The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sirinapa prommaban, 2020-05-05 01:34:08

บทที่2 ไฟ้ท์01

บทที่2 ไฟ้ท์01

บทท่ี2 กฎหมายการคมุ้ ครองสิทธข์ิ องเคร่ืองหมายการค้า

สารบัญ

1. ลกั ษณะทัว่ ไปของเคร่ืองหมายการค้า
ความหมายของเครอ่ื งหมายการคา้
หนา้ ท่แี ละความสาคัญของเคร่อื งหมายการค้า
ลกั ษณะของเครอื่ งหมายการค้า

2. การได้มาซึ่งสิทธใิ นเครื่องหมายการคา้
การได้มาซ่งึ สิทธโิ ดยการใช้
การได้มาซ่งึ สทิ ธโิ ดยการจดทะเบยี น

3. สาระสาคัญเกีย่ วกับการจดทะเบยี นเคร่ืองหมายการคา้
ลักษณะของเครอื่ งหมายการคา้ ทจ่ี ดทะเบียนได้
เป็นเครื่องหมายการค้าท่ีมีลกั ษณะบง่ เฉพาะ (Book3)
ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
ไมเ่ หมอื นหรอื คลา้ ยกับเครือ่ งหมายการคา้ ทจี่ ดทะเบียนไวแ้ ลว้
การขอจดทะเบียนเครอ่ื งหมายการค้า
หลกั การเบือ้ งต้นของการขอจดทะเบยี นเครอ่ื งหมายการค้า (ไฟท้ 01 หนา้ 18)
ส่ิงซงึ่ นามาจดทะเบียนเปน็ เคร่อื งหมายการค้าได้ (Book3)
ขนั้ ตอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้า (หลอดพิมพ์)
ผู้มีสิทธขิ อจดทะเบียน (Book3)
เอกสารประกอบการยื่นคาขอ
การยนื่ คาขอจดทะเบียน (Book3)+ (หลอดพิมพ์)
การตรวจสอบของเจ้าหนา้ ที่ (หลอดพิมพ์)
ขอ้ พจิ ารณาของนายทะเบียน (Book3)หนา้ 28
การแจง้ ผลการตรวจสอบของเจ้าหนา้ ท่ี (หลอดพิมพ์)
วธิ ีการภายหลงั จดทะเบยี นเครอื่ งหมายการค้า
ระยะเวลาการคมุ้ ครองเคร่ืองหมายการค้า
การแกไ้ ขเปลีย่ นแปลงวการจดทะเบียนเครอื่ งหมายการคา้ ม้นิ 01
การตอ่ อายกุ ารจดทะเบียนเคร่อื งหมายการคา้ มิน้ 01
การเพกิ ถอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการคา้ มิน้ 01

4. สิทธิความเป็นเจา้ ของเครือ่ งหมายการคา้ มน้ิ 02
สิทธิของเจ้าของเครอ่ื งหมายการคา้ ท่ียงั ไมไ่ ดจ้ ดทะเบียน
สทิ ธใิ นการใชเ้ คร่ืองหมายการค้า
สิทธใิ นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
สิทธิในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการคา้ ของผ้อู ่นื
สิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครอื่ งหมายการคา้ ของผู้อ่ืน
สิทธใิ นการตอ่ สูค้ ดเี ก่ยี วกับเครื่องหมายการคา้
สทิ ธิฟอ้ งคดีเกยี่ วกับการลวงขาย
สทิ ธิของเจ้าของเครือ่ งหมายการคา้ ทีจ่ ดทะเบียนแลว้
สิทธใิ นการใชเ้ ครื่องหมายการค้า
สิทธใิ นการอนุญาตให้ใชเ้ คร่ืองหมายการคา้
สิทธิในการโอนเครื่องหมายการคา้
สทิ ธิในการโอนหรือรบั โอนหรือรับมรดกสิทธใิ นคาขอจดทะเบียนเครอ่ื งหมายการคา้
การละเมดิ สิทธิในเคร่อื งหมายการค้า (Book3 หนา้ 36)

5. การจดทะเบียนเครอ่ื งหมายการค้าระหว่างประเทศ (Book3 หน้า37)
คณุ สมบัตผิ ู้ยนื่ คาขอจดทะเบียน
ขนั้ ตอนการยืน่ คาขอจดทะเบียน
คา่ ธรรมเนยี มการยน่ื คาขอจดทะเบียน
คา่ ธรรมเนยี มการย่ืนคาขอจดทะเบยี น (คาขอขาออก)
คา่ ธรรมเนียมการย่นื คาขอจดทะเบียน (คาขอขาเขา้ )

บทท2่ี
กฎหมายเกย่ี วกับเครอื่ งหมายการคา้

โลกของธุรกิจการค้าท้ังอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันในเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์และผู้
คดิ ค้นสร้างสรรค์ผลงานย่อมมีความจาเป็นเพ่ิมมากข้ึน เนื่องจากการประกอบธุรกิจการค้านั้นมีต้ังแต่การผลิต
สินค้าหรือบริการตลอดจนเป็นการนาสินค้าหรือบริการนั้นๆไปสู่มือผู้บริโภค ดังน้ันกรรมวิธีในการผลิตสินค้า
หรือบริการที่มีคุณภาพ ตลอดจนชื่อ ย่ีห้อ แบรนด์เนมหรือชอ่ื ในทางการค้าของสินคา้ หรือบริการน้ันๆต่างต้อง
อยู่ในขอบเขตท่กี ฎหมายกาหนดขึ้นเพื่อใหค้ วามคมุ้ ครองแก่ทรัพย์สินทางปัญญา

1. ลักษณะท่ัวไปของเครือ่ งหมายการคา้
1. ความหมายของเครอื่ งหมายการคา้
เครื่องหมายการค้า (trade mark) รูปแบบสัญลกั ษณห์ นง่ึ ท่ีสามารถให้คาจากัดความและแยกประเภท

ได้ชัดเจนคือเครื่องหมายการค้า เพราะเครื่องหมายการค้ามคี วามเก่ียวขอ้ งกับมนุษย์มากในการจับจ่ายใช้สอย
และรับบริการต่างๆอีกท้ังเก่ียวข้องกับผลประโยชน์เชิงธุรกิจดังน้ันทุกประเทศจึงต้องออกกฏหมายมารองรับ
เพื่อป้องกันความสับสนและความวุ่นวายจากการปลอมแปลงเลียนแบบเครอ่ื งหมายการค้า (ทองเจือ เขยี ดทอง
, 2548) [1]

Wildbur (1966 อ้างถึงใน ทองเจือ เขียดทอง, 2548) กล่าวว่า เป็นคาที่มีการนามาใช้บ่อยมากแต่
อย่างไรก็ตามยังมีความสับสนในการให้คาจากัดความอยู่เคร่ืองหมายการค้าเป็นตัวแทนของบุคคล บริษัทส่วน
ราชการหรือองค์กรทไี่ ม่มีการแข่งขัน และรวมไปถึงการออกแบบเครื่องหมายการค้าท่ีใช้ตัวอักษรล้วนลว้ นและ
เกี่ยวขอ้ งกับกรรมสิทธ์ิทเี่ รียกว่าโมโนแกรม (monogram) หรอื โลโกไทป์ (logotypes) แต่โดยทั่วไปจะพบการ
ใชท้ ้ัง 2 อยา่ งคอื ใช้ตัวอักษรบรรยายใต้ภาพสัญลกั ษณเ์ พ่ือความชัดเจนของธรรมชาติของผลิตภัณฑห์ รือบริการ

สมศักดิ์ คุณเงิน พีรพงศ์ อรุณกสิกร และสถาพรลิ้มมณี (2535 อ้างถึงใน ทองเจือ เขียดทอง, 2548)
ได้ให้ความหมายของเครื่องหมายการค้าท่ีสอดคล้องกับพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 แก้ไข
เพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ไว้ดังนี้ “เครื่องหมาย” หมายความว่า ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา
ชื่อ คาตัวหนังสือ ตัวเลขลายมือช่ือสิ่งเราน้ีอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างรวมกัน แต่ไม่หมายรวมถึง
ผลิตภัณฑ์ตามกฏหมายว่าด้วยสิทธิบัตร“เคร่ืองหมายการค้า” หมายความว่าเครื่องหมายท่ีใช้หรือจะใช้เป็นท่ี
หมายท่ีเก่ียวข้องกับสินค้าเพ่ือแสดงว่าสินค้าท่ีใช้เคร่ืองหมายของเจ้าของเคร่ืองหมายการค้าน้ันแตกต่างกับ
สินค้าท่ีใช้เคร่ืองหมายการค้าของบุคคลอ่ืน ซ่ึงมีความหมายสอดคล้องกับ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า
(2534 อ้างถึงใน ปลายมีนา แตงโสภา, 2551) [4] กล่าวว่า เป็นเครื่องหมายท่ีใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือ
เก่ยี วข้องกับสินค้า เพื่อแสดงวา่ สนิ คา้ ทีใ่ ชเ้ ครอ่ื งหมายของเจา้ ของเครอื่ งหมายการค้านั้น แตกตา่ งกับสินค้าทีใ่ ช้
เครอ่ื งหมายการคา้ ของบคุ คลอ่ืน

[2] กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์. (2561) ได้กาหนดคาจากัดความของ เคร่ืองหมาย
การค้า หมายความว่า “เครื่องหมาย หรือตราสัญลักษณ์ท่ีใช้กับสินค้าหรือบริหารเพื่อทาให้ผู้บริโภคสามารถ
แยกสินค้าและบริการหน่ึงๆ ออกจากสินค้าและบริการของผู้ผลิตรายอ่ืนได้ โดยเครื่องหมายการค้าจะทาให้
สินค้าหรือบริการที่มาจากแหล่งหน่ึงมีเอกลักษณ์และแตกต่างจ ากสินค้าหรือบริการที่มาจากแหล่งอ่ืน ”
สามารถแบง่ ออกเป็น 4 ประเภทย่อย ได้แก่

1) เคร่อื งหมายการคา้ (TRADE MARK)
2) เคร่อื งหมายบริการ (SERVICE MARK)
3) เคร่อื งหมายรบั รอง (CERTIFICATION MARK)
4) เครอื่ งหมายร่วม (COLLECTIVE MARK)
ประเภทที่ 1 เคร่ืองหมายการค้า (TRADE MARK) คือ เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ท่ีองค์กรน้ันสร้าง
ข้ึนมาหรือท่ีเรียกกันท่ัวไปว่า ย่ีห้อ ตรา หรอื แบรนด์ เรามักสังเกตได้วา่ สินคา้ ท่ีเราใช้ในชีวติ ประจาวนั น้ันต่างมี
ความเกี่ยวข้องกับเคร่ืองหมายการค้าทั้งส้ิน เคร่ืองหมายการค้าจึงมีไว้ระบุว่าสินค้าชนิดนี้แตกต่างออกไปจาก
สินค้าประเภทเดียวกันกับสินค้าของคู่แข่งสินค้าองค์กรอ่ืน เช่น สินค้าน้าอัดลม Pepsi แตกต่างกับ Coca -
Cola และสินค้าบะหมี่ก่ึงสาเรจ็ รปู มาม่า แตกตา่ งกับ ยายา เป็นต้น

ภาพท่ี 19 บง่ บอกถึงสินค้าบะหมีก่ ่ึงสาเร็จรูป “มาม่า” แตกตา่ งกับ “ยายา”
ทมี่ า: ข้อมลู เคร่อื งหมายการค้า(ออนไลน)์ . สืบคน้ จาก https://joo.gl/UAcZ [15 ธนั วาคม 2559]

ภาพท่ี 20 บ่งบอกถึงสินคา้ นา้ อดั ลม “Pepsi” แตกต่างกับ “Coca - Cola”
ท่มี า: BUZZFEED(ออนไลน)์ . สืบค้นจาก https://petmaya.com/pepsi-vs-coke [15 ธันวาคม 2559]

ประเภทที่ 2 เครื่องหมายบริการ (SERVICE MARK) คือ เครื่องหมายที่ใช้แสดงว่าบริการที่ใช้
เครื่องหมายบริการน้ันมีความแตกต่างกับบริการท่ีใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการ
คุ้มครองและคุ้มกันธุรกิจการค้า หรือคุณภาพในด้านงานบริการที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสายงานในด้าน
บริการเชิงธุรกิจ เช่นการบริการด้านโรงแรม การบริการด้านธนาคาร การบริการด้านสายการบิน และด้าน
สถานบี รกิ ารน้ามัน เปน็ ตน้

ภาพที่ 21 เครื่องหมายบริการดา้ นสายการบนิ นกแอรแ์ ละการบินไทย
ท่มี า: ขอ้ มลู เครอ่ื งหมายการค้า(ออนไลน)์ . สบื ค้นจาก https://joo.gl/UAcZ [15 ธนั วาคม 2559]

ภาพที่ 22 เครื่องหมายบริการธนาคารไทยพาณิชยแ์ ละกสกิ รไทย
ที่มา: เศรษฐกจิ -ธุรกจิ (ออนไลน)์ . สบื ค้นจาก https://1th.me/MpRz [15 ธันวาคม 2559]
ประเภทที่ 3 เครื่องหมายรับรอง (CERTIFICATION MARK) คือ เคร่ืองหมายท่ีเจ้าของเครื่องหมาย
รับรองนั้นกาหนดขึ้น หรือใช้เพ่ือรับรองคุณภาพหรือบริการสินค้าและบริการเกี่ยวกับ แหล่งกาเนิด
สว่ นประกอบ วิธีการผลิต ว่าด้วยเร่ืองคุณภาพหรือลักษณะของสินค้าและบริการน้ันๆตามมาตรฐานท่ีเจ้าของ
เคร่ืองหมายรบั รองน้ันกาหนดขน้ึ เช่น เครื่องหมายรบั รองรูปชามเชลล์ชวนชิม เคร่ืองหมายรับรองเปิปพสิ ดาร
เปน็ ต้น

ภาพที่ 23 เคร่ืองหมายรับรองเปิปพิสดาร เชลล์ชวนชมิ ฮาลาล(Halal)
ท่มี า: ความหมายของเคร่ืองหมายการค้า(ออนไลน์). สืบคน้ จาก https://1th.me/k0qp [13 พฤษภาคม

2556]
ประเภทที่ 4 เคร่ืองหมายร่วม (COLLECTIVE MARK) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเคร่อื งหมายบริการ
เป็นเครื่องหมายที่ใช้โดยบริษัท รัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม สหกรณ์ เป็นต้น เพ่ือ
ใช้แยกแยะสินค้าหรือบริการของกลุ่มกิจการที่ใช้เคร่ืองหมายร่วมน้ันให้มีความแตกต่างจากสินค้าหรือบริการ
อ่นื อีกท้ังทางกลุ่มกิจการยังสามารถใช้เครื่องหมายร่วมควบคู่ไปกับเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการ
ของตนได้เช่นกัน เช่น รูปช้างในรูปตะกร้อของเครือปูนซีเมนต์ไทย หรือตัวอักษรCPN ของ Central Pattana
เปน็ ตน้

ภาพที่ 24 เครื่องหมายร่วมกลุ่มบริษัทในเครอื ซเี มนตไ์ ทย
ท่มี า: ความหมายของเครือ่ งหมายการค้า(ออนไลน์). สบื คน้ จาก https://1th.me/k0qp [13 พฤษภาคม

2556]

ภาพที่ 25 เคร่ืองหมายร่วมกลุ่มบริษัทในเครอื ซเี มนต์ไทยที่ใช้ในองค์กรเดยี วกัน
ทมี่ า: เคร่ืองหมายบริการ SCG(ออนไลน)์ . สืบคน้ จาก https://1th.me/0wxo [13 พฤษภาคม 2556]

ภาพท่ี 26 เคร่ืองหมายรว่ มกลุม่ บรษิ ัทในเครือปตท
ท่มี า: ความหมายของเครื่องหมายการค้า(ออนไลน)์ . สืบคน้ จาก https://1th.me/k0qp [13 พฤษภาคม

2556]

ภาพที่ 27 เครื่องหมายรว่ มกล่มุ บริษัทในเครอื ปตททใ่ี ช้ในองค์กรเดียวกัน
ทีม่ า: ความหมายของเครือ่ งหมายการค้า(ออนไลน)์ . สบื ค้นจาก https://1th.me/k0qp [13 พฤษภาคม

2556]

ดังน้ัน สรุปได้ว่าการแบ่งประเภทเคร่ืองหมายท่ีใช้ในการประกอบธุรกิจสามารถแบ่งออกได้เป็น 4
ประเภท คือ เครื่องหมายการค้า (Trademark) สร้างความแตกต่างให้กับสินค้า เคร่ืองหมายบริการ (Service
Mark) สร้างความแตกต่างทางด้านบริการ เคร่ืองหมายรับรอง (Certification Mark) ใช้รับรองคุณภาพสินค้า
หรือบริการ และเครื่องหมายร่วม (Collective Mark) ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน[5]
“เครื่องหมาย” อาจเป็นได้ท้ังภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คา ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข
ลายมือช่ือ เคร่ืองหมายการค้ามีความสาคัญต่อผู้บริโภคซ่ึงช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจดจาหรือเรียกขานสินค้า
นั้นๆได้ อีกทั้งสามารถแยกแยะสินค้าได้อย่างไม่สับสนกบั สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปแบบอ่ืน เกิดจากแต่
ละองค์กรธุรกิจต้องสร้างความแตกต่างระหว่างสินค้ากับบริการของคู่แข่ง ส่งผลให้ผู้บรโิ ภคสามารถจดจาและ
กลับมาซ้ือสินค้าหรือใช้บริการซา้ ๆ ซึ่งสามารถทาได้โดยสร้างสัญลักษณข์ ้ึนมาเพ่อื ทาหน้าท่ดี ังทก่ี ล่าวขา้ งต้นมา
น้ี น่ันก็คือ “เครือ่ งหมายการค้า” อีกทั้งยงั สร้างความนา่ เช่อื ถอื และมมี ลู คา่ จนกลายเป็นทรพั ยส์ ินที่มีค่าได้ดว้ ย
เช่นกัน

2. หน้าท่แี ละความสาคญั ของเคร่อื งหมายการค้า

ในการประกอบธุรกิจย่อมมีการแข่งขันทางธุรกิจในหลายๆราย ดังนั้นแต่ละองค์กรธุรกิจจึงจาเป็นที่
จะต้องสร้างความแตกต่างระหว่าสินค้าหรือบริการของตน โดยการสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาเพื่อทาหน้าท่ีสาคัญ
ดังกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์. (2561) ได้อธิบายถึงหน้าท่ีของเครื่องหมายการค้าไว้ว่า
“เคร่ืองหมายการค้าจะทาหน้าท่ีเป็นส่ิงประกันคุณภาพสินค้าหรือบริการขององค์กรธรุรกิจ เป็นเครื่องมือทาง
การตลาดที่สาคัญ และเป็นเครื่องมือพ้ืนฐานในการสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงให้แก่สินค้าหรือบริการ
นอกจากนี้หากเครื่องหมายการค้าเป็นท่ีจดจาและเป็นท่ีเชื่อถือของผู้บริโภคแล้ว ก็อาจจะมีมูลค่าที่เพ่ิมขึ้นจน
กลายเปน็ ทรพั ยส์ นิ ทม่ี คี า่ และสรา้ งรายได้ให้แก่องค์กรอกี ทางหน่ึง”

อาจกล่าวได้ว่าสัญลักษณ์หรือเคร่ืองหมายที่ใช้เพื่อเป็นสิ่งที่ให้ลูกค้าสามารถจดจา และติดตามหาซื้อ
สินค้าหรือขอรับบริการในครั้งต่อไปจึงเป็นส่ิงท่ีจาเป็นอย่างย่ิงในการประกอบธุรกิจ โดยส่วนใหญ่มักเรียกว่า
เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ นอกจากนี้ยังมีเครื่องหมายรับรองและเครื่องหมายร่วม ซึ่ง
เครอื่ งหมายดังกล่าวข้างต้นน้ันถูกบัญญตั อิ ยู่ในพระราชบัญญัตเิ คร่ืองหมายการคา้ พ.ศ. 2534 ซึง่ แก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบญั ญัติเคร่ืองหมายการค้า (ฉบับท่ี2) พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติเคร่ืองหมายการค้า (ฉบับที่
3) พ.ศ. 2559

ความสาคัญตอ่ เจ้าของเคร่ืองหมายท่ีได้รับการจดทะเบียน
เจ้าของเคร่ืองหมายทไี่ ด้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับกรมทรัพย์สนิ ทางปัญญา หลังจากท่ี
ได้ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีความเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าท่ีได้รับการทะเบียนไปก่อนหน้ าแล้วนั้น
และไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย เจ้าของเครื่องหมายจะเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าน้ัน
และถ้าหากกรณีมีผู้อนื่ มาละเมิดสิทธใ์ิ นเคร่อื งหมายการค้าตัวอย่างเชน่ ผู้อ่ืนที่ทาการตลาดในสินค้าหรือบริการ
เดียวกันมีการใช้เคร่อื งหมายการคา้ ท่ีเหมือนหรอื คล้ายจนทาให้ผ้บู รโิ ภคเกิดความสบั สนหลงผิด เจา้ ของมสี ทิ ธ์ิ
ที่จะฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหายได้ และถ้าหากกรณีมีผู้อ่ืนนาเอาเครื่องหมายการค้าของเจ้าของไปจด
ทะเบยี น เจา้ ของเคร่อื งหมายการคา้ นน้ั สามารถฟ้องรอ้ งถอนการจดทะเบียนเครอ่ื งหมายการค้านนั้ ไดเ้ ช่นกนั
[4] อดุลวิทย์ พิพัฒน์จิระกุญชร สรุปไว้ว่าเคร่ืองหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วเมื่อได้จดทะเบียน
เครื่องหมายการค้าแล้ว เจ้าของเครื่องหมายการค้าย่อมมีสิทธิ ดังนี้ สิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้า สิทธิใน
การอนุญาตใหใ้ ชเ้ ครือ่ งหมายการค้า และสิทธิในการโอนเคร่ืองหมายการคา้ ซ่งึ การได้มาซึ่งสทิ ธิในเครอ่ื งหมาย
การค้า แบง่ ไว้ 2 ความหมายคือ

1) การไดม้ าโดยการใช้
การที่บุคคลอ่ืนได้นาเคร่ืองหมายการค้าของตนออกไปใช้กับสินค้าก่อนบุคคลอื่น ทาให้
ผู้ใช้เคร่ืองหมายการค้าก่อน มีสิทธิดีกว่าบุคคลอ่ืนที่ใช้เคร่ืองหมายการค้าที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันใน
ภายหลัง

2) การไดม้ าซึ่งสทิ ธโิ ดยการจดทะเบียน
การท่ีบุลคลใดนาเครื่องหมายการค้าของตนไปจดทะเบียนไว้กับหน่วยงานของรัฐ เมื่อได้รับ
การจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าแล้ว บุคคลน้ันย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าท่ีตนได้จด
ทะเบียนไว้ ซ่ึงเครื่องหมายการค้าท่ีจดทะเบียนแล้วมีอายุการคุ้มครอง 10 ปี โดยต้องยื่นขอต่ออายุความ
คมุ้ ครองภายใน 90 วนั ก่อนวนั ส้นิ อายุ
การประกอบธุรกิจโดยท่ัวไปย่อมมีการแข่งขันดังน้ันย่อมต้องมีการความสร้างความแตกต่างระหว่าง
สนิ ค้าและบริการของตนกบั คแู่ ขง่ โดยการสร้างสัญลักษณข์ ึ้นมาก็คือ “เคร่ืองหมายการคา้ ” แต่คนส่วนใหญม่ ัก
เข้าใจว่า “ช่ือทางการค้า” ก็คือ “เคร่ืองหมายการค้า” ตามจริงทั้งสองส่วนนี้ควรแยกออกจากกันเน่ืองจาก
“ช่ือทางการค้า” หมายถึง ช่ือเตม็ ขององค์กรธุรกิจ สรา้ งขึ้นมาเพ่ือแยะแยะเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละองค์กร
ออกจากกัน ฉะน้ันบางองค์กรธุรกิจสามารถใช้เคร่ืองหมายการค้าสาหรับสินค้าของ ตนได้มากกว่า 1
เคร่อื งหมาย

