คู่มือผูเ้ ลา่ เร่ืองธรณี
บนั ทึกแห่งบรรพกาล:รอยย่ำ� และทางเดิน
ค่มู ือผเู้ ล่าเรอื่ งธรณี รอยประทบั ของไดโนเสาร์ทัว่ เมืองไทย
บันทึกแหง่ บรรพกาล: รอยย�่ำ และทางเดิน
มีหลักฐานทางธรณีวิทยาบ่งชี้ชัดเจนว่า เป็นระยะเวลากว่าร้อยล้านปีที่
อธิบดกี รมทรัพยากรธรณี นายทศพร นชุ อนงค์ ไดโนเสารห์ ลากหลายสายพนั ธไ์ุ ดค้ รอบครองดาวเคราะหโ์ ลก กอ่ นทจ่ี ะถกู แทนทโี่ ดย
รองอธบิ ดีกรมทรพั ยากรธรณี นายสมหมาย เตชวาล สตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนำ�้ นมทมี่ วี วิ ฒั นาการกา้ วหนา้ มาจนถงึ ปจั จบุ นั
รองอธิบดกี รมทรัพยากรธรณี นายนวิ ตั ิ มณีขตั ิย์ นอกจากซากดกึ ดำ� บรรพข์ องอวยั วะสว่ นทแี่ ขง็ ของไดโนเสาร์ เชน่ โครงกระดกู
ผอู้ ำ� นวยการกองคมุ้ ครองซากดกึ ดำ� บรรพ์ นายนิมติ ร ศรคลงั ฟนั กรงเลบ็ รวมถงึ กอ้ นกรวดทใ่ี ชช้ ว่ ยในการยอ่ ยอาหาร เหมอื นทพี่ บในกนึ๋ ของสตั ว์
เขยี นเรอื่ ง นายประชา คตุ ติกุล จ�ำพวกเป็ด ไก่แล้ว ยังมีซากดึกด�ำบรรพ์อีกประเภทหน่ึงที่ไม่ได้เป็นส่วนใดๆ ของ
สนับสนนุ ข้อมลู นางธิดา ลอิ าร์ด ไดโนเสารเ์ ลย แตก่ ลบั เปน็ สงิ่ พเิ ศษทสี่ ามารถใชส้ นบั สนนุ ในการไขขอ้ ปรศิ นาพฤตกิ รรม
นายปรชี า สายทอง ของไดโนเสารไ์ ด้อยา่ งมหศั จรรย์ ส่งิ ทว่ี า่ น้ีคือ “รอยตีนและรอยทางเดนิ ไดโนเสาร”์
ทส่ี ำ� รวจพบมากมายโดยเฉพาะในภาคอสี านของไทย
พมิ พค์ ร้งั ที่ 1 จำ� นวน 2,500 เล่ม เดือน กรกฎาคม 2561♥♥♥♥♥
จัดพมิ พ์โดย กองคุม้ ครองซากดึกด�ำบรรพ์ กรมทรัพยากรธรณี คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี บันทึกแห่งบรรพกาล: รอยย่�ำ และทางเดิน
75/10 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรงุ เทพมหานคร 10400
โทรศัพท์ 0 2621 9847 โทรสาร 0 2621 9841 ได้รวบรวมเร่ืองราว ของแหล่งรอยประทับพิเศษเหล่านี้ พร้อมท้ังประโยชน์ต่างๆ
ท่ีร่องรอยเหล่านีไ้ ด้สง่ มอบให้ทกุ คน อย่างท่ีไม่นกึ วา่ จะเป็นไปได้
ขอ้ มลู ทางบรรณานกุ รม กรมทรัพยากรธรณี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูล และเกร็ดความรู้ท่ีได้
กรมทรพั ยากรธรณี, 2561, รวบรวมไว้ในคู่มือเล่มเล็กๆ น้ีจะเป็นสื่อท�ำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ และ
ค่มู อื ผู้เล่าเรื่องธรณี บันทกึ แห่งบรรพกาล: รอยย�่ำ และทางเดิน, 42 หน้า ประโยชน์ของสิ่งต่างๆ ท่ีอาจถูกมองว่า “ไม่มีอะไร” ซ่ึงมักจะน�ำไปสู่การละเลยอย่าง
1.ธรณีวทิ ยา 2.ซากดึกด�ำบรรพ์ 3.รอยตีนไดโนเสาร์ 4.รอยชวี ินวิทยา น่าเสียดายกับส่ิงที่อาจสูญเสียไปอย่างท่ีไม่สามารถน�ำกลับมา หรือสร้างทดแทนได้
อย่างเช่นหลักฐานส�ำคัญๆ ทางธรณีวิทยา ซ่ึงเป็นสมบัติของโลกที่ทุกคนมีหน้าที่
พมิ พ์ที่ ทูทวินพริน้ ตง้ิ ช่วยกันรักษาและคุ้มครอง
10/122 หมู่ที่ 8 ต.ส�ำโรงเหนอื อ.เมอื งสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10270
โทรศัพท์ 0 2185 9953 และ 09 6996 5447 (นายทศพร นุชอนงค)์
E-mail: [email protected]
อธิบดกี รมทรัพยากรธรณี
สารบัญ รอยตนี โบราณ
รอยตีนโบราณ ............................................................................... 1 หลงั จากที่ กเิ ดยี น แมนเทล (Gideon Mantell) นกั ธรณวี ทิ ยาชาวองั กฤษ ไดค้ น้ พบ
ผสู้ รา้ งตำ� นานรอยประทบั ............................................................... 2 ซากดกึ ดำ� บรรพข์ องสตั วโ์ บราณขนาดใหญย่ กั ษเ์ ปน็ ครง้ั แรกในปี ค.ศ. 1822 ทำ� ใหม้ กี ารศกึ ษา
และคน้ พบซากดกึ ดำ� บรรพอ์ น่ื ๆ อกี มากมาย จากนนั้ อกี 20 ปี รชิ ารด์ โอเวน (Richard Owen)
รอยประทบั ดึกด�ำบรรพ์ ................................................................... 4 นกั บรรพชวี นิ วทิ ยา ชาวองั กฤษ เหน็ วา่ ซากดกึ ดำ� บรรพข์ นาดใหญท่ ถ่ี กู คน้ พบมลี กั ษณะหลาย
อยา่ งรว่ มกนั จงึ ไดบ้ ญั ญตั คิ ำ� วา่ “ไดโนเสาร”์ ขนึ้ เพอื่ จดั ใหส้ ตั วเ์ หลา่ นอี้ ยใู่ นกลมุ่ อนกุ รมวธิ าน
ข้อมลู แฝงในรอยทางเดิน.................................................................. 6 เดยี วกนั โดยเปน็ การผสมของคำ� ในภาษากรกี สองคำ� คอื คำ� วา่ deinos (นา่ กลวั ) และคำ� วา่
sauros (สตั วเ์ ลอื้ ยคลาน)
บันทกึ รอยยำ�่ โบราณทัว่ ไทย............................................................. 8 ส่วนซากดึกด�ำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์นั้นถูกค้นพบ และศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์
ครง้ั แรกในชว่ งระยะเวลาใกลเ้ คยี งกบั การคน้ พบซากดกึ ดำ� บรรพไ์ ดโนเสารค์ รง้ั แรก แตใ่ นเวลานนั้
ภูหลวง 12 ภูเกา้ 16 หว้ ยดา่ นชมุ 10 ยงั ไมม่ คี ำ� ว่าไดโนเสาร์ โดยทเี่ อด็ เวริ ์ด ฮิทชค์ อ็ ค (Edward Hitchcock) ผคู้ ้นพบ และศกึ ษา
ภูหนิ รอ่ งกลา้ 14 ซากดึกด�ำบรรพร์ อยตีนบนชนั้ หนิ ทรายยงั คิดว่าเปน็ รอยตีนนก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1850
ภูแฝก 26
ห้วยนำ้� ดกุ 20 18 ท่าสองคอน หนองสูง 28 นักบรรพชีวินวิทยาหลายคนจึงได้เข้าใจว่ารอยตีนที่เอ็ดเวิร์ด ฮิทช์ค็อค ค้นพบน้ันเป็น
ตาดหว้ ยน�้ำใหญ่ 22 รอยตนี ไดโนเสาร์
24 หินลาดปา่ ชาด ระยะแรกท่ีเริ่มเกิดค�ำว่า “ไดโนเสาร์“ นักบรรพชีวินวิทยา
ทว่ั โลกต่างกท็ มุ่ เทกำ� ลังศกึ ษา และออกคน้ หาแหล่งซากดึกดำ� บรรพ์
โนนตูม 30 ไดโนเสาร์อย่างต่อเนื่อง ส่วนรอยประทับทางเดิน และรอยตีน
ดึกด�ำบรรพ์ยังไม่ได้รับความสนใจ เน่ืองจากนักส�ำรวจส่วนใหญ่
เขาใหญ่ 32 มงุ่ ไปสซู่ ากดกึ ดำ� บรรพโ์ ครงกระดกู ซงึ่ ทำ� ใหว้ งการบรรพชวี นิ วทิ ยา
พฒั นากา้ วหนา้ ไปอยา่ งรวดเรว็ แตพ่ รอ้ มกนั นน้ั ปรศิ นาทรี่ อการไข
รจู้ กั ตวั ตนจากรอยตีน........................................................................ 34
มมี ากกว่า แต่เหลือนอ้ ยกว่า............................................................ 36 สำ� หรบั ยกั ษใ์ หญโ่ บราณเหลา่ นนั้ กลบั ทบั ถม มากขน้ึ เรอื่ ยๆ
ตอนแรก..ก็นึกว่าไมม่ ีอะไร.................................................................37 ขอ้ มลู ดา้ น สรรี ะวทิ ยา กายวภิ าค และววิ ฒั นาการของไดโนเสารส์ ายพนั ธ์ุ
ตา่ งๆ จากงานวจิ ยั ทว่ั โลกทำ� ใหส้ ามารถพฒั นาเรอ่ื งอนกุ รมวธิ านไดอ้ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง
จนกระทงั่ นำ� ไปส่สู งิ่ ที่ละเอียดออ่ น และลกึ ลับยงิ่ กว่า นน่ั คือ “พฤตกิ รรม” ซ่ึงไมไ่ ด้มกี าร
บันทึกไว้ในซากดึกด�ำบรรพ์โครงสร้างอวัยวะส่วนแข็งใดๆ ของไดโนเสาร์เลย ด้วยเหตุนี้
“รอยตนี และรอยทางเดนิ ” จงึ ไดร้ บั ความสนใจจากนกั บรรพชวี นิ วทิ ยามากขนึ้ อยา่ งรวดเรว็
รวมถึงการค้นพบและศกึ ษาอย่างเปน็ ระบบในเมืองไทย ซง่ึ ท�ำให้เปน็ ที่ยอมรบั และน�ำไปสู่
การอนุรักษ์ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ส�ำหรับทุกคน
รอยย่�ำ และทางเดนิ 1
ผู้สรา้ งตำ� นานรอยประทับ ๐ สญั ลกั ษณ์ ๐ บนแผนทธี่ รณวี ทิ ยาประเทศไทย แสดงบรเิ วณทพ่ี บซากดกึ ดำ� บรรพ์
ของไดโนเสารท์ ว่ั เมอื งไทย ซงึ่ สว่ นใหญอ่ ยบู่ นทร่ี าบสงู โคราช โดยพบอยใู่ นภาคอนื่ เพยี ง
2 แหง่ คอื ทจี่ งั หวดั พะเยา และจงั หวดั กระบี่
รอยตนี และรอยทางเดนิ ของไดโนเสาร์ และสตั วม์ กี ระดกู สนั หลงั
