83
อัญมณที ี่ผลติ ดว้ ยการสงั เคราะห์แบบไฮโดรเทอรม์ อล - ควอตซส์ งั เคราะห์ (Synthetic quartz)
ตาหนิภายใน - มรกตสังเคราะห์ (Synthetic emerald)
- เบริลสังเคราะห์ (Synthetic beryl)
- ทับทมิ สงั เคราะห์ (Synthetic ruby)
- แซปไฟรส์ งั เคราะห์ (Synthetic sapphire)
- ร่องรอยการเจริญเติบโตแบบไฮโดรเทอร์มอล
(Hydrothermal growth pattern)
- ตาหนคิ ล้ายเกล็ดขนมปัง (Bread crumb)
- ตาหนิคลา้ ยหวั เขม็ หมุด (Nail-head spicule)
- ผลึกรฟ่ ีนาไคท์ (Phenakite crystal)
- รอยนิ้วมือบดิ พร้วิ คลา้ ยม่านควนั (Wispy veil
fingerprint)
6.2.2 การผลติ อญั มณีสงั เคราะหแ์ บบฟลกั ซ์ (Flux)
กระบวนการสงั เคราะห์อญั มณแี บบฟลักซ์เริ่มจากการผลติ คอรันดัมสงั เคราะหโ์ ดย Dr. Edmond
Fremy ในตอนตน้ ของศตวรรษที่ 19 แต่คอรนั ดัมที่สังเคราะห์ได้มีขนาดเล็กไม่เหมาะกับการนามาทาเป็น
เคร่ืองประดับ จนกระท่ังปีค.ศ. 1959 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Carrol Chathum ได้ผลิตมรกตสังเคราะห์
แบบฟลกั ซแ์ ละนาออกจาหนา่ ยเปน็ คนแรก
ในการสังเคราะห์ด้วยวิธีน้ีเร่ิมจากการเตรียมสารละลายอ่ิมตัว เช่น การสังเคราะห์คอรันดัม ใส่
สารประกอบ Al2O3 สารท่ีทาให้เกิดสี ลงในฟลักซ์ท่ีที่เตรียมไว้ ฟลักซ์มีสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภมู ิห้อง
เม่ือเกิดการละลายจะสามารถลดอุณหภูมิหลอมละลายของสารอื่นท่ีผสมร่วมด้วยได้ อาจมีการหมุนครูซิ
เบิลเพื่อให้สารต่างๆ ผสมเข้ากันได้ดี เมื่อสารละลายอ่ิมตัวด้วยอุณหภูมิท่ีเหมาะสม ผลึกคอรันดัมก็จะ
คอ่ ยๆ โตขึน้
ตัวอยา่ งการสังเคราะหม์ รกตในแพลตนิ ัม่ ครซู เิ บลิ แสดงในรปู ท่ี 6.7 เบริลเลยี ม อลูมเิ นยี มออกไซด์
และโครมิกออกไซด์ (สารที่ทาให้เกิดสี) ถูกละลายในสารละลายฟลักซ์ลิเทียมโมลิบเดท และให้ความร้อน
ประมาณ 800oC คราบซิลิกาจะลอยอยู่ด้านบนของสารท่ีหลอมเหลว เบริลเลียมและอลูมิเนียมออกไซด์
รวมตัวกนั เป็นสารละลายในการเกิดเบรลิ ผลึกนาธรรมชาตหิ รือผลึกนาสังเคราะห์ถูกใส่ไว้ในกรงแพลติน่ัม
ท่ีอยู่ในสารละลาย เม่ือสารละลายเบริลอ่ิมตัวยิ่งยวด มรกตสังเคราะห์จะตกตะกอนลงบนผลึกนา
กระบวนการสังเคราะห์น้ีใช้เวลานานและต้องมีการควบคุมอุณหภูมิท่ีมีถูกต้องสาหรับการกระจายความ
ร้อนในครซู เิ บลิ เพอ่ื ใหเ้ กดิ การละลายในด้านล่างของครูซเิ บลิ และเกิดการตกผลึกบนผลึกนา
84
รูปที่ 6.7 การสงั เคราะห์มรกตแบบฟลักซ์ (Read,1995)
อัญมณีทผี่ ลติ ด้วยการสังเคราะห์แบบฟลกั ซ์ - ควอตซ์สงั เคราะห์ (Synthetic quartz)
ตาหนิภายใน - มรกตสังเคราะห์ (Synthetic emerald)
- สปเิ นลสังเคราะห์ (Synthetic beryl)
- ทบั ทมิ สังเคราะห์ (Synthetic ruby)
- แซปไฟร์สงั เคราะห์ (Synthetic sapphire)
- ตาหนิรอยนวิ้ มอื แบบฟลกั ซ์ (Flux Fingerprint)
- ผลึกฟลกั ซ์ (Flux Crystal)
- รอยน้ิวมือบดิ พริ้วคล้ายมา่ นควนั (Wispy veil
fingerprint)
- แผ่นโลหะแพลตินม่ั (Platinum Platelets)
- ฟลักซ์ขนาดเล็ก (Flux particles)
- เสน้ ร่องรอยการเจรญิ เตบิ โต (Growth line)
- แถบสี (Color zoning; SCB HCB ACB)
- ระนาบผลึกแฝด (Twining)
- เส้นเข็ม (Needle)
- ตาหนคิ ล้ายดา่ หาง (Comet-like)
85
คำถำมท้ำยบท
1. เขยี นแผนผังวธิ ีการผลิตอญั มณสี งั เคราะห์
2. ยกตัวอยา่ งอัญมณสี ังเคราะห์ทผ่ี ลติ ดว้ ยเทคนิคแต่ละแบบ และคาหนิภายในทเ่ี กดิ ขนึ้
เอกสำรอำ้ งองิ
Jayaraman, A. (2000). A brief overview of gem materials: Natural and synthetic. Current science,
79(11), 1555 – 1565.
Stone-Sundberg, J. (2013). Sapphire series part 2: The next generation of sapphire crystal
growth techniques. Retrieved May 15, 2019, from https://www.gia.edu/gia-news-research-
Sapphire-Series-Next-Generation-Growth-Techniques
Read, P. G. (1995). Gemmology. Great Britain: Butterworth-Heinemann.
86
บทที่ 7
กำรประเมินคุณภำพอัญมณี
(Gemstone grading)
วตั ถปุ ระสงคก์ ำรศึกษำ
เพื่อให้มีทราบถึงหลักในการประเมินคุณภาพอัญมณี การประเมินสี ความสะอาด การเจียระไน และ
หน่วยนา้ หนกั ทใ่ี ช้กับอญั มณี
วิธีกำรจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้
1. บรรยาย
2. ซกั ถามและอภปิ รายในประเดน็ ทสี่ อดคลอ้ งกับวตั ถปุ ระสงคก์ ารศึกษา
สื่อกำรเรียนรู้และโสตทัศนูปกรณ์
1. เอกสารประกอบคาสอน
2. เอกสารนาเสนอด้วยโปรแกรม Power Point
กำรประเมินผลกำรเรียนรู้
1. การถามตอบในระหวา่ งเรียน
2. การทาแบบฝึกหัด
87
บทท่ี 7
กำรประเมนิ คุณภำพอัญมณี
(Gemstone grading)
ในการประเมินคุณภาพอญั มณีจะพิจารณาตามหลัก 4C ได้แก่ สี (Color) ความสะอาด (Clarity) การ
เจยี ระไน (Cutting) และน้าหนัก (Carat Weight)
7.1 สี (Color)
การประเมนิ สีในอญั มณีจะแบ่งการพิจารณาออกเปน็ 3 สว่ น ไดแ้ ก่ สี (Hue) ความอ่ิมตัวของสี
(Saturation) และโทนสี (Tone) แสดงในรูปท่ี 6.1
1. สี (Hue) หมายถงึ สสี นั ต่างๆ (Chromatic color) เชน่ สีแดง สสี ้ม สีเหลอื ง สีเขยี ว สีนา้ เงิน สีฟา้ เป็น
ตน้ ซงึ่ แต่ละสี สามารถไล่ระดับตามสีสันท่ีเปลยี่ นไป เช่น สีส้มก็จะมคี วามแดงสูงกวา่ สเี หลือง หรือสีที่แบ่งออกตาม
โทนรอ้ นและโทนเย็น ชื่อเรยี กสีและอักษรยอ่ แสดงในตารางท่ี 6.1
SATURATION
HUE
TONE
รปู ท่ี 7.1 การประเมนิ สใี นอัญมณี
88
