The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์พื้นฐานภาษาไทยของนักเรียน ป.2

ผู้วิจัย ครูจิราพร ลองจำนงค์

ชือ่ เร่อื งงานวิจัย การพฒั นาทักษะการอ่านออกเสียงคาศัพท์พืน้ ฐานภาษาไทยของนักเรียนช้ัน

ชือ่ ผู้ทาวิจัย ประถมศกึ ษาปที ี่ 2/4
กลุ่มสาระการเรียนรู้
นางสาวจิราพร ลองจานงค์
ภาษาไทย

บทคัดยอ่

การทาวจิ ยั เร่อื ง การพัฒนาทักษะการอา่ นออกเสยี งคาศัพท์พืน้ ฐานภาษาไทยของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษา
ปีท2ี่ /4 มีวัตถุประสงค์ เพ่ือพัฒนาทักษะการอา่ นคาศพั ท์พื้นฐานภาษาไทย ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่
2/4

โดยผู้วจิ ยั ได้สรา้ งชุดฝกึ การอ่านคาศัพท์ จานวน 6 ชดุ โดยจดั เรยี งตามตัวอักษร จานวน 6 ชดุ เพราะ
กล่มุ เป้าหมายเป็นนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษา ดงั นัน้ การเรยี นรูค้ าศัพทใ์ หม้ ากที่สดุ จึงเป็นส่งิ สาคัญมาก ผวู้ จิ ยั ให้
นกั เรยี นกลมุ่ เปา้ หมายอ่านแบบทดสอบก่อนฝึก หลังจากนั้นดาเนนิ การฝกึ ทกั ษะการอา่ นของนักเรียนดว้ ยแบบ
ฝึก ทง้ั 6 ชดุ โดยเรมิ่ ทีละชดุ กอ่ นเรม่ิ เรยี น ครง้ั ละประมาณ 15 นาที และหลงั จากนัน้ ก็ เข้าสู่บทเรียน แลว้
มอบหมายให้นกั เรียนไปฝกึ การอ่านเปน็ การบ้าน

จากการศกึ ษาปรากฏวา่ นักเรยี นกลุ่มเป้าหมายไดร้ บั การพฒั นามที ักษะการอา่ นของนกั เรยี นในระดับท่นี ่า
พอใจ นักเรียนมีทักษะการอ่านเพม่ิ ข้ึน ร้อยละ 100 ดังจะเหน็ ไดจ้ ากการเปรยี บเทยี บผลการทดสอบก่อนเรียน
และหลังเรียนของนกั เรียนแต่ละคน

บทท่ี 1
บทนา

ความเป็นมาและความสาคัญของการวจิ ยั

ภาษาไทยเป็นเคร่ืองแสดงถึงเอกลักษณ์ประจา ชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมท่ีก่อให้เกิดความเป็น
เอกภาพ และเสริมสรา้ งบคุ ลิกภาพให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและการสร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชาติทาให้เกิดความสะดวกและการสื่อสารท่ีมีความเข้าใจตรงกันอีกทั้งภาษาไทยยัง
เป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ประสบการณ์จากแหล่งต่าง ๆ เพราะการเรียนรู้ภาษาไทยเป็นทักษะความ
เขา้ ใจในด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน โดยใช้ภาษาเป็นสื่อของความคิด ความเข้าใจ และแสวงหา
ความรู้ เพื่อพัฒนาความรู้ ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ตลอดจนนาไปใชพ้ ัฒนาอาชพี ใหม้ คี วามม่ันคง (กรมวชิ าการ , 2545 :21) และการสอนภาษาไทยน้ันถือว่าเป็นส่ิง
สาคญั ทีค่ รูผ้สู อนต้องคานึงถึงก็คอื ทักษะในการสอื่ สาร ได้แก่ การฟงั พูด อ่าน และเขยี น ทักษะทั้งส่ีจะเกิดข้ึนได้
นน้ั ตอ้ งผา่ นกระบวนการคิดทต่ี อ้ งฝึกฝนอย่างสม่าเสมอ ให้คิดเป็นจงึ จะเกดิ สมั ฤทธ์ิผลทางการเรยี น

การเรียนภาษาไทยในปัจจุบัน เป็นการเน้นทักษะในด้านต่างๆ ของนักเรียน ซ่ึงได้แก่ทักษะในการฟัง
พูด อ่าน และเขียน แต่เน่ืองจากพัฒนาการของการเรียนรู้ของผู้เรียนมีความแตกต่างกันบางคนรับรู้เร็วบางคน
รับรู้ช้า ทาให้การจัดกระบวนการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ มักประสบปัญหาอยู่บ่อยๆและไม่ประสบ
ผลสาเร็จเท่าที่ควร สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะนักเรียนยังขาดทักษะในการอ่าน ทาให้ตีความตีโจทย์ปัญหาไม่ได้
การรบั รขู้ อ้ มลู ข่าวสารต่างๆ จึงไมด่ เี ท่าท่ีควร

จากการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาไทย พบว่า นกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 2/4
ขาดทักษะในการอา่ นออกเสียงและการอา่ นสะกดคา การสอื่ ภาษายังไม่ถูกตอ้ ง ทาให้การเรยี นเป็นไปอย่าง
ลา่ ช้าและไม่ตอ่ เนอื่ ง การทางานขาดช่วง และต้องมกี ารแก้ไข ปรบั ปรุงอยู่บ่อยๆ ท้ังน้ีทาใหก้ ารเรยี นใน
รายวิชาตา่ ง ๆ ต้องมผี ลกระทบด้วย และจากการทมี่ ีนกั ศกึ ษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครไู ด้ชว่ ยเหลืองาน
ประจาช้ันประถมศึกษาปีที่ 2/4 ซ่ึงมีนักเรียนจานวน 35 คน และ ในช่ัวโมงกิจกรรมโฮมรูมในตอนเช้า ได้ให้
นักเรียนฝึกทักษะการอ่านและเขียนภาษาไทยไปสักระยะหนึ่ง พร้อมกับบันทึกพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน
เปน็ รายบุคคลเปน็ ระยะ เวลาประมาณ 1 เดือน พบว่า มีนักเรียนจานวน 10 คน ท่ียังต้องคอยเอาใจใส่ดูแลเป็น
พิเศษ ในด้านทักษะการอ่านออกเสียงและการเขียนสะกดคาภาษาไทยที่ประสมด้วยสระต่างๆ ซ่ึงยังอ่านและ
เขียนไม่คล่อง และอีกทั้งยังเป็นปัญหาสาหรับการเรียนในกลุ่มสาระวิชาต่าง ๆเช่น การทางานช้า ทางานไม่ทัน
อา่ นไมไ่ ด้ เขยี นสะกดคาไม่เป็น เป็นต้น

ดังนั้นผู้วจิ ยั จึงมีความสนใจท่จี ะศึกษาวธิ ีการพัฒนาทักษะในการอ่านของนักเรียนทม่ี ปี ญั หาด้าน
การอา่ น โดยใชช้ ุดกจิ กรรมแบบฝึกทักษะการอา่ นภาษาไทย ของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 2/4
โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ซ่ึงแบบฝึกทักษะการอ่านเป็นส่ือการสอนที่ผู้วิจัยสนใจ เพราะเป็นการจัดกิจกรรมท่ีสนอง
ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล เนื่องจากการเรียนรู้เรื่องการอ่าน ต้องอาศัยการฝึกบ่อยๆ อย่างสม่าเสมอ จึงจะทา
ให้เกิดความชานาญ และความคล่องแคล่วในการอ่าน สามารถนาความรู้และทักษะจากการเรียนไปใช้ใน
ชีวิตประจาวันได้ นอกจากน้ีแบบฝึกหัดทักษะยังเน้น การอ่านเสริมความรู้ และความเข้าใจให้แก่นักเรียนอีก
ด้วยเพื่อเปน็ การพฒั นาการอา่ นใหน้ ักเรียนดขี น้ึ ตามลาดับต่อไป

วตั ถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพอ่ื พัฒนาทกั ษะในด้านการอ่านใหน้ ักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรยี นศรแี ก้งครอ้ ทีม่ ีความ
บกพร่องในการอา่ น ให้มที ักษะในการอ่านดีขึ้น

2. เพอื่ สร้างชดุ กิจกรรมแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาไทย ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2/4โรงเรียน
ศรแี ก้งครอ้
ขอบเขตของการวจิ ัย
1.ขอบเขตด้านประชากร

ประชากรทใี่ ช้ในการวจิ ัยครั้งนไี้ ดแ้ ก่ นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรยี นศรีแกง้ ครอ้ จานวน
10 คน ซ่ึงมคี วามบกพร่องทางด้านทกั ษะการอ่าน

2.ขอบเขตดา้ นเน้อื หา
1. ชดุ คาศพั ท์พนื้ ฐานภาษาไทย 6 ชดุ
2. ระดับผลสัมฤทธ์ขิ องคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน

สมมตุ ิฐานการวิจยั

นักเรียนช้ันประถมประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรีแกง้ คร้อ มผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นดีข้ึนกวา่ เดมิ
หลงั จากใช้ แบบฝึกทักษะการอา่ นภาษาไทย และสามารถนาผลการวิจัยในครงั้ นี้ไปปรบั ปรุงกระบวนการเรียน
การสอนรายวิชาภาษาไทย ให้มปี ระสิทธิภาพยิ่งขน้ึ

ตัวแปรทศ่ี ึกษา
1.ตวั แปรตน้ คือ ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ทกั ษะการอ่านภาษาไทย
2.ตวั แปรตาม คอื ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและพฤติกรรมการเรยี นรขู้ องนักเรยี นในรายวิชาภาษาไทยของนักเรียน
ดขี ึน้

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
แบบฝึกทกั ษะภาษาไทย หมายถึง แบบฝกึ หัดภาษาไทยทใ่ี ช้ในการพัฒนาทกั ษะในด้านการอ่าน

ของนักเรยี น
แบบฝึกทักษะการอา่ น หมายถงึ วธิ ที บี่ ่งบอกถงึ ขั้นตอนในการใช้แบบฝกึ หัดภาษาไทยในการพัฒนา

ทกั ษะการอา่ นของนักเรยี น ท่ีผู้ศึกษาสรา้ งขน้ึ เพ่ือนามาสอนนักเรยี นให้มีพฒั นาการด้านการอ่านทดี่ ีขึ้น
พฤตกิ รรมการเรยี นรู้ หมายถงึ การรับรู้หรือเรยี นรู้ในด้านเน้ือหาของวิชาต่างๆ ของนักเรียน
ทักษะการอา่ น หมายถึง ความสามารถในการอา่ นสะกดคา อ่านได้คล่อง รวดเรว็ และถูกต้อง
การสอนซอ่ มเสริม หมายถึง การสอนเสรมิ นอกเวลาเรยี นปกติหลังเลกิ เรียน วันละ 1 ชวั่ โมง
นักเรียน หมายถงึ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 2/4 โรงเรยี นศรแี ก้งคร้อ ท่ีกาลงั ศึกษาในภาคเรียนท่ี 2

ปีการศึกษา 2564

ประโยชนท์ ไ่ี ด้รับจากการวจิ ัย
1. เพ่อื ใหน้ ักเรียนมคี วามสามารถในการอา่ นได้อย่างถูกตอ้ ง
2. เพ่ือเป็นแนวทางพฒั นาทักษะการอ่านสาหรับนักเรียนท่ีมปี ัญหาตอ่ ไป

