The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศสาตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย

บทความ

1 ผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย THE EFFECT OF COOKING ACTIVITIES ON SCIENTIFIC PROCESS SKILL LEARNING METHOD OF PRESCHOOL CHILDREN ตติยา เชื้อวังค า1 และญาณีช่อสูงเนิน2 Tatiya Chuewangkham1 and Yanee Chosungnoen2 1,2สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 1,2Early Childhood Education of Education, UdonThani Rajabhat University บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของ เด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มี อายุระหว่าง 5 - 6 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนนสูง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้เลือกแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) มา 19 คน ผู้วิจัยเป็นผู้ด าเนินการทดลองด้วย ตนเอง โดยท าการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 50 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้ง นี้ คือ แผนการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย แบบ แผนการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง แบบ One Group Pretest – Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ t – test for Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสูงกว่า ก่อนได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค าส าคัญ: กิจกรรมประกอบอาหาร, ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ABSTRACT The Purposes of This research were to comparing basic science skills of early childhood before and after organizing learning experiences by using a set of cooking activities, Sample group used for this research were 19 boys and girls with 5 - 6 years of age, Kindergarten year 1, second semester of 2023 academic year, Chumchonnonsung School of Udon Thani, The instruments used in study were the plans learning experience cooking activities and the test of basic science skill sets, The experiment followed single–group pretest–posttest design. The data were analyzed by using dependent sample t-test. The findings were as follows : Early childhood children who have been provided with learning experiences by using a set of cooking activities Have basic science skills After organizing the experience higher than before the experience arrangement with statistical significance at .05 level Keywords: Cooking Activities, Science Process Skill 1 นักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2 อาจารย์ประจ าสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


2 บทน า ทรัพยากรมนุษย์ เป็นปัจจัยที่ส าคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ และการศึกษาเป็นเครื่องมือที่ส าคัญที่สุดอย่าง หนึ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น เป็นกระบวนการที่จะต้องท าต่อเนื่องตลอด ชีวิต ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา วัยทารก วัยเด็ก วัยเรียน วัยท างาน และวัยชรา โดยเฉพาะในวัยเด็กยิ่งมีความส าคัญ อย่างยิ่งในการปูพื้นฐานพัฒนาการและชีวิตของคน (อารี สัณหฉวี และคณะ, 2559 : ค าน า) เพราะเด็กปฐมวัยหรือเด็ก วัยตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 5 ปี เป็นช่วงวัยที่มีอัตราของการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ถ้าเด็กได้รับ การเลี้ยงดูที่ดีและถูกต้องตามหลักจิตวิทยา และหลักวิชาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เด็กก็จะพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ (จิตตินันท์ เดชะคุปต์, 2558 : 3-5) ซึ่งสอดคล้องกับ พัชรี ผลโยธิน และอรุณี หรดาล (2563 : 1-13) ที่กล่าวว่า ช่วงเวลาที่ส าคัญและจ าเป็นที่สุดในการพัฒนาสมองคือในช่วง 5 ปีแรกของชีวิต เด็กที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูและพัฒนา อย่างถูกต้องในช่วงเวลานี้เมื่อพ้นวัยนี้แล้วโอกาสทองเช่นนี้จะไม่หวนกลับมาอีก ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ช่วงชีวิตปฐมวัยมี ความส าคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาบุคคลในช่วงวัยแรกเริ่มของชีวิต ซึ่งเด็กในระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน อย่างรวดเร็ว อันส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในด้านต่าง ๆ ตามมาด้วย พ่อแม่และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กจึงต้องให้ การอบรมเลี้ยงดูเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพและยั่งยืนต่อไป ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาทส าคัญในสังคม เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือพัฒนาคนในชาติให้มี ความสามารถแสวงหาความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และแก้ปัญหา โดยใช้วิธีสืบเสาะ ค้นคว้า เพื่อให้เกิดความรู้ ความ จริงทางวิทยาศาสตร์ อันจะน าไปสู่การคิด การตัดสินใจ อย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นทักษะที่จ าเป็นและมีความส าคัญในการ ด าเนินชีวิต (ชุลีพร สงวนศรี, 2550 : 1) การน าวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ จะต้องวางพื้นฐานให้ดีตั้งแต่ช่วง ปฐมวัย ซึ่งเป็นวัยทองของการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว โดยธรรมชาติเด็กปฐมวัยมีความอยากรู้ อยากเห็น อยาก ส ารวจ ค้นคว้า ทดลอง จ าแนก สังเกตและเปรียบเทียบด้วยตนเองโดยผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ใน ชีวิตประจ าวันของเด็กจึงมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นรมอยู่ด้วยตลอดเวลา ประสบการณ์ที่มีคุณภาพ และเหมาะสมกับวัยที่เด็กควรได้รับนี้ จะน าไปสู่การพัฒนาประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต (ปราณีต มาลัยวงษ์, 2550 : 18) ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงมีความส าคัญอย่างยิ่งที่ช่วยตอบสนองความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติของเด็กปฐมวัย ให้มีเจตคติที่ดีต่อการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง เรื่องราวที่น่าสนใจต่าง ๆ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็น เครื่องมือกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้ถึงสภาพปัญหา วิธีแก้ปัญหา การแสวงหาความรู้เพิ่มเติม การพัฒนาความรู้ ความคิด ความสามารถค้นคว้า คิดค้นสิ่งแปลกใหม่ และการมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ในขั้นสูงต่อไป โรงเรียนชุมชนโนนสูง เป็นโรงเรียนในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 เปิดท า การสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนในระดับชั้น อนุบาลปีที่ 3/1 จากการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยโรงเรียนชุมชนโนนสูง ใช้เกณฑ์การประเมินของส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการประเมินพบว่า เด็กมีพัฒนาการทุกด้าน โดยรวมอยู่ในระดับดี แต่เมื่อแยกเป็นรายพัฒนาการ พบว่า พัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กต่ ากว่าพัฒนาการ ด้านอื่น ๆ และต่ ากว่าเปูาหมายของทางโรงเรียนที่ตั้งเปูาหมายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อเสริมสร้าง พัฒนาการของเด็กปฐมวัยในแต่ละด้านไว้ร้อยละ 75 ซึ่งผลการประเมินพัฒนาการของเด็กพบว่าพัฒนาการด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้น แต่พัฒนาการด้านสติปัญญาหรือการเตรียมความพร้อมของพัฒนาการด้านสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ต่ ากว่า เปูาหมาย โดยเฉพาะมาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีความความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ เหมาะสมกับวัย อยู่ในร้อยละ 65.41 ระดับคุณภาพ พอใช้ (โรงเรียนชุมชนโนนสูง, 2566 : 27) และจากการสังเกตการ


3 เรียนรู้ของเด็กในชั้นเรียน พบว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กยังไม่เป็นที่น่าพอใจเพราะเด็กขาดทักษะ การสังเกต ทักษะการจ าแนกประเภท ตลอดจนการสนทนาโต้ตอบและแสดงความคิดเห็น เด็กยังไม่กล้าที่จะแสดงออก เท่าที่ควรซึ่งทักษะดังกล่าวจ าเป็นที่จะต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดกับเด็กโดยจัดกิจกรรมเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ ตามแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้รับข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษาปฐมวัย ว่าเด็ก ควรได้รับการพัฒนาส่งเสริมในเรื่องการรู้จักตั้งค าถาม ส ารวจ จดจ าในสิ่งต่างๆ จากการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิม การจัดการเรียนรู้ทักษะและกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มี ความสามารถในการเรียนรู้และจดจ ามากที่สุด มีความอยากรู้ อยากเห็นและความกระตือรือร้น อันเป็นกุญแจหลักที่ จะเปิดประตูสู่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเด็กปฐมวัยยังขาดประสบการณ์ทักษะในด้านนี้ การจัดการเรียนรู้ของเด็ก ยังขาดความเป็นระบบและยังไม่ได้รับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เท่าที่ควร ดังนั้นจึงมีความจ าเป็นยิ่งที่จัดประสบการณ์ การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับปฐมวัย จะท าให้เด็กมีความพร้อมในการศึกษาขั้นต่อไป การจัดกิจกรรมประกอบอาหาร จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถส่งเสริมให้เด็กเกิดทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้ เนื่องจากเด็กได้รับประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรมผ่านขั้นตอนและกระบวนการประกอบอาหาร ประเภทต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ เกิดความคิดรวบยอดและพัฒนาทักษะกระบวนการ ต่าง ๆ อย่างสมดุล จากการได้ลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ จนสามารถสร้างความรู้ได้ด้วย ตนเองการจัดประสบการณ์การประกอบอาหารเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ อีกทั้งยัง ปลูกฝังเด็กให้เด็กมีพฤติกรรมทางด้านสุขภาพ สุขอนามัย และโภชนาการที่ดี กิจกรรมที่จัดให้กับเด็กปฐมวัย จุดประสงค์ส าคัญไม่ได้มีขึ้นเพื่อผลของงานคืออาหารที่ท าเสร็จ แต่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กได้เกิดความสนุกสนาน เร้าความ สนใจในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เน้นกระบวนการระหว่างการท ากิจกรรมเป็นส าคัญ เน้นให้เด็กเกิดประสบการณ์ การเรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส ให้เด็กได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นยังปลูกฝังให้เด็กมีสุขนิสัยที่ดี มีมารยาทที่ดีในการรับประทาน อาหาร การประหยัด ความสะอาด รวมถึงการสร้างนิสัยรักการท างาน ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา ฝึกการสังเกต ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และที่ส าคัญฝึกการติดตามขั้นตอนต่างๆและมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรมตั้งแต่เริ่มต้นจน เกิดเป็นผลงาน เด็กได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ท าได้มาจากไหน หรือได้มาอย่างไร (ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์, 2558 : ออนไลน์) ด้วยเหตุผลดังกล่าวถึงข้างต้น ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูปฐมวัยจึงสนใจที่จะศึกษาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร เพื่อเป็นแนวทางให้กับครูและบุคลากรทางการ ศึกษารวมทั้งผู้ที่สนใจได้ศึกษาในการที่จะพิจารณาเลือกจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มี ความสามารถอันเป็นพื้นฐานในการปรับตัวและด ารงชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุขต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมประกอบ อาหาร สมมติฐานของการวิจัย หลังการจัดกิจกรรมประกอบอาหารเด็กปฐมวัยมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนการทดลอง


4 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า วิธีด าเนินการวิจัย 1. ประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชาย – หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้น อนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนนสูง อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชาย – หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้น อนุบาลปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนนสูง อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จ านวน 19 คน จากการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร 2. แบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ท าหนังสือขออนุญาตด าเนินการศึกษาเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ที่มีต่อทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย เสนอต่อผู้อ านวยการโรงเรียนชุมชนโนนสูง อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 2. สร้างความคุ้นเคยกับเด็กที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในห้องเรียน เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ 3. แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารเพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น พื้นฐานของเด็กปฐมวัยให้ผู้ปกครองของกลุ่มตัวอย่างทราบถึงกระบวนการในการด าเนินการจัดกิจกรรม และบทบาท ของผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยให้กับเด็กโดยการประกอบ อาหาร 4. ก่อนท าการทดลองผู้วิจัยท าการทดสอบ (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่าง 19 คน โดยใช้แบบทดสอบทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยเป็นรายบุคคล จ านวน 15 ข้อ ใช้เวลาข้อละไม่เกิน 2 นาที การจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น พื้นฐานของเด็กปฐมวัย 1. ทักษะการสังเกต 2. ทักษะการจ าแนกประเภท 3. ทักษะการสื่อความหมาย


5 5. ผู้วิจัยด าเนินการทดลองกับเด็กที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ตามแผนการจัดกิจกรรมประกอบอาหารที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ซึ่งเป็นวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ วันละ 50 นาที ในช่วงกิจกรรม เสริมประสบการณ์ เวลา 10.00 – 10.50 น. 6. เมื่อครบ 8 สัปดาห์แล้ว ท าการทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็ก ปฐมวัยหลังการทดลอง (Posttest) ด้วยแบบทดสอบฉบับเดียวกับก่อนการทดลอง 7. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว น าข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบในข้อ 4 และข้อ 6 มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการ ทางสถิติ 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ก่อนและหลังการทดลอง โดยอาศัยการ แจกแจงของ (t – test dependent - sample) สรุปผลการวิจัย ผู้วิจัยได้น าคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัด กิจกรรมประกอบอาหาร มาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้วน ามาเปรียบเทียบกันโดยใช้สถิติ t-test for Dependent samples ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัด กิจกรรมประกอบอาหาร ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ N ̅ S.D. ̅ t ก่อนการทดลอง 19 8.05 2.27 5.47 15.48* หลังการทดลอง 19 13.53 1.26 *มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 1 พบว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม ประกอบอาหาร มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.05 และ 13.53 ตามล าดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียน พบว่าคะแนนหลังเรียนของเด็กปฐมวัยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผล การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม จากผลการวิจัยท าให้ทราบว่าเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารก่อนและหลังการทดลองมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสูงขึ้น ซึ่ง สอดคล้องกับสมมติฐานของงานวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมประกอบอาหารช่วยให้เด็กมีทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสูงขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลง ผลการวิจัยดังกล่าวสามารถอภิปรายผลได้ดังนี้


6 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการประกอบอาหาร เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์พื้นฐานของเด็กปฐมวัย ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ทั้งนี้เนื่องจาก 1.1 กิจกรรมการประกอบอาหาร เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานของเด็กปฐมวัยที่ ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น ได้ผ่านกระบวนการ ขั้นตอนในการจัดท าอย่างเป็นระบบและวิธีการที่เหมาะสม โดยศึกษาหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 คู่มือครู เนื้อหา เทคนิคการ สร้างจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เมื่อก าหนดวัตถุประสงค์ในการสร้างชุดกิจกรรมการประกอบอาหารแล้ว ผู้วิจัยได้วิเคราะห์เมนูอาหารจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ หนังสือ นิตยสาร เว็บไซต์ต่าง ๆ แล้วเลือกเมนูอาหารที่มี ขั้นตอนการท าที่เหมาะสมกับวัย พัฒนาการและสามารถส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของ เด็กปฐมวัยได้ครบทั้ง 8 ทักษะ เพื่อน ามาจัดท าเป็นชุดกิจกรรมการประกอบอาหารตามวัตถุดิบหลักที่น ามาใช้ เช่น อาหารที่ท าจากไข่ เป็นต้น อาหารบางชนิดใช้วัตถุดิบหลักที่เด็กไม่คาดคิดว่าจะน ามารับประทานได้ เช่น น้ าโอริโอ้ปั่น เด็กจึงเกิดความสนุกสนานและได้รับประสบการณ์ใหม่ที่มีคุณค่าต่อเด็ก จึงสอดคล้องกับ พลอยภัทรา จันทร์เด่นดวง (2555 : 64) ที่ว่าในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารนั้น ครูสามารถให้เด็กเกิดทักษะต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ โดย ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของครูว่าต้องการให้เกิดผลเช่นไร แล้วจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นั้น นอกจากนี้ กัญญารัตน์แก้วละเอียด (2554 : 79) ได้กล่าวว่า กิจกรรมการประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่สามารถน ามาใช้ในการ พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยได้ 1.2 กิจกรรมการประกอบอาหาร เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็ก ปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีกระบวนการที่ชัดเจน เน้นให้เด็กเป็นผู้สร้างค้นพบและแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ผ่านสื่อ อุปกรณ์ และกิจกรรมที่หลากหลาย เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง กิจกรรมที่จัดเป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็น กิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเด็ก จอห์น ดิวอี้ (John Dewey, 1859 อ้างอิงจาก นภเนตร ธรรมบวร, 2549 : 131) ได้กล่าวว่า เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและการศึกษาควรมีความสัมพันธ์กับชีวิตประจ าวัน นอกจากนี้ ภัทราวุธ พุสิงห์(2558 : 50) ได้กล่าวว่า เด็กเล็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ปฏิสัมพันธ์กับวัสดุต่าง ๆ ที่จับต้องสัมผัสได้และ น ามาสร้างความเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผ่านมาสอดคล้องกับแนวคิดของ เพียเจต์ (Piaget, 1972 อ้างอิงจาก ทิศนา แขมมณี, 2558 : 64 - 65) ที่ว่าในการสอนเด็กปฐมวัย ควรใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรม เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจลักษณะ ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แม้ในพัฒนาการช่วงการการคิดแบบรูปธรรมเด็กจะสามารถสร้างภาพในใจได้ แต่การสอนที่ใช้อุปกรณ์ที่ เป็นรูปธรรมจะช่วยให้เด็กเข้าใจแจ่มชัดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ อนัศยา โมลีกุล (2557 : บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การจัดประสบการณ์แบบโครงการ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ส าหรับเด็กปฐมวัย พบว่า แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 82.3/87.5 และสุกัญญา ทรงสุภาพ (2559 : 60-62) ที่พบว่า ชุดกิจกรรมแบบบูรณาการพัฒนาความรู้ พื้นฐานอาเซียนศึกษาส าหรับเด็กปฐมวัยที่ได้พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 90.8/85.2 มีค่าดัชนี ประสิทธิผลเท่ากับ 0.7903 หรือคิดเป็นร้อยละ 79.03 และนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมแบบ บูรณาการพัฒนาความรู้พื้นฐานอาเซียนศึกษาส าหรับเด็กปฐมวัย มีความรู้พื้นฐานเฉลี่ยหลังการจัดประสบการณ์สูงกว่า ก่อนจัดประสบการณ์ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้นจึงส่งผลให้การจัดกิจกรรม การประกอบอาหาร เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย เป็นนวัตกรรมที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยก าหนด


