The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติและความสำคัญของสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญคัญเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ณัฐธิดา ชุมสุข, 2023-03-15 03:57:27

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฉียงใต้

ประวัติและความสำคัญของสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญคัญเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

HISTORICAL SITES IN SOUTH EAST ASIA สถานที่สําคัญทางประวัติศาสตร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


กรุงศรีอ รี ยุธยา ตั้ง ตั้ อยู่ในที่ร ที่ าบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย บริเ ริ วณที่แ ที่ ม่น้ำ ม่ น้ำ สำ คัญ คั 3 สายไหลมาบรรจบกัน กั คือ คื แม่น้ำ ม่ น้ำ เจ้าพระยา แม่น้ำ ม่ น้ำ ลพบุรี และแม่น้ำ ม่ น้ำ ป่าสัก สั ทำ ให้มีค มี วามอุดมสมบูรณ์ ต่อการเกษตรกรรมอัน อั เป็นพื้น พื้ ฐานของการตั้ง ตั้ ถิ่น ถิ่ ฐานของมนุษย์ เป็นชุมทางคมนาคมที่เ ที่ อื้อ อื้ อำ นวยต่อการค้าทั้ง ทั้ ภายในและภายนอก จนทำ ให้เมือ มื งอยุธยาเติบโต เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ กิ และการค้าที่สำ ที่ สำคัญ คั ในภูมิภาคเอเชียในช่วง พุทธศตวรรษที่ 2 ที่ 0 - 23 พื้น พื้ ที่บ ที่ ริเ ริ วณเมือ มื งอยุธยาได้ปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัย ศั มาก่อนการสถาปนากรุงศรีอ รี ยุธยา โดยมีห มี ลัก ลั ฐานในพระราช พงศาวดารที่ก ที่ ล่าวถึง ถึ การสร้างพระเจ้าพแนงเชิงเมื่อ มื่ พุทธศัก ศั ราช 1867 เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใหญ่ ที่แ ที่ สดงให้ เห็นว่าขณะนั้น นั้ ชุมชนบริเ ริ วณนี้มี นี้ ข มี นาดใหญ่ มีฐ มี านะทางเศรษฐกิจ กิ มั่น มั่ คง จึง จึ มีทั้ มี ง ทั้ กำ ลัง ลั คนและกำ ลัง ลั ทรัพ รั ย์ในการสร้าง พระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้น ขึ้ ได้ จนกระทั่ง ทั่ สมเด็จ ด็ พระรามาธิบ ธิ ดีที่ ดี ที่ 1 ที่ หรือ รื พระเจ้าอู่ทอง ทรงสถาปนากรุงศรีอ รี ยุธยาขึ้น ขึ้ เป็นศูนย์กลางทางการเมือ มื งการ ปกครองเมื่อ มื่ พุทธศัก ศั ราช 1893 โดยรวบรวมกลุ่มเมือ มื งที่มี ที่ ค มี วามสัม สั พัน พั ธ์ท ธ์ างด้านเครือ รื ญาติเข้าด้วยกัน กั อาทิ เ ทิ มือ มื งลพบุรี เมือ มื งสุพรรณบุรี เป็นต้น ต้ ต่อจากนั้น นั้ กรุงศรีอ รี ยุธยาได้เจริญ ริ รุ่งเรือ รื งขึ้น ขึ้ โดยลำ ดับ ดั มีก มี ารขยายดิน ดิ แดนออกไปอย่างกว้าง ขวาง สืบ สื ต่อมาถึง ถึ 417 ปี มีพ มี ระมหากษัต ษั ริย์ ริ ย์ ปกครองแผ่นดิน ดิ สืบ สื ต่อกัน กั มา 34 พระองค์ จาก 5 ราชวงศ์ แ ศ์ ละสมเด็จ ด็ พระเจ้าเอกทัศ ทั น์ ทรงเป็นพระมหากษัต ษั ริย์ ริ ย์ องค์สุดท้ายก่อนที่ก ที่ รุงศรีอ รี ยุธยา จะสิ้น สิ้ สุดลงใน พุทธศัก ศั ราช 2310 ทำ ให้ ศูนย์กลางของประเทศไทยต้องย้ายลงมากรุงธนบุรีแ รี ละกรุงเทพมหานครตราบจนถึง ถึ ทุกวัน วั นี้ อุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา


ศูนย์กลางของกรุงศรีอ รี ยุธยา คือ คื ส่วนที่เ ที่ ป็นเกาะเมือ มื ง มีแ มี ม่น้ำ ม่ น้ำ ล้อมรอบ 3 สาย ตัว ตั เกาะมีกำ มี กำแพงเมือ มื งล้อมรอบอีก อี ชั้น ชั้ หนึ่ง เมื่อ มื่ แรกสร้างเมือ มื งในสมัย มั พระเจ้าอู่ทองนั้นนั้กำ แพงเมือ มื งทำ ด้วยดิน ดิ มาเป็นกำ แพงอิฐ อิ สมัย มั สมเด็จ ด็ พระมหาจัก จั รพรรดิ กำ แพงเมือ มื ง มีค มี วามยาวโดยรอบประมาณ 12.5 กิโกิ ลเมตร หนา 5 เมตร สูง 6 เมตร มีป้มี ป้อมปืนประจำ อยู่โดยรอบ จำ นวน 16 ป้อม มีปมี ระตุ เมือ มื ง 18 ประตู ประตูช่องกุด 16 ประตู ประตูน้ำ 20 ประตู รวมทั้งทั้สิ้น สิ้ 99 ประตู อยุธยาถูกออกแบบให้เป็นเมือ มื งน้ำ ผัง ผั เมือ มื งที่ส ที่ มบูรณ์และสวยงามเกิด กิ จากความรู้จากธรรมชาติอย่างลึก ลึ ซึ่ง เพราะแม่น้ำ ม่ น้ำ หลัก ลั 3 สาย นอกจากจะนำ ความอุดมสมบูรณ์มาสู่เมือ มื งอยุธยาแล้ว เมื่อ มื่ ถึง ถึ ฤดูฝน ปริม ริ าณน้ำ จะมีม มี าก และไหลหลากลงมามากเกิน กิ ความจำ เป็น ดัง ดั นั้นนั้การสร้างเมือ มื งของชาวอยุธยาจึง จึได้รัก รั ษาแม่น้ำ ม่ น้ำ ลำ คลองของเดิม ดิ เอาไว้ และมีก มี ารขุดคูคลองเพิ่ม พิ่ เติมโดย เฉพาะอย่างยิ่ง ยิ่ ในแนวเหนือใต้ ให้เป็นแนวตรง เชื่อ ชื่ มต่อกับ กั แม่น้ำ ม่ น้ำ ลำ คลองเดิม ดิ ทำ ให้กระแสน้ำ ระบายออกไปจากตัว ตั เมือ มื ง ได้สะดวกรวดเร็ว ร็ ทำ ให้เมือ มื งอยุธยา มีแ มี ม่น้ำ ม่ น้ำ ลำ คลองจำ นวนมาก เป็นเครือ รื ข่ายโยงใยกัน กั ทั้งทั้นอกเมือ มื งและในเมือ มื ง และแนว คลองต่างๆก็แ ก็ บ่งพื้น พื้ ที่ใ ที่ ห้เป็นลัก ลั ษณะเกาะขนาดเล็ก ล็ จำ นวนมาก สำ หรับ รั เป็นเขตวัด วั เขตวัง วั และที่อ ที่ ยู่อาศัย ศั นอกจากนี้ยั นี้ ง ยั มีแ มี นวถนนที่ข ที่ นานไปกับ กั แนวคูคลอง มัก มั สร้างเป็นถนนดิน ดิ ถนนอิฐ อิ โดยมีส มี ะพานจำ นวนมากสร้างข้ามคลอง มีทั้ มี งทั้สะพานไม้ สะพานอิฐ อิ สะพานก่อด้วยศิลาแลง สะพานสายโซ่ สะพานยก รวมทั้งทั้สิ้น สิ้ กว่า 30 สะพาน นอกตัว ตั เมือ มื งเป็นที่ ต่ำ กว่าใช้เป็นพื้น พื้ ที่สำ ที่ สำหรับ รั เกษตรกรรม มีแ มี ม่น้ำ ม่ น้ำ ลำ คลองนำ น้ำ เข้าไปหล่อเลี้ย ลี้ งอย่างทั่ว ทั่ ถึง ถึ สองฝั่งน้ำ เหล่านั้นนั้เป็นที่อ ที่ ยู่อาศัย ศั ของชาวอยุธยาซึ่งจะปลูกสร้างบ้านเรือ รื นเป็นกลุ่มๆ สลับ ลั ไปกับ กั วัด วั วาอาราม ลักษณะทางกายภาพของ เมืองโบราณกรุงศรีอยุธยา


กรุงศรีอ รี ยุธยาปกครองรูปแบบที่มี ที่ ก มี ษัต ษั ริย์ ริ ย์ ทรงเป็นพระประมุข ที่มี ที่ อำ มี อำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน ดิ พระองค์ ทรงมอบหมายให้พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางปกครองดูแลเมือ มื งลูกหลวงหลานหลวง และเมือ มื งหน้าด่านต่าง พระเนตรพระกรรณ ส่วนเมือ มื งประเทศราชมีเ มี จ้านายในราชวงศ์เ ศ์ ก่าปกครอง ขึ้น ขึ้ ตรงต่อกรุงศรีอ รี ยุธยาเมือ มื ง ราชธานี สมเด็จ ด็ พระบรมไตรโลกนาถ ทรงปฏิรู ฏิ รู ปการปกครอง ลดทอนอำ นาจหัว หั เมือ มื ง ทรงแยกการบริห ริ ารราชการแผ่นดิน ดิ ออกเป็น 2 ฝ่าย คือ คื ฝ่ายทหาร มีส มี มุหพระกลาโหมเป็นผู้รับ รั ผิด ผิ ชอบ ฝ่ายพลเรือ รื น มีส มี มุหนายกเป็นผู้รับ รั ผิด ผิ ชอบ ในฝ่ายพลเรือ รื นนั้น นั้ ยัง ยั แบ่งออกเป็น 4 กรม หรือ รื จตุสดมภ์ คือ คื สี่เ สี่ สาหลัก ลั ได้แก่ กรมเวีย วี งหรือ รื นครบาลทำ หน้าที่ ปกครองดูแลบ้านเมือ มื ง กรมวัง วั หรือ รื ธรรมาธิก ธิ รณ์ ทำ หน้าที่ดู ที่ ดู แลกิจ กิ การที่เ ที่ กี่ย กี่ วเนื่อ นื่ งกับ กั งานต่างๆ ในพระราชวัง วั และราชสำ นัก นั กรมคลัง ลั หรือ รื โกษาธิบ ธิ ดี ทำ หน้าที่ดู ที่ ดู แลด้านการค้า และการต่างประเทศกรมนา หรือ รื เกษตราธิก ธิ าร ทำ หน้าที่ดู ที่ ดู แลเรื่อ รื่ งเกษตรกรรม ซึ่งรูปแบบการปกครองนี้ในี้ ช้สืบ สื ต่อมาตลอดสมัย มั อยุธยา การปกครองสมัยอยุธยา


อาชีพหลักของชาวอยุธยาคือ เกษตรกรรม มีข้าวเป็นผลิตผลที่สำ คัญสามารถผลิตได้มากเพียงพอ สำ หรับพลเมืองของประเทศและยังเป็นสินค้าสำ คัญอย่างหนึ่งที่อยุธยาส่งไปขายตลาดต่างชาติ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำ คัญของโลก ดังนั้นอยุธยาจึงมีรายได้จากการค้าทั้งจากการส่ง สำ เภาไปค้าขายกับต่างประเทศและจากการเป็นพ่อค้าคนกลางโดยราชสำ นักตั้งพระคลังสินค้าขึ้นมา ผูกขาดสินค้าสำ คัญบางประเภทซึ่งพ่อค้าต่างชาติ จะต้องซื้อขายกับราชสำ นักเท่านั้น การค้าขายต่างประเทศ อยู่ภายใต้กรมคลังมีออกญาศรีธรรมราชเป็นผู้ควบคุมดูแล ในระยะแรกนั้น มีการแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือกรมท่าขวา สังกัดออกพระจุฬาราชมนตรีขุนนางแขกซึ่งจะดูแลการค้า กับโลกตะวันตก กับกรมท่าซ้ายสังกัดพระยาโชฎึกราชเศรษฐี ขุนนางจีนซึ่งจะดูแลการค้าฝ่ายตะวัน ออก ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนปลาย เมื่อมีชาวยุโรปเข้ามาติดต่อค้าขายมากขึ้นจึงเกิดมีกรมท่า กลางขึ้นมาอีกกรมหนึ่งมีขุนนางฝรั่งดูแล พระมหากษัตริย์และขุนนางมีสำ เภาค้าขายกับต่างประเทศ ส่วนมากมีชาวจีนรับจ้างเป็นนายเรือและ ลูกเรือ สินค้าส่งออกของอยุธยาคือผลิตผลทางการเกษตรเครื่องสังคโลก และผลิตผลจากป่า เช่น งาช้าง หนังสัตว์ ไม้ เครื่องเทศ และแร่ธาตุต่างๆ เป็นต้น รายได้หลักของราชสำ นักอีกส่วนหนึ่งมากจากบรรณาการ ส่วยและภาษีอากรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษี การค้าขายกับต่างประเทศ ด้านการค้าภายในย่านการค้าและตลาดใหญ่น้อยตั้งอยู่ทั้งในเมืองและนอก เมือง ทำ หน้าที่เป็นศูนย์กลางและเปลี่ยนสินค้า ส่วนตลาดในกรุงศรีอยุธยามี 2 ประเภท คือ ตลาดน้ำ ขนาดใหญ่มีอยู่ 4 แห่ง และตลาดบกอีกราว 72 แห่ง อยู่นอกเมือง 32 แห่ง อยู่ในเมือง 40 แห่ง ย่านการค้าและตลาดเหล่านี้มีทั้งตลาดขาย ของสดเช้าเย็น ตลาดขายสิ่งจำ เป็นต่อการดำ รงชีวิต (ของชำ ) และสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของย่านไม่ เหมือนกับที่อื่น เศรษฐกิจและการค้า


บุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย


บุโรพุทโธ หรือ มหาสถูปโบโรบูดูร์ BOROBUDUR TEMPLE เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากๆ ของ อินโดนีเซีย ตั้งอยู่ บริเวณภาคกลางของ เกาะชวา ตั้งอยู่ที่ เมืองมาเกอลัง (MAGELANG) คำ ว่า “BARA” ม่ความหมายถึง วิหาร หรือ วัด ส่วนคำ ว่า “BUDUR” หมายถึง ภูเขาสูง เมื่อนำ มารวมกันจึงหมายถึง วัดหรือวิหารที่สร้างอยู่บนภูเขาสูง โดยตามความเชื่อของชาว พุทธ สื่อได้ว่าวัดที่สร้างไว้บนภูเขาในระดับที่สูงที่สุดความ หมายคือ “ปรินิพาน” นั่นเอง ศาสนสถานสุดยิ่งใหญ่แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.750-850 โดย กษัตริย์แห่งราชวงศ์ไศเลนทร์ ที่นับถือศาสนาพุทธ ทำ ให้มีการ สร้างบุโรพุทโธขึ้นเป็น สถูปแบบมหายาน ด้วยหินภูเขาไฟ ประมาณ 2 ล้านตารางฟุต เป็นรูปทรงแบบปิรามิดลดลั่นกันไปซึ่ง มีความสูงถึง 123 เมตร


มหาสถูป มีก มี ารตกแต่งด้วยภาพสลัก ลั ถึง ถึ 2,672 ชิ้น และ รูปปั้นพระพุทธรูป 504 องค์ มีโมี ดมกลางล้อมรอบด้วยรูปปั้นพระพุทธรูปแต่ละนั่งองค์อยู่ภ ยู่ ายใน สถูปเจาะรูปสี่เ สี่ หลี่ย ลี่ ม ที่ร ที่ อบล้อมสถูปเจดีย์ ดี ย์ ประธาน และด้านบนสุดมีภ มี าพสลัก ลั หินเล่าเรื่อ รื่ งที่แ ที่ สดงถึง ถึ ชีวิต วิ ของพระพุทธเจ้า และข้อความทางพุทธศาสนาถึง ถึ 1,460 ชิ้น ยอดชั้น ชั้ บนสุดของบุโรพุทโธ มีลั มี ก ลั ษณะเป็นฐานวงกลมใหญ่ของ เจดีย์ ดี ย์ องค์ประธาน เมื่อ มื่ มองจากที่ไ ที่ กลๆ จะเห็นเป็นเหมือ มื นรูปดอกบัว บั ขนาดใหญ่ กลางขุนเขาที่ส ที่ วยงาม และสงบเงีย งี บ ที่ค ที่ าดว่ามีค มี วามหมายสื่อ สื่ ถึง ถึ “นิพพาน” ซึ่ง เป็นจุดสูงสุดของศาสนาพุทธนอกจากนี้ ที่นี่ ที่ นี่ ยั นี่ ง ยั เป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ นิกายมหายานที่ยิ่ ที่ ยิ่ ง ยิ่ ใหญ่ รองจาก นครวัด วั ในประเทศกัม กั พูชา ที่เ ที่ ป็นทั้ง ทั้ ศาสน สถานของศาสนาพราหมณ์-ฮิน ฮิ ดู และศาสนาพุทธนั่นเอง ทำ ให้เรีย รี กได้ว่า บุโรพุ ทโธ เป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธที่ใ ที่ หญ่ที่สุ ที่ สุ ดในโลกเลยทีเ ที ดีย ดี ว


การขึ้นทะเบียน มรดกโลก ในปี ค.ศ.1991 องค์การยูเนสโก UNESCO ได้ประกาศให้บุโรพุทโธเป็นมรดกโลก ทางวัฒ วั นธรรมและมรดกพุทธศาสนา สมัย มั สามัญ มั ครั้ง รั้ ที่ 15 ภายใต้ชื่อ ชื่ กลุ่มวัด วั โบโร บูดูร์ หรือ รื BOROBUDUR TEMPLE COMPOUNDS ที่ คาร์เทจ (CARTHAGE) ประเทศตูนิเซีย โดยมีข้ มี ข้ อกำ หนด และหลัก ลั เกณฑ์ในการพิจารณา คือ คื เป็นตัว ตั แทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จั ที่ ด จั ทำ ขึ้น ขึ้ ด้วยกาสร้างสรรค์อัน อั ชาญฉลาดของมนุษย์ เป็นสิ่ง สิ่ ที่มี ที่ อิ มี ท อิ ธิพ ธิ ลยิ่ง ยิ่ ผลัก ลั ดัน ดั ให้เกิด กิ การพัฒ พั นKสืบ สื ต่อมาในด้านการ ออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิ ทัศ ทั น์ ตลอดจนการพัฒ พั นาศิลปกรรมที่เ ที่ กี่ย กี่ วข้อง หรือ รื การพัฒ พั นาการตั้ง ตั้ ถิ่น ถิ่ ฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิด กิ ขึ้น ขึ้ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือ รื บนพื้น พื้ ที่ ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่ ว้ ซึ่ งวัฒ วั นธรรม มีค มี วามคิด คิ หรือ รื ความเชื่อ ชื่ ที่เ ที่ กี่ย กี่ วข้องโดยตรงกับ กั เหตุการณ์ หรือ รื มีค มี วามโดด เด่นยิ่ง ยิ่ ในประวัติ วั ติ ศาสตร์ บุโรพุทโธ จึง จึ เป็นอีก อี หนึ่งมรดกโลกในเอเชียที่ ควรค่าแก่การไปเยี่ย ยี่ มชม สัก สั ครั้ง รั้ หนึ่งในชีวิต วิ เพราะเป็นศาสนสถานอีก อี แห่งหนึ่งที่สำ ที่ สำคัญ คั และทำ ให้ เราได้ใกล้กับ กั ความศรัท รั ธาของคนโบราณในยุคที่พ ที่ ระพุทธศาสนารุ่งเรือ รื ง อย่างมากในประเทศหมู่เกาะเอเชียตะวัน วั ออกเฉียงใต้แห่งนี้


