The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

โครงงานวิทยาศาสตร์

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง

รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภททดลอง เรื่อง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง โดย 1. นายณัฐวุฒิ จาตูม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 2. นางสาวเกศวดี คงรัตน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 3. นางสาวณรินพิชชา สายทอง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ครูที่ปรึกษา นางสาวปิยาภัสร์ ศิริเตชะพัฒน์ นางสาววิไลลักษณ์ สีสมบัติ โรงเรียนวัฒนานคร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว รายงานฉบับนี้เปนสวนประกอบของโครงงานวิทยาศาสตร ประเภททดลอง ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เนื่องในโครงการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ประจำปี 2567 วันที่ 7 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2567


คำนำ โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัด ใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง นี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเอกสารประกอบการนำเสนอ โครงงาน วิทยาศาสตร์ ประเภททดลอง ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เรื่อง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพ แผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง ภายในเล่มประกอบด้วยที่มาและ ความสำคัญของโครงงาน เอกสารที่เกี่ยวข้อง วัสดุอุปกรณ์ ขั้นตอนการดำเนินการ ผลการดำเนินการ รวมถึงข้อเสนอแนะและแนวทางในการพัฒนา คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงงานนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ และสามารถนำไป ประยุกต์ใช้หรือต่อยอดได้ในอนาคต คณะผู้จัดทำ


ก ชื่อโครงงาน การเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง ชื่อผู้จัดทำ นางสาวเกศวดี คงรัตน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 นายณัฐวุฒิ จาตูม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 นางสาวณรินพิชชา สายทอง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ครูที่ปรึกษาโครงงาน นางสาวปิยาภัสร์ ศิริเตชะพัฒน์ นางสาววิไลลักษณ์ สีสมบัติ บทคัดย่อ โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบ สาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาคุณสมบัติของใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ต่อการแข็งตัวของเลือด (2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดที่มีส่วนผสมของ สารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง วิธีดำเนินการทดลอง แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 การทดสอบฤทธิ์เบื้องต้นต่อการแข็งตัวของเลือด ตอนที่ 2 การทดสอบการแข็งตัวของเลือดเมื่ออยู่บน แผ่นห้ามเลือด และตอนที่ 3 การทดสอบสารฟลาโวนอยด์ จากใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ผลการศึกษา ตอนที่ 1 การทดสอบฤทธิ์เบื้องต้นต่อการแข็งตัวของเลือด พบว่า เมื่อนำเลือด ไปหยดลงบนสารสกัดใบสาบเสือให้ประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับสารสกัดใบบัวบกและ ใบฝรั่ง โดยเลือดมีการแข็งตัวเร็วที่สุดใน 2 นาที เนื่องจากสารสกัดใบสาบเสือมีสารฟลาโวนอยด์เป็น จำนวนมากกว่าสารสกัดใบบัวบกและใบฝรั่ง การศึกษาตอนที่ 2 การทดสอบการแข็งตัวของเลือดเมื่อ อยู่บนแผ่นห้ามเลือด พบว่า เมื่อนำเลือดไปหยดลงบนแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือให้ ประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบฝรั่ง และใบบัวบก โดยเลือด มีการแข็งตัวเร็วที่สุดใน 3 นาที เนื่องจากแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือมีสารฟลาโวนอยด์เป็น จำนวนมากกว่าแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบบัวบก และใบฝรั่ง และการศึกษาตอนที่ 3 การทดสอบ สารฟลาโวนอยด์ จากใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง พบว่า เมื่อทำการทดสอบสารฟลาโวนอยด์ สีของใบสาบเสือมีการเปลี่ยนแปลงและชัดเจนที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสีของ ใบบัวบก และใบฝรั่ง แสดงว่า ใบสาบเสือมีสารฟลาโวนอยด์มากที่สุด


ข กิตติกรรมประกาศ โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัด ใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยได้รับการสนับสนุนและความอนุเคราะห์จาก นายจิรศักดิ์ ศรีทองคำ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนวัฒนานคร ที่สนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์และสถานที่ในการปฏิบัติงาน รวมทั้งให้กำลังใจแก่คณะผู้จัดทำโครงงาน ขอขอบพระคุณ คุณครูปิยาภัสร์ ศิริเตชะพัฒน์ และคุณครูวิไลลักษณ์ สีสมบัติครูที่ปรึกษา โครงงาน ที่คอยชี้แนะแนวทาง ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำในการทำโครงงานในครั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นจนโครงงาน เสร็จสมบูรณ์ และดูแล คอยให้กำลังใจ ทำให้เกิดความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำโครงงานจนสำเร็จ ขอขอบพระคุณ คณะครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและครูโรงเรียนวัฒนานคร ทุกท่าน ที่ให้คำชี้แนะและให้กำลังใจในการทำงานครั้งนี้ คุณค่าและประโยชน์ใดที่พึงมีจากการทำโครงงานฉบับนี้ คณะผู้จัดทำขอมอบเป็นเครื่อง บูชาแด่บิดา มารดา ครูอาจารย์ ตลอดจนผู้มีพระคุณทุกท่าน คณะผู้จัดทำ


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ....................................................................................................................... กิตติกรรมประกาศ........................................................................................................ สารบัญ......................................................................................................................... สารบัญตาราง............................................................................................................... สารบัญภาพประกอบ.................................................................................................... บทที่ 1 บทนำ............................................................................................................... ที่มาและความสำคัญของโครงงาน.................................................................. วัตถุประสงค์........................……….................................................................. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา...……........................................................................ ขอบเขตของโครงงาน..................................................................................... ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง.......................................................................... ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ............................................................................. บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง........................................................................................... ความรู้เกี่ยวกับสาบเสือ................................................................................... ความรู้เกี่ยวกับฝรั่ง......................................................................................... ความรู้เกี่ยวกับบัวบก………………………........................................................... ความรู้เกี่ยวกับแผ่นห้ามเลือด....................……………………………………………… งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................... บทที่ 3 วิธีดำเนินการ...………........................................................................................ วัสดุและอุปกรณ์............................................................................................. ขั้นตอนการดำเนินการ................................................................................... บทที่ 4 ผลการดำเนินการ............................................................................................ ผลการดำเนินการ............................................................................................ วิเคราะห์ผลการดำเนินการ............................................................................ บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ........................................................... สรุปผลการดำเนินการ.................................................................................... อภิปรายผลการการดำเนินการ...................................................................... ข้อเสนอแนะ....................................................................................... ............ บรรณานุกรม............................................................................................ .................... ภาคผนวก..................................................................................................................... ก ข ค จ ฉ 1 1 1 1 2 2 2 3 3 6 9 12 14 15 15 15 20 20 20 24 24 24 25 26 28


ง สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4.1 แสดงการทดสอบฤทธิ์เบื้องต้นต่อการแข็งตัวของเลือด............................................. 4.2 แสดงผลการทดสอบการแข็งตัวของเลือดเมื่ออยู่บนแผ่นห้ามเลือด…………………….. 4.3 แสดงผลการทดสอบสารฟลาโวนอยด์ จากใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง 21 22 23


จ สารบัญภาพประกอบ ภาพประกอบที่ หน้า 2.1 สาบเสือ...................................................................………………………...................... 2.2 ฝรั่ง……………………………………………………………..……………………….......................... 2.3 ใบบัวบก……………….........................................………………………….......................... 2.4 แผ่นห้ามเลือด.........................................................................…………………………… 3.1 การเตรียมสมุนไพร ……………………………………………………………………….…………… 3.2 การบดสมุนไพรจากใบสาบเสือ ใบฝรั่ง และใบบัวบกให้ละเอียด………………………… 3.3 การหมักด้วยเอทานอล 45 มิลลิลิตร เป็นระยะเวลา 3 วัน ……………………………… 3.4 การสกัดสารจากใบสาบเสือ ใบฝรั่ง และใบบัวบก…..........................………………..... 3.5 แผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบฝรั่งและใบบัวบก………………………………. 3.6 การทดสอบฤทธิ์เบื้องต้นต่อการแข็งตัวของเลือด…………………………………………… 3.7 การทดสอบการแข็งตัวของเลือดเมื่ออยู่บนแผ่นห้ามเลือด………………………………… 6.1 วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำโครงงาน..............................…………………………………….. 4 4 6 6 17 17 17 18 18 18 19 26


1 บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน การห้ามเลือด ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากได้รับบาดเจ็บในสถานการณ์ฉุกเฉิน อาจทำให้เลือดภายในร่างกายออกมาสู่ภายนอกและอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้ปฐมพยาบาลถ้า ห้ามเลือดถูกวิธีก็จะเพิ่มโอกาสที่จะรอดชีวิตให้ผู้บาดเจ็บ แม้ร่างกายจะมีกลไกการห้ามเลือดตาม ธรรมชาติอยู่ แต่การปฐมพยาบาลเพื่อห้ามเลือดยังคงเป็นสิ่งจำเป็น วิธีห้ามเลือดที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จัก กันคือ การกดแผล การกดเส้นเลือดแดงเหนือแผล การใช้สายรัด นอกจากวิธีทั่วไปเหล่านี้วงการ แพทย์ยังพยายามพัฒนาวิธีห้ามเลือดแบบใหม่ออกมาเพื่อช่วยชีวิตผู้คน ซึ่งการใช้แผ่นปิดแผลห้าม เลือดก็เป็นเทคโนโลยีการห้ามเลือดแบบหนึ่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คนทั่วไปอาจนึกว่า การใช้แผ่นปิด ห้ามเลือดเป็นวิธีห้ามเลือดแบบใหม่ แต่ความจริงการพัฒนาวัสดุห้ามเลือดเริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1909 แล้ว โดยนายเบอร์เจล (Bergel) ได้ทำการทดลองและรายงานว่า ผงไฟบริน (fibrin – โปรตีนชนิด หนึ่งในร่างกายที่ทำให้เลือดแข็งตัว) มีสมบัติช่วยห้ามเลือดได้ จากการสืบค้นข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวฤทธิ์ห้ามเลือดของพืชทั้ง 3 ชนิด คือ ใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง พบว่า สารสกัดจากพืชสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดนี้ มีคุณสมบัติในการเหนี่ยวนำให้เกิดลิ่มเลือด ได้ดี และไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดขาว จึงเหมาะสำหรับการนำไปพัฒนาต่อยอดเป็น ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ปิดแผลห้ามเลือดต่างๆ คณะผู้จัดทำจึงมีความสนใจที่จะศึกษาคุณสมบัติของ สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดนี้ โดยจัดทำออกมาในรูปแบบแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบกและ ใบฝรั่ง วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาคุณสมบัติของใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ต่อการแข็งตัวของเลือด 2. เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดที่มีส่วนผสมของสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา 1. การศึกษาคุณสมบัติของสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง ตัวแปรต้น สารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง ตัวแปรตาม การออกฤทธิ์ของใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง ตัวแปรควบคุม ปริมาณสารสกัด ปริมาณเลือด ระยะเวลา อุณหภูมิ 2. การศึกษาประสิทธิภาพของแผ่นห้ามเลือด ตัวแปรต้น แผ่นห้ามเลือดที่สกัดจากใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง ตัวแปรตาม ประสิทธิภาพของแผ่นห้ามเลือดจากใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง


2 ตัวแปรควบคุม ปริมาณสารสกัด ปริมาณผงคาร์ราจีแนน ปริมาณเลือด ระยะเวลา อุณหภูมิ ขอบเขตการศึกษาข้อมูล 1. โครงงานนี้ศึกษาคุณสมบัติของใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ต่อการแข็งตัวของเลือด 2. ศึกษาคุณสมบัติของแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบฝรั่งและใบบัวบก สถานที่ทำการทดลอง ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ โรงเรียนวัฒนานคร ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง เริ่มต้นทดลองตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ 2567 สิ้นสุดการทดลองวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 นิยามศัพท์เฉพาะ ประสิทธิภาพ หมายถึง ผลของการศึกษาคุณสมบัติของใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง ต่อการแข็งตัวของเลือด แผ่นห้ามเลือด หมายถึง วัสดุที่มีส่วนผสมของสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ช่วยห้ามให้เลือดหยุดไหล สารสกัดจากใบสาบเสือ ใบฝรั่ง และใบบัวบก หมายถึง สารสกัดที่ได้จากการนำใบทั้งสาม ชนิดไปตากแห้ง เป็นเวลา 3 วัน จากนั้นทำการบดใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง ที่แห้งแล้ว จนได้ ผงหยาบของใบทั้งสามชนิด แล้วหมักด้วยเอทานอล 45 มิลลิลิตร ต่อผงหยาบปริมาณ 1 กรัม เป็น เวลา 3 วัน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้แผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง 2. ช่วยเพิ่มมูลค่าของใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง 3. เป็นต้นแบบในการพัฒนาโครงงานและประยุกต์ใช้ต่อไป


บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดจากสาร สกัดใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง คณะผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและรวบรวมข้อมูลที่ เกี่ยวข้อง โดยนำเสนอดังนี้ 1. ความรู้เกี่ยวกับสาบเสือ 2. ความรู้เกี่ยวกับฝรั่ง 3. ความรู้เกี่ยวกับบัวบก 4. ความรู้เกี่ยวกับแผ่นห้ามเลือด 5. ความรู้เกี่ยวกับสารฟลาโวนอยด์(Flavonoid) 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. ความรู้เกี่ยวกับสาบเสือ ภาพประกอบที่ 2.1 สาบเสือ ที่มา https://pstip.cc/public/herb-fruit/3299#google_vignette สาบเสือ ชื่อสามัญ : Siam weed, Bitter bush, Christmas bush, Devil weed, Camfhur grass, Common floss flower, Triffid สาบเสือ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chromolaena odorata (L.) R.M.King & H.Rob. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)


4 ถิ่นกำเนิดของสาบเสือ สาบเสือจัดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในทวีปอเมริกากลาง จากนั้นได้แพร่กระจาย ไปทั่วทวีปอเมริกาตั้งแต่ทางตอนใต้ของฟลอริดาจนถึงพื้นที่ตอนเหนือของอาร์เจนตินา สำหรับในทวีป เอเชียสาบเสือติดมากับเรือสินค้าประมาณปี ค.ศ. 1840 จากนั้น จึงมีการแพร่กระจายสู่อ่าวเบงกอล พม่า และไทย จนในปัจจุบันมีการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้างทั่วทั้งเขตร้อนของทวีปเอเชีย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น สาบเสือเป็นไม้ขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านจำนวนมากตั้งแต่ระดับล่างของลำต้น ทำให้มองเห็นเป็นทรงพุ่มหนาทึบ และกิ่งมีลักษณะยาวมากกว่าลำต้น ตามลำต้นและกิ่ง มีขนนุ่มปกคลุม ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ทั้งลำต้นและกิ่งมีลักษณะค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยม ลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็ง แต่ค่อนข้างเปราะ และหักง่าย เปลือกลำต้นมีสีขาวนวลแกมเขียว ใบ ใบสาบเสือแตกออกบริเวณข้อกิ่ง ออกเป็นใบเดี่ยวตรงข้ามเป็นคู่ๆ มีลักษณะเป็น รูปหอก ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายใบแหลม โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม มีเส้นใบมองเห็นได้ชัดเจน ตัวใบด้านล่าง และด้านบนมีขนปกคลุม ใบกว้าง 3-6 ซม. ยาว 5-10 ซม. ก้านยาวประมาณ 6 ซม. ดอก ดอกสาบเสือออกดอกเป็นช่อเป็นกระจุกคล้ายร่ม แทงออกบริเวณปลายยอด เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มม. ดอกมีสีม่วงแกมน้ำเงินหรือสีม่วงอ่อน หากมองในระยะไกลจะออกสีขาว ช่อดอกย่อยมีดอกขนาดเล็ก 20 - 25 ดอก มีลักษณ ะรูปทรงกระบอกกึ่งรูประฆังคว่ำ ดอกมีชั้นใบประดับ 4-5 ชั้น ดอกจะออกในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ผลและเมล็ด ผลสาบเสือ 1 ผล มาจากดอก 1 ดอก ผลมีขนาดเล็ก เรียวยาว และบาง สีดำ ผลมีลักษณะเป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ส่วนปลายผลมีขนสำหรับ ทำหน้าที่พยุงผลให้ลอยตามลมได้ สารสำคัญของใบสาบเสือ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่พบว่า สารสกัดใบสาบเสือมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ ต้านอนุมูลอิสระ ลดความดันโลหิต ลดเบาหวาน และฤทธิ์ในการสมานแผล มีการ รายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากใบสาบเสือมากมาย และมีสารกลุ่ม glycosides, steroids, saponins, phenols, flavonoids, terpenoids และ tannin ในปริมาณมาก มีรายงานการแยกสารต่างๆ มากมายได้จากสารสกัดจากใบสาบเสือ ได้แก่ himchalol, 7-isopropyl1, 4-dimethyl-2-azulenol, androencecalinol, 2-methoxy-6-(1-methoxy-2-propenyl) naphthalene, phenyl derivatives, oxygenated sesquiterpenes, longchainhydrocarbons, sesquiterpene hydrocarbons, oxygenated monoterpenes monoterpene hydrocarbons ซึ่งเป็นสาร ที่มีบทบาทสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ


5 ใบสาบเสือมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก ซึ่งสาระสำคัญเหล่านี้สามารถ ปกป้อง เซลล์ผิวหนังเพาะเลี้ยง ได้แก่ human dermal fibroblasts และ human epidermal keratinocytes จากการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระได้ดี และกระตุ้น การเพิ่มจำนวนของเซลล์ fibroblasts และ endothelial cells ได้ดี ซึ่งอาจจะเป็นกลไกหนึ่งในการออกฤทธิ์รักษาแผล ของใบสาบเสือ นอกจากนี้สารสกัดและสารสำคัญที่แยกได้จากสาบเสือ ฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดี โดยพบว่า สารสกัด stigmasterol และ isosakuranetin สามารถ ยับยั้งการหลั่ง prostaglandin E2 ส่วนสารสกัด scutellarein tetramethyl ether มีฤทธิ์ยับยั้ง การหลั่ง prostaglandin E2 และไนตริกออกไซด์ และมีฤทธิ์ยับยั้ง (IKKα/β) และ (IKBβ) ใน Nuclear Factor-κB (NF-κB) pathway ทำให้มีผลยับยั้งการกระตุ้น NF-κB ซึ่งเป็นขั้นตอนการผลิตสารก่อ การอักเสบ และสารสื่อกลางการอักเสบ จึงมีผลทำให้ลดการแสดงออกของ COX-2 และ iNOS และ ทำให้ลดการอักเสบ ฤทธิ์ห้ามเลือด มีรายงานการวิจัยฤทธิ์ห้ามเลือดของส่วนใบและสารสกัดจากส่วนใบระบุว่า ใบสด สารสกัดน้ำ สารสกัด 70% เอทานอลจากใบสามารถห้ามเลือดได้ โดยสารดังกล่าวจะเข้าไปลด prothombin time โดยทำให้พลาสมาแข็งตัวได้โดยไม่ต้องเติมแคลเซียม เนื่องจากแคลเซียมในใบ สาบเสือสามารถทำให้เลือดแข็งตัวโดยไม่ต้องเติมแคลเซียม ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ มีการศึกษาการออกฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus จากสารสกัดหยาบจากใบสาบเสือ พบว่าสารสกัดจากใบสาบเสือสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ได้โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางในการยับยั้ง (clear zone) เท่ากับ 17.5 มิลลิเมตร และยังมีการศึกษาสารที่มีอยู่ในสารสกัดใบสาบเสือ เพื่อใช้เป็นสารควบคุมการเจริญเติบโต ของเชื้อจุลินทรีย์โดยใช้สารละลายคือ เมทิลแอลกอฮอล์เปรียบเทียบกับไดคลอไรมีเทนและน้ำ พบว่า สารที่สกัดจากเมทิลแอลกอฮอล์สามารถสกัดควบคุมจุลินทรีย์ได้ดี โดยสารมารถใช้ควบคุม เชื้อจุลินทรีย์ทำให้เกิดโรคในคนได้หลายชนิด คือ เชื้อ E.coli Klehsiella pneumoniae Staphylococcus aureus และ Pseudomonas aeruginosa สรรพคุณของสาบเสือ สาบเสือมีสรรพคุณทางยามากมายทั้งจากต้น ใบ ดอก สามารถจำแนกได้ดังนี้คือ ต้นของ สาบเสือสามารถใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องเฟ้อ แก้บวม ดูดหนอง ใบของสาบเสือมีสาระสำคัญคือ กระอะนิสิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิด เช่น ไอโซซากูรานิติน และโอโดราติน นอกจากนี้ยังมีสารพวก น้ำมันหอมระเหย ประกอบไปด้วยสารยูพาทอล คูมาริน โดยสารเหล่านี้จะไปออกฤทธิ์ที่ผนังเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดหดตัว และยังมีฤทธิ์ไปกระตุ้นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น ทำให้สามารถห้ามเลือด ได้ ใช้เป็นยารักษาแผลสด สมานแผล ถอนพิษ แก้อักเสบ แก้พิษน้ำเหลือง แก้ตาฟาง แก้ตาแฉะ แก้ริดสีดวงทวารหนัก รักษาแผลเปื่อย ดอกของสาบเสือใช้เป็นยาแก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ


6 2. ความรู้เกี่ยวกับฝรั่ง ภาพประกอบที่ 2.2 ฝรั่ง ที่มา : https://www.kasettambon.com ชื่อสามัญ : Guava ชื่อวิทยาศาสตร์ : Psidium guajava Linn. เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ในวงศ์ Myrtaceae ถิ่นกำเนิดของฝรั่ง มีจุดกำเนิดอยู่ในอเมริกากลางและหมู่เกาะเวสต์อินดีส หลักฐานทางโบราณคดีในเปรู ชี้ให้เห็นว่า มีฝรั่งมาตั้งแต่ 800 ปีก่อนคริสตกาล พ่อค้าชาวสเปนและโปรตุเกสเป็นผู้นำผลไม้ชนิดนี้ไป ยังถิ่นต่าง ๆ ทั่วโลก เข้ามาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 ส่วนในประเทศ ไทย คาดว่าเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลักษณะทางพฤกษ์ศาสตร์ เป็นไม้ยืนต้นสูง 3 - 10 เมตร ต้นเกลี้ยงมันเปลือกต้นเรียบ ใบเดี่ยว กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ยอดอ่อนมีขนสั้นๆ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมขอบขนานกว้าง 3 - 8 เซนติเมตร ยาว 6 - 14 เซนติเมตร ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2 - 3 ดอกออกที่ช่อใบมีกลีบดอกสีขาว ผลดิบสีเขียวกินได้เมื่อสุกผลจะ เป็นสีเหลือง ผลเป็นผลสด เนื้อผลเป็นสีขาว มีเมล็ดจำนวนมาก สารสำคัญของใบฝรั่ง สารที่พบในใบฝรั่ง ได้แก่ quercetin จัดอยู่ในกลุ่มของสารจำพวกฟลาโวนอยด์ช่วยต้านอนุมูล อิสระ และ quercetin-3-arabinosid ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของ ลำไส้ quercetin 3-O-b-Larabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-bD-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) และ quercetin 3-O gentiobioside ในผลพบ tannin มีฤทธิ์ฝาดสมานใช้แก้อาการท้องเสีย


7 ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ แบคทีเรีย Sh. dysenteriae , V. cholerae, S. typhi และ E. coli ในจานเลี้ยงเชื้อได้ นอกจากนี้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำร้อนยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio 23 สายพันธุ์ที่ แยกจากกุ้งกุลาดำซึ่งเป็นโรคได้ สารสกัดด้วยน้ำและเอทานอลจากใบฝรั่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อ E. coli 6 สายพันธุ์จากการศึกษาในจานเลี้ยงเชื้อ โดยสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์ดีกว่าสารสกัดด้วยเอทานอล สาร สกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอลสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. dysenteriae, และ V. cholerae ในจานเลี้ยงเชื้อได้ น้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย S. aureus แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, และ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ ซึ่งพบว่าสาร morin 3-O-lyxoside และสาร morin 3-O-arabinoside จากใบฝรั่งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ S. enteritidis และ Bacillus cereus ดีกว่าสาร guaijaverin และ quercetin ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50 - 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้า ช่องท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันเมื่อทดสอบกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการ อักเสบด้วยไข่ขาวสด นอกจากนี้เมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางช่องท้องของหนูแรทใน ขนาด 0.8 มิลลิลิตร/กิโลกรัม พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอล เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยับยั้งการ อักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin และ formaldehyde ได้ นอกจากนี้สารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์จะ สามารถยับยั้งการอักเสบและลดอาการเจ็บปวดที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetic acid ได้ดีกว่าแอสไพริน ที่ให้ในขนาดเท่ากันเล็กน้อย เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับราและแบคทีเรียได้แก่ Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum และ Saccharomyces cerevisiae แล้วนำมาสกัดด้วย เอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบคือ ไนตริกออกไซด์และพรอสต้าแกรนดิน อี 2 ในหลอดทดลอง นอกจากนี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลและ น้ำยังออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และแก้แพ้โดยยับยั้งการตอบสนองต่อแอนติเจนที่ชักนำให้เกิดการแพ้และการอักเสบ


8 สรรพคุณของฝรั่ง 1. ช่วยระงับกลิ่นปาก ใบฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psidium guajava L. ในใบฝรั่งมีน้ำมันหอมระเหยหลาย ชนิดจึงสามารถช่วยระงับกลิ่นปากได้ดี โดยเฉพาะปัญหากลิ่นปากที่เกิดจากฟันผุ เหงือกอักเสบ เศษอาหารเน่าค้าง หรือกลิ่นปากจากการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง 2. บรรเทาอาการปวดฟันจากเหงือกอักเสบ จากการศึกษาของคณะเภสัชพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ผู้ป่วยจำนวน 70 คนที่ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดอาการอักเสบของเหงือกและ บรรเทาอาการปวดฟันจากเหงือกอักเสบได้ร้อยละ 19.8 เนื่องจากในใบฝรั่งมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบได้ 3. ลดการบีบตัวของลำไส้ แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ใบฝรั่งมีเควอร์ซิทิน (Quercetin) และ Quercetin-3arabinoside มีฤทธิ์ยับยั้งแอซิติล โคลีน (Acetylcholine) จึงช่วยให้หยุดถ่าย และสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ พยาธิที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ท้องร่วงได้ 4. ต้านเซลล์มะเร็ง ผลการวิจัยพบว่า สารสกัดจากใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งไฟโบรซาร์โคมา (Fibrosarcoma) และช่วยต้านเชื้อเซลล์มะเร็งเต้านมได้ 5. ลดอาการปวดประจำเดือน ใบฝรั่งที่สกัดจากสารเอทานอล จะมีสารฟลาโวนอยด์ผสมอยู่ด้วย ซึ่งสารนี้จะช่วยต้าน อนุมูลอิสระ และลดอาการปวดประจำเดือนได้ โดยแนะนำให้นำใบฝรั่งสดล้างสะอาดไปแช่น้ำไว้สักครู่ ก่อนนำน้ำที่แช่ฝรั่งมาจิบทีละน้อย ทว่าสรรพคุณของใบฝรั่งข้อนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่กินยาคุมกำเนิด หรือผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน 6. รักษาสิว ใบฝรั่งมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย และอุดมไปด้วยวิตามินซี เหมาะสำหรับการรักษาสิวและลดริ้วรอยด่างดำจากสิวได้


9 3. ความรู้เกี่ยวกับบัวบก ภาพประกอบที่ 2.3 บัวบก ที่มา : https://th.images.search.yahoo.com ชื่อสามัญ : Gotu kola ชื่อวิทยาศาสตร์: Centella asiatica (L.) Urb. จัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE) ถิ่นกำเนิดของใบบัวบก บัวบกหรือใบบัวบก มีถิ่นกำเนิดเดิมในทวีปแอฟริกาใต้ ต่อมาจึงถูกนำเข้ามาปลูกในอินเดีย ประเทศอเมริกาใต้ อเมริกากลาง รวมถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียเหนือ ปัจจุบัน แพร่แพร่กระจายทั่วโลก ทั้งในประเทศเขตร้อน และเขตอบอุ่น พบแพร่กระจายในประเทศ แถบอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเรื่อยมาจนถึงทุกประเทศในเอเชีย ส่วนประเทศไทยพบบัวบกขึ้นใน ทุกภาค ลักษณะพฤกษศาสตร์ ลำต้น – บัวบกเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นเป็นไหล(stolen) เลื้อยไปตามพื้นดินหรือ อยู่ด้านล่างหน้าผิวดิน ไหลมีลักษณะทรงกลม ไหลอ่อนมีสีขาว ไหลแก่มีสีน้ำตาล ขนาดประมาณ 0.2- 0.4 มิลลิเมตร ยาวได้มากกว่า 1 เมตร ไหลมีลักษณะเป็นข้อปล้อง บริเวณข้อเป็นจุดแทงออกของก้าน ใบ ส่วนด้านล่างของข้อมีรากแขนงแทงลึกลงดิน และแต่ละข้อแตกแขนงแยกไหลไปเรื่อยๆ ทำให้ต้น บัวบกขึ้นปกคลุมพื้นที่โดยรอบได้อย่างหนาทึบ ใบ – ใบบัวบกออกเป็นใบเดี่ยว และออกเป็นกระจุกจำนวนหลายใบบริเวณข้อ แต่ละข้อมีใบ 2-10 ใบ ใบประกอบด้วยก้านใบที่แทงตั้งตรงจากข้อ ก้านใบสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีลักษณะ ทรงกลม สีเขียวอ่อน ถัดมาเป็นแผ่นใบที่เชื่อมติดกับก้านใบบริเวณตรงกลางของใบ ฐานใบโค้งเว้าเข้า หากัน แผ่นใบมีรูปทรงกลมหรือมีรูปร่างคล้ายไต ขอบใบหยัก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-4


10 เซนติเมตร แผ่นใบด้านใบเรียบ สีเขียวสด แผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นๆปกคลุม และมีสีเขียวจางกว่า ด้านบน ขอบใบหยักเป็นคลื่น ดอก – ดอกบัวบกออกเป็นช่อที่ซอกใบของข้อ ช่อดอกมีรูปทรงช่อคล้ายร่ม อาจมีช่อเดี่ยว หรือมีประมาณ 2-5ช่อ แต่ละช่อมประมาณ 3-4 ดอก มีก้านช่อดอกยาวทรงกลม ขนาดเล็ก ประมาณ 0.5-5 เซนติเมตร ส่วนกลีบดอกมีสีขาว ตรงกลางมีเกสรตัวผู้ขนาดสั้น ผล และเมล็ด – ผลมีขนาดเล็ก มีลักษณะกลมแบน ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร เปลือกเมล็ด แข็ง มีสีเขียวหรือม่วงน้ำตาล สารสำคัญของใบบัวบก สารออกฤทธิ์ที่สำคัญในบัวบก ได้แก่ กลุ่มสารประกอบเทอร์พีนอยด์ (Terpenoids Compound) ประกอบด้วยสารประกอบ 2 กลุ่มคือ 1) สารประกอบโมโนและเซสควิเทอร์ปีน (Mono and Sesquiterpene Compounds) และ2) สารประกอบ ไตรเทอร์ปีน(Triterpene Compound) สารประกอบไตรเทอร์ปีนเป็นสารประกอบที่พบมากที่สุดในใบบัวบก สารประกอบหลัก ของไตรเทอร์ปีนในบัวบกประกอบด้วยสารหลัก 4 ชนิด คือ มาเดคาสโซไซด์ (Madecassoside) อะเซียติโคไซด์ (Asiaticoside) กรดมาเดคาสสิก (Madecassic Acid) และกรดอะเซียติก (Asiatic Acid) นอกจากสารไตรเทอร์ปีนทั้ง 4 ชนิดข้างต้นแล้ว ในบัวบกยังพบสารประกอบไตรเทอร์ปีนชนิด อื่น ๆ อีกได้แก่ 6-เบต้า-ไฮดรอกซีอะเซียติก กรดเทอร์มิโนลิก กรดบรามิก บราโมไซด์เซ็นเทลโลไซด์ กรดเซ็นโทอิก และบรามิโนไซด์เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ไกลไซด์(Flavonoid Glycosides) กลุ่มกรดอะมิโนอิสระ (Free Amino Acid) และกลุ่มสารประกอบพอลีอะซีติลเลนิค (Polyacetylenic Compounds) อีกด้วย สารสำคัญที่สกัดได้จากใบบัวบก คือ Madecassic acid, Asiatic acid, Asiaticoside, madecassoside เป็นต้น สารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น มีฤทธิ์ในการฆ่า เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุให้เกิดหนอง ฆ่าเชื้อราและลดการอักเสบ ฤทธิ์ในการป้องกันระบบประสาท รักษาแผลในกระเพาะอาหาร และการลดความดันโลหิต เป็นต้น สรรพคุณของใบบัวบก 1. ขับพิษร้อน และความขึ้น สามารถบรรเทาได้ด้วยการรับประทานใบบัวบก เนื่องจากใบบัวบกนั้นมีฤทธิ์ขมเย็น สามารถ ช่วยสลายความชื้นในร่างกายและขับความร้อนออกมาได้ แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากรับประทานมาก ๆ อาจจะทำให้ร่างกายเย็นจนเกินไปและเป็นอันตรายได้ 2. สมานแผลและรักษาโรคผิวหนัง ในสารสำคัญที่ส่งผลให้ใบบัวบกกลายเป็นสมุนไพรที่มากสรรพคุณก็คือสารไตรเตอร์นอยด์ (Triterpenoids) และสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่มีการศึกษากับสัตว์แล้วพบว่าสามารถช่วย


11 สมานบาดแผลได้ สารดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับบาดแผล และช่วย กระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปยังบริเวณบาดแผลมากขึ้น ส่งผลให้บาดแผลค่อยๆ หายดีขึ้นในระยะเวลา ที่น้อยลง แก้ปัญหาเส้นเลือดขอด เมื่อหลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นก็ทำให้หลอดเลือดดำเกิดการ ฉีกขาด และทำให้เลือดไหลออกมาคั่งอยู่บริเวณขา เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวมที่เรียกว่าอาการ เส้นเลือดขอด 3. ลดอาการบวม อาการบวมช้ำมีสาเหตุมาจากการที่ระบบไหลเวียนเลือดบริเวณดังกล่าวทำงานผลให้เกิด อาการคั่งของเลือด การรับประทานใบบัวบกไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำแบบที่เป็นสารสกัดแคปซูล สามารถ ช่วยลดอาการบวมช้ำบริเวณบาดแผลได้ รวมทั้งยังลดอาการอักเสบที่ทำให้เกิดอาการบวมได้ 4. รักษาอาการติดเชื้อ ใบบัวบกเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ช่วยรักษาโรคไข้หวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมช่วย รักษาอาการติดเชื้อในบาดแผลและในทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งอาการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ 5. รักษาโรคหนังแข็ง เนื่องจากใบบัวบก มีฤทธิ์ในการลดอาการอักเสบต่าง ๆ ในร่างกาย จึงสามารถใช้บรรเทา อาการของผู้ป่วยโรคหนังแข็งได้ โดยมีการศึกษากับผู้หญิง 13 คนที่มีอาการของโรคหนังแข็งพบว่า การใช้ใบบัวบกสามารถลดอาการปวดตามข้อ และลดการเกิดหนังแข็ง รวมทั้งทำให้การเคลื่อนไหว ของนิ้วมือเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่แพทย์ควบคุมเท่านั้น


12 4. แผ่นห้ามเลือด ภาพประกอบที่ 2.4 แผ่นห้ามเลือด ที่มา https://www.scimath.org/article-biology/item/3401-2013-03-06-06-58-31 แม้ร่างกายจะมีกลไกการห้ามเลือดตามธรรมชาติอยู่ แต่การปฐมพยาบาลเพื่อห้ามเลือดยังคง เป็นสิ่งจำเป็น วิธีห้ามเลือดที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกันคือ การกดแผล การกดเส้นเลือดแดงเหนือแผล การใช้สายรัด นอกจากวิธีทั่วไปเหล่านี้วงการแพทย์ยังพยายามพัฒนาวิธีห้ามเลือดแบบใหม่ออกมา เพื่อช่วยชีวิตผู้คน ซึ่งการใช้แผ่นปิดแผลห้ามเลือดก็เป็นเทคโนโลยีการห้ามเลือดแบบหนึ่งที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน คนทั่วไปอาจนึกว่า การใช้แผ่นปิดห้ามเลือดเป็นวิธีห้ามเลือดแบบใหม่ แต่ความจริงการ พัฒนาวัสดุห้ามเลือดเริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1909 แล้ว โดยนายเบอร์เจล (Bergel) ได้ทำการทดลอง และรายงานว่า ผงไฟบริน (fibrin – โปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกายที่ทำให้เลือดแข็งตัว) มีสมบัติช่วยห้าม เลือดได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1938 นักวิทยาศาสตร์สามารถสกัดสารทรอมบิน (thrombin) ให้บริสุทธิ์ได้ จึงนำไปผสมกับสารไฟบรินทำแผ่นปิดแผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดผิวหนังให้แผ่นปิดแผลที่ปลูก ถ่ายให้ทหารที่โดนไฟลวก การใช้แผ่นปิดแผลที่มีสารไฟบริน และสารทรอมบินเป็นองค์ประกอบเป็นที่ ยอมรับของประเทศแถบยุโรปตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 แต่ไม่ได้รับการยอมรับในประเทศ สหรัฐอเมริกา เนื่องจากวงการแพทย์อเมริกันกังวลถึงโอกาสการติดเชื้อจากแผ่นปิดแผล กระทั่งถึงปี ค.ศ. 1998 องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (Food and Drug Administration, FDA) จึงให้การ รับรองผลิตภัณฑ์แผ่นปิดแผลยี่ห้อ Tisseel® ที่ผ่านการตรวจ และอนุมัติให้จำหน่ายในประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นยี่ห้อแรก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีการเตรียมแผ่นปิดแผลห้ามเลือดไม่ใช่ เทคโนโลยีใหม่ ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์นี้ก็มีราคาสูง และประเทศไทยยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้เสมอภาค


13 แผ่นปิดแผลห้ามเลือดฝีมือนักวิจัยไทย ดร.วนิดา จันทร์วิกูล นักวิจัย และทีมวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ มีความสนใจและศึกษาการนำไคติน/ ไคโตซานมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นเพื่อเตรียมวัสดุห้ามเลือดนานแล้ว โดยเฉพาะอนุพันธ์ของไคโตซานที่ชื่อ สารคาร์บอกซีเมทิลไคโตซาน (carboxymethyl chitosan) เนื่องจากอนุพันธ์ของสารนี้มีสมบัติโดดเด่นหลายอย่าง เช่น ช่วยเร่งการแข็งตัวของเลือด สามารถ ละลายน้ำได้ มีความเป็นพิษต่ำ มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ และย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ หลังจาก ดำเนินการวิจัยและพัฒนามาระยะหนึ่ง ดร.วนิดา และทีมวิจัยก็สามารถพัฒนาต้นแบบแผ่นห้ามเลือด สำหรับแผลภายนอกสำเร็จ และได้ร่วมมือกับทีมแพทย์จากโรงพยาบาลอ่างทอง จ.อ่างทอง ใน การศึกษาประสิทธิภาพการห้ามเลือดของผลิตภัณฑ์โดยการทดลองใช้จริง เพื่อเปรียบเทียบกับแผ่นปิด แผลห้ามเลือดที่มีการจำหน่าย 2 ชนิด โดยแผ่นห้ามเลือดต้นแบบถูกนำมาใช้กับแผล split thickness skin graft donor site ในผู้ป่วย/ผู้บาดเจ็บที่มีการปลูกถ่ายผิวหนังได้ดี ทีมวิจัยและทีมแพทย์ได้ ทดลองใช้แผ่นปิดแผลห้ามเลือดกับผู้ป่วย 12 ราย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา พบว่าวัสดุต้นแบบที่พัฒนาขึ้นมาสามารถดูดซับเลือดได้ดี สามารถหยุดเลือดได้ดีกว่า วัสดุห้ามเลือดที่มีการจำหน่ายทั้ง 2 ชนิด และไม่ต้องใช้ผ้าก๊อซปิดทับวัสดุปริมาณมาก นอกจากนี้ เนื่องจากแผ่นปิดแผลต้นแบบมีความสามารถในการดูดซับเลือดดีจึงช่วยให้แผลมีสภาพแห้ง และ สัมผัสกับวัสดุได้ดี ส่งผลให้ประสิทธิภาพการห้ามเลือดดียิ่งขึ้น ในปัจจุบันทีมวิจัยกำลังทำการทดสอบ แผ่นปิดแผลห้ามเลือดภายนอกเพิ่มเติมเพื่อเก็บข้อมูลให้ครบจำนวน 20 ราย และในขณะเดียวกันก็ กำลังติดต่อภาคเอกชนที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัสดุห้ามเลือดนี้ เพื่อนำไปผลิตใช้จริงกับ ผู้ป่วยในอนาคต


14 5. ความรู้เกี่ยวกับสารฟลาโวนอยด์(Flavonoid) ภาพประกอบที่2.5 โครงสร้างพันธะของสารฟลาโวนอยด์ ที่มา https://st-chem-phytochemicals.blogspot.com/2018/12/test2.html ฟลาโวนอยด์(Flavonoid) เป็นสารประกอบพินอลิก (phenolic compounds) ประเภทพอลิพินอล (polyphenoi) พบในพืชผักผลไม้ได้ทั่วไป มีชนิดและปริมาณที่แตกต่างกันขึ้นอยู่ กับชนิดของพืชผลไม้นั้น ๆ สารประกอบฟลาโวนอยด์เป็นสารเมแทบอไลท์ขั้นทุติยภูมิในพืช สร้างจาก กรดอะมิโนที่มีวงแหวน ได้แก่ ฟีนิลอะละนีน (phenylalanine) ไทโรซีน (tyrosine) และมาโลเนท (malonate) โดยทำหน้าที่เป็นสารสีที่สำคัญในพืชช่วยในการรองรับรังสีอัลตราไวเลตและการช่วยตรึง ในโตรเจน สารประกอบฟลาโวนอยด์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ประกอบด้วยหมู่ซุปเปอร์ออกไซด์และ หมู่ไฮดรอกซิล ที่สามารถป้องกันการเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ อันเนื่องมาจากอนุมูลอิสระที่ได้มาจาก ปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) อีกทั้งพบว่า ฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อราและ ต้านไวรัส ซึ่งฟลาโวนอยด์นั้นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าชนิดอื่นแต่ก็ต้องขึ้นอยู่ กับโครงสร้างทางเคมีของสารนั้นด้วย คุณสมบัติที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบันของฟลาโว นอยด์ คือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงรวมทั้งคุณสมบัติในการช่วยลดการอักเสบ การยับยั้งเอนไซม์ การต้านอนุมูลอิสระ การบำรุงหลอดเลือด และการยับยั้งการเกิดเนื้องอก สารประกอบฟลาโวนอยด์สามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยตามตำแหน่งของหมู่ฟังก์ชันซึ่งแทนที่ใน โครงสร้าง พื้นฐาน ได้เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1) ฟลาโวนอล (flavonols) เช่น เคอร์ซิติ (quercetin), แคมป์เฟอรอล (kaempferol), ไมริซิ ติน (myricetin) 2) ฟลาโวน (flavones) เช่น ลูติโอลิน (luteolin), อาพิจินิน (apigenin), ไครซิน (chrysin)


15 3) ฟลาวาโนน (flavanones) เช่น เฮสเพอริติน (hesperetin), นารินจินิน (naringenin), อีริ โอดิคทิออล (eriodictyol) 4) ฟลาวานอล (flavanols) เช่น แคทิชิน (catechin), แกลโลแคทิชิน (gallocatechin), อีพิ แคทิชิน (epicatechin), อีพิแกลโลแคทิชิน (epigallocatechin), อีพิแคทิชิน-3-แกลเลต (epicatechin-3-gallate), อิพิแกลโลแคทิชิน-3-แกลเลต (epigallocatechin-3-gallate) 5) ฟลาวาโนนอล (flavanonols) เช่น แทกซิโฟลิน (taxifolin) 6) ไอโซฟลาโวน (isoflavones) เช่น เดดซีน (daidzein), จีนิสตีน (genistein), ไกลซิตีน (glycitein), ฟอร์โมโนเนติน (formononetin) 7) แอนโธไซยานิดิน (anthocyanidins) เช่น ไซยานิดิน (cyanidin), เดลฟินิดิน (delphinidin) มาลวิดิน (malvidin), พีลาร์โกนิดิน (pelargonidin), พีโอนิดิน (peonidin), พีทูนิดิ (petunidin) ประโยชน์ของฟลาโวนอยด์(ด้านสุขภาพ) ฟลาโวนอยด์ เป็นสารพฤกษเคมีที่มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระพบในเม็ดสีชนิดละลายใน น้ำของผัก ผลไม้เมล็ดธัญพืช ใบไม้และเปลือกไม้ฟลาโวนอยด์มีอยู่มากมายหลายชนิด และพืชแต่ละ ชนิดจะมีฟลาโวนอยด์แต่ละประเภทในความเข้มข้นที่ต่างกันไป แท้จริงแล้วมีการศึกษาหลายชิ้น พบว่าฟลาโวนอยด์บางชนิด มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระเหนือกว่าวิตามินซีหรือวิตามินอีถึง 50 เท่า และฟลาโวนอยด์ในองุ่นแดง มีความสามารถในการยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันแอลดี แอล (LDL-fat) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการอุดตันของ เส้นเลือดแดงและการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาด เลือดมากกว่าวิตามินอีถึงกว่าหนึ่งพันเท่าฟลาโวนอยด์ชนิดต่างๆ ที่พบบางส่วนมีดังนี้1) แคเทคิน (Catechin) เป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลพอลิฟีนอล-ฟลาโวนอยด์มีคุณสมบัติในการยับยั้ง การ เจริญเติบโตของแบคทีเรียกลุ่มสแตฟไฟโลคอกคัส (Staphylococcus) ซึ่งดื้อต่อยาหลายชนิด การติด เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้แคเทคินยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ของผู้ที่รับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง และยังช่วยป้องกันฟันผุและโรคเหงือกได้อีกด้วย ยังมี หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พบว่า แคเทคินอาจช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็ง ปอดช่วยป้องกันการทำลายของดีเอ็นเอ (DNA) จากอนุมูลอิสระ และยังช่วยชะลอการเกิดของโรค หลอดเลือดแดงแข็งตัว แคเทคินพบมาในชาเขียว องุ่น (น้ำองุ่น, ไวน์องุ่น) 2) เรสเวอราทรอล (Resveratrol ) สมาชิกสำคัญอีกหนึ่งจากตระกูลพอลิฟีนอลฟลาโวนอยด์มีการศึกษา พบว่า มันช่วย ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบ โดยการยับยั้งการก่อตัวของลิ่มเลือดและไขมัน ชนิดแอลดีแอล (LDL) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีและยังพบว่า มันยังช่วยยับยั้งการสร้าง เซลล์มะเร็ง และสามารถเปลี่ยนเซลล์มะเร็งร้ายให้กลับคืนเป็นเซลล์ปกติได้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เรสเวอราทรอลพบในในผิวและเมล็ดขององุ่น (ไวน์แดง) และถั่วลิสง 3) โปรแอนโทไซยานิดินส์และ


16 แอนโทไซยานิดินส์ (Proanthocyanidins & Anthocyanidins, PCOs) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โอลิ โกเมอริกโปรแอนโทไซยานิดินส์(OPCs) ฟลาโวนอยด์เหล่านี้เป็นผู้คุ้มกันผนังหลอดเลือด ที่ทรงพลัง และยังโดดเด่นในการเชื่อมโยงและสร้างความแข็งแรงให้เส้นสายโปรตีนคอลลาเจน โดยเฉพาะคอลลา เจน บริเวณเนื้อเยื้ออ่อน เส้นเอ็น และกระดูก ด้วยเหตุผลดังกล่าว OPCs จึงช่วยส่งเสริมการไหลเวียน ของเลือดไปหล่อเลี้ยงต่อม และอวัยวะทั่วร่างกายซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกัน และรักษาโรคช่วย รักษาเส้นเลือดฝอยที่เปราะแตกง่าย เช่น อาการฟกช้ำ เส้นเลือดขอดบริเวณขา และริดสีดวงทวาร และยังมีส่วนสำคัญในการป้องกัน โรคกระดูกพรุน OPCs มีคุณสมบัติการละลายน้ำได้ดีส่งผลให้ช่วย ต่อสู้กับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในของเหลวรอบเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หนึ่งในไม่กี่ตัวที่สามารถผ่านระบบกันระหว่างเส้นเลือดกับสมองได้ ดังนั้น มันจึงสามารถช่วยป้องกัน สมองและเนื้อเยื่อประสาทจากการเข้าทำลายของอนุมูลอิสระได้พบมากในสารสกัดจากเมล็ดองุ่น และเปลือกสน 6. กลไกการแข็งตัวของเลือด เมื่อร่างกายเกิดบาดแผล เกล็ดเลือดที่อยู่ภายในหลอดเลือดจะรวมตัวกันบริเวณที่หลอดเลือด มีการฉีกขาด แล้วจะคอยอุดบาดแผลไว้ จากนั้นจะหลั่งสาร Thromboplastinกระตุ้นให้ Prothrombin เปลี่ยนเป็น Thrombin โดยอาศัยThromboplastin และธาตุแคลเซียมร่วมกับปัจจัย อื่นๆ จากนั้น Thrombin จะกลายเป็น Fibrinogen และ Fibrinogen จะเปลี่ยนเป็น Fibrin ซึ่ง Fibrin จะมีลักษณะเป็นเส้นใยทำหน้าที่บีบรัดแผลให้ปิด โดยจะมีserum ซึมออกมาจากแผลบางส่วน กระบวนการการแข็งตัวของเลือดเป็นกระบวนการที่มีการคงอยู่ในระบบพันธุกรรมสูงมาก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดมีกลไกการแข็งตัวของเลือดที่ได้รับการพัฒนาสูง กระบวนการนี้ประกอบ ขึ้นจากสองส่วนคือส่วนของเซลล์ (เกล็ดเลือด) และส่วนของโปรตีน (ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด) ระบบการแข็งตัวของเลือดในมนุษย์ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างมาก จึงเป็นที่เข้าใจมากที่สุด กลไกการแข็งตัวของเลือดเริ่มต้นขึ้นแทบจะทันทีที่เกิดการบาดเจ็บต่อหลอดเลือด เกิดการ เว้าแหว่งของผนังหลอดเลือด เมื่อเลือดได้สัมผัสกับโปรตีนที่อยู่นอกหลอดเลือด เช่น tissue factor ก็ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเกล็ดเลือดและไฟบริโนเจนซึ่งเป็นปัจจัยการแข็งตัวของเลือดตัวหนึ่ง เกล็ดเลือดจะมาจับที่จุดบาดเจ็บทันที เป็นกระบวนการห้ามเลือดขั้นปฐมภูมิจากนั้นกระบวนการห้าม เลือดขั้นทุติยภูมิก็จะเริ่มขึ้นพร้อมๆ กัน โปรตีนต่างๆ ในเลือดที่รวมเรียกว่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือด จะมีการกระตุ้นปฏิกิริยาอย่างเป็นลำดับและซับซ้อน จนสุดท้ายแล้วทำให้เกิดเส้นใยไฟบรินขึ้น ซึ่งจะ เสริมความแข็งแรงของก้อนเกล็ดเลือดที่จับกันอยู่


17 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง Shufen. et al (2009) ได้ใช้ HS-SPME โดยวิเคราะห์ด้วย GC-MS ได้ส่วนประกอบ ของสารสกัดจากใบสาบเสือ (Eupatorium odoratum). HS-SPME ได้บอกถึงส่วนประกอบ ของสารสกัด เวลา อุณหภูมิ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในสภาวะที่เหมาะสม สารที่จำเป็นในการใช้ วิเคราะห์ ได้แก่ DVB, CAR, PDMS พบว่าสามารถวิเคราะห์ได้ 99 ชนิด มีอยู่ 12 ชนิด ที่สารให้ค่าการดูดกลืนแสงสูงสุด เช่น cyprotene, calacorene, cadaleneฯลฯ เป็นต้น Debashisha. et al. (2010) ได้ทำการศึกษาให้ความสนใจในการผลิตยา เพื่อรักษาอาการ ป่วยของโรคต่างๆ ในประเทศที่กำลังพัฒนาผู้คนส่วนใหญ่มักป่วยเป็นโรคหอบ โรคโลหิตจาง โรคปอด อักเสบ และโรคขาดสารอาหารในเด็ก ซึ่งมีการรักษาทางกายภาพทางเคมี เพื่อทำให้ประสิทธิภาพของ การรักษาดีขึ้น ได้เล็งเห็นพืชสมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงนำมาศึกษาในการรักษาโรค โดย ศึกษาสารสกัดจากสาบเสือสด (chromolaena odorata) ที่สกัดด้วย methanolic acid พบว่า ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการรักษาทางกายภาพและทางเคมี จรูญและคณะ (2551) ได้ทำการศึกษาการใช้สาบเสือรักษาบาดแผลจากการตอนใน ลูกสุกร โดยทำการเปรียบเทียบผลของการใช้สารสกัดหยาบ โดยการคั้นจากใบสดของสาบเสือที่มีต่อ การหายของบาดแผลจากการตอนลูกสุกร วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ในบล็อกมี 4 ทรีต เมนท์ คือ ยาทิงเจอร์ไอโอดีน (ควบคุม) สารสกัดหยาบจากใบอ่อน ใบแก่ และใบรวม(ใบอ่อน+ใบแก่) หน่วยทดลองคือลูกสุกรเพศผู้จำนวน 136 ตัว ที่ได้จากแม่สุกรจำนวน 34 ตัว ผลการทคลองพบว่า จำนวนวันที่ผาดแผลหายหลังจากการตอนเฉลี่ยของกลุ่มลูกสุกรที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดหยาบ จากใบอ่อน ใบแก่ และใบรวม ต่ำกว่ากลุ่มลูกสุกรที่ได้รับยาทิงเจอร์ ไอโอดีนอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทาง สถิติคือ 8.16, 7.91, 7.79 และ 8.91 วัน ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าสารสกัดหยาบจากใบสาบเสือ สามารถใช้ทดแทนยาทิงเจอร์ไอโอดีนในการรักษาบาดแผลจากการตอนในลูกสุกร อุไลพรและสาคร (2551) ได้ศึกษาการเตรียมแผ่นยาผสมสารสกัดจากใบสาบเสือที่เหมาะ สำหรับการนำไปใช้ห้ามเลือดและป้องกันการติดเชื้อของบาดแผลในคน โดยนำผงสาบเสือแห้งมาสกัด ด้วยน้ำ หรือ 95 % เอทานอล และนำสารสกัดไปทดสอบฤทธิ์ในการกระตุ้นการแข็งตัวของเลือดและ ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ Staphylococcus aureus พบว่าสารสกัดด้วยน้ำสามารถกระตุ้นการ แข็งตัวของเลือดได้ทั้งทาง extrinsic และ intrinsic pathway และมีฤทธิ์ดีกว่าสารสกัดด้วย 95 % เอทานอล เมื่อนำแผ่นซับแผลและแผ่นไฮโดรเจลที่ผสมสารสกัดด้วยน้ำของใบสาบเสือที่ความเข้มข้น 20 และ 50 mg/m3 ตามลำดับ มาทดสอบฤทธิ์กระตุ้นการแข็งตัวของเลือด พบว่าแผ่นยาทั้งสองชนิด สามารถลดเวลาการแข็งตัวของเลือดในหลอดทดลองได้ ศศิธรและคณะ (2554) ศึกษาการพัฒนาการใช้สมุนไพรใบสาบเสือเพื่อห้ามเลือดใน รูปแบบแผ่นแปะ เป็นการศึกษากึ่งทดลอง (Quasi experimental research) และสำรวจ (Survey


18 research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรรมวิธีการสกัดสารสำคัญจากใบสาบเสือศึกษาวิธีการกักเก็บ สารสำคัญของใบสาบเสือในแผ่นแปะ พัฒนาสร้างสรรค์รูปแบบเภสัชภัณฑ์สำหรับแผ่นแปะ และ ศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบเภสัชภัณฑ์ในการห้ามเลือดและรักษาบาดแผลในกลุ่มตัวอย่าง เพื่อ เป็นแนวทางในการนำเภสัชภัณฑ์ที่ได้ไปทดลองใช้กับบาดแผลจริงในมนุษย์ต่อไปในอนาคตและเป็น แนวทางในการศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบแผ่นแปะให้ได้มาตรฐานต่อไป ใบสาบเสือ (Chromolaena odorata Linn.) ที่บ้านท่าสะอาด ตำบลคาสร้างเที่ยง อำเภอสามชัย จังหวัดกาพ สินธุ์ โดยเก็บในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่สมุนไพรเจริญเติบโตเต็มที่ มีใบที่ไม่แก่และไม่อ่อน จนเกินไปหรือที่เรียกว่า ใบเพสลาด นำมาล้างทาความสะอาดและตากให้แห้งด้วยลม เป็นเวลา 3 วัน จากนั้นนามาเข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที นำใบสาบเสือที่อบแล้วไปบด ละเบดละเอียดด้วยโกร่งบด จากนั้นนำไปสกัดสาระสำคัญด้วยวิธีการหมัก โดยใช้เอทานอล (ethanol) 95% อัตราส่วนเอทานอลต่อใบสาบเสือบดละเอียดคือ 5 : 1 เป็นเวลา 12 ชั่วโมง นำสารสำคัญที่ได้กักเก็บในแผ่นแปะนำเภสัชภัณฑ์ในรูปแบบแผ่นแปะที่ได้ ออกสำรวจ ความพึงพอใจ โดยใช้แบบสอบถาม มีประชากรคือ นิสิตแพทย์แผนไทยประยุกต์ชั้นปีที่ 1 และ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มประชากรทั้งหมดคือ นิสิตแพทย์ แผนไทยประยุกต์ ชั้นปีที่ 1 และ 2 ทุกคน จำนวน 67 คน ซึ่งทุกคนให้ความร่วมมือในการตอบ แบบสอบถาม วิเคราะห์ ข้อมูลพื้นฐานโดยใช้สถิติ ร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจต่อแผ่นแปะสาบเสือห้ามเลือดโดยใช้ สถิติ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นิสิตแพทย์แผนไทยประยุกต์ชั้นปีที่ 1 และ 2 คณะ แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีความพึงพอใจต่อแผ่นแปะสาบเสือตามเลือดในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( X= 4.40) ปริญญาและคณะ (2563) ได้ศึกษาพัฒนาสูตรตำรับผลิตภัณฑ์ ในรูปแบบพลาส เตอร์ที่มีสารสกัดใบสาบเสือ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ปิดแผลที่มีความสามารถในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ในการสมานแผล ในขั้นต้นสารสกัดสาบเสือถูกสกัดจากส่วนใบ ด้วยวิธีหมัก ในเอทานอล 95 เปอร์เซ็นต์สารสกัดที่ได้ถูกพิสูจน์เอกลักษณ์ด้วยการเปรียบเทียบ สารสำคัญกับสาร มาตราฐาน Gallic acid, Quercetin และ Apigenin สารสกัดจากใบสาบเสือ ที่สกัดได้สามารถยับยั้ง การเจริญของเชื้อ S. aureus และ S. epidermidis ที่ค่า MIC 0.25 mg/ml และ MBC 0.5 mg/ml และผลการทดสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ มีค่า IC50 (inhibitory concentration ที่ 50%) ของ การทดสอบ ABTS assay มีค่า 88.31 µg/mL และ IC50 ของการทดสอบ DPPH assay มีค่า 143.92 µg/mL และทดสอบการแข็งตัวของเลือดสารสกัดใบสาบเสือ ตั้งแต่ความเข้มข้น 0.0625 mg/mL ถึง 1 mg/ml แสดงมีฤทธิ์ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ จากนั้นปัจจัยที่ส่งผลต่อสมบัติของ ผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลแบบเหลวอันประกอบด้วย ความเข้มข้นที่เหมาะสมของพอลิเมอร์ การหาชนิดและปริมาณของตัวทำละลายและพลาสติกไซเซอร์ และการเติมสารสกัด ใบสาบเสือลงใน สูตรตำรับที่เหมาะสม ถูกนำมาศึกษาเพื่อหาสูตรที่เหมาะสมที่สุด โดยตำรับที่ดีที่สุด (Plastoid® B 30: Ethyl acetate 41: Isopropyl alcohol 27: PEG400 2% w/w) สามารถก่อตัว เป็นฟิล์มได้เร็ว


