The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน 2566 (ครูรุ่ง)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pukan.2552, 2023-10-24 07:45:44

วิจัยในชั้นเรียน 2566 (ครูรุ่ง)

วิจัยในชั้นเรียน 2566 (ครูรุ่ง)

ว ิ จ ั ยในช ั ้ นเร ี ยน ปีการศึกษา 2566 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม อ าเภอยางตลาด องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ นายรุ่งนิรันด์แสนศิลา ครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ


ก ชื่อผู้วิจัย : นายรุ่งนิรันด์ แสนศิลา ชื่อเรื่อง : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม ปีการศึกษา : 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ และศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 34 คน จากวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่มีต่อ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test Dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ พบว่าหลังเรียน (̅= 14.32) สูงกว่าก่อนเรียน (̅= 9.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 4.61 , S.D. = 0.49)


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีเนื่องจากความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก คุณครูสาวสายไหม ปัญญา ที่ได้เสียสละเวลาอันมีค่ายิ่ง ในการให้คำปรึกษาการดำเนินงานวิจัย ตลอดจนได้ตรวจสอบ และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ อันเป็นประโยชน์ตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนกระทั่งดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ ผู้ศึกษา ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณผู้บริหาร ครูและนักเรียนโรงเรียนนาเชือกวิทยาคม ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในงานวิจัยนี้โดยให้ความ ร่วมมือในการจัดเก็บข้อมูลจนทำให้งานวิจัยดำเนินไปได้ด้วยดีคุณค่าและประโยชน์ของรายงานการวิจัยฉบับนี้มอบแด่ บิดา มารดา และครูอาจารย์ทุกท่านที่ ได้อบรมสั่งสอนให้ความรู้แก่ผู้วิจัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รุ่งนิรันด์ แสนศิลา


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ สารบัญภาพ ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1 สมมติฐานการวิจัย 1 ขอบเขตของการวิจัย 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 กรอบแนวคิดในการวิจัย 3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 14 ตัวแปร/สิ่งที่ต้องการศึกษา 14 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 14 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 14 การดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล 15 การวิเคราะห์ข้อมูล 15 บทที่ 4 ผลการดำเนินการวิจัย 16


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 5 อภิปรายผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ 18 สรุปผลการวิจัย 19 อภิปรายผล 19 ข้อเสนอแนะ 20 บรรณานุกรม 21 ภาคผนวก 22 ภาคผนวก ก ตัวอย่างแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 23 ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 29 ภาคผนวก ค แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 32 ประวัติผู้วิจัย 35


จ สารบัญตาราง ตาราง หน้า ตารางที่ 1 ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 16 ตารางที่ 2 ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 17


ฉ สารบัญภาพ ภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 3


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการทาง ศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนา ผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ความเชื่อมั่นในตนเองอันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้(หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551: 1 บทนำ) ทัศนศิลป์เป็นวิชาที่ผู้เรียนเรียนรู้หลักทฤษฎีศิลปะแล้วนำมาฝึกปฏิบัติให้เกิดความชำนาญ จากการสังเกตของ ครูผู้สอนพบว่าหน่วยการเรียนรู้เรื่อง ทัศนธาตุของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม นักเรียนบาง คนขาดทักษะพื้นฐานทางด้านศิลปะ เช่น การจัดองค์ประกอบของภาพ การระบายค่าน้ำหนักสี จิตนาการความคิด สร้างสรรค์ไม่เข้าใจในบทเรียน ไม่ตั้งใจฟัง ไม่มีสมาธิและปฏิบัติชิ้นงานได้ไม่ดีไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้ส่งผลต่อ คะแนนของชิ้นงาน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นจำเป็นต้องพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านศิลปะ การจัดกิจกรรมด้านทัศนศิลป์ ผู้สอนจำเป็นต้องออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับการเสริมสร้างศักยภาพของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผู้เรียนได้เติบโตเต็ม ศักยภาพและเพื่อเป็นการรองรับการพัฒนาและส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะ เก่ง ดี มีสุข เป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษาในปัจจุบันที่เน้นผู้เรียน (สมชาย แก้วประกอบ, 2553:2) การหาวิธีการ หรือการสร้างสื่อนวัตกรรมที่มาช่วยแก้ไขปัญหาในห้องเรียน โดยจัดทำแบบฝึกทักษะเป็นส่วนเพิ่มเติมหรือหนังสือเรียน ในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่จะลดภาระการสอนของครูได้มาก เพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่จัดทำอย่างเป็น ระบบ ช่วยเสริมทักษะให้นักเรียนได้ฝึกหัดเกิดความรู้ที่คงทน (สุนันทา สุนทรประเสริฐ, 2543, หน้า 3) จากแนวคิดดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม เพื่อนำผลการศึกษาวิจัยที่ได้ มาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนวิชาศิลปะและนำผลที่ได้ไปพัฒนา และปรับปรุงกระบวนการจัดการ เรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการ ออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ สมมติฐานของการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบ ฝึกเสริมทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะอยู่ในระดับมาก


2 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ 1.2 กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 34 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ 2.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 3. เครื่องมือการวิจัย 3.1 แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3.3 แบบประเมินผลงานแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 3.4 แบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุ และการออกแบบ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ผลสัมฤทธ ิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนเรื่อง ทัศนธาตุและการ ออกแบบ จากการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งวัดได้จาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 30 ข้อ เป็นข้อสอบ แบบ 4 ตัวเลือก 2. แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง แบบฝึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยมีเนื้อหา เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ จำนวน 5 ชุด 3. ความพึงพอใจของนักเรียน คือ ความรู้สึกชื่นชอบหรือมีความสนใจของนักเรียนที่มีต่อการการจัดการ เรียนรู้เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังจากการจัดการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริม ทักษะ ซึ่งใช้แบบทดสอบความพึงพอใจ ชนิดประเมิน 5 ระดับ ได้แก่ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1. ได้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบตรงตามความต้องการของผู้เรียนและพัฒนาให้ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 2. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอน ผู้ที่สนใจที่ต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในการพัฒนาการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ สามารถนำไปปรับใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาอื่น ๆ


3 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม (Independent Variables) (Dependent Variables) ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริม ท ั ก ษ ะส ำ ห ร ั บ น ั ก เร ี ย น ร ะ ด ั บ ชั้ น มัธยมศึกษาปีที่ 1 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 2. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนด้วย แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและ การออกแบบ


4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยนำ เสนอผลการศึกษาตามลำดับดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ศิลปะ 3. แนวคิดเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝึกเสริมทักษะ 5. แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ จัดทำขึ้นสำหรับท้องถิ่นและ สถานศึกษาได้นำไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็ก และเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงและแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต(กระทรวง ศึกษาธิการ,2551:182) ดังต่อไปนี้ ความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีจินตนาการทาง ศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนา ผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ วิสัยทัศน์ ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า และ ช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริม ให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ เรียนรู้อะไรในศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการทางศิลปะ เกิดความ ซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระในศิลปะแขนงต่างๆประกอบด้วยสาระสำคัญคือ ทัศนศิลป์มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและนำเสนอผลงานทางทัศนศิลป์จาก จินตนาการ โดยสามารถใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิค วิธีการทางศิลปินในการสร้างผลงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานศิลปะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ดนตรีมีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกทางดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ร้องเพลง และเล่นดนตรีในรูปแบบต่างๆแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเสียงดนตรี


5 แสดงความรู้สึกที่มีต่อดนตรีในเชิงสุนทรียะ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับประเพณีวัฒนธรรม และเหตุการณ์ใน ประวัติศาสตร์ นาฏศิลป์มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ ใช้ศัพท์ เบื้องต้นทางนาฏศิลป์ วิเคราะห์วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ สร้างสรรค์ การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์กับ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและ สากล 2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ศิลปะ สาระที่1 ทัศนศิลป์ มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของดนตรีที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของดนตรีที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 - รู้และเข้าใจเรื่องทัศนธาตุและเทคนิคที่หลากหลายในการสร้างงานทัศนศิลป์ 2 มิติ และ 3 มิติ เพื่อสื่อ ความหมายและเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ วิเคราะห์รูปแบบเนื้อหาและประเมินคุณค่างานทัศนศิลป์ของตนเอง และผู้อื่นสามารถเลือกงานทัศนศิลป์โดยใช้เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นอย่างเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ กราฟิกในการนำเสนอข้อมูลและมีความรู้ทักษะที่จำเป็นด้านอาชีพที่เกี่ยวข้องกันกับงานทัศนศิลป์ - รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศิลป์ของชาติและท้องถิ่นแต่ละยุคสมัยเห็นคุณค่า งานทัศนศิลป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ที่มาจากยุคสมัยและวัฒนธรรมต่างๆ - รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านเสียง องค์ประกอบ อารมณ์ ความรู้สึกของบทเพลงจากวัฒนธรรม ต่างๆ มีทักษะในการร้อง บรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งเดี่ยวและเป็นวงโดยเน้นเทคนิคการร้องบรรเลงอย่างมีคุณภาพ มีทักษะในการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างง่าย อ่านเขียนโน้ต ในบันไดเสียงที่มีเครื่องหมายแปลงเสียงเบื้องต้นได้ รู้และ เข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลงานทางดนตรีองค์ประกอบของผลงานด้านดนตรีกับศิลปะแขนงอื่น แสดง ความคิดเห็นและบรรยายอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อบทเพลง สามารถนำเสนอบทเพลงที่ชื่นชอบได้อย่างมีเหตุผล มีทักษะในการประเมินคุณภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รู้ถึงอาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีและบทเพลง ของดนตรีในธุรกิจบันเทิง เข้าใจถึงอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อบุคคลและสังคม


6 - รู้และเข้าใจที่มา ความสัมพันธ์ อิทธิพลและบทบาทของดนตรีแต่ละวัฒนธรรมในยุคสมัยต่างๆ วิเคราะห์ ปัจจัยที่ทำให้งานดนตรีได้รับการยอมรับ - รู้และเข้าใจการใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแปลความและสื่อสารผ่านการแสดงรวมทั้ง พัฒนารูปแบบการแสดง สามารถใช้เกณฑ์ง่ายๆ ในการพิจารณาคุณภาพการแสดง วิจารณ์เปรียบเทียบงานนาฏศิลป์ โดยใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบทางนาฏศิลป์ร่วมจัดการแสดง นำแนวคิดของการแสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน - รู้และเข้าใจประเภทละครไทยในแต่ละยุคสมัย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์ พื้นบ้าน ละครไทย และละครพื้นบ้าน เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของการแสดงนาฏศิลป์และละคร มีความเข้าใจ ความสำคัญ บทบาทของนาฏศิลป์ และละครในชีวิตประจำวัน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ - รู้และเข้าใจเกี่ยวกับทัศนธาตุและหลักการออกแบบในการสื่อความหมาย สามารถใช้ศัพท์ทางทัศนศิลป์ อธิบายจุดประสงค์และเนื้อหาของงานทัศนศิลป์ มีทักษะและเทคนิคในการใช้วัสดุ อุปกรณ์และกระบวนการที่สูงขึ้นใน การสร้างงานทัศนศิลป์ วิเคราะห์เนื้อหาและแนวคิด เทคนิควิธีการ การแสดงออกของศิลปินทั้งไทยและสากล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการออกแบบสร้างสรรค์งานที่เหมาะสมกับโอกาส สถานที่ รวมทั้งแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับสภาพสังคมด้วยภาพล้อเลียนหรือการ์ตูน ตลอดจนประเมินและวิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ด้วยหลัก ทฤษฎีวิจารณ์ศิลปะ - วิเคราะห์เปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ในรูปแบบตะวันออกและรูปแบบตะวันตกเข้าใจอิทธิพลของมรดกทาง วัฒนธรรมภูมิปัญญาระหว่างประเทศที่มีผลต่อการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ในสังคม - รู้และเข้าใจรูปแบบบทเพลงและวงดนตรีแต่ละประเภท และจำแนกรูปแบบของวงดนตรีทั้งไทยและสากล เข้าใจอิทธิพลของวัฒนธรรมต่อการสร้างดนตรี เปรียบเทียบอารมณ์และความรู้สึกที่ได้รับจากดนตรีที่มาจากวัฒนธรรม ต่างกัน อ่าน เขียน โน้ตดนตรีไทยและสากล ในอัตราจังหวะต่างๆ มีทักษะในการร้องเพลงหรือเล่นดนตรีเดี่ยวและรวม วงโดยเน้นเทคนิค การแสดงออกและคุณภาพของการแสดงสร้างเกณฑ์สำหรับประเมินคุณภาพการประพันธ์ การเล่น ดนตรีของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม สามารถนำดนตรีไปประยุกต์ใช้ในงานอื่นๆ - วิเคราะห์ เปรียบเทียบรูปแบบ ลักษณะเด่นของดนตรีไทยและสากลในวัฒนธรรมต่างๆ เข้าใจบทบาทของ ดนตรีที่สะท้อนแนวความคิดและค่านิยมของคนในสังคม สถานะทางสังคมของนักดนตรีในวัฒนธรรมต่างๆ สร้าง แนวทางและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและอนุรักษ์ดนตรี - มีทักษะในการแสดงหลากหลายรูปแบบ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการแสดงนาฏศิลป์เป็นคู่และเป็นหมู่ สร้างสรรค์ละครสั้นในรูปแบบที่ชื่นชอบ สามารถวิเคราะห์แก่นของการแสดงนาฏศิลป์และละครที่ต้องการสื่อ ความหมายในการแสดง อิทธิพลของเครื่องแต่งกาย แสง สี เสียง ฉาก อุปกรณ์และสถานที่ที่มีผลต่อการแสดง วิจารณ์ การแสดงนาฏศิลป์และละคร พัฒนาและใช้เกณฑ์การประเมินในการประเมินการแสดง และสามารถวิเคราะห์ท่าทาง การเคลื่อนไหวของผู้คนในชีวิตประจำวัน และนำมาประยุกต์ใช้ในการแสดง - เข้าใจวิวัฒนาการของนาฏศิลป์และการแสดงละครไทย และบทบาทของบุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์และ การละครของประเทศไทยในยุคสมัยต่างๆ สามารถเปรียบเทียบการนำการแสดงไปใช้ในโอกาสต่างๆ และเสนอแนวคิด ในการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย กระบวนการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ นักเรียนต้องเรียนรู้ให้ครบถ้วนด้วย สมอง กาย ใจ มีความ รับผิดชอบ และเน้นการทำงานเป็นกลุ่ม นักเรียนใช้กระบวนการคิดสร้างแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ในการจัดการ เรียนรู้จะเน้นนักเรียนเป็นสำคัญพัฒนาความฉลาดทางสติปัญญาและอารมณ์ให้เห็นคุณค่าของตนเอง เพื่อการ แสดงออกอย่างอิสระเพิ่มการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติได้จริง เพื่อให้นักเรียนมีความสุข มีเสรีภาพในการเรียน และการ แสวงหาความรู้ เพิ่มโครงงานตามศักยภาพ เพื่อให้ผู้เรียนมีความสุข มีเสรีภาพในการเรียน และแสวงหาความรู้ได้เอง ตามความต้องการ


7 3. แนวคิดเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้หลายท่าน ดังนี้ กู๊ด (Good 1973 : 7อ้างถึงใน ยุทธนา ปัญญาดี 2553 : 6) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้หรือ ทักษะอันเกิดจากการเรียนรู้ที่ได้เรียนมาแล้ว ที่ได้จากผลการสอนของครูผู้สอน ซึ่งอาจจะพิจารณาคะแนนสอบ ห รือ คะแนนที่ได้จากครูมอบหมายงานให้หรือทั้งสองอย่าง ราชบัณฑิตยสถาน (2546: 1171) ให้ความหมายของ “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน” ว่า หมายถึง ความสามารถ ในการที่จะพยายามเข้าถึงความรู้ซึ่งเกิดจากการกระทำ ประสานกันและต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก ทั้งองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา และองค์ประกอบที่ไม่ใช่ สติปัญญา แสดงออกในรูปของความสำเร็จ ซึ่ง สามารถสังเกตและวัดได้ด้วยเครื่องมือทางสติปัญญา หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทั่วไป ปราณี กองจินดา (2549: 42) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงความสามารถหรือผลสำเร็จที่ได้รับ จากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และ ทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน ที่แตกต่างกัน จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น ความสามารถของบุคคลที่เกิดจากการเรียนการสอนของครูเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์การ เรียนรู้สามารถวัดได้จากแบบทดสอบ 3.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543 : 96) ได้กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง แบบทดสอบที่ วัดความรู้ของนักเรียนที่ได้เรียนไปแล้ว ซึ่งมักจะเป็นข้อคำถามให้นักเรียนตอบด้วยกระดาษและดินสอกับให้นักเรียน ปฏิบัติจริง สมนึก ภัททิยธนี (2546 : 78-82) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองต่างๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้วซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างกับแบบทดสอบมาตรฐาน แต่เนื่องจาก ครูต้องทำหน้าที่วัดผลนักเรียน คือ เขียนข้อสอบวัดผล สัมฤทธิ์ที่ตนได้สอนซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับแบบทดสอบที่ครูสร้างและมีหลายแบบแต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ดังนี้ 1. ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่มีเฉพาะ คำถาม แล้วให้นักเรียนเขียนตอบ อย่างเสรีเขียนบรรยายตามความรู้และข้อคิดเห็นแต่ละคน 2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด ลักษณะทั่วไป ถือได้ว่าข้อสอบแบบกาถูก-ผิด คือ ข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือก แต่ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่จริง-ไม่จริง เหมือนกัน – ต่างกัน เป็นต้น 3. ข้อสอบแบบเติมคำลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์ให้ผู้ตอบ เติมคำหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้มีใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ ลักษณะทั่วไปข้อสอบประเภทนี้คล้ายกับข้อสอบ แบบเติมคำแต่แตกต่างกันที่ ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ เขียนเป็นประโยคคำถามสมบูรณ์(ข้อสอบเติมคำเป็นประโยคที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็น คนเขียนตอบคำตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือ ความเรียง


8 5. ข้อสอบแบบจับคู่ ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีคำหรือข้อความแยกจากกัน เป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่กับคำ หรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบกำหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ ลักษณะทั่วไปข้อสอบแบบเลือกตอบนี้จะประกอบด้วย 2 ตอน ตอนนำหรือคำถาม กับตอนเลือก ในตอนเลือกนี้จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวง ปกติจะมีคำถามที่ กำหนดให้นักเรียนพิจารณาแล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่นๆ และคำถามแบบ เลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน จากความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบที่วัดความรู้ความสามารถทางการเรียน พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามี ความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพทางสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ 3.3 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน แบ่งได้ดังนี้ เยาวดี วิบูลย์ศรี (2545: 20-22) แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนไว้ดังนี้ 1. แบ่งตามลักษณะทางจิตวิทยาที่ใช้วัด แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์(Achievement Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความเข้าใจตาม พุทธิพิสัย (Cognitive domain) ซึ่งเกิดขึ้นจากการเรียนรู้แบบทดสอบประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1.1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นใช้เอง (Teacher-Made Test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นโดยทั่วไป เมื่อต้องการใช้ก็สร้างขึ้นใช้แล้วก็เลิกกัน ถ้าจะนำไปใชอีกครั้ง ก็ต้องดัดแปลง ปรับปรุงแก้ไข เพราะเป็นแบบทดสอบที่ สร้างขึ้นใช้เฉพาะครั้ง อาจยังไม่มีการ วิเคราะห์หาคุณภาพ 1.1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) เป็นแบบทดสอบที่ได้มีการพัฒนาด้วยการ วิเคราะห์ทางสถิติมาแล้วหลายครั้งหลายหน จนมีคุณภาพสมบูรณ์ทั้งด้านความตรง ความเที่ยง ความยากง่าย อำนาจจำแนก ความเป็นปรนัยและมีเกณฑ์ปกติ(norm) ไว้เปรียบเทียบด้วย รวมความแล้วต้องมีมาตรฐานทั้งด้าน การดำเนินการสอบและการแปลผลคะแนนที่ได้ 1.2 แบบทดสอบความถนัด (Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางสมองของคนว่ามี ความรู้ความสามารถมากน้อยเพียงไรและมีความสามารถด้านใดเป็นพิเศษ แบบทดสอบประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1.2.1 แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบวัด ความถนัด ที่วัดความสามารถทางวิชาการว่ามีความถนัดในวิชาอะไร ซึ่งจะแสดงถึงความสามารถในการเรียนต่อ แขนงวิชานั้น และจะสามารถเรียนไปได้มากน้อยเพียงใด 1.2.2 แบบทดสอบความถนัดพิเศษ (Specific Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถ พิเศษของบุคคล เช่น ความถนัดทางดนตรีทางการแพทย์ทางศิลปะ เป็นต้น ใช้สำหรับการแนะแนว การเลือกอาชีพ 1.3 แบบทดสอบบุคคล – สังคม (Personal-Social Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดบุคลิกภาพ และ การปรับตัวเข้ากับสังคมของบุคคล 2. แบ่งตามรูปแบบของการถามการตอบ จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบความเรียง (Essay Test) แบบนี้จะกำหนดคำถามให้ผู้ตอบจะต้องเรียบเรียงคำตอบเอง 2.2 แบบทดสอบตอบสั้นและเลือกตอบ (Short Answer and Multiple Choice Test) แบบนี้จะ กำหนดคำถามให้และกำหนดให้ตอบสั้นๆ หรือกำหนดคำตอบมาให้เลือก ผู้ตอบจะต้องเลือกตอบตามนั้น แบบทดสอบ ประเภทนี้แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ 2.2.1 แบบให้ตอบสั้น (Short Answer Item) 2.2.2 แบบถูกผิด (True-False Item)


9 2.2.3 แบบจับคู่(Matching Item) 2.2.4 แบบเลือกตอบ (Multiple Item) 3. แบ่งตามลักษณะการตอบ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 3.1 แบบทดสอบปฏิบัติ (Performance Test) เป็นการทดสอบโดยให้ปฏิบัติลงมือทำจริงๆ เช่น การแสดง ละคร ช่างฝีมือ การพิมพ์ดีด เป็นต้น 3.2 แบบทดสอบเขียนตอบ (Paper-pencil Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งใช้กระดาษและดินสอ หรือปากกา เป็นอุปกรณ์ช่วยตอบ ผู้ตอบต้องเขียนตอบทั้งหมด 3.3 แบบทดสอบปากเปล่า (Oral Test) เป็นการทดสอบที่ให้ผู้ตอบพูดแทนการเขียนมักจะเป็นการ พูดคุยกันระหว่างผู้ถามกับผู้ตอบ เช่น การสอบสัมภาษณ์ 4. แบ่งตามเวลาที่กำหนดให้ตอบ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 4.1 แบบทดสอบใช้ความเร็ว (Speed Test) เป็นแบบทดสอบที่ กำหนดเวลาให้จำกัดต้องตอบภายในเวลา นั้นมักจะมีจำนวนข้อคำถามมากๆ แต่ให้เวลาน้อยๆ 4.2 แบบทดสอบให้เวลามาก (Power Test) เป็นแบบทดสอบที่ไม่กำหนดเวลาให้เวลาตอบอย่างเต็มที่ ผู้ตอบจะใช้เวลาตอบเท่าใดก็ได้เสร็จแล้วเป็นเลิกกัน 5. แบ่งตามลักษณะเกณฑ์ที่ใช้วัด จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 5.1 แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ (Criterion – Referenced Test) เป็นแบบทดสอบที่สอบวัดตาม จุดประสงค์ของการเรียนรู้หรือตามเกณฑ์ภายนอกซึ่งเป็นเนื้อหาของวิชาการเป็นหลัก 5.2 แบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม (Norm – Referenced Test) เป็นแบบทดสอบที่เปรียบเทียบผลระหว่าง กลุ่มที่สอบด้วยกัน จากการจำแนกประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ ดังนั้นครูผู้สอนจึงควรเลือกแบบทดสอบให้ เหมาะกับสิ่งที่ต้องการจะวัดจากนักเรียนทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อและบริบทของแต่ละรายวิชา 4. แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝึกเสริมทักษะ 4.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะ แบบฝึกเสริมทักษะเป็นนวัตกรรมหรือสื่อการสอนชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้หลายชื่อ เช่น แบบฝึก แบบฝึก ทักษะ แบบฝึกเสริมทักษะ แบบฝึกหัด และได้มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายของคำเหล่านี้ไว้ดังนี้ ศศิธร ธัญลักษณานันท์ (2542 : 375) ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง แบบฝึกเสริมทักษะที่ใช้ ฝึกความเข้าใจ ฝึกทักษะต่างๆ และทดสอบความสามารถของผู้เรียนตามบทเรียนที่ครูสอนว่า ผู้เรียนเข้าใจและสามารถ นำไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544, หน้า 2) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหัด คือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่งๆ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น ราชบัณฑิตยสถาน (2546: 641) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกหัดว่า หมายถึง แบบตัวอย่างปัญหาหรือคำสั่งที่ ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ จากความหมายและความสำคัญของแบบฝึกที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะคือ งานหรือ กิจกรรมที่ครูฝึกให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้นและช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ให้นักเรียนนำไปใช้ในการ แก้ปัญหาในเรื่องนั้น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ


10 4.2 ลักษณะของแบบฝึกเสริมทักษะที่ดี แบบฝึกเสริมทักษะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียน การสร้างแบบฝึกให้มี ประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของแบบฝึกเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับระดับ ความสามารถของนักเรียน ไพรัตน์ สุวรรณแสน ( 2517อ้างถึงใน จิรพา จันทะเวียง, 2542 : 43) กล่าวถึง ลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ ดังนี้ 1. เกี่ยวกับบทเรียนที่ได้เรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับระดับวัยและความสามารถของเด็ก 3. มีคำชี้แจงสั้นๆ ที่จะทำให้เด็กเข้าใจคำชี้แจงหรือคำสั่งต้องกะทัดรัด 4. ใช้เวลาเหมาะสม คือ ไม่ให้เวลานานหรือเร็วเกินไปเป็นที่น่าสนใจและท้าทายความสามารถ สุพรรณี ไชยเทพ (2544 : 19) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้ 1. ต้องมีความชัดเจนทั้งคำชี้แจง คำสั่ง ง่ายต่อการเข้าใจ 2. ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการวัด 3. มีภาษาและรูปภาพที่ดึงดูดความสนใจของนักเรียนและเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน 4. แบบฝึกแต่ละเรื่องไม่ควรยาวมากจนเกินไป 5. ควรมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบทำให้นักเรียนไม่เบื่อ 6. ควรตอบสนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียน สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลิน ขณะทำแบบฝึก 7. มีคำตอบที่ชัดเจน 8. แบบฝึกที่ดีสามารถประเมินความก้าวหน้า และความรู้ของนักเรียนได้ จากลักษณะแบบฝึกที่ดีที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า แบบฝึกที่ดีต้องมีความชัดเจน เข้าใจง่าย มีความ เหมาะสมกับวัย เวลา ความสามารถ ความสนใจ และสภาพปัญหาของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถของตน เพื่อความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี 4.3 ประโยชน์ของแบบฝึกเสริมทักษะ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544 : 2) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไวด้งนี้ 1. ทำให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น เพราะเป็นเครื่องอำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้ 2. ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน 3. ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่น และสามารถประเมินผลตนเองได้ เพรตตี้(Pretty, อ้างถึงใน สุนันทา สุนทรประเสริฐ, 2544: 3) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระครู ได้มากเพราะแบบฝึกเป็นเรื่องที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบและมีระเบียบ 2. ช่วยเสริมทักษะแบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือที่ช่วยเด็กในการฝึกทักษะแต่ทั้งนี้จะต้องอาศัย การส่งเสริมและความเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย 3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกต่างกัน การให้เด็กทำแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบผลสำเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น ดังนั้นแบบฝึกหัดจึงไม่ใช่สมุดฝึกที่ครูจะให้แก่เด็กบทต่อบท หรือหน้าต่อหน้า แต่เป็นแหล่งประสบการณ์เฉพาะสำหรับ เด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษและเป็นเครื่องมือช่วยที่มีค่าของครูที่จะสนองความต้องการเป็นรายบุคคลในชั้น


11 4. แบบฝึกหัดช่วยเสริมให้ทักษะคงทน ลักษณะการฝึกเพื่อให้เกิดผลดังกล่าวนั้น ได้แก่ 1) ฝึกทันทีหลังจากที่เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ 2) ฝึกซ้ำหลายๆ ครั้ง 3) เน้นเฉพาะในเรื่องที่ผิด 5. แบบฝึกหัดที่ใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง 6. แบบฝึกหัดที่จัดทำขึ้นเป็นรูปเล่ม เด็กสามารถเก็บรักษาไว้ใช้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วยตนเอง ได้ต่อไป 7. การให้เด็กทำแบบฝึกหัด ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่น หรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้ชัดเจนซึ่งจะช่วย ให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที 8. แบบฝึกหัดที่จัดทำขึ้นนอกเหนือจากที่มีอยู่ในหนังสือแบบเรียนจะช่วยให้เด็กได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่ 9. แบบฝึกหัด ที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้วจะช่วยให้ครูประหยัดทั้งแรงงานและเวลาในการที่จะต้อง เตรียมสร้างแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลาในการลอกแบบฝึกหัดจากตำราเรียนหรือกระดานดำ ทำให้มีเวลาและโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ มากขึ้น 10. แบบฝึกหัดช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการจัดพิมพ์ขึ้นเป็นรูปเล่มที่แน่นอน ย่อมลงทุนต่ำกว่า ที่จะใช้วิธีพิมพ์ลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการที่ผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็น ความก้าวหน้าของตนเองได้อย่างมีระบบและเป็นระเบียบ จากประโยชน์ของแบบฝึกที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ประโยชน์ของแบบฝึกที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียน เข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น ทำให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียน ได้ทราบความก้าวหน้าของตนเอง และช่วยลดภาระของ ครูผู้สอน 5. แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจหรือพอใจตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Satisfaction” ได้มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจ ไว้หลายความหมาย ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน, 2542 : 775) ได้ให้ความหมายของความ พึงพอใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานเป็นเรื่องของความรู้สึกของบุคคลที่มีต่องานที่ ปฏิบัติอยู่ และความพึงพอใจจะส่งผลต่อขวัญในการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ดีความพึงพอใจของแต่ละบุคคลไม่มีวันสิ้นสุด เปลี่ยนแปลงได้เสมอตามกาลเวลาและสภาพแวดล้อม บุคคลจึงมีโอกาสที่จะไม่พึงพอใจในสิ่งที่เคยพึงพอใจมาแล้ว กาญจนา อรุณสุขรุจี ( 2546 : 5 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์ เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่า บุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่สามารถสังเกตโดย การแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน และต้องมีสิ่งที่ตรงต่อความต้องการของบุคคล จึงจะทำให้บุคคลเกิดความ พึงพอใจ ดังนั้นการสร้างสิ่งเร้าจึงเป็นแรงจูงใจของบุคคลนั้นให้เกิดความพึงพอใจในงานนั้น วินิสา บุญคง และคณะ (2547: 10) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกหรือเจตคติที่ดีต่อการ ปฏิบัติงานที่เป็นไปในทางบวก ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงาน มีการเสียสละอุทิศแรงกายแรงใจ และสติปัญญาให้แก่งานเป็นอย่างมาก ตรงกันข้ามถ้าบุคลากรมีความรู้สึกหรือเจตคติที่มีต่อการปฏิบัติงานในทางลบ จะทำให้เกิดความไม่พึงพอใจต่อการปฏิบัติงาน งานก็จะไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่จะจูงใจที่มีอยู่ ในงานนั้นๆ ความพึงพอใจในการทำงานจึงเป็นผลมาจากการสร้างแรงจูงใจ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความเต็มใจ ที่จะใช้พลังปฏิบัติงานให้หน่วยงานของตนเองมีความเจริญและประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้น


12 ผ่องพรรณ ศรีสมหวัง (2549 : 70 ) ได้กล่าวว่าความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกที่ดี ความรู้สึกดีใจ หรือ ความรู้สึกในทางที่ดีของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความรู้สึกพึงพอใจเกิดขึ้นเมื่อบุคคลได้รับสิ่งที่ตนต้องการหรือเป็นไป ตามเป้าหมายที่ตนต้องการ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ ตรงกันข้ามหากความต้องการที่ตนเองไม่ได้รับการตอบสนอง ความไม่พึงพอใจก็จะเกิดขึ้น ชรินี เดชจินดา (2550 : 4-6) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติของ บุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ความรู้สึกพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการ ตอบสนองหรือบรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง ความรู้สึกดังกล่าวจะลดลงและไม่เกิดขึ้น หากความต้องการหรือ จุดหมายนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง พรรณีชูทัยเจนจิต (2550 : 14) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกในทางบวก ความรู้สึกที่ดี ที่ประทับใจต่อสิ่งเร้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการ ราคา การจัดจําหน่าย และการส่งเสริมการตลาด จากความหมายของความพึงพอใจที่กล่าวมาข้างต้น จึงสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกใน ทางบวกเมื่อบุคคลได้รับสิ่งที่ตนต้องการ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ หากความต้องการของตนเองไม่ได้รับการตอบสนอง ความไม่พึงพอใจก็จะเกิดขึ้น 5.2 ความสำคัญของความพึงพอใจ ได้มีผู้ให้ความสำคัญของความพึงพอใจ ไว้ดังนี้ ทองสุข ธนูรัตน์ (2538 : 14) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมีความสำคัญสำหรับ ประสิทธิภาพของงาน หากต้องการงานที่มีคุณภาพแล้วจะต้องให้ความสนใจกับการทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความ พึงพอใจ สาโรช ไสยสมบัติ (2543: 15) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้ประสบ ความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นงานที่เกี่ยวกับการให้บริการ ผู้บริหารควรจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องความ พึงพอใจแก่พนักงานในองค์กร เพื่อที่จะสามารถสร้างความพึงพอใจแก่ผู้มาใช้บริการเพราะความเจริญก้าวหน้าของงาน บริการ มีปัจจัยสำคัญประการแรกที่เป็นตัวบ่งชี้คือจำนวนผู้มาใช้บริการ จากความสำคัญของความพึงพอใจที่กล่าวมาข้างต้น จึงสรุปได้ว่า ความพึงพอใจมีความสำคัญสำหรับ ประสิทธิภาพของงานจึงควรอย่างยิ่งที่จะศึกษาให้ลึกซึ้งถึงปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆที่จะเกิดความพึงพอใจ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อนุชิต ศรีสุวรรณ และจุมพล ราชวิจิตร (2552: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนศิลปะ เรื่อง การวาดภาพระบายสีโดยใช้แบบฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนดอนตาล วิทยา อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์มี คะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะทั้ง 4 ด้าน คือ ความคล่องในการคิด ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม และ ความคิดละเอียดลออ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และในส่วนความคิดเห็นพบว่า นักเรียนกลุ่มเป้าหมายหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ธนิตย์ เพียรมณีวงศ์ และวิสูตร โพธิ์เงิน (2556: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะด้วย ตนเองทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์สู่การสร้างงานทัศนศิลป์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะด้วยตนเองทางทัศนธาตุ และองค์ประกอบศิลป์ สู่การสร้างงานทัศนศิลป์ สำหรับนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 4 (มัธยมศึกษาตอนปลาย) ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ที่กำหนด(80/80) สูงกว่าเกณฑ์คือ 94.22/97 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังเรียนด้วย แบบฝึกทักษะด้วยตนเองทางทัศนธาตุ และองค์ประกอบศิลป์สู่การสร้างงานทัศนศิลป์ โดยผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนมี ค่าเฉลี่ย (̅) เท่ากับ 24.60 และผลสัมฤทธิ์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย (̅) เท่ากับ 29.10 และค่า T-test เท่ากับ 10.07


13 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ผลระดับ คะแนนของผลงานทัศนศิลป์ของนักเรียน หลังการใช้แบบฝึกทักษะด้วยตนเองทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์สู่ การสร้างงานทัศนศิลป์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ จำนวน 30 คน ในภาพรวมอยู่ในระดับที่ดีมาก ( ̅= 9.76 , S.D. = 0.37) จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะด้วยตนเองทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์สู่การ สร้างงานทัศนศิลป์ ในภาพรวมอยู่ในระดับที่มากที่สุดมีค่าเฉลี่ย ( ̅= 4.45 , S.D. = 0.59) อิศเรศ เรืองเนตร์(2560: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ทัศนศิลป์ศ 33101 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชวินิตบางแก้วที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะกับการ สอนแบบปกติผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่สอนแบบปกติอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ราชวินิตบางแก้วที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 3. แบบฝึกทักษะทัศนศิลป์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 โดยมีประสิทธิภาพเท่ากับ 73.00/73.50 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ กฤติยา โพธิ์ทอง และกิตติพล คำทวี(2562: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การออกแบบชุดฝึกทักษะการ เขียนภาพสีน้ำ: กรณีศึกษา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ผลการวิจัย พบว่า 1. ชุดฝึกทักษะการเขียนภาพสีน้ำ สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาทัศนศิลป์ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการเขียนภาพสีน้ำ โดย ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย (̅) เท่ากับ 13.07 และผลสัมฤทธิ์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย (̅) เท่ากับ 15.21 และค่า Ttest เท่ากับ 1.19 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักศึกษามีผลสัมฤทธิ์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการเขียนภาพสีน้ำ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ย(̅) เท่ากับ 4.46 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.11


14 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ และศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะ มีรายละเอียดในการดำเนินการวิจัย ดังต่อไปนี้ ตัวแปร/สิ่งที่ต้องการศึกษา ตัวแปรอิสระ คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 34 คน จากวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 ชุด ผู้วิจัย ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพตามขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรแกนกลาง) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) วิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) ศึกษาเอกสาร บทความ วารสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริม ทักษะ 4) ศึกษาวิธีการสอนและกิจกรรมการสอนอ่านจากคู่มือครูและเอกสารต่างๆ 5) ศึกษาเอกสาร บทความ วารสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 6) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับจิตวิทยาการเรียนรู้ ทฤษฎีการเสริมแรงจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7) สร้างแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม 8) นำแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม ที่สร้างขึ้นไปใช้ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจแก้ไข เกี่ยวกับความถูกต้องของเนื้อหา 9) ปรับปรุง แก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปหาประสิทธิภาพกับกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 34 คน


15 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน มี วิธีการสร้างและลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาหลักสูตร คู่มือครู และแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม 2) ศึกษารูปแบบการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ นำเนื้อหาการเรียนการสอน เรื่อง ทัศนธาตุและ การออกแบบ มาสร้างเป็นแบบทดสอบ 3) นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ แก้ไข และประเมินความเหมาะสมของ แบบทดสอบ 4) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ นำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 34 คน 3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการ ออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ 1) ศึกษาเอกสาร ตำรา ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจ 2) สร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและ การออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม 3) นำแบบประเมินที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง 4) นำแบบประเมินที่ตรวจแล้ว ไปแก้ไขและนำไปประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบ ฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม การดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการนำแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม โดยผู้วิจัยได้ทดลองด้วยตนเองตามขั้นตอนดังนี้ 1. ทดสอบวัดความรู้เดิมก่อนใช้แบบฝึกเสริมทักษะ (Pre-test) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลา 20 นาที 2. ดำเนินการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ชี้แจงให้นักเรียนทราบถึงวิธีการทำกิจกรรมในแบบฝึกเสริมทักษะ การตอบคำถาม การทำ แบบฝึกเสริมทักษะ จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายคำตอบและเฉลยคำตอบ 3. ทดสอบวัดความรู้หลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ (post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนฉบับเดียวกันกับฉบับก่อนเรียน จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลา 20 นาที 4. นำแบบประเมินไปประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุ และการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม การวิเคราะห์ข้อมูล ผลที่ได้จากการทดลอง นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการทางสถิติ ดังนี้ 1. วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (̄ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการรู้ใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ หลังสิ้นสุดกระบวนการเรียนการสอนด้วยสถิติ t-test 3. วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (̄ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนด้วย แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม


16 บทที่ 4 ผลการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ และศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะ ซึ่งได้ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนก่อนนำมาวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้จำแนก นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ตอนที่ 2 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการ ออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ดังนี้ ตารางที่ 1 ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน จำนวน นักเรียน(n) คะแนน เต็ม ̅ S.D. t Sig. คะแนนก่อนเรียน 34 20 9.26 1.99 27.53* 0.00 คะแนนหลังเรียน 34 20 14.32 1.84 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ หลังเรียน (̅= 14.32) สูงกว่าก่อนเรียน (̅= 9.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


17 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการ ออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังนี้ ตารางที่ 2 ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ข้อที่ รายการ ̅ S.D. ผลการ ประเมิน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 แบบฝึกเสริมทักษะมีคำชี้แจงก่อนใช้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย การออกแบบเนื้อหาของแบบฝึกเสริมทักษะเหมาะสมกับความ สนใจ ความถนัด และความสามารถของผู้เรียน แบบฝึกเสริมทักษะมีการเรียงลำดับเนื้อหาจากง่ายไปยาก แบบฝึกเสริมทักษะมีวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน แบบฝึกเสริมทักษะมีขั้นตอน หรือกระบวนการที่กระตุ้นให้ ผู้เรียน เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบฝึกเสริมทักษะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ และทักษะในเรื่องที่ เรียนมากขึ้น แบบฝึกเสริมทักษะมีการสื่อความหมายชัดเจนทั้งภาพและ ข้อความ แบบฝึกเสริมทักษะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนยิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากแบบฝึกเสริมทักษะ ผู้เรียนชอบการเรียนรู้โดยการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 4.94 4.30 4.35 4.44 4.76 4.94 4.65 4.85 4.47 4.41 0.06 0.88 0.82 0.89 0.30 0.06 0.58 0.18 0.48 0.65 มากที่สุด มาก มาก มาก มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มาก มาก รวม 4.61 0.49 มากที่สุด จากตารางที่ 2 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ̅= 4.61 , S.D. = 0.49)


18 บทที่ 5 อภิปรายผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ การวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและได้ให้ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการ ออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ สมมติฐานของการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบ ฝึกเสริมทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะอยู่ในระดับมาก ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ 1.2 กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 34 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ 2.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 3. เครื่องมือการวิจัย 3.1 แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3.3 แบบประเมินผลงานแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ 3.4 แบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุ และการออกแบบ


19 สรุปผลการวิจัย ผลการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สามารถสรุป ผลได้ดังนี้ 1. ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ พบว่าหลังเรียน (̅= 14.32) สูงกว่า ก่อนเรียน (̅= 9.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่อง ทัศนธาตุและ การออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (̅= 4.61 , S.D. = 0.49) อภิปรายผล จากการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม สามารถอภิปรายได้ดังนี้ 1. ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ พบว่าหลังเรียน (̅= 14.32) สูงกว่า ก่อนเรียน (̅= 9.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้ทั้งนี้เนื่องมาจาก การจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะ ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้นและช่วยฝึก ทักษะต่าง ๆ ให้นักเรียนนำไปใช้ในการแก้ปัญหาในเรื่องนั้น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับผลวิจัยของอนุชิต ศรีสุวรรณ และจุมพล ราชวิจิตร (2552: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนศิลปะเรื่อง การวาด ภาพระบายสีโดยใช้แบบฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนดอนตาลวิทยา อำเภอ ดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์มีคะแนนเฉลี่ย ความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะทั้ง 4 ด้าน คือ ความคล่องในการคิด ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม และความคิด ละเอียดลออ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และอิศเรศ เรืองเนตร์(2560: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาทัศนศิลป์ศ 33101 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนราชวินิตบางแก้วที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะกับการสอนแบบปกติผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1.ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่สอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาทัศนศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชวินิตบางแก้วที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. แบบฝึกทักษะทัศนศิลป์สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน75/75 โดยมีประสิทธิภาพเท่ากับ 73.00/73.50 ซึ่ง สอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2. ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่อง ทัศนธาตุและ การออกแบบโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (̅= 4.61 , S.D. = 0.49) ทั้งนี้เนื่องมาจากในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละกิจกรรมครูจะให้คำยกย่อง ชมเชยในผลงานของนักเรียน ให้กำลังใจ และสร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้นักเรียนมี แรงผลักดันที่จะทำผลงานชิ้นต่อไปจนประสบความสำเร็จ สอดคล้องกับธนิตย์ เพียรมณีวงศ์ และวิสูตร โพธิ์เงิน (2556: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะด้วยตนเองทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์สู่การ สร้างงานทัศนศิลป์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ ผลการวิจัย พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะด้วยตนเองทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์สู่ การสร้างงานทัศนศิลป์ ในภาพรวมอยู่ในระดับที่มากที่สุดมีค่าเฉลี่ย ( ̅= 4.45 , S.D. = 0.59) และกฤติยา โพธิ์ทอง