จะเห็นได้ว่าส่ิงที่ถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้านั้นมีความสาคัญต่อผู้บริโภคเครื่องหมายการค้านั้น
สามารถช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะชนิดสินค้าหรือประเภทสินค้าของแต่ละเจ้า เนื่องจากปัจจุบันการค้า
นั้นมไิ ด้กระทาเพียงภายในประเทศ แต่ยงั รวมถงึ การส่งออกไปจาหน่ายยังตลาดต่างประเทศท่ัวโลก ซึ่งสินค้าท่ี
ทั้งผู้ผลิตท่ัวโลกได้ส่งออกมาจาหน่ายน้ันย่อมมีสินค้าบางประเภทท่ีมีลักษณะของตัวสินค้าที่คล้ายกัน ซึ่ง
ผ้บู ริโภคบางรายอาจไม่สามารถแยกแยะสินค้าน้ันได้ว่ามาจากผู้ผลิตรายใด ซึ่งหากเครื่องหมายการค้าหรือแบ
รนด์ได้ติดตลาดแล้วย่อมเป็นตัวช่วยที่จะทาให้ผู้บริโภคได้รู้จักถึงแหล่งท่ีมา อีกท้ังยังเป็นตัวประกันคุณภาพ
และมาตรฐานของสินค้าท่ีจะได้รับภายใต้เครื่องหมายการค้า ตัวอย่างเช่นหากผู้บริโภคได้รับสินค้าท่ีขาด
คุณภาพหรือผู้บริโภคได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทาของผู้ประกอบการ สามารถร้องเรียนได้
จากหนว่ ยงานที่เกยี่ วขอ้ งกับการคุ้มครองผบู้ รโิ ภคได้ ดงั ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา อธิบายไว้ว่า เคร่ืองหมายที่
ได้รับการจดทะเบียนสามารถช่วยให้ผู้บริโภคแยกแยะความแตกต่างสินค้าได้โดยการสังเกตสินค้าที่ใช้
เครื่องหมายการค้านั้น จากสินค้าที่ใช้เคร่ืองหมายการค้าอ่ืนและเคร่ืองหมายการค้าจะทาให้ผู้บริโภคสามารถ
เลอื กซ้ือสินค้าที่มคี ณุ ภาพตามตอ้ งการไดร้ วมท้งั ทาใหผ้ ้บู รโิ ภคทราบถึงเจา้ ของเครื่องหมายการค้าด้วย

2. การไดม้ าซึง่ สิทธใิ นเคร่อื งหมายการค้า
การได้มาซึ่งสทิ ธิในเคร่ืองหมายการคา้ มี 2 ทาง ดังที่ WIPO (1988 อ้างถึงใน ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2560) ได้แก่

1. การได้มาซง่ึ สทิ ธิโดยการใช้

การได้มาซึ่งสิทธิในเครื่องหมายการค้าโดยการใช้ คือ การท่ีบุคคลใดได้นาเครื่องหมายการค้าของตน
ออกใช้กับสินค้าของตนก่อนบุคคลอื่น ซึ่งผู้ใช้เคร่ืองหมายการค้าก่อนดังกล่าวมีสิทธิดีกว่าบุคคลอ่ืนผู้ใช้เครื่อง
หมายการค้าท่ีมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันในภายหลังห้ามการใช้ถือเป็นการละเมิดสิทธิ ประเทือง ศรีรอด
บาง (2532 อ้างถึงใน ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2560) ในบางประเทศโดยเฉพาะท่ีใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอส์
ดังเช่นประเทศอังกฤษและประเทศสาหรฐั อเมริกา ต่างมีหลักกฏหมายอันใหส้ ิทธิในเครือ่ งหมายการค้า ภายใต้
เง่ือนไขว่าต้องมกี ารใช้เคร่ืองหมายการค้าน้ันอย่างแท้จรงิ ตลอดจนต้องพิสูจน์ถงึ ช่ือเสียงในสินค้า อนั ก่อให้เกิด
กู๊ดวิลล์ในช่ือของเจ้าของเคร่ืองหมายการค้าท่ีติดอยู่กับสินค้าน้ัน Rossitter (1992 อ้างถึงใน ไชยยศ เหมะรัช
ตะ, 2560)

อย่างไรก็ตามเกือบทุกประเทศได้มีการกาหนดให้ความคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้าท่ีผ่านการ
รับจดทะเบยี น แต่อีกทางเลือกรองลงมาสาหรับในส่วนเครอ่ื งหมายการค้าที่ไดใ้ ชก้ ับสนิ ค้าแลว้ นัน้ แต่ยังไมไ่ ด้รับ
การจดทะเบยี น เป็นทางเลือกรองลงมาเพ่อื มุ่งป้องกันการกระทาอันมีลกั ษณะฉ้อโกงและหลอกลวงผู้บริโภคใน
แหลง่ ที่มาสนิ ค้า ซ่ึงเปน็ ผลตามมาใหเ้ กดิ ความเสยี หายแกเ่ จ้าของสินคา้ ท่ตี ิดเครื่องหมายการค้าดังกลา่ ว

พระราชบัญญตั ิเครอื่ งหมายการคา้ พ.ศ. 2553 ได้กาหนดสิทธิของเจา้ ของเครื่องหมายการค้าจากการ
ใช้เครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้าที่นาออกจาหน่ายในท้องตลาด แต่ยังไม่ได้ทาการจดทะเบียน
เคร่ืองหมายการค้าของตน โดยในมาตรา 46 วรรคสองบัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จด
ทะเบยี นในการฟอ้ งคดผี ทู้ เ่ี อาสินคา้ ไปลวงขายและแอบอ้างเปน็ เจ้าของเครื่องหมายการคา้ นัน้

นอกจากน้ีผลของการใช้เครื่องหมายการค้าของตนเองอาจก่อให้เกิดสิทธิในการที่จะขอจดทะเบียน
ซ้อนสาหรับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็ได้ ดังที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 27
กาหนดไว้ในกรณีท่ีว่า “หากบุคคลใดใช้เครื่องหมายการค้าของตนมาโดยสุจริตและต่อมาได้นาเคร่ืองหมาย
การค้าของตนมาขอจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าตามกฏหมาย แต่เคร่ืองหมายการค้าของตนไปเหมือนหรือ
คล้ายกับเคร่ืองหมายการค้าของบุคคลอ่ืนท่ีได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือท่ีบุคคลอ่ืนกาลังขอจดทะเบียน สาหรับ
สินค้าจาพวกเดียวกันหรอื ตา่ งจาพวกกันท่ีนายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอยา่ งเดียวกัน นายทะเบยี นอาจเห็นว่า
สมควรรับจดทะเบียนโดยไม่มีเงอื่ นไขและข้อจากัดเก่ียวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้าน้ัน
ด้วยก็ได้

2) การได้มาซ่งึ สทิ ธิโดยการจดทะเบยี น
การได้มาซึ่งสิทธิในเครื่องหมายการค้าการจดทะเบียนคือการท่ีบุคคลใดได้นาเครื่องหมายการค้าของ
ตนไปจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว เจ้าของ
เครื่องหมายการคา้ ยอ่ มมสี ิทธ์ิแต่ผู้เดียวในการใชเ้ คร่ืองหมายการค้าของตนตามท่ีกฎหมายรับรองสิทธิไว้ หาก
บุคคลใดนาเคร่ืองหมายการค้าดังกล่าวไปใช้ ก็ถือว่าเป็นการกระทาละเมิดสิทธินั้น (ประเทือง ศรีรอดบาง
(2532 อ้างถึงใน ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2560) โดยการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าจะเกิดข้ึนเฉพาะในประเทศที่
ยืน่ ขอรบั ความค้มุ ครองและได้รบั การพิจารณาใหจ้ ดทะเบียนเท่านั้น
ข้อดีของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ได้แก่ ประการแรก การจดทะเบียนเป็นเร่ืองข้อ
สันนิษฐานเบื้องต้นในความเป็นเจ้าของตามหนังสือสาคัญ แสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นๆ

ประการที่สอง ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้านับต้ังแต่วันที่จดทะเบียนตามกฎหมาย แม้
จะยังไม่มีการใช้เคร่ืองหมายการค้าดังกล่าวน้ันเลย ประการที่สาม ถ้าการโอนเครื่องหมายการค้าสามารถทา
โดยไม่รวมถึงช่ือเสียงทางการค้าหรือกู๊ดวิลล์ของผู้โอน และประการสุดท้าย ในเครื่องหมายการค้าที่ได้จด
ทะเบียนถือว่าเป็นทรัพย์สินจึงใช้เป็นสินทรัพย์ของเจ้าของเครื่องหมายการค้าอันเป็นประโยชน์ในก ารพัฒนา
ทางการค้า (Rossitter, 1992 และ Phillips and Firth, 1990 อา้ งถึงใน ไชยยศ เหมะรชั ตะ, 2560)

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 44 บัญญัติถึงการได้มาซึ่งสิทธิในเครื่องหมาย
การค้าโดยการจดทะเบียนไว้โดยเม่ือได้จดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของ
เครอ่ื งหมายการค้าเป็นผมู้ ีสิทธ์ิแต่ผู้เดียว (exclusive right) ในอันทีจ่ ะใชเ้ ครอ่ื งหมายการค้านั้นสาหรบั สินค้าท่ี
ได้จดทะเบียนไว้และมาตรา 46 วรรคแรกบัญญัติให้เจ้าของเคร่ืองหมายการค้าสามารถฟ้องร้องหรือร้องเรียน
ค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทาละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าท่ีได้จดทะเบียนนั้น นอกจากน้ีมาตรา 49
กาหนดให้สามารถโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วตลอดจน มาตรา 68 ไดบ้ ัญญัตใิ ห้เจ้าของ
เครอื่ งหมายการคา้ มสี ิทธิในการอนญุ าตใหใ้ ช้เครื่องหมายการค้าท่ไี ดจ้ ดทะเบียนแล้วเช่นกนั

3. สาระสาคัญเกยี่ วกบั การจดทะเบียนเครอ่ื งหมายการค้า
1. ลกั ษณะของเครอื่ งหมายการคา้ ทีจ่ ดทะเบียนได้

ลักษณะของเคร่ืองหมายการค้าที่จดทะเบียนได้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์. (2561)
กาหนดไว้ประกอบด้วยลกั ษณะ 3 ประการ คอื

1. เปน็ เครื่องหมายการค้าท่มี ีลกั ษณะบ่งเฉพาะ
2. ไมม่ ีลกั ษณะต้องหา้ มตามกฎหมาย
3. ไมเ่ หมือนหรอื คล้ายกบั เครื่องหมายการคา้ ที่จดทะเบยี นไวแ้ ลว้
1. เป็นเคร่อื งหมายการคา้ ทมี่ ลี ักษณะบง่ เฉพาะ
ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญติเคร่ืองหมาย
การคา้ (ฉบับที2่ ) พ.ศ.2543 มาตรา 7 บัญญัติว่า “เคร่ืองหมายการคา้ ทมี่ ลี ักษณะบ่งเฉพาะ ไดแ้ ก่ เคร่ืองหมาย
การค้าอันมีลักษณะที่ทาให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินคา้ น้ันทราบและเข้าใจไดว้ ่า สนิ ค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น
แตกต่างไปจากสนิ ค้าอืน่ ”
WIPO (1988 อ้างถึงใน ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2553) ซึ่งได้กาหนดให้เคร่ืองหมายการค้าที่มีหรือ
ประกอบด้วยลกั ษณะอยา่ งใดอย่างหน่ึงอนั เป็นสาระสาคญั ดังตอ่ ไปนใ้ี ห้ถือมลี ักษณะบ่งเฉพาะ
1. ช่ือตัว ช่ือสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นช่ือสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาชื่อเต็ม
ของนติ ิบคุ คลตามกฎหมายว่าด้วยนนั้ หรือชื่อในทางการค้าทแ่ี สดงโดยลักษณะพิเศษและไมเ่ ล็งถึงลักษณะหรือ
คณุ สมบตั ขิ องสนิ คา้ โดยตรง
2. คาหรือข้อความ อันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าน้ันโดยตรงและไม่เป็นช่ือทาง
ภมู ิศาสตรท์ ่ีรฐั มนตรีประกาศกาหนด
3. กลุ่มของสีทแ่ี สดงโดยลักษณะพเิ ศษ หรือตัวหนังสือ ตวั เลข หรือคาที่ประดษิ ฐข์ นึ้

4. ลายมอื ชอ่ื ของผู้ขอจดทะเบยี นหรือของเจา้ ของเดิมของกจิ การของผู้จดทะเบียน หรือลายมือช่ือของ
บุคคลอ่นื โดยไดร้ ับอนุญาตจากบุคคลนั้นแล้ว

5. ภาพของผขู้ อจดทะเบียนหรอื ของบุคคลอื่นโดยไดร้ ับอนญุ าตจากบุคคลนั้นแล้วหรือในกรณีท่ีบุคคล
นน้ั ตายแล้ว โดยไดร้ ับอนญุ าตจากบุพการี ผ้สู บื สันดาน และคสู่ มรส ของบุคคลนนั้ ถ้ามแี ลว้

