หลกั สูตรสถานศกึ ษาปฐมวัย
พุทธศกั ราช ๒๕๖๐
โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถมั ภ์
สานักบริหารงานการศกึ ษาพิเศษ
สานักงานคณะกรรมการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
คานา
หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จัดทาขึ้นเพื่อให้โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์
ซ่ึงจัดการศึกษาระดบั ปฐมวยั ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยปรบั ปรุงให้เหมาะสม
กับเด็กและสภาพท้องถิ่น เพ่ือที่กาหนดเปูาหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคม และสติปัญญา เป็นคนดี มีวินัย สานึกความเป็นไทย และมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม
และประเทศไทยในอนาคต อย่างมปี ระสทิ ธิภาพและไดม้ าตรฐานตามจุดหมายหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช
๒๕๖๐
โรงเรยี นเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ สังกัดสาบริหารงานการศึกษาพิเศษ สานักงานคณะกรรมการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ร่วมท้ังคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียน
เศรษฐเสถียร ในพระราชูประถัมภ์ ท่ีมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ให้มี
ความเหมาะสมต่อการนาไปใชจ้ ดั การศึกษาระดบั ปฐมวยั ของโรงเรียนต่อไป
คณะผ้จู ัดทา
สารบัญ หนา้
คานา ๑
ความนา ๒
ปรชั ญาการศกึ ษาปฐมวยั ๒
วิสยั ทัศน์ ๓
หลักการ ๔
แนวคิดการจดั การศึกษาปฐมวยั ๗
ปรชั ญาการศึกษาปฐมวยั โรงเรยี นเศรษฐเสถยี ร ในพระราชูปถมั ภ์ ๙
๑๐
พัฒนาการเด็กปฐมวัย ๒๒
มาตรฐานคณุ ลักษณะที่พงึ ประสงค์ ตวั บง่ ชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ ๒๓
การจัดเวลาเรียน ๒๙
สาระการเรยี นรู้รายปี ๔๒
การจดั ประสบการณ์ ๖๖
การประเมินพัฒนาการ ๖๙
การบรหิ ารจดั การหลกั สตู ร ๗๐
การจดั การศึกษาปฐมวยั (เด็กอายุ๓-๕ปี)สาหรับกลมุ่ เปูาหมายเฉพาะ ๗๒
การเชือ่ มต่อของการศึกษาระดบั ปฐมวยั กบั ระดบั ประถมศึกษาปีท่ี ๑
การกากับ ตดิ ตาม ประเมนิ และรายงาน
ความนา
สภาพการเปล่ียนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบกับ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมทั้งกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี(พ.ศ. ๒๕๖๐-
๒๕๗๙) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.
๒๕๕๒-๒๕๖๑) แผนยทุ ธศาสตร์ชาตดิ า้ นเดก็ ปฐมวัย (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔)นาไปสู่การกาหนดทักษะสาคัญสาหรับเด็ก
ในศตวรรษท่ี ๒๑ ทมี่ คี วามสาคญั ในการกาหนดเปูาหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีความสอดคล้องและทันต่อการ
เปลยี่ นแปลงทกุ ด้าน
กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้มีการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยอย่างจริงจังและต่อเน่ืองโดยได้แต่งต้ัง
คณะทางานพิจารณาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการเปล่ียนแปลงดังกล่าว
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นหลักสูตรสถานศึกษา สถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัย และหน่วยงานท่ี
เก่ียวข้อง นาไมใช้เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตาม
จุดหมายหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่กาหนดเปูาหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการ
ดา้ นร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติในอนาคต
ปรชั ญาการศกึ ษาปฐมวัย
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กต้ังแต่แรกเกิดถึง ๖ ปี บริบูรณ์ อย่างเป็นองค์
รวม บนพ้ืนฐานการอบรมเล้ียงดู และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและ
พัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เตม็ ตามศกั ยภาพภายใต้บริบทสงั คมและวัฒนธรรมท่ี
เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพ่ือสร้างรากฐาน
คุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว
สังคม และประเทศชาติ
วิสัยทศั น์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สงั คม และสติปัญญาอย่างมคี ณุ ภาพและตอ่ เน่ือง ไดร้ ับการจดั ประสบการณ์
การเรียนรู้อย่างมีความสุขและเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เป็นคนดี มีวินัย และสานึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือ
ระหว่างสถานศกึ ษา พอ่ แม่ ครอบครัว ชมุ ชน และทกุ ฝา่ ยทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การพฒั นาเดก็
หลกั การ
เดก็ ทกุ คนมีสิทธ์ิที่จะไดร้ บั การอบรมเล้ยี งดูและสง่ เสริมพัฒนาการตามอนสุ ญั ญาวา่ ด้วยสิทธิเดก็
ตลอดจนไดรับการจัดประสบการณก์ ารเรยี นรอู้ ยา่ งเหมาะสม ดว้ ยปฏสิ มั พันธ์ท่ีดีระหวา่ งเด็กกบั พอ่ แม่
เด็กกับผู้สอน เดก็ กับผู้เล้ียงดหู รือผทู้ ่ีเกี่ยวข้องในการอบรมเล้ียงดู การพัฒนา และให้การศกึ ษาแก่เดก็
ปฐมวยั เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลาดับขั้นของพฒั นาการทุกดา้ น อยา่ งเป็นองคร์ วม มี
คณุ ภาพ และเตม็ ตามศักยภาพโดยมีหลกั การดงั นี้
๑. สง่ เสรมิ กระบวนการเรียนรูแ้ ละพัฒนาการทคี่ รอบคลมุ เด็กปฐมวัยทุกคน
๒. ยึดหลักการอบรมเล้ียงดูและให้การศึกษาท่ีเน้นเด็กเป็นสาคัญ โดยคานึงถึงความแตกต่าง
ระหว่างบคุ คลและวถิ ีชวี ิตของเด็กตามบรบิ ทของชุมชน สังคม และวฒั นธรรมไทย
๓. ยดึ พฒั นาการและการพฒั นาเด็กโดยองคร์ วมผ่านการเล่นอยา่ งมีความหมายและมีกิจกรรมที่
หลากหลาย ไดล้ งมือกระทาในสภาพแวดลอ้ มที่เอ้ือตอ่ การเรียนรู้ เหมาะสมกบั วัย และมกี ารพักผ่อนท่ี
เพยี งพอ
๔. จัดประสบการณ์การเรียนรใู้ ห้เด็กมีทกั ษะชีวิต และสามารถปฏบิ ตั ติ นตามหลักปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มวี นิ ยั และมคี วามสขุ
๕. สรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจและประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหวา่ งสถานศกึ ษากบั
พอ่ แม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝุายทเี่ ก่ียวขอ้ งกับการพฒั นาเดก็ ปฐมวัย
โครงสร้างหลกั สตู รปฐมวยั
มาตรฐานคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
พฒั นาการ 4 ดา้ น
พัฒนาการดา้ นร่างกาย พัฒนาการด้านอารมณ์ พฒั นาการด้านสังคม พัฒนาการด้านสติปัญญา
มาตรฐานท่ี 1 จิตใจ มาตรฐานที่ 6 มาตรฐานที่ 9
- ร่างกายเจริญเติบโต - มที กั ษะชีวิตและปฏบิ ัตติ น - ใชภ้ าษาส่อื สารได้
ตามวยั และมสี ุขนสิ ัยทีด่ ี มาตรฐานที่ 3 ตามหลกั ปรชั ญาของ เหมาะสมกับวัย
มาตรฐานที่ 2 - มีสขุ ภาพจติ ดแี ละมี เศรษฐกิจพอเพียง มาตรฐานที่ 10
- กล้ามเนื้อใหญ่และ ความสขุ มาตรฐานที่ 7 - มีความสามารถในการ
กล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง มาตรฐานที่ 4 - รกั ธรรมชาติ สิง่ แวดล้อม คดิ ท่ีเป็นพืน้ ฐานในการ
ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว - ชนื่ ชมและแสดงออกทาง วัฒนธรรม และความเป็นไทย เรียนรู้
และประสานสัมพันธก์ ัน ศิลปะดนตรี การเคลอ่ื นไหว มาตรฐานท่ี 8 มาตรฐานที่ 11
และรักการออกกาลงั กาย - อยูร่ ่วมกับผู้อ่นื ได้อย่างมี - มจี นิ ตนาการและ
มาตรฐานที่ 5 ความสขุ และปฏิบัติตนเป็น ความคิดสรา้ งสรรค์
- มคี ณุ ธรรม จริยธรรม สมาชกิ ที่ดีของสังคมไทยใน มาตรฐานท่ี 12
และมจี ิตใจท่ีดีงาม ระบอบประชาธปิ ไตยอันมี - มีเจตคติทดี่ ตี อ่ การ
พระมหากษัตริยเ์ ป็นประมขุ เรียนร้แู ละมีความสามารถ
ในการแสวงหาความรู้ได้
เหมาะสมกับวยั
สาระการเรยี นรู้
- เรื่องราวเก่ยี วกับตัวเด็ก
- บุคคลและสถานทแี่ วดล้อมเด็ก
- ธรรมชาติรอบตัว
- สงิ่ ต่างๆรอบตัวเด็ก
- สาระเพ่มิ เติม
หนว่ ยการเรียนรู้
- กจิ กรรมเคลือ่ นไหวและจังหวะ - กจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์
- กจิ กรรมเสริมประสบการณ์ - กิจกรรมการเล่นตามมุม
- กิจกรรมการเลน่ กลางแจง้ - กจิ กรรมเกมการศึกษา
ประเมินพฒั นาการ
แนวคดิ การจัดการศกึ ษาปฐมวัย
หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัย พทุ ธศกั ราช๒๕๖๐ พฒั นาขนึ้ บนแนวคดิ หลักสาคัญเกย่ี วกับ
พฒั นาการเด็กปฐมวัย โดยถอื ว่าการเล่นของเด็กเป็นหวั ใจสาคญั ของการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้
ภายใต้การจัดสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการทางานของสมอง ผ่านส่ือท่ตี ้องเออ้ื ให้เดก็ ได้เรยี นรผู้ า่ นการ
เลน่ ประสาทสัมผัสทงั้ หา้ โดยครจู าเป็นต้องเขา้ ใจและยอมรบั ว่าสังคมและวัฒนธรรมท่แี วดลอ้ มตวั เด็กมี
อิทธิพลต่อการเรียนรแู้ ละการพฒั นาศักยภาพและพัฒนาการของเดก็ แต่ละคน ทง้ั น้ี หลกั สตู รฉบับน้มี ี
แนวคิดในการจดั การศกึ ษาปฐมวัย ดงั นี้
๑. แนวคิดเกีย่ วกบั พัฒนาการเดก็ พัฒนาการของมนุษยเ์ ป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดขน้ึ
ตอ่ เนอ่ื งในตัวมนุษย์เร่ิมตงั้ แตป่ ฏิสนธิไปจนตลอดชวี ติ พฒั นาการของเด็กแตล่ ะคนจะมีลาดับขนั้ ตอน
ลักษณะเดียวกนั แตอ่ ตั ราและระยะเวลาในการผ่านขั้นตอนตา่ งๆอาจแตกต่างกนั ได้ขัน้ ตอนแรกๆจะเป็น
พื้นฐานสาหรบั พัฒนาการข้นั ตอ่ ไป พฒั นาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คมและสติปัญญา แต่ละ
สว่ นส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน เม่ือดา้ นหนง่ึ ก้าวหน้าอกี ดา้ นหนง่ึ จะกา้ วหนา้ ตามด้วยในทานองเดยี วกนั
ถา้ ด้านหนึง่ ดา้ นใดผิดปกติจะทาใหด้ า้ นอ่ืนๆผดิ ปกติตามดว้ ย แนวคิดเกย่ี วกบั ทฤษฎีพฒั นาการดา้ น
ร่างกายอธบิ ายว่าการเจริญเตบิ โตและพฒั นาการของเด็กมลี กั ษณะตอ่ เนือ่ งเป็นลาดับชน้ั เดก็ จะพัฒนา
ถึงขัน้ ใดจะต้องเกดิ วุฒิภาวะของความสามารถดา้ นนั้นก่อน สาหรบั ทฤษฎดี า้ นอารมณ์ จิตใจ และสังคม
อธบิ ายว่า การอบรมเลย้ี งดูในวยั เดก็ ส่งผลตอ่ บคุ ลิกภาพของเด็ก เมอ่ื เตบิ โตเป็นผ้ใู หญ่ ความรักและความ
อบอนุ่ เปน็ พืน้ ฐานของความเชื่อมน่ั ในตนเอง เด็กทไี่ ดร้ ับความรกั และความอบอุ่นจะมคี วามไว้วางใจใน
ผอู้ ่ืน เหน็ คุณค่าของตนเอง จะมีความเชอ่ื มนั่ ในความสามารถของตน ทางานร่วมกับผ้อู น่ื ไดด้ ี ซึง่ เป็น
พ้ืนฐานสาคญั ของความเป็นประชาธิปไตยและความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์และทฤษฎพี ฒั นาการดา้ น
สตปิ ัญญาอธิบายว่า เด็กเกดิ มาพร้อมวฒุ ิภาวะ ซ่ึงจะพฒั นาขนึ้ ตามอายุ ประสบการณ์ รวมทั้งคา่ นยิ ม
ทางสังคมและส่งิ แวดล้อมทเี่ ดก็ ได้รบั
๒. แนวคิดเกยี่ วกบั การเล่นของเดก็ การเล่นเป็นหัวใจสาคัญของการจัดประสบการณก์ าร
เรียนรู้ การเลน่ อย่างมีจดุ มงุ่ หมายเปน็ เคร่อื งมือการเรียนร้ขู ั้นพืน้ ฐานท่ถี ือเปน็ องค์ประกอบสาคัญใน
กระบวนการเรยี นรู้ของเด็ก ขณะท่ีเด็กเลน่ จะเกดิ การเรยี นรไู้ ปพร้อมๆกนั ด้วย จากการเล่นเด็กจะมี
โอกาสเคล่อื นไหวสว่ นต่างๆของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัสและการรบั รผู้ ่อนคลายอารมณ์ และ
แสดงออกของตนเอง เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อน่ื เด็กจะรสู้ กึ สนกุ สนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสทา
การทดลอง คดิ สร้างสรรค์ คดิ แก้ปัญหาและคน้ พบดว้ ยตนเอง การเล่นช่วยให้เดก็ เรียนรสู้ ่งิ แวดลอ้ ม และ
ช่วยใหเ้ ด็กมีพฒั นาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคมและสตปิ ัญญา ดังนั้นเดก็ ควรมีโอกาสเลน่
ปฏสิ ัมพนั ธ์กบั บุคคล ส่ิงแวดล้อมรอบตวั และเลือกกจิ กรรมการเลน่ ด้วยตนเอง
๓. แนวคิดเกย่ี วกับการทางานของสมอง สมองเป็นอวยั วะที่มคี วามสาคญั ที่สดุ ในร่างกายของ
คนเรา เพราะการทมี่ นุษย์สามารถเรียนรสู้ ่ิงตา่ งๆไดน้ นั้ ตอ้ งอาศัยสมองและระบบประสาทเปน็ พน้ื ฐาน
การรบั รู้ รับความร้สู กึ จากประสาทสมั ผัสทั้งห้า การเชื่อมโยงต่อกันของเซลล์สมองสว่ นมากเกดิ ขึน้ กอ่ น
อายุ ๕ ปี และปฏิสัมพนั ธ์แรกเริม่ ระหวา่ งเดก็ กับผู้ใหญ่ มผี ลโดยตรงต่อการสร้างเซลลส์ มองและจุดเชื่อม
ตอ่ โดยในชว่ ง ๓ ปีแรกของชีวติ สมองเจริญเตบิ โตอย่างรวดเร็วมาก มกี ารสร้างเซลลส์ มองและจดุ เชือ่ ม
ตอ่ ขึ้นมามากมาย มีการสรา้ งไขมนั หรอื มนั สมองหุ้มล้อมรอบเสน้ ใยสมองด้วย พอเด็กอายุ ๓ ปี สมองจะ
มขี นาดประมาณ ๘๐ % ของสมองผู้ใหญ่ มีเซลล์สมองนบั หมน่ื ลา้ นเซลล์ เซลล์สมองและจดุ เชือ่ มตอ่
เหลา่ นี้ยง่ิ ได้รบั การกระตุ้นมากเท่าใด การเชื่อมตอ่ กันระหว่างเซลล์สมองย่งิ มีมากขึ้นและความสามารถ
ทางการคิดยิ่งมมี ากขึ้นเทา่ นัน้ ถา้ หากเด็กขาดการกระตนุ้ หรอื ส่งเสริมจากส่ิงแวดล้อมทเ่ี หมาะสม เซลล์
สมองและจุดเช่อื มต่อท่ีสร้างข้นึ มาก็จะหายไป เดก็ ท่ีไดร้ บั ความเครียดอย่ตู ลอดเวลาจะทาใหข้ าด
ความสามารถทจี่ ะเรียนรู้ อยา่ งไรก็ตาม สว่ นต่างๆของสมองเจรญิ เตบิ โตและเริ่มมีความสามารถในการ
ทาหนา้ ทใ่ี นชว่ งเวลาต่างกัน จงึ อธิบายไดว้ ่าการเรยี นรู้ทกั ษะบางอย่างจะเกิดข้ึนไดด้ ีทีส่ ุดเฉพาะใน
ช่วงเวลาหน่ึงที่เรียกว่า”หน้าตา่ งของโอกาสการเรยี นรู้” ซึ่งเป็นช่วงทีพ่ ่อแม่ ผู้เลีย้ งดูและครูสามารถช่วย
ให้เดก็ เรียนร้แู ละพฒั นาส่ิงนัน้ ๆได้ดีทีส่ ดุ เม่ือพน้ ชว่ งน้ไี ปแลว้ โอกาสนั้นจะฝกึ ยากหรือเด็กอาจทาไมไ่ ด้
เลย เชน่ การเชอื่ มโยงวงจรประสาทของการมองเห็นและรับรภู้ าพจะตอ้ งไดร้ ับการกระต้นุ ทางานต้งั แต่
๓ หรือ ๔ เดอื นแรกของชีวิตจึงจะมพี ัฒนาการตามปกติ ชว่ งเวลาของการเรยี นภาษาคอื อายุ ๓ – ๕ ปี
แรกของชวี ติ เด็กจะพูดไดช้ ดั คล่องและถูกต้อง โดยการพฒั นาจากการพดู เปน็ คาๆมาเป็นประโยคและ
เลา่ เรอื่ งได้ เป็นต้น
๔. แนวคิดเก่ียวกับส่อื การเรยี นรู้ สอื่ การเรียนรู้ทาใหเ้ ด็กเกดิ การเรียนรู้ตามจุดประสงค์ท่ีวางไว้
ทาใหส้ ิ่งทีเ่ ป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรปู ธรรมทเ่ี ด็กเข้าใจและเรียนรไู้ ด้งา่ ย รวดเรว็ เพลิดเพลนิ
เกิดการเรียนรูแ้ ละคน้ พบดว้ ยตนเอง การใชส้ อื่ การเรยี นร้ตู ้องปลอดภยั ต่อตัวเดก็ และเหมาะสมกับวยั วุฒิ
ภาวะ ความแตกต่างระหว่างบคุ คล ความสนใจ และความตอ้ งการของเดก็ ท่ีหลากหลาย สื่อประกอบการ
จดั กจิ กรรมเพอ่ื พฒั นาเดก็ ปฐมวัยควรมีส่อื ทง้ั ทีเ่ ป็นประเภท ๒ มติ ิและ/หรอื ๓ มิติ ทเี่ ป็นสื่อของจริง ส่ือ
ธรรมชาติ สื่อทอ่ี ยู่ใกลต้ วั เด็ก ส่อื สะท้องวฒั นธรรม สอื่ ภูมิปัญญาทอ้ งถน่ิ ส่อื เพอื่ พฒั นาเด็กในดา้ นตา่ งๆ
ให้ครบทกุ ด้าน ท้งั น้ี ส่อื ต้องเอือ้ ให้เด็กเรียนรู้ผา่ นประสาทสมั ผัสท้งั ห้าโดยการจัดการใช้สอ่ื สาหรับเดก็
ปฐมวัยต้องเร่ิมตน้ จากส่ือของจริง ของจาลอง ภาพถา่ ย ภาพโครงร่างและสญั ลกั ษณ์ตามลาดับ
๕. แนวคดิ เกีย่ วกบั สังคมและวัฒนธรรม เดก็ เมอ่ื เกดิ มาจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและ
วฒั นธรรม ซึ่งไม่เพยี งแต่จะไดร้ ับอิทธิพลจากการปฏิบัติแบบด้งั เดิมตามประเพณี มรดก และความร้ขู อง
บรรพบรุ ุษ แตย่ งั ได้รับอิทธพิ ลจากประสบการณ์ ค่านยิ มและความเช่ือของบคุ คลในครอบครวั และ
ชุมชนของแตล่ ะทีด่ ว้ ย บรบิ ทของสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยหู่ รือแวดลอ้ มตวั เดก็ ทาให้เดก็ แต่ละ
คนแตกต่างกนั ไป ครจู าเป็นตอ้ งเขา้ ใจและยอมรับวา่ สังคมและวัฒนธรรมท่ีแวดลอ้ มตวั เด็ก มีอิทธพิ ลต่อ
การเรียนรู้ การพฒั นาศกั ยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ครูควรตอ้ งเรียนรบู้ ริบททางสงั คมและ
วัฒนธรรมของเด็กท่ตี นรับผิดชอบ เพ่อื ชว่ ยใหเ้ ด็กได้รับการพัฒนา เกิดการเรียนรู้และอยู่ในกล่มุ คนท่มี า
จากพน้ื ฐานเหมือนหรือตา่ งจากตนไดอ้ ยา่ งราบรานมีความสขุ เปน็ การเตรยี มเด็กไปส้สู ังคมในอนาคตกบั
การอยรู่ ว่ มกับผู้อนื่ การทางานรว่ มกับผ้อู ่ืนท่มี คี วามหลากหลายทางความคดิ ความเชอ่ื และวัฒนธรรม
เช่น ความคล้ายคลงึ และความแตกตา่ งระหวา่ งวัฒนธรรมไทยกบั ประเทศเพอื่ นบ้านเร่อื งศาสนา ประเทศ
พม่า ลาว กัมพูชากจ็ ะคล้ายคลงึ กบั คนไทยในการทาบุญตกั บาตร การสวดมนต์ไหวพ้ ระ การใหค้ วาม
เคารพพระสงฆ์ การทาบุญเล้ียงพระ การเวียนเทยี นเน่อื งในวันสาคญั ทางศาสนา ประเพณเี ข้าพรรษา
สาหรับประเทศมาเลเซยี บรูไน อินโดนเี ซยี ประชากรส่วนใหญน่ ับถือศาสนาอสิ ลามจึงมีวัฒนธรรมแบบ
อิสลาม ประเทศฟลิ ิปปนิ ส์ไดร้ ับอิทธพิ ลจากคริสต์ศาสนา ประเทศสิงคโปรแ์ ละเวยี ดนามนบั ถือหลาย
ศาสนา โดยนับถือลัทธิธรรมเนียมแบบจีนเป็นหลัก เปน็ ต้น
ปรชั ญาการศกึ ษาปฐมวยั โรงเรยี นวดั วชริ าลงกรณวราราม
โรงเรียนจดั การพัฒนาเด็กอายุ ๔-๕ ปีบนพน้ื ฐานการอบรมเล้ียงดแู ละส่งเสรมิ กระบวนการ
เรียนรู้ท่ีสอดคลอ้ งกบั การพฒั นาการทางสมองของเดก็ แต่ละคนใหเ้ ต็มตามศกั ยภาพ ผ่านการเลน่ การ
ชว่ ยเหลือตนเอง มที กั ษะในการดารงชวี ิตประจาวันตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ดว้ ยความรัก ความเข้าใจของทุกคน เพือ่ สรา้ งรากฐานคุณภาพชีวิต และพัฒนาเดก็ มพี ฒั นาการ
ทั้งดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปญั ญา
วิสยั ทัศน์
ภายในปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ โรงเรียน มุ่งเน้นพฒั นาเด็กอายุ ๔-๕ ปีให้มีพัฒนาการ
ทางดา้ นร่างกาย อารมณ์- จติ ใจ สังคม และสติปญั ญาเหมาะสมกับวัย เน้นใหเ้ ดก็ เรยี นรูผ้ ่านการเล่น
ช่วยเหลือตนเอง ดารงชีวิตตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และปลกู ฝังใหเ้ ดก็ มีนิสยั
การประหยัดอดออม โดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชมุ ชนและทกุ ฝุายทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
ภารกจิ หรือพนั ธกิจ
๑. พัฒนาหลกั สตู รสถานศกึ ษาท่ีมุ่งเนน้ พัฒนาการเด็กปฐมวยั ท้ัง ๔ ด้าน อย่างสมดุลและเต็ม
ศกั ยภาพ
๒. พัฒนาครูและบคุ ลากรดา้ นการจัดประสบการณท์ ส่ี ่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเล่นทมี่ จี ุดหมาย
อยา่ งต่อเนอ่ื ง
๓. สง่ เสรมิ สนับสนุนการจดั สภาพแวดล้อม ส่ือ เทคโนโลยแี ละแหลง่ เรียนร้ใู นการพัฒนาเด็ก
ปฐมวัย
๔. จดั ประสบการณก์ ารเรยี นรูท้ ห่ี ลากหลายซง่ึ สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมองของเด็ก โดยนา
หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงและแหล่งเรียนรู้ ภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน มาใช้เสรมิ สร้าง
พัฒนาการและการเรยี นรู้ของเด็ก
๕. สง่ เสรมิ การมีส่วนร่วมของผปู้ กครองและชมุ ชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัย
เปา้ หมาย
๑. เด็กปฐมวยั ทุกคนไดร้ ับการพัฒนาดา้ นร่างกาย อารมณ์-จติ ใจ สงั คม และสติปัญญาเปน็ องค์
รวมอยา่ งสมดุลและมคี วามสุข
๒. ครมู ีความรู้ ความเขา้ ใจ และสามารถจัดประสบการณท์ สี่ ง่ เสรมิ การเรียนรผู้ ่านการเล่นโดยใช้
กระบวนการวางแผน การปฏบิ ตั ิ และการทบทวน
๓. มีสภาพแวดลอ้ ม สอ่ื เทคโนโลยี และแหลง่ เรยี นร้ทู ่ีเอ้อื ตอ่ การสง่ เสริมพฒั นาการเดก็ ปฐมวัย
อยา่ งพอเพียง
๔. ผูป้ กครอง ชมุ ชน และหน่วยงานท่เี กย่ี วข้องมสี ่วนรว่ มในการพฒั นาเด็กปฐมวยั
จุดหมาย
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั มงุ่ ให้เดก็ มีพฒั นาการตามวยั เตม็ ตามศักยภาพ และเมอื่ มี
ความพรอ้ มในการเรยี นรูต้ ่อไป จงึ กาหนดจดุ หมายเพื่อใหเ้ กดิ กับเด็กเมื่อเด็กจบการศึกษา
ระดับปฐมวัย ดงั นี้
๑. มรี ่างกายเจรญิ เตบิ โตตามวัย แขง็ แรง และมสี ขุ นสิ ัยท่ดี ี
๒. มสี ุขภาพจิตดี มีสนุ ทรียภาพ มคี ุณธรรม จริยธรรมและจิตใจท่ีดงี าม
๓. มีทักษะชวี ติ และปฏบิ ตั ติ นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง มวี ินยั และอยู่
ร่วมกับผอู้ ื่นไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
๔. มที กั ษะการคิด การใช้ภาษาสอ่ื สาร และการแสวงหาความรูไ้ ดเ้ หมาะสมกบั วัย
พฒั นาการเดก็ ปฐมวัย
พัฒนาการของเด็กปฐมวยั ดา้ นร่างกาย จิตใจ สงั คม และสติปญั ญาแสดงใหเ้ หน็ ถึงการเปล่ียนแปลงทีเ่ กดิ ขึ้น
ตามวุฒิภาวะและสภาพแวดล้อมท่ีเด็กไดร้ บั พฒั นาการเดก็ ในแตล่ ะช่วงวัยอาจเรว็ หรอื ช้าแตกต่างกนั ไป
ในเด็กแตล่ ะคน มรี ายละเอยี ด ดังนี้
๑. พฒั นาการดา้ นร่างกาย เป็นพฒั นาการท่เี ป็นผลมาจากการเปลยี่ นแปลงในทางท่ดี ีขึน้ ของร่างกายในด้าน
โครงสร้างของร่างกาย ดา้ นความสามารถในการเคลื่อนไหว และดา้ นการมสี ุขภาพอนามัยที่ดี รวมถงึ การใช้สัมผสั รับรู้
การใชต้ าและมือประสานกันในการทากิจกรรมต่างๆ เด็กอายุ ๓-๕ ปีมีการเจริญเติบโตรวดเรว็ โดยเฉพาะ
ในเร่ืองนา้ หนักและส่วนสูง กลา้ มเนือ้ ใหญจ่ ะมีความกา้ วหน้ามากกวา่ กล้ามเนื้อเล็ก สามารถบงั คบั การเคล่ือนไหวของ
รา่ งกายได้ดี มคี วามคล่องแคล่วว่องไวในการเดิน สามารถว่งิ กระโดด ควบคุมและบังคบั การทรงตวั ได้ดี
จงึ ชอบเคลอื่ นไหว ไม่หยดุ นง่ิ พร้อมที่จะออกกาลังและเคลื่อนไหวในลกั ษณะต่างๆส่วนกล้ามเนือ้ เล็กและ
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างตาและมอื ยังไมส่ มบรู ณ์ การสัมผัสหรือการใชม้ ือมีความละเอยี ดข้ึน ใชม้ ือหยิบจับสิง่ ของตา่ งๆได้
มากขึน้ ถา้ เดก็ ไมเ่ ครยี ดหรอื กังวลจะสามารถทากิจกรรมท่ีพัฒนากลา้ มเน้ือเล็กได้ดีและนานขึน้
๒. พัฒนาการดา้ นอารมณ์ จิตใจ เปน็ ความสามารถในการรู้สึกและแสดงความรู้สึกของเด็ก เช่นพอใจ
ไมพ่ อใจ รกั ชอบ สนใจ เกียด โดยทเ่ี ดก็ ร้จู กั ควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมกบั วัยและสถานการณ์ เผชญิ กบั
เหตุการณ์ต่างๆ ตลอดจนการสรา้ งความรู้สกึ ทีด่ ีและการนบั ถอื ตนเอง เด็กอายุ ๓-๕ ปจี ะแสดงความรู้สึกอย่างเต็มที่
ไมป่ ิดบงั ชอ่ นเร้น เชน่ ดีใจ เสียใจ โกรธแตจ่ ะเกดิ เพยี งช่ัวครแู่ ล้วหายไปการทีเ่ ดก็ เปลยี่ นแปลงอารมณ์งา่ ยเพราะมี
ช่วงความสนใจระยะส้ัน เม่ือมีสง่ิ ใดน่าสนใจกจ็ ะเปล่ยี นความสนใจไปตามส่ิงนัน้ เด็กวันนมี้ ักหวาดกลวั ส่ิงต่างๆ เชน่
ความมืด หรือสัตวต์ ่างๆ ความกลัวของเดก็ เกิดจากจนิ ตนาการ ซึง่ เดก็ ว่าเป็นเร่ืองจริงสาหรบั ตน เพราะยังสบั สน
ระหว่างเร่อื งปรงุ แตง่ และเร่อื งจรงิ ความสามารถแสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณอ์ ย่างเหมาะสมกับวยั
รวมถึงช่ืนชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อ่นื เพราะยึดตัวเองเป็นศนู ยก์ ลางน้อยลงและต้องการความ
สนใจจากผ้อู ่นื มากข้ึน
๓. พฒั นาการด้านสังคม เปน็ ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมคร้ังแรกในครอบครัว โดยมี
ปฏิสมั พันธ์กับพ่อแมแ่ ละพน่ี ้อง เมอ่ื โตขน้ึ ต้องไปสถานศึกษา เดก็ เรม่ิ เรยี นรูก้ ารตดิ ตอ่ และการมสี ัมพันธก์ ับบุคคลนอก
ครอบครวั โดยเฉพาะอย่างยง่ิ เด็กในวัยเดยี วกัน เดก็ ได้เรยี นรู้การปรับตัวใหเ้ ขา้ สงั คมกับเดก็ อน่ื พร้อมๆกบั ร้จู ักรว่ มมือ
ในการเล่นกับกล่มุ เพ่ือน เจตคตแิ ละพฤติกรรมทางสงั คมของเดก็ จะก่อขนึ้ ในวยั นแี้ ละจะแฝงแนน่ ยากที่จะ
เปล่ียนแปลงในวยั ต่อมา ดังนั้น จึงอาจกลา่ วไดว้ า่ พฤติกรรมทางสังคมของเด็กวยั นี้ มี ๒ ลกั ษณะ คอื ลักษณะแรกนน้ั
เป็นความสัมพันธ์กบั ผใู้ หญ่และลกั ษณะทสี่ องเป็นความสัมพนั ธ์กับเด็กในวัยใกล้เคยี งกัน
๔. ด้านสติปญั ญา ความคิดของเด็กวยั น้มี ลี ักษณะยึดตนเองเป็นศนู ย์กลาง ยงั ไมส่ ามารถเขา้ ใจความรู้สึกของ
คนอ่ืน เด็กมคี วามคดิ เพียงแต่ว่าทุกคนมองสง่ิ ตา่ งๆรอบตวั และรู้สกึ ต่อส่ิงต่างๆ เหมือนตนเอง ความคดิ ของตนเอง
เปน็ ใหญท่ ส่ี ดุ เม่ืออายุ ๔-๕ ปี เด็กสามารถโตต้ อบหรือมีปฏิสมั พันธก์ ับวตั ถสุ ิ่งของท่ีอยรู่ อบตัวได้ สามารถจาสง่ิ ต่างๆ
ที่ไดก้ ระทาซา้ กนั บ่อยๆ ไดด้ ี เรยี นรูส้ ่ิงตา่ งๆ ไดด้ ีข้นึ แต่ยังอาศัยการรับรูเ้ ปน็ ส่วนใหญ่ แก้ปญั หาการลองผดิ ลองถูก
จากการรับรูม้ ากกวา่ การใชเ้ หตผุ ลความคดิ รวบยอดเกยี่ วกับสง่ิ ต่างๆ ท่ีอยู่รอบตัวพฒั นาอยา่ งรวดเรว็ ตามอายุท่ี
เพม่ิ ขน้ึ ในสว่ นของพัฒนาการทางภาษา เดก็ วยั นีเ้ ป็นระยะเวลาของการพฒั นาภาษาอย่างรวดเร็ว โดยมกี ารฝกึ ฝน
การใชภ้ าษาจากการทากิจกรรมตา่ ง ๆ ในรูปของการพูดคยุ การตอบคาถาม การเล่าเร่ือง การเลา่ นทิ านและการทา
กิจกรรมตา่ ง ๆ ท เกยี่ วข้องกับการใชภ้ าษาในสถานศกึ ษา เด็กปฐมวัยสามารถ ใชภ้ าษาแทนความคิดของตนและใช้
ภาษาในการติดต่อสมั พนั ธ์กับคนอื่นไดค้ าพดู ของเด็กวยั น้ี อาจจะทาให้ผใู้ หญ่บางคนเข้าใจว่าเดก็ รู้มากแลว้ แตท่ ่ีจรงิ
เดก็ ยงั ไม่เข้าใจความหมายของคาและเรื่องราวลกึ ซ้ึงนกั
มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัยกาหนดมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงคจ์ านวน ๑๒ มาตรฐาน ประกอบดว้ ย
๑.พฒั นาการด้านรา่ งกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี ๑ ร่างกายเจริญเตบิ โตตามวยั และมีสุขนิสัยทดี่ ี
มาตรฐานท่ี ๒ กลา้ มเน้ือใหญ่และกล้ามเนื้อเลก็ แขง็ แรงใชไ้ ดอ้ ย่างคล่องแคลว่ และประสาน
สัมพันธ์กัน
๒.พัฒนาการด้านอารมณ์ จติ ใจ ประกอบดว้ ย ๓ มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี ๓ มีสขุ ภาพจิตดีและมีความสุข
มาตรฐานที่ ๔ ชนื่ ชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานท่ี ๕ มีคุณธรรม จริยธรรม และมจี ติ ใจทด่ี ีงาม
๓.พฒั นาการดา้ นสังคม ประกอบด้วย ๓ มาตรฐานคือ
มาตรฐานที่ ๖ มที กั ษะชีวติ และปฏบิ ตั ติ นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาตรฐานที่ ๗ รักธรรมชาติ สงิ่ แวดล้อม วัฒนธรรม และความเปน็ ไทย
มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อยา่ งมีความสุขและปฏบิ ตั ิตนเป็นสมาชิกทด่ี ีของสงั คมใน
ระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุข
๔.พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบดว้ ย ๔ มาตรฐานคอื
มาตรฐานท่ี ๙ ใช้ภาษาส่ือสารได้เหมาะสมกบั วัย
มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคิดทเ่ี ป็นพื้นฐานการเรยี นรู้
มาตรฐานท่ี ๑๑ มจี นิ ตนาการและความคดิ สร้างสรรค์
มาตรฐานที่ ๑๒ มเี จตคติที่ดตี ่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรูไ้ ด้
เหมาะสมกับวยั
ตวั บง่ ช้ี
ตวั บ่งชเี้ ป็นเปูาหมายในการพัฒนาเด็กท่มี ีความสมั พันธ์สอดคล้องกับมาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์
สภาพที่พงึ ประสงค์
สภาพท่ีพึงประสงค์เป็นพฤตกิ รรมหรอื ความสามารถตามวัยท่ีคาดหวงั ให้เด็กเกิด บนพนื้ ฐานพัฒนาการตาม
วัยหรือความสามารถตามธรรมชาติในแตล่ ะระดบั อายุเพอื่ นาไปใชใ้ นการกาหนดสาระเรียนรู้ใน การจดั ประสบการณ์
กิจกรรมและประเมนิ พัฒนาการเดก็ โดยมรี ายละเอยี ดของมาตรฐาน มาตรฐานคณุ ลักษณะที่พงึ ประสงค์ ตัวบ่งชี้ และ
สภาพที่พึงประสงค์ ดังน้ี
มาตรฐานท่ี ๑ ร่างกายเจรญิ เตบิ โตตามวัยเดก็ มสี ุขนสิ ัยทด่ี ี
ตวั บ่งชีท้ ี่ ๑.๑ มีน้าหนักและส่วนสงู ตามเกณฑ์
สภาพท่พี ึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-น้าหนกั และส่วนสงู ตามเกณฑข์ อง -น้าหนกั และส่วนสูงตามเกณฑข์ อง -น้าหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ของ
กรมอนามยั กรมอนามัย กรมอนามัย
ตวั บง่ ชที้ ี่ ๑.๒ มีสขุ ภาพอนามยั สุขนสิ ัยทด่ี ี
สภาพที่พึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-ยอมรบั ประทานอาหารที่มี -รับประทานอาหารทมี่ ปี ระโยชน์ -รบั ประทานอาหารทมี่ ีประโยชน์ได้
หลายชนดิ และดืม่ น้าสะอาดไดด้ ว้ ย
ประโยชน์และดื่มน้าที่สะอาดเม่อื มี และด่มื น้าสะอาดดว้ ยตนเอง ตนเอง
ผูช้ ้แี นะ
-ลา้ งมอื ก่อนรบั ประทานอาหารและ -ลา้ งมือก่อนรบั ประทานอาหารและ -ลา้ งมอื ก่อนรับประทานอาหารและ
หลังจากใช้หอ้ งนา้ ห้องสว้ มเม่ือมีผู้ หลงั จากใช้หอ้ งนา้ ห้องสว้ มด้วย หลงั จากใช้ห้องนา้ ห้องส้วมด้วย
ชีแ้ นะ ตนเอง ตนเอง
-นอนพักผ่อนเปน็ เวลา -นอนพกั ผ่อนเปน็ เวลา -นอนพกั ผ่อนเป็นเวลา
-ออกกาลังกายเป็นเวลา -ออกกาลังกายเปน็ เวลา -ออกกาลังกายเปน็ เวลา
ตัวบง่ ชท้ี ่ี ๑.๓ รักษาความปลอดภยั ของตนเองและผู้อนื่
สภาพท่ีพงึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-เล่นและทากิจกรรมอยา่ งปลอดภัย -เลน่ และทากจิ กรรมอยา่ งปลอดภยั -เลน่ และทากิจกรรมและปฏิบัติต่อ
เมื่อมีผูช้ แี้ นะ ด้วยตนเอง ผูอ้ ่ืนอย่างปลอดภยั
มาตรฐานท่ี ๒ กล้ามเน้ือใหญแ่ ละกล้ามเน้ือเล็กแขง็ แรงใชไ้ ดอ้ ย่างคล่องแคลว่ และประสาน
สัมพนั ธ์กนั
ตัวบ่งชที้ ี่ ๒.๑ เคล่อื นไหวร่างกายอยา่ งคล่องแคล่วประสานสมั พนั ธ์และทรงตัวได้
สภาพทพ่ี งึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-เดนิ ตามแนวที่กาหนดได้ -เดนิ ตอ่ เทา้ ไปขา้ งหนา้ เปน็ เส้นตรง -เดนิ ต่อเทา้ ถอยหลงั เป็นเสน้ ตรงได้โดย
ไดโ้ ดยไม่ต้องกางแขน ไม่ต้องกางเกง
-กระโดดสองขา ขึน้ ลงอยู่กบั ทีไ่ ด้ -กระโดดขาเดยี วอยกู่ ับทไ่ี ด้โดยไม่ -กระโดดขาเดียว ไปข้างหนา้ ได้อยา่ ง
เสยี การทรงตวั ตอ่ เนอ่ื งโดยไม่เสียการทรงตวั
-ว่ิงแลว้ หยุดได้ -วิ่งหลบหลีกสิ่งกดี ขวางได้ -วิ่งหลบหลีกส่งิ กดี ขวางได้อย่าง
คลอ่ งแคลว่
-รบั ลกู บอลโดยใชม้ อื และลาตัวชว่ ย -รับลูกบอลไดด้ ว้ ยมือท้ังสองข้าง -รับลูกบอลท่กี ระดอนขึน้ จากพื้นได้
ตัวบ่งช้ที ่ี ๒.๓ ใช้มอื -ตาประสานสัมพันธก์ นั
สภาพทพี่ ึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-ใชก้ รรไกรตัดกระดาขาดจากกนั ได้ -ใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนว -ใช้กรรไกรตดั กระดาษตามแนวเส้นโคง้
โดยใช้มอื เดียว เสน้ ตรงได้ ได้
-เขยี นรปู วงกลมตามแบบได้ -เขยี นรปู ส่ีเหลีย่ มตามแบบได้อยา่ ง -เขยี นรปู สามเหล่ียมตามแบบได้อยา่ งมี
มีมมุ ชดั เจน มมุ ชดั เจน
-ร้อยวสั ดุทม่ี ีรขู นาดเสน้ ผา่ น -รอ้ ยวสั ดุทม่ี ีรูจนาดเสน้ ผ่านศูนย์ -รอ้ ยวสั ดุท่ีมรี ูขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลาง
ศนู ยก์ ลาง ๑ ซม.ได้
๐.๕ ซม.ได้ ๐.๒๕ ซม.ได้
๒.พฒั นาการดา้ นอารมณ์ จติ ใจ
มาตรฐานที่ ๓ มีสขุ ภาพจติ ดีและมคี วามสุข
ตัวบง่ ชที้ ี่ ๓.๑ แสดงออกทางอารมณ์อยา่ งเหมาะสม
สภาพที่พึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-แสดงอารมณ์ ความรู้สกึ ได้ -แสดงอารมณ์ ความร้สู ึกได้ตาม -แสดงอารมณ์ ความรสู้ ึกได้สอดคล้อง
เหมาะสมกับบางสถานการณ์ สถานการณ์ กับสถานการณ์อย่างเหมาะสม
ตัวบง่ ชี้ท่ี ๓.๒ มคี วามรู้สกึ ที่ดีตอ่ ตนเองและผู้อืน่
สภาพท่ีพึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-กลา้ พดู กล้าแสดงออก -กล้าพดู กลา้ แสดงออกอยา่ งเหมาะสม -กล้าพูดกล้าแสดงออกอยา่ งเหมาะสมตาม
บางสถานการณ์ สถานการณ์
-แสดงความพอใจในผลงานตนเอง -แสดงความพอใจในผลงานและ -แสดงความพอใจในผลงานและ
ความสามารถของตนเอง ความสามารถของตนเองและผ้อู น่ื
มาตรฐานท่ี ๔ ชน่ื ชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว
ตัวบง่ ชท้ี ่ี ๔.๑ สนใจและมคี วามสขุ และแสดงออกผ่านงานศิลปะ ดนตรีและการเคลอ่ื นไหว
สภาพทีพ่ ึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-สนใจและมคี วามสุขและแสดงออกผา่ น -สนใจและมคี วามสุขและแสดงออก -สนใจและมคี วามสุขและแสดงออก
งานศิลปะ ผา่ นงานศิลปะ ผ่านงานศิลปะ
-สนใจ มคี วามสุขและแสดงออกผา่ น -สนใจ มคี วามสขุ และแสดงออกผ่าน -สนใจ มีความสุขและแสดงออกผา่ น
เสียงเพลง ดนตรี
เสยี งเพลง ดนตรี เสียงเพลง ดนตรี
-สนใจ มีความสขุ และแสดงท่าทาง/ -สนใจ มคี วามสุขและแสดงท่าทาง/ -สนใจ มคี วามสุขและแสดงท่าทาง/
เคลือ่ นไหวประกอบเพลง จงั หวะและ
ดนตรี เคล่อื นไหวประกอบเพลง จงั หวะ เคลอ่ื นไหวประกอบเพลง จังหวะและ
และ ดนตรี ดนตรี
มาตรฐานที่ ๕ มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและมจี ติ ใจท่ีดีงาม
ตวั บ่งชีท้ ่ี ๕.๑ ซ่ือสัตย์ สุจริต
สภาพทพี่ งึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-บอกหรือช้ีได้ว่าสงิ่ ใดเป็นของตนเองและ - ขออนุญาตหรอื รอคอยเมื่อต้องการ - ขออนุญาตหรอื รอคอยเมื่อต้องการ
สิ่งใดเปน็ ของผ้อู น่ื ส่ิงของของผู้อ่ืนเม่ือมผี ู้ช้ีแนะ ส่งิ ของของผู้อนื่ ดว้ ยตนเอง
ตวั บ่งชี้ท่ี ๕.๒ มีความเมตตา กรณุ า มนี ้าใจและช่วยเหลือแบ่งปัน
สภาพที่พึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-แสดงความรกั เพ่อื นและมีเมตตาสตั ว์ -แสดงความรกั เพ่อื นและมีเมตตา -แสดงความรกั เพอื่ นและมีเมตตาสัตว์
เลย้ี ง
สตั ว์เลี้ยง เลี้ยง
สภาพทีพ่ ึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-แบง่ ปันสงิ่ ของใหผ้ อู้ ืน่ ไดเ้ มื่อมีผชู้ ี้แนะ -ชว่ ยเหลือและแบง่ ปันผูอ้ ่นื ได้เมอ่ื มีผู้ -ช่วยเหลอื และแบง่ ปันผ้อู ่ืนได้ด้วย
ชีแ้ นะ ตนเอง
ตัวบ่งช้ีที่ ๕.๓ มคี วามเหน็ อกเห็นใจผอู้ นื่
สภาพที่พึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-แสดงสหี นา้ หรือทา่ ทางรับร้คู วามรสู้ กึ -แสดงสีหนา้ หรือทา่ ทางรบั รู้ -แสดงสีหน้าหรอื ทา่ ทางรบั รู้ความรสู้ กึ
ผอู้ นื่ ความรูส้ ึกผูอ้ ่ืน ผ้อู ื่นอย่างสอดคล้องกบสถานการณ์
ตวั บง่ ชี้ท่ี ๕.๔มีความรับผดิ ชอบ
สภาพทีพ่ ึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-ทางานที่ได้รับมอบหมายจนสาเร็จเมอ่ื มี -ทางานท่ีไดร้ ับมอบหมายจนสาเรจ็ -ทางานทไ่ี ด้รับมอบหมายจนสาเร็จ
ผูช้ ว่ ยเหลอื เมือ่ มผี ้ชู ้ีแนะ ด้วยตนเอง
๓.พฒั นาการด้านสังคม
มาตรฐานที่ ๖ มีทักษะชีวติ และปฏิบัติตนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ตวั บ่งชท้ี ่ี ๖.๑ ช่วยเหลอื ตนเองในการปฏิบัตกิ จิ วตั รประจาวัน
สภาพที่พึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
- แตง่ ตัวโดยมีผชู้ ว่ ยเหลอื - แต่งตวั ด้วยตนเอง - แต่งตัวดว้ ยตนเองไดอ้ ยา่ ง
คล่องแคลว่
อายุ ๓ ปี สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๕ ปี
- รบั ประทานอาหารด้วยตนเอง อายุ ๔ ปี
- รบั ประทานอาหารดว้ ยตนเองอย่าง
-ใชห้ ้องน้าห้องสว้ มโดยมผี ู้ช่วยเหลอื -รับประทานอาหารดว้ ยตนเอง ถูกวิธี
-ใชห้ ้องน้าหอ้ งสว้ มดว้ ยตนเอง -ใชแ้ ละทาความสะอาดหลังใชห้ ้องนา้
ห้องสว้ มด้วยตนเอง
ตัวบง่ ช้ที ี่ ๖.๒ มีวนิ ัยในตนอง
สภาพทพ่ี ึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-เก็บของเล่นของใชเ้ ขา้ ที่เมื่อมีผูช้ ้ีแนะ -เก็บของเล่นของใช้เข้าทด่ี ้วยตนเอง -เก็บของเล่นของใช้เขา้ ทอี่ ยา่ ง
เรียบร้อยด้วยตนเอง
-เขา้ แถวตาลาดบั ก่อนหลงั ได้เม่อื มีผู้ชี้แนะ -เข้าแถวตาลาดบั ก่อนหลังได้ดว้ ย -เขา้ แถวตาลาดับก่อนหลังได้ดว้ ย
ตนเอง ตนเอง
ตวั บ่งชที้ ่ี ๖.๓ ประหยดั และพอเพยี ง
สภาพทีพ่ งึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-ใช้สงิ่ ของเคร่ืองใช้อยา่ งประหยดั และ -ใชส้ งิ่ ของเครื่องใช้อย่างประหยัด -ใช้ส่งิ ของเคร่ืองใช้อยา่ งประหยดั และ
พอเพียงเม่ือมผี ชู้ ้แี นะ และพอเพียงเม่ือมีผู้ช้ีแนะ
พอเพยี งด้วยตนเอง
มาตรฐานที่ ๗ รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วฒั นธรรม และความเปน็ ไทย
ตัวบ่งช้ีท่ี ๗.๑ ดแู ลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สภาพทีพ่ งึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาธรรมชาติและ -มสี ่วนร่วมในการดแู ลรกั ษา -มสี ว่ นร่วมในการดแู ลรกั ษาธรรมชาติและ
สง่ิ แวดล้อมดว้ ยตนเอง
ส่ิงแวดลอ้ มเม่ือมผี ชู้ แี้ นะ ธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มเม่ือมผี ู้
-ทงิ้ ขยะไดถ้ ูกที่
ช้ีแนะ
-ทิ้งขยะได้ถูกท่ี -ทิง้ ขยะได้ถูกท่ี
ตัวบ่งชี้ที่ ๗.๒ มีมารยาทตามวัฒนธรรมไทยและรักความเปน็ ไทย
สภาพที่พงึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
ปฏบิ ัตติ นตามมารยาทไทยได้ เมอ่ื มีผู้ -ปฏิบัติตนตามมารยาทไทยได้ด้วย -ปฏบิ ัติตนตามมารยาทไทยได้ ตาม
ช้ีแนะ ตนเอง กาลเทศะ
-กลา่ วคาขอบคณุ และขอโทษเมือ่ มีผูช้ ี้แนะ -กล่าวคาขอบคุณและขอโทษดว้ ย -กล่าวคาขอบคุณและขอโทษดว้ ยตนเอง
ตนเอง -ยนื ตรงและรว่ มรอ้ งเพลงชาติไทยและ
เพลงสรรเสริญพระมารมี
-หยุดเมอื่ ได้ยินเพลงชาติไทยและเพลง -หยุดเมอื่ ได้ยนิ เพลงชาติไทยและ
สรรเสรญิ พระบารมี เพลงสรรเสริญพระบารมี
มาตรฐานท่ี ๘ อยู่รว่ มกับผอู้ น่ื ได้อยา่ งมีความสุขและปฏิบัติตนเปน็ สมาชิกทดี่ ีของสงั คมใน
ระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
ตวั บง่ ชท้ี ี่ ๘.๑ ยอมรับความเหมือนและความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
สภาพท่พี งึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-เล่นและทากจิ กรรมร่วมกับเดก็ ท่แี ตกตา่ ง -เล่นและทากิจกรรมร่วมกบั กลุ่มเดก็ -เล่นและทากิจกรรมร่วมกบั เดก็ ที่
ไปจากตน ทแ่ี ตกต่างไปจากตน แตกตา่ งไปจากตน
ตวั บง่ ช้ที ี่ ๘.๒ มีปฏิสัมพันธ์ทดี่ กี ับผู้อน่ื
สภาพท่ีพงึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-เลน่ ร่วมกบั เพ่ือน -เล่นหรือทางานรว่ มกบั เพื่อนเป็น -เลน่ หรือทางานร่วมกับเพื่อนอยา่ งมี
กลุ่ม เปาู หมาย
-ย้ิมหรือทกั ทายผใู้ หญแ่ ละบคุ คลที่ค้นุ เคย -ยมิ้ หรอื ทักทายหรอื พดู คยุ กับผใู้ หญ่ -ยมิ้ หรอื ทักทายหรอื พูดคยุ กบั ผู้ใหญแ่ ละ
เมือ่ มีผ้ชู แี้ นะ และบุคคลท่คี นุ้ เคยไดด้ ้วยตนเอง บุคคลทค่ี นุ้ เคยได้เหมาะสมกับ
สถานการณ์
ตวั บ่งชี้ท่ี ๘.๓ ปฏบิ ัตติ นเบ้ืองตน้ ในการเปน็ สมาชกิ ท่ดี ขี องสังคม
สภาพทพี่ ึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-ปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลงเมื่อมผี ูช้ ี้แนะ -มสี ่วนรว่ มสรา้ งขอ้ ตกลงและปฏิบตั ิ -มีสว่ นร่วมสรา้ งขอ้ ตกลงและปฏบิ ตั ิตาม
ตามข้อตกลงเมือ่ มผี ้ชู แี้ นะ ขอ้ ตกลงด้วยตนเอง
-ปฏิบัติตนเป็นผูน้ าและผตู้ ามเม่อื มผี ูช้ ้ีแนะ -ปฏบิ ัตติ นเป็นผนู้ าและผู้ตามทีด่ ไี ด้ -ปฏิบัตติ นเป็นผ้นู าและผตู้ ามได้
ด้วยตนเอง เหมาะสมกบั สถานการณ์
-ยอมรับการประนปี ระนอมแก้ไขปัญหา -ประนีประนอมแก้ไขปญั หาโดย -ประนปี ระนอมแก้ไขปัญหาโดย
เมอ่ื มผี ้ชู ีแ้ นะ ปราศจากการใชค้ วามรนุ แรงเมอ่ื มผี ู้ ปราศจากการใชค้ วามรนุ แรงดว้ ยตนเอง
ชแ้ี นะ
๕. ด้านสติปญั ญา
มาตรฐานท่ี ๙ ใช้ภาษาสื่อสารไดเ้ หมาะสมกบั วยั
ตวั บง่ ช้ีที่ ๙.๑ สนทนาโต้ตอบและเลา่ เรอื่ งให้ผู้อน่ื เขา้ ใจ
สภาพที่พงึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-ฟงั ผอู้ ื่นพูดจนจบและโต้ตอบเกี่ยวกบั เรื่อง -ฟงั ผ้อู น่ื พูดจนจบและสนทนาโต้ตอบ -ฟงั ผูอ้ ืน่ พดู จนจบและสนทนาโต้ตอบ
ทีฟ่ ัง สอดคลอ้ งกับเรื่องท่ีฟงั อยา่ งต่อเนอ่ื งเชอื่ มโยงกับเรื่องท่ีฟงั
-เล่า เร่อื งด้วยประโยคสัน้ ๆ -เลา่ เรื่องเปน็ ประโยคอย่างต่อเน่ือง -เลา่ เป็นเรือ่ งราวต่อเน่ืองได้
ตวั บง่ ช้ีที่ ๙.๒ อา่ น เขยี นภาพ และสัญลักษณไ์ ด้
สภาพทพ่ี งึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-อ่านภาพ และพดู ข้อความด้วยภาษา -อ่านภาพ สญั ลักษณ์ คา พร้อมท้งั ชี้ -อา่ นภาพ สัญลักษณ์ คา ดว้ ยการชี้
ของตน หรือกวาดตามองขอ้ ความตาม หรอื กวาดตามองจุดเร่ิมตน้ และจดุ จบ
บรรทดั ของข้อความ
-เขียนขดี เขยี่ อย่างมีทิศทาง -เขยี นคล้ายตัวอักษร -เขยี นช่อื ของตนเอง ตามแบบ
เขียนข้อความด้วยวิธที คี่ ดิ ขึ้นเอง
มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคิดทีเ่ ปน็ พ้นื ฐานในการเรยี นรู้
ตัวบ่งชท้ี ่ี ๑๐.๑ มคี วามสามารถในการคดิ รวบยอด
สภาพทพี่ งึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-บอกลักษณะของส่ิงของตา่ งๆจากการ -บอกลกั ษณะและส่วนประกอบของ -บอกลักษณะ สว่ นประกอบ การ
สังเกตโดยใชป้ ระสาทสมั ผสั สิ่งของต่างๆจากการสังเกตโดยใช้ เปล่ียนแปลง หรอื ความสมั พันธ์ของ
ประสาทสัมผสั ส่ิงของตา่ งๆจากการสังเกตโดยใช้
ประสาทสมั ผัส
-จบั คหู่ รอื เปรียบเทียบส่งิ ต่างๆโดยใช้ -จับคแู่ ละเปรียบเทียบความแตกตา่ ง -จบั คูแ่ ละเปรยี บเทียบความแตกต่าง
ลกั ษณะหรอื หนา้ ที่การงานเพียงลกั ษณะ หรือความเหมือนของสิง่ ต่างๆโดยใช้ หรือความเหมือนของสง่ิ ตา่ งๆโดยใช้
เดยี ว ลกั ษณะทีส่ งั เกตพบเพยี งลักษณะ ลักษณะท่สี งั เกตพบสองลักษณะขนึ้ ไป
เดยี ว
-คัดแยกสิ่งต่างๆตามลักษณะหรอื หนา้ ที่ -จาแนกและจดั กลมุ่ สง่ิ ตา่ งๆโดยใช้ -จาแนกและจัดกลุ่มสงิ่ ตา่ งๆโดยใชต้ ้งั แต่
การใช้งาน อยา่ งน้อยหนึง่ ลกั ษณะเปน็ เกณฑ์ สองลกั ษณะข้นึ ไปเป็นเกณฑ์
-เรยี งลาดบั สิ่งของหรือเหตกุ ารณอ์ ยา่ ง -เรยี งลาดับสงิ่ ของหรือเหตกุ ารณ์ -เรียงลาดบั สง่ิ ของหรือเหตกุ ารณ์อยา่ ง
น้อย ๓ ลาดับ อยา่ งน้อย ๔ ลาดับ น้อย ๕ ลาดบั
ตัวบ่งช้ที ี่ ๑๐.๒ มคี วามสามารถในการคดิ เชงิ เหตผุ ล
สภาพท่ีพงึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-ระบผุ ลท่ีเกิดขึ้นในเหตุการณ์หรือการ -ระบุสาเหตุหรือผลทีเ่ กิดขึ้นใน -อธิบายเชื่อมโยงสาเหตแุ ละผลทเ่ี กิดขนึ้
กระทาเมื่อมีผูช้ แ้ี นะ เหตุการณห์ รือ การกระทาเมื่อมผี ู้ ในเหตกุ ารณ์หรือการกระทาด้วยตนเอง
ชี้แนะ
-คาดเดา หรือ คาดคะเนสง่ิ ท่ีอาจเกิดขนึ้ -คาดเดา หรือคาดคะเนสิ่งที่อาจจะ -คาดคะเนสงิ่ ท่ีอาจจะเกิดขึ้น และมสี ่วน
เกดิ ขึน้ หรอื มีสว่ นร่วมในการลง รว่ มในการลงความเหน็ จากข้อมูลอย่างมี
ความเหน็ จากข้อมลู เหตุผล
ตวั บ่งชที้ ี่ ๑๐.๓ มีความสามารถในการคดิ แกป้ ญั หาและตดั สินใจ
สภาพทพ่ี งึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-ตัดสินใจในเรอ่ื งง่ายๆ -ตัดสนิ ใจในเรอ่ื งง่ายๆและเริ่มเรยี นรู้ -ตดั สินใจในเร่อื งง่ายๆและยอมรับผลที่
ผลทีเ่ กิดข้นึ เกิดขึ้น
-แก้ปญั หาโดยลองผดิ ลองถูก -ระบปุ ญั หา และแก้ปัญหาโดยลอง -ระบุปญั หาสร้างทางเลือกและเลอื กวิธี
ผดิ ลองถูก แก้ปัญหา
มาตรฐานท่ี ๑๑ มจี ินตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์
ตวั บง่ ช้ีท่ี ๑๑.๑ เล่น/ทางานศลิ ปะตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
สภาพท่ีพงึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-สรา้ งผลงานศลิ ปะเพ่ือส่ือสารความคดิ -สรา้ งผลงานศิลปะเพ่ือส่อื สารความคิด -สรา้ งผลงานศลิ ปะเพ่ือสอ่ื สารความคดิ
ความรสู้ ึกของตนเอง ความรูส้ ึกของตนเองโดยมีการดัดแปลง ความร้สู กึ ของตนเองโดยมีการดัดแปลง
และแปลกใหม่จากเดิมหรอื มี และแปลกใหมจ่ ากเดิมและ
รายละเอยี ดเพมิ่ ขนึ้ มรี ายละเอียดเพ่ิมขน้ึ
ตวั บ่งชที้ ี่ ๑๑.๒ แสดงทา่ ทาง/เคลื่อนไหวตามจนิ ตนาการอย่างสร้างสรรค์
สภาพทพ่ี งึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-เคลือ่ นไหวทา่ ทางเพ่ือสื่อสารความคดิ -เคลอ่ื นไหวท่าทางเพ่อื ส่ือสาร -เคล่ือนไหวท่าทางเพ่อื สื่อสารความคดิ
ความรูส้ ึกของตนเอง ความคดิ ความรสู้ ึกของตนเอง ความร้สู ึกของตนเอง
อยา่ งหลากหลายหรือแปลกใหม่ อยา่ งหลากหลายและแปลกใหม่
มาตรฐานที่ ๑๒ มเี จตคติทีด่ ีตอ่ การเรยี นรู้ และมคี วามสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสม
กับวยั
ตวั บง่ ชท้ี ่ี ๑๒.๑ มีเจตคตทิ ่ดี ีตอ่ การเรียนรู้
สภาพท่พี ึงประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-สนใจฟังหรอื อา่ นหนังสือด้วยตนเอง -สนใจซักถามเก่ยี วกับสญั ลักษณห์ รอื -หยิบหนงั สอื มาอ่านและเขยี นสือ่ ความคดิ
ตัวหนงั สือท่ีพบเห็น ดว้ ยตนเองเปน็ ประจาอย่างต่อเนือ่ ง
-กระตือรอื ร้นในการเขา้ รว่ มกิจกรรม -กระตือรอื รน้ ในการเข้ารว่ มกิจกรรม -กระตือรือร้นในการรว่ มกจิ กรรมต้ังแต่ตน้
จนจบ
ตวั บ่งชี้ที่ ๑๒.๒ มีความสามารถในการแสวงหาความรู้
สภาพทีพ่ งึ ประสงค์
อายุ ๓ ปี อายุ ๔ ปี อายุ ๕ ปี
-คน้ หาคาตอบของข้อสงสยั ต่างๆ ตาม -ค้นหาคาตอบของข้อสงสยั ต่างๆ ตาม -คน้ หาคาตอบของข้อสงสยั ตา่ งๆ ตาม
วิธกี ารท่ีมีผชู้ ้ีแนะ วิธกี ารของตนเอง วธิ กี ารทหี่ ลากหลายดว้ ยตนเอง
-เชอ่ื มโยงคาถา “อะไร” ในการค้นหา -ใชป้ ระโยคคาถามว่า “ท่ีไหน” -ใช้ประโยคคาถามว่า “เมื่อไร” อยา่ งไร”
คาตอบ “ทาไม” ในการคน้ หาคาตอบ ในการคน้ หาคาตอบ
การจัดเวลาเรียน
หลักสตู รการศึกษาปฐมวัยกาหนดกรอบโครงสร้างเวลาในการจดั ประสบการณ์ให้กับเด็ก ๑-๓ ปีการศกึ ษา
โดยประมาณ ทั้งนี้ ขน้ึ อยู่กับอายุของเด็กทีเ่ ร่ิมเขา้ สถานศกึ ษาหรอื สถาบนั พฒั นาเด็กปฐมวัย เวลาเรียนสาหรบั เดก็
ปฐมวยั ขึน้ อยกู่ บั สถานศึกษาแตล่ ะแห่ง โดยมีเวลาเรียนไมน่ ้อยกวา่ ๑๘๐ วันตอ่ ๑ ปกี ารศกึ ษา ในแต่ละวันจะใชเ้ วลา
ไมน่ อ้ ยกว่า ๕ ชว่ั โมง โดยสามารถปรับเปล่ยี นให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศกึ ษาและสถาบันพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
สาระการเรียนรรู้ ายปี
สาระการเรยี นรใู้ ชเ้ ปน็ ส่อื กลางในการจดั ประสบการณ์การเรยี นรใู้ ห้กับเด็กเพ่ือสง่ เสริมพฒั นาการทุก
ด้าน ให้เป็นไปตามจุดหมายของหลกั สตู รท่ีกาหนด ประกอบด้วย ประสบการณ์สาคัญและสาระที่ควรเรียนรู้ ดงั นี้
๑. ประสบการณส์ าคญั
ประสบการณ์สาคญั เปน็ แนวทางสาหรับผสู้ อนไปใช้ในการออกแบบการจัดประสบการณ์ ใหเ้ ด็กปฐมวยั
เรียนรู้ ลงมอื ปฏบิ ตั ิ และไดร้ ับการสง่ เสรมิ พฒั นาการครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้
๑.๑ ประสบการณ์สาคัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการดา้ นรา่ งกาย เปน็ การสนับสนนุ ให้เด็กได้มโี อกาส
พฒั นาการใช้กล้ามเน้ือใหญ่ กล้ามเน้ือเลก็ และการประสานสมั พนั ธ์ระหว่างกล้ามเนือ้ และระบบประสาท ในการทา
กิจวตั รประจาวันหรอื ทากจิ กรรมต่างๆและสนับสนุนใหเ้ ด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและสุขอนามยั และการรักษาความ
ปลอดภัย ดงั น้ี
๑.๑.๑ การใช้กล้ามเนอ้ื ใหญ่
๑.๑.๑.๑ การเคล่ือนไหวอยู่กับที่
๑.๑.๑.๒ การเคลอื่ นไหวเคล่ือนท่ี
๑.๑.๑.๓ การเคล่อื นไหวพร้อมวัสดุอุปกรณ์
๑.๑.๑.๔ การเคลอื่ นไหวท่ใี ช้การประสานสมั พันธข์ องการใช้กลา้ มเน้ือมัดใหญ่ในการขว้าง
การจบั การโยน การเตะ
๑.๑.๑.๕ การเล่นเคร่ืองเล่นสนามอย่างอสิ ระ
๑.๑.๒ การใช้กลา้ มเนือ้ เล็ก
๑.๑.๒.๑ การเลน่ เครื่องเลน่ สมั ผัสและการสร้างจากแท่งไม้ บลอ็ ก
๑.๑.๒.๒ การเขียนภาพและการเล่นกบั สี
๑.๑.๒.๓ การปน้ั
๑.๑.๒.๔ การประดิษฐ์สงิ่ ตา่ งๆด้วย เศษวสั ดุ
๑.๑.๒.๕ การหยิบจบั การใช้กรรไกร การฉกี การตดั การปะ และการร้อยวสั ดุ
๑.๑.๓ การรักษาสขุ ภาพอนามัยส่วนตวั
๑.๑.๓.๑ การปฏิบัติตนตามสขุ อนามยั สุขนิสยั ทดี่ ีในกิจวตั รประจาวนั
๑.๑.๔ การรักษาความปลอดภัย
๑.๑.๔.๑ การปฏบิ ตั ิตนให้ปลอดภัยในกิจวตั รประจาวนั
๑.๑.๔.๒ การฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์ เก่ยี วกบั การปูองกนั และรักษาความปลอดภัย
๑.๑.๔.๓ การเลน่ เคร่อื งเล่นอยา่ งปลอดภยั
๑.๑.๔.๔ การเลน่ บทบาทสมมตเิ หตกุ ารณต์ ่างๆ
๑.๑.๕ การตระหนกั ร้เู กยี่ วกับรา่ งกายตนเอง
๑.๑.๕.๑ การเคลื่อนไหวเพื่อควบคมุ ตนเองไปในทิศทาง ระดบั และพนื้ ท่ี
๑.๑.๕.๒ การเคลื่อนไหวข้ามสิง่ กดี ขวาง
๑.๒ ประสบการณส์ าคญั ท่สี ่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจเปน็ การสนับสนุนใหเ้ ดก็ ได้
แสดงออกทางอารมณ์และความรสู้ กึ ของตนเองท่เี หมาะสมกบั วยั ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะที่เปน็ อตั ลักษณ์
ความเปน็ ตวั ของตัวเอง มคี วามสขุ ร่าเริงแจม่ ใส การเห็นอกเห็นใจผู้อน่ื ได้พฒั นาคุณธรรม จริยธรรม สุนทรยี ภาพ
ความรูส้ ึกท่ดี ีต่อตนเอง และความเชอ่ื ม่ันในตนเองขณะปฏิบตั ิกิจกรรมต่างๆ ดงั น้ี
๑.๒.๑ สนุ ทรียภาพ ดนตรี
๑.๒.๑.๑ การฟงั เพลง การรอ้ งเพลง และการแสดงปฏิกริ ยิ าโตต้ อบเสยี งดนตรี
๑.๒.๑.๒ การเคล่อื นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
๑.๒.๑.๓ การเล่นบทบาทสมมติ
๑.๒.๑.๔ การทากิจกรรมศิลปะต่างๆ
๑.๒.๑.๕ การสรา้ งสรรค์สิง่ สวยงาม
๑.๒.๒ การเล่น
๑.๒.๒.๑ การเล่นอิสระ
๑.๒.๒.๒ การเลน่ รายบคุ คล กลุม่ ยอ่ ย กลุ่มใหญ่
๑.๒.๒.๓ การเล่นตามมุมประสบการณ์
๑.๒.๒.๔ การเลน่ นอกห้องเรียน
๑.๒.๓ คณุ ธรรม จริยธรรม
๑.๒.๓.๑ การปฏิบัติตนตามหลกั ศาสนาท่ีนับถอื
๑.๒.๓.๒ การฟังนทิ านเกยี่ วกับคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
๑.๒.๓.๓ การรว่ มสนทนาแลกเปลีย่ นความคิดเห็นเชงิ จรยิ ธรรม
๑.๒.๔ การแสดงออกทางอารมณ์
๑.๒.๔.๑ การสะทอ้ นความรสู้ กึ ของตนเองและผู้อน่ื
๑.๒.๔.๒ การเล่นบทบาทสมมติ
๑.๒.๔.๓ การเคล่อื นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
๑.๒.๔.๔การร้องเพลง
๑.๒.๔.๕ การทางานศิลปะ
๑.๒.๕ การมีอตั ลักษณ์เฉพาะตนและเชอื่ ว่าตนเองมีความสามารถ
๑.๒.๕.๑ การปฏบิ ัตกิ จิ กรรมต่างๆตามความสามารถของตนเอง
๑.๒.๖ การเห็นอกเห็นใจผู้อืน่
๑.๒.๖.๑ การแสดงความยนิ ดีเม่ือผอู้ นื่ มีความสุข เห็นอกเห็นใจเมื่อผู้อืน่ เศร้าหรือเสียใจ และการ
ชว่ ยเหลอื ปลอบโยนเมื่อผอู้ ืน่ ไดร้ ับบาดเจบ็
๑.๓ ประสบการณส์ าคัญท่ีสง่ เสรมิ พัฒนาการด้านสงั คม เป็นการสนบั สนุนให้เด็กได้มโี อกาส
ปฏสิ มั พนั ธก์ ับบคุ ลและสิ่งแวดลอ้ มตา่ งๆรอบตวั จากการปฏิบตั ิกจิ กรรมต่างๆ ผา่ นการเรยี นรูท้ างสงั คม เชน่ การเล่น
การทางานกบั ผู้อื่น การปฏบิ ัติกิจวัตรประจาวนั การแก้ปัญหาข้อขดั แยง้ ต่างๆ
๑.๓.๑ การปฏบิ ตั ิกิจวัตรประจาวัน
๑.๓.๑.๑ การช่วยเหลือตนเองในกจิ วัตรประจาวนั
๑.๓.๑.๒การปฏิบัตติ นตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
๑.๓.๒ การดูแลรกั ษาธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม
๑.๓.๒.๑ การมสี ่วนร่วมรบั ผิดชอบดแู ลรกั ษาส่ิงแวดล้อมท้งั ภายในและภายนอกหอ้ งเรียน
๑.๓.๒.๒ การทางานศลิ ปะทใ่ี ช้วัสดุหรือส่ิงของท่ีใชแ้ ล้วมาใชซ้ ้าหรือแปรรูปแลว้ นากลบั มา ใช้
ใหม่
๑.๓.๒.๓ การเพาะปลูกและดูแลต้นไม้
๑.๓.๒.๔ การเล้ียงสัตว์
๑.๓.๒.๕ การสนทนาข่าวและเหตกุ ารณท์ ี่เกย่ี วกบั ธรรมชาติและส่งิ แวดล้อมในชวี ติ ประจาวัน
๑.๓.๓ การปฏบิ ัตติ ามวัฒนธรรมท้องถน่ิ ที่อาศัยและความเปน็ ไทย
๑.๓.๓.๑ การเลน่ บทบาทสมมุติการปฏิบัติตนในความเปน็ คนไทย
๑.๓.๓.๒ การปฏิบตั ติ นตามวัฒนธรรมท้องถ่นิ ที่อาศัยและประเพณีไทย
๑.๓.๓.๓ การประกอบอาหารไทย
๑.๓.๓.๔ การศกึ ษานอกสถานที่
๑.๓.๓.๕ การละเล่นพ้นื บ้านของไทย
๑.๓.๔ การมีปฏสิ มั พันธ์ มีวินยั มีสวนรว่ ม และบทบาทสมาชกิ ของสังคม
๑.๓.๔.๑ การร่วมกาหนดข้อตกลงของห้องเรียน
๑.๓.๔.๒ การปฏิบัตติ นเปน็ สมาชิท่ดี ีของห้องเรยี น
๑.๓.๔.๓ การให้ความรว่ มมอื ในการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตา่ ง ๆ
๑.๓.๔.๔ การดูแลห้องเรยี นร่วมกนั
๑.๓.๔.๕ การรว่ มกิจกรรมวนั สาคญั
๑.๓.๕ การเลน่ แบบร่วมมือร่วมใจ
๑.๓.๕.๑ การรว่ มสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเหน็
๑.๓.๕.๒ การเล่นและทางานรว่ มกบั ผ้อู ื่น
๑.๓.๕.๓ การทาศลิ ปะแบบร่วมมือ
๑.๓.๖ การแก้ปัญหาความขัดแยง้
๑.๓.๖.๑ การมีส่วนร่วมในการเลอื กวิธกี ารแก้ปัญหา
๑.๓.๖.๒ การมีสว่ นรว่ มในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
๑.๓.๗ การยอมรับในความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบคุ คล
๑.๓.๗.๑ การเล่นหรือ ทากจิ กรรมรว่ มกับกลุม่ เพ่ือน
๑.๔ ประสบการณส์ าคัญทสี่ ่งเสรมิ พัฒนาการด้านสติปัญญา เปน็ การสนับสนนุ ให้เด็กไดร้ บั รู้ เรียนรู้ส่ิงต่างๆรอบตัว
ผ่านการมีปฏิสมั พนั ธ์กับส่งิ แวดล้อม บคุ คลและส่ือตา่ งๆ ดว้ ยกระบวนการเรียนรู้ทห่ี ลากหลาย เพือ่ เปิดโอกาสใหเ้ ด็ก
พฒั นาการใชภ้ าษา จินตนาการความคดิ สรา้ งสรรค์ การแก้ปญั หา การคิดเชิงเหตผุ ล และการคดิ รวบยอดเกีย่ วกบั สงิ่
ต่างๆ รอบตวั และมคี วามคดิ รวบยอดทางคณติ ศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของการเรยี นรู้ในระดับท่สี ูงข้ึนต่อไป
๑.๔.๑ การใช้ภาษา
๑.๔.๑.๑ การฟังเสยี งต่างๆ ในส่ิงแวดลอ้ ม
๑.๔.๑.๒ การฟังและปฏิบัตติ ามคาแนะนา
๑.๔.๑.๓ การฟังเพลง นิทาน คาคล้องจอง บทร้อยกรงหรอื เรอ่ื งราวต่างๆ
๑.๔.๑.๔ การแสดงความคิด ความรู้สกึ และความต้องการ
๑.๔.๑.๕ การพูดกบั ผู้อื่นเก่ยี วกบั ประสบการณ์ของตนเอง หรอื พดู เล่าเรื่องราวเก่ยี วกับตนเอง
๑.๔.๑.๖ การพูดอธบิ ายเก่ยี วกับสิง่ ของ เหตุการณ์ และความสมั พนั ธข์ องสิง่ ต่างๆ
๑.๔.๑.๗ การพดู อย่างสรา้ งสรรค์ในการเล่น และการกระทาตา่ งๆ
๑.๔.๑.๘ การรอจงั หวะทเ่ี หมาะสมในการพูด
๑.๔.๑.๙ การพดู เรยี งลาดบั เพือ่ ใชใ้ นการสอ่ื สาร
๑.๔.๑.๑๐ การอ่านหนังสอื ภาพ นิทาน หลากหลายประเภท/รูปแบบ
๑.๔.๑.๑๑ การอา่ นอิสระตามลาพัง การอ่านรว่ มกัน การอ่านโดยมีผ้ชู ้ีแนะ
๑.๔.๑.๑๒ การเหน็ แบบอย่างของการอา่ นทีถ่ ูกตอ้ ง
๑.๔.๑.๑๓ การสังเกตทิศทางการอ่านตวั อักษร คา และข้อความ
๑.๔.๑.๑๔ การอา่ นและช้ขี ้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทดั จากซา้ ยไปขวา จากบนลงล่าง
๑.๔.๑.๑๕ การสังเกตตวั อักษรในชื่อของตน หรอื คาคนุ้ เคย
๑.๔.๑.๑๖ การสงั เกตตวั อักษรท่ปี ระกอบเปน็ คาผ่านการอา่ นหรอื เขียนของผใู้ หญ่
๑.๔.๑.๑๗ การคาดเดาคา วลี หรือประโยค ทีม่ ีโครงสรา้ งซ้าๆกัน จากนิทาน เพลง คาคล้องจอง
๑.๔.๑.๑๘ การเลน่ เกมทางภาษา
๑.๔.๑.๑๙ การเหน็ แบบอย่างของการเขียนที่ถูกตอ้ ง
๑.๔.๑.๒๐ การเขยี นรว่ มกันตามโอกาส และการเขียนอสิ ระ
๑.๔.๑.๒๑ การเขียนคาทมี่ ีความหมายกับตัวเดก็ /คาคนุ้ เคย
๑.๔.๑.๒๒ การคิดสะกดคาและเขียนเพื่อส่ือความหมายด้วยตนเองอยา่ งอิสระ
๑.๔.๒ การคิดรวบยอด การคิดเชงิ เหตผุ ล การตัดสนิ ใจและแกป้ ญั หา
๑.๔.๒.๑ การสงั เกตลกั ษณะ ส่วนประกอบ การเปล่ยี นแปลง และความสมั พนั ธ์ของส่งิ ต่างๆ โดยใช้
ประสาทสมั ผสั อย่างเหมาะสม
๑.๔.๒.๒ การสงั เกตสิง่ ตา่ งๆ และสถานทจี่ ากมุมมองท่ีตา่ งกัน
๑.๔.๒.๓ การบอกและแสดงตาแหน่ง ทิศทาง และระยะทางของสง่ิ ต่างๆด้วยการกระทา ภาพวาด
ภาพถา่ ย และรปู ภาพ
๑.๔.๒.๔ การเลน่ กับสื่อต่างๆทเี่ ปน็ ทรงกลม ทรงสี่เหลีย่ มมุมฉาก ทรงกระบอก กรวย
๑.๔.๒.๕ การคดั แยก การจัดกล่มุ และการจาแนกสงิ่ ต่างๆตามลักษณะและรปู รา่ ง รูปทรง
๑.๔.๒.๖ การต่อของช้ินเล็กเตมิ ในชน้ิ ใหญใ่ ห้สมบรู ณ์ และการแยกชิน้ ส่วน
๑.๔.๒.๗ การทาซ้า การต่อเติม และการสรา้ งแบบรปู
๑.๔.๒.๘ การนบั และแสดงจานวนของสง่ิ ตา่ งๆในชีวติ ประจาวัน
๑.๔.๒.๙ การเปรียบเทยี บและเรียงลาดับจานวนของส่งิ ต่างๆ
๑.๔.๒.๑๐ การรวมและการแยกส่งิ ต่างๆ
๑.๔.๒.๑๑ การบอกและแสดงอนั ดับที่ของส่ิงตา่ งๆ
๑.๔.๒.๑๒ การชง่ั ตวง วดั สิง่ ต่างๆโดยใชเ้ ครอ่ื งมือและหน่วยที่ไม่ใช่หน่วยมาตรฐาน
๑.๔.๒.๑๓ การจบั คู่ การเปรยี บเทยี บ และการเรยี งลาดบั ส่ิงตา่ งๆ ตามลักษณะความยาว/ความสงู
นา้ หนัก ปริมาตร
๑.๔.๒.๑๔ การบอกและเรียงลาดับกิจกรรมหรือเหตกู ารณ์ตามชว่ งเวลา
๑.๔.๒.๑๕ การใชภ้ าษาทางคณิตศาสตร์กบั เหตุการณ์ในชีวติ ประจาวัน
๑.๔.๒.๑๖ การอธบิ ายเช่ือมโยงสาเหตุและผลท่ีเกิดขึ้นในเหตุการณ์หรือการกระทา
๑.๔.๒.๑๗ การคาดเดาหรอื การคาดคะเนสิ่งที่อาจเกิดขึ้นอยา่ งมเี หตผุ ล
๑.๔.๒.๑๘ การมสี ว่ นรว่ มในการลงความเห็นจากข้อมลู อย่างมีเหตผุ ล
๑.๔.๒.๑๙ การตัดสนิ ใจและมสี ว่ นรว่ มในกระบวนการแก้ปัญหา
๑.๔.๓ จินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์
๑.๔.๓.๑ การรบั รู้ และแสดงความคิดความรู้สึกผ่านส่อื วสั ดุ ของเล่น และชิ้นงาน
๑.๔.๓.๒ การแสดงความคดิ สรา้ งสรรค์ผา่ นภาษา ทา่ ทาง การเคลอื่ นไหว และศิลปะ
๑.๔.๓.๓ การสร้างสรรคช์ ิ้นงานโดยใช้รปู ร่างรูปทรงจากวสั ดุทห่ี ลากหลาย
๑.๔.๔ เจตคตทิ ่ีดตี ่อการเรียนรูแ้ ละการแสวงหาความรู้
๑.๔.๔.๑ การสารวจสิง่ ตา่ งๆ และแหลง่ เรียนรู้รอบตวั
๑.๔.๔.๒ การต้งั คาถามในเรื่องทส่ี นใจ
๑.๔.๔.๓ การสืบเสาะหาความรู้เพ่ือคน้ หาคาตอบของข้อสงสัยต่างๆ
๑.๔.๔.๔ การมีส่วนร่วมในการรวบรวมขอ้ มูลและนาเสนอข้อมลู จากการสืบเสาะหาความร้ใู น
รูปแบบต่างๆและแผนภมู อิ ย่างง่าย
สาระทีค่ วรเรยี นรู้
สาระทค่ี วรเรยี นรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กท่นี ามาเป็นสอ่ื กลางในการจดั กจิ กรรมให้เด็กเกิดแนวคดิ หลงั จาก
นาสาระการเรยี นรนู้ น้ั ๆ มาจัดประสบการณใ์ ห้เดก็ เพ่ือให้บรรลจุ ดั หมายทกี่ าหนดไว้ทัง้ นี้ ไม่เนน้ การทอ่ งจาเนอื้ หา
ครูสามารถกาหนดรายละเอียดข้นึ เองให้สอดคลอ้ งกับวยั ความตอ้ งการ และความสนใจของเด็ก โดยให้เดก็ ไดเ้ รียนรู้
ผา่ นประสบการณ์สาคัญ ท้ังนี้ อาจยืดหยุ่นเน้ือหาได้โดยคานึงถึงประสบการณ์และส่งิ แวดล้อมในชวี ติ จรงิ ของเด็ก ดงั น้ี
๒.๑ เร่อื งราวเกยี่ วกับตวั เด็ก เดก็ ควรรจู้ ักชอื่ นามสกุล รปู รา่ งหนา้ ตา รจู้ กั อวยั วะต่างๆ วธิ รี ะวงั รกั ษา
รา่ งกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยทีด่ ี การรับประทานอาหารทีเ่ ปน็ ประโยชน์ การระมดั ระวงั ความปลอดภัยของ
ตนเองจากผู้อน่ื และภยั ใกลต้ ัว รวมทง้ั การปฏบิ ัตติ ่อผู้อ่ืนอย่างปลอดภัย การรู้จักความเป็นมาของตนเองและ
ครอบครวั การปฏบิ ัตติ นเปน็ สมาชกิ ที่ดีของครอบครวั และโรงเรียน การเคารพสทิ ธขิ องตนเองและผูอ้ ่นื การรจู้ ักแสดง
ความคิดเหน็ ของตนเองและรับฟงั ความคิดเห็นของผู้อนื่ การกากบั ตนเอง การเล่นและทาส่ิงตา่ งๆด้วยตนเองตาม
ลาพังหรอื กบั ผู้อ่ืน การตระหนกั รูเ้ กยี่ วกบั ตนเอง ความภาคภมู ิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรอู้ ารมณ์และความรู้สึก
ของตนเองและผอู้ น่ื การแสดงออกทางอารมณแ์ ละความรู้สึกอยา่ งเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมคี ุณธรรม
จริยธรรม
๒.๒ เรือ่ งราวเกย่ี วกับบุคคลและสถานทแ่ี วดลอ้ มเดก็ เด็กควรเรียนรเู้ ก่ยี วกบั ครอบครัว สถานศึกษา ชมุ ชน
และบคุ คลต่างๆ ทีเ่ ด็กต้องเก่ียวขอ้ งหรือใกล้ชดิ และมีปฏิสมั พันธใ์ นชวี ติ ประจาวนั สถานทีส่ าคญั วันสาคญั อาชีพของ
คนในชุมชน ศาสนา แหล่งวฒั นาธรรมในชมุ ชน สญั ลกั ษณ์สาคัญของชาติไทยและการปฏิบตั ติ ามวฒั นธรรมท้องถนิ่
และความเป็นไทย หรือแหล่งเรยี นรู้จากภูมิปญั ญาท้องถิน่ อื่นๆ
๒.๓ ธรรมชาติรอบตวั เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับช่อื ลักษณะ สว่ นประกอบ การเปลีย่ นแปลงและความสัมพันธ์
ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรจู้ กั เกีย่ วกับดิน นา้ ทอ้ งฟูา สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรง และพลังงานใน
ชีวติ ประจาวันทแ่ี วดลอ้ มเด็ก รวมทั้งการอนุรกั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ มและการรักษาสาธารณสมบัติ
๒.๔ สงิ่ ตา่ งๆรอบตวั เด็ก เด็กควรเรียนรูเ้ กยี่ วกับการใชภ้ าษาเพอื่ สื่อความหมายในชีวติ ประจาวัน ความรู้
พ้นื ฐานเก่ียวกับการใชห้ นงั สอื และตัวหนงั สือ รูจ้ ักช่อื ลักษณะ สี ผิวสมั ผสั ขนาด รปู ร่าง รูปทรง ปริมาตร นา้ หนัก
จานวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธข์ องสิ่งตา่ งๆรอบตัว เวลา เงนิ ประโยชน์ การใชง้ าน และ
การเลอื กใช้สงิ่ ของเคร่ืองใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการสือ่ สารต่างๆ ท่ีใชอ้ ย่ใู นชวี ิตประจาวนั อยา่ ง
ประหยัด ปลอดภยั และรักษาสง่ิ แวดล้อม
การจดั ประสบการณ์
การจัดประสบการณ์สาหรบั เด็กปฐมวัยอายุ ๓ – ๖ ปี เปน็ การจัดกจิ กรรมในลักษณะบูรณาการผ่านการ
เลน่ การลงมือกระทาจากประสบการณ์ตรงอยา่ งหลากหลาย เกดิ ความรู้ ทักษะ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม รวมทั้งเกิดการ
พัฒนาทั้งดา้ นร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม และสติปญั ญา ไมจ่ ัดเป็นรายวิชาโดยมีหลกั การ และแนวทางการจัด
ประสบการณ์ ดังน้ี
๑. หลกั การจัดประสบการณ์
๑.๑ จดั ประสบการณก์ ารเลน่ และการเรียนรหู้ ลากหลาย เพ่ือพฒั นาเด็กโดยองคร์ วมอย่างสมดุลและ
ตอ่ เนื่อง
๑.๒ เนน้ เด็กเป็นสาคญั สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและบริบทของ
สังคมที่เด็กอาศยั อยู่
๑.๓ จัดให้เด็กไดร้ บั การพฒั นา โดยให้ความสาคญั กับกระบวนการเรยี นรแู้ ละพฒั นาการของเด็ก
๑.๔ จัดการประเมนิ พัฒนาการใหเ้ ปน็ กระบวนการอย่างตอ่ เนอ่ื ง และเปน็ ส่วนหน่งึ ของการจัด
ประสบการณ์ พรอ้ มทั้งนาผลการประเมนิ มาพัฒนาเด็กอย่างตอ่ เน่ือง
๑.๕ ให้พอ่ แม่ ครอบครัว ชมุ ชน และทุกฝาุ ยทเ่ี กย่ี วข้องมสี ่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก
๒. แนวทางการจัดประสบการณ์
๒.๑ จดั ประสบการณ์ให้สอดคลอ้ งกับจิตวทิ ยาพัฒนาการและการทางานของสมองท่เี หมาะสมกบั
อายุ วุฒภิ าวะและระดบั พฒั นาการ เพื่อให้เด็กทกุ คนได้พัฒนาเต็มตามศกั ยภาพ
๒.๒ จดั ประสบการณใ์ ห้สอดคล้องกับแบบการเรยี นรขู้ องเดก็ เด็กไดล้ งมือกระทาเรียนรู้ผา่ นประสา
สมั ผสั ทั้งหา้ ได้เคล่ือนไหว สารวจ เลน่ สังเกต สบื ค้น ทดลอง และคิดแก้ปญั หาดว้ ยตนเอง
๒.๓ จัดประสบการณแ์ บบบรู ณาการ โดยบรู ณาการทงั้ กิจกรรม ทักษะ และสาระการเรยี นรู้
๒.๔ จดั ประสบการณ์ให้เด็กไดร้ ิเรม่ิ คิด วางแผน ตดั สินใจลงมอื กระทาและนาเสนอความคดิ โดยครู
หรือผู้จดั ประสบการณเ์ ปน็ ผู้สนับสนนุ อานวยความสะดวก และเรยี นรู้ร่วมกับเด็ก
๒.๕ จดั ประสบการณใ์ ห้เด็กมีปฏสิ ัมพนั ธ์กับเดก็ อื่นกับผใู้ หญ่ ภายใตส้ ภาพแวดล้อมทีเ่ อื้อตอ่ การ
เรยี นรู้ ในบรรยากาศท่ีอบอุ่นมีความสุข และเรียนรู้การทากิจกรรมแบบร่วมมือในลกั ษณะตา่ งๆกัน
๒.๖ จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสมั พันธก์ บั สื่อและแหล่งการเรยี นร่ีหลากหลายและอยูใ่ นวิถีชีวติ
ของเด็ก
๒.๗ จดั ประสบการณ์ที่สง่ เสริมลกั ษณะนสิ ยั ที่ดีและทักษะการใช้ชวี ติ ประจาวันตลอดจนสอดแทรก
คณุ ธรรมจรยิ ธรรมใหเ้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของการจัดประสบการณ์การเรยี นรูอ้ ย่างตอ่ เน่ือง
๒.๘ จัดประสบการณท์ ง้ั ในลักษณะทดี่ กี ารวางแผนไว้ลว่ งหนา้ และแผนทเี่ กดิ ข้ึนในสภาพจริงโดย
ไมไ่ ดค้ าดการณ์ไว้
๒.๙ จดั ทาสารนทิ ศั น์ด้วยการรวบรวมขอ้ มูลเกยี่ วกับพฒั นาการและการเรยี นร้ขู องเด็กเป็น
รายบคุ คล นามาไตรต่ รองและใช้ใหเ้ ป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเดก็ และการวิจยั ในช้ันเรยี น
๒.๑๐ จดั ประสบการณ์โดยให้พอ่ แม่ ครอบครัว และชุมชนมสี ่วนรว่ มทง้ั การวางแผน การสนบั สนุน
สื่อแหล่งเรียนรู้ การเข้ารว่ มกิจกรรม และการประเมินพัฒนาการ
๓. การจดั กจิ กรรมประจาวนั
กิจกรรมสาหรับเด็กอายุ ๓ – ๖ ปบี ริบรู ณ์ สามารถนามาจดั เป็นกจิ กรรมประจาวันไดห้ ลายรปู แบบเป็นการ
ชว่ ยใหค้ รูผสู้ อนหรอื ผู้จัดประสบการณท์ ราบวา่ แต่ละวนั จะทากิจกรรมอะไร เม่ือใด และอย่างไร ท้งั น้ี การจดั กิจกรรม
ประจาวนั สามารถจัดไดห้ ลายรปู แบบ ข้นึ อยู่กบั ความเหมาะสมในการนาไปใชข้ องแต่ละหนว่ ยงานและสภาพชุมชน ที่
สาคัญครผู สู้ อนต้องคานึงถึงการจัดกจิ กรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้านการจัดกจิ กรรมประจาวนั มีหลักการจดั
และขอบข่ายกจิ กรรมประจาวนั ดงั น้ี
๓.๑ หลักการจัดกจิ กรรมประจาวัน
๑. กาหนดระยะเวลาในการจัดกจิ กรรมแตล่ ะกจิ กรรมให้เหมาะสมกับวัยของเดก็ ในแต่ละวนั แต่
ยืดหยนุ่ ไดต้ ามความต้องการและความสนใจของเด็ก เชน่
วัย ๓-๔ ปี มคี วามสนใจชว่ งสน้ั ประมาณ ๘-๑๒ นาที
วยั ๔ – ๕ ปี มีความสนใจอยู่ไดป้ ระมาณ ๑๒-๑๕ นาที
วยั ๕-๖ ปี มคี วามสนใจอยู่ได้ประมาณ ๑๕- ๒๐ นาที
๒. กิจกรรมท่ตี อ้ งใชค้ วามคดิ ทงั้ ในกลมุ่ เล็กและกลุ่มใหญ่ ไมค่ วรใชเ้ วลาต่อเนื่องนานเกินกว่า
๒๐ นาที
๓. กจิ กรรมท่ีเด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรี เพอ่ื ชว่ ยใหเ้ ดก็ ร้จู ักเลือกตัดสนิ ใจ คิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์
เช่น การเลน่ ตามมมุ การเลน่ กลางแจ้ง ฯลฯ ใชเ้ วลาประมาณ ๔๐-๖๐ นาที
๔. กิจกรรมควรมคี วามสมดุลระหว่างกจิ กรรมในหอ้ งและนอกห้อง กจิ กรรมท่ีใชก้ ล้ามเน้ือใหญ่และ
กล้ามเน้ือเล็ก กจิ กรรมท่ีเป็นรายบุคคล กล่มุ ย่อยและกลุม่ ใหญ่ กิจกรรมทเ่ี ด็กเปน็ ผู้ริเร่ิมและครูผู้สอนหรือผจู้ ัด
ประสบการณเ์ ป็นผ้รู ิเริม่ และกจิ กรรมที่ใชก้ าลังและไมใ่ ช้กาลัง จดั ให้ครบทุกประเภท ท้ังนี้ กจิ กรรมที่ต้องออกกาลัง
กายควรจัดสลบั กบั กจิ กรรมที่ไม่ต้องออกกาลงั มากนัก เพื่อเด็กจะไดไ้ มเ่ หนือ่ ยเกินไป
๓.๒ ขอบข่ายของกจิ กรรมประจาวนั
การเลือกกจิ กรรมทีจ่ ะนามาจัดในแตล่ ะวันสามารถจดั ไดห้ ลายรูปแบบ ทั้งนี้ ขึน้ อยู่กบั ความเหมาะสมในการ
นาไปใช้ของแตล่ ะหนว่ ยงานและสภาพชมุ ชน ท่ีสาคญั ครูผ้สู อนตอ้ งคานึกถึงการจดั กจิ กรรมใหค้ รอบคลุมพัฒนาการ
ทกุ ดา้ น ดังต่อไปน้ี
๓.๒.๑ การพฒั นากลา้ มเนอ้ื ใหญ่ เปน็ การพฒั นาความแข็งแรง การทรงตวั ความยืดหย่นุ ความคล่องแคล่ว
ในการใช้อวยั วะต่าง ๆ และจังหวะการเคลื่อนไหวในการใช้กล้ามเน้อื ใหญ่ โดยจัดกิจกรรมให้เดก็ ได้เล่นอสิ ระกลางแจ้ง
เล่นเครื่องเลน่ สนาม ปีนปุายเล่นอิสระ เคลอื่ นไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี
๓.๒.๒ การพฒั นาการกลา้ มเนอ้ื เล็ก เป็นการพฒั นาความแขง็ แรงของกล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเน้ือมือ-น้วิ มอื การ
ประสานสัมพันธร์ ะหว่างกล้ามเนื้อมือและระบบประสาทตามือได้อย่างคล่องแคลว่ และประสานสมั พันธ์ โดยจดั
กิจกรรมใหเ้ ด็กได้เล่นเคร่ืองสัมผัส เลน่ เกมการศึกษา ฝึกชว่ ยเหลอื ตนเองในการแต่งกาย หยิบจับชอ้ นสอ้ ม และใช้
อปุ กรณ์ศลิ ปะ เช่น สีเทยี น กรรไกร พู่กนั ดนิ เหนยี ว ฯลฯ
๓.๒.๓ การพัฒนาการอารมณ์ จิตใจ และปลกู ฝงั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม เป็นการปลกู ฝงั ให้เดก็ มีความรู้สึกทีด่ ี
ตอ่ ตนเองและผู้อ่ืน มีความเช่ือมัน่ กล้าแสดงออก มวี ินยั รับผิดชอบ ซื่อสตั ย์ ประหยัด เมตตากรุณา เอ้ือเฟื้อ แบง่ ปนั
มีมารยาทและปฏิบัตติ นตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาทนี่ ับถือโดยจัดกจิ กรรมต่างๆ ผา่ นการเล่นใหเ้ ด็กได้มีโอกาส
ตัดสนิ ใจเลือก ได้รับการตอบสนองตาความตอ้ งการได้ฝึกปฏิบัตโิ ดยสอดแทรกคุณธรรม จรยิ ธรรมอย่างต่อเนือ่ ง
๓.๒.๔ การพฒั นาสงั คมนิสยั เปน็ การพฒั นาใหเ้ ดก็ มลี ักษณะนิสัยทดี่ ี แสดงออกอย่างเหมาะสมและอยู่
รว่ มกับผอู้ นื่ ได้อย่างมคี วามสุข ชว่ ยเหลือตนเองในการทากิจวตั รประจาวันมนี ิสยั รักการทางาน ระมัดระวังความ
ปลอดภัยของตนเองและผู้อ่นื โดยรวมท้งั ระมดั ระวังอันตรายจากคนแปลกหนา้ ให้เดก็ ได้ปฏิบัติกจิ วตั รประจาวนั อย่าง
สมา่ เสมอ เชน่ รบั ประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลบั ขบั ถ่าย ทาความสะอาดรา่ งกาย เล่นและทางานร่วมกบั ผู้อ่นื
ปฏบิ ตั ิตามกฎกติกาข้อตกลงของรว่ มรวม เกบ็ ของเข้าทีเ่ มื่อเลน่ หรือทางานเสร็จ
๓.๒.๕ การพฒั นาการคดิ เปน็ การพัฒนาให้เดก็ มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาความ คดิ รวบ
ยอดทางคณิตศาสตร์ และคดิ เชิงเหตผุ ลทางคณติ ศาสตร์และวิทยาศาสตร์โดยจดั กจิ กรรมใหเ้ ด็กไดส้ นทนา อภปิ ราย
และเปล่ียนความคิดเห็น เชญิ วทิ ยากรมาพูดคุยกับเด็ก ศกึ ษานอกสถานท่ี เล่นเกมการศึกษา ฝกึ การแกป้ ัญหาใน
ชวี ิตประจาวัน ฝกึ ออกแบบและสร้างช้นิ งาน และทากิจกรรมท้งั เปน็ กลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่และรายบคุ คล
๓.๒.๖ การพัฒนาภาษา เป็นการพฒั นาใหเ้ ด็กใชภ้ าษาสื่อสารถา่ ยทอดความร้สู ึกนึกคิด ความรู้
ความเขา้ ใจในสิ่งต่างๆ ที่เด็กมปี ระสบการณโ์ ดยสามารถตั้งคาถามในสง่ิ ทส่ี งสยั ใคร่รู้ จัดกิจกรรมทางภาษาให้มคี วาม
หลากหลายในสภาพแวดลอ้ มที่เอ้ือตอ่ การเรียนรู้ ม่งุ ปลูกฝงั ให้เด็กได้กล้าแสดงออกในการฟงั พูด อา่ น เขียน มนี สิ ยั รัก
การอ่าน และบคุ คลแวดล้อมตอ้ งเป็นแบบอยา่ งทดี่ ใี นการใชภ้ าษา ท้ังนีต้ ้องคานกึ ถึงหลักการจดั กิจกรรมทางภาษาที่
เหมาะสมกับเด็กเปน็ สาคญั
๓.๒.๗ การส่งเสริมจนิ ตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เปน็ การส่งเสริมใหเ้ ด็กมีความคดิ ริเริ่ม
สรา้ งสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สกึ และเห็นความสวยงามของสิ่งตา่ งๆ โดยจัดกิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์ดนตรี
การเคลื่อนไหวและจงั หวะตามจนิ ตนาการ ประดิษฐ์สงิ่ ต่างๆ อยา่ งอสิ ระ เล่นบทบาทสมมตุ ิ เล่นน้า เลน่ ทราย เล่น
บล็อก และเลน่ กอ่ สรา้ ง
การสรา้ งบรรยากาศการเรียนรู้
การจดั สภาพแวดล้อมในสถานศกึ ษา มีความสาคัญต่อเด็กเน่ืองจากธรรมชาติของเด็กในวัยนส้ี นใจทจ่ี ะเรยี นรู้
ค้นคว้า ทดลอง และต้องการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ดังนัน้ การจดั เตรยี มสิง่ แวดล้อมอย่างเหมาะสมตามความ
ต้องการของเด็ก จงึ มีความสาคญั ทเี่ กย่ี วข้องกบั พฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก เด็กสามารถเรียนรู้จากการเลน่ ท่ี
เป็น ประสบการณ์ตรงที่เกดิ จากการรบั รู้ด้วยประสาทสัมผัสท้งั ห้าจงึ จาเป็นต้องจดั สง่ิ แวดลอ้ มในสถานศึกษาให้
สอดคล้องกับสภาพ และความตอ้ งการของหลักสูตร เพอ่ื ส่งผลใหบ้ รรลุจดุ หมายในการพัฒนาเด็ก
การจัดสภาพแวดลอ้ มคานึงถึงส่ิงต่อไปนี้
๑.ความสะอาด ความปลอดภัย
๒.ความมอี สิ ระอย่างมีขอบเขตในการเล่น
๓.ความสะดวกในการทากิจกรรม
๔.ความพรอ้ มของอาคารสถานที่ เช่น หอ้ งเรยี น ห้องนา้ ห้องส้วม สนามเดก็ เลน่ ฯลฯ
๕.ความเพียงพอเหมาะสมในเรื่องขนาด น้าหนัก จานวน สีของสื่อและเครอ่ื งเล่น
๖.บรรยากาศในการเรียนรู้ การจัดทเ่ี ล่นและมุมประสบการณ์ต่าง ๆ สภาพแวดล้อมภายในหอ้ งเรียน
หลกั สาคัญในการจดั ต้องคานึงถงึ ความปลอดภัย ความสะอาด เปูาหมายการพัฒนาเด็ก ความเปน็ ระเบียบ
ความเปน็ ตวั ของเด็กเอง ให้เด็กเกิดความร้สู กึ อบอุ่น มัน่ ใจ และมคี วามสุข ซงึ่ อาจจดั แบ่งพ้ืนท่ใี หเ้ หมาะสมกับการ
ประกอบกจิ กรรมตามหลักสูตร ดงั นี้
๑. พน้ื ที่อานวยความสะดวกเพื่อเดก็ และผสู้ อน
๑.๑ ทแี่ สดงผลงานของเด็ก อาจจัดเป็นแผน่ ปาู ย หรอื ท่แี ขวนผลงาน
๑.๒ ทเี่ กบ็ แฟูมผลงานของเด็ก อาจจดั ทาเปน็ กล่องหรือจัดใสแ่ ฟมู รายบุคคล
๑.๓ ที่เก็บเครอื่ งใช้สว่ นตวั ของเด็ก อาจทาเป็นช่องตามจานวนเด็ก
๑.๔ ท่เี กบ็ เคร่ืองใช้ของผสู้ อน เชน่ อุปกรณ์การสอน ของสว่ นตัวผสู้ อน ฯลฯ
๑.๕ ปาู ยนเิ ทศตามหนว่ ยการสอนหรอื ส่งิ ทเ่ี ด็กสนใจ
๒. พน้ื ทป่ี ฏบิ ตั ิกจิ กรรมและการเคล่ือนไหว ต้องกาหนดให้ชัดเจน ควรมพี ืน้ ทีท่ ีเ่ ด็กสามารถจะทางานได้ด้วย
ตนเอง และทากิจกรรมด้วยกันในกลุม่ เล็ก หรอื กลุม่ ใหญ่ เดก็ สามารถเคลอ่ื นไหวได้อย่างอสิ ระจากกจิ กรรมหนงึ่ ไปยงั
กิจกรรมหนึ่งโดยไม่รบกวนผู้อ่ืน
๓. พ้นื ท่ีจดั มุมเลน่ หรือมุมประสบการณ์ สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขน้ึ อยู่กบั สภาพของห้องเรยี น
จดั แยกส่วนทใี่ ชเ้ สยี งดงั และเงียบออกจากกัน เชน่ มุมบลอ็ กอยูห่ ่างจากมมุ หนังสือ
มมุ บทบาทสมมติอยตู่ ิดกบั มุมบลอ็ ก มุมวิทยาศาสตร์อยใู่ กล้มมุ ศลิ ปะฯ ลฯ ท่สี าคัญจะต้องมีของเลน่ วัสดุอปุ กรณใ์ นมุม
อย่างเพียงพอต่อการเรยี นรู้ของเด็ก การเล่นในมุมเล่นอยา่ งเสรี มักถกู กาหนดไว้ในตารางกจิ กรรมประจาวัน เพื่อให้
โอกาสเดก็ ได้เลน่ อย่างเสรีประมาณวนั ละ ๖๐ นาทกี ารจัดมมุ เล่นต่างๆ ผ้สู อนควรคานึงถึงสงิ่ ต่อไปน้ี
๓.๑ ในห้องเรยี นควรมีมมุ เลน่ อยา่ งน้อย ๓-๕ มุม ทัง้ นข้ี ้ึนอยู่กับพื้นที่ของหอ้ ง
๓.๒ ควรได้มีการผลดั เปลี่ยนสอ่ื ของเล่นตามมุมบ้าง ตามความสนใจของเดก็
๓.๓ ควรจัดให้มีประสบการณ์ท่เี ด็กไดเ้ รยี นรู้ไปแลว้ ปรากฏอยู่ในมุมเลน่ เชน่ เด็กเรยี นรเู้ รื่องผเี สอ้ื
ผสู้ อนอาจจัดให้มกี ารจาลองการเกิดผีเสอื้ ลอ่ งไว้ใหเ้ ด็กดใู นมุมธรรมชาตศิ ึกษาหรือมุมวทิ ยาศาสตร์ ฯลฯ
๓.๔ ควรเปดิ โอกาสใหเ้ ด็กมีส่วนร่วมในการจัดมุมเลน่ ทง้ั นเี้ พ่ือจงู ใจให้เดก็ รู้สึกเปน็ เจา้ ของ อยากเรยี นรู้
อยากเข้าเล่น
๓.๕ ควรเสริมสร้างวินยั ใหก้ ับเดก็ โดยมขี ้อตกลงร่วมกนั วา่ เมือ่ เลน่ เสร็จแล้วจะต้องจัดเกบ็ อปุ กรณท์ ุก
อยา่ งเข้าทใี่ หเ้ รียบร้อยสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน คือ การจัดสภาพแวดล้อมภายในอาณาบริเวณรอบ ๆ
สถานศึกษา รวมทง้ั จัดสนามเด็กเลน่ พร้อมเคร่ืองเลน่ สนาม จัดระวังรักษาความปลอดภยั ภายในบรเิ วณสถานศึกษาและ
บริเวณรอบนอกสถานศึกษา ดูแลรักษาความสะอาด ปลกู ตน้ ไมใ้ ห้ความรม่ รืน่ รอบๆบริเวณสถานศึกษา สิ่งตา่ งๆ
เหล่าน้เี ปน็ ส่วนหนงึ่ ท่สี ง่ ผลตอ่ การเรยี นรแู้ ละพฒั นาการของเดก็
บริเวณสนามเด็กเล่น ต้องจัดให้สอดคล้องกบั หลักสูตร ดงั นี้
สนามเด็กเล่น มพี น้ื ผวิ หลายประเภท เชน่ ดิน ทราย หญ้า พน้ื ทส่ี าหรบั เล่นของเล่นท่ีมลี ้อ รวมท้งั ท่ี
ร่ม ทโี่ ล่งแจ้ง พน้ื ดินสาหรับขุด ทเี่ ล่นน้า บ่อทราย พร้อมอุปกรณ์ประกอบการเล่น เครื่องเลน่ สนามสาหรับ
ปนี ปาุ ย ทรงตวั ฯลฯ ทั้งนต้ี ้องไมต่ ิดกับบรเิ วณที่มีอนั ตราย ต้องหมนั่ ตรวจตราเคร่ืองเลน่ ใหอ้ ยใู่ นสภาพแข็งแรง
ปลอดภัยอยู่เสมอ และหม่ันดูแลเรอ่ื งความสะอาด
ที่นง่ั เล่นพักผอ่ น จัดท่นี ่ังไวใ้ ต้ตน้ ไม้มีร่มเงา อาจใชก้ ิจกรรมกลุ่มยอ่ ย ๆ หรอื กิจกรรมที่ตอ้ งการความ
สงบ หรืออาจจัดเปน็ ลานนิทรรศการให้ความรแู้ กเ่ ด็กและผูป้ กครองบรเิ วณธรรมชาติ ปลูกไม้ดอก ไมป้ ระดับ พชื ผัก
สวนครวั หากบริเวณสถานศึกษา มไี มม่ ากนัก อาจปลกู พชื ในกระบะหรอื กระถาง
ส่อื และแหลง่ เรียนรู้
สอื่ ประกอบการจดั กิจกรรมเพ่ือพฒั นาเด็กปฐมวยั ทั้งทางด้านรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คม และสตปิ ัญญา ควร
มีสอ่ื ท้งั ที่เป็นประเภท ๒ มิติ และ/หรือ ๓ มติ ิ ที่เป็นสือ่ ของจรงิ สื่อธรรมชาติ ส่ือท่อี ยใู่ กล้ตวั เดก็ ส่อื สะท้อน
วัฒนธรรม สอื่ ที่ปลอดภัยต่อตวั เดก็ สือ่ เพ่ือพัฒนาเดก็ ในด้านต่างๆให้ครบทุกด้านสอ่ื ทีเ่ อือ้ ใหเ้ ดก็ เรียนรู้ผา่ นประสาท
สมั ผัสทง้ั ห้า โดยการจดั การใชส้ ่ือเร่มิ ต้นจาก สื่อของจริง ภาพถ่าย ภาพโครงร่าง และ สญั ลักษณ์ ทง้ั นี้การใชส้ ่อื
ตอ้ งเหมาะสมกบั วัย วฒุ ิภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจและความตอ้ งการของเด็กท่หี ลากหลาย
ตัวอย่างสอ่ื ประกอบการจัดกิจกรรม มดี งั นี้
กิจกรรมเสรี /การเล่นตามมุม
๑. มุมบทบาทสมมติ อาจจัดเป็นมมุ เล่น ดังน้ี
๑.๑ มมุ บ้าน
ของเล่นเคร่อื งใชใ้ นครวั ขนาดเล็ก หรือของจาลอง เชน่ เตา กระทะ ครก กาน้า
เขียง มีดพลาสติก หมอ้ จาน ช้อน ถว้ ยชาม กะละมัง ฯลฯ
เคร่อื งเลน่ ตุ๊กตา เสอ้ื ผ้าต๊กุ ตา เตียง เปลเด็ก ต๊กุ ตา
เคร่ืองแต่งบ้านจาลอง เช่น ชุดรบั แขก โต๊ะเคร่ืองแปูง หมอนองิ กระจกขนาดเหน็ เต็มตัว
หวี ตลบั แปูง ฯลฯ
เครื่องแต่งกายบุคคลอาชีพต่าง ๆ ที่ใชแ้ ล้ว เช่น ชุดเครื่องแบบทหาร ตารวจ
ชดุ เส้ือผา้ ผใู้ หญ่ชายและหญิง รองเทา้ กระเปา๋ ถือท่ีไมใ่ ชแ้ ลว้ ฯลฯ
โทรศพั ท์ เตารีดจาลอง ทีร่ ีดผ้าจาลอง
ภาพถ่ายและรายการอาหาร
๑.๒ มมุ หมอ
- เครื่องเลน่ จาลองแบบเครื่องมอื แพทยแ์ ละอุปกรณ์การรกั ษาผู้ปุวย เช่น หูฟงั
เส้อื คลุมหมอ ฯลฯ
อุปกรณส์ าหรับเลยี นแบบการบนั ทึกข้อมูลผปู้ ุวย เช่น กระดาษ ดนิ สอ ฯลฯ
๑.๓ มุมร้านคา้
กล่องและขวดผลติ ภัณฑต์ ่างๆท่ใี ช้แล้ว
อุปกรณ์ประกอบการเล่น เช่น เครอ่ื งคิดเลข ลกู คิด ธนบัตรจาลอง ฯลฯ
๒. มมุ บลอ็ ก
ไม้บล็อกหรือแท่งไม้ทม่ี ีขนาดและรปู ทรงต่างๆกนั จานวนตง้ั แต่ ๕๐ ชนิ้ ข้นึ ไป
ของเลน่ จาลอง เช่น รถยนต์ เคร่อื งบนิ รถไฟ คน สัตว์ ต้นไม้ ฯลฯ
ภาพถ่ายต่างๆ
- ทีจ่ ดั เกบ็ ไม้บล็อกหรือแทง่ ไม้อาจเป็นชั้น ลังไมห้ รือพลาสติก แยกตามรูปทรง ขนาด
๓. มุมหนังสอื
หนงั สอื ภาพนทิ าน สมดุ ภาพ หนงั สือภาพทมี่ ีคาและประโยคส้นั ๆพรอ้ มภาพ
ช้ันหรอื ท่วี างหนังสอื
อปุ กรณ์ต่าง ๆ ที่ใชใ้ นการสรา้ งบรรยากาศการอ่าน เชน่ เส่ือ พรม หมอน ฯลฯ
สมุดเซน็ ยืมหนงั สอื กลบั บา้ น
อุปกรณ์สาหรับการเขยี น
อุปกรณ์เสรมิ เช่น เครือ่ งเล่นเทป ตลบั เทปนทิ านพรอ้ มหนังสอื นทิ าน หูฟัง ฯลฯ
๔. มุมวิทยาศาสตร์ หรือมุมธรรมชาตศิ ึกษา
วัสดุตา่ ง ๆ จากธรรมชาติ เช่น เมลด็ พชื ตา่ ง ๆ เปลอื กหอย ดนิ หนิ แร่ ฯลฯ
เครอื่ งมอื เครอ่ื งใช้ในการสารวจ สงั เกต ทดลอง เชน่ แว่นขยาย แม่เหลก็ เข็มทศิ
เครอื่ งชง่ั ฯลฯ
๕.มุมอาเซียน
ธงของแตล่ ะประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน
คากลา่ วทกั ทายของแต่ละประเทศ
ภาพการแต่งกายประจาชาติในกลุ่มประเทศอาเซยี น
กิจกรรมสร้างสรรค์ ควรมีวสั ดุ อุปกรณ์ ดงั น้ี
๑. การวาดภาพและระบายสี
- สีเทียนแท่งใหญ่ สไี ม้ สชี อลก์ สนี า้
- พู่กนั ขนาดใหญ่ (ประมาณเบอร์ ๑๒ )
- กระดาษ
- เสื้อคลุม หรือผ้ากันเป้ือน
๒. การเลน่ กบั สี
การเปุาสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สีนา้
การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พูก่ นั สนี ้า
การพับสี มี กระดาษ สีนา้ พู่กัน
การเทสี มี กระดาษ สนี ้า
การละเลงสี มี กระดาษ สนี า้ แปงู เปียก
๓. การพิมพภ์ าพ
แมพ่ ิมพต์ า่ ง ๆ จากของจรงิ เช่น นิว้ มือ ใบไม้ ก้านกลว้ ย ฯลฯ
แมพ่ ิมพจ์ ากวสั ดอุ ื่น ๆ เช่น เชอื ก เสน้ ด้าย ตรายาง ฯลฯ
กระดาษ ผา้ เช็ดมือ สีโปสเตอร์ (สนี ้า สีฝุน ฯลฯ)
๔.การป้ัน เชน่ ดนิ น้ามนั ดนิ เหนียว แปงู โดว์ แผน่ รองปัน้ แม่พิมพ์รปู ต่าง ๆ ไมน้ วดแปูง ฯลฯ
๕.การพบั ฉีก ตัดปะ เชน่ กระดาษ หรอื วัสดุอ่นื ๆทจ่ี ะใช้พับ ฉีก ตดั ปะ กรรไกรขนาดเล็ก
ปลายมน กาวนา้ หรือแปูงเปียก ผา้ เช็ดมอื ฯลฯ
๖. การประดิษฐเ์ ศษวสั ดุ เช่น เศษวสั ดตุ ่าง ๆ มกี ล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษไหม กาว กรรไกร
สี ผ้าเชด็ มอื ฯลฯ
๗. การร้อย เชน่ ลกู ปดั หลอดกาแฟ หลอดด้าย ฯลฯ
๘.การสาน เชน่ กระดาษ ใบตอง ใบมะพรา้ ว ฯลฯ
๙. การเล่นพลาสตกิ สร้างสรรค์ พลาสติกช้ินเลก็ ๆ รปู ทรงตา่ ง ๆ ผเู้ ลน่ สามารถนามาตอ่ เปน็ รปู แบบตา่ ง
ๆ ตามความต้องการ
๑๐.การสรา้ งรปู เชน่ จากกระดานปักหมุด จากแปูนตะปูที่ใชห้ นังยางหรอื เชือก ผูกดึงให้เป็นรปู ร่างต่าง ๆ
เกมการศึกษา ตวั อยา่ งสื่อประเภทเกมการศึกษามดี งั น้ี
๑. เกมจับคู่
จับครู่ ูปรา่ งทเี่ หมือนกนั
จบั คภู่ าพเงา
จับคู่ภาพท่ซี ่อนอยใู่ นภาพหลัก
จับคู่สิ่งทมี่ ีความสมั พนั ธ์กัน ส่งิ ที่ใช้คกู่ ัน
จบั คู่ภาพสว่ นเตม็ กบั สว่ นย่อย
จับคภู่ าพกับโครงร่าง
จบั คภู่ าพชิน้ สว่ นที่หายไป
จบั คภู่ าพทเ่ี ป็นประเภทเดียวกัน
จับคูภ่ าพที่ซ่อนกัน
จับคู่ภาพสมั พันธ์แบบตรงกันข้าม
จับคภู่ าพทสี่ มมาตรกนั
จับค่แู บบอปุ มาอุปไมย
จบั คแู่ บบอนุกรม
๒. เกมภาพตัดตอ่
ภาพตดั ตอ่ ทส่ี มั พนั ธก์ บั หน่วยการเรยี นตา่ ง ๆ เช่น ผลไม้ ผัก ฯลฯ
๓. เกมจัดหมวดหมู่
ภาพส่งิ ต่าง ๆ ทนี่ ามาจดั เปน็ พวก ๆ
ภาพเกยี่ วกับประเภทของใช้ในชีวติ ประจาวนั
ภาพจัดหมวดหมู่ตามรปู ร่าง สี ขนาด รูปทรงเรขาคณิต
๔. เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน)
โดมิโนภาพเหมอื น
โดมิโนภาพสมั พันธ์
๕. เกมเรยี งลาดับ
เรียงลาดับภาพเหตุการณต์ ่อเนอื่ ง
เรยี งลาดับขนาด
๖. เกมศกึ ษารายละเอียดของภาพ (ล็อตโต้)
๗. เกมจบั ค่แู บบตารางสัมพันธ์ (เมตรกิ เกม)
๘. เกมพน้ื ฐานการบวก
กิจกรรมเสริมประสบการณ์ /กจิ กรรมในวงกลม ตัวอย่างส่ือมีดังน้ี
๑.ส่ือของจริงท่ีอยู่ใกลต้ วั และส่อื จากธรรมชาตหิ รอื วัสดทุ ้องถ่นิ เชน่ ต้นไม้ ใบไม้ เปลือกหอย เสือ้ ผา้ ฯลฯ
๒. สื่อทจ่ี าลองขนึ้ เชน่ ลกู โลก ต๊กุ ตาสตั ว์ ฯลฯ
๓. สื่อประเภทภาพ เชน่ ภาพพลกิ ภาพโปสเตอร์ หนงั สือภาพ ฯลฯ
๔. สอ่ื เทคโนโลยี เชน่ วิทยุ เคร่อื งบันทึกเสยี ง เครื่องขยายเสียง โทรศพั ท์
กจิ กรรมกลางแจ้ง ตัวอย่างส่ือมดี ังน้ี
๑. เครอ่ื งเลน่ สนาม เช่น เครื่องเล่นสาหรบั ปีนปุาย เคร่ืองเล่นประเภทล้อเลือ่ น ฯลฯ
๒. ทีเ่ ลน่ ทราย มที รายละเอียด เครอื่ งเลน่ ทราย เครื่องตวง ฯลฯ
๓. ที่เลน่ นา้ มภี าชนะใสน่ า้ หรืออ่างน้าวางบนขาต้ังที่มนั่ คง ความสงู พอท่เี ด็กจะยนื ได้พอดี เสื้อคลุมหรอื ผา้
กันเป้อื นพลาสตกิ อปุ กรณ์เล่นนา้ เช่น ถว้ ยตวง ขวดต่างๆ สายยาง กรวยกรอกน้า ตุ๊กตายาง ฯลฯ
กจิ กรรมเคล่อื นไหวและจังหวะ ตัวอยา่ งสอื่ มดี ังน้ี
๑. เครื่องเคาะจงั หวะ เชน่ ฉิง่ เหล็กสามเหล่ยี ม กรับ รามะนา กลอง ฯลฯอปุ กรณ์ประกอบการ
เคล่อื นไหว เช่น หนังสอื พมิ พ์ ริบบนิ้ แถบผา้ หว่ ง
๒. หวาย ถุงทราย ฯลฯ
การเลือกสอ่ื มวี ิธกี ารเลอื กสื่อ ดังน้ี
๑. เลอื กให้ตรงกบั จดุ ม่งุ หมายและเรอ่ื งทส่ี อน
๒. เลือกให้เหมาะสมกบั วัยและความสามารถของเด็ก
๓. เลอื กใหเ้ หมาะสมกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นท่เี ด็กอยหู่ รอื สถานภาพของสถานศึกษา
๔. มีวธิ ีการใชง้ า่ ย และนาไปใช้ไดห้ ลายกจิ กรรม
๕. มีความถูกต้องตามเน้อื หาและทนั สมัย
๖. มคี ุณภาพดี เช่น ภาพชัดเจน ขนาดเหมาะสม ไม่ใชส้ สี ะทอ้ นแสง
๗. เลือกส่ือที่เด็กเขา้ ใจงา่ ยในเวลาส้ัน ๆ ไมซ่ ับซ้อน
๘. เลอื กสอ่ื ทส่ี ามารถสัมผัสได้
๙. เลอื กสื่อเพ่ือใช้ฝกึ และส่งเสรมิ การคิดเป็น ทาเป็น และกลา้ แสดงความคดิ เห็นดว้ ยความมั่นใจ
การจดั หาสื่อ สามารถจัดหาได้หลายวิธี คอื
๑. จัดหาโดยการขอยืมจากแหลง่ ต่างๆ เชน่ ศนู ย์สอื่ ของสถานศึกษาของรัฐบาล หรือ สถานศึกษา
เอกชน ฯลฯ
๒.จดั ซอื้ สื่อและเครื่องเล่นโดยวางแผนการจดั ซ้ือตามลาดับความจาเป็น เพื่อให้สอดคลอ้ งกบั งบประมาณทีท่ าง
สถานศึกษาสามารถจัดสรรใหแ้ ละสอดคล้องกบั แผนการจัดประสบการณ์
๓.ผลิตสือ่ และเครื่องเลน่ ข้นึ ใช้เองโดยใช้วัสดุท่ีปลอดภัยและหาง่ายเปน็ เศษวสั ดุเหลอื ใช้
ที่มีอยู่ในทอ้ งถิน่ นน้ั ๆ เชน่ กระดาษแขง็ จากลงั กระดาษ รูปภาพจากแผ่นปูายโฆษณา
รูปภาพจากหนังสือนิตยสารต่าง ๆ เป็นตน้
ข้นั ตอนการดาเนนิ การผลติ ส่อื สาหรบั เด็ก มดี งั นี้
๑. สารวจความตอ้ งการของการใชส้ ื่อให้ตรงกบั จุดประสงค์ สาระการเรียนรแู้ ละกิจกรรมท่จี ัด
๒. วางแผนการผลติ โดยกาหนดจุดม่งุ หมายและรปู แบบของสือ่ ใหเ้ หมาะสมกบั วยั และความสามารถของเด็ก
สอื่ นั้นจะต้องมีความคงทนแขง็ แรง ประณีตและสะดวกต่อการใช้
๓. ผลิตสื่อตามรปู แบบท่ีเตรยี มไว้
๔. นาสอ่ื ไปทดลองใชห้ ลาย ๆ ครัง้ เพื่อหาข้อดี ข้อเสียจะได้ปรับปรงุ แก้ไขใหด้ ยี ิ่งขนึ้
๕. นาสือ่ ทีป่ รับปรงุ แก้ไขแล้วไปใช้จริง
การใชส้ ่อื ดาเนนิ การดังน้ี
๑.การเตรียมพร้อมก่อนใชส้ ื่อ มขี ้นั ตอน คือ
๑.๑ เตรยี มตวั ผ้สู อน
ผู้สอนจะตอ้ งศึกษาจุดมุ่งหมายและวางแผนว่าจะจดั กิจกรรมอะไรบา้ ง
เตรียมจดั หาส่ือและศึกษาวิธีการใชส้ ่อื
จัดเตรยี มสอื่ และวสั ดอุ น่ื ๆ ทจี่ ะต้องใชร้ ่วมกนั
ทดลองใช้สอื่ ก่อนนาไปใชจ้ รงิ
๑.๒ เตรยี มตัวเดก็
ศกึ ษาความรพู้ ้นื ฐานเดมิ ของเด็กให้สมั พันธ์กับเรอ่ื งท่ีจะสอน
เร้าความสนใจเด็กโดยใช้สือ่ ประกอบการเรยี นการสอน
ใหเ้ ดก็ มีความรับผดิ ชอบ รูจ้ ักใช้สื่ออยา่ งสรา้ งสรรค์ ไม่ใช่ทาลาย
เลน่ แลว้ เกบ็ ใหถ้ กู ท่ี
๑.๓ เตรียมส่อื ให้พรอ้ มกอ่ นนาไปใช้
จดั ลาดับการใช้ส่อื วา่ จะใช้อะไรก่อนหรือหลัง เพ่อื ความสะดวกในการสอน
ตรวจสอบและเตรยี มเครอ่ื งมือใหพ้ ร้อมทีจ่ ะใช้ได้ทันที
เตรียมวัสดุอุปกรณ์ทใ่ี ช้ร่วมกับสอื่
๒.การนาเสนอส่อื เพ่อื ใหบ้ รรลผุ ลโดยเฉพาะใน กจิ กรรมเสรมิ ประสบการณ์ / กิจกรรมวงกลม /
กิจกรรมกลุ่มยอ่ ย ควรปฏิบัติ ดังนี้
๒.๑ สรา้ งความพร้อมและเร้าความสนใจให้เด็กก่อนจดั กิจกรรมทกุ ครัง้
๒.๒ ใชส้ อ่ื ตามลาดบั ขน้ั ของแผนการจัดกิจกรรมท่ีกาหนดไว้
๒.๓ ไม่ควรให้เด็กเห็นสือ่ หลายๆชนิดพรอ้ มๆกัน เพราะจะทาให้เด็กไมส่ นใจ
กิจกรรมทีส่ อน
๒.๔ ผสู้ อนควรยืนอยู่ด้านข้างหรือดา้ นหลงั ของส่อื ท่ีใชก้ บั เด็ก
ผสู้ อนไมค่ วรยนื หันหลงั ให้เดก็ จะต้องพดู คยุ กับเด็กและสังเกตความสนใจ
ของเด็ก พร้อมท้ังสารวจขอ้ บกพร่องของสอ่ื ท่ีใช้ เพอื่ นาไปปรบั ปรุงแก้ไข
ใหด้ ีขน้ึ
๒.๕เปดิ โอกาสให้เดก็ ได้รว่ มใช้สอ่ื
ขอ้ ควรระวังในการใช้ส่ือการเรยี นการสอน การใชส้ ่อื ในระดับปฐมวัยควรระวังในเรือ่ งตอ่ ไปนี้
๑.วสั ดุที่ใช้ ต้องไม่มีพษิ ไมห่ ัก และแตกงา่ ย มีพ้ืนผวิ เรียบ ไม่เปน็ เสย้ี น
๒.ขนาด ไม่ควรมีขนาดใหญเ่ กนิ ไป เพราะยากต่อการหยบิ ยก อาจจะตกลงมา
เสยี หาย แตก เปน็ อันตรายต่อเด็กหรือใช้ไม่สะดวก เช่น กรรไกรขนาดใหญ่ โต๊ะ เก้าอที้ ่ีใหญ่
และสูงเกนิ ไป และไม่ควรมีขนาดเล็กเกนิ ไป เด็กอาจจะนาไปอมหรือกลนื ทาให้ติดคอหรือ
ไหลลงท้องได้ เชน่ ลูกปัดเล็ก ลกู แก้วเลก็ ฯลฯ
๓. รปู ทรง ไม่เปน็ รปู ทรงแหลม รูปทรงเหลย่ี ม เปน็ สัน
๔. น้าหนัก ไม่ควรมนี ้าหนักมาก เพราะเด็กยกหรือหยบิ ไม่ไหว อาจจะตกลงมาเป็นอันตรายตอ่ ตัวเด็ก
๕. ส่ือหลกี เลยี่ งส่ือที่เป็นอนั ตรายต่อตัวเด็ก เช่น สารเคมี วตั ถไุ วไฟ ฯลฯ
๖. สี หลีกเล่ียงสีทเี่ ป็นอันตรายต่อสายตา เช่น สีสะทอ้ นแสง ฯลฯ
การประเมินการใชส้ ื่อ
ควรพิจารณาจากองคป์ ระกอบ 3 ประการ คือ ผูส้ อน เด็ก และสื่อ เพอ่ื จะได้ทราบวา่ สอ่ื นัน้ ชว่ ยให้เด็กเรยี นรู้
ได้มากน้อยเพยี งใด จะได้นามาปรับปรงุ การผลติ และการใช้ส่อื ให้ดียิง่ ข้ึน โดยใชว้ ิธีสงั เกต ดังนี้
๑. สือ่ น้นั ชว่ ยใหเ้ ด็กเกดิ การเรยี นรู้เพียงใด
๒. เด็กชอบสื่อนั้นเพยี งใด
๓. สอื่ นนั้ ชว่ ยให้การสอนตรงกับจดุ ประสงค์หรอื ไม่ ถูกต้องตามสาระการเรยี นรแู้ ละทนั สมยั หรอื ไม่
๔. สือ่ นั้นช่วยใหเ้ ด็กสนใจมากนอ้ ยเพยี งใด เพราะเหตุใด
การเกบ็ รักษา และซ่อมแซมสื่อ
การจดั เก็บส่ือเป็นการส่งเสริมให้เด็กฝึกการสงั เกต การเปรยี บเทยี บ การจัดกลุ่ม สง่ เสรมิ ความรับผิดชอบ
ความมนี า้ ใจ ชว่ ยเหลอื ผสู้ อนไม่ควรใช้การเก็บส่ือเป็นการลงโทษเด็ก โดยดาเนินการดังนี้
๑. เกบ็ สอ่ื ใหเ้ ป็นระเบียบและเปน็ หมวดหมู่ตามลกั ษณะประเภทของสอื่ สอ่ื ทีเ่ หมือนกนั จัดเก็บหรอื จัดวางไว้
ด้วยกนั
๒. วางสือ่ ในระดบั สายตาของเด็ก เพ่ือให้เด็กหยิบใช้ จัดเก็บได้ดว้ ยตนเอง
๓. ภาชนะท่ีจัดเกบ็ สื่อควรโปร่งใส เพื่อให้เด็กมองเห็นสง่ิ ที่อย่ภู ายในได้งา่ ยและควรมีมือจับเพอ่ื ใหส้ ะดวกใน
การขนย้าย
๔. ฝกึ ให้เด็กรคู้ วามหมายของรปู ภาพหรอื สีทีเ่ ปน็ สัญลักษณ์แทนหมวดหมู่ ประเภทส่ือ เพอื่ เด็กจะไดเ้ ก็บเขา้
ท่ีได้ถูกต้อง การใชส้ ญั ลักษณ์ควรมีความหมายต่อการเรยี นรขู้ องเด็ก สญั ลกั ษณ์ควรใช้สอ่ื ของจริง ภาพถ่ายหรือสาเนา
ภาพวาด ภาพโครงร่างหรอื ภาพประจุด หรือบัตรคาตดิ คู่กับสัญลักษณ์อยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง
๕.ตรวจสอบส่ือหลงั จากทใ่ี ช้แลว้ ทุกครง้ั ว่ามสี ภาพสมบูรณ์ จานวนครบถว้ นหรือไม่
๖. ซอ่ มแซมสื่อชารดุ และทาเตมิ ส่วนท่ีขาดหายไปให้ครบชุด
การพฒั นาสอื่
การพัฒนาส่ือเพื่อใชป้ ระกอบการจัดกิจกรรมในระดบั ปฐมวัยนน้ั กอ่ นอ่ืนควรได้สารวจข้อมลู สภาพปัญหา
ต่างๆของสื่อทุกประเภทท่ีใช้อยูว่ า่ มอี ะไรบ้างทีจ่ ะต้องปรบั ปรงุ แก้ไข เพื่อจะได้ปรบั เปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการ
แนวทางการพฒั นาสอ่ื ควรมีลักษณะเฉพาะ ดังน้ี
๑. ปรบั ปรงุ ส่อื ใหท้ นั สมยั เข้ากับเหตกุ ารณ์ ใชไ้ ด้สะดวก ไม่ซับซ้อนเกนิ ไป เหมาะสมกับวัย
ของเด็ก
๒. รกั ษาความสะอาดของส่ือ ถา้ เปน็ วสั ดุท่ีลา้ งนา้ ได้ เม่ือใช้แล้วควรได้ลา้ งเช็ด หรอื ปัดฝุนใหส้ ะอาด เกบ็ ไว้
เป็นหมวดหมู่ วางเป็นระเบยี บหยิบใช้งา่ ย
๓. ถา้ เป็นสื่อท่ีผ้สู อนผลิตขน้ึ มาใช้เองและผา่ นการทดลองใชม้ าแล้ว ควรเขยี นคมู่ ือประกอบการใชส้ ื่อน้นั
โดยบอกชือ่ ส่ือ ประโยชน์และวิธีใช้สือ่ รวมทงั้ จานวนชิน้ ส่วนของสื่อในชุดน้ันและเกบ็ คู่มือไวใ้ นซองหรือถงุ พร้อมสื่อ
ทผ่ี ลติ
๔. พัฒนาสอ่ื ทสี่ รา้ งสรรค์ ใช้ไดเ้ อนกประสงค์ คือ เป็นได้ท้ังส่อื เสริมพัฒนาการ
และเปน็ ของเลน่ สนุกสนานเพลิดเพลิน
แหลง่ การเรียนรู้
โรงเรยี นวดั วชิราลงกรณวรารามไดแ้ บ่งประเภทของแหล่งเรียนรู้ ไดด้ ังนี้
๑. แหล่งเรยี นรูป้ ระเภทบุคคล ไดแ้ ก่ วิทยากรหรือผ้เู ชยี วชาญเฉพาะด้าน ท่ีจัดหามาเพ่อื ใหค้ วามรู้
ความเขา้ ใจอย่างกระจา่ งแก่เด็กโดยสอดคล้องกับเนือ้ หาสาระการเรียนรู้ตา่ งๆ ไดแ้ ก่
- กานนั ตาบลหนองนา้ แดง
- เจ้าหนา้ ทใ่ี น อบต.
- เจ้าหนา้ ทสี่ าธารณสุข
- พระสงฆ์
- พอ่ คา้ – แมค่ ้า
- เจา้ หนา้ ที่ตารวจ
- ผูป้ กครอง
- ชา่ งตดั ผม / ช่างเสรมิ สวย
- ครู
- ภารโรง
- ฯลฯ
๒. แหลง่ เรยี นรู้ภายในชมุ ชน ไดแ้ ก่ แหลง่ ขอ้ มูลหรอื แหล่งวิทยาการต่างๆ ท่อี ยู่ในชุมชน
มีความสมั พนั ธ์กบั เอกลักษณ์ทางวฒั นธรรมและประเพณีช่วยให้เด็กสามารถเช่ือมโยงโลกภายในและโลกภายนอก
(inner world & outer world) ได้ และสอดคลอ้ งกับวถิ ีการดาเนนิ ชวี ิตของเด็กปฐมวยั ไดแ้ ก่
- ห้องสมุดโรงเรยี นวดั วชริ าลงกรณวราราม
- หอ้ งวิทยาศาสตร์ปฐมวัย
- ห้องสื่อการจดั ประสบการณ์ของศนู ย์เดก็ ปฐมวัยตน้ แบบอาเภอปากชอ่ ง
- วัดวชิราลงกรณวราราม
-วัดถ้าไตรรัตน์
- วดั ถ้าไก่แก้ว
-วัดถา้ เขาวง
- สานกั สงฆ์ถา้ ไตรโลก
-วดั เทพสุทธาจารย์
- สานกั สงฆ์ถา้ โพธทิ์ อง
- สานักสงฆ์ถา้ สองตา
- สถานอี นามยั หนองนา้ แดง
- สถานีตารวจ
- สถานท่ที าการกานันตาบลหนองน้าแดง
- องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลหนองน้าแดง
- โรงพยาบาลปากชองนานา
- ฟารม์ โชคชยั
- บริษัทศลิ าสากลพฒั นา
- บริษัทไทยซาโต๊ะ
- บรษิ ัทกรอบรปู
- บรษิ ัทเกษมพัฒนา
- สวนทพิ ย์พัฒนา
- โรงงานอิฐบลอ็ กฐิติ
- รา้ นค้าในหม่บู ้าน
- รา้ นตัดผมชาย-หญงิ
- ที่พกั ตากอากาศ เชน่ รสี อร์ทเขาใหญ่ รีสอรว์ นาลี ฯลฯ
๓. สถานทส่ี าคัญต่างๆ ได้แก่ แหลง่ ความรสู้ าคญั ต่างๆ ท่เี ด็กให้ความสนใจ ได้แก่
- สวนสตั วน์ ครราชสีมา
- วัดหลวงพอ่ โต
- เขือ่ นลาตะคอง
- โรงไฟฟูาสบู กลบั
- สวนสรุ นารี
- ศนู ยว์ ิทยาศาสตร์ อาเภอสีค้ิว
- วนอุทยานเขาใหญ่
- อนสุ าวรยี ท์ า้ วสรุ นารี
- วนอุทยานผเี ส้อื
- ใมก้ ลายเป็นหนิ
- วดั ปาุ หลกั รอ้ ย
- ฯลฯ
การประเมนิ พัฒนาการ
การประเมนิ พัฒนาการเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี เป็นการประเมนิ พฒั นาการทางด้านร่างกาย อารมณ์
จิตใจ สงั คม และสติปัญญาของเดก็ โดยถือเป็นกระบวนการต่อตนเอง และเปน็ สว่ นหนึ่งของกจิ กรรมปกตทิ จี่ ัดใหเ้ ดก็
ในแต่ละวนั ผลท่ไี ดจ้ ากการสังเกตพฒั นาการเด็กต้องนามาจัดทาสารนทิ ศั นห์ รือจดั ทาขอ้ มูลหลกั ฐานหรือเอกสาร
อย่างเป็นระบบ ดว้ ยการวบรวมผลงานสาหรบั เด็กเป็นรายบคุ คลทสี่ ามารถบอกเรื่องราวหรอื ประสบการณ์ที่เด็กได้รบั
ว่าเดก็ เกดิ การเรยี นรู้และมีความก้าวหนา้ เพียงใด ทัง้ นี้ ให้นาขอ้ มูลผลการประเมินพฒั นาการเดก็ มาพิจารณา ปรับปรงุ
วางแผล การจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแตล่ ะคนไดร้ บั การพฒั นาตามจุดหมายของหลกั สตู รอยา่ งต่อเนื่อง การ
ประเมนิ พัฒนาการควรยดึ หลัก ดังน้ี
๑. วางแผนการประเมินพฒั นาการอย่างเปน็ ระบบ
๒. ประเมนิ พัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
๓. ประเมินพัฒนาการเด็กเปน็ รายบุคคลอยา่ งสมา่ เสมอตอ่ เน่อื งตลอดปี
๔. ประเมนิ พัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจาวันด้วยเคร่อื งมือและวิธกี ารทห่ี ลากหลาย ไมค่ วรใช้
แบบทดสอบ
๕. สรปุ ผลการประเมนิ จัดทาข้อมลู และนาผลการประเมนิ ไปใช้พัฒนาเด็ก
สาหรับวิธีการประเมนิ ท่ีเหมาะสมและควรใชก้ ับเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี ไดแ้ ก่ การสงั เกต การบนั ทึกพฤติกรรม
การสนทนากับเดก็ การสัมภาษณ์ การวิเคราะหข์ ้อมูลจากผลงานเด็กท่ีเกบ็ อย่างมรี ะบบ
ประเภทของการประเมินพัฒนาการ
การพฒั นาคุณภาพการเรยี นรู้ของเด็ก ประกอบดว้ ย ๑) วตั ถปุ ระสงค์ (Obejetive) ซึ่งตามหลักสูตร
การศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช....หมายถงึ จุดหมายซง่ึ เปน็ มาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์ ตวั บ่งชแี้ ละสภาพท่ีพึง
ประสงค์ ๒) การจัดประสบการณการเรยี นรู้ (Leanning) ซ่ึงเปน็ กระบวนการได้มาของความรู้หรือทกั ษะผ่านการ
กระทาสิง่ ตา่ งๆที่สาคัญตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั กาหนดใหห้ รอื ท่เี รียกว่า ประสบการณ์สาคัญ ในการชว่ ยอธิบาย
ใหค้ รูเข้าใจถึงประสบการณ์ท่ีเดก็ ปฐมวัยต้องทาเพื่อเรียนรู้สง่ิ ต่างๆรอบตวั และชว่ ยแนะผสู้ อนในการสงั เกต สนับสนนุ
และวางแผนการจัดกิจกรรมใหเ้ ดก็ และ ๓) การประเมนิ ผล(Evaluation) เพอื่ ตรวจสอบพฤติกรรมหรอื ความสามารถ
ตามวยั ทค่ี าดหวังให้เดก็ เกิดข้ึนบนพน้ื ฐานพฒั นาการตามวัยหรอื ความสามารถตามธรรมชาตใิ นแต่ละระดบั อายุ
เรยี กวา่ สภาพท่ีพงึ ประสงค์ ทีใ่ ชเ้ ปน็ เกณฑ์สาคญั สาหรับการประเมินพฒั นาการเด็ก เป็นเปูาหมายและ
กรอบทศิ ทางในการพัฒนาคุณภาพเดก็ ทง้ั นปี้ ระเภทของการประเมนิ พัฒนาการ อาจแบง่ ได้เป็น ๒
ลักษณะ คอื
๑) แบง่ ตามวัตถปุ ระสงคข์ องการประเมนิ
การแบง่ ตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการประเมิน แบ่งได้ ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑.๑) การประเมนิ ความกา้ วหนา้ ของเด็ก (Formative Evaluation) หรือการประเมินเพื่อพัฒนา
(Formative Assessment) หรือการประเมนิ เพ่อื เรียน (Assessment for Learning) เป็นการประเมนิ ระหวา่ งการ
จัดระสบการณ์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกย่ี วกับผลพฒั นาการและการเรยี นรู้ของเด็กในระหว่างทากิจกรรมประจาวัน/
กจิ วตั รประจาวันปกติอย่างต่อเนอ่ื ง บนั ทึก วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมลู แลว้ นามาใชใ้ นการส่งเสรมิ หรอื ปรบั ปรงุ
แก้ไขการเรยี นรู้ของเด็ก และการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ของผสู้ อน การประเมินพฒั นาการกับการจดั
ประสบการณ์การเรียนรขู้ องผู้สอนจงึ เป็นเรอ่ื งที่สัมพันธ์กันหากขาดสง่ิ หน่งึ สงิ่ ใดการจดั ประสบการณ์การเรียนรูก้ ็ขาด
ประสิทธภิ าพ เปน็ การประเมินผลเพอื่ ใหร้ ้จู ุดเด่น จดุ ท่ีควรส่งเสรมิ ผูส้ อนต้องใชว้ ิธีการและเคร่อื งมือประเมนิ
พฒั นาการทหี่ ลากหลาย เชน่ การสังเกต การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานท่แี สดงออกถึงความกา้ วหนา้ แต่ละดา้ น
ของเด็กเป็นรายบุคคล การใช้แฟมู สะสมงาน เพอื่ ให้ได้ข้อสรุปของประเดน็ ที่กาหยด สง่ิ ที่สาคัญทส่ี ุดในการประเมนิ
ความก้าวหน้าคือ การจัดประสบการณใ์ ห้กับเด็กในลกั ษณะการเชอื่ มโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหมท่ าให้
การเรียนรูข้ องเด็กเพิม่ พนู ปรับเปล่ียนความคดิ ความเขา้ ใจเดิมทีไ่ ม่ถูกต้อง ตลอดจนการใหเ้ ด็กสามารถพฒั นาการ
เรียนรู้ของตนเองได้
๑.๒) การประเมินผลสรุป (Summatie Evaluation) หรอื การประเมนิ เพ่ือตดั สินผลพฒั นาการ
(Summatie Assessment) หรือการประเมินสรุปผลของการเรียนรู้ (Assessment of Learning) เป็นการประเมิน
สรปุ พัฒนาการ เพอื่ ตดั สนิ พัฒนาการของเด็กวา่ มีความพร้อมตามมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ของหลักสูตร
การศึกษาปฐมวยั หรือไม่ เพ่ือเป็นการเชือ่ มต่อของการศึกษาระดบั ปฐมวัยกับช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๑
ดงั นน้ั ผสู้ อนจงึ ควรใหค้ วามสาคัญกับการประเมนิ ความก้าวหน้าของเด็กในระดับห้องเรียนมากกว่าการ
ประเมินเพ่ือตัดสนิ ผลพัฒนาการของเด็กเมื่อสน้ิ ภาคเรียนหรือส้นิ ปีการศึกษา
๒) แบง่ ตามระดับของการประเมิน
การแบง่ ตามระดบั ของการประเมิน แบ่งได้เปน็ ๒ ประเภท
๒.๑) การประเมินพัฒนาการระดับชนั้ เรยี น เป็นการประเมินพัฒนาการที่อยูใ่ นกระบวนการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ ผู้สอนดาเนนิ การเพอ่ื พฒั นาเด็กและตัดสนิ ผลการพฒั นาการดา้ นร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สงั คม และสตปิ ัญญา จากกจิ กรรมหลกั /หน่วยการเรยี นร้(ู Unit) ท่ผี สู้ อนจดั ประสบการณ์ใหก้ ับเด็ก ผสู้ อนประเมนิ ผล
พัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงคแ์ ละตัวบง่ ชีท้ ก่ี าหนดเป็นเปาู หมายในแตล่ ะแผนการจัดประสบการณ์ของหนว่ ยการ
เรยี นรดู้ ว้ ยวธิ ีต่างๆ เช่น การสงั เกต การสนทนา การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานทแี่ สดงออกถึงความก้าวหนา้ แต่
ละด้านของเด็กเป็นรายบคุ คล การแสดงกริยาอาการต่างๆของเดก็ ตลอดเวลาทจ่ี ัดประสบการณ์เรยี นรู้ เพื่อตรวจสอบ
และประเมินว่าเดก็ บรรลุตามสภาพทพ่ี ึงประสงคล์ ะตวั บ่งช้ี หรือมีแนวโน้มวา่ จะบรรลุสภาพท่ีพงึ ประสงคแ์ ละตวั บง่ ชี้
เพยี งใด แล้วแก้ไขข้อบกพร่องเปน็ ระยะๆอย่างตอ่ เนื่อง ท้ังน้ี ผู้สอนควรสรปุ ผลการประเมินพัฒนาการวา่ เด็กมผี ลอนั
เกดิ จากการจัดประสบการณ์การเรียนรหู้ รือไม่ และมากน้อยเพียงใด โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพอื่ รวบรวมหรอื สะสมผลการ
ประเมินพฒั นาการในกจิ กรรมประจาวนั /กิจวตั รประจาวัน/หนว่ ยการเรียนรู้ หรผื ลตามรปู แบบการประเมิน
พฒั นาการทส่ี ถานศึกษากาหนด เพ่ือนามาเปน็ ข้อมลู ใช้ปรังปรงุ การจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้ และเปน็ ข้อมลู ในการ
สรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาในระดับสถานศึกษาตอ่ ไปอีกดว้ ย
๒.๒) การประเมินพฒั นาการระดับสถานศกึ ษา เปน็ การตรวจสอบผลการประเมินพัฒนาการของเด็กเป็น
รายบุคคลเป็นรายภาค/รายปี เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกบั การจัดการศึกษาของเด็กในระดับปฐมวัยของสถานศึกษาว่า
ส่งผลตาการเรียนรู้ของเด็กตามเปูาหมายหรอื ไม่ เด็กมีสง่ิ ที่ตอ้ งการได้รับการพัฒนาในด้านใด รวมทง้ั สามารถนาผล
การประเมินพัฒนาการของเด็กในระดบั สถานศึกษาไปเป็นข้อมลู และสารสนเทศในการปรับปรุงหลกั สตู รสถานศึกษา
ปฐมวัย โครงการหรือวิธีการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ ตลอดจนการจดั แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวยั ของ
สถานศกึ ษาตามแผนการประกันคณุ ภาพการศึกษาและการรายงานผลการพฒั นาคุณภาพเดก็ ตอ่ ผู้ปกครอง นาเสนอ
คณะกรรมการถานศึกษาข้ันพื้นฐานรับทราบ ตลอดจนเผยแพรต่ ่อสาธรณชน ชมุ ชน หรือหนว่ ยงานตน้ สังกดั หรือ
หนว่ ยงานต้นสังกดั หนว่ ยงานทเี่ กยี่ วข้องต่อไป
อนงึ่ สาหรับการประเมนิ พัฒนาการเด็กปฐมวยั ในระดบั เขตพื้นท่ีการศกึ ษาหรือระดับประเทศน้ันหากเขต
พน้ื ทีก่ ารศึกษาใดมีความพร้อม อาจมีการดาเนนิ งานในลกั ษณะของการสมุ่ กลมุ่ ตัวอย่างเดก็ ปฐมวัยเขา้ รับการประเมิน
กไ็ ด้ ทั้งนี้ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวยั ขอให้ถือปฏบิ ัติตามหลกั การการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตร
การศกึ ษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐
บทบาทหนา้ ทขี่ องผ้เู กย่ี วขอ้ งในการดาเนนิ งานประเมินพฒั นาการ
การดาเนินงานประเมนิ พัฒนาการของสถานศึกษานนั้ ตอ้ งเปิดโอกาสให้ผเู้ กี่ยวข้องเข้ามามสี ่วนรว่ มในการ
ประเมนิ พฒั นาการและรว่ มรับผดิ ชอบอย่างเหมาะสมตามบรบิ ทของสถานศึกษาแตล่ ะขนาด ดังน้ี
ผู้ปฏิบัติ บทบาทหนา้ ที่ในการประเมินพฒั นาการ
ผ้สู อน ๑. ศกึ ษาหลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวัย และแนวการปฏิบัติการประเมนิ พฒั นาการตามหลกั สูตร
สถานศึกษาปฐมวยั
๒. วเิ คราะห์และวางแผนการประเมินพฒั นาการท่ีสอดคล้องกับหนว่ ยการเรียนร/ู้ กจิ กรรมประจาวัน/
กิจวตั รประจาวนั
๓. จัดประสบการณ์ตามหน่วยการเรยี นรู้ ประเมนิ พัฒนาการ และบนั ทึกผลการประจาวัน/กจิ วตั ร
ประจาวนั
๔. รวบรวมผลการประเมินพัฒนาการ แปลผลและสรปุ ผลการประเมนิ เมื่อส้ินภาคเรียนและส้ินปี
การศกึ ษา
๕. สรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาการระดับช้ันเรยี นลงในสมุดบันทึกผลการประเมินพฒั นาการประจาชน้ั
๖. จัดทาสมุดรายงานประจาตัวนักเรยี น
๗. เสนอผลการประเมนิ พฒั นาการตอ่ ผู้บริหารสถานศึกษาลงนามอนุมัติ
ผูบ้ รหิ าร ๑.กาหนดผู้รับผิดชอบงานประเมินพัฒนาการตามหลักสตู ร และวางแนวทางปฏิบัติการประเมิน
สถานศึกษา พัฒนาการเด็กปฐมวัยตามหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวยั
๒. นิเทศ กากับ ตดิ ตามใหก้ ารดาเนินการประเมินพฒั นาการให้บรรลเุ ปูาหมาย
๓. นาผลการประเมนิ พฒั นาการไปจดั ทารายงานผลการดาเนนิ งานกาหนดนโยบายและวางแผน
พฒั นาการจัดการศึกษาปฐมวัย
พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ๑. ให้ความร่วมมอื กับผู้สอนในการประเมนิ พฤตกิ รรมของเด็กทสี่ งั เกตได้จากที่บา้ นเพื่อเป็นข้อมูล
ประกอบการแปลผลทีเ่ ท่ียงตรงของผ้สู อน
๒. รบั ทราบผลการประเมนิ ของเดก็ และสะท้อนให้ข้อมูลย้อนกลับทีเ่ ปน็ ประโยชนใ์ นการส่งเสริมและ
พฒั นาเด็กในปกครองของตนเอง
๓. ร่วมกับผสู้ อนในการจดั ประสบการณห์ รือเปน็ วิทยากรท้องถน่ิ
คณะกรรมการ ๑. ใหค้ วามเหน็ ชอบและประกาศใชห้ ลกั สตู รสถานศกึ ษาปฐมวยั และแนวปฏบิ ัตใิ นการประเมนิ
สถานศึกษาข้นั พฒั นาการตามหลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั
พ้ืนฐาน ๒. รบั ทราบผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็กเพ่ือการประกนั คุณภาพภายใน
ผปู้ ฏิบัติ บทบาทหน้าที่ในการประเมินพฒั นาการ
สานกั งานเขตพื้นท่ี ๑. สง่ เสริมการจัดทาเอกสารหลกั ฐานว่าดว้ ยการประเมนิ พัฒนาการของเดก็ ปฐมวัยของสถานศกึ ษา
การศึกษา ๒. ส่งเสริมใหผ้ ้สู อนในสถานศึกษามีความรู้ ความเขา้ ใจในแนวปฏิบัติการประเมินพัฒนาการตาม
มาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงคต์ ามหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวยั ตลอดจนความเข้าใจในเทคนิค
วิธกี ารประเมินพฒั นาการในรูปแบบตา่ งๆโดยเนน้ การประเมินตามสภาพจรงิ
๓. สง่ เสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาเครอ่ื งมือพฒั นาการตามมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพงึ
ประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและการจดั เกบ็ เอกสารหลักฐานการศึกษาอยา่ งเป็นระบบ
๔. ใหค้ าปรึกษา แนะนาเกี่ยวกับการประเมนิ พัฒนาการและการจัดทาเอกสารหลกั ฐาน
๕. จดั ให้มีการประเมินพัฒนาการเดก็ ทีด่ าเนนิ การโดยเขตพื้นท่กี ารศึกษาหรือหน่วยงานต้นสังกดั และ
ใหค้ วามร่วมมือในการประเมินพัฒนาการระดบั ประเทศ
แนวปฏบิ ัตกิ ารประเมนิ พฒั นาการ
การประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวัยเป็นกิจกรรมท่ีสอดแทรกอยู่ในการจัดประสบการณท์ ุกข้ันตอนโดยเริม่
ต้งั แตก่ ารประเมินพฤติกรรมของเด็กก่อนการจดั ประสบการณ์ การประเมินพฤตกิ รรมเดก็ ขณะปฏบิ ัติกจิ รรม และการ
ประเมนิ พฤติกรรมเด็กเม่ือสน้ิ สดุ การปฏิบัตกิ จิ กรรม ทง้ั นี้ พฤตกิ รรมการเรยี นรู้และพัฒนาการดา้ นต่างๆ ของเดก็ ที่
ไดร้ ับการประเมินน้นั ต้องเป็นไปตามมาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบง่ ชี้ และสภาพท่ีพึงประสงค์ของหลักสตู ร
สถานศกึ ษาระดับปฐมวยั ท่ผี ู้สอนวางแผนและออกแบบไว้ การประเมินพฒั นาการจึงเปน็ เครอื่ งมือสาคัญที่จะช่วยให้
การเรียนรู้ของเดก็ บรรลตุ ามเปูาหมายเพ่ือนาผลการประเมินไปปรบั ปรุง พัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และ
ใชเ้ ปน็ ข้อมูลสาหรบั การพัฒนาเดก็ ต่อไป สถานศกึ ษาควรมีกระบวนการประเมินพฒั นาการและการจดั การอย่างเปน็
ระบบสรุปผลการประเมนิ พัฒนาการท่ีตรงตามความรู้ ความสามารถ ทักษะและพฤตกิ รรมท่แี ทจ้ รงิ ของเดก็ สอดคล้อง
ตามหลกั การประเมนิ พฒั นาการ รวมทงั้ สะท้อนการดาเนินงานการประกนั คุณภาพภายในของสถานศึกษาอย่างเป็น
ระบบและต่อเนื่อง แนวปฏิบัตกิ ารประเมินพฒั นาการเด็กปฐมวัยของสถานศกึ ษา มดี ังน้ี
๑. หลักการสาคญั ของการดาเนินการประเมนิ พัฒนาการตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั
พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
สถานศกึ ษาทจี่ ดั การศึกษาปฐมวยั ควรคานงึ ถงึ หลักสาคญั ของการดาเนินงานการประเมนิ พฒั นาการตาม
หลักสูตรการศึกษาปฐมวยั สาหรบั เด็กปฐมวยั อายุ ๓-๖ ปี ดงั นี้
๑.๑ ผสู้ อนเปน็ ผรู้ ับผดิ ชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเปดิ โอกาสให้ผู้ทีเ่ กยี่ วข้องมีสว่ นรว่ ม
๑.๒ การประเมินพฒั นาการ มจี ุดมงุ่ หมายของการประเมินเพือ่ พัฒนาความกา้ วหนา้ ของเดก็ และสรปุ ผลการ
ประเมินพัฒนาการของเด็ก
๑.๓ การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคลอ้ งและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบง่ ชี้
สภาพท่ีพึงประสงค์แตล่ ะวัยซ่ึงกาหนดไวใ้ นหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวัย
๑.๔ การประเมินพฒั นาการเป็นส่วนหนึง่ ของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรยี นรตู้ ้องดาเนนิ การดว้ ย
เทคนิควธิ ีการที่หลากหลาย เพ่ือให้สามารถประเมินพฒั นาการเดก็ ได้อย่างรอบดา้ นสมดุลท้ังดา้ นร่างกาย อารมณ์
จิตใจ สงั คม และสติปัญญา รวมทง้ั ระดับอายุของเด็ก โดยตัง้ อยู่บนพืน้ ฐานของความเที่ยงตรง ยุตธิ รรมและเชือ่ ถอื ได้
๑.๕ การประเมนิ พฒั นาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวยั ของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรแู้ ละการ
รว่ มกิจกรรม ควบคู่ไปในกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแตล่ ะระดับอายุ และรูปแบบ
การจัดการศึกษา และต้องดาเนนิ การประเมนิ อย่างตอ่ เน่ือง
๑.๖ การประเมินพัฒนาการต้องเปดิ โอกาสใหผ้ ูม้ สี ว่ นเก่ยี วข้องทุกฝาุ ยไดส้ ะท้อนและตรวจสอบผลการ
ประเมนิ พฒั นาการ
๑.๗ สถานศกึ ษาควรจดั ทาเอกสารบันทกึ ผลการประเมินพัฒนาการของเดก็ ปฐมวยั ในระดบั ชั้นเรยี นและ
ระดับสถานศึกษา เช่น แบบบนั ทกึ การประเมนิ พฒั นาการตามหนว่ ยการจดั ประสบการณ์ สมุดบันทกึ ผลการประเมน
พฒั นาการประจาช้ัน เพ่ือเปน็ หลกั ฐานการประเมินและรายงานผลพัฒนาการและสมุดรายงานประจาตัวนกั เรยี น เพอ่ื
เปน็ การสอ่ื สารข้อมลู การพัฒนาการเด็กระหวา่ งสถานศกึ ษากบั บ้าน
๒. ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ
หลักสูตรการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐ได้กาหนดเปูาหมายคณุ ภาพของเด็กปฐมวัยเป็นมาตรฐาน
คณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์ ซง่ึ ถือเป็นคุณภาพลักษณะที่พึงประสงค์ทีต่ ้องการใหเ้ กดิ ขน้ึ ตัวเดก็ เมื่อจบหลกั สตู รการศกึ ษา
ปฐมวัย คุณลกั ษณะท่รี ะบุไว้ในมาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพึงประสงค์ถือเปน็ สงิ่ จาเปน็ สาหรับเดก็ ทุกคน ดังนั้น
สถานศกึ ษาและหนว่ ยงานท่ีเก่ยี วขอ้ งมีหน้าทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบในการจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาเด็กใหม้ ีคุณภาพ
มาตรฐานทพ่ี ึงประสงค์กาหนด ถอื เปน็ เครอ่ื งมอื สาคัญในการขับเคลอ่ื นและพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัย แนวคดิ
ดังกลา่ วอยูบ่ นฐานความเชื่อท่ีวา่ เดก็ ทุกคนสามารถพัฒนาอยา่ งมีคุณภาพและเทา่ เทียมได้ ขอบเขตของการประเมิน
พัฒนาการประกอบดว้ ย
๒.๑ สิ่งทจ่ี ะประเมนิ
๒.๒ วธิ ีและเคร่อื งมือทใี่ ช้ในการประเมนิ
๒.๓ เกณฑก์ ารประเมินพฒั นาการ
๒.๑ สงิ่ ที่จะประเมิน
การประเมนิ พัฒนาการสาหรับเด็กอายุ ๓-๖ ปี มเี ปาู หมายสาคัญคือ มาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์
จานวน ๑๒ ขอ้ ดงั น้ี
๑. พัฒนาการดา้ นร่างกาย ประกอบดว้ ย ๒ มาตรฐาน คอื
มาตรฐานท่ี ๑ ร่างกายเจริญเติบโตตามวยั และมสี ุขนิสัยที่ดี
มาตรฐานท่ี ๒ กลา้ มเนื้อใหญ่และกลา้ มเนื้อเลก็ แขง็ แรงใชไ้ ดอ้ ยา่ งคล่องแคลว่ และประสานสมั พนั ธ์
กัน
๒. พฒั นาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๓ มสี ขุ ภาพจติ ดีและมีความสขุ
มาตรฐานท่ี ๔ ช่นื ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลอ่ื นไหว
มาตรฐานที่ ๕ มีคณุ ธรรม จริยธรรม และมีจติ ใจทีด่ ีงาม
๓. พฒั นาการดา้ นสงั คม ประกอบดว้ ย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๖ มีทักษะชีวิตและปฏิบตั ิตนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
มาตรฐานที่ ๗ รักธรรมชาติ สิง่ แวดลอ้ ม วัฒนธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานที่ ๘ อยรู่ ่วมกบั ผู้อน่ื ได้อย่างมคี วามสุขและปฏบิ ัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของสังคมในระบอบ
ประชาธปิ ไตย อนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
๔. พฒั นาการดา้ นสติปญั ญา ประกอบดว้ ย ๔ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๙ ใชภ้ าษาสอื่ สารได้เหมาะสมกบั วัย
มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคดิ ทเ่ี ป็นพื้นฐานในการเรยี นรู้
มาตรฐานท่ี ๑๑ มจี นิ ตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์
มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติที่ดตี ่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความร้ไู ดเ้ หมาะสมกับ
วัย
สิง่ ทีจ่ ะประเมนิ พฒั นาการของเด็กปฐมวัยแตล่ ะด้าน มดี งั น้ี
ดา้ นร่างกาย ประกอบดว้ ย การประเมินการมนี ้าหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ สขุ ภาพอนามยั สุขนสิ ัยทด่ี ี การ
รู้จกั รักษาความปลอดภัย การเคลื่อนไหวและการทรงตวั การเล่นและการออกกาลังกาย และการใช้มืออย่าง
คล่องแคลว่ ประสานสัมพันธ์กัน
ดา้ นอารมณ์ จิตใจ ประกอบดว้ ย การประเมนิ ความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกับ
วยั และสถานการณ์ ความรูส้ ึกที่ดตี ่อตนเองและผูอ้ ื่น มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผูอ้ นื่ ความสนใจ/ความสามารถ/และมี
ความสขุ ในการทางานศลิ ปะ ดนตรี และการเคลอื่ นไหว ความรับผิดชอบในการทางาน ความซือ่ สัตย์สุจริตและรูส้ ึก
ถูกผิด ความเมตตากรุณา มนี ้าใจและช่วยเหลอื แบง่ ปนั ตลอดจนการประหยดั อดออม และพอเพียง
ด้านสังคม ประกอบดว้ ย การประเมนิ ความมวี ินยั ในตนเอง การชว่ ยเหลือตนเองในการปฏบิ ัติกิจวตั ร
ประจาวัน การระวังภยั จากคนแปลกหน้า และสถานการณ์ทีเ่ ส่ียงอันตราย การดูแลรักษาธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม
การมสี มั มาคารวะและมารยาทตามวฒั นธรรมไทย รักษาความเป็นไทย การยอมรับความเหมือนและความแตกตา่ ง
ระหว่างบคุ คล การมีสัมพนั ธท์ ด่ี ีกบั ผูอ้ ื่น การปฏิบตั ิตนเบื้องตน้ ในการเปน็ สมาชิกท่ีดีของสังคมในระบอบประชาธปิ ไตย
อนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมขุ
ด้านสติปญั ญา ประกอบดว้ ย การประเมินความสามารถในการสนทนาโต้ตอบและเล่าเรื่องใหผ้ ู้อนื่ เขา้ ใจ
ความสามารถในการอ่าน เขียนภาพและสัญลักษณ์ ความสามารถในการคิดแก้ปญั หา คิดเชิงเหตุผล คิดรวบยอด การ
เล่น/การทางานศลิ ปะ/การแสดงทา่ ทาง/เคล่อื นไหวตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรคข์ องตนเอง การมีเจตคติท่ี
ดตี ่อการเรยี นรู้และความสามารถในการแสวงหาความรู้
๒.๒ วธิ ีการและเครือ่ งมือที่ใชใ้ นการประเมนิ พัฒนาการ
การประเมนิ พัฒนาการเด็กแต่ละครง้ั ควรใช้วิธีการประเมนิ อย่างหลากหลายเพ่ือให้ไดข้ ้อมูลทสี่ มบูรณท์ ส่ี ุด
วธิ กี ารท่ีเหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมนิ เด็กปฐมวัยมีด้วยกนั หลายวธิ ี ดงั ตอ่ ไปนี้
๑. การสงั เกตและการบนั ทกึ การสงั เกตมีอยู่ ๒ แบบคือ การสังเกตอยา่ งมีระบบ ได้แก่ การสังเกตอย่างม
จดุ ม่งุ หมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้ และอกี แบบหนง่ึ คือ การสังเกตแบบไมเ่ ปน็ ทางการ เป็นการสงั เกตในขณะท่ี
เดก็ ทากจิ กรรมประจาวนั และเกดิ พฤติกรรมทไ่ี มค่ าดคิดวา่ จะเกิดขึ้นและผ้สู อนจดบันทึกไว้การสังเกตเปน็ วิธกี ารท่ี
ผู้สอนใช้ในการศึกษาพฒั นาการของเด็ก เมื่อมีการสังเกตก็ต้องมีการบันทึก ผ้สู อนควรทราบวา่ จะบันทกึ อะไรการ
บันทึกพฤติกรรมมีความสาคัญอยา่ งยง่ิ ทตี่ อ้ งทาอยา่ งสม่าเสมอ เน่อื งจากเด็กเจริญเติบโตและเปล่ียนแปลงอยา่ ง
รวดเร็ว จงึ ต้องนามาบันทึกเป็นหลกั ฐานไว้อยา่ งชดั เจน การสังเกตและการบนั ทึกพัฒนาการเด็กสามารถใชแ้ บบง่ายๆ
คือ
๑.๑ แบบบนั ทึกพฤตกิ รรม ใช้บันทึกเหตกุ ารณ์เฉพาะอยา่ งโดยบรรยายพฤติกรรมเด็ก ผูบ้ ันทึกต้อง
บันทึกวนั เดือน ปเี กิดของเด็ก และวนั เดือน ปี ที่ทาการบันทึกแตล่ ะคร้ัง
๑.๒ การบันทกึ รายวัน เปน็ การบนั ทึกเหตุการณ์หรือประสบการณห์ รอื ประสบการณท์ ่ีเกิดขึ้นในชั้นเรียน
ทกุ วนั ถ้าหากบนั ทกึ ในรปู แบบของการบรรยายก็มักจะเนน้ เฉพาะเดก็ รายที่ต้องการศึกษา ขอ้ ดขี องการบันทึกรายวนั
คือ การช้ใี ห้เหน็ ความสามารถเฉพาะอยา่ งของเด็ก จะชว่ ยกระตนุ้ ใหผ้ ู้สอนได้พจิ ารณาปัญหาของเด็กเปน็ รายบุคคล
ช่วยใหผ้ ูเ้ ชยี วชาญมีขอ้ มลู มากขึ้นสาหรบั วินิจฉยั เด็กว่าสมควรจะได้รบั คาปรกึ ษาเพื่อลดปญั หาและสง่ เสริมพัฒนาการ
ของเด็กไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง นอกจากนนั้ ยังชว่ ยชี้ใหเ้ ห็นข้อเสยี ของการจัดกจิ กรรมและประสบการณ์ไก้เปน็ อย่างดี
๑.๓ แบบสารวจรายการ ช่วยให้สามารถวเิ คราะหเ์ ด็กแต่ละคนได้ค่อนข้างละเอียด
๒. การสนทนา สามารถใช้การสนทนาได้ทัง้ เป็นกลุม่ หรือรายบุคคล เพ่ือประเมนิ ความสามารถในการแสดง
ความคดิ เหน็ และพฒั นาการดา้ นภาษาของเด็กและบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทึกพฤติกรรมหรือบนั ทึกรายวัน
๓. การสมั ภาษณ์ ด้วยวิธีพดู คุยกับเด็กเปน็ รายบุคคลและควรจดั ในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพื่อไมใ่ ห้เกดิ
ความเครยี ดและวติ กกังวล ผสู้ อนควรใชค้ าถามท่เี หมาะสมเปดิ โอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอสิ ระจะทาใหผ้ ้สู อน
สามารถประเมนิ ความสามารถทางสตปิ ัญญาของเด็กแตล่ ะคนและค้นพบศักยภาพในตัวเดก็ ได้โดยบันทึกข้อมลู ลงใน
แบบสัมภาษณ์
การเตรียมการก่อนการสัมภาษณ์ ผู้สอนควรปฏบิ ัติ ดังนี้
- กาหนดวัตถุประสงค์ของการสมั ภาษณ์
- กาหนดคาพูด/คาถามทีจ่ ะพูดกับเดก็ ควรเปน็ คาถามท่ีเด็กสามารถตอบโตห้ ลากหลาย ไม่ผดิ /ถูก
การปฏิบตั ิขณะสัมภาษณ์
- ผสู้ อนควรสร้างความคุน้ เคยเป็นกนั เอง
- ผ้สู อนควรสรา้ งสภาพแวดลอ้ มที่อบอุ่นไม่เคร่งเครยี ด
- ผสู้ อนควรเปิดโอกาสเวลาใหเ้ ด็กมีโอกาสคดิ และตอบคาถามอย่างอสิ ระ
- ระยะเวลาสัมภาษณไ์ ม่ควรเกิน ๑๐-๒๐ นาที
๔. การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความกา้ วหน้าแต่ละด้านของเด็กเปน็ รายบุคคล โดยจัดเก็บรวบรวม
ไวใ้ นแฟูมผลงาน (portfolio) ซึง่ เปน็ วธิ ีรวบรวมและจัดระบบขอ้ มลู ต่างๆท่ีเกีย่ วกับตวั เดก็ โดยใช้เคร่อื งมือต่างๆ
รวบรวมเอาไวอ้ ยา่ งมจี ดุ มุ่งหมายท่ีชัดเจน แสดงการเปลีย่ นแปลงของพัฒนาการแตล่ ะด้าน นอกจากนย้ี งั รวมเคร่ืองมือ
อ่นื ๆ เชน่ แบบสอบถามผูป้ กครอง แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบนั ทกึ สขุ ภาพอนามัย ฯลฯ เอาไว้ในแฟูมผลงาน เพอ่ื
ผูส้ อนจะได้ขอ้ มลู เกีย่ วกบั ตัวเดก็ อย่างชดั เจนและถูกต้อง การเก็บผลงานของเด็กจะไมถ่ ือว่าเปน็ การประเมินผลถ้างาน
แต่ละชิน้ ถูกรวบรวมไวโ้ ดยไม่ได้รบั การประเมินจากผสู้ อนและไม่มกี ารนาผลมาปรับปรุงพัฒนาเดก็ หรือปรบั ปรงุ การ
สอนของผสู้ อน ดังน้ันจงึ เป็นแต่การสะสมผลงานเท่านน้ั เช่นแฟูมผลงานขีดเขยี น งานศลิ ปะ จะเปน็ เพยี งแคแ่ ฟูม
ผลงานทไ่ี ม่มีการประเมนิ แฟูมผลงานนีจ้ ะเปน็ เครื่องมือการประเมินต่อเนอื่ งเมื่องานทีส่ ะสมแต่ละช้นิ ถูกใชใ้ นการบง่
บอกความกา้ วหน้า ความตอ้ งการของเด็ก และเปน็ การเกบ็ สะสมอยา่ งตอ่ เน่ืองทสี่ ร้างสรรคโ์ ดยผสู้ อนและเด็ก
ผูส้ อนสามารถใชแ้ ฟมู ผลงานอย่างมีคุณค่าสือ่ สารกับผู้ปกครองเพราะการเกบ็ ผลงานเด็กอยา่ งต่อเน่ืองและ
สม่าเสมอในแฟูมผลงานเปน็ ข้อมูลให้ผปู้ กครองสามารถเปรียบเทยี บความก้าวหนา้ ทลี่ ูกของตนมเี พม่ิ ขน้ึ จากผลงาน
ช้ินแรกกับช้นิ ต่อๆมาข้อมลู ในแฟูมผลงานประกอบด้วย ตัวอย่างผลงานการเขยี ดเขียน การอา่ น และข้อมลู บาง
ประการของเดก็ ทีผ่ ู้สอนเป็นผู้บนั ทึก เช่นจานวนเลม่ ของหนังสือทเ่ี ด็กอ่าน ความถ่ีของการเลอื กอ่านที่มุมหนังสอื ใน
ช่วงเวลาเลอื กเสรี การเปลีย่ นแปลงอารมณ์ ทัศนคติ เปน็ ต้น ขอ้ มลู เหลา่ น้ีจะสะท้อนภาพของความงอกงามในเด็กแต่
ละคนไดช้ ัดเจนกวา่ การประเมนิ โดยการใหเ้ กรด ผสู้ อนจะต้องชี้แจงใหผ้ ้ปู กครองทราบถึงทีม่ าของการเลอื กชน้ิ งานแต่
ละชน้ิ งานท่สี ะสมในแฟูมผลงาน เชน่ เป็นชิน้ งานทดี่ ที ่สี ดุ ในชว่ งระยะเวลาทเ่ี ลอื กช้ินงานนั้น เป็นช้นิ งานทีแ่ สดงความ
ตอ่ เนอ่ื งของงานโครงการ ฯลฯ ผู้สอนควรเชญิ ผู้ปกครองมามีส่วนร่วมในการคัดสรรชน้ิ งานทบ่ี รรจุลงในแฟูมผลงาน
ของเด็ก
๕. การประเมินการเจรญิ เติบโตของเด็ก ตวั ช้ีของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใชท้ ่วั ๆไป ได้แก่ น้าหนกั สว่ นสูง เสน้ รอบ
ศรี ษะ ฟนั และการเจรญิ เตบิ โตของกระดูก แนวทางประเมินการเจรญิ เตบิ โต มดี งั น้ี
๕.๑ การประเมนิ การเจริญเติบโต โดยการชั่งนา้ หนักและวัดส่วนสูงเด็กแล้วนาไปเปรยี บเทยี บกับเกณฑป์ กติ
ในกราฟแสดงนา้ หนักตามเกณฑอ์ ายกุ ระทรวงสาธารณสขุ ซึง่ ใช้สาหรับติดตามการเจริญเตบิ โตโดยรวม วิธีการใช้
กราฟมีขั้นตอน ดงั นี้
เม่อื ช่งั นา้ หนกั เด็กแล้ว นานา้ หนกั มาจดุ เครื่องหมายกากบาทลงบนกราฟ และอ่านการเจรญิ เติบโตของเด็ก
โดยดูเคร่อื งหมายกากบาทว่าอยูใ่ นแถบสใี ด อ่านข้อความบนแถบสีน้ัน ซ่งึ แบ่งภาวะโภชนาการเปน็ ๓ กลมุ่ คือ
น้าหนกั ท่ีอยู่ในเกณฑป์ กติ น้าหนกั มากเกนเกณฑ์ น้าหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ข้อควรระวงั สาหรบั ผูป้ กครองและผู้สอนคอื
ควรดูแลน้าหนกั เด็กอยา่ งใหแ้ บง่ เบนออกจากเส้นประเมนิ มิเชน่ น้ันเดก็ มโี อกาสน้าหนักมากเกนิ เกณฑ์หรือนา้ หนกั น้อย
กว่าเกณฑ์ได้
ขอ้ ควรคานงึ ในการประเมนิ การเจริญเตบิ โตของเด็ก
-เด็กแตล่ ะคนมีความแตกตา่ งกนั ในด้านการเจริญเติบโต บางคนรปู รา่ งอ้วน บางคนชว่ งครึ่งหลังของ
ขวบปแี รก น้าหนักเด็กจะขึ้นช้า เนอ่ื งจากห่วงเลน่ มากขน้ึ และความอยากอาหารลดลง
รา่ งใหญ่ บางคนร่างเล็ก
-ภาวะโภชนาการเปน็ ตวั สาคญั ท่เี กยี่ วข้องกบั ขนาดของรปู รา่ ง แตไ่ ม่ใช่สาเหตุเดยี ว
-กรรมพันธ์ุ เด็กอาจมรี ปู รา่ งเหมอื นพ่อแม่คนใดคนหนงึ่ ถ้าพอ่ หรือแม่เตย้ี ลูกอาจเต้ียและพวกนี้อาจ
มนี า้ หนกั ตา่ กว่าเกณฑ์เฉลี่ยไดแ้ ละมักจะเปน็ เดก็ ท่ีทานอาหารได้น้อย
๕.๒ การตรวจสขุ ภาพอนามยั เปน็ ตวั ชว้ี ัดคุณภาพของเด็ก โดยพจิ ารณาความสะอาดสงิ่ ปกติขอร่างกายที่จะ
ส่งผลตอ่ การดาเนนิ ชวี ติ และการเจริญเติบโตของเดก็ ซ่งึ จะประเมนิ สุขภาพอนามัย ๙ รายการคือ ผมและศรี ษะ หูและ
ใบหู มือและเลบ็ มือ เทา้ และเล็บเท้า ปาก ล้นิ และฟัน จมูก ตา ผิวหนังและใบหน้า และเส้อื ผ้า
๒.๓ เกณฑ์การประเมินพัฒนาการ
การสร้างเกณฑห์ รือพัฒนาเกณฑ์หรอื กาหนดเกณฑ์การประเมนิ พฒั นาการของเด็กปฐมวัย ผู้สอนควรให้
ความสนใจในส่วนทเ่ี กี่ยวข้อ ดังน้ี
๑. การวางแผนการสงั เกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเปน็ ระบบ เชน่ จะสงั เกตเดก็ คนใดบ้างในแตล่ ะวัน กาหนด
พฤติกรรมทส่ี งั เกตให้ชดั เจน จัดทาตารางกาหนดการสังเกตเด็กเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม ผ้สู อนตอ้ งเลือกสรร
พฤติกรรมท่ตี รงกบั ระดับพฒั นาการของเด็กคนนนั้ จริงๆ
๒. ในกรณีที่หอ้ งเรียนมีนกั เรียนจานวนมาก ผู้สอนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเดก็ ที่ทาได้ดแี ล้วและเด็กท่ยี งั ทา
ไมไ่ ด้ ส่วนเดก็ ปานกลางให้ถือว่าทาไดไ้ ปตามกจิ กรรม
๓. ผูส้ อนตอ้ งสงั เกตจากพฤติกรรม คาพดู การปฏบิ ตั ิตามขั้นตอนในระหวา่ งทางาน/กิจกรรม และคุณภาพ
ของผลงาน/ชิ้นงาน ร่องรอยที่นามาใชพ้ จิ ารณาตัดสินผลของการทางานหรือการปฏบิ ตั ิ ตัวอย่างเชน่
๑) เวลาทใี่ ชใ้ นการทากจิ กรรม/ทางาน ถา้ เดก็ ไมช่ อบ ไม่ชานาญจะใช้เวลามาก มีท่าทางอดิ ออด ไม่
กลา้ ไมเ่ ต็มใจทางาน
๒) ความต่อเน่ือง ถ้าเด็กยังมีการหยดุ ชะงัก ลังเล ทางานไม่ต่อเนื่อง แสดงว่าเด็กยังไมช่ านาญหรือยัง
ไมพ่ ร้อม
๓) ความสมั พนั ธ์ ถ้าการทางาน/ปฏิบัตินั้นๆมคี วามสัมพันธ์ตอ่ เนือ่ ง ไมร่ าบรืน่ ท่าทางมอื และเท้าไม่
สัมพนั ธ์กัน แสดงว่าเด็กยงั ไม่ชานาญหรอื ยังไมพ่ ร้อม ทา่ ท่ีแสดงออกจงึ ไม่สงา่ งาม
๔) ความภูมิใจ ถ้าเด็กยังไมช่ ่ืนชม กจ็ ะทางานเพยี งใหแ้ ลว้ เสรจ็ อย่างรวดเรว็ ไม่มคี วามภูมใิ จในการ
ทางาน ผลงานจึงไม่ประณีต
๒.๓.๑ ระดบั คณุ ภาพผลการประเมนิ พฒั นาการเดก็
การใหร้ ะดับคณุ ภาพผลการประเมินพัฒนาการของเดก็ ท้ังในระดับชน้ั เรียนและระดับสถานศกึ ษาควรกาหนด
ในทิศทางหรือรูปแบบเดียวกัน สถานศึกษาสามารถใหร้ ะดับคณุ ภาพผลการประเมนิ พฒั นาการของเด็กท่ีสะท้อน
มาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์ ตวั บ่งช้ี สภาพที่พึงประสงค์ หรือพฤตกิ รรมท่ีจะประเมนิ เปน็ ระบบตัวเลข เช่น ๑
หรอื ๒ หรือ ๓ หรอื เปน็ ระบบท่ีใชค้ าสาคัญ เช่น ดี พอดี หรอื ควรส่งเสริม ตามท่สี ถานศกึ ษากาหนด ตัวอย่างเช่น
ระบบตัวเลข ระบบที่ใชค้ าสาคัญ
๓ ดี
๒
๑ พอใช้
ควรสง่ เสรมิ
สถานศึกษาอาจกาหนดระดับคณุ ภาพของการแสดงออกในพฤติกรรม เป็น ๓ ระดับ ดงั น้ี
ระดับคุณภาพ ระบบท่ใี ชค้ าสาคัญ
๑ หรอื ควรสง่ เสรมิ เดก็ มีความลงั เล ไม่แน่ใจ ไม่ยอมปฏิบัติกิจกรรม ทั้งน้ี เน่ืองจากเด็กยงั ไม่พรอ้ ม ยัง
ม่นั ใจ และกลัวไมป่ ลอดภัย ผู้สอนต้องย่วั ยุหรือแสดงให้เหน็ เปน็ ตัวอยา่ งหรือต้อง
คอยอยู่ใกลๆ้ คอ่ ยๆให้เดก็ ทาทลี ะข้ันตอน พร้อมต้องให้กาลงั ใจ
๒ หรอื พอใช้ เดก็ แสดงไดเ้ อง แตย่ ังไมค่ ล่อง เด็กกล้าทามากขึน้ ผู้สอนกระตนุ้ นอ้ ยลง ผูส้ อนต้อง
คอยแกไ้ ขในบางครง้ั หรือคอยใหก้ าลังใจใหเ้ ด็กฝกึ ปฏบิ ตั ิมากขึ้น
๓ หรือ ดี เด็กแสดงได้อยา่ งชานาญ คล่องแคล่ว และภมู ิใจ เด็กจะแสดงได้เองโดยไม่ตอ้ ง
กระตุ้น มีความสัมพนั ธท์ ี่ดี
ตวั อยา่ งคาอธิบายคุณภาพ
พฒั นาการด้านร่างกาย : สขุ ภาพอนามัย พัฒนาการด้านรา่ งกาย : กระโดดเทา้ เดยี ว
ระดบั คุณภาพ คาอธิบายคุณภาพ ระดบั คุณภาพ คาอธบิ ายคุณภาพ
๑หรือ ควรส่งเสริม สง่ เสริมความสะอาด ๑หรอื ควรส่งเสรมิ ทาไดแ้ ตไ่ ม่ถูกต้อง
๒ หรอื พอใช้ สะอาดพอใช้ ๒ หรือ พอใช้ ทาได้ถูกต้อง แต่ไมค่ ล่องแคล่ว
๓ หรอื ดี สะอาด ๓ หรอื ดี ทาได้ถูกต้อง และคล่องแคลว่
พัฒนาการด้านอารมณ์ : ประหยัด
ระดบั คุณภาพ คาอธิบายคุณภาพ
๑หรือ ควรสง่ เสริม ใช้สิ่งของเคร่อื งใชเ้ กนิ ความจาเป็น
๒ หรือ พอใช้ ใชส้ ง่ิ ของเคร่ืองใชอ้ ยา่ งประหยดั เปน็ บางครง้ั
๓ หรอื ดี ใชส้ ิ่งของเครอื่ งใชอ้ ยา่ งประหยัดตามความจาเป็นทุกคร้งั
พัฒนาการดา้ นสังคม : ปฏบิ ตั ิตามข้อตกลง
ระดับคุณภาพ คาอธิบายคุณภาพ
๑หรอื ควรส่งเสรมิ ไม่ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง
๒ หรอื พอใช้ ปฏิบตั ิตามข้อตกลง โดยมผี ชู้ ้ีนาหรอื กระต้นุ
๓ หรือ ดี ปฏิบัตติ ามข้อตกลงไดด้ ้วยตนเอง
พัฒนาการดา้ นสติปญั ญา : เขียนช่ือตนเองตามแบบ
ระดับคุณภาพ คาอธบิ ายคุณภาพ
๑หรือ ควรส่งเสรมิ เขียนช่ือตนเองไม่ได้ หรือเขยี นเป็นสัญลักษณ์ทีไ่ ม่เปน็ ตัวอักษร
๒ หรอื พอใช้ เขยี นชื่อตนเองได้ มอี ักษรบางตัวกลบั หัว กลับด้านหรอื สลบั ที่
๓ หรือ ดี เขยี นชอื่ เองได้ ตัวอักษรไม่กลับหัว ไม่กลบั ด้านไมส่ ลับที่
๒.๓.๒ การสรุปผลการประเมนิ พัฒนาการเดก็
หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช... กาหนดเวลาเรียนสาหรบั เดก็ ปฐมวัยต่อปีการศึกษาไมน่ ้อยกว่า
๑๘๐ วัน สถานศกึ ษาจึงควรบริหารจดั การเวลาที่ไดร้ ับนี้ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สุดตอ่ การพัฒนาเดก็ อยา่ งรอบด้านและ
สมดลุ ผู้สอนควรมีเวลาในการพฒั นาเด็กและเติมเต็มศักยภาพของแด็ก เพื่อใหก้ ารจัดประสบการณ์การเรยี นรู้มี
ประสทิ ธภิ าพ ผู้สอนต้องตรวจสอบพฤติกรรมทแ่ี สดงพัฒนาการของเด็กต่อเนื่องมีการประเมนิ ซ้าพฤติกรรมนน้ั ๆอยา่ ง
นอ้ ย ๑ คร้ังต่อภาคเรยี น เพื่อยนื ยันความเช่อื มั่นของผลการประเมินพฤติกรรมนนั้ ๆ และนาผลไปเป็นข้อมูลในการ
สรุปการประเมินสภาพที่พึงประสงคข์ องเด็กในแต่ละสภาพท่ีพึงประสงค์ นาไปสรปุ การประเมนิ ตัวบง่ ช้ีและมาตรฐาน
คุณลักษณะทพ่ี ึงประสงคต์ ามลาดบั
อนง่ึ การสรุประดับคุณภาพของการประเมนิ พฒั นาการเดก็ วิธีการทางสถติ ิท่เี หมาะสมและสะดวกไม่ยุ่งยาก
สาหรบั ผู้สอน คอื การใชฐ้ านนิยม (Mode) ในบางครง้ั พฤติกรรม หรือสภาพที่พงึ ประสงค์หรือตัวบง่ ช้ีนยิ มมากวา่
๑ ฐานนิยม ให้อยูใ่ นดลุ ยพินจิ ของสถานศกึ ษา กล่าวคือ เมื่อมรี ะดบั คณุ ภาพซ้ามากกวา่ ๑ ระดับ สถานศกึ ษาอาจ
ตดั สินสรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาการบนพ้นื ฐาน หลักพัฒนาการและการเตรยี มความพร้อม หากเปน็ ภาคเรียนที่ ๑
สถานศกึ ษาควรเลอื กตดั สินใจใช้ฐานนยิ มทม่ี รี ะดับคุณภาพตา่ กวา่ เพื่อใช้เปน็ ข้อมลู ในการพัฒนาเด็กใหพ้ ร้อมมากขนึ้
หากเปน็ ภาคเรียนท่ี ๒ สถานศึกษาควรเลือกตัดสนิ ใจใช้ฐานนิยมทมี่ ีระดบั คุณภาพสูงกว่าเพอื่ ตดั สินและการสง่ ตอ่ เด็ก
ในระดับชนั้ ท่สี ูงข้นึ
๒.๓.๓ การเล่อื นชนั้ อนุบาลและเกณฑ์การจบการศกึ ษาระดับปฐมวัย
เม่อื สิ้นปีการศกึ ษา เด็กจะไดร้ ับการเลอ่ื นช้นั โดยเด็กต้องไดร้ ับการประเมนิ มาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์
ทั้ง ๑๒ ขอ้ ตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวัย เพ่อื เป็นขอ้ มลู ในการสง่ ตอ่ ยอดการพัฒนาให้กบั เด็กในระดบั สงู ขึ้นต่อไป
และเนอ่ื งจากการศึกษาระดบั อนบุ าลเปน็ การจดั การศึกษาขนั้ พ้ืนฐานท่ีไม่นับเป็นการศึกษาภาคบังคับ จึงไม่มีการ
กาหนดเกณฑ์การจบชั้นอนบุ าล การเทียบโนการเรียน และเกณฑ์การเรยี นซา้ ช้นั และหากเด็กมีแนวโนม้ ว่าจะมปี ัญหา
ต่อการเรยี นร้ใู นระดบั ท่สี งู ขน้ึ สถานศึกษาอาจต้ังคณะกรรมการเพือ่ พิจารณาปัญหา และประสานกบั หนว่ ยงานท่ี
เกีย่ วขอ้ งในการให้ความชว่ ยเหลอื เช่น เจา้ หนา้ ทสี่ าธารณสขุ ส่งเสรมิ ตาบล นักจิตวิทยา ฯลฯ เข้ารว่ มดาเนินงาน
แกป้ ัญหาได้