~๑~
เอกสารประกอบการจัดการเรียนร้เู รอ่ื ง การสร้างคาในภาษาไทย
รายวชิ าหลกั ภาษาไทย ๑ (ท ๓๐๒๑๔)
เรียบเรยี งโดยครจู ตุพร ตระกลู ปาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย โรงเรยี นสระบรุ ีวทิ ยาคม
/ม/ + /อะ/ = มะ ๑ พยางค์
/ม/ + /อะ/ + /ล/ + /อะ/ = มะละ ๒ พยางค์
/ม/ + /อะ/ + /ล/ + /อะ/ + /ก/ + /ออ/ = มะละกอ ๓ พยางค์ ๑ คา
พระยาอุปกิตศิลปะสาร อธิบายความหมายของ “คา” ไว้ว่า “คา หมายถึง เสียงที่
พูดออกมาได้ความอย่างหน่ึง ตามความต้องการของผู้พูด จะเป็นกี่พยางค์ก็ตาม เรียกว่า คาหน่ึง
หรือเรียกว่า คามูล บางคากม็ พี ยางคเ์ ดยี ว บางคากม็ ีหลายพยางค์ ดังตวั อย่างตอ่ ไปน้ี
นา (ทปี่ ลูกข้าว) เปน็ ๑ คา มี ๑ พยางค์
นาวา (เรอื ) เปน็ ๑ คา มี ๒ พยางค์
นาฬกิ า (โมงหรอื ท่มุ ) เปน็ ๑ คา มี ๓ พยางค์ ดังน้ีเป็นต้น”
กาชัย ทองหล่อ อธิบายความหมายของคาไว้ว่า “คา หมายถึง อักษรท่ีประสมกัน
แล้วออกเสียงมาเป็นหน่วยเสียงเดียว ประกอบด้วย สระตัวเดียว เรียกว่า พยางค์ พยางค์ท่ี
เปล่งออกมาจะเป็นพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์รวมกันก็ตาม ถ้ามีความหมายเป็นที่รู้กันได้
เรียกว่า คาหรือถ้อยคา ซึ่งถ้าเปล่งออกมาเป็นเสียงพูดก็เรียกว่า คาพูด ถ้าเขียนเป็นตัวหนังสือ
กเ็ รยี กวา่ คาเขียน คาคาเดียวจะมพี ยางค์เดยี วหรือหลายพยางคก์ ไ็ ด้ เช่น
กา คาเดียว พยางคเ์ ดยี ว
กาแฟ คาเดยี ว ๒ พยางค์
การะเกด คาเดียว ๓ พยางค์
กากนาสูร คาเดียว ๔ พยางค์
กาญจนมาลา คาเดยี ว ๕ พยางค์
คาเดียวทม่ี ไิ ดป้ ระสมกับคาอื่น เรยี กว่า คามูล คามลู ตง้ั แต่ ๒ คาขึน้ ไปรวมกนั เป็นคาเดียว เรียกวา่
คาประสม”
~๒~
คามลู พยางค์เดียว เช่น
ชา้ ง ม้า ววั ควาย ผม ฉัน เขา มนั กิน นอน เดิน ว่งิ รอ้ น หนาว บน ลา่ ง ใน ใจ มาก
พ่อ แม่ ดนิ น้า ตา หู ปาก ควาย ไก่ พรกิ ต้ม หวาน ขาว แดง
คามลู สองพยางค์ เช่น
สะดวก สบาย ขนม กระทะ กะทิ กะปิ จะเข้ ชะลูด ชอุ่ม ตะกละ ระหว่าง ระบบ สะเดา
พายุ กระเพาะ กะเพรา ขนุน ละมดุ ตะกร้า ตะเกียง ทะลาย
คามูลสามพยางค์ เชน่
กะทดั รดั กะทันหัน จะละเม็ด มะละกอ จระเข้ สาระแน ตุ๊กตา เอกเขนก นาฬิกา วทิ ยุ
คามูลสี่พยางค์ เชน่
โกโรโกโส ตะลีตะลาน คะยน้ั คะยอ กลุ ีกุจอ
ข้อสังเกต คานี้สามารถแยกศพั ทไ์ ด้ คอื หมา + ดา ดงั น้ันคานี้ไมใ่ ช่คามูล
หมาดา คานี้สามารถแยกศัพท์ได้ คอื สะพาน + แขวน ดงั น้ันคานี้ไม่ใช่คามูล
สะพานแขวน คานสี้ ามารถแยกศพั ทไ์ ด้ คอื หมา + หอน ดงั นน้ั คานี้ไม่ใช่คามูล
หมาหอน คานไ้ี ม่สามารถแยกศัพท์เป็น มะ+ละ+กอ ดังนน้ั คานเี้ ป็นคามลู
มะละกอ
กิจกรรมการเรียนรู้ “คามูล”
ใหน้ กั เรียนพูดคามูลคนละ ๑ คา โดยครูจะถามตามเลขทหี่ รอื ตามท่นี ่ัง กตกิ าคอื ห้ามซา้ กัน
~๓~
คาในภาษาไทยมีท้ังคาพยางค์เดียว คาสองพยางค์
คาสามพยางค์ และคาหลายพยางค์ คาพยางค์เดียวส่วนมากจะเป็น
คามลู หรอื คาพื้นฐานทใี่ ชม้ ากในชีวติ ประจาวัน
เ ม่ื อ สั ง ค ม เ จ ริ ญ ข้ึ น ค า มู ล เ ท่ า ที่ ใ ช้ อ ยู่ น่ า จ ะ ไ ม่ เ พี ย ง พ อ
จึงต้องเกิดมีระบบการสร้างคาใหม่ๆ ขึ้นใช้ ได้แก่ การซ้าคา
กา ร ซ้ อนคา กา ร ป ร ะ สม ค า กา รผส า นคา กา รแ ผล ง คา
การบัญญัติศัพท์ ทาใหเ้ กิดคาประเภทใหม่ๆ ไดแ้ ก่ คาซ้า คาประสม
คาแผลง และศัพทบ์ ัญญัติในภาษาไทย (สนุ นั ท์ อญั ชลีนกุ ลู , ๒๕๕๒)
แต่ใ นเ อกสา รนี้จะ นา เส นอเพีย ง กา รซ้าคา กา รซ้อนคา
และการประสมคาเท่าน้ัน
~๔~
~๕~
~๖~
~๗~
~๘~
คาซ้า (reduplication)
คาซ้าในภาษาไทยเกิดจากการนาคาๆ เดียวกันมาซ้ากัน บางคร้ังเวลาออกเสียง
จะมกี ารลงนา้ หนักเสียงท่คี าใดคาหน่ึงในคาซ้า การลงนา้ หนักเสยี งมผี ลต่อความหมายของคาซ้า
ท่ีเกดิ ใหม่ดว้ ย ส่วนการเขยี นนยิ มใชเ้ ครือ่ งหมายไมย้ มก (ๆ) แทนการเขยี นซ้ารปู คาเดิม
คาซ้าที่เกิดจากการนาคาท่ีมีรูปเดียวกันมาซ้ากันอาจทาให้เกิดความหมายต่างๆ กัน
ดังน้ี
๑) การซ้าคาทแี่ สดงความหมายทางไวยากรณ์เปน็ พหพู จน์
สวสั ดีพ่ีท่รี ัก เอกพจน์
สวัสดีพ่ๆี ทร่ี กั พหูพจน์
๒) การซ้าคาเพอ่ื เพ่มิ นา้ หนกั ของความหมายของคา
หนังสอื เล่มหนาๆ หนงั สอื เล่ม นา้ -หนา
บา้ นทาสีเขยี วๆ บ้านทาสเี ค้ยี ว-เขยี ว
๓) การซา้ คาเพ่อื ลดนา้ หนกั ความหมายของคาเดมิ
สมุดเล่มบางๆ สมุดเล่มบงั -บาง
๔) การซ้าคาเพื่อแยกความหมายเป็นส่วนๆ
ครตู รวจขอ้ สอบเป็นข้อๆ หมายถงึ ตรวจทีละขอ้
แมค่ รัวทอดปลาเป็นตัวๆ หมายถึง ทอดปลาทลี ะตัว
๕) การซ้าคาอาจทาใหเ้ กดิ ความหมายไมจ่ ากัดแนน่ อน
เขาชอบนัง่ แถวกลางๆ
แถวกลางๆ อาจหมายถงึ บริเวณทอ่ี ยู่รอบในของสถานทใี่ ดสถานทหี่ นึง่
๖) การซ้าคาเปน็ สานวน
กล้วยๆ หมายถงึ ไมย่ าก
หมูๆ หมายถงึ ไม่ยาก
งูๆ ปลาๆ หมายถึง รไู้ ม่มาก
ผลบุ ๆโผล่ๆ หมายถึง ทาบา้ งไมท่ าบ้าง
~๙~
~ ๑๐ ~
~ ๑๑ ~
คาซ้อน (Synonymous compound)
คาซ้อนเป็นช่ือเรียกคาอีกประเภทหน่ึงที่เกิดจากการนาคา ๒ คามาซ้อนกัน
คาที่นามาซ้อนกันเพ่ือให้เกิดเป็นคาซ้อนน้ันแต่เดิมมักใช้คาที่มีความหมายเหมือนกันหรือ
คลา้ ยคลงึ กนั โดยท่คี าทงั้ สองอาจมที ใี่ ชใ้ นภาษาถิน่ คนละถิ่น หรือใช้ต่างกาลเวลากันมาซ้อนกัน
อย่างคาว่า บา้ นเรอื น เส่ือสาด เขด็ หลาบ เป็นตน้
ต่อมาน่าจะนาคาที่มีความหมายตรงข้ามกันมาซ้อนกัน เช่น หน้าหลัง เท็จจริง
สงู ตา่ ดาขาว ผิดชอบ ชว่ั ดี เป็นตน้
นอกจากน้ีคาซ้อนอาจพิจารณารวมถึงเรื่องเสียงด้วยไม่ได้จากัดเฉพาะเร่ืองของ
ความหมายเท่าน้ัน เราจึงอาจกล่าวได้ว่าคาซ้อนมีความหมายกว้างขึ้น กล่าวคือ
สามารถพิจารณาท้ังเร่ืองของความหมายและเร่ืองของเสียงของคาซ้อนด้วย ดังนั้นเราจึงอาจ
แบ่งคาซอ้ นออกเป็น ๒ ชนิด คอื ๑) คาซ้อนเพอื่ ความหมาย และ ๒) คาซ้อนเพื่อเสยี ง
๑) คาซ้อนเพอ่ื ความหมาย
คาซ้อนเพื่อความหมายเกิดจากการนาคา ๒ คาท่ีมีความหมายเหมือนกัน ใกล้เคียง
กัน ทานองเดียวกนั หรอื ตรงข้ามกนั มาซ้อนกนั เช่น ตรอกซอก หนทาง เหย้าเรือน เสื่อสาด
จติ ใจ ทรัพย์สิน คอยทา่ ย่างเดิน เสาะหา แยกแยะ ตัดสิน สร้างสรรค์ เด็ดขาด สวยงาม
ฆ่าฟัน เจ็บป่วย เจ็บไข้ ป่วยไข้ ยากลาบาก โกรธพิโรธ วิหคนกกา ป่าดงพงไพร
ห้วยหนองคลองบึง ประสบพบเห็น ตรี นั ฟนั แทง ดดุ ่าวา่ กล่าว สงู ตา่ ดาขาว ขา้ วยากหมากแพง
ลูกเลก็ เดก็ แดง
การสร้างคาซ้อนเพื่อความหมายในภาษาไทยนอกจากจะสร้างจากคาไทยด้วยกัน
แล้วยังมักมีคาต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งคาบาลี คาสันสกฤต คาเขมร รวมท้ังคา
ภาษาอังกฤษ เข้ามาเกยี่ วข้องในลกั ษณะตา่ งๆ กัน เชน่
คาไทย + คาเขมร = คาซ้อน เช่น เงยี บ + สงดั = เงยี บสงดั
คาเขมร + คาเขมร = คาซอ้ น เช่น สนกุ + สนาน = สนุกสนาน
คาไทย + คาบาลีสนั สกฤต = คาซ้อน เชน่ ถิ่น + ฐาน = ถ่ินฐาน
คาไทย + คาองั กฤษ = คาซอ้ น เช่น กระดาษ + ทิชชู = กระดาษทิชชู
~ ๑๒ ~
๒) คาซ้อนเพอ่ื เสียง
คาซ้อนเพอื่ เสยี งเกิดจากการนาคาพยางค์เดยี วหรอื คาหลายพยางค์ทมี่ ีเสยี งพยัญชนะต้น
เหมือนกันและเสียงพยัญชนะตัวสะกดอาจเหมือนกันหรือต่างกันแต่ประสมด้วยเสียงสระ
ต่างกันซ้อนกัน ความหมายของคาซ้อนชนิดน้ีอาจอยู่ท่ีพยางค์ใดพยางค์หน่ึง หรืออยู่ที่
ทุกพยางค์รวมกัน คาซ้อนเพื่อเสียงมักมีจานวนพยางค์เป็นคู่ เช่น สองพยางค์ สี่พยางค์
หกพยางค์ เป็นต้น
คาซ้อนเพ่อื เสียงสองพยางค์ เช่น จุกจิก ขูดขีด โอนเอน งอแง ย้ัวเย้ีย ต้วมเต้ียม งัวเงีย
จริงจัง เกะกะ เก้งก้าง ตุ๊ต๊ะ รุงรัง ซุ่มซ่าม โครมคราม ออดอ้อน ทาบทาม โชกโชน ปกป้อง
ซุกซน ทกั ท้วง ทดแทน ลวนลาม
คาซอ้ นเพ่ือเสยี งสี่พยางค์ เช่น อลิ ่ยุ ฉุยแฉก อริ ุงตงุ นัง สัพเพเหะ ขะมุกขมอม ขมุกขมัว
สุรยุ่ สรุ า่ ย พะรุงพะรัง สะลมึ สะลอื สะบักสะบอม ยากดีมีจน เจ็บไขไ้ ดป้ ว่ ย ผลหมากรากไม้
ประเทศเขตแคว้น หน้าน่ิวค้ิวขมวด อดอยากปากแห้ง รูปช่ัวตัวดา สูงต่าดาขาว ถูกอกถูกใจ
เข้าอกเข้าใจ หลับหหู ลับตา ผดิ หผู ิดตา หนักเอาเบาสู้ มดื ฟา้ มวั ดนิ
คาซ้อนเพื่อเสียงหกพยางค์ เช่น อดตาหลับขบั ตานอน เลือกที่รกั มกั ที่ชงั ขงิ ก็ราข่าก็แรง
ชัว่ ช่างชีดีชา่ งสงฆ์
ขอ้ สงั เกต
ความหมายของคาซ้อนชนิดต่างๆ ทั้งคาซ้อนเพ่ือความหมายและคาซ้อนเพ่ือเสียง
อาจแบ่งออกเป็น ๒ ลกั ษณะ
๑) คาซ้อนท่ีมีความหมายเหมือนคาเดิม เช่น บ้านเรือน เส่ือสาด ทรัพย์สิน ทองคา
เสาะหา ยา่ งเดนิ เปน็ ต้น
๒) คาซอ้ นทมี่ ีความหมายใหม่ (นา้ หนกั ของความหมายอยูท่ ่ีคาใดคาหนง่ึ ) เชน่
๒.๑ ความหมายขงคาซ้อนอยทู่ ่ีคาแรก เช่น ใจคอหายหมด ปากคอเราะราย
๒.๒ ความหมายขงคาซ้อนอยู่ทีค่ าหลัง เชน่ เน้ือตัวเหนยี วหมด
๒.๓ ความหมายของคาซอ้ นกว้างขนึ้ เชน่ ลกู หลานเตม็ บ้าน เส้ือผา้ หลายแบบ
~ ๑๓ ~
~ ๑๔ ~
~ ๑๕ ~
~ ๑๖ ~
คาประสม (compound word)
คาประสมเกิดจากการสร้างคาขึ้นใช้ในภาษาไทยอีกวิธีหนึ่ง โดยนาคานาม คากริยา
คาบุพบท เป็นต้น หรือหน่วยคาอิสระ ๒ หน่วยขึ้นไปมาประสมกันและเกิดเป็นคาใหม่ท่ีมี
ความหมายใหม่ ๑ หน่วยความหมาย หรือเกิดส่งิ ใหม่อกี ๑ ชนิด โดยอาจมีเค้าความหมายเดิม
อยูม่ ากหรือน้อยกไ็ ด้
ข้อควรระวงั
คาประสมต่างกับกลุ่มคาในเรื่องของความหมาย กล่าวคือ กลุ่มคาเกิดจากคา
หรือหน่วยคาอิสระตั้งแต่ ๒ คาหรือ ๒ หน่วยขึ้นไปเรียงกันในลักษณะคาหลังทาหน้าที่เป็น
ส่วนขยายคาหน้า คาเรียงจึงสามารถแปลได้ตรงตัวไม่เกิดความหมายใหม่ บางตารา
เรยี กกล่มุ คาว่า คาเรยี งหรือวลี
ตวั อย่าง
คาประสม กลมุ่ คา/คาเรียง/วลี
ลกู เสือ (บคุ คล) ลกู เสือ (สัตว์ ลูกของเสือ)
แกว้ ตา (นางท่ีรกั ) แกว้ ตา (ส่วนใสของดวงตา)
ของว่าง (อาหารขบเคย้ี ว) ของใหม่ (ของทย่ี งั ไม่ไดใ้ ช้)
ทางม้าลาย (ทางข้ามถนน) ตราหัวมา้ ลาย (ชือ่ ตราสนิ คา้ รูปหวั มา้ ลาย)
เป่าหู (ยยุ ง) เปา่ ปี่ (เปา่ เคร่ืองดนตร)ี
การสร้างคาประสมในภาษาไทย
๑) คานาม + คานาม เช่น แมน่ า้ ลูกน้า พ่อครัว แม่ทพั ตน้ ไม้ นาฬิกาทราย แม่พมิ พ์
๒) คานาม + คากรยิ า เช่น หนา้ ใหญ่ ตูเ้ ยน็ ใจดี ทางดว่ น สะพานลอย น้าแขง็
๓) คากริยา + คานาม เช่น ดใี จ ไว้ใจ เป่าหู แต่งงาน เลน่ งาน
๔) คานาม + คากริยา + คานาม เช่น เจ้าหน้าที่ดแู ลหอ้ งสมดุ ถนนลาดยาง
๕) คากรยิ า + คากริยา เชน่ ต้มยา พมิ พ์ดดี วาดเขียน คน้ ควา้ เลือกต้ัง
~ ๑๗ ~
๖) คานาม + คาบพุ บท เชน่ คนกลาง เครื่องใน วงใน คนนอก เบี้ยล่าง
๗) คาบพุ บท + คานาม เช่น นอกใจ นอกคอก กลางคน
๘) คากริยา + คาบพุ บท เชน่ เป็นกลาง
๙) คาประสม + คานาม เช่น กล้วยอบเนย ตม้ ยากุ้ง ทอดมนั ปลากราย นกเขาชวา นา้ มนั พืช
๑๐) คาประสม + คากรยิ า เชน่ น้ามนั ระเหย น้ายาซกั แห้ง ห้องสมดุ เคลอ่ื นท่ี
๑๑) คานาม + คาประสม เชน่ สถานรี ถไฟ รถไฟฟา้
คาประสมมที ้งั ท่ีเป็นคานามและคากรยิ า
คาประสมทเี่ ปน็ คานาม เชน่ รถดว่ นขบวนไหนทันสมยั ที่สดุ เวลาเป็นหวดั ไมค่ วรกินน้าแข็ง
คาประสมท่เี ป็นคากริยา เช่น ครไู ปเลอื กตั้งมา นางเอกในนวนยิ ายไมค่ ่อยนอกใจพระเอก
ความหมายของคาประสม
๑) คาประสมชนิดมีเค้าความหมายเดิมนอ้ ย เช่น ลกู น้า มดลกู ทอดมนั แม่มด
๒) คาประสมชนดิ คงความหมายเดมิ มาก เชน่ ข้าวสาร ข้าวเหนียว ข้าวโพด กลว้ ยหอม กลว้ ยไข่
กล้วยตาก ขนมครก ขนมกลว้ ย ขนมช้นั แว่นสายตา นากุ้ง บ่อนา้
๓) คาประสมที่เป็นสานวน คาประสมชนิดนี้มีรูปเดียวกับกลุ่มคาหรือคาเรียง ต่างกันแต่เพียง
ความหมายท่ีใช้ ถ้าใชค้ วามหมายตามตวั อักษรของแต่ละคาหรือความหมายโดยตรงจะเปน็ กลมุ่ คา
หรือคาเรยี ง หากใชค้ วามหมายทเ่ี กดิ ใหม่ถือว่าเป็นคาประสม เชน่
กลุ่มคา/คาเรยี ง ความหมายตรง คาประสม ความหมายที่เกิดใหม่
กระเชอก้นร่วั ภาชนะชนิดหนงึ่ กระเชอก้นร่ัว สุร่ยุ สรุ ่าย
มีก้นรั่ว ไมเ่ ก็บหอมรอมรบิ
ลกู ช้าง ลูกของสัตวท์ ่ีเรยี กว่า ลูกช้าง สรรพนามแทนตวั ผทู้ ี่
ช้าง วงิ วอนขอให้
สง่ิ ศักด์สิ ิทธิ์ช่วย
ตีนกา ขาของกา ตนี กา เคร่ืองหมายกากบาท
รอยยน่ ท่หี างตา
~ ๑๘ ~
~ ๑๙ ~
~ ๒๐ ~
เอกสารอ้างองิ
จงชัย เจนหตั ถการกิจ. หนงั สือประกอบการเรยี นการสอนวชิ าหลกั ภาษาไทย
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑. กรงุ เทพฯ :
ธนาเพลส, ๒๕๖๑.
สุนันท์ อัญชลีนกุ ูล. ระบบคาในภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงานวชิ าการ
คณะอักษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๒.
~ ๒๑ ~
แบบฝกึ หดั ที่ ๕ เร่ือง การสร้างคาในภาษาไทย
๑. คามลู คอื ....................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
เชน่ ๑) .................. ๒) ...................... ๓) ......................... ๔) ......................... ๕) ......................
๒. คาซ้า คือ ....................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
เชน่ ๑) .................. ๒) ...................... ๓) ......................... ๔) ......................... ๕) ......................
๓. คาซ้อน คอื .................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
เช่น ๑) .................. ๒) ...................... ๓) ......................... ๔) ......................... ๕) ......................
๔. คาประสม คอื .............................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
เชน่ ๑) .................. ๒) ...................... ๓) ......................... ๔) ......................... ๕) ......................
๕. ให้นักเรียนเขียนเรื่องราวส้ันๆ ๒-๓ บรรทัด โดยให้มีคาซ้า ๒ คา คาซ้อน ๒ คา
และคาประสม ๒ คา (ใหข้ ีดเส้นใต้คาซ้า คาซ้อน และคาประสม)
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................