20 และกิตติพล คำทวี(2562: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การออกแบบชุดฝึกทักษะการเขียนภาพสีน้ำ: กรณีศึกษา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความพึง พอใจต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการเขียนภาพสีน้ำ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย(̅) เท่ากับ 4.46 และมีค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.11 ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยในการศึกษาเรื่องนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ครูบุคคลที่สนใจ สามารถนำแบบฝึกเสริมทักษะไปประยุกต์ใช้กับเนื้อหาเรื่องอื่นๆ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ ตลอดจนถึงกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ที่มีความสนใจ 2. ควรมีการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องทัศนธาตุและการออกแบบโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในรูปแบบ วิธีการสอนอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อสร้างความสนใจให้กับนักเรียน


21 บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ คุรุสภา ลาดพร้าว. กรมวิชาการ. การจัดกิจกรรมการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว กรมวิชาการ. คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น;2551. จิรพา จันทะเวียง. (2542). ผลการฝึกความสามารถทางสมองด้านภาษาและผลผลิตที่ใช้วิธีการต่างกัน ตามทฤษฎีโครงสร้างทางสมองของกิลฟอร์ด ที่มีต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. กรุงเทพมหานคร: วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ปราณี กองจินดา. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และทักษะการคิดเลขในใจ ของนักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบซิปปาโดยใช้แบบฝึกหัดที่เน้นทักษะการคิดเลขในใจกับ นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ ค.ม.(หลักสูตรและการสอน). พระนครศรีอยุธยา : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2543). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. ยุทธนา ปัญญาดี. (2553). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีทักษะกระบวนการคิดเป็นลำดับขั้นตอน โดยนำแนวคิดการเขียนอธิบายด้วยผังงาน. กรุงเทพฯ : โรงเรียนพาณิชยการจรัลสนิทวงศ์. เยาวดี วิบูลย์ศรี. (2545). การวัดผลและการสร้างแบบสอบผลสัมฤทธิ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ราชบัณฑิตสถาน. (2546). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัทนานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ จำกัด. ศศิธร ธัญลักษณานันท์. (2542). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น. กรุงเทพฯ : เธิร์ดเวฟ. เอ็ดดูเคชั่น . มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สมชาย แก้วประกอบ. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้และความพึงพอใจที่มีต่อกระบวนการ การจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนเรื่องความสมดุล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 ระหว่าง การสอนของเบอร์ไนซ์ แมคคาร์ธี 4 แม็ทกับการสอนโดยใช้แนวคิดวิธีการสอนของเจอโรมบรูเนอร์. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ, 2553. สมนึก ภัททิยธนี. (2546). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์. สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2544). การผลิตนวัตกรรมการเรียนการสอนการสร้างแบบฝึก เล่ม 2. ชัยนาท: ชมรมพัฒนาความรู้ด้านระเบียบกฎหมาย. สุพรรณี ไชยเทพ. (2544). การใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียน คำในวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. การค้นคว้าแบบอิสระ ศึกษาศาสตรมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.


22 ภาคผนวก


23 ภาคผนวก ก ตัวอย่างแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ


24 ใบกิจกรรมฝึกเสริมทักษะทัศนธาตุและการออกแบบ เรื่อง ความรู้พื้นฐานทัศนธาตุ ชื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เลขที่ คำชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาและสืบค้นข้อมูล แล้วตอบคำถามต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ให้นักเรียนพิจารณาข้อความแล้วใส่เครื่องหมาย ✓ หน้าข้อที่ถูก และเครื่องหมาย X หน้าข้อที่ผิด 1. จุด เส้น รูปร่าง รูปทรง เป็นองค์ประกอบของทัศนธาตุ 2. จุดขนาดต่างๆ นำมาสร้างเป็นลวดลายได้ 3. ดาวเป็นจุดที่มนุษย์สร้างขึ้น 4. เส้นทำให้เกิดรูปร่าง รูปทรง 5. เส้นเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ทำให้เกิดองค์ประกอบส่วนอื่นได้ 6. เส้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น 7. เส้นในลายของ ม้าลาย ผีเสื้อ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ 8. เส้นที่มี ขนาด ทิศทาง น้ำหนัก และจำนวนที่แตกต่างกันจะทำให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ และความรู้สึกอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 9. วัตถุบริเวณที่โดนแสงจะเกิดเป็นเงา 10. น้ำหนักและแสงเงาจะทำให้ภาพดูสมจริงยิ่งขึ้น ตอนที่ 2 ให้นักเรียนอ่านข้อความแล้วจับคู่กันโดยเอาตัวอักษรมาใส่ไว้หน้าตัวเลขที่เห็นว่าข้อความเชื่อมโยงกัน 1. รูปร่าง หมายถึงข้อใด 2. รูปทรง หมายถึงข้อใด 3. รูปร่างที่วาดขึ้นด้วยความคิดอิสระ 4. รูปทรงเรขาคณิต 5. พื้นผิว หมายถึงข้อใด 6. พื้นผิวที่ให้ความรู้สึกขรุขระ 7. สีขั้นที่ 1 คือสีใด 8. สีเหลืองผสมกับสีน้ำเงินจะได้สีใด 9. ให้ความรู้สึก ผิดหวัง ลึกลับ 10. ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ ก. รูปร่างอิสระ ข. สีขาว ค. เส้นรอบนอกของวัตถุ ง. สีแดง เหลือง น้ำเงิน จ. ลักษณะภายนอกวัตถุ ฉ. สีม่วง ช. เปลือกต้นไม้ ซ. ทรงกลม ฌ. โครงสร้างทั้งหมดของวัตถุ ญ. สีเขียว คะแนน ผู้ตรวจ


25 ใบกิจกรรมฝึกเสริมทักษะทัศนธาตุและการออกแบบ เรื่อง แผนผังความคิดความรู้พื้นฐานทัศนธาตุ ชื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เลขที่ คำชี้แจง ให้นักเรียนสรุปเป็นผังความคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบทัศนธาตุ แล้วระบายสีให้สวยงาม ดีมาก ดี ปานกลาง พอใช้ ปรับปรุง คะแนน ผู้ตรวจ


26 ใบกิจกรรมฝึกเสริมทักษะทัศนธาตุและการออกแบบ เรื่อง ตกแต่งลวดลายโดยใช้ทัศนธาตุ ชื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เลขที่ คำชี้แจง ให้นักเรียนนำเส้นต่างๆมาตกแต่งลวดลายรูปภาพที่กำหนดให้ แล้วระบายสีผลงานตามความถนัด และ ความสนใจ ดีมาก ดี ปานกลาง พอใช้ ปรับปรุง คะแนน ผู้ตรวจ


27 ใบกิจกรรมฝึกเสริมทักษะทัศนธาตุและการออกแบบ เรื่อง ออกแบบผลงานจากทัศนธาตุ ชื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เลขที่ คำชี้แจง ให้นักเรียนนำเส้นลักษณะต่างๆ มาต่อเติมรูปหมีตกแต่งลวดลาย แล้วระบายสีให้สวยงาม ดีมาก ดี ปานกลาง พอใช้ ปรับปรุง คะแนน ผู้ตรวจ


28 ใบกิจกรรมฝึกเสริมทักษะทัศนธาตุและการออกแบบ เรื่อง ผสมผสานสร้างสรรค์ ชื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เลขที่ คำชี้แจง ให้นักเรียนนำเส้นลักษณะต่างๆ มาต่อเติม ตกแต่งลวดลายเป็นรูปภาพตามจินตนาการ แล้วระบายสี ให้สวยงาม ดีมาก ดี ปานกลาง พอใช้ ปรับปรุง คะแนน ผู้ตรวจ


29 ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ


30 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ คำชี้แจง : ให้ผู้เรียนทำเครื่องหมาย X ทับตัวอักษร ก, ข, ค. ง ที่เห็นว่าถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของทัศนธาตุคืออะไร ก. เส้น ข. สี ค. รูปทรง ง. แสงเงา 2. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่องค์ประกอบของทัศนธาตุ ก. รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว ข. เส้น สี แสงเงา ค. ความสมดุล สัดส่วน จุดสนใจ ง. น้ำหนัก ที่ว่าง 3. เส้นที่ให้ความรู้สึกแข็งแรงมั่นคงคือข้อใด ก. เส้นตรงตามแนวตั้ง ข. เส้นตรงตามแนวนอน ค. เส้นเอียงหรือเส้นทแยง ง. เส้นฟันปลา 4. ข้อใดคือลักษณะของรูปทรงที่ถูกต้อง ก. รูปทรงมี 2 มิติ ข. รูปทรงมี 3 มิติ ค. รูปทรงไม่มีน้ำหนัก ง. รูปทรงไม่มีปริมาตร 5. สีขั้นที่ 1 หรือแม่สี ได้แก่สีอะไรบ้าง ก. สีน้ำเงิน สีเขียว สีแดง ข. สีเหลือง สีน้ำเงิน สีม่วง ค. สีแดง สีส้ม สีม่วง ง. สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน 6. สีขั้นที่ 2 เกิดจากแม่สี 2 สี ผสมกันในอัตราส่วนเท่าไร ก. อัตราส่วน 1:1 ข. อัตราส่วน 1:2 ค. อัตราส่วน 1:3 ง. อัตราส่วน 1:4 7. สีในข้อใด ให้ความรู้สึก “ใจเย็น สง่า ฉลาด สุขุม” ก. สีม่วง ข. สีส้ม ค. สีเทา ง. สีน้ำตาล 8. การจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ต้องการให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคือข้อใด ก. จังหวะและจุดสนใจ ข. ความเป็นเอกภาพ ค. ความสมดุล ง. สัดส่วน 9. ข้อใดคือการจัดองค์ประกอบศิลป์ ก. การจัดบริเวณให้เหมาะสม ข. การนำ แสง เงา สี จังหวะมาจัดร่วมกัน ค. การนำทัศนธาตุมาประกอบกันให้เกิดงานทัศนศิลป์ ง. การแยกส่วนประกอบของทัศนธาตุออกให้ชัดเจน 10. สิ่งแวดล้อมกับการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ก. สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสุขให้กับมนุษย์ ข. สิ่งแวดล้อมทำให้มนุษย์เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ค. สิ่งแวดล้อมทำให้มนุษย์มีการดำรงชีวิตมาแต่โบราณ ง. สิ่งแวดล้อมทำให้มนุษย์เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์


31 11. ข้อใดไม่ใช่ทัศนธาตุ ก. จุด เส้น รูปร่าง ข. สี บริเวณว่าง ลักษณะผิว ค. ขนาด สัดส่วน แสงเงา ง. รูปทรง บรรยากาศ เอกภาพ 12. ข้อใดจัดเป็นทัศนธาตุ ก. จุด เส้น สี ข. รูปร่าง รูปทรง น้ำหนัก ค. ขนาด สัดส่วน แสงเงา ง. ถูกทุกข้อ 13. งานทัศนศิลป์คือข้อใด ก. การตัดเย็บเสื้อผ้า ข. การสร้างสรรค์งานวรรณกรรม ค. การสร้างสรรค์งานประติมากรรม ง. ถูกทุกข้อ 14. จุด เกิดจากข้อใด ก. การจิ้ม ข. การลาก ค. การเขียน ง. การระบาย 15. ลายจุดบนตัวสุนัขคือจุดในลักษณะใด ก. จุดที่เกิดจากธรรมชาติ ข. จุดที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ค. จุดที่เกิดจากการทดลอง ง. ถูกทุกข้อ 16. ภาพวาดที่เกิดจากจุดมีวิธีการอย่างไร ก. ขูด ข. จิ้ม ค. ปาด ง. ป้าย 17. ข้อใดคือเส้นในงานทัศนศิลป์ ก. เส้นของใบไม้ ข. เส้นของบานประตู ค. เส้นของกลีบดอกไม้ ง. เส้นในงานจิตรกรรม 18. เส้นตรงที่ตั้งฉากกับพื้นเรียกว่าเส้นอะไร ก. เส้นดิ่ง ข. เส้นนอน ค. เส้นเฉียง ง. เส้นฟันปลา 19. เส้นที่แสดงระยะตื้น ลึกใกล้ ไกล คือการนำเส้นมาใช้เพื่อความรู้สึกในด้านใด ก. เพื่อให้เกิดมิติ ข. เพื่อให้เกิดความรู้สึก ค. เพื่อให้เกิดความสนุก ง. ไม่มีข้อใดถูก 20. Perspective หมายถึงข้อใด ก. ทัศนธาตุ ข. ทัศนศิลป์ ค. ทัศนศึกษา ง. ทัศนียวิทยา


32 ภาคผนวก ค แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ


33 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและการออกแบบ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำชี้แจง : ในการตอบแบบสอบถามให้ท่านใส่เครื่องหมาย ✓ ลงในช่องแสดงคำตอบที่ตรงกับความพึงพอใจของ นักเรียนมากที่สุด ระดับความพึงพอใจมีความหมายดังนี้ 5 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในมาก 3 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในปานกลาง 2 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในน้อย 1 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในน้อยที่สุด ตัวอย่าง ที่ รายการ ระดับความพึงพอใจ 5 มาก ที่สุด 4 มาก 3 ปาน กลาง 2 น้อย 1 น้อย ที่สุด 00 นักเรียนพึงพอใจกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ได้จากการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ ✓ คำอธิบาย ข้อ 00 นักเรียนพึงพอใจกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้จากการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะอยู่ใน ระดับมากที่สุด


34 ที่ รายการ ระดับความพึงพอใจ 5 มาก ที่สุด 4 มาก 3 ปาน กลาง 2 น้อย 1 น้อย ที่สุด 1 แบบฝึกเสริมทักษะมีคำชี้แจงก่อนใช้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย 2 การออกแบบเนื้อหาของแบบฝึกเสริมทักษะเหมาะสม กับความสนใจ ความถนัด และความสามารถของ ผู้เรียน 3 แบบฝึกเสริมทักษะมีการเรียงลำดับเนื้อหาจากง่ายไป ยาก 4 แบบฝึกเสริมทักษะมีวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับ ผู้เรียน 5 แบบฝึกเสริมทักษะมีขั้นตอน หรือกระบวนการที่ กระตุ้นให้ผู้เรียน เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 6 แบบฝึกเสริมทักษะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ และทักษะ ในเรื่องที่เรียนมากขึ้น 7 แบบฝึกเสริมทักษะมีการสื่อความหมายชัดเจนทั้งภาพ และข้อความ 8 แบบฝึกเสริมทักษะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียน ยิ่งขึ้น 9 ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากแบบฝึกเสริม ทักษะ 10 ผู้เรียนชอบการเรียนรู้โดยการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ข้อเสนอแนะ


35 ประวัติผู้วิจัย ชื่อ – ชื่อสกุล นายรุ่งนิรันด์ แสนศิลา วัน เดือน ปี เกิด 3 พฤศจิกายน 2521 ที่อยู่ปัจจุบัน 53 หมู่ 9 ตำบลธัญญา อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 46130 ที่ทำงานปัจจุบัน โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์46120 ตำแหน่งหน้าที่ปัจจุบัน ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ประวัติการศึกษา 1. ระดับประถมศึกษา : โรงเรียนบ้านโคกสี อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด 2. ระดับมัธยมศึกษา : โรงเรียนเมยวดีพิทยาคม อำเภอเมยวดีจังหวัดร้อยเอ็ด 3. ระดับปริญญาตรี: ครุศาสตรบัณฑิต ( ศิลปศึกษา ) สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์


Click to View FlipBook Version