The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หกดเหกดเกดหเกหเเหกดเ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ewfdsaegvz, 2021-05-19 10:47:58

2dsgdfgsdfหกดเหกดเกดหเห

หกดเหกดเกดหเกหเเหกดเ

บทท่ี 2
การฝกึ เขียนเชิงสรา้ งสรรค์

ความนา

วิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์เน้นการฝึกปฏิบัติด้ายการเขียนจริง
เขียนบ่อยๆ อย่างสม่าเสมอ ดังนั้น การฝึกฝนจึงเป็นเรืองส่าคัญ การฝึกเขียน
เชิงสร้างสรรค์ท่าได้หลายวิธีหลายลักษณะ เริมต้นจากง่ายไปหาไปยาก
การเขียนไม่เหมือนกับการพูด ผู้เขียนต้องวาดภาพและใช้จินตนาการเขียนให้
ผ้อู ่านเห็นภาพชัดเจนจนรูส้ กึ เหมอื นว่ามีสิงน้ันปรากฏอยู่ตรงหน้า มีลักษณะเด่น
และลกั ษณะย่อยอยา่ งไร ถ้าเป็นการเขยี นเรืองส้ันหรือนวนิยาย การบรรยายฉาก
หรือตัวละครจะต้องสมบูรณ์ วิธีการฝึกเขียนเชิงสร้างสรรค์ทีดีทีสุดทีใช้แล้ว
ประสบผลส่าเร็จอย่างรวดเร็ว ก็คือการเรียนรู้และศึกษาจากผลงานของ
นักประพันธ์หรือนักเขียน นักวิชาการรุ่นเก่าๆ ผู้มีผลงานเขียนปรากฏมายาวนาน
จนได้รับการยอมรับและอ้างอิงถึงในเวลาต่อมาอย่างต่อเนือง คนรุ่นใหม่
ไม่ควรลืมความรุ่งเรืองในอดีต คนใจกว้างมักจดจ่าความดีของบุคคลอืน
สามารถขุดคน้ สิงลา้่ คา่ มาปรบั ใชไ้ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม

“ประวตั ิศาสตรบ์ ง่ ชกี้ ียุคแล้ว วา่ ดวงแก้วมักซอ่ นอยใู่ นหิน

ไมส่ กดั ภผู าเป็นอาจิณ ก็ชนื ชมแต่เศษดินจนส้นิ ใจ”

วธิ กี ารฝึกเขียนเชิงสรา้ งสรรค์

ได้กล่าวแล้วว่าการเขียนน้ันเป็นงานยาก เป็นศิลปะขั้นสุดท้ายของ
การใช้ภาษาหากเพียงแต่นึกอยากเขียนแล้วทุกคนก็เขียนได้ทันที โลกน้ีก็คง
จะเต็มไปดว้ ยนกั เขยี น ด้วยเหตุน้ีการฝึกฝนจึงเป็นสิงส่าคัญทีจะช่วยให้ผู้เขียน
คล่าพบหนทางเรว็ ข้ึน และมองเห็นวา่ การเป็นนกั เขียนน้นั ไม่ใชข่ องสูงสุดเอ้ือม

การฝึกเขียนสร้างสรรค์อาจท่าได้หลายวิธีและหลายลักษณะ จะขอ
กลา่ วถงึ การฝกึ ฝนเบื้องต้นดังต่อไปน้ี

19

1. การฝกึ สร้างข้อความจากคาและประโยค1
ปัญหาของนักเขียนใหม่ทีพบมากคือไม่รู้ว่าจะลงมือเขียนได้

อย่างไร เมอื เป็นเช่นนี้การกา่ หนดค่าหรือประโยคต่างๆ ให้เป็นแนวในการเขียน
จะช่วยได้มาก ผู้สอนอาจก่าหนดค่าต่างๆ เช่น ความรัก น่้าผึ้ง ยาพิษ ความตาย
มมุ กลบั สญั ชาตญาณ จุดจบ ความประมาท หรือก่าหนดเป็นค่าชุดอืนๆ หรือ
กา่ หนดเปน็ ประโยคตา่ งๆ เพอื เป็นการน่าทางให้แก่ผู้เขยี น เช่น

- หอ้ งนา่้ โปร่งใสปราศจากเมฆ
- พ่อและเพอื นๆ ก็จุดคบไฟ
- ผงึ้ ก่าลงั แตกรังดวู ุ่นไปหมด
- ฉนั นอนไม่หลับ
- มนษุ ยเ์ ราช่างเอาเปรียบสตั ว์รว่ มโลกกันเสียจรงิ
เมือก่าหนดค่าและประโยคให้แล้ว ผู้เรียนจะต้องพยายามเขียน
ข้อความให้เป็นเรืองราวต่อเนืองเป็นเรืองเดียวกัน โดยทีมีค่าหรือประโยค
ทกี า่ หนดใหท้ ั้งหมดอย่ใู นขอ้ ความเหล่าน้นั ดังตัวอยา่ งต่อไปน้ี

ท้องฟ้าโปร่งใสปราศจากเมฆ วันนี้ลมค่อนข้างแรง หลังจาก
ท่างานกันมาเกือบท้ังวัน พ่อและเพือนๆ ก็หยุดพักเหนือยจับกลุ่มกันยืนดู
รังผ้ึงใหญ่บนต้นมะค่า รังผึ้งโตมากจนพ่อบอกว่าควรจะเผาได้แล้ว จนตะวัน
คล้อยบ่าย พ่อและเพ่ือนๆ ก็จุดคบไฟ และแยกย้ายกันจุดป่าโดยรอบต้นมะค่า
ต้นนัน้ ผ้ึงกาลังแตกรังดูวุ่นไปหมด ผึง้ สว่ นใหญ่บนิ หนีทง้ิ รงั ไป ทุกคนเฝ้าดูอยู่
จนค่า พ่อจึงก่อไฟขึ้นและจัดแจงคาดพะองกับต้นมะค่า น่าภาชนะขึ้นไปตัด
รวงผ้ึงใส่และหย่อนลงมาแจกเพือนๆ ทีเหลือพ่อได้น่้าผ้ึงอีกหลายขวด คืนนั้น
ฉันนอนไม่หลับคิดถึงเรืองผ้ึงอยู่นาน คิดถึงผึ้งทีบินหายเข้าไปในเปลวไฟ
คิดถงึ รังและลูกอ่อนทีผึ้งต่างเลี้ยงและปกป้องมาตลอดเวลา แต่กลับถูกท่าลาย
ในพริบตา มนษุ ยเ์ ราช่างเอาเปรยี บสัตวร์ ว่ มโลกกนั เสียจรงิ

1 ลา่ ยอง สา่ เร็จด,ี การฝึกเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์, (พิษณุโลก : โฟกัส พริ้นติ้ง, 2560),
หนา้ 15-16.

20

การน่าค่าหรือประโยคมาเรียบเรียงเป็นข้อความน้ัน ไม่จ่าเป็น
จะต้องเรียงค่าหรือประโยคตามล่าดับทีก่าหนดให้ ท้ังนี้เพือให้ผู้เขียนมีอิสระ
ในการเขียนมากขนึ้

2. การฝึกสร้างสานวนเปรยี บเทียบ2 การฝกึ แบบนี้ต้องการให้ผู้เรียน
สามารถสร้างส่านวนเปรยี บเทยี บไดเ้ อง เพราะการใช้โวหารเปรียบเทียบจะช่วย
ให้ขอ้ เขียนน้นั ชดั เจนและผู้อ่านมองเห็นภาพ ท้ังยังท่าให้เกิดรสชาติทางภาษา
อีกด้วย การฝึกสร้างส่านวนเปรียบเทียบอาจท่าได้โดยการสังเกตส่านวน
เปรียบเทียบของนักเขียนหลายๆ คน แล้วคิดดัดแปลงให้กลายเป็นส่านวน
เปรยี บเทียบของตวั เอง

น.ม.ส. เปรียบเทียบคนทีพูดจาวกวนว่า “เหมือนลูกหมาทีไล่กัด
หางตวั เอง” พนมเทยี นใช้โวหารเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเห็นภาพนางเอกในเรือง
“กว่าชวี ิตจะสนิ้ ” ว่า “ริมฝปี ากเหมอื นฟองเบียร์ เรือนผมเหมือนเกลียวคลืน”
สุวรรณี สุคนธา พรรณนาให้เห็นภาพผู้หญิงกลางคืนคนหนึงทีโผเผมายืนพิง
เสาไฟฟ้าว่า “ริมฝีปากของเธอเหมือนกลีบกุหลาบทีถูกขย้ีท้ิงแล้วถูกส้นเท้า
กระทบื ”

เมือไดศ้ ึกษาสา่ นวนการเขยี นเชงิ เปรียบเทียบของนักเขยี นทีมีความคิด
ริเริมบ่อยๆ เข้า ผู้เรียนก็จะเกิดแรงบันดาลใจคิดเขียนข้ึนเองได้ในภายหลัง
ขั้นแรกอาจจะฝึกเขียนเปรียบเทียบอย่างง่ายไปก่อน เช่น ใจเต้นเหมือนอะไร
สดชืนเหมือนอะไร เยือกเย็นเหมือนอะไร เป็นต้น ต่อจากนั้นจึงคอยฝึกหัด
เปรียบเทียบให้ลึกซึ้งและแปลกออกไปเช่น

ผิวของเขาซีดขาวเหมอื นจิง้ จกตึก
ขอบตาของเธอดูเขยี วๆ เหมือนตาไก่เป็นโรค
ผมของเขาชโ้ี ดเ่ ด่เหมอื นแปรงล้างขวด
ไมด้ ยี อ่ มไมล่ อยไกล
คณุ ก่าลังจะตายแบบผอ่ นส่ง

2 ลา่ ยอง ส่าเร็จดี, อา้ งแล้ว, หน้า 16-17.

21

3. การฝึกเขียนบรรยายอากัปกิริยา3 การเขียนไม่เหมือนการพูด
ขณะทีพูดเรา จะมองเห็นหน้าตา ท่าทาง และอากัปกิริยาของผู้พูดชัดเจน
แต่การเขียนน้ันผู้เขียนจะต้องพยายามวาดภาพและบรรยายอากัปกริยาของ
ตัวละครต่างๆ ให้ผู้อ่านมองเห็นอย่างชัดเจน อย่าได้รวบรัดและคิดเอาเองว่า
ผอู้ ่านทกุ คนเข้าใจดแี ลว้ การบรรยายทดี ีนั้นกล่าวกันว่าผู้เขียนจะต้องคิดเสมอว่า
ผอู้ ่านไมร่ ู้จักสงิ นนั้ มาก่อนเลย จงคดิ เสมือนผู้อ่านเป็นมนุษย์ต่างดาว แล้วท่าน
จะบรรยายได้อย่างละเอียดสมจริง ผู้อ่านจะเห็นภาพจากตัวอักษรทีท่านวาด
ได้อย่างชัดเจนเหมือนมีภาพนั้นอยู่ตรงหน้า เช่น ถ้าจะเขียนว่า “มาลีเสียใจ”
ก็จะฟังดูเป็นธรรมดาเกินไปและไม่รู้ว่าเสียใจอย่างไร เพียงใด ผู้อ่านจะรู้สึก
เฉยๆ หรืออย่างมากกร็ ับรู้เพียงว่ามาเสียใจเทา่ นน้ั แตค่ วรจะบรรยายว่า “มาลี
ยืนละห้อย น่า้ ตาคลอ หน้ามืด และหัวใจหวิวคลายจะเป็นลม” หากจะเขียนว่า
“ปอ้ มตกใจ” กค็ วรบรรยายอากัปกริ ยิ าให้ชัดวา่ "ปอ้ มเบิกนัยน์ตากว้าง แม่หนี
พ่อไปกับชายอืนทิ้งลูกไว้กับพ่อ ใจของป้อมหายวาบขึ้นมาทันที เย็นเฉียบ
ไปทัวทุกขุมขน”

การฝึกเขียนบรรยายอากัปกิริยา ผู้เขียนจะต้อง ช่างสังเกต
อาจจะหัดจับตามองอากัปกิริยาของเพือนคนใดคนหนึง หรืออากัปกิริยาของ
สิงใดสิงหนึงในชัวระยะเวลาหนึง แล้วเขียนบรรยายสิงทีได้พบเห็นตามความ
เปน็ จริง

4. การฝึกเขียนบรรยายบคุ คล สทุ ธิวงศ์ พงศไ์ พบูลย์4 กล่าวว่า มีหลัก
ในการเขยี นบรรยายดงั น้ี

4.1 บอกเพศ
4.2 บอกวัย โดยประมาณหรือบง่ อายชุ ัดเจน
4.3 บอกรูปร่างลักษณะทีเด่น เช่น ขนาด ความสูง ผิวพรรณ
ส่วนประกอบของรา่ งกายทผี ดิ ปกติ เชน่ แขนด้วน ตาบอด

3 ล่ายอง ส่าเรจ็ ดี, อ้างแลว้ , หน้า 17-18.
4 สุทธิวงศ์ พงศไ์ พบูลย์, อ้างแลว้ , หนา้ 23-24.

22

4.4 บอกลกั ษณะยอ่ ยทีเด่นเป็นพิเศษซึงปรากฏเป็นปกติวิสัย เช่น
ท่าเดิน สุ้มเสียง ทรงผม หรือบอกลักษณะประกอบทีปรากฏเฉพาะครั้ง เช่น
สีของเครอื งแต่งกาย เครอื งประดับ

4.5 บอกลักษณะนิสัยและอารมณ์ เช่น สุขุม กระตือรือร้น เอื้ออารี
ข้ีเล่น ฉุนเฉียว ใจร้อน หรือบอกอิริยาบถทีปรากฏเฉพาะคราว เช่น นังอ่าน
หนงั สือ ปนั่ ฝา้ ย ต่าข้าว นอนพักผอ่ น

4.6 สรุปความรู้สึกทีคนทัวไปพึงมีโดยฉับพลันทีได้พบเห็น เช่น
เปน็ คนนา่ นบั ถอื นา่ สงสาร ไม่นา่ วางใจ

4.7 บางทกี ารกล่าวถงึ อาชพี ทีประกอบก็ช่วยใหผ้ ู้อา่ นสร้างจนิ ตนาการ
และแลเห็นภาพบางแง่ชัดเจนขึ้น

ตัวอย่างการบรรยาย “ขงเบ้ง” ในเรอื ง “สามก๊ก”
“ขงเบ้ง รูปร่างใหญ่โต สูงถึงหกศอก สีหน้าขาวเหมือนไข่หยวก
แต่งตวั โอ่โถง ท่าทีเปน็ อาจารยผ์ ้ใู หญ่”
ตัวอยา่ งการบรรยาย “คุณสาย” ในเรือง “สแี ผน่ ดิน”
“คุณสายเป็นคนเจ้าเนื้อ หน้าตาเป็นคนมีอารมณ์ดี ผิวเน้ือ
สองสี ถึงแมเ้ ป็นคนมีอายมุ ากแล้ว และผมทตี ัดสัน้ ตามสมยั นน้ั หงอกประปราย
คุณสายก็ยังไม่มีใบหน้าทีแสดงร้ิวรอยของความโกรธ หรือความทุกข์ทีผ่านมา
คณุ สายนุ่งผ้าลายขัดสีเหล็ก ห่มผ้าแถบสีจ่าปา นอนคว่าอย่างสบายอยู่บนพื้น
กระดานทเี ย็น”
5. การฝึกเขียนบรรยายสัตว์และส่ิงของ5 เมือจะเขียนบรรยายสิงใด
ผู้เขียนจะต้องมีความรู้ในเรืองน้ันดีพอ เช่นรู้ว่าสิงนั้นคืออะไร มีลักษณะเด่น
และลักษณะย่อยอย่างไรบ้าง บอกประโยชน์ทีใช้สอยโดยทัวไป บอกว่าสิงนั้น
อยู่ทีไหน อยู่ในลักษณะใด และบอกด้วยว่าสิงน้ันเกียวของกับเรืองทีเขียน
อยา่ งไร

5 ลา่ ยอง สา่ เรจ็ ดี, อา้ งแล้ว, หนา้ 19.

23

ตวั อยา่ ง

ตัวปากเป็ดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีปากและเท้า
เหมือนเปด็ เลบ็ ยาว หางแบน ชอบว่ายน่้า และว่ายน่้าเก่ง
ทั้งตัวมีขนคล้ายผมคน ขนละเอียดและหนาเป็นสีน่้าตาล
ปนเทา ชอบขุดโพรงอย่ตู ามรมิ ลา่ ธาร โดยขุดจากใต้น้่าทะเล
ข้ึนมาบนพื้นดิน พบในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
และเกาะนวิ กนิ ี เป็นต้น
6. การฝึกเขียนบรรยายฉากหรือสถานที่6 ในการเขียนบทละคร
เรืองส้ัน หรือนวนิยายน้ัน จ่าเป็นต้องมีฉากหรือสถานทีประกอบด้วย
จึงจะสมบรู ณ์ การเขียนบรรยายฉากหรอื สถานที ควรบอกสิงต่างๆ ดงั นค้ี อื
6.1 บอกสามายนามของสถานทีนั้น เช่น บึง น้่าตก ในบ้าน สวน
บนรถไฟ เปน็ ตน้
6.2 บอกสถานทตี งั้ ทางภูมิศาสตร์ คือบอกว่าอยู่ทีใด ตรงส่วนไหน
ของสถานทีใหญ่ เชน่ อย่เู ชงิ เขา ริมแมน่ ่้า มุมหอ้ ง กลางทุ่ง
6.3 บอกลักษณะเดน่ ของสถานทนี ้ัน เชน่ บอกขนาด รูปทรง
6.4 บอกลกั ษณะยอ่ ยทีส่าคัญ เช่น มีอะไรเป็นส่วนประกอบพิเศษ
ควรเป็นลักษณะทปี รากฏอยา่ งถาวร
6.5 บอกความทีเกียวโยง หรือความส่าคัญทีมีต่อเรืองราวทีต้องการ
จะเลา่
6.6 บอกเวลาและบรรยากาศในขณะทีเอ่ยถึงหรือบรรยากาศ
ทปี รากฏอยู่ตลอดเวลา

การเขียนฉากหรือสถานทีเพือประกอบเหตุการณ์ในเรืองน้ันจะต้อง
ให้รายละเอียดตามหัวข้อข้างต้น และอาจจะเขียนบรรยายฉากน้ันๆ ด้วย
ทรรศนะของผู้เขียนเอง หรืออาจจะเขียนฉากโดยให้ตัวละครในเรืองน้ันๆ
เปน็ ผูแ้ สดงทรรศนะ ทั้งนี้จะต้องระวังในเรืองการบรรยายฉากและบรรยากาศ
ให้เหมาะสมแกเ่ วลา สภาพ และการกระท่าของตัวละครในเรืองนั้นๆ ลักษณะ

6 สทุ ธิวงศ์ พงศไ์ พบูลย์, อ้างแล้ว, หนา้ 25-26.

24

ของการบรรยายฉากทีดีจะต้องให้สมจริงมากทีสุดและการสร้างฉากให้สมจริง
ได้น้ันผู้แต่งต้องมีประสบการณ์ตรง รู้จักคุ้นเคยกับสถานทีนั้นๆ เป็นอย่างดี
การดื้อดึงบรรยายฉากหรือสถานทีทีไม่รู้จริง ภาพทีออกมาจะพร่ามัวและ
ขาดสีสัน การบรรยายฉากจ่าเป็นต้องพิถีพิถันในการใช้โวหารเชิงพรรณนา
ให้เห็นชัดเป็นพิเศษ จึงสามารถสร้างอารมณ์และให้บรรยากาศทีสมจริง
อนั เตม็ ไปดว้ ยรสชาติ เชน่

ฉากเรือง “ภเู ขยี ว” ของ “ปกรณ์ ปิ่นเฉลยี ว”
โรงเหล้าช้ันล่างของโรงแรมเงียบเชียบยังกับผีหลอก

เจ๊กโกเจ้าของร้านนังอยู่ทีโต๊ะคิดเงินคนเดียว มีท่าทางซึมเซา
ซีดเซียวไม่ผิดกับไก่ต้มผอมๆ ทีแขวนประจานไว้ในตู้อาหาร
ข้างๆ หมาสามสีตัวบนพ้ืนซีเมนต์โงหัวข้ึนมองข้าพเจ้าแล้วก็
ฟุบหลับลงต่อ แมวสีกระด่ากระด่างบนโต๊ะใหญ่กลางร้าน
เหยยี ดแข้งขาโกง่ ตัวบิดขี้เกียจอ้าปากหาว พอข้าพเจ้าคล้อยผ่าน
มนั ก็ชา่ เลอื งคอ้ น
7. การฝึกเขียนพรรณนา7 การพรรณนาหมายถึงการวาดภาพด้วย
ถ้อยค่าให้ผู้อ่านเห็นภาพต่างๆ เหมือนเคยเห็นภาพเหล่านั้นอาจเป็นลักษณะ
ของมนุษย์ สัตว์ สงิ ของ ทิวทศั น์ เสียง กลนิ รส สมั ผัส รวมทั้งอารมณร์ ัก โกรธ
เกลยี ด และความซาบซง้ึ ประทับใจในสงิ ต่างๆ ท้ังทีเป็นรูปธรรมและนามธรรม
นกั เขียนทีดีจะท่าให้ผู้อ่านเข้าใจเรืองชัดเจนด้วยการท่าให้สิงทีเขากล่าวถึงน้ัน
ปรากฏในมโนภาพของผู้อ่านอย่างแจ่มชัด การจะท่าให้ได้เช่นนี้ก็ต้องเป็นคน
ช่างสังเกต สิงทีได้พบเห็นอย่างละเอียดละออ ทุกแง่ทุกมุม เมือจะพรรณนา
ถึงสิงใดหรือพรรณนาถึงใคร ผู้อ่านก็จะ รูสึกราวกับตัวละครน้ันๆ มีชีวิตจริงๆ
ส่วนวิธีการพรรณนาน้ัน ควรพรรณนาโดยกล่าวถึงส่วนรวมไปสู่ส่วนย่อยและ
กล่าวตามความรู้สึกทีได้เห็นจริงๆ การใช้ค่าทีมีความหมายเกียวกับรูปธรรม
เชน่ เธอร้องไห้โฮ ฟ้าแลบแปลบปลาบ เหลา่ นีท้ า่ ให้ผูอ้ า่ นเหน็ จรงิ เหน็ จงั ยงิ ขน้ึ

7 ล่ายอง สา่ เร็จดี, อา้ งแล้ว, หน้า 21.

25

สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์8 กล่าวถึงขอควรระวังในการเขียนพรรณนาไว้
ดงั นี้

ผิดกาละ คือ พรรณนาผิดกาล เช่น ดอกมะลิบานในเวลากลางคืน
เขียนว่า บานในเวลากลางวัน นกบางชนิดหากินในเวลากลางคืน เขียนว่า
หากินในเวลากลางวัน ดอกไม้บางชนิดส่งกลินหอมตอนเช้า เขียนว่าส่งกลินหอม
ตอนเยน็

ผิดเทศะ คือ ผิดสถานที เช่น พรรณนาปลาน้่าจืดว่าเป็นปลาน้่าเค็ม
พรรณนาไมบ้ กว่าเปน็ พืชน่้า

ผิดพจน์ โดยปกตภิ าษาไทยเป็นค่าไม่มีพจน์ แต่มีบางค่าอาจมีพจน์ไป
โดยปรยิ าย เช่น “เขาคิดด้วยใจยุ่งเหยิง” ค่าว่าย่งุ เหยิงไมค่ วรใช้กบั ใจ

ผิดเพศ ค่าบางค่าใช้กับเพศชายโดยเฉพาะ ไม่ควรน่ามาใช้กับเพศหญิง
หรือบางค่าใช้กับเพศหญิงแต่กลับน่าไปเปรียบกับเพศชาย เช่น เปรียบผู้ชาย
กบั ดอกไม้ยอ่ มไม่บงั ควร

ผดิ โลกยี ์ คอื พรรณนาให้ผิดผันไปจากปกติทีมีอยู่ เช่น พรรณนาสิงที
ไม่เปลยี นแปรว่าเปลยี นแปร เช่น “ถา้ ไดม้ าชมทิวทัศน์ของหาดสงขลา ยามรุ่งอรุณ
จะเห็นว่าสวยงามกว่ายามใดๆ” อันทีจริงทิวทัศน์มิได้เปลียนไปตามเวลา
ไม่ว่าตอนเช้า ตอนสาย หรือตอนเย็น คงเป็นเช่นเดิม ตัวอย่างการพรรณนา
เรือง “ท่อนแขนนางร่า ของ มนสั จรรยงค์

ไอ้โหงดนี้เป็นคนรูปชัวตัวด่า ผมยาวหยิก หน้ากร้อ ปากเบ้ียว
นัยน์ตาถลน แลดูเหมือนปีศาจและยักษ์บักหลัน หลังค่อม ตัวโค้ง บ้ันเอวเสีย
จิตก็ทราม หูตึง เวลายิ้มเข้าแล้วก็เหมือนคนทีก่าลังจะหลอกคนด้วยกันเอง
แต่มือกลองทัดของมันนั้นวิเศษนัก ถึงแม้แต่ท่านผู้เฒ่าอันเป็นอาจารย์เอง
ก็ยังออกปากชม กลองทัดของผู้เฒ่าบรรจุกระดูกผีอันเป็นช้ันครู เสียงน้ัน
จึงเป็นทีเสนาะ อาจมีอ่านาจสิงเรียกคนทีอยู่ในระยะใกล้ๆ ให้มาฟังได้นั้น
“ตบุ - ตอ้ ม” เตม็ ไปดว้ ยเสนห่ เ์ รา้ รงึ ใจทีสดุ

8 สทุ ธวิ งศ์ พงศ์ไพบลู ย์, อา้ งแลว้ , หนา้ 9-10.

26

การพรรณนาควรเลียงการใช้ค่านามธรรม ซึงเป็นค่าทีให้ความหมาย
ทางความคิด เช่น ดี ชัว เลว ทราม สวย งาม รัก เกลียด มาก น้อย อร่อย
ค่าเหลา่ นไ้ี ม่อาจบอกไดช้ ัดแจ้ง เพราะขึน้ อยู่กับความรู้สึก เช่น “เขาท่าดีมาก”
ก็ไม่รู้ว่าท่าอะไร และทีว่าดีมากน้ันมากเพียงใด จึงควรใช้ค่ารูปธรรมทีให้
ความหมาย และความเขา้ ใจในทางรปู คือ เมือได้ยินค่านั้นเราก็จะนึกสัมผัสได้
ทางเสียง ทางกลิน ทางกาย ทางรส ทางสี ทางสัมผัส เช่น แทนทีจะเขียน
พรรณนาว่า “เธอเสียใจมาก” ก็อาจจะพรรณนาว่า “เธอหน้าซีด เหงือตก”
แทนการบอกวา่ “เขากนิ จุ” กใ็ ช้วา่ “เขากินขา้ วมือ้ ละ 4 จานใหญ่”

และสิงส่าคัญทีสุดทีถือว่าเป็นหัวใจของการพรรณนาก็คือ สัจธรรม
(Sincerity) เปล้ือง ณ นคร9 กลา่ วว่า

ธรรมดานกั เขียนยอมเสนอเรืองของเขาแก่ประชาชน
จากความรู้สึก และความจัดเจนของเขาเอง เมือไหร่เขาเห
ออกนอกทาง เรืองของเขามกั จะขาดสจั ธรรม

สิงทีท่าให้เขาขาดสัจธรรมได้ก็คือ ความจัดเจนไม่พอ
ขาดความถีถ้วนรอบคอบ นักวิจารณ์เขาว่าฟลอแบรต์ เขียนเรือง
อย่างมีสัจธรรมยิง ท้ังนี้เพราะฟลอแบรต์บรรยายเรืองให้เราอ่าน
และให้เห็นอย่างจะแจ้งตามความเป็นจริงของคนๆ น้ัน สิงน้ันๆ
ถ้าท่านเขียนให้ผู้อ่านเห็นภาพ และมีความรู้สึกชัดเจนอย่าง
ทา่ นดูเงาของทา่ นในกระจก นนั คอื สจั ธรรม

8. การฝึกใช้จินตนาการสร้างเรื่อง จินตนาการหมายถึงอ่านาจแห่ง
ความนึกคิดอันกว้างไกลและลึกซึ้ง โดยอาศัยความจริงเป็นพ้ืนฐานในทาง
จิตวิทยามีความเห็นว่าความคิดประเภทน้ีจะช่วยลดความตึงเครียดทางจิตใจ
และเปน็ แรงจงู ใจ ผูค้ ดิ ใหส้ ร้างสรรค์สงิ เป็นประโยชนแ์ กต่ วั เองได้ ในทางภาษา
ความคิดเชิงจินตนาการ ช่วยให้เกิดวรรณกรรมทีน่าสนใจหลายประเภท
นักเขียนสร้างสรรค์วรรณกรรมข้ึนมาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ส่วนหนึง

9 เปลือ้ ง ณ นคร, วิชาการประพนั ธแ์ ละหนงั สอื พมิ พ์, พมิ พ์ครั้งที 4 (พระนคร :
ไทยวัฒนาพานิช, 2515), หน้า 49.

27

เป็นพ้ืนฐาน และผสมผสานกับประสบการณ์ทีใช้อ่านาจ ความนึกคิดแต่งเติม
ใหเ้ รืองนา่ อา่ น

จอรจ์ จี วลิ เลียม10 (George G. William) กล่าวว่า “จุดประสงค์ของ
งานเขยี นเชงิ จนิ ตนาการ จ่าแนกได้ 3 ประการ คือ ต้องการวาดภาพ ต้องการ
ความรู้สึก และต้องการแสดงความคิดเห็น” และในเรืองการเขียนเพือใช้
จนิ ตนาการน้ี เปล้อื ง ณ นคร11 ให้ข้อคดิ ไวว้ า่

นกั เขยี นทสี ะดุดความสนใจของผอู้ ่านนน้ั จะตอ้ งสร้าง
อะไรใหม่ข้ึนมาเป็นพิเศษ อาจจะเป็นการสร้างตัวละครอย่าง
บุษบา นางสุวรรณมาลี จะเด็ดอาจจะสร้างเรืองอย่าง ละคร
แห่งชีวิต ของ ม.จ.อากาศ ด่าเกิง อาจจะสร้างแบบเขียนและ
แนวคิดอย่างเรืองของ “ดาวหาง” อาจจะสร้างส่านวนอย่าง
วิตต์ สุทธเสถียร หรือ “อิงอร” แต่อย่าลืมว่าวรรณกรรมที
ท่านประดิษฐ์ข้ึนและพาท่านร่อนข้ึนเหนือเมฆน้ัน บางทีก็จะ
พาท่านร่อนขึ้นเหนือเมฆ บางทีก็จะพาท่านหัวปักดินได้
เหมอื นกนั มนี ักเขียนหลายท่านทีพยายามประดิษฐ์แนวใหม่ขึ้น
ในวรรณกรรมไทย แต่ล้มเหลวในทีสุด ถึงจะมีประวัติวรรณคดี
มาต้ังพนั ปี มเี รอื งทีเขยี นแลว้ นบั ไม่ถ้วน แต่ในโลกวรรณกรรมน้ัน
ย่อมมีของเกิดข้ึนใหม่ได้เสมอ มันสมองของมนุษย์ย่อมสร้าง
จกั รวาลใดยงิ ใหญ่ยิงกวา่ จักรวาลทีเราแลเหน็ อยู่ดว้ ยตา

ท่านจะเห็นว่าความคิดริเริมสร้างสรรค์และจินตนาการนับว่าเป็นหัวใจ
ของผู้ทีมีความมุ่งมันจะเป็นนักประพันธ์ เขาจะต้องรู้จักนิรมิตงานของเขาข้ึน
อาจจะคิดเค้าเรืองแปลกๆ ใหม่ๆ อาจจะคิดหาตัวละครทีมีลักษณะพิเศษ
คิดหาฉากของเรืองทีแปลกตา คิดส่านวนโวหาร คิดวิธีผูกประโยค คิดถ้อยค่า
อะไรขึ้นใหม่ โดยอาศยั จินตนาการตามความคิดอันกวา้ งไกลของตน

10 George G. William, Creative Writing, (New York : Harpers Brothers
Publishers, 1964), pp. 149-154.

11 เปล้ือง ณ นคร, อ้างแล้ว, หนา้ 48-49.

28

วิธีการฝึกใช้จินตนาการสร้างเรืองราวนั้นอาจจะสมมุติสถานการณ์
ต่างๆ ข้ึน เช่น สมมุติว่าท่านมีดวงแก้วสารพัดนึกอยู่ในมือ ท่านจะนิรมิต
อะไรบ้าง ให้วาดภาพชีวิตในอนาคตของท่าน ให้เขียนถึงสภาพของบ้าน
ทีพ่อแม่แยกทางกัน ให้เขียนเรืองราวทีเกิดข้ึนตอนดึกสงัดคืนหนึงขณะที
ได้ยินสุนัขเห่า เสียงฝีเท้าคน และเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือ เป็นต้น
จากสถานการณ์ต่าง ทีสมมุติข้ึนน้ี ให้ผู้เรียนพยายามจินตนาการและสร้าง
เรอื งราวเพือขยายความคิดให้กวา้ งไกลออกไป

ตวั อย่างการใช้จนิ ตนาการสรา้ งเรอื งจากเรือง “อนุสาวรีย์ 2580” ของ
“มนสั จรรยงค์”

ฤดูร้อนแห่งเดือนเมษายนได้เริมขึ้นแล้วในปี 2580
มันร้อนอะไรเช่นนั้น ร้อนเพราะการเปลียนแปลงของกาลเวลา
ร้อนจนคนตายไปบ้างแล้วก็มี ร้อนจนต้นตะบองเพชรงอกสูง
ขึ้นมาจนสูงกว่าหัวคนเรา หนามเสมาเสียดยอดขึ้นมาไสว
แผ่กิงก้านสาขาอยู่ทัวไป เมือฤดูหนาวปีทีแล้วก็หนาวจัด
จนหมิ ะลงเต็มกรุงเทพฯ ต้นไม้ใบหญ้าก็ตายหมด เหลืออยู่แต่
ต้นสน ต้นไผ่ และดอกเหมยเทา่ น้นั

การปฏิวัติคร้ังใหญ่นองเลือด เมือ 50 ปีก่อนหรือ
70 ปีก่อน และการถูกท่าลายด้วยลูกระเบิดปรมาณูและ
ไฮโดรเจนเมือ 60 ปีก่อน ท่าให้ผังเมืองเปลียนไปส้ิน อาคาร
สงเคราะห์ราษฎรสูงข้ึนถงึ 50 ชั้น ถนนหนทางก็เปลียนแปลง
สภาพไปตามความเจริญของบ้านเมือง จากการส่ารวจ
ส่ามะโนครัวปี 2580 ประเทศไทยมีพลเมืองถงึ 122 ลา้ น...

9. การฝึกเขียนบทสนทนา12 บทสนทนาคือค่าพูดของตัวละครที
โต้ตอบกันในเรือง ซึงเป็นองค์ประกอบส่าคัญทีท่าให้เรืองส้ันหรือนวนิยาย
น่าอ่านยิงกว่าการบรรยายแบบนิทานธรรมดา โดยปกติการเขียนบทสนทนา

12 ลา่ ยอง ส่าเร็จดี, อา้ งแล้ว, หนา้ 26-31.

29

จะอยู่ในเครืองหมายอัญประกาศ นักเขียนบางคนมักด่าเนินเรืองด้วยบทสนทนา
สลับกับการบรรยายและพรรณนา อาจจะให้ตัวละครพูดโดยตรงหรือ
ให้ตวั ละครคิด หรอื ให้ตวั ละครอืนอ้างถึงคา่ พดู ของตัวละครอีกตัวหนึงโดยสรุป
แบบหลังน้ีข้อความจะไม่อยู่ในเครืองหมายอัญประกาศ การเขียนบทสนทนา
ทดี ีควรมีลกั ษณะดังตอ่ ไปนี้

9.1 ช่วยให้เน้ือเรืองคืบหน้า คือ ท่าให้ผู้อ่านรู้เรืองเพิมข้ึน
รู้รายละเอียดของตัวละคร เช่น ทางด้านฐานะความเป็นอยู่ การแต่งกาย
สถานการณ์อันมีมาก่อน สิงทีก่าลังจะกระท่า เช่น บทสนทนาในเรือง
“เรอื มนษุ ย์” ของ “กฤษณา อโศกสนิ ”

“ประจ่าเดือนของหนูขาดไปต้ังแต่เมือไหร่” แรกทีเดียว
เดก็ สาวอกึ อกั หนา้ แดงแล้วกลบั ซดี ตอบกระทอ่ นกระแท่นวา่
“พมิ พจ์ ่าไมไ่ ดค้ ะ่ ”
เขาย้มิ อยา่ งอารมณ์ดี
“บอกอาตามตรงเถอะเพราะความจริงหนูควรจ่าเรืองของ
ตวั เองได้”
“พมิ พ์ไม่ไดส้ ังเกต” หล่อนตอบพลางนงิ นึก
“คงจะราวๆ 2 เดือนมาแล้วละมงั คะ”
“มาคร้งั สุดท้ายวันทีเทา่ ไหร่” เขาถาม
“อันน้ีพิมพ์จ่าไม่ได้เลยค่ะ รู้แต่ว่าเดือนตุลายังมีอยู่ ต่อจากน้ัน
กไ็ มม่ ีอกี เลย”
พัลลภพยกั หนา้
“เวลาน้ีหนรู สู้ ึกไม่สบายใชไ่ หม”
“คะ่ ”
“แล้วก็ไม่มีใครรู้นอกจากคุณอา”
“คะ่ ”
“เมอื หนรู ู้ว่าหนทู ้องยงั งี้แล้ว หนูจะทา่ ยงั ไง”
“รีดค่ะ” คณุ อาชว่ ยพมิ พ์ดว้ ย ขอใหร้ ดี มันออกโดยเรว็ ทีสุด”

30

9.2 ช่วยให้แลเห็นลักษณะนิสัยของตัวละครน้ันชัดเจนยิงขึ้น เช่น
รู้ว่าเป็นคนพูดหยาบ ฉุนเฉียว สุขุม รอบคอบ เก็บอารมณ์ได้ดี ฉลาดลึกซึ้ง
หรือโงง่ ม เชน่ บทสนทนาในเรือง “เหยยี วถลาลม” ของ “แดง ระวี”

“เพียงคนละนัดเดยี ว สา่ หรับแกมนั เรืองข้ีผง”
“กวันชือ” หลีถังขบกรามแน่น “ยังร้ายกาจเหมือนเดิมนะ
ลุงก็ร้ดู ี ผมกับพวกสามกลุ่มน้ีจับมือแบ่งเขตหากินกัน หากผม
ท่าเรืองต้องบานปลายไมม่ ีทสี นิ้ สุด ตอ้ งการเช่นนนั้ ใชไ่ หม?”
กวนั ชอื ยกถ้วยสุราข้นึ จิบเยอื กเย็น
“ให้เวลาตรึกตรองสามวันพอนะ... สามวันแล้วค่อยอ่านข่าว
จากหนา้ หนงั สือพิมพ์”
“หากผมไม่ทา่ ”
“อูวะ... ความจ่าเสือมหรือไง บอกแล้วให้คอยอ่านข่าวจาก
หน้าหนงั สือพมิ พ์”
หลถี งั โน้มดวงหนา้ เข้ามาชดิ ฝั่งตรงกันข้ามกลา่ วเสยี งหนักแน่น
“กวนั ซือ ลุงเคยสอนผม เป็นคนตอ้ งมีชวี ติ อยู่อย่างลูกผู้ชาย...”
“เฮ่อ...” กวันซือค่ารามเบาๆ “ความรู้ของฉันแกได้ไปแค่
น่้าลายไอปาก ของจริงมันมากกว่านั้น จริงอยู่ทีว่าต้องมีชีวิตอยู่
อย่างลูกผชู้ าย แตต่ อ้ งเปน็ ผู้ชายได้ทัง้ คิงและควีน”
“ลุงคิดบ้างไหมว่าจะมคี นเซ่นงานนอี้ ีกกีศพ?”
“มนั อยู่ทีว่า ฟ่ันยอุ ๋ิงเขามีความสา่ คัญกับแกมากแคไ่ หน”
กวนั ซือตอบอย่างเหนอื ชั้น...

9.3 ช่วยให้แลเห็นสภาพสังคม ประเพณีวัฒนธรรม การศึกษา
การปกครอง สภาพเศรษฐกิจ และอืนๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น บทสนทนาในเรือง
“เมยี น้อย” ของทมยนั ตี

“หนูไมเ่ คยเหน็ บอกฉนั เลยว่ารู้ภาษาจีน”
ฉนั อยากยอ้ นถามนกั วา่ “ท่าไมจะตอ้ งบอกดว้ ย?”
แต่ฉันพูดได้อย่างมากเพียง “ก็ไม่ได้รู้มากมายอะไรหรอกค่ะ
พอฟงั ได้ไมก่ ีประโยค”

31

“คงจะเหมือนกนั รู้แต่เจี๊ยะกับอู๊ดกพ็ อ”
ฉันมองดูไขมนั ทกี ระเพือมตามแรงหวั เราะ แลว้ นึกยิ้มอยใู่ นใจ
“เด๋ียวนี้พ่อค้าร้อยละเก้าสิบเป็นคนจีนท้ังน้ัน ถ้าใครไม่รู้
ภาษาจีน กอ็ ยา่ ริค้าขายเลย เสยี เปรยี บเขาเปลา่ ๆ”
“ไม่จริงหรอกค่ะ” ฉันขัดคอเพราะอาศัยประสบการณ์ทีเห็น
“เสยี ” มา
“พ่อค้าจีนแท้ๆ เคยบอกดิฉันว่า ต้องหัดพูดภาษาไทยให้พอ
รเู้ รืองใหไ้ ด้ ไมง่ นั้ ตดิ ต่อคา้ ขายกบั คนจา่ พวกหนึงไม่สะดวก”

9.4 ช่วยสร้างค่านิยมทีดีงามให้แก่ผู้อ่านโดยปริยาย เช่น บทสนทนา
“ชวี ิตบา้ นป่า” ของ “ประสทิ ธ์ิ มุสกิ เกษม”

“เพอื นผมเขาตั้งใจจะผสมนกขาย” ครไู พโรจน์ชี้แจง
“เขาลงทุนลงแรงไปมากแล้ว มุ่งจะเล้ียงนกหลายชนิดตามที
นิยมเลี้ยงกันอยู่ในปัจจุบัน ให้นกได้ออกไข่ฟัก และเลี้ยงดูพอโตก็ใส่กรงขาย”
“กอ้ ไม่งา่ ยหรอกครู” พ่อของกลายกลา่ วแยง้ แตก่ ็ด้วยน้า่ เสียงเรียบๆ แบบเกรงใจ
“คนทีเข้าใจธรรมชาติของนกจริงๆ เท่าน้ันจึงจะเล้ียงได้ดี
สา่ คัญทีตอ้ งรัก ต้องเอาใจใส่มากนะครบั ”
“เพอื นผมคนนเ้ี ขารักสัตว์เปน็ ทนุ อย่แู ลว้ ...” ครูไพโรจนว์ า่
“เขาบ่นให้ผมฟังบ่อยๆ ถึงเรืองสัตว์ป่าถูกท่าลายชีวิตอยู่เป็น
ประจ่า โครงการผสมนกปา่ ขายของเขาก็หวังว่ามันเป็นช่องทางหนึงในหลายๆ
วิธีการทีจะช่วยลดการสูญเสียนกป่าเป็นการสงวนสัตว์ป่าชนิดน้ีโดยทางอ้อม
พยายามผสมบ่ารุงพันธุ์สัตว์ทีจับมาได้แล้ว เมือมีจ่านวนมากข้ึนก็จะท่าให้
การลา่ นกป่านอ้ ยลง...”

9.5 ใชภ้ าษาเหมาะสมกับฐานานุรูปของตัวละคร เช่น บทสนทนา
ในเรือง “ความภมู ิใจของสม้ ” ของ “วรี ์ วรรณรินทร์”

ส้มวางถุงพุทราลงตรงหน้า แล้วหยิบมาลัยดอกงิ้วทีร้อยแล้ว
มาคลอ้ งคอ

32

“เอเปา้ เธอขาดโรงเรยี นต้งั สองวนั ไปไหนหรือ”
“พอ่ มันตาย” นิดตอบแทน
“เปน็ อะไรล่ะ”
“งูกัด ไปหาปลานอกทุ่ง” เป้ายงั เศรา้ สรอ้ ย
“ทนี ี้ พวกอีแตนคงจะล้อเธอวา่ ไม่มีพอ่ อกี คน”
“ลอ้ ซีจะไดโ้ ดนด่า”
“เปา้ เราใหพ้ ่อเธอคนหนงึ เอาไหม”
“ฮื้อ พอ่ นใี ห้กันไดเ้ หรอ” เป้ายังสงสัย
“ได้ซี เรานีมีพ่อหลายคนนะ แม่เราเคยพามาจากกรุงเทพฯ
มาทกี ็พามาคน... หลายคนแล้ว”
“แลว้ แมเ่ ธอจะใหเ้ หรอ”
“ใหซ้ ี ยายเคยสอน มีอะไรให้แบ่งกนั ”

9.6 ค่านึงถึงหลักจิตวิทยาในการสนทนา บทสนทนาแต่ละตอน
ไม่ควรยาวเกินไป หรือพูดจาผิดวิสัย ผิดกาละ ผิดเทศะ หรือกล้าพูดเกินที
บุคคลจริงจะกล้าในสถานการณ์เช่นน้ัน นอกจากนี้ควรจะเว้นช่องให้มีการ
สอดแทรกขัดจังหวะหรือแสดงอาการของคนพูด เพือเร้าอารมณ์ของผู้อ่าน
เช่น บทสนทนาในเรือง “แจง้ ใบตองผยู้ งิ ยงแห่งสวนกลว้ ย” ของ “รงค์ วงษส์ วรรค์”

“เอ็งรึ อยากปะคนชือแจ้ง” แจ้งใบตองมองเขม้น ประกอบ
คา่ ทักถามเขาพยกั หนา้ แล้วหยบิ มะดันฝานจ้ิมเกลอื ใสป่ าก

“ใช่”
“ยืนป้ันตนี อยูน่ ีแล้ว” แจ้งยิม้ มมุ ปาก
“ท่าไมมากันมากมายนักล่ะ” คนจรข่วนเล็บเล่นกับโต๊ะ
แลว้ กระดกเหล้าอีกทกี อ่ นพดู อย่างจะปรารภ
“ฉนั อยากปะคนชือแจง้ คนเดียวเทา่ น้นั ”

ผเู้ ริมฝึกหดั เขยี นควรเอาใจใส่เรอื งการสร้างบทสนทนาให้มาก
หมนั ศกึ ษาเปรียบเทยี บการใช้ภาษาสนทนาในเรืองส้ัน ในนวนิยาย ในบทละคร
ในบทภาพยนตร์ ตลอดจนการสนทนาในชวี ิตประจ่าวัน เช่น ฝึกเขียนบทสนทนา
ระหว่างแม่กับลูกในตอนบ่ายวันหนึงหลังจากชมภาพยนตร์รอบเทียงกลับมา

33

ฝึกสร้างบทสนทนาคร้ังละประมาณ 10-15 บรรทัด โดยสมมติสถานการณ์
ตา่ งๆ เชน่ การสนทนาของผู้หญิงสองคนทีนังวิพากษ์วิจารณ์ระบบการท่างาน
แบบเอาหน้าของเพือนร่วมงานบางคน บทสนทนาเพือแสดงอุปนิสัยของ
เด็กชายเล็กๆ วัย 4 ขวบ 2-3 คน บทสนทนาของหนุ่มสาวคู่หนึงซึงตกลงใจ
จะแต่งงานกันในอีก 1 เดือนข้างหน้า บทสนทนาของครูเมือเรียกนักเรียน
ผู้กระท่าผิดคนหนึงเข้าไปสอบสวน เป็นต้น ในการเขียนบทสนทนาเหล่าน้ี
ผู้เรียนจะต้องยึดหลักความสมจริง คือพยายามเขียนให้เหมือนทีคนธรรมดา
เขาพูดจากนั

10. การฝึกให้บทบาทและสรา้ งนิสัยตัวละคร
การให้บทบาทและสร้างนิสัยให้ตัวละครแต่ละตัวควรสร้างให้

เด่นชัด และจ่าลองมาจากคนหมู่มากทีพบเห็นจริงๆ ในสังคม นิสัยของ
ตัวละครจะต้องสอดคล้องกับระดับสติปัญญาและการศึกษาอบรม การบอก
ลกั ษณะอปุ นสิ ยั หรือบทบาทของตัวละคร อาจเล่าโดยตรง (direct presentation)
คือการบรรยายให้รู้ทั้งด้านรูปร่าง ลักษณะ อารมณ์ และความรู้สึกนึกคิด
หรืออาจบอกโดยให้ตัวละครอืนๆ สนทนาหรือวิจารณ์ หรือคิดค่านึงเกียวกับ
ตัวละครน้ันๆ กับอีกวิธีหนึงเป็นการบอกนิสัย โดยการสร้าง “นาฏการ”
ให้ตัวละครนั้นๆ เป็นการบอกนิสัยโดยทางอ้อม (indirect presentation)
กล่าวคือบอกลักษณะนิสัยโดยใช้กริยาท่าทางของตัวละครเป็นเครืองช้ีหรือ
ใช้วาจาของตัวละครทีสนทนาออกมา รวมทั้งการบรรยายความคิดค่านึงของ
ตัวละครตัวน้ันๆ ซึงเป็น “มโนคติ” ของตัวละครทียังไม่ได้พูดและยังไม่ได้ท่า
แต่เป็นรปู สอ่ “เจตนา” ทใี ครค่ รวญแลว้

ในคัมภีร์สุโพธาลังการ13 กล่าวถึงการเขียนบรรยายตัวละคร
เพอื ให้ผู้อา่ นเกดิ อารมณ์รว่ มวา่

13 แย้ม ประภัศร์ทอง, คัมภีร์สุโพธาลังการ, (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย, 2501), หน้า 227.

34

การสร้างนาฏการให้ตัวละครจะต้องให้มีความสมจริง มีเหตุมีผล
ผู้อ่านจึงจะเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง พฤติกรรมอย่างเดียวกันอาจเกิดจากเหตุ
หลายอย่าง แต่นาฏการทีแสดงออกย่อมมีความต้ืนลึกต่างกัน เช่น คนทียืน
น้า่ ตาไหลจะบอกว่าตัวละครร้องไห้เพียงเท่านั้นหาพอแก่ความไม่ เพราะอาการ
ทีคนนา่้ ตาไหลนัน้ เกดิ จากภายในหลายสถาน อาจเพราะเศร้าโศกก็ได้ เพราะดีใจ
ก็ได้ เพราะโรคก็ได้ ใครจะตัดสินใจได้ว่าอาการทีน่้าตาไหลน้ันเป็นเพราะเหตุไร
ต้องระบุใหแ้ นน่ อนลงไปถงึ อาการภายในอีกชัน้ หนึง ความจงึ จะเดน่ ชดั

สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์14 กล่าวว่าหลักการสร้างนาฏการของตัวละคร
จะต้องสรา้ งให้ถกู ต้องตามหลกั วภิ าวะ ภาวะ และอนุภาวะ

วภิ าวะ คือ มลู เหตหุ รอื อาการภายในทกี อ่ ใหเ้ กิดนาฏการต่างๆ
ภาวะ คือ อาการนามทีบอกความดี ความเป็น บอกความรู้สึกนึกคิด
อนั เป็นนามธรรม เชน่ ความสขุ ความดใี จ ความผดิ หวงั ความอาย ฯลฯ
อนุภาวะ คือ อาการทีปรากฏออกเป็นพฤติกรรมแสดงให้เห็นด้วย
กริ ยิ าท่าทาง ค่าพูด เชน่ อาการหัวเราะ อาการยกั คิ้วหลิวตา เปน็ อนุภาวะของ
ความรัก
ดังนั้น การพรรณนาให้รู้ว่าตัวละครใดอยู่ในอารมณ์ใด (ภาวะใด)
ต้องแสดงด้วยอนุภาวะจึงจะเกิดอารมณ์ร่วมได้ และอนุภาวะต้องเหมาะสม
สอดคล้องกับวิภาวะและภาวะจิตของตัวละคร จากวิภาวะ (มูลเหตุ)
อันเดียวกัน ถ้าตัวละครต่างเพศต่างวัยและต่างนิสัยกัน อาจจะแสดงอนุภาวะ
ออกมาไม่เหมือนกัน เช่น ค่าดูหมินของผู้อืน เป็นวิภาวะให้ตัวละครเกิด
อารมณ์โกรธ (ภาวะคือความโกรธ) ตัวละครต่างเพศต่างวัยและต่างนิสัยกัน
จะมีพฤติกรรม (อนุภาวะ) ไม่เหมือนกัน อาจจะตาแดง คิ้วแดง ค้ิวขมวด
เม้มรมิ ฝปี าก คดั คา้ น ตบแขนตนเอง พูดชมตนเอง หรืออาจจะด่าวา่ ท้าทาย

14 สทุ ธวิ งศ์ พงศไ์ พบลู ย์, อา้ งแลว้ , หน้า 121-122.

35

ด้วยเหตุน้ีการกล่าวถึงพฤติกรรมจึงต้องกระท่าด้วยความประณีต
พฤติกรรมควรจะบ่งบอกให้เห็นนิสัยตัวละคร และให้เหมาะสมกับมูลเหตุ
ดว้ ยเสมอ

วธิ กี ารใหบ้ ทบาทตัวละครอาจท่าได้หลายวิธี เช่น บอกผู้อ่านเกียวกับ
ตัวละครว่าตัวละครเป็นอย่างไร เช่น ประพฤติตามความพอใจคน แข็งขัน
ด้ือด้าน ชอบกล่าวโทษและดูหมินผู้อืน มีอาการส่ารวมเจียมตน หรือจะใช้
วิธีการพรรณนาตัวละครและสิงแวดล้อมหมายถึงการบอกบุคลิกลักษณะที
ปรากฏอปุ นิสัย กริยาท่าทางเมอื อยูร่ ่วมกบั ผู้อนื บรรยายความสมพันธ์ของเขา
กับสังคมให้ขัดว่าเขาพูดหรือท่าอย่างไร เช่น ยิ้มแย้ม เอียงอาย นัยน์ตาเย้ิม
หน้านิวคิ้วขมวด ทอดถอนใจ บิดกายหาวนอน การให้ตัวละครสนทนากัน
ก็เปน็ วิธีหนงึ ทชี ่วยให้เหน็ อปุ นิสัยของตวั ละครชัดเจนขน้ึ

เพือให้เห็นวิธีการให้บทบาทและนิสัยตัวละครชัดเจน ขอยกตัวอย่าง
การเขียนเรืองสั้นของ “บุญฝานดงขวาง” เรือง “อากับหลาน” ซึงเป็นเรืองนี้
เคยตีพิมพ์ใน “ชาวกรุง” เมือเดือนธันวาคม 2522 “บุญฝาน ดงขวาง”
เป็นผู้ทีกลุ่มวรรณกรรมพินิจ15 เห็นว่าเป็นนักเขียนเรืองส้ันสร้างสรรค์
ยอดเยียมประจ่าปี 2521 บุญฝานสร้างตัวละครสองอาหลานชาวอีสานข้ึนมา
อย่างได้บรรยากาศชนบทโดยแท้จริง โดยการสือสารผ่านความรู้สึกนึกคิด
พฤติกรรม ตลอดจนบทสนทนาของตัวละครทีใช้ภาษาท้องถิน โดยเฉพาะ
การวางบคุ ลกิ ลักษณะและอุปนิสัยของตัวละคร บุญฝานท่าได้ก็มาก นับตั้งแต่
ทกุ คนในครอบครัวของอาหลานทีซือแสนซือ ความคดโกงของต่ารวจทีโกงกัน
จนเป็นสนั ดาน อย่างเชน่ ตอนทตี า่ รวจท่าลูกไม้จะรีดไถเงนิ เมอื สองอาหลาน
ไม่มีเงิน จึงขอหักเป็นค่าถ่านหกกระสอบ อาสีคิดว่าต่ารวจจะเอาถ่าน

15 กลุ่มวรรณกรรมพินิจเป็นกลุ่มนักอ่านทีสนใจงานวรรณกรรมและหนังสือ
ทุกประเภท ก่าเนิดขึ้นโดยความมุ่งหมายเพือสะท้อนทรรศนะและความคิดทีมีต่องาน
วรรณกรรมและหนังสือทวั ไป.

36

หกกระสอบจริงจึงถามต่ารวจว่า “ครับ...จะให้ขนลงทีไหนครับ” เล่นเอา
ต่ารวจผู้มีลักษณะนิสัยและความคิดซับซ้อนถึงกับแผดเสียง “เฮ้ย” ลัน และ
ร่าพึงวา่

“ลื้อท่าจะไม่เคยจริงๆ นันแหละ” แต่ในทีสุดถ้าบอกว่า “เอาไปลงที
ร้านเถ้าแก่กแ็ ลว้ กนั บอกเถา้ แกด่ ้วยว่าเยน็ นจี้ ะไปเอา”

มิได้มีแต่เพียง “บุญฝาน ดงขวาง” คนเดียวทีให้บทบาทและอุปนิสัย
ตัวละครเด่นชัด นักเขียนคนอืนๆ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้สร้าง
“แมพ่ ลอย” ยาขอบ ผู้สร้าง “จะเด็ด” โรสลาเรน ผู้สร้าง “เจ้าชายโอริสา” หรือ
ศรีบูรพา ผู้สร้าง “คุณหญิงกีรติ” ตัวละครเหล่าน้ีล้วนมีชีวิตและมีมนต์ขลัง
ฝังใจคนอ่านอย่างลกึ ซึง้

ผู้เรียนควรศึกษาบทบาทและอุปนิสัยของตัวละครทีชืนชอบ และ
สังเกตแนวการเขียนของนักเขียนน้ันๆ ว่า เขามีวิธีการให้บทบาทตัวละคร
อย่างไร ต่อจากนั้นก็ลองพยายามฝึกเขียนดูบ้าง อาจจะนึกถึงบทบาทของ
เพือนฝูง ญาติพีน้องทีใกล้ชือคนใดคนหนึงแล้วก่าหนดบทบาทและอุปนิสัย
ให้ชดั เจน

11. การฝกึ สรา้ งโครงเรอื่ ง
โครงเรืองคือเหตุการณ์ทีจัดเรียงล่าดับและเป็นเหตุเป็นผลกัน

โครงเรืองทีดีจะต้องมีข้อขัดแย้ง (confict) ทีชวนให้ตืนเต้นและน่าสนใจ
ข้อขัดแย้งอาจเกิดจากนิสัยทีต่างกันระหว่างตัวละครด้วยกัน ข้อขัดแย้ง
ระหว่างมนุษย์กับสิงแวดล้อมระหว่างมนุษย์กับสังคม ระหว่างมนุษย์กับ
โชคชะตาหรือพรหมลิขิตหรือระหว่างความต้องการกับความสามารถของ
ตนเอง และจากการต่อสู้น้ีเองท่าให้เกิดสถานการณ์นาฏกรรม (Dramatic
Situation) ข้อบกพรอ่ งของโครงเรืองอยู่ทีการสร้างปัญหาการคลีคลายปัญหา
และการแกป้ ญั หาทีไม่สมเหตุสมผล อันเป็นเหตุใหเ้ กดิ ความไม่สมจริงจนผู้อ่าน
โต้แยง้ ได้

37

การฝึกหัดสร้างโครงเรือง ผู้เรียนอาจคิดถึงชีวิตจริงของใครๆ ทีเรารู้จัก
แล้วน่ามาผูกเป็นโครงเรืองให้มีข้อขัดแย้ง และให้ผลของความขัดแย้งนั้น
เปน็ จดุ สุดยอดของเรือง (Climax)

ขั้นตอนของการด่าเนินเรือง ต้องเริมเรืองด้วยการกล่าวถึงเหตุการณ์
ตอนเริมเรือง (Exposition) กล่าวถึงปัญหาเริมปรากฏเพราะมีข้อขัดแย้ง
(inciting moments) การขยายตัวของปัญหา (developments) และจุดจบ
ของเรือง อยทู่ ีวิธีแกป้ ัญหาอนั ปรากฏผลเนอื งจากวิธีแก้ปัญหานนั้ (climax)

การแก้ปัญหานั้นจะต้องให้สมเหตุสมผล ส่วนผลจะออกมาอย่างไร
ย่อมแล้วแต่นิสัยของตัวละครและสถานการณ์ท้ังปวงทีเป็นปัญหาว่าหนักหรือ
เบา ยากหรอื งา่ ย และวธิ ีแกป้ ัญหาถูกต้องหรือผิดพลาดบกพร่องแล้วแต่กรณี