ตำรำงท่ี 7.1 ชือ่ เรยี กสีและอักษรย่อ
สี (Hue) อักษรย่อ สี (Hue) อกั ษรย่อ
Purple P yellowish Green yG
reddish Purple rP slightly yellowish Green slyG
Red-Purple or Purple-Red Green G
strongly purplish Red RP/PR very slightly bluish Green vslbG
slightly purplish Red stpR bluish Green bG bG
Red slpR very strongly bluish Green vstbG
orangy Red R Green-Blue or Blue-Green
Red-Orange or Orange-Red oR very strongly greenish Blue GB/BG
reddish Orange RO/OR greenish Blue vstgB
Orange rO very slightly greenish Blue gB
yellowish Orange O Blue vslgB
orangy Yellow yO violetish Blue
Yellow oY bluish Violet B
greenish Yellow Y Violet vB
Yellow-Green or Green-Yellow gY violetish Purple bV
strongly yellowish Green YG/GY V
styG vP
2. โทนสี (Tone) หมายถงึ ความสวา่ งและความมืดของสี คา่ โทนสีที่มากที่สุดคือ ไม่มสี ีหรอื สีใส และค่า
โทนสที ่ีนอ้ ยทสี่ ุดคือ สดี า
3. ความอม่ิ ตวั ของสี (Saturation) หมายถงึ ความเข้มของสีที่เรามองเหน็ เมอื่ อญั มณีมีปริมาณของสีมาก
ทาให้ความอิม่ ตวั ของสีก็จะยง่ิ มากขนึ้
7.2 ควำมสะอำด (Clarity)
ความสะอาดหรือความใสของอญั มณขี ึน้ กบั ชนดิ ของอญั มณี อญั มณีบางชนิดมตี าหนิภายในมาก บางชนิด
มตี าหนิภายในนอ้ ย ตามธรรมชาตขิ องอัญมณแี ต่ละชนิด ดงั นั้นจงึ มกี ารแบ่งกลุ่มอญั มณีตามความใสสะอาด
ออกเป็น 3 กลุม่ เพอ่ื ใชใ้ นการประเมนิ คุณภาพของอญั มณี แสดงในตารางท่ี 7.2
89
ตำรำงที่ 7.2 ระดบั ความสะอาดของอัญมณี
ชนดิ I ชนดิ II ชนดิ III
พบตาหนภิ ายในเกือบทั้งหมด
สะอาดมากเมอ่ื มองด้วยตาเปล่า มักจะพบตาหนิภายใน
- Emerald
- Aquamarine - Andalusite - Red Beryl
- Tourmaline (red/pink and
- Chrysoberyl - Alexandrite watermelon)
- Heliodore - Corundum (Sapphires,
- Morganite Rubies),
- Quartz (smoky) - Garnet
- Spodumene - Iolite
- Tanzanite - Peridot
- Tourmaline (green) - Quartz (amethyst, citrine,
- Zircon (blue) ametrine),
- Spinel
- Tourmaline (all but green,
red/pink and watermelon),
Zircon (all but blue)
7.3 กำรเจยี ระไน (Cutting)
การเจยี ระไนเป็นขนั้ ตอนทส่ี าคัญในการสรา้ งความสวยงามใหก้ ับอัญมณี โดยชา่ งเจยี ระไนจะทาการ
กาหนดรปู รา่ งของอัญมณีให้เหมาะสมกับอัญมณดี บิ ทไ่ี ด้มาเพื่อใหไ้ ดส้ สี นั และสดั สว่ นท่ีดี รวมถงึ การรักษาน้าหนัก
ของอัญมณีหลงั การเจยี ระไนไวใ้ ห้ไดม้ ากท่สี ดุ สว่ นประกอบที่สาคญั ในการเจียระไนได้แก่
1. รปู รา่ ง (Shape) อัญมณี แสดงในรปู ที่ 7.2
Round Cushion Square Cushion
Oval Pear Marquise Octagon Heart Trilliant
รูปที่ 7.2 รปู รา่ ง (Shape) อัญมณี
90
2. รปู แบบการเจยี ระไน (Cutting style) รปู แบบทมี่ กั มีการเจียระไนมีอยู่ 3 รูปแบบ ไดแ้ ก่ การเจยี ระไน
เหล่ยี มเพชร (Brilliance cut) การเจียระไนแบบช้นั (Step cut) และการเจียระไนแบบผสม (Mixed
cut) ระหว่างการเจียระไนหน้าอัญมณแี บบเหล่ยี มเพชรการเจยี ระไนก้นอัญมณีแบบแบบชั้น แสดงใน
รูปที่ 7.3 นอกจากน้ียังมีการเจียระไนแบบอ่นื ๆ อีกหลากหลายรูปแบบ เชน่ การเจยี ระไนเหลี่ยม
กุหลาบ (Rose cut) การเจยี ระไนเหลย่ี มปร้นิ เซส (Princess cut) การเจยี ระไนเหลี่ยมแฟนซี (Fancy
cut) เปน็ ต้น
(ก)
(ข) (ค)
รูปท่ี 7.3 รปู แบบการเจียระไน (Cutting style) (ก) การเจียระไนเหลยี่ มเพชร (Brilliance cut) (ข) การเจยี ระไน
แบบชั้น (Step cut) และ (ค) การเจียระไนแบบผสม (Mixed cut)
91
3. สัดส่วน (Proportion) เปน็ สง่ิ ท่สี าคัญมากในการทาให้อญั มณมี ีเกดิ แสงสะท้อน มปี ระกาย
(Brilliance) ที่ดี หากอญั มณีมรี ปู รา่ งทีไ่ มส่ มสดั สว่ น เช่น อัญมณมี ีรปู รา่ แบนจะสง่ ให้อญั มณีเม็ดนน้ั มี
หน้าต่าง (Window) กวา้ ง แสงจะทลุ ุผา่ นอญั มณีออกไปด้านหลงั หรืออัญมณีมีการเจยี ระไนดา้ น
พาวลิ เลีย่ นลึกจะทาใหแ้ สงทีส่ ่องลงไปในอญั มณีทะลุออกทางด้านพาวลิ เลยี่ นไม่เกดิ การสะท้อนกลบั
ทาใหเ้ ห็นเปน็ ทีม่ ืด (Extinction) แสดงในรปู ที่ 7.4
รูปที่ 7.4 สัดสว่ นของอญั มณี (Hughes, (n.d.))
7.4 นำ้ หนัก (Carat Weight)
กะรัต (Carat) เป็นหนว่ ยที่ใช้ในการวดั น้าหนกั ของอัญมณี โดยอัญมณี 1 กะรัต มนี ้าหนักเทา่ กับ 0.2 กรัม
ดังนั้นอญั มณี 1 กโิ ลกรัม จึงมีน้าหนักเทา่ กับ 5,000 กะรัต อญั มณแี ต่ละชนดิ มีค่าความถ่วงจาเพาะแตกตา่ งกนั ทา
ให้ขนาดของอญั มณแี ตกตา่ งกันแม้วา่ จะมนี า้ หนักเทา่ กนั เชน่ บุษราคมั ซึง่ เป็นแซปไฟรส์ ีเหลือง มคี า่ ความ
ถ่วงจาเพาะเทา่ กบั 4.00 ซิทรีนซง่ึ เปน็ ควอตซ์สเี หลอื งเชน่ เดยี วกัน มคี า่ ความถ่วงจาเพาะเท่ากบั 2.62 อัญมณีท้ัง 2
ชนดิ นีจ้ ะมีขนาดท่ีแตกต่างกนั
1 กะรัต = 0.2 กรมั
1 กรมั = 5 กะรัต
1 กโิ ลกรัม = 5,000 กะรตั
92
คำถำมทำ้ ยบท
1. หลักในการประเมนิ คุณภาพอัญมณีมีอะไรบ้าง
2. ให้นิสติ ยกตัวอย่างอัญมณีที่มีสแี ดง เขยี ว เหลือง นา้ เงิน ฟ้า สม้ ชมพู มาอย่างละ 3 ชนิด
3. การจัดกลุ่มอญั มณตี ามความสะอาดขน้ึ กับสิ่งใด
4. การเจียระไนมคี วามสาคัญอย่างไร
5. อัญมณีหนัก 1,000 กะรัต หนักเท่ากับก่กี รัม
เอกสำรอำ้ งอิง
Hughes, R. W., Hughes, E. B., & Manorotkul, W. (n.d.), Colored Stone Grading-A Heretic's Guide.
Retrieved May 20, 2019, from https://www.lotusgemology.com/index.php/library/articles/
343-colored-stone-grading-a-heretic-s-guide
93
ภำคผนวก ก
ปฏบิ ัติกำรรำยวิชำ 15630159 กำรวเิ ครำะห์อญั มณสี ำหรับกำรออกแบบเครอื่ งประดบั
94
ปฏบิ ตั กิ ำรรำยวิชำ 15630159 กำรวิเครำะห์อัญมณสี ำหรบั กำรออกแบบเครื่องประดับ
สปั ดำห์ รำยละเอียด จำนวน
(ชวั่ โมง)
1 ให้นิสติ แบ่งกลุ่มเพ่ือเขียนชอื่ อัญมณีทรี่ จู้ ัก หรือเคยไดย้ ินชอื่ มาก่อนและจัดรายช่อื
ของอัญมณเี หลา่ นัน้ ตามกล่มุ ตา่ งๆ 3
2 ใหน้ ิสิตคน้ ควา้ ข้อมลู อัญมณีจากอนิ เตอร์เนต็ วา่ อยู่ในระบบผลึกใด และสง่ งานท้าย 3
คาบเรยี น
3
3 ฝึกปฏิบตั กิ ารใชเ้ คร่ืองโพลาริสโคป 3
4 ฝกึ ปฏบิ ัติการใช้เครื่องรีแฟรคโตมเิ ตอร์กับอญั มณีเจียระไนเหลย่ี ม 3
5 ฝึกปฏิบตั ิการใช้เคร่ืองรแี ฟรคโตมิเตอร์กับอัญมณีเจยี ระไนแบบเหลงั เบ้ีย 3
6 ฝกึ ปฏบิ ตั กิ ารใช้เคร่ืองช่งั หาความถ่วงจาเพาะ และไดโครสโคป 3
7 ฝกึ ปฏิบัติการใชเ้ คร่ืองสเปกโตสโคป และเชลซีฟิวเตอร์ 3
8 สอบกลางภาค 3
9 ฝึกปฏิบัตกิ ารวเิ คราะห์ชนิดของอัญมณี 3
10 ฝึกปฏิบตั ิการวเิ คราะห์ชนิดของอัญมณี 3
11 ฝกึ ปฏบิ ัติการใช้กล้องจุลทรรศนด์ ูตาหนิพลอยธรรมชาติ (3 คาบ) 3
12 ฝกึ ปฏบิ ตั ิการใชก้ ล้องจุลทรรศนด์ ูตาหนพิ ลอยธรรมชาติ (3 คาบ) 3
13 ฝกึ ปฏบิ ตั ิการใช้กล้องจุลทรรศน์ดตู าหนพิ ลอยสังเคราะห์แบบเฟลมฟวิ ชนั่ (3 คาบ) 3
14 ฝึกปฏิบัติการแยกคอรันดมั ธรรมชาติจากคอรันดัมสงั เคราะห์ (3 คาบ) 3
15 ฝึกปฏบิ ตั ิการเรยี กชื่อสอี ัญมณี และประมาณเปอร์เซ็นประกาย หนา้ ตา่ ง และท่ีมืด
3
ของอัญมณเี จยี ระไนเหลยี่ ม
16 สอบปลายภาค
สัปดำหท์ ่ี 1 ให้นสิ ติ แบ่งกล่มุ เพอื่ เขยี นช่ืออัญมณีท่รี ้จู ัก เคยได้ยนิ ชอ่ื มาก่อน หรือ
ใหถ้ กู ต้อง
รำยชื่ออัญมณี
1. 2. 3.
6. 7. 8.
11. 12. 13.
16. 17. 18.
เขยี นเคร่ืองหมำย x ลงในช่องวำ่ งใหถ้ กู ต้อง
ช่ืออัญมณี ประเภทอัญมณีตำมกำร
เกิด
สำรอนนิ ทรยี ์ สำรอนิ ทรีย์ อัญมณีธรรมชำติ
1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
95
อหาข้อมูลจากอินเตอรเ์ นต็ และจัดรายช่อื ของอัญมณเี หลา่ น้นั ตามกลุ่มต่างๆ
4. 5.
9. 10.
14. 15.
19. 20.
กลมุ่ ของอญั มณี
อญั มณีปรับปรงุ อญั มณี อัญมณที ี่มนษุ ย์ อัญมณีเลียนแบบ
คณุ ภำพ สังเครำะห์ สรำ้ งขนึ้
ชื่ออัญมณี ประเภทอญั มณีตำมกำร
เกิด
8.
9. สำรอนนิ ทรยี ์ สำรอนิ ทรยี ์ อญั มณีธรรมชำติ
10.
