The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รายงานวิชาพระพุทธ

ศาสนาต่างๆ

วิชวิ า พระพุทธศาสนา จัดทําโดย ด.ช.ชิษ ชิ ณุพงศ์ กิจจาสกุล ม.2/9 เลขที่2 ด.ช.กฤชฆเนช จินดารัตรัน์ ม.2/9 เลขที่24 ด.ช.นิทธันธัต์ บุญญพนิช ม.2/9 เลขที่25 ครูผู้สอน รัตรันกรณ์ เฮงตระกูล รายงาน


คำ นำ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาพระพุทธศาสนาในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ จัดทําขึ้นเป็นลักษณะหนังสือE-Bookโดยมีจุดประสงค์ เพื่อเรียรีนรู้ครู้วามเป็นมาของพุทธศาสนาและนำ หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ ทรงสอนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำ วัน ในรายงานเล่มนี้ประกอบด้วย เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าในอดีต เช่น สถานที่สำ คัญทางพระพุทธ ศาสนาและพุทธประวัติ ทางผู้จัดทำ จึงได้รวบรวมข้อมูลที่สำ คัญและน่าสนใจ เนื่องจากพวกเราเป็นชาวพุทธจึงได้เรียรีนรู้แรู้ละศึกษาพระพุทธศาสนาและ สืบทอดต่อไปเพื่อทำ ให้พระพุทธศาสนาไม่หายไป ผู้จัดทำ หวังว่ารายงาน เล่มนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย ถ้ามีข้อมูลผิดพลาดไปถามผู้จัดทำ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ทางผู้จัดทำ จะยินดีรับรัคำ ติชมเพื่อนำ ไปพัฒนาใน ฉบับต่อไปให้ดียิ่งขึ้น คณะผู้จัดทำ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๖ ก


สารบัญ เรื่อรื่ ง หน้า ข คำ นําสารบัญบทที่ ๑ พุทธศาสนา๑.๑ พุทธประวัติประสูติตรัสรัรู้ปรินิริ นิพพานสรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์๑.๒ หลักธรรมคําสอนอิทธิบธิาทสี่ศีลห้าอริยริ สัจ ๔ขันธ์ห้ธ์ ห้าระบบกรรมภพภูมิและการเวียนว่ายตายเกิดจิตสุดท้ายสติปัฏฐานสี่อานาปานสติมรรคมีองค์แปด กข๕๖๗๘๑๑๑๓๑๔๑๕๑๖๑๖๑๖๑๖๑๗๑๗๑๘๑๘๑๙๑๙ คําจํากัดความศาสนา


เรื่อรื่ ง สารบัญ บทที่๒ ศาสนาคริสริ ต์ ความเป็นมาของศาสนาคริสริ ต์ จุดกำ เนิดศาสนาคริสริ ต์ คำ จำ กัดความของศาสนจักร หน้า ข ความสำ คัญของศาสนาคริสริ ต์ ความสัมพันธ์รธ์ ะหว่างมนุษย์กับศาสนาคริสริ ต์ นิกายต่างๆในศาสนาคริสริ ต์ บทที่๓ ศาสนาอิสลามจุดกำ เนิดของศาสนาอิสลามประวัติศาสดาคัมภีร์ขร์องศาสนานิกายสำ คัญคําสั่งสอน ๒๒๒๓๒๔๒๕๒๖๒๗๒๘๓๑๓๒๓๓๓๔๓๕๓๖๓๘ ความเป็นมาของศาสนาอิสลาม


คำ ว่า ศาสนา ในทางมานุษนุย์วิทยา นักมานุษนุย์วิทยาคลิฟลิ ฟอร์ดร์เกิร์ตร์ซ์ (Clifford Geertz) ให้คำ นิยามไว้ว่า สัญสัลักลัษณ์ที่สร้าร้งความรู้สึรู้กสึของอำ นาจและ แรงจูงใจในมนุษนุย์โดยการสร้าร้ง รูปแบบความคิดและครอบรูปแบบความคิดเหล่าล่นี้ ไว้ให้เหมือนกับออร่าร่ที่ทำ ให้ความรู้สึรู้กสึและแรงจูงใจ เหล่าล่นี้มีความสมจริงริ โดยที่เรา ไม่รู้ว่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ในบางคนเกิดขึ้นได้ทุกสัปสัดาห์ ทุกวัน หรือรืทุกชั่วโมง ในความหมายทางเทววิทยา นักเทววิทยาอองตวน แวคโกท (Antoine Vergote) ให้คำ นิยามว่า ศาสนาคืออะไรก็ตามที่อยู่เหนือพลังลัธรรมชาติและมนุษนุย์หรือรืการ แสดงออกของมนุษนุย์ ทางภาษา อารมณ์ การกระทำ ที่มีนัยยะสื่อสื่ถึงสิ่งสิ่ที่อยู่เหนือ ธรรมชาติ ในความหมายทางสังสัคมวิทยา นักสังสัคมวิทยา เอมิล เดิร์คร์เฮร์มร์ (Emile Durkheim) ให้คำ นิยามว่า ศาสนาคือระบบของความเชื่อและวิธีปธีฏิบัติที่มีความ เกี่ยวพันกับสิ่งสิ่ศักดิ์สิทสิธิ์ ความเชื่อและวิธีปธีฏิบัติเหล่าล่นั้นได้หลอมรวมผู้คนให้อยู่ใน กรอบของสังสัคมแห่งศีลธรรม อย่างไรก็ตามนี่เป็นป็เพียงการให้คำ นิยามของศาสนา เพียงแค่ในกรอบความคิดของ โลกสมัยใหม่ที่มีรูปแบบความคิด ปรัชรัญาจาก หลายๆสำ นักผสมกัน เพื่อใช้อธิบธิายทุกสิ่งสิ่ทุกอย่างในโลกนี้ เราจำ เป็นป็ที่จะต้อง ศึกษาถึงคำ นิยามของศาสนาจากปรัชรัญาเมธีใธีนยุคคลาสสิคสิและรากศัพท์ของคำ เช่นกัน เพื่อให้เข้าใจความหมายของศาสนาให้ดียิ่งขึ้น เอ็ดอ็เวิร์ดร์เบอร์เร์น็ต ไทเลอร์ (Edward Burnett Tylor) นักมานุษนุยวิทยา ผู้ก่อตั้ง แนวความคิดมานุษนุยวิทยา ทางวัฒนธรรม (Cultural Antrophology) ได้ให้คำ นิยามคำ ว่าศาสนาไว้ เมื่อปี ค.ศ. 1871 ว่า ศาสนาคือความเชื่อในสิ่งสิ่เหนือธรรมชาติ หรือรืหมายถึงความเชื่อใน เทพสูงสูสุดสุหรือรืการพิพากษาหลังลัความตายหรือรือาจหมายถึงการบูชารูปเคารพ ต่างๆ ฟริดริริคริชไลเออร์มัร์ มัคเชอร์ (Friedrich Schleiermacher) นักเทววิทยาและ สังสัคม วิทยา ได้ให้คำ นิยามของศาสนาไว้สั้นสั้ๆ คือ ความรู้สึรู้กสึของการถูกผูกมัดอย่าง สมบูรณ์ ในส่วส่นของรากศัพท์ของคำ ว่า Religion โรนัลด์ จอห์นสโตน (Ronald Johnstone) ได้อธิบธิายไว้ว่า ในภาษาอังอักฤษ คำ ว่า Religion มีรากศัพท์มาจาก ภาษาละติน Religare ซึ่งหมายความว่า “ผูกเอาไว้ด้วยกัน” ในรากศัพท์ของคำ ว่า ศาสนา ในภาษาไทย ราชบัณฑิตยสภาได้อธิบธิายไว้ว่า คำ ว่า ศาสนา มีรากศัพท์มา จากภาษาสันสัสกฤต หมายถึงคำ สั่งสั่สอน ในปัจปัจุบันหมายถึง ระบบความเชื่อ อันอัมี หลักลัคือแสดงให้เห็นถึงจุดกำ เนิดและสิ้นสิ้สุดสุของโลก แสดงหลักลัธรรมเกี่ยวกับบาป หรือรืการทำ ความดี พร้อร้มทั้งพิธีกธีรรมที่กระทำ ตามคำ สั่งสั่สอนในความเชื่อนั้นๆ ๕ คำ จำ กัด กั ความของศาสนา


บทที่ ๑ พุทธศาสนา ๖


๑.๑ พุทธประวัติ วัติ ๗


การขนานพระนามและทรงเจริญริพระชนม์ พระราชกุมารได้รับรัการทำ นายจากอสิตสิฤาษีหรือรืกาฬเทวิลดาบส มหาฤาษีผู้บำ เพ็ญฌาน อยู่ในป่าป่หิมพานต์ซึ่งเป็นป็ที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทสุโธทนะว่า “ พระราชกุมารนี้เป็นป็ อัจอัฉริยริมนุษนุย์ มีลักลัษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักลัษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจาก พระราชวังผนวชเป็นป็บรรพชิตแล้วล้ตรัสรัรู้เรู้ป็นป็พระอรหันตสัมสัมาสัมสัพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก เป็นป็แน่ ” หลังลัจากประสูติสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทสุโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และ เชิญพราหมณ์ ผู้เรียรีนจบไตรเพท จำ นวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำ นายพระลักลัษณะของพระราช กุมาร พระประยูรญาติได้พร้อร้มใจกันถวายพระนามว่า “สิทสิธัตธัถะ” มีความหมายว่า “ ผู้มีความสำ เร็จร็สมประสงค์ทุกสิ่งสิ่ทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ ” ส่วส่นพราหมณ์เหล่าล่นั้นคัดเลือลืก กันเองเฉพาะผู้ที่ทรงวิทยาคุณประเสริฐริกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำ นายพระราช กุมาร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ทำ นายไว้ ๒ ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครอง เรือรืนก็จักเป็นป็พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมหรือรืถ้าเสด็จออกผนวชเป็นป็บรรพชิตจักเป็นป็ พระอรหันตสัมสัมาสัมสัพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก” ส่วส่นโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่า ทุกคน ได้ทำ นายเพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นป็ บรรพชิต แล้วล้ตรัสรัรู้เรู้ป็นป็พระอรหันตสัมสัมาสัมสัพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก ” ประสูติ ๘


อภิเษกสมรส ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชายยสิทธัตถะทรงครองเพศ ฆราวาสเป็นพระจักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำ ราญ แวดล้อม ด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก เมื่อ เจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำ ริว่าพระ ราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น ๓ หลัง สำ หรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำ ราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาท ตามลำ ดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะ และพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะ ได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติ พระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรง ทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า “ ราหุล ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิด แล้ว , เครื่องจองจำ เกิดแล้ว ” ออกบรรพชา เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูรณ์ ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วย สุขสมบัติมหาศาลก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่องนำ ทางซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จ ประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จทรง ออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมา เวียนว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้า กัณฐกะ พร้อมด้วยนายฉันนะ มุ่งสู่แม่น้ำ อโนมานที แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร) เสด็จข้ามฝั่งฝั่แม่น้ำ อโนมานทีแล้วล้ทรงอธิษธิฐานเพศเป็นป็บรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำ เครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์ เข้าศึกษาในสำ นักดาบส ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้า พระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ ได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรง เลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็น ทางอันเกษม จะจาริกไปเพื่อบำ เพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบำ เพ็ญเพียรนั้น พระเจ้า พิมพิสารได้ตรัสว่า “ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก “ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวาย ปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร ๙


การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำ นัก อาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำ นักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอา กิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำ นักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรง ได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำ หรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำ ลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อสำ เร็จการศึกษาจากทั้งสองสำ นักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้ บริเวณแม่น้ำ เนรัญชรา ที่ตำ บลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ บําเพ็ญทุกรกิริยา “ ทุกร ” หมายถึง สิ่งที่ทำ ได้ยาก “ ทุกรกิริยา” หมายถึงการกระทำ กิจที่ทำ ได้ยาก ได้แก่ การบำ เพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ” เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการ ศึกษาเล่าเรียนในสำ นักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้ำ เนรัญชรานั้น พระองค์ได้ ทรงบำ เพ็ญทุกรกิริยา คือการบำ เพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระ กระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ (ลมหายใจ) การกดพระทนต์ การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ ทรงทรงบำ เพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้น จากทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำ เพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหาร เพื่อบำ รุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำ เพ็ญ ทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตน จะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำ เพ็ญ ทุกรกิริยริา ปัญปัจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าป่อิสิอิ ปสิตนมฤคทายวันนครพาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำ พังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำ เนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง ๑๐


พระพุทธเจ้าทรงตรัสรัรู้ เวลารุ่งรุ่อรุณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี นางสุชสุาดาได้นำ ข้าวมธุปธุายาสเพื่อไปบวงสรวง เทวดา ครั้นรั้เห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอช ปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันอัสงบ นางคิดว่า เป็นป็เทวดา จึงถวายข้าวมธุปธุายาส แล้วล้พระองค์ เสด็จไปสู่ท่สู่ ท่าสุปสุดิษฐ์ริมริ ฝั่งฝั่แม่น้ำ เนรัญรัชรา ทรงวาง ถาดทองคำ บรรจุข้าวมธุปธุายาสแล้วล้ลงสรงสนาน ชำ ระล้าล้งพระวรกาย แล้วล้ทรงผ้ากาสาวพัสตร์อัร์นอั เป็นป็ธงชัยชัของพระอรหันหัตสัมสัมาสัมสัพุทพุธเจ้าจ้ทุกทุพระองค์ ตรัสรู้ หลังลัจากเสวยแล้วล้พระองค์ทรงจับถาดทองคำ ขึ้นมาอธิษธิฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรัรู้ไรู้ด้ในวันนี้ ก็ขอ ให้ถาดทองคำ ใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำ ไป แต่ถ้ามิได้เป็นป็ดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำ ใบนี้จงลอยไปตาม กระแสน้ำ เถิด “ แล้วล้ทรงปล่อล่ยถาดทองคำ ลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำ ลอยตัดกระแสน้ำ ไปจนถึงกลางแม่ น้ำ เนรัญรัชราแล้วล้ลอยทวนกระแสน้ำ ขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำ วน ในเวลาเย็น พระองค์เสด็จกลับลัมายังต้นโพธิ์ที่ธิ์ ที่ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้น โพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไร์ปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษธิฐานว่า “ แม้เลือลืดในกายของ เราจะเหือดแห้งไปเหลือลืแต่หนัง เอ็นอ็กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธลุรรมวิเศษแล้วล้จะไม่ยอมหยุดความ เพียรเป็นป็อันอัขาด “ เมื่อทรงตั้งจิตอธิษธิฐานเช่นนั้นแล้วล้พระองค์ก็ทรงสำ รวมจิตให้สงบแน่วแน่ มีพระสติ ตั้งมั่น มีพระวรกายอันอัสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นป็สมาธิบธิริสุริทสุธิ์ผุธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความ เศร้าร้หมอง อ่ออ่นโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสนุสติญาณ ( ญาณเป็นป็เหตุระลึกลึถึงขันธ์ที่ธ์ ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัย ไปเพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำ หนดรู้กรู้ารตาย การเกิดของสัตสัว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ต่อ จากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ ( ญาณหยั่งรู้ใรู้นธรรมเป็นป็ที่สิ้นสิ้ ไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัรู้ ชัดตามความเป็นป็จริงริว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อทรงรู้เรู้ห็นอย่างนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดลุ พ้นจากกามสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดลุพ้นแล้วล้พระองค์ก็ทรงรู้ว่รู้ว่าหลุดลุพ้นแล้วล้ทรงรู้ชัรู้ ชัดว่า ชาติสิ้นสิ้แล้วล้อยู่จบพรหมจรรย์แล้วล้ทำ กิจที่ควรทำ เสร็จร็แล้วล้ ไม่มีกิจอื่นอื่เพื่อความเป็นป็อย่างนี้อีกอีต่อไป นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิลุวิชชาที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ ในปัจปัฉิมยาม แห่งราตรีนั้รี นั้เอง ซึ่งก็คือการตรัสรัรู้ พระสัพสัพัญญุตญาณ เป็นป็พระอรหันตสัมสัมาสัมสัพุทธเจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำ เพ็ญพระบารมีมาอย่าง ยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรัรู้ใรู้นวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับแต่วันที่สด็จออก ผนวชจนถึงวันตรัสรัรู้ธรู้รรม รวมเป็นป็เวลา ๖ ปี พระธรรมอันอั ประเสริฐริที่พระพุทธเจ้าตรัสรัรู้นั้รู้ นั้คือ อริยริสัจสั๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ๑๑


ประกาศพระศาสนาครั้งรั้แรก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรัรู้แรู้ล้วล้ทรงเสวยวิมุติสุขสุณ บริเริวณต้นพระศรีมรีหาโพธิ์เธิ์ป็นป็เวลา ๗ สัปสัดาห์ ทรงรำ พึงว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรัรู้เรู้ป็นป็การยากสำ หรับรัคนทั่วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทาง ที่จะไม่ประกาศธรรม พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษนุย์ โดยเปรียรีบเทียบมนุษนุย์เหมือนดอกบัว ๔ เหล่าล่และในโลกนี้ยังมีเหล่าล่สัตสัว์ผู้มีธุลีธุใลีนดวงตา เบาบาง สัตสัว์เหล่าล่นั้นจะเสื่อสื่มเพราะไม่ได้ฟังฟัธรรม เหล่าล่สัตสัว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่รู้ ทั่วถึงธรรมได้ ยังมี อยู่ “ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม แล้วล้เสด็จไปโปรดปัญปัจวัคคีย์ ณ ป่าป่อิสิอิ ปสิตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ( เดือนอาสาฬหะ) เรียรีกว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตสูร ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่านปัญปัญาโกณฑัณญะได้ธรรม จักษุ คือบรรลุพลุระโสดาบัน ได้ทูลขออุปอุสมบทในพระธรรมวินัย ของสมเด็จพระสัมสัมาสัมสัพุทธ เจ้า เรียรีกการบวชครั้งรั้นี้ว่า “ เอหิภิกขุอุปอุสัมสั ปทา ” พระอัญอัญาโกณฑัญญะจึงเป็นป็พระภิกษุรูป แรกในพระพุทธศาสนา ๑๒


พระพุทพุธเจ้าจ้ทรงบำ เพ็ญพ็พุทพุธกิจกิอยู่จยู่ นพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์เค์สด็จด็จำ พรรษาสุดสุท้าท้ย ณ เมืองเวสาลี ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วล้ทั้งยังประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ทรงพระดำ เนินจากเวสาลีสู่ลีเสู่ มืองกุสินสิาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิริ นิพพาน ณ เมืองนั้น พระพุทธองค์ได้หันกลับลั ไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่ลี ซึ่งเคยเป็นป็ที่ประทับ นับเป็นป็การทอดทัศ นาเมืองเวสาลีเลีป็นป็ครั้งรั้สุดสุท้าย แล้วล้เสด็จต่อไปยังเมืองปาวา เสวยพระกระยาหารเป็นป็ครั้งรั้ สุดสุท้ายที่บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่ง ทรงข่ม อาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน (ป่าป่สาละ)ของเจ้ามัลละเมืองกุสินสิารา ก่อน เสด็จดับขันธปรินิริ นิพพานพระองค์ได้อุปอุสมบทแก่พระสุภัสุภัททะปริพริาชก นับเป็นป็สาวกองค์สุดสุท้าย ที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นป็พระอรหันต์และปุถุชน พระราชา ชาวเมืองกุสินสิารา และจากแคว้นต่างๆรวมทั้งเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ พระพุทธองค์ได้มีพระ ดำ รัสรัครั้งรั้สำ คัญว่า “ โย โว อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิโสิต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา ” อันอัแปลว่า “ ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันอัที่เราแสดงแล้วล้บัญญัติแล้วล้แก่เธอทั้ง หลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นป็ศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วล่งลับลั ไปแล้วล้ ” และพระพุทธองค์ ได้แสดงปัจปัฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นป็วาจาครั้งรั้สุดสุท้าย ที่เราจะ กล่าล่วแก่ท่านทั้งหลาย สังสัขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นสิ้ ไปและเสื่อสื่มไปเป็นป็ธรรมดาท่านทั้ง หลายจงทำ ความรอดพ้นให้บริบูริบูรณ์ถึงที่สุดสุด้วยความไม่ประมาทเถิด ” แม้เวลาล่วล่งมาถึง ศตวรรษที่ ๒๕ แล้วล้นับตั้งแต่พระองค์ตรัสรัรู้เรู้ป็นป็พระอรหันตสัมสัมาสัมสัพุทธเจ้า และเสด็จดับขัน ธปรินิริ นิพพานที่นอกเมืองกุสินสิาราในประเทสอินอิเดีย แต่คำ สั่งสั่สอนอันอั ประเสริฐริของพระองค์หาได้ ล่วล่งลับลั ไปด้วยไม่ คำ สั่งสั่สอนเหล่าล่นั้นยังคงอยู่ เป็นป็เครื่อรื่งนำ บุคคลให้ข้ามพ้นจากความมีชีวิต ขึ้น ขึ้ ไปสู่ซึ่สู่ งซึ่คุณคุค่าค่ยิ่งยิ่กว่าว่ชีวิชีตวิคือคืการพ้นพ้จากวัฏวัสงสารนั่นนั่เองหลังลัจากพระพุทพุธองค์เค์สด็จด็ดับดัขันขัธ ปรินิริ นิพพานแล้วล้สาวกของพระองค์ทั้งที่เป็นป็พระอรหันต์และมิใช่พระอรหันต์ได้ช่วยบำ เพ็ญ กรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันอั ประเสริฐริไปทั่วประเทศอินอิเดีย และขยายออกไปทั่วโลกเป็นป็ที่ ยอมรับรัว่าพระพุทธศาสนาเป็นป็ศาสนาแห่งความเป็นป็จริงริมีเหตุผลเชื่อถือได้และ เป็นป็ศาสนา แห่งสันสัติภาพและเสรีภรีาพ ปรินิพพาน ๑๓


๑. ปุพปุพณเห ปิณปิฑปาตญจ ตอนเช้าเสด็จด็ออกบิณบิฑบาตเพื่อพื่ โปรดเวไนยสัตสัว์ ๒. สายณเห ธมมเทสน ตอนเย็นย็ทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที่มที่าเข้าข้เฝ้าฝ้ ๓. ปโทเส ภิกภิขุโขุอวาท ตอนหัวหัค่ำ ประทานโอวาทแก่ภิก่กภิษุทั้ษุงทั้เก่าก่และใหม่ ๔. อฑฒรตเต เทวปญหาน ตอนเที่ยที่งคืนคืทรงวิสัวิชสัชนาปัญปัหาให้แห้ก่เก่ทวดาชั้นต่าต่งๆ ๕. ปจจสเสว คเต กาเล ภพพาภพเพ วิโวิลกน ตอนใกล้รุ่ล้งรุ่ตรวจดูสัดูตสัว์โว์ลกที่สที่ามารถ และไม่สม่ามารถบรรลุธลุรรมได้ แล้วล้เสด็จด็ไปโปรดถึงถึที่ แม้ว่ม้าว่หนทางจะลำ บาก เพียพีงใดก็ตก็าม สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์ ๑๔


๑.๒ หลัก ลั ธรรมคํา คํ สอน ๑๕


ศึกศึษาเพื่อพื่บ่มบ่เพาะคุณคุธรรมแห่งห่ความสำ เร็จร็ ไม่สัม่บสัสนระหว่าว่งฉันฉัทะกับกัตัณตัหา คือคืความรักรั ที่จที่ะลงมือมืทำ และความอยากมี อยากได้ อยากเป็นป็ผู้เผู้ข้าข้ใจอิทอิธิบธิาทสี่จสี่ะประเมิณมิตนเองได้ ว่าว่สิ่งสิ่ที่ตที่นกำ ลังลัทำ อยู่จยู่ ะพบกับกัความสำ เร็จร็ได้หด้รือรืไม่ เป็นป็หลักลัธรรมที่หที่าค้นค้คว้าว้ได้ทั่ด้วทั่ไป ๑. อิทธิบาทสี่ ๒. ศีลห้า ศีลศีห้าห้นี้เ นี้ป็นป็หลักลัธรรมที่เที่ราได้ยิด้นยิกันกับ่อบ่ยที่สุที่ดสุแต่ความจริงริแล้วล้เป็นป็เรื่อรื่งละเอียอีดอ่ออ่น มีแมีง่ มุมมุที่น่ที่าน่สนใจมากมาย โดยเฉพาะศีลศี ในข้อข้วาจา งดเว้นว้การพูดพูเท็จท็ซึ่งในสังสัคมปัจปัจุบัจุนบัทำ ผิดผิกันกัมาก จนกลายเป็นป็เรื่อรื่งธรรมดา ในพระสูตสูรหนึ่งนึ่พระพุทพุธเจ้าจ้เคยตรัสรัว่าว่ผู้ใผู้ดก็ตก็ามที่ โกหกจนเป็นป็นิสันิยสัหรือรืบิดบิเบือบืนความจริงริจนเป็นป็นิสันิยสัทำ สิ่งสิ่เหล่าล่นี้ไนี้ ด้โด้ดยไม่กม่ระพริบริตา บุคบุคลผู้นั้ผู้ นนั้ย่อย่มมีอัมีนอัตรายเพราะมีโมีอกาสสูงสูที่จที่ะต้องตกอบายภูมิภูมิดังดันั้นนั้ศีลศีห้าห้จึงจึเป็นป็ คุณคุธรรมอันอัยิ่งยิ่ใหญ่ ที่จที่ะทำ ให้ชีห้ ชีวิตวิของตน และสังสัคมสงบได้ คุณคุธรรมนี้ส นี้ ามารถศึกศึษา ค้นค้คว้าว้ได้ทั่ด้วทั่ไป อริยริสัจสัสี่นี้สี่ นี้ เป็นป็หัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นป็ความจริงริของชีวิต เป็นป็สิ่งสิ่ที่พระพุทธเจ้าค้น พบและทำ ให้พระองค์หลุดลุพ้น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คืออะไร ชาวพุทธทั้งหลาย ไม่ควร สงสัยสัคลุมลุเครือรืหรือรื ไม่แน่ใจ แต่ควรจะมีความเข้าใจ แตกฉาน สามารถตอบคำ ถามและ แนะนำ ได้ หากมีผู้สงสัยสัแม้ไม่รู้จัรู้ จักสิ่งสิ่นี้ คุณกำ ลังลัไม่รู้จัรู้ จักพระพุทธเจ้าของตนเอง หลักลั ธรรมข้อนี้ สามารถศึกษาค้นคว้าได้ทั่วไป ๓. อริยสัจ ๔ ๔. ขัน ขั ธ์ห้า หลักลัธรรมที่ว่าด้วยเรื่อรื่งขันธ์ห้ธ์ ห้านี้ อาจดูไกลตัวสำ หรับรัคนทั่วไป แต่ที่จริงริแล้วล้ขันธ์ห้ธ์ ห้าคือสิ่งสิ่ ที่ทุกคนต้องศึกษาเล่าล่เรียรีน เพราะขันธ์ห้ธ์ ห้านี้เอง ที่เป็นป็ต้นเหตุที่ทำ ให้เราสำ คัญมั่นหมายว่า มีตัวกูของกู พระพุทธเจ้าเคยตรัสรัว่า มนุษนุย์ทั้งหลายไม่เคยตื่นขึ้นเลย มนุษนุย์ล้วล้นใช้ชีวิตอยู่ ในการหลับลั ไหล ก็เพราะไม่รู้เรู้รื่อรื่งขันธ์ห้ธ์ ห้า ตราบที่ยังไม่เคยศึกษาเรื่อรื่งขันธ์ห้ธ์ ห้า อย่าพูดเด็ด ขาดว่าท่านรู้จัรู้ จักชีวิตของท่านดีแล้วล้ ๑๖


๕. ระบบกรรม ๖. ภพภูมิ ภู มิ และการเวียนว่ายตายเกิด กรรมนิยาม เป็นป็หนึ่งในกฏธรรมชาติห้าอย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงเลือลืกมาสั่งสั่สอนชาวโลก ระบบกรรมเป็นป็ระบบที่ยุติธรรมเสมอ ไร้ช่ร้ช่องโหว่ ถ้าเราศึกษาจนเข้าใจ เราจะสามารถตอบ คำ ถามของชีวิตได้อีกอีหลายอย่าง ระบบกรรมนี้ ไม่ได้ระบุไว้เพียง ทำ ดีได้ดี ทำ ชั่วได้ชั่ว หาก แต่ยังมีรายละเอียอีดที่ซับซ้อนมากมาย ซึ่งถ้าไม่ศึกษา ก็ไม่มีวันเข้าใจได้จากการคิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง เพราะต้องใช้ปัญปัญาระดับพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงสามารถแยกย่อย ตีแผ่ออกมาได้ แนะนำ ให้ศึกษาโครงสร้าร้งของกรรม เพราะจะสามารถวิเคราะห์ได้ด้วย ตนเอง ไม่ต้องไปถามใครต่อใครอีกอีว่า ทำ ไมเราเกิดมาเป็นป็แบบนี้ ทำ ไมต้องพบกันคนนี้ ทำ ไมมีแต่เรื่อรื่งแบบนี้ และจะแก้ไขชีวิตได้อย่างไรให้ดีขึ้น ครุกรรมคืออะไร อาสันสันกรรม คืออะไร อาจิณกรรมคืออะไร กตัตตากรรมคืออะไร เหล่าล่นี้คือสิ่งสิ่ที่ชาวพุทธคนสนใจศึกษา เล่าล่เรียรีน ในเรื่อรื่งภพภูมินี้ แม้คนส่วส่นใหญ่จะพิสูจสูน์ให้เห็นด้วยตา ไม่ได้ แต่หากไม่ศึกษาค้นคว้าไว้เลย ก็จะเป็นป็เหตุให้ มองโลกผิดไปจากความเป็นป็จริงริอยู่มาก เพราะความรู้ ภพภูมินี้ จะทำ ให้เราเข้าใจว่า เราเองไม่ได้วิเศษวิโสมา จากไหน ไม่ใช่คนยิ่งใหญ่ที่สุดสุไม่ใช่คนที่เก่งกาจที่สุดสุ ตรงกันข้าม เรานี่แหละที่เคยเกิดเป็นป็สัตสัว์นรก เป็นป็ เปรต เป็นป็อสุรสุกาย เป็นป็สัตสัว์เดรัจรัฉานมาแล้วล้นับไม่ถ้วน เป็นป็เทวดาก็เป็นป็มาแล้วล้สูงสูที่สุดสุก็เคยเป็นป็มาแล้วล้ต่ำ ที่สุดสุก็เคยเป็นป็มาแล้วล้ทุกคนเป็นป็เพียงสัตสัว์โลกที่เวียน ว่ายตายเกิด ไม่มีใครดีไปกว่าใคร ความเข้าใจเรื่อรื่งภพ ภูมินี้ จะทำ ให้เราสำ นึกตนเองว่า เราไม่สมควรประมาท ต่อชีวิต อีกอีทั้งควรมองผู้อื่นอื่ดุจกัลยาณมิตร หรือรืคนใน ครอบครัวรั ไม่แบ่งเขา แบ่งเรา ไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ กระทำ ตนต่อผู้อื่นอื่ด้วยความบริสุริทสุธิ์ทั้ธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ ความรู้เรู้รื่อรื่งภพภูมินี้ สามารถศึกษาได้จากหนังสือสืเล่มล่ ต่างๆ (ร้าร้นบริเริวณท่าพระจันทร์จร์ะมีหนังสือสืเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนาขายอยู่เป็นป็จำ นวนมาก ลองไปหาซื้อ มาอ่าอ่นได้ตามอัธอัยาศัย) ๑๗


๗. จิตสุดท้า ท้ ย หลักลัธรรมในข้อนี้ ถ้าพูดกันตามตรงอาจเป็นป็หัวข้อแรกๆ ที่เราควรทำ ความเข้าใจ เพราะ ความตายนั้นเป็นป็สิ่งสิ่ใกล้ตัล้ ตัวมากกว่าที่คิด วันพรุ่งรุ่นี้กับชาติหน้า เราไม่สามารถรู้เรู้ลยว่าอะไร จะมาก่อนมาหลังลั ในการเวียนว่ายตายเกิดนั้น มีคำ ว่า "จิตดวงเดียวท่องเที่ยวไป" คุณคน เดียวเท่านั้นที่เกิด คุณคนเดียวเท่านั้นที่ตาย คุณคนเดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยเหลือลื ตนเองในนาทีสุดสุท้ายของชีวิต ความรู้เรู้รื่อรื่งจิตสุดสุท้ายนี้จะทำ ให้เราเข้าใจว่า เราควรวาง จิตก่อนตายอย่างไรเพื่อไม่ต้องเสวยภูมิอยู่ในนรก นรกไม่ได้มีสำ หรับรัคนชั่วเท่านั้น แต่ยังมี ไว้สำ หรับรัคนดีที่มีความประมาทด้วย เมื่อศึกษาความรู้เรู้รื่อรื่งจิตสุดสุท้ายแล้วล้ขอให้ลอง สังสัเกตอารมณ์ระหว่างวันของตนเองให้ดี การสังสัเกตอารมณ์ของตนเอง เป็นป็เหมือนการ ทำ นาย ประเมิณผลแบบคร่าร่วๆ ว่าเมื่อสิ้นสิ้ภพชาตินี้แล้วล้เราจะไปเกิดเป็นป็อะไรต่อ สิ่งสิ่นี้ไม่ ต้องไปถามใคร ไม่ต้องไปพึ่งหมอดูที่ไหน รู้ไรู้ด้เป็นป็ ปัจปัจัตตังเฉพาะตน ทำ อย่างไร ได้อย่าง นั้น ฝึกจิตมาอย่างไร เตรียรีมรับรัผลแห่งการกระทำ ไว้ได้เลย ๘. สติปัฏ ปั ฐานสี่ คงเป็นป็เรื่อรื่งตลกไม่น้อย ถ้าเราบอกว่า เราเป็นป็ชาวพุทธแต่เราไม่รู้จัรู้ จักความหมายของคำ ๆ นี้เลย สติปัฏปัฐาน 4 คือหัวใจแห่งการปฏิบัติที่ทำ ให้มนุษนุย์ผู้หนึ่งสามารถเอาชนะความทุกข์ ได้ ทุกวันนี้เราเล่าล่เรียรีนเรื่อรื่งความสุขสุกันมากมาย จากคนที่ยังมีความทุกข์อยู่ ศึกษาจากผู้ อื่นอื่แล้วล้ยังไม่หายทุกข์ ก็มาศึกษาจากพระพุทธเจ้าของเราบ้าง สติปัฏปัฐาน 4 คืออะไร กาย เวทนา จิต ธรรม คืออะไร ทำ ไมสติปัฏปัฐาน 4 จึงทำ ให้มนุษนุย์ธรรมดาๆ ดับทุกข์ได้อย่าง ถาวร แล้วล้เราจะเริ่มริ่ต้นปฏิบัติในคุณธรรมข้อนี้ได้อย่างไร ต้องบอกว่า สติปัฏปัฐาน 4 นี้คือ มรดกของพระพุทธเจ้าโดยแท้จริงริเป็นป็สิ่งสิ่ที่ทำ ให้ศาสนาพุทธมีความแตกต่างจากศาสนา อื่นอื่หลักลัธรรมในข้อนี้ ควรหาเวลาปลีกลีตัวเพื่อศึกษา เบื้องต้นอาจหาตำ รามาอ่าอ่น ขั้นต่อไป อาจลองไปศึกษาจากสำ นักวิปัสปัสนาต่างๆ และสุดสุท้ายควรนำ หลักลั ปฏิบัตินี้ มากระทำ ลงใน ชีวิตประจำ วันด้วย ถ้าทำ ได้อย่างนี้ เราก็จะเป็นป็ผู้หนึ่งที่ได้ชื่อว่า ไม่เสียสีชาติที่เกิดมาเป็นป็ มนุษนุย์ ๑๘


๙. อานาปานสติ อานาปานสตินี้ เป็นป็เอก เป็นป็ทางที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญริยิ่ง ชาวพุทธทุกคนควรสนใจ ศึกษา เพราะปฏิบัติง่าย เราจะได้ไม่ต้องมานั่งพร่ำ บ่นว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ หายใจที่ไหน ก็ปฏิบัติที่นั้น หยุดหายใจเมื่อไหร่ ก็คือวันที่เสร็จร็สิ้นสิ้การปฏิบัติ อานาปานสตินี้ ผู้ภาวนา บ่อยๆ ความโลภ โกรธ หลง จะน้อยลง พูดง่ายๆ ว่าจะเป็นป็คนดีขึ้น จากเป็นป็คนดีธรรมดาๆ ก็เป็นป็คนดีที่มีปัญปัญา เรียรีกว่ากัลยณชน จากเป็นป็กัลยาณชน ก็กลายเป็นป็อริยริบุคคล เป็นป็พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ จริงริอยู่ตอนนี้เราเป็นป็เพียง ปุถุชนคนธรรมดา แต่มนุษนุย์เรานั้นเป็นป็สัตสัว์โลกที่สามารถพัฒนาจิตใจได้ อย่ายอมจำ นน กับคำ ว่าปุถุชนเพียงเพราะว่ามันง่าย แต่จงฝืนจิต ฝึกตน ให้มีคุณธรรมที่สูงสูส่งส่ยิ่งๆ ขึ้นไป ทำ ได้อย่างนี้ จึงเป็นป็การลดทอนภพชาติ ไม่ต้องทุกข์ทรมานตลอดกาลยาวนาน คุณธรรม เรื่อรื่งอานาปานสตินี้ ศึกษาได้จากหนังสือสืหลายเล่มล่ของท่านพุทธทาสก็มี หรือรืจะหาอ่าอ่น โดยตรงจากพระไตรปิฏก หรือรืครูบาอาจารย์ต่างๆ ก็สุดสุแล้วล้แต่ สำ คัญที่สุดสุคือเมื่อศึกษา เล่าล่เรียรีนจากตำ รา และสำ นักแล้วล้ก็ต้องนำ มาปฏิบัติลงในชีวิตประจำ วันด้วย ๑๐. มรรคมีองค์แปด มรรคมีองค์แปดนี้ เป็นป็ทางสายเอก แปลภาษาชาวบ้านว่า เป็นป็คู่มือการใช้ชีวิตของผู้ที่ ต้องการความเจริญริ ใครที่ต้องการความเจริญริก็สมควรศึกษา มรรคแปดนี้ มีอยู่ในศาสนา พุทธเท่านั้น ไม่มีอยู่ในศาสนาอื่นอื่ ปฏิบัติตามได้น้อย ชีวิตก็เจริญริ ได้น้อย ปฏิบัติตามได้มาก ชีวิตก็เจริญริ ได้มาก ปฏิบัติตามไม่ได้เลย ชีวิตก็ย่อมพบกับความหายนะอย่างไม่ต้องสงสัยสั คุณธรรมมรรคแปดนี้ เป็นป็การบริหริารจัดการชีวิตแบบองค์รวมทั้งชาตินี้และชาติหน้า และ เป็นป็ ไปเพื่อพระนิพพานโดยที่สุดสุเป็นป็การมองการใช้ชีวิตด้วยวิสัยสัทัศน์ของคนระดับ พระพุทธเจ้า ดังนั้น เราควรจดจำ ท่องบ่นจนคล่อล่งปาก และจัดสรรชีวิตของตนให้มีความ สอดคล้อล้งกับหลักลัมรรคแปด อาชีพแบบไหนดี ความคิดแบบไหนควรคิด อะไรคือความเชื่อ อะไรคือความจริงริเราควรพูดแบบไหน คบใคร สมาธิคืธิ คืออะไร สติคืออะไร สามารถเรียรีนรู้ไรู้ด้ จากหลักลัธรรมนี้ทั้งหมด ขึ้นชื่อว่าชาวพุทธ ไม่รู้หรู้ลักลัธรรมข้อนี้ถือเป็นป็เรื่อรื่งน่าอายเป็นป็ที่สุดสุ ได้เเก่ ๑๙


ทุกข์ เหตุที่ทำ ให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) ความดับทุกข์ (นิโรธ) ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค) ดำ ริที่ริ ที่จะออกจากกาม (เนกขัมมะ) ดำ ริใรินการไม่พยาบาทปองร้าร้ยผู้อื่นอื่ ดำ ริใรินการไม่เบียดเบียนผู้อื่นอื่ ไม่พูดเท็จ (มุสาวาทา) ไม่พูดส่อส่เสียสีด ยุยงให้เขาแตกร้าร้วกัน (ปิสุณสุาย วาจาย) ไม่พูดคำ หยาบคาย (ผรุสาย วาจาย) ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สร้าระ (สัมสัผัปปลาปา) การเบียดเบียนฆ่าสัตสัว์ตัดชีวิต (ปาณาติบาต) การลักลัขโมย และฉ้อฉลคดโกง แกล้งล้ทำ ลายผู้อื่นอื่ (อทินนาทาน) การประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิสุมิจฉาจาร) เว้นจากการค้าขายเครื่อรื่งประหารมนุษนุย์และสัตสัว์ เว้นจากการค้าขายมนุษนุย์ไปเป็นป็ทาส เว้นจากการค้าสัตสัว์สำ หรับรัฆ่าเป็นป็อาหาร เว้นจากการค้าขายน้ำ เมา เว้นจากการค้าขายยาพิษ เพียรระวังมิให้บาปหรือรืความชั่วเกิดขึ้น เพียรละบาปหรือรืความชั่วที่เกิดขึ้นแล้วล้ เพียรทำ กุศลหรือรืความดีให้เกิดขึ้น เพียรรักรัษากุศลหรือรืความดีที่เกิดขึ้นแล้วล้ให้คงอยู่ ๑๐.๑ สัมสัมาทิฏฐิ คือมีปัญปัญาอันอัเห็นชอบ ได้แก่การเห็นในอริยริสัจสั๔ คือ ๑๐.๒ สัมสัมาสังสักัปปะ คือดำ ริชริอบ ได้แก่ ๑๐.๓ สัมสัมาวาจา คือเจรจาชอบ ได้แก่การเว้นจากวจีทุจริตริ๔ คือ ไม่ประพฤติชั่วทางวาจาอันอั ได้แก่ ๑๐.๔ สัมสัมากัมมันตะ คือทำ การงานชอบโดยประกอบการงานที่ไม่ผิดประเพณี ไม่ผิดกฏ หมาย ไม่ผิดศีลธรรม และเว้นจากการทุจริตริ๓ อย่างได้แก่ ๑๐.๕ สัมสัมาอาชีวะ คือเลี้ย ลี้ งชีวิตชอบได้แก่ การเว้นจากการเลี้ย ลี้ งชีพในทางที่ผิด การ ประกอบสัมสัมาอาชีพคือ ๑๐.๖ สัมสัมาวายามะ คือมีความเพียรชอบ ๔ ประการได้แก่ ๒๐


พิจารณากาย ระลึกลึได้เมื่อรู้สึรู้กสึสบายหรือรื ไม่สบาย พิจารณาลมหายใจเข้าออก พิจารณาเวทนา ระลึกลึได้เมื่อรู้สึรู้กสึสุขสุหรือรืทุกข์ หรือรืเฉยๆ มีราคะ โทสะ โมหะหรือรื ไม่ พิจารณาจิต ระลึกลึได้ว่าจิตกำ ลังลัเคร้าร้หมองหรือรืผ่องแผ้ว รู้เรู้ท่าทันความนึกคิด พิจารณาธรรมให้เกิดปัญปัญา ระลึกลึได้ว่าอารมณ์อะไรกำ ลังลัผ่านเข้ามาในใจ ปฐมฌาน หรือรืฌานที่ ๑ ทุติยฌาน หรือรืฌานที่ ๒ ตติยฌาน หรือรืฌานที่ ๓ จตุตถฌาน หรือรืฌานที่ ๔ ๑๐.๗ สัมสัมาสติ คือระลึกลึชอบได้แก่ การระลึกลึวิปัฏปัฐานได้แก่ การระลึกลึในกาย เวทนา จิต และธรรม ๔ ประการคือ ๑๐.๘ สัมสัมาสมาธิ คือตั้งใจชอบ ทำ จิตให้สงบระงับจากกิเลส เครื่อรื่งเศร้าร้หมอง ให้มี อารมณ์แน่วแน่เป็นป็อันอัเดียว เพื่อให้จิตจดจ่อไม่ฟุ้งฟุ้ซ่าน หาอารมณ์อันอั ไม่มีโทษให้จิตยึด จะ ได้ไม่พร่าร่ ไปหลายทางได้แก่ การเจริญริฌานทั้ง ๔ คือ ทั้งหมดที่กล่าล่วมาเป็นป็เพียงหลักลัธรรมเบื้องต้นเท่านั้นยังมีหลักลัธรรมอีกอีมากมายที่ พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้ ๒๑


22 บทที่2ที่ ศาสนาคริสต์


ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มนุษนุย์ขาดซึ่งความรู้ใรู้นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่มีวิทยาศาสตร์แร์ละเทคโนโลยีที่จะช่วยให้สามารถพินิจพิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริงริที่ทำ ให้ เกิดสิ่งสิ่ต่างๆ นั้นคืออะไร เมื่อเห็นสิ่งสิ่ต่างๆรอบตัวจึงเกิดความคิดและความเชื่อตามความไม่รู้ ของตน อย่างเช่น ฝน ตก ฟ้าฟ้ร้อร้ง ฟ้าฟ้ผ่า แผ่นดินไหว กลางวัน กลางคืน การเกิด การเจ็บ การตาย เป็นป็ต้น เมื่อมนุษนุย์ประสบ กับสิ่งสิ่เหล่าล่นี้และไม่สามารถอธิบธิายถึงสาเหตุที่แท้จริงริของ ธรรมชาติเหล่าล่นั้นได้ จึงมองว่าปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นป็สิ่งสิ่น่ากลัวลั ทรงอานุภนุาพ ลึกลึลับลัและมหัศจรรย์ ทำ ให้มนุษนุย์เชื่อว่ามีบางสิ่งสิ่ ที่อยู่เหนือธรรมชาติบันดาลทำ ให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่าล่นั้นขึ้น มนุษนุย์จึงต้องหา วิธีที่ธี ที่ทำ ให้ ตนเองรู้สึรู้กสึปลอดภัย โดยการให้ความเคารพกับสิ่งสิ่นั้นๆซึ่งเป็นป็การแสดงให้เห็นว่า มนุษนุย์ได้ยอมรับรั ใน พลังลัของสิ่งสิ่ที่เหนือธรรมชาติและต้องการพ้นภัยจากปรากฏการณ์ต่างๆจึง อ้ออ้นวอนร้อร้งขอจาก ธรรมชาติ เพื่อให้เทพเจ้าพอใจและดลบันดาลประโยชน์แก่มนุษนุย์ แต่ใน ทางตรงกันข้ามหากเทพเจ้าไม่พอใจก็อาจดลบันดาลให้เกิดภัยพิบัติแก่มนุษนุย์ได้เช่นกัน จาก ความเชื่อต่อสิ่งสิ่ศักดิ์สิทสิธิ์เธิ์หล่าล่นี้จึงเกิด เป็นป็ลัทลัธิแธิละศาสนาต่างๆในเวลาต่อๆมา ความเป็น ป็ มาของศาสนาคริสต์ 23


คำ ว่า Christ มาจากภาษาโรมันว่า Christius และคำ นี้ก็มีรากมาจาก ภาษากรีกอีกต่อหนึ่งคือคำ ว่า Christos ซึ่งแปลมาจากคำ ว่า เมสสิอาห์ (Messiah) แปลว่าพระผู้ปลดเปลื้องทุกข์ภัยหรือพระผู้ช่วยให้รอดคือการ รอดพ้นจากการตกนรกในวันพิพากษาหรือวันสิ้นโลก ศาสนาคริสต์นั้นแท้จริง วิวัฒน์มาจากศาสนายิว เพราะศาสนาคริสต์นับถือพระเจ้าองค์เดียวกันกับ ศาสนายิว คือพระเยโฮวาร์ แม้พระเยซูเองก็ไม่เคยประกาศตั้งศาสนาคริสต์มี แต่บอกว่าท่านนั้นเป็นยิว คำ ว่าคริสต์จึงเกิดขึ้นหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์ชีพ ไปแล้วเป็นร้อยปีศาสนาคริสต์นับว่าเป็นศาสนาที่ยิ่งใหญ่และมีความสำ คัญใน โลกของศาสนาเทียบเท่ากับหรืออาจจะมากกว่าศาสนาอื่นๆในโลกในบริบทของ การเมือง องค์ประกอบของศาสนาคริสต์ก็นับได้ว่าครบถ้วนสมบูรณ์คือ มีจำ นวนผู้ศรัทธามาก และมีผู้ประกาศเผยแผ่คำ สอนของศาสดาอย่างแน่ชัด จึงถือได้ว่าศาสนา คริสต์ประกอบด้วยคุณลักษณะของศาสนาครบถ้วนทุก ประการ5 ชาวคริสต์เชื่อกันว่า ศาสนาคริสต์ไม่ได้เริ่มที่การปรากฏมาของพระ เยซู แต่เริ่มต้น จากความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นับแต่การสร้างโลก แล้ว และจะไปจบสิ้นอย่างสมบูรณ์เมื่อ โลกจะสิ้นไป เมื่อเกิด "ฟ้าใหม่และแผ่น ดินใหม่" ขึ้นมา การปรากฏของพระเยซูเป็นเหตุการณ์สำ คัญ ที่สุดใน ประวัติศาสตร์แห่งความรอดนี้เพราะพระองค์ทรงทำ ให้พันธสัญญาระหว่าง พระเจ้ากับมนุษย์ สมบูรณ์ โดยทรงเปิดเผยสัจธรรมที่จะนำ มนุษย์ไปสู่ความ หลุดพันหรืออีกนัยหนึ่ง นำ มนุษย์ไปหาพระ เจ้า6 พันธสัญญานี้หมายถึง สัญญา ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งเริ่มจากมนุษย์คู่แรกคือ อดัม และ เอวา กับบุคคล สำ คัญในพระคัมภีร์อีกหลายคน รวมทั้งกับชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรรคือ ชาติ อิสราเอล พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์และได้รับความ รอดนิรันดร์หากมนุษย์ ซื่อสัตย์และปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพระองค์ จุดกำ เนิดของศาสนาคริสต์ 24


คําว่าศาสนจักรนั้นมีความหมายที่ค่อนข้างกํากวม สามารถตีความได้ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ อาจหมายถึงศาสนจักรที่สามารถมองเห็นได้ นั่นคือ สถานที่ ประกอบพิธีทางศาสนาโดยที่ภายในสถานที่นั้นๆมีผู้คนที่ได้รับศีลล้างบาปหรือ รับบัพติศมาแล้ว ที่รวมตัวกันอย่างเด่นชัดโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบูชาและ สรรเสริญพระเจ้า น้อมรับคำ สอน คบค้าสมาคมกันและอยู่ใต้ผู้มีอํานาจทาง ศาสนา เป็นกลุ่มบุคคลซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นผู้รับการเลือกสรร โดยพระเจ้าซึ่ง อาจจะแม้แต่กีดกันผู้ที่ได้รับการเลือกสรรโดยพระเจ้าด้วยซ้าไป ในอีกความหมายหนึ่งหมายถึงศาสนจักรที่มองไม่เห็น คือ ตัวองค์พระคริสต์อันเป็นนิรันดร์ ซึ่งมีเพียงผู้ที่ได้รับการเลือกสรรโดยพระเจ้า ซึ่งมีความศรัทธาเลื่อมใสเท่านั้นจึงจะมีสิทธิอันชอบธรรมในการเป็นส่วนหนึ่ง ของศาสนจักรนี้ในขณะที่การตีความคํานิยามของศาสนจักรจากนักเทววิทยา อย่าง มาร์ติน ลูเธอร์และจอห์น แคลวิน ให้คําจํากัดความของศาสนจักรว่าเป็น เพียงองค์กรการปกครองของ คณะสงฆ์ โดยมีชาวคริสต์เป็นส่วนหนึ่ง พระสงฆ์ และนักบวชก็มีหน้าที่และภารกิจเฉพาะภายในองค์กร เท่านั้น ในพระคัมภีร์ ไบเบิล คําว่า Church มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคําว่า ecclesia ซึ่ง หมายความถึงกลุ่มคนที่ถูกเรียก หรือการชุมนุม ในพระคัมภีร์ไบเบิลคำ ว่า church จะถูกใช้แทนผู้คน เช่น บุตรหลานแห่งอิสราเอล (กิจการ 7:38) พระ วรกายของพระคริสต์ (เอเฟซัส1:22; เอเฟซัส5:25,32) การชุมนุมของผู้ศรัทธา (1 โครินเธียน 1:2) หรือกลุ่มคนที่มีความเชื่อในพระคริสต์ ผ่านทุกยุคสมัย (มัทธิว 16:18) คำ จำ กัด กั ความของศาสนจักร 25


ความสำ คัญ คั ของศาสนาคริสต์ เราสามารถจัดความสําคัญของศาสนาได้ออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับ บุคคลเป็นขั้นพื้นฐานที่สุด ระดับสังคมซึ่งขยายมาจากบุคคลหลายๆคนรวมกัน ระดับประเทศซึ่งขยายมาจากสังคมหลายๆสังคมรวมกันและระดับสากลซึ่ง ขยายมาจากประเทศหลายประเทศรวมกัน ประการแรก ความสําคัญในระดับบุคคล ศาสนามีความสําคัญในระดับปัจเจก เป็นอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ บรรเทาความทุกข์โศกและเป็น เครื่องนําทางชีวิต ประการที่สอง ความสําคัญระดับสังคม กล่าวคือ สังคมนั้นประกอบไป ด้วย บุคคลหลายๆบุคคลรวมกัน ด้วยมีจุดประสงค์ ผลประโยชน์ ความเชื่อร่วมกันจึง รวมกันเป็นสังคมได้ ประการที่สาม ความสําคัญระดับประเทศ ศาสนาเป็นอัตลักษณ์ของ ประเทศ เป็นพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นบ่อเกิดแห่งศิลปะ วัฒนธรรม เป็นแหล่งรวม ศิลปะวิทยาการ เป็นแหล่งความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ประการที่สี่ ความสําคัญในระดับสากล ศาสนาเป็นมรดกอันลํ้าค่าของ มนุษยชาติไม่ว่าจะศาสนาใดก็ตาม ศาสนาทําให้ศาสนิกชนเคารพซึ่งกันและกัน มนุษย์ทุกคนควรมี สิทธิ์ในการนับถือศาสนาและแต่ละศาสนาควรสอนให้เคารพ ในสิทธิพื้นฐานน 26


ความสัมพันธ์ระหว่า ว่ วมนุษย์กับ กัศาสนาคริสต์ รอบความคิดของมนุษย์เกี่ยวกับศีลธรรมและการสํานึกเรื่องผิดชอบชั่วดี มีพื้นฐานมาจากหลักของศาสนา มีศักยภาพมากในการควบคุมพฤติกรรม มนุษย์ในสังคม รัฐสมัยใหม่ ยังคงให้คุณค่ากับเรื่องศีลธรรม เช่นเดียวกับรัสเซีย ซึ่งปูตินเคยกล่าวไว้ว่าไม่สามารถแยกศีลธรรมออก จากศาสนาและการ ปกครองได้ เนื่องจากเป็นคุณค่าสําคัญที่รัฐจะต้องพิทักษ์รักษาและเป็น อุดมการณ์ ในการสร้างความชอบธรรมต่อการดํารงอยู่ของรัฐ แน่นอนว่าศีล ธรรมตามหลักของศาสนาใดศาสนา หนึ่งย่อมไม่อาจเป็นศีลธรรมที่รัฐจะนําไป ใช้บังคับเป็นการทั่วไปได้ ศาสนากับมนุษย์มีส่วนเกี่ยวข้องผูกพันซึ่งกันและกันอย่างแยกออกจาก กันไม่ได้ ศาสนาในฐานะที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่มีความเชื่อ เดียวกัน หรือมนุษย์กับสังคมที่มีความเชื่อเดียวกัน พฤติกรรมของมนุษย์และ สังคมมนุษย์ก็ย่อมส่งผลย้อนกลับไปถึงศาสนาเช่นเดียวกับที่ศาสนาส่งผลต่อ มนุษย์และสังคม “แต่ละชุมชนของมนุษย์จะมีวัฒนธรรม จารีต ประเพณีและขนบธรรมเนียมอีก ที่เป็นเฉพาะของตน นี่คือสิ่งดีงามที่มนุษย์ได้สร้างสมขึ้น วัฒนธรรมนั้นมัก เกี่ยวข้อง หรือสืบเนื่องมาจากศาสนาเสมอ” 12อีกทั้ง “อิทธิพลความเชื่อทาง ศาสนาเป็นหลักในการจัดการ ปกครอง จะก่อให้เกิดการสลายวรรณะภายใน สังคมได้” 13หรือในทางกลับกันก็ก่อให้เกิดระบบชนชั้น วรรณะในสังคมได้เช่น เดียวกัน เพราะตามความเป็นจริงแล้วไม่มีศาสนาใดเลยที่สอนให้ทุกคนเท่า เทียมกัน 27


นิกายโรมันคาทอลิค (Roman Catholicism) นิกายโรมันคาทอลิค19 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าศาสนจักรคาทอลิค เกิดขึ้น เมื่อศาสนจักรแยกออกเป็นคริสตจักรตะวันออกและคริสตจักรตะวันตกในปี ค.ศ. 1054 ซึ่งนับได้ว่าเป็นนิกายแรกสุดของศาสนคริสต์ และมีผู้เคารพนับถือ มากที่สุดในโลก คือราวๆ 1.3 พันล้านคน ชาวคาทอลิคเคารพในพระแม่มารีย์ และนักบุญต่างๆ ภายในโบสถ์ของนิกายนี้จะมีรูปเคารพพระเยซู พระแม่มารีย์ และนักบุญต่างๆมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่นครรัฐวาติกัน มีบิชอปแห่งกรุง โรม หรือโป๊ปหรือพระสันตะปาปาเป็นประมุขของศาสนจักร เชื่อกันว่าได้สืบ ทอดอํานาจมาจากนักบุญเปโตรที่เดินทางแผยแผ่ศาสนามายังกรุงโรมตาหลัก เทววิทยาคาทอลิคมีพื้นฐานมาจากหลักข้อเชื่อไนซีน(Nicene creed) 28 นิกายต่างๆในศาสนาคริสต์ เริ่มแรกคริสตชนรวมกันมาไม่ได้มีการแยกนิกาย ปลายศตวรรษที่ 1 อันเป็น ปีกําเนิดของศาสนาคริสต์นั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช คณะพระอาวุโสและผู้ช่วยพระ มีสาวกเป็นฝ่ายทําหน้าที่ แสดงพระธรรมเทศนา ครั้นเวลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ 2


29 นิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant) ในต้นศตวรรษที่ 16 เอกภาพของพระศาสนาจักรถูกกระทบอย่างรุนแรงเมื่อมี การก่อสร้างวิหารนักบุญเปโตรที่กรุงโรม พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่6 ทรงมีพระศาสนโองการ อนุญาตให้มีการเทศน์ประกาศพระคุณการุณและมีการ จําหน่ายใบประกาศพระคุณการุณเพื่อรวบรวม เงินมาสร้างวิหารนักบุญเปโตร และสิ่งก่อสร้างอื่นๆของวาติกัน สร้างความไม่พอใจให้กับมาร์ติน ลูเธอร์ และ นักบวชบางกลุ่ม นิกายลูเธอรัน (Lutheran) ผู้นําคนสําคัญ คือ มาติน ลูเธอร์ (Martin Luther) มีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี ค.ศ. 1483-1546 เกิดที่แซกซอนนี (Saxony) ประเทศเยอรมัน ได้รับการศึกษา สูงจนจบปริญญา เอกและได้ศึกษาเทวศาสตร์ จากนั้นได้เข้าสู่ชีวิตนักบวชและ แสวงบุญที่กรุงโรมทําให้เห็นสภาพความ เป็นจริงต่างๆในศาสนจักร จึงตีความ พระคริสต์ธรรมด้วยตนเอง และวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาศาสนา ของยุคกลาง ความคิดเลยต่อเนื่องมาวิจารณ์ศาสนจักรซึ่งในขณะนั้นมีการขายใบไถ่บาป ความคิดของ มาร์ติน ลูเธอร์ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนมากของ เยอรมัน แล้วแพร่หลายออกไปทั่วยุโรป ทําให้พระสันตะปาปาไม่พอพระทัยจึ่ง ขับไล่ออกจากศาสนจักรในปี ค.ศ. 1521 นําไปสู่การแยกเป็น นิกายใหม่ในเวลา ต่อมา


30 กลุ่มคริสตจักรฟื้นฟู(Reformed Christianity) ผู้นําคนสําคัญที่มีความ เคลื่อนไหวมาก ได้แก่ ฮุลดริช ซวิงลี (Huldrych Zwingli) และ จอห์น คาลวิน (John Calvin) ได้รับแนวคิดจากลูเธอร์ และปรัชญามนุษยนิยม (Humanism) ฮุลดริชไม่เห็นด้วยกับพิธีล้างบาปและพิธีศีลมหาสนิทว่าเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ เป็น เพียง ความเชื่อภายนอกเท่านั้น หาใช่ความเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เพราะ พิธีล้างบาป ก็คือการปฏิญาณ ตน ในขณะที่พิธีศีลมหาสนิท นิกายแองกลิกัน (Church of England) นิกายคริสตจักรแห่งอังกฤษ กําเนิดในประเทศอังกฤษ ในสมัยที่ราชวงศ์ สจ๊วต ครองเกาะอังกฤษ โดยมีสาเหตุมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 (Henry VIII of England) เมื่อศาสนา คริสต์โรมันคาทอลิคเข้ามา ราชวงศ์อังกฤษไม่พอใจใน ชีวิตที่หรูหราของพระ จึงประกาศฟื้นฟูศาสนาที่ เรียกว่า Restoration of the Stuarts ในปี ค.ศ. 1660 ศาสนจักรของอังกฤษไม่ขึ้นตรงต่อสมเด็จ พระ สังฆราชของกรุงโรม แต่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์อังกฤษแทน ตําแหน่งผู้นําของ ศาสนจักรก็ไม่ให้เรียกว่า สมเด็จพระสังฆราชหรือพระสันตะปาปา แต่ให้เรียก ว่าอาร์บิชอปแทน


บทที่3 ศาสนาอิสลาม 31


32 ความเป็น ป็ มาของศาาสนาอิสลาม เริ่มขึ้นปี ค.ศ. 632 (พ.ศ. 1175) จากชุมชนมุสลิมที่นบีมุฮัมมัดตั้งขึ้นแล้วในคาบสมุทร อาหรับ ในศตวรรษต่อมามีการเผยแพร่ศาสนาอิสลามไปอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะใน จักรวรรดิกาหลิบรอชิดีนและช่วงราชวงศ์อุมัยยะห์ที่ศาสนาอิสลามแพร่ไปถึงทวีปยุโรป ตอนใต้ หลายร้อยปีต่อมามีราชวงศ์มุสลิมปกครองหลายประเทศทั่วโลกด้วยกัน ได้แก่ ราชวงศ์อับบาซียะห์ ราชวงศ์ฟาติมียะห์ ราชวงศ์เซลจุค ราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ และมี จักรวรรดิมุสลิมที่แผ่อาณาเขตออกไปกว้างใหญ่ไพศาล เช่น จักรวรรดิโมกุลในประเทศ อินเดีย และจักรวรรดิออตโตมันในประเทศตุรกีและคาบสมุทรบอลข่าน


จุดกำ เนิดของศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามได้กำ เนิดขึ้นที่เมืองมักกะฮฺ ในคาบสมุทรอาหรับซึ่งปัจจุบัน เป็นที่ตั้ง ของประเทศซาอุดิอาระเบีย เมื่อประมาณ พ.ศ. 1133 และนับเป็น ศาสนาหนึ่งที่มีชนชาติต่างๆ ทั่วโลกนับถือร่วมพันล้านคน ในทวีปเอเซีย อาฟริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ 33 ฃ


่ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกิดที่นครมักกะฮ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ตั้งอยู่แถบตะวันออกกลาง ท่านเกิด เมื่อเวลาเช้าตรู่ขรู่องวันที่ ๑๒ เดือนร่อร่บีอุ้ลเอาวัล ปีช้าง สาเหตุที่เรียรีกว่าปีช้าง เพราะเป็นปีที่กษัตริย์ริ ย์อับรอหะฮ์ได้นำ กองทัพช้างมาเพื่อทำ ลายกะอ์บะฮ์ แต่ไม่สามารถทำ ลายได้เพราะอัลลอฮ์ได้ทำ ลายกองทัพนั้นเสียก่อน ซึ่งตรงกับ วันที่ ๒๒ เมษายน ค.ศ. ๕๗๑ หรือรืพ.ศ. ๑๑๑๔ เมื่อท่านอับดุลมุฏฏอลิบ ผู้เป็นปู่ได้ทราบข่าวการเกิด จึงได้รีบรี ไปเยี่ยมและได้ตั้งชื่อให้หลานชายว่า “มุฮัมมัด” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้ได้รับรัการสรรเสริญริ ประวัติศาสดา 34


คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม เรียกว่า คัมภีร์อัลกุรอาน เนื้อหา ในคัมภีร์นี้ทั้งหมดเป็น วจนะของพระเจ้า ที่ได้ประทานแก่ท่านศาสดา 49 นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะ ซัลลัม ผ่านทางสื่อคือเทวทูตญิบรีล เพื่อนำ ไปเผยแพร่แก่มวลมนุษย์ ศาสดานบีมุฮัม มัดเป็นบุคคลที่อัลลอฮ์ ทรงเลือกให้ทำ หน้าที่ประกาศศาสนา และเป็นผู้นำ ในการ ปฏิบัติศาสนกิจ ตามคำ สอนของพระองค์อัลลอฮ์ประทานคัมภีร์แก่ท่านศาสดาเป็น ระยะๆ รวมเวลาทั้งสิ้น ๒๓ ปีแบ่งเป็นสองช่วง คือ ช่วงก่อนการอพยพเป็นเวลา ๑๓ ปีเรียกว่า “มักกียะห์” และช่วงหลังการอพยพเป็นเวลา ๑๐ ปีเรียกว่า “มะดะนียะห์” คัมภีร์ของศาสนา 35


นิกายซุนนี(Sunni) โดย คำ ว่า ซุนนี มาจาก อัสซุนนะฮ์ (السنة (แปลว่า คำ พูดและการกระทำ หรือแบบอย่างของศาสดามุฮัมมัด (ศ) คำ ว่า "ญะมาอะฮ์" คือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ผู้ที่บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาคือ อะฮ์มัด บินฮันบัล (ฮ.ศ. 164-241 / ค.ศ. 780-855) คำ ว่า อัสซุนนะฮ์ เป็นคำ ที่นบีมุฮัมมัดมักจะใช้บ่อยครั้งในคำ สั่งสอนของท่าน เช่น ในฮะดีษศอฮีฮ์ฟิกฮ์ที่บันทึกโด ยอิมามอะฮ์มัด, อัตติรมีซี, อะบูดาวูด และอิบนุมาญะฮ์ ซึ่งท่านนบีได้กล่าวว่า “พวกท่านทั้งหลายจงยึดมั่นใน "แนวทางของฉัน" (تيِنَّس (ُและแนวทางของผู้นำ ที่อยู่ในแนวทางอันเที่ยงธรรมของฉัน (อัลคุละฟาอ์อัรรอชิดูน) ที่จะมาหลังฉัน จงเคร่งครัดในการยึดมั่นบนแนวทางนั้น จงกัดมันด้วยฟันกราม (คืออย่าละทิ้งเป็นอันขาด) และ จงหลีกให้พ้นจากอุตริกรรมในกิจการของศาสนา เพราะทุกอุตริกรรมในกิจการศาสนานั้นเป็นการหลงผิด” ในสมัยการปกครองของยะซีด บินมุอาวิยะหฟิกฮ์ คำ สั่งสอนแห่งอัลกุรอานและแห่งศาสนทูตถูกละทิ้ง ชาวมะดี นะฮ์ผู้เคร่งครัดถูกได้รับความกดดันจากตระกูลอุมัยยะฮ์ผู้ปกครองอาณาจักรอิสลาม และภายใต้ความกดดัน นั้นได้เกิดหล่อหลอมเป็นกลุ่มผู้ยึดมั่นในแนวทางอิสลามแบบเดิม เพื่อต่อต้านตระกูลอุมัยยะฮ์ โดยเฉพาะหลัง จากที่กองทัพจากชาม ในสมัยการปกครองของยะซีด บินมุอาวิยะฮ์ฟิกฮ์ ได้สังหารฮุเซน หลานตาศาสนทูตมุฮัม มัด พร้อมกับญาติพี่น้อง ที่กัรบะลาอ์ 73 คนในปี ค.ศ. 680 และต่อมาในปี ค.ศ. 683 ยะซีดส่งกองทัพเพื่อโจมตี พระนครมะดีนะฮ์ที่อับดุลลอฮ์ บินอุมัร อิบนุลคอฏฏอบ เป็นผู้นำ ในการต่อต้านการปกครองของยะซีด และ โจมตีมักกะฮ์ ที่อับดุลลอฮ์ อินนุซซุเบรสถาปนาตนเองเป็นเคาะลีฟะฮ์แห่งอาณาจักรอิสลาม ชาวเมืองมะดีนะฮ์ ร่วมกันออกต้านทัพของยะซีด ที่นำ โดยอุกบะหฟิกฮ์ ณ สถานที่ที่มืชื่อว่า อัลฮัรเราะฮ์ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ จน กองทัพของยะซีดสามารถเข้าปล้นสะดมเมืองมะดีนะฮ์ เป็นเวลาสามวันสามคืนตามคำ สั่งของยะซีด ทหารชาม เข่นฆ่าผู้คน และข่มขืนสตรี จนกระทั่งมีผู้คนล้มตายประมาณ 10,000 คน ในจำ นวนนั้นมีบุคคลสำ คัญ 700 คน นอกจากนั้นมีผู้หญิงตั้งท้องเนื่องจากถูกข่มขืนชำ เราอีก 500 คน หลังจากนั้นกองทัพชามก็มุ่งสู่มักกะฮ์เพื่อ ปราบปรามอิบนุซซุเบร โดยเข้าเผากะอ์บะฮ์ และเข่นฆ่าผู้คน ประชาชนชาวมุสลิมต่อต้านการปกครองตลอด มา แต่แล้วในปี ค.ศ. 692 อับดุลมะลิก บินมัรวานก็ส่ง ฮัจญาจญ์ บินยูสุฟ อัษษะกอฟี มาโจมตีมักกะฮ์อีกครั้ง ครั้งนี้อับดุลลอฮ์ อิบนุซซุเบร ถูกสังหารและศพถูกตรึงที่ไม้ ปักไว้หน้ากะอ์บะฮ์ ส่วนกะอ์บะฮ์ก็ถูกทำ ลาย ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนในอาณาจักรอิสลามแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มชนใหญ่ ๆ พวกที่ฝักใฝ่ทางโลกก็สนับสนุนการ ปกครองของตระกูลอุมัยยะฮ์ พวกที่ต่อต้านการปกครองระบอบเคาะลีฟะฮ์ ยึดถือบุตรหลานศาสนทูตเป็นผู้นำ ก็คือพวกชีอะฮ์ พวกที่เชื่อว่าบรรดาสาวกคือผู้นำ และสานต่อสาส์นแห่งอิสลามหลังจากนบีมุฮัมมัด พวกนี้คือ อะฮ์ลุสซุนนะฮ์ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่ได้มีการบัญญัติศัพท์นี้ เพราะคำ ว่า ซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ ถูกบัญญัติขึ้นมา จริง ๆ โดยอะฮ์มัด บินฮันบัล (ค.ศ. 780-855 / ฮ.ศ.164-241) นอกจากนี้ยังมีพวกคอวาริจญ์ ที่เป็นกบฏและ แยกตัวออกจากอำ นาจการปกครองของอิมามอะลี เมื่อครั้งที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ที่ 4 ในโลกมุสลิมนั้น ได้มีนิกายทางศาสนาที่สำ คัญอยู่ 2 นิกาย คือ นิกายซุนนี และ นิกาย ชีอะห์ ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งของการขัดแย้งระหว่างประเทศมุสลิมด้วยกัน นิกายที่สำ คัญ 36


บังคับยกเลิกการกล่าวสาปแช่งอะลีในที่สาธารณะ เช่น ในเวลาละหมาด เเละเวลาคุตบะห์ มุอาวิยะฮ์ไม่ควรใช้เงินภาษีกับความจำ เป็นส่วนตัว ควรสงบศึก และผู้ติดตามฮะซํนจะได้รับสิทธิและความปลอดภัย มุอาวิยะฮ์จะไม่แต่งตั้งตนเองเป็นอะมีรุลมุอ์มินีน มุอาวิยะฮ์จะไม่ให้มีใครเป็นผู้สืบทอด นิกายชีอะห์(Shia ) เหตุการณ์ที่ฆอดิรคุมม์ เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 632. ในขณะกลับจากการทำ ฮัจญ์ ศาสดามุฮัมมัดได้เรียก ชาวมุสลิมที่อยู่รอบ ๆ มารวมตัวกันแล้วให้โอวาส ในตอนนั้น มุฮัมมัดชูแขนอะลีแล้วกล่าวว่า "ใครสำ คัญไปกว่า ตนเอง?" ชาวมุสลิมกล่าวว่า "อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์"เหตุการณ์นี้ได้ถูกบันทึกทั้งฝ่ายชีอะฮ์และซุนนี เมื่อมุฮัมมัดเสียชีวิตในปีค.ศ.632 และญาติของมุฮัมมัดกำ ลังจัดงานศพ ในขณะที่เตรียมร่างกายนั้น อะบูบักร์, อุ มัรและอบูอุบัยดะฮ์ อิบน์ อัลญัรเราะฮ์พบกับผู้นำ แห่งมะดีนะฮ์และเลือกอบูบักร์เป็นเคาะลีฟะฮ์. อะลีปฏิเสธ ความเป็นเคาะลีฟะฮ์ของอะบูบักร์และไม่ให้สัตยาบันแก่เขา รายงานนี้มีทั้งสายซุนนีและชีอะฮ์ อะลีไม่ได้เป็นเคาะลีฟะฮ์ จนกระทั่งอุสมาน เคาะลีฟะฮ์คนที่สามถูกลอบสังหารในปีค.ศ.657 และอะลีก็กลายเป็น เคาะลีฟะฮ์คนที่สี่แล้วย้ายเมืองหลวงไปที่กูฟะฮ์ในอิรัก ในช่วงที่อะลีปกครอง สังคมมุสลิมมักจะมีโต้แย้ง และมีสงครามเกือบบ่อย ซึ่งมีผลทำ ให้เกิดฟิตนะฮ์ครั้งแรก ซึ่ง เป็นสงครามกลางเมืองใหญ่ครั้งแรกในรัฐเคาะลีฟะฮ์อิสลาม อะลีปกครองตั้งแต่ปีค.ศ.656 ถึงค.ศ.661สิ้นสุด โดยการถูกลอบสังหารในตอนที่กำ ลังละหมาด (สุญูด). และมุอาวิยะฮ์ ศัตรูหลักของอะลี ประกาศตนเองเป็น เคาะลีฟะฮ์ หลังอะลีเสียชีวิต ฮะซัน อิบน์ อะลี ลูกชายคนโตกลายเป็นเคาะลีฟะฮ์แห่งกูฟะฮ์ และหลังจากต่อสู้ระหว่างกูฟะฮ์ กับทหารของมุอาวิยะฮ์ ฮะซํนยอมโอนอำ นาจให้มุอาวิยะฮ์และทำ สนธิสัญญาสันติภาพภาพใต้ข้อเงื่อนไข: 1. 2. 3. 4. 5. ฮะซันเกษียณในมะดีนะฮ์ และในปีค.ศ.670 เขาถูกฆ่าด้วยยาพิษโดยญะดา บิยต์ อัลอัชอัษ อิบน์ ก็อยส์ ภรรยา ของท่าน โดยมุอาวิยะฮ์แอบติดต่อเธอให้ฆ่าฮะซัน เพื่อให้มุอาวิยะฮ์ยกตำ แหน่งให้กับยะซีด ลูกชายของตนเอง ฮุซัยน์ น้องชายของฮะซัน และลูกคนเล็กของอะลี ได้เรียกร้องให้รวมอำ นาจเคาะลีฟะฮ์ ในปีค.ศ.680 มุอาวิยะฮ์ เสียชีวิตแล้วยกตำ แหน่งให้ยะซีด และทำ ลายสนธิสัญญาของฮะซํน อิบน์ อะลี. ดังนั้น ฮุซํยน์ได้รวบรวม ครอบครัวกับผู้ติดตามในมะดีนะฮ์ เดินทางไปที่กูฟะฮ์ แต่ถูกขวางโดยทหารของยะซีด ที่ใกล้กัรบะลา (ปัจจุบัน อยู่ในอิรัก) และฮุซํยน์กับครอบครัวและผู้ติดตามอีกประมาณ 72 คนถูกฆ่าในยุทธการที่กัรบะลา ชีอะฮ์ยกย่องฮุซัยน์เป็นผู้พลีชีพ (ชะฮีด) และนับท่านเป็นอิหม่ามจากอะฮ์ลุลบัยต์[19] ยุทธการที่กัรบะลามักถูก กล่าวเป็นจุกแยกระหว่างซุนนีกับชีอะฮ์ของอิสลาม และในทุก ๆ ปี มุสลิมชีอะฮ์จะร่วมกันรำ ลึกในวันอาชูรอ. 37


ข้อหลักจริยธรรมศาสนาอิสลาม สอนให้ดาเนินชีวิตด้วยการเลือกสรร เฉพาะสิ่งดีเป็นที่ยอมรับของสังคม กระทำ ตน เป็นผู้ดำ รงอยู่ในศีลธรรม พัฒนาตนเองให้มีบุคลิกภาพที่ดี รู้จักหน้าที่ ห่วงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตย์ รู้จัก ปกป้องสิทธิของตนไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เป็นผู้มีความ เสียสละไม่เห็นแก่ตัว หมั่นใฝ่หาความรู้ เป็นผู้มี จริยธรรม ... คำ สั่งสอน 38


Click to View FlipBook Version