The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nong Teemee, 2023-08-20 11:35:30

ศาสนาของเรา

.

เรื่อ รื่ ง:ศาสนาต่างๆ


คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) ฉบับนี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ของวิชวิาพระพุทธศาสนา เพื่อศึกษาหาความรู้ในศาสนาทั้ง 4 ศาสนา ได้แก่ ศาสนา พุทธ ศาสนาคริสริต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับบุคคลที่ต้องการศึกษาทั้ง 4 ศาสนานี้ไม่มากก็น้อย กลุ่ม.. คณะผู้จัดทำ 1.ด.ช.วสุพล วรเวทย์ธนิต ม.2/10 เลขที่40 2.ด.ช.เกียรติพงศ์ นิธิธรรมรัตน์ ม.2/10 เลขที่39 3.ด.ช.รัฐพล ติรธนภัทร ม.2/10 เลขที่36 4.ชิษณุพงศ์ สาริกริา ม.2/10 เลขที่23 (ไม่ช่วยทำ ) 2


สารบัญ เนื้อเรื่อ รื่ งหน้า หน้า ประวัติของ เจ้าชายสิทธัถะ 3 4 การขนานนามและ ทรงเจริญพระชนม์ 5-7 เจ้าชายสิทธัตถะทรง อภิเษกสมรส 8 เจ้าชายสิทธัตถะออกบรรพชา 9 เข้าศึกษาต่อสำ นักดาบส 10-11 บำ เพ็ญเพียรทุกกิริยา 12 ตรัสรู้ 13-14 ประกาศศาสนาครั้งแรก 15 ทรงปรินิพาน 16-18 วันสำ คัญทางศาสนาพุทธ 19


ศาสนาพุทธ พุทธประวัติ ประสูติ พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า " สิทธัตถะ " เป็น ป็ พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนางสิริม ริ หามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้น สักกะ พระองค์ทรงถือกำ เนิดในศากยวงค์ สกุล โคตมะ พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ขึ้ ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ( เดือนวิส วิ าขะ ) ปีจอ ก่อน พุทธศักราช ๘O ปี ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่ง ซึ่ ตั้งอยู่ระหว่าง กรุงกบิล พัสดุ์ แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโก ลิยะ ( ปัจจุบันคือตำ บลรุมมินเด ประเทศเนปาล ) 4


พระราชกุมารได้รับการทำ นายจากอสิตฤาษี หรือ รื กาฬเทวิลวิดาบส มหาฤาษีผู้บำ เพ็ญฌานอยู่ ในป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระ เจ้าสุทโธทนะว่า " พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยริม นุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มี ลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวัง ผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสใน โลกเป็นแน่ " หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะ โปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญ พราหมณ์ ผู้เรีย รี นจบไตรเพท จำ นวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำ นายพระลักษณะของพระราชกุมาร พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนาม ว่า "สิทธัตถะ" มีความหมายว่า " ผู้มีความสำ เร็จ สมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ " ส่วน พราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรง วิทวิยาคุณประเสริฐริกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำ นายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ทำ นายไว้ ๒ ประการ คือ " ถ้าพระราช กุมารเสด็จอยู่ครองเรือ รื นก็จักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือ รื ถ้าเสด็จออกผนวชเป็น บรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ ไม่มีกิเลสใน โลก" ส่วน โกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้ มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำ นายเพียงอย่างเดียว ว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวัง ผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก การขนานพระนาม และ ทรงเจริญ ริ พระชนม์ 5


การขนานพระนาม และ ทรงเจริญริ พระชนม์(ต่อ) เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราช มารดาก็เสด็จสวรรคต ( การเสด็จสวรรคตดัง กล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของ พระพุทธเจ้า ) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมาย ให้พระนางมหาปชาบดี โคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐา ของพระนางสิริมริหามายา เป็นผู้ถวายอภิบาล เลี้ยงดู เมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญริมีพระ ชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำ นัก อาจารย์วิศวิวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกล ไปยังแคว้นต่างๆ เพราะเปิดสอนการขนานพระนาม และทรงเจรญพระชนม์ พระราชกุมารได้รับการทำ นายจากอสิตฤาษี หรือรืกาฬเทวิลวิดาบส มหาฤาษีผู้บำ เพ็ญฌานอยู่ ในป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระ เจ้าสุทโธทนะว่า " พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยริม นุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มี ลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวัง ผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสใน โลกเป็นแน่ " หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะ โปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญ พราหมณ์ ผู้เรียรีนจบไตรเพท จำ นวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำ นายพระลักษณะของพระราชกุมาร 6


พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนาม ว่า "สิทธัตถะ" มีความหมายว่า " ผู้มีความสำ เร็จ สมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ " ส่วน พราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรง วิท วิ ยาคุณประเสริฐริ กว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำ นายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ทำ นายไว้ ๒ ประการ คือ " ถ้าพระราช กุมารเสด็จอยู่ครองเรือ รื นก็จักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือ รื ถ้าเสด็จออกผนวชเป็น บรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ ไม่มีกิเลสใน โลก" ส่วน โกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้ มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำ นายเพียงอย่างเดียว ว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวัง ผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกศิลปวิท วิ ยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชาย สิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิท วิ ยา เหล่านี้ได้อย่างว่องไว และเชี่ยวชาญจนหมด ความสามารถของพระอาจารย์ การขนานพระนาม และทรงเจริญ ริ พระชนม์(จบ) 7


ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชาย สิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระจักพรรดิผู้ทรง ธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำ ราญ แวดล้อมด้วย ความบันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัย ให้มั่นคงในทางโลก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญริพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำ ริว่ริว่าพระ ราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้าง ปราสาทอันวิจิวิจิตรงดงามขึ้น ๓ หลัง สำ หรับให้พระ ราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำ ราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาทตามลำ ดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือรืยโสธรา พระราชธิดาของ พระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้ สวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนาง พิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราช หฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรง ทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า " ราหุล,ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่อรื่งจองจำ เกิดแล้ว " อภิเษกสมรส 8


เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบู ริ บู รณ์ ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติมหาศาลก็ มิได้พอพระทัยในชีวิต วิ คฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัย ฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่อ รื่ งนำ ทางซึ่งความ พ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ บรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต วิ และพอพระทัย ในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จทรงออกผนวช เพื่อ แสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจาก วัฏสงสารไม่กลับมาเวีย วี นว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสิน พระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อมด้วยนายฉันนะ มุ่งสู่แม่น้ำ อโนมานที แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร ) เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำ อโนมานทีแล้วทรงอธิษฐานเพศเป็น บรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำ เครื่อ รื่ ง อาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์ ออกบรรพชา 9


เข้าศึกษาในสำ นักดาบส ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงเสด็จ ไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมา เฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ ได้ทรงเห็นพระจริย ริ าวัตร อันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระ สมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็น ทางอันเกษม จะจาริก ริไปเพื่อบำ เพ็ญเพียร และทรงยินดีใน การบำ เพ็ญเพียรนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า " ท่านจัก เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก "ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทรัตถะได้ทรงศึกษาในสำ นักอาฬารดาบส กาลาม โคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ เข้าศึกษาในสำ นักดาบส 10


กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำ นักของอาฬา รดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติย ฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญ วิ ญานัญจายตนฌาน และ อา กิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ใน สำ นักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนว สัญญานาสัญญายตนฌาน สำ หรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌาน นั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำ ลังประทับขัดสมาธิเจริญ ริ อานา ปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัป ปมงคล ( แรกนาขวัญ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อสำ เร็จการศึกษาจากทั้งสองสำ นักนี้แล้วพระองค์ทรง ทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตาม ที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไป ใกล้บริเ ริ วณแม่น้ำ เนรัญชรา ที่ตำ บลอุรุเวลาเสนานิคม กรุง ราชคฤห์ แคว้นมคธ เข้าศึกษาต่อสำ นักดาบส(จบ) 11


" ทุกร " หมายถึง สิ่งที่ทำ ได้ยาก " ทุกรกิริย ริ า" หมายถึงการกระทำ กิจที่ทำ ได้ยาก ได้แก่การบำ เพ็ญเพียร เพื่อบรรลุธรรมวิเ วิศษ" เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระ ปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรีย รี นใน สำ นักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้ำ เนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรงบำ เพ็ญทุกรกิริย ริ า คือการบำ เพ็ญอย่าง ยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหาร การ ทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์ การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรง บำ เพ็ญทุกรกิริย ริ าเป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรม อันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการ บำ เพ็ญทุกรกิริย ริ า แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อ บำ รุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธี วิธีใหม่ ในขณะที่ พระมหาบุรุษทรงบำ เพ็ญทุกรกิริย ริ านั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่า พระมหาบุรุษ ตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอน ถ่ายทอดความรู้บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการ บำ เพ็ญทุกรกิริย ริ า ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไป อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เป็นผลให้ พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำ พังในที่อันสงบเงียบ บำ เพ็ญเพียรทุกรกิริย ริ า 12


ต รั ส รู้ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ท ร ง ต รั ส รู้ เว ล า รุ่ ง อ รุ ณ ใน วั นวั เ พ็ ญ เ ดื อ น ๖ ( เ ดื อ น วิ ส วิ า ข ะ ) ปี ร ะ ก า ก่ อ น พุ ท ธ ศั ก ร า ช ๔ ๕ ปี น า ง สุ ข า ด าไ ด้ นำ ข้ า ว ม ธุ ป า ย า ส เ พื่ อไป บ ว ง ส ร ว ง เ ท ว ด า ค รั้ น เ ห็ น พ ร ะ ม ห า บุ รุ ษ ป ร ะ ทั บ ที่โ ค น ต้ น อ ช ป า ล นิโ ค ร ธ ( ต้ นไท ร ) ด้ ว ย อ า ก า ร อั น ส ง บ น า ง คิ ด ว่ า ว่ เ ป็ น เ ท ว ด า จึ ง ถ ว า ย ข้ า ว ม ธุ ป า ย า ส แ ล้ ว พ ร ะ อ ง ค์ เ ส ด็ จไป สู่ ท่ า สุ ป ดิ ษ ฐ์ ริ ม ริ ฝั่ ง แ ม่ น้ำ เ น รั ญ ช ร า ท ร ง ว า ง ถ า ด ท อ ง คำ บ ร ร จุ ข้ า ว ม ธุ ป า ย า ส แ ล้ ว ล ง ส ร ง ส น า น ชำ ร ะ ล้ า ง พ ร ะ ว ร ก า ย แ ล้ ว ท ร ง ผ้ า ก า ส า ว พั ส ต ร์ อั น เ ป็ น ธ ง ชั ย ข อ ง พ ร ะ อ ร หั น ต สั ม ม า สั ม พุ ท ธ เ จ้ า ทุ ก พ ร ะ อ ง ค์ ห ลั ง จ า ก เ ส ว ย แ ล้ ว พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง จั บ ถ า ด ท อ ง คำ ขึ้ น ม า อ ธิ ษ ฐา น ว่ า ว่ " ถ้ า เ ร า จั ก ส า ม า ร ถ ต รั ส รู้ไ ด้ใน วั นวั นี้ ก็ ข อให้ ถ า ด ท อ ง คำ ใบ นี้ จ ง ล อ ย ท ว น ก ร ะ แ ส น้ำ ไป แ ต่ ถ้ า มิไ ด้ เ ป็ น ดั ง นั้ น ก็ ข อให้ ถ า ด ท อ ง คำ ใบ นี้ จ ง ล อ ยไป ต า ม ก ร ะ แ ส น้ำ เ ถิ ด " แ ล้ ว ท ร ง ป ล่ อ ย ถ า ด ท อ ง คำ ล งไปใน แ ม่ น้ำ ถ า ด ท อ ง คำ ล อ ย ตั ด ก ร ะ แ ส น้ำ ไป จ น ถึ ง ก ล า ง แ ม่ น้ำ เ น รั ญ ช ร า แ ล้ ว ล อ ย ท ว น ก ร ะ แ ส น้ำ ขึ้ นไปไก ล ถึ ง ๘ ㆍ ศ อ ก จึ ง จ ม ล ง ต ร ง ที่ ก ร ะ แ ส น้ำ ว น ใน เว ล า เ ย็ น พ ร ะ อ ง ค์ เ ส ด็ จ ก ลั บ ม า ยั ง ต้ นโพ ธิ์ ที่ ป ร ะ ทั บ ค น ห า บ ห ญ้ า ชื่ อโส ต ถิ ย ะไ ด้ ถ ว า ย ห ญ้ า ปู ล ปู า ด ที่ ป ร ะ ทั บ ณ ใ ต้ ต้ นโพ ธิ์ พ ร ะ อ ง ค์ ป ร ะ ทั บ หั น พ ร ะ พั ก ต ร์ไป ท า ง ทิ ศ ต ะ วั นวั อ อ ก แ ล ะ ท ร ง ตั้ ง จิ ต อ ธิ ษ ฐา น ว่ า ว่ " แ ม้ เ ลื อ ดใน ก า ย ข อ ง เ ร า จ ะ เ หื อ ด แ ห้ งไป เ ห ลื อ แ ต่ ห นั ง เ อ็ น ก ร ะ ดู ก ก็ ต า ม ถ้ า ยั งไม่ บ ร ร ลุ ธ ร ร ม วิ เ วิ ศ ษ แ ล้ ว จ ะไม่ ย อ ม ห ยุ ด ค ว า ม เ พี ย ร เ ป็ น อั น ข า ด " เ มื่ อ ท ร ง ตั้ ง จิ ต อ ธิ ษ ฐา น เ ช่ น นั้ น แ ล้ ว พ ร ะ อ ง ค์ ก็ ท ร ง สำ ร ว ม จิ ตให้ ส ง บ แ น่ ว แ น่ มี พ ร ะ ส ติ ตั้ ง มั่ น มี พ ร ะ ว ร ก า ย อั น ส ง บ มี พ ร ะ ห ทั ย แ น่ ว แ น่ เ ป็ น ส ม า ธิ บ ริ สุ ริ สุ ท ธิ์ ผุ ด ผ่ อ ง ป ร า ศ จ า ก กิ เ ล ส ป ร า ศ จ า ก ค ว า ม เ ศ ร้ า ห ม อ ง อ่ อ นโย น เ ห ม า ะ แ ก่ ก า ร ง า น ตั้ ง มั่ นไม่ ห วั่ นวั่ไห ว ท ร ง น้ อ ม พ ร ะ ทั ยไป เ พื่ อ ปุ พ ปุ เ พ นิ ว า ส า นุ ส ส ติ ญ า ณ ( ญ า ณ เ ป็ น เ ห ตุ ร ะ ลึ ก ถึ ง ขั น ธ์ ที่ อ า ศั ยใน ช า ติ ป า ง ก่ อ นไ ด้ ใน ป ฐ ม ย า ม แ ห่ ง ร า ต รี ต่ อ จ า ก นั้ น ท ร ง น้ อ ม พ ร ะ ทั ยไป เ พื่ อ จู ตุ ป า ต ญ า ณ ( ญ า ณ กำ ห น ด รู้ ก า ร ต า ย ก า ร เ กิ ด ข อ ง สั ต ว์ ทั้ว์ ทั้ง ห ล า ย ) ห ยั่ ง รู้ใน ธ ร ร ม เ ป็ น ที่ สิ้ นไป แ ห่ ง อ า ส ว กิ เ ล ส ทั้ ง ห ล า ย ) คื อ ท ร ง รู้ ชั ด ต า ม ค ว า ม เ ป็ น จ ริ ง ริ ว่ า ว่ นี้ ทุ ก ข์ นี้ ทุ ก ข ส มุ ทั ย นี้ ทุ ก ข นิโร ธ นี้ ทุ ก ข นิโร ธ ค า มิ นี ป ฏิ ป ท า นี้ อ า ส ว ะ นี้ อ า ส ว ส มุ ทั ย นี้ อ า ส ว นิโร ธ นี้ อ า ส ว นิโร ธ ค า มิ นี ป ฏิ ป ท า 1 3


เมื่อทรงรู้ เห็นอย่างนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ ภ วาสวะ และ อวิช วิ ชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรง รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ แล้ว ทำ กิจที่ควรทำ เสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็น อย่างนี้อีกต่อไป นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิช วิ ชาที่ ๓ คือ อา สวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม แห่งราตรีนั้ รีนั้ นเอง ซึ่งก็คือการ ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ เจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำ เพ็ญพระบารมีมาอย่าง ยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ขณะ พระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับแต่วันที่สด็จออกผนวช จนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี พระธรรมอันประเสริฐริ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริย ริสัจ ๔ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ) ตรัสรู้(จบ) 14


เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุวิมุ ติสุข ณ บริเริวณต้นพระศรีม รี หาโพธิ์เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ทรงรำ พึง ว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสำ หรับคนทั่วไป จึง ทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม พระ สหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้ โปรดมนุษย์ โดยเปรีย รี บเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔ เหล่า และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่ สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้ ยังมีอยู่ " พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อม พระทัยไปในการแสดงธรรม แล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ( เดือนอาสาฬหะ เรีย รี กว่า ธรรมจักกัปป วัตตนสูตร ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่านปัญญาโกณ ทัณญะได้ธรรมจักษุ คือบรรลุพระโสดาบัน ได้ทูลขอ อุปสมบทในพระธรรมวินัวินั ย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า เรีย รี กการบวชครั้งนี้ว่า " เอหิภิกขุอุปสัมปทา " พระ อัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธ ประกาศศาสนาครั้งแรก 15


ทรงปรินิ รินิ พาน พระพุทธเจ้าทรงบำ เพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ 80 พรรษา พระองค์เสด็จจำ พรรษาสุดท้ายณ เมืองเวสาลี ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยัง ประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ทรงพระดำ เนินจากเวสาลีสู่ เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิ รินิ พพาน ณ เมืองนั้น พระพุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่งเคย เป็นที่ประทับ นับเป็นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็นครั้ง สุดท้าย แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองปาวา เสวยพระกระยาหาร เป็นครั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่ง ทรงข่มอาพาธ ประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน (ป่าสาละ)ของเจ้า มัลละเมืองกุสินารา ก่อนเสด็จดับขันธปรินิ รินิ พพานพระองค์ ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพ ริ าชก นับเป็นสาวกองค์ สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และปุถุชน พระราชา ชาวเมืองกุสินารา และจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ พระพุทธองค์ได้มีพระดำ รัส ครั้งสำ คัญว่า " โย โว อานนท ธมม จ วิน วิโย มยา เทสิโต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา " อันแปลว่า " ดูก่อน 16


อานนท์ ธรรมและวินัวินั ยอันที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่ เธอทั้งหลาย ธรรมวินัวินั ยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว " และพระพุทธองค์ได้แสดง ปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้ เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย สังขาร ทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา . ท่านทั้งหลายจงทำ ความรอดพ้นให้บริบูริบู รณ์ถึงที่สุด ด้วย ความไม่ประมาทเถิด " แม้เวลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ ๒๕ แล้ว นับตั้งแต่ พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสด็จ ดับขันธปรินิรินิพพานที่นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดีย แต่คำ สั่งสอนอันประเสริฐริของพระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วย ไม่ คำ สั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่ เป็นเครื่อ รื่ งนำ บุคคลให้ข้าม พ้นจากความมีชีวิตวิขึ้นไปสู่ซึ่งคุณค่ายิ่งกว่าชีวิตวิคือการพ้น จากวัฎสงสารนั่นเอง หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิรินิพพานแล้ว สาวกของพระองค์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และมิใช่พระอรหันต์ได้ช่วยบำ เพ็ญ กรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันประเสริฐริไปทั่วประเทศอินเดีย และ ขยายออกไปทั่วโลก เป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็น จริงริมีเหตุผลเชื่อถือได้และ เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและ เสรีภ รี าพอย่างแท้จริงริ ทรงปรินิ รินิ พาน(ต่อ) 17


สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์ ๑. ปุพพณเห ปิณฑปาตญจ ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาต เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ ๒.สายณเห ธมมเทสน ตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรด มหาชนที่มาเข้าเฝ้า ๓.ปโทเส ภิกขุโอวาท ตอนหัวค่ำ ประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้ง เก่าและใหม่ ๔.อฑฒรตเต เทวปญหาน ตอนเที่ยงคืนทรงวิสัวิสั ชชนา ปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ ๕.ปจจสเสว คเต กาเล ภพพาภพเพ วิโวิ ลกน ตอนใกล้รุ่ง ตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แล้วเสด็จไปโปรดถึงที่ แม้ว่าหนทางจะลำ บากเพียงใด ก็ตาม ทรงปรินิ รินิ พาน(จบ) 18


1.วันวิสวิาขบูชาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 โดยวันนี้มีเหตุการณ์สำ คัญเกิดขึ้น 3 ประการ คือ เป็นวันพระ พุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณ และเสด็จเข้าสู่ปรินิรินิพพาน เนื่องจากล้วนมีเหตุการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับการถือกำ เนิดของพระพุทธศาสนา ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงได้ยกย่องให้วัน วิสวิาขบูชาเป็น "วันสำ คัญสากล" (International Day) ในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542 2.วันอัฏฐมีบูชาตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีรรีะ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ ดับขันธปรินิรินิพพานแล้ว 8วัน นับเป็นวันที่ให้ชาวพุทธแสดงความโศกเศร้าเสียใจ เนื่องจากต้องสูญเสีย พระบรมสรีรรีะแห่งองค์พระบรมศาสดา 3.วันอาสาฬหบูชาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาเป็นครั้งแรก โดยทรงแสดงปฐมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตนสูตร โปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ซึ่งถือเป็นวันแรกที่มีพระรัตนตรัยครบองค์ 3 คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ 4.วันเข้าพรรษาตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ในอดีตเป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์จะอยู่จำ พรรษา โดยไม่ไปค้าง แรมที่อื่น เป็นระยะเวลา 3 เดือนในช่วงฤดูฝน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พระภิกษุสงฆ์ไปเหยียบพืชพันธุ์ ในนาของชาวบ้านเสียหาย ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านานตั้งแต่สมัยสุโขทัย 5.วันออกพรรษา ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันที่มีการประกอบพิธีทำ สังฆกรรม เรียรีกว่า "มหา ปวารณา" เป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ทำ ให้ได้รู้ข้อบกพร่องของตน และยังเปิด โอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกันอีกด้วย วันสำ คัญทางศาสนาพุทธ 19


Click to View FlipBook Version