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง

ในการดาเนินการวิจยั ครง้ั น้ีผู้วจิ ัยไดท้ าการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และได้นาเสนอ
ตามหวั ข้อดังตอ่ ไปน้ี
1. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐานพุทธศักราช 2551
1.1 การเรยี นรู้ในภาษาไทย
1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
1.3 คณุ ภาพผ้เู รียน
2. แบบฝึกทักษะ
2.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ
2.2 หลกั ในการสร้างแบบฝึกทักษะ
2.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ
3. การอ่าน
3.1 ความหมายของการอ่าน
3.2 ความสาคัญของการอา่ น
3.3 ประเภทของการอา่ น
4. งานวิจัยทเ่ี ก่ยี วข้อง

1. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
1.1 การเรียนรู้ในภาษาไทย

ภาษาไทยเปน็ ทักษะท่ตี ้องฝึกฝนจนเกดิ ความชานาญในการใช้ภาษาเพื่อการส่ือสาร การเรียนรู้อย่าง
มีประสทิ ธภิ าพ และเพ่ือนาไปใชใ้ นชวี ิตจรงิ คือ

การอา่ น การอ่านออกเสียงคา ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คาประพนั ธ์ชนิดตา่ ง ๆ การอ่านใน
ใจเพอื่ สรา้ งความเข้าใจ และการคดิ วเิ คราะห์ สังเคราะห์ความรจู้ ากสิ่งท่ีอ่าน เพื่อนนาไปปรับใช้ในชีวิตประจาวนั

การเขยี น การเขยี นสะกดคาตามอักขรวธิ ีการสื่อสารรปู แบบตา่ ง ๆ การเขียนเรยี งความ ย่อความเขยี น
รายงานจากการศึกษาคน้ ควา้ เขยี นตามจนิ ตนาการ เขยี นวิเคราะห์ วจิ ารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์การฟัง การ
ดู และการพูด การฟงั และดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคดิ เห็น ความรสู้ ึกพูดลาดบั เรือ่ งราวตา่ ง ๆ
อย่างเปน็ เหตเุ ป็นผล การพดู ในโอกาสตา่ ง ๆ ท้ังเปน็ ทางการและไม่เป็นทางการและการพูดเพ่ือโนม้ นา้ วใจ

หลกั การใช้ภาษาไทย ศึกษาธรรมชาตแิ ละกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสม
กับโอกาสและบคุ คล การแต่งคา ประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
วรรณคดแี ละวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพ่ือศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงาน
ประพนั ธ์และเพื่อความเพลดิ เพลิน การเรยี นรแู้ ละทาความเขา้ ใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบา้ นท่เี ปน็
ภมู ปิ ญั ญาท่มี ีคณุ คา่ ของไทย ซึ่งไดถ้ ่ายทอดความรสู้ ึกนึกคิด ค่านยิ ม ขนบธรรมเนียมประเพณเี รือ่ งราวของสงั คม
ในอดตี และความงดงามของภาษา เพอ่ื ให้เกดิ ความซาบซ้ึงและภูมิใจในบรรพบุรุษท่ีได้สัง่ สมสืบทอดมาจนถึง
ปัจจบุ ัน
1.2 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี 1 : การอา่ น
มาตรฐาน ท 1.1 :ใช้กระบวนการอา่ นสรา้ งความรู้และความคดิ ไปใช้ตดั สนิ ใจ แกป้ ้ญหาและสรา้ งวิสัยทศั น์ในการ
ดาเนินชวี ิต และมีนิสยั รกั การอ่าน

สาระที่ 2 : การเขียน
มาตรฐาน ท 2.1 : ใช้กระบวนการเขียน เขยี นส่ือสาร เขียนเรยี งความ ย่อความ และเขียนเรอื่ งราวในรปู แบบต่าง
ๆ เขียนรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค้นควา้ อย่างมีประสิทธภิ าพ
สาระที่ 3 : การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐาน ท 3.1 : สามารถเลือกฟงั และดอู ย่างมีวจิ ารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิดความรสู้ ึกในโอกาส
ต่าง ๆ อยา่ งมีวิจารณญาณและสรา้ งสรรค์
สาระที่ 4 : หลักการใชภ้ าษา
มาตรฐาน ท 4.1 : เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา
ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ิของชาติ
สาระท่ี 5 : วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 : เข้าใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณค่า และนามา
ประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตจรงิ
1.3 คณุ ภาพผู้เรียน
คุณภาพผู้เรยี น ในการจบช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 มีดังนี้
1. อ่านออกเสียงคา คาคล้องจอง ข้อความ เรอ่ื งส้ันๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง คลอ่ งแคลว่ เข้าใจ
ความหมายของคาและขอ้ ความทอ่ี ่าน ต้ังคาถามเชงิ เหตุผล ลาดับเหตกุ ารณ์คาดคะเนเหตุการณ์ สรปุ ความรู้
ขอ้ คิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏบิ ัตติ ามคาสง่ั คาอธิบายจากเร่ืองท่ีอา่ นได้ เข้าใจความหมายของข้อมลู จากแผนภาพ
แผนทีแ่ ละแผนภมู ิอ่านหนังสืออย่างสมา่ เสมอ และมีมารยาทในการอ่าน
2. มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บนั ทกึ ประจาวัน เขยี นจดหมายลาครู เขยี นเรื่อง
เกี่ยวกบั ประสบการณ์ เขียนเรอื่ งตามจนิ ตนาการ และมมี ารยาทในการเขียน
3. เลา่ รายละเอยี ดและบอกสาระสาคัญ ต้งั คาถาม ตอบคาถาม รวมท้ังพูดแสดงความคิดความรู้สึกเกย่ี วกับเรื่อง
ทีฟ่ งั และดู พูดสื่อสาร เล่าประสบการณ์และพดู แนะนา หรือพูดเชญิ ชวนใหผ้ ู้อื่นปฏิบตั ิตาม และมีมารยาทในการ
ฟงั ดู และพดู
4. สะกดคา และเข้าใจความหมายของคา ความแตกต่างของคาและพยางค์ หน้าทีข่ องคาในประโยค มีทักษะการ
ใชพ้ จนานกุ รมในการคน้ หาความหมายของคา แต่งประโยคง่าย ๆ แต่งคาคล้องจองแต่งคาขวัญ และเลอื กใช้
ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถ่ินได้เหมาะสมกบั กาลเทศะ
5. เขา้ ใจและสรปุ ข้อคิดท่ไี ด้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพือ่ นาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวันแสดงความ

คิดเหน็ จากวรรณคดวี รรณกรรมทอ่ี ่าน ร้จู ักเพลงพ้ืนบ้าน เพลงกลอ่ มเดก็ ซ่ึงเป็นวัฒนธรรมของท้องถ่ิน รอ้ งบท

รอ้ งเลน่ สาหรบั เดก็ ในท้องถน่ิ ท่องจาบทอาขยานและบทร้อยกรองท่ีมคี ุณคา่ ตามความสนใจได้

2. แบบฝกึ ทกั ษะ
2.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ
แบบฝกึ ทกั ษะในภาษาไทยมชี ่ือเรียกแตกตา่ งกันออกไปหลายอย่าง เช่น ชุดการฝกึ ชดุ แบบฝึก
แบบฝึกทกั ษะ และแบบฝึกหัด เป็นตน้

สุกิจ ศรพี รหม (2546 : 68) ความหมายไว้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถงึ การนาส่ือประกอบท่ี
สอดคล้องกบั เน้ือหา และจุดประสงค์ของวิชามาใชใ้ นการเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมของผู้เรียน เพื่อใหเ้ กิด
การเรียนรูอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ

ถวลั ย์ มาศจรสั (2546 : 18) ได้ให้ความหมายไว้วา่ แบบฝึกทักษะ หมายถงึ กิจกรรมพัฒนา
ทกั ษะเรียนรทู้ ใ่ี หผ้ ู้เรียนเกิดการเรยี นรไู้ ด้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลาย และประมาณเพียงพอท่ี
สามารถตรวจสอบ และพัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถนาผู้เรียนไปสกู่ ารสรปุ
ความคิดรวบยอด และหลักการสาคัญ ของสาระการเรยี นรู้รวมทั้งทาให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความ

เข้าใจในบทเรียนด้วยตนเองได้
2.2 หลักในการสรา้ งแบบฝึกทักษะ

ฉนั ทนา การสะอาด (2547 : 103) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกทักษะไวดังน้ี
1. ต้องมีการฝกึ นักเรียนมากพอสมควรในเรอ่ื งหนึ่งๆ ก่อนท่ีจะมีการฝกึ เรื่องอนื่ ๆ ต่อไปเน่อื งจากทาขน้ึ เพื่อการ
สอนมใิ ช่ทาข้นึ เพื่อการสอบ
2. แตล่ ะแบบฝกึ ทกั ษะควรใช้ประโยคเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้น
3. ฝกึ โครงสร้างใหมๆ่ กับสิ่งที่เรียนร้มู าแล้ว
4. ประโยคทใี่ ช้ฝึกควรเป็นประโยคส้ันๆ
5. คาศพั ทแ์ ละประโยคต้องส้ันๆ
6. เปน็ แบบฝกึ ท่ใี หน้ ักเรียนได้ใชค้ วามคิด

จริ เดช เหมือนสมาน (2551: 11) ได้สรุปหลักในการสร้างแบบฝึกทกั ษะไวด้ งั น้ี
1. ควรสร้างใหต้ รงกับจุดประสงค์ทต่ี ้องการฝกึ ตามความเหมาะสมกับพฒั นาการของเด็ก
2. สนองความสนใจของเด็ก
3. คานึงถงึ ความแตกต่างระหว่างบคุ คล
4. จัดทาให้จบเป็นเร่อื ง ๆ
5. การประเมนิ ผลความก้าวหน้าในการฝึกควรให้นกั เรียนทราบผลทันทที ุกครง้ั
2.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ

แบบฝึกทกั ษะมีประโยชนเ์ พราะเปน็ เคร่ืองมือทีช่ ว่ ยให้ผู้เรยี นไดฝ้ ึกทักษะทางภาษา และสามารถที่
จะทบทวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังที่ บุญชม ศรสี ะอาด (2542 : 180) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดแบบ
ฝึกทักษะไว้ดังน้ี
1. ทาให้เขา้ ใจบทเรยี นดยี ิ่งข้ึน
2. ทาให้ครทู ราบความเขา้ ใจของนักเรียนที่มีตอ่ การเรียนอันเปน็ แนวทางในการปรับปรงุ การเรียนการสอนตอ่ ไป
ตลอดจนสามารถช่วยใหน้ ักเรียนไดด้ ีท่ีสุดตามความสามารถของเขาด้วย
3. ฝกึ ให้นักเรียนมีความเชอื่ มั่นและสามารถประเมนิ ผลงานของเขาได้
4. ชว่ ยเสรมิ ทักษะทางภาษาให้คงทน
5. เป็นเคร่อื งมือวดั ผลการเรียนหลงจากเรยี นบทเรยี นแลว้
3. การอ่าน
3.1 ความหมายของการอา่ น

การอ่านเปน็ ทกั ษะท่ีมคี วามสาคัญอย่างมาก ใช้เป็นเครอื่ งมอื ในการแสวงหาความรจู้ ากส่อื ต่าง ๆ ดังนั้น

จงึ จาเปน็ อยา่ งย่ิงทจ่ี ะต้องฝึกฝนการอา่ นให้มปี ระสิทธิภาพ ใหค้ วามหมายของการอา่ นไวดังนี้

จริ ัฐติ ิกาล ไชยธวัช (2549 : 17) ไดส้ รปุ ความหมายของการอา่ น คือ การอ่านเปน็ กระบวนการแปล

ตัวอักษร หรือภาษาเขียนออกมาเป็นความคดิ มคี วามเข้าใจในสงิ่ ทอ่ี า่ น ได้รับรู้ความคิดท่ีผเู้ ขยี นตอ้ งการสอื่ และ

มีอารมณค์ วามรสู้ ึกร่วมไปกับผู้เขยี น ในการสือ่ ความหมายระหว่างผเู้ ขียนกบั ผู้อา่ นโดยการแปลสัญลกั ษณ์

(ตวั อกั ษร) ออกมาเป็นความหมายที่ตรงกันวา่ ผ้เู ขียนตอ้ งการใหผ้ อู้ า่ นทราบเก่ยี วกับเร่ืองอะไรบ้างและส่งิ ที่สาคัญ

ที่สดุ ในการอา่ น ก็คือ ผอู้ ่านต้องเขา้ ใจความหมายของส่ิงท่ีอา่ น และการอ่านเปน็ ทักษะทม่ี ีความสาคญั และมี

ประโยชนอ์ ย่างยิ่งในด้านการเรยี น การแสวงหาความร้แู ละการดาเนินชวี ติ ประจาวนั ของบคุ คล

3.2 ความสาคญั ของการอ่าน
การอา่ นหนังสือของแตล่ ะบุคคลนั้น จะแตกตา่ งกันออกไปตามความมุ่งหมายของการอ่านเป็นประการสาคัญ
ดังท่ีผู้รู้กล่าวไว้ดังน้ี

พฒั จริ า จนั ทรด์ า (2547 : 14-15)ได้กลา่ วถงึ ความสาคัญของการอา่ นซ่ึงมีทง้ั หมด 7 ประการ ดังน้ีคือ
1. เพราะอยากรู้เร่ือง
2. เพราะต้องการศึกษา
3. เพราะต้องการปรับปรุงอาชพี การงาน
4. เพราะต้องการพักผอ่ นเพลดิ เพลิน
5. เพราะต้องการแก้ปัญหาในใจ
6. เพราะต้องการชดเชยอารมณ์ และความปรารถนา
7. เพราะต้องการใหเ้ ปน็ ท่ียอมรับในวงสงั คม

จากขอ้ความท่ีกลา่ วข้างตน้ สรปุ ได้วา่ การอ่านมีความสาคัญมาก เพราะการอ่านทาให้ผู้อ่านมี
ความรู้เกดิ ความคดิ ต่าง ๆ ทสี่ ามารถนามาใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้
ประเภทของการอ่าน

ในการแบง่ ประเภทของการอ่านนั้นมีหลากหลายแตกตา่ งกันออกไป แลว้ แต่บุคคลน้ันจะอา่ น
ในแนวไหน และได้มีผูร้ ไู้ ด้แบ่งประเภทของการอา่ นไว้ดังนี้

ฉววี รรณ์ ปะนามะสา ( 2547 : 12-13) ไดแ้ บ่งการอา่ นเปน็ 2 ประเภท คอื
1. การอ่านในใจ เปน็ การอา่ นเงียบ ผู้อา่ นตอ้ งมีความสามารถด้านภาษา และความคิด สามารถ
เก็บความคดิ จากข้อความที่อา่ นไดก้ ารอา่ นในใจทม่ี ปี ระสิทธิภาพมีลกั ษณะดังนี้
1.1 อา่ นได้เรว็ หมายถึง ใชเ้ วลาน้อยแต่อ่านไดม้ าก
1.2 อ่านได้ความ หมายถึง จับใจความได้
1.3 อ่านตคี วาม หมายถึง บอกความหมายของข้อความที่อา่ น
1.4 อ่านวิเคราะห์ หมายถงึ สามารถแยกแยะส่วนตา่ ง ๆ เพอ่ื พจิ ารณาทาความเข้าใจ
1.5 อา่ นขยายความ หมายถึง การอธบิ ายเพิ่มเติมให้ละเอียด
2. การอา่ นออกเสียง หมายถึง การอา่ นโดยเปลง่ เสยี งตามตวั หนังสือ การอา่ นออกเสียง
แบง่ เป็น 2 ประเภท คือ
2.1 การอ่านออกเสยี งปกติ
2.2 การอา่ นทานองเสนาะ
งานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้อง

นิพาพร วงษ์ศิลา (2545) ศึกษาการพฒั นาแบบฝึกทักษะการสะกดคายากวิชาภาษาไทย สาหรบั
นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการศกึ ษาพบว่า

1. แบบฝึกทกั ษะการสะกดคายากวิชาภาษาไทย สาหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3 มีประสทิ ธภิ าพ
89.17/83.89 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ8์ 0/80 ท่ีตั้งไว้

2. คา่ ดชั นปี ระสทิ ธิผลของแบบฝึกทกั ษะการสะกดคายากวิชาภาษาไทย สาหรับนักเรยี นช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.68 ซ่ึงหมายความว่า แบบฝกึ ทักษะการสะกดคายากวิชาภาษาไทย
ชดุ น้ีมีความเปน็ ไปได้ทจี่ ะทาให้ผลการเรยี นของนักเรยี นเกิดการเปล่ยี นแปลงไปในทางท่ีสงู ข้ึน รอ้ ยละ 68

วิวัฒน์ ประสานสุข (2541) ศึกษาการใช้แบบฝึกเสริมทกั ษะการใช้ภาษาไทย สาหรับนักเรยี น
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการศึกษาพบว่า
1. จากการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาไทย สาหรบั นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4ไดแ้ บบฝึกจานวน 5
เรอ่ื ง และแผนการสอน 5 แผน
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียน หลังการฝึกสงู กว่าก่อนได้รบั การฝกึ แตกตา่ งอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ี
0.1

บทท่ี 3

วธิ ีดาเนินการศกึ ษา

การวจิ ัยเรอื่ ง การสอนซ่อมเสริมเพ่ือพัฒนาทกั ษะการอ่านโดยใช้ชดุ กจิ กรรมแบบฝึกทักษะการอ่าน
ภาษาไทย ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนศรแี กง้ คร้อ ผูว้ จิ ยั ไดด้ าเนนิ การศึกษาดังน้ี
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
3. การสร้างเครื่องมอื ในการวิจัย
4. การรวบรวมข้อมลู
5. การวเิ คราะห์ข้อมลู
6. สถิติทใ่ี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวิจัยคร้ังนี้คือนักเรียนประถมศึกษาปีที่2/4 โรงเรียนศรแี ก้งคร้อ จานวน 10 คน

ทไี่ ม่สามารถอา่ นสะกดคาได้ ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564

เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั
1. แบบทดสอบ ก่อนเรียน – หลังเรียน
2. ชุดคาศพั ท์พ้ืนฐานภาษาไทย 6 ชุด

การสรา้ งเครื่องมือในการวจิ ัย
1. ศกึ ษาสภาพปัญหาและคัดเลอื กนักเรียนทมี่ ีปญั หาในด้านการอ่าน
2. ศกึ ษาเกี่ยวกับการสรา้ งชุดกจิ กรรมการเรยี นรูก้ ารสร้างแบบทดสอบกอ่ นเรียน หลงั เรยี น การสร้างแบบ
ประเมนิ ทักษะด้านการอ่านภาษาไทยและการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการสอนซ่อมเสริม โดยใช้ชดุ กิจกรรมการ
เรียนรทู้ ักษะการอา่ นภาษาไทย
3. จัดสรา้ งชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการอา่ นภาษาไทย
4. นาชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ทักษะการอา่ นภาษาไทย ที่สรา้ งข้ึนไปใหผ้ ู้เช่ียวชาญตรวจสอบความถกู ตอ้ ง
เหมาะสมเพ่ือปรบั ปรงุ แก้ไข
5. จัดสร้างแบบทดสอบก่อนเรยี น หลังเรียน และแบบประเมินทักษะการอา่ นภาษาไทย
6. นาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หลงั เรยี น และแบบประเมนิ ทักษะดา้ นการอ่านภาษาไทยไปใหผ้ ้เู ช่ยี วชาญ
ตรวจสอบ ความถูกต้องเหมาะสมเพ่ือปรบั ปรุงแก้ไข
7. ทดสอบทักษะการอ่านของนกั เรยี นก่อนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรูท้ ักษะการอา่ นภาษาไทยแล้วบันทกึ ผล
8. จดั กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใชช้ ุดกิจกรรมการเรยี นรทู้ ักษะการอา่ นภาษาไทยให้กบั นักเรียนทมี่ ีปญั หาด้าน
ทักษะการอา่ นตามลาดบั ขนั้ ตอน
11. ทดสอบทักษะการอ่านของนกั เรียนหลงั ใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรทู้ ักษะการอา่ นภาษาไทยแลว้ บันทกึ ผล
12. วิเคราะหข์ ้อมูลโดยนาผลที่ไดจ้ ากการบันทึกในแบบประเมนิ ทั้ง 6 ชุด มาเปรียบเทียบแลว้ สรุปผลการวจิ ัย
เพอ่ื นาเสนอ
การรวบรวมข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชงิ ทดลองมีข้ันตอนในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ดังต่อไปน้ี
1. ดาเนนิ การทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบทักษะการอา่ น
2. ดาเนนิ การทดสอบหลงั เรียน

การวิเคราะหข์ อ้ มลู
สถติ ิท่ีใช้ ในการวเิ คราะหข์ ้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นสถิติค่ารอ้ ยละที่ได้จากการบันทึกผลการ

ทดสอบการอา่ นกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
การวิเคราะห์ขอ้ มูลในการวิจัยคร้งั นี้ เปน็ การวิเคราะห์ข้อมูลสถิตจิ ากแบบประเมินทั้ง 6 ชดุ ที่ได้

จากการทดสอบการอา่ นก่อนเรยี นและหลงั เรียน นามาเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิการอ่านหลังเรยี น ซ่ึงผู้
ศกึ ษาไดด้ าเนินการวเิ คราะหข์ ้อมลู โดยใช้คา่ ร้อยละ (Percentage) เป็นสถติ ิในการวิจัย ซึ่งในการคานวณหา
ค่าร้อยละจะใช้ตัวเลขท่ีเราต้องการมาเปรียบเทยี บหารด้วยจานวนเต็มของส่ิงนั้นแล้วคูณด้วย 100 หลงั จาก
นั้นจงึ นาคา่ ที่ได้ไปเปรยี บเทียบกับเกณฑ์คุณภาพ ซง่ึ ได้กาหนดไว้ดังน้ี
ระดบั คะแนน (ร้อยละ) เกณฑ์คณุ ภาพ

80 – 100 ดมี าก
60 – 79 ดี
40 – 59 พอใช้
ตา่ กวา่ 40 ควรปรับปรงุ

1. รอ้ ยละ (Percentage) เปน็ คา่ สถติ ทิ นี่ ยิ มใช้กนั มาก โดยเป็นการเปรียบเทียบความถี่ หรือจานวนที่
ต้องการกบั ความถี่หรือจานวนท้ังหมดท่เี ทียบเป็น 100 จะหาค่ารอ้ ยละ

บทที่ 4

วิธดี าเนนิ การวิจัย

การวจิ ยั ครัง้ นี้ มวี ัตถุประสงค์เพ่ือ พัฒนาทักษะในด้านการอ่านของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 2
โรงเรียนศรแี ก้งคร้อ ทีม่ ีความบกพร่องในการอา่ นใหม้ ีทักษะในการอ่านดีขน้ึ และเพื่อสร้างชดุ กิจกรรมแบบฝกึ
ทักษะการอ่านภาษาไทย ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2/4 โรงเรียนศรีแกง้ ครอ้ ได้นาเสนอผลการวเิ คราะห์
ข้อมูลตามลาดบั ดงั นี้

1.การประเมินผลการอา่ นชุดคาศัพท์พืน้ ฐานภาษาไทย 5 ชุด
2.สรปุ ผลการพัฒนาทกั ษะการอ่านของนักเรยี นโดยใช้ชุดกิจกรรมพฒั นาทักษะทางด้านการอ่านก่อน
เรยี น
3.สรปุ ผลการพัฒนาทักษะการอา่ นของนกั เรยี นโดยใชช้ ดุ กิจกรรมพฒั นาทักษะทางด้านการอ่านหลังเรยี น
วิธดี าเนินการวจิ ัย ระยะเวลาในการดาเนนิ งาน

วัน เดือน ปี กิจกรรม หมายเหตุ

13 ธนั วาคม 2564 นักเรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี น ผวู้ ิจยั บนั ทกึ คะแนน

15 ธนั วาคม 2564 นกั เรยี นอา่ นออกเสยี งคาศัพท์ ผวู้ จิ ยั บันทกึ คะแนน
ภาษาไทยทกี่ าหนดให้ท้งั 6 ชดุ

27 ธนั วาคม 2564 นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลังเรียน ผู้วิจยั บันทึกคะแนน

ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล

การเกบ็ รวบรวมข้อมูลวเิ คราะหข์ ้อมลู เก็บข้อมูลวเิ คราะห์ข้อมลู จากการ ทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น –

หลงั เรยี น จดั ทาตารางเปรียบเทียบผลตา่ ง ระหว่างก่อนฝกึ และ หลงั ฝกึ หาผลต่างจากการปฏบิ ตั ดิ งั นี้

ตารางแสดงผลการเปรยี บเทียบคะแนนก่อนเรยี น – หลงั เรียน นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2/4

เลขที่ ชือ่ -นามสกุล Pre-test 15คา Post-test15คา ผลต่าง หมายเหตุ
1 เด็กชายอาวธุ สอนนา 8 13 5
2 เด็กชายกติ ติวตั น์ รุ่งฤกษ์ 3 10 7
3 เดก็ ชายกติ ติศักดิ์ ทองมว่ ง 4 11 7
4 เดก็ ชายเตชนิ ท์ จอมสันเทยี ะ 6 13 7
5 เดก็ ชายทณิ กรณ์ สมิ มา 6 14 8
6 เดก็ ชายชยานนั ท์ นามนอก 5 13 8
7 เด็กหญิงวรัทยา ชบี ุญส่ง 8 14 6
8 เด็กหญงิ กานต์ชนติ รกั ท้วม 9 13 4
9 เดก็ ชายธญั เทพ ชยั กลาง 10 15 5
10 เดก็ ชายทนิ ภทั ร ล่าสนั 5 12 7

จากตารางจะเหน็ ว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลงั ทดสอบ(Post-test) ในการอ่านออกเสยี งคาศัพท์ทีถ่ ูกตอ้ ง
สงู กวา่ ก่อนการทดสอบ(Pre-test) รอ้ ยละ 100

บทที่ 5

สรุปผลการศกึ ษาวิจัย

สรุปผลการวิจัย

จากการศึกษาและวิเคราะห์คะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนน้นั แสดงให้เห็นว่านกั เรยี นไม่สามารถ
อา่ นออกเสยี งคาศัพทภ์ าษาไทยทก่ี าหนดให้ทั้ง 6 ชุด ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง ท้ังน้ีอาจมีพนื้ ฐานความรู้มาบา้ งแตไ่ ม่
สามารถอ่านออกเสียงได้ถูกต้อง แตห่ ลงั จากนักเรียนได้ฝกึ อา่ น และทาการฝึกอ่านเพิม่ เติมที่บา้ น ทาใหน้ ักเรียนมี
ความรู้ และสามารถอ่านคาศัพท์ภาษาไทยที่กาหนดให้และเขา้ ใจความหมายมากยง่ิ ขึ้น สามารถทาแบบทดสอบ
หลงั เรียนไดค้ ะแนนเพม่ิ ข้นึ ถึงแมว้ า่ จะมีนักเรียนบางคนทีม่ ีคา่ คะแนนจากการทาแบบฝึกหัดไม่ค่อยดีเท่าทคี่ วร
นน้ั กอ็ าจเปน็ เพราะวา่ นักเรียนยงั ขาดความตอ่ เน่ืองในการฝึกอ่าน ออกเสียงคาศัพท์และเนอื่ งจากมีกจิ กรรม
ตา่ งๆ ของทางโรงเรียนมาคนั่ ความต่อเน่ืองของการเรียนรแู้ ละดงึ ความสนใจของนกั เรียนไปดว้ ย และอีกสาเหตุ
จากการสอบถามโดยตรงจากนกั เรยี นทาใหผ้ ู้วิจยั ได้พบข้อมูลเพ่ิมเตมิ ว่านักเรียนไมไ่ ด้กลบั ไปทบทวนและทา
ความเข้าใจเพมิ่ เตมิ นอกห้องเรยี น ดังน้นั ผวู้ ิจัยจึงเล็งเห็นว่าปัญหานค้ี วรจะนาไปพัฒนาในครัง้ ต่อไป

อภปิ รายผลจากการศกึ ษา

จากการสรา้ งแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษในครงั้ น้ีสามารถอภปิ รายผลไดด้ ังนี้
1. สงั เกตไดว้ ่านกั เรียนสามารถพฒั นาความรู้ โดยดผู ลการเปรยี บเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลงั เรียน
2. จากการวิจัยครั้งนท้ี าให้นักเรยี นได้เรียนรกู้ ารคาศัพท์ภาษาไทย ซึ่งล้วนเป็นคาศัพท์พื้นฐานของ
กระทรวงศกึ ษาธิการ
3. จะเห็นได้ว่าเม่ือนักเรยี นได้รับการสอนทีเ่ น้นย้าในจุดทน่ี ักเรยี นมักจะสับสนหรือผิดพลาดบ่อย ๆ
ทาใหน้ กั เรียนผดิ พลาดนอ้ ยลง

ขอ้ เสนอแนะ
จากการศึกษาคร้ังน้ีพบว่าการพัฒนาทกั ษะการอ่านภาษาไทยควรจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนอื่ งและ

ควรจะจดั ในรปู แบบท่ีหลากหลาย ทกุ ฝ่ายควรพงึ ตระหนักควรจัดหาแหล่งเรียนร้ใู นโรงเรยี นและชมุ ชนเพื่อให้
ผเู้ รยี นได้ศึกษาดว้ ยเองอย่างสะดวกและเพยี งพอจัดหาสอื่ ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนใหม่ๆ เพื่อดึงดูด
ความสนใจของนกั เรียนใช้เทคโนโลยใี หม่ๆมาชว่ ยในการจัดการเรยี นการสอน และเพอ่ื ให้การพฒั นาทักษะการ
อ่านภาษาไทยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตรครั้งตอ่ ไปควรศกึ ษาเพ่ิมเตมิ ดังน้ี
1. ควรศึกษาพัฒนาการด้านการรับรขู้ องนักเรียน
2. ควรศึกษาการพัฒนาทักษะการเขยี นของนักเรยี นไปพรอ้ มๆ กับการอา่ น
3.ควรศึกษาเรื่องสื่อประกอบการสอนซ่อมเสรมิ ทส่ี ่งเสรมิ ให้นกั เรยี นเกดิ การเรยี นรู้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
4.แหลง่ เรยี นรทู้ ีส่ ่งผลตอ่ การเรยี นการสอนอย่างมีคุณภาพ

บรรณานุกรม
กรมวิชาการ.(2545).คู่มือการจัดการเรียนรกู้ ลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย.กรงุ เทพฯ:โรงพมิ พ์องค์การรบั สง่

สนิ คา้ และพสั ดุภัณฑ์.
จิระเดช เหมือนสมาน.(2551).การพัฒนาชดุ ฝึกทกั ษะการคดิ วิเคราะห์จากส่ือสงิ่ พมิ พ์ สาหรับนกั เรยี นชน้ั

มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดทองเพลง สานักงานเขตคลองสาม กรุงเทพมหานคร.



ชุดคาศัพท์พนื้ ฐาน วิชาภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๒

ชดุ ท่ี 1

๑. กง๋ ๖. กระตุก

๒. กด ๗. กระถาง

๓ ก้ม ๘. กระทบ

๔. กระดกู ๙. กระท้อน

๕. กระตกิ ๑๐. กระทะ

ชดุ คาศัพทพ์ ืน้ ฐาน วชิ าภาษาไทย ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๒

ชุดท่ี ๒

๑๑. กระสอบ ๑๖. ก้อน

๑๒. กล้า ๑๗. กะปิ

๑๓. กอ ๑๘. กะเพรา

๑๔. กอ่ ๑๙. กะสา

๑๕. กอง ๒๐. ก้าง

ชดุ คาศัพทพ์ น้ื ฐาน วชิ าภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๒

ชดุ ที่ ๓

๒๑. กา ๒๖. เก

๒๒. กาแพง ๒๗. เกง๋

๒๓. กิ่ง ๒๘. เก่า

๒๔. กิรยิ า ๒๙. เกิน

๒๕. กู้ ๓๐. เกื้อ

ชุดคาศัพทพ์ ืน้ ฐาน วิชาภาษาไทย ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๒

ชุดท่ี ๔

๓๑. เกอื บ ๓๖. ไกว

๓๒. แก้ ๓๗. ขณะ

๓๓. แกม้ ๓๘. ขม

๓๔. โกน ๓๙. ขย้า

๓๕. โกหก ๔๐. ขย้ี

ชดุ คาศัพทพ์ ืน้ ฐาน วชิ าภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๒

ชุดท่ี ๕

๔๑. ขอ้ ๔๖. ขา

๔๒. ขอ้ ง ๔๗. ขงิ

๔๓. ขอน ๔๘. เข่ง

๔๔. ขดั ๔๙. เขน็

๔๕. ขาน ๕๐. เขี่ย

ชดุ คาศัพท์พื้นฐาน วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๒

ชุดที่ ๖

๕๑. เขียว ๕๖. คอ้ น

๕๒. เขื่อน ๕๗. คัน

๕๓. แขก ๕๘. คับ

๕๔. คง ๕๙. ค่า

๕๕. ครู่ ๖๐. คา้ ง

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น (Pre-test)

จงอ่านออกเสยี งคาทก่ี าหนดให้ตอ่ ไปนี้

๑. กระถาง ๘. กิรยิ า

๒. กระทบ ๙. ขม

๓. กระทอ้ น ๑๐. ขย้า

๔. กะปิ ๑๑. ขยี้

๕. กะเพรา ๑๒. ขิง

๖. กาแพง ๑๓. เขง่

๗. กงิ่ ๑๔. เขน็

๑๕. คา้ ง

**อา่ นคาศัพท์ถกู ต้อง 1 คา ได้ 1 คะแนน**

แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test)

จงอา่ นออกเสียงคาท่ีกาหนดใหต้ อ่ ไปนี้

๑. กระถาง ๘. กริ ิยา

๒. กระทบ ๙. ขม

๓. กระท้อน ๑๐. ขย้า

๔. กะปิ ๑๑. ขยี้

๕. กะเพรา ๑๒. ขิง

๖. กาแพง ๑๓. เขง่

๗. กิ่ง ๑๔. เขน็

๑๕. คา้ ง

**อา่ นคาศพั ทถ์ กู ต้อง 1 คา ได้ 1 คะแนน**


Click to View FlipBook Version