ปีการศึกษา 2566 วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม นางสาวสายไหม ปัญญา - ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ - โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม อ าเภอยางตลาด องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
ก ชื่อผู้วิจัย : นางสาวสายไหม ปัญญา ชื่อเรื่อง : การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงโดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม ปีการศึกษา : 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น สูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่สร้างขึ้น และเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 23 คน จากวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test Dependent) และ (One Simple t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงมีคะแนน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หลังเรียน (̅= 16.65) สูงกว่าก่อนเรียน (̅= 3.83) อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง มีคะแนนทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย(̅) 16.65 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) 1.87 และพบว่า นักเรียนมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาช่วยเหลือ แนะนำ ให้คำปรึกษา ตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่อง ต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งจาก คุณครูรุ่งนิรันด์ แสนศิลา ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง กราบขอบพระคุณท่านเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่านที่ผู้วิจัยได้นำมาศึกษา อ้างอิงในการทำวิจัยครั้งนี้ รวมถึงคณะผู้บริหาร คณะครูและนักเรียนโรงเรียนนาเชือกวิทยาคม ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในงานวิจัยโดยให้ความ ร่วมมือในการจัดเก็บข้อมูลจนทำให้งานวิจัยดำเนินไปได้ด้วยดี คุณค่าทั้งหลายที่ได้รับจากรายงานวิจัยฉบับนี้ขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทิตาแด่บิดามารดา บูรพาจารย์ที่เคย อบรมสั่งสอน รวมทั้งผู้มีพระคุณทุกท่าน ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัยฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเพื่อพัฒนา งานวิจัยต่อไป สายไหม ปัญญา
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ สารบัญภาพ ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1 สมมติฐานการวิจัย 2 ขอบเขตของการวิจัย 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 กรอบแนวคิดในการวิจัย 3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 12 ตัวแปร/สิ่งที่ต้องการศึกษา 12 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 12 เนื้อหาที่ใช้ในงานวิจัย 12 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 12 การดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล 13 การวิเคราะห์ข้อมูล 14 บทที่ 4 ผลการดำเนินการวิจัย 15
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 5 อภิปรายผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ 17 สรุปผลการวิจัย 17 อภิปรายผล 18 ข้อเสนอแนะ 19 บรรณานุกรม 20 ภาคผนวก 21 ภาคผนวก ก ตัวอย่าง แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 22 ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 33 ภาคผนวก ค คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ก่อนเรียนและหลังเรียน) และตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล 38 ประวัติผู้วิจัย 41
จ สารบัญตาราง ตาราง หน้า ตารางที่ 1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 15 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม 16
ฉ สารบัญภาพ ภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 3
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับทุกคนทั้งใน ชีวิตประจำวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องมือเครื่องใช้และผลผลิตต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้ใช้เพื่อ อำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงานเหล่านี้ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์คิดวิเคราะห์ วิจารณ์มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ใช้ความรู้และทักษะเพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนางานด้วยกระบวนการ ออกแบบเชิงวิศวกรรม มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมูลหรือสารสนเทศ ประเมินสารสนเทศ ประยุกต์ใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณและความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริงอย่างสร้างสรรค์สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและมี ประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ ่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้(knowledgebased society) (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นความชำนาญ หรือความสามารถในการใช้ความคิดเพื่อค้นคว้า ความรู้ รวมทั้งการแก้ปัญหา ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางปัญญา (Intellectual Skill) ไม่ใช่ทักษะ การปฏิบัติด้วยมือ (Psychomotor Skill/ Hand on Skill) เพราะเป็นการทำงานของสมอง การคิดมีทั้งการคิด พื้นฐาน เช่น ทักษะการสื่อความหมาย ได้แก่ การอ่าน การรับรู้ การจำ การจำถาวร การพูด การเขียน นอกจากนี้ยังมี ทักษะการสังเกต การระบุ การจำแนก การเรียงลำดับ การเปรียบเทียบ การลงข้อสรุป และการใช้ตัวเลข (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2545) จนเกิดความชำนาญและคล่องแคล่ว ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดความรอบคอบ มีเหตุผล มีจิตวิทยาศาสตร์ และเป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์ได้ (วิทย์ วิศทเวทย์, 2547) ในการจัดการเรียนรู้รายวิชา ชีววิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ซึ่งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นที่ ต้องนำไปใช้ในการเรียนรู้ พัฒนากระบวนการคิด วางแผน ลงมือปฏิบัติเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ และมีผลต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยตรง ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาค้นคว้าหาความรู้จนพบว่า วิธีการที่จะช่วยให้การ จัดการเรียนการสอนวิชาชีววิทยาให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงได้ สามารถใช้ชุดแบบฝึก ทักษะมาพัฒนาผู้เรียน จากเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยต้องการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง จึงได้ออกแบบชุดฝึก ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้สูงขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลัง การใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่สร้างขึ้น 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กับเกณฑ์ ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม
2 สมมติฐานของการวิจัย 1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการใช้ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการใช้ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ 1.2 กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 23 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ 2.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 3. เครื่องมือการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยการพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงครั้งนี้ประกอบด้วย 3.1 แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 3.2 แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง Pre-test,Post -test 3.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากการปฏิบัติและการฝึกฝน ความคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านสติปัญญา การแก้ปัญหาและการค้นคว้าหาความรู้ใหม่อย่างมี ประสิทธิภาพและเชื่อถือได้โดยมีทักษะขั้นสูง 5 ทักษะ คือ ทักษะการตั้งสมมติฐาน ทักษะการกำหนดนิยาม ทักษะการ กำหนดควบคุมตัวแปร ทักษะการทดลอง ทักษะการตีความหมายและสรุปผล 2. ชุดแบบฝึกทักษะ หมายถึง เอกสารที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อพัฒนาความสามารถในทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3. แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หมายถึง แบบทดสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อเพื่อใช้เป็นตัววัดความสามารถของผู้เรียนในด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของผู้เรียน ประกอบด้วยทั้งหมด 5 ทักษะ ดังนี้1) ทักษะการตั้งสมมติฐาน 2) ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ 3) ทักษะ การกำหนดและควบคุมตัวแปร 4) ทักษะการทดลอง และ 5) ทักษะการตีความหมายและลงข้อสรุป ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1. ผู้เรียนสามารถนำทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่ได้รับการพัฒนาไปใช้ในการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ในครั้งต่อไปได้และประยุกต์ใช้ในเนื้อหาวิชาอื่น ๆ ที่มีธรรมชาติของวิชาคล้ายกัน 2. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้บริหาร และผู้ที่สนใจนำเอาความรู้จากการวิจัยไปประยุกต์และปรับใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาอื่น ๆ