7 2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ เนื่องจาก 2.1 การจัดกิจกรรมการประกอบอาหารนั้น เป็นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ (Learning by doing) เด็กได้รับประสบการณ์ตรงและได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการเรียนรู้ อีกทั้งยังช่วยให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดและ ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีของบรูเนอร์และเพียเจต์ ที่สนับสนุนให้เด็กเกิดการค้นพบ การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้จากการกระท า และเน้นความพร้อม ได้กล่าวว่า ธรรมชาติของเด็กปฐมวัยนั้น เป็นวัย ที่อยากเรียนรู้ สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ชอบส ารวจ ชอบทดลองสิ่งใหม่ ๆ ถ้าเด็กได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสม จะท า ให้เด็กมีความคิดรวบยอดและเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น กิจกรรมการประกอบอาหารสามารถตอบสนอง ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กได้(เยาวพา เดชะคุปต์, 2542 : 60) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ยุพาภรณ์ ชูสาย (2555 : 59) ที่พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ ที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น า มาใช้เป็น รูปแบบการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ท ากิจกรรมด้วยตนเอง เด็กสามารถปฏิบัติและฝึกฝนกระบวนการทาง ความคิด ค้นคว้าหาความรู้ และแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับ แพรวา วิหงส์ (2557 : 65) ที่พบว่า ทักษะ พื้นฐานวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ปฏิบัติการหลังการจัดประสบการณ์ สูงขึ้น ทั้งนี้เกิดจากเด็กได้มีโอกาสได้รับประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นการลงมือกระท า และใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการส ารวจ ทดลอง สังเกต ซึ่งเด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง สอดคล้องกับ วรรณนิภา ฟักเขียว (2557 : 66) ที่ได้พบว่า ความสามารถด้านตรรกคณิตศาสตร์และด้านความเข้าใจระหว่างบุคคลของเด็กปฐมวัย หลังการจัดประสบการณ์การ ประกอบอาหารไทยภาคกลางสูงเนื่องจาก กิจกรรมการประกอบอาหารไทยภาคกลางเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก ได้เรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติกิจกรรมจากสื่อที่เป็นของจริง วัตถุดิบ ส่วนผสม อุปกรณ์ที่เป็นของจริง จากผู้วิจัย ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมที่ให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ(Learning by doing) เด็กได้รับ ประสบการณ์ตรงและได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการเรียนรู้ ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ สูงขึ้น 2.2 การจัดกิจกรรมการประกอบอาหาร เป็นการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม จากการที่เด็กมีโอกาสท างานร่วมกันกับเพื่อนทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ จึงเป็นการฝึกฝนทักษะการอยู่ร่วมกัน และ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนอย่างเต็มศักยภาพ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 126) กล่าวว่า จากทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม ของแบนดูร่า การเรียนรู้ทางสังคมเกิดจากการเลียนแบบด้วยการซึมซับทักษะทางสังคม เป็นการเรียนรู้สังคมศึกษา เกี่ยวกับการเรียนรู้ตนเอง การเรียนรู้ผู้อื่น การเรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และการอยู่ร่วมกับสังคม เด็กต้อง ได้รับการฝึกเพื่อให้มีศาสตร์และศิลป์ทางสังคม ในขั้นตอนการจัดกิจกรรมการประกอบอาหารนั้น เด็กได้มีโอกาสร่วม กิจกรรมกับเพื่อน ๆ ทั้งกลุ่มใหญ่กลุ่มเล็กและคละความสามารถกัน ท าให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์และช่วยเหลือกัน โดยแบ่ง หน้าที่กันภายในกลุ่มและท ากิจกรรมร่วมกันตั้งแต่ต้นจนเสร็จกิจกรรม ในการจัดกิจกรรมการประกอบอาหารนั้น หลายกิจกรรมเป็นสิ่งแปลกใหม่และไม่สามารถท าให้ส าเร็จได้เพียงล าพัง เด็กจึงต้องการค าแนะน าหรือความช่วยเหลือ จากเพื่อนและครูการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับเด็ก ระหว่างเด็กกับครูช่วยส่งเสริมให้เด็กได้มีส่วนร่วมกับ การเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ วัฒนา มัคคสมัน (2554 : 34) ได้กล่าวว่า เมื่อเกิดการปฏิสัมพันธ์ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน มี ความเคารพซึ่งกันและกัน ดูแลห่วงใยกัน เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ก็จะก่อให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ขึ้น ดังนั้น ครูจึงควรมีส่วนร่วมในกิจกรรมของเด็ก โดยการตอบสนองความสนใจของเด็กอย่างเอาใจใส่ ให้ข้อมูลย้อนกลับแก่เด็ก


8 อย่างตรงไปตรงมา ถามค าถามและตอบค าถามอย่างง่าย ๆ สอดคล้องกับ กาญจนา สิงหเรศร์ (2551 : 64) ที่กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการประกอบอาหารส่งเสริมเด็ก ด้านการช่วยเหลือ การแบ่งปันและการรับผิดชอบได้ ไวกอตสกี (ศรีเรือน แก้วกังวาน, 2549 : 60) ให้ความเห็นว่า ความสัมพันธ์อันดีและใกล้ชิดระหว่างเด็ก-ผู้ใหญ่ เพื่อน-เพื่อน จะ ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องยาก ๆ ได้ง่ายและเร็วขึ้น นภเนตร ธรรมบวร (2549 : 132 ) ได้กล่าวว่า กิจกรรมทาง วิทยาศาสตร์ส าหรับเด็ก ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ท างานร่วมกับเพื่อน ครูหรือผู้ใหญ่รอบตัว ทั้งนี้เพื่อเป็นการ สร้างสรรค์แรงจูงใจในการแสวงหาความรู้สอดคล้องกับงานวิจัยของ กาญจนา สิงหเรศร์ (2551 : บทคัดย่อ) ที่พบว่า พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการประกอบอาหารแบบร่วมมือก่อนการจัดกิจกรรมและ ระหว่างการจัดกิจกรรมมีความแตกต่างกัน โดยพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการ ประกอบอาหารแบบร่วมมือ สอดคล้องกับ พรเพ็ญ บัวทอง (2555 : บทคัดย่อ) ที่พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นมีพฤติกรรมทางสังคมโดยรวมและรายด้าน ประกอบด้วย การ ช่วยเหลือ การแบ่งปัน และความร่วมมือสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม จากผู้วิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรม ที่ส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมกับการเรียนอย่างเต็มศักยภาพ เด็กมีโอกาสท างานร่วมกันกับเพื่อนทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสูงขึ้น 2.3 การจัดกิจกรรมการประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กได้รับประสบการณ์จากปฏิสัมพันธ์ กับสื่อที่เป็นของจริงและสถานการณ์การท าอาหารที่หลากหลาย รุสโซ (Rousseau, 1712 – 1778 อ้างอิงจาก นภเนตร ธรรมบวร, 2549 : 12) เสนอแนะว่า การศึกษาควรสะท้อนความดีงามตามธรรมชาติของเด็ก และบรรยากาศ การเรียนการสอนควรยืดหยุ่นได้โดยค านึงถึงความต้องการและความสนใจของเด็กเป็นหลัก นอกจากนี้ วัสดุอุปกรณ์ที่ ใช้ในการเรียนการสอนเด็กเล็กควรเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับ มาเรีย มอนเตสซอรี่ที่สนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้จาก อุปกรณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายและเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2550 : 128) ที่กล่าวว่า เด็ก ปฐมวัยเป็นวัยของการสร้างเสริมพัฒนาการ เด็กต้องการประสบการณ์การเรียนรู้ ฝึกหัด การค้นคว้า ทดลอง อุปกรณ์ การเรียน ของเล่น และประสบการณ์ที่จัดให้แก่เด็กมีความหมายต่อเด็กมาก ความแปลกของสี ลักษณะ ขนาด รูปร่าง ประเภทของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เด็กได้สัมผัส เป็นสิ่งสร้างเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการให้แก่เด็กทั้งสิ้นกิจกรรมการ ประกอบอาหารที่ผู้วิจัยได้จัดให้แก่เด็ก เป็นกิจกรรมมีความหลากหลายทั้งประเภทของอาหาร วัตถุดิบและ กระบวนการในการประกอบอาหาร ความหลากหลายเหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้จากการท าอาหารและยังคงสนใจที่ จะท ากิจกรรมโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ทิศนา แขมมณี (2558 : 181) ได้กล่าวว่า การจัดประสบการณ์ที่มุ่งเน้นการพัฒนา ทักษะทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่สามารถใช้กิจกรรมหรือวิธีการเพียงวิธีการเดียวได้ ผู้วิจัยจึงจัดประสบการณ์ให้มีความ หลากหลายเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเกิดการเรียนรู้ในวิธีการแก้ปัญหา และสร้างความภาคภูมิใจในการท าสิ่งต่าง ๆ ด้วย ตนเอง เด็กจึงจะเกิดการตกผลึกทางความคิด มีทักษะการแสวงหาความรู้ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กแบบองค์รวม คือ ด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา และสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์เรียนรู้ที่ ต้องใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และกิจกรรมที่ผ่อนคลาย สนุกสนาน เช่น เกม การ ร้องเพลงประกอบท่าทาง เป็นต้น จากการจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กปฐมวัยได้ปฏิสัมพันธ์กับสื่อที่เป็นของจริงและ สถานการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย พบว่า สอดคล้องกับงานวิจัยของ กรรยา ภูวนารถ (2555 : 70) พบว่า แผนการ จัดประสบการณ์กิจกรรมวิทยาศาสตร์โดยใช้กระบวนการสืบเสาะ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ กิจกรรมที่ ส่งเสริมทักษะการคิดให้กับเด็ก เป็นกิจกรรมที่ผ่านการลงมือปฏิบัติ ผ่านประสาทสัมผัส ผ่านสถานการณ์ที่ฝึกให้เด็ก เพิ่มพูนทักษะการคิดและผ่านขั้นตอนของกระบวนการสืบเสาะทั้ง 5 ขั้นตอน และเด็กที่ได้รับการจัดประสบการณ์


9 กิจกรรมวิทยาศาสตร์โดยใช้กระบวนการสืบเสาะ มีทักษะการคิดสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับ ลภัสรดา ค าสงค์ (2558 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการจัดประสบการณ์แบบโครงการที่มีต่อความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย พบว่า หลังการจัดกิจกรรมแบบโครงการ ความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยในภาพรวมและรายด้านอยู่ในเกณฑ์ ดี และมีค่าสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมแบบโครงการ ปิยนุช พลสมบัติ(2558 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาความสามารถทาง พหุปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกษตรน้อย พบว่า หลังการจัดกิจกรรมเกษตรกรน้อย ความสามารถทางพหุปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในเกณฑ์ดีและมีค่าสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม เกษตรกรน้อย สอดคล้องกับงานวิจัยของ ภัสร าไพ จ้อยเจริญ (2556 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลของการจัดประสบการณ์ โดยบูรณาการวัฏจักรการเรียนรู้กับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนที่มีต่อความสนใจใฝุรู้ของเด็กอนุบาล พบว่า หลังทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสนใจใฝุรู้ทั้งโดยรวมและรายด้านสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่า กลุ่มควบคุม จากผู้วิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมที่มีความหลากหลาย และใช้สื่อการเรียนรู้ที่เป็นของจริง ที่ปรากฏในชุดกิจกรรมการประกอบอาหารเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย นั้น ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมีทักษะกระบวน การทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสูงขึ้น 2.4 เมื่อแยกวิเคราะห์ข้อมูลเป็นรายทักษะ พบว่า ทักษะการสังเกต ทักษะการจ าแนก และทักษะการสื่อ ความหมาย ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารมีทักษะเหล่านี้สูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ อาจ เนื่องมาจากเหตุผลบางประการ ดังนี้ 2.4.1 การวิจัยครั้งนี้ทดลองกับเด็กปฐมวัย อายุ 5 - 6 ขวบ ธรรมชาติของเด็กในวัยนี้มีความ กระตือรือร้น สนใจสิ่งต่าง ๆ รบตัวและชอบที่จะกระท ากิจกรรมด้วยตนเอง สอดคล้องกับ น้อมฤดี จงพยุหะ และคณะ (2517 : 44) ที่กล่าวว่า วิธีปฏิบัติการทดลอง เป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก ได้ลงมือกระท าด้วยตนเอง เพื่อให้เด็กได้รับ ประสบการณ์ตรง และสามารถค้นพบความรู้ใหม่ด้วยตนเอง นอกจากนี้เด็กได้มีโอกาสกระท าจริงกับสื่อที่เป็นรองจริง อย่างสม่ าเสมอ จึงอาจเป็นโอกาสให้เด็กฝึกทักษะด้านการสังเกต ทักษะการจ าแนก และทักษะการสื่อความหมาย ท าให้ทักษะดังกล่าวพัฒนาขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ที่ว่าเด็กเรียนรู้ด้วยการกระท า (earning by doing) และฉวีวรรณ กินาวงศ์(2527 : 72) กล่าวว่า การที่นักเรียนได้ทดลองท าด้วยตนเอง ท าให้ นักเรียนเกิดความพอใจ สนใจและรู้สึกว่าตนได้รับความรู้ใหม่ ซึ่งท าให้เข้าใจและจ าได้ดี ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า กิจกรรม การทดลองประกอบอาหารนั้นตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็กในวัย 5-6 ขวบ อย่างมาก 2.4.2 การจัดกิจกรรมประกอบอาหารเอื้อต่อการเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กล่าวคือ การจัดกิจกรรมประกอบอาหารนั้น เป็นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้ใช้ประสาทสัมผัสทุกด้านในการเรียนรู้ คือ การมองเห็น การสัมผัส การชิมรส การดมกลิ่น และการฟัง ซึ่งเด็กต้องใช้ทักษะหลาย ๆ ด้านในการเรียนรู้ดังกล่าวไม่ ว่าจะเป็นทักษะการสังเกต ซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับวัตถุหรือทักษะการจ าแนกซึ่งต้องใช้ประสาทสัมผัสส่วนใด ส่วนหนึ่งของร่างกายในการจัดแบ่งของหรือจัดหมวดหมู่ รวมทั้งทักษะการสื่อความหมายที่ต้องอาศัยทักษะการสังเกต ร่วมด้วย การที่จัดประสบการณ์ที่เหมาะสมให้เด็กได้ท ากิจกรรม ท าให้เด็กมีความพร้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการจัด กิจกรรมประกอบอาหาร ซึ่งเหมาะสมกับการฝึกทักษะเหล่านี้ถ้าหากเด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงจะท าให้เด็กได้พัฒนาทักษะ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ อัญชลี ไสยวรรณ (2531 : 50) ที่ได้ศึกษาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ด้านการสังเกตและการจ าแนกประเภทของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบปฏิบัติการ ทดลองและผสมผสาน พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบปฏิบัติการทดลองมีทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ด้านการสังเกตและการจ าแนกประเภทแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสติที่ระดับ .05


10 3. เด็กปฐมวัยมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรมการประกอบอาหารที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นก าหนดขอบข่ายเนื้อหาสาระได้ชัดเจน เข้าใจง่าย ใช้ภาษาเหมาะสม มีการก าหนดกิจกรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งทักษะ กระบวน การทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย มีภาพประกอบการบรรยายเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และมีแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบกิจกรรมการประกอบอาหาร เพื่อพัฒนาทักษะกระบวน การทางวิทยาศาสตร์ขั้น พื้นฐานที่ผ่านการกลั่นกรอง ตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและหาประสิทธิภาพในหลายขั้นตอน ซึ่งในขณะที่เด็กเข้าร่วม กิจกรรมตามขั้นตอนของการจัดกิจกรรมนั้น เป็นขั้นตอนที่เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงด้วยการลงมือ ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง (Active Learning) โดยการสนับสนุนของครู อันเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Centered Approach) มีการออกแบบกิจกรรมให้มีความหลากหลายทั้งประเภทของ อาหาร วัตถุดิบ และกระบวนการในการประกอบอาหารและแต่ละกิจกรรมใช้เวลาตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสิ้นกิจกรรม ประมาณ 60 นาที ซึ่งสอดคล้องกับหลักการจัดประสบการณ์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (ส านัก วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560 : 61) ที่กล่าวว่า การจัดประสบการณ์ควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ สอดคล้องกับธรรมชาติ ความต้องการ และพัฒนาการของเด็ก ดังนั้นจึงควรจัดกิจกรรมที่มีความหลากหลายเหมาะสม กับวัย ให้เด็กได้มีโอกาสเลือกตามความสนใจและความต้องการของเด็ก นอกจากนี้ บทบาทของครูและบรรยากาศใน การเรียนรู้ยังเอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก เนื่องจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก ตลอดเวลาในช่วงการจัดกิจกรรม นภเนตร ธรรมบวร (2553 : 113 - 114) กล่าวว่า การส่งเสริมการคิด การค้นคว้า สังเกต ทดลอง และสรุปผล โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง ครูผู้สอนมีหน้าที่จุดประกายความคิดร่วมลง มือปฏิบัติไปพร้อมกับเด็ก ให้ค าแนะน าช่วยเหลือ และตั้งค าถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดและค้นคว้าอย่างต่อเนื่องเป็นการ สร้างสรรค์แรงจูงใจในการแสวงหาความรู้ และถือเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ นอกจากนี้ครูจะต้องจัดบรรยากาศที่เอื้อ ต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยการวางแผนจัดเตรียมจัดสภาพแวดล้อมและกิจกรรมการเรียนการสอนให้พร้อมและเหมาะ กับพัฒนาการของเด็ก ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยของ ฉวี บุญทูล (2557 : บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษา ผล การส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัยโดยใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน พบว่า ดัชนีประสิทธิผลของ พัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัย โดยใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน มีค่าเท่ากับ 0.7629 แสดงว่า เด็กมี พัฒนาการด้านสังคมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 76.29 นอกจากนี้ ชนิดาภา กุลสุวรรณ์ (2558 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาและพบว่า ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย มีค่าเท่ากับ 0.7617 คิดเป็นร้อยละ 76.17 แสดงว่า เด็กปฐมวัยมีความก้าวหน้าทางการเรียน จาก ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ทักษะกระบวน การทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาให้สูงขึ้นได้ หากเด็กได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดทักษะและเจตคติที่ดีต่อการเรียน ด้วย การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการประกอบอาหารที่เน้นการพัฒนาเด็กแบบองค์รวมส่งเสริมให้เด็กเกิด การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ (Learning by doing) ได้รับประสบการณ์ตรงและได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการ เรียนรู้อีกทั้งยังช่วยให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดและส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่ความ หลากหลายเน้นการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมกับการเรียนอย่าง เต็มศักยภาพ ส่งผลให้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่า กิจกรรม การประกอบอาหารเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสามารถน าไปใช้กับเด็กปฐมวัยได้ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐานสูงขึ้น


11 ข้อสังเกตที่ได้รับจากการวิจัย 1. ในสัปดาห์แรกพบว่า เด็กยังไม่คุ้นเคยกับการท ากิจกรรม มีการขัดแย้ง แย่งอุปกรณ์ แย่งกันท ากิจกรรม ไม่รู้จักการแบ่งปัน เด็กรู้สึกตื่นเต้นในการลงมือปฏิบัติกิจกรรม ครูจึงให้เด็กเสนอข้อตกลงของห้อง ให้ค าชมเชย ให้แรง เสริม เมื่อเด็กมีพฤติกรรมทางสังคม และให้ความร่วมมือในการท ากิจกรรม ในสัปดาห์ต่อมา เด็กเริ่มเรียนรู้ขั้นตอนการ ประกอบอาหารมากขึ้น จึงท าให้เด็กแสดงออกพฤติกรรมทางสังคมเพิ่มมากขึ้น 2. การจัดกิจกรรมประกอบอาหาร มีลักษณะส าคัญในการเลือกประเภทของอาหาร ขั้นตอนและความยาก ง่ายในการประกอบอาหาร ควรเลือกและลดขั้นตอนความซับซ้อนในการเตรีมส่วนผสม เช่น การใช้กะทิคั้นสด มาเป็น การใช้กะทิกล่อง การต้มน้ าเชื่อม มาเป็นการใช้น้ าหวานกลิ่นต่าง ๆ หรือน้ าเชื่อมแบบส าเร็จแทน เพื่อให้เกิดความ สะดวก และเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และช่วยดึงดูดความสนใจของเด็ก แต่เมื่อเด็กได้ลงมือท ากิจกรรมจน ช านาญแล้ว ครูผู้สอนสามารถน ากิจกรรมที่มีขั้นตอนซับซ้อนมาให้เด็กทดลองท าได้ เช่น การคั้นกะทิจากมะพร้าวจริง เป็นต้น 3. ในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารเพื่อให้เด็กเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ควรมี ขั้นตอนการจัดกิจกรรมที่ครูได้สอดแทรกสาระความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยการ น าวัสดุ อุปกรณ์ มาให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง 4. ในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทขนม ขนมที่เด็กให้ความสนใจในการท าและรับประทานน้อย ที่สุด คือ วุ้นประเภทต่าง ๆ อาจเป็นเพราะวุ้นเป็นขนมที่เด็กได้รับประทานเสมอในชีวิตประจ าวัน 5. เด็กรู้จักวางแผนงานและปฏิบัติงานตามล าดับขั้นตอน เนื่องจากกิจกรรมประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่ เด็กได้ฝึกการท างานอย่างมีขั้นตอนเป็นไปตามล าดับต่อเนื่องกันจนจบกิจกรรม เริ่มด้วย เตรียมวัสดุ อุปกรณ์ ภาชนะที่ จะใส่อาหาร ผสมส่วนผสมต่าง ๆ ให้เข้ากัน ซึ่งในการท ากิจกรรมประกอบอาหารจะเป็นไปตามล าดับขั้นตอนจะข้าม ขั้นตอนไม่ได้ 6. เด็กมีความรู้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องการเก็บรักษาส่วนผสมที่เหลือจากการท ากิจกรรมแต่ละชนิด การรักษาความสะอาดในการประกอบอาหาร วิธีการเก็บรักษาท าความสะอาดอุปกรณ์ การรักษาความสะอาดบริเวณ ที่ท ากิจกรรมเมื่อเสร็จกิจกรรมต้องท าความสะอาดทุกครั้ง การระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น 7. เด็กได้เรียนรู้ด้วยความสนใจและสนุกสนาน เนื่องจาก กิจกรรมประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่แปลกใหม่ ส าหรับเด็กปฐมวัย ส่วนผสมและอุปกรณ์ต่างๆ สามารถสร้างความสนใจ และกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ขณะท ากิจกรรมเด็กมีโอกาสลงมือกระท ากับส่วนผสมและอุปกรณ์อย่างอิสระได้พูดคุยในกลุ่มของตนเองในบรรยากาศ การเรียนรู้ที่ไม่เคร่งเครียด ท าให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดี 8. เด็กได้เรียนรู้กระบวนการท างานเป็นกลุ่ม รู้จักช่วยเหลือและแบ่งปันซึ่งกันและกัน มีอิสระในการแสดง ความคิดเห็นในกลุ่มของตนเอง ฝึกการเป็นผู้น า ผู้ตามที่ดี จึงส่งผลให้เด็กได้ใช้ความ สามารถในการแก้ปัญหาและ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดี 9. กิจกรรมประกอบอาหารสามารถน ามาใช้ประโยชน์ในเรื่องของการฝึกทักษะด้านวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่าง ดีเพราะเด็กได้เรียนรู้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบเมื่อได้รับความร้อนหรือเมื่อได้รับความเย็นการ เปลี่ยนแปลงของสีรูปทรง เนื่องจากการปฏิบัติกิจกรรมอย่างมีขั้นตอน โดยเฉพาะในการลงมือกระท าเด็กจะเป็นผู้ลง มือกระท าเองท าให้เด็กเกิดความตื่นเต้นและอัศจรรย์ใจ


12 10. เด็กมีทัศนคติทีดีต่อการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น การนิยมรับประทานขนมไทยแทนขนมกรุบ กรอบ ซึ่งมีคุณประโยชน์น้อยกว่าขนมไทยที่มีส่วนประกอบของธัญพืช กะทิ น้ าตาล ไข่ โดยเฉพาะถั่วต่าง ๆ มี คุณประโยชน์ในด้านการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายและให้พลังในการเล่นของเด็ก 11. การจัดกิจกรรมประกอบอาหารในแต่ละครั้งนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง จูงใจ ให้เด็กอยากท า เพราะเด็กต้องการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว ท าให้เด็กอยากและชอบท าอาหาร การได้ลงมือปฏิบัติกับ ของจริงไม่ต้องสมมุติเป็นการสะท้อนผลที่น าไปสู่การสร้างมโนทัศน์ข้อความรู้ที่ชัดเจนในสมอง ประกอบกับ กระบวนการท าช้ า ๆ เป็นขั้นตอน มีการทดสอบเป็นระยะ ตามกระบวนวิธีการท าครัวสะท้อนในเด็กเกิดการทบทวน ข้อมูลในสมอง ที่สร้างความกระจ่างขึ้นตามล าดับ ด้วยการแจงเหตุและผล ที่เกิดจากการปรุงอาหารที่ท าส าเร็จ ผลสะท้อนที่ตามมาคือ ความภาคภูมิใจ ความภาคภูมิใจเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญของพัฒนาการทางสังคมของเด็ก ปฐมวัย ครูเป็นเพียงผู้จัดเตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์และกระตุ้นให้แรงเสริม ให้ค าปรึกษา ให้ค าแนะน า ให้ความช่วยเหลือ เมื่อเด็กมีปัญหาในการท ากิจกรรม 12. ในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารแบบร่วมมือในแต่ละครั้งนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้จากสื่อ วัสดุอุปกรณ์ของจริง ได้ลงมือปฏิบัติจริง ท าให้เด็กเกิดความตั้งใจ มีความกระตือรือร้นท ากิจกรรม และมีความ สนุกสนาน ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยที่ควรสร้างให้เกิดขึ้นในตัว มีโอกาสได้ลงมือประกอบอาหารด้วยตนเอง เมื่อเด็กได้รับ โอกาส เด็กจึงให้ความสนใจ มีช่วงความสนใจในการท ากิจกรรมนาน และไม่เบื่อ 13. จากการสังเกตพบว่า เมื่อมีการจัดกลุ่มตามความสมัครใจ เด็กชายจะจับกลุ่มกัน เด็กหญิงก็จะจับกลุ่มกัน ครูจึงก าหนดการเข้ากลุ่ม กลุ่มละ 5 คน เป็นกลุ่มถาวรเพื่อให้เด็กได้ลงมือในการประกอบอาหารทั่วถึงทุกคน 14. การจัดกิจกรรมประกอบอาหาร เด็กได้รู้จักการท างานร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รู้จักการรอคอย การ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การรับผิดชอบ การประกอบอาหารนั้นเด็กได้สัมผัสของจริง ดม ชิมรส 15. จากการแบ่งกลุ่มพบว่ากลุ่มที่มีแต่เด็กชายความรับผิดชอบ ความรอบคอบ ความสนใจ ความตั้งใจจะอยู่ ในระยะเวลาสั้น ๆ จะมีความแตกต่างกับกลุ่มที่มีแต่เด็กหญิงจะมีความละเอียด ความประณีต ความตั้งใจในการ ประกอบอาหาร แต่กลุ่มที่มีทั้งเด็กชายและเด็กหญิงจะท าให้เด็กชายมีความตั้งใจ มีความรับผิดชอบมากกว่ากลุ่มที่มี ผู้ชายโดยเฉพาะ 16. จากการสรุปผลงานปัญหาและอุปสรรคที่พบในการท างาน พบว่า เด็กบางคนไม่ช่วยเพื่อนท างานจน ส าเร็จ ท าให้เพื่อนในกลุ่มต่อว่าท าให้ขาดความมั่นใจ จึงควรเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสพูด ชี้แจงถึงสาเหตุและเหตุผลที่ไม่สามารถท ากิจกรรมกับเพื่อนได้ เพื่อให้เพื่อนในกลุ่มได้ทราบถึงความจ าเป็นและลด ปัญหาการขัดแย้งในกลุ่มลง ครูควรมีบทบาทในการใช้ค าพูดให้ก าลังใจกับเด็ก เพื่อให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มใน ครั้งต่อไปด้วยความมั่นใจ 17. เด็กบางคนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร คือจากที่ไม่ชอบรับประทานอาหาร และเลือกรับประทานเฉพาะอย่าง เช่น มะเขือเทศ ต้นหอม หัวหอม เมื่อเด็กได้สัมผัสและลงมือประกอบอาหารเอง อีก ทั้งได้รับประทานอาหารฝีมือของตนเองร่วมกับเพื่อนในกลุ่ม เด็กก็พอใจที่จะรับประทานอาหารที่ไม่เคยรับประทานมา ก่อนมากขึ้น 18. การจัดประสบการณ์การประกอบอาหารเป็นกลุ่ม เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจาก การลงมือกระท ากับสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ที่เป็นของจริงและหลากหลาย เด็กได้ท ากิจกรรมร่วมกับเพื่อนทั้งด้านความคิด และการกระท า จึงส่งผลให้เด็กเกิดการพัฒนาโดยองค์รวมดังนี้


13 18.1 ด้านร่างกาย เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก ได้พัฒนาทักษะในการใช้ประสาทสัมพันธ์ ระหว่างมือกับตา 18.2 ด้านอารมณ์ จิตใจ เด็กมีความสนุกสนานจากการลงมือกระท ากิจกรรมด้วยตนเองจนประสบ ความส าเร็จ เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เรียนรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ปรับความต้องการของตนเอง เด็กได้ พัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าคิด กล้าแสดงออก 18.3 ด้านสังคม เป็นการปลูกฝังให้เด็กมีระเบียบวินัย รู้จักหน้าที่ตนเอง ช่วยเหลือ แนะน าและยอมรับ ค าแนะน าจากเพื่อน รู้จักอดทน รอคอย มีเหตุผล เป็นผู้น าผู้ตามที่ดีในการท ากิจกรรมร่วมกัน 18.4 ด้านสติปัญญา มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ทักษะการคิด อย่างมีระบบตลอดจนทักษะการแก้ปัญหา มีความคิดสร้างสรรค์ มีการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายให้ ครูและเพื่อนรับรู้ในการปฏิบัติกิจกรรม ข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการวิจัย 1. ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ผ่านขั้นตอนการอาหารที่ซับซ้อนมากขึ้นตามล าดับความยากง่าย เพื่อให้เด็กได้ พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพิ่มยิ่งขึ้น 2 ครูควรเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ให้เหมาะสม ปลอดภัย และมีจ านวนเพียงพอกับเด็กสอดคล้องกับท้องถิ่นและ สิ่งแวดล้อมที่เด็ก ๆ คุ้นเคย และมีการกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจและอยากทดลองที่จะลงมือท าอาหารด้วยตนเอง โดยอยู่ในเงื่อนไขที่ก าหนด เพื่อความปลอดภัย และครูต้องคอยกระตุ้นและด าเนินกิจกรรมโดยมีการยึดหยุ่นเวลา และ ดูแลอย่างใกล้ชิด 3. ในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารบางประเภทมีการน าผลไม้มาเป็นวัตถุดิบในการท า ครูอาจมีการ ปรับเปลี่ยนประเภทของผลไม้ให้เหมาะสมตามฤดูกาลได้ 4. การเลือกกิจกรรมการประกอบอาหารนั้น ควรเป็นกิจกรรมที่ไม่ซับซ้อนและเริ่มจากการท ากิจกรรมง่าย ๆ ไปสู่กิจกรรมยากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์จากการท าอาหารง่าย ๆไปสู่การท าอาหารที่ยากขึ้น และยังสามารถ วางแผนการท าอาหารเองได้ 5. ในการจัดกิจกรรมการการประกอบอาหาร ครูควรใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์ที่หลากหลายในการท า ซึ่งจะท า ให้เด็กได้มีเกิดประสบการณ์และเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นด้วย 6. ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ท ากิจกรรมอย่างอิสระ ไม่ควรก าหนดเวลาเนื่องจากเด็กยังมีความสนใจใน กิจกรรมที่ท าอยู่ เด็กจะให้ความสนใจกับกิจกรรมที่ท้าทาย และเป็นกิจกรรมที่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขณะท า กิจกรรมได้อย่างชัดเจน 7. ก่อนลงมือท ากิจกรรมในสัปดาห์แรก ครูควรแนะน าอุปกรณ์และวิธีการท าอาหารเบื้องต้นให้เด็กได้ทราบ เช่น การกวนขนมควรใช้กระทะทองเหลือง เพื่อให้ส่วนผสมเป็นเงาและสุกเร็วขึ้น เป็นต้น 8. ผู้ปกครองที่มีปัญหาบุตร หลาน ไม่ชอบรับประทานผัก อาจใช้การเล่านิทานที่มีการสอดแทรกประโยชน์ ของผัก และ/หรือ เมื่อประกอบอาหารที่บ้าน อาจให้บุตรหลานมีส่วนร่วมในการประกอบอาหาร โดยให้ช่วยเตรียม ส่วนผสมที่ง่าย ๆ เช่น การล้าง การเด็ด ช่วยเก็บอุปกรณ์ ฯลฯ 9. การจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ก่อนที่จะให้เด็กลงมือปฏิบัติ สิ่งส าคัญคือ ครูควรแนะน าวัสดุอุปกรณ์ อธิบายถึงขั้นตอนการท ากิจกรรม และสาธิตการท าเพื่อให้เด็กเกิดการเข้าใจตรงกัน


14 10. การส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานให้แก่เด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมประกอบ อาหาร ครูจะต้องให้เวลาเด็กในการปรับตัวที่จะท างานร่วมกับเพื่อนในกลุ่ม ซึ่งในระยะสัปดาห์แรกจะมีการแย่งวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการท ากิจกรรม เด็กบางคนไม่ช่วยท ากิจกรรม บางคนไม่ยอมช่วยเหลือเพื่อน มีการสนทนาร่วมกับเพื่อน ในกลุ่มน้อยมาก เมื่อให้เวลาเด็กปรับตัวในสัปดาห์ต่อมา เด็กเรียนรู้ที่จะท างานร่วมกับเพื่อนในกลุ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ครู จะต้องกระตุ้น เสริมแรงให้เด็กร่วมมือกัน 11. ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือกระท าด้วยตนเอง เรียนรู้วิธีการวัสดุอุปกรณ์ร่วมกันในกลุ่ม ครูคอยให้ ค าแนะน า ให้ความช่วยเหลือในโอกาสที่เหมาะสม 12. ในขั้นสรุป เด็กแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาน าเสนอผลงาน ในระยะสัปดาห์แรกครูกระตุ้นโดยใช้ค าถาม ให้เด็กน าเสนอผลงานและทบทวนกระบวนการท างาน เนื่องจากเด็กไม่กล้าพูด อาจให้เด็กร่วมกันน าเสนอผลงาน จะได้ ช่วยกันและเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเองให้เด็กมากยิ่งขึ้น สัปดาห์ต่อมาจึงให้เด็กส่งตัวแทนออกมาน าเสนอผลงาน 13. อาหารที่เด็กร่วมกันท า เป็นผลงานที่เด็กเกิดความภาคภูมิใจ ควรให้เด็กรับประทานร่วมกับเพื่อนในกลุ่ม หลังจากสรุปกิจกรรมเสร็จแล้ว เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กอยากท ากิจกรรมในครั้งต่อไป 14. การจัดกิจกรรมประกอบอาหาร เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือกระท า กับสื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นของจริง และมีหลากหลาย เด็กได้ท ากิจกรรมร่วมกับเพื่อนทั้งด้านความคิดและลงมือท า จึง เป็นการท าให้เด็กเกิดการพัฒนาโดยองค์รวมดังนี้ 14.1 เรียนรู้ภาษา เด็กได้เรียนรู้ค าศัพท์ เช่น ชื่อผลไม้ผัก เครื่องครัว และกระบวนการท าครัว การนวด แปูง การปั่น การสับ การพูด และการอ่านร่วมด้วย 14.2 เรียนรู้วิทยาศาสตร์ จากการสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงอาหารขณะปรุง ลักษณะอาหารก่อนปรุง และหลังปรุง การเดือด ความร้อน การเปลี่ยนสถานะของเหลว ของแข็ง 14.3 เรียนรู้คณิตศาสตร์ เด็กได้วัดปริมาณ การชั่งการตวง การกะประมาณ การเปรียบเทียบ การ จ าแนก และรูปทรง 14.4 เรียนรู้สังคม เรียนรู้กระบวนการท างานร่วมกัน การจัดอาหาร การช่วยเหลือกันการแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ และวัฒนธรรมการกิน 14.5 เรียนรู้เรื่องความปลอดภัย จากการใช้เครื่องครัว เช่น ใช้มีดพลาสติก กระทะไฟฟูาเขียง ชาม จาน ต้องระมัดระวังอันตราย 14.6 เรียนรู้สุขภาพ พลานามัย การรักษาความสะอาด การล้างมือ ล้างจาน ชามแก้ว การเตรียมอาหาร ที่สะอาด รวมถึงโภชนาการ และสุขภาพ 15. ครูควรเลือกการท ากิจกรรมประกอบอาหารให้ครบทั้ง 4 ภาค เช่น อาหารภาคเหนือ อาหารภาคกลาง อาหารภาคอีสาน และอาหารภาคใต้ 16. ในการประกอบอาหารบางชนิดมีการน าผักมาเป็นวัตถุดิบในการท า ครูควรมีการปรับเปลี่ยนประเภทของ ผักให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก 17. ในการท าอาหารประเภทห่อหมก ต้องอาศัยความร้อนในการท าให้อาหารสุก ครูต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เรื่องความปลอดภัยของเด็ก 18. ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กกล้าพูด กล้าแสดงออก โดยใช้ค าถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กรู้จักคิด และควรเป็น ค าถามปลายเปิดที่เด็กสามารถตอบได้อย่างหลากหลาย เพื่อขยายประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็ก


15 19. ควรเลือกกิจกรรมที่เด็กสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เช่น การกินผักสด แตงกวา มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว ท าสลัดผัก ครูควรแช่ผักทุกครั้งก่อนที่จะให้เด็กลงมือท า 20. เครื่องครัวที่ใช้ในการประกอบอาหาร ครูจ าเป็นต้องตรวจสอบก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย มีปริมาณ เพียงพอ ไม่เป็นอันตราย หรือมีสิ่งที่แหลมคม เพราะเด็กอาจจะใช้มือหยิบ จับ และหั่น ท าให้เกิดอันตรายได้ 21. เด็กบางคนอาจจะสนุกสนานในการประกอบอาหาร แต่ไม่ต้องการจะชิมรสของอาหารนั้น ๆ ครูไม่ควร บังคับให้เด็กรับประทานอาหารที่ตนเองท าขึ้น 22. การให้เด็กจับกลุ่มตามความสมัครใจ พบว่าเด็กจับกลุ่มเดิมจะไม่เปลี่ยนกลุ่ม ครูอาจใช้วิธีการอื่น ๆ ให้ เด็กจับกลุ่มโดยที่ให้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง เพื่อให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนคนอื่นด้วย 23. การใช้กลุ่มตัวอย่างพียงกลุ่มเดียว ในการสังเกตทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมประกอบอาหารนั้น จะท าให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยในแต่ละคนเปรียบเทียบกับก่อนจัดกิจกรรมได้ชัดเจน 24. ก่อนที่จะท ากิจกรรมครูควรแนะน าให้เด็กรักษาความสะอาด และรู้จักการระมัดระวังการใช้อุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่ประกอบอาหาร 25. ครูควรมีบทบาทในการดูแลให้ความช่วยเหลือ ให้ค าแนะน าเมื่อเด็กต้องการ กระตุ้นให้เด็กโดยให้เด็กได้ ทดลองท าตามความคิดของตนเอง ให้แรงเสริม กล่าวค าชมเชยในผลงานของเด็ก ท าให้เด็กมีความมั่นใจ และตั้งใจใน การท ากิจกรรม 26. ในการเตรียมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการประกอบอาหาร ควรเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมและ อธิบายให้เด็กได้เรียนรู้คุณค่าของอาหารประเภทต่าง ๆ ที่ก าลังประกอบขึ้น เป็นการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ในประเภท อาหารของแต่ละเมนู 27. ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ผ่านขั้นตอนการท าอาหารทุก ๆ ขั้นตอนเพื่อให้เด็กได้ประสบการณ์ตรงจาก การเรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของเด็ก และส่งเสริมในการเรียนรู้ด้าน อื่น ๆ ด้วย 28. การสอนในระดับปฐมวัยควรพัฒนาการด้านต่าง ๆ ทุกด้านไปพร้อม ๆ กันมากกว่าการมุ่งเน้นในด้าน วิชาการ การจัดกิจกรรมควรเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง โดยให้เด็กมีส่วนร่วมกับครูในทุกขั้นตอนในกิจกรรมอย่างทั่วถึงและ ให้มากที่สุด ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 1 ควรมีการศึกษาถึงผลของการจัดกิจกรรมประกอบอาหารเพื่อพัฒนาทักษะทางด้านอื่น ๆ ของเด็กปฐมวัย เช่น ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ความสามารถทางภาษา ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์การแก้ปัญหา การ คิดอย่างมีวิจารณญาณ ความภาคภูมิใจในตนเอง การท างานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงเหตุผล ความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การรอคอย เป็นต้น 2. ควรมีการศึกษาถึงผลของการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร เพื่อน าผลที่ได้มาพัฒนาจัดเข้าร่วมกับการจัด ประสบการณ์ด้านอื่น ๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีการพัฒนาทักษะทางด้านต่าง ๆ 3. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยระหว่าง ผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารกับการจัดกิจกรรมในรูปแบบอื่นที่มีผลต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น


16 พื้นฐานส าหรับเด็กปฐมวัย เพื่อน าผลที่ได้มาเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมที่จะสามารถช่วยส่งเสริมทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานให้กับเด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม 4. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยการจัดกิจกรรมการประกอบอาหาร ให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีระดับสติปัญญาแตกต่างจากเด็กปฐมวัย เอกสารอ้างอิง กรรยา ภูวนารถ. (2555). การพัฒนากิจกรรมวิทยาศาสตร์โดยใช้กระบวนการสืบเสาะเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดของ เด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. กัญญารัตน์ แก้วละเอียด. (2554). ผลของการจัดกิจกรรมประกอบอาหารที่มีต่อทักษะทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ ศษ.ม. (ปฐมวัยศึกษา). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กาญจนา สิงหเรศร์. (2551). ผลของการจัดกิจกรรมประกอบอาหารแบบร่วมมือที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก ปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2551). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ส าหรับเด็กปฐมวัย. (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ : เบรน-เบส บุ๊คส์. จิตตินันท์ เดชะคุปต์. (2558). ธรรมชาติของเด็กปฐมวัยและสิทธิพื้นฐาน ใน เอกสารการสอนชุดวิชา สุขภาวะเด็ก ปฐมวัย. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ฉวี บุญทูล. (2557). ผลการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัย โดยใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน. ปริญญานิพนธ์ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). บุรีรัมย์: มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. ฉวีวรรณ กินาวงศ์. (2527). หลักการสอนวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์. พิษณุโลก : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก. ชนิดาภา กุลสุวรรณ์. (2558). การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้การจัด ประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ. ปริญญานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. ชุลีพร สงวนศรี. (2550). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา เด็กปฐมวัยกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์. ลพบุรี: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี. ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์. (2558). ประโยชน์ของการประกอบอาหารในเด็กปฐมวัย. สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2566 จาก http://daratim54.blogspot.com/2012/04/blog-post_08.html. ทิศนา แขมมณี. (2558). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 19). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นภเนตร ธรรมบวร. (2553). การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. น้อมฤดี จงพยุหะ และคณะ. (2517). คู่มือการศึกษาวิธีสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ : มิตรสยาม. ปราณีต มาลัยวงษ์. (2550). วิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย. อุดรธานี : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี. ปิยนุช พลสมบัติ. (2558). ความสามารถทางพหุปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรม เกษตรกรน้อย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.


17 พรเพ็ญ บัวทอง. (2555). ผลของการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นที่มีต่อ พฤติกรรมทาง สังคมของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พลอยภัทรา จันทร์เด่นดวง. (2555). ผลการจัดประสบการณ์ประกอบอาหารที่มีต่อความสามารถด้านประสาท สัมผัสของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ ศษ.ม. (ปฐมวัยศึกษา). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. พัชรี ผลโยธิน และอรุณี หรดาล. (2563). ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เอกสาร การสอนชุดวิชา พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. แพรวา วิหงส์. (2557). ทักษะพื้นฐานวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์ วิทยาศาสตร์ ปฏิบัติการ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ภัทราวุธ พุสิงห์. (2558). 80 กิจกรรมวิทย์ปฐมวัย : อนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 2. กรุงเทพฯ : นานมีบุคส์พับลิเคชั่น. ภัสร าไพ จ้อยเจริญ. (2556). ผลของการจัดประสบการณ์โดยบูรณาการวัฏจักรการเรียนรู้กับการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนที่มีต่อความสนใจใฝ่รู้ของเด็กอนุบาล. ปริญญานิพนธ์ ศษ.ม. (การศึกษา ปฐมวัย). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ยุพาภรณ์ ชูสาย. (2555). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. เยาวพา เดชะคุปต์. (2542). การจัดการศึกษาส าหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : แม็ค. โรงเรียนชุมชนโนนสูง. (2566). สมุดบันทึกพัฒนาการประจ าชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566. อุดรธานี : สายชั้นปฐมวัย โรงเรียนชุมชนโนนสูง. ลภัสรดา ค าสงค์. (2558). ผลการจัดประสบการณ์แบบโครงการที่มีต่อความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วรรณนิภา ฟักเขียว. (2557). ความสามารถด้านตรรกคณิตศาสตร์ และด้านความเข้าใจระหว่างบุคคลของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การประกอบอาหารไทยภาคกลาง. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษา ปฐมวัย). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วัฒนา มัคคสมัน. (2554). การสอนแบบโครงการ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศรีเรือน แก้วกังวาล. (2549). จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย แนวคิดเชิงทฤษฎี-วัยเด็กตอนกลาง. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2560). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. ส าหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. อณัศยา โมลีกุล. (2557). การจัดประสบการณ์แบบโครงการเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ส าหรับ เด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). ล าปาง : มหาวิทยาลัยราชภัฏล าปาง. อัญชลี ไสยวรรณ. (2531). การศึกษาเปรียบเทียบผลการจัดประสบการณ์แบบปฏิบัติการทดลองกับแบบผสมผสาน ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อารี สัณหฉวี และคณะ. (2559). การเสริมสร้างเด็กปฐมวัยให้ฉลาด. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราช ภัฏจันทรเกษม.


Click to View FlipBook Version