ไฮโดรเจน, ออกซิเจน, ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แคลเซียม,
แมกนีเซยี ม, กำมะถัน, เหล็ก, แมงกานีส, สังกะสี, ทองแดง, โบรอน, โมลิบดีนัม, คลอรีน และนเิ กิล
แบง เปน มหธาตุ 9 ธาตุ (macronutrient elements) หรอื ธาตุอาหารมหัพภาค คือ ธาตุอาหารท่ีพืช
ตองการในปริมาณมาก และขาดไมได โดยมีความเขมขนของธาตุอาหารโดยน้ำหนักแหง เมื่อพืช
เจริญเติบโตเต็มวัยสูงกวา 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไดแก คารบ อน, ไฮโดรเจน และออกซิเจน ซึ่งได
จากน˚า และอากาศ สว นไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซยี ม และกำมะถัน
พืชไดจ ากดินในบางครั้ง มหธาตุจะกลาวถงึ เพียง 6 ธาตุ ไมน ับรวมคารบอน, ไฮโดรเจน และออกซเิ จน
ที่ไดจากน้ำ และอากาศ ไดแก ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซียม และ
กำมะถัน โดยแบงเปน 2 กลมุ คอื

1. กลุมธาตุอาหารหลัก (primary nutrient elements) 3 คือ ธาตุอาหารพืชท่ีตองการใน
ปริมาณมาก 3 ธาตุ ไดแก ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซยี ม

2. กลุมธาตุอาหารรอง (secondary nutrient elements) คือ ธาตุอาหารที่พืชตองการใน
ปรมิ าณนอยกวา กวา กลุมแรก 3 ธาตุ ไดแก แคลเซียม แมกนีเซยี ม และกำมะถัน

จุลธาตุ 8 ธาตุ (micronutrient elements) คือ ธาตุอาหารที่พืชตองการในปริมาณนอย
โดยที่มีความเขมขนของ ธาตุอาหารโดยน้ำหนักแหง เมื่อพืชเจริญเติบโตเต็มวัยต่ำกวา 100
มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไดแกเหล็ก, แมงกานีส, สังกะสี, ทองแดง, โบรอน, โมลิบดีนัม, คลอรีน และ
นิเกิล สำหรับธาตุนิเกิล เพิ่งจะมีการวมเขาเปนธาตุที่ 8 โดยมีการศึกษา พบวา นิกเกิลเปน
องคประกอบสำคัญของ เอนไซมย รู ีเอส ท่ีทำหนาทก่ี ระตุนปฏิกิรยิ าไฮโดรไลซสิ ยูเรียใหเปนแอมโมเนยี
และคารบ อนไดออกไซด และทา หนาท่สี ำคญั ในการสรา งสารประกอบอนิ ทรยี ไนโตรเจน นอกจากน้ัน
พืชบางชนิดยังตอ งการธาตุอาหารอื่น ๆ อีก เชน โคบอลท (CO), โซเดียม (Na), อะลมู ิเนียม (Al), แว
นาเดียม (Va), ซิลิเนียม (Se), ซิลิกอน (Si) และอื่น ๆ เรียกธาตุอาหารกลุมเหลานี้วา beneficial
element

57

ธาตุอาหารหลกั
1. ไนโตรเจน ไนโตรเจนเปนองคประกอบของพืชประมาณรอยละ 18 และปริมาณ
ไนโตรเจนกวารอยละ 80-85 ของไนโตรเจนทั้งหมดทีพ่ บในพืชจะเปนองคป ระกอบของโปรตีน รอย
ละ 10 เปนองคประกอบของกรดนวิ คลอี ิก และรอ ยละ 5 เปนองคประกอบของกรดอะมิโนทีล่ ะลาย
ได โดยทั่วไปธาตุไนโตรเจนในดินมักขาดมากกวา ธาตุอ่ืน โดยพืชนำไนโตรเจนที่มาใชผ า นการดูดซึม
จากรากในดนิ ในรูปของเกลือไนเตรท (NO3-) และเกลอื แอมโมเนยี ม (NH4+) ธาตุไนโตรเจนในดนิ มกั
สูญเสียไดงายจากการชะลางในรูปของเกลือไนเตรท หรือเกิดการระเหยของ แอมโมเนีย ดังนั้น หาก
ตองการใหไนโตรเจนในดินที่เพียงจึงตองใสธาตุไนโตรเจนลงไปในดินในรูปของปุย นอกจากน้ีพืชยัง
ไดรับไนโตรเจนจากการสลายตัวของอินทรียวัตถุ และการแปรสภาพของสารอินทรียโดยจุลินทรีย
ในดนิ รวมถึงการไดร บั จากพืชบางชนดิ เชน พชื ตระกลู ถ่วั ทมี่ ีไรโซเบียมชว ยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ
ความตองการธาตุไนโตรเจนของพืชข้ึนกับหลายปจจัย อาทิ ชนิดของพืช อายุของพืช และฤดูกาล
หนา ท่ี และความสำคญั ตอพชื

1. ทำใหพชื เจริญเติบโต และตั้งตวั ไดเรว็ โดยเฉพาะในระยะแรกของการ
เจรญิ เติบโต

2. สง เสริมการเจริญเตบิ โตของใบ และลำตน ทำใหล ำตน และใบมีสีเขียวเขม
3. สง เสรมิ การสรางโปรตนี ใหแกพืช
4. ควบคมุ การออกดอก และติดผลของพชื
5. เพมิ่ ผลผลิตใหสงู ขึ้น โดยเฉพาะพชื ทีใ่ หใบ และลำตน
2. ฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัสในดินมักมีปริมาณที่ไมเพียงพอกับความตองการของพืชเชนกัน
เนื่องจากเปนธาตุท่ีถกู ตรึงหรือเปลี่ยนเปนสารประกอบไดงาย สารเหลานี้มักละลายน้ำไดยาก ทำให
ความเปนประโยชนข องฟอสฟอรัสตอพืชลดลง ฟอสฟอรัสที่พบในพืชจะในรูปของฟอสเฟตไอออนท่ี
พบมากในทอลา เลียงน้ำ เมล็ด ผล และในเซลลพืช โดยทำหนาที่สำคญั เกยี่ วกับการถายทอดพลังงาน
เปนวัตถุดิบในกระบวนการสรางสารตาง ๆ และควบคุมระดับความเปนกรด-ดาง ของกระบวนการ
ลำเลียงน้ำในเซลล การนำฟอสฟอรัสจากดินมาใช พืชจะดูดฟอสฟอรัสในรูปอนุมูล ไดไฮโดรเจน
ฟอสเฟตไอออน (H2PO4-) และไฮโดรเจนฟอสเฟตไอออน (HPO42-) ปริมาณสารทั้งสองชนิดจะ
มาก หรือนอยขึ้นกับคาความเปนกรด-ดางของดิน ดินที่มีสภาพความเปนกรด ฟอสฟอรัสจะอยูในรูป
ไดไฮโดรเจน ฟอสเฟตไอออน(H2PO4-) หากดนิ มีสภาพเปนดาง ฟอสฟอรัสจะอยูในรปู ไฮโดรเจน
ฟอสเฟตไอออน (HPO42-) แตสารเหลานี้ในดินมกั ถกู ยึดดว ยอนุภาคดินเหนียว ทำใหพืชไมส ามารถ
นำไปใชได รวมถึงรวมตัวกบั ธาตุอื่นในดนิ ทำใหพืชไมสามารถนำมาใชประโยชนไ ด เชน ในสภาพดินที่
เปน เบส และเปนกรดจัดท่ีมีแรธ าตุ และสารประกอบ อน่ื มากฟอสเฟตจะรวมตัวกับไอออนประจุบวก
และลบของธาตุ และสารประกอบเหลานั้น กลายเปนเกลือที่ไม ละลายน้ำทำใหพืชนำไปใชไ ดนอย
ดังนั้น ในสภาพดินที่เปนกลาง พืชจะนำฟอสเฟตไอออนมาใชประโยชนไดดีกวา โดยทั่วไปพืชจะ
ตองการฟอสฟอรัสประมาณ 0.3-0.5 เปอรเซ็นตโ ดยน้ำหนักแหง เพอื่ ใหการเจรญิ เติบโตทางใบ เปน
ปกติ แตห ากไดรับในปริมาณสูงกวา 1 เปอรเซ็นตโดยน้ำหนักแหงจะเกิดความเปนพิษตอพืชหนาที่
และความสำคญั ตอ พชื
1. สงเสริมการเจรญิ เตบิ โตของราก ทั้งรากแกว ราฝอย และรากแขนง โดยเฉพาะใน
ระยะแรกของ การเจรญิ เติบโต

58

2. ชว ยเรง ใหพชื แกเ รว็ ชว ยการออกดอก การติดผล และการสรางเมลด็
3. ชวยใหรากดูดโปแตสเซยี มจากดินมาใชเปน ประโยชนไดมากข้ึน
4. ชวยเพม่ิ ความตา นทานตอโรคบางชนิด ทำใหผ ลผลติ มคี ุณภาพดี
5. ชว ยใหล ำตนแข็งแรง ไมลมงาย
6. ลดผลกระทบทเ่ี กิดจากพชื ไดร ับไนโตรเจนมากเกินไป
3. โปแตสเซยี ม โดยท่ัวไปโพแทสเซียมกระจายอยูดนิ ช้ันบน และดินช้ันลา งในปรมิ าณท่ีไม
แตกตา งกนั โพแทสเซยี ม เปนธาตทุ จ่ี ำเปน สำหรบั พชื เหมือนกับธาตุฟอสฟอรสั และธาตุไนโตรเจน
พชื จะดดู โพแทสเซียมจากดนิ ในรปู โพแทสเซยี มไอออน โพแทสเซียมเปนธาตทุ ่ลี ะลายน้ำไดดี และพบ
มากในดนิ ทัว่ ไป แตสวนใหญจ ะรวมตัวกับธาตุ อน่ื หรือถูกยึดในชั้นดินเหนียว ทำใหพืชนำไปใชไมได
การเพ่ิมปรมิ าณโพแทสเซยี มในดนิ จะเกิดจากการสลายตวั ของหนิ เปนดินหรือปฏกิ ริ ยิ าของจุลนิ ทรยี 
ในดินทพี่ ืชสามารถนำไปใชได โพแทสเซยี มทเ่ี ปนองคป ระกอบของพืช พบมากในสวนยอดของตน
ปลายราก ตาขา ง ใบออน ในใจกลางลำตน และในทอ ลา เลียงอาหาร โดยทั่วไป ความตองการ
โพแทสเซยี มของพชื อยูในชว ง 2-5 เปอรเ ซ็นต โดยน้ำหนกั แหง บทบาทสาคญั ของโพแทสเซยี ม คือ
ชวยกระตุนการทำงานของเอนไซม ชว ยในกระบวนการสรา งแปง ชวยในกระบวนการสังเคราะหแ สง
ควบคมุ ศักยออสโมซีส ชวยในการลำเลียงสารอาหาร ชวยรักษาสมดลุ ระหวางกรด และเบส หนาท่ี
และความสำคญั ตอพืช
1. สงเสริมการเจริญเตบิ โตของราก ทำใหรากดดู น้ำ และธาตุอาหารไดด ีข้ึน
2. จำเปนตอการสรางเน้ือผลไม การสรางแปงของผล และหัว จึงนิยมใหปุย
โพแทสเซยี มมากในระยะ เรงดอก ผล และหัว
3. ชวยใหพ ชื ตา นทานการเปล่ยี นแปลงปรมิ าณแสง อุณภูมิหรือความชื้น
4. ชว ยใหพ ชื ตานทานตอ โรคตา ง ๆ
5. ชว ยเพิ่มคณุ ภาพของพืช ผกั และผลไม ทำใหพืชมสี ีสนั เพิ่มขนาด และเพ่มิ ความ
หวาน
6. ชวยปองกันผลกระทบจากท่ีพชื ไดร ับไนโตรเจน และฟอสฟอรสั มากเกนิ ไป

การตรวจสอบคา PH

คา pH (Potential of Hydrogen ion)

59

คา pH ในความหมายของการปลูกพืชไรดิน คือ คาความเปนกรด-เบส ของสารละลาย (น้ำ
ผสมธาตุอาหารที่ใชในการปลูกพืช) โดยคา pH จะมีชวงการวัดอยูที่ 1 - 14 โดยจะนับคาที่ 7 เปน
กลาง กลาวคือ หากวัดคาไดต่ำกวา 7 แสดงวาของเหลวนั้นเปนกรด หากวัดไดสูงกวา 7 ข้ึนไปแสดง
วาเปนเบส สำหรับการปลูกพืชดวยน้ำนนั้ คา pH มี สวนสำคัญเปนอยา งมากสำหรับการทำปฎิกิริยา
ทางเคมีกับธาตุอาหารที่ใชเลียงพืช โดยธรรมชาติน้ำที่มคี วามเปน กรดจะทำใหธ าตุอาหารพืชละลาย
ตัวไดด ี และพืชสามารถดูดซึมไปใชงานไดอยางสะดวก แตถาหากน้ำที่ใชผสม ธาตุอาหารพืชมีความ
เปนเบสสูงจะทำใหธาตุอาหารพชื ตกตะกอนจนพืชไมสามารถดูดซึมไปใชงานได ดังน้ัน การปรับคา
pH ผูปลูกจะตอ งปรบั ใหอยูในระดับที่เหมาะสมกบั อายุการปลกู และชนดิ ของพืชนั้น ๆ ดวย โดยปกติ
คา pH ที่ใชในการปลูกพืชจะมคี า อยูใ นชวง 5.5 - 7.0 แตคา ทีด่ ีทสี่ ุดตอ การละลายตัวของธาตุอาหาร
พชื จะอยทู ี่ 5.8 - 6.3

การปลกู พชื ดวยระบบไฮโดรโพนิกสนนั้ จะมกี ารกำหนดคา pH ของการปลกู พชื เปน 2 ระยะ คือ
ระยะท่ี 1 (ระยะเจริญเติบโต) อยูใ นชว งวันที่ 1 - 28 กำหนดคา pH อยทู ี่ 5.8 - 6.5
ระยะท่ี 2 (ระยะสรางผลผลิต) อยใู นชวงวนั ที่ 29 ขึ˚นไป กำหนดคา pH อยูท่ี 6.5 - 7.0
การลดคา pH นิยมใช กรดไนตริก (Nitric Acid) มีสูตรทางเคมี คือ (HNO3) ซึ่งกรดชนิดนี้
เมื่อผสมกับน้ำจะแตกตัวเปน อนุมลู ยอย เปน ไนโตรเจน ซึง่ เปน ธาตุอาหารหลักของพืช และกรดท่ีนิยม
ใชอกี ชนิดหน่ึงคอื กรดฟอสฟอริก (Phosphoric Acid) มีสูตรทางเคมี คอื H3PO4 ซ่งึ กรดชนิดน้ี เม่อื
ผสมกับน้ำจะแตกตวั เปนอนุมูลยอย เปนฟอสฟอรสั ซงึ่ เปน ธาตอุ าหารหลกั ของพืชเชน กัน การใชก รด
ทั้งสองชนดิ นี้ จึงมีผลพลอยไดจ ากการปรับลดคา pH แลวยังไดธาตุอาหารพืชเพิ่มขึ้นมาในระบบอีก
ดวย การเพ่ิมคา pH นยิ มใชโพแทสเซียมคารบ อเนต (Potassium Carbonate) หรือ โพแทสเซยี มไฮ
ดรอกไซต (Potassium Hydroxide) ซึง่ เคมีทั้ง 2 ชนิดนี้ เมื่อผสมกับน้ำจะแตกตัวเปน อนุมูลยอย ได
โพแทสเซียม ซึ่งเปนธาตุอาหารหลกั ของพืชเชน กัน
ขอควรระวังในการปรับคา pH
การปรับคา pH คอยปรับดวยความระมัดระวัง และคอยปรับลดลง อยาปรับคา pH ใหต่ำ
เกินกวา 4 จะทำใหรากพชื ไดร ับอันตรายจากการกัดกรอ นของกรด จนทำใหร ากพืชออนแอ และเชื้อ
โรคเขาทำลายไดงา ยข้ึน คา pH ท่ีต่ำเกินไปยงั สง ผลใหความเขมขน ของธาตุเหล็กในระบบปลกู มีสูงขึ้น
ถาธาตเุ หล็กในระบบปลูกมมี าก เกินไปจะเปนพษิ กับพชื ได ในทางกลับกันถาปลอยใหคา pH สูงเกิน
กวา 7 เปนระยะเวลาติดตอกัน 2 - 3 วัน จะสงผลตอการดูดซึมธาตุอาหารพืช เชน ฟอสฟอรัส,
เหล็ก, แมงกานีส โดยคา pH ทีเ่ หมาะสมคอื 5.8 - 6.3

ตารางแสดงปรมิ าณความเขม ขน ของธาตุอาหาร
พชื ในคา pH ระดบั ตา งๆ
(คา pH ทส่ี มบูรณท ส่ี ุดตอ ปรมิ าณธาตุ
อาหารคอื 6.25)

60

การตรวจสอบคา Ec
คา EC (Electric Conductivity) คา EC คือ คาเหนี่ยวนำกระแสไฟฟาในของเหลวในการ
ปลูกไฮโดรโพนิกสหมายถึงปริมาณแรธาตทุ ี่ละลายอยูในของเหลว โดยปกติน้ำบริสุทธิ์จะมีคานำ
กระแสไฟฟาต่ำหรือมีคาเปนศูนย แตเมื่อมีการเติมสารละลายตาง ๆ ลงในในน้ำน้ันจะทำใหคา
สารละลาย หรอื คานำกระแสไฟฟา ในน้ำนั้น ๆ สงู ขึ้นดว ย พชื แตล ะชนิดจะมีความ ตานทานตอคา EC
หรือ (ความเขมขนของธาตุอาหารพืช) ที่ไมเทากัน ทั้งนี้ ขึ้นอยูกับสายพันธุ, อายุของพืช และ
สภาพแวดลอมในการปลูกขณะนั้นดวย หากเราใชคา EC ไมเหมาะสมกับพืช แลวจะทำใหพืชน้ัน
เจริญเติบโตไมเ ปนปกติ หรอื ขาดความสมบูรณได ปจ จัยท่ีเปนตัวกาหนดคา EC คือ
1. ชนิดและสายพันธุพืช กลาวคือ พืชตองอาศัยการคายน้ำทางใบเพื่อใหเกิดแรงดันท่ีราก
พืชเพื่อใหน้ำที่ผสมธาตุอาหารซึมผานจากรากไปยังสวนตางๆ ของพืชได หากคา EC สูงกวา
คามาตราฐาน ของพชื ชนิดน้ัน ๆ พชื จะไมส ามารถนำพาน้ำท่ีมีธาตุอาหารไปยังสว นตาง ๆ ของพืชได
สง ผลใหพชื เจริญเตบิ โตไดไ มดี และเกดิ ขาดธาตอุ าหารตาง ๆ ได
2. อายุของพืช กลาวคือ พืชในแตละชวงอายุจะมีการใชธาตุอาหารไมเทากัน โดยจะแบง
ออกเปน 3 ชวงของการเจริญเติบโต ดงั น้ี

2.1 ชว งตนเกลา : ชวงสัปดาหแรกของการเจริญเติบโต เมื่อพืชงอกออกจากเมล็ด
พืชจะใชพลังงานและอาหารจากใบเลีย้ งเปนหลัก ทำใหการกำหนดคา EC ในชว งสัปดาหแ รกนี้จะอยู
ทปี่ ระมาณ 30 - 50% ของคา EC ในพชื ชนดิ น้ัน ๆ และจะเพมิ่ ขึ้นเรอ่ื ย ๆ ในสปั ดาหต อไป

2.2 ชวงเจริญเติบโต : ชวงสัปดาหที่ 3 เปนตนไป ชวงน้ีเปนชวงที่พืชตองการใช
พลังงานและธาตุอาหารสูงมาก เพื่อใชในการสรางสวนตาง ๆ ของใบ, ลำตน, ดอก โดยจะใชธาตุ
อาหารประมาณ 80 - 100% ของคา EC ในพืชชนดิ นั้น ๆ

2.3 ชวงขยายพนั ธุ : เปนชวงที่พืชผา นการเจริญเติบโตอยางเต็มที่มาแลว พืชไดทำ
การสะสมอาหารและพลังงานมาไวอยา งเตม็ ทแี่ ลว พืชจะเร่มิ ใชธาตอุ าหารใหมนอยลง โดยเฉลีย่ จะอยู
ท่ีประมาณ 50 - 70% ของคา EC ในพืชชนิดน้นั ๆ

3. สภาพอากาศและฤดูกาล หากชวงเวลาดังกลาวมีปจจัยที่ทำใหพืชตองคายน้ำสูง เชน
แสงแดดจัด,อากาศรอน พืชจำเปนตองมีการดูดซึมน้ำมากขึ้น เพื่อนำมาชดเชยน้ำที่สูญเสียไป หากมี
การใชคา EC ที่สูงในชวงเวลาดังกลาวแลว พืชจะนำนำ้ ไปชดเชยน้ำที่เสียไปไดลำบาก เราจึงเห็นพืช
เหี่ยวเฉาในชวงเวลาที่อากาศรอนและ แสงแดดจัด ดังนั้นชว งเวลาที่อากาศรอนมาก ๆ และแสงแดด
แรงเกินไปเราตองปรับลดคา EC ลง พรอมกับลด กิจกรรมการคายน้ำของพืชลง เชน พรางแสง,
สเปรยน้ำ เพื่อลดอุณหภูมิลง คามาตราฐานสำหรับน้ำที่จะนำมาใชในการปลูกพืชไฮโดรโพนิกส
จะตองมีคาเริ่มตนกอนใสปุยไมเ กิน 0.3 ms/cm หากคาเกนิ จะทำใหมีขอจำกัดในการใสธาตุอาหาร
พืช (ใสธาตุอาหารพืชไดนอ ยลง) เพราะกังวลวาคา EC จะเกินกวาที่พืชน้ัน ๆ จะรับได จนกระทบตอ
การเจริญเติบโตของพืชได น้ำที่เหมาะสมที่สุดในการนำมาใชในการปลูกพืชไฮโดรฯ ไดแก น้ำฝน,
น้ำประปาสวนภูมิภาคและประปานครหลวง ฯลฯ เนือ่ งจากมีคา EC ต่ำและเปนแหลงนำ้ ที่ประหยัด
สวนน้ำที่ไมแนะนำมาใชในการปลูก เชน น้ำบาดาล เนื่องจากสวนใหญน้ำบาดาล จะมี คา EC สูง
แลวยังมีแคลเซียมคาบอเนท (หินปูน) สาเหตุของความกระดา งในน้ำ ทำใหปุยตกตะกอนไดงาย หาก
ไมส ามารถหาน้ำไดจากแหลงดงั กลา วจรงิ อาจจะตองมีการบำบดั ดวยวิธีกรองเพื่อลดคาสารละลายใน

61

น้ำลงกอน เพื่อใหมีคา EC อยูใ นระดบั ที่เหมาะสมที่จะนำมาปลูกพืชได โดยวิธีการกรองตอ งใชเครือ่ ง
กรองที่สามารถกรอง สารละลายในน้ำได เชน ระบบกรอง Reverse Osmosis (R.O.) หรือการกรอง
ดว ยระบบกรอง Softener ดว ยสารกรอง Resin เปน ตน

ชนดิ พชื คา EC และ pH ของพชื แตละชนดิ คา pH
กลวย 5.5 - 6.5
กวางตุงใบ, กวางตุงดอก, ฮอ งเต คา EC 6.0 - 7.0
กะหลาดอก 1.8 - 2.2 6.5 - 7.0
กะหลา ปล,ี กะหลา ดาว 1.5 - 2.5 6.5 - 7.0
ขาวโพดหวาน 1.5 - 2.0 6.0
แครอท 2.5 - 3.0 6.3
เซอลาร่ี 1.6 - 2.4 6.5
แตงกวา 1.6 - 2.0 5.5
แตงกวาซกู นิ ี 1.8 - 2.4 6.0
แตงโม 1.7 - 2.5 5.8
ถั่ว 1.8 - 2.4 6.0
บลอคเคอร่ี 1.8 - 2.4 6.0 - 6.8
บลเู บอรี่ 2.0 - 4.0 4.0 - 5.0
บาเซิล, โหระพา 2.8 - 3.5 5.5 - 6.0
บที รูท 1.8 - 2.0 6.0 - 6.5
ผกั ขม 1.0 - 1.6 6.0 - 7.0
พาสเลย 1.8 - 5.0 5.5 - 6.0
ฟก ทอง 1.8 - 2.3 5.5 - 7.0
มะเขอื เทศ 0.8 - 1.8 6.0 - 6.8
มะเขือมว ง 1.8 - 2.4 6.0
เมลอ น 2.0 - 4.0 6.0 - 6.8
เรดิช, หวั ไชเทา 2.5 - 3.5 6.0 - 7.0
วอเตอรเ ครส 2.0 - 2.5 6.5 - 6.8
สตรอเบอร่ี 1.6 - 2.2 6.0 - 6.8
สลัด 0.4 - 1.6 6.0 - 7.0
1.8 - 2.2
1.1 - 1.7

62

การสงั เคราะหแสง
การสังเคราะหด ว ยแสง (Photosynthesis) เปนกระบวนการสำคัญที่พืชสเี ขียว ซึ่งมีรงควัตถุ
พวกคลอโรฟลลเปนตัวนำพลังงานแสงเปลี่ยนเปนพลังงานเคมีมาใชใหเกิดประโยชนในการสราง
อาหารจากโมเลกุลของคารบอนไดออกไซดและน้ำไปเปนคารโบไฮเดรต คือ น้ำตาลหรือแปง รวมท้ัง
การปลดปลอ ยออกซเิ จนออกมา ปจ จัยท่ีมผี ลตอ การสงั เคราะหแ สง แบง ได 2 ประเภท คือ
1. ปจ จัยเกย่ี วกับพืช หมายถึง ชนิดของพืช สภาพทางสรรี วิทยาของพืช เชน ในใบพืชทีอ่ อน
หรือแกเกินไปพบวา ความสามารถ ในการสงั เคราะหแสงต่ำ ใบทอี่ อ นเกินไปการพฒั นาของคลอโรฟลล
ยงั ไมเต็มที่ สวนใบท่แี กเกินไปจะมกี ารสลายตวั ของรงควัตถใุ นคลอโรพลาสต การสญู เสียโครงสรางที่
สำคญั น้ีมผี ลทำใหอ ัตราการสังเคราะหแสงลดลง

2. ปจจัยเก่ยี วกบั สิง่ แวดลอ ม ไดแ ก
2.1 แสง เปน สิ่งจำเปน อยา งย่ิงเพราะการสงั เคราะหแ สงเปน การใชพลังงานจากแสง

มาสรางเปนอาหาร และเก็บสะสมพลังงานนั้นไวในอาหารท่ีสรา งข้ึน พลังงานธรรมชาตทิ ่ีพืชไดรับคือ
พลังงานจากแสงแดด เราอาจใชแสงจากไฟฟาหรือตะเกียงก็ได แตสูแสงแดดไมได พืชแตละชนดิ มี
ความตองการความเขมของแสงไมเทากัน ถา ความเขมของแสงมากเกนิ จดุ อิ่มตัวแสง อาจทาใหใบไหม
เกรียมตายได ถาปรมิ าณความเขมของแสงตำ่ พืชก็จะมีอตั ราการสังเคราะหแสงต่ำ แตพืชไมสามารถ
ลดอตั ราการหายใจใหต่ำลงไปดว ย จะทำใหพ ชื ไมเ จริญและตายไดในทส่ี ุด

2.2 อุณหภูมิ พืชแตละชนิดมีชวงอุณหภมู ิในการสังเคราะหที่ตางกันตั้งแต 5-40
องศาเซลเซียส พืชเขตรอนอุณหภูมิที่เหมาะสมอยูในชวงที่คอนขางสูง สวนพืชเขตอบอุนหรือเขต
หนาวจะทำการสังเคราะหแสงไดดีใน อุณหภูมิคอนขางต่ำ ถาอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไปมีผลตอการ
ทำงานของเอนไซมใ นปฏกิ ิรยิ า

2.3 ปริมาณกาซในบรรยากาศ คารบ อนไดออกไซด (CO2) เปนกาซที่มีผลตอการ
สงั เคราะหดว ยแสง ใน สภาพทมี่ ีแสงและอุณหภูมิพอเหมาะอัตราการสังเคราะหแสงจะข้ึนกับปริมาณ
คารบอนไดออกไซด ถาเพิ่มปริมาณความเขมขนของคารบอนไดออกไซดใหสูงข้ึน จะมีผลทำใหอ ตั รา
การสงั เคราะหแสงเพ่ิมขึ้นจนถึงจุดอม่ิ ตัว พืชจะไมเพิ่มอัตราการสังเคราะหแสงอีก

2.4 ธาตอุ าหาร การขาดธาตุอาหารมผี ลตอ อัตราการสังเคราะหดวยแสงทั้งทางตรง
และทางออม แมกนีเซยี มและไนโตรเจน เปนธาตุท่สี ำคัญในองคประกอบของ คลอโรฟล ลการขาดสาร
เหลา นี้ ทำใหพ ชื มอี าการใบเหลอื งซดี ทเ่ี รียกวา คลอโรซิส เน่อื งจากใบขาดคลอโรฟลล

63

2.5 ปริมาณน้ำที่พืชไดรับ น้ำเปนแหลงของอิเล็กตรอนที่ใชในกระบวนการ
สังเคราะหแสงเม่ือพืชขาดน้ำ อตั ราการสงั เคราะหแสงจะลดลงนอกจากน้ีนำ้ มีผลตอการปด เปด ของ
ปากใบ ซ่ึงมีผลกระทบตอ การแพรกระจาย ของกา ซคารบอนไดออกไซดเขาไปในใบ ถาสภาพขาดนำ้
ปากใบจะปดเพ่อื ลดการคายน้ำ ทำใหข าดแคลนกา ซ คารบอนไดออกไซดในการสังเคราะหแ สง

เทคโนโลยี (Technology)
(1) สบื คนขอ มูลไฮโดรโปนกิ ส
(2) เลือกใชวัสดอุ ุปกรณที่เหมาะสมและหาไดงา ย
(3) การประชาสัมพันธแ ละการตลาด

วศิ วกรรมศาสตร (Engineering)
(1) การออกแบบรางปลูกผัก
(2) ออกแบบผลติ ภณั ฑใ หเหมาะสมกับตลาดทสี่ งสนิ คา
(3) การออกแบบแพค็ เก็ตใหเหมาะสมกบั ตลาด

คณติ ศาสตร (Mathematics)
(1) คำนวณโครงสรางของรางปลูกผกั และระยะหางของแตละตน
(2) คำนวณตน ทุนผลผลติ และการจำหนายผลติ ภัณฑ
(3) การคดิ เปอรเ ซ็นตค วามคุมคาในการลงทุน

64

ใบความรู
สำหรับผูเขา รว มอบรม
เรอ่ื ง การปลูกผักไฮโดรโปนิกสม ืออาชพี

เนื้อหา
เมอื่ สน้ิ สดุ แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรนู ้ีแลว ผอู บรมสามารถอธิบาย
1. ปจ จัยทีเ่ กย่ี วของกับการเจรญิ เตบิ โตของผักไฮโดรโปนิกส
2. ข้ันตอนและวธิ ีการปลกู ผักไฮโดรโปนิกส
3. ความเช่ือมโยงหลักการของสะเต็มในการปลกู ผักไฮโดรโปนกิ ส
4. ทดลองปลกู ผกั ไฮโดรโปนกิ สตามขั้นตอนและวธิ ีการปลูกผกั ไฮโดรโปนกิ ส

วสั ดุ อปุ กรณ
1. รางปลกู
2. ถวยปลูก
3. วัสดปุ ลกู
4. ปุย A B
5. ปมน้ำ
6. เมลด็ ผกั สลดั
7. เครอ่ื งวดั คา pH
8. เครอ่ื งวดั คา EC
9. ถาดเพาะ
10. ถวยตวง
11. ถงั ผสมปยุ
12. มุงกันแมลง
13. ไมบ รรทดั
14. ตลบั เมตร
15. สายวัดตวั
16. กระดาษบรฟุ
17. ปากกาเคมี

65

ใบความรู
เรอื่ ง การปลกู ผักไฮโดรโปนิกสมืออาชพี
ปจ จยั ทเี่ กีย่ วของกับการเจรญิ เติบโตของผกั ไฮโดรโปนิกส

ผกั ไฮโดรโปนิกส
1. ปจจัยทางดา นพนธุกรรม
ยีน (gene) เปนตัวกำหนดลักษณะการเจริญเติบโตของพืช ไมวาจะเปนสวนของราก ลำตน

กิ่ง กาน ใบ ตลอดจนดอกและผล การสะสมมวลชีวภาพไดมากนอยเพียงใดขึ้นอยูกับพันธุกรรมของ
พชื เอง พันธุพชื ท่จี ะใชกับการปลกู พืชดวยวิธีไฮโดรโปนกิ สโ ดยเฉพาะยังไมมีหรอื มีนอยมาก

2. ปจจยั ทางดานสง่ิ แวดลอม
2.1 แสง ตามธรรมชาติพืชจะใชแสงอาทิตยเปนแหลงพลังงาน เพื่อทำใหเกิด

กระบวนการสังเคราะหแสงทใ่ี บหรือสวนทมี่ ีสีเขียว โดยมคี ลอโรฟลล (Chlorophyll) ซ่ึงเปนรงควัตถุ
สีเขียวชนิดหนึ่งที่มีหนาที่เปนตัวรับแสงเพื่อเปลี่ยนกาซคารบอนไดออกไซด (CO2) และน้ำ (H2O)
เปนกลูโคส (C6H12O6) และกาซออกซิเจน (O2) พืชที่ปลูกในบานหรือเรือนทดลอง อาจใชแสง
สวางจากไฟฟาทดแทนแสงอาทิตยไดแตกเ็ ปนการสน้ิ เปลืองและไมสมบูรณ เม่ือเปรียบเทียบกับแสง
ธรรมชาติ

2.2 อากาศ พืชจำเปนตองใชกาซคารบอนไดออกไซด (CO2) ที่มีอยูประมาณ
0.033 เปอรเซ็นต ในบรรยากาศในการผลิตกลูโคส (C6H12O6) ซึ่งเปนสารอินทรียเริ่มตน
เหตุการณที่พืชจะขาดคารบอนไดออกไซดเปนไปไดยาก เนื่องจากมีแหลงคารบอนไดออกไซด
อยางเหลือเฟอ เชน การเผาไหมเชื้อเพลิงจากโรงงานและรถยนต ตลอดจน การผลิตไฟฟา เปนตน
สวนกา ซออกซิเจน (O2) พืชตองการเพ่ือใชในกระบวนการหายใจ(Respiration) เพื่อเปลี่ยนพลังงาน
แสงอาทิตยซึ่งถูกเก็บไวใ นรูปพลงั งานเคมีในรูปของน้ำตาลกลูโคสและสามารถใหเปนพลังงาน เพ่ือใช
ในการขบั เคลอื่ นกระบวนการเมตาโบลิซึม (Metabolism) ตา ง ๆ การหายใจของสว นเหนอื ดนิ ของพืช
มกั ไมม ปี ญ หา เพราะในบรรยากาศมีออกซิเจนเปนองคประกอบอยูถงึ 20 เปอรเซ็นต สำหรับรากพชื
มักจะขาดออกซิเจน โดยเฉพาะการปลูกพืชไรดินดวยเทคนิคการปลูกดวยสารละลาย (Water
Culture หรือ Liquid Culture) จำเปนตอ งใหออกซิเจนในจำนวนท่เี พยี งพอตอความตองการของพืช
การใหออกซเิ จนแกรากพืชจะใหในรูปของฟองอากาศที่แทรกอยูในสารละลายธาตุอาหารพืช ซึ่งให
โดยใชเคร่ืองสูบลม หรอื การใชร ะบบนำ้ หมุนเวียน

2.3 นำ้ คุณภาพน้ำเปนเรอ่ื งสำคัญมากเรอื่ งหนึ่ง การปลกู พืชเพยี งเล็กนอยเพื่อการ
ทดลองจะไมมีปญหาแตการปลกู เปนการคา จะตองพิจารณาเรื่องของนำ้ กอนอื่น หากใชน้ำคุณภาพ
ไมดีทั้งองคประกอบทางเคมีและความสะอาด จะกอใหเกิดความลมเหลว น้ำเปนตัวประกอบทีส่ ำคญั
โดยจะถูกนำไปใช 2 ทาง คือ

1. ใชเปนองคประกอบของพืช พืชมีน้ำเปนองคประกอบประมาณ 90-95
เปอรเ ซน็ ต โดยนำ้ หนักพืชใชนำ้ เพื่อกอใหเกดิ กิจกรรมท่ีมีประโยชน

2. ใชเปนตัวทำละลายธาตุอาหารพืชใหอยูในรูปไอออนหรือสารละลายธาตุอาหาร
พืชโมเลกลุ เล็ก เพอ่ื ใหรากดดู กิน เขา ไป ปกตนิ ้ำประปาถอื วาใชไดแ ตสำหรบั การทดลอง มกั ใชน ้ำกล่ัน

66

หรือน้ำประปาที่ท้ิงใหคลอรีนหมดไป แหลงของน้ำที่ดีสุด สำหรับการปลูกพืชไรดินเชิงพาณิชย คือ
น้ำฝนหรือนำ้ จากคลองชลประทาน
วัสดุปลกู ผักแบบไฮโดรโปนิกส

2.4 วัสดุปลูก วัสดุปลูก หมายถึง วัตถุ (material) ตาง ๆ ที่เลือกสรรมา เพื่อใช
ปลกู พืชและทำใหตนพืช เจริญเติบโตไดเ ปนปกติ วัสดุดงั กลาวอาจเปนชนิดเดียวกันหรือหลายชนิด
ผสมกัน ชนิดของวัสดปุ ลูกอาจเปนอนิ ทรยี วตั ถกุ ็ได โดยทั่วไปวัสดปุ ลกู จะมีบทบาทตอการเจริญเติบโต
และการใหผ ลผลติ พชื 4 ประการ ไดแก

ก. คำ้ จนุ สวนของพืชที่อยูเหนือวสั ดปุ ลกู ใหต ้ังตรงอยูได
ข. เก็บสำรองธาตอุ าหารพชื
ค. กกั เกบ็ น้ำเพือ่ เปนประโยชนตอพชื
ง. แลกเปลีย่ นอากาศระหวางรากพชื กับบรรยากาศเหนือวัสดปุ ลกู

ขั้นตอนและวิธกี ารปลูกผักไฮโดรโปนิกส
ปลูกพืชไมใชดิน การปลูกพืชโดยไมใชดิน จะมกี ารจัดการอยู 2 สว น ไดแก ในสวนของพชื
และสวนของสารละลายธาตุอาหาร การจัดการพืช ความสำเร็จของการผลิตอยูที่ความแข็งแรงและ
ความสมบูรณของตนกลา เพราะจะทำใหพืชสามารถเจริญเติบโตและตั้งตัวไดเร็ว วิธีการเพาะกลา
มีอยูดวยกนั หลายวธิ ี เชน การเพาะกลาในถวยเพาะแบบสำเรจ็ รปู โดยใชเพอรไลท และ เวอรมคิ ูไลท
เปนวัสดุท่ีใชเพาะ การเพาะกลาในแผนฟองน้ำสวนมากจะนิยมปลูกในรูปของแผนโฟม และการเพาะ
กลาในวัสดุปลูก ซึง่ ใชวัสดุที่ไดจากท้ังในและตางประเทศ เชน เวอรมิคูไลท หิน ฟอสเฟต เพอรไ ลท
ขุยมะพราว แกลบ ขี้เถาแกลบ หินกรวด ทราย เปนตน ท้ังนข้ี นึ้ อยกู บั ระบบที่ใชปลกู การจัดการดา น
สารละลาย ในสารละลายธาตุอาหารที่ใชปลูกพืชจำเปนตองมีการควบคุมคา pH และ EC ของ
สารละลายเพื่อใหพืช สามารถดูดปุยหรือสารละลายธาตุอาหารไดดี ตลอดจนตองมีการควบคุม
อุณหภูมิและออกซิเจนในสารละลาย ธาตุอาหาร การรักษาหรือควบคุมคา pH ของสารละลายธาตุ
อาหารพืช
คา pH หมายถึง คาความเปนกรดเปนดางของสารละลายธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ตองมีการ
ควบคุม pH เพื่อใหพืชสามารถดูดใชปุยหรือสารอาหารไดดี เพราะคาความเปนกรดเปนดางใน
สารละลายจะเปนคาท่ีบอกใหทราบถึงความสามารถของปุยที่จะอยูในรปู ที่พชื สามารถดูดธาตอุ าหาร
ตาง ๆ ทมี่ อี ยูในสารละลายธาตุอาหารพืชได ถาคา pH สูงหรือต่ำเกินไป อาจทำใหเกิดการตกตะกอน
หากสารละลายธาตุอาหารพืชมีความเปนกรดมากเกิน สามารถปรบั โดยใชโพแทสเซียมไฮดรอกไซด
(KOH) โซเดียมไฮดรอกไซด (NaOH) โซเดียมไบคารบอเนต (NaHCO3) หรือแอมโมเนียมไฮดรอก-
ไซด (NH4OH) หากสารละลายธาตุอาหารมีความเปนดา งมากเกิน สามารถปรับโดยเติมกรดซัลฟูริก
(H2SO4) กรดไนตริก (HNO3) กรดไฮโดรคลอริก (HCl) กรดฟอสฟอริก (H3PO4) หรอื กรดอซิติก
(CH3COOH) เครื่องมือที่ใชวัดคาความเปน กรดเปนดาง คือ pH meter กอนใชควรปรบั เครื่องมอื ให
มีความเที่ยงตรงกอน โดยใชน้ำยามาตรฐานหรือที่เรยี กวา “สารละลายบัฟเฟอรมาตรฐาน” (Buffer
Solution) การควบคุมคา EC ของสารละลายธาตุอาหารพืชชนิดของพืช ระยะการเติบโต ความเขม
ของแสง และขนาดของถังที่บรรจุสารอาหารพืช สภาพภูมิอากาศก็มีผลตอการเปลี่ยนแปลงคา EC

67

เนื่องจาก โดยทั่วไปเมื่อพืชยังเล็กจะมีความตองการ EC ที่ต่ำ และจะเพิ่มมากข้ึน เมื่อพืชมีความ
เจริญเติบโตท่ีมากขึ้น และพืชแตละชนดิ มีความตองการคา EC แตกตา งกัน เชน

ผักสลัด มีความตองการสารละลายธาตุอาหารที่มีคา EC ระหวาง 0.5 – 2.0 mS/cm
แตงกวา มีความตอ งการสารละลายธาตอุ าหารท่มี ีคา EC ระหวาง 1.5 – 2.0 mS/cm
ผกั และไมด อก มคี วามตอ งการสารละลายธาตุอาหารทม่ี คี า EC ระหวาง 1.8 – 2.0 mS/cm
มะเขือเทศ มีความตองการสารละลายธาตุอาหารที่มีคา EC ระหวาง 2.5 – 3.5 mS/cm
แคนตาลูป มคี วามตอ งการสารละลายธาตุอาหารทมี่ ีคา EC ระหวา ง 4 – 6 mS/cm
เครื่องมือที่ใชวัดคาการนำไฟฟา (Electrical Conductivity) เรียกวา EC meter กอนใช
ควรปรับความเที่ยงตรงเสียกอน โดยปรับที่ปุมของเครื่องในสารละลายมาตรฐาน ซึ่งคาที่วัดไดจะ
เปล่ียนแปลงไปตามอุณหภูมิของสารละลาย กลาวคือ ยิ่งสารละลายมีอุณหภูมิสูงขึ้น คา EC ก็จะ
สงู ขน้ึ ตามดวย

Hydroponics ความเช่อื มโยงหลกั การของสะเต็มในการปลูกผกั ไฮโดรโปนิกส
วิทยาศาสตร (Science)
ธาตุอาหาร ธาตุอาหารพืชเปนสิ่งจำเปนสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ประกอบดวย 17

ธาตุ ไดแก คารบอน, ไฮโดรเจน, ออกซิเจน, ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แคลเซียม,
แมกนเี ซียม, กำมะถัน, เหล็ก, แมงกานีส, สงั กะสี, ทองแดง, โบรอน, โมลบิ ดีนมั , คลอรีน และนิเกลิ

ธาตอุ าหารหลัก
1. ไนโตรเจน

1. ทำใหพืชเจริญเติบโต และตั้งตัวไดเร็ว โดยเฉพาะในระยะแรกของการ
เจรญิ เตบิ โต

2. สงเสรมิ การเจรญิ เตบิ โตของใบ และลำตน ทำใหลำตน และใบมสี เี ขยี วเขม
3. สง เสรมิ การสรา งโปรตีนใหแกพ ืช
4. ควบคุมการออกดอก และตดิ ผลของพืช
5. เพม่ิ ผลผลติ ใหสูงขึ้น โดยเฉพาะพืชท่ีใหใบ และลำตน
2. ฟอสฟอรัส
1. สง เสรมิ การเจรญิ เติบโตของราก ทั้งรากแกว รากฝอย และรากแขนง โดยเฉพาะ
ในระยะแรกของการเจริญเตบิ โต
2. ชวยเรง ใหพชื แกเรว็ ชว ยการออกดอก การติดผล และการสรางเมลด็
3. ชวยใหร ากดูดโปแตสเซียมจากดนิ มาใชเปน ประโยชนไ ดมากขึ้น
4. ชวยเพ่มิ ความตานทานตอโรคบางชนิด ทำใหผ ลผลติ มีคุณภาพดี
5. ชว ยใหล ำตน แขง็ แรง ไมล มงา ย
6. ลดผลกระทบท่เี กดิ จากพืชไดรับไนโตรเจนมากเกนิ ไป
3. โปแตสเซียม
1. สง เสรมิ การเจรญิ เตบิ โตของราก ทำใหรากดูดน้ำ และธาตอุ าหารไดด ีข้ึน
2. จำเปน ตอ การสรางเน้ือผลไม การสรา งแปงของผล และหวั จงึ นยิ มใหป ุย
โพแทสเซียมมากในระยะ เรง ดอก ผล และหวั

68

3. ชวยใหพืชตา นทานการเปล่ียนแปลงปริมาณแสง อุณภูมิหรือความช้ืน
4. ชวยใหพ ชื ตานทานตอโรคตางๆ
5. ชว ยเพ่มิ คณุ ภาพของพืช ผัก และผลไม ทำใหพชื มีสสี ัน เพ่ิมขนาด และเพม่ิ ความหวาน
6. ชว ยปองกันผลกระทบจากที่พืชไดร ับไนโตรเจน และฟอสฟอรสั มากเกินไป

การตรวจสอบคา PH

คา pH (Potential of Hydrogen ion)

คา pH ในความหมายของการปลูกพืชไรดิน คือ คาความเปนกรด-เบส ของสารละลาย (น้ำ
ผสมธาตุอาหารที่ใชในการปลูกพืช) โดยคา pH จะมีชวงการวัดอยูท ี่ 1 - 14 โดยจะนับคาที่ 7 เปน
กลาง กลาวคือ หากวัดคาไดต่ำกวา 7 แสดงวาของเหลวน้ันเปนกรด หากวัดไดสูงกวา 7 ข้ึนไปแสดง
วาเปนเบส สำหรับการปลูกพืชดวยน้ำน้นั คา pH มี สวนสำคัญเปนอยา งมากสำหรบั การทำปฎกิ ิรยิ า
ทางเคมีกับธาตอุ าหารที่ใชเลี้ยงพชื โดยธรรมชาตินำ้ ทมี่ ีความเปนกรดจะทำใหธาตอุ าหารพชื ละลายตวั
ไดดี และพืชสามารถดดู ซึมไปใชงานไดอยางสะดวก แตถาหากน้ำท่ีใชผสมธาตอุ าหารพืชมีความเปน
เบสสูงจะทำใหธาตุอาหารพชื ตกตะกอนจนพืชไมสามารถดดู ซมึ ไปใชงานได ดังน้ัน การปรับคา pH ผู
ปลูกจะตองปรับใหอยูในระดับที่เหมาะสมกับอายุการปลูกและชนิดของพืชนั้น ๆ ดวย โดยปกติ คา
pH ทีใ่ ชใ นการปลูกพืชจะมีคา อยูในชว ง 5.5 - 7.0 แตค า ทด่ี ที ส่ี ดุ ตอ การละลายตัวของธาตุอาหารพืช
จะอยูที่ 5.8 - 6.3 การปลูกพืชดวยระบบไฮโดรโพนิกสน้ันจะมีการกำหนดคา pH ของการปลูกพืช
เปน 2 ระยะ คือ

ระยะท่ี 1 (ระยะเจริญเติบโต) อยูในชวงวนั ท่ี 1 – 28 กำหนดคา pH อยูท่ี 5.8 - 6.5
ระยะที่ 2 (ระยะสรา งผลผลิต) อยใู นชว งวนั ที่ 29 ขึ้นไปกำหนดคา pH อยูท่ี 6.5 - 7.0
การลดคา pH นิยมใชกรดไนตริก (Nitric Acid) มีสูตรทางเคมี คือ (HNO3) ซึ่งกรดชนิดน้ี
เมื่อผสมกับนำ้ จะแตกตัวเปนอนุมูลยอยเปนไนโตรเจน ซึง่ เปนธาตุอาหารหลักของพชื และกรดที่นิยม
ใชอีกชนิดหนึ่งคือ กรดฟอสฟอริก (Phosphoric Acid) มีสูตรทางเคมี คือ H3PO4 ซึ่งกรดชนิดน้ี
เมือ่ ผสมกับน้ำจะแตกตัวเปนอนุมูลยอยเปน ฟอสฟอรัส ซึ่งเปนธาตุอาหารหลักของพชื เชนกัน การใช
กรดทง้ั สองชนดิ นีhจงึ มผี ลพลอยไดจ ากการปรับลดคา pH แลวยงั ไดธาตอุ าหารพชื เพ่ิมข้ึนมาในระบบ
อีกดวย การเพิ่มคา pH นิยมใช โพแทสเซียมคารบอเนต (Potassium Carbonate) หรือ

69

โพแทสเซยี มไฮดรอกไซต (Potassium Hydroxide) ซ่งึ เคมีท้ัง 2 ชนดิ นี้ เมื่อผสมกบั น้ำจะแตกตัวเปน
อนุมูลยอย ไดโพแทสเซยี ม ซ่งึ เปนธาตอุ าหารหลกั ของพืชเชนกนั

การตรวจสอบคา Ec
คา EC (Electric Conductivity)
คา EC คือ คาเหนย่ี วนำกระแสไฟฟา ในของเหลวในการปลูกไฮโดรโปนิกสหมายถึงปรมิ าณแร

ธาตทุ ี่ละลายอยูในของเหลว โดยปกติน้ำบริสุทธิ์จะมีคานำกระแสไฟฟาต่ำหรือมีคาเปนศนู ย แตเม่ือ
มีการเติมสารละลายตาง ๆ ลงในในน้ำน้ันจะทำใหคา สารละลายหรือคานำกระแสไฟฟาในน้ำน้ัน ๆ
สูงข้ึนดวยพืชแตละชนิด จะมีความตานทานตอคา EC หรือ (ความเขมขนของธาตุอาหารพืช) ที่ไม
เทากนั ทั้งนี้ขนึ้ อยูกบั สายพนั ธุ อายขุ อง พชื และสภาพแวดลอ มในการปลูกขณะนั้นดวย หากเราใชค า
EC ไมเหมาะสมกบั พชื แลว จะทำใหพืชน้ัน เจริญเตบิ โตไมเปนปกติ หรือขาดความสมบูรณไ ด

คา EC และ pH ของพชื แตละชนดิ

ชนดิ พืช คา EC คา pH
กลวย 1.8 - 2.2 5.5 - 6.5
กวางตงุ ใบ, กวางตุงดอก, ฮองเต 1.5 - 2.5 6.0 - 7.0
กะหลาดอก 1.5 - 2.0 6.5 - 7.0
กะหลาปล,ี กะหลา ดาว 2.5 - 3.0 6.5 - 7.0
ขา วโพดหวาน 1.6 - 2.4
แครอท 1.6 - 2.0 6.0
เซอลารี่ 1.8 - 2.4 6.3
แตงกวา 1.7 - 2.5 6.5
แตงกวาซูกนิ ี 1.8 - 2.4 5.5
แตงโม 1.8 - 2.4 6.0
ถ่วั 2.0 - 4.0 5.8
บลอคเคอร่ี 2.8 - 3.5 6.0
บลเู บอร่ี 1.8 - 2.0 6.0 - 6.8
บาเซลิ , โหระพา 1.0 - 1.6 4.0 - 5.0
บีทรูท 1.8 - 5.0 5.5 - 6.0
ผกั ขม 1.8 - 2.3 6.0 - 6.5
พาสเลย 0.8 - 1.8 6.0 - 7.0
ฟก ทอง 1.8 - 2.4 5.5 - 6.0
5.5 - 7.0

70

ชนดิ พืช คา EC คา pH
วอเตอรเ ครส 0.4 - 1.6 6.5 - 6.8
สตรอเบอร่ี 1.8 - 2.2 6.0 - 6.8
สลัด 1.1 - 1.7 6.0 - 7.0
สะระแหน, ม˚ิ น 2.0 - 2.4 5.5 - 6.0
สบั ปะรด 2.0 - 2.4 5.5 - 6.5
เสาวรส 1.6 - 2.4
หนอ ไมฝรัง่ 1.4 - 1.8 6.5
เอ็นไดว, ชโิ คลี่ 2.0 - 2.4 6.0 - 6.8
มะเขือมวง 2.5 - 3.5 5.8 - 6.5
เมลอ น 2.0 - 2.5
เรดชิ , หวั ไชเทา 1.6 - 2.2 6.0
6.0 - 6.8
6.0 - 7.0

การสังเคราะหแสง
การสังเคราะหดวยแสง (Photosynthesis)
เปนกระบวนการสำคัญที่พืชสีเขียว ซึ่งมีรงควัตถุพวกคลอโรฟลลเปนตัวนำพลังงานแสง

เปลี่ยนเปนพลงั งานเคมีมาใชใหเกดิ ประโยชนในการสรางอาหารจากโมเลกุลของคารบอนไดออกไซด
และน้ำไปเปนคารโบไฮเดรต คอื น้ำตาลหรือแปง รวมทั้งการปลดปลอ ยออกซิเจนออกมา

เทคโนโลยี (Technology)
(1) สบื คน ขอมลู ไฮโดรโปนกิ ส
(2) เลือกใชว ัสดุอุปกรณที่เหมาะสมและหาไดง า ย
(3) การประชาสัมพนั ธแ ละการตลาด

วศิ วกรรมศาสตร (Engineering)
(1) การออกแบบรางปลกู ผกั
(2) ออกแบบผลิตภัณฑใ หเ หมาะสมกบั ตลาดทสี่ ง สนิ คา
(3) การออกแบบแพค็ เก็ตใหเหมาะสมกับตลาด

คณติ ศาสตร (Mathematics)
(1) คำนวณโครงสรางของรางปลูกผักและระยะหา งของแตละตน
(2) คำนวณตนทุนผลผลิต และการจา หนายผลิตภัณฑ
(3) การคดิ เปอรเ ซ็นตความคุมคาในการลงทุน

71

ใบกจิ กรรม
เรือ่ ง การปลกู ผักไฮโดรโปนิกสมืออาชีพ

วตั ถปุ ระสงค
เมือ่ สนิ้ สุดแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรนู ้ีแลว ผอู บรมสามารถ
1. อธิบายปจ จยั ท่เี ก่ยี วของกับการเจรญิ เตบิ โตของผกั ไฮโดรโปนิกส
2. อธิบายทดลองปลูกผกั ไฮโดรโปนิกสตามขั้นตอนและวธิ ีการปลกู ผักไฮโดรโปนกิ ส
3. อธบิ ายความเชื่อมโยงหลกั การของสะเตม็ ในการปลกู ผกั ไฮโดรโปนกิ ส

เนือ้ หา
1. ปจ จัยท่เี กี่ยวของกับการเจรญิ เตบิ โตของผักไฮโดรโปนิกส
2. ข้ันตอนและวิธีการปลกู ผักไฮโดรโปนกิ ส
3. ความเช่อื มโยงหลักการของสะเตม็ ในการปลกู ผกั ไฮโดรโปนกิ ส

คำชี้แจง รายละเอยี ดการปลูกผกั ไฮโดรโปนกิ สมอื อาชพี
1. คดั เลือกนกั เรยี นกลมุ แกนนำ (สวนปฏบิ ตั )ิ
2. ใหอุปกรณกับผูอบรมแกนนำ (รางปลูก/ถวยปลูก/ วัสดุปลูก/ปุย A B/ปมน้ำ/เมล็ดผัก

สลัด/เครื่องวัดคา pH/เครื่องวัดคา EC /ถาดเพาะ/ถวยตวง/ถังผสมปุย มุงกันแมลง/ไมบ รรทัด/ตลับ
เมตร/สายวัดตัว/กระดาษบรฟุ /ปากกาเคมี)

3. ใหผูอบรมแตละคนรวมกันวิเคราะหสถานการณที่กำหนด “ในชุมชนแหงหนึ่งเปนพื้นท่ี
อุตสาหกรรม มพี ื้นที่ทีเ่ ปนดินจำนวนนอย มีความตองการในการปลูกผักไวเพื่อบริโภคและจำหนาย
ควรเลอื ก วิธกี ารปลูกผกั อยา งไร จึงทำใหไดผลผลติ สูงและผักมคี ุณภาพ”

4. ใหผูอบรมแตละคนรว มวางแผนการออกแบบโครงสรางของรางปลกู ผักตามสถานการณที่
กำหนด และวาดแบบรางลงในกระดาษบรุฟ

วาดรูปโครงสรา งของรางปลกู

72

5. ใหผูอบรมรวมกันปฏิบัตกิ ารปลกู ผักไฮโดรโปนิกส
6. ทกุ คนรว มกนั วเิ คราะหค วามเชือ่ มโยงสะเตม็ กบั การปลูกผักไฮโดรโปนกิ ส เขยี นลงใน
กระดาษบรฟุ

6.1 เขยี นชื่อกจิ กรรม
6.2 วาดรูปภาพ
6.3 หาความเชื่อมโยง STEM (ใชห ลกั การใดเขามาเก่ียวของ)

S = ..................................................................
T = ..................................................................
E = ..................................................................
M= ..................................................................
7. ผูจ ดั กจิ กรรมและผูอบรมรวมแลกเปลยี่ นความคิดเหน็ และสรปุ สง่ิ ท่ไี ดเ รยี นรรู ว มกัน

73

ภาคผนวก ค

กระบวนการเรียนรูโ ดยใชโครงงานเปน ฐาน
(Project-based Learning : PjBL)

74

กระบวนการเรยี นรูโดยใชโครงงานเปน ฐาน (Project-based Learning : PjBL)

การจดั กิจกรรมการเรยี นรูแบบโครงงานเปนฐาน
1. การระบุปญหา (Problem Identification) ครูนำสถานการณและใหนกั เรียนดวู ีดีโอ เพอื่

สรา งแรงกระตนุ ใหน ักเรียนฝกการคิดวเิ คราะหและเลง็ เหน็ ความสำคญั
2. การรวบรวมขอมูลที่เก่ียวของกับโครงงาน (Related Information Search) โดยศึกษา

ขอมูลตาง ๆ ใกลต ัว เพอ่ื นำไปสูการออกแบบโครงงานตอ ไป
3. การออกแบบโครงงาน (Project Design) โดยนักเรียนออกแบบโครงงานของกลุม ตัวเอง

ดวยกระดาษแผน ใหญ วสั ดุอุปกรณตาง ๆ นำเสนอผลการออกแบบใหครูที่ปรึกษานำไปสูการสราง
นวตั กรรม

4. การปฏิบตั กิ ารทดสอบและปรบั ปรงุ โครงงาน (Testing, and Design Improvement)
1) นักเรียนนำโครงงานที่ออกแบบไปตรวจสอบ ทดสอบ และบันทึกของโครงงาน

โดยผลที่ไดอาจนำมาใชในการปรับปรงุ แกไขและพฒั นาครั้งที่ 1 ใหมีประสิทธิภาพไดอยางเหมาะสม
ที่สุด

2) ปฏิบัติการการปรับปรงุ แกไขและพฒั นาครัง้ ที่ 2 สังเกตบันทึกผล
5. การนำเสอนผลโครงงาน (Presentation) โดยนักเรียนนำเสนอแนวคิดและขั้นตอนของ
โครงงาน หลังจากการพัฒนา ปรบั ปรงุ ทดสอบ
6. การประเมนิ ผลโครงงาน (Evaluate) โดยครปู ระเมินผลการเรยี นรขู องผูเรยี นใชแนวทาง
และวิธีการประเมินผลตามสภาพจริง การประเมินเพื่อสะทอนความคิด การประเมินเพื่อใหขอมูล
ยอนกลบั การประเมนิ วพิ ากษโครงงาน และการประเมนิ เพอื่ ใชข อมูลเพ่ือตอยอด

75

ภาคผนวก ง
ประเมินความพึงพอใจการเขารว มโครงการสะเต็มศกึ ษาสูท ักษะอาชพี

ตามแนวทางพระราชดำรเิ ศรษฐกจิ พอเพยี ง
(โครงการการนำผลการวจิ ัยไปใชประโยชน ประจำปก ารศกึ ษา 2564)

โรงเรียนวังหินวิทยาคม จงั หวดั นครศรีธรรมราช

76

แบบสอบถาม

ความพึงพอใจการเขารวมโครงการสะเต็มศกึ ษาสูทกั ษะอาชีพ
ตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกจิ พอเพียง

(โครงการการนำผลการวจิ ัยไปใชป ระโยชน ประจำปก ารศึกษา 2564)
โรงเรียนวงั หนิ วิทยาคม จงั หวัดนครศรีธรรมราช

คำชแี้ จง
เพื่อใหการเขารวมโครงการสะเต็มศึกษาสูทักษะอาชีพตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจ

พอเพียง (โครงการการนำผลการวิจัยไปใชประโยชน ประจำปการศึกษา 2564) โรงเรียน
วังหินวิทยาคม จังหวัดนครศรีธรรมราช บรรลุผลสำเร็จตามวตั ถุประสงคท่ีกำหนดไว และสอดคลอง
กับความตองการของผูเขารวมอบรม ขอความรวมมือทุกทานตอบแบบประเมินฯ เพื่อเปนแนวทาง
คร้ังตอไปใหมีประสิทธภิ าพมากย่งิ ข้ึน

แบบสอบถามแบงเปน 2 ตอน
ตอนท่ี ๑ ขอมลู ท่วั ไปของผูตอบแบบประเมนิ
ตอนที่ ๒ การประเมินผลความพึงพอใจการเขารวมโครงการสะเต็มศึกษาสูทักษะอาชีพ
ตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง (โครงการการนำผลการวิจัยไปใชประโยชน ประจำป
การศึกษา 2564) โรงเรยี นวงั หนิ วิทยาคม จงั หวัดนครศรธี รรมราช
ตอนท่ี ๓ ปญ หาและขอ เสนอแนะเพมิ่ เตมิ

ตอนที่ ๑ ขอมูลท่ัวไปของผูตอบแบบประเมิน

เพศ
 ชาย
 หญิง

สถานภาพ
 ผบู รหิ าร
 ครู
 วทิ ยากรทองถ่นิ
 นกั เรยี น

77

ตอนท่ี ๒ การประเมินผลความพงึ พอใจการเขา รว มโครงการสะเต็มศึกษาสูท กั ษะอาชีพ ตามแนวทาง
พระราชดำรเิ ศรษฐกจิ พอเพยี ง (โครงการการนำผลการวจิ ัยไปใชป ระโยชน ประจำป
การศกึ ษา 2564) โรงเรียนวังหนิ วิทยาคม จงั หวัดนครศรีธรรมราช

คำชแี้ จง กรณุ าใสเครอื่ งหมาย  ในชอ งทตี่ รงกบั ความเปนจรงิ มากท่สี ุด

รายการประเมิน มากที่สุด ระดบั ความพงึ พอใจ นอ ยทสี่ ดุ
มาก ปานกลาง นอ ย
ดา นวิทยากร
1. การถายทอดความรแู ละการอธิบายเนอื้ หา

ของวิทยากรมีความชดั เจน
2. การเชอื่ มโยงเนือ้ หาในการฝก อบรม
3. ใชเ วลาตามทกี่ ำหนดไว
4. การตอบขอ ซักถามในการฝก อบรม
5. การยกตัวอยา งประกอบการบรรยาย
ดานสถานที่ / ระยะเวลา
6. ความพงึ พอใจตอ สถานท่ีและสภาพแวดลอม

ในการจัดอบรม/สมั มนา
7. ความเหมาะสมของอปุ กรณใ นการจัดอบรม
8. ระยะเวลาในการอบรมมีความเหมาะสม
ดา นความรคู วามเขาใจ
9. หลังจากไดรับการอบรมทานมีความรเู พม่ิ

มากข้ึนเพียงใด
10. ประโยชนท ่ที านไดร ับจากการอบรม
ดานการนำความรไู ปใช
11. สามารถนำความรูท ่ไี ดร บั ไปประยุกตใช

ในชีวติ ประจำวันได
12. สามารถนำความรไู ปเผยแพร/ถา ยทอดได

ตอนที่ ๓ ปญหาและขอ เสนอแนะเพมิ่ เติม

78

ภาคผนวก จ
แบบสอบถามความพงึ พอใจตอการเรียนรูโดยใชก ิจกรรมการจดั การเรยี นรู

ตามแนวทางสะเต็มศกึ ษา (STEM Education)

79

แบบสอบถาม

ความพึงพอใจตอการเรยี นรโู ดยใชกิจกรรมการจัดการเรยี นรู
ตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education)

คำชี้แจง โปรดทำเครอ่ื งหมาย  ลงในชอ งระดับความพึงพอใจทตี่ รงกับความคดิ เหน็ ของนกั เรียน
โดยมรี ะดับความพึงพอใจ ดังนี้

5 หมายถึง ระดบั ความพงึ พอใจมากท่ีสดุ
4 หมายถึง ระดับความพงึ พอใจมาก
3 หมายถึง ระดบั ความพึงพอใจปานกลาง
2 หมายถงึ ระดับความพึงพอใจนอ ย
1 หมายถึง ระดับความพึงพอใจนอ ยท่ีสุด

ท่ี รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ

54321

1 กิจกรรมการเรียนรูมีความนาสนใจ เหมาะสมกบั นกั เรยี น

2 กจิ กรรมการเรียนรูเปด โอกาสใหน กั เรยี นศกึ ษาดว ยตนเอง

ทำใหม ีทักษะในการแสวงหาความรู

3 กจิ กรรมการเรยี นรชู วยใหนกั เรยี นฝกทักษะการแกป ญหา

4 กิจกรรมการเรียนรสู ง เสรมิ ใหน ักเรียนไดทำกิจกรรม

ฝก ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร

5 กิจกรรมการเรยี นรชู ว ยใหนกั เรยี นกลา แสดงออกมากขึ้น

6 กิจกรรมการเรียนรสู งเสรมิ ความสามารถในการคดิ ของนักเรียน

7 กจิ กรรมการเรยี นรชู ว ยใหน กั เรยี นกระตือรอื รนตอการเรียน

8 กิจกรรมการเรียนรชู ว ยใหน กั เรยี นไดเ รียนรรู ว มกับผูอื่น มีน้ำใจ

และชวยเหลือกนั

9 กิจกรรมการเรียนรูชวยใหนักเรียนนำความรูไปประยุกตใชใน

ชวี ติ ประจำวันได

10 กิจกรรมการเรียนรูชวยใหนักเรียนสนุกสนานและมีความสุขกับ

การเรยี นรู

80

ภาคผนวก ฉ
แบบประเมนิ ทกั ษะการประกอบอาชีพ

(นกั เรียนเปน ผูประเมนิ ตนเอง)

81

แบบประเมินทักษะการประกอบอาชีพ
(นกั เรยี นเปน ผปู ระเมินตนเอง)

คำชีแ้ จง
1. คำถามมีท้งั หมด 25 ขอ ใชเ วลา 30 นาที
2. ใหนกั เรยี นเลือกคำตอบที่นกั เรียนคิดวาถูกตองทสี่ ดุ เพียงขอเดียว

1. ถาหากตองเกบ็ ขอ มูลผลิตภณั ฑท องถนิ่ จากผคู า รายยอยในชุมชนควรเลือกบุคคลทม่ี ีบุคลกิ อยางไร
ในการทำหนา ทีน่ ี้
ก. คนท่พี ูดจาออนหวาน
ข. คนที่พดู ไมเกง
ค. คนที่พดู ไดต รงประเดน็
ง. คนทพี่ ูดน้ำไหลไฟดับ

2. การวิเคราะหง านลกั ษณะใดสามารถด าเนินการไดโดยไมต องขอความอนุเคราะหข อ มลู จากบุคคลอื่น
ก. การใหต อบแบบสอบถาม
ข. การสมั ภาษณผทู ม่ี คี วามรู
ค. การสงั เกตการทำงานของบุคคล
ง. การศึกษาคนควา จากอินเทอรเ นต็

3. การวางแผนการทำงานทด่ี ีจะสงผลในเบื้องตนตอ การปฏิบัตงิ านอยา งไร
ก. ทำงานไดอยา งปลอดภัย
ข. ทำงานไดอยางละเอียดถถ่ี วน
ค. ทำงานไดอยางรวดเรว็ และงายข้นึ
ง. สามารถแกไขปญ หาท่เี กดิ ข้ึนจากการทำงานได

4. การกำหนดวิธีการประเมนิ ผลการทำงานจะกอใหเกิดผลดีอยางไร
ก. ทำงานไดรวดเร็ว
ข. ทำงานไดต รงเปา หมาย
ค. ทำงานไดถกู ใจแหลงทุน
ง. ทำงานไดถูกตองตามหลักวิชา

5. ขอ ใดเปนขัน้ ตอนแรกท่นี ักเรยี นจะทำในการสำรวจขอมูลรายไดจ ากการจำหนา ยผลิตภัณฑท องถน่ิ
ก. ทำรายการผลติ ภณั ฑทองถ่ินทั้งหมด
ข. สำรวจรายชื่อแหลง ขอ มลู
ค. สำรวจรายชอ่ื รานทีจ่ ำหนา ยผลิตภัณฑท องถิ่น
ง. วางแผนเสนทางการสำรวจขอ มลู

82

6. หลังจากทำงานเสร็จแลว หากประเมินผลพบวามีขอบกพรองหลายประการควรแกไขอยางไร
ก. ปรับปรงุ โดยเรมิ่ ตน ทำงานใหมท ั้งหมดทันที
ข. ปรบั ปรุงการทำงานในครั้งตอ ไป
ค. ปรับปรงุ ข้ันตอนการทำงานทม่ี ปี ญ หา
ง. ปลอยไวเ ฉย ๆ เพราะไมสามารถแกไขได

7. ปญหาใดที่อาจเกิดขึ้นไดในการสำรวจขอมูลรายไดจากการจำหนายผลิตภัณฑทองถิ่นโดยที่
นกั เรียนไมส ามารถหาวธิ ีแกป ญ หาไวลว งหนาได
ก. เกบ็ ขอ มูลไดไ มครบเนอื่ งจากการกระจายของขอ มลู
ข. ขอ มลู ไมน า เช่อื ถอื เน่ืองจากแหลง ขอมลู ไมไดเ รยี นจบการตลาด
ค. ขอมลู ไมเ พียงพอเนื่องจากไมไดรบั ความรวมมือจากแหลงขอมูล
ง. ขอ มูลไมนาเชื่อถอื เน่ืองจากความรคู วามเขา ใจของผูเ ก็บขอมลู

8. เมื่อเกิดปญหาในการประดิษฐช ิน้ งาน นกั เรยี นจะใชหลกั การใดในการแกไขปญ หา
ก. วิเคราะห – สรางทางเลอื ก – ปฏิบัติ – ประเมนิ ผล
ข. สังเกต – วิเคราะห – วางแผน – ปฏิบตั ิ – ประเมินผล
ค. วเิ คราะห – ประเมินทางเลือก – วางแผน – ประเมินผล
ง. สังเกต – วิเคราะห – สรา ง – ประเมินทางเลือก – วางแผน – ปฏบิ ตั ิ – ประเมนิ ผล

9. เมื่อนกั เรียนแปรรูปอาหารโดยการตากแลวพบวาอาหารยังมีความช้ืนสูงเนื่องจากความเขมแสงมี
ไมเพียงพอนักเรียนจะแกป ญหาน้อี ยา งไร
ก. เปลย่ี นภาชนะบรรจุอาหารแลว นำไปตากซ้ำ
ข. นำไปตากซำ้ หากไมแ หง นำไปใสต อู บ
ค. ใสถุงทม่ี ีสารดูดความช้ืนแลว นำไปตากซ้ำ
ง. นำไปยาง แลว นำไปตากซ้ำ

10. ถาหากนักเรยี นสำรวจขอมูลรายไดจากการจำหนา ยผลิตภัณฑทองถิ่น แลว พบวาขอมูลที่ไดไม
เพียงพอสำหรับนำไปใชในการวางแผนและไมมีเวลาพอที่จะทำการสำรวจซ้ำนกั เรียนจะมีวิธีการ
อยางไรเพอ่ื ใหไดข อมลู สว นท่ขี าดหายไป
ก. สืบคน ผา นเครอื ขา ยอนิ เตอรเ นต
ข. ขอขอมลู จากหนวยงานที่เคยสำรวจขอ มลู แลว
ค. สอบถามจากบุคคลทีเ่ ชือ่ ถือได
ง. สอบถามจากเจาของกิจการรายใหญ

11. หากนกั เรยี นไดร ับเลือกเปนหัวหนากลุม คุณลักษณะขอใดทจ่ี ำเปนทีส่ ุดที่จะสงผลใหงานประสบ
ผลสำเร็จ
ก. มีความคดิ รเิ ริม่
ข. มีความรูความสามารถ
ค. มีความกลา หาญและเดด็ ขาด
ง. มคี วามประหยัดและซื่อสตั ยสุจริต

83

12. ขอใดไมใชลกั ษณะของการทำงานกลมุ
ก. สมาชกิ ชวยกนั ทำงานใหสำเร็จ
ข. มคี นทำงานตั้งแต 2 คนข้ึนไป
ค. สมาชิกทำงานตามท่ีตนไดรบั มอบหมาย
ง. ผูท่ที ำงานเสรจ็ กอนรอสงงานพรอ มกับสมาชิกในกลมุ

13. การส่ือสารวิธีใดทำใหสมาชิกเกดิ ความเขา ใจไดง า ยและรวดเรว็
ก. การใชค ำพูด
ข. การแสดงทา ทาง
ค. การแสดงภาพถาย
ง. การเขียนขอความส้ัน ๆ

14. การมีคณุ ธรรมในการทำงานกลมุ แบบใดที่อาจทำใหงานไมบรรลตุ ามแผนการที่วางไว
ก. ใหเพ่ือนยืมวสั ดขุ องตนเองไปใชไ ด
ข. ชวยเพอ่ื นทำงานจนเสรจ็ กอนแลวคอ ยท างานของตนเอง
ค. ตั้งใจทำงานอยา งเต็มทจ่ี นเสรจ็ งาน
ง. แจง ใหส มาชกิ กลุมทราบเมอื่ พบปญ หาในการทำงานในสวนของตนเอง

15. การทำงานของกลุม แบบใดทีจ่ ะทำใหง านบรรลุผลไดด ีทส่ี ดุ
ก. ทกุ คนเขาใจเปาหมายและวิธีการในการทำงาน
ข. มหี วั หนา กลมุ ที่มีความเด็ดเด่ียว
ค. สมาชกิ กลุม ทำงานดวยความกระตือรือรน
ง. เลขากลุมมีความสามารถในการประสานงานและติดตามงาน

16. การนำเสนอขอมลู แบบใดที่ทำใหสมาชิกกลมุ เขา ใจตรงกนั มากที่สุด
ก. การอธบิ ายดว ยขอความอยางละเอียด
ข. การใชคมู ือประกอบการทำงาน
ค. การเขยี นแผนผัง
ง. การใชเทคโนโลยชี วยในการนำเสนอ

17. หากตองการออกแบบโดยใชโ ปรแกรมคอมพวิ เตอร ส่งิ แรกท่ีนกั เรยี นตองคนหาคือส่ิงใด
ก. ลำดบั โปรแกรมยอดนิยมในการออกแบบ
ข. รายชือ่ โปรแกรมฟรีทีใ่ ชอ อกแบบ
ค. คมู ือการใชง านโปรแกรมออกแบบ
ง. คณุ สมบัตขิ องเครื่องคอมพิวเตอรท ่ีเหมาะสมกับการออกแบบ

84

18. การสบื คน ขอ มลู ทวั่ ไปผานเครอื ขายอินเทอรเน็ตในขอใดทำใหไดขอมลู ทร่ี วดเร็วที่สุด
ก. สบื คนจากเว็บไซตตางประเทศ
ข. สบื คน จากเว็บไซตท เ่ี ชอ่ื ถือได
ค. สืบคนจากฐานขอมูลเฉพาะทาง
ง. สบื คนผา นเวบไซต Search Engine

19. เมือ่ นักเรียนทดสอบชิ้นงานแลว พบวาไมสามารถใชงานได จงึ คนควางานวิจัยเพือ่ หาสาเหตุของ
ปญ หา นกั เรียนจะเลอื กใชข อ มลู จากสว นใดของงานวิจัย
ก. บทคัดยอ
ข. บทนำและเอกสารท่เี กี่ยวของ
ค. วิธีทดลองและผลการทดลอง
ง. ผลการทดลองและการสรุปผล

20. เมื่อนักเรียนสืบคนขอมูลไดเปนจำนวนมาก นักเรียนควรจะดำเนินการตอไปอยางไรในการ
วเิ คราะหสาเหตุของปญหา เพ่อื นำไปสูก ารปรบั ปรุงชิ้นงาน
ก. สรุปใหเ หลือประเด็นหลักเพยี ง 1 ประเดน็
ข. สรุปประเด็นหลักและประเด็นยอยทเ่ี ก่ียวขอ ง
ค. สรปุ เฉพาะประเด็นสำคัญ
ง. สรุปประเดน็ ท่สี ำคัญทั้งหมดและจัดลำดับความสำคญั

21. ถามีสมาชิกในกลุมที่มีความสามารถในการวิเคราะหและสังเคราะหขอมูลและมีความคิด
สรา งสรรค ควรไดรบั มอบหมายใหท ำงานใด
ก. เกบ็ รวบรวมขอมูล
ข. ออกแบบ
ค. วางแผน
ง. แบงงานและติดตามงาน

22. ในการออกแบบบรรจุภัณฑสำหรับผลิตภัณฑทองถิ่นประเภทอาหารนักเรียนจะเลือกใชว ัสดุที่มี
คณุ สมบตั แิ บบใด
ก. หางา ย ราคาถูก
ข. สามารถนำกลบั มาใชซ ้ำได
ค. สามารถยืดอายุผลิตภัณฑไ ด
ง. สามารถรกั ษาคุณภาพผลติ ภัณฑไ ดนาน

23. หากนักเรียนไมสามารถหาวัสดุในทองถิ่นเพื่อทำบรรจุภัณฑที่ตองการได นักเรียนจะแกป ญหา
อยางไรเพื่อใหไดว สั ดุที่มีคณุ ลกั ษณะตามทีต่ องการ
ก. สงั่ ซอ้ื แบบออนไลนเนอื่ งจากไดลกั ษณะตามความตองการ
ข. ฝากเพื่อนซ้อื จากตางจังหวัดเนื่องจากสะดวกกวา
ค. หาวัสดใุ นทอ งถิ่นชนดิ อื่นทดแทนเน่ืองจากรวดเรว็ กวา
ง. เปลย่ี นแบบบรรจุภณั ฑเ นอื่ งจากสะดวกกวา

85

24. ถานักเรียนตองการเก็บขอมูลเพื่อนำขอมูลนั้นมาวิเคราะหสรุปและนำเสนอโดยที่สมาชิกกลุม
สามารถสามารถใชขอมูลนัน้ ไปพรอม ๆ กนั ได นักเรยี นควรเลือกใชโ ปรแกรมหรอื แอพพลเิ คชั่นใด
ก. Microsoft Excel
ข. Microsoft Word
ค. Google Drive
ง. Google Site

25. บรรจุภณั ฑแ บบใดทีเ่ หมาะสมสำหรบั บรรจุอาหารแปรรปู และกอเกิดมลภาวะนอยทีส่ ดุ
ก. บรรจุภณั ฑจ ากกระดาษ
ข. บรรจภุ ัณฑจ ากแกว
ค. บรรจภุ ัณฑจ ากพลาสตกิ
ง. บรรจุภัณฑจ ากไบโอพลาสติก

86

ภาคผนวก ช
แบบประเมนิ ทักษะการประกอบอาชพี

(ครเู ปนผูประเมนิ )

1 คนที่
2 1. การวิเคราะหงาน (4)
3 2. การวางแผนการทำงาน (4)
4 3. การปฏบิ ตั งิ านตามขั้นตอน (4)
5 4. ผลการทำงาน (4)
6 5. การระบปุ ญ หา (4)
7 6. การวิเคราะหปญ หา (4)
8 7. การสรา งทางเลอื ก (4)
8. การประเมนิ ทางเลือก (4)
9. กระบวนการการทำงาน (4) ทกั ษะกระบวนการทำงาน ทกั ษะกระบวนการแกปญ หา
10. ปฏิบตั งิ านตามบทบาทหนาท่ี (4)
11. ทกั ษะการฟง-พดู (4) ทกั ษะการทำงานรว ม แบบประเมนิ ทกั ษะ
(ครเู ปนผ

12. คณุ ธรรมในการทำงานรวมกนั (4) ะการประกอบอาชีพ
13. สรุปผลการทำงาน (4) ผูประเมิน)
14. การกำหนดหวั ขอการสบื คน (4)
15. การวางแผนและรวบรวม (4) มกัน ทักษะการแสวงหาความรู
16. การสืบคน (4)
17. การวเิ คราะห (4) ทักษะการจัดการ
18. การสรปุ และบนั ทกึ (4)
19. จดั ระบบงาน (รายบคุ คล) (4)
20. การเลอื กใชวัสดุอปุ กรณ (4)
21. การแกปญ หาอยา งมเี หตผุ ล (4)
22. นำเทคโนโลยมี าใชในการทำงาน (4)
23. การอนรุ ักษทรัพยากรและพลงั งาน (4)
รรวมคะแนน

1

88

เกณฑการประเมินผลทกั ษะกระบวนการทำงาน

รายการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ
การ
4 32 1
วิเคราะหงาน วเิ คราะห ตอ งใหคำแนะนำใน
กระบวนการทำงาน วิเคราะห ตอ งใหคำแนะนำใน
การวางแผน ไดถ ูกตอง และเสร็จ การวิเคราะห
การทำงาน ทันเวลาท่กี ำหนด กระบวนการทำงาน การวิเคราะห กระบวนการทำงาน
วางแผนการ
การ ปฏบิ ตั งิ านเหมาะสม ไดถ กู ตอ ง แตใชเ วลา กระบวนการทำงาน ทกุ ครั้ง
ปฏิบตั ิงาน กับเวลา และเลอื กใช ตองใหคำแนะนำใน
ตามขน้ั ตอน เครอื่ งมือวสั ดุ มากกวาทีก่ ำหนด บางครง้ั
อุปกรณใ นการ การวางแผน
ผลการ ปฏบิ ตั งิ านไดอยาง วางแผนการ ตอ งใหค ำแนะนำใน การปฏิบัตงิ านและ
ทำงาน ถกู ตอง การเลือกใชว สั ดุ
ปฏิบตั งิ านถูกตอง ปฏบิ ัติงานเหมาะสม การวางแผนการ
ตามขัน้ ตอน ใช อปุ กรณ
เคร่อื งมอื ไดค ลอง กบั เวลาและตอ งให ปฏิบตั งิ านและการ ทกุ คร้งั
และถกู วิธี
คำแนะนำในการ เลือกใชวสั ดุ ตองใหค ำแนะนำ
ผลงานถูกตอ ง ชว ยเหลอื
ครบถวน เรียบรอ ย เลอื กใชวสั ดุอุปกรณ อปุ กรณบ างครั้ง ทุกครั้งใน
ตามเกณฑทตี่ ง้ั ไว
และเสร็จทนั เวลา บางครงั้ การปฏิบตั ิงาน และ
การใชเ ครอื่ งมอื
ทกี่ ำหนด ปฏิบัติงานถกู ตอ ง ตอ งใหค ำแนะนำ ผลการทำงานไม
ตามขนั้ ตอน และใช ชวยเหลือบาง ถูกตอง ไมค รบถวน
เคร่อื งมอื อยางถูกวธิ ครง้ั ในการ ตามเกณฑทีต่ ัง้ ไว
ปฏิบัตงิ านและ และเสร็จชา กวา
ผลงานถูกตอง การใชเ ครอ่ื งมือ เวลาท่กี ำหนด
ครบถว นเรยี บรอย
และเสรจ็ ทนั เวลา ผลงานถูกตอ ง
ครบถวน แตเ สร็จ
ทก่ี ำหนด
ชากวา เวลา
ท่กี ำหนด

89

เกณฑก ารประเมนิ ผลทักษะกระบวนการแกป ญ หา

รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
การระบุ
ปญ หา 4 32 1
มีความสามารถใน ตองใหคำแนะนำสิ่ง
การ การสงั เกตพบปญ หา มคี วามสามารถใน ตอ งใหคำแนะนำใน ทต่ี อ งสงั เกตทุกคร้งั
วิเคราะห ทเ่ี กิดขน้ึ ในการ
ปญ หา การสังเกตพบปญ หา สงิ่ ที่ตอ งสงั เกต ตองใหคำแนะนำใน
ทำงานได การวิเคราะหห า
การสราง อยา งรวดเรว็ ทีเ่ กดิ ขน้ึ ในการ บางครง้ั สาเหตแุ ละแนว
ทางเลือก สามารถวเิ คราะหหา ทางการแกป ญหา
สาเหตแุ ละแนว ทำงาน เพอ่ื การแกปญ หา
การ ทางการแกปญ หา
ประเมนิ ไดอ ยา งหลากหลาย สามารถวิเคราะหห า ตองใหคำแนะนำใน ตลอดเวลา
ทางเลือก และรวดเรว็ สาเหตแุ ละแนว การวเิ คราะหหา ตองใหค ำปรกึ ษา
สาเหตุและแนว เพ่ือหาแนวทางใน
สรา งทางเลอื กใหม ทางการแกปญหา ได ทางการแกป ญหา การแกป ญหา
ท่ีหลากหลายและ อยา งหลากหลาย เพ่อื การแกป ญ หา
สรางสรรค มีความ ทุกคร้งั
เปนไปไดใ นการ สรางทางเลอื กที่ บางครั้ง
หลากหลายและมี ตองใหคำปรึกษา
แกป ญหา ความเปนไปไดใน ตองใหคำปรกึ ษา และคำแนะนำใน
ศกึ ษาความเปนไป เพื่อหาแนวทางใน ความเปนไปไดข อง
ไดข องทางเลอื ก การแกปญหา ทางเลอื กทกุ ครง้ั
นำทางเลือกมา การแกปญ หา
บางคร้ัง
อภิปรายและ
ตัดสินใจเลือกตาม ศกึ ษาความเปนไปได ตอ งใหค ำปรึกษา
ของทางเลือก และ และคำแนะนำใน
ความเปน ไป ความเปนไปไดของ
ไดของเหตผุ ล ตัดสนิ ใจเลือก ทางเลอื กบางครง้ั

90

เกณฑการประเมนิ ผลทักษะกระบวนการทำงานรวมกนั

รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
กระบวน
432 1
การการทำงาน ตอ งใหค ำแนะนำใน
มีการกำหนดเปา หมาย มกี ารวิเคราะห ตอ งใหค ำแนะนำใน
หลักการ การวเิ คราะห
ทำงาน การวิเคราะห วางแผน วางแผน และการ การวเิ คราะห วางแผน และการ
กลมุ ปฏิบตั ิงานทุกคร้ัง
และการปฏบิ ตั ิงาน ปฏิบตั งิ าน รว มกัน วางแผน และการ
ปฏบิ ตั ิงาน ตอ งการคำแนะนำ
ตามบทบาท รวมกนั อยา งเปน อยา งเปนขัน้ ตอน ปฏิบตั งิ านบางครั้ง ในการเลือกหวั หนา
กลมุ การแบง งาน
หนา ท่ี ข้นั ตอน และหาขอ สรปุ แนว
ทางการดำเนนิ งาน
ทักษะการ มีหัวหนา กลมุ มกี าร มีหวั หนากลมุ มีการ ตองการคำแนะนำ
ฟง -พูด เพ่อื ใหบ รรลุ
แบง งานตาม แบง งาน และหา ในการเลอื กหวั หนา เปาหมายทุกครง้ั
คุณธรรม
ใน ความสามารถของ ขอ สรปุ แนวทางการ กลมุ การแบง งาน ตองไดรับคำแนะนำ
ตลอดจงึ ทำงานที่
การทำงาน สมาชกิ ในกลุม และ ดำเนินงานเพอ่ื ให หาขอสรปุ แนว ไดร บั มอบหมายได
รว มกนั
หาขอสรุปแนว บรรลเุ ปาหมาย ทางการดำเนนิ งาน ตอ งใหค ำแนะนำใน
สรุปผล ประเดน็ ทฟ่ี งและพูด
การทำงาน ทางการดำเนนิ งาน เพือ่ ใหบ รรลุ
ทกุ ครง้ั
เพ่ือใหบ รรลุ เปาหมายบางครั้ง
ไมม ีการแบงงานให
เปาหมาย สมาชกิ ทกุ
คนทำงาน
ทำงานที่ไดรบั ทำงานท่ไี ดร บั ตอ งไดร บั คำแนะนำ
รวมกัน ทิ้งภาระ
มอบหมายไดอ ยาง มอบหมายไดอยา ง บางจึงทำงานที่ งานใหส มาชิกทำ

ถกู ตองรวดเรว็ ตาม ถูกตอง ตามบทบาท ไดรบั มอบหมายได เพียงบางคน

บทบาทหนา ท่ี ท่ีตน หนา ที่ ทต่ี นไดร บั ไมครอบคลุม
เน้ือหา
ไดร บั
ทั้งหมดของงาน
สามารถฟงและจับ สามารถฟง และจบั สามารถฟงและจบั และตอ งนำงาน
กลบั ไปแกไ ข
ประเด็นไดอ ยา ง ประเดน็ ไดถ กู ตอง ประเดน็ ไดบ า งและ

ถูกตองแมน ยำ ตาม และมวี ามสามารถ พูดแสดงความ

เนื้อหา และมี ในการพดู แสดงความ คดิ เห็นไดบ างสวน

ความสามารถในการ คดิ เห็น

พูดเพื่อแสดงความ

คิดเห็นสง่ิ ทเี่ หมาะสม

มกี ารแบง งานตาม มีการแบงงานตาม แบงงานไม

ความเหมาะสม ต้งั ใจ ความเหมาะสมใน เหมาะสมกับ

ทำงานทีไ่ ดรบั ตั้งใจทำงานทไ่ี ดรบั ความสามารถแต

มอบหมายอยางเตม็ มอบหมายอยา งเต็ม สมาชกิ ในกลมุ มี

ความสามารถ และ ความสามารถ ไมนำ ความตง้ั ใจในการ

ใหความชว ยเหลือ งานของตนใหเ พื่อน ทำงาน

เพอ่ื นสมาชกิ ในกลมุ สมาชกิ คนอื่นทำ

ครอบคลมุ เนือ้ หา ครอบคลมุ เน้ือหา ครอบคลมุ เนื้อหา

ทงั้ หมดของงาน ทัง้ หมดของงาน ทัง้ หมดของงาน แต

เนือ้ หามีความ ช้แี จงผลการทำงาน ไมมีการช้ีแจงผล

กระชับเขาใจงาย แตเ นอ้ื หางานยงั ไม การทำงาน

และช้ีแจงผลการ สมบูรณ

ทำงานไดถกู ตอง

91

เกณฑก ารประเมินผลทักษะกระบวนการแสวงหาความรู

รายการประเมิน ระดบั คุณภาพ
การกำหนด
หัวขอ 4 32 1
การสืบคน ขอ มูลไมเ ปน
ขอ มลู มคี วามทนั สมยั ขอ มลู มคี วาม ขอมลู มีความ ปจจุบัน ไมถ ูกตอ ง
การวางแผน ถกู ตอ งตามเนื้อหา มี ตามเน้ือหาไมม ีการ
และรวบรวม การคน ควา จากสือ่ ที่ ทันสมยั ถกู ตอ งตาม ทันสมยั ถกู ตอ ง คน ควาจาก
หลากหลาย และนำ สื่อท่หี ลากหลาย
การสืบคน ขอสรปุ ของเร่ืองมา เน้อื หา มีการคนควา ตามเนือ้ หา แตไ มม ี
เกบ็ รวบรวมขอมลู
การ ใชประโยชนได จากส่อื ทห่ี ลากหลาย การคน ควาจากส่ือ จากสอ่ื ทไี่ ม

วเิ คราะห เก็บรวบรวมขอ มูล ท่หี ลากหลาย หลากหลาย และมี
จากสื่อที่หลากหลาย ความถกู ตอ งนอ ย
การสรปุ เก็บรวบรวมขอ มลู เกบ็ รวบรวมขอ มลู
และบนั ทกึ มคี วามถูกตอ ง จากส่ือทหี่ ลากหลาย จากส่ือทไี่ ม มาก
กระชบั เปน ระบบ มีความถูกตอ ง แต หลากหลาย มี
นำมาใชง านไดยาก ตองใหคำแนะนำใน
และสามารถ ความถูกตอ งนอย การสังเกตขอมูลทกุ
นำมาใชงานไดงา ย
คน พบขอมลู ไดต รง ตอ งใหค ำแนะนำ ใน คร้ัง
คน พบขอ มูลได ตามความเปนจริง การสังเกตขอ มลู
รวดเรว็ ถกู ตอ ง ตองใหคำแนะนำใน
ตรงตามความ บางครั้ง การเลือกใชขอมูล
เปนจริงและนำมาใช
มคี วามสามารถใน ตอ งใหค ำแนะนำ ทกุ ครง้ั
งานได การเลอื กใช ในการเลือกใช
ขอ มูลบางครง้ั มีการสรปุ ประเดน็
มคี วามสามารถใน ขอ มูลไดถ ูกตอ ง ที่และบนั ทกึ การ
การเลอื กใชข อมูลได
มีการสรปุ ประเด็นที่ มกี ารสรปุ ประเด็น ทำงาน
ถูกตองตาม สำคัญเก่ยี วขอ ง ท่สี ำคญั และบนั ทึก
ท้งั หมด และบนั ทึก
วตั ถปุ ระสงคทีต่ งั้ ไว การทำงาน การทำงาน
เปน ระยะอยา งเปน เปน ระยะสามารถ
มกี ารสรปุ ประเด็นที่
สำคญั ทเ่ี กย่ี วของ ระบบ สามารถนำมา นำมาสืบคน
สบื คน ภายหลัง ภายหลัง
ทั้งหมดและ และไดข อมูลทเ่ี ปน และไดข อ มลู ทเี่ ปน
เรียงลำดับ จริง
ความสำคญั และ จรงิ
บนั ทกึ การทำงาน
เปนระยะอยา งเปน
ระบบ สามารถนำ
มาสืบคนภายหลัง
และไดข อมูลทเี่ ปน

จริง

92

เกณฑก ารประเมินผลทักษะการจดั การ

รายการประเมิน ระดับคุณภาพ
การจัด
ระบบงาน 432 1
ตอ งใหคำแนะนำใน
การ มีระบบงานที่ มีระบบงานท่ี ตอ งใหค ำแนะนำใน การจัดระบบงาน
เลือกใช
วัสดุ แนน อน ชดั เจน ตาม แนน อน ชัดเจน ตาม การจัดระบบงาน ทุกข้ันตอน
อปุ กรณ
ขน้ั ตอนของระบบงานมี ข้ันตอนของ ตามขั้นตอนบางครง้ั เลือกใชว สั ดุ
การ อปุ กรณไ ม
แกปญหา การวเิ คราะห วางแผน ระบบงาน มกี าร เหมาะสมกบั งาน
อยา งมี
เหตผุ ล การทำงานตาม วเิ คราะห วางแผน สามารถระบุปญ หา
นำเทคโนโลยี และวธิ แี กป ญ หาได
มาใชในการทำงาน ข้ันตอน ประเมินผล การทำงานตาม
นำเทคโนโลยีมาใช
การอนุรักษ และแกไขปรบั ปรุง ข้ันตอน และ ในการทำงาน
ทรพั ยากรและ
ผลงาน ประเมินผล ผลงานไมมคี ณุ ภาพ
พลังงาน
เลือกใชวสั ดุอุปกรณ เลอื กใชว ัสดอุ ปุ กรณ เลอื กใชว สั ดุ

ไดอ ยางเหมาะสม ไดอยางเหมาะสม อปุ กรณไดอยาง

ครบ 3 เพียง 2 ดานใน 3 เหมาะสมเพยี ง

ดาน คือ ดา น ดานเดียว

- ดานความสวยงาม

- ความปลอดภยั

- ตนทนุ การผลติ

สามารถระบุปญ หา สามารถระบปุ ญ หา สามารถระบปุ ญหา

สรา งทางเลอื กการ สรา งทางเลอื กการ และวิธแี กปญ หาได

แกป ญ หา และเลอื ก แกป ญหา และเลือก ตรงจุด

วิธแี กป ญหาท่ี วิธแี กปญ หาตรงจดุ

รวดเรว็ และตรงจุด

นำเทคโนโลยีท่ี นำเทคโนโลยที ่ี นำเทคโนโลยที ี่

เก่ียวของเหมาะสม เกี่ยวของเหมาะสม เกยี่ วขอ งเหมาะสม

มาใชในทุกขั้นตอน มาใชใ นบางขนั้ ตอน มาใชการทำงาน

ของการทำงาน ของการทำงาน

คุณภาพของผลงาน คณุ ภาพของผลงาน คุณภาพของผลงาน

ออกมคี รบทุกขอดงั น้ี ขาดไปขอใดขอหนึง่ มีเพียงขอ ใดขอหนึ่ง

- งานเหมาะสมกับ จาก จาก

วัตถุประสงค - คุณภาพงาน - คณุ ภาพงาน

- ใชตน ทนุ การผลิต เหมาะสมกบั เหมาะสมกบั

นอยที่สดุ วตั ถปุ ระสงค วัตถปุ ระสงค

- เปนมติ รกับ - ใชตน ทนุ การผลิต - ใชตนทนุ การผลิต

สิ่งแวดลอ ม นอยทสี่ ดุ นอยท่สี ดุ

- เปนมิตรกบั - เปนมิตรกบั

สิ่งแวดลอม สิ่งแวดลอม

93

ภาคผนวก ช
ภาพประกอบโครงการ

94

95

96

97

98


Click to View FlipBook Version