หนังสอื เรยี นสาระทกั ษะการดาํ เนนิ ชีวิต
รายวิชาเศรษฐกจิ พอเพียง
(ทช31001)
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
(ฉบับปรับปรุง 2560)
หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พุทธศกั ราช 2551
หามจาํ หนา ย
หนังสือเรียนเลม น้ี จดั พมิ พด วยเงนิ งบประมาณแผน ดนิ เพ่อื การศกึ ษาตลอดชวี ิตสาํ หรบั ประชาชน
ลขิ สทิ ธ์เิ ปน ของ สาํ นกั งาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศกึ ษาธิการ
สํานกั งานสงเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย
สาํ นักงานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวงศกึ ษาธิการ
2 | ห น้ า
หนงั สอื เรยี นสาระทกั ษะการดาํ เนินชวี ิต
รายวิชา เศรษฐกจิ พอเพียง (ทช31001)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ฉบับปรับปรุง 2560
ลิขสทิ ธเิ์ ปน ของ สาํ นกั งาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศกึ ษาธิการ
เอกสารทางวชิ าการลําดบั ท่ี 20/2555
คาํ นาํ
กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551 เมอื่ วนั ท่ี 18 กนั ยายน พ.ศ. 2551 แทนหลักเกณฑและวธิ กี ารจัดการศึกษานอกโรงเรียน
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544 ซ่ึงเปนหลักสูตรท่ีพัฒนาขึ้นตามหลักปรัชญาและ
ความเชอื่ พื้นฐานในการจัดการศกึ ษานอกโรงเรียนทม่ี ีกลุมเปา หมายเปนผูใ หญม กี ารเรยี นรแู ละสง่ั สมความรู
และประสบการณอ ยา งตอ เนือ่ ง
ในปงบประมาณ 2554 กระทรวงศึกษาธกิ ารไดกําหนดแผนยุทธศาสตรในการขับเคล่ือนนโยบาย
ทางการศกึ ษาเพ่อื เพมิ่ ศกั ยภาพและขดี ความสามารถในการแขงขันใหประชาชนไดมีอาชีพท่ีสามารถสราง
รายไดที่ม่ังคั่งและม่ันคง เปนบุคลากรที่มีวินัย เปยมไปดวยคุณธรรมและจริยธรรม และมีจิตสํานึก
รับผิดชอบตอ ตนเองและผูอน่ื สาํ นักงาน กศน. จงึ ไดพ จิ ารณาทบทวนหลกั การ จุดหมาย มาตรฐาน ผลการ
เรียนรูท่ีคาดหวัง และเนื้อหาสาระ ท้ัง 5 กลุมสาระการเรียนรู ของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ
การศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ใหมีความสอดคลองตอบสนองนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ
ซึ่งสงผลใหตองปรับปรุงหนังสือเรียน โดยการเพิ่มและสอดแทรกเนื้อหาสาระเก่ียวกับอาชีพ คุณธรรม
จริยธรรมและการเตรียมพรอมเพ่ือเขาสูประชาคมอาเซียน ในรายวิชาที่มีความเก่ียวของสัมพันธกัน
แตยังคงหลักการและวิธีการเดิมในการพัฒนาหนังสือที่ใหผูเรียนศึกษาคนควาความรูดวยตนเอง ปฏิบัติ
กจิ กรรม ทาํ แบบฝกหดั เพื่อทดสอบความรูความเขาใจ มกี ารอภปิ รายแลกเปลีย่ นเรียนรูกบั กลุม หรอื ศึกษา
เพมิ่ เตมิ จากภูมปิ ญ ญาทองถิน่ แหลงการเรยี นรูและส่อื อ่นื
การปรับปรงุ หนังสือเรยี นในคร้ังนี้ ไดร ับความรวมมืออยางดยี ่ิงจากผูทรงคุณวุฒิในแตละสาขาวิชา
และผูเกยี่ วของในการจัดการเรียนการสอนท่ศี กึ ษาคน ควา รวบรวมขอ มลู องคความรูจ ากสือ่ ตา ง ๆ มาเรียบ
เรยี งเนอื้ หาใหครบถว นสอดคลองกับมาตรฐาน ผลการเรียนรูท่ีคาดหวงั ตัวช้ีวัดและกรอบเนื้อหาสาระของ