น ค ร วั ด ป ร ะ เ ท ศ กั ม พู ช า


ปราสาทนครวัดได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ใน รัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ ในปี พ.ศ. ๑๗๒๐ ชาวจามได้บุกรุกขอม ทำ ให้พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมือง นครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์ จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนคร วัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม นครวัดตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเสียมราฐในปัจจุบัน ห่างออกไป ๕.๕ กิโลเมตรจากตัวเมือง แต่หากวัดจากเมืองหลวงก่อนหน้าซึ่งมีศูนย์กลาง อยู่ที่ปราสาทบาปวน นครวัดจะมีระยะห่างจากเมืองหลวงเดิมเพียงเล็ก น้อยเท่านั้น โดยนครวัดจะตั้งอยู่ทางทิศใต้เยื้องไปทางทิศตะวันออกเล็ก น้อย และถือเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของบริเวณเมืองพระนคร ตามตำนานแล้ว การก่อสร้างปราสาทนครวัดนั้นสร้างขึ้นตามคำสั่งของ พระอินทร์ซึ่งต้องการสร้างปราสาทนี้ให้เป็นวังที่ประทับของพระโอรสของ พระองค์ตามบันทึกในช่วงคริสศตวรรษที่ ๑๓ ของนักเดินทางนามว่า โจว ตากวน ได้ระบุว่ามีผู้คนบางส่วนเชื่อกันว่าปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นโดยเทพ แห่งสถาปัตยกรรมศาสตร์ในเวลาเพียงหนึ่งคืน


การออกแบบในขั้นต้นและการก่อสร้างตัวปราสาทเริ่มต้นขึ้นในช่วงครึ่งแรกของ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ ในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ (ครองราชย์ใน ปี ค.ศ. ๑๑๑๓ - ๑๑๕๐)โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นปราสาทประจำ พระองค์และประจำ เมืองพระนคร เพื่ออุทิศให้แก่พระวิษณุ และเนื่องจากไม่มีการพบหลักฐานที่ เป็นจารึกสมัยการก่อสร้างหรือจารึกสมัยใหม่ที่ระบุว่าได้มีการสร้างปราสาทขึ้น จึงไม่สามารถทราบชื่อดั้งเดิมของปราสาทได้ แต่อาจเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ปราสาทวิษณุโลก” ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งตามเทพองค์ประธานของปราสาท คาดกันว่าการก่อสร้างน่า จะหยุดลงไม่นานหลังการสวรรคตของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ทำ ให้ภาพสลัก นูนต่ำ บางส่วนนั้นยังแกะสลักไม่เสร็จสิ้น[9] ในปี ค.ศ.๑๑๗๗ หลังการสวรรคต ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ราว ๒๗ ปี เมืองพระนครถูกยึดครองโดยชาว จามที่เป็นศัตรูเดิมของชาวเขมร ภายหลังจึงมีการฟื้นฟูอาณาจักรขึ้นมาอีกครั้ง โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งได้สถาปนาเมืองหลวงและปราสาทประจำ เมือง แห่งใหม่ขึ้นคือนครธมและปราสาทบายน ตามลำ ดับ ซึ่งอยู่ห่างจากนครวัดไป ทางเหนือไม่กี่กิโลเมตร


ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ นครวัดได้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงจากศูนย์กลางด้านจิตใจใน ศาสนาฮินดูไปเป็นศาสนาพุทธซึ่งก็ได้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นครวัดมีความแตกต่างจาก ปราสาทอื่นในเมืองพระนคร แม้ตัวปราสาทจะหมดความสำ คัญลงไปหลังคริสศตวรรษที่ ๑๖ แต่ ตัวปราสาทกลับไม่เคยถูกทิ้งร้างอย่างสมบูรณ์เลย ซึ่งต่างจากปราสาทหลังอื่นๆในเมืองพระนคร ปราสาทแห่งนี้ได้รับการปกป้องจากการรุกล้ำ ของป่าเนื่องด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าคูน้ำ รอบปราสาทนั้นได้ สามารถทำ หน้าที่ป้องกันตัวปราสาทได้หนึ่งในชาวตะวันตกคนแรกๆที่ได้พบเห็นนครวัดคือ แอนโต นิโอ ดา มาดาลีนา นักบวชชาวโปรตุเกส ผู้เดินทางมาถึงในปี ค.ศ.๑๕๘๖ และกล่าวเอาไว้ว่านคร วัดคือ “สิ่งก่อสร้างที่น่าพิศวง ซึ่งไม่สามารถอธิบายมันออกมาผ่านปลายปากกาได้ ที่สำ คัญคือ ปราสาทหลังนี้ไม่เหมือนสิ่งก่อสร้างใดๆบนโลกนี้เลย ปราสาทมียอดหลายยอด มีการตกแต่ง และ มีความวิจิตรที่มีเพียงคนอัจฉริยะเท่านั้นที่จะสามารถสร้างสรรค์ออกมาได้เช่นนี้ในช่วงคริสต์ ศตวรรษที่ ๑๗ นครวัดไม่ได้ถูกทิ้งร้างโดยสมบูรณ์ ยังคงทำ หน้าที่เป็นวัดในศาสนาพุทธอยู่เช่นเดิม มีการค้นพบศิลาจารึกที่มีอายุอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ กว่า ๑๔ หลักในบริเวณพื้นที่เมือง พระนคร ระบุถึงผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้แสวงบุญในศาสนาพุทธที่ได้มาตั้งชุมชนเล็กๆติดกับชาว เขมรท้องถิ่นโดยในตอนนั้นชาวญี่ปุ่นที่มาเยือนนครวัดคิดว่าปราสาทแห่งนี้คือสวนของวัดเชตวัน มหาวิหารอันเลื่องชื่อของพระพุทธเจ้า ซึ่งแท้จริงแล้วตั้งอยู่ในแคว้นมคธ ประเทศอินเดีย โดย จารึกที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคือจารึกเรื่องราวของอูกนดายุ คาซูฟูสะ นักแสวงบุญผู้ได้เฉลิม ฉลองวันขึ้นปีใหม่เขมรที่นครวัดในปี ค.ศ. ๑๖๓๒ในช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ อ็องรี มูโอ นักสำ รวจและนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสได้เดินทางมาที่ปราสาทแห่งนี้ โดยมูโอได้ทำ ให้นคร วัดเป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวตะวันตกผ่านบันทึกการเดินทางที่ได้รับการตีพิมพ์ของเขา เขาได้เขียนไว้ ว่า หนึ่งในปราสาทเหล่านี้ ซึ่งน่าจะเป็นคู่ปรับกับวิหารโซโลมอน ถูกสร้างสรรค์โดยมี เกลันเจโลแห่งยุคโบราณ อาจจะเป็นสถานที่ที่น่ายกย่องพอๆกับสิ่งก่อสร้างที่ งดงามของพวกเรา ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดๆที่กรีกหรือโรมันทิ้งเอาไว้ แต่ก็ช่างขัดแย้ง อย่างน่าเศร้ากับดินแดนที่เสื่อมอำ นาจจนกลายเป็นแดนป่าเถื่อนไปแล้ว


สุโขทัและเมืองบริวาร เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวารเป็น 1 ใน 3 แหล่ง มรดกโลกแห่งแรกของประเทศไทย ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยาและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง (ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของ ประเทศไทย) หลังผ่านเกณฑ์ขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยเมืองประวัติศาสตร์ สุโขทัยและเมืองบริวารเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม


อาณาจักรสุโขทัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์โดยมีหลักฐานชัดเจนในสมัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์(พ่อขุนบางกลางหาว พ.ศ.1781 - 1822) ต่อมา อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำ แหง มหาราช อำ นาจของอาณาจักรสุโขทัยในช่วงรัชสมัยของพระองค์มีความ มั่นคงจาก ทรงแผ่อาณาเขตออกไปโดยรอบ วัฒนธรรมไทยได้เจริญขึ้น ทุกสาขา ดังปรากฎในศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเจริญ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ การสงคราม ภูมิศาสตร์ กฎหมาย ประเพณี การปกครอง การเศรษฐกิจ การสังคม ปรัชญา พระพุทธศาสนา การประดิษฐ์อักษรไทย ราชวงศ์พ่อขุน ศรีอินทราทิตย์ (พระร่วง หรือ สุโขทัย) ได้ปกครองอาณาจักรสุโขทัยสืบ ต่อมาเป็นเวลา 200 ปี ก็ถูกรวมเข้ากับ อาณาจักรอยุธยา ผังเมืองสุโขทัยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาว ประมาณ 2 กิโลเมตร กว้างประมาณ 1.6 กิโลเมตร มีประตูเมือง อยู่ตรงกลางกำ แพงเมืองแต่ละด้าน ภายในยังเหลือร่องรอย พระราชวัง และวัดมากถึง 26 แห่ง วัดที่ใหญ่ที่สุดคือวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ ได้รับการบูรรปฏิสังขรณ์โดยกรม ศิลปากร ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากองค์การยูเนสโก มีผู้เยี่ยม ชมหลายแสนคนต่อปี นักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้า นั่งรถราง หรือ ขี่จักรยาน เที่ยวชมได้อย่างสะดวกปลอดภัย


เมืองสุโขทัย ก่อตั้งขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ สันนิษฐานว่าสุโขทัยในยุค แรกได้รับอิทธิพลของศิลปะแบบขอมจากละโว้หรือลพบุรี ต่อมายกฐานะเป็น ราชธานี โดยมีพ่อขุนบางกลางหาว หรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นปฐมกษัตริย์ เป็นจุดเริ่มต้นอาณาจักรแห่งแรกของไทย ราวปี ๑๗๙๒ อาณาจักรสุโขทัยรุ่งเรือง ถึงขีดสุดในสมัยพ่อขุนรามคำ แหง กษัตริย์องค์ที่ ๓ บันทึกในศิลาจารึกบอกถึงเขต อาณาจักรอันกว้างขวาง ทิศเหนือจดเมืองแพร่ น่าน หลวงพระบาง ทิศใต้จดเมือง นครศรีธรรมราช ทิศตะวันออกจดเมืองเวียงจันทน์ และทิศตะวันตกจดเมืองหง สาวดี การปกครองเป็นระบบ พ่อปกครองลูก เอื้อสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน จุดเด่นของผังเมืองสุโขทัยคือระบบชลประทาน เป็นระบบที่กระจายน้ำ เพื่อการทำ เกษตรกรรม อุปโภค บริโภคให้ชาวเมืองได้อย่างทั่วถึง และยังสามารถช่วยระบายน้ำ เอ่อล้นช่วงหน้าน้ำ หลากได้ดีเช่นกัน ในช่วงการปกครองของพ่อขุนรามคำ แหงชาวเมือง สุโขทัยมีความเป็นอยู่อย่างสงบร่มเย็น ด้วยพระองค์ทรงมีความเอาใจใส่ทำ นุบำ รุง ศาสนาอย่างเต็มที่ สังเกตจากลักษณะพระพักตร์ของพระพุทธรูปที่สร้างขึ้น ส่วนใหญ่จะมี พระโอษฐ์ยิ้ม สะท้อนเอกลักษณ์ของยุคสมัย และจำ นวนวัดวาที่ถูกสร้างขึ้นอย่าง มากมาย เมื่อปี ๒๕๓๔ องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเป็น แหล่งมรดกโลกร่วมกับอีก ๒ แห่ง ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยาน ประวัติศาสตร์กำ แพงเพชร ภายใต้ชื่อว่า “เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร”


หมีเซิน (เวียดนาม: MỸ SƠN) เป็นโบราณสถานในจังหวัดกว๋างนาม ภาคกลางของ ประเทศเวียดนาม สร้างด้วยศิลปะจามโบราณในสมัยศตวรรษที่ 4 เพื่อใช้เป็นศาสน สถานสำ หรับบูชาพระศิวะ ตามความเชื่อในศาสนาฮินดู ได้จัดให้เป็นแหล่งมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก หมีเซินเคยเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำ คัญอันดับต้น ๆ ของ อาณาจักรจามปาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4–15 ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 900 ปี ทำ ให้ โบราณสถานแห่งนี้เป็นที่รวบรวมลักษณะทางด้านศิลปกรรมที่หลากหลาย จัดเป็นกลุ่ม โบราณสถานในศาสนาฮินดูที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดในอินโดจีน กลุ่มปราสาทหมีเซินตั้ง อยู่บริเวณที่ราบต่ำ มีภูเขาโอบล้อม เนื้อที่ประมาณ 2 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย ปราสาททั้งหมด 73 หลัง แต่ในช่วงสงครามเวียดนาม ทหารเวียดนามได้ใช้ปราสาท หมีเซินเป็นกองบัญชาการ ฝ่ายอเมริกันจึงได้นำ เครื่องบินทิ้งระเบิดบริเวณนี้ โบราณ สถานจำ นวนมากถูกทำ ลาย ทำ ให้ปัจจุบันเหลือปราสาทเพียง 22 หลัง หมีเซิน


พรัมบานัน จันดีปรัมบานัน (อินโดนีเซีย: CANDI PRAMBANAN) หรือ จันดีราราจงกรัง (อินโดนีเซีย: CANDI RARA JONGGRANG; ชวา: , อักษรโรมัน: RARA JONGGRANG) คือเทวสถานในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย อุทิศแด่พระ ตรีมูรติ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครยกยาการ์ตา ตรงบริเวณเขตจังหวัดชวา กลางกับจังหวัดยกยาการ์ตาประมาณ 17 กิโลเมตร (11 ไมล์) ตัววัดนั้นสร้างขื้นเมื่อราว พ.ศ. 1390 แต่หลังจากสร้างเสร็จได้ไม่นาน ตัววัดก็ถูกทอดทิ้งและถูกปล่อยให้ทรุดโทรมตาม กาลเวลา เมื่อถึง พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) จึงได้มีการเริ่มบูรณะวัดขึ้นมา การบูรณะการของ สิ่งก่อสร้างหลักสิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) กลุ่มวัดปรัมบานันเป็นเทวสถานฮินดูที่หญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย และใหญ่เป็นอันดับสอง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองเพียงนครวัดตัววัดโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมฮินดู และความใหญ่โตของปรางค์ซึ่งมีความสูงถึง 47 เมตร (154 ฟุต)เดิมกลุ่มวัดปรัมบานันมี โครงสร้างวิหารถึง 240 อัน แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของศิลปะและสถาปัตยกรรมฮินดูในชวา โบราณ และยังเป็นผลงานชิ้นเอกของอินโดนีเซียสมัยคลาสสิกด้วย[1] ปรัมบานันดึงดูดนัก ท่องเที่ยวจากทั่วโลก


ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทพระวิหาร (เขมร: ប្រា សាទព្រះ វិហា វិ រ บฺราสาทพฺระวิหาร; อังกฤษ: TEMPLE OF PREAH VIHEAR)[1] เป็นปราสาทหินตามแบบศาสนาฮินดูที่ตั้งอยู่บริเวณทิว เขาพนมดงรัก (เขมร: ភ្នំដ ភ្នំ ងរែ ក ภฺนํฎงแรก; "ภูเขาไม้คาน") สูงจาก ระดับทะเลปานกลาง 657 เมตร ที่ตั้งของศาสนสถานแห่งนี้รู้จักกันในนาม เขาพระ วิหาร (เขมร: ភ្នំព្រះភ្នំ ព្រះ វិហា វិ រ ภฺนํพฺระวิหาร) ปราสาทพระวิหารนั้นตั้งอยู่ในจังหวัดพระ วิหารของประเทศกัมพูชาซึ่งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อำ เภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษของประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นทางขึ้นสู่ปราสาทที่สะดวกที่สุด ปราสาทพระวิหารมีสถาปัตยกรรมแบบเขมร สร้างตามแนวเหนือใต้ซึ่งผิดแปลกไป จากปราสาทขอมส่วนใหญ่ ไทยและกัมพูชามีประวัติพิพาทเหนือตัวปราสาทเป็นเวลา นานแล้ว ใน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิพากษาให้กัมพูชามีอธิปไตย เหนือปราสาท (ดู คดีปราสาทพระวิหาร) และวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในประเทศกัมพูชา


ปราสาทศีขรภูมิ หรือ ปราสาทระแงง ตั้งอยู่ข้างวัดบ้านปราสาท บ้าน ปราสาท ตำ บลระแงง อำ เภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทหลังนี้เป็น ปราสาทที่งดงามที่สุดในจังหวัดสุรินทร์ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ และพระธิดาทั้ง 3 (มี หม่อมเจ้าพูน พิศมัย ดิศกุล เป็นต้น) ได้เดินทางมาเยือนเมื่อ มกราคม - กุมภาพันธ์ 2472 (นับอย่างใหม่ต้องปี พ.ศ. 2473) และได้ถูกรวมเข้า กันกับอุทยานประวัติศาสตร์กลุ่มปราสาทตาเมือนและปราสาทศีขรภูมิ จากลักษณะทางศิลปกรรม สันนิษฐานว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นศาสนสถานใน ลัทธิไศวนิกาย และในพุทธศตวรรษที่ 22 มีการบูรณะเพิ่มเติมที่องค์ปราสาทแถวหลังฝั่ง ทิศใต้ เป็นแบบศิลปะล้านช้าง และยังมีจารึกอักษรธรรมปรากฏอยู่ ณ ปราสาทหลังนี้ ปี พ.ศ. 2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำ พระอาจารย์ ของนักเรียนนายร้อย จปร. ได้มาศึกษาที่โบราณสถานแห่งนี้ และก็ได้มีการบูรณะปราสาท ศีขรภูมิ ให้ดูงามเด่นเป็นสง่าน่าภาคภูมิใจแก่แขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือนเมืองปราสาท หินโบราณแห่งนี้ ปราสาทศีขรภูมิ


จัด จั ทำ โดย นางสาว ณัฐธิด ธิ า ชุมสุข รหัส หั นัก นั ศึก ศึ ษา 65121100117 สาขาวิช วิ าสัง สั คมศึก ศึ ษา มหาวิท วิ ยาลัย ลั ราชภัฏ ภั สุริน ริ ทร์


Click to View FlipBook Version