6. ภาพทปี่ ระดิษฐ์ขึน้

2. ไมม่ ีลักษณะต้องหา้ มตามกฎหมาย
เป็นเครอื่ งหมายการค้าท่ีไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญตั ิเครือ่ งหมายการคา้ ไดแ้ ก่ กรณีตาม
มาตร 8 เช่น เครื่องหมายที่ประกอบด้วยตราแผ่นดิน พระราชสัญจกร ธงชาติไทย พระปรมาภิไธย พระบรม
ฉายาลักษณ์ ช่ือ คา ข้อความอันแสดงถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ธงชาติ ของต่างประเทศ เว้น
แต่ได้รับอนุญาต เคร่ืองหมายราชการ เคร่ืองหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเหรียญ ใบสาคัญ หนังสือรับรองท่ี
รฐั บาลไทยจัดทาขึ้น เครอ่ื งหมายท่ีขดั ต่อความสงบเรียบร้อยหรอศลี ธรรมอันดีของประชาชน และเคร่ืองหมาย
ทีเ่ หมอื นหรือคลา้ ยกับเครือ่ งหมายท่มี ีชอื่ เสียงแพรห่ ลายท่วั ไป เปน็ ต้น
3. ไม่เหมือนหรือคล้ายกบั เคร่อื งหมายการคา้ ทจี่ ดทะเบียนไวแ้ ล้ว
ไมเ่ ปน็ เครื่องหมายการค้าทเ่ี หมือนหรือคล้ายกับเครอ่ื งหมายการค้าที่บุคคลอ่ืนได้จดทะเบยี นไว้
แลว้ โดยต้องไมใ่ ช่เครื่องหมายการคา้ ท่ีมลี ักษณะลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอน่ื ที่ได้รบั การจด
ทะเบียนไวแ้ ลว้

2. การขอจดทะเบยี นเคร่ืองหมายการค้า
การขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นส่ิงสาคัญของการได้มาซ่ึงสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามท่ี

กฎหมายบัญญัติไว้ โดยการขอจดทะเบียนนั้นมีหลักเกณฑ์ ข้ันตอน และวิธีการ ภายใต้บทบัญญัติของ
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 ได้สรุปไว้มีสาระสาคัญดังต่อไปนี้ (ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2560)
[5]

1. หลกั การเบ้ืองตน้ ของการขอจดทะเบยี นเคร่ืองหมายการค้า
ก) ผู้ขอจดทะเบียนเคร่ืองหมายการคา้ เพอ่ื เป็นเจา้ ของเครอ่ื งหมายการคา้ น้ันหรือเป็นตัวแทน

ตอ้ งมสี านกั งานสถานท่ีทีน่ ายทะเบียนสามารถติดต่อไดต้ ัง้ อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 10)
ข) การขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าน้ันจะขอจดทะเบียนสาหรับสินค้าเฉพาะอย่างใน

จาพวกเดียวกนั หรือต่างจาพวกกันก็ได้ แต่ต้องระบุรายการได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชดั แจ้งสว่ นการ
กาหนดจาพวกสินค้าให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกาหนดไว้อันได้แก่ประกา ศ
กระทรวงพาณชิ ยฉ์ บับทสี่ อง (พ.ศ. 2535) ซ่ึงกาหนดรายการจาพวกสนิ คา้ ไว้ 34 จาพวก (มาตรา 9 )

ค) การขอจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กาหนดไว้ใน
กฎกระทรวงฉบับทีห่ น่ึง (พ.ศ. 2535) เช่นการกาหนดเอกสารท่ใี ช้ในการยื่นคาขอหลักฐานประจาตัวของบคุ คล
ผู้ย่นื คาขอ และสถานทย่ี น่ื จดทะเบียนเปน็ ต้น (มาตรา 11 วรรคหนึ่ง)

ง) ในกรณีที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับ
การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าหากคาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นไปตามกาหนดในอนุสัญญาหรือ
ความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวให้ถือว่าคาขอดังกล่าวเป็นคาขอจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าตาม
พระราชบัญญัตเิ คร่ืองหมายการค้าฉบบั น้ี (มาตรา 11 วรรคสอง) (ดูพระราชบญั ญัติเคร่ืองหมายการค้า (ฉบับที่
สาม) พ.ศ. 2559 มาตรา 31 ประกอบ)

จ) บุคคลใดได้ยื่นคาขอจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าไว้นอกประเทศไทย ถ้าย่ืนคาขอจด
ทะเบียนเคร่ืองหมายการค้านั้นประเทศไทย ภายในหกเดือนนับแต่วันท่ีได้ยื่นคาขอจดทะเบียนเครื่องหมาย
การค้านอกประเทศไทยเป็นคร้ังแรก บุคคลนั้นจะขอให้ถือว่าวันที่ได้ย่ืนคาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
นอกประเทศไทยเป็นครั้งแรกเป็นวันที่ได้ยื่นคาขอในประเทศไทยก็ได้ภายใต้เง่ือนไขท่ีว่าบุคคลผู้ขอน้ันต้องมี
คณุ สมบัติอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งดงั ต่อไปน้ี

1) มสี ญั ชาติไทยหรือเปน็ นิติบุคคลท่ีมีสานกั งานใหญต่ ัง้ อยู่ในประเทศไทย
2) มีสัญชาติของประเทศที่มีภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ
เกย่ี วกับการคมุ้ ครองเครอื่ งหมายการคา้ ประเทศไทยเปน็ ภาคีอย่แู ลว้ อนั ไดแ้ กค่ วามตกลง TRIPs หรอื
3) มีสัญชาติของประเทศท่ียินยอมให้สิทธิในทานองเดียวกันแก่บุคคลสัญชาติไทย
หรอื นติ ิบคุ คลทม่ี สี านักงานใหญต่ ั้งอยู่ในประเทศไทย
4) มีภูมิลาเนาหรือประกอบอุตสาหกรรมหรือพาณิชยการอย่างจริงจังในประเทศ
ไทยหรือในประเทศท่เี ป็นภาคีแห่งอนสุ ัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศเก่ยี วกบั การคุ้มครองเคร่ืองหมาย
การค้าประเทศไทยเปน็ ภาคีอยู่ด้วย (มาตรา 28วรรคหน่งึ )
ฉ) ในกรณีท่ีคาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าท่ีได้ย่ืนได้เป็นคร้ังแรกนอกประเทศไทยถูก
ปฏเิ สธหรือผู้ย่นื คาขอจดทะเบียนโอนคืนหรอื และคาขอบุคคลผู้ขอจดทะเบียนดังกล่าวจะขอใช้สทิ ธต์ิ ามมาตรา
28 วรรคหน่ึงดังกลา่ วไม่ได้ (มาตรา 28 วรรคสอง)
ช)ในกรณีทมี่ ีการย่ืนคาขอจดทะเบียนเคร่อื งหมายการคา้ ที่ถูกปฏิเสธหรือคาขอที่ย่ืนคาขอจด
ทะเบียนถอนคืน หรือละท้ิงคาขอตามมาตรา 28 วรรคสองนอกประเทศไทยซ้าอีกภายในระยะเวลาหกเดือน
นับแต่วันที่ไดย้ ่ืนคาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการคา้ นอกประเทศไทยเป็นครงั้ แรกบุคคนผู้ยืน่ คาขอดงั กล่าวจะ
ขอใช้สทิ ธ์ติ ามมาตรา 28 วรรคหนึง่ ได้เมอ่ื
1) คาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกรณีน้ียังมิได้มีการขอใช้สทิ ธิในการระบุ
วันย่ืนคาขอจดทะเบียนตามมาตรา 28 วรรคหน่ึง และ
2) คาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกรณีนีไ้ ม่อาจดาเนนิ การใดตามกฎหมาย
ว่าดว้ ยเครื่องหมายการค้าในประเทศทมี่ ีการย่นื คาขอจดทะเบียนไว้ต่อไป และ
3) การถูกปฏิเสธถอนคืนหรือละท้ิงในครั้งแรกมิได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะชน
(มาตรา 28 วรรคสาม)
ซ) ในกรณีที่มีการนาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าใดออกแสดงในงานแสดงสินค้าระหว่าง
ประเทศ ที่จัดข้ึนในประเทศไทยหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ

เก่ียวกับการคุ้มครองเคร่ืองหมายการค้าประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย โดยส่วนราชการ รัฐวิสากิจ หรือ
หน่วยงานอ่ืนของรัฐของประเทศไทยหรอื ประเทศเจ้าของเครอ่ื งหมายการค้าดงั กล่าวอาจขอใช้สิทธิตามมาตรา
28 วรรคหน่ึงได้ ถ้าเจ้าของเครื่องหมายการค้าน้ันยื่นคาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสาหรับสินค้าท่ีนา
ออกแสดงในงานแสดงสินค้าดังกล่าวในประเทศไทยภายในหกเดือนนับแต่วันท่ีได้นาสินค้าท่ีมีเครื่องหมาย
การค้าดงั กล่าวออกแสดงหรือวันทีย่ ื่นคาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคร้ังแรกนอกประเทศไทยแล้วแต่วัน
ใดจะเกิดข้ึนก่อนแต่การยนื่ คาขอดงั กล่าวต้องไมเ่ ป็นการขยายระยะเวลาทกี่ าหนดไว้ในมาตรา 28 ดว้ ย (มาตรา
28)

2. ผมู้ สี ิทธขิ อจดทะเบียน
โดยท่ัวไปแล้วบุคคลใดๆ ทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซ่ึงมีเจตนาท่ีจะใช้ เคร่ืองหมายการค้า
สามารถย่นื คาขอจดทะเบียนเคร่อื งหมายการคา้ ได้ด้วยตนเอง หรือ สามารถมอบอานาจใหต้ ัวแทนเป็นผู้ย่ืนคา
ขอจดทะเบียนแทนกไ็ ด้ อย่างไรก็ตาม บุคคล ทีป่ ระสงค์จะยืน่ ขอจดทะเบียนเครอื่ งหมายการค้าหรอื ตัวแทนรับ
มอบอานาจจากบุคคล ดังกล่าวจะต้องมีที่ตั้งสานักงานหรือสถานท่ีท่ีนายทะเบียนสามารถติดต่อได้ในประเทศ
ไทย
ในกรณีท่ีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเจ้าของเคร่ืองหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว หรือตัวแทน เลิกตั้ง
สานักงานหรือสถานท่ีท่ีได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทย นายทะเบียนสามารถส่ังเพิกถอนการจดทะเบียน
เครอ่ื งหมายการค้าน้นั ได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนการส่ังเพิกถอน นายทะเบียนจะมีหนังสือแจ้งให้เจ้าของ เครื่องหมายการค้าหรือ
ตัวแทนนั้นชี้แจงก่อนหากไม่ได้รับคาตอบภายใน 15 วัน นับต้ังแต่วันท่ีได้รับหนังสือแจ้ง นายทะเบียนจะ
ประกาศโฆษณาในหนังสือประกาศ โฆษณาคาขอจดทะเบียนและปิดประกาศท่ีกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าจะ
เพิกถอน เครื่องหมายการค้านั้น โดยมีกาหนดระยะเวลาให้แจ้งภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ วันประกาศโฆษณา
ท้งั น้ี หากไมไ่ ด้รับคาตอบนายทะเบียนจงึ จะเพิกถอน เครอื่ งหมายการค้าน้นั

3. ข้นั ตอนการจดทะเบียนเครือ่ งหมายการค้า
เมอื่ ดาเนินการจนได้เคร่ืองหมายที่จะนาไปจดทะเบียนเป็นเครือ่ งหมายการค้าหรือบริการน้นั มี
ข้ันตอนดงั ตอ่ ไปน้ี

การเตรยี มเอกสารประกอบการยน่ื คาขอจดทะเบียน
แบบฟอร์มคาขอจดทะเบยี น (แบบ ก.01)
โดยกรอกแบบฟอร์มด้วยการพิมพ์ข้อความเก่ียวกับ เจ้าของ ตัวแทนสถานท่ีติดต่อ จาพวก
และรายการสินค้า ติดรูปเครื่องหมายขนาดไม่เกิน 5x5 ซม. (กรณีรูป เคร่ืองหมายเกิน 5x5 ซม. ต้องชาระ
ค่าธรรมเนยี มเพิ่ม ซม. ละ 200 บาท) พรอ้ มลงลายมือเจ้าของ หรอื ตัวแทนให้ครบถว้ น
สาเนาบัตรประจาตวั ประชาชน (กรณีเปน็ บคุ คลธรรมดา)
หรือต้นฉบับหนังสือรับรองนิติบุคคลฉบับนายทะเบียนรับรองและออกให้ ไม่เกิน 6 เดือน
(กรณเี ป็นนติ ิบุคคล)

กรณมี อบอานาจหรือตั้งตวั แทนใหย้ ืน่ แบบ ก.18
โดยกรอกแบบฟอร์มด้วยการพิมพ์ข้อความ ลงลายมือชื่อ ผู้มอบอานาจ ผู้รับ มอบอานาจ
และพยานให้ครบถว้ นและปิดอากรแสตมป์ 30 บาท ตอ่ ผรู้ ับมอบ อานาจ 1 คน พร้อมทั้งสาเนาบตั รประจาตัว
ประชาชนของ ผรู้ ับมอบอานาจ
- ภาพเครื่องหมายที่จะขอจดทะเบียน ขนาดไม่เกิน 5x5 เซนติเมตร (ในกรณีที่ขอจด

ทะเบยี นโดยไมร่ ะบุสี ถอื วา่ ได้จดทะเบยี นไวท้ ุกส)ี
- สาเนาบตั รประจาตวั หรือตน้ ฉบับหนังสอื รบั รองนติ ิบคุ คลทอี่ อกให้ไมเ่ กิน

6 เดือน ของเจา้ ของเครอื่ งหมายการค้า
- คาขอถอื สทิ ธวิ ันทย่ี ืน่ คาขอในต่างประเทศครั้งแรกหรือวนั ทีน่ าสนิ ค้าออกแสดง

เป็นวันย่ืนคาขอ (ก.10) (ถา้ มี)
- รายละเอียดบรรยายถึงลักษณะของกลุ่มสีและสีที่ต้องการจดทะเบียน (ก.11) (ถ้ามี) -
หนงั สือแสดงการปฏเิ สธ (ก.12) (ถ้าม)ี
- หนังสอื จดทะเบยี นเครือ่ งหมายชดุ (ก.13) (ถ้าม)ี
- หลักฐานหรือคาช้ีแจงแสดงความสัมพันธ์ของผู้มีสิทธิใช้เคร่ืองหมายร่วม (กรณี
เครอ่ื งหมายรว่ ม)
- ข้อบงั คับวา่ ดว้ ยการใช้เครื่องหมายรับรอง (กรณีเครือ่ งหมายรบั รอง)
- หลกั ฐานนาสบื ลักษณะบ่งเฉพาะ
- สาเนาหนังสือมอบอานาจ (ก.18) และสาเนาบัตรประจาตัวของผู้รับมอบ (ถ้ามี)
- หนังสือขอผอ่ นผนั การส่งเอกสารหลักฐาน (ก.19) (ถ้ามี)

ภาพท่ี ... แสดงขั้นตอนการจดทะเบยี นเคร่ืองหมายการคา้ ของประเทศไทย

ทมี่ า: กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (2559). ขน้ั ตอนการจดทะเบยี นเครอ่ื งหมายการคา้ ของประเทศไทย.
[ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก: http://www.ipthailand.go.th/th/trademark-005.html [สบื ค้นเมอ่ื วันท่ี 17

มกราคม 2560].

4. การย่ืนคาขอจดทะเบียน

ในการย่นื คาจดทะเบียนเครือ่ งหมายการคา้ สามารถดาเนนิ การได้ ดงั นี้

• ย่ืนคาขอโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่ ณ ศูนย์บริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ช้ัน 3 กรมทรัพย์สิน

ทางปัญญา ถนนนนทบุรี ตาบลบางกระสอ อาเภอเมอื ง จงั หวดั นนทบุรี

• ยน่ื คาขอ ณ สานักงานพาณชิ ย์จงั หวัดทุกจงั หวดั

• ย่ืนคาขอทางอินเทอร์เน็ตท่ี http://www.ipthailand.go.th โดยชาระค่าธรรมเนียม ผ่านธนาคาร

(ทั้งนี้จะต้องจัดส่งเอกสารหลักฐานให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันท่ีได้บันทึกข้อมูลใน

อนิ เทอรเ์ น็ต)

• ยน่ื คาขอทางไปรษณียล์ งทะเบยี นตอบรบั ถึงนายทะเบยี นเครื่องหมายการค้า

* แนบเอกสารการชาระคา่ ธรรมเนียมทางธนาณัติ (ส่งั จ่ายนายทะเบียน เครอ่ื งหมายการคา้ ) *

5. การตรวจสอบของเจ้าหน้าท่ี (ใชเ้ วลาตรวจสอบและพิจารณาประมาณ 3 เดอื น)
- เม่ือผู้ขอจดทะเบียนได้ย่ืนคาขอต่อเจ้าหน้าท่ีแล้ว ในขั้นแรกเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเบ้ืองต้น
เกี่ยวกับความถูกต้องของเอกสารที่นามาย่ืนจดทะเบียนเท่าน้ัน เมื่อเห็นว่าเอกสารที่ยื่นมาถูกต้องครบถ้วน
เจ้าหน้าที่ก็จะลงคาขอและวันท่ีรับคาขอ เพ่ือส่งต่อให้นายทะเบียนพิจารณาว่าจะรับจดทะเบียนเป็น
เคร่อื งหมายการคา้ หรอื บริการใหผ้ ู้ยื่นคาขอได้หรือไมต่ ่อไป
- ขน้ั ตอนตอ่ มานายทะเบียนจะตรวจสอบว่าเครือ่ งหมายการค้าหรือบริการที่ขอจดทะเบยี น มีลักษณะ
ตามที่กฏหมายกาหนดไว้หรือไม่ กล่าวคือ ต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฏหมาย และไม่
เหมือนหรอื คล้ายกับเครื่องหมายการคา้ หรอื บริการของผู้อ่นื ทีไ่ ด้จดทะเบียนไวแ้ ล้ว
6. ขอ้ พิจารณาของนายทะเบียน
ในกรณีท่เี ครอ่ื งหมายการค้าทีย่ ื่นขอจดทะเบียนมีคณุ สมบัติไม่ครบถ้วนเพียงพอที่จะ รับจดทะเบียนได้
นายทะเบยี นอาจพจิ ารณาสัง่ การดงั ต่อไปน้ี
• ปฏเิ สธการรับจดทะเบยี น หากเคร่ืองหมายการคา้ ทยี่ ่ืนขอจดทะเบยี น

เหมือนกับเครอ่ื งหมายการค้าของบุคคลอ่ืนท่ีได้จดทะเบียนไว้แล้ว หรือคล้ายกับเคร่ืองหมาย
การค้าของบุคคลอ่ืนท่ีจดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทาให้ สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือ
แหล่งกาเนดิ สินคา้ ทั้งนี้ในกรณีที่เปน็ สนิ คา้ จาพวกเดียวกันหรือต่างจาพวกกันแต่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะ
อยา่ งเดียวกัน

มีสาระสาคัญของส่วนหนึ่งส่วนใดของเครื่องหมายหรือท้ังเคร่ืองหมายไม่มีลักษณะท่ีสามารถ
รับจดทะเบียนได้ คือ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย หรือเหมือนหรือคล้ายกับ
เครื่องหมายการค้าของบคุ คลอืน่ ท่ีไดจ้ ดทะเบยี นไว้แล้ว

• ให้แก้ไขเปล่ียนแปลงคาขอ หากเครื่องหมายการคา้ ที่ยน่ื ขอจดทะเบยี น
มสี ่วนหน่งึ ส่วนใดอนั มิใช่สาระสาคัญไม่มีลกั ษณะทส่ี ามารถรับจดทะเบียนได้ คือ ไม่มลี ักษณะ

บ่งเฉพาะ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย หรือเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จด
ทะเบยี นไว้แล้ว

มีวิธีการจัดทาคาขอ หรือผู้ยื่นคาขอมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการตามท่ี
กฎหมายกาหนด

• ให้ผู้ขอจดทะเบียนแสดงปฏิเสธการขอถือสิทธิส่วนหนึ่งส่วนใดหรือหลายส่วน ของเครื่องหมาย
การค้าเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว หรือแสดงปฏิเสธอย่างอื่นตามท่ีนายทะเบียนเห็นว่าจาเป็นต่อการ
กาหนดสิทธิจากการจดทะเบียน หากเครื่องหมายการค้า ท่ียื่นขอจดทะเบียนมีลักษณะท่ีสามารถรับจด
ทะเบียนได้ แต่มีส่วนหนึ่งส่วนใดหรือหลายส่วน เป็นสิ่งท่ใี ช้กันสามญั ในการค้าขายสาหรับสินค้าบางอย่างหรือ
บางจาพวก อันไม่ควรให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหน่ึงรายใดถือเป็นสทิ ธิของตนแต่เพียงผู้เดียวหรือมีลักษณะไม่บ่ง
เฉพาะ

7. การแจง้ ผลการตรวจสอบของเจา้ หน้าที่
ภายหลังทเี่ จา้ หน้าท่ีและนายทะเบยี นได้ตรวจสอบเครื่องหมายแล้ว เจ้าหนา้ ที่หรือนายทะเบียนจะแจ้ง
ผลการตรวจสอบใหผ้ ยู้ ื่นคาขอทราบดังตอ่ ไปน้ี
- แจ้งไม่ปฏิเสธคาขอ (รบั จดทะเบยี น) โดยนายทะเบยี นจะดาเนินการดงั ต่อไปน้ี

- สง่ั ประกาศโฆษณาตอ่ ไป
- บางกรณีเจ้าหน้าทีห่ รือนายทะเบยี นจะแจ้งให้ผูย้ ืน่ คาขอดาเนนิ การดังต่อไปน้ี
แสดงปฏิเสธในภาคส่วนของเครื่องหมาย: เม่ือเจ้าหน้าท่ีหรือนายทะเบียนพิจารณาทั้ง
เคร่ืองหมายแล้วเห็นว่าเคร่ืองหมายน้ันมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ. เครอ่ื งหมายการค้า พ.ศ.
2534 มาตรา 6 แต่มีบางส่วน (ภาคส่วน) ของเครื่องหมายเป็นส่ิงที่ใช้กันสามัญในการค้าขายหรือไม่มีลักษณะ
บง่ เฉพาะ เจา้ หนา้ ทหี่ รือนายทะเบียนจะมีหนังสอื แจ้งคาสัง่ พรอ้ มด้วยเหตผุ ลให้ผู้ขอจดทะเบียนแสดงปฏเิ สธว่า
“ไม่ขอถือสิทธิแต่เพยี งผู้เดียว” ท่ีจะใช้ภาคส่วนของเคร่ืองหมายการค้าหรือบริการน้ัน ตามบทบัญญตั ิมาตรา
17 แหง่ พ.ร.บ. เครอ่ื งหมายการคา้ พ.ศ.2534
เม่ือผู้ขอจดทะเบียนได้รับหนงั สือแจง้ คาส่ังดังกล่าวจากเจ้าหน้าที่หรือนายทะเบียนแล้ว ผู้ขอ
จดทะเบยี นสามารถดาเนนิ การไดด้ งั น้ี
กรณผี ้ขู อจดทะเบยี นยอมปฏเิ สธสิทธิ: ผขู้ อจดทะเบียนต้องแจง้ ให้เจา้ หน้าท่ีหรือนายทะเบียน
ทราบ โดยย่ืนหนังสือแสดงปฏิเสธสิทธิ (แบบ ก.12) ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคาส่ังโดยไม่
ต้องเสยี คา่ ธรรมเนียมใดๆ ท้ังสิ้น





3. วธิ ีการภายหลงั จดทะเบยี นเคร่อื งหมายการค้า
1. ระยะเวลาการค้มุ ครองเครือ่ งหมายการคา้

เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วจะมีอายุการให้ความคุ้มครอง 10 ปี นับต้ังแต่วันท่ีย่ืน
คาขอจดทะเบียน และสามารถต่ออายุได้คราวละ 10 ปี โดยไม่จากัดจานวนคร้ัง แต่การย่ืนคาขอต่ออายุต้อง
ดาเนนิ การภายใน 90 วัน กอ่ นวนั ท่เี ครือ่ งหมายการค้าน้นั สน้ิ อายุ

ในกรณีที่เคร่ืองหมายการค้ามิได้ยื่นคาขอต่ออายุภายในเวลาท่ีกาหนดข้างต้น ถือว่าเครื่องหมาย
การค้านัน้ ไดถ้ กู เพิกถอนการจดทะเบียน (กรมทรัพยส์ นิ ทางปญั ญา กระทรวงพาณิชย์,2561)