3 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม (Independent Variables) (Dependent Variables) ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสำหรับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ซึ่งประกอบด้วย 1) ทักษะการตั้งสมมติฐาน 2) ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ 3) ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร 4) ทักษะการทดลอง 5) ทักษะการตีความหมายและลงข้อสรุป
4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับ กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และ แก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่าง หลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยกำหนดสาระสำคัญ ดังนี้ ✧ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต การดำรงชีวิตของ มนุษย์และสัตว์การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ✧ วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคลื่อนที่ พลังงาน และคลื่น ✧ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ✧ เทคโนโลยี ● การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึง ผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ● วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับ การคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนและเป็น ระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารในการแก้ปัญหาที่พบ ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอด พลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ ผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
5 มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า และออกจาก เซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิง วิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม
6 คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ❖ เข้าใจการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกันในร่างกายของ มนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ประโยชน์จากสารต่าง ๆ ที่พืชสร้างขึ้น การถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการที่ทำให้เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ความสำคัญและผล ของเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอต่อมนุษย์สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ❖ เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปลี่ยนแปลงแทนที่ ในระบบ นิเวศ ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ❖ เข้าใจชนิดของอนุภาคสำคัญที่เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัติบางประการของธาตุ การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและสมบัติต่าง ๆ ของสารที่มีความสัมพันธ์กับแรง ยึดเหนี่ยว พันธะเคมีโครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมีและการเขียนสมการเคมี ❖ เข้าใจปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวลและความเร่ง ผลของความเร่งที่มี ต่อการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างสนามแม่เหล็กและกระแสไฟฟ้า และแรงภายในนิวเคลียส 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 2.1 ความหมายชองแบบฝึกทักษะ แบบฝึก เป็นงานที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทำด้วยตนเองภายหลังจากได้เรียนบทเรียน เพื่อเป็นการทบทวน และฝึกทักษะในเรื่องที่เรียนผ่านมาแล้ว (ปราณีจิณฤทธิ์, 2552) และเป็นสื่อการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อให้ นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในแบบฝึกนั้นจะครอบคลุม เนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทำให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น เพราะมีรูปแบบหรือลักษณะที่หลากหลาย (ประภาพร ถิ่นอ่อง, 2553) แบบฝึก แบบฝึกหัดหรือชุดการฝึก เป็นคำที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน คืองานหรือกิจกรรมที่ผู้สอน มอบหมายให้ผู้เรียนกระทำเพื่อฝึกทักษะและทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความชำนาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถนำความรู้ไปแก้ปัญหาได้โดยอัตโนมัติ (คณิศร ศรีประไพ, 2555) นอกจากนี้แบบฝึกยังเป็นสื่อการเรียน การสอนที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติใน แบบฝึกนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทำให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น และทำให้ผู้เรียนมองเห็น ความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้(บุญนำ เกษี, 2556) จากความหมายของแบบฝึกข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาทักษะการ เรียนรู้ให้มากขึ้น โดยอาศัยการฝึกฝนหรือปฏิบัติด้วยตนเองของผู้เรียน แบบฝึกในภาษาไทยมีชื่อเรียกแตกต่างกัน ออกไป เช่น ชุดการฝึก แบบฝึกทักษะ แบบฝึกหัด แบบฝึกหัดทักษะ เป็นต้น ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้คำว่า แบบฝึกทักษะ 2.2 การสร้างแบบฝึกทักษะ ในการจัดสถานการณ์ทางการเรียนการสอนนั้น สามารถกำหนดขอบเขตเนื้อหาจากหลักสูตร โดยกำหนดจาก หน่วยการเรียนย่อย ๆ ไปสู่หน่วยการเรียนใหญ่แต่อย่างไรก็ตามในการออกแบบการสอนหรือการสร้างแบบฝึกควร คำนึงถึงองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1. เนื้อหาที่คัดเลือกมาสร้างแบบฝึกต้องอิงจุดประสงค์รายวิชา 2. กลวิธีที่ใช้ในการสอนต้องอิงทฤษฎีและผลการวิจัยที่มีผู้ทำไว้แล้ว
7 3. การวัดต้องอิงพฤติกรรมการเรียนรู้ 4. รู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบเพื่อให้แบบฝึกมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า (Seel & Glasgow,1990) นอกจากนี้แบบฝึกจะต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้เรียน และควรสร้างโดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการ แก้ปัญหา และการตอบสนองไว้ดังนี้ 1. สร้างแบบฝึกหลาย ๆ ชนิด เพื่อเร้าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ 2. แบบฝึกที่สร้างขึ้นนั้นจะต้องให้ผู้เรียนสามารถพิจารณาได้ว่าต้องการให้ผู้เรียนทำอะไร 3. ให้ผู้เรียนได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากการเรียนมาตอบในแบบฝึกให้ตรงตามเป้าหมาย 4. ให้ผู้เรียนตอบสนองสิ่งเร้าด้วยการแสดงความสามารถและความเข้าใจในการฝึก 5. กำหนดให้ชัดเจนว่าจะให้ผู้เรียนตอบแบบฝึกแต่ละชนิดแต่ละรูปแบบด้วยวิธีการตอบอย่างไร (Haress อ้าง ถึงใน อังศุมาลิน เพิ่มผล, 2542) หลักในการสร้างแบบฝึกควรสร้างให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการฝึกมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการของผู้เรียน สนองความสนใจและคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดทำให้จบเป็นเรื่อง ๆ การประเมินผลแจ้งผล ความก้าวหน้าในการฝึกให้ผู้เรียนทราบทันทีทุกครั้ง (คณิศร ศรีประไพ, 2555) และการสร้างแบบฝึกต้องคำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคล แบบฝึกต้องมีหลาย ๆ รูปแบบ ควรมีเนื้อหาที่สรุปไว้มีลักษณะย่อ ๆ สร้างเริ่มจากง่ายไปหา ยากและจะต้องถูกต้อง คำสั่งในแบบฝึกต้องสั้นกะทัดรัดและเข้าใจง่ายควร มีการสอดแทรกทักษะด้านอื่น ๆ เข้าไป ด้วย (บุญนำ เกษี, 2556) จากหลักและวิธีการให้สร้างแบบฝึกทักษะ สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะที่ดีผู้เรียนต้องเห็นความสำคัญของการฝึก ทักษะ ผู้เรียนจะต้องทำแบบฝึกด้วยความเข้าใจและความตั้งใจที่จะพัฒนาตนเองตามระดับความสามารถของตน แบบ ฝึกควรมีกำหนดระยะเวลาสั้น ๆ ในการฝึกแต่บ่อยครั้ง ควรฝึกปฏิบัติหลังจากการสอนเมื่อผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดีแล้ว การฝึกทำจากง่ายไปหายาก 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3.1 ความหมายและความสำคัญของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หมายถึง ทักษะทางสติปัญญาที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้มโนมติและ หลักการ ช่วยให้การลงข้อสรุปแบบอุปนัยมีความเที่ยงตรง ถูกต้อง เชื่อถือได้โดยมีลักษณะสำคัญของทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์3 ประการ ดังนี้ 1. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางสติปัญญา โดยแต่ละกระบวนการเป็นทักษะทางสติปัญญา เฉพาะ ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ 2. แต่ละทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์วินิจฉัยหรือจำแนกได้จากพฤติกรรมของนักวิทยาศาสตร์ซึ่ง สามารถสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถในการเสาะแสวงหา ความรู้แบบนักวิทยาศาสตร์ 3. แต่ละทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สามารถถ่ายโอนจากวิทยาศาสตร์ไปยังสาขาวิชาอื่นได้และ สามารถนำไปใช้เป็นหลักในการคิดอย่างมีเหตุผลและใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ด้วย (Gagne’. 1965) ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์เป็นพฤติกรรมของความสามารถที่เกิดจากการปฏิบัติและการฝึกฝนนึกคิด อย่างเป็นระบบ เป็นทักษะขั้นพื้นฐานในการทำงาน เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน และใช้แสวงหา ความรู้ทางวิทยาศาสตร์รวมทั้งหมายถึงความคล่องแคล่ว ชำนิชำนาญในการแสดงพฤติกรรมดังกล่าวด้วย (พจนา ทรัพย์สมาน, 2534: 24) ทั้งยังหมายถึง ความชำนาญ หรือความสามารถในการใช้ความคิด เพื่อค้นหาความรู้รวมทั้ง การแก้ปัญหา ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางปัญญา (Intellectual Skill) ไม่ใช่ทักษะการปฏิบัติด้วย มือ (Psychomotor Skill/ Hand on Skill) เพราะเป็นการทำงานของสมอง การคิดมีทั้งการคิดพื้นฐาน เช่น ทักษะ
8 การสื่อความหมาย ได้แก่การอ่าน การรับรู้การจำ การจำถาวร การพูด การเขียน นอกจากนี้ยังมีทักษะการสังเกต การระบุการจำแนก การเรียงลำดับ การเปรียบเทียบ การลงข้อสรุป และการใช้ตัวเลข (พิมพันธ์เดชะคุปต์,2545: 9) จากที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากการปฏิบัติ และการฝึกฝนความคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านสติปัญญา การแก้ปัญหาและการค้นคว้าหา ความรู้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ 3.2 ประเภทของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้กำหนดประเภทของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ดังนี้ สมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์(ภพ เลาหไพบูลย์. 2542: 1; อ้างอิงจาก The American Association for the Advancement of Science. AAAs: 1970) โดยมีคณะกรรมการสาขา วิทยาศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการพัฒนาโปรแกรมวิทยาศาสตร์ชื่อว่า “วิทยาศาสตร์กับการใช้กระบวนการ” (Science - A process approach) โดยเน้นการใช้และกระบวนการวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนระดับชั้นอนุบาลจนถึงประถมศึกษา ได้ กำหนดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไว้13 ทักษะ ประกอบด้วย ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ และทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 5 ทักษะ ดังนี้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน (Basic Science Process Skills) มี8 ทักษะ ดังนี้ 1. ทักษะการสังเกต (Observation) หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์โดยมีจุดประสงค์เพื่อหารายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ 2. ทักษะการวัด (Measurement) หมายถึง ความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดหาปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องโดยมีหน่วยกำกับและรวมไปถึงการใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง 3. ทักษะการคำนวณ (Using numbers) หมายถึง ความสามารถในการบวก ลบ คูณ หาร ตัวเลขที่แสดง ค่าปริมาณของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งได้จากการสังเกต การวัดหรือการทดลอง 4. ทักษะการจำแนกประเภท (Classification) หมายถึง ความสามารถในการจัดจำแนกหรือเรียงลำดับ วัตถุหรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่โดยมีเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณา 3 ประการ คือ ความเหมือน ความแตกต่าง และความสัมพันธ์ 5. ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างมิติของวัตถุกับเวลา (Space / Space Relationship and space / time relationship) หมายถึง ความสามารถในระบุความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่อไปนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มิติกับ 3 มิติ สิ่งที่อยู่หน้ากระจกเงากับภาพในกระจกเป็นซ้ายขวาของกันและกันอย่างไร ตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลาหรือมิติของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไปกับเวลา มิติ(Space) ของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างบริเวณที่วัตถุนั้นครอบครองอยู่ซึ่งมีรูปร่างและลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั้น โดยทั่วไปแล้วมิติของวัตถุจะ มี3 มิติ(Dimensions) ได้แก่ความกว้าง ความยาว ความหนาหรือความสูงของวัตถุ 6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Organization data and communication) หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลองและจากแหล่งอื่น ๆ มาจัดใหม่ โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การจัดเรียงลำดับ การจัดแยกประเภทเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลชุดนั้น ๆ ดีขึ้น โดยการนำเสนอใน รูปตาราง แผนภูมิแผนภาพ กราฟ 7. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง ความสามารถในการนำเสนอ อธิบายข้อมูลที่มี อยู่ซึ่งได้มาจากการสังเกต การวัด การทดลอง โดยเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิม เพื่อสรุปความเห็น เกี่ยวกับข้อมูลนั้น ๆ 8. ทักษะการพยากรณ์(Prediction) หมายถึง ความสามารถทำนายหรือคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยอาศัยการสังเกตปรากฏการณ์ซ้ำๆ และนำความรู้ที่เป็นหลักการ กฎหรือทฤษฎีในเรื่องนั้น ๆ มาช่วยในการทำนาย การทำนายทำได้ภายในขอบเขตของข้อมูล (Interpolating) และภายนอกขอบเขตข้อมูล (Extrapolating)
9 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ มี5 ทักษะ ดังนี้ 1. ทักษะการตั้งสมมติฐาน หมายถึง ความสามารถในการให้คำอธิบายซึ่งเป็นคำตอบล่วงหน้า ก่อนที่จะ ดำเนินการทดลอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง 2. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ หมายถึง ความสามารถในการกำหนดความหมายและขอบเขต ของคำ หรือตัวแปรต่าง ๆ ให้เข้าใจตรงกันและสามารถสังเกต และวัดได้ 3. ทักษะกำหนดและควบคุมตัวแปร หมายถึง ความสามารถที่ชี้บ่งได้ว่า ตัวแปรตัวใดเป็นตัวแปรต้น ตัว แปรใดเป็นตัวแปรตาม ตัวแปรใดเป็นตัวแปรควบคุมในการหาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างตัวแปรสมมติฐานหนึ่ง หรือในปรากฏการณ์หนึ่ง 4. ทักษะการทดลอง หมายถึง ความสามารถในการดำเนินการตรวจสอบสมมติฐานด้วยการทดลอง โดย เริ่มตั้งแต่การออกแบบการทดลอง การปฏิบัติการทดลองตามขั้นตอนที่ออกแบบไว้ใช้วัสดุอุปกรณ์และการบันทึกผล การทดลองอย่างถูกต้อง 5. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป หมายถึง ความสามารถในการบอกความหมายของ ข้อมูลที่ได้จัดกระทำ และอยู่ในรูปแบบที่ใช้ในการสื่อความหมาย ซึ่งอาจจะอยู่ในตาราง กราฟ แผนภูมิหรือรูปภาพ รวมทั้งบอกความหมายของข้อมูลเชิงสถิติลงข้อสรุปโดยการนำเอาความหมายของข้อมูลที่ได้ทั้งหมด สรุปเห็น ความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ต้องการศึกษาภายในขอบเขตการทดลองนั้น ๆ แอบรัสคาโท (Abruscato. 