รายวชิ า สาํ นกั งาน กศน.ขอขอบคณุ ผมู ีสวนเก่ียวของทุกทานไว ณ โอกาสนี้ และหวังวาหนังสือเรียนชุดนี้
จะเปนประโยชนแ กผเู รียน ครู ผูสอน และผเู ก่ยี วของในทกุ ระดบั หากมขี อเสนอแนะประการใด สํานักงาน
กศน.ขอนอมรับดวยความขอบคณุ ย่ิง
4 | ห น้ า
สารบญั
หนา
คํานาํ
คาํ แนะนําในการใชหนังสอื เรยี น
โครงสรา งรายวชิ าเศรษฐกจิ พอเพยี ง
บทท่ี 1 ความพอเพยี ง .............................................................................................................. 1
บทท่ี 2 ชมุ ชนพอเพยี ง ............................................................................................................10
บทท่ี 3 การแกป ญหาชมุ ชน .....................................................................................................24
บทท่ี 4 สถานการณข องประเทศไทยและสถานการณโลกกับความพอเพียง .............................31
บทที่ 5 การประกอบอาชพี ตามหลกั เศรษฐกจิ พอเพยี งเพื่อการสรางรายได อยา งมัน่ คง
ม่ังคงั่ และยง่ั ยืน………………………………………………………………………………………………….43
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
คณะผูจ ดั ทํา
คาํ แนะนาํ ในการใชห นงั สอื เรียน
หนงั สือเรยี นสาระทักษะการดาํ เนนิ ชีวิต รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง ทช31001 ระดับมัธยมศึกษา
ตอนปลาย เปน หนงั สือเรยี นทจ่ี ดั ทําข้นึ สาํ หรบั ผเู รียนทีเ่ ปน นกั ศึกษานอกระบบ
ในการศกึ ษาหนังสือเรยี นสาระ ผเู รยี นควรปฏบิ ตั ดิ ังนี้
1. ศึกษาโครงสรา งรายวิชาใหเขาใจในหัวขอและสาระทักษะการดําเนินชีวิต รายวิชาเศรษฐกิจ
พอเพียง สาระสําคัญ ผลการเรียนรทู ีค่ าดหวัง และขอบขา ยเน้ือหาของรายวชิ านนั้ ๆ โดยละเอยี ด
2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตล ะบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามที่กําหนด และทํา
กิจกรรมตามกําหนด แลว ตรวจสอบกับแนวตอบกจิ กรรมตามที่กําหนดถาผูเรียนตอบผิดควรกลับไปศึกษา
และทาํ ความเขาใจในเน้อื หานัน้ ใหมใ หเ ขา ใจ กอนทีจ่ ะศกึ ษาเรอื่ งตอๆ ไป
3. ปฏิบัติกิจกรรมทายเร่ืองของแตล ะเร่ือง เพื่อเปนการสรุปความรู ความเขาใจของเน้ือหาใน
เรื่องนน้ั ๆ อกี ครง้ั และการปฏบิ ัติกิจกรรมของแตล ะเน้ือหา แตละเร่ือง ผูเ รียนสามารถนําไปตรวจสอบกับ
ครแู ละเพ่ือนๆ ทร่ี ว มเรียนในรายวิชาและระดบั เดยี วกนั ได
หนงั สอื เรียนเลม น้ีมี 5 บท
บทที่ 1 ความพอเพยี ง
บทที่ 2 ชุมชนพอเพยี ง
บทท่ี 3 การแกปญ หาชมุ ชน
บทท่ี 4 สถานการณของประเทศไทยและสถานการณโ ลกกบั ความพอเพียง
บทท่ี 5 การประกอบอาชพี ตามหลกั เศรษฐกิจพอเพยี งเพอ่ื การสรา งรายได อยางมัน่ คง
ม่ังคั่ง และยัง่ ยนื
6 | ห น้ า
โครงสรา งรายวชิ าเศรษฐกจิ พอเพียง
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย ทช31001
สาระสําคัญ
เศรษฐกจิ พอเพียง เปน ปรชั ญาท่ีพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช (รชั กาลท9่ี )