2. การตอ่ อายุการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้า
ไชยยศ เหมะรัชตะ. (2560) ระยะเวลาของสิทธิในเคร่ืองหมายการค้าของผู้เป็นเจ้าของเคร่ืองหมาย
การค้า มีความแตกต่างจากระยะเวลาเห็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นๆดังเช่นลิขสิทธ์ิและ
สิทธิบัตร โดยในขณะที่ระยะเวลาคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอ่ืนๆเหล่านั้น ต้องถูกจากัดระยะเวลาตามท่ี
กฎหมายเฉพาะว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สนิ ทางปัญญาดงั กล่าวกาหนดไว้ เพ่ือเป็นการก่อให้เกิดความสมดุลย์
ระหว่างสาธารณะประโยชน์และประโยชน์ของเจ้าของสิทธิ แต่สิทธิของเจ้าของเคร่ืองหมายการค้าย่อมมีอยู่
ตลอดไปไม่จากัดระยะเวลาตราบเท่าท่มี ีการต่ออายกุ ารจดทะเบยี นเครื่องหมายการค้า ของตนก่อนสิ้นสุดอายุ
การจดทะเบียนตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของแต่ละประเทศได้กาหนดไว้เพราะ
เป็นสิทธิทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการค้าโดยแท้ ท้ังน้ีในความตกลง TRIRs ได้วางหลักเกณฑ์พื้นฐาน
ดังกล่าวนี้ไว้ในข้อ 18 เก่ียวกับอายุการคุ้มครองว่า “การจดทะเบียนครั้งแรกและการต่ออายุการจดทะเบียน
เคร่ืองหมายการค้าในแต่ละคร้ังจะมีอายุไม่น้อยกว่ส 7 ปี การจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้านั้น สามารถต่อ
อายุไดต้ ลอดไป”
แม้ว่านายทะเบียนได้มีคาสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายใดแล้วก็ตามผู้เป็นเจ้าของ
เครื่องหมายการค้าจะต้องทาการต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนท้ังน้ีเน่ืองจากมาตรา 53
กาหนดให้การจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้ามีอายุ 10 ปีนบั แต่วันที่จดทะเบียนและอาจต่ออายุได้ ตามมาตรา
54 อันมหี ลกั เกณฑด์ งั ท่บี ัญญตั ไิ ว้ในมาตรา 54 และมาตรา 55 อันได้แก่
ก) เจ้าของเคร่ืองหมายการค้าที่ประสงค์จะต่ออายุการจดทะเบียนแก่เคร่อื งหมายของตน ให้ยน่ื คา
ขอต่ออายุต่อนายทะเบียนภายใน 90 วันก่อนวันสิ้นอายุ เม่ือได้ยื่นคาขอต่ออายุภายในกาหนดเวลาดังกล่าว
แลว้ ใหถ้ อื ว่าเครอื่ งหมายการค้านน้ั ยงั คงจดทะเบยี นอยจู่ นกว่านายทะเบยี นจะมีคาสงั่ เป็นอย่างอน่ื
ข) ในกรณีที่เจ้าของเคร่ืองหมายการค้าได้ย่ืนคาขอต่ออายุภายในกาหนดเวลาตามมาตรา 54
วรรคหนึ่ง และนายทะเบียนเห็นว่าการขอต่ออายุเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการท่ีกาหนดในกฎกระทรวง
ตามมาตรา 54 วรรคสอง ให้นายทะเบียนต่ออายุการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้านั้นอีกเป็นเวลาสิบปี นับ
แต่วันส้ินอายุการจดทะเบียนเดิม หรือนับแต่วันส้ินอายุการจดทะเบียนท่ีได้ต่อไว้คร้ังสุดท้าย แล้วแต่กรณี
(มาตรา 55 วรรคหนึ่ง) แต่ถ้าหากนายทะเบียนเห็นว่าการขอต่ออายุไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่
กาหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา 54 วรรคสอง ก็ให้นายทะเบียนมีคาส่ังให้เจ้าของเคร่ืองหมายการค้าน้ัน
ดาเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายใน 30 วัน นับแต่วันี่ได้รับคาส่ังนั้น กรณีท่ีมีเหตุจาเป็นซ่ึงเจ้าของเคร่ืองหมาย
การค้าไมส่ ามารถปฏิบตั ติ ามคาสง่ั ขยายกาหนดเวลาน้ันออกไปตามความจาเป็นแก่กรณี (มาตรา 55 วรรคสาม)
3. การเพิกถอนการจดทะเบยี นเครือ่ งหมายการค้า

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจได้รับการเพิกถอนได้โดยบุคคลบางคนด้วยสาเหตุต่างๆกัน
ตามทพ่ี ระราชบัญญตั เิ คร่อื งหมายการค้าพ.ศ. 2534 บญั ญตั ิไวด้ งั นี้ (ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2560)

ก) การกระทาของเจ้าของเคร่อื งหมายการค้า
ด้วยการกระทาหรือละเว้นการกระทาการตามท่ีกฎหมายกาหนดไว้ทาให้มีการเพิกถอนการจด
ทะเบยี นเครือ่ งหมายการคา้ กลา่ วคือ
1) หากเจ้าของเครื่องหมายการค้ามิได้เห็นคาขอต่ออายุเครื่องหมายการค้าภายในกาหนดเวลาตาม
มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ให้ถอื วา่ เป็นการจดทะเบียนเครอื่ งหมายการค้านั้นไดถ้ ูกเพิกถอนไป (มาตรา 56)
อย่างไรก็ตามแม้จะถูกนายทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนน่ังจับไม่ได้ตอบอายุของการจดทะเบียน
เครื่องหมายการค้าตามมาตรา 56 น้ีแล้วยังถือได้ว่าผู้ที่ได้จดทะเบียนมิได้เป็นเจ้าของเคร่ืองหมายการค้าตาม
นิตินัยตกลงไปเทา่ นั้นหากยังกใู ชเ้ ครื่องหมายการค้าอยกู่ ย็ ังเป็นเจา้ ของเครื่องหมายการค้าโดยพฤตินยั ซึ่งย่อมมี
สิทธท์ิ ดิ กี วา่ ผูใ้ ช้เคร่อื งหมายการคา้ ที่หลงั ตน (คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 884 - 885 / 2536)
2) เจ้าของเครื่องหมายการค้าท่ีได้จดทะเบียนแล้วอาจร้องขอต่อนายทะเบียนให้ส่ังเพิกถอนการจด
ทะเบียนเครื่องหมายของตนเองได้แต่หากได้มีการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เคร่ืองหมายการค้าน้ันการ
เพิกถอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้านั้นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ได้รับอนุญาตด้วยเว้นแต่สัญญา
อนญุ าติตา่ งๆที่เราจะกาหนด ใหเ้ ปน็ อยา่ งอนื่
ข) นายทะเบียนมคี าส่ังเพิกถอน
นายทะเบียนมีอานาจ ในการเพิกถอนการจดทะเบยี นเคร่ืองหมายการค้าด้วยเหตุต่างๆตามทก่ี ฎหมาย
กาหนดไว้ในกรณดี งั ตอ่ ไปน้ีคือ
1) ถ้าเจ้าของเคร่อื งหมายการค้ามิไดป้ ฏิบัตติ ามคาสั่งคาสงั่ ของนายทะเบียนซ่ึงให้เจ้าของเครื่องหมาย
การค้าดาเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายใน 60 วันนับแต่วันท่ีได้รับคาส่ังในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าการขอต่อ
อายุไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กาหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา 54 วรรคส่ีดังท่ีกล่าวมาให้นาย
ทะเบียนมอี านาจส่งั เพกิ ถอนการจดทะเบยี นเคร่ืองหมายการค้าน้นั (มาตรา 55 วรรคสอง)
2) ปรากฎว่าเจา้ ของเคร่อื งหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วฝ่าฝืนหรือไม่ได้ปฏิบัติตามเง่ือนไขหรือข้อ
จากัดท่ีนายทะเบียนกาหนดในการรับจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้านั้นให้นายทะเบียนมีอานาจส่ังเพิกถอน
การจดทะเบียนเครอ่ื งหมายการค้านัน้ (มาตรา 58)
3) เจ้าของเคร่ืองหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วหรือตัวแทนเลิกต้ังสานักงานหรือสถานท่ีท่ีได้จด
ทะเบียนไวแ้ ล้วประเทศไทยแล้วใหน้ ายทะเบียนสั่ง เพิกถอนการจดทะเบียนเคร่อื งหมายการค้านั้น (มาตรา 59
วรรคหนึ่ง)
อย่างไรก็ตามเมื่อนายทะเบียนได้มีคาสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าตามมาตรา 55
วรรคสองมาตรา 58 หรือมาตรา 59 วรรคหน่ึงแล้วอุทรคาส่ังของนายทะเบียนนั้นต่อคณะกรรมการ
เคร่ืองหมายการค้าภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคาสั่งของนายทะเบียนถ้าไม่อุทธรณ์ภายใน
กาหนดเวลาดงั กลา่ วให้ถือวา่ คาส่ังของนายทะเบยี นเป็นที่สดุ และคาวินจิ ฉัยอุทรของคณะกรรมการเครื่องหมาย
การคา้ ในกรณนี ี้ใหเ้ ปน็ ท่ีสุด (มาตราหก)

4) หากนายทะเบยี นมีเหตุอันควรเชือ่ วา่ เจา้ ของเคร่ืองหมายการค้าที่ไดจ้ ดทะเบยี นแล้วตัวแทน เลกิ ตั้ง
สานักงานหรือสถานท่ีที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทยแล้ว ให้นายทะเบียนแจ้งไปยังเจ้าของเคร่ืองหมาย
การคา้ นน้ั หรือตัวแทนสานักงานหรือสถานทท่ี ี่ได้จดทะเบียนไวใ้ ห้สิเจงเป็นหนงั สอื ให้นายทะเบียนทราบภายใน
15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากนายทะเบยี น (มาตรา 59 วรรคสอง) ถ้านายทะเบยี นไมไ่ ด้รบั คาตอบภายใน
เวลาที่กาหนดนั้นก็ให้ประกาศโฆษณาว่าจะการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น (มาตรา 59 วรรคสาม) หา
ว่านายทะเบียนยังไม่ได้รับคาตอบภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศโฆษณาดังกล่าวนั้น ให้นายทะเบียนสั่งเพิก
ถอนการจดทะเบยี นเครื่องหมายการคา้ นน้ั (มาตรา 59 วรรคส)่ี

ค) คณะกรรมการเคร่อื งหมายการคา้ มีคาสั่งเพิกถอน
คณะกรรมการเคร่ืองหมายการค้า มีอานาจส่ังให้เพิกถอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าในกรณี
ตา่ งๆดังต่อไปน้ี
1) และผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนอาจร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้มีคาสั่งเพิก
ถอนการจดทะเบียนเคร่อื งหมายการคา้ รายใดได้หากแสดงไดว้ ่าเครื่องหมายการคา้ นั้นในขณะทจ่ี ดทะเบียน
(ก) มิได้เป็นเคร่อื งหมายการคา้ มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7
(ข) เปน็ เครือ่ งหมายการคา้ ที่มลี กั ษณะต้องหา้ มตามมาตรา 8
(ค) เปน็ เคร่ืองหมายการค้าที่เหมือนกับเหน่ือยการค้าของบุคคลอ่ืนไดจ้ ดทะเบียนไว้แล้วไม่ว่าจะใช้กับ
สินคา้ จาพวกเดียวกนั หรือตา่ งจาพวกกนั ทม่ี ลี กั ษณะอย่างเดยี วกนั (มาตรา 61 (3)) หรอื
(ง) เป็นเครื่องหมายการค้าที่ขายกบั เครื่องหมายการค้าของบุคคลอน่ื ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทา
ให้สาธารณะชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกาเนิดของสินค้าไม่ว่าจะใช้กับสินค้า
จาพวกเดียวกนั หรอื ตา่ งจาพวกกนั ที่มลี ักษณะอยา่ งเดียวกนั (มาตรา 61 (4))
2)เมื่อบุคคลใดเห็นว่าเครื่องหมายการค้าใดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลและทาอันดีของ
ประชาชนหรือ รัฐประศาสโนบาย บุคคลน้ันได้ร้องขอต่อคณะกรรมการเคร่ืองหมายการค้าให้ส่ังเพิกถอนการ
จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านนั้ ได้ (มาตรา 62)
3) เม่ือผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนได้รับร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้เพิกถอน
การจดทะเบยี นเคร่อื งหมายการคา้ ใดไดห้ ากพสิ จู น์ได้วา่
(ก) ในขณะท่ีขอจดทะเบียนเจ้าของเคร่ืองหมายการค้าน้ันมิได้ต้ังใจ โดยสุจริตที่จะใช้เครื่องหมาย
การค้าน้ันสาหรับสินค้าท่ีได้จดทะเบียนไว้ และตามความจริงก็ไม่เคยมีการใช้เครื่องหมายการค้านั้นโดยสุจริต
สาหรับสนิ คา้ ดงั กลา่ วเลย หรอื
(ข) ในระหว่างสามปีก่อนที่จะมีคาร้องขอให้เพิกถอน มิได้มีการใช้เคร่ืองหมายการค้าน้ันโดยสุจริต
สาหรับสินค้าทีไ่ ด้จดทะเบียนไว้
เว้นแต่เจ้าของเครื่องหมายการค้าน้ันสามารถพิสูจน์ได้ว่า การท่ีมิได้ใช้เคร่ืองหมายการค้านั้นมีสาเหตุ
มาจากพฤติการณ์พิเศษในทางการค้า และมิได้มีสาเหตุมาจากความตั้งใจท่ีจะไม่ใช้หรือจะเคร่ืองหมายการค้า
น้นั สาหรับสนิ ค้าทไี่ ด้จดทะเบยี นไว้ (มาตรา 63)

หลักเกณฑ์เก่ียวกับการเพิกถอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าอันเนื่องมาจากการมิได้ใช้
เครอื่ งหมายการคา้ ตามมาตรา 63 ดังทก่ี ลา่ วมานี้ มหี ลกั การดังเช่นทีก่ าหนดไวใ้ นความตกลง TRIPs ข้อ 19(1)
ว่าด้วยข้อกาหนดในการใช้ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ หากการใช้เคร่ืองหมายการค้าเป็นใช้ในการคงไว้เครื่องหมาย
การค้าการจดทะเบียนอาจถูกยกเลิกได้ก็ต่อเมื่อเป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อยที่สุด 3 ปีเท่าน้ันเว้นแต่เจ้าของ
เคร่ืองหมายการค้าแสดงเหตุผลวา่ ปรากฏต่อการใช้ดงั กล่าวสภาพการท่ีเกิดข้ึน ของเจ้าของเครื่องหมายการค้า
ซึ่งก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการใช้เครื่องหมายการค้าเช่นการจากัดการนาเข้า หรือข้อกาหนดอ่ืนของรัฐบาลต่อ
สินค้า หรือบริการซึ่งได้รับความเคร่ืองหมายการค้าจะถือว่าเป็นเหตุอันควรในการใช้เครื่องหมายการค้า ”
นอกจากนี้ในข้อ 19 (2) บัญญัติขยายความลักษณะของการใช้โดยบุคคลอื่นไว้อันจะถือว่าเป็นการใช้
เคร่ืองหมายการค้าโดยเจ้าของเครื่องหมายการค้า ตามความหมายภายใต้หลักการพื้นฐานในข้อ 19 (1) ว่า “
ในกรณีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าของเครื่องหมายการค้าการใช้เครื่องหมายการค้าโดยบุคคลอีกบุคคล
หนึ่งจะได้รับการยอมรับว่าเป็นการใช้เคร่ืองหมายการค้าเพื่อความมุ่งประสงค์ในการคงไว้ซึ่งทะเบียน
เครอื่ งหมายการคา้ นัน้ ”

เจ้าของเครอื่ งหมายการค้าและผู้ได้รับอนญุ าตให้ใช้เคร่ืองหมายการค้าน้ันถ้ามีต้องย่ืนคาช้ีแจงของตน
ต่อคณะกรรมการเคร่ืองหมายการค้าภายในหกสิบวันนับแต่วันท่ีได้รับหนังสือแจ้งจากคณะกรรมการดังกล่าว
ตามมาตรา 61 มาตรา 62 หรือมาตรา 63 (มาตรา 64)

เม่ือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคาสง่ั ให้เพิกถอนหรือไมเ่ พิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา
61 มาตรา 62 หรือมาตรา 63 แล้วผู้รอ้ งขอให้เพิกถอนเจ้าของเคร่ืองหมายการค้านั้นหรือผู้ไดร้ ับอนุญาตให้ใช้
เครื่องหมายการค้าน้ันมีสิทธิอุทรคาสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวน้ันต่อศาลภายในเก้าสิบ
วันนับแต่วันท่ไี ด้รับหนังสือแจง้ คาสั่งของคณะกรรมการเคร่ืองหมายการคา้ นั้นถ้าไม่อุทธรณ์ภายในกาหนดเวลา
ดังกลา่ วใหถ้ ือวา่ คาส่ังของคณะน้นั เปน็ ทีส่ ุด (มาตรา 65)

ง) ศาลมคี าสั่งเพิกถอน
กฎหมายกาหนดให้อานาจแก่ศาลสามารถพิจารณามีคาสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมาย
การคา้ รายใดก็ได้ในกรณีต่างๆดังน้ี
1) เมือ่ ผู้มสี ่วนไดเ้ สยี หรือนายทะเบียนไดร้ ้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ใดได้ หากแสดงได้ว่าในขณะที่ร้องขอเคร่ืองหมายการค้าน้ันได้กลายเป็นสิ่งท่ีใช้กันสามญั ในการค้าขายสาหรับ
สินค้าบางอย่างหรือบางจาพวก จนกระท่ังในวงการค้าหรือในสายตาของสาธารณะชนเคร่ืองหมายการค้า
ดงั กล่าวได้สญู เสยี ความหมายของการเปน็ เครอื่ งหมายการคา้ ไปแลว้ (มาตรา 66)
2) ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคาสั่งให้จดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าใดผู้มีส่วนได้เสียอาจ
รอ้ งขอตอ่ ศาลใหส้ ่ังเพิกถอนการจดทะเบียนเครอื่ งหมายการค้าน้ันได้หากแสดงไดว้ ่าตนมีสทิ ธิ์ทใิ นเครื่องหมาย
การค้านนั้ ดีกว่าผู้ซึง่ ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเคร่ืองหมายการค้า
การฟ้องคดีขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วโดยอ้างว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าตาม
มาตรา 67 น้ีมีอายุความ 10 ปีนับแต่วันท่ีมีการละเมิดคือวันที่จาเลยจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้านั้น (คา
พพิ ากษาศาลทก่ี าท่ี 3142 / 2532 และ 1226/2537)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าของจาเลยโดยอ้างว่าโจทก์มีสิทธิใน
เครื่องหมายการค้าดีกว่าจาเลยเพราะได้ใช้มาก่อนจาเลยเป็นเวลานานหลาย 10 ปีแล้วทั้งได้จดทะเบียน
เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไว้ในประเทศต่างๆท่ัวโลกจึงเป็นการฟ้องตามมาตรา 67 โจทก์หาได้ฟ้องคดีเพื่อ
ปอ้ งกันหรือเรียกค่าเสียหายในการร่วมสิทธิเคร่ืองหมายการค้าใหม่โจทกจ์ ึงมีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนได้ แม้
ยงั ไม่ไดจ้ ดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าของตนในประเทศไทยก็ตาม (คาพพิ ากษาศาฎีกาที่ 1226 / 2537 และ
131 / 2538) นอกจากน้ี โจทก์ผเู้ ป็นเจ้าของเครือ่ งหมายการค้าไดส้ ่งสินค้าซึง่ มเี ครื่องหมายการค้าพิพาทเขา้ มา
จาหน่ายในประเทศไทยเป็นเวลานาน ก่อนท่ีจาเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศไทย
โจทกย์ ่อมมีอานาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ตามมาตรา 67 (คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1957 / 2531)

ถ้าหากผู้ร้องแสดงได้แต่เพียงว่าตนมีสิทธิดีกว่าเฉพาะสินค้าบางอย่างในจาพวก ของสินค้าที่ได้จด
ทะเบียนไว้ ให้ศาลมีคาสั่งจากัดสิทธิการจดทะเบียนให้รู้เฉพาะสินค้าที่ผู้ร้องไม่ได้แสดงว่าตนมีสิทธิดีกว่า
(มาตรา 67)

4. สิทธิความเปน็ เจ้าของเครื่องหมายการคา้
1. สิทธขิ องเจ้าของเคร่อื งหมายการค้าที่จดทะเบยี นแล้ว
สิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้ากล่าวโดยสรุปได้ว่า เม่ือได้รับการจดทะเบียนแล้วเจ้าของ

เครอื่ งหมายการค้ามสี ิทธิ ดังนี้ (กรมทรัพยส์ ินทางปัญญา กระทรวงพาณชิ ย์, 2561)
- สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้เคร่ืองหมายการค้าสาหรับสินค้าของตนตามรายการท่ี ได้ขอจดทะเบียน

ไว้ รวมถึงการโอนหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้เคร่ืองหมาย การค้าของตน ที่ได้จดทะเบียนไว้ท้ังหมดหรือบางส่วนก็
ได้ และโดยจะมีคา่ ตอบแทนหรอื ไมก่ ็ได้

- สิทธิท่ีจะป้องกันไม่ให้บุคคลอ่ืนจาหน่ายสินค้าหรือให้บริการท่ีเหมือน หรือคล้ายกันโดยใช้
เครื่องหมายการค้าที่อาจทาให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนหรือ หลงผิด รวมท้ังมีสิทธิในการฟ้องร้องเรียก
ค่าเสียหายจากผู้ละเมิดเคร่ืองหมายการค้า ของตน หรือฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าท่ี
เหมอื นหรือคล้ายกบั เครื่องหมายการค้าของตนได้

- สิทธิทจ่ี ะโอนหรือรับมรดกสทิ ธกิ นั โดยการโอนหรือรับมรดกพรอ้ มกับกจิ การท่เี กี่ยว กับสินคา้ ท่ีไดจ้ ด
ทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ก็ได้ โดยจะต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียน และ ในกรณีที่เคร่ืองหมายการค้าท่ีได้จด
ทะเบยี นไวเ้ ปน็ เคร่อื งหมายชดุ จะต้องโอนหรือรบั มรดกสทิ ธกิ ันทั้งชดุ

- สิทธ์ใิ นการดาเนนิ คดีท้งั ทางแพง่ และทางอาญากบั ผู้ละเมิดเคร่ืองหมายการค้า
สทิ ธขิ องเจา้ ของเครื่องหมายรบั รอง
เจ้าของเครื่องหมายรับรองที่ได้จดทะเบียนแล้วจะต้องใช้เคร่ืองหมายรับรองนั้นเพ่ือ การรับรอง
คุณภาพสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่นเท่านั้น จะไม่สามารถใช้เคร่ืองหมาย รับรองดังกล่าวกับสินค้าหรือ
บริการของตนเองได้ นอกจากน้ียังเป็นผู้มสี ิทธแิ ต่เพียงผู้เดียว ในการเปน็ ผู้รบั รองโดยใช้เครื่องหมายรับรองน้ัน
โดยจะไมส่ ามารถอนุญาตใหบ้ ุคคลอนื่ เป็นผรู้ ับรองโดยใชเ้ ครือ่ งหมายรบั รองดังกลา่ วแทนได้

อนึ่ง สิทธิในเครื่องหมายรับรองจะส้ินสุดลงเม่ือเจ้าของเคร่ืองหมายรับรองนั้นเสียชีวิต หรือส้ินสภาพ
บุคคล

“ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนอาจร้องขอต่อคณะกรรมการเคร่ืองหมายการค้า ให้เพิกถอน
เคร่ืองหมายการค้าได้ หากพิสูจน์ได้ว่าในขณะที่ขอจดทะเบยี น เจ้าของ เครอื่ งหมายการค้าน้นั ไม่ได้มีความ
ตั้งใจท่ีจะใช้เครื่องหมายการค้าน้ันสาหรับสินค้าท่ีได้ จดทะเบียนไว้และตามความจริงก็ไม่เคยมีการใช้
เครื่องหมายการค้าน้ัน หรือในระหว่าง 3 ปี ก่อนที่จะร้องเพิกถอนก็ไม่ได้มีการใช้เคร่ืองหมายการค้าน้ัน
เว้นแต่เจ้าของ เคร่ืองหมายการค้านั้นจะพิสูจน์ได้ว่าการที่ไม่ได้ใช้เคร่ืองหมายการค้าน้ันเกิดจาก
พฤติการณพ์ ิเศษในทางการคา้ และไมไ่ ดต้ ั้งใจท่ีจะไม่ใช้หรือละท้ิงเครอ่ื งหมายการค้าน้ัน อย่างไรก็ตามหาก
มกี ารอนุญาตใหบ้ คุ คลอน่ื ใชเ้ ครอ่ื งหมายการค้านั้นเพ่อื การประกอบ ธรุ กจิ ให้ถอื ว่าเปน็ การใชเ้ ครื่องหมาย
การคา้ โดยเจา้ ของเครือ่ งหมายการค้านัน้ ” กรมทรัพย์สนิ ทางปัญญา กระทรวงพาณชิ ย์. (2561)

“แม้ว่าเคร่ืองหมายการค้าจะได้รับการคุ้มครองโดยการจดทะเบียน แต่กฎหมายก็ไม่ได้บังคับว่าผู้
ประสงค์จะประกอบธุรกิจจะต้องจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของตนก่อนจึงจะสามารถประกอบธุรกิจ
ได้ ดังนั้น หากแน่ใจว่า เครื่องหมายการค้าของตนจะไม่ถูกลอกเลียนแบบก็อาจจะไม่ย่ืนขอจดทะเบียน
เคร่ืองหมายการค้าของตนก็ได้ อย่างไรก็ตามในกรณีของเครื่องหมายการค้าที่ไม่จดทะเบียน เจ้าของ
เครื่องหมายการค้ามีเพียงสิทธิท่ีจะใช้เคร่ืองหมายการค้าน้ันเท่านั้น แต่จะฟ้องร้องคดี กับผู้กระทาการ
ละเมิดเคร่ืองหมายการค้าหรือเรียกค่าเสียหายตามกฎหมาย เครื่องหมายการค้าไม่ได้ เว้นแต่กรณีลวง
ขาย” (ความหมายของคาว่า การลวงขาย หมายความว่า การท่ีเจ้าของสินค้ารายหน่ึงใช้เครื่องหมายการค้าที่
เหมือนหรือคล้ายกับเคร่ืองหมายการค้า ของบุคคลอื่นกับสินค้าของตนเพื่อลวงให้ผู้บริโภคสับสนหลงผิดใน
ความเปน็ เจา้ ของหรอื แหลง่ กาเนิดสนิ คา้ น้ัน) กรมทรพั ย์สนิ ทางปัญญา กระทรวงพาณชิ ย.์ (2561)

2. การละเมดิ สทิ ธใิ นเครื่องหมายการคา้
กฎหมายให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว ในการใช้

เครื่องหมายการค้าสาหรับสินค้าที่ไดจ้ ดทะเบียนไว้ ซ่ึงรวมไปถึงการอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้า
การโอนเครื่องหมายการค้าให้แก่ บุคคลอื่น และการกระทา การใดๆ เพ่ือป้องกันบุคคลอื่นมาละเมิดสิทธิของ
ตน เชน่ การดาเนินคดีแก่ผปู้ ลอมหรือ เลียนแบบเคร่ืองหมายการคา้ เพอื่ ให้ประชาชนสับสนหลงผิด เชื่อว่าเป็น
เคร่อื งหมายการคา้ ของบุคคลตน รวมทัง้ บคุ คลท่ีนาเข้า ขาย เสนอขาย หรือมีไว้เพื่อขาย ใหบ้ รกิ าร หรือเสนอ
ให้ บริการ ซึ่งสินค้าหรือบริการที่ใช้เคร่ืองหมายการค้าปลอมหรือเลียนแบบและสามารถ เรียกค่าสินไหม
ทดแทนความเสยี หายอันเนือ่ งมาจากการกระทาความผดิ น้นั ได้

ท้ังนี้ ในการปลอมและเลียนเคร่ืองหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วของบุคคลอ่ืน ผู้กระทาความผิด
จะตอ้ งรับโทษทางอาญา กลา่ วคือ

• ผกู้ ระทาความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้ามีโทษจาคุกไมเ่ กิน 4 ปี หรอื ปรับ ไม่เกิน 4 แสนบาท
หรือทั้งจาทั้งปรบั

• ผู้กระทาความผิดฐานเลียนแบบเครื่องหมายการคา้ มีโทษจาคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 2 แสน
บาท หรือทงั้ จาทัง้ ปรับ

• กรณีที่ผู้กระทาความผิดเป็นนิติบุคคล กฎหมายกาหนดเอาผิดแก่กรรมการผู้จัดการ หรือผู้แทนของ
นิตบิ คุ คลน้ันๆ ด้วย เวน้ แต่ว่าจะสามารถพิสูจน์ไดว้ า่ มิได้รู้เห็นหรือยนิ ยอม ในการกระทาความผิดของนิตบิ คุ คล
นน้ั

อย่างไรก็ตามในกรณีของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน เจ้าของเคร่ืองหมายการค้า จะไม่
สามารถดาเนินคดีแก่ผู้ปลอมหรือเลียนแบบเคร่ืองหมายการค้าได้ เว้นแต่เป็นกรณี การลวงขายว่าเป็นสินค้า
ของเจา้ ของเครือ่ งหมายการค้านั้น

5. การจดทะเบยี นเคร่อื งหมายการคา้ ระหว่างประเทศ
การจดทะเบยี นเครอื่ งหมายการคา้ ระหว่างประเทศ ภายใตพ้ ิธมี าดริด
คอื การยืน่ คาขอจดทะเบียนเคร่ืองหมายการคา้ เพียงครัง้ เดียวในประเทศไทย (กรมทรัพย์สนิ ทางปัญญา) และ
สามารถขอรับความคุ้มครองไปยังประเทศท่ีเป็นสมาชิก อีก 101 ภาคีสมาชิก หรือ 117 ประเทศ (รายชื่อ
สมาชิก http://www.wipo.int/export/ sites/www/treaties/en/documents/pdf/madrid_marks.pdf)
ไทยเขา้ เป็นสมาชิกพธิ ีสารมาดริดลาดบั ที่ 99 โดยย่นื ภาคยานวุ ัตสิ ารเมอื่ วนั ท่ี 7 สงิ หาคม 2560 และมีผลบังคับ
ใช้ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 กรมทรัพย์สินทางปญั ญา จะทาหน้าที่รบั คาขอจดทะเบียน เคร่ืองหมายการค้า
ระหว่างประเทศในฐานะสานักงาน ตน้ กาเนิด (รบั คาขอขาออก) และสานกั งาน ปลายทาง (รับคาขอขาเข้า)
1. คณุ สมบตั ผิ ้ยู ื่นคาขอจดทะเบียน
บุคคลธรรมดานิติบุคคลท่ียื่นคาขอจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าหรือได้รับการ จดทะเบียน เครื่องหมาย
การคา้ ในประเทศไทยและต้องมคี ุณสมบัติดังต่อไปน้ี

1. มีสญั ชาติไทย หรือเป็นนิตบิ คุ คลทมี่ ีสานักงานแห่งใหญ่ต้งั อยู่ในประเทศไทย
2. มีภูมิลาเนาในประเทศไทศ หรือมีสถานประกอบอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรม และยังคง
ประกอบการอย่างจริงจงั ในประเทศไทย

2. ขั้นตอนการยนื่ คาขอจดทะเบียน

กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทาระบบการยื่นคาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระหว่างประเทศ เป็น
ร ะ บ บ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส์ ทั้ ง ห ม ด โ ด ย ด า เ นิ น ก า ร ผ่ า น ห น้ า เ ว็ บ ไ ซ ต์ ก ร ม ท รั พ ย์ สิ น ท า ง ปั ญ ญ า
(www.ipthailand.go.th) ซง่ึ มขี น้ั ตอนในการดาเนนิ การ ลงทะเบียนดังน้ี

1. บุคคลทั่วไปต้องยืนยันตัวบุคคล ด้วยการกรอกข้อมูลส่วนบุคคลท่ีแท้จริงและ รับ username
และ password ผ่านทาง e-mail เพื่อนามาประกอบการย่ืนคาขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าระหว่าง
ประเทศ

2. กรณีเป็นนิติบุคคล ต้องมอบอานาจให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งมาดาเนินการหรือแต่งต้ัง ตัวแทนเดิม
ในคาขอพน้ื ฐานหรือทะเบียนพนื้ ฐานเปน็ ผมู้ ายนื ยนั ตัวบคุ คล

3. บุคคลหรือนิติบุคคลที่มีถิ่นท่ีอยู่บริเวณกรุงเทพฯ หรือปรมิ ณฑล หลงั จากกรอก ข้อมูลการยืนยัน
ตัวบุคคลแล้วต้องมายืนยันตัวบุคคล พร้อมบัตรประจาตัวประชาชนอีกคร้ัง ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ช้ัน 3
กรณอี ยูต่ า่ งจังหวดั สามารถยนื ยนั ตวั บคุ คลไดท้ ี่สานกั งาน พาณิชย์จงั หวดั ทุกจงั หวดั

4. ภาษาท่ีใช้ในการยื่นคาขอทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าระหว่างประเทศ จะใช้ภาษาอังกฤษ
ท้ังหมด เช่น ชอ่ื ที่อยู่จาพวกและรายการสนิ คา้ ทตี่ ้องการขอรบั ความคมุ้ ครอง เปน็ ต้น

3. คา่ ธรรมเนยี มการยืน่ คาขอจดทะเบยี น
คา่ ธรรมเนยี มการยื่นคาขอจดทะเบยี น (คาขอขาออก)

คา่ ธรรมเนียมการยน่ื คาขอจดทะเบยี นเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ แบง่ ออกเป็น 2 สว่ น คอื
ส่วนท่ี 1) ค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้น และจัดส่งคาขอ จดทะเบียน
เครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ ไปยังสานักระหว่างประเทศก่อนที่จะส่ง ไปยังประเทศปลายทาง ที่ ผู้ขอ
ตอ้ งการขอรับความคมุ้ ครองคาขอละ 2,000 บาท
ส่วนท่ี 2) ค่าธรรมเนียมในการยื่นคาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ ประกอบ
ด้วย 2 ส่วน คอื

2.1) กรณีเคร่ืองหมายคาขอพ้ืนฐานเป็นสีขาวดาจะต้องชาระค่าธรรมเนียม จานวน 653
ฟรงั กส์ วสิ หากเป็นรปู สี จะต้องชาระค่าธรรมเนียม จานวน 903 ฟรงั กส์ วสิ

2.2) ค่าธรรมเนียมในการขอรับความคุม้ ครองในแต่ละประเทศซึ่งมีค่าธรรมเนียม ที่ไม่เท่ากัน
สามารถคานวณคา่ ธรรมเนียมไดจ้ าก www.wipo.int/madrid/en/fees/calculator.jsp

คา่ ธรรมเนยี มการยื่นคาขอจดทะเบียน (คาขอขาเข้า)
คาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ (ขาเข้า) คือผู้ขอในประเทศ สมาชิก ต้องการ

ขอรับความคุ้มครองเคร่ืองหมายการค้าในประเทศไทยก็สามารถย่ืนคาขอ จากประเทศต้นกาเนิดของตัวเอง
โดยเสียค่าธรรมเนียมจาพวกละ 418 ฟรังก์สวิส (ข้อมูล ณ วันท่ี 5 กันยายน 2560) และส่งคาขอจดทะเบียน
ผา่ นสานักระหว่างประเทศมายัง ประเทศไทยโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญามีหน้าที่ในการตรวจสอบพจิ ารณาว่า
เคร่ืองหมายดังกล่าวสามารถรับจดทะเบียนได้หรือไม่ตาม พรบ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม

ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2543 และแก้ไขเพ่ิมเติมฉบับที่ 3 พ.ศ. 2559 ผลการพิจารณาเป็นอย่างไรจะแจ้งให้ผู้ขอและ
สานักระหว่างประเทศทราบผลภายใน 18 เดือน หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว จะถือว่าคาขอนั้นรับจด
ทะเบียนโดยอัตโนมัติ

เอกสารอา้ งองิ บทที่ 2

หนังสือ
[1] ทองเจือ เขยี ดทอง. (2548). การออกแบบสัญลกั ษณ์. (พมิ พค์ รัง้ ที่ 4). กรุงเทพฯ: สปิ ประภา
[2] กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณชิ ย.์ (2561). ทรพั ย์สินทางปัญญา สาหรับ

ผ้ปู ระกอบการ เครอ่ื งหมายการคา้ . (พิมพ์ครั้งที่1). นนทบุรี: สานกั พิมพ์ก้อนเมฆ
[3] กรมทรัพย์สินทางปญั ญา กระทรวงพาณิชย์. (ม.ป.ป). ทรพั ยส์ นิ ทางปัญญา [แผ่นพบั ]. นนทบรุ ี:

กรมทรัพยส์ ินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
[4] ปลายมนี า แตงโสภา. (2551). Handbook จดทะเบยี นทรพั ย์สินทางปัญญาด้วยตนเอง. (พิมพ์

คร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ: เอฟ พี เอ็ม คอนซลั แท้นท์

[5] ไชยยศ เหมะรชั ตะ. (2560). ลกั ษณะของกฎหมายทรัพย์สินทางปญั ญา. (พิมพ์คร้ังท่ี 11).
กรุงเทพฯ: นิตธิ รรม

[6] ไชยยศ เหมะรัชตะ. (2553). ลักษณะของกฎหมายทรัพย์สินทางปญั ญา. (พิมพค์ รั้งที่ 8).
กรุงเทพฯ: นติ ิธรรม

เวบ็ ไซค์
http://www.ipthailand.go.th/th/trademark-005.html (กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณชิ ย์.
2559)

เช็คอีกที ทมี่ า [4] ศนู ยเ์ ผยแพรค่ วามรกู้ ฎหมายทรพั ย์สินทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศ
เรียบเรียงโดย นายอดลุ วิทย์ พพิ ฒั นจ์ ิระกุญชร
สว่ นบรกิ ารประชาชนและประชาสัมพนั ธ์
อ้างใน: http://www.ipitc.coj.go.th/doc/data/ipitc/ipitc_1463381337.PDF


Click to View FlipBook Version