นาฏศิ ลป์
ไทย
ครู สุณัฐชา พิมสารี
โรงเรียนศรีพฤฒา
นางสาว สุณัฐชา พิมสารี
ข้ อ มู ล ค รู
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อ-สกุล : นางสาว สุณัฐชา พิมสารี
ตำแหน่ง : ครู
ประเภท : ข้าราชการครู
วิทยฐานะ : ไม่มีวิทยฐานะ/ระดับ
สังกัด :
โรงเรียน : สพม.เขต 2(กทม.)
ศรีพฤฒา
ข้อมูลการสอน
ระดับชั้นที่สอน : มัธยมศึกษาตอนปลาย
กลุ่มสาระฯ : ศิลปศึกษา ดนตรี นาฏศิลป์
ประวัติ
ความเป็นมา
นาฏศิลป์ไทย
น า ฏ ศิ ล ป์ ไ ท ย
เป็นศิลปะแห่งการฟ้อนรำ ที่มีสมมติฐานมาจากธรรมชาติ
แต่ได้รับการตกแต่งและปรับปรุงให้งดงามยิ่งขึ้น จนก่อให้เกิด
อารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้ดูผู้ชม โดยแท้จริงแล้วการฟ้อนรำก็คือ
ศิลปะของการเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น แขน ขา
เอว ไหล่ หน้าตา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้น
ของการฟ้อนรำจึงมาจากอิริยาบทต่าง ๆ ของมนุษย์ ได้แก่ ยืน
เดิน นั่ง นอน ฯลฯ ตามปกติการเดินของคนเราจะก้าวเท้าพร้อมทั้ง
แกว่งแขนสลับกันไปเช่นเมื่อก้าวเท้าซ้ายก็จะแกว่งแขนขวาออก
และเมื่อก้าวเท้าขวาก็จะแกว่งแขนซ้ายออกสลับกันเพื่อเป็นหลักใน
การทรงตัว ครั้นเมื่อนำมาตกแต่งเป็นท่ารำขึ้น ก็กลายเป็นท่าเดิน
ที่มีลีลาการก้าวเท้าและแกว่งแขน ให้ได้สัดส่วนงดงามถูกต้องตาม
แบบแผนที่กำหนด ตลอดจนท่วงทำนองและจังหวะเพลง
นาฏศิลป์ไทย เกิดมาจากกิริยาท่าทางซึ่งแสดงออกในทาง
อารมณ์ของมนุษย์ปุถุชน อากัปกิริยาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นมูลเหตุให้
ปรมาจารย์ทางศิลปะนำมาปรับปรุงบัญญัติสัดส่วนและกำหนดวิธี
การขึ้น จนกลายเป็นท่าฟ้อนรำ โดยวางแบบแผนลีลาท่ารำของมือ
เท้า ให้งดงาม รู้จักวิธีเยื้อง ยัก และกล่อมตัว ให้สอดคล้องสัมพันธ์
กันจนเกิดเป็นท่ารำขึ้น และมีวิวัฒนาการปรับปรุงมาตามลำดับ
จนดูประณีตงดงาม อ่อนช้อยวิจิตรพิสดาร จนถึงขั้นเป็นศิลปะได้
ประเภทของนาฏศิ ลป์
มี 4 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 โขน
โขน หมายถึง การแสดงอีกอย่างหนึ่งที่ใช้ท่ารำ และแสดงเป็นเรื่องราวโดยลำดับ วิธี
การทุกอย่างเหมือนละคร การแสดงที่ใช้ท่ารำตามแบบละครใน แต่เพิ่มท่ารำที่มีตัวแสดง
แปลกออกไปกับเปลี่ยนทำนองเพลงที่ดำเนินเรื่องไม่ให้เหมือนละคร ลักษณะสำคัญอยู่ที่
ผู้แสดงต้องสวมหัวโขนหมดทุกตัว ยกเว้นตัวนาง พระ และเทวดา
ประเภทของการแสดงโขน
โขนกลางแปลง โขนกลางแปลงเป็นการเล่นโขนกลางแจ้ง ไม่มีการสร้างโรงแสดง ใช้
ภูมิประเทศและธรรมชาติเป็นฉากในการแสดง ผู้แสดงทั้งหมดรวมทั้งตัวพระต้องสวม
หัวโขน นิยมแสดงตอนยกทัพรบ
โขนนั่งราวหรือเรียกอีกอย่างว่าโขนโรงนอก วิวัฒนาการมาจากโขนกลางแปลง เป็นโขนที่
แสดงบนโรงที่ปลูกสร้างขึ้นสำหรับแสดง ตัวโรงมักมีหลังคาคุ้มกันแสงแดดและสายฝนนั่ง
มีราวทำจากไม้ไผ่วางพาดตามส่วนยาวของโรงเท่านั้น
โขนโรงใน โขนโรงในเป็นโขนที่นำศิลปะการแสดงของละครใน เข้ามาผสมผสานระหว่าง
โขนกับละครใน
โขนหน้าจอ เป็นโขนที่แสดงหน้าจอหนังใหญ่ซึ่งใช้สำหรับแสดงหนังใหญ่หรือหนังตะลุง
โดยผู้แสดงโขนออกมาแสดง สลับกับการเชิดตัวหนัง ที่ฉลุแกะสลักเป็นตัวละครในเรื่อง
รามเกียรติ์อย่างสวยงามวิจิตรบรรจง
โขนฉาก เป็นการแสดงโขนที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรก ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โปรดให้มีการจัดฉากในการแสแบบละครดึกดำบรรพ์
ประกอบตามท้องเรื่อง แบ่งเป็นฉากเป็นองก์ เข้ากับเหตุการณ์และสถานที่ จึงเรียกว่าโดงขน
ฉาก
องค์ประกอบในการแสดงโขน
๑. หัวโขน
๒. การแต่งกายในการแสดงโขน
๓. การคัดเลือกตัวละครในการแสดงโขน
๔. ภาษาโขน
๕. ลักษณะบทโขน
๖. วงดนตรีประกอบการแสดงโขน
๗. เพลงที่ใช้ประกอบการแสดงโขน
๘. ประเพณีไหว้ครูและความเชื่อองค์ประกอบในการแสดงโขน
๙. การบวงสรวง
หัวโขน
เป็นงานประติมากรรมสาคัญที่สุดในการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ เพราะว่าเรื่อง
รามเกียรติ์เป็นเรื่องที่มีตัวละครมาก จึงมีการคิดประดิษฐ์เครื่องแต่งกายต่างๆ หัวโขน
จะประกอบไปด้วยส่วนยอด ซึ่งบอกสถานภาพตัวละคร ส่วนสีและลักษณะบนใบหน้าจะ
บ่งบอกว่าเป็นตัวละครใด หัวโขนเป็นเทพ หัวโขนเป็นมนุ หัวโขนเป็นยักษ์ หัวโขนเป็น
สัตว์
การแต่งกายในการแสดงโขน
เครื่องแต่งกายสำหรับใช้ในการแสดงโขน ใช้การแต่งกายแบบยืนเครื่อง ซึ่งเป็นการแต่ง
กายจำลองเลียนแบบจากเครื่องทรงต้นของพระมหากษัตริย์แบบโบราณที่มีความสวยงาม
วิจิตรตระการตา
ศิราภรณ์
เครื่องประดับมาจากคำศีรษะ" และ "อาภรณ์" หมายความถึงเครื่องประดับสำหรับใช้
สวมใส่ศีรษะเช่น ชฎามงกุฎ
พัสตราภรณ์ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเช่น เสื้อหรือฉลององค์
ถนิมพิมพาภรณ์
เครื่องประดับต่าง ๆ ตามแต่ฐานะของตัวละคร คำว่าถนิมพิมพาภรณ์ มา
จากคำว่า "พิมพา" และ "อาภรณ์" หมายถึงเครื่องประดับตกแต่งตาม
ร่างกาย
การคัดเลือกตัวละครในการแสดงโขน
ตัวพระ
การคัดเลือกตัวพระสำหรับการแสดง จะคัดเลือกผู้ที่ลักษณะใบหน้ารูปไข่ สวยงาม
คมคายเด่นสะดุดตา ท่าทางสะโอดสะองและผึ่งผาย ลำคอระหง ไหล่ลาดตรง ช่วงอก
ใหญ่ ขนาดลำตัวเรียว เอวเล็กกิ่วคอดตามลักษณะชายงามในวรรณคดีไทย
ตัวนาง
กษัตริย์และนางตลาด ซึ่งนางกษัตริย์จะคัดเลือกจากผู้ที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับ
ตัวพระ สวมมงกุฏ ห้อยดอกไม้เพชรด้านซ้าย กิริยามารยาทเรียบร้อย สุภาพ นุ่มนวล
อ่อนหวานตามลักษณะหญิงงามในวรรณคดี
ภาษาโขน
ผู้แสดงโขนไม่สามารถสื่อสารออกมาด้วยน้ำเสียงได้ จึงใช้ท่าทางและ
อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายเช่น ลำตัว มือ แขน ขา เท้า ไหล่ คอ ใบหน้าและ
ศีรษะ ประกอบอากัปกิริยาแทน ทำให้สามารถสื่อสารภาษาและรู้ถึงความ
หมายนั้น ๆ ได้
ลักษณะบทโขน
บทร้อง
เป็นการร้องกลอนบทละคร ใช้สำหรับแสดงโขนโรงในและโขนฉากเท่านั้น
บทเจรจา
แตกต่างจากบทร้องและบทพากย์ตรงที่เป็นบทกวีแบบร่ายยาว มีการส่งและ
รับคำสัมผัสอย่างต่อเนื่อง ใช้ถ้อยคำสละสลวย คล้องจอง มีสัมผัสนอกสัมผัส
ใน บทเจรจาในการแสดงโขนเป็นบทที่คิดขึ้นในขณะแสดง
วงดนตรีประกอบการแสดงโขน
วงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงโขน ได้แก่ วงปี่ พาทย์ (บางทีก็เรียก
"พิณพาทย์") ซึงประกอบไปด้วย ปี่ ระนาด ฆ้อง กลอง ตะโพน
เพลงประกอบการแสดงโขน
ในการแสดงโขนจะใช้เพลงหน้าพาทย์ในการแสดงซึ่งแบ่งเป็นหน้า
พาทย์ชั้นสูงและหน้าพาทย์ทั่วไป
ประเพณีไหว้ครูและความเชื่อ
ในพิธีไหว้ครูจะมีการนำหัวโขนหรือศีรษะครู ที่เป็นเสมือนตัวแทนของครู
แต่ละองค์มาตั้งประกอบในพิธีการจัดตั้งหัวโขนต่าง ๆโดยีทั้งเศียรครูเทพ
ครูที่เป็นมนุษย์ รวมไปถึงครูผู้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อแสดงความเคารพ
การบรวงสรวง
ในการปลูกโรงโขนสำหรับใช้แสดง ก่อนเริ่มก่อสร้างต้องมีการทำพิธี
บวงสรวงเซ่นไหว้ ขอขมาลาโทษในสิ่งต่าง ๆ ที่เคยล่วงเกิน และขอ
อนุญาตบอกกล่าวแก่เจ้าที่เจ้าทางให้รับทราบ เพื่อเป็นการเปิดทางให้แก่
ผู้แสดง ช่วยให้ทำการแสดงได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด
ประเภทที่ 2 ละคร
ละคร หมายถึง การแสดงรำที่เป็นเรื่องเป็นราว ดำเนินเรื่องไปโดยลำดับ
มีตัวเอกของเรื่อง ฝ่ายชายเรียกว่าตัวพระ เพราะสมัยโบราณแสดงแต่เรื่องจักร
ๆ วงศ์ ๆ เป็นเรื่องของกษัตริย์ มีชื่อว่าพระต่าง ๆ เช่น พระอนิรุทธิ์พระไชย
เชษฐ์ พระอภัยมณี ฝ่ายหญิงเรียกว่า ตัวนาง เพราะในเรื่องที่แสดงมักชื่อว่านาง
ต่าง ๆ เช่น นางสีดานางบุษบา นางทิพย์เกสร ยังไม่มีการแบ่งเป็นนางสาวและ
นางที่มีสามีแล้ว และตัวประกอบอื่น ๆ แล้วแต่ในเรื่องจะมีละครมีหลายแบบ
แต่ละละครมีการแสดงและความมุ่งหมายแตกต่างกัน เช่น ละครโนรา ละคร
นอก ละครใน ละครถาม และละครดึกดำบรรพ์
ประเภทของละครไทย
ละครไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ละครรำ มี 6 ชนิด ดังนี้
ละครโนรา-ชาตรี
เป็นรูปแบบละครรำที่เก่าแก่ของไทย แต่เดิมผู้แสดงเป็นชายล้วนมีเพียง
3 ตัวเท่านั้น ได้แก่ นายโรงหรือตัวพระ ตัวนาง และตัวจำอวด นิยมแสดง
เพียงไม่กี่เรื่อง ได้แก่ เรื่องมโนราห์ และเรื่องพระรถเสน
ละครนอก
ดัดแปลง มาจากละครชาตรี เป็นละครที่เกิดขึ้นนอกพระราชฐาน เป็นละครที่คน
ธรรมดาสามัญนิยมเล่นกัน ผู้แสดงเป็นชายล้วน ไม่มีฉากประกอบ นิยมเล่นกันตาม
ชนบทท่ารำและเครื่องแต่งกายไม่ค่อยพิถีพิถัน เรื่องที่ใช้แสดงละครนอกเป็นเรื่อง
จักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น สังข์ทอง มณีพิชัย ไกรทอง สังข์ศิลป์ชัย โม่งป่า พิกุลทอง
การะเกด เงาะป่า ฯลฯ การแสดงดำเนินเรื่องรวดเร็ว โลดโผน ในบางครั้งจะพูดหยาบ
โลน มุ่งแสดงตลก ใช้ภาษาตลาด และไม่
ละครใน
มาจากละครนอกที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นตัวละครในวัง ผู้แสดงหญิง
ล้วน แบบอย่างละครในนี้ได้สงวนไว้เฉพาะในวังหลวงเท่านั้น เพราะว่าผู้ชายนั้น
จะถูกห้ามให้เข้าไปในพระราชฐานชั้นในซึ่ง จะประกอบไปด้วยดนตรีที่มีเสียง
ไพเราะอ่อนหวาน ใช้บทร้อยกรองได้อย่างวิจิตรบรรจง ทั้งดนตรีที่นำมาผสม
ผสานอย่างไพเราะ รวมทั้งจะมีท่าทางสง่างาม ไม่มีการสอดแทรกหยาบโลน
หรือตลกเรื่องที่ใช้แสดงมี 3 เรื่อง คือ อิเหนา รามเกียรติ์ และอุณรุท
ละครดึกดำบรรพ์
เป็นการแสดงละครแบบหนึ่งในประเภทละครรำเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่
5เนื่องมาจากในสมัยรัชกาลที่ 5 มีเจ้านายชาวต่างชาติเข้าเข้าเฝ้าอยู่หลาย
ครั้ง จึงโปรดให้มีการละเล่นให้แขกบ้านแขกเมืองได้รับชม โดยเจ้าพระยา
เทเวศรวงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) ได้คิดการแสดงในรูปแบบ
คอนเสิร์ตโดยเนื้อเรื่องตัดตอนมาจากวรรณคดีไทย โดยมีสมเด็จพระเจ้า
บรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเลือกเพลงและอำนวย
การซ้อม ละครดึกดำบรรพ์ที่นิยมเล่นได้แก่เรื่อง สังข์ทอง คาวี ฯลฯ
ละครพันทาง
การนำเอาลีลาท่าทีของชนต่างชาติเข้ามาปรับปรุงกับท่ารำแบบไทย ๆ
การแสดงละครชนิดนี้แต่เดิมเป็นการริเริ่มของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง
เป็นผู้คิดค้นนำเอาเรื่องของพงศาวดารของชาติต่าง ๆ มาแต่งเป็นบทละคร
สำหรับแสดง บทที่ใช้มักเป็นบทที่กล่าวถึงตัวละครที่มีเชื้อชาติต่าง ๆ เช่น
พม่า มอญ จีน ลาว บทที่นิยมนำมาเล่นในปัจจุบันมีเรื่องพระลอ และ
ราชาธิราช
ละครเสภา
ละครที่มีลักษณะการแสดงคล้ายละครนอก รวมทั้งเพลงร้องนำ ทำนอง
ดนตรี และการแต่งกายของ ตัวละคร แต่มีข้อบังคับอยู่อย่างหนึ่งคือต้องมี
ขับเสภาแทรกอยู่ด้วยจึงจะเป็นละครเสภา เรื่องที่นิยมกันอย่างแพร่หลายคือ
เรื่องขุนช้างขุนแผน
ละครที่ปรับปรุงใหม่ มี 3 ชนิด ดังนี้
ละครร้อง
แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
ละครร้องล้วน ๆ (รัชกาลที่ 6) ใช้ผู้ชายและผู้หญิงแสดงจริงตามเนื้อเรื่อง
แต่งกายแบบละครพันทาง หรือตามลักษณะของตัวละครในเรื่อง นิยมแสดง
เรื่อง สาวิตรี
ละครร้องสลับพูด ในนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์
พงศ์ ใช้ผู้หญิงแสดงล้วน ยกเว้นแต่ตัว
ละครสังคีต
คำว่า "สังคีต" หมายถึง การรวมเอาการฟ้อนรำและการละคร พร้อม
ทั้งดนตรีทางขับร้อง และดนตรีทางเครื่องด้วย ละครสังคีตหมายถึง
ละครที่มีทั้งบทพูดและบทร้องเป็นส่วนสำคัญเสมอ จะตัดอย่างใดอย่าง
หนึ่งออกไม่ได้ละครสังคีตเป็นละครที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า
อยู่หัวทรงริเริ่มขึ้น โดยมีวิวัฒนาการจากละครพูดสลับลำ ต่างกันที่
ละครสังคีตมีบทสำหรับพูด และบทสำหรับตัวละครร้องในการดำเนิน
เรื่องเท่าๆ กัน ผู้แสดงใช้ผู้ชายและผู้หญิงแสดงจริงตามเนื้อเรื่อง การ
แต่งกายตามสมัยนิยม คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของฐานะตัวละคร
ตามเนื้อเรื่อง
ละครพูด
ละครพูดล้วนๆ แต่งกายตามสมัยนิยม ตามเนื้อเรื่องโดยคำนึงถึงสภาพ
ความเป็นจริงของตัวละคร นิยมแสดงเรื่อง โพงพาง เห็นแก่ลูก
ละครพูดสลับลำ แต่งให้เหมาะสมถูกต้องตามบุคคลิกของตัวละคร และยุค
สมัยที่บ่งบอกไว้ในบทละคร นิยมแสดงเรื่อง ปล่อยแก่
ประเภทที่ 3 รำและระบำ
รำและระบำ หมายถึง เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำประกอบเพลงดนตรี
และบทขับร้อง โดย ไม่เล่นเป็นเรื่องราว ในที่นี้หมายถึงรำและระบำที่มี
ลักษณะเป็นการแสดงแบบมาตรฐาน
รำ หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ ๑-๒ คน เช่นการ
รำเดี่ยว การรำคู่ การรำอาวุธ เป็นต้น มีลักษณะการแต่งกายตามรูปแบบ
ของการแสดง ไม่เล่นเป็นเรื่องราว อาจมีบท ขับร้องประกอบการรำเข้า
ทำนองเพลงดนตรี มีกระบวนท่ารำ โดยเฉพาะการรำคู่จะต่างกับระบำ
เนื่องจากท่ารำจะมีความเชื่อมโยงสอดคล้องต่อเนื่องกัน และเป็นบทเฉพาะ
สำหรับผู้แสดงนั้น ๆ เช่น รำเพลงช้า – เพลงเร็ว รำแม่บท รำเมขลา –
รามสูร เป็นต้น
ระบำ หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป มี
ลักษณะการแต่งกายคล้ายคลึงกัน กระบวนท่าร่ายรำคล้ายคลึงกัน ไม่เล่น
เป็นเรื่องราว อาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้าทำนองเพลงดนตรี ซึ่ง
ระบำแบบมาตรฐานมักบรรเลงด้วยวงปี่ พาทย์ การแต่งกายนิยมแต่งกายยืน
เครื่องพระ – นางหรือแต่งแบบนางในราชสำนัก เช่น ระบำสี่บท ระบำกฤดา
ภินิหาร ระบำฉิ่ง
การรำแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
รำเดี่ยว
การรำที่ใช้ผู้แสดงเพียงผู้เดียว เช่นการรำฉุยฉาย เป็นต้น
รำคู่
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
การรำคู่ในเชิงศิลปะการต่อสู้ เช่น รำกระบี่กระบอง รำกริช เป็นการรำที่
ไม่มีบทร้องใช้ในการสลับฉาก
การรำคู่ในชุดสวยงาม เช่น พระลอตามไก่ หนุมานจับนางเบญจกาย จะมี
คำร้องใช้ท่าทางในการแสดงความหมายนั้นๆ
การรำหมู่
เป็นการรำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เช่น รำกลองยาว รำโคม เป็นต้น
ระบำแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ระบำมาตรฐาน หมายถึง การแสดงที่มีลักษณะการแต่งกายยืนเครื่อง
พระ-นาง ตลอดจนท่ารำเพลงร้องและดนตรีได้กำหนดไว้เป็นแบบแผน มี
ลักษณะเฉพาะตัว ตามแบบของนาฏศิลป์ไทย ซึ่งบรมครูทางนาฏศิลป์ได้
กำหนดแบบแผนกระบวนการรำ เป็นที่ยอมรับกันมาช้านานแล้ว ไม่ควรแก้ไข
ดัดแปลงไปจากเดิม เช่น ระบำสี่บท ต่อมาได้มีผู้ประดิษฐ์ระบำเลียนแบบระบำ
สี่บทขึ้นอีกหลายชุด ได้แก่ ระบำย่องหงิด ระบำดาวดึงส์ ระบำกฤดาภินิหาร
ระบำพรหมมาสตร์ และระบำเทพบันเทิง เป็นต้น
ระบำเบ็ดเตล็ด หมายถึง การแสดงที่ประดิษฐ์คิดค้นหรือปรับปรุงขึ้นใหม่
ตามความประสงค์ ตามเหตุการณ์ ตามสมัยนิยม ตามเนื้อเรื่องที่ผู้ประพันธ์
ต้องการ หรือเป็นระบำที่ใช้ประกอบการแสดงละคร การแต่งกายจะแต่งตาม
รูปแบบลักษณะของการแสดงนั้นๆ เช่น ระบำนพรัตน์ ระบำกราวอาสา ระบำ
ชุมนุมเผ่าไทย ระบำเริงอรุณ ระบำวิชนี ระบำไกรลาสสำเริง ระบำฉิ่ง ระบำ
โบราณคดี รำสีนวล รำโคม เป็นต้น
ประเภทที่ 4 การแสดงพื้นเมือง
การแสดงพื้นเมือง เป็นการแสดงที่แสดงออกถึงการสืบทอดทางศิลปะ
และวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นที่สืบทอดกันต่อ ๆ มาอย่าง ช้านาน ตั้งแต่
สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน การแสดงจะออกมาในรูปแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพ
ทางภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม อาชีพ และความจำเป็น ทางเศรษฐกิจ ตลอดจน
อุปนิสัยของประชาชนในท้องถิ่น จึงทำให้การแสดงพื้นเมือง มีลีลาท่าทางที่
แตกต่างกันออกไป แต่ก็มีจุดมุ่งหมาย อย่างเดียวกัน คือ เพื่อความสนุกสนาน
รื่นเริง และพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งมีความแตกต่างกันตามภูมิภาค
การแสดงพื้นเมืองแบ่งออกได้ 4 ภาค
การแสดงพี้นเมืองภาคเหนือ
เป็นศิลปะการรำ และการละเล่น หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า “ฟ้อน” การ
ฟ้อนเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา และกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ เช่น ชาวไต ชาวลื้อ
ชาวยอง ชาวเขิน เป็นต้น ลักษณะของการฟ้อน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบ
ดั้งเดิม และแบบที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ แต่ยังคงมีการรักษาเอกลักษณ์ทางการ
แสดงไว้คือ มีลีลาท่ารำที่แช่มช้า อ่อนช้อยมีการแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถิ่น
ที่สวยงามประกอบกับการบรรเลงและขับ ร้องด้วยวงดนตรีพื้นบ้าน เช่น วง
สะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว เป็นต้น โอกาสที่แสดงมักเล่นกันในงาน
ประเพณีหรือต้นรับแขกบ้านแขกเมือง ได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนครัว
ทาน ฟ้อนสาวไหมและฟ้อนเจิง
การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง
เป็นศิลปะการร่ายรำและการละเล่นของชนชาวพื้นบ้านภาคกลาง ซึ่งส่วน
ใหญ่มีอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ศิลปะการแสดงจึงมีความสอดคล้องกับวิถีชี
วิตและพื่อความบันเทิงสนุกสนาน เป็นการพักผ่อนหย่อนใจจากการทำงาน หรือ
เมื่อเสร็จจากเทศการฤดูเก็บเก็บเกี่ยว เช่น การเล่นเพลงเกี่ยวข้าว เต้นกำรำเคียว
รำโทนหรือรำวง รำเถิดเทอง รำกลองยาว เป็นต้น มีการแต่งกายตามวัฒนธรรม
ของท้องถิ่น และใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เช่น กลองยาว กลองโทน ฉิ่ง ฉาบ กรับ
และโหม่ง
มาการแสดงพื้นเมืองภาคใต้
เป็นศิลปะการรำและการละเล่นของชาวพื้นบ้านภาคใต้อาจแบ่งตามกลุ่ม
วัฒนธรรมไทย 2 กลุ่มคือ วัฒนธรรมไทยพุทธ ได้แก่ การแสดงโนรา หนัง
ตะลุง เพลงบอก เพลงนา และวัฒนธรรมไทยมุสลิม ได้แก่ รองเง็ง ซำแปง มะ
โย่ง (การแสดงละคร) ลิเกฮูลู (คล้ายลิเกภาคกลาง) และซิละ มีเครื่องดนตรี
ประกอบที่สำคัญ เช่น กลองโนรา กลองโพน กลองปืด โทน ทับ กรับพวง
โหม่ง ปี่ กาหลอ ปี่ ไหน รำมะนา ไวโอลิน อัคคอร์เดียน ภายหลังได้มีระบำที่
ปรับปรุงจากกิจกรรมในวิถีชีวิต ศิลปาต่างๆ เข่น ระบำร่อนแต่ การีดยาง ปาเต
ต๊ะ เป็นต้น กลับด้านบน
การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน
เป็นศิลปะการรำและการเล่นของชาวพื้นบ้านภาคอีสาน หรือ
ภาคตะวนออกเฉียงเหนือของไทย แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มวัฒนธรรม
ใหญ่ ๆ คือ กลุ่มอีสานเหนือ มีวัฒนธรรมไทยลาวซึ่งมักเรียกการละ
เล่นว่า “เซิ้ง ฟ้อน และหมอลำ” เช่น เซิ้งบังไฟ เซิ้งสวิง ฟ้อนภูไท
ลำกลอนเกี้ยว ลำเต้ย ซึ่งใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านประกอบ ได้แก่
แคน พิณ ซอ กลองยาว อีสาน ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง และกรับ ภายหลังเพิ่ม
เติมโปงลางและโหวดเข้ามาด้วย ส่วนกลุ่มอีสานใต้ได้รับอิทธิพล
ไทยเขมร มีการละเล่นที่เรียกว่า เรือม หรือ เร็อม เช่น เรือมลูดอัน
เร หรือรำกระทบสาก รำกระเน็บติงต็อง หรือระบำตั๊กแตน ตำข้าว
รำอาไย หรือรำตัด หรือเพลงอีแซวแบบภาคกลางวงดนตรี ที่ใช้
บรรเลง คือ วงมโหรีอีสานใต้ มีเครื่องดนตรี คือ ซอด้วง ซอด้วง
ซอครัวเอก กลองกันตรึม พิณ ระนาด เอกไม้ ปี่ สไล กลองรำมะนา
และเครื่องประกอบจังหวะ การแต่งกายประกอบการแสดงเป็นไป
ตามวัฒนธรรมของพื้นบ้าน ลักษณะท่ารำและท่วงทำนองดนตรีใน
การแสดงค่อนข้างกระชับ รวดเร็ว และสนุกสนาน
รำ ว ง
มาตราฐาน
รำวงมาตราฐาน
ประวัติความเป็นมาของรำวงมาตรฐาน
"รำวงมาตรฐาน" เป็นการแสดงที่มีวิวัฒนาการ
มาจาก "รำโทน" (กรมศิลปากร, 2550 : 136-143)
เป็นการรำและการร้องของชาวบ้านซึ่งมีผู้รำทั้งชาย
และหญิง รำกันเป็นคู่ ๆ รอบ ๆ ครกตำข้าวที่วางคว่ำ
ไว้ หรือไม่ก็รำกันเป็นวงกลม โดยมีโทนเป็นเครื่อง
ดนตรีประกอบจังหวะ ลักษณะการรำและร้องเป็นไป
ตามความถนัด ไม่มีแบบแผนกำหนดไว้ คงเป็นการรำ
และร้องง่าย ๆ มุ่งเน้นที่ความสนุกสนานรื่นเริงเป็น
สำคัญด้วยเหตุที่การรำชนิดนี้มีโทนเป็นเครื่องดนตรี
ประกอบจังหวะ จึงเรียกการแสดงชุดนี้ว่า รำโทน
ต่อมา เมื่อปี พ.ศ.2487ในสมัยจอมพล ป.พิบูล
สงครามเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลตระหนักถึงความ
สำคัญของการละเล่นรื่นเริงประจำชาติและเห็นว่าคน
ไทยนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ถ้าปรับปรุง
การเล่นรำโทนให้เป็นระเบียบทั้งเพลงร้อง ลีลาท่ารำ
และการแต่งกายจะทำให้การเล่นรำโทนเป็นที่น่านิยม
มากยิ่งขึ้น จึงได้มอบหมายให้กรมศิลปากรปรับปรุงรำ
โทนเสียใหม่ให้เป็นมาตรฐาน มีการแต่งเนื้อร้อง
ทำนองเพลง และนำท่ารำจากเพลง
การแต่งกายของรำวงมาตรฐาน
ประกอบด้วย 4 แบบ ดังนี้
แบบที่ 1 แบบชาวบ้าน
ชาย นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอพวงมาลัย เอวคาดผ้าห้อยชายด้านหน้า
หญิง นุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าสไบอัดจีบ ปล่อยผม ประดับดอกไม้ที่ผมด้านซ้าย คาด
เเข็มขัด ใส่เครื่องประดับ
แบบที่ 2 แบบรัชกาลที่ 5
ชาย นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อราชปะแตน ใส่ถุงเท้า รองเท้า
หญิง นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อลูกไม้ สไบพาดบ่าผูกเป็นโบว์ทิ้งชายไว้ข้างลำ
ตัว ใส่เครื่องประดับมุก
แบบที่ 3 แบบสากลนิยม
ชาย นุ่งกางเกง สวมสูท ผูกเนคไท
หญิง นุ่งกระโปรงป้ายข้าง ยาวกลอมเท้า ใส่เสื้อคอกลม แขนกระบอก
แบบที่ 4 แบบราตรีสโมสร
ชาย นุ่งกางเกง สวมเสื้อพระราชทาน เอวคาดผ้าห้อยชายด้านหน้า
หญิง นุ่งกระโปรงยาวจีบหน้านาง ใส่เสื้อจับเดรป มีชายผ้าห้อยจากบ่าลงไป
ทางด้านหลัง เปิดไหล่ขวา ศีรษะทำผมเกล้าเป็นมวยสูง ใส่เกี้ยว และเครื่อง
ประดับ
บ ท เ พ ล ง ง า ม แ ส ง เ ดื อ น
คำร้อง : จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการ
สังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)
ทำนอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท
ความหมายเพลง : ยามที่แสงจันทร์ส่องมายังโลกทำให้โลกนี้ ดู
สวยงาม ผู้คนที่มาเล่นรำวงยามที่แสงจันทร์ส่องก็มีความงดงามด้วย
การรำวงนี้เพื่อให้มีความสนุกสนาน มีความสามัคคีกัน และละทิ้งความ
ทุกข์ให้หมดสิ้นไป
เนื้อเพลง:
งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ (ซ้ำ)
เราเล่นกันเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ
ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย.
ท่ารำ: ท่าสอดสร้อยมาลา
บทเพลงดวงจั นทร์วันเพ็ญ
คำร้อง : ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงครามทำนอง
ทำนอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท
ความหมายเพลง : พระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ านั้นช่าง
ดูสวยงาม เพราะเป็นพระจันทร์ทรงกลด คือมีแสงเลื่อมกระจายออก
รอบดวงจันทร์ทั้งดวง แต่ถึงจะงามอย่างไรก็ยังไม่เท่าความงามของ
ดวงหน้ าหญิงสาว ที่ดูผุดผ่องมีน้ำมีนวล อีกทั้งรูปร่างก็ดูสมส่วน กิริยา
วาจาก็อ่อนหวานไพเราะ สมแล้วกับที่เปรียบว่าหญิงไทยนี้คือดอกไม้
เนื้อเพลง :
ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา
ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา
แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้ า
ไม่งามเท่าหน้ า นวลน้ องยองใย
งามเอยแสงงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย
งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม
วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ
รูปทรงสมส่วน ยั่วยวนหทัย
สมเป็ นดอกไม้ ขวัญใจชาติเอย.
ท่ารำ: แขกเต้าเข้ารัง ท่ารำ: ผาลาเพียงไหล่
บทเพลงชาวไทย
คำร้อง: จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต
กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)
ทำนอง: อาจารย์มนตรี ตราโมท
ความหมายเพลง: หน้าที่ที่ชาวไทยพึงมีต่อประเทศชาตินั้น เป็นสิ่งที่
ทุกคนควรกระทำ อย่าได้ละเลยไปเสีย ในการที่เราได้มาเล่นรำวงกันอย่าง
สนุกสนาน ปราศจากทุกข์โศกทั้งปวงนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีเอกราช
ประชาชนมีเสรีในการคิดจะทำสิ่งใดๆ ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันเชิดชูชาติ
ไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพื่อความสุขยิ่งๆ ขึ้นของไทยเราตลอดไป
เนื้อเพลง: ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่
เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้
ชาวไทยเจ้าเอ๋ย มีเอกราชสมบูรณ์
การที่เราได้เล่นสนุก ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ
เพราะชาติเราได้เสรี ของชาวไทยเรา เอย.
เราจึงควรช่วยชูชาติ
เพื่อความสุขเพิ่มพูน
ท่ารำ: ชักแป้ งผัดหน้ า
น า ฏ ย ศั พ ท์
น า ฏ ย ศั พ ท์
นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับลักษณะท่ารำ ที่ใช้ในการฝึกหัดเพื่อ
แสดงโขน ละคร เป็นคำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกัน
ได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่างๆ
"นาฏย" หมายถึง เกี่ยวกับการฟ้อนรำ เกี่ยวกับการแสดงละคร
"ศัพท์" หมายถึง เสียง คำ คำยากที่ต้องแปล เรื่อง เมื่อนำคำสองคำมารวม
กัน ทำให้ได้ความหมายขึ้นมา
การศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขน ละคร หรือระบำ
เบ็ดเตล็ดต่างๆ ก็ดี ท่าทางที่ผู้แสดงแสดงออกมานั้นย่อมมีความหมายเฉพาะ
ยิ่งหากได้ศึกษาอย่างดีแล้ว อาจทำให้เข้าใจในเรื่องการแสดงมากยิ่งขึ้นทั้งใน
ตัวผู้แสดงเอง และผู้ที่ชมการแสดงนั้นๆ สิ่งที่เข้ามาประกอบเป็นท่าทาง
นาฏศิลป์ไทยนั้นก็คือ เรื่องของนาฏยศัพท์
ประเภทของนาฏยศัพท์
นาฏยศัพท์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
นามศัพท์
ศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกอาการกระทำของผู้นั้น เช่น วง
จีบ สลัดมือ คลายมือ กรายมือ ฉายมือ ปาดมือ กระทบ กระดก ยกเท้า ก้าว
เท้า ประเท้า ตบเท้า กระทุ้ง กะเทาะ จรดเท้า แตะเท้า ซอยเท้า ขยั่นเท้า ฉาย
เท้า สะดุดเท้า รวมเท้า โย้ตัว ยักตัว ตีไหล่ กล่อมไหล่
นาฏยศัพท์ที่เกี่ยวกับการใช้มือ
จีบ
การใช้นิ้วหัวแม่มือจรดกับข้อสุดท้ายของปลายนิ้วชี้ นิ้วที่เหลือเหยียดตึง
และกรีดออกให้สวยงาม ในลักษณะคล้ายพัด
ชนิดของการจีบมี 7 ชนิด
จีบคว่ำ: คว่ำมือจีบ ให้ปลายนิ้วที่จีบ ชี้ลงข้างล่างหักข้อมือเข้าหาท้องแขน
จีบหงาย: หงายมือจีบ ให้ปลายนิ้วที่จีบชี้ขึ้นข้างบน หักข้อมือเข้าหาท้องแขน
จีบปรกหน้า: จีบหงาย ดึงมือจีบอยู่ด้านหน้า หันปลายนิ้วเข้าหาหน้าผาก
จีบปรกข้าง: จีบหงาย ดึงมือจีบมาอยู่ด้านข้าง หันปลายนิ้วเข้าหาศีรษะ
หักข้อมือเข้าหาท้องแขน
จีบส่งหลัง: จีบหงายส่งมือไปข้างหลัง ลำแขนเหยียดตึง พยายามให้แขนที่ส่ง
ไปข้างหลังห่างจากลำตัว ปลายนิ้วที่จีบชี้ขึ้นข้างบน
จีบหงายระดับชายพก: จีบหงายระดับชายพกหรือระดับหัวเข็มขัด หักข้อมือ
เข้าหาท้องแขน
จีบล่อแก้ว: ลักษณะกิริยาท่าทางคล้ายจีบ ใช้นิ้วกลางกดข้อที่ ๑ ของนิ้วหัว
แม่มือหักปลายนิ้วหัวแม่มือคล้ายวงแหวน นิ้วที่เหลือเหยียดตึง หักข้อมือ
เข้าหาลำแขน
ตั้งวง
วง หมายถึง การตั้งลำแขนให้เป็นวงโค้งคล้ายครึ่งวงกลม แขนต้องงอแต่
ก็ไม่งอข้อศอกมากเกินไปเพราะจะทำให้วงไม่สวยงาม การตั้งวงให้ตั้งมือยืน
นิ้วทั้ง 4เ รียงชิดติดกัน หลบหัวแม่มือเข้าหาฝ่ามือเล็กน้อย หันฝ่ามือออกนอก
ตัว หักข้อมือด้านหลังมือเข้าหาลำแขน
ชนิดของการตั้งวง มี 4 ชนิด
วงบน: ปลายนิ้วระดับแง่ศรีษะ ตัวนางลดลงระดับหางตา วงพระกันวงกว้าง
กว่าวงนางเล็กน้อย
วงกลาง: ปลายนิ้วระดับไหล่หรือต่ำกว่าไหล่เล็กน้อย
วงล่าง: ปลายนิ้วอยู่เพียงระดับเอวหรือชายพก
วงหน้า: ตั้งวงมาด้านหน้า ปลายนิ้วอยู่ระดับปาก
นาฏยศัพท์ที่เกี่ยวกับการใช้เท้า
ชนิดของการใช้เท้ามี 6 ชนิด
ยืนเหลี่อมเท้า: การยืนโดยให้เท้าข้างใดข้างเหลื่อมขึ้นมาด้านหน้าเท้าอีกข้างเล็ก
น้อย เชิดนิ้วเท้าข้างที่เหลื่อมขึ้นตึงเข่าทั้งสองข้าง
ประเท้า: ย่อเข้าทั้งสองข้างแล้วใช้จมูกเท้าข้างที่เหลื่อมตบกับพื้นเบาๆ เปิดแค่
จมูกเท้าส้นเท้าติดกับพื้น
ยกเท้า: ยกเท้าข้างที่ประขึ้นมาย่อเข้าเล็กน้อย หลังตรง
ก้าวเท้า: ก้าวเท้าข้างใดข้างหนึ่งออกไปข้างหน้าย่อเข่าลงเล็กน้อยให้น้ำหนักตัว
อยู่ที่เท้าหน้าเปิดสันหลังเท้า
กระทุ้งเท้า: ใช้จมูกเท้าที่อยู่ด้านหลังยกขึ้นแล้วกระทบลงกับพื้นเบาๆ
กระดกเท้า: การยกเท้าที่อยู่ด้านหลังขึ้นส่งเข่าไปด้านหลังหนีบน่องติดกับโคน
ขา หักข้อเท้าลง ย่อเข้าข้างที่ยืนเล็กน้อย
กิริยาศัพท์
ศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกอาการกิริยา ซึ่งแบ่งออกเป็น
• ศัพท์เสริม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกเพื่อปรับปรุงท่าทีให้ถูก
ต้องสวยงาม เช่น กันวง ลดวง ส่งมือ ดึงมือ หักข้อ หลบศอก เปิด
คาง กดคาง ทรงตัว เผ่นตัว ดึงไหล่ กดไหล่ ดึงเอว กดเกลียวข้าง
ทับตัว หลบเข่า ถีบเข่า แข็งเข่า กันเข่า เปิดส้น ชักส้น
• ศัพท์เสื่อม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อท่ารำหรือท่วงทีของผู้
รำที่ไม่ถุกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้ผู้รำรู้ตัว และแก้ไขท่าทีให้
มันดีขึ้น เช่น วงล้า วงคว่ำ วงเหยียด วงหัก วงล้น คอดื่ม คางไก่
ฟาดคอ เกร็งคอ หอบไหล่ ทรุดตัว ขย่มตัว เหลี่ยมล้า รำแอ้ รำลน
รำเลื้อย รำล้ำจังหวะ รำหน่วงจังหวะ
นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด
ศัพท์ต่างๆที่ใช้เรียกในภาษานาฏศิลป์ นอกเหนือไปจากนามศัพท์
และกิริยาศัพท์ เช่น จีบยาว จีบสั้น ลักคอ เดินมือ เอียงทางวง
คืนตัว อ่อนเหลี่ยม เหลี่ยมล่าง แม่ทา ท่า-ที ขึ้นท่า ยืนเข่า ทลาย
ท่า นายโรง พระใหญ่ – พระน้อย นางกษัตริย์ นางตลาด ผู้เมีย
ยืนเครื่อง ศัพท์แทน
ภ า ษ า ท่ า
ภ า ษ า ท่ า ท า ง
ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้มนุษย์เราใช้ท่าทางประกอบ
การพูดหรือบางครั้งมีการแสดงสีหน้า ความรู้สึก เพื่อเน้นความหมายด้วยใน
ทางนาฏศิลป์ ภาษาท่าเสมือนเป็นภาษาพูด โดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่
อาศัยส่วนประกอบอวัยวะของร่างกาย แสดงออกมาเป็นท่าทาง โดยเลียนแบบ
ท่าทางธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ การปฏิบัติภาษาท่าทาง
นาฏศิลป์
ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ภ า ษ า ท่ า ท า ง
ภาษาท่าทางแบ่งออกเป็น 3 ชนิด
ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แทนคำพูด: ฉัน ท่าน ปฏิเสธ ทีนี้ ที่โน่น
ท่าฉัน ท่าท่าน
ภาษาท่าทางนาฏศิลป์อิริยาบทหรือกิริยาอาการ: ท่ายืน ท่าเดิน ท่านั่ง
ท่ายืน ท่าเดิน
ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก: รัก เสียใจ โกรธยิ้ม
ท่ารัก ท่ายิ้ม