ทรงพระราชดาํ รสั ชแ้ี นะแนวทางการดํารงอยแู ละการปฏิบัติตนของประชาชนในทกุ ระดับใหด ําเนนิ ชีวิตไป
ในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกจิ เพ่อื ใหก าวทันตอโลกยคุ โลกาภิวัตน ความพอเพียง
หมายถึง ความพอประมาณ ความมเี หตุผล รวมถึงความจาํ เปนทจี่ ะตอ งมีระบบภูมคิ ุมกนั ในตวั ทด่ี ี
พอสมควรตอผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลีย่ นแปลงท้ังภายนอกและภายใน ท้ังนจี้ ะตองอาศยั ความ
รอบรู ความรอบคอบและความระมัดระวงั อยางยง่ิ ในการนาํ วิชาการตางๆ มาใชในการวางแผนและ
ดําเนนิ การทุกข้ันตอน และขณะเดยี วกนั จะตองเสรมิ สรา งพื้นฐานจิตใจของคนในชาตใิ หม สี ํานึกใน
คุณธรรม ความซื่อสัตยสจุ รติ และใหมีความรอบรทู เ่ี หมาะสมดําเนนิ ชวี ติ ดวยความอดทน ความเพยี ร มีสตปิ
ญญาและความรอบคอบ เพอ่ื ใหส มดุลและพรอ มตอ การรองรบั การเปล่ียนแปลงอยา งรวดเรว็ และกวา งขวาง
ท้งั ดานวัตถุ สงั คม ส่งิ แวดลอมและวฒั นธรรมจากโลกภายนอกได พรอ มทั้งสามารถนําแนวคิดตามหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปใชประกอบอาชีพไดอ ยา งเหมาะสม
ผลการเรยี นรทู ่ีคาดหวงั
1. อธบิ ายแนวคิด หลกั การ ความหมาย ความสาํ คัญของปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงได
2. บอกแนวทางในการนําปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปประยุกตใชใ นการดาํ เนินชีวิต
3. เหน็ คุณคา และปฏบิ ตั ติ ามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
4. ปฏบิ ัตติ นเปนแบบอยางในการดาํ เนินชวี ติ ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน
5. เผยแพรหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งใหชมุ ชนเหน็ คุณคาแลว นาํ ไปปฏิบตั ิในการดําเนินชีวติ
6. มสี วนรว มในชุมชนในการปฏบิ ัตติ นตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
7. สามารถนาํ แนวคดิ ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปใชป ระกอบอาชีพได
ขอบขา ยเนอ้ื หา
บทที่ 1 ความพอเพียง
บทที่ 2 ชมุ ชนพอเพยี ง
บทที่ 3 การแกปญ หาชมุ ชน
บทที่ 4 สถานการณของประเทศไทยและสถานการณโลกกบั ความพอเพยี ง
บทที่ 5 การประกอบอาชพี ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงเพื่อการสรางรายได
อยางม่นั คง ม่ังค่งั และย่งั ยืน
ห น้ า | 1
บทที่ 1 ความพอเพียง
สาระสาํ คัญ
เศรษฐกิจพอเพียงเปน ปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ท่ีช้ีแนวทางดํารงอยูแ ละปฏิบัติของ
ประชาชนในทุกระดับ ตง้ั แตครอบครัวไปจนถึงระดบั รฐั ทง้ั ในการพัฒนาและบริหารประเทศ ใหดําเนินไป
ในทางสายกลางมีความพอเพยี ง และมคี วามพรอ มท่จี ะจัดการตอผลกระทบจากการเปลยี่ นแปลงท้ังภายนอก
และภายใน ซ่งึ จะตองอาศยั ความรู ความรอบคอบ และระมดั ระวัง ในการวางแผน และดาํ เนนิ การทกุ ขั้นตอน
เศรษฐกจิ พอเพียงไมใ ชเพ่ือการประหยัด แตเ ปน การดาํ เนนิ ชีวิตอยา งสมดลุ และย่งั ยนื เพื่อใหสามารถอยูได
แมใ นยคุ โลกาภวิ ัตนท่มี กี ารแขง ขันสงู
ผลการเรียนรูท ค่ี าดหวงั
ผเู รยี นสามารถอธบิ ายแนวคดิ หลักการ ความหมาย ความสาํ คัญของปรญั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ขอบขา ยเนอ้ื หา
เร่ืองท่ี 1 ความเปน มา ความหมาย หลกั แนวคดิ
เรื่องท่ี 2 ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งกบั การจดั การความรู
2 | ห น้ า
เรื่องท่ี 1 ความเปน มา ความหมาย หลกั แนวคดิ
ความเปนมา
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลท9่ี )ไดพ ฒั นาหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ
พอเพียง
เพ่ือที่จะใหพสกนกิ รชาวไทยไดเขาถงึ ทางสายกลางของชีวติ และเพอื่ คงไวซ ึง่ ทฤษฎขี องการพฒั นาทยี่ ่งั ยืน
ทฤษฎนี เ้ี ปน พื้นฐานของการดํารงชวี ติ ซ่งึ อยูระหวาง สงั คมระดบั ทองถ่ินและตลาดระดบั สากล
จดุ เดน ของแนวปรชั ญานีค้ ือ แนวทางทส่ี มดลุ โดยชาติสามารถทนั สมยั และกา วสูความเปน สากลได โดย
ปราศจากการตอ ตา นกระแสโลกาภิวฒั น ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง มคี วามสําคญั ในชวงป พ.ศ. 2540 เม่ือปท่ี
ประเทศไทยตอ งการรกั ษาความมัน่ คงและเสถยี รภาพเพอื่ ท่ีจะยืนหยัดในการพง่ึ ตนเองและพฒั นานโยบายท่ี
สําคัญเพอื่ การฟนฟูเศรษฐกจิ ของประเทศโดยการสรางแนวคิดเศรษฐกิจทพ่ี ึ่งตนเองได ซง่ึ คนไทยจะ
สามารถเลีย้ งชพี โดยอยูบนพืน้ ฐานของความพอเพียงพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช
(รชั กาลที่9)มพี ระราชดํารวิ า
“มนั ไมไ ดม คี วามจําเปนทเี่ ราจะกลายเปนประเทศอุตสาหกรรมใหม (NIC)” พระองคไดท รงอธิบายวา
ความพอเพยี งและการพึง่ ตนเอง คือ ทางสายกลางท่จี ะปองกนั การเปลี่ยนแปลงความไมมั่นคงของ
ประเทศได
เศรษฐกิจพอเพยี งเปน ปรัชญาทช่ี แ้ี นวทางการดาํ รงอยแู ละปฏบิ ตั ิตน ที่พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช (รชั กาลท่9ี ) มีพระราชดาํ รสั แกพ สกนกิ รชาวไทยมาตั้งแตป พ.ศ. 2517 มี
ใจความวา
“...การพฒั นาประเทศจําเปน ตอ งทําตามลําดบั ขั้น ตอ งสรา งพนื้ ฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช
ของประชาชนสวนใหญเ ปนเบื้องตน กอนโดยใชว ธิ กี ารและใชอ ุปกรณท ปี่ ระหยดั แตถ กู ตอ งตามหลกั วิชา
เม่ือไดพ้ืนฐานมั่นคงพรอ มพอควร และปฏิบตั ไิ ดแลว จงึ คอยสรา งคอยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกจิ
ข้ันที่สูงข้นึ โดยลําดบั ตอ ไป...” และนับจากนนั้ เปน ตนมาพระองคไดทรงเนนยา้ํ ถึงแนวทางการพฒั นา
หลักแนวคิดพงึ่ ตนเองเพอื่ ใหเกดิ ความพอมี พอกิน พอใชของคนสวนใหญ โดยใชห ลักความพอประมาณ
การคาํ นงึ ถึงความมเี หตผุ ล การสรางภูมคิ ุมกันในตัวท่ดี ี ตลอดจนทรงเตือนสตปิ วงชนชาวไทยไมใ หป ระมาท
มคี วามตระหนกั ถึงการพฒั นาอยา งเปนขน้ั เปน ตอนที่ถกู ตองตามหลกั วชิ า และการมีคณุ ธรรมเปน กรอบใน
การปฏบิ ัติและการดํารงชีวิต
ในป พ.ศ. 2540 ประเทศไทยประสบกบั ภาวะวิกฤตเิ ศรษฐกจิ นบั วา เปน บทเรยี นของการพฒั นาท่ี
ไมส มดลุ และไมม ีเสถยี รภาพ ซึ่งสงผลกระทบตอความเปนอยขู องประชาชนสว นใหญ สวนหนงึ่ เปน ผลมา
จากