วชิ าประวัตศิ าสตร์ 2หน่วยการเรยี นรู้ท่ี
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2
พัฒนาการของอาณาจักรอยธุ ยา
โรงเรยี นบา้ นโนนสมบรู ณ์
สงั กดั สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาอดุ ธานี เขต 2
๒หนว่ ยการเรียนรู้ที่
พฒั นาการของอาณาจักรอยุธยา
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. วเิ คราะห์พฒั นาการของอาณาจกั รอยธุ ยาและธนบุรใี นด้านต่างๆ ได้
๒. วิเคราะหป์ ัจจัยทส่ี ่งผลตอ่ ความม่นั คงและความเจรญิ รงุ่ เรืองของอาณาจักรอยธุ ยาได้
๓. ระบภุ มู ปิ ัญญาและวฒั นธรรมไทยสมยั อยธุ ยา และอทิ ธพิ ลของภูมปิ ัญญาดงั กลา่ วตอ่ การพัฒนาชาตไิ ทยในยคุ ต่อมาได้
การสถาปนาอาณาจกั รอยธุ ยา
ชมุ ชนไทยในล่มุ แม่น้าเจา้ พระยาตอนล่างก่อนการสถาปนาอาณาจกั รอยุธยา
แควน้ สุพรรณภมู ิ (สพุ รรณบุรี)
• มอี าณาบริเวณตัง้ อยู่ทางดา้ นตะวันตกของลมุ่ แมน่ า้ เจา้ พระยา
ตอนล่าง โดยมลี มุ่ แมน่ ้าทา่ จีนไหลลงสู่อา่ วไทย
• มพี ัฒนาการสบื เนอ่ื งมาเปน็ เวลาหลายรอ้ ยปี และเคยเป็นที่ตั้งชมุ ชน
โบราณหลายแห่ง เชน่ เมืองอทู่ อง
• มหี ลักฐานทแ่ี สดงให้เหน็ ถึงการนบั ถือพระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท
ลัทธลิ ังกาวงศ์ และพระพทุ ธศาสนานกิ ายมหายาน เช่น พระปรางค์
ทว่ี ัดมหาธาตุ
ชมุ ชนไทยในลุ่มแม่นา้ เจ้าพระยาตอนลา่ งก่อนการสถาปนาอาณาจกั รอยธุ ยา (ตอ่ )
แควน้ ละโว้ (ลพบรุ ี)
• ไดร้ บั อิทธพิ ลของทวารวดี มคี วามเจริญรงุ่ เรอื งทางวฒั นธรรม
โดยเฉพาะอย่างยง่ิ วัฒนธรรมการนับถือพระพทุ ธศาสนาท่รี ุ่งเรือง
มากทส่ี ุด
• มกี ารรบั วฒั นธรรมขอม ซ่ึงในภายหลงั มีการยอมรบั นบั ถอื ศาสนา
พราหมณ-์ ฮินดู และนบั ถือพระพุทธศาสนานกิ ายมหายาน
• เมอื่ อาณาจกั รขอมเสอ่ื มลง ไดต้ ้ังตัวเปน็ อสิ ระ หลังจากขอมเสอื่ ม
อิทธิพลลง และตอ่ มาได้ถกู ลดความสาคญั ลง ทาใหอ้ โยธยาขึ้นมา
มอี านาจแทน
การสถาปนาอาณาจกั รอยธุ ยา
• อาณาจกั รอยุธยาเกิดขึน้ จากการร่วมมือกันของแคว้นสพุ รรณภูมิ (สุพรรณบรุ ี) และแคว้นละโว้
(ลพบรุ ี) ซง่ึ ทงั้ สองแควน้ เปน็ ศูนย์รวมอานาจทางการเมอื งในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย
ในปจั จบุ นั
• การสถาปนากรงุ ศรีอยธุ ยาเป็นราชธานีใน พ.ศ. ๑๘๙๓ ของสมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ี่ ๑ (อทู่ อง)
ปรากฏหลกั ฐานว่ากรุงศรอี ยธุ ยาตง้ั ขนึ้ ในเมอื งเกา่ เดมิ ท่ีมีชอื่ ว่า อโยธยา ซ่ึงมีมาก่อน และเปน็
เมืองที่ตง้ั อยรู่ ะหวา่ งเมืองสุพรรณบุรกี ับเมอื งลพบรุ ี
ประวัติความเป็นมาของพระเจา้ อู่ทอง
ขอ้ สนั นษิ ฐานจากการบอกท่มี าของพระเจา้ อ่ทู องแตกต่างกัน
สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ พระราชนิพนธ์ใน พงศาวดารกรงุ ศรีอยธุ ยา
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อย่หู วั ฉบบั ฟาน ฟลีต หรือวัน วลิต
• พระเจ้าอทู่ องสบื เช้อื สายมาจากพระเจา้ • พระเจา้ อทู่ องเป็นราชบตุ รเขยของพระ • พระเจา้ อทู่ องเปน็ พระราชโอรสของพระ
ชัยศริ ทิ ่ีเคยครองเมืองฝาง (ปจั จบุ นั อยู่ เจ้าแผน่ ดนิ จนี แล้วถูกเนรเทศมาอยู่ท่ี
เจา้ ศริ ิชยั เชยี งแสน ปตั ตานี และเดนิ ทางผ่านมาทางเมือง
ในเขต จ.เชยี งใหม)่ ละคร(นครศรธี รรมราช) กยุ บุรี (ใน จ.
• ตอ่ มาไดร้ บั ราชสมบตั ิครองราชยอ์ ยู่ ๖ ปี ประจวบฯ) และมาสรา้ งเมอื งพรบิ พรี
• มีการเช้ือสายสืบราชสมบตั ติ ่อมาหลาย (เพชรบุร)ี ภายหลงั จงึ ไดม้ าสรา้ งเมอื ง
ได้เกิดโรคหา่ (อหิวาตกโรค) จงึ ทรงย้าย อยธุ ยา
รนุ่ จึงได้เกิดพระเจา้ อู่ทอง
ราชธานีมาต้งั ที่เมืองศรอี ยธุ ยา
ปจั จัยสาคัญในการสถาปนากรงุ ศรอี ยุธยาเปน็ ราชธานี
๑ ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติระหว่างแควน้ สพุ รรณภูมิกบั แควน้ ละโว้
๒ ทาเลท่ีตงั้ ของกรงุ ศรีอยุธยาเป็นท่ีทีเ่ หมาะสม
๓ กรุงศรีอยุธยาอย่ใู กลป้ ากแม่นา้ ตดิ ทะเล มีความสะดวกในการคา้ ขายกบั ชาวต่างชาติ
๔ การเส่ือมอานาจลงของอาณาจักรเขมร จึงไดส้ ถาปนากรุงศรีอยธุ ยาเป็นศนู ย์กลางอาณาจกั รใหม่
ปจั จัยท่มี ผี ลต่อความเจริญรงุ่ เรอื งของอาณาจักรอยุธยา
ปัจจยั สาคญั ท่เี ออื้ อานวยต่อพฒั นาการตา่ งๆ ของอาณาจักรอยุธยา มดี ังนี้
แหลง่ อารยธรรมด้ังเดิม ไดร้ ับอารยธรรมเดิมก่อนมกี ารตงั้ อาณาจกั ร มาปรับใชเ้ ข้ากับอารยธรรมใหมท่ ่ีอยธุ ยา
สภาพภมู ิประเทศ สรา้ งขนึ้ มา
สภาพภูมิอากาศ
กรุงศรอี ยุธยาต้งั อยู่บรเิ วณที่ราบลมุ่ มแี มน่ า้ ไหลผ่าน จึงเหมาะแก่การเพาะปลกู และการ
คา้ ขาย
อาณาจักรอยธุ ยาต้งั อยใู่ นเขตร้อนชืน้ มีลมมรสุมพดั ผ่าน ทาให้มีฝนตกชกุ สง่ ผลใหม้ ีแหลง่
นา้ อดุ มสมบรู ณ์
การตั้งอยู่ก่งึ กลางเสน้ ทางเดนิ เรือ อาณาจกั รอยธุ ยาได้ประโยชน์ จากการค้าขายและรบั อารยธรรมจากจีนและอินเดยี
ระหว่างอนิ เดียกับจนี
ทรพั ยากรธรรมชาติ อยุธยามีทรัพยากรธรรมชาติอดุ มสมบรู ณ์ เช่น ผกั ผลไม้ ปลาน้าจืดและปลาทะเล แร่ธาตุ
ไมห้ ายาก ซึ่งเปน็ ท่ตี อ้ งการของพ่อคา้ ตา่ งชาติ
พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตรยิ ์ เพราะพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริยห์ ลายพระองค์ ท่ีทาใหอ้ ยุธยารอดพน้ จาก
ภัยคกุ คามจากภายนอกได้
พัฒนาการทางประวตั ศิ าสตรข์ องอาณาจักรอยธุ ยา
พัฒนาการดา้ นการเมอื งการปกครอง
พัฒนาการทางด้านการเมืองการปกครองของไทยสมยั อยุธยา มพี ระมหากษตั รยิ ป์ กครองราชอาณาจักรทง้ั หมด ๓๓ พระองค์
ใน ๕ ราชวงศ์
รายพระนาม ราชวงศ์ ปีทีค่ รองราชย์ รวมระยะเวลา (ปี)
๑.สมเด็จพระรามาธบิ ดีที่ ๑ (อทู่ อง) อทู่ อง พ.ศ.๑๘๙๓ - ๑๙๑๒ ๑๙
๒.สมเด็จพระราเมศวร อทู่ อง พ.ศ.๑๙๑๒ - ๑๙๑๓ ๑
๓.สมเด็จพระบรมราชาธริ าชท่ี 1 (ขนุ หลวงพงว่ั ) สุพรรณภมู ิ พ.ศ.๑๙๑๓ - ๑๙๓๑ ๑๘
๔.สมเดจ็ พระเจ้าทองลนั สุพรรณภมู ิ พ.ศ. ๑๙๓๑ - ๑๙๓๑ ๗ วนั
สมเด็จพระราเมศวร (คร้ังท่ี ๒) อทู่ อง พ.ศ. ๑๙๓๑ - ๑๙๓๘ ๘
๕.สมเด็จพระรามราชาธิราช อู่ทอง พ.ศ.๑๙๓๘ - ๑๙๕๒ ๑๕
รายพระนาม ราชวงศ์ ปีที่ครองราชย์ รวมระยะเวลา (ป)ี
๖.สมเดจ็ พระอินทราชา (เจ้านครอินทร)์ สุพรรณภูมิ พ.ศ. ๑๙๕๒ - ๑๙๖๗
๗.สมเดจ็ พระบรมราชาธิราชท่ี ๒ (เจา้ สามพระยา) สพุ รรณภมู ิ พ.ศ. ๑๙๖๗ - ๑๙๙๑ ๑๖
๘.สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สพุ รรณภมู ิ พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๓๑ ๒๔
๙.สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชที่ ๓ สุพรรณภูมิ พ.ศ.๒๐๓๑ - ๒๐๓๔ ๔๐
๑๐.สมเด็จพระรามาธบิ ดที ่ี ๒ สพุ รรณภมู ิ พ.ศ.๒๐๓๔ - ๒๐๗๒ ๓
๑๑.สมเดจ็ พระบรมราชาธิราชท่ี ๔ (หน่อพุทธางกูร) สพุ รรณภมู ิ พ.ศ.๒๐๗๒ - ๒๐๗๖ ๓๘
๑๒.พระรษั ฎาธริ าช สพุ รรณภมู ิ พ.ศ.๒๐๗๖ - ๒๐๗๗ ๔
๑๓.สมเดจ็ พระชัยราชาธิราช สพุ รรณภมู ิ พ.ศ.๒๐๗๗ - ๒๐๘๙ ๕ เดอื น
๑๔.พระยอดฟา้ (พระแกว้ ฟ้า) สุพรรณภมู ิ พ.ศ. ๒๐๘๙ - ๒๐๙๑ ๑๒
ขนุ วรวงศาธริ าช ๒
- - -
รายพระนาม ราชวงศ์ ปที ค่ี รองราชย์ รวมระยะเวลา (ปี)
๑๕.สมเดจ็ พระมหาจักรพรรดิ สุพรรณภูมิ พ.ศ. ๒๐๙๑ - ๒๑๑๑
๑๖.สมเดจ็ พระมหินทราธิราช สพุ รรณภมู ิ พ.ศ. ๒๑๑๑ - ๒๑๑๒ ๒๐
๑๗.สมเดจ็ พระมหาธรรมราชาธริ าช พ.ศ.๒๑๑๒ - ๒๑๓๓ ๑
๑๘.สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช สุโขทัย พ.ศ.๒๑๓๓ - ๒๑๔๘ ๒๑
๑๙.สมเด็จพระเอกาทศรถ สุโขทัย พ.ศ.๒๑๔๘ - ๒๑๕๓ ๑๕
๒๐.พระศรเี สาวภาคย์ สุโขทัย พ.ศ.๒๑๕๓ - ๒๑๕๔ ๕
๒๑.สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม สโุ ขทัย พ.ศ.๒๑๕๔ - ๒๑๗๑ ๑ ปเี ศษ
๒๒.สมเด็จพระเชษฐาธิราช สุโขทัย พ.ศ.๒๑๗๑ - ๒๑๗๒ ๑๘
๒๓.พระอาทิตยวงศ์ สโุ ขทยั พ.ศ.๒๑๗๒ - ๒๑๗๒ ๘ เดือน
๒๔.สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สโุ ขทยั พ.ศ.๒๑๗๒ - ๒๑๙๙ ๓๘ วัน
ปราสาททอง ๒๕
รายพระนาม ราชวงศ์ ปที ี่ครองราชย์ รวมระยะเวลา (ปี)
๒๕.สมเดจ็ เจ้าฟา้ ชัย ปราสาททอง พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๑๙๙
๒๖.สมเด็จพระศรสี ธุ รรมราชา ปราสาททอง พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๑๙๙ ๓-๕ วัน
๒๗.สมเด็จพระนารายณม์ หาราช ปราสาททอง พ.ศ.๒๑๙๙ - ๒๒๓๑ ๒ เดอื น
๒๘.สมเดจ็ พระเพทราชา บ้านพลูหลวง พ.ศ.๒๒๓๑ - ๒๒๔๖
๒๙.สมเดจ็ พระสรรเพ็ชญท์ ี่ ๘ (พระเจา้ เสือ) บ้านพลูหลวง พ.ศ.๒๒๔๖ - ๒๒๕๑ ๓๒
๓๐.สมเด็จพระสรรเพช็ ญ์ท่ี ๙ (พระเจ้าอยหู่ วั ท้ายสระ) บ้านพลูหลวง พ.ศ.๒๒๕๑ - ๒๒๗๕ ๑๔
บา้ นพลูหลวง พ.ศ.๒๒๗๕ - ๒๓๐๑ ๖
๓๑.สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (พระเจ้าอยูห่ ัวบรมโกศ) บ้านพลูหลวง พ.ศ.๒๓๐๑ - ๒๓๐๑ ๒๓
บ้านพลหู ลวง พ.ศ.๒๓๐๑ - ๒๓๑๐ ๒๖
๓๒.สมเดจ็ พระเจา้ อทุ มุ พร (ขนุ หลวงหาวัด) ๒ เดือน
๙
๓๓.สมเด็จพระท่นี ั่งสรุ ิยามรินทร์ (พระเจา้ เอกทศั )
ลักษณะการเมืองการปกครองสมยั อยธุ ยา
๑ พระมหากษตั ริย์ทรงมีพระราชอานาจสูงสดุ ในการปกครอง ทรงเปน็ พระประมขุ ของอาณาจักร
๒ ทรงเป็นสมมตเิ ทพตามความเช่ือในศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู และเป็นธรรมราชาตามคติความเชือ่ ใน
พระพทุ ธศาสนาดว้ ย
รปู แบบการปกครองสมยั อยุธยาตอนต้น น
การบรหิ ารราชการแผ่นดินสว่ นกลาง
• กรงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ ราชธานี และเปน็ ศนู ย์กลางของการการปกครอง
• มีเมอื งหน้าดา่ น ๔ ทศิ เพอื่ ปอ้ งกนั ภัยยามขา้ ศกึ รกุ ราน
ลพบรุ ี
สพุ รรณบุรี อยุธยา นครนายก
พระประแดง
การบรหิ ารราชการแผ่นดนิ ส่วนกลาง
• ในเขตราชธานที ี่กรุงศรอี ยธุ ยา มเี สนาบดี ๔ ตาแหน่ง เรยี กว่า จตุสดมภ์
• จตสุ ดมภ์รบั ผดิ ชอบดแู ลการบรหิ ารราชการแผ่นดนิ ตามพระบรมราชโองการของพระมหากษตั รยิ ์
• จตุสดมภ์ แบ่งออกเป็น ๔ หน่วยงาน ดังนี้
จตุสดมภ์
กรมเวียง (เมอื ง) กรมวัง กรมคลงั กรมนา
หวั เมอื งชัน้ ใน หวั เมอื งช้ันนอก การบรหิ ารราชการแผ่นดนิ สว่ นหัวเมือง
ราชธานี หัวเมอื งชั้นใน
หวั เมอื งประเทศราช • อยไู่ มไ่ กลจากราชธานี
• ทางราชธานีจะแตง่ ตงั้ “ผูร้ ั้ง” ไปปกครอง
• เช่น เมอื งราชบุรี สงิ ห์บรุ ี ชัยนาท
หัวเมอื งช้นั นอก (เมอื งพระยามหานคร)
• อยหู่ า่ งไกลจากราชธานี
• มเี จ้าเมืองที่สืบทอดทางสายเลือดเป็นผ้ปู กครอง
หัวเมืองประเทศราช
• มีการปกครองเป็นอิสระแก่ตนเอง
• ตอ้ งส่งเครือ่ งราชบรรณาการไปถวายพระมหากษตั ริยอ์ ยธุ ยา
• เมืองนครศรีธรรมราช เมอื งสุโขทัย
รปู แบบการปกครอง สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
การบริหารราชการแผ่นดนิ สว่ นกลาง
พระมหากษัตริย์
สมหุ พระกลาโหม ดูแลกิจการฝา่ ยทหารทั่วราชอาณาจักร
สมุหนายก ดูแลฝ่ายพลเรือนท่วั ราชอาณาจักร รวมทงั้ ดแู ลจตสุ ดมภ์
หวั เมอื งชัน้ ใน หวั เมอื งช้ันนอก การบรหิ ารราชการแผน่ ดินส่วนหัวเมอื ง
ราชธานี หวั เมืองชน้ั ใน
หวั เมอื งประเทศราช • ยกเลกิ เมืองลกู หลวงทง้ั ๔ ทศิ
• ขยายขอบเขตโดยให้เมืองลูกหลวงเขา้ กับเมอื งในวงราชธานี เปน็ เมอื งชั้นจัตวา
• มีผ้รู ั้งกับกรมการเมืองปกครอง
หวั เมอื งชนั้ นอก (เมืองพระยามหานคร)
• มกี ารจดั เมืองเป็นช้ันเอก ชน้ั โท ชัน้ ตรี
• มขี ุนนางชั้นสูงเปน็ ผู้สาเรจ็ ราชการเมอื ง
หัวเมอื งประเทศราช
• ลักษณะการปกครองยังคงเป็นแบบเดียวกบั สมัยอยธุ ยาตอนต้น
• เชน่ เมอื งทวาย ตะนาวศรี เชยี งกราน เขมร
รปู แบบการปกครองสมยั อยุธยาตอนปลาย
พระมหากษตั รยิ ์
สมุหนายก สมุหพระกลาโหม
หัวเมืองฝ่ายเหนอื หวั เมืองฝา่ ยใต้
(ทหาร - พลเรอื น) (ทหาร - พลเรือน)
กรมสังกดั ฝ่ายทหาร
กรมนครบาล
กรมวงั การคลัง
กรมคลงั หัวเมืองชายทะเลตะวันออก (ทหาร - พลเรือน)
กรมนา
พฒั นาการด้านเศรษฐกจิ
ปัจจยั ทสี่ ง่ เสริมความเจริญทางเศรษฐกิจในสมัยอยุธยา
๑ ทาเลและทีต่ ง้ั ของกรุงศรีอยุธยาและหวั เมืองตา่ งๆ ใกลเ้ คยี ง ซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลกู โดยเฉพาะการ
ปลกู ข้าว
๒ การอยู่ใกล้อา่ วไทย ทาใหพ้ ่อคา้ ต่างชาตติ ิดต่อค้าขายกบั อยธุ ยาไดส้ ะดวก
๓ พระบรมราโชบายของพระมหากษัตริย์ ที่ชว่ ยดึงดดู ให้พอ่ คา้ ชาวต่างชาติเขา้ มาค้าขายกับอยธุ ยา
ลักษณะทางเศรษฐกจิ ในสมยั อยุธยา
เกษตรกรรม • ผลิตผลทางการเกษตรทส่ี าคญั คอื ข้าว นอกจากนี้ยังมีผลติ ผลจาก
ป่า เช่น ไมฝ้ าง นอแรด งาชา้ ง ครง่ั หนงั สตั ว์ ยางสน ไม้กฤษณา
เปน็ ตน้
การค้าขาย • เป็นการค้าขายโดยการใช้เรอื สาเภา ซ่ึงดาเนนิ การโดยพระมหากษตั รยิ ์
กบั ตา่ งประเทศ พระราชวงศ์ ขุนนาง และพอ่ ค้าจนี นอกจากนย้ี ังตดิ ต่อคา้ ขายกบั
ชาวตะวนั ตกอีกด้วย ได้แก่ โปรตเุ กส ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส
การแสวงหารายได้ของแผ่นดนิ ดว้ ยการเก็บภาษอี ากร
๑ จงั กอบ • รายได้ท่เี ก็บตามด่านขนอนทัง้ ทางบกและทางนา้ โดยเกบ็ ชกั สว่ นสินคา้
๒ อากร • รายไดท้ ี่เกดิ จากการเกบ็ ส่วนผลประโยชนใ์ นการประกอบอาชีพต่างๆ ของ
ราษฎร เชน่ การทานา ทาไร่ ทาสวน เปน็ ต้น
๓ สว่ ย • รายได้จากสิ่งของ ท่รี าษฎรนามาใหก้ ับทางราชการแทนการถกู เกณฑ์
แรงงาน เช่น สว่ ยดีบุก
๔ ฤชา • รายไดท้ ไ่ี ดจ้ ากค่าธรรมเนยี มท่ีทางราชการเก็บจากราษฎร
พฒั นาการด้านสงั คม
ความเปน็ มาของสงั คมศักดินาสมยั อยุธยา
ความหมายของศกั ดินา
• ศกั ดนิ า หมายถงึ เครื่องกาหนดสทิ ธิและหนา้ ทข่ี องบคุ คลในสังคม เพอ่ื จาแนกให้เห็นถงึ ความแตกตา่ งในเรอื่ งสทิ ธิและหน้าท่ี
ของบคุ คลตามศกั ดนิ า เชน่ ผ้มู ีศกั ดนิ า ๔๐๐ ขึ้นไปมีสทิ ธเิ ข้าเฝ้าได้ แตต่ า่ กว่า ๔๐๐ ไมม่ ีสทิ ธิเขา้ เฝา้
ประโยชนข์ องศกั ดนิ า
• กฎหมายศกั ดนิ า บงั คบั ใชเ้ มอื่ พ.ศ. ๑๙๙๗ โดยกาหนดให้บคุ คลทุกประเภทในสังคมไทย มีศักดนิ าดว้ ยกันท้ังสิ้นแตกตา่ งกนั
ไปตามฐานะอานาจและหนา้ ท่ีความรับผิดชอบ ยกเว้นพระมหากษตั รยิ ซ์ ่ึงมไิ ด้ระบุศักดนิ าเพราะพระองค์ทรงเปน็ เจา้ ของศกั ดิ
นาทง้ั ปวง
• ระบบศกั ดินามปี ระโยชนใ์ นการควบคมุ บงั คับบัญชาผ้คู นตามลาดับชน้ั และมอบหมายใหค้ นมีหน้าท่ีรับผิดชอบตามที่กาหนด
เอาไว้ และเม่ือบคุ คลทาผิดต่อกันกส็ ามารถใช้เป็นหลักในการปรับไหมได้ เช่น ถา้ ผมู้ ีศักดินาสงู ทาความผิดต่อผมู้ ีศักดินาตา่ กว่า
กจ็ ะปรบั ไหมตามศกั ดินาของผู้มศี กั ดนิ าสงู กว่าถา้ ผู้มศี ักดินาตา่ กว่าทาผิดตอ่ ผมู้ ีศักดนิ าสงู กว่าก็ปรับไหมผู้ท่ที าผดิ ตามศกั ดินา
ของผู้ทม่ี ีศกั ดนิ าสูงกว่า
ลกั ษณะโครงสรา้ งสงั คมไทยสมยั อยุธยา พระมหากษัตริย์
พระภิกษุสงฆ์ พระประมุขของราชอาณาจกั ร ทรงไดร้ ับการยกยอ่ งให้เป็นสมมติเทพ
และทรงเปน็ ธรรมราชา
ทาหน้าท่ใี นการสืบทอดพระพุทธศาสนา ได้รับการยกย่อง
และศรทั ธาจากบคุ คลทุกชนช้ัน พระบรมวงศานวุ งศ์
เครือญาตขิ องพระมหากษัตริย์ มีศกั ดนิ าแตกตา่ งกนั ไปตามฐานะ
ขนุ นาง
บคุ คลท่ีรบั ราชการแผน่ ดนิ
มีทั้งศกั ดินา ยศ ราชทินนาม และตาแหน่ง
ไพร่
ราษฎรทถ่ี ูกเกณฑ์แรงงานให้กับทางราชการ
ต้องสงั กัดมูลนาย
ทาส
บุคคลทไี่ ม่มกี รรมสิทธใ์ิ นแรงงาน
และชีวิตของตนเอง ต้องตกเปน็ ของนายจนกวา่ จะได้ไถ่ตวั
พัฒนาการด้านความสมั พนั ธร์ ะหว่างประเทศ ....กบั รัฐท่ีอยู่ใกล้เคียง
ความสมั พันธ์กบั สโุ ขทยั
• มีทัง้ การใชน้ โยบายการสร้างไมตรี การเผชิญหนา้ ทางทหาร และนโยบายการสรา้ งความสมั พนั ธ์ทางเครอื ญาติ
• อยุธยาใช้การเผชิญหนา้ ทางทหารกับสุโขทัยมาต้ังแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๑ (อูท่ อง) และสมัยสมเดจ็ พระบรม
ราชาธริ าชท่ี ๑ (ขุนหลวงพงวั่ )
• สมัยสมเดจ็ พระอินทราชา (เจา้ นครอินทร)์ ทรงแก้ไขปัญหาจลาจลทสี่ โุ ขทัย ทาใหส้ โุ ขทยั กลับมาอยใู่ ต้อานาจของ
อยธุ ยา และทรงสรา้ งความสัมพนั ธท์ างเครอื ญาติโดยใหพ้ ระราชโอรส คือ เจา้ สามพระยาอภเิ ษกกับเจา้ หญิงเช้ือสาย
ราชวงศพ์ ระรว่ ง
• สมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงผนวกรวมสุโขทยั เข้าเป็นส่วนหนึง่ ของอยธุ ยา
ความสมั พันธ์กบั ล้านนา
• เป็นการเผชญิ หน้าทางทหาร ในสมยั สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชท่ี ๑ (ขนุ หลวงพง่ัว) เปน็ ตน้ มา อยธุ ยาไดร้ บกบั ล้านนา
แตไ่ ม่ประสบความสาเรจ็
• สมยั สมเดจ็ พระชัยราชาธริ าช อยธุ ยาไดย้ ึดลา้ นนาเปน็ เมอื งประเทศราช แต่สุดท้ายกต็ อ้ งเปน็ เมอื งประเทศราชของพม่า
• สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อยธุ ยาไดล้ า้ นนากลับมาเป็นเมืองประเทศราช
• หลงั จากสมยั สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเปน็ ต้นไป ล้านนาก็เรม่ิ แยกตัวเป็นอิสระบ้าง เปน็ ประเทศราชของพมา่ บ้าง
ของอยธุ ยาบา้ ง
ความสมั พันธ์กับพม่า
• ส่วนใหญ่เปน็ การเผชญิ หน้าทางทหาร โดยเร่มิ ต้นในสมัยสมเดจ็ พระชยั ราชาธริ าช อยธุ ยาไดช้ ่วยเมอื งเชยี งกรานของ
มอญท่ีข้นึ กบั อยุธยารบกบั พมา่
• สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธริ าช พระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพท่ีเมืองแครง
• สมยั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทรงทาสงครามยุทธหตั ถีกับพระมหาอุปราชาของพม่า หลงั สมัยนี้ไปอยธุ ยาวา่ งเวน้
สงครามกบั พม่าจนกระทัง่ เสียกรงุ ศรีอยธุ ยาใน พ.ศ. ๒๓๑๐
ความสมั พนั ธ์กับหวั เมอื งมอญ
• มที ั้งการค้า การผูกสมั พันธไมตรี และการเมอื ง
• เมือ่ อยธุ ยามคี วามเจรญิ รุ่งเรอื งทางการค้า ผูน้ าอยุธยาได้ขยายอานาจเข้าครอบครองเมืองท่าของมอญแถบชายฝง่ั ทะเล
อนั ดามนั เพือ่ ผลประโยชน์ทางการค้า
• นอกจากน้ี อยุธยายังใหท้ ่ีพ่ึงพิงแก่ชาวมอญท่ีอพยพหนีภยั สงครามจากพม่าดว้ ยเพอื่ อาศยั มอญเป็นด่านหนา้ ปะทะกับ
พมา่ ก่อนจะยกทพั มาถึงอยุธยา
ความสัมพนั ธ์กับหัวเมอื งมลายู
• ลกั ษณะความสมั พันธ์มที ้ังการคา้ การเผชญิ หน้าทางทหาร และการผกู สมั พันธไมตรี
• สมยั อยธุ ยาตอนตน้ อยุธยาส่งกองทัพไปรบกบั มะละกาซึ่งเปน็ ศูนยก์ ลางการค้าสาคัญบรเิ วณคาบสมุทรมลายู นอกจากได้
มะละกาเปน็ เมอื งขึน้ แลว้ ยังไดห้ วั เมอื งรายทางด้วย เชน่ ปตั ตานี ไทรบรุ ี ซึ่งอยธุ ยาควบคุมหัวเมืองมลายูผ่านทางเมือง
นครศรีธรรมราช นอกจากจะไดผ้ ลประโยชน์ทางเครื่องราชบรรณาการแล้วยังได้ผลประโยชนท์ างการค้าขายอีกดว้ ย
ความสมั พนั ธ์กับล้านชา้ ง
• สว่ นใหญเ่ ปน็ การผูกสมั พนั ธไมตรี
• สมยั สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ่ี ๑ (อทู่ อง) ไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับพระเจ้าฟ้างุ้มแหง่ ลา้ นช้าง
• สมยั สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ไทยกับลา้ นชา้ งมีความสนิทแนบแนน่ มากข้ึน เมอื่ พระเจ้าไชยเชษฐาธริ าชแหง่ ลา้ นชา้ ง
แต่งตั้งทตู มากราบทลู ขอพระเทพกษตั รีไปเปน็ พระอคั รมเหสี แต่ถกู พระเจา้ บเุ รงนองส่งทหารมาชิงตัวไปเสยี ก่อน
จนกระท่งั เสยี กรุงศรีอยุธยาครง้ั ที่ ๑ ทาใหค้ วามสัมพนั ธ์ลดน้อยลงไป
ความสัมพนั ธ์กับญวน
• ความสมั พันธ์สว่ นใหญ่เกดิ ในสมยั อยุธยาตอนปลายโดยลักษณะความสมั พนั ธจ์ ะเป็นการเผชญิ หนา้ ทางทหาร เพ่ือแยง่ ชงิ
ความเปน็ ใหญ่เหนือเขมร
• สมัยสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัวทา้ ยสระ เกิดเหตุการณแ์ ตกแยกภายในราชวงศ์เขมรระหวา่ งพระธรรมราชากบั นักแกว้ ฟ้าจอก
จนถงึ ขัน้ ทาสงครามกัน อยธุ ยาและญวนต่างสนับสนนุ แตล่ ะฝ่าย ความขดั แยง้ ภายในทาใหไ้ ทยกับญวนต้องทาสงคราม
กัน ในที่สุดอยุธยาชนะและไดเ้ ขมรมาอยใู่ ตอ้ านาจ ไมน่ านญวนก็เขา้ ไปมีอทิ ธิพลเหนอื เขมรอกี อยุธยาจึงต้องยกทัพไปตี
เขมรกลับมา
ความสมั พันธก์ ับเขมร
• มที ้ังการเผชญิ หน้าทางทหาร การเมอื ง และวัฒนธรรม
• สมัยสมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ่ี ๑ (อู่ทอง) โปรดให้พระราเมศวรและขุนหลวงพงัว่ ยกทัพไปตีเขมร ทาให้อยุธยาได้รบั
อทิ ธิพลวัฒนธรรมเขมรด้วย
• สมยั สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขนุ หลวงพงวั่ ) ยกทัพไปตีเขมร
• สมัยสมเด็จพระบรมราชาธริ าชท่ี ๒ (เจา้ สามพระยา) ยึดราชธานเี ขมรทน่ี ครธมและทรงแต่งตั้งพระนครอินทร์ พระราช
โอรสไปปกครองเขมร ตอ่ มาถูกเขมรลอบปลงพระชนม์
• สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เขมรไดถ้ ือโอกาสท่ไี ทยติดพนั สงครามกับพม่า ยกทัพมาตีไทย
• สมยั สมเดจ็ พระนเรศมหาราชทรงยกทพั ไปตเี มอื งละแวก ราชธานีเขมรขณะนัน้ ได้ และหลังจากสมยั น้ี เขมรเร่ิมตั้งตัว
เป็นอิสระ และในตอนปลายสมยั อยุธยา เขมรได้ออ่ นนอ้ มตอ่ อยุธยาบ้าง ญวนบ้าง จนกระทงั่ เสยี กรงุ ใน พ.ศ. ๒๓๑๐
เขมรจงึ เปน็ อสิ ระ
พัฒนาการด้านความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศ ....กบั ดินแดนอนื่ ๆ ในทวปี เอเชีย
ความสมั พนั ธ์กบั จีน
• เป็นแบบรฐั บรรณาการ ซึง่ มคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั การเมืองและการคา้
• ในสมยั อยุธยา พระมหากษตั ริย์ท่ีทรงขึ้นครองราชยม์ กั จะแต่งตัง้ คณะทตู นาเครือ่ งราชบรรณาการไปยงั จีน เพือ่ ให้จนี
รบั รองเพ่อื ผลประโยชน์ทางการคา้ และเพื่อความชอบธรรมในการเสด็จข้นึ ครองราชย์
• ในชว่ งทอ่ี ยธุ ยามีปญั หาการเมืองภายในหรอื ทาสงครามกับภายนอก ความสมั พันธจ์ ะหยดุ ชะงักชว่ั คราว เม่ือเหตกุ ารณ์
สงบ การติดตอ่ กเ็ รม่ิ ต้นข้นึ อีก
ความสัมพนั ธ์กบั ญ่ีปนุ่
• ส่วนใหญเ่ ป็นการคา้ และการเมอื ง
• สมยั สมเด็จพระเอกาทศรถ อยธุ ยามกี ารตดิ ต่อกบั ญ่ปี ุน่ อย่างเป็นทางการ
• สมยั สมเดจ็ พระเจา้ ปราสาททอง ได้มกี ารปราบปรามชาวญี่ปนุ่ บางคนทีค่ ิดกอ่ การร้าย ทาให้ชาวญ่ีป่นุ จานวนมากพา
กันอพยพออกจากอยุธยา
• แมว้ า่ ตอ่ มาอยธุ ยาจะส่งทูตไปเจรจาสมั พันธไมตรีกับญ่ปี นุ่ อีก แต่ญป่ี ุ่นไม่ยอมรับ อาจเปน็ เพราะเหตุการณท์ ่ที รง
ปราบปรามญ่ปี ุ่น และญป่ี นุ่ ดาเนินนโยบายปิดประเทศ
ความสมั พนั ธ์กบั เปอร์เซีย
• ความสมั พันธจ์ ะเป็นด้านการคา้ โดยสันนิษฐานวา่ อยุธยาเริ่มมคี วามสัมพันธก์ บั เปอรเ์ ซยี (ปัจจุบันคืออิหร่าน) ในสมัย
สมเด็จพระเอกาทศรถ
• สมยั สมเดจ็ พระเจ้าทรงธรรม พอ่ คา้ เปอร์เซยี ชอื่ เฉกอะหมัด ได้รบั ราชการจนมคี วามดคี วามชอบไดเ้ ป็นเจ้ากรมท่าขวา
• สมัยสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช เปอรเ์ ซียส่งทตู มาเข้าเฝ้า แตห่ ลงั จากนไ้ี ปแล้ว ไม่ปรากฏหลกั ฐานถงึ การเดินทาง
เชื่อมสัมพนั ธไมตรรี ะหว่างอยธุ ยาและเปอร์เซยี อกี
พฒั นาการดา้ นความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศ ....กับชาติตะวนั ตก
ความสัมพนั ธ์กบั โปรตุเกส
• มที ั้งการค้า การเมอื ง และวัฒนธรรม
• เริม่ ตน้ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๒ เมือ่ โปรตุเกสยดึ มะละกา แตม่ ะละกาเป็นประเทศราชของอยธุ ยา โปรตเุ กสจงึ
สง่ ทูตมาเจรจาและทาสนธสิ ัญญาระหวา่ งกนั
• นอกจากนี้ อยธุ ยายงั ซื้อปืนจากโปรตเุ กสและจา้ งทหารโปรตเุ กสมาเป็นทหารอาสา รวมถงึ รบั วฒั นธรรมการทาขนม
หวานจากโปรตเุ กส อนั เป็นท่ีมาของขนมหวานไทยในปัจจบุ นั ด้วย เช่น ทองหยบิ ทองหยอด ฝอยทอง เป็นตน้
ความสัมพันธ์กบั ฮอลันดา
• ทัง้ การค้าและการเมือง
• สมัยสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ฮอลันดาสง่ คณะทตู มาเจรจาและขอตัง้ สถานกี ารค้าท่ีปตั ตานี
• สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม อยุธยากบั ฮอลันดา ได้ทาสนธิสัญญาการคา้ ระหวา่ งกัน
• สมัยสมเดจ็ พระเจา้ ปราสาททอง ฮอลันดาส่งเรอื รบปิดท่าเรือตะนาวศรี อยธุ ยาจงึ ตัดสทิ ธิพเิ ศษทางการค้า
• สมยั สมเด็จพระนารายณม์ หาราชได้เกดิ ความขดั แย้งกับฮอลันดา จนต้องดงึ ฝรั่งเศสเข้ามาถว่ งดลุ อานาจ ทาใหฮ้ อลันดา
คอ่ ยๆ ลดปรมิ าณการคา้ และถอนตวั ออกจากอยุธยาในทีส่ ุด
ความสัมพนั ธ์กับองั กฤษ
• มีทัง้ การค้าและการเมอื ง
• สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงอนญุ าตให้อังกฤษเข้ามาตั้งสถานีการคา้ ท่ีกรุงศรีอยธุ ยาได้ แต่ถกู ฮอลันดาขดั ขวางจน
ตอ้ งปิดกิจการ
• สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไดเ้ ร่มิ ฟน้ื ฟคู วามสัมพนั ธอ์ กี คร้ังเพอ่ื ดึงอังกฤษมาถ่วงดลุ อานาจกับฮอลันดา แต่องั กฤษ
ไมป่ ระสบความสาเรจ็ ในการแขง่ ขนั กบั ฮอลนั ดา จนเม่อื เรอื คา้ ขายของอังกฤษถกู ปล้นสะดมในน่านน้าเมอื งมะริดจนต้อง
สรู้ บกบั อยธุ ยาทเี่ มืองมะรดิ ทาใหค้ วามสมั พนั ธห์ ่างเหนิ กนั ไป
ความสัมพนั ธ์กบั ฝรงั่ เศส
• ความสัมพนั ธม์ ที งั้ เรอ่ื งของศาสนา การคา้ และการเมือง
• สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงตอ้ งการให้ฝรงั่ เศสมาถ่วงดลุ อานาจกับฮอลนั ดา จนกระท่ังฝรง่ั เศสเข้ามาตั้งสถานี
การคา้ และภายหลงั ส่งคณะทตู เดนิ ทางมาอยธุ ยาเปน็ คร้ังแรกเพือ่ เจรญิ สัมพันธไมตรี และอยุธยากส็ ง่ คณะทูตไป
ฝรัง่ เศส ซึง่ ไดร้ ับการตอ้ นรับอย่างดี
• ภายหลงั ฝรงั่ เศสเข้ามามีอิทธพิ ลทางการเมืองและการทหาร จนต้องมกี ารขบั ไล่ฝรั่งเศสออกไป
ความสมั พันธ์กบั สเปน
• คอ่ นขา้ งมีน้อยส่วนใหญจ่ ะเป็นเรือ่ งการค้า
• สมยั สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ข้าหลวงใหญข่ องสเปนทีเ่ มอื งมะนลิ าได้ส่งทตู มาเชอ่ื มสมั พันธไมตรีและเจรจาทางการค้า
กบั อยุธยา
• สมยั สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช มีเรอื สนิ คา้ สเปนเดินทางจากเมืองมะนลิ าเข้ามาค้าขายท่ีกรงุ ศรอี ยธุ ยา แต่ปรมิ าณ
การค้าไม่มากนกั
• สมัยพระเจ้าอยูห่ วั ท้ายสระ ผสู้ าเรจ็ ราชการสเปนท่ีเมืองมะนลิ าสง่ ทตู เข้ามาเจรญิ สัมพันธไมตรีและขออนุญาตตง้ั สถานี
การคา้ ขึน้ ใหม่ แม้การเจรจาจะประสบความสาเร็จ แตป่ ริมาณการคา้ ก็มิได้ขยายตวั และได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าในท่สี ุด
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสองชาตกิ ็หา่ งเหนิ กนั ไป
การเสอ่ื มอานาจของอาณาจักรอยุธยา
การเสยี กรุงศรอี ยธุ ยาคร้ังท่ี ๑ และการกเู้ อกราช
สาเหตุของการเสียกรงุ ศรีอยธุ ยา คร้ังท่ี ๑ การกู้เอกราชของกรงุ ศรีอยธุ ยา
พ.ศ. ๒๑๑๒ ใน พ.ศ. ๒๑๒๗
• เกดิ ขน้ึ เพราะความแตกสามัคคีภายในกรงุ ศรอี ยุธยา • เกดิ ขนึ้ ในสมยั สมเดจ็ พระมหาธรรมราชาธิราช เมอ่ื สมเดจ็ -
• พระยาจักรีเป็นไสศ้ ึก พระนเรศวรซง่ึ เป็นพระราชโอรสทรงประกาศอสิ รภาพ
จากพมา่ ท่เี มืองแครง ใน พ.ศ. ๒๑๒๗
• สมเดจ็ พระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพจากพมา่ โดยทรง
หลั่งทกั ษิโณทกให้ตกเหนือแผน่ ดนิ (ภาพจติ รกรรมฝา
ผนงั วัดสวุ รรณดาราราม จงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา)
การเสยี กรงุ ศรีอยุธยาคร้ังที่ ๒ และการกเู้ อกราช
สาเหตุของการเสียกรงุ ศรีอยุธยา คร้ังท่ี ๒ การกู้เอกราชของกรุงศรีอยุธยา
พ.ศ. ๒๓๑๐ ใน พ.ศ. ๒๓๑๐
• การขาดประสบการณใ์ นการทาสงครามขนาดใหญข่ อง • พระยาตาก (สิน) ไดน้ าไพร่พลฝา่ วงล้อมพม่า ไปต้ังม่ันท่ี
ฝ่ายอยธุ ยา เมอื งจันทบุรี ไดน้ าไพรพ่ ลตีหัวเมอื งรายทางไล่มาจนถึง
เมอื งธนบุรีทพ่ี มา่ คมุ อยู่ และตามตีไปถงึ ค่ายโพธิ์สามตน้
• การปรบั เปลย่ี นกลยุทธก์ ารรบของพม่า ด้วยการยกมาตี ซง่ึ เปน็ ทพั พม่าทีร่ ักษาอยธุ ยาอยู่จนแตก
อยุธยาทงั้ ทางเหนอื และทางใต้ โดยกวาดต้อนผู้คน เสบียง
อาหาร เขา้ ล้อมเมืองทง้ั ฤดแู ล้งและฤดนู ้าหลาก
ภูมปิ ญั ญาและวัฒนธรรมไทยสมยั อยุธยา
ความหมายของภมู ปิ ัญญาและวัฒนธรรม
ภูมปิ ัญญา
• ความรู้ ความสามารถทไ่ี ด้จากประสบการณ์ท่สี ั่งสมไว้ในการปรับตวั
และการดารงชวี ติ ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มทาง
สังคมและวัฒนธรรมทไี่ ด้มกี ารพัฒนาสบื สานกันมา
วัฒนธรรม
• ระบบความเช่ือ ระบบคุณคา่ และวถิ ีชวี ติ ทัง้ หมด ดังนน้ั ภูมิปญั ญา
ท้งั หลายจงึ ไดร้ ับการส่ังสมอยใู่ นวฒั นธรรมนนั่ เอง
ปจั จยั ทม่ี อี ิทธิพลต่อการสรา้ งสรรคภ์ มู ปิ ญั ญาและวฒั นธรรมไทยสมยั อยธุ ยา
ลกั ษณะทางภมู ิศาสตร์ ลกั ษณะทางสงั คม การรบั อทิ ธพิ ลจากภายนอก
และสงิ่ แวดล้อม และวัฒนธรรม
• มสี ภาพดินฟ้าอากาศที่ • เปน็ สงั คมศกั ดนิ ามีการนับ • การติดตอ่ ค้าขายกับตา่ งชาติ
เหมาะต่อการเพาะปลกู และ ถือพระพุทธศาสนา และ ทาให้เกดิ การเรียนรู้จากชาติ
คา้ ขายจึงสง่ เสริมใหม้ ีการ ใช้กศุ โลบายทางศาสนา ตา่ งๆ แลว้ นามาปรบั ใชใ้ ห้
คิดค้นภูมิปัญญาสาหรบั การ เป็นเครื่องมอื ในการอบรม เขา้ กับคนไทย
ประกอบอาชพี สงั่ สอนผู้คน
ตัวอย่างการสรา้ งสรรค์ภูมิปญั ญาและวฒั นธรรมไทยสมัยอยธุ ยา
๑ ภมู ิปัญญาและวฒั นธรรมไทยในการสรา้ งรปู แบบการปกครองให้เหมาะสมกับคนไทย
สังคมไทยในสมยั อยธุ ยามคี วามเช่ือว่าการปกครองบ้านเมืองตอ้ งมีพระมหากษตั ริยเ์ ป็นผูม้ ีอานาจสูงสุดในการปกครอง
บ้านเมืองนบั ตง้ั แตก่ ารสถาปนากรงุ ศรีอยุธยาเป็นราชธานีเป็นตน้ มา อนั เปน็ ผลมาจากการรับเอาคตคิ วามเช่ือว่า
พระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ สมมติเทพ
ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เกย่ี วกบั ความสาคญั ของพระมหากษตั ริย์ มีหลายประการ
• จดั ให้พระมหากษตั ริยท์ รงมีที่ประทับสงู กวา่ คนอืน่ ๆ ใหส้ มกบั ทพ่ี ระองค์ทรงเป็นสมมติเทพ
• ทปี่ ระทบั ขององคพ์ ระมหากษตั ริย์จะไมต่ ั้งอยูป่ ะปนกับบุคคลท่ัวไป
• มีการสรา้ งพระราชวังสาหรบั พระมหากษัตริย์ และภายในพระราชวงั จะต้องมีกฎเกณฑ์และพธิ กี รรม
ต่างๆ ทแ่ี สดงใหเ้ หน็ วา่ พระองคท์ รงเป็นสมมตเิ ทพ โดยมพี ราหมณ์เปน็ ผ้ปู ระกอบพระราชพธิ ีถวาย
• มกี ารใช้ราชาศพั ท์สาหรบั พระมหากษัตรยิ ์ให้แตกตา่ งไปจากบุคคลท่วั ไป
• การวางระเบยี บแบบแผน สาหรับบคุ คลทว่ั ไปในการปฏิบัตติ นต่อองคพ์ ระมหากษตั ริย์เปน็ การเฉพาะ
หรอื ที่เรียกว่า กฎมณเทยี รบาล ถ้าผูใ้ ดละเมดิ ก็จะมีโทษทางอาญา เป็นตน้
๒ ภมู ิปัญญาและวฒั นธรรมไทยในการวางระบบการควบคมุ กาลังคน
• ระบบการควบคมุ กาลงั คนสมยั อยธุ ยากาหนดใหไ้ พรต่ อ้ งสังกดั มลู นาย โดยมูลนายจะตอ้ งดแู ลและให้ความคุ้มครอง
ไพรใ่ นแตล่ ะกรมกอง สว่ นไพรก่ ต็ อ้ งให้ความเคารพยาเกรงมูลนายของตน
• การควบคุมแรงงานไพรใ่ นแต่ละกรมจะมีการควบคุมเปน็ ลาดับชัน้ แตล่ ะกรมจะจดั ทาบัญชรี ายชื่อและที่อยขู่ องไพรท่ ่ี
สงั กัดกรมของตนนอกจากนี้ยงั มพี ระสุรัสวดี ทาหนา้ ที่เปน็ ผ้ถู ือบญั ชไี พร่ของทุกกรมและขน้ึ ตรงต่อพระมหากษัตริย์
• ระบบการควบคมุ กาลังคนในสมัยอยธุ ยาทาให้กลุ่มคนไทยสามารถอยู่รวมกันไดเ้ ปน็ กลุม่ กอ้ น ไม่กระจดั กระจาย
กันออกไป และสะดวกตอ่ การเกณฑ์ไพรพ่ ลไปทาสงคราม
๓ ภมู ปิ ัญญาและวฒั นธรรมไทยในการสร้างทอี่ ยอู่ าศัย
เรอื นสามารถแบง่ ออกตามลกั ษณะของผอู้ ย่อู าศยั ได้ ๒ ลกั ษณะ
เรอื นขุนนาง (เรือนเคร่อื งสบั )
• เปน็ เรอื นชั้นเดยี ว ใต้ถุนสูง สรา้ งดว้ ยวัสดุท่ีแขง็ แรงทนทาน เช่น ไมส้ ัก ไม้เนื้อแขง็
ตวั เรือนสามารถรอื้ ถอนแลว้ นาไปประกอบใหม่ไดเ้ หมอื นเดิม
เรอื นไพร่ (เรือนเคร่อื งผูก)
• เป็นเรอื นชั้นเดยี ว ใต้ถุนเต้ยี สรา้ งดว้ ยวสั ดุไมค่ งทนถาวร เชน่ ไมไ้ ผ่ มักปลูกเปน็
การชัว่ คราว ถา้ ไพร่มฐี านะสงู กส็ ามารถใช้เรือนแบบขนุ นางได้
เรอื นขุนนาง (เรือนเครื่องสับ)
๔ ภมู ปิ ัญญาและวัฒนธรรมไทยในการบาบัดรกั ษาคนไข้
• การแพทยแ์ ผนไทยสมยั อยุธยามพี นื้ ฐานมาจากความเชอื่ ความรู้ ความคดิ และการยอมรบั รว่ มกันของคนในสังคม
จนสามารถแกไ้ ขปัญหาสุขภาพตงั้ แต่สมัยอยธุ ยาจนถงึ ปจั จุบัน
• ระบบการแพทยส์ มัยอยธุ ยามีการจดั ตง้ั หนว่ ยงานรบั ผิดชอบเป็นสัดส่วน มีเจ้าหน้าทท่ี รี่ ับผิดชอบเกี่ยวกับการบาบดั
รักษาคนไข้แตกตา่ งกัน เช่น โรงพระโอสถ เปน็ หนว่ ยงานดูแลยาสมนุ ไพร จาแนกหมวดหม่ยู า ควบคุมมาตรฐานและ
ผลติ ยา ตาราแพทยห์ ลวง
๕ ภูมปิ ญั ญาและวฒั นธรรมไทยในการปลูกฝังศีลธรรมให้กบั สังคม
• มกี ารใช้วรรณกรรมของพระพุทธศาสนามาสอนคนให้รู้จกั บาปบญุ คุณโทษ เชน่ หนังสือพระมาลยั คาหลวง ซ่ึงนพิ นธ์
โดยเจ้าฟา้ ธรรมธิเบศ (เจา้ ฟา้ กุง้ )
• ปจั จุบันยงั มีประเพณีสวดพระมาลยั หน้าศพที่ต้งั บาเพ็ญกศุ ลทว่ี ัดหรือท่ีบ้าน หรือพระภกิ ษสุ งฆ์อาจนาสาระดๆี ใน
หนงั สอื พระมาลัยคาหลวงไปเทศนส์ ัง่ สอนผคู้ น
๖ ภมู ิปญั ญาและวัฒนธรรมไทยด้านศิลปกรรม
ด้านศิลปกรรม
• ส่วนใหญ่เปน็ สิ่งก่อสร้างในพระพทุ ธศาสนา เช่น เจดีย์ พระปรางค์ โบสถ์ วหิ าร มณฑป รวมถึงส่งิ ก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกบั
พระมหากษตั รยิ ์ เชน่ พระราชวัง พระทน่ี ่งั ตา่ งๆ
• ศิลปกรรมอยุธยาเกดิ จากการผสมผสานระหว่างศลิ ปวฒั นธรรมดง้ั เดมิ ของคนไทย และศลิ ปวัฒนธรรมที่รับมาจาก
ภายนอก โดยเฉพาะอนิ เดยี และจีน รวมทง้ั ทางตะวนั ตก
• วดั พระศรีสรรเพชญ์ เปน็ วัดสาคญั ในเขตพระราชวังหลวงเทียบได้กบั วดั พระศรีรัตนศาสดาราม กรงุ เทพมหานคร โดย
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้สร้างขน้ึ เพือ่ เปน็ ท่สี าหรบั ประกอบพิธสี าคญั ตา่ งๆ จงึ เปน็ วัดท่ไี ม่มีพระสงฆ์จาพรรษา
ดา้ นประติมากรรม
• สว่ นใหญน่ ิยมสร้างพระพทุ ธรปู พระพุทธรปู ยคุ แรกๆ เป็นแบบอู่ทอง เช่น
พระพทุ ธรปู องคใ์ หญท่ ีว่ ดั พนัญเชิง จนถึงสมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ ศลิ ปะแบบ
สโุ ขทัยได้แพรห่ ลายเขา้ มา คร้นั ถงึ สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเป็นตน้ มา
พระพุทธรูปมกั ทาเป็นแบบทรงเคร่อื ง มีเคร่อื งประดบั สวยงาม เชน่ พระประธานวัด
หนา้ พระเมรุ ท่พี ระนครศรีอยธุ ยา
พระพุทธรปู ทรงเคร่อื ง ประดษิ ฐานภายในอโุ บสถวัดหน้าพระเมรุ จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
สันนิษฐานวา่ สร้างขึน้ ในสมัยสมเดจ็ พระเจา้ ปราสาททอง
ด้านจติ รกรรม
• ส่วนใหญ่จะเก่ยี วเนือ่ งกบั พระพทุ ธศาสนา เปน็ ภาพเขียนสี นิยมเขยี นเป็นพทุ ธบูชาตามผนงั โบสถ์ วหิ าร ศาลาการเปรยี ญ
ในคหู าภายในองคพ์ ระปรางค์ สถปู เจดีย์ และในสมดุ ไทย เชน่ ภาพเขยี นบนผนงั ในกรพุ ระปรางค์วัดราชบูรณะ เป็นตน้
ภาพพระสมั มาสัมพทุ ธเจ้าทรงตรสั รู้ จากวกิ พิ เี ดีย
ดา้ นประณตี ศิลป์
• มที ัง้ ประเภทเคร่อื งใช้ เคร่อื งประดบั ตกแต่ง เครอ่ื งเงิน เครอ่ื งทอง เครือ่ งไม้จาหลัก ซ่งึ ล้วนมฝี ีมอื สวยงามและประณตี
เช่น เครือ่ งทองในพระปรางค์วดั ราชบรู ณะ เปน็ ตน้
ภาพจากสารานุกรมไทย