11.
12.
13.
14.
15.
16.
17.
18.
19.
20.
96
กล่มุ ของอญั มณี
อญั มณีปรบั ปรงุ อญั มณี อญั มณที ี่มนษุ ย์ อญั มณีเลยี นแบบ
คุณภำพ สังเครำะห์ สร้ำงขึน้
สัปดำหท์ ่ี 2 ให้นสิ ติ คน้ ควา้ ข้อมลู อัญมณจี ากอนิ เตอรเ์ น็ตว่าอยู่ในระบบผลึกใด แ
ระบบผลกึ : Isometric, Tetragonal, Orthorhombic, Hexagonal, Monoclin
อญั มณี:
ชอ่ื อัญมณี ระบบผลึก
97
และอัญมณีชนดิ นนั้ มีสีใดบ้าง
nic, Triclinic
สีของอัญมณี
ช่อื อัญมณี ระบบผลกึ
98
สขี องอัญมณี
99
สปั ดำหท์ ี่ 3 ฝกึ ปฏิบตั ิการใชเ้ ครื่องโพลาริสโคป
ลักษณะทำงแสง (Optic character) ของอัญมณี
ภำพทำงแสงของอัญมณี (Optic figure)
100
No. Optic character Optic figure
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
101
สปั ดำหท์ ี่ 4 ฝกึ ปฏบิ ัติการใช้เครือ่ งรแี ฟรคโตมเิ ตอร์กับอัญมณเี จยี ระไนเหล่ยี ม
Optic Refractive index Optic Refractive index
No. character (RI)
(RI) Birefringence No. character Birefringence
SR/DR High Low
1 RImax - RImax -
Rimin
High Low Rimin SR/DR
6
27
38
49
5 10
102
สปั ดำหท์ ่ี 5 ฝกึ ปฏิบตั ิการใช้เครอื่ งรีแฟรคโตมิเตอร์กับอัญมณเี จยี ระไนแบบเหลังเบ้ีย
No. Optic character Refractive index (RI)
SR/DR
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
103
สัปดำหท์ ี่ 6 ฝกึ ปฏบิ ตั ิการใช้เครื่องชั่งหาความถ่วงจาเพาะ และไดโครสโคป
SG = Weight in air
Weight in air − Weight in water
No. ความถว่ งจาเพาะ สแี ฝด 3 สี
ไมม่ ี 2 สี
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
104
สัปดำห์ที่ 7 ฝึกปฏิบัติการใชเ้ ครอื่ งสเปกโตสโคป และเชลซฟี วิ เตอร์
No. Spectrum Chealsea filter test
1 Green Red
2
3
4
5
6
105
No. Spectrum Chealsea filter test
7 Green Red
8
9
10
สัปดำหท์ ่ี 9-10 ปฏิบตั ิการวเิ คราะหช์ นดิ ของอัญมณี
No. Optic Character Optic figure Refractive Index Spe
SR/DR/ADR/AGG
(RI)
RI Max RI Max Biref.
106
ecific gravity Pleochroism Spectrum Chealsea Identification
test
No. Optic Character Optic figure Refractive Index Spe
SR/DR/ADR/AGG
(RI)
RI Max RI Max Biref.
ecific gravity Pleochroism Spectrum Chealsea 107
test
Identification
108
สปั ดำห์ท่ี 11-12 ฝึกปฏบิ ตั กิ ารใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์ดูตาหนิพลอยธรรมชาติ
Iris Diaphram
Stage
Darkfield plate
109
No. Plotting Inclusions
110
No. Plotting Inclusions
111
No. Plotting Inclusions
112
สปั ดำห์ท่ี 13-14 ฝกึ ปฏิบตั กิ ารใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์ดูตาหนิพลอยสังเคราะห์แบบเฟลมฟิวช่นั
No. Plotting Inclusions
113
No. Plotting Inclusions
114
สปั ดำหท์ ่ี 15 ฝึกปฏบิ ัติการเรียกช่อื สีอญั มณี และประมาณเปอร์เซน็ ประกาย (Brilliance) หนา้ ตา่ ง (Window)
และท่ีมืด (Extinction) ของอัญมณเี จียระไนเหลี่ยม
No. Color %Brilliance %Window %Extinction
115
ภำคผนวก ข
ตำรำงคณุ สมบัตอิ ัญมณี
116
117