The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สำเนา รายงาน ภาษาบาลีและสันษกฤต แก้ไขแล้ว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Fluke Fluke, 2024-03-14 03:07:57

รายงาน ภาษาบาลีและสันสกฤต

สำเนา รายงาน ภาษาบาลีและสันษกฤต แก้ไขแล้ว

รายงาน เรื่อง ภาษาบาลีและสันสกฤต จัดทำโดย นายเบญจมินทร์ สระรีรัมย์ เสนอ คุณครูพิสมัย สืบเลย รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน รหัสวิชา ท32102 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสีชมพูศึกษา อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น


คำนำ เมื่อพระพุทธศาสนาได้แพร่เข้ามาในสู่ประเทศไทย และคนไทยได้ยอมรับนับถือศาสนา พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ คนไทยจึงจำเป็นต้องเรียนภาษาบาลีและสันสกฤต เพราะคำสอน ทางศาสนาเป็นภาษาบาลีและสันสกฤต ดังนั้นจึงได้เกิดคำภาษาบาลีและสันสกฤตใช้ในภาษาไทย มากขึ้น นอกจากการรับนับถือศาสนาพุทธแล้ว ไทยยังได้รับเอาความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งวรรณคดีบาลีและสันสกฤตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ไทย ซึ่งเป็นส่วนทำให้เรารับคำภาษาบาลีและสันสกฤตซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เข้ามาใช้ในภาษาไทย ผู้เขียนตระหนักถึงการที่ภาษาบาลีและสันสกฤตที่เข้ามามีบทบาทในภาษาไทย จึงได้ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาษาบาลีและสันสกฤต ได้รู้จักประเภทของภาษาบาลีและสันสกฤต ความ เป็นมาของภาษา หลักตัวสะกด พยัญชนะ ตัวอย่างคำ วิธีการสังเกตคำบาลี วิธีสังเกตคำสันสกฤต ลักษณะการยืมให้ผู้อ่านสามาารถนำความรู้ไปใช้ป ได้บ้างตามความสมควร ขอขอบคุณคุณครูพิสมัย สืบเลย ที่กรุณาให้คำแนะนำในการจัดทำรายงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี นายเบญจมินทร์ สระรีรัมย์ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ก


สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข บทนำ 1 1. ภาษาสมัยเก่า 2. ภาษาสมัยกลาง 3. ภาษาสมัยใหม่ 4. ความหมายของภาษาบาลี 5. ความหมายของภาษาสันสกฤต 1 1 1 1 2 เหตุที่คำบาลีและสันสกฤตเข้ามาปะปนในภาษาไทย 3 1. ความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา 2. ความสัมพันธ์ทางด้านประเพณี 3. ความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม 4. ความสัมพันธ์ทางด้านวิชาการ 5. ความสัมพันธ์ทางด้านวรรณคดี 3 3 3 4 4 ลักษณะของภาษาบาลีและสันสกฤต 5 1. หน่วยเสียงสระ 2. หน่วยเสียงพยัญชนะ 3. วิธีสังเกต 4. หลักสังเกตตัวสะกด 5. วิธีสังเกตคำภาษาบาลี 6. วิธีสังเกตคำสันสกฤต 5 5 5 6 6 6-7 ลักษณะการยืมคำของภาษาบาลีและสันสฤต 1. คำภาษาบาลีและสันสกฤตรูปร่างต่างกัน 2. เสียงต่างกันเล็กน้อยแต่ออกเสียงสะดวกทั้งสองภาษา 3. คำใดรูปสันสกฤตออกเสียงยาก 4. รูปคำภาษาบาลีสันสกฤตออกเสียงต่างกันเล็กน้อย 5. คำภาษาบาลีสันสกฤตที่ออกเสียงสะดวกทั้งคู่ 8 8 8 8 8 9 ข


คำบาลีและวันสกฤตในวรรณคดีไทย 10 สรุป 11 บรรณานุกรม 12


บทนำ ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต จัดอยู่ภาษาอินเดีย-ยุโรป ซึ่งเป็นตระกูลภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย พวก อารยันได้เข้ามาในอินเดีย เมื่อประมาณ 1,500 ปี ก่อนคริสตศักราช นักปราชญ์ทางภาษาได้แบ่งภาษาตระกูล อารยันในอินเดียออกเป็น 3 สมัย ดังนี้ 1. ภาษาสมัยเก่า หมายถึงภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พระเวท ได้แก่ คัมภีร์ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และ อาถรรพเวท รวมตลอดทั้งคัมภีร์อุปนิษัท ซึ่งเป็นคัมภีร์สุดท้ายของคัมภีร์พระเวท (เวทานต์) ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์ต่างๆ เหล่านี้จะมีความเก่าแก่ลดหลั่นกันมาตามลำดับ ภาษาสันสกฤตก็จัด อยู่ในสมัยนี้ด้วย 2. ภาษาสมัยกลาง ได้แก่ ภาษาปรากฤตซึ่งเป็นภาษาถิ่นของชาวอารยันที่ใช้กันท้องถิ่นต่างๆ ของ ประเทศอินเดีย เช่นภาษามาคธี มหาราษฏรี เศารเสนี เป็นต้น ภาษาในสมัยนี้มีลักษณะ โครงสร้างทางเสียง และนอกจากจะเรียกว่าภาษาปรากฤตแล้วยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ภาษาการละคร” เพราะเหตุที่นำไปใช้เป็นภาษาพูดของตัวละครบางตัวในบทละครสันสกฤต ด้วย 3. ภาษาสมัยใหม่ ได้แก่ ภาษาต่างๆในปัจจุบัน เช่น ภาษาฮินดี เบงกาลี ปัญจาบี มราฐี เนปาลี เป็นต้น ภาษาเหล่านี้แม้จะเข้าใจกันว่าสืบมาจากภาษาปรากฤต แต่มีลักษณะของภาษาผิด กันมาก เพราะมีภาษาตระกูลอื่นที่ไม่ได้สืบมาจากภาษาของชาวอารยันเข้าไปปะปนกันมาก บ้างน้อยบ้าง แล้วแต่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ภาษาบาลี เป็นภาษาพิธีกรรมเก่าแก่ในกลุ่มภาษาอินโด-อารยัน (Indo-Aryan languages) ซึ่งเป็นสาขาย่อยของ ตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน (Indo-European languages) มีจุดกำเนิดมาจากใจกลางอนุทวีปอินเดียโดยถูก จัดเป็นภาษาปรากฤตแขนงหนึ่ง เป็นภาษาที่เป็นที่รู้จักกันดีและมีการศึกษากันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็น ภาษาที่ใช้บันทึกพระคัมภีร์ในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (พระไตรปิฎก) ภาษาบาลี เป็นภาษาปรากฤตภาษาหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาพระเวท ภาษาบาลี คือ ภาษาที่ ชาวมคธใช้พูดกันในแคว้นมคธ เรียกว่า “ภาษามาคธี” พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษานี้ประกาศพระศาสนาของ พระองค์ ภาษามาคธีนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. สุทธมาคธีเป็นภาษาของชนชั้นสูง คือภาษาของกษัตริย์หรือภาษาทางราชการ 2. เทสิยา หรือ ปรากฤต ได้แก่ ภาษาประจำถิ่น 1


พระพุทธเจ้าทรงใช้สุทธมาคธีเป็นหลักในการประกาศคำสั่งสอนของพระองค์ และในสมัยนั้นทรงเผยแผ่ พระธรรมด้วยวิธีมุขปาฐะ โดยมิได้มีบันทึกหรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ภาษาบาลีนี้นำมาใช้บันทึกพุทธ วจนะเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 ปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในจารึกพระเจ้าอโศก มหาราช ถือเป็นภาษาประจำพุทธศาสนานิกายหินยาน [เถรวาท] ส่วนศาสนานิกายมหายานใช้ภาษาสันสกฤต บันทึกพุทธวจนะ ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาคลาสสิกในเอเชียใต้ที่อยู่ในสาขาอินโด-อารยันของตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน ภาษานี้ เกิดขึ้นในเอเชียใต้หลังจากที่ภาษารุ่นก่อนหน้าได้แพร่กระจายไปที่นั่นจากทางตะวันตกเฉียงเหนือในยุคสัมฤทธิ์ ตอนปลาย ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดูภาษาของปรัชญาฮินดูคลาสสิก และภาษาของ วรรณกรรมศาสนาพุทธและศาสนาเชนในอดีต นอกจากนี้ยังเป็นภาษากลางภาษาหนึ่งในเอเชียใต้สมัยโบราณ ถึงสมัยกลาง และในช่วงการเผยแผ่วัฒนธรรมฮินดูกับพุทธไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอเชียตะวันออก และ เอเชียกลางในสมัยกลางตอนต้น ได้กลายเป็นภาษาทางศาสนาและวัฒนธรรมชั้นสูง และภาษาของผู้ทรง อำนาจทางการเมืองในบางภูมิภาค ด้วยเหตุนี้ ภาษาสันสกฤตจึงมีอิทธิพลอย่างยาวนานต่อภาษาในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงศัพท์ทางการและวงศัพท์วิชาการของ ภาษาเหล่านั้น ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาในคัมภีร์พระเวทของชาวอารยัน ถือเป็นภาษาที่ ศักดิ์สิทธิ์ของคนชั้นสูง แต่เดิมนั้นไม่ได้มีการวางหลักเกณฑ์เคร่งครัดนักต่อมาเมื่อระยะเวลาล่วงไป นานๆ ประกอบกับภาษาในคัมภีร์พระเวทนี้มีภาษาพื้นเมืองปะปนอยู่มาก เป็นเหตุให้หลักเกณฑ์ต่างๆ ของ ภาษานี้คลาดเคลื่อนไปมาก จนกระทั่งได้มีนักปราชญ์ของอินเดียคนหนึ่งชื่อ “ปาณินิ” ได้ศึกษาคัมภีร์พระเวท ทั้งหลาย แล้วนำมาแจกแจงวางหลักเกณฑ์ให้เป็นระเบียบและรัดกุม แต่งเป็นตำราไวยากรณ์ขึ้นเรียกชื่อว่า “อัษฎาธยายี” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตำราไวยากรณ์เล่มแรกที่แต่งได้ดีที่สุดและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก และต่อมาได้มี ผู้เรียกภาษาที่ปาณินิได้จัดระเบียบของภาษาไว้เป็นอย่างดีและสมบูรณ์ที่สุดนี้ว่า “สันสกฤต” ซึ่งแปลตามศัพท์ ว่า “สิ่งที่ได้จัดระเบียบและขัดเกลาเรียบร้อยดีแล้ว” แต่กฎเกณฑ์ที่ปาณินิได้วางไว้นี้กลับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำ ให้ภาษาสันสกฤตไม่มีวิวัฒนาการเหมือนภาษาอื่นๆ เพราะนอกจากภาษาสันสกฤตจะถือว่าเป็นภาษาที่ ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในหมู่ของนักปราชญ์ โดยเฉพาะกษัตริย์และพราหมณ์ที่เป็นบุรุษเพศ กฎเกณฑ์และรายละเอียด ปลีกย่อยยังทำให้ไม่เอื้อต่อการใช้ จึงทำให้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาตายในที่สุด 2


เหตุที่คำภาษาบาลีและสันสกฤตเข้ามาปะปนในภาษาไทย เมื่อพระพุทธศาสนาได้แพร่เข้ามาในสู่ประเทศไทย และคนไทยได้ยอมรับนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนา ประจำชาติ คนไทยจึงจำเป็นต้องเรียนภาษาบาลีและสันสกฤต เพราะคำสอนทางศาสนาเป็นภาษาบาลีและ สันสกฤต ดังนั้นจึงได้เกิดคำภาษาบาลีและสันสกฤตใช้ในภาษาไทยมากขึ้น นอกจากการรับนับถือศาสนาพุทธ แล้ว ไทยยังได้รับเอาความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งวรรณคดีบาลีและสันสกฤต เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นส่วนทำให้เรารับคำภาษาบาลีและสันสกฤตซึ่งเป็นคำที่ เกี่ยวเนื่องกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เข้ามาใช้ในภาษาไทย สุธิวงศ์ พงษ์บูลย์ ได้กล่าวถึงเหตุที่คำภาษาบาลีและสันสกฤตเข้ามาปนอยู่ในภาษาไทยว่า เนื่องมาจากเหตุผล หลายประการ สรุปได้ดังนี้ 1. ความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา เมื่อศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเผยแพร่เข้ามาสู่ประเทศ ไทย ศาสนาพราหมณ์ใช้ภาษาสันสกฤต และศาสนาพุทธใช้ภาษาบาลี ในการเผยแผ่ศาสนา ไทย ได้รับศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และรับคติของศาสนาพราหมณ์มาปฏิบัติใน ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในลัทธิธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เราจึงรับคำในลัทธิทั้งสองเข้ามาใช้ใน ลักษณะของศัพท์ทางศาสนา และใช้เป็นศัพท์สามัญทั่วไปในชีวิตประจำวัน 2. ความสัมพันธ์ทางด้านประเพณี เมื่อชนชาติอินเดียได้เข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย ก็นำเอา ประเพณีของตนเข้ามาปฏิบัติ ทำให้มีคำที่เนื่องด้วยประเพณีเข้ามาปะปนในภาษาไทย และนานเข้าก็ ได้กลายเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น ตรียัมปวาย มาฆบูชา ตักบาตรเท โว ดิถี กระยาสารท เทศน์มหาชาติ กฐิน จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ฉัตรมงคล พืชมงคล เป็นต้น 3. ความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม อินเดียเป็นประเทศที่เจริญทางด้านวัฒนธรรมมานาน อิทธิพล ทางด้านวัฒนธรรมของอินเดียมีต่อนานาประเทศทางภาคพื้นตะวันออกก่อนที่วัฒนธรรมตะวันตกจะ เข้ามา ไทยได้รับอิทธิพลของอินเดียทุกสาขา เช่น 1. ศิลปะ ศิลปะไทยได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เช่น ทางดนตรีและ นาฏศิลป์ ภาษาที่ใช้เนื่องด้วยเป็นศิลปะจึงเข้ามาปะปนในภาษาไทย เช่น มโหรี ดนตรี ปี่ พาทย์ 2. ดาราศาสตร์ อินเดียมีความเจริญทางด้านดาราศาสตร์มาช้านานจนมีตำราเรียนกัน เมื่อวิชา นี้แพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย ทำให้คำต่างๆที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น สุริยคติ จันทรคติ จันทรคราส 3


3. การแต่งกาย ศัพท์ทางด้านวัฒนธรรมการแต่งกายที่ได้รับมาส่วนใหญ่เป็นเครื่องทรงของ พระมหากษัตริย์ เช่น มงกุฎ ชฎา สังวาล 4. สิ่งก่อสร้าง คำภาษาบาลีและสันสกฤตที่เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้าง ส่วนใหญ่เป็นศัพท์ที่เรียกชื่อ สิ่งก่อสร้างทางศาสนาและราชวัง เช่น นภศูล ปราสาท เจดีย์ 5. เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ชาวอินเดียนำเข้ามาในประเทศไทย ทำให้เราได้ รับคำที่เรียกเครื่องมือเครื่องใช้นั้นๆเข้ามาใช้ด้วย เช่น อาวุธ ทัพพี คนโท 6. การใช้ราชาศัพท์ การใช้ราชาศัพท์เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทย ที่ต้องการแยกศัพท์ ของคนสามัญชนออกจากศัพท์ที่ใช้กับพระราชาและเชื้อพระวงศ์ เป็นเหตุให้เรารับคำบาลี และสันสกฤต ซึ่งถือว่าเป็นภาษาที่สูงเข้ามาใช้ เช่น พระเนตร พระบาท พระกรรณ บางคำก็ รับเข้ามาเป็นคำสุภาพ เช่น บิดา มารดา ฯลฯ 4. ความสัมพันธ์ทางด้านวิชาการ เนื่องจากวิทยาศาสตร์และวิทยาการเจริญกว้างขวางขึ้น ทำให้คำที่ เราใช้อยู่เดิมแคบเข้า จึงจำเป็นต้องรับคำบาลี สันสกฤต เข้ามาใช้ เพื่อความเจริญและความสะดวก เช่น วิทยุ โทรทัศน์ แพทย์ เภสัช ฯลฯ 5. ความสัมพันธ์ทางด้านวรรณคดี วรรณคดีอินเดียมีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทยเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง วรรณคดีสันสกฤต และวรรณคดีที่เนื่องมาจากชาดกในพระพุทธศาสนา เมื่อเรารับเอาวรรณคดี เหล่านี้เข้ามา จึงมีศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวกับวรรณคดีเหล่านี้เข้ามามากมาย เช่น ครุฑ สุเมรู หิมพานต์ ฯลฯ 4


ลักษณะของภาษาบาลีและสันสกฤต ภาษาบาลีและสันสกฤตอยู่ในตระกูลภาษาที่มีวิภัตปัจจัย คือเป็นภาษาที่ที่มีคำเดิมเป็นคำธาตุ เมื่อจะ ใช้คำใดจะต้องนำธาตุไปประกอบกับปัจจัยและวิภัตติ เพื่อเป็นเครื่องหมายบอกพจน์ ลิงค์ บุรุษ กาล มาลา วาจก โครงสร้างของภาษาประกอบด้วย ระบบเสียง หน่วยคำ และระบบโครงสร้างของประโยค ภาษาบาลี และสันสกฤตมีหน่วยเสียง 2 ประเภท คือ หน่วยเสียงสระและหน่วยเสียงพยัญชนะ ดังนี้ 1. หน่วยเสียงสระ หน่วยเสียงสระภาษาบาลีมี 8 หน่วยเสียง คือ อะ อา อิ อีอุ อู เอ โอ หน่วยเสียงภาษาสันสกฤต ตรงกับภาษาบาลี 8 หน่วยเสียง และต่างจากภาษาบาลีอีก 6 หน่วยเสียง เป็น 14 หน่วยเสียง คือ อะ อา อิ อีอุ อู เอ โอ ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦๅ 2. หน่วยเสียงพยัญชนะ หน่วยเสียงพยัญชนะภาษาบาลีมี 33 หน่วยเสียง ภาษาสันสกฤตมี 35 หน่วยเสียง เพิ่มหน่วยเสียง ศ ษ ซึ่งหน่วยเสียงพยัญชนะทั้งสองภาษานี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ พยัญชนะวรรค และพยัญชนะ เศษวรรค วิธีสังเกตคำบาลี 1. สังเกตจากพยัญชนะตัวสะกดและตัวตาม ตัวสะกด คือ พยัญชนะที่ประกอบอยู่ข้างท้ายสระ ประสมกับสระและพยัญชนะต้น เช่น ทุกข์ (ก = ตัวสะกด) ตัวตาม คือ ตัวที่ตามหลังตัวสะกด เช่น สัตย สัจจ ทุกข เป็นต้น คำในภาษาบาลี จะต้องมี สะกดและตัวตามเสมอ โดยดูจากพยัญชนะบาลี มี 33 ตัว แบ่งออกเป็นวรรคดังนี้ แถวที่ 1 2 3 4 5 วรรค กะ ก ข ค ฆ ง วรรค จะ จ ฉ ช ฌ ญ วรรค ฏะ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรค ตะ ต ถ ท ธ น วรรค ปะ ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ 5


มีหลักสังเกตตัวสะกดดังนี้ 1. พยัญชนะตัวที่ 1 , 3 , 5 เป็นตัวสะกดได้เท่านั้น (ต้องอยู่ในวรรคเดียวกัน) 2. ถ้าพยัญชนะตัวที่ 1 สะกด ตัวที่ 1 หรือตัวที่ 2 เป็นตัวตามได้ เช่น สักกะ ทุกข สัจจ ปัจฉิม สัตต หัตถ บุปผา เป็นต้น 3. ถ้าพยัญชนะตัวที่ 3 สะกด ตัวที่ 3 หรือ 4 เป็นตัวตามได้ในวรรคเดียวกัน เช่น อัคคี พยัคฆ์ วิชชา อัชฌา พุทธ คัพภ (ครรภ์) 2. สังเกตจากพยัญชนะ “ฬ” จะมีใช้ในภาษาบาลีในไทยเท่านั้น เช่น จุฬา ครุฬ อาสาฬห์ วิฬาร์ โอฬาร์ พาฬ เป็นต้น 3. สังเกตจากตัวตามในภาษาบาลีจะมาเป็นตัวสะกดในภาษาไทยโดยเฉพาะวรรค ฎ และวรรคอื่น ๆ บางตัว จะตัดตัวสะกดออกเหลือแต่ตัวตามเมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย เช่น บาลี ไทย บาลี ไทย รัฎฐ รัฐ อัฏฐิ อัฐิ ทิฏฐิ ทิฐิ วัฑฒนะ วัฒนะ ปุญญ บุญ วิชชา วิชา สัตต สัต เวชช เวช กิจจ กิจ เขตต เขต นิสสิต นิสิต นิสสัย นิสัย วิธีสังเกตคำสันสกฤต 1. พยัญชนะสันกฤต มี 35 ตัว คือ พยัญชนะบาลี 33 ตัว + 2 ตัว คือ ศ, ษ ฉะนั้นจึงสังเกตจากตัว ศ, ษ มักจะเป็นภาษาสันสกฤต เช่น กษัตริย์ ศึกษา เกษียร พฤกษ์ ศีรษะ เป็นต้น ยกเว้นคำไทยบางคำที่ ใช้เขียนด้วยพยัญชนะทั้ง 2 ตัวนี้ เช่น ศอก ศึก ศอ เศร้า ศก ดาษ กระดาษ ฝรั่งเศส ฝีดาษ ฯลฯ 2. ไม่มีหลักการสะกดแน่นอน ภาษาสันสกฤต ตัวสะกดตัวตามจะอยู่ข้ามวรรคกันได้ ไม่กำหนดตายตัว เช่น อัปสร เกษตร ปรัชญา อักษร เป็นต้น 3. สังเกตจากสระ สระในภาษาบาลี มี 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ส่วนสันสกฤต คือ สระภาษาบาลี 8 ตัว + เพิ่มอีก 6 ตัว คือ สระ ฤ ฤา ภ ภา ไอ เอา 6


ถ้ามีสระเหล่านี้อยู่และสะกดไม่ตรงตามมาตราจะเป็นภาษาสันสกฤต เช่น ตฤณมัย ไอศวรรย์ เสาร์ ไปรษณีย์ ฤาษี คฤหาสน์ เป็นต้น 4. สังเกตจากพยัญชนะควบกล้ำ ภาษาสันสกฤตมักจะมีคำควบกล้ำข้างท้าย เช่น จักร อัคร บุตร สตรี ศาสตร์ อาทิตย์ จันทร์ เป็นต้น 5. สังเกตจากคำที่มีคำว่า “เคราะห์” มักจะเป็นภาษาสันสกฤต เช่น เคราะห์ พิเคราะห์ สังเคราะห์ อนุเคราะห์ เป็นต้น 6. สังเกตจากคำที่มี “ฑ” อยู่ เช่น จุฑา กรีฑา ครุฑ มณเทียร จัณฑาล เป็นต้น 7. สังเกตจากคำที่มี “รร” อยู่ เช่น สรรค์ ธรรม์ วรรณ บรรพต ภรรยา บรรณารักษ์ มรรยาท กรรม ทรรศนะ สรรพ เป็นต้น 7


ลักษณะการยืมคำภาษาบาลีและสันสกฤต ภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาตระกูลเดียวกัน ลักษณะภาษาและโครงสร้างอย่างเดียวกัน ไทยเรา รับภาษาทั้งสองมาใช้ พิจารณาได้ดังนี้ 1. ถ้าคำภาษาบาลีและสันสกฤตรูปร่างต่างกัน เมื่อออกเสียงเป็นภาษาไทยแล้วได้เสียงเสียง ตรงกัน เรามักเลือกใช้รูปคำสันสกฤต เพราะภาษาสันสกฤตเข้ามาสู่ภาษาไทยก่อนภาษาบาลี เราจึงคุ้นกว่า เช่น บาลี สันสกฤต ไทย กมฺม กรฺม กรรม จกฺก จกฺร จักร 2. ถ้าเสียงต่างกันเล็กน้อยแต่ออกเสียงสะดวกทั้งสองภาษา มักเลือกใช้รูปภาษาสันสกฤต มากกว่าภาษาบาลี เพราะเราคุ้นกว่าและเสียงไพเราะกว่า เช่น บาลี สันสกฤต ไทย ครุฬ ครุฑ ครุฐ โสตฺถิ สฺวสฺติ สวัสดี 3. คำใดรูปสันสกฤตออกเสียงยาก ภาษาบาลีออกเสียงสะดวกกว่า จะเลือกใช้ภาษาบาลี เช่น บาลี สันสกฤต ไทย ขนฺติ กฺษานฺติ ขันติ ปจฺจย ปฺรตฺย ปัจจัย 4. รูปคำภาษาบาลีสันสกฤตออกเสียงต่างกันเล็กน้อย แต่ออกเสียงสะดวกทั้งคู่ บางทีเรา นำมาใช้ทั้งสองรูปในความหมายเดียวกัน เช่น บาลี สันสกฤต ไทย กณฺหา กฺฤษฺณา กัณหา, กฤษณา ขตฺติย กฺษตฺริย ขัตติยะ, กษัตริย์ 8


5. ค ำภำษำบำลีสันสกฤตที่ออกเสียงสะดวกทั้งคู่ บำงทีเรำยืมมำใช้ ทั้งสองรูป แต่น ำมำใช้ใน ควำมหมำยที่ต่ำงกัน เช่น บาลี สันสกฤต ไทย ความหมาย กิริยา กฺริยา กิริยา อาการของคน กริยา ชนิดของคำ โทส เทฺวษ โทสะ ความโกรธ เทวษ ความเศร้าโศก 9


คำภาษาบาลีและสันสกฤตในวรรณคดีไทย คำภาษาบาลีและสันสกฤตปรากฏในวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนกระทั่งในสมัย ปัจจุบันทั้งที่ เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง คือพบตั้งแต่ในศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหงแม้จะมีไม่มากนัก แต่ก็เป็น หลักฐานยืนยันได้ว่า ในสมัยสุโขทัยนั้นไทยได้นำภาษาบาลีและสันสกฤตมาใช้ในภาษาไทยของเราแล้ว และ ในสมัยต่อมาก็ปรากฏว่านิยมใช้คำภาษาบาลีและสันสกฤตในการแต่งวรรณคดีมากขึ้น วิสัณติ์ กฏแก้ว ได้กล่าวถึงเหตุที่ทำให้คำบาลีและสันสกฤตเป็นที่นิยมชมชอบในการนำมาใช้ในทาง วรรณคดี พอจะสรุปได้ดังนี้ 1. วรรณคดีไทยเป็นวรรณกรรมที่ถือเอาเสียงไพเราะเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณคดีประเภท ร้อยกรอง นอกจากจะถือเอาความไพเราะของเสียงเป็นสำคัญแล้ว ในการประพันธ์วรรณกรรม ประเภทฉันท์ จะต้องถือคำ ครุ ลหุ เป็นสำคัญอีกด้วย คำที่เป็นเสียงลหุในภาษาไทยมีน้อยมาก จึง จำเป็นจะต้องใช้ศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤต เพราะสามารถเลือกคำลหุ ครุ ได้มาก และสามารถ ดัดแปลงให้เข้ากับภาษาของเราได้ดี 2. คนไทยถือว่าคำบาลีและสันสกฤตเป็นคำสูง เพราะเป็นคำที่ใช้เผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้า และผู้ที่ ใช้คำภาษาบาลีและสันสกฤตส่วนใหญ่อยู่ในฐานะควรแก่การเคารพบูชาทั่วไป เช่น พระสงฆ์ พราหมณ์ เป็นต้น ดังนั้นการแต่งฉันท์ที่ถือกันว่าเป็นของสูง จึงนิยมใช้คำบาลีและสันสกฤต 3. วรรณคดีไทยโดยมากมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งจะต้องใช้คำราชาศัพท์ การใช้คำภาษา บาลีและสันสกฤตที่เป็นคำราชาศัพท์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเช่น พระเนตร พระพักตร์ พระกรรณ เป็นต้น 4. การใช้คำภาษาบาลีและสันสกฤตแต่งฉันท์ เป็นเครื่องแสดงภูมิรู้ของผู้แต่งว่ามีความรู้ภาษาบาลีและ สันสกฤตเป็นอย่างดี มีคนเคารพนับถือและยกย่องว่าเป็น “ปราชญ์” 10


บทสรุป รายงานได้ศึกษาความเป็นมาของภาษาบาลีและสันสกฤตที่เข้ามาปะปนในภาษาไทย มีวัตถุประสงค์ที่จะ ทำให้เข้าใจและรู้ที่มาที่ไปของภาษาบาลีและสันสกฤต และเพื่อให้เห็นความสำคัญของภาษาบาลีและสันสกฤต ต้องการทราบถึงเหตุที่ภาษาบาลีและสันสกฤตเข้ามาปะปนในภาษาไทย ลักษณะของภาษาบาลีและสันสกฤต วิธีสังเกต ลักษณะการยืมคำของภาษาบาลีและสันสกฤต และคำภาษาบาลีและสันสกฤตในวรรณคดีไทย วิธีการศึกษา การศึกษาภาษาบาลีและสันสกฤต คณะผู้จัดทำได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยกับภาษาบาลีและ สันสกฤตที่เข้ามาปะปนในภาษาไทย โดยการค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและสอบถามพ่อแม่พี่น้องหรือคุณครูที่ พอจะเข้าใจในภาษาบาลีและสันสกฤตว่ามีความเป็นมาอย่างไร และนำข้อมูลมาวิเคราะห์จัดทำเป็นรูปเล่น รายงาน 11


บรรณานุกรม ที่มาของแหล่งข้อมูล https://palidict.com/ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตในภาษาไทย https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/27486 https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/20038 12


Click to View FlipBook Version