การสร้างโครงเรืองทีจะต้องค่านึงถึงยุคสมัยด้วย คือรู้ว่าสมัยใดผู้อ่าน
ชอบเรืองลักษณะใด เช่น สมัยก่อนนิยมโครงเรืองประเภทเพ้อฝัน แต่ปัจจุบัน
เริมมแี นวโนม้ ว่ามีผนู้ ิยมเรอื งสมจรงิ มากขนึ้

12. การฝึกสร้างบทเปิดเรื่อง บทเปิดเรืองหมายถึงข้อความน่าเรือง
ชวนให้ติดตามอ่านเรืองต่อ หรือข้อความทีสร้างความสนใจให้แก่ผู้อ่าน
ในตอนต้นเรืองในการเขียนเรืองสมมุติ เช่น นวนิยายหรือเรืองสั้น นักเขียน
มกี ลวธิ ีในการเปดิ เรอื งตา่ งๆ กนั พอสรปุ ไดด้ งั นี้

12.1 เปิดเรืองด้วยการบรรยาย อาจจะบรรยายตัวละครหรือ
บรรยายฉาก การเปิดเรืองแบบน้ีผู้แต่งมักเริมเล่าเรืองเรียบๆ แล้วค่อยๆ
ทวีความเข้มข้นของเรืองขึ้นตามล่าดับ เป็นวิธีทีนิยมเขียนกันทัวไป เช่น
การเปิดเรืองของ “กฤษณา อโศกสิน” ในเรือง “ตะวนั ตกดนิ ”

เขาชือโสรวาร บสันนาวิทย์
โสรวาร เขายืนอยู่ตรงนั้น...ตรงเงาว่างของต้นหางนกยูง
ดอกเด่นสีแดงอมแสดทีดูสดอย่างสว่างไสวในบางคร้ัง และดูฉูดฉาดบาดจิต
ในบางคราว กลายเป็นฉากทีแต่งแต้มมนุษย์ชายร่างงามสูง ผิวขาวราวกับ
ชาวตะวันตก ใหเ้ กดิ ความคมสนั ยงิ ขึ้นในยามทีดวงรวใี กล้จะชิงพลบ

38

12.2 เปิดเรืองด้วยการพรรณนา อาจจะเป็นการพรรณนาฉาก
พรรณนาตัวละคร พรรถนาเหตุการณ์ หรือความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึง
เปน็ การปพู นื้ อารมณ์ให้ผ้อู ่านเกิดความรู้สึกประทับใจ เคลิบเคล้ิมได้เป็นอย่างดี
เป็นวิธีทีนักเขียนนิยมใช้กันทัวไป เช่น การพรรณนาเปิดเรืองของ “ปรีชาพล
บุญช่วย” ในเรือง “การเดนิ ทางของแม่เฒา่ และเด็กน้อย”

“แมเ่ ฒา่ ตวั สนั งนั งก รา่ งของแกสันสะท้านเหมือนคนจับไข้
มือข้างหนึงของแกโอบร่างของเด็กน้อยซึงนังจ่อมอยู่บนผ้าขาวม้าทีแกผูก
สะพายแล่งอยู่ในป่า มืออีกข้างหนึงของแกก่าห่อผ้าห่อเล็กเกร็งแน่น เส้นเอ็น
ปุดโปนทัวหลังมือท้ังสอง นิ้วมือหยาบหนา ผิวหนังแห้งยับย่นเหมือนผ้าเก่าๆ
ทีซกุ ไว้ แตม่ นั กด็ แู ขง็ แรงกระชบั แน่นอยูก่ ับสมั ภาระและเด็กน้อย”

12.3 เปดิ เรอื งโดยการสรา้ งนาฏการหรอื การกระทา่ ของตัวละคร
ทกี ่อใหเ้ กิดความสนใจทันที วิธีน้ีจะชวนให้ผู้อ่านกระหายทีจะติดตามเรืองราว
ตอ่ ไป เช่น เรือง “สนมิ สร้อย” ของ “รงค์ วงษ์สวรรค์” เขาเปิดเรืองว่า “ชายผู้น้ัน
ผวาเข้ามาในห้องรับแขกเหมือนโดนลมถีบ ความจริงเขาเพียงแต่เมาจนแทบ
จะทรงตัวไม่ไหวเทา่ น้นั ”

12.4 เปิดเรืองโดยใช้บทสนทนา วิธีน้ีผู้เขียนจะต้องใช้ถ้อยค่า
โต้ตอบทีน่าสนใจ และต้องพยายามเชือมโยงบทสนทนานั้นให้เกียวพันกับ
เรอื งราวต่อไปอย่างแนบเนียน เชน่ เรือง “คนกับหมา” ของ “มน เมธี”

“เฮย้ ...วนั นีม้ เี ลี้ยงพระท้งั วดั โว้ย”
“ใครบอกมงึ วะ”
“ก็กเู หน็ นะซี ของจมเลยถึงเอย๋ ”
“ใช.่ ..กูก็เห็น แกงยงั งห้ี มอ้ เบ่อเริม ชมพเู่ ป็นเขง่ เลยวะ”
“ไปโวย้ ...ไปเอาชามกนั ”
“รอกดู ว้ ย รอดว้ ย...”
12.5 เปิดเรืองด้วยข้อความทีเป็นสุภาษิต บทกวีหรือข้อความ
ทีคมคาย ชวนคิด ชวนให้คิดตาม เช่น “แม่วัน” เปิดเรือง “ความพยาบาท”
อยา่ งชวนเสน่ห์เป็นทีสดุ วา่

39

“ข้าพเจ้าผู้เขียนเรืองนี้เป็นคนทีถึงแก่กรรมไปแล้ว
ถึงแก่กรรมจริงๆ ตายจริงๆ ตายอย่างมีผู้รู้เห็นว่าตาย... ตายแล้วและได้ฝัง
เสร็จแล้ว”

นอกจากนี้ยังมีการเปิดเรืองอีกหลายแบบเช่น เปิดเรือง
โดยการขมวดแนวคดิ สา่ คญั ไวต้ น้ เรือง ในตัวเรืองก็เลา่ เรืองของบุคคลประกอบ
แนวคิด หรืออาจจะเปิดเรืองโดยการสรุปเค้าโครงเรืองย่อๆ ของเรืองนั้นว่า
เป็นเรืองเกียวกับอะไร นักเขียนบางคนอาจเปิดเรืองด้วยการเล่าถึงเหตุการณ์
ตอนจบของเรืองการด่าเนินเรืองต่อไปก็เล่าย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์อันเป็น
ทีมาของผลในตอนต้นเรือง บางคนก็ใช้กลวิธีหลายๆ อย่างประกอบกัน
อาจจะเปิดเรืองด้วยการบรรยายและพรรณนาฉากและตัวละคร แล้วให้ตัวละคร
สนทนากนั หรืออาจจะเปดิ เรืองด้วยการสรปุ เค้าโครงเรืองย่อและการบรรยาย
ฉากประกอบ

ผ้เู ริมฝกึ หัดเขียนกค็ วรจะได้หัดเปิดเรืองให้เป็น ซึงอาจท่าได้
โดยการหมันศึกษาวิธีการเปิดเรืองของนักเขียนทีมีชือ เช่น ยาขอบ มนัส จรรยงค์
ทมยันดี กฤษณา อโศกสิน สุวรรณี สุคนธา หยก บูรพา ว.ณ ประมวญมารค
เปน็ ตน้ ต่อจากน้ันก็หัดเขียนบทเปิดเรืองโดยก่าหนดเรืองราวของบุคคลต่างๆ
ทีได้พบเห็นอยู่เป็นประจ่า อาจเขียนตามความเป็นจริงหรือสร้างข้ึนจาก
จินตนาการก็ได้ แลว้ เขยี นบทเปดิ เรืองตามความถนัด

13. การฝึกสร้างบทจบเรื่อง การจบเรืองเป็นตอนทีส่าคัญทีสุดทีจะ
ท่าให้ผู้อ่านประทับใจเปรียบเหมือนการร่าลาจากกัน ผู้เขียนจึงควรฝึกหัดไว้
และหากได้สังเกตวิธีการเขียนของนักเขียนทีมีชือจะพบว่า นักเขียนเหล่านั้น
ลว้ นมวี ิธกี ารจบทีท่าใหผ้ ู้อ่านประทับใจซาบซ้ึงอย่างไม่รู้ลืม โดยปกติการเขียน
บนั เทิงคดมี กั ปดิ เรืองดว้ ยกลวิธีตา่ งๆ ดังน้ี

13.1 จบเรืองแบบหักมุมหรือแบบบิดเกลียว (Twist Ending หรือ
Surprise ending) เป็นการจบเรืองชนิดทีผู้อ่านคาดไม่ถึงว่าเรืองจะลงเอย
แบบนั้น นกั เรียนทมี ีชือเสียงในการจบแบบนกี้ ็คอื O. Henry นกั เขยี นชาวอเมริกัน
และ Cuy de Maupassant นักเขียนเรืองส้ันชาวฝรังเศส ส่วนในเมืองไทย
นกั เขยี นรนุ่ เก่าๆ ทีนิยมจบเรอื งแบบนก้ี ็มีอยมู่ ากเช่น เรือง “สัญชาตญาณมืด”

40

ของ อ.อุดากร นักเขียนเรืองส้ันชือดังของเมืองไทยคือ มนัส จรรยงค์ ก็นิยม
จบเรืองในลักษณะนี้ เช่น เรือง ศพในชีวิต คนไม่มีโบสถ์ คนหนังเหนียวและ
หล่อนไดผ้ ้แู ทน เปน็ ตน้

13.2 จบเรืองแบบสุขนาฏกรรม (Happy ending) คือการจบเรือง
ด้วยผลส่าเรจ็ หรอื ความสุขของตัวละคร เรืองทีจบแบบนี้ผู้เขียนจะสร้างปัญหา
ให้แก่ตัวละครส่าคัญๆ คร้ังแล้วคร้ังเล่า แล้วตัวละครก็จะพยายามเอาชนะ
ให้ตัวละครแก้ปัญหาสุดท้ายไม่ได้จนกว่าจะจบเรือง วิธีน้ีนิยมใช้กันมาก
ในนวนิยายไทย เช่น เรอื งดาวพระศุกร์ เรอื งปริศนา เรืองใครก่าหนด เปน็ ตน้

13.3 จบเรืองแบบโศกนาฏกรรม (Tragic ending) คือการจบเรือง
ด้วยความผิดหวัง ความสูญเสีย หรือความล้มเหลวในชีวิต หรือก่าหนดให้
ตัวละครส่าคัญต้องตายไปเช่นเรือง “ในฝัน” ของโรสลาเรน เรือง “เขาชือกานต์”
ของสุวรรณี สุคนธา เรือง “นิทรา-สายันห์” ของอิงอร เรือง “คู่กรรม” ของ
ทมยันตี หรือเรือง “เหยียวถลาลม” ของแดง รวี การจบเรืองแบบนี้จะท่าให้
ผ้อู ่านประทับใจได้มาก และมักจะจดจา่ เรืองนั้นๆ ไดน้ านเปน็ พิเศษ

13.4 จบเรอื งแบบเปน็ จรงิ ในชีวิต (Realistic ending) หรือให้แนวคิด
อย่างใดอย่างหนึงแก่ผู้อ่าน การจบแบบน้ีผู้เขียนจะไม่ปิดเหตุการณ์ลงอย่าง
เด็ดขาดแต่จะปล่อยให้ผู้อ่านได้ขบคิด หรือใช้จินตนาการเอาตามใจชอบ
นับเป็นวิธีทีก่าลังเป็นทีนิยมกันมากในปัจจุบัน เช่นเรือง “กว่าจะได้กิน”
ของวัฒน์วิไล เรือง “อุดมการณ์หลัง-แก้วเหล้า” ของนิมิต ภูมิถาวร เรือง
“ภูเขียว” ของปกรณ์ ปิ่นเฉลียว เรือง “อากับหลาน” ของบุญฝาน ดงขวาง
เรอื ง “วันน้ีแมไ่ มม่ า” ของมาลา คา่ จันทร์

ปัญหาหนึงของนักเขียนใหม่ก็คือ เขียนแล้วจบไม่ลงหรือจบไม่ได้
นอกจากจะศึกษาวิธีการจบเรืองของนักเขียนทัวไปแล้ว อีกวิธีหนึงก็คือ
เมืออ่านเรืองใดๆ ก็ตาม อย่าเพิงอ่านตอนจบ แต่ให้ลองคิดสร้างบทจบเรือง
ด้วยตนเอง หรือเมือท่านพบเห็นเหตุการณ์ใดๆ ก่าลังด่าเนินอยู่ เช่นเห็นต่ารวจ
ก่าลังไลจ่ บั ผู้ร้าย เห็นเด็กวัยรุ่นคนหนึงทีติดยาเสพติด เห็นยายแก่ทีถูกลูกหลาน
ทอดท้ิง เห็นเด็กน้อยฐานะดีทีพ่อแม่ถูกรถชนตายอย่างกะทันหัน ท่านลองคิด
สรา้ งเรอื งตอ่ ไปวา่ ทา่ นจะใหเ้ รืองเหลา่ น้ีลงเอยในลักษณะใด

41

บทสรปุ

ความคิดของมนุษย์ไม่มีขอบเขตไม่มีทีส้ินสุด มันสมองของมนุษย์
ย่อมสร้างจักรวาลได้ใหญ่ยิงกว่าจักรวาลทีเราแลเห็นกันอยู่ด้วยตา และ
ความคิดทีควรพัฒนาได้แก่ จินตนาการ วิจารณญาณ และความคิดด้าน
สร้างสรรค์ การเขียนสร้างสรรค์มีขอบข่ายกว้างขวาง ท้ังยังเป็นงานทีซับซ้อน
และต้องใช้ความพยายามมาก จึงต้องฝึกฝนอย่างสม่าเสมอ โดยเฉพาะในการ
เขียนเรืองสมมุติต่างๆ ผู้เขียนจะต้องรู้จักน่าเอาสารัตถะของเรือง (theme)
ซึงเป็นแนวคิดส่าคัญมาผูกเป็นโครงเรือง (plot) มีตัวละคร (character)
มีบทสนทนา (dialogue) มีฉาก (setting) และมีบรรยากาศ (atmosphere)
ส่วนภาษาทีใช้ในการเขียนเรืองเชิงสร้างสรรค์มีหลายระดับปะปนกัน อาจจะ
ใช้ภาษาบากในบทสนทนา ใช้ภาษากึงแบบแผนในการอธิบายประกอบเรือง
หรือบางตอนอาจใช้ภาษาแบบแผน ท้ังนี้เพือให้เหมาะสมกับกาลเทศะ
และบุคคลในบทน้ีได้เสนอแนวทางในการฝึกเขียนสร้างสรรค์ไว้อย่างละเอียด
หากผู้เรียนไม่มองข้ามและเห็นความจ่าเป็นในการฝึกฝนตนเองก็จะช่วยให้
คลา่ พบหนทางไดเ้ ร็วขึ้น

คาถามทบทวน

1. จงอ่านค่าประพันธ์ต่อไปน้ีแล้วเขียนแสดงแนวคิดโดยอิสระเสรี

(มใิ ชก่ ารใหแ้ ปลความหมายหรือถอดความ)

สักวาเสียงตวาด “ไอ้ชาติหมา” ทุกครง้ั ขา้ ได้ฟงั ยงั ฉงน

หมาแสนชือสุดจงรกั รกั เจา้ ตน ผิดกบั คนทรยศคดทกุ ทาง

ใจโลภโมโทสะตัณหาจัด อวดเป็นสัตว์ว่าประเสริฐเลิศทุกอยา่ ง

แบง่ อา่ นาจวาสนาวางทา่ ทาง ใยหนอช่างไมต่ วาด “ไอ้ชาติคน”

2. สมมุติว่าท่านเห็นภาพต่อไปนี้ จงใช้จินตนาการสร้างโครงเรือง

เริมต้ังแต่ก่อนเข้าสู่เหตุการณ์ในภาพ แล้ววาดโครงเรืองให้เข้าหาเหตุการณ์

ภายในภาพ และบรรยายต่อจากเหตุการณ์ในภาพวา่ เรืองจะจบลงในลักษณะใด

42

2.1 ภาพรถบรรทุกคนั หนึงพลิกควา่ อยู่ในคขู ้างถนน
2.2 ภาพแม่คา้ หาบเรท่ ีก่าลังวิงหนตี า่ รวจ
2.3 ภาพสารวตั รสอบสวนทกี ่าลังเกรยี้ วกราดผตู้ อ้ งหา
2.4 ภาพนกั วิชาการทีกา่ ลงั นงั เขียนหนงั สอื อยูใ่ นหอ้ งปรับอากาศ
2.5 ภาพเดก็ ผมแดงทีก่าลังแบมอื ขอเศษเงินจากทา่ น
3. จงเขยี นพรรณนาสงิ ตอ่ ไปนีใ้ ห้ชัดเจน
3.1 ชีวติ คนไทยในวันนี้
3.2 วชิ าสุดท้ายทใี ช้ได้ตลอดชวี ิต
3.3 เปิดหูเปิดตาเรืองอาหาร
3.4 อาหารทกี า่ ลงั เป็นภัยกับคนไทย
3.5 เจอวกิ ฤตจิ ติ ไมว่ ิบัติ
4. จงเขียนบทสนทนาของบคุ คลในสถานการณต่อไปน้ี ให้เขียนข้อละ
ประมาณ 10-15 บรรทดั
4.1 แม่กับลูกสาวนงั คยุ กนั เรืองโรคระบาดทกี ่าลังเกดิ ขึ้นทัวโลก
4.2 นกั ศกึ ษาหญงิ ชายกลุ่มหนงึ ก่าลงั วพิ ากษ์วิจารณ์อาจารย์ผสู้ อน
4.3 ขา้ ราชการสาว 2 คนนงั วิจารณร์ ะบบการท่างานประเภท
“รู้เลียขาเลยี แข้งต่าแหน่งดี”
4.4 ภรรยาทเี ปิดประตูรบั สามีข้ีเมาตอนเทียงคืน
4.5 กรรมกรสามล้อจบั กลมุ่ คุยกนั หน้าบอนไก่
5. จงนึกถึงใครสักคนหนึงทีท่านชอบและคุ้นเคยเป็นอย่างดี แล้วเขียน
พรรณนาบุคลิกลักษณะทีปรากฏ อุปนิสัยใจคอ กริยาท่าทางเมืออยู่รวมกับ
บุคคลอนื บรรยายความสัมพนั ธ์ของเขากบั สังคมให้ชดั วา่ เขาพูดหรือท่าอย่างไร
6. จงนา่ คา่ วลี หรอื ประโยคทีก่าหนดให้ท้ังหมดในแต่ละข้อ เขียนข้อความ
ให้ต่อเนืองเป็นเรืองเดียวกัน แต่ไม่จ่าเป็นต้องเรียงค่าหรือประโยคตามล่าดับ
ทีก่าหนดให้พยายามหาแนวคิดและจินตนาการสร้างเรืองให้ถูกต้องเหมาะสม
และนา่ สนใจ

43

6.1 ประชาชน ทาส เหยียบย่า อ่านาจ เลือด เหนือโลก ชะตากรรม

อาวุธ ช้ขี าด คนทรยศ

6.2 ปริญญา ต่อสู้ หวั โขน กิจกรรม สังเวช ชนช้ัน ความเป็นธรรม

กระดาษ ลม้ เหลว ปลายเหตุ

6.3 หงิ หอ้ ย ยอดผกั บ้งุ โฆษณา สันโดษ โวยวาย เอาเปรียบ แสงสี

ความเปน็ ธรรม แผน่ ดนิ จดุ จบ

6.4 น้า่ ตาเป็นเลอื ด มนษุ ย์รุ่นใหม่

ในไร่ข้าวโพด ดอกเบยี้ งอกงาม

แผน่ ดนิ แหง้ ผาก เพอื ความอยรู่ อด

โปรดตดั สินใจ มุมหนึงของเมอื งไทย

6.5 หนทางพสิ ูจน์ม้า สภุ าพเคร่งขรึม

จูงมือข้ามถนน ด้วยศกั ดิ์ศรีทีเหนอื กว่า

คนอ่อนแอ ชวี ติ กบั ชวี ิต

หนเี สอื ไปเจอศกึ เชา้ แรกของวันแตง่ งาน


Click to View FlipBook Version