19 ฟิล์มที่ได้มีความยืดหยุ่น (0.001653 MPa ±0.000362) และสามารถยับยั้งเชื้อ S. aureus, S. Epidermidis ได้ที่ความเข้มข้นสารสกัด 2 mg/ml จากผลการทดลองนี้แสดงให้เห็น ถึงความเป็นไป ได้ในการนำสารสกัดจากใบสาบเสือ ซึ่งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติในการใช้เป็น สารสำคัญสำหรับเติม ในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลแบบเหลว และเพิ่มประสิทธิภาพในการสมานแผล และต้านเชื้อ แบคทีเรียบนผิวหนังได้


16 บทที่ 3 วิธีดำเนินการ การเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง คณะผู้จัดทำดำเนินการศึกษา เป็นขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้ 3.1 วัสดุและอุปกรณ์ 3.2 ขั้นตอนการดำเนินการ 3.1 อุปกรณ์ และสารเคมี 3.1.1 สารเคมี 1. ผงหยาบของใบสาบเสือ 6 กรัม 2. ผงหยาบของใบบัวบก 6 กรัม 3. ผงหยาบของใบฝรั่ง 6 กรัม 4. เอทานอล (ethanol) 45 มิลลิลิตร 5. กรดซัลฟิวริก (sulfuric acid) 2 มิลลิลิตร 6. แมกนีเซียม (magnesium) 0.02 กรัม 7. เจลาติน 30 กรัม 8. น้ำกลั่น 150 มิลลิลิตร 9. ตัวอย่างเลือด 3.1.2 อุปกรณ์ 1. ผ้าขาวบาง 2. โกร่งบดสาร 3. เครื่องชั่ง 4. มีด 5. นาฬิกาจับเวลา 6. จานเพาะเชื้อ 7. บีกเกอร์ beaker 8. หลอดหยด dropper 9. หลอดทดลอง 10. ตะแกรงหลอดทดลอง 3.2 สารสกัดจากใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง 3.2.1 การเตรียมใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง เก็บบริเวณพื้นที่ในชุมชนที่อยู่อาศัย อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว โดยใช้ส่วนของใบทั้งใบแก่และใบอ่อน ซึ่งจะนำมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำ แล้ว นำไปตากแดดให้ใบทั้งสามชนิดแห้ง เป็นระยะเวลา 3 วัน จากนั้นทำการบดใบสาบเสือ ใบบัวบก และ


17 ใบฝรั่ง ที่แห้งแล้ว นำสมุนไพรทั้งสามชนิดมาบดให้ละเอียดจนได้เป็นผงหยาบ แล้วชั่งให้ได้ปริมาณ อย่างละ 5 กรัม และหมักด้วยเอทานอล 45 มิลลิลิตร เป็นเวลา 3 วัน ภาพประกอบที่ 3.1 การเตรียมสมุนไพร ภาพประกอบที่ 3.2 การบดสมุนไพรทั้งสามชนิดให้ละเอียด ภาพประกอบที่ 3.3 การหมักด้วยเอทานอล 45 มิลลิลิตร เป็นระยะเวลา 3 วัน


18 3.2.2 การทดสอบสารฟลาโวนอยด์ จากใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง ทดสอบสารฟลาโวนอยด์ด้วยวิธี cyanidin test โดยการชั่งสารบดหยาบ 5 มิลลิกรัมลงใน หลอดทดลอง เติมแมกนีเซียม 0.02 กรัม จากนั้นเติมกรดซัลฟิวริก 2 มิลลิลิตร ลงในหลอดทดลอง ของสารละลายทั้ง 3 ชนิด เขย่าหลอดทดลองให้เข้ากันแล้วสังเกตสี หากเกิดการเปลี่ยนสีจากสีเดิม เป็นสีเหลือง-สีแดง แสดงว่าในสารละลายมีสารฟลาโวนอยด์เป็นองค์ประกอบ ภาพประกอบที่ 3.4 การทดสอบสารฟลาโวนอยด์ จากใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง 3.2.3 การสกัดสารจากใบสาบเสือ ใบฝรั่ง และ ใบบัวบก กรองของเหลวที่ได้ และต้มระเหยให้ตัวทำละลายเอทานอลออกด้วยอุณหภูมิ 60-70 องศา เซลเซียส จะได้สารฟลาโวนอยด์จากสมุนไพรทั้งสามชนิด ภาพประกอบที่ 3.4 การสกัดสารจากใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง


19 3.3 การผลิตแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง 1. เตรียมสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง สารสกัดอย่างละ 20 มิลลิลิตรลงในบีก เกอร์ขนาด 50 มิลลิลิตร ในบีกเกอร์ที่ 1, 2 และ 3 ตามลำดับ 2. นำน้ำกลั่น 50 มิลลิลิตร มาใส่ลงในบีกเกอร์ขนาด 200 มิลลิลิตร ทั้งหมด 3 บีกเกอร์และ ต้มน้ำกลั่นแล้วรอให้น้ำเดือด 3. เตรียมเจลาติน 3 ตัวอย่าง โดยใช้ปริมาณอย่างละ 10 กรัม 4. เมื่อเดือดแล้วเบาไฟและนำสารสกัดจากใบสาบเสือในบีกเกอร์ที่ 1 และเจลาติน 10 กรัม มาใส่ลงในบีกเกอร์ที่มีน้ำกลั่น คนสารให้เป็นเนื้อเดียวกัน 5. เมื่อสารสกัดเริ่มเป็นเนื้อเดียวกันให้ปิดไฟและนำบีกเกอร์ลงมาพักให้พออุ่น แล้วนำมาเท ลงในจานเพาะเชื้อ แล้วนำจานเพาะเชื้อไปแช่ตู้เย็น รอให้สารเริ่มเซ็ตตัวประมาณ 30 นาที 6. นำสารสกัดจากใบบัวบกในบีกเกอร์ที่ 2 และสารสกัดจากใบฝรั่งในบีกเกอร์ที่ 3 มาทำซ้ำ ในขั้นตอนที่ 4 และขั้นตอนที่ 5 โดยเปลี่ยนสารสกัด ดังภาพประกอบที่ 3.5.1 7. เมื่อสารสกัดเซ็ตตัวเรียบร้อย นำมีดมาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความกว้าง 1.5 เซนติเมตร ความยาว 4.5 เซนติเมตร ดังภาพประกอบที่ 3.5.2 ภาพประกอบที่ 3.5.1 สารสกัดใบสาบเสือ ภาพประกอบที่ 3.5.2 แผ่นเจลห้ามเลือด ใบบัวบกและใบฝรั่ง ที่เซ็ตตัวอยู่ในจานเพาะเชื้อ ใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง


20 3.4 การทดสอบฤทธิ์เบื้องต้นต่อการแข็งตัวของเลือด เตรียมจานเพาะเชื้อ 3 ใบ เติมสารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ลงไปปริมาณ 2 มิลลิลิตร จากนั้นหยดเลือดลงบนสารสกัดที่อยู่ในจานเพาะเชื้อทั้งสามใบที่เตรียมไว้ จำนวน 5 หยด สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุก ๆ 1 นาที เป็นเวลา 20 นาที ภาพประกอบที่ 3.6 การทดสอบฤทธิ์เบื้องต้นต่อการแข็งตัวของเลือด 3.5 การทดสอบการแข็งตัวของเลือดเมื่ออยู่บนแผ่นห้ามเลือด เตรียมจานเพาะเชื้อ 3 ใบ นำแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดแต่ละชนิดมาวางบนจานเพาะเชื้อที่ เตรียมไว้ จากนั้นหยดเลือดลงบนแผ่นห้ามเลือดในจานเพาะเชื้อทั้งสามชนิด จำนวน 5 หยด สังเกต การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุก ๆ 1 นาที เป็นเวลา 20 นาที ภาพประกอบที่ 3.7 การทดสอบการแข็งตัวของเลือดเมื่ออยู่บนแผ่นห้ามเลือด


20 บทที่ 4 ผลการดำเนินการ ในการศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ดังนี้1) เพื่อศึกษาคุณสมบัติของใบสาบเสือ ใบบัวบก และ ใบฝรั่ง ต่อการแข็งตัวของเลือด และ 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดที่มีส่วนผสมของ สารสกัดใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง โดยคณะผู้จัดทำแบ่งนำเสนอผลการดำเนินการ โดยแบ่งเป็น 3 ตอน ดังนี้ 4.1 การทดสอบฤทธิ์เบื้องต้นต่อการแข็งตัวของเลือด ตารางที่ 4.1 แสดงผลการทดสอบฤทธิ์เบื้องต้นต่อการแข็งตัวของเลือด สารสกัดชนิดละ 2 cm3 ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเลือด เวลา (นาที) สารสกัดใบสาบเสือ สารสกัดใบบัวบก สารสกัดใบฝรั่ง 1 เลือดมีสีเข้ม เลือดมีสีเข้ม ไม่เปลี่ยนแปลง 2 เลือดแข็งตัว เลือดเป็นลิ่มเลือด เลือดเริ่มมีสีเข้ม 3 ไม่เปลี่ยนแปลง เลือดแข็งตัว เลือดมีสีเข้ม 4 ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เลือดเป็นลิ่มเลือด 5 ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เลือดแข็งตัว 10 ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง 15 ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง 20 ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง จากข้อมูลในตารางที่ 4.1 พบว่า เมื่อนำเลือดไปหยดลงบนสารสกัดใบสาบเสือให้ ประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับสารสกัดใบบัวบก และใบฝรั่ง โดยเลือดมีการแข็งตัวเร็ว ที่สุดใน 2 นาที เนื่องจากสารสกัดใบสาบเสือมีสารฟลาโวนอยด์เป็นจำนวนมากกว่าสารสกัด ใบบัวบก และใบฝรั่ง


21 4.2 การทดสอบการแข็งตัวของเลือดเมื่ออยู่บนแผ่นห้ามเลือด ตารางที่ 4.2 แสดงผลการทดสอบการแข็งตัวของเลือดเมื่ออยู่บนแผ่นห้ามเลือด สารสกัดชนิดละ 2 cm3 ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเลือด เวลา (นาที) สารสกัดใบสาบเสือ สารสกัดใบบัวบก สารสกัดใบฝรั่ง 1 เลือดมีสีเข้ม ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง 2 เลือดเป็นลิ่มเลือด เลือดเริ่มมีสีเข้ม ไม่เปลี่ยนแปลง 3 เลือดแข็งตัว เลือดมีสีเข้ม เลือดเริ่มมีสีเข้ม 4 ไม่เปลี่ยนแปลง เลือดเป็นลิ่มเลือด เลือดมีสีเข้ม 5 ไม่เปลี่ยนแปลง เลือดแข็งตัว เลือดเป็นลิ่มเลือด 10 ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เลือดแข็งตัว 15 ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง 20 ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง จากข้อมูลในตารางที่ 4.2 พบว่า เมื่อนำเลือดไปหยดลงบนแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบ สาบเสือ ให้ประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัด ใบบัวบกและใบ ฝรั่ง โดยเลือดมีการแข็งตัวเร็วที่สุดใน 3 นาที เนื่องจากแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือมีสาร ฟลาโวนอยด์เป็นจำนวนมากกว่าแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบฝรั่ง และใบบัวบก


22 4.3 การทดสอบสารฟลาโวนอยด์ จากใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ตารางที่ 4.3 แสดงผลการทดสอบสารฟลาโวนอยด์ จากใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง สารสกัดชนิดละ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของสี อัตราส่วน ผงหยาบ(g) :แมกนีเซียม (g) : กรดซัลฟิวริก(ml) สารสกัดใบสาบเสือ สารสกัดใบบัวบก สารสกัดใบฝรั่ง 0.01 : 0.02 : 2 สีเหลืองส้ม สีเหลือง สีเหลืองใส 0.02 : 0.02 : 2 สีเหลืองส้มอ่อน สีเหลืองเขียว สีเหลืองใส 0.02 : 0.04 : 2 สีเหลืองส้มเข้ม สีเหลืองเขียว สีเหลืองใส จากตารางข้อมูลที่ 4.3 พบว่า เมื่อทำการทดสอบสารฟลาโวนอยด์สีของใบสาบเสือมีการ เปลี่ยนแปลงและชัดเจนที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสีของ ใบบัวบก และใบฝรั่ง


24 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบ สาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง สรุปผลการดำเนินการได้ดังนี้ สรุปผลการดำเนินการ ตอนที่ 1 การทดสอบฤทธิ์เบื้องต้นต่อการแข็งตัวของเลือด จากการทดลองสรุปได้ว่า เมื่อนำเลือดไปหยดลงบนสารสกัดใบสาบเสือให้ประสิทธิภาพมาก ที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับสารสกัด ใบบัวบก และใบฝรั่ง โดยเลือดมีการแข็งตัวเร็วที่สุดใน 2 นาที เนื่องจากสารสกัดใบสาบเสือมีสารฟลาโวนอยด์เป็นจำนวนมากกว่าสารสกัด ใบบัวบก และใบฝรั่ง ตอนที่ 2 การทดสอบการแข็งตัวของเลือดเมื่ออยู่บนแผ่นห้ามเลือด จากการทดลองสรุปได้ว่า เมื่อนำเลือดไปหยดลงบนแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ ให้ ประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัด ใบบัวบกและใบฝรั่ง โดยเลือด มีการแข็งตัวเร็วที่สุดใน 3 นาที เนื่องจากแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือมีสารฟลาโวนอยด์เป็น จำนวนมากกว่าแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัด ใบบัวบกและใบฝรั่ง ตอนที่ 3 การทดสอบสารฟลาโวนอยด์ จากใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง จากการทดลองสรุปได้ว่าเมื่อนำ ผงหยาบของใบสาบเสือ ใบบัวบกและใบฝรั่ง มาทำการ ทดสอบสารฟลาโวนอยด์สีของใบสาบเสือมีการเปลี่ยนแปลงและชัดเจนที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสี ของใบบัวบกและใบฝรั่ง สรุปผล สารสกัดใบสาบเสือให้ประสิทธิภาพในการแข็งตัวของเลือดได้ดีกว่าสารสกัด ใบบัวบกและ ใบฝรั่ง โดยใช้เวลาในการแข็งตัวของเลือดเร็วที่สุดใน 2 นาที และการแข็งตัวของเลือดเมื่ออยู่บนแผ่น ห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือยังสามารถทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วกว่าแผ่นห้ามเลือดจากสารสกัด ใบบัวบก และใบฝรั่ง โดยใช้เวลาในการแข็งตัวของเลือดเร็วที่สุดใน 3 นาที เนื่องจากใบสาบเสือมี สารฟลาโวนอยด์มากที่สุด จึงทำให้เลือดสามารถแข็งตัวได้เร็ว ทั้งแบบสารสกัดใบสาบเสือ และแบบ แผ่นห้ามเลือดจากสารสกัดใบสาบเสือ อภิปรายผล จากผลการศึกษามีประเด็นอภิปรายดังต่อไปนี้ แผ่นห้ามเลือดที่ทำจากใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ในส่วนของสารสกัดที่ได้ จากใบสาบเสือ โดยนำเลือดหยดลงบนสารสกัด ซึ่งเลือดจะแข็งตัวได้เร็วกว่าสารสกัดทั้ง 2 ชนิดโดย


25 แข็งตัวในเวลา 2 นาที และการแข็งตัวของเลือดที่อยู่บนแผ่นห้ามเลือดจากใบสาบเสือ ยังสามารถทำ ให้เลือดแข็งตัวได้เร็วกว่าแผ่นห้ามเลือดจาก ใบบัวบก และใบฝรั่ง โดยแข็งตัวในเวลา 3 นาทีเนื่องจาก ใบสาบเสือมีสารฟลาโวนอยด์มากที่สุด จึงทำให้เลือดสามารถแข็งตัวได้รวดเร็วทั้งแบบสารสกัด และ แบบแผ่นห้ามเลือด ข้อเสนอแนะ 1) ควรเพิ่มการทดสอบประสิทธิภาพ การยืดหยุ่นของแผ่นห้ามเลือด ความสามารถ ในการห้ามเลือดของแผ่นห้ามเลือดให้มากขึ้น 2) ควรพัฒนาชิ้นงานให้สามารถใช้งานได้จริง โดยขอความร่วมมือจากผู้ที่มีความรู้ หรือผู้มีประสบการณ์ มาช่วยเป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการสกัดสารฟลาโวนอยด์จาก สมุนไพร 3) ควรต่อยอดชิ้นงานให้มีบรรจุภัณฑ์ เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน


ภาคผนวก


ภาพประกอบที่ 6.1 วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำโครงงาน 1. ใบสาบเสือ ใบบัวบก และใบฝรั่ง ตากแห้ง 2. ตัวทำละลายเอทานอล กรดซัลฟิวริก และผงแคร์ราจีแนน . 3. อุปกรณ์ตวงและวัดปริมาณของสาร 4. โกร่งบดสาร ได้แก่ กระบอกตวง บีกเกอร์ ดรอปเปอร์ ปิเปตต์ 5. เครื่องชั่งดิจิทัลจุดทศนิยม 2 ตำแหน่ง 6. อุปกรณ์ที่ใช้ในการกรอง ได้แก่ และเตาให้ความร้อน ผ้าขาวบางและกระชอน


ภาพประกอบการทดสอบการแข็งตัวของเลือด โดยการหยดตัวอย่างเลือดลงในสารสกัด 3 ชนิดและสังเกตการเปลี่ยนแปลงผ่านกล้อง จุลทรรศน์แบบใช้แสง เวลาในการทดสอบ 1 นาที , 3 นาที และ 5 นาที ตามลำดับ สารสกัดใบสาบเสือ 1 นาที 3 นาที 5 นาที สารสกัดใบบัวบก 1 นาที 3 นาที 5 นาที 1 นาที 3 นาที 5 นาที


Click to View FlipBook Version