2000: 40 - 44) กล่าวว่า กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ และสามารถ ใช้ทักษะเหล่านี้มาจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน ซึ่งประกอบด้วยทักษะวิทยาศาสตร์กระบวนการที่สำคัญ 13 ทักษะ เป็น ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ และทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 5 ทักษะ คือ 1. ทักษะการสังเกต (Observing) คือ ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้ารับข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นพื้นฐานที่สำคัญ 2. ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับเวลา (Using Space / Time Relationship) คือความสามารถ ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างรูป 3 มิติกับ 2 มิติระหว่างตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับวัตถุหนึ่งและหาความสัมพันธ์ ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับเวลาที่ใช้ตลอดเวลาการเปลี่ยนแปลงของวัตถุเมื่อเวลาที่เปลี่ยนไป 3. ทักษะการใช้ตัวเลข (Using Number) คือ เป็นความสามารถในการนำตัวเลขมากำหนดคุณลักษณะ ต่างๆ เช่น ความกว้าง ความยาว ความสูง พื้นที่ ปริมาตรหรือจำนวนของต่างๆ รวมทั้งการคำนวณเบื้องต้น เช่น การหาค่าเฉลี่ยหรืออัตราส่วน 4. ทักษะการจำแนก (Classifying) คือ ความสามารถในการแยก จัดกลุ่มสิ่งของต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ กันด้วยลักษณะ ขนาด สีประเภท 5. ทักษะการวัด (Measuring) คือ ความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดปริมาณของสิ่งต่างๆ ได้อย่าง ถูกต้อง โดยมีหน่วยกำกับ และการใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง 6. ทักษะการสื่อสาร (Communicating) คือ ความสามารถแสดงผลของข้อมูล จากการสังเกต การ ทดลอง นำมาจำแนกเรียงลำดับและนำเสนอด้วยการเขียน แผนภาพ แผนผัง แผนที่ 7. ทักษะการพยากรณ์(Predicting) คือ ความสามารถในการคาดคะเนล่วงหน้าโดยใช้การสังเกต ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ 8. ทักษะการลงความเห็น (Inferring) คือ ความสามารถในการนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการสังเกต นำไป เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม เพื่อสรุปหรืออธิบายสิ่งที่พบ 9. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร (Controlling Variables) คือ ความสามารถในการบ่งชี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมในสมมติฐานหนึ่ง ๆ 10. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป (Interpreting Data) คือ ความสามารถในการแปล ความหมายหรือการบรรยายลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่
10 11. ทักษะการตั้งสมมติฐาน (Formulating Hypothesis) คือ ความสามารถในการคาดการณ์ว่า ตัวแปร ต่างๆ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นการลงข้อสรุปของคำอธิบายโดยอาศัยการสังเกตหรือการสรุปอ้างอิงเป็นพื้นฐาน 12. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining Operationally) คือ ความสามารถในการกำหนด ความหมายและขอบเขตของคำต่าง ๆ ที่อยู่ในสมมติฐานที่ต้องการทดลองให้เข้าใจตรงกันและสามารถสังเกตหรือวัดได้ 13. ทักษะการทดลอง (Experimenting) คือ ความสามารถในการจัดกระบวนการปฏิบัติทดลอง เพื่อ ตรวจสอบสมมติฐานที่กำหนดไว้ จากที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า ประเภทของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์มี 2 ประเภท คือ ทักษะกระบวนการ วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ และทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 5 ทักษะ ในครั้งนี้ผู้วิจัยเลือก ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 5 ทักษะมาทำการวิจัย ได้แก่ ทักษะการตั้งสมมติฐาน (Formulating Hypothesis) ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining Operationally) ทักษะกำหนดและควบคุมตัวแปร (Controlling Variables) ทักษะการทดลอง (Experimenting) ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป (Interpreting Data) 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ภวัตวริษฐ์ธัญวัฒนยิ่ง (2559: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะกระบวนการคิดทาง วิทยาศาสตร์ด้านทักษะการจำแนกประเภทโดยใช้ชุดฝึกทักษะการคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผล การศึกษาพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านทักษะการจำแนกประเภท ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นใช้ ประกอบการเรียนการสอน มีค่าของประสิทธิภาพของผลลัพธ์สูงกว่า 80 2. การจัดการเรียนการสอน โดยใช้ชุดฝึก ทักษะกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ด้านทักษะการจำแนกประเภทนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ภรณ์ณัฐภัคร์ มูลคม (2559: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่องการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น พื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยวิธีการแบบเปิดจาก การทดสอบ 8 ครั้ง มีความแปรผันที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 3) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ของนักเรียนหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดสูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย วิธีการแบบเปิด อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 4) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดอยู่ในระดับมาก ศักดิ์ศรีสืบสิงห์(2560: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับครูวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จังหวัด ร้อยเอ็ด ผลการวิจับพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับครูวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษาใน จังหวัดร้อยเอ็ด มีประสิทธิภาพ80.50/83.85 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้75/75 2. ผลสัมฤทธิ์หลังฝึกจากชุดฝึกทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ณพัฐอร บัวฉุน (2561: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัย พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 84.51/81.53 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
11 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด ภารดีกล่อมดี(2561: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง ผลการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น พื้นฐานในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ผล การศึกษาพบว่า ชุดแบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) สามารถนำมาใช้สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนหลังเรียนโดย ใช้ชุดแบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แต่ไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อ การเรียนโดยใช้ชุดแบบฝึกอยู่ในระดับมาก ซาวียะห์ สาเหาะ (2565: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แสง โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง แสง โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน มีค่าเท่ากับ E1/E2 เท่ากับ 77.08/75.53 2) คะแนนทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) คะแนนเฉลี่ยระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์มีค่าเท่ากับ 4.69 (S.D. = 0.57) อยู่ในระดับมากที่สุด
12 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่สร้างขึ้น และ เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม มีรายละเอียดในการดำเนินการวิจัย ดังต่อไปนี้ ตัวแปร/สิ่งที่ต้องการศึกษา ตัวแปรอิสระ คือ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ตัวแปรตาม คือ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 23 คน จากวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สาระชีววิทยา ข้อที่ 1 เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สารที่เป็น องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การลำเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์ผลการเรียนรู้ ม.4/2 อภิปราย และบอกความสำคัญของการระบุ ปัญหา ความสัมพันธ์ระหว่างปัญหา สมมติฐาน และวิธีการตรวจสอบสมมติฐาน รวมทั้งออกแบบการทดลองเพื่อ ตรวจสอบสมมติฐาน เครื่องมือการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอน 1.1 แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด ขั้นตอนการพัฒนาเครื่องมือ : ในการจัดทำแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 2) ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
13 3) ดำเนินการจัดทำแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด 4) ทดลองใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง กำหนดกิจกรรมและเวลาเรียนให้ เหมาะสมกับขอบข่ายเนื้อหาสาระหรือความคิดรวบยอด จุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรมที่กำหนดไว้ แล้วนำมา ปรับปรุงแก้ไข 5) นำแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่ได้ทดลองใช้และนำมาปรับปรุงแก้ไขแล้วไป ใช้ในการดำเนินการวิจัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1 แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ขั้นตอนการพัฒนาเครื่องมือ : การสร้างแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีเกณฑ์การวัดประเมินผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ ประเมินเป็น 2 ระดับ คือ ผ่านและ ไม่ผ่าน มีขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตำรา บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามมาตรฐานการเรียนรู้และ ตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 2) ดำเนินการสร้างแบบทดสอบสร้างโดยการวิเคราะห์จุดประสงค์ และผลการเรียนรู้ จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลา 20 นาที โดยแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนใช้ฉบับเดียวกัน 3) นำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เสนอผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจพิจารณาความตรงของเนื้อหา (content validity) ตลอดจนความถูกต้องเหมาะสมของ การใช้ภาษาและข้อคำถาม แล้วนำผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ มาวิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ 4) นำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผ่าน การตรวจสอบและแก้ไขแล้ว ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง การดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลอง ดังนี้ 1) ผู้วิจัยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (pre-test) จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลา 20 นาที แล้วนำคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่ได้ก่อนเรียนมา วิเคราะห์ข้อมูล 2) ดำเนินการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง โดยบันทึกผลหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้อภิปรายผลการวิจัย 3) วัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบ ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง (post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ฉบับเดียวกันกับฉบับก่อนเรียน จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลา 20 นาที แล้วนำคะแนนที่ได้ หลังเรียนมาวิเคราะห์ข้อมูล
14 การวิเคราะห์ข้อมูล ผลที่ได้จากการทดลอง นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการทางสถิติ ดังนี้ 1. วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (̄ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นสูง 2. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง โดยการวิเคราะห์เปรียบเทียบทางสถิติด้วยการทดสอบค่าที(t-test Dependent) 3. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม โดยการวิเคราะห์เปรียบเทียบทางสถิติ ด้วยการทดสอบค่าที(One Simple t-test)
15 บทที่ 4 ผลการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และเปรียบเทียบทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม ผู้วิจัยได้นำเสนอการวิเคราะห์ข้อมูล โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ตอนที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม 1. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ดังนี้ ตารางที่ 1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นสูง จำนวน นักเรียน(n) คะแนน เต็ม ̅ S.D. t Sig. คะแนนก่อนเรียน 23 20 3.83 2.04 33.70* 0.00 คะแนนหลังเรียน 23 20 16.65 1.87 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 1 พบว่า นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงมี คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หลังเรียน (̅= 16.65) สูงกว่าก่อนเรียน (̅= 3.83) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
16 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงกับเกณฑ์ ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงกับ เกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม ดังนี้ ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงกับเกณฑ์ ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นสูง จำนวน นักเรียน(n) ̅ S.D. t Sig. คะแนนหลังเรียน 23 16.65 1.87 4.229* 0.00 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 2 พบว่า นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง มีคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 16.65 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.87 และ พบว่านักเรียนมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
17 บทที่ 5 อภิปรายผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม เป็นรูปแบบการวิจัย การทดสอบก่อนและหลังเรียน (The One-Group Pretest-Posttest Design) สามารถสรุปได้ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลัง การใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่สร้างขึ้น 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กับเกณฑ์ ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม สมมติฐานของการวิจัย 1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการใช้ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการใช้ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ 1.2 กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 23 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ 2.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 3. เครื่องมือการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยการพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงครั้งนี้ประกอบด้วย 3.1 แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 3.2 แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง Pre-test,Post -test 3.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สรุปผลการวิจัย ผลการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สามารถสรุป ผลได้ดังนี้ 1. นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงมีคะแนนทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หลังเรียน (̅= 16.65) สูงกว่าก่อนเรียน (̅= 3.83) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
18 2. นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง มีคะแนนทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย(̅) 16.65 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) 1.87 และพบว่า นักเรียนมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผล จากการศึกษาคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ผลการศึกษาสามารถอภิปรายได้ดังนี้ 1. นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงมีคะแนนทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หลังเรียน (̅= 16.65) สูงกว่าก่อนเรียน (̅= 3.83) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ทั้งนี้เนื่องจากผู้เรียนได้ทำกิจกรรมในแบบฝึกด้วยตนเองทำให้การเรียนรู้มีคุณค่าและสร้างความหมายให้กับ สิ่งที่เรียนรู้นั้นด้วยตนเองจนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจ ซึ่งเป็นไปตามความหมายชองแบบฝึกทักษะของบุญนา เกษี (2556) ที่ให้ไว้ว่านักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในแบบฝึก นั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทำให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น และทำให้ผู้เรียนมองเห็น ความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้สอดคล้องกับณพัฐอร บัวฉุน (2561: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การ พัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 84.51/81.53 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุ รอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด และสอดคล้องกับ ภารดี กล่อมดี (2561: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง ผลการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานใน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ผลการศึกษา พบว่า ชุดแบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) สามารถนำมาใช้สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ได้การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดแบบ ฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แต่ไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน โดยใช้ชุดแบบฝึกอยู่ในระดับมาก 2. นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง มีคะแนนทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 16.65 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.87 และพบว่านักเรียนมี คะแนนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เป็นเพราะผู้เรียน ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีกระบวนการเรียนอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สอดคล้องกับภรณ์ณัฐภัคร์ มูลคม (2559: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่องการพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยวิธีการแบบเปิด ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ที่เรียนด้วยวิธีการแบบเปิดจากการทดสอบ 8 ครั้ง มีความแปรผันที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 และสอดคล้องกับ ซาวียะห์ สาเหาะ (2565: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แสง โดยใช้
19 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง แสง โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้าน มีค่าเท่ากับ E1/E2 เท่ากับ 77.08/75.53 2) คะแนนทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลัง เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) คะแนนเฉลี่ยระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์มีค่าเท่ากับ 4.69 (S.D. = 0.57) อยู่ในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ 1.1 ครูผู้สอนต้องมีการคัดเลือกและเตรียมแบบฝึกให้มีรูปแบบที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้และ เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย และต้องศึกษาขั้นตอนการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกให้เข้าใจอย่างละเอียดก่อนการปฏิบัติ การสอนทุกครั้ง เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆในการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นสูงโดยใช้สมองเป็นฐานได้อย่างถูกต้อง 2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 งานวิจัยนี้มีการเก็บข้อมูลที่อยู่ในลักษณะของการทำแบบทดสอบ ผู้วิจัยควรที่จะต้องมีการเก็บ รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมในเชิงลึกกว่านี้ เช่น การสัมภาษณ์นักเรียนเป็นรายบุคคล
20 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. คณิศร ศรีประไพ. (2555). การพัฒนาทักษะการคิดเชิงอุปมาอุปไมย เรื่อง สำนวนไทยโดยใช้หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาหลักสูตรและการสอน). คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย วไลยอลงกรณ์. ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ. (2550). แบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ผู้เรียนและการจัดทำ ผลงานวิชาการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ธารอักษร. บุญนำ เกษี. (2556 ). รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องระบบสมการเชิงเส้น ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3. โรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมภ์อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี. ประภาพร ถิ่นอ่อง. (2553). การพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของ พหุนามดีกรีสอง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิจัย และประเมินผลการศึกษา (วิจัยและพัฒนาการศึกษา), บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยนเรศวร. ปราณี จิณฤทธิ์. (2552). ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์และเจตคติทางการเรียน คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเคหะประชาสามัคคี จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต,สาขาวิชาศึกษาศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช. พจนา ทรัพย์สมาน. (2534). ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เครื่องมือในการแก้ปัญหา, มิตรครู. 33 (กุมภาพันธ์ 2534), 24-34. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2545). พฤติกรรมการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: สถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการ (พว). ภพ เลาหไพบูลย์. (2542). แนวการสอนวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2553). นวัตกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพของเยาวชน. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง. สุวิทย์ มูลคำ และ สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2550). ผลงานทางวิชาการสู่...การเลื่อนวิทยฐานะ. กรุงเทพฯ : อี เค บุคส์. สุวิมล กฤชคฤหาสน์. (2556). เอกสารประกอบการเรียนการวิจัยทางการศึกษาเพื่อพัฒนาการสอน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อังศุมาลิน เพิ่มผล. (2542). การสร้างแบบฝึกทักษะการคำนวณวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง วงกลม สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. สารนิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (สาขาวิชาการวัดผล การศึกษา). คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. Abruscato, J. (2000). Teaching Children Science. Massachusetts : Allyn & Bacon. Gagne, R.M. 1965. Psychology Issues in Science A Process Approach in Psychological Bases of Science A Process Approach. Washington D.C. : American Association forthe Advancement of Science.
21 ภาคผนวก
22 ภาคผนวก ก ตัวอย่างแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง
23 ใบกิจกรรมฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ เรื่อง ทักษะการตั้งสมมติฐาน ชื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เลขที่ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาและสืบค้นข้อมูล แล้วตอบคำถามต่อไปนี้ กิจกรรมที่ 1 ให้นักเรียนศึกษาข้อเท็จจริงที่ได้จากการสังเกต - ต้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่มักจะไม่งอกงาม - ต้นหญ้าที่อยู่ใต้หลังคามักจะไม่งอกงาม - ต้นหญ้าบริเวณใกล้เคียงดังกล่าว แต่ได้รับแสงสว่างเต็มที่ เจริญงอกงามดี 1. ปัญหาของสถานการณ์นี้คืออะไร 2. ให้นักเรียนตั้งสมมติฐานโดยใช้ประโยค “ถ้า ดังนั้น ” จากข้อเท็จจริงและปัญหา กิจกรรมที่ 2 บุษบาเตรียมตัวอย่างหนักที่จะต้องสอบปลายภาคเพื่อให้ได้คะแนนที่ดีและเก็บสะสมคะแนนเอาไว้สำหรับการ เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยในแต่ละวันหลังจากที่เรียนในชั้นเรียนปกติแล้ว เธอยังต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม ในวิชาต่างๆ อีกหลายวิชา เมื่อกลับมาถึงบ้านเธอก็ใช้เวลาในตอนค่ำ โหมอ่านและทบทวนบทเรียนต่างๆ เธอทำ เช่นนี้ เป็นเวลากว่า 1 เดือนก่อนที่จะถึงวันสอบ เพื่อนๆ ต่างก็สงสัยว่าเธอทำได้อย่างไร เธอให้คำตอบแก่เพื่อนๆ ว่า เธอต้อง ดื่มกาแฟอย่างน้อยวันละ 4 แก้ว โดยเธอเชื่อว่าคาเฟอีนในกาแฟเป็นตัวทำให้เธอเกิดความตื่นตัวและกระชุ่มกระชวย เมื่อวันสอบปลายภาคมาถึง บุษบาได้เข้าห้องสอบด้วยความมั่นใจ และเมื่อเริ่มสอบวิชาแรกผ่านไป เธอทำข้อสอบได้ดี แต่หลังจากที่สอบวิชาต่อมาอีกหลายวิชา เธอเริ่มมีอาการเบลอปวดหัว ตัวสั่น ตื่นตระหนก จนไม่สามารถทำข้อสอบ ต่อไปได้ 1. ปัญหาของสถานการณ์นี้คืออะไร 2. คำตอบของปัญหา (สมมติฐาน) น่าจะเป็นอย่างไร คะแนน
24 กิจกรรมที่ 3 จากการสังเกตการณ์ปลูกต้นมะม่วงของชาวสวนพบว่ามีการให้ปุ๋ยแก่มะม่วงแตกต่างกัน คือบางต้นให้ปุ๋ย ทางราก บางต้นให้ปุ๋ยทางลำต้น จากการสังเกตดังกล่าวนักเรียนคิดว่า 1. ปัญหาของสถานการณ์นี้คืออะไร 2. คำตอบของปัญหา (สมมติฐาน) น่าจะเป็นอย่างไร กิจกรรมที่ 4 การเลี้ยงไก่ของชาวบ้านตามชนบทพบว่ามีการให้อาหารที่แตกต่างกัน คือ บางคนให้ไก่กินหนอนอย่างเดียวกับ บางคนให้ไก่กินข้าวอย่างเดียว นักเรียนคิดว่า 1. ปัญหาของสถานการณ์นี้คืออะไร 2. คำตอบของปัญหา (สมมติฐาน) น่าจะเป็นอย่างไร กิจกรรมที่ 5 1. เมื่อนักเรียนนำแมลงสาบใส่ขวดแล้วเอาจุกปิดให้แน่น ต่อมาแมลงสาบตาย นักเรียนจะตั้งสมมติฐานได้ว่า อย่างไร 2. นำรากหัวหอมที่เพาะไว้ 6 วัน มาตัดรากบางส่วนออก แล้วนำไปเพาะต่ออีก 5 วัน ได้ข้อมูลดังตาราง จากข้อมูลในตารางนี้ จะกำหนดสมมติฐานได้ว่าอย่างไร
25 ใบกิจกรรมฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ เรื่อง ทักษะการกำหนดนิยาม ชื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เลขที่ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาและสืบค้นข้อมูล แล้วตอบคำถามต่อไปนี้ กิจกรรมที่ 1 ก่อนการทดลองเพื่อหาคำตอบว่า “สารสกัดจากเปลือกเชียดในการกำจัดศัตรูพืชของผักกาดเขียวกวางตุ้งได้ดีกว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุดจริงหรือไม่” จากสถานการณ์นักเรียนควรจะให้ความหมายของคำใดของสถานการณ์นี้เพื่อ จะได้มีความหมายเข้าใจตรงกัน ในการเก็บรวบรวมข้อมูล (นิยามเชิงปฏิบัติการ) กิจกรรมที่ 2 ก่อนการทดลองเพื่อหาคำตอบว่า “สารจากเม็ดกระถินที่ละลายในแอลกอฮอล์ไล่แมลงวันได้ดีกว่าสารจากเม็ด กระถินที่ละลายในน้ำได้จริงหรือไม่” จากสถานการณ์นักเรียนควรจะให้ความหมายของคำใดของสถานการณ์นี้เพื่อจะ ได้มีความหมายเข้าใจตรงกัน ในการเก็บรวบรวมข้อมูล(นิยามเชิงปฏิบัติการ) กิจกรรมที่ 3 ก่อนการทดลองเพื่อหาคำตอบว่า “เลี้ยงจิ้งหรีดด้วยพืชสด จิ้งหรีดจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าการเลี้ยงด้วยอาหาร สำเร็จรูปหรือไม่” จากสถานการณ์นักเรียนควรจะให้ความหมายของคำใดของสถานการณ์นี้เพื่อจะได้มีความหมาย เข้าใจตรงกัน ในการเก็บรวบรวมข้อมูล(นิยามเชิงปฏิบัติการ) คะแนน
26 กิจกรรมที่ 4 ก่อนการทดลองเพื่อหาคำตอบว่า “ตากผ้าโดยการคลี่ผ้าออกจะแห้งเร็วกว่าตากผ้าโดยการพับซ้อนๆกันจริง หรือไม่” จากสถานการณ์นักเรียนควรจะให้ความหมายของคำใดของสถานการณ์นี้เพื่อจะได้มีความหมายเข้าใจตรงกัน ในการเก็บรวบรวมข้อมูล(นิยามเชิงปฏิบัติการ) กิจกรรมที่ 5 ก่อนการทดลองเพื่อหาคำตอบว่า “การเก็บด้วยที่ผสมเปลือกไข่เป็ดจะทำให้กล้วยสุกช้ากว่าการเก็บกล้วยที่ผสม กับเปลือกไข่ไก่หรือไม่” จากสถานการณ์นักเรียนควรจะให้ความหมายของคำใดของสถานการณ์นี้เพื่อจะได้มี ความหมายเข้าใจตรงกัน ในการเก็บรวบรวมข้อมูล(นิยามเชิงปฏิบัติการ)
27 ใบกิจกรรมฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ เรื่อง ทักษะการกำหนดควบคุมตัวแปร ชื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เลขที่ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาและสืบค้นข้อมูล แล้วตอบคำถามต่อไปนี้ กิจกรรมที่ 1 ในการทดลองหนึ่ง มีสมมติฐานว่า “พืชที่ปลูกในภาชนะที่ต่างกัน จะมีการเจริญเติบโตแตกต่างกัน” จากสมมติฐานดังกล่าว ให้นักเรียนกำหนดและควบคุมตัวแปรต่อไปนี้ 1. ตัวแปรต้น คือ 2. ตัวแปรตาม คือ 3. ตัวแปรควบคุม คือ กิจกรรมที่ 2 ในการทดลองหนึ่ง มีสมมติฐานว่า “ถ้าอุณหภูมิมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์ในน้ำสับปะรด ดังนั้นอุณหภูมิที่ แตกต่างกันย่อมมีผลต่อปริมาณแก๊ส CO2 ที่ได้จากการสลายน้ำตาลของยีสต์แตกต่างกัน” จากสมมติฐานดังกล่าว ให้นักเรียนกำหนดและควบคุมตัวแปรต่อไปนี้ 1. ตัวแปรต้น คือ 2. ตัวแปรตาม คือ 3. ตัวแปรควบคุม คือ กิจกรรมที่ 3 เพื่อศึกษาดูว่า ปริมาณของวิตามินเอที่หนูได้รับมีผลต่อน้ำหนักของหนูหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลอง เลี้ยงหนู โดยแบ่งหนูออกเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะได้รับอาหารที่เหมือนกันแต่ได้รับปริมาณของวิตามินที่ต่างกัน หลังจากเลี้ยงหนูได้ 3 สัปดาห์ เขาก็ชั่งน้ำหนักของหนูแต่ละตัว ให้นักเรียนกำหนดและควบคุมตัวแปรต่อไปนี้ 1. ตัวแปรต้น คือ 2. ตัวแปรตาม คือ 3. ตัวแปรควบคุม คือ คะแนน
28 กิจกรรมที่ 4 ในการทดลองหนึ่ง มีสมมติฐานว่า “แม่เหล็กไฟฟ้าจะดูดจำนวนตะปูมากขึ้นใช่หรือไม่ ถ้าแม่เหล็กไฟฟ้านี้มีจำนวน แบตเตอรี่เพิ่มขึ้น” ให้นักเรียนกำหนดและควบคุมตัวแปรต่อไปนี้ 1. ตัวแปรต้น คือ 2. ตัวแปรตาม คือ 3. ตัวแปรควบคุม คือ กิจกรรมที่ 5 ในการทดลองหนึ่ง เราต้องการหาคำตอบว่า ลูกปิงปองตราเพชร ตราปืนและตราช้าง ตราชนิดใดจะกระดอนเมื่อ กระทบพื้นได้ดีกว่ากัน ให้นักเรียนกำหนดและควบคุมตัวแปรต่อไปนี้ 1. ตัวแปรต้น คือ 2. ตัวแปรตาม คือ 3. ตัวแปรควบคุม คือ
29 ใบกิจกรรมฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ เรื่อง ทักษะการทดลอง ชื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เลขที่ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำชี้แจง ให้นักเรียนออกแบบการทดลองจากสถานการณ์ต่อไปนี้ สถานการณ์ที่1 : พืชที่ได้รับน้ำสามารถเจริญเติบโตได้ดี ปัญหา คือ สมมติฐาน คือ ตัวแปรต้น คือ ตัวแปรตาม คือ ตัวแปรควบคุม คือ วัสดุ-อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง วิธีการทดลอง บันทึกผลการทดลอง คะแนน
30 สถานการณ์ที่2 : ความเข้มข้นของน้ำขมิ้นมีผลต่อการกำจัดลูกน้ำอย่างไร ปัญหา คือ สมมติฐาน คือ ตัวแปรต้น คือ ตัวแปรตาม คือ ตัวแปรควบคุม คือ วัสดุ-อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง วิธีการทดลอง บันทึกผลการทดลอง
31 ใบกิจกรรมฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ เรื่อง ทักษะการตีความหมายและลงข้อสรุป ชื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เลขที่ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำชี้แจง : ให้นักเรียนตีความหมายและลงข้อสรุป จากข้อมูลหรือผลการทดลองที่กำหนดให้ กิจกรรมที่ 1 นักเรียนทำการทดลองเรื่อง อุณหภูมิกับการรักษาดุลยภาพของปลา ซึ่งผลการทดลองเป็นดังนี้ 1. การแปลความหมายของข้อมูล 2. การลงข้อสรุป กิจกรรมที่ 2 จากผลการทดลองนี้ ให้นักเรียนตีความหมายของข้อมูล และการลงข้อสรุป 1. การแปลความหมายของข้อมูล 2. การลงข้อสรุป คะแนน
32 กิจกรรมที่ 3 นักเรียนทำการทดลองเรื่อง แรงเสียดทาน ซึ่งผลการทดลองเป็นดังนี้ จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1. ถ้าเลื่อนกล่องบนที่เป็นแก้วต้องออกแรงเท่าใด 2. เลื่อนกล่องบนพื้นผิวชนิดใดออกแรงมากที่สุด และต้องออกแรงเท่าใด 3. เลื่อนกล่องบนพื้นผิวชนิดใดออกแรงน้อยที่สุด และต้องออกแรงเท่าใด 4. ถ้าออกแรง 80 นิวตันเลื่อนกล่องบนพื้นผิวลื่นกับพื้นผิวที่เป็นผ้า กล่องชนิดใดจะเคลื่อนที่ไปได้ไกลกว่า กัน 5. จากผลการทดลองสรุปได้ว่าอย่างไร
33 ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง
34 แบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คำชี้แจง : ให้ผู้เรียนทำเครื่องหมาย X ทับตัวอักษร ก, ข, ค. ง ที่เห็นว่าถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. ข้อใดให้ความหมายของคำว่า “วิทยาศาสตร์” ได้ถูกต้องที่สุด ก. การศึกษาสิ่งแวดล้อม ข. การประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ค. การศึกษาโดยการทดลอง ง. การค้นคว้าหาความจริงในธรรมชาติ 2. กระบวนการปฏิบัติการโดยใช้ทักษะต่างๆ เช่น การสังเกต การวัด การพยากรณ์ การตั้งสมมติฐาน เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใด ก. ทักษะการทดลอง ข. ทักษะการตั้งสมมติฐาน ค. ทักษะการตีความและลงข้อสรุป ง. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ 3. “กล้าเลี้ยงสุนัข 2 ตัว ตัวหนึ่ง กินอาหารเม็ดกับนม อีกตัวหนึ่งกินอาหารเม็ดเพียงอย่างเดียว 1 เดือนต่อมา ปรากฎว่าสุนัขมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่ากัน” ปัญหาของกล้าก่อนทำการทดลองคือข้อใด ก. อาหารเม็ดยี่ห้อไหนที่สุนัขชอบกิน ข. สุนัขชอบกินอาหารเม็ดหรือนม ค. ชนิดของอาหารมีผลต่อการเจริญเติบโตหรือไม่ ง. อาหารเม็ดทำให้สุนัขทั้งสองตัวน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่ากัน 4. การกำหนดความหมาย และขอบเขตของคำต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสมมติฐาน เป็นทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ใด ก. ทักษะการตั้งสมมติฐาน ข. ทักษะการควบคุมตัวแปร ค. ทักษะการตีความและลงข้อสรุป ง. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ 5. จากปัญหา “สีของแสงไฟจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชหรือไม่” ควรจะตั้งสมมติฐานว่าอย่างไร ก. สีของแสงไฟมีผลต่อการเจริญของพืชหรือไม่ ข. ถ้าพืชที่ได้รับแสงสีน้ำเงินจะโตดีกว่าพืชที่รับแสงสีเขียว ค. ถ้าพืชสามารถพดูดกลืนแสงสีใดได้จะเจริญเติบโตได้ดี ง. พืชที่ได้รับแสงไฟสีน้ำเงินและแสงสีเขียวจะเติบโตเท่ากัน 6. “ การเจริญเติบโต ” หมายความว่าอย่างไร ต้องกำหนดนิยามให้ชัดเจน เช่น การเจริญเติบโตหมายถึง มีความ สูงเพิ่มขึ้น ก. ทักษะการตั้งสมมติฐาน ข. ทักษะการควบคุมตัวแปร ค. ทักษะการตีความและลงข้อสรุป ง. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ
35 ในการสำรวจสิ่งมีชีวิตในสวนหลังบ้านพบสิ่งมีชีวิตต่อไปนี้ นก 5 ตัว ทำรังบนต้นมะม่วง มดแดง ทำรังบนต้นมะม่วง หนอน เกาะอยู่ที่กิ่งต้นฝรั่ง ด้วง เกาะอยู่บนต้นขนุน 7. ข้อใดเป็นการตีความหมายและลงข้อสรุปได้ถูกต้อง ก. ด้วงอาศัยอยู่บนต้นไม้ ข. ต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ค. ต้นฝรั่งเป็นที่อยู่อาศัยของหนอน ง. สวนหลังบ้านเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ 8. ผู้ที่มีทักษะในการลงข้อสรุป ต้องมีความสามารถด้านใด ก. การบรรยายสมบัติและลักษณะของข้อมูลที่มีอยู่ ข. การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูล ค. การแปรความหมาย ง. ทุกข้อประกอบกัน 9. ถ้าแมลงวันไปไข่บนก้อนเนื้อ หรือขยะเปียกแล้วจะทำให้เกิดตัวหนอน ข้อความนี้น่าจะอยู่ในทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใด ก. ทักษะการตั้งสมมติฐาน ข. ทักษะการทดลอง ค. ทักษะการตีความและลงข้อสรุป ง. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ 10. “ผักกระเฉดจะมีจํานวนเพิ่มขึ้น ถ้ามีการผสมผงซักฟอกลงในน้ำเพิ่มขึ้น” จากข้อความข้างต้น ข้อใดกล่าวถึง ตัวแปรได้ถูกต้อง ก. ตัวแปรอิสระ คือจำนวนผักกระเฉดที่เพิ่มขึ้น ข. ตัวแปรควบคุม คือจำนวนผักกระเฉดที่เพิ่มขึ้น ค. ตัวแปรอิสระ คือ ปริมาณผงซักฟอก ง. ถูกทุกข้อที่กล่าวมา 11. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึงข้อใด ก. พฤติกรรมที่เกิดจากการคิดและการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์จนเกิดความชำนาญ ข. พฤติกรรมที่เกิดจากการสังเกตและการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างชำนาญ ค. พฤติกรรมที่แสดงออกมาจากการคิดแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ง. พฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดการความชำนาญทางด้านวิทยาศาสตร์ 12. มานะทำการทดลองปลูกเมล็ดถั่วเขียวโดยเขาต้องการหาว่า บริเวณที่มีความแตกต่างกันจะส่งผลต่อการ เจริญเติบโตของเมล็ดถั่วเขียวหรือไม่ โดยเขาใช้เวลาในการปลูกเท่า ๆ กัน จากข้อความข้างต้นเป็นทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทักษะใด ก. ทักษะการตั้งสมมติฐาน ข. ทักษะการตีความและลงข้อสรุป ค. ทักษะการกำหนดและการควบคุมตัวแปร ง. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ
36 13. สุดากำลังทำการทดลองเรื่องการทดสอบหาแป้ง แล้วคาดคะเนผลการทดลองว่า “เมื่อนำสารละลายไอโอดีน หยดลงไปในสารละลายที่มีแป้งผสมอยู่ สารละลายนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง” จากข้อความข้างต้น สุดากำลังใช้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทักษะใด ก. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ข. ทักษะการตั้งสมมติฐาน ค. ทักษะการพยากรณ์ ง. ทักษะการสังเกต 14. ข้อใดเป็นการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ของคำว่า "ฝน" ได้ดีที่สุด ก. น้ำที่ตกมาจากท้องฟ้า ข. ของเหลวใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ค. หยดน้ำที่กลั่นตัว และตกลงมาจากก้อนเมฆ ง. เกิดจาก ก๊าซไฮโดรเจนรวมกับออกซิเจน กลายเป็นของเหลวใส 15. จากข้อความข้างต้น นักเรียนมีการใช้ทักษะด้านใด ก. ทักษะการสังเกต และทักษะการจำแนก ข. ทักษะการสังเกต และทักษะการลงความเห็น ค. ทักษะการจำแนก และทักษะสื่อความหมาย ง. ทักษะสื่อความหมาย และทักษะการลงความเห็น 16. "คเณศได้ลองนำน้ำ 2 แก้วไปวางตามบริเวณต่างๆ แก้วที่ 1 ไปวางกลางแดด แก้วที่ 2 ไปวางในห้องเรียน เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง จึงวัดอุณหภูมิของน้ำแต่ละแก้ว" จากข้อความดังกล่าว คเณศเกิดทักษะกระบวน การ ทางวิทยาศาสตร์ในข้อใด ก. ทักษะการทดลอง ข. ทักษะการตั้งสมมติฐาน ค. ทักษะการลงความคิดเห็น ง. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 17. นักเรียนคิดว่าทักษะทางวิทยาศาสตร์มีความจำเป็นต่อนักเรียนหรือไม่ เพราะเหตุใด ก. มี เพราะ ต้องเรียนรู้ให้เกิดความชำนาญก่อน ข. ไม่มี เพราะ ในชีวิตประจำวันไม่จำเป็นต้องใช้ทุกทักษะ ค. มี เพราะ เป็นทักษะที่มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ง. ไม่มี เพราะเป็นทักษะที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่จำเป็นต้องศึกษา ครู: นักเรียนดูสิ่งที่ครูถืออยู่นี้แล้วบอกซิว่า สังเกตอะไรได้บ้าง นักเรียน : เห็นกล่องกลม ๆ สีดำ ฝาสีแดง ครู: นักเรียนลองมาจับกล่องใบนี้ เขย่าดูซิว่าเป็นอย่างไร นักเรียน : เขย่าแล้วมีเสียงดัง ครู: แล้วยังไงอีก นักเรียน : มีวัตถุรูปร่างแบน ๆ อยู่ในกล่อง
37 18. นักเรียนตั้งปัญหา “อัตราการทำงานของเอนไซม์ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ” ตัวแปรต้นของปัญหานี้คือข้อใด ก. ชนิดของเอนไซม์ ข. การทำงานของเอนไซม์ ค. ความเข้มข้นของเอนไซม์ ง. ความแตกต่างของอุณหภูมิ 19. การศึกษาอุณหภูมิมีผลต่อการงอกของเมล็ดถั่วเขียว ข้อใดเป็นสมมติฐานที่เหมาะสม ก. เมล็ดถั่วเขียวที่สมบูรณ์ งอกได้ดีที่สุด ข. เมล็ดถั่วเขียว จะงอกได้ดีที่อุณหภูมิสูง ค. เมล็ดถั่วเขียวที่มีน้ำหนักมาก จะงอกได้ดีที่สุด ง. ที่อุณหภูมิต่างกัน เมล็ดถั่วเขียวงอกได้ไม่เท่ากัน 20. การศึกษาอุณหภูมิมีผลต่อการงอกของเมล็ดถั่วเขียว ตัวแปรอิสระ คือข้อใด ก. อุณหภูมิ ข. ความชื้น ค. ระยะเวลาการเพาะ ง. จำนวนเมล็ดถั่วเขียวที่งอก
38 ภาคผนวก ค คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ก่อนเรียนและหลังเรียน) และตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล
39 เลขที่คะแนนกอ่นเรียน คะแนนหลงัเรียน 1 3 18 t-Test: Paired Two Sample for Means 2 5 15 3 2 15 คะแนนหลงัเรยีน คะแนนกอ่นเรยีน 4 4 17 Mean 16.6522 3.826086957 5 2 14 Variance 3.5099 4.150197628 6 5 15 Observations 23.0000 23 7 1 16 Pearson Correlation 0.5670 8 1 15 Hypothesized Mean Difference 0.0000 9 3 17 df 22.0000 10 5 19 t Stat 33.6980 11 9 16 P(T<=t) one-tail 0.0000 12 4 19 t Critical one-tail 1.7171 13 4 17 P(T<=t) two-tail 0.0000 14 7 20 t Critical two-tail 2.0739 15 2 15 16 6 19 17 4 16 18 2 15 19 1 13 20 3 17 21 5 18 22 6 19 23 4 18 3.83 16.65 S.D. 2.037203384 1.873467753 ทักษะกระบวนการทางวทิยาศาสตร์ขั้นสูง จ านวนนักเรียน(n) คะแนนเต็ม S.D. t Sig. คะแนนก่อนเรียน 23 20 3.83 2.04 คะแนนหลังเรียน 23 20 16.65 1.87 33.70* 0.00 *มนีัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
40 เลขที่คะแนนกอ่นเรียน คะแนนหลงัเรียน Dummy 1 3 18 0 2 5 15 0 3 2 15 4 4 17 5 2 14 t-Test: Two-Sample Assuming Unequal Variances 6 5 15 7 1 16 คะแนนหลงัเรยีน Dummy 8 1 15 Mean 16.65217391 0 9 3 17 Variance 3.509881423 0 10 5 19 Observations 23 2 11 9 16 Hypothesized Mean Difference 15 12 4 19 df 22 13 4 17 t Stat 4.229348341 14 7 20 P(T<=t) one-tail 0.000172293 15 2 15 t Critical one-tail 1.717144374 16 6 19 P(T<=t) two-tail 0.000344586 17 4 16 t Critical two-tail 2.073873068 18 2 15 19 1 13 20 3 17 21 5 18 22 6 19 23 4 18 3.83 16.65 S.D. 2.037203384 1.873467753 ทักษะกระบวนการทางวทิยาศาสตร์ขั้นสูง จ านวนนักเรียน(n) S.D. t Sig. คะแนนหลังเรียน 23 16.65 1.87 4.229* 0.00 *มนีัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
41 ประวัติผู้วิจัย ชื่อ – ชื่อสกุล นางสาวสายไหม ปัญญา วัน เดือน ปี เกิด 10 มกราคม 2522 ที่อยู่ปัจจุบัน 53 หมู่ 9 ตำบลธัญญา อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 46130 ที่ทำงานปัจจุบัน โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์46120 ตำแหน่งหน้าที่ปัจจุบัน ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ประวัติการศึกษา 1. ระดับประถมศึกษา : โรงเรียนบ้านบ่อโนนมะค้ำวิทยาคาร อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 2. ระดับมัธยมศึกษา : โรงเรียนกมลาไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 3. ระดับปริญญาตรี: ครุศาสตรบัณฑิต ( ชีววิทยา ) สถาบันราชภัฏมหาสารคาม