อาณาจักรพืช
แบบทดสอบก่อนเรียน
เนื้อหาโดยรวม
วิวัฒนาการของพืช แบ่งเป็น 2 หัวข้อ
- สิ่งมีชีวิตที่คาดว่าเป็นบรรพบุรุษของพืช = สาหร่ายไฟ (ความเกี่ยวข้อง)
- การปรับตัวขึ้นบก – พัฒนา/ปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลายเป็นพืชชนิดต่างๆ
สาหร่ายไฟ การปรับตัวในปัจจุบัน
เนื้อหาโดยรวม
จำนวนกลุ่มของพืชแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ
1. ไม่มีท่อลำเลียง ( Hepatophyta , Bryophyte , Anthocerophyta)
2. มีท่อลำเลียง แบ่งเป็น ไม่มีเมล็ด กับ มีเมล็ด
ไม่มีท่อลำเลียง มีท่อลำเลียง
เนื้อหาโดยรวม
มีท่อลำเลียงแต่ไม่มีเมล็ด แบ่งเป็น 2 ประเภท ตามชนิดใบ
- ใบแบบเล็กมีเส้นใบเส้นเดียว ( microphyll ) = ไฟลัม Lycophyta
- Lycophyta มี 3 กลุ่มย่อย ( Lycopodium , Selaginella , Isoetes )
- ใบแบบมีเส้นใบแตกแขนง ( megaphyll ) = ไฟลัม Peterophyta
- Peterophyta มี 3 กลุ่มย่อย ( Psilotum , Equisetum , Ture fern
เนื้อหาโดยรวม
มีท่อลำเลียงและมีเมล็ด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามชนิดเมล็ด
- พืชเมล็ดเปลือย = Gymnosperm
- Gymnosperm มี 4 ไฟลัม (Cycadophyta , Glikgophyta , Coniferophyta
,Gnetophyta )
- พืชมีเปลือกหุ้มเมล็ด/พืชดอก = Angiosperm
พืชเมล็ดเปลือย พืชมีเปลือกหุ้มเมล็ด/พืชดอก
เนื้อหาโดยรวม
เนื้อหาโดยรวม
วิวัฒนาการของพืช (บรรพบุรุษ)
หากพิจารณาจากลักษณะจากสรีรวิทยาและเซลล์วิทยา เช่นการเกิดการหายใจเชิงแสง (
Photorespiration ) และ การแบ่งเซลล์ ทำให้ทราบว่าพืชน่าจะวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษที่
ใกล้ชิดกับสาหร่ายสีเขียว ในกลุ่มสาหร่ายไฟ ( Charaphyceae ) จึงอาจกล่าวได้ว่าถิ่นอาศัย
ของบรรพบุรุษน่าจะอยู่ในน้ำ หรือ อยู่ใกล้กับน้ำและจะต้องมีการปรับตัวของบรรพบุรุษ เพื่อให้
สามารถขึ้นมาเจริญเติบโตบนบกได้
ปรับตัวขึ้นบก
เนื้อหาโดยรวม
การปรับตัวของบรรพบุรุษเพื่ออาศัยบนบก
เนื่องจากบรรพบุรุษอาศัยอยู่ในน้ำมาก่อน เมื่อขึ้นมาบนบกจึง
- สร้างชั้นไขมัน ( Cutin ) มาเคลือบเนื้อเยื่อชั้นผิว เรียกว่า คิวติเคิล ( Cuticle ) เพื่อป้องกัน
การสูญเสียน้ำแก่ตนเอง รวมทั้ง มีการสร้างช่องเปิดบริเวณเนื้อเยื่อผิว เพื่อควบคุมการคายน้ำ
และแลกเปลี่ยนแก๊ส เพื่อนำมาใช้ในการสร้างสารอาหารให้กับตนเอง
เนื้อหาโดยรวม
การปรับตัวของบรรพบุรุษเพื่ออาศัยบนบก
- มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของตนเอง ไปทำหน้าที่ต่างๆชัดเจน มีรากเพื่อเสาะหาน้ำและ
อาหาร ลำต้นชูกิ่งก้าน เพื่อให้ใบได้รับแสงเพื่อทำการสังเคราะห์ด้วยแสง มีเนื้อเยื่อท่อลำเลียง
เพื่อลำเลียงอาหารให้ใบและใบก็สร้างอาหารส่งต่อไปยังส่วนต่างๆของพืช
ผักตบชวา โกงกาง
เนื้อหาโดยรวม
การปรับตัวของบรรพบุรุษเพื่ออาศัยบนบก
- การเปลี่ยนแปลงด้านการสืบพันธุ์ เซลล์สืบพันธุ์จะถูกเก็บไว้ในอับเซลล์สืบพันธุ์ บนต้นแก
มีโตไฟต์ ( gametophyte ) เพื่อเพาะเลี้ยงไว้จนถึงเวลาที่จะปล่อยไปสืบพันธุ์ เมื่อปล่อยส
ปอร์ออกมา ผนังสปอร์จะมีการพอกสาร สปอร์ลินิน เพื่อลดการสูญเสียน้ำก่อนจะลอยไปอีกที่
หนึ่ง พืชบางชนิดเซลล์สืบพันธุ์จำเป็นต้องมีน้ำมาใช้การเคลื่อนที่ของเซลล์สืบพันธุ์แบบ
แฟลกเจลล่า ( flagella )
เนื้อหาโดยรวม
ลักษณะพื้นฐานของพืช
1. มีหลายเซลล์และเป็นเซลล์แบบยูคาริโอ ( Multicellular eukaryote )
2. สังเคราะห์ด้วยแสงได้ โดยมีคลอโรพลาสต์ และ รงควัตถุที่จำเป็น
เซลล์แบบยูคาริโอ คลอโรพลาสต์
เนื้อหาโดยรวม
ลักษณะพื้นฐานของพืช
3. มีผนังเซลล์ ( cell wall ) เพื่อสร้างความแข็งแรง
4. มีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ ( Diplohaplontic life cycle ) ระหว่างระยะที่เป็นสปอโรไฟต์และ
ระยะที่เป็นแกมีโตไฟต์
วัฏจักรชีวิตแบบสลับ
อาณาจักร์พืช OYA
M
อาณาจักร์พืช
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่
1. ไม่มีท่อลำเลียง ( Nonvascular Plant ) ในยุคออโดวิเชียนเมื่อประมาณ
475 ล้านปีมาแล้ว พืชที่ไม่มีท่อลำเลียงเป็นกลุ่มแรกๆ ที่วิวัฒนาการขึ้นสู่บนบก
จึงยังคงมีลักษณะที่ต้องการความชุ่มชื้นหรือน้ำเพื่อการอยู่รอด และอาศัยน้ำใน
การสืบพันธุ์
ลักษณะสำคัญดังนี้
- พืชมีสีเขียวขนาดเล็ก พบในบริเวณที่ความชื้นสูง แผ่นใบ มีคิวติเคิลเคลือบ
- ไม่มีราก ลำต้น ใบ ที่แท้จริง แต่มี Rhizoid คอยยึดเกาะ , ดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ
- ในวัฎจักรชีวิตแบบสลับ จะมีระยะแกมีโตไฟต์ เด่นตลอดชีวิต สปอร์โรไฟต์จะ
มีขนาดเล็กเจริญอยู่บนแกมีโตไฟต์ เมื่อปล่อยสปอร์ ต้นสปอร์โรไฟต์จะตาย
ทันที แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1. ไฟลัมไบรโอไฟตา (Phylum Bryophyta)
แกมีโทไฟต์ลักษณะคล้ายใบเวียนรอบแกนกลาง
สปอร์โรไฟต์มีอับสปอร์ช่วยในการกระจายสปอร์
เช่น มอส สแฟกนัมมอส
2. ไฟลัมเฮปาโทไฟตา (Phylum Hepatophyta)
- ในโบราณนำมารักษา โรคตับ แกมีโทไฟต์ เป็นต้น ภายใน
เซลล์ มีหยดน้ำมัน สปอร์โรไฟต์มีอับสปอร์เมื่อแก่จะแตก
ออก เช่น ลิเวอร์เวิร์ธ (Liver wort)
3. ไฟลัมแอนโทซิโรไฟตา (Phylum Anthocerophyta)
- ต้นแกมีโทไฟต์เป็นแผ่น มีรอยหยัก มีคลอโรพลาสต์ เพียง 1
คลอโรพลาสต์ต่อเซลล์ สปอร์โรไฟต์ เรียวยาวนูนอยู่บนต้นแกมี
โทไฟต์ เช่น ฮอร์นเวิร์ท (Horn wort)
พืชมีเนื้อเยื่อลำเลียง
( Vascular Plant )
มีลักษณะที่สำคัญดังนี้
1. มีการพัฒนาท่อลำเลียงน้ำ ( Xylem ) และท่อลำเลียงอาหาร ( Phloem )
2. มีระยะสปอร์โรไฟต์
เด่น
มีลักษณะที่สำคัญดังนี้(ต่อ)
3. มีการพัฒนาโครงสร้างของใบออกเป็น 2
ประเภท
microphyll = ใบขนาดเล็ก มีเส้นใบ 1 เส้นและไม่แตกแขนง
megaphyll = ใบขนาดใหญ่ มีการเชื่อมกันของเส้นใบเป็นร่างแห
มีลักษณะที่สำคัญดังนี้(ต่อ)
4. มีรูปแบบสปอร์ที่สร้างได้ 2 ชนิด
homosporous plant heterosporous plant
= สร้างสปอร์ได้แบบเดียว = สร้างสปอร์ได้ 2 แบบ คือ microspore
(เพศผู้) และ megaspore (เพศ)
พืชมีเนื้อเยื่อลำเลียงชนิดแต่ไม่มีเมล็ด
( Seedless Vascular Plant )
จากการหลักฐานซากดึกดำบรรพ์คือคุกโซเนีย (Cooksonia sp.) มีอายุประมาณ400ล้านปี
ในช่วงต้นยุคซิโลเรียน สันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มพืชที่มีท่อลำเลียงเป็นกลุ่มแรก
แบ่งเป็น 2 ไฟลัม
ไฟลัมไลโคไฟตา (Phylum Lycophyta)
ไฟลัมเทอโรไฟตา (Phylum Pterophyta)
ไฟลัมไลโคไฟตา เป็นพืชที่มีใบ ราก ลำต้นที่แท้จริง แต่มีใบ
(Phylum Lycophyta) แบบmicrophyll
คือมีขนาดเล็กมีเส้นใบ 1 เส้น ไม่แตกแขนง ใช้สปอร์ใน
1.กลุ่มไลโคโพเดียม การกระจายพันธุ์ อวัยวะสืบพันธุ์เรียกว่า สโตรบิลัส
(Lycopodium) (Strobilus) อยู่ที่ปลายกิ่ง
แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย
-จัดเป็นพืชล้มลุก มีทั้งชนิดที่เลื้อยไปตามดิน ชนิดที่ตั้งตรง และชนิดที่เกาะอยู่กับต้นไม้อื่นๆ ใบของ
ไลโคโพเดียม เป็นใบแท้ เป็นแผ่นสีเขียวขนาดเล็กเรียงตัวคลุมรอบต้น มีราก
เป็นรากแบบพิเศษ (Adventitious root)
-อวัยวะสืบพันธุ์ของไลโคโพเดียมเรียกว่า สโตรบิลัส (Strobilus) อยู่ที่ปลายกิ่ง
-สร้างสปอร์แบบเดียว หรือ Homosporous plant
-เช่น สนหางสิงห์ สร้อยนางกรอง ข้องนางคลี่
2. กลุ่มซีแลกจิเนลลา
(selagenella)
-สร้างสปอร์ได้ 2 ชนิด หรือHeterosporous plant 3. กลุ่มไอโซอีเทส
-เช่น ตีนตุ๊กแก พ่อค้าตีเมีย (Isoetes)
-ไม่มีสโตรบิลัส
-สร้างสปอร์ได้ 2 ชนิด หรือ Heterosporous plant
-เช่น กระเทียมน้ำ
การใช้ประโยชน์จากพืชมีท่อลำเลียงที่ไร้เมล็ด
นิยมนำมาใช้เป็นอาหาร เช่น ผักแว่น กูดเกี๊ยะ หรือ บางชนิดนำมาเป็น
สมุนไพร เช่น ว่านลูกไก่ทองใช้ดูดซับห้ามเลือด กูดแดงใช้เป็นยาแก้โรค
ผิวหนัง ย่านลิเภา นำมาใช้เป็นเครื่องจักสาน เช่นกระเป๋าถือ
Phylum Pterophyta ไฟลัมเทอโรไฟดา เหมือนไฟลัมไลโคไฟตา
แต่โครงสร้างใบเป็นแบบ
1.กลุ่มหวายทะนอย megaphyll
(Psilotum sp.)
แบ่งออกเป็น3กลุ่ม
- ลำต้นมีสีเขียวสังเคราะห์ด้วยแสงได้ ใบเล็กเป็นใบเกล็ด
- มีลำต้นใต้ดินเรียกว่า ไรโซม(rhizome) ไม่มีรากแต่มีไรซอย
ด์(rhizoid) ซึ่งประกอบด้วยเซลล์เดียวปกคลุมอยู่ และทำหน้าที่แทน
ราก
-เมื่อไซโลตัมเจริญเต็มที่จะสร้างอัปสปอร์(sporangium) มีลักษณะ
เป็น 3 พู(three lobed)
2.กลุ่มหญ้าถอดปล้อง
(Equisetum sp.)
- ลำต้นอยู่เหนือดิน เห็นข้อปล้องชัดเจน ผิวลำต้นมีลักษณะ
หยาบและสาก
เพราะมีสารซิลิกาในเซลล์
- มีใบแบบ microphyll
- ปลายกิ่งมีสโตรบิลัส ( Strobilus )
ที่มีอับสปอร์อยู่
- สร้างสปอร์แบบเดียว Homosporous Plant เช่น หญ้าปล้อง
_ สนหางม้า
3. กลุ่มเฟิร์นแท้
(Ture fern)
- มีความหลากหลายมากที่สุดรองจากพืชดอก ตั้งแต่พืชต้นขนาด
เล็กจนถึงพืชล้มลุก เป็นไม้ยืนต้น หรือแม้กระทั่งอยู่ในน้ำ
- บางลักษณะอาจมีใบม้วนงอ เรียกว่า circinate vernation
- มีใบแบบ megaphyll
- กลุ่มอับสปอร์มักอยู่ใต้ใบ เรียกว่า ซอรัส (Sorus)
- แกมีโตไฟต์มีลักษณะคล้ายหัวใจ เรียกว่า โปร
ทัลลัส(Prothallus)
- มักสร้างสปอร์ชนิดเดียว ยกเว้นเฟิร์นน้ำมีการสร้างสปอร์สองแบบ
Seed vascular plant พืชมีเนื้อเยื่อลำเลียง
และมีเมล็ด
มีลักษณะดังนี้
1. ระยะแกมีโตไฟต์ลดรูป อยู่ภายในต้นสปอร์โรไฟต์
2. จะสร้างสปอร์ 2 ชนิดทั้งหมด
3. โครงสร้างอับสปอร์เป็นแบบ megasporangium มีเยื่อหุ้มคอยปกป้อง
gametophyte
4. มีการพัฒนาโครงสร้างของเมล็ด เพื่อใช้ในการแพร่พันธุ์ (สำคัญ)
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบเมล็ดเปลือย และ แบบมีเปลือกหุ้มเมล็ด
(พืชดอก)
ลักษณะสำคัญมีดังนี้ เมล็ดเปลือย
Gymnosperm 1. ออวุลและละอองเรณูติดบนกิ่งและใบ ซึ่งจะรวมกันที่ปลายกิ่ง เรียก
ว่าโคน โดยจะแบ่งเป็นโคนเพศผู้ ( Male cone ) และ โคนเพศเมีย (
Female cone )
2. เมื่อปฏิสนธิแล้ว เมล็ดจะติดบริเวณกิ่งหรือใบ โดยไม่มีเยื่อหุ้ม
เมล็ด เรียกว่าเมล็ดเปลือย ( Naked seed )
3. เนื้อไม้เจริญได้ดี
แบ่งออกเป็น 4 ไฟลัม
เช่น ปรง นิยมนำมาจัดสวนหรือ สนนำมาใช้ประโยชน์
ในการก่อสร้างและ อุตสาหกรรมอื่น เช่น ทำเยื่อกระดาษ
แปะก๊วยยังใช้เป็นยาสมุนไพรใช้บำบัดโรคต่างๆ
เป็นพืชที่มีเมล็ดโบราณ ได้รับการขนานนามว่าเป็นซากดึกดาบรรพ์ที่มีชีวิต
เนื่องจากเกิดก่อนไดโนเสาร์ เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์ในบริเวณแห้งแล้งได้ดี
พบประมาณ 10 ชนิดในไทย มีลาต้นเตี้ย
เช่น ปรง ปรงป่า ปรงเขา
เป็นพืชแยกเพศ คือ มีการสร้างโคนเพศผู้ และ โคนเพศเมีย
จัดเป็น living fossil เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง
น้อยมาก
เหลืออยู่ชนิดเดียว คือ แปะก๊วย (Ginkgo biloba)
เป็นไม้ยืนต้น ใบมีรูปร่างคล้ายพัด เส้นใบแตกแขนงแบบ
Dichotomous branching
เป็นพืชแยกเพศ เพศผู้จะมีสโตรบิลัสปลายกิ่ง เพศเมียสร้างออวุล
บนก้านชู เรียกว่า Pedunculate ovule มี 2 ออวุล แต่จะ
มีเพียงออวุลเดียวที่เจริญไปเป็นเมล็ด
เป็นพืชที่มีความหลากหลายมากที่สุดในพืชกลุ่มเมล็ดเปลือยทั้งในด้านลักษณะของ
ต้น และโครงสร้างของอวัยวะสืบพันธุ์ ที่รู้จักกันทั่วไปคือสน(pine)
พบมากในเขตหนาว
ใบมีลักษณะคล้ายเข็ม (needle like) บางชนิดเป็นใบเกล็ด
โคนเพศผู้และเพศเมียมักเกิดในต้นเดียวกัน
การถ่ายละอองเรณู ใช้ลมในการแพร่
เช่น สนสองใบ สนสามใบ สนแดง พญาไม
แตกต่างจากพืชเมล็ดเปลือยกลุ่มอื่นคือพบเวสเซล
ในท่อลำเลียงน้า
มีลักษณะคล้ายพืชดอกมากคือ มีกลีบดอก
มีใบเลี้ยง 2 ใบ แต่เมล็ดยังไม่มีเปลือกหุ้ม
มีการปฏิสนธิซ้อนคล้ายพืชดอก แต่ไม่มี Endosperm
เป็นสารอาหาร เช่น มะเมื่อย
มีลักษณะสำคัญ ดังนี้
เป็นกลุ่มพืชที่มีความหลากหลายมากที่สุดในอาณาจักรพืช
มีราก ใบ ลำต้นที่แท้จริง มีระบบท่อลาเลียงเจริญดีมาก
ไซเล็ม (Xylem) ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ
โฟลเอ็ม(Phloem) ทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร
วิวัฒนาการมาจากเมล็ดเปลือยทำให้เกิดคาร์เพล (Carpel)
โครงสร้างที่ใช้ในการสืบพันธุ์ ประกอบจาก 4 ส่วน คือ
กลีบเลี้ยง(Sepal) กลีบดอก(Petal)
เกสรเพศผู้(Stamen) เกสรเพศเมีย(Pistil)
ปฏิสนธิซ้อน ได้เป็น Embryo และ Endosperm
แบ่งออกเป็น 2 คลาส คือ
1. Class monocotyledon คือพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
2. Class dicotyledon คือพืชใบเลี้ยงคู่
พืชที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
โดยเป็นปัจจัยสี่ที่สำคัญที่มนุษย์นำมาใช้เป็น อาหาร
ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เป็นต้น
นอกจากนี้อารยธรรมและวัฒนธรรม ของชนชาติ
ต่างๆ เกี่ยวกับการดำรงชีวิตได้มาจากการใช้
ประโยชน์จากพืชดอกที่พบในแหล่งที่อยู่อารยธรรม
ของชนชาติต่างๆทั้งสิ้น