งานหนังสือ
‘‘ กฎหมายอาญา ๒ ’’
คำนำ
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียน วิชากฎหมายอาญา ๒
ซึ่งได้รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายอาญา ๒ การให้สินบนเเก่เจ้า
พนักงาน เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ เจ้าพนักงานข่มขืนใจหรือจูงใจผู้อื่น
เจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน โดยผู้จัดทำได้คำนึงถึง
ความเป็ นจริงและการนำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้
หวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็ นประโยชน์ต่อผู้ที่จะใช้ศึกษาค้นคว้าเพิ่ม
เติมที่จะได้นำเนื้ อหาในรายงานฉบับนี้ไปใช้ในการศึกษาต่อไปและหวังว่า
จะได้รับความรู้ไม่มากก็น้ อยในรายงานฉบับนี้
ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
สารบัญ
เรื่อง หน้า
ให้สินบนแก่เจ้าพนักงานมาตรา๑๔๔ ๑
แนวคำพิพากษาของศาล ๒-๕
เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์มาตรา๑๔๗
คำอธิบายเพิ่มเติม ๖
แนวคำพิพากษาของศาล
เจ้าพนักงานข่มขืนใจหรือจูงใจผู้อื่นมาตรา๑๔๘ ๗
คำอธิบายเพิ่มเติม ๘ - ๑๒
แนวคำพิพากษาของศาล
๑๓
๑๔
๑๕ - ๑๖
เจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินมาตรา๑๔๙ ๑๗
แนวคำพิพากษาของศาล ๑๘-๒๑
อ้างอิง
๑
ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน มาตรา ๑๔๔
‘’ ผู้ใด ให้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
แก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด
หรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการ
หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ‘’
• องค์ประกอบของความผิดนี้คือ
- องค์ประกอบภายนอก
-องค์ประกอบภายใน
• องค์ประกอบภายนอก
ได้เเก่
- ผู้กระทำ คือ ผู้ใด
- การกระทำ คือ ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
- ผู้ถูกกระทำ คือ เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือ
สมาชิกสภาเทศบาล
• องค์ประกอบภายใน
ได้แก่
- เจตนา คือ รู้ว่าเป็นเจ้าพนักงาน ต้องการที่จะให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือ
ประโยชน์อื่นใด
- เจตนาพิเศษ/มูลเหตุจูงใจ การให้สินบนเพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ
หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยด้วยหน้าที่
๒
แนวคำพิพากษาของศาล ตามมาตรา ๑๔๔ มีีดังนี้
๑ แนวคำพิพากษาที่ตัดสินว่ามีความผิด
ฎีกาที่ ๒๓๙๐/๒๕๒๗
จ่าสิบตำรวจ ป. ถูกส่งตัวไปช่วยราชการกองอำนวยการรักษาความ
มั่นคงภายใน มีตำแหน่งหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดคุ้มครองตำบล เมืื่ อเจ้า
หน้าที่ตำรวจผู้นี้มายังที่เกิดเหตุเพื่อจะจับกุมผู้กระทำความผิดฐาน มี
กัญชาไว้ในครอบครอง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตาม
กฎหมายเมื่อจำเลยได้ให้เงินจำนวนหนึ่งแก่ จ่าสิบตำรวจ ป. เพื่อจูงใจมิให้
จับกุมจำเลยกับพวกในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครอง การกระทำของ
จำเลยย่อมเป็นความผิด มาตรา๑๔๔ แม้จ่าสิบตำรวจ ป. จะยังมิได้แสดง
ตัวเป็น
เจ้าพนักงานหรือแสดงความประสงค์ที่จะเข้าทำการตรวจค้นหรือจับกุม
จำเลยกับพวกหรือมิได้แต่งเครื่องแบบก็หาทำให้การกระทำของจำเลยไม่
เป็นความไม่
ฎีกาที่ ๒๒๒๑/๒๕๑๙
จำเลย เป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทก่อสร้างได้มอบเงิน 50,000
บาทแก่นายกเทศมนตรีเทศบาลเมือง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่พิจารณา
อนุญาตให้ทำการก่อสร้างอาคารในเขตเทศบาล เพื่อจูงใจให้นายก
เทศมนตรีอนุมัติให้จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยเร็ว ทั้งที่เรื่องราว
หลักฐานการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารยังไม่เรียบร้อยพอที่
จะอนุญาตได้ อันเป็นการมิชอบด้วยหน้าที่ จำเลยจึงต้องมีความผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔
๓
ฎีกาที่ ๘๑๘๑/๒๕๔๗
คำว่า ‘ พนักงานสอบสวน ’ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๖๗
มีความหมายว่า ต้องเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีเท่านั้น
ดังนั้นการให้เงินแก่เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวน
ผู้รับผิดชอบในคดีนั้น เพื่อให้ช่วยเหลือไม่ดำเนินคดี จึงมิใช่เป็นการให้
ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่พนักงานสอบสวนตามความหมายของ
บทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่มีความผิดตามมาตรานี้ คงมีความผิดตามมาตรา
๑๔๔ เท่านั้น
ฎีกาที่ ๓๐๙๖/๒๕๕๒
จำเลย ทั้งสองไปติดต่อกับดาบตำรวจ ช. เพื่อขอให้ช่วยหลือ พ.
กับพวก โดยเปลี่ยนข้อหาจากเดิมข้อหาร่วมกันมีเเมทแอมเฟตามีน
ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเเละจำหน่ายเป็นข้อหาร่วมกันมี
เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ รับอนุญาต โดยเสนอให้
เงิน 70,000 บาท ย่อมเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้ทรัพย์สินเพื่อ
จูงใจให้ดาบตำรวจ ช. ไปดำเนินการให้ผู้บังคับบัญชากระทำการอันมิ
ชอบด้วยหน้าที่ เมื่อพันตำรวจ ต. ผู้บังคับบัญชาของดาบตำรวจ ช.
ทราบความประสงค์ของจำเลยทั้งสองจากดาบตำรวจ ช. และวางแผน
จับกุมโดยตอบตกลงและนัดหมายให้นำเงินมอบให้ และ จับกุมได้
พร้อมเงินของกลาง จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ขอให้ทรัพย์สินแก่
ดาบตำรวจ ช. และพันตำรวจตรี ต. เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบ
ด้วยหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๑๔๔
๔
๒ แนวคำพิพากษาที่ตัดสินว่าไม่มีความผิด
ฎีกาที่ ๔๓๙/๒๔๖๙
ให้เงินตารวจที่จับจาเลยเล่นพนันโปปั่น เพื่อให้เบิกความว่าไม่
เห็นเล่นโปปั่น เห็นแต่เล่นลูกเต่า เป็นการให้สินบนตารวจให้เบิก
ความเท็จ ไม่ใช่ให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อทาผิดหน้ าที่ ตัดสินว่า
จาเลยยังไม่ ควรมีผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 125
ฎีกาที่ ๓๔๒/๒๕๐๖
การที่จาเลยให้เงินกานันเพื่อให้กานันช่วยเหลือไป ติดต่อกับ
เจ้าพนักงานอาเภอ หรือพนักงานสอบสวนให้กระทาการให้คดีของ
จาเลยเสร็จไปในชั้นอาเภอ อย่าให้ต้องถึงฟ้ องศาล เนื่องจา
กกานันรายงาน กล่าวโทษจาเลยไปอาเภอ และอาเภอเรียกพยาน
ทาการสอบสวนไปแล้ว เป็น การพ้นอานาจหน้ าที่ของกานันแล้ว
จาเลยย่อมไม่มีความผิดมาตรา 144
๕
ฎีกาที่ ๑๒๖๒/๒๕๔๗
การที่เจ้าพนักงานตารวจผู้จับกุมผู้กระทาผิดมี หน้ าที่ต้องเบิก
ความต่อศาลตาม ความสัจจริงในระหว่างเป็นพยานในคดีที่ ผู้
กระทาความผิดถูกฟ้ อง เป็นหน้ าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไปหา
ใช่เป็น หน้ าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุม
ผู้กระทาความผิดไม่ หน้ าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริง จึงไม่
เป็นการกระทาการในหน้ าที่ของ เจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จาเลย
จะให้และรับว่าจะให้เงินแก่ร้อยตารวจโท ท. กับพวก เพื่อจูงใจเจ้า
พนักงานดังกล่าวเบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็น ความผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 144
วิเคราะห์ในฎีกาที่ ๑๒๖๒/๒๕๔๗
คดีนี้พอ สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า “มีเพื่อนสามคนของจาเลยที่ถูกตารวจ
จับในข้อหายาเสพ ติดให้โทษ ให้เงินจานวน 50,000 บาท แก่ตารวจที่
จับกุม เพื่อจูงใจให้ตารวจผู้ จับกุมช่วยเบิกความต่อศาลในฐานะพยานในคดี
นี้ ให้ช่วยเบิกความหรือให้การ ต่อศาลให้เป็นประโยชน์แก่จาเลยในคดียา
เสพติด และรับว่าจะให้เงินอีก 50,000 บาท แก่ตารวจผู้นี้หลังจากที่เบิก
ความต่อศาลแล้ว ศาลชั้นต้นและศาล อุทธรณ์พิพากษาว่า ผู้ที่ให้เงินตารวจ
เพื่อให้ไปเบิกความช่วยจาเลยในคดียาเสพ ติดมีความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 144 แต่ศาลฎีกาได้ตัดสินยก ฟ้ องผู้ที่ให้เงินแก่ตา
รวจเพื่อช่วยเบิกความหรือให้การต่อศาลให้เป็นประโยชน์แก่ จาเลยในคดี
ยาเสพติด โดยให้เหตุผลว่า การที่เจ้าพนักงานตารวจผู้จับกุม ผู้กระทา
ความผิดมีหน้ าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในระหว่างเป็น
พยานในคดีที่ผู้กระทาความผิดถูกฟ้ องนั้น เป็นหน้ าที่อย่างเดียวกับ
ประชาชน ทั่วไป หาใช่เป็นหน้ าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้า
พนักงานผู้จับกุม ผู้กระทาความผิดไม่ หน้ าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจ
จริงจึงไม่เป็นการกระทา การในหน้ าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ”
เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ มาตรา ๑๔๗ ๖
‘’ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด
เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดย
ทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ‘’
• องค์ประกอบของความผิดนี้คือ
- องค์ประกอบภายนอก
-องค์ประกอบภายใน
• องค์ประกอบภายนอก
- ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด
- เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น หรือให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย
• องค์ประกอบภายใน
- เจตนาธรรมดา
- เจตนาพิเศษ (โดยทุจริต)
คำอธิบาย เพิ่มเติม ๗
ทรัพย์ใด
เจ้าพนักงานมีหน้าที่ : - ซื้อ
- ทำ
-จัดการ
- รักษา
ไม่ถึงขนาดต้องครอบครองไว้ก็ได้ ไม่ได้หมายความเฉพาะ
เพียงแต่ยึดถือไว้ก็อยู่ ทรัพย์ของราชการเท่านั้น
ในขอบเขตของการรักษา แต่ยังหมายความรวมถึง
ทรัพย์สินอื่นๆ ไม่ว่าจะมี
เจ้าของหรือไม่
เอาไปที่มี
ลักษณะ
เป็นการตัด
กรรมสิทธิ์
เบียดบังทรัพย์
นั้นเป็นของตน
หรือผู้อื่น
ทรัพย์ใด โดยทุจริต (เจตนาพิเศษ)
ยอมให้ผู้อื่นเอา
ทรัพย์นั้นเสีย
๘
แนวคำพิพากษาของศาล ตามมาตรา ๑๔๗
ฎีกาที่ ๒๘๒๓-๒๘๒๔/๒๕๔๑
เจ้าพนักงานมีหนา ที่ทําเอกสารกรอกขอความลงใน
เอกสารดูแลรักษาเอกสารเกี่ยวกับการเงินและบัญชีควบคุม
ดูแลเงิน และเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับการเงินทุกประเภท
กรอกขอ ความและลงลายมือชื่อของขา ราชการ หลายคนใน
สัญญารับรองการยืมเงินวาบุคคลเหลานั้นยืมเงินคาใชจาย
ในกิจการของโรงเรียนอันเปน ความเท็จและปลอมลายมือ
ชื่อของผูอ ำนวยการโรงเรียนกับพวกเปน ผูอ นุมัตให้ยืมเงิน
ทั้งปลอมสัญญารับรองการยืมเงินของบุคคลดังกลา วโดย
แกไ ขตัวเลขใหสูงขึ้น แลว เบียดบังเงิน นั้นไปโดยทุจริตผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 161 และ147
๙
ฎีกาที่ ๒๓๓๐/๒๕๓๔
จําเลยเปนเจา พนักงานประจําโรงพยาบาล มีหนาที่ จัดซื้อจัด
การซอมแซม และดูแลรักษาพัสดุครุภัณฑแ ละไดร ับ มอบหมาย
ใหท ําหนา ที่เกี่ยวกับดานการเงินดว ย จําเลยไดลงชื่อคูก ับ ผูอ ํานวย
การโรงพยาบาลในฐานะเจา ของบัญชีและผูมอบฉันทะในแบบ ถอน
เงินจํานวน14,000 บาท จากบัญชีเงินบํารุงโรงพยาบาลพรหม
พิรามมาสํารองจายคา พัสดุครุภัณฑ ซึ่งจําเลยมีหนา ที่จัดซื้อ
แลว มอบ ให ส. นําไปถอนเงินจํานวนดังกลา วจากธนาคารมาใหต น
จําเลยไดร ับ แลว มิไดจ ัดซื้อพัสดุครุภัณฑแตอยางใด และปรากฏวา
เงินจํานวนนี้ได ขาดหายไปจากบัญชี การกระทําของจําเลย
เปน การเบียดบังเงินจํานวน 14,000บาท ที่อยูใ นความครอบครอง
ตามหนา ที่ของตนไปเปน ประโยชนสว นตัวซึ่งเปนความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147.
๑๐
เอาของกลางไป เปนการเอาทรัพยไ ปผิด 147
ฎีกาที่ ๒๗๒/๒๕๓๒
จําเลยเปนตํารวจตําแหนงหัวหนา เสมียนคดีมีหนาที่
เก็บรักษาของกลางจําเลยตรวจรับกัญชาของ
กลางแตไมลงบัญชีของกลางในคดีอาญาเพื่อเปนหลัก
ฐานวา มีการรับกัญชาของกลางรายนี้แลวตอ มาจําเลย
เบียดบังเอากัญชานั้นเปน ของตน หรือผูอ ื่นโดยทุจริต
เปน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147
หนาที่อาจเกิดขึ้นโดยคําสั่งหรือการมอบหมายงานก็ได
ฎีกาที่๔๗๓/๒๕๒๗
สารวัตรใหญสั่งใหจ ําเลยทําหนาที่เก็บรักษาเงินประกันตัว
ผูต องหายอมถือได้ว่าจําเลยเปนเจาพนักงาานผูมีหน้ าที่
ปฎิบัติราชการในการเก็บรักษาแลว การที่จําเลยนําเงินไปฝาก
ผู้อื่นไว มิไดน ํามาเก็บไวในตูน ิรภัยของทางราชการหรือ
หาไมมีตูน ิรภัยของทางราชการควรจะเก็บเงินนั้นอยา งใดจํา
เลยก็จะตองขอคําสั่งจากผูบ ังคับบัญชาคือสารวัตรใหญเ สีย
กอน แตจําเลยก็หาไดก ระทําไมพ ฤติการณ์ดังกลา วแดงวา จํา
เลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเงินจํานวนนั้นเปนของตนหรือ
ผูอ ื่นแล้ว
๑๑
ฎีกาที่ ๑๒๙๒/๒๕๓๖
จําเลยไดรบัคําสั่งมอบหมายจากนายกเทศมนตรให้ไปรับ
เงินจากศาลมามอบใหเทศบาลแมไ มใ ชห นา ที่ตามตําแหน่ง
ของจําเลยโดยตรงแตเมื่อจําเลยไดร ับมอบหมายใหจัดการ
จําเลยจึงเปน เจ้าพนักงานผูม ีหนาที่จัดการเกี่ยวกับเงินที่ไดรับ
มอบหมายนั้นเมื่อจำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาเงินนั้น
เปน ของตนจําเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 147
ขาราชการซึ่งมีหนาที่ขับรถยนตแอบดูดนํา้ มันไปขายผิด 147
ฎีกาที่ ๑๐๙๒ / ๒๕๐๕
จําเลยเปน ผูค ุมตรีมีหนา ที่ควบคุมดูแลนักโทษ และยังมี
หนา ที่ขับรถยนตข องเรือนจําดวยพัศดีเรือนจําให้เลยเอารถ
ยนตข องเรือนจําไปบรรทุกแกลบจําเลยก็ขับไปเมื่อจําเลยมี
หนาที่ขับรถยนต์ก็มีหนาที่ตองดูแลรักษารถยนต์ตลอดน้ำ
มันรถยนตด ว ยการที่จำเบียดบังเอาน้ำมันในรถยนตจ ึงเปน
ความผิดตาม มาตรา 147
๑๒
โดยเจตนา
- ตัวอยางฎีกาที่วินิจฉัยวา เมื่อผิด ม.147 แลว ไม่ผิด ม.158
ฎีกาที่ ๑๒๖๔/๒๕๑๘
จําเลยเปนตำรวจไดร ับมอบอาวุธปนและเครื่องกระสนุ
ปืนของกรมตํารวจเพื่อใช้ในนการปฏิบัติราชการตามหนา ที่
จําเลยยอมมีหนา ที่รักษาอาวธุ ปน และเครื่อง กระสุนปนนั้น
การที่จําเลยนําอาวุธปืน และเครื่องกระสนุปืนที่จําเลยมีหนา
ที่รักษานั้นไปจํานําไวก ับบุคคลอื่นถือไดว าเปน การแสวงหา
ประโยชนที่มิควรไดโ ดยชอบดวยกฎหมายสำหรับตนเอง
หรือผูอ ื่นจึงเปน การเบียดบังทรัพยน ั้นเปน ของตนเองหรือ
เปนของบุคคลอื่นโดยทุจริตเป็น ความผิดตามมาตรา 147
และเมื่อการกระทําของจําเลยเปน ผิดตามมาตรา 147 แลว
ก็ไมเปน ผดิ ตามมาตรา 158 อีก
(ม.158 เจาพนักงานทําใหเสียหาย ทําลาย ซอนเรน เอา
ไปเสียหรือทําใหสูญหายหรือทําใหไ รป ระโยชน ซึ่งทรัพย์หรือ
เอกสารใดอันเปนหน้ าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว)
๑๓
ความผิดฐานเจ้าพนักงานข่มขืนใจหรือจูงใจผู้อื่น มาตรา ๑๔๘
“ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ
ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือ หามาให้ซึ่ง
ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ‘’
• องค์ประกอบของความผิดนี้คือ
- องค์ประกอบภายนอก
-องค์ประกอบภายใน
• องค์ประกอบภายนอก
- ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
-ใช้อานาจในตาแหน่งโดยมิชอบ
-ข่มขืนใจ หรือจูงใจ
• องค์ประกอบภายใน
-เจตนาธรรมดา
- เจตนาพิเศษ
เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น
คำอธิบายเพิ่มเติม ๑๔
ใช้อำนาจในตำแหน่ง ใช้อำนาจที่มีอยู่ ใช้อำนาจนอกตำแหน่ง
โดยปกติตาม ไม่เป็นความผิดฐานนี้
ตำแหน่งของ
เจ้าพนักงานประเภทนั้น
โดยมิชอบ โดยใช้ตำแหน่งหน้าไป
ในทางที่ไม่ถูกต้อง
หรือไม่สมควร เป็นเจ้าพนักงานนั้นเอง
แต่ไม่มีหน้าที่ก็ไม่อาจมี
ความผิดตามมาตรา 148
ได้จะเป็นได้แต่เพียงผู้
สนับสนุน
ข่มขืนใจ บังคับจิตใจให้กระทาในสิ่งที่ไม่อยากกระทำ
จูงใจ ห้ามกระทำในสิ่งที่อยากกระทำ
ชักนำหรือเกลี้ยกล่อมให้ทำตาม ประโยชน์ในลักษณะ
เจตนาพิเศษ ที่เป็นทรัพย์สินหรือ
เพ่ื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ ไม่เป็นทรัพย์สินก็ได้
ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์
อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น
๑๕
แนวคำพิพากษาของศาล ตามมาตรา ๑๔๘
ฎีกาที่ ๘๒๔/๒๕๐๖
จำเลยที่ 1เป็นเจ้าพนักงานประจาหน่วยสืบสวนกองปราบปราม
กรมสรรพสามิต จำเลยที่ 2 เป็นพลตำรวจส่วนจำเลยที่ 3 เป็น
ราษฎรร่วมกันกระทำผิดโดยจำเลยที่ 3 แกล้งกล่าวหาว่า
ผู้เสียหายมีเฮโรอีนแล้วอ้างตนว่าเป็ นตำรวจับตัวผู้เสียหายไปพบ
กับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายว่าตนเป็นผู้
บังคับหมวดตารวจให้เอาเงินมาให้จาเลย 5,000 บาทแล้วไม่ต้อง
ไปโรงพักสามีของผู้เสียหายไปหาเงินจาเลยก็คุมตัวผู้เสียหายรอ
อยู่จนเมื่อหาเงินมาได้และให้จาเลยท่ี 1 แล้วจำเลยจึงปล่อยตัว
ดังนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 145, 337, 148 ประกอบกับมาตรา 86 จาเลยที่ 2 มี
ความผิดตามมาตรา 148 และ 337
๑๖
ฎีกาที่ ๑๖๖๓/๒๕๑๓
การกระทำอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 148 ประมวลกฎหมาย
อาญา นั้น หาใช่จะต้องเป็นการข่มขืนใจให้ผู้ถูกข่มขืนใจกลัวแต่ประการ
เดียวไม่เพียงแต่มีการจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์
หรือประโยชน์ก็เป็นความผิดแล้ว จำเลยเป็นเจ้าพนักงานโดยตาแหน่งมี
อำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบภาษีอากร ตามร้านค้าแม้ตาม
ระเบียบราชการก่อนตรวจสอบเกี่ยวกับภาษีอากรจำเลยจะต้องได้รับ
มอบหมายหรือรับอนุมัติจาก ผู้บังคับบัญชาก่อนก็ตาม การที่จำเลยนัด
หมายให้ผู้เสียหายไปพบจำเลยที่สถานที่ทางานของจาเลยแล้วเอาบัตร
สนเท่ห์ กล่าวหาผู้เสียหายออกใบเสรจ็ รับเงินเสยี ภาษีให้รัฐบาลไม่ครบ
ให้ผู้เสียหายดูแล้วเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหาย ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยได้ใช้
อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจให้ผู้อื่นมอบให้หรือหามา
ให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่ตนหรือ ผู้อื่นเป็นความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 148
๑๗
เจ้าพนักงานเรียก รับ ยอมจะรับสินบน มาตรา ๑๔๙
‘’ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด
หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์
อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการ
อย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ‘’
• องค์ประกอบของความผิดนี้คือ
- องค์ประกอบภายนอก
— องค์ประกอบภายใน
•องค์ประกอบภายนอก
-เป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือ
สมาชิกสภาเทศบาลมาตรานี้บัญญัติไว้ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานต่างๆไว้กว้าง
ขวางมิได้หมายถึงเจ้าพนักงานเพียงอย่างเดียว สำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ
ก็ได้แก่ พวก สส. สว.
—เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ
นอกจากจะเรียกรับทรัพย์สินแล้ว มาตรานี้ยังรวมถึงประโยชน์อื่นใด
• องค์ประกอบภายใน
—ต้องมีเจตนา จึงจะเป็นความผิดตามมาตรานี้ โดยเป็นเพียงเจตนา
ธรรมดา ไม่จำต้องมีเจตนาทุจริต
๑๘
แนวคำพิพากษาของศาล ตามมาตรา ๑๔๙
ฎีกาที่ ๑๓๖๕๐/๒๕๕๘
แม้ก่อนบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าทำงานในเทศบาลตำบลหนองปล่อง
จำเลยจะมิได้เกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้ าที่ในการสอบคัดเลือก ควบคุมการสอบ
การตรวจข้อสอบ และการให้คะแนนก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมีอำนาจออกคำสั่ง
เกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลหรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับการ
บริหารงานบุคคลของเทศบาล ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วน
ท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา 23 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 15 การดำเนินการ
ดังกล่าวข้างต้นจึงเป็ นส่วนหนึ่ งของการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลซึ่ง
เป็นอำนาจหน้ าที่ของจำเลย เมื่อจำเลยเรียกเงินและรับเงินจำนวน 330,000
บาท จาก ป. เพื่อช่วยเหลือให้ น. บุตร ป. เข้าทำงานเป็นพนักงานเทศบาล
ตำบลหนองปล่อง จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้ าที่ออกคำสั่งเกี่ยวกับการ
บรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลตำบลหนองปล่องเรียกและรับทรัพย์สิน
สำหรับตนเองโดยมิชอบแล้วกระทำการในตำแหน่งเพื่อช่วยเหลือ น. ให้เข้า
ทำงานเป็นพนักงานเทศบาลตำบลหนองปล่อง อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วย
หน้ าที่ ครบองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 แล้ว
๑๙
เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่
ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
ฎีกาที่ ๑๒๘๐/๒๕๔๓
วันเกิดเหตุจำเลยซึ่งเป็ นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้โทรศัพท์ไปข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้
ยอมมอบเงินและรถยนต์แก่ตนโดยพูดขู่เข็ญว่าจะนำเรื่องผู้บริหารของบริษัท ท. ติด
สินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมตามข่าวในหนังสือพิมพ์ ม. ไปอภิปรายใน
รัฐสภาและให้ข่าวแก่หนังสือพิมพ์ อันเป็นการทำอันตรายต่อชื่อเสียงและทรัพย์สินของ
บริษัท ท. ซึ่งมี ป. เป็นประธานกรรมการบริษัทและมีโจทก์ร่วมเป็นผู้ช่วยบริหารงานของ
บริษัท จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมยอมจะให้เงินสด 1,000,000 บาท กับรถยนต์กระบะ 1 คัน
แก่จำเลยตามที่ต่อรองตกลงกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก
ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ
แห่งรัฐ มีหน้ าที่ควบคุมการบริหารงานราชการแผ่นดินของรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีโดย
การอภิปรายและตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับงานในหน้ าที่ของรัฐมนตรี
นั้น ๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 ซึ่งใช้บังคับในช่วงเกิดเหตุในวัน
ที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จำเลยมีสิทธิที่จะนำเรื่องที่มีข่าวในหนังสือพิมพ์ใน
ทำนองว่าผู้บริหารบริษัท ท. ติดสินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมไปอภิปรายใน
รัฐสภาโดยอภิปรายถึงการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการ
อภิปรายจะต้องเชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารของบริษัท ท. แต่เรื่องที่จำเลยจะนำไปอภิปรายจะ
ต้องเป็นความจริงหรือจำเลยเชื่อว่าเป็นความจริงจำเลยไม่มีอำนาจหน้ าที่นำความอันเป็น
เท็จไปอภิปรายในรัฐสภาได้ การที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างว่าที่จำเลยพูดขู่เข็ญโจทก์ร่วม
เกี่ยวกับเรื่องผู้บริหารของบริษัท ท.ติดสินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น
เป็ นเรื่ องที่จำเลยแกล้งกล่าวหาเพื่ อใช้เป็ นข้ออ้างในการข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ยอมให้เงิน
และรถยนต์แก่จำเลยเพื่อแลกกับการที่จำเลยจะไม่นำเรื่องดังกล่าวไปอภิปรายในรัฐสภา
กรณีตามคำฟ้ องไม่ใช่เป็นกรณีที่จำเลยซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็น
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐได้พบเห็นหรือรู้เห็นความผิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
อุตสาหกรรมที่รับสินบนจากผู้บริหารของบริษัท ท. ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้เกิดขึ้นจริงแล้วจำเลย
ใช้เหตุดังกล่าวมาเป็นข้อต่อรองเรียกรับทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมโดยมิชอบ เพื่อแลกกับ
การที่จำเลยจะไม่นำเรื่องดังกล่าวไปอภิปรายในรัฐสภาตามตำแหน่งหน้ าที่ของสมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎรการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็ นความผิดฐานเป็ นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง
รัฐเรียกรับทรัพย์สินสำหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้ าที่
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149
๒๐
เจตนาเรียกรับเงินส่วนเกินจากเงินที่ผู้เสียหายต้องจ่ายตาม
กฎหมาย
ฎีกาที่ ๑๕๓๒/๒๕๔๓
จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้ าที่รับคำขอต่าง ๆ เกี่ยวกับการจด
ทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินทุกประเภท รวมทั้งงานในด้านเกี่ยว
กับการเงินและบัญชี โดยมีหน้ าที่ตรวจสอบความถูกต้องการกรอก
ข้อความในเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
และนำเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ทั้งได้ปฏิบัติหน้ าที่ดังกล่าวมา
ก่อนเกิดเหตุนานประมาณ 7 ปี จำเลยย่อมทราบและคำนวณค่าใช้จ่าย
ในการจดทะเบียนที่ดินในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบเป็นอย่างดี การ
ที่จำเลยเรียกหรือรับเงินจำนวน 7,800 บาท ไว้แล้วนิ่งเฉยเสีย แสดง
โดยชัดแจ้งว่าจำเลยมีเจตนาเรียกหรือรับเอาเงินส่วนที่เกินไว้สำหรับ
ตนเองโดยมิชอบเพื่อกระทำการในตำแหน่ง จึงเป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา 149
จำเลยพร้อมที่จะเสนอเรื่องราวขอจดทะเบียนขายที่ดินระหว่าง น.
กับ ส. ต่อเจ้าหน้ าที่บริหารงานที่ดินเพื่อดำเนินการต่อไปตามอำนาจ
หน้ าที่ แต่จำเลยกลับละเว้นไม่ดำเนินการนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมา
ดังนั้น ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้ าที่
โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความ
ผิดฐานเป็ นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินสำหรับตนเอง
โดยมิชอบเพื่อกระทำการ หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งตาม
ป.อ. มาตรา 149 เมื่อปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 149 อัน
เป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 157
อันเป็ นบททั่วไป
๒๑
เป็นเรื่องนอกหน้าที่นอกตำแหน่ง ก็ไม่ใช่กรณีตาม
มาตรา 149
ฎีกาที่ ๕๑๔ /๒๕๖๓
จำเลยเป็นข้าราชการตำแหน่งสหกรณ์อำเภอ สังกัดกรมส่งเสริม
สหกรณ์คณะกรรมการสหกรณ์การเกษตร ส. จำกัด แต่งตั้งจำเลยเป็น
กรรมการออกข้อสอบและตรวจข้อสอบเพื่อรับบรรจุพนักงาน เมื่อ
สหกรณ์ดังกล่าวเป็ นนิติบุคคลต่างหากไม่ใช่หน่วยงานในกรมส่งเสริม
สหกรณ์ที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบโดยตรง ทั้งมติคณะกรรมการสหกรณ์
ดังกล่าวก็ไม่มีระเบียบของทางราชการว่าให้ทำได้และจำเลยจะต้อง
ปฏิบัติตาม และการเป็นกรรมการสอบก็ไม่ใช่งานในหน้ าที่รับผิดชอบของ
จำเลย การเป็นกรรมการของจำเลยจึงไม่ใช่เจ้าพนักงานกระทำการใน
ตำแหน่งของจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียก
รับทรัพย์สินโดยมิชอบหรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดใน
ตำแหน่ง
พฤติการณ์ที่ถือว่าเรียกทรัพย์สินแล้ว แต่ยังไม่กำหนดจำนวนเงิน
ฎีกาที่ ๓๑๕๕/๒๕๓๑
จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิด ได้จับกุมผู้
กระทำผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบพร้อมของกลางแล้วไม่นำส่งสถานีตำรวทันที
กลับพาไปที่ป้ ายรถโดยสารประจำทางในหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุผลและความจำเป็นและให้ผู้
ถูกจับกุมโทรศัพท์ติดต่อกับบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มาตกลงกันที่ป้ ายรถโดยสารประจำ
ทางและรออยู่เป็นเวลานานเมื่อพาผู้ถูกจับไปสถานีตำรวจจำเลยเข้าไปแจ้งต่อเจ้าหน้ าที่
ตำรวจเท่านั้น ไม่มอบบันทึกการจับกุมและของกลางให้ ทั้งไม่นำตัวผู้ต้องหาเข้าไปด้วย
แสดงว่าเป็นเพียงแผนการของจำเลยให้ผู้ต้องหากลัวและหาทางตกลงกับจำเลย จำเลย
ไม่มีเจตนาที่จะมอบผู้ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวนจริงจัง พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่า
เป็นการเรียกทรัพย์สินจากผู้ต้องหาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้กำหนดจำนวนเงิน และฝ่ายผู้
ต้องหายังไม่ได้ตอบตกลงเท่านั้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 149.
อ้างอิง
https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/ประมวลกฎหมาย
อาญา%20มาตรา%20149.html
https://so06.tci-
thaijo.org/index.php/lawcrru/article/download/181765/145481/661055
https://prachinpao.go.th/home/wp-content/uploads