ทพ่ี บกวา่ สบิ แหง่ ทว่ั เมอื งไทยลว้ นเกดิ จากการเคลอ่ื นทเ่ี ดนิ ทางของเหลา่ สตั ว์ ๐ ๐๐๐ ๐๐ ๐
๐๐
โบราณหลากหลายสายพนั ธ ์ุ ดงั นนั้ เพอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจรอ่ งรอยประทบั เหลา่ น้ี จระเข และนก ดำรงเผา พันธมุ าจนถงึ ปจจุบัน ปจ จุบัน
ไดด้ ยี งิ่ ขนึ้ เราควรเรมิ่ ตน้ ทำ� ความรจู้ กั เผา่ พนั ธไ์ุ ดโนเสาร์ รวมถงึ สตั วเ์ ลอื้ ยคลาน
บรรพบรุ ษุ ของเหลา่ ยกั ษใ์ หญ่แหง่ มหายุคมีโซโซอกิ กนั กอ่ น มหายุค ีซโนโซ ิอก
ไดโนเสาร์มีต้นตระกูลเป็นสัตว์เล้ือยคลานท่ีปรากฏข้ึนในช่วงต้นของ CROCADILIANS ัสต วเลื้อยคลาน กลุมจระเข
มหายุคมีโซโซอิก เรียกว่า อาร์โคซอร์ (Archosaurs) ซึ่งมีวิวัฒนาการแยก Coelurosaurs๐
Carnosaurs
ออกเป็น สัตว์เล้ือยคลานจำ� พวกจระเข้ กับกลมุ่ สัตวเ์ ลื้อยคลานบนิ ได้ และ Pterosaur และไดโนเสารทง้ั หมด สูญพนั ธเุ มอ่ื ส้นิ มหายุคมีโซ6โ6ซอกิ
กลมุ่ ไดโนเสาร์ ซง่ึ ทงั้ 3 กลมุ่ นส้ี ว่ นใหญส่ ญู พนั ธใ์ุ นชว่ งปลายของมหายคุ มโี ซโซอกิ ๐ Ratchasimasaurus Ceratopsians
ปจั จุบนั เหลือเพยี งพวกจระเข้ และกลุ่มสัตว์ปีกจำ� พวกนกทมี่ ีวิวัฒนาการแยกมา Kinnareemimus Siamosaurus Stegosaurs Siamodon PsittacosaurusPTEROSAURS ก ุลม ัสต วเล้ือยคลาน ิบนไ ด ุยคค ีรเทเ ีชยส
จากพวกไดโนเสาร์กินเน้อื ขนาดเล็กในช่วงปลายยุคจูแรสซิก Phuwiangosaurus
ส�ำหรับกลุ่มไดโนเสาร์ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องนี้นั้น นักบรรพชีวินวิทยาได้ Compsognathus Siamotyrannus Hypsilophodontid 145
Euhelopodid Stegosaur
จดั แบ่งออกเปน็ 2 กลมุ่ ใหญต่ ามลกั ษณะของกระดกู สะโพกเปน็ แบบสตั วเ์ ลอ้ื ยคลาน สัตวปก พวกนก
BIRDS
(Saurischians) ซง่ึ มกี ระดกู หวั หนา่ วชไี้ ปดา้ นหนา้ และแบบนก (Ornithischians) Ornithopods ยุคจูแรส ิซก
มหา ุยค มีโซโซอิก
ซึง่ มกี ระดกู หัวหน่าวชไี้ ปด้านหลงั เชน่ เดยี วกันกบั กระดกู กน้ ไดโนเสาร กินพชื
SAUROPODS
กลมุ่ ทม่ี สี ะโพกแบบสตั วเ์ ลอื้ ยคลาน แบง่ เปน็ 2 พวก ไดTโHนEเRสOารPก OินDเนSอ้ื
Isanosaurus
1. ไดโนเสาร์กินพืช ซอโรพอด (SAUROPODS) เช่น ไดโนเสาร์คอยาว 201
252
2. ไดโนเสารก์ นิ เนอื้ เทอโรพอด (THEROPODS) ซงึ่ จำ� แนกตามขนาดเปน็ Prosauropods ลานปก อน
คารโ์ นซอร์ (Carnosaurs) ทม่ี ขี นาดใหญ่ เชน่ เจา้ จอมโหดทเี รก็ ซ์ และ ซลี โู รซอร์ Phytosaur
(Coelurosaurs) ทม่ี ขี นาดเลก็ กวา่ เชน่ พวกไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ ซง่ึ ตอ่ มาได้ สะกโพSระกAดแUกูบหRบวั IสหSัตนCวาเHวลDื้อIAยIไคNNลดSาOนโนSเAOสRUาNสรIRะTโพHSกISแกบCระบHดนกู IกAกน NS ุยคไทรแอสซิก
อารโ คซอร
ววิ ฒั นาการแยกเปน็ กลมุ่ สตั วป์ กี จำ� พวกนก ทดี่ ำ� รงพนั ธต์ุ อ่ เนอ่ื งมาจนถงึ ปจั จบุ นั
กลมุ่ ทม่ี สี ะโพกแบบนก เปน็ พวกกนิ พชื ทง้ั หมด แบง่ เปน็ 5 พวก ARCHOSAกระUดูกกRน S กระดกู หัวหนาว
1. สเตโกซอร์ (Stegosaurs) เปน็ ไดโนเสาร์ มคี รบี หลงั เดนิ สขี่ า
2. ออรน์ โิ ทพอดส์ (Ornithopods) เปน็ ไดโนเสาร์ ปากเปด็ เดนิ สองขา ๐
3. เซอราทอปเชยี น (Ceratopsians) เปน็ ไดโนเสาร์ มเี ขา เดนิ สขี่ า
4. *แองกโิ ลซอร์ (Ankylosaurs) เปน็ ไดโนเสาร์ หมุ้ เกราะ เดนิ สข่ี า มหา ุยค พา ีลโอโซอิก
5. *พาคเี ซปฟาโลซอร์ (Pachycephalosaurs) เปน็ ไดโนเสาร์ หวั แขง็ เดนิ สองขา
2 บ ันทึกแหง่ บรรพกาล: * พวกท่ี 4 และ 5 ยงั ไมพ่ บในประเทศไทย รอยยำ�่ และทางเดนิ 3
รอยประทับดกึ ดำ� บรรพ์
รอยตีน และรอยทางเดิน ของไดโนเสาร์ และสัตว์มกี ระดกู สนั หลงั ที่พบกว่าสิบ คารโ นซอร-Carnosaurs
แห่งทั่วเมืองไทยล้วน เกดิ จากการเคลอ่ื นทเ่ี ดนิ ทางของเหลา่ สตั วโ์ บราณหลากหลาย เดนิ สองขา
สายพันธุ์ หาก เราเปรียบเทียบรอยเท้าของคนเช้ือสายต่างๆ เราก็คงไม่ ซีลโู รซอร- Coelurosaurs
แทงมาตราสวน ทุกแทง ยาว 0.5 เมตร
สามารถ ระบุชัดเจนได้ว่ารอยเท้าที่เห็นเป็นของคนเช้ือสายใด เช่น
จระเข-Crocodiles
เ ดี ย ว กั น กั บ รอยตนี ไดโนเสาร์ เรากไ็ มส่ ามารถระบสุ ายพนั ธไ์ุ ดโนเสาร์
ออรนิโทพอด-Ornithopods
เจ้าของรอยตีน ท่ีพบได้ เพราะว่าซากดึกด�ำบรรพ์รอยตีนเหล่าน้ีเป็น
เดนิ ส่ีขา
เพียงร่องรอยท่ี เกดิ จากไดโนเสาร์ และสัตวม์ กี ระดกู สนั หลงั โบราณแต่ไม่ได้
ซอโรพอด-Sauropods
เป็นสว่ นหน่ึงสว่ นใดของเจา้ ของรอย
อารโ คซอร- Archosaurs
โดยส่วนใหญ่นักบรรพชีวินวิทยาจะระบุได้เพียงว่าร่องรอยที่ศึกษาเกิดจาก
ตวั อยา ง ซากดึกดำบรรพรอยตนี - รอยทางเดิน ของไดโนเสาร และสตั วเลอ้ื ยคลาน
ไดโนเสาร์กลุ่มใด ซง่ึ โดยทั่วไปแบง่ ออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลมุ่ เดินสองขา และ กลุ่มเดินสีข่ า รอยยำ่� และทางเดนิ 5
กลุ่มเดนิ สองขา (Bipedal) มีอยู่ 2 พวกใหญ่ คือ
1. เทอโรพอด พวกกนิ เน้ือ รอยตนี เทอโรพอดมักจะมรี อยนวิ้ คอ่ นขา้ งยาว แคบ
และมปี ลายแหลมของรอยกรงเลบ็ บรเิ วณสน้ มกั จะมลี กั ษณะแหลมเปน็ ตวั วี กลมุ่ เทอโรพอด
มกี ารแบ่งเป็น 2 กลมุ่ ยอ่ ย คือ รอยของซลี ูโรซอร์ ลกั ษณะเลก็ เพียว มกั มนี ว้ิ ที่อยชู่ ิดกนั
และรอยของคาร์โนซอร์ ลักษณะใหญ่ กำ� ย�ำ นวิ้ มักแยกจากกันกวา้ ง และดูแข็งแรง
2. ออร์นิโทพอด พวกกินพืช ร อ ย ตี น มกั จะกวา้ งกวา่ ของเทอโรพอด
มีส้นท่ีมนและค่อนข้างส้ัน ท่ีรอยนิ้วส้ัน เพราะมีเล็บแบบกีบสัตว์
(บางครัง้ พบเดินสข่ี าดว้ ย)
กลุ่มเดินสี่ขา (Quadrupedal) สัตว์เลื้อยคลานส่วนใหญ่
เปน็ พวกเดนิ 4 ขา เชน่ อารโ์ คซอร์ ไฟโตซอร์ จระเข้ และไดโนเสาร์กินพืช เซอราทอปเซียน
สเตโกซอร์ รวมถึงเจ้าคอยาวซอโรพอดด้วย โดยรอยตีนหลังมักจะใหญ่กว่ารอยตีนหน้า
และมกั จะทำ� ความเสยี หาย หรือย่ำ� ทบั ไปบนรอยตนี หน้า ท่ปี ระทับเอาไว้กอ่ น
♥
4 บนั ทึกแหง่ บรรพกาล:
ข้อมลู แฝงในรอยทางเดนิ รอยทางเดิน ข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากรอยทางเดิน ประกอบดว้ ย ความกว้างของรอยทางเดิน
รอยตีน และรอยทางเดินของไดโนเสาร์ และสัตว์มีกระดูกสันหลังโบราณท่ีพบ ระยะระหว่างก้าวซ้าย-ขวา (Pace) และระยะก้าวของขาข้างเดยี วกัน (Stride length, SL)
กว่าสิบแห่งทั่วเมืองไทยล้วนเกิดจากการเคลื่อนที่เดินทางของเหล่าสัตว์หลากหลายสาย มุมระหว่างก้าว และแนวบิดเข้าหรือออกของปลายตีน เม่ือน�ำไปศึกษาร่วมกับข้อมูลจาก
พันธุ์ ถึงแม้ร่องรอยเหล่านี้จะไม่สามารถระบุเจ้าของท่ีแท้จริงได้อย่างชัดเจน แต่พวกมัน รอยตนี จะนำ� ไปสคู่ วามรูแ้ ฝงมากมาย เช่น
กลบั บง่ บอกพฤตกิ รรม และกิจกรรมของเจ้าของรอยประทบั ได้เปน็ อยา่ งดี
• อัตราสว่ นระหวา่ ง ระยะก้าวของขาข้างเดียวกัน (SL)/ความสงู ถึงสะโพก (H)
รอยตีน ขอ้ มูลทีไ่ ด้จากรอยตีน ประกอบดว้ ย ความกวา้ ง-ยาว ของรอยตีน ความ บอกถงึ ทา่ ทางการเคลอื่ นที่ คา่ SL/H ระหวา่ ง 2.0-2.9 หมายถึงการเหยาะ
ยา่ ง คา่ ตำ�่ กว่า 2.0 เป็นการเดิน และ ค่ามากกวา่ 2.9 แสดงถึงการว่ิง
ยาวแตล่ ะนว้ิ มุมระหว่างนิ้ว รวมถงึ ความลกึ ของรอยประทับ และความ
สมบูรณ์ของรอย ซงึ่ จะน�ำไปสู่ความรู้แฝง เชน่ • H, SL และค่าความโนม้ ถ่วง ใชส้ �ำหรบั การคำ� นวณความเร็วในการเคล่อื นท่ี
• รอยประทบั เตม็ ฝา่ ตีน สอดคลอ้ งกับการกา้ วเดินชา้ ๆ นอกจากนค้ี วามรเู้ กยี่ วกบั พฤตกิ รรมตา่ งๆ ของสตั วโ์ บราณยงั แฝงอยใู่ นหลกั ฐาน
• รอยประทบั ปลายตนี สอดคลอ้ งกบั การเหยาะ และวงิ่ ความสัมพนั ธข์ องรอยทางเดินหลายรอยทีพ่ บในชน้ั หนิ เชน่
• ความลกึ ของรอยประทบั สมั พนั ธก์ บั มวลของเจา้ ของรอยตนี รวม
• ชนดิ หรอื ลกั ษณะทตี่ า่ งกนั ของรอยตนี บง่ บอกความหลากหลายของสายพนั ธ์ุ
ถงึ ความชื้น และความละเอยี ดของชน้ั ตะกอน • การเหยยี บทับซอ้ นกนั บอกให้ร้วู ่าใครมาก่อน-หลัง
• ความสมบูรณ์ของรอยประทับ-ชนิดหินที่ถูกประทับ • ลักษณะของรอยทางเดินแคบ-กว้าง ปลายตีนกาง-หรือบิดเข้า เป็นข้อมูล
บง่ บอกสิง่ แวดลอ้ มท่อี ยู่อาศยั ทห่ี ากนิ และฤดกู าล ส�ำหรบั ใช้แยกพฤตกิ รรม หรือแยกสายพนั ธุ์
• อตั ราสว่ น ความยาว/ความกวา้ ง ของรอยตนี เปน็ ปจั จยั • ทศิ ทางท่ีม่งุ หน้าไป บ่งบอกการเคล่ือนทเ่ี ข้าหา ออกจาก หรอื ขนานแหล่งนำ�้
• ลกั ษณะทางธรณีวิทยาของบรเิ วณที่พบรอยประทบั บง่ บอกถึงสภาพของสิ่ง
ทใ่ี ชใ้ นการจำ� แนกสายพนั ธไ์ุ ดโนเสารจ์ ากรอยประทบั
• ความสงู ถงึ สะโพก ของเจา้ ของรอย คำ� นวณไดจ้ ากความยาว แวดลอ้ ม ภมู ิอากาศ และฤดูกาล
!รอยตนี
6 บนั ทกึ แห่งบรรพกาล: รอยย�ำ่ และทางเดิน 7
บนั ทกึ รอยย่�ำโบราณท่ัวไทย หว้ ยด่านชุม
๐
ซากดกึ ดำ� บรรพไ์ ดโนเสาร์ รวมถงึ รอยทางเดนิ ทพี่ บในเมอื งไทยเกอื บทงั้ หมดอยบู่ น ภูหลวง ๐๐
๐
ภเู ก้า
ท่ีราบสูงโคราช ซึ่งถูกรองรับด้วยช้ันหินตะกอน “กลุ่มหินโคราช” ที่สะสมตัวในมหายุค ๐ภูหนิ รอ่ งกล้า ๐
๐
มีโซโซอิก ซ่ึงเป็นช่วงเวลาแห่งการครองโลกของไดโนเสาร์ โดยด้านล่างสุดรองรับด้วย หว้ ยนำ�้ ดุก๐ ๐ ทา่ สองคอน ภูแฝก
๐ หนองสงู
หมวดหินหว้ ยหนิ ลาด และถกู ซอ้ นทบั ดว้ ยหมวดหนิ นำ�้ พอง ภกู ระดงึ พระวหิ าร เสาขวั ตาดห้วยนำ�้ ใหญ่ หนิ ลาดป่าชาด
ภูพาน โคกกรวด มหาสารคาม และหมวดหนิ ภทู อกตามล�ำดับ ภทู อก
มหาสารคาม ๐
โนนตมู
รอยประทบั ถูกพบอยู่ในเกือบทุกหมวดหินยกเว้นในหมวดหินภกู ระดงึ และ ปจ จุบัน
สว่ นใหญพ่ บอยใู่ นสองหมวดหนิ ทป่ี ระกบอยดู่ า้ นลา่ งและดา้ นบน คอื หมวดหนิ นำ�้ พอง โคกกรวด
มหา ุยค ีซโนโซ ิอก
และหมวดหนิ พระวหิ าร โดยพบมากบรเิ วณขอบทรี่ าบสงู โคราชดา้ นตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ภูพาน
และบรเิ วณเทือกเขาภพู าน รวม 12 แหลง่ ดังนี้ เสาขัว
• ห้วยด่านชุม จ.นครพนม พบรอยทางเดินไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ พระวหิ าร 66
145
ออร์นโิ ทพอด และจระเข้ ในหมวดหนิ โคกกรวด ภกู ระดงึ เขาใหญ่ Ornithopods Ceratopsians พบแตซากกระดูก ยังไ มพบรอยตีน ุยคค ีรเทเชียส
นำ้ พอง บาง ีท ็กเดินสี่ขา
• ภหู ลวง จ.เลย พบรอยตีนคาร์โนซอร์ ในหมวดหินภูพาน Stegosaurs พบแตซากกระดูก ัยงไมพบรอย ีตน
• ภหู นิ รอ่ งกลา้ จ.เลย พบรอยทางเดนิ ของตนี สามนวิ้ ในหมวดหนิ พระวหิ าร ๐ Sauropods
รอยตีนจระเ ข
• ภเู กา้ จ.หนองบวั ลำ� ภู พบรอยตนี สามนวิ้ หลายขนาด ในหมวดหนิ พระวหิ าร หวยหนิ ลาด
• ทา่ สองคอน จ.เลย พบรอยตนี คารโ์ นซอรข์ นาดใหญ่ ในหมวดหนิ น�้ำพอง Coelurosaurs Carnosaurs
Ornithomimosaurs
• หว้ ยน�ำ้ ดุก จ.เพชรบรู ณ์ พบรอยตีนสองนวิ้ ในหมวดหินน้ำ� พอง ยุค ูจแรสซิก
มหายุค ีมโซโซอิก
• ตาดหว้ ยนำ�้ ใหญ่ จ.เพชรบรู ณ์ พบรอยทางเดนิ อารโ์ คซอร์ ในหมวดหนิ หว้ ยหนิ ลาด 201
• หินลาดป่าชาด จ.ขอนแก่น พบรอยตีนคาร์โนซอร์ 1 รอย กับรอยทางเดิน
ซีลูโรซอร์ และออร์นิโทพอด ในหมวดหินพระวิหาร
• ภแู ฝก จ.กาฬสนิ ธ์ุ พบรอยทางเดนิ คารโ์ นซอร์ และรอยตนี ซอรโ์ รพอดครง้ั แรก เดินสองขา (BIPEDAL) (QUADRUPEDAL) เดนิ สี่ขา ยุคไทรแอส ิซก
ของไทย ในหมวดหินพระวหิ าร DINรOอSยAตUีนRไดFOโนOเTสPาRรIN T
• หนองสูง จ.มุกดาหาร พบรอยตีนไดโนเสารก์ นิ เนอ้ื หลายขนาด ทั้งคาร์โนซอร์ FOOTPRINT
และซีลูโรซอร์ บนก้อนหินทรายจากหมวดหนิ เสาขัว รอยตนี อารโ คซอร
• โนนตมู จ.ชยั ภมู ิ พบรอยทางเดนิ คารโ์ นซอร์ ซอรโ์ รพอด และสตั วม์ กี ระดกู สนั หลงั ARCHOSAUR 252
ลา นปก อ น
ในหมวดหินนำ�้ พอง
มหายุค พา ีลโอโซ ิอก
• เขาใหญ่ จ.ปราจนี บรุ ี พบรอยตนี คารโ์ นซอร์ และซลี โู รซอร์ ในหมวดหนิ พระวหิ าร
8 บันทึกแห่งบรรพกาล: รอยย�่ำ และทางเดิน 9
ภูทอก ห้วยด่านชุม เป็นล�ำห้วยที่ไหลผ่านแหล่งรอยตีน หว้ ยดา่ นชุมอาณาจกั รไดโนเสารน์ กกระจอกเทศท่ี
มหาสารคาม ไดโนเสารท์ ี่มีรอยประทับอยู่รวมกันอย่างหนาแนน่ และมจี ำ� นวน
มากที่สุดในอาเซียน อยู่ที่ต�ำบลพนอม อ�ำเภอท่าอุเทน อยู่ห่าง เจา้ ของรอยตนี ซลี โู รซอร์ ออรน์ โิ ทพอด จระเข้
โคกกรวด ประมาณ 60 กิโลเมตร จากตวั เมืองจังหวัดนครพนม ไปทาง เดินกข่ี า 2 ขา 2 ขา 4 ขา
ภพู าน ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ตามทางหลวงหมายเลข 212 3 นวิ้ 3 นิว้ 4 นวิ้
เสาขัว เดิมบริเวณน้ีเป็นเหมืองหินทราย ท่ีผลิตเพ่ือใช้ส�ำหรับ รอยตีนมีกี่นิ้ว 3.5 ซม.
พระวิหาร ถมตลิ่งกันการกระแทกของกระแสแม่น�้ำโขง ชาวท่าอุเทนได้ ความกว้างตนี 10.1 ซม. 14.2 ซม. 4.5 ซม.
ภูกระดึง พบเห็นรอยประทับเหล่าน้ีมานานแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นรอย ความยาวตีน 13.6 ซม. 17.4 ซม. .... ซม.
นำ้ พอง อะไร จนกระทง่ั กรมทรพั ยากรธรณมี าสำ� รวจทำ� แผนทธี่ รณวี ทิ ยา ความสูงสะโพก 61.7 ซม. 86 ซม. .... ซม.
หวยหนิ ลาด จึงได้พบว่าเป็นรอยประทบั ดกึ ด�ำบรรพ์ 131.9 ซม. 186.5 ซม. .... ซม.
รอยตีนสัตว์ดึกด�ำบรรพ์ท่ีพบท้ัง 3 ชนิด มีท้ังแบบ ระยะ stride 65 ซม. 91 ซม. คลาน
นครพนม ที่ยุบลงไปเป็นรอยพิมพ์ และแบบที่นูนข้ึนมาเป็นรูปพิมพ์ ระยะ pace เหยาะ เหยาะ .. กม./ชม.
อยู่ในช้ันหินตะกอนของหมวดหินโคกกรวด ท่ีสะสมตัวในยุค ก�ำลังกา้ ว 8 กม./ชม. 8 กม./ชม.
ครีเทเชียสตอนต้น อายุราว 110 ล้านปี รอยตีนที่พบ ความเรว็ เฉลี่ย
เกือบทั้งหมดเป็นของซีลูโรซอร์ พวกไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ
ซ่ึงเป็นไดโนเสาร์กินเน้ือขนาดเล็กประมาณ 580 รอย ข้อมูลจาก Kozu 2017
ในเกอื บรอ้ ยรอยทางเดนิ เปน็ รอยตนี ของไดโนเสารป์ ากเปด็ หรอื
ออรน์ โิ ทพอด 6 รอยใน 2 รอยทางเดนิ ทเี่ หลอื อกี 8 รอยทางเดนิ กรมทรัพยากรธรณีได้ข้ึนทะเบียนแหล่ง
เกิดจากรอยตนี ของจระเขข้ นาดเลก็ ซากดกึ ดำ� บรรพแ์ หง่ นเ้ี ปน็ แหง่ แรกของประเทศไทย ภายใต้
พรบ.คมุ้ ครองซากดกึ ดำ� บรรพ์ พ.ศ. 2551 และไดพ้ ฒั นาขน้ึ เปน็
“แหลง่ เรยี นรรู้ อยตนี ไดโนเสาร์ ทา่ อเุ ทน” โดยมอี งคก์ ารบรหิ าร
สว่ นตำ� บลพนอม เปน็ ผดู้ แู ล และบรหิ ารจดั การ
10 บนั ทกึ แหง่ บรรพกาล: รอยยำ�่ และทางเดนิ 11
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ภูหลวงรอยยำ�่ ของยักษใ์ หญ่กนิ เนือ้ ท่ี
เลยประมาณ 65 กม. ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ตามทางหลวง
หมายเลข 21 โดยต้องเล้ียวซ้ายที่ข้างโรงเรียนสานตมมิตรภาพ เจา้ ของรอยตีน คารโ์ นซอร์ รอยตีนคารโ์ นซอร์ หมายเลข 4 เปน็ รอยท่คี มชัดที่สดุ
ท่ี 101 แล้วใชเ้ ส้นทางหลวงชนบทหมายเลข 3023 เพ่อื เข้าถึง เดนิ กข่ี า 2 ขา บรเิ วณปลายนวิ้ ท้งั 3 ปรากฏรอยกรงเล็บเป็นร่องลกึ
เขตรกั ษาพันธสุ์ ัตวป์ ่าภูหลวง
รอยตนี ไดโนเสารภ์ หู ลวง เปน็ รอยตีนไดโนเสารท์ ีถ่ กู พบ รอยตีนมกี ่ีน้วิ 3 น้ิว
เปน็ แห่งแรกในเอเชยี อาคเนย์ ตั้งอย่บู นยอดภูหลวง ในบรเิ วณท่ี ความกว้างตีน 31 ซม.
จ. เลย เรียกว่าผาเตล่ิน ซ่งึ ต้องเดินเทา้ เขา้ ไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ความยาวตนี 35 ซม.
ผ่านจุดชมธรรมชาติ และทางชา้ งผ่านในท่งุ หญ้า ความสูงสะโพก 178 ซม.
รอยตนี ไดโนเสารท์ พ่ี บเปน็ รอยพมิ พ์ 3 นวิ้ จำ� นวน 15 รอย
ประทบั อยบู่ นชน้ั หนิ ทรายในหมวดหนิ ภพู านยคุ ครเี ทเชยี สตอนตน้ ระยะ stride 280 ซม.
อายุประมาณ 120 ล้านปี ซึ่งจากการ ระยะ pace ... ซม.
ศกึ ษาพบวา่ เปน็ รอยตนี ไดโนเสารก์ นิ เนอื้ ก�ำลงั ก้าว เดินปกติ
หรอื เทอโรพอดขนาดใหญ่ ทเ่ี รยี กวา่ กลมุ่ ความเร็วเฉลย่ี 8 กม./ชม.
คาร์โนซอร์
ข้อมูลจาก
ภทู อก กรมทรัพยากรธรณี 2550
และ Le Loeuff et al. 2009
มหาสารคาม
กล่มุ รอยตีนของคารโ์ นซอร์ มงุ่ หน้าไปในทิศทางเดียวกนั
โคกกรวด บง่ บอกลกั ษณะของการร่วมทาง รวมกลุม่ อยูอ่ าศยั และหากิน
ภพู าน รอยยำ่� และทางเดิน 13
เสาขวั
พระวหิ าร
ภูกระดึง
น้ำพอง
หวยหนิ ลาด
ผังรอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ จ�ำนวน 15 รอย
สันนิษฐานว่ารอยตีนหมายเลข 4 และ 13 เป็นรอยตีนข้างเดียวกัน
ของเทอโรพอดตัวเดียวกัน ซ่ึงแสดงระยะ stride 2.80 เมตร
12 บันทึกแห่งบรรพกาล: (คัดลอกและดัดแปลงจาก กรมทรัพยากรธรณี 2550)
ภูทอก ภหู นิ รอ่ งกลา้บันทกึ รอยยำ�่ ของยกั ษ์ใหญ่ท่ี
มหาสารคาม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ต้ังอยู่บริเวณรอยต่อ
จังหวัดเลย พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ส�ำหรับแหล่งรอยตีน เจา้ ของรอยตีน คารโ์ นซอร์
โคกกรวด ไดโนเสารท์ พ่ี บอยบู่ นลานหนิ บรเิ วณนำ้� ตกหมนั แดง บา้ นหมนั ขาว เดินกขี่ า 2 ขา
ภพู าน ต�ำบลกกสะท้อน อ�ำเภอด่านซ้าย ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้
เสาขัว ของจังหวัดเลย แต่ทางข้ึนสู่อุทยานฯ สามารถเดินทางมาจาก รอยตีนมีกีน่ ้วิ 3 น้วิ
พระวหิ าร จังหวดั พษิ ณโุ ลก และจังหวดั เพชรบรู ณ์ ความกว้างตนี 30 ซม.
ภูกระดึง รอยตีนทีพ่ บอยบู่ นชน้ั หนิ ทราย หมวดหินพระวิหาร ความยาวตีน 35 ซม.
นำ้ พอง จ. เล ย ยคุ ครเี ทเชียสตอนต้น อายุประมาณ 135 ล้านปี ความสงู สะโพก 178 ซม.
หว ยหนิ ลาด เปน็ รอยพมิ พข์ นาดใหญ่มี 3 นวิ้ มลี ักษณะเปน็ รอยตนี
ของไดโนเสารก์ นิ เนอ้ื ขนาดใหญ่ (คารโ์ นซอร)์ จำ� นวนกวา่ 20 รอย ระยะ stride 205 ซม.
เรียงเป็นแนวทางเดนิ อย่างนอ้ ย 3 แนว ระยะ pace 135 ซม.
ก�ำลงั ก้าว เดนิ ปกติ
เพชรบรู ณ์ ความเร็วเฉลีย่ ... กม./ชม.
นักธรณีวิทยาก�ำลังวัดระยะห่างระหว่างก้าว ซ้าย-ขวา (pace) ข้อมลู จากกรมทรพั ยากรธรณี 2550
พบว่ามีระยะเฉล่ียประมาณ 1.3 - 1.4 เมตร และ ธดิ าและคณะ 2559
14 บันทึกแหง่ บรรพกาล: รอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อ
ขนาดใหญท่ พี่ บมลี กั ษณะ และขนาด
ใกล้เคียงกับท่ีพบในเขตรักษาพันธุ์
สัตว์ป่าภูหลวง เพียงแต่พบใน
หมวดหินที่ต่างกัน
น้�ำตกหมันแดงพาตะกอน
กรวดทรายมากัดเซาะรอยพิมพ์ตีน
คาร์โนซอร์ทุกปี ท�ำให้รายละเอียด
ในรอยตนี ถกู ลบเลอื นไป ความกวา้ ง
และยาวของรอยตีนก็ลดลงอย่าง
ตอ่ เนอื่ ง สง่ิ ทจี่ ะยงั คงอยไู่ ดน้ านกวา่
คอื ตำ� แหนง่ ระยะหา่ ง และทศิ ทาง
การวางตวั ของรอยตนี แตล่ ะกา้ ว
รอยยำ�่ และทางเดนิ 15
ภูทอก ภเู กา้ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของอทุ ยานแหง่ ชาตภิ เู กา้ -ภพู านคำ� ภูเก้ารอยตนี ยกั ษใ์ หญข่ นาดย่อมที่
มหาสารคาม
ภเู กา้ เป็นภเู ขาหินทรายท่ีชน้ั หนิ วางตวั อยูใ่ นแนวราบ โดยบริเวณ เจ้าของรอยตีน คารโ์ นซอร์
โคกกรวด เดินก่ขี า 2 ขา
ภูพาน ตอนกลางแอ่นตัวลงเล็กน้อยจนมีสัณฐานคล้ายกระทะหงาย
เสาขัว รอยตีนมีกน่ี ิว้ 3 นว้ิ
พระวหิ าร อยหู่ า่ งประมาณ 45 กม. ตามถนนหมายเลข 2146 ไปทางใตข้ อง ความกวา้ งตีน 18-30 ซม.
ภูกระดงึ ความยาวตนี 19-33 ซม.
นำ้ พอง จงั หวดั หนองบัวลำ� ภู โดยเล้ยี วขวาเขา้ สอู่ ุทยานฯ ภเู ก้าทีบ่ า้ นโสก ความสงู สะโพก 85-165 ซม.
หวยหินลาด
ก้านเหลือง ส่วนทีท่ ำ� การอุทยานฯ อยูท่ ภี่ ูพานคำ� รมิ ทะเลสาบ ระยะ stride ..... ซม.
ระยะ pace ..... ซม.
เหนอื เขื่อนอบุ ลรตั น์ ประมาณ 57 กม. ทางตอนใต้ของจงั หวัด ก�ำลังกา้ ว .....
ความเรว็ เฉลยี่ ....กม./ชม.
หนองบัวลำ� ภู หนองบวั ล�ำภู
ข้อมลู จาก ธดิ าและคณะ 2559
ปี 2543 คณะส�ำรวจไทย-ฝรัง่ เศส พบรอยตนี ไดโนเสาร์ และ Kozu, 2017
อยา่ งนอ้ ย 11 รอย ใน 6 แนวทางเดนิ บริเวณพลาญหนิ ทราย
หมวดหนิ เสาขวั ยคุ ครเี ทเชยี สตอนตน้ อายปุ ระมาณ 130 ลา้ นปี
ซง่ึ เปน็ ลำ� นำ�้ ขา้ งถนนบนเขตอทุ ยานแหง่ ชาตภิ เู กา้ ลกั ษณะรอยตนี
ไดโนเสารภ์ เู กา้ มี 3 นว้ิ รอยตนี มขี นาดตงั้ แต่ 19-33 ซม. จากการ
ส�ำรวจภายหลังพบรอยตีนเพ่ิมอีก 5 รอย บริเวณฝั่งตรงข้าม
ของศาลาแสดงนทิ รรศการรอยตนี ไดโนเสารด์ ว้ ย คาดวา่ เปน็ รอย
ตนี ไดโนเสารก์ นิ เน้ือพวกคารโ์ นซอร์ขนาดยอ่ มๆ หลายขนาด ท่มี ี
ความสูงถงึ สะโพกประมาณ 85-165 ซม.
ศาลาแสดงนทิ รรศการรอยตีนไดโนเสาร์ ล�ำหว้ ยที่ปรากฏรอยทางเดนิ ไดโนเสาร์ อย่ดู ้านหลงั ศาลาแสดงนทิ รรศการ
ตั้งอย่รู ิมทางเขา้ สู่อุทยานแหง่ ชาตภิ ูเก้า ด้านหลงั ศาลา ในฤดูแล้งจะไม่มีน้�ำห้วยไหล เปน็ ช่วงท่สี ามารถเดนิ ตดิ ตามรอยตีน
เปน็ ล�ำหว้ ยท่ปี รากฏรอยทางเดนิ ไดโนเสาร์กนิ เนอื้ คาร์โนซอร์ ไปตามลำ� ห้วยไดส้ ะดวก
16 บนั ทกึ แหง่ บรรพกาล: รอยย่�ำ และทางเดิน 17
ภทู อก
มหาสารคาม ทา่ สองคอน เปน็ ตลงิ่ รมิ นำ้� พอง อยทู่ บี่ า้ นทงุ่ ใหญ่ ท่าสองคอนรอยพมิ พ์นิ้วทส่ี ่ี (หมายเลข 1).....ท่ี
โคกกรวด อำ� เภอภกู ระดงึ ประมาณ 80 กโิ ลเมตรทางทิศใต้จาก
ภพู าน ตัวจงั หวัดเลย
พบรอยตีนไดโนเสาร์ริมตล่ิงน�้ำพองด้านตะวันตกในช้ัน Digit III
เสาขัว หินทราย ท่ีปรากฏรอยริ้วคลื่น และระแหงโคลนของหมวดหิน Digit IV
พระวิหาร น้�ำพอง ยุคยุคไทรแอสซกิ ตอนปลาย (อายปุ ระมาณ 209 ลา้ นปี) Digit II
จ. เลย ภูกระดึง ซง่ึ เป็นการพบรอยตีนไดโนเสารใ์ นหมวดหินนำ�้ พอง เจา้ ของรอยตนี คารโ์ นซอร์
นำ้ พอง เป็นแห่งแรกในประเทศไทยช่วงต้นปี 2550 โดยพบ เดินก่ีขา 2 ขา
เป็นแนวทางเดินประกอบด้วยรอยตนี 6 รอย
หวยหนิ ลาด ที่ยบุ ลงไปเป็นรอยพมิ พใ์ นเนอ้ื หินทราย รอยตนี มีกนี่ ้วิ 4 นว้ิ
ความกว้างตนี 16.8 ซม.
รอยตีนท่ีพบไม่เพียงแต่ปรากฎลักษณะ 3 น้ิ ว ความยาวตนี 41.5 ซม.
ความสงู สะโพก 203 ซม.
เหมือนรอยตีนไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอดท่ีพบทั่วไป แต่ปรากฏ
ระยะ stride 260 ซม.
นิว้ ที่ 4 (ทางวชิ าการเรียกว่านิ้วหมายเลข 1 ) ทป่ี กติไม่ค่อยพบ ระยะ pace 126.7 ซม.
ก�ำลังกา้ ว เดินช้าๆ
เนอื่ งจากนวิ้ นจี้ ะอยสู่ งู ขน้ึ ไปทางดา้ นหลงั เหมอื นเดอื ยไกท่ ว่ั ไป ความเรว็ เฉลีย่ 5 กม./ชม.
ภาพรา่ งรอยทางเดินของคาร์โนซอร์ ทีท่ า่ สองคอน ขอ้ มลู จาก Digit I
แท่งมาตราสว่ นยาว 50 ซม. Le Loeuff et al. 2009
รอยตีนขา้ งซา้ ย มนี ิว้ หมายเลข 3 (Digit III) ยาวทสี่ ดุ
(คัดลอกและดดั แปลงจาก Le Loeuff et al., 2009 ) และ Kozu 2017 และมีน้วิ หมายเลข 1 (นบั จากนว้ิ ในสดุ ) เลก็ ทีส่ ุด
18 บนั ทกึ แหง่ บรรพกาล: แนวทางเดิน ปรากฏรอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดยักษ์ ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จ�ำนวน 5 รอย
พบอยู่ท่ีท่าสองคอน ตลิ่งริมน้�ำพอง อ.ภูกระดึง จ.เลย
รอยย�่ำ และทางเดนิ 19
ภทู อก รอยกีบ? ดกึ ด�ำบรรพ์ที่ หว้ ยน�้ำดุก
มหาสารคาม หว้ ยนำ�้ ดกุ เปน็ ลำ� หว้ ยทไี่ หลจากแนวเขาในอทุ ยาน
แหง่ ชาตนิ ำ้� หนาว ไปทางทศิ ตะวนั ตก ผา่ นบา้ นวงั ยาว หมทู่ ี่ 6 !?
โคกกรวด ต�ำบลปากช่อง อ�ำเภอหล่มสัก ซ่ึงอยู่ห่างจากตัวจังหวัด
ภพู าน เพชรบรู ณป์ ระมาณ 85 กม. ไปทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื สัตวม์ ีกระดกู
เสาขวั ตามทางหลวงหมายเลข 21 และเล้ียวขวาที่อนุสาวรีย์
พระวหิ าร พอ่ ขนุ ผาเมอื งเขา้ สทู่ างหลวงหมายเลข 12 เจา้ ของรอยตนี สันหลงั
ภูกระดงึ นกั ธรณวี ทิ ยาจากกรมทรพั ยากรธรณพี บหลกั ฐาน เดนิ กข่ี า 4 ขา
น้ำพอง รอยตนี อยบู่ นกอ้ นหนิ ขนาดกวา้ งยาวประมาณ 1.5 ม. x 2 ม.
หวยหินลาด อยขู่ า้ งลำ� หว้ ยนำ้� ดกุ มลี กั ษณะเปน็ กอ้ นหนิ ทห่ี ลดุ และนา่ จะ รอยตีนมกี ่ีนิว้ 2 น้วิ
โดนกระแสน�้ำพัดออกมาจากแหล่งท่ีคาดว่าเป็นหมวดหิน ความกว้างตนี 5-8 ซม.
เพชรบรู ณ์ น�้ำพอง ซ่ึงเป็นส่วนล่างของกลุ่มหินโคราช ท่ีมีช่วงเวลา ความยาวตีน 8.5-10 ซม.
การสะสมตวั ระหวา่ ง ปลายยคุ ไทรแอสซกิ จนถงึ ยคุ จแู รสซกิ ความสูงสะโพก ..... ซม.
รอยตนี ทพี่ บมลี กั ษณะปรากฎ 2 นวิ้ คลา้ ยกบี สตั ว์
จ�ำนวน 4 รอย จากหลักฐานเท่าท่ีมีสามารถสันนิษฐานได้ ระยะ stride ..... ซม.
เพยี งวา่ เปน็ รอยทเี่ กดิ จากสตั วม์ กี ระดกู สนั หลงั ทเ่ี ดนิ 4 ขา ระยะ pace ... ซม.
ก�ำลงั ก้าว เหยาะ
ความเร็วเฉลย่ี . กม./ชม.
เน่อื งจากหลกั ฐานท่ีพบมเี พียง
รอยตีน 2 นว้ื จ�ำนวน 4 รอย
จึงยงั ไมส่ ามารถระบรุ ายละเอียด
ข้อมูลไดม้ ากกว่าน้ี
20 บันทกึ แห่งบรรพกาล: รอยย�่ำ และทางเดิน 21
ภูทอก ตาดหว้ ยน้ำ� ใหญ่ เป็นหน้าหินผาขนาดใหญ่ที่เอียง รอยทางเดนิ อารโ์ คซอร์ที่ ตาดห้วยนำ�้ ใหญ่
มหาสารคาม ตามหน้าชั้นหินทรายด้วยความชันกว่า 60 องศา อยู่ติดกับ
หว้ ยนำ้� ใหญ่ ทบ่ี า้ นนาสอพอง หมู่ 5 ตำ� บลนำ้� หนาว อำ� เภอนำ�้ หนาว เจ้าของรอยตนี อารโ์ คซอร์
โคกกรวด ห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 150 กิโลเมตร เดินกีข่ า 4 ขา
ภูพาน ไปทางทิศตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
เสาขัว จากตัวจงั หวดั เดินทาง รอยตีนหลัง มี 3-5 นิ้ว
พระวหิ าร ตามทางหลวงหมายเลข 21 และเลยี้ วขวา ตนี หลังกว้าง 19.5 ซม.
ภกู ระดงึ ทอี่ นสุ าวรยี พ์ อ่ ขนุ ผาเมอื งเขา้ สทู่ างหลวง ตีนหลังยาว 32 ซม.
นำ้ พอง หมายเลข 12 จากนั้นเล้ียวซ้ายไปใช้ถนน
หวยหนิ ลาด หมายเลข 2216 เข้าสอู่ �ำเภอนำ้� หนาว ล�ำตวั กวา้ ง 60 ซม.
แล้วเล้ยี วซา้ ยตรงขา้ มโรงพยาบาลน้�ำหนาวเข้าสู่ ระยะ stride 101.8 ซม.
เพชรบรู ณ์ ถนนคอนกรีตเสรมิ เหล็กอกี ประมาณ 4 กม. ระยะ pace 66.3 ซม.
บรเิ วณแหลง่ พบรอยทางเดนิ 4 ขา
ของสัตว์ดึกด�ำบรรพ์รวม 3 แนวที่ถูก ลำ� ตวั ยาว 4-5 ม.
ประทบั เปน็ รอยพมิ พ์ ยบุ ลงไปอยบู่ นหนา้ ความสงู สะโพก 120 ซม.
ชน้ั หนิ ทรายเนอ้ื โคลนทจ่ี ดั อยใู่ น หมวดหนิ
หว้ ยหนิ ลาด ยคุ ไทรแอสซกิ ตอนปลายซง่ึ เปน็ รอยตนี หน้า มี 3-4 น้ิว
หมวดหินท่ีแก่ท่ีสุดในกลุ่มหินโคราช หางยาว แต่ เดนิ ยกหาง
อายุประมาณ 220 ล้านปี
รอยทางเดนิ 2 แนวแรกยาวกวา่ ข้อมลู จาก
100 เมตร ประกอบดว้ ยรอยตนี กวา่ 300 รอย Le Loeuff et al. 2009
ทคี่ าดวา่ เกดิ จาก สตั วเ์ ลอื้ ยคลานโบราณ
พวก ไฟโตซอร์ (Phytosaur) ซง่ึ มวี วิ ฒั นาการ และ Kozu 2017
มาจากอารโ์ คซอร์ (Archosaur) ทเ่ี ปน็ บรรพบรุ ษุ
ของไดโนเสาร์ และ เทอโรซอร์ (Pterosaur) หรอื รอยทางเดนิ ของไฟโตซอร์บนหนา้ ชัน้ หินทรายเนอ้ื โคลน
กลมุ่ สตั วเ์ ลอ้ื ยคลานบนิ ได้ ท่ีวางตัวเอยี ง มีความชันประมาณ 60 องศา
(ดูรูปสายการววิ ัฒนาการหน้า 3) แทง่ มาตราสว่ น ยาว 50 ซม.
Digit II
ภาพรา่ งสว่ นหนึง่ ของแนวทางเดนิ Digit III รอยตีนหลัง ยาวกว่ารอยตนี หน้า
(คดั ลอกและดดั แปลงจาก Le Loeuff et al. 2009) Digit IV
แสดงรอยตนี หน้า และหลงั เตม็ ฝ่าตนี ท่คี ่อนข้างสมบรู ณ์ ทงั้ ด้านซ้ายและขวา รอยยำ่� และทางเดนิ 23
รอยนว้ิ ท่ี 3 และ 4 ยาวกวา่ นิ้วท่ี 2 รอยนิ้วท้ังหมดโคง้ ออกจากกลางล�ำตวั Digit V
22 บันทกึ แหง่ บรรพกาล: รอยเตม็ ฝา่ ตนี หลงั ขวา นวื้ 3 และ 4 ยาวกวา่ นว้ิ 2
ภทู อก หนิ ลาดปา่ ชาด เปน็ ลานหนิ ขนาดประมาณ 10x25 หนิ ลาดปา่ ชาดชมุ นุมนานาพนั ธบ์ุ รรพกาลท่ี
มหาสารคาม
ตารางเมตร ปกคลุมด้วยหญ้าสูง อยู่ด้านเหนือของเทือก
โคกกรวด
ภูพาน เขาภูเวียงใกล้น้�ำตกตาดฟ้า ในเขตอุทยานแห่งชาตภิ เู วยี ง
เสาขวั
พระวหิ าร ซง่ึ อยหู่ า่ งไปทางตะวนั ตกประมาณ 84 กม. จากตัว
ภกู ระดงึ
นำ้ พอง จังหวดั ขอนแก่น ตามทางหลวง หมายเลข 12
หวยหนิ ลาด
ลานหินลาดป่าชาด ร อ ง รั บ ด ้ ว ย
ช้ันหินทรายเนื้อละเอียดสีขาว ของหมวดหิน เจา้ ของรอยตนี คาร์โนซอร์ ซีลูโรซอร์ ออรน์ ิโทพอด สตั วเ์ ลือ้ ยคลาน
พระวิหาร ที่ผิวหน้าสีออกแดง ส นิ ม เ ห ล็ ก เดนิ ก่ีขา 2 ขา 2 ขา 2 ขา 4 ขา
มีริ้วรอยคลื่น และรูหนอน ซึ่ง แสดงสภาพ รอยตนี มีกน่ี ิว้ 3 นว้ิ 3 นิ้ว 3 น้ิว 5 นว้ิ
แวดลอ้ มโบราณทเี่ ปน็ บรเิ วณชายน�้ำ ยคุ ครเี ทเชยี ส ความกว้างตนี ..... 9.8 ซม. 8.9 ซม. .... ซม.
ตอนต้น เมอื่ ประมาณ 140 ลา้ นปี มาแลว้ ความยาวตีน .... 12.7 ซม. 10.9 ซม. ..... ซม.
เดือนกันยายน 2532 ความสูงสะโพก ..... 57.2 ซม. 47-58 ซม. .... ซม.
ค ณ ะ ส� ำ ร ว จ ไ ด โ น เ ส า ร ์ จ า ก ก ร ม ระยะ stride ไมป่ รากฏ 55 ซม. 52 ซม. ..... ซม.
ทรัพยากรธรณี ค้นพบรอยตีน ระยะ pace ไมป่ รากฏ 33 ซม. 27.2 ซม. .... ซม.
ไดโนเสารห์ ลายชนดิ จำ� นวนมากกวา่ กำ� ลงั ก้าว วงิ่ เรว็ เดนิ เดนิ ช้าๆ คลาน
60 รอย ประทับเป็นแนวทางเดิน ความเร็วเฉลี่ย ? กม./ชม. 2.6 กม./ชม. 2 กม./ชม. ... กม./ชม.
ขอนแกน่ หลายทศิ ทาง ข้อมลู จาก กรมทรัพยากรธรณี 2550, ธดิ าและคณะ 2559 และ Kozu 2017
ทางเดินหมายเลข 1-7
คาดว่าเป็นรอยตีนไดโนเสาร์
กินพืชออร์นิทิสเชี่ยนขนาดเล็ก
(ออรน์ โิ ทพอด) บางรอยทางเดนิ
ปรากฏทงั้ รอยตนี หน้า และหลัง
รอยตีนหมายเลข 8 พบเพียงรอยเดยี ว
มี 3 นวิ้ ไมพ่ บรอยฝา่ ตนี คาดวา่ เป็นรอยตนี ไดโนเสารก์ ิน
เนือ้ เทอโรพอดขนาดใหญ่ (คาร์โนซอร)์ รอยนวิ้ คารโ์ นซอร์ ออรน์ โิ ทพอด
ซีลโู รซอร์
รอยทางเดินหมายเลข 9 สันนิษฐานว่าเป็นรอย กำ� ลงั วง่ิ ไมม่ รี อยฝา่ ตนี
ของสัตวเ์ ล้ือยคลานขนาดเลก็
รอยทางเดินหมายเลข 10
เป็นของไดโนเสาร์กินเนื้อเทอโร
พอดขนาดเลก็ (ซีลูโรซอร์)
24 บนั ทึกแหง่ บรรพกาล: ผงั ทางเดิน คดั ลอกและดัดแปลงจาก กรมทรัพยากรธรณี 2550 รอยยำ�่ และทางเดนิ 25
ภทู อก ภูแฝกใหญก่ ินผกั เจอ ยกั ษก์ นิ เน้อื ท่ี
มหาสารคาม วนอทุ ยานภแู ฝก อยู่ห่างจากตัวเมืองกาฬสินธุ์ไปทาง
ทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื 74 กโิ ลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 12 เจ้าของรอยตนี คารโ์ นซอร์ เจา้ คอยาว
โคกกรวด วนอุทยานภูแฝกถูกจัดต้ังขึ้นในตอนต้นปี พ.ศ. 2540 โดยมี เดินกี่ขา 2 ขา 4 ขา
ภูพาน วัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความคุ้มครอง ซากดึกด�ำบรรพ์รอยตีน
เสาขัว ไดโนเสาร์ ซงึ่ ถกู พบโดยเด็กหญิงนักเรียน 2 คน รอยตนี มกี น่ี ้ิว 3 น้ิว ..... นว้ิ
พระวิหาร ในช่วงฤดหู นาวปี พ.ศ.2539
ภกู ระดงึ รอยทางเดนิ และรอยตนี ไดโนเสารถ์ กู พบ ความกว้างตนี 37 ซม. 40 ซม.
นำ้ พอง อยู่บนหน้าช้ันหินทรายในหมวดหินพระวิหาร
หวยหนิ ลาด ยคุ ครเี ทเชยี สตอนตน้ อายปุ ระมาณ 135 ลา้ นปี ความยาวตนี 42 ซม. 52 ซม.
จากการสำ� รวจพบรอยพมิ พต์ นี ไดโนเสารก์ นิ เนอ้ื
กาฬสนิ ธุ์ ขนาดใหญ่ หรอื คารโ์ นซอร์ อยา่ งนอ้ ย 25 รอย ความสูงสะโพก 205 ซม. 238 ซม.
ใน 7 แนวทางเดนิ มงุ่ หนา้ ไปทาง
ทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ระยะ stride 221 ซม. 129 ซม.
ในรอยพิมพ์ท่ีชัดเจน
จะสามารถเหน็ รอยกรงเลบ็ ระยะ pace 114 ซม. ..... ซม.
บรเิ วณปลายน้ิวด้วย
นอกจากนภ้ี ายหลัง ก�ำลังกา้ ว เดนิ ช้าๆ เดินชา้ มาก
ยงั พบรอยตีนขนาดยกั ษย์ าวกว่า
ครงึ่ เมตรของเจา้ คอยาวในบรเิ วณ ความเรว็ เฉลี่ย 4 กม./ชม. .... กม./ชม.
เดยี วกนั ดว้ ย ซง่ึ ถอื วา่ เปน็ การ
พบแห่งแรกในประเทศไทย ข้อมูลจาก กรมทรพั ยากรธรณี 2550
ธิดาและคณะ 2559 และ Kozu 2017
รอยตีนของไดโนเสาร์ซอโรพอด
จากขนาดความยาวกวา่
ครึง่ เมตร ของรอยตนี หลัง
พอจะประมาณความสูงถึง
สะโพกของเจ้าคอยาวไดว้ า่
อยู่ท่ีเกอื บสองเมตรครึง่
หากรอยตีนหลงั ทัง้ สอง
รอยท่ีหา่ งกนั ไมถ่ งึ เมตร
ครงึ่ นเี้ กิดจากขาขา้ ง
เดียวกนั แลว้ แสดงว่าเจ้าคอ
ยาวก�ำลงั เดนิ อย่างชา้ มากๆ
26 บนั ทกึ แห่งบรรพกาล: (คดั ลอกภาพรา่ งจาก รอยยำ่� และทางเดนิ 27
Le Loeuff et al., 2002)
ภูทอก หนองสงูรอยประทบั ยกั ษ์กินเนอ้ื ขา้ งทางหลวง ที่
มหาสารคาม หนองสงู เปน็ อำ� เภอหนงึ่ ของจงั หวดั มกุ ดาหาร อยตู่ ดิ กบั
อำ� เภอกฉุ นิ ารายณ์ จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุจดุ ทพ่ี บซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยตนี เจ้าของรอยตีน คารโ์ นซอร์
โคกกรวด ไดโนเสารอ์ ยบู่ รเิ วณรมิ หลวงหมายเลข 12 ประมาณ 50 กโิ ลเมตร เดินกี่ขา 2 ขา
ภพู าน ทางตะวนั ตกจากตวั จงั หวดั มกุ ดาหาร
เสาขวั รอยตนี ไดโนเสารท์ พ่ี บอยบู่ นกอ้ นหนิ ขา้ งทางหลวงสาย รอยตีนมีก่ีนว้ิ 3 นิว้
พระวิหาร สมเดจ็ -หนองสงู -มกุ ดาหาร เปน็ รปู พมิ พน์ นู ขน้ึ มามลี กั ษณะ 3 นวิ้
ภกู ระดงึ คลา้ ยไดโนเสาร์เทอโรพอด มหี ลายขนาดความยาว ต้งั แต่ 6 ซม.
นำ้ พอง ถึง 34 ซม. ซึ่งน่าจะเป็นรอยของไดโนเสาร์กินเนื้อหลายชนิด
หว ยหนิ ลาด ท้งั คาร์โนซอร์ และซีลูโรซอร์
ก้อนหินทรายที่พบรอยตีนไดโนเสาร์มีร่องรอยรูหนอน
ดึกด�ำบรรพ์มากมาย ซ่ึงหลุดออกจากแหล่งหินหมวดหินเสาขัว ความกวา้ งตนี ... ซม.
ยุคครีเทเชียสตอนตน้ อายปุ ระมาณ 130 ล้านปี
ปัจจุบันตัวอย่างแผ่นหินท่ีมีรอยตีนไดโนเสาร์บางส่วน ความยาวตนี 6-34 ซม.
มุกดาหาร ถกู เก็บไว้ที่พพิ ธิ ภัณฑ์สิรินธร อำ� เภอสหัสขนั ธ์ จังหวดั กาฬสนิ ธุ์
ความสูงสะโพก 20-170 ซม.
พบหลายรอย
ระยะ stride แต่ไม่เปน็
ระยะ pace รอยทางเดิน
ค�ำนวณการ
เป็นที่น่าสังเกตว่ารอยตีนที่พบในก้อนหินท่ีหลุดจาก ก�ำลงั ก้าว ก้าวและ
แหลง่ เดมิ มกั เปน็ แบบรปู พมิ พน์ นู ขนึ้ มา สว่ นรอยตนี ทพี่ บอยบู่ น ความเร็วเฉล่ีย
หน้าชั้นหินตะกอนในแหล่งมักจะเป็นลักษณะรอยพิมพ์ยุบลงไป ความเร็วไม่ได้
ในเน้อื หนิ ท้ังนี้เน่ืองจากการเกดิ ในธรรมชาตริ อยพมิ พจ์ ะเกดิ ข้นึ
ก่อนบนหน้าชั้นตะกอน ส่วนรูปพิมพ์จะเกิดข้ึนจากการเติมเต็ม ข้อมลู จาก ธิดาและคณะ 2559
รอยพมิ พท์ ่ีเกดิ อยู่กอ่ นหน้าด้วยตะกอนทีม่ าใหม่ในภายหลงั และ Le Loeuff et al. 2009
เม่ือชน้ั หินถกู กัดเซาะท�ำลายหลุดออกจากแหล่ง หินช้ัน
บนที่มีรูปพิมพ์จึงหลุดออกไป เหลือส่วนที่เป็นรอยพิมพ์อยู่ใน
แหล่งเดิม ดังนั้นเม่ือพบก้อนหินที่มีรูปพิมพ์อยู่ จึงสามารถ
ติดตามหารอยพิมพ์ต้นก�ำเนิดได้ในชั้นหินท่ีอยู่ในระดับท่ีสูงขึ้นไป
หากไม่ถกู กดั เซาะทำ� ลายไปเสียก่อน
รปู พมิ พร์ อยตนี ไดโนเสารส์ ามารถพบไดอ้ กี ในแหลง่ อน่ื ๆ
เชน่ ในหมวดหนิ โคกกรวดทห่ี ว้ ยดา่ นชมุ และในหมวดหนิ พระวหิ าร
ท่เี ขาใหญ่
28 บันทึกแหง่ บรรพกาล: รอยย�่ำ และทางเดิน 29
บ้านโนนตูม อยบู่ รเิ วณรมิ ตลงิ่ นำ้� ชี ตำ� บลวงั ชมภู อำ� เภอ บ้านโนนตมูรอยทางเดนิ ขวักไขว่ของสตั ว์โบราณท่ี
หนองบวั แดง จงั หวดั ชยั ภมู ิ ประมาณ 70 กม. ทางตะวนั ตกเฉยี งเหนอื
ของตัวจงั หวดั จากตัวจงั หวดั ใชเ้ ส้นทาง 2051 ประมาณ 7 กม. สตั วส์ ะเทนิ นำ�้
แล้วแยกซ้ายที่ ส่ีแยกช่อระกา ไปทาง อ.หนองบัวแดงตาม
เส้นทาง 2159 เจา้ ของรอยตีน คารโ์ นซอร์ เจ้าคอยาว สะเทนิ บก
พบรอยตีนสัตว์มกี ระดกู สันหลังกวา่ 80 รอยพมิ พ์ บน เดนิ กขี่ า 2 ขา 4 ขา 4 ขา
ช้ันหินทรายหมวดหินน�้ำพอง ยุคไทรแอสสิกตอนปลาย อายุ 4 นิ้ว 2 กีบ
ประมาณ 209 ลา้ นปี บรเิ วณรมิ ตล่ิงยาว 45 เมตรของลำ� น�ำ้ ชี รอยตีนมกี น่ี ้วิ 3 นวิ้
เป็นรอยตนี ทมี่ ลี ักษณะแตกตา่ งกนั อย่างน้อย 3 ชนดิ ไดแ้ ก่ ความกว้างตีน 32 ซม. 52.2 ซม. 22.3 ซม.
รอยตีนทม่ี ลี ักษณะ 3 น้ิว สนั นิษฐานว่าเปน็ รอยตนี ของ ความยาวตนี 39.6 ซม. 46.9 ซม. 17.3 ซม.
ไดโนเสารก์ ินเนือ้ พวกเทอโรพอดขนาดใหญ่ หรือคารโ์ นซอร์ พบ ความสงู สะโพก 194.4 ซม. 250 ซม. 90 ซม.
ทง้ั หมด 15 รอยตนี ใน 5 รอยทางเดนิ 214.7 ซม. 151 ซม.
รอยตนี หลังท่ีมลี ักษณะกลมใหญค่ ล้ายรอยตนี ชา้ งรวม ระยะ stride 167.5 ซม. 147.2 ซม. 153 ซม.
10 รอยพมิ พ์ พรอ้ มรอยตนี หน้า สันนิษฐานวา่ เป็นรอยตีนของ ระยะ pace 89.2 ซม.
ไดโนเสารก์ ินพืชซอรโ์ รพอด ก�ำลังกา้ ว เดินช้าๆ เดิน ในน�้ำ
รอยตีนท่ีมีลักษณะ 2 น้ิว คล้ายกับรอยของสัตว์กีบ ความเร็วเฉลยี่ 3 กม./ชม. ... กม./ชม. 6.7 กม./ชม.
จำ� นวน 1 แนวทางเดนิ ประกอบรอยตนี หนา้ และหลงั รวม 64 รอย
ชยั ภ มู ิ ซง่ึ ธดิ า และคณะ, 2559 สนั นษิ ฐานวา่ เปน็ รอยตีนของสัตว์ ขอ้ มูลจาก ธดิ าและคณะ 2559 รอยตีนหลัง ยาวกว่ารอยตนี หน้า
สัตวส์ ะเทินนำ�้ สะเทินบกพวกเท็มโนสปอนดิล (Temnospondyl) และ Kozu 2017
ประทบั รอยในขณะว่ายนำ้� ต้ืนๆ จงึ ปรากฏเฉพาะรอย 2 นิ้ว และ
ภทู อก ไมม่ ีรอยลากหาง
มหาสารคาม ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนต�ำบลวังชมภู ได้ท�ำป้าย
บอกทางเข้า และบอร์ดแสดงความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา และ
โคกกรวด ธรณีวิทยาเกี่ยวกับแหล่งให้ประชาชนได้ศึกษา
ภพู าน
เสาขวั รอยตีนสัตว์มีกระดูกสันหลังกว่า 80 รอย
พระวหิ าร บริเวณริมตลิ่งล�ำน�้ำชี บ่งบอกถึงความสมบูรณ์
ภกู ระดงึ และความหลากหลายทางชีวภาพของบริเวณน้ี เม่ือสองร้อยล้านปีก่อน
น้ำพอง
หวยหินลาด รอยยำ่� และทางเดิน 31
30 บนั ทกึ แห่งบรรพกาล:
ภทู อก เขาใหญ่รอยไดโนเสารก์ ินเนื้อสองขนาด เลก็ ใหญท่ ี่
มหาสารคาม เขาใหญ่ เปน็ อทุ ยานแหง่ ชาตแิ หง่ แรกของประเทศไทย
ประมาณ อยู่ห่างประมาณ 55 กม. จากตัวจังหวัดปราจีนบุรี (Siamopodus khaoyaiensis)
โคกกรวด ในปี พ.ศ. 2535 มกี ารสำ� รวจพบรอยตนี ไดโนเสารก์ นิ เนอื้
ภพู าน ขนาดใหญ่ (คาร์โนซอร์) 1 รอย และรอยตีนไดโนเสาร์กินเน้ือ เจ้าของรอยตีน คาร์โนซอร์ ซลี ูโรซอร์
เสาขวั ขนาดเลก็ (ซีลูโรซอร์) 7-8 รอย เปน็ ลกั ษณะรูปพมิ พน์ ูนข้ึนมา เดินก่ขี า 2 ขา 4 ขา
พระวหิ าร อยู่บนกอ้ นหินทรายท่ีหลดุ ลว่ งลงไปอยรู่ ิมลำ� นำ้� ใสใหญ่
ภกู ระดงึ ท่ี ไ ห ล ผ ่ า น หุ บ เ ข า ใ น เ ข ต อ� ำ เ ภ อ น า ดี รอยตีนมกี ่ีน้ิว 3 นิ้ว 3 นวิ้
นำ้ พอง จังหวัดปราจีนบุรี หากมีการส�ำรวจ
หวยหนิ ลาด ภาคสนามเพ่ิมเติม อาจพบแหล่งที่มี ความกว้างตนี 26 ซม. 11-25 ซม.
รอยพิมพ์ประทับอยู่บนชั้นหินท่ีก้อน
ปราจีนบรุ ี หินหลดุ ร่วงลงมา ความยาวตนี 31 ซม. 14-30 ซม.
ล่าสุดได้มีการต้ังช่ือไดโนเสาร์ จากรอยตีนน้ีว่า ความสูงสะโพก 154 ซม. 63-150 ซม.
“สยามโมโพดัส เขาใหญ่เอนซิส ระยะ stride พบเพียง พบหลายรอย
(Siamopodus khaoyaiensis)” ระยะ pace รอยเดียว
เพื่อเป็นเกียรติแก่แหล่งท่ีพบร่องรอย ก�ำลงั ก้าว ไมส่ ามารถ แตไ่ ม่เปน็
ของซากดึกด�ำบรรพ์น้ีคร้ังแรก ค�ำนวณการ รอยทางเดนิ
ความเร็วเฉลีย่ กา้ ว และ คำ� นวณการ
ความเร็วได้
กา้ วและ
ความเรว็ ไมไ่ ด้
ข้อมูลจากกรมทรพั ยากรธรณี 2550
และ ธิดาและคณะ 2559
32 บนั ทึกแหง่ บรรพกาล: ก้อนหนิ ทรายขนาดใหญ่พร้อมรปู พิมพร์ อยตนี ไดโนเสาร์ ที่หลดุ ร่วงลงไปกองรวมกนั อยรู่ ิมลำ� น�ำ้ ใสใหญ่
รอยย่ำ� และทางเดิน 33
รูจ้ ักตวั ตนจากรอยตีน พฤตกิ รรมกล่มุ
• กลมุ่ รอยทางเดนิ บง่ บอก พฤตกิ รรมการอยอู่ าศยั และหาอาหารรว่ มกนั เปน็ ฝงู
มผี กู้ ลา่ ววา่ ซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยตนี และรอยทางเดนิ เปรยี บไดก้ บั แผน่ บนั ทกึ ขอ้ มลู • การอพยพของฝงู ไปในทศิ ทางเดียวกัน
จากบรรพกาล ซงึ่ นอกเหนอื จากขอ้ มลู ทตี่ รวจวดั ไดโ้ ดยตรงจากรอยบนั ทกึ แลว้ สงิ่ ทส่ี ำ� คญั • การหยดุ รวมตัวกันเปน็ กลุ่ม เหมอื นกบั การหลบรอ้ นอยู่ใต้ร่มไม้
และมคี ณุ ค่ายงิ่ กว่า คือ “รหสั ลบั ” ทีแ่ ฝงอยใู่ นข้อมลู เหลา่ นนั้ • การพบวา่ มสี ตั วต์ า่ งวยั และ/หรอื ตา่ งเพศในฝงู จากรอยตนี ทม่ี ขี นาดไมเ่ ทา่ กนั
ขนาดที่ต่างกันของรอยแสดงถึงความต่างทางเพศ หรอื วัย ของเจา้ ของรอย
การศกึ ษาซากดกึ ดำ� บรรพโ์ ครงกระดกู หวั กะโหลก ฟนั และสว่ นตา่ งๆ ของสงิ่ มชี วี ติ
จากอดีตของเหล่านักบรรพชีวินวิทยา และนักบรรพชีววิทยา ช่วยให้โลกสมัยใหม่เข้าใจ พฤตกิ รรมรว่ มกบั ส่งิ แวดลอ้ ม
วิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิตทั้งหลายที่เคยด�ำรงชีวิตอยู่ในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่สูญพันธุ์ไปแล้ว • การยำ่� ทบั ซ้อน บนรอยรวิ้ คล่นื และระแหงโคลน บอกตำ� แหน่งทางภมู ิศาสตร์
เน่ืองจากพิบัติภัยทางธรรมชาติท่ีด�ำเนินไปตามครรลองวัฏจักรของเอกภพ และบางส่วน ของแหลง่ ท่สี ตั ว์อาศยั อยู่ และฤดูกาลทเ่ี จ้าของรอยผา่ นมา
กเ็ ป็นตน้ ตระกลู ของส่งิ มีชวี ิตท่ียงั คงด�ำรงอยูใ่ นปจั จุบนั • การปรากฏรอยหยดนำ้� ฝน ซอ้ นบนรอยตีน บอกฤดูกาลทีเ่ จา้ ของรอยผา่ นมา
รายละเอียดโครงสร้างต่างๆ ของซากดึกด�ำบรรพ์ช่วยให้ระบุได้อย่างชัดเจนถึง
ววิ ฒั นาการของสงิ่ มชี วี ติ จากยคุ สยู่ คุ จากสายพนั ธห์ุ นงึ่ สสู่ ายพนั ธห์ุ นงึ่ หรอื สหู่ ลากหลาย หากขาดรอยบนั ทกึ เหลา่ นี้ การศกึ ษาเรอื่ งไดโนเสารจ์ ะไมส่ ามารถพฒั นากา้ วไกล
สายพนั ธุ์ จนเราสามารถพฒั นาระบบอนุกรมวธิ านของส่ิงมีชีวิตไดอ้ ยา่ งน่าอัศจรรย์ ได้อย่างที่เป็นอยู่ ทั้งน้ีเน่ืองจากความเก่ียวข้อง สอดประสาน อย่างเหมาะเจาะของ
ข้อมูล “รอยชีวิน” กบั โครงสรา้ งร่างกายของเหลา่ สตั ว์ดกึ ดำ� บรรพ์ทีถ่ กู เก็บรกั ษาไวด้ ้วย
แต่ยังมีอีกส่ิงหน่ึงที่ยังคงเป็นปริศนาส�ำหรับเหล่านักวิทยาศาสตร์ท่ีศึกษาด้าน กระบวนการทางธรณีวทิ ยา และกาลเวลา
สิ่งมชี วี ติ อยเู่ สมอมา สิ่งท่ีวา่ น้คี ือ “พฤติกรรม” ของส่ิงมีชีวิตทสี่ ญู พันธไุ์ ปแล้ว
พฤติกรรมไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในส่วนใดๆ ของซากดึกด�ำบรรพ์โครงสร้างสิ่งมีชีวิต หเ รปหรขแักห็นอ ืาโับกตษแดรรอศาถว่ยไอือาาารมด่าไเยลหสดวฉย่ลรทมตารใ้ำ�พอว้อนรรารอพรมามอง่อชง์ทยดัะรแเโรชน้ังกอดบชอ่ีเ่พท่รอวรีมหนยวิงีราะยีติองรนาาิาิน่ ไกอยรอณงปกรวยรเอย(วยัดไใหไIดา่วหใมู่งส่ิดยcนลม้แพสถเค้ต้ัhตรปอ่ากตงัทึวรักอn่าดนน็รด่ร์ูดวอ้ัoงยงตีออี้เ่่อกเ์ึไsรกาๆนชถขงยงด-ศูทดิีวอื้รอเาภ่รำ�ทยัปจ่ีสองินองบอา่ีด็นาเยัตษสอ่วยรหกกีตรตนิทัรวาท(นิดกอา่พกข์วเทยเี่ีภขงจาอย้รกใ์์ไี่าในๆร้ึนัยากีมมชติดกบะ)เ้ภม่ลIู่าจทปพเรcรงจคโขาีาเี่นะ็คักhเิกๆกยาอื้าวทห รหnดิกกไณซหำ�งลปจoลาาขลกสกนัาlกใรบอoรัรนงกฐนั้เรภมgงา้ดจสาอห่ งyสัยทนินตาังแินรตัรกใรวลา่ขนพวัดวอ์ทงเะดุก่ิง์ขกปยึยชกี่สราณดสาว่าลริู่งคกยำยต�ัเศือะมลจบรใเวกทึกนปาีาธชดร์ ษี่ยะนหกน็รีรวกึ รางัณพาิตสอดูวมครต์าำนย�ว,ิีแืบีชกรบลฒัั้น2ปแวีาแรอ5ตรตินเลขรล5ลดศางพ็อาค0ะจ้อืกึกยวย์เ)บนยษเานลาู่ชรอแถมาื้องน่ ขไสกลึงหลแไองสพมิ่รว้ม่ลลงเอถิ่ง้ฤอหา่าส้วยทกูตยีเกลงิ่ถหตเ่สีสกิมดา่กูกนยีนัตรภช้ีวบ็นอื่ รวี้า วีย้�ำมว์ติ ะ
แตก่ ลบั ไปปรากฏอยใู่ นซากดกึ ด�ำบรรพ์ “รอยชวี นิ ” ซึ่งไม่ได้เปน็ ส่วนใดสว่ นหนึ่งของสิ่งมี
ชีวติ นนั้ ๆ เลย รอยย่�ำ และทางเดนิ 35
ตัวอย่างของข้อมูลแฝงด้านพฤติกรรมของสัตว์โบราณ ท่ีไม่สามารถพบได้ใน
ซากดกึ ดำ� บรรพ์โครงกระดูก แตส่ ามารถถอดรหัสไดจ้ ากรอ่ งรอยทางเดนิ
พฤตกิ รรมสว่ นตัว
• ทา่ ทางการก้าวขา เดนิ เหยาะ หรือวิง่ จากลกั ษณะของการเหยยี บเต็มฝา่ ตีน
หรอื เหยียบปลายตีน
• การเดนิ ขาหนบี ๆ หรือเดินขาถ่าง การเดินปลายตนี ช้เี ข้าหา หรือชี้ออกจากกัน
• การเดนิ ลากหาง หรอื เดินยกหาง
• ทิศทาง และความเรว็ ในการเคล่อื นท่ี
34 บนั ทึกแห่งบรรพกาล:
มมี ากกวา่ แต่เหลือนอ้ ยกว่า ตอนแรก..ก็นกึ ว่าไมม่ อี ะไร
ไดโนเสาร์หนึ่งตัวเม่ือลม้ ตายลงแล้วจะเหลอื ซากไวเ้ พยี งหนึ่งซาก อาจจะสมบูรณ์เตม็ ตวั
หรือเหลือเพียงบางส่วนที่รอดพ้นจากการถูกกัดกินหรือถูกท�ำลายโดยธรรมชาติ แต่ไดโนเสาร์ ในชว่ งแรกของการคน้ ซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยตนี ไดโนเสารเ์ มอื่ เกอื บ 200 ปี
ตัวเดียวกนั ได้ทงิ้ รอยตนี และรอยทางเดินเอาไวน้ บั ไมถ่ ้วนบนแผ่นดนิ ท่ีมนั ผ่านไปตลอดช่ัวอายขุ ัย กอ่ นนน้ั ผคู้ น้ พบและศกึ ษาในยคุ นนั้ ยงั เขา้ ใจวา่ เปน็ รอยตนี นกสมยั ใหม่ หลายสบิ ปี
เมื่อเวลาผ่านมาถึงยุคปัจจุบัน ท่ัวโลกกลับมีการค้นพบแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์ไดโนเสาร์ ตอ่ มาจงึ ไดร้ วู้ า่ เปน็ รอยตนี ไดโนเสารแ์ ตก่ ย็ งั ไดร้ บั ความสนใจนอ้ ยกวา่ ซากกระดกู
มากกว่าแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์ ท�ำไมสิ่งที่มีมากกว่า จึงเหลืออยู่น้อยกว่า ?? เพราะนกึ วา่ ไมม่ อี ะไร จนกระทง่ั ภายหลงั เมอ่ื เกดิ ขอ้ สงสยั ในความเปน็ อยู่ พฤตกิ รรม
รวมถงึ ความสมั พนั ธก์ บั สงิ่ มชี วี ติ อนื่ ๆ ในยคุ ดกึ ดำ� บรรพ์ ซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยตนี
การประทบั รอยตนี เปน็ รอยพมิ พบ์ นตะกอนชนั้ ลา่ ง และเกดิ รปู พมิ พร์ อยตนี ใตช้ น้ั ตะกอนทป่ี ดิ ทบั ไดโนเสารจ์ งึ ไดร้ บั การสนใจศกึ ษาเพอื่ ถอดรหสั ลบั ทแ่ี ฝงเรน้ อยมู่ ากมาย
(คดั ลอกจาก กรมทรพั ยากรธรณ,ี 2553) ขอ้ มลู จากซากดกึ ดำ� บรรพก์ ระดกู และรอยทางเดนิ ไดโนเสารไ์ ดถ้ กู หลอม
รวมกนั เปน็ แหลง่ ขอ้ มูลมหศั จรรย์ ท่ีเผยความลบั แหง่ บรรพกาลสโู่ ลกปัจจบุ นั
ซากดกึ ดำ� บรรพม์ กี ารเกดิ ทต่ี า่ งจากซากรอ่ งรอยดกึ ดำ� บรรพ์ ในชว่ งแรกของการสะสมตวั ไดอ้ ยา่ งดี ซง่ึ หากจะเปรยี บกบั เพลงแลว้ กค็ งเหมอื นกบั เนอื้ รอ้ ง และทำ� นอง
ซากดกึ ดำ� บรรพต์ อ้ งการถกู ปดิ ทบั อยา่ งรวดเรว็ เพอื่ ปอ้ งกนั การถกู ยอ่ ยสลาย ขณะทรี่ อ่ งรอยทางเดนิ ซากโครงสรา้ งส่วนทแี่ ข็งเปรยี บไดก้ บั “เน้อื ร้อง” ทเ่ี ราสามารถอ่านได้
ตอ้ งอาศยั เวลาใหร้ อยพมิ พแ์ หง้ โดยการระเหยนำ�้ ของชน้ั ตะกอนทถ่ี กู ยำ่� ผา่ น เมอื่ แขง็ ตวั คงรปู แลว้ จงึ เขา้ ใจชดั เจนทกุ บรรทดั สว่ นซากรอยประทบั เปรยี บไดก้ บั “ทำ� นอง” ทท่ี ำ� ใหเ้ รา
คอ่ ยถกู ตะกอนใหม่มาปิดทบั อยา่ งช้าๆ นุ่มนวลเพ่อื ไมใ่ ห้รอยพิมพถ์ กู แรงน้�ำท�ำลายไปเสียกอ่ น เข้าใจลกึ ซ้งึ ถึงลีลา ท่าที และการด�ำเนนิ ไปของเนือ้ รอ้ งหรอื เจ้าของโครงสร้าง
เงอื่ นไขสำ� คญั ทจี่ ำ� เปน็ สำ� หรบั การรกั ษารอยประทบั ของสง่ิ มชี วี ติ ดกึ ดำ� บรรพบ์ นหนิ ทราย เมอื่ นำ� เนอ้ื รอ้ งมารวมกบั ทำ� นองแลว้ สงิ่ ทไี่ ดค้ อื บทเพลงแหง่ บรรพกาล
1. รอ่ งรอยถกู ประทบั บนตะกอนที่เปยี กชน้ื และไม่ถกู ท�ำลายโดยธรรมชาตหิ รือสัตว์ ท่สี ามารถขับกลอ่ มวงการ บรรพชีวิน และโลกสมัยใหม่ ให้เกดิ จินตนาการ และ
2. สภาวะอากาศแห้งในเวลาต่อมา ท�ำใหร้ ่องรอยประทับแขง็ ตัว คงรปู หวนกลบั คนื สู่มหายคุ มโี ซโซอิกไดอ้ ยา่ งชดั เจน แจม่ ใส
3. ในภายหลัง มีการสะสมของตะกอนอยา่ งชา้ ๆ ปดิ ทับร่องรอยท่ีแข็งตวั แล้ว ทกุ ๆ หนง่ึ เนอ้ื รอ้ ง ไดส้ รรคส์ รา้ งประทบั ทว่ งทำ� นองเอาไวม้ ากมาย แตน่ า่
โดยไมท่ �ำลายร่องรอยเดมิ เสยี ดายที่ “ทำ� นอง” ซง่ึ มอี ยมู่ ากกวา่ “เนอื้ รอ้ ง” กลบั ถกู บนั ทกึ ไวเ้ พยี งนอ้ ยนดิ
4. มีการปิดทับด้วยชัน้ ตะกอน ตอ่ เน่ืองอกี มากมาย และเมื่อถูกคน้ พบแลว้ ต้นฉบบั ก็มกั ถูกทำ� ลายลงอย่างนา่ เสียดาย หากไม่ได้รับ
5. ตะกอนทั้งหมดแขง็ ตัวเปน็ หินช้นั ตามกาลเวลา ดว้ ยแรงกดทบั มหาศาล การอนรุ กั ษด์ แู ลเอาใจใสจ่ ากทกุ คน แลว้ ผคู้ นรนุ่ ตอ่ ๆ ไปคงจะไดพ้ บเหน็ แตเ่ พยี ง
หากขาดเงอื่ นไขขอ้ หนง่ึ ขอ้ ใด การเกบ็ รกั ษารอ่ งรอยประทบั ดกึ ดำ� บรรพด์ ว้ ยกระบวนการ ทำ� นอง “ฉบับส�ำเนา”
ทางธรณวี ทิ ยากจ็ ะไมส่ ามารถเกดิ ขนึ้ ไดส้ ำ� เรจ็ หรอื หากสำ� เรจ็ กจ็ ะดไู มอ่ อกวา่ เปน็ รอยอะไร
กรมทรพั ยากรธรณี 2561
36 บันทกึ แหง่ บรรพกาล:
รอยย�ำ่ และทางเดิน 37
เอกสารอา้ งองิ
กรมทรัพยากรธรณี, 2550, ความหลากหลายทางชีวภาพของส่ิงมีชีวิตดึกด�ำบรรพ์ในประเทศไทย
พมิ พ์ครงั้ ท่ี 1 กรุงเทพฯ: อมรนิ ทร์พรนิ้ ติ้งแอนด์พับลิชชง่ิ
กรมทรัพยากรธรณี, 2550, ไดโนเสาร์ของไทย พิมพ์คร้ังท่ี 3 กรุงเทพฯ: กรมทรัพยากรธรณี
กรมทรัพยากรธรณี, 2553, ท่องโลกธรณี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ความมหัศจรรย์แห่งมรดกโลก
พมิ พ์ครงั้ ท่ี 1 กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ติง้ แอนด์พับลิชชง่ิ
กรมทรัพยากรธรณี, 2555, รายงานการตรวจสอบแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์และอนุรักษ์รอยเท้า
ไดโนเสาร์ท่บี ้านโนนตูม ต�ำบลวงั ชมภู อ�ำเภอหนองบวั แดง จงั หวดั ชัยภมู ิ (ไม่ได้เผยแพร)่
ธดิ า ลอิ ารด์ , 2559 , รอยตนี และแนวทางเดนิ ของสตั วม์ กี ระดกู สนั หลงั ในประเทศไทย, รายงานวชิ าการ
ฉบับที่ พสธ. 1/2559, พิพธิ ภณั ฑ์สริ นิ ธร (สทข.2) กรมทรพั ยากรธรณี.
ธดิ า ลอิ ารด์ และ กฤษณะ สดุ ชา, 2559, การศกึ ษารอยตนี สตั วม์ กี ระดกู สนั หลงั และสภาพแวดลอ้ ม
บรรพกาล ในแหลง่ บา้ นโนนตมู ตำ� บลวงั ชมพู อำ� เภอหนองบวั แดง จงั หวดั ชยั ภมู ิ ประเทศไทย
จดหมายขา่ วกา้ วหนา้ งานวจิ ยั ดา้ นทรพั ยากรธรณฉี บบั ที่ 2 ปที ี่ 1-2559, กรมทรพั ยากรธรณ.ี
Kozu, S., 2017, Dinosaur Footprints from the Khorat Group, Northeastern Thailand, Ph.D.Thesis,
the Graduate School of Life and Environmental Sciences, the University of Tsukuba
Kozu, S., Sardsud, A., Saesaengseerung, D., Pothichaiya, C., Agematsu, S., Sashida, K.,
2017, Dinosaur footprint assemblage from the Lower Cretaceous Khok Kruat
Formation, Khorat Group, northeastern Thailand: Geoscience Frontiers (2017),
http://dx.doi.org/10.1016/j.gsf.2017.02.003 (accessed, 14 February 2018)
Le Loeuff, J., Khansubha, S., Buffetaut, E., Suteethorn, V., Tong, H., and Souillat, C. 2002.
Dinosaur footprints from the Phra Wihan Formation (Early Cretaceous of
Thailand). Comptes Rendus Palevol 1: 287–292.
Le Loeuff, Jean & Saenyamoon, T & Souillat, C & Suteethorn, Varavudh & Buffetaut, Eric.
(2009). Mesozoic vertebrate footprints of Thailand and Laos. Geological Society,
London, Special Publications. 315. 245-254. 10.1144/SP315.17.
https://www.britannica.com/animal/crurotarsan-fossil-reptile (accessed 24 January 2018)
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9
%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C (accessed, 1 March 2018)
https://www.atlasobscura.com/articles/edward-hitchcock-dinosaur-fossils-footprints-
birds-amherst (accessed, 1 March 2018)
38 บนั ทึกแห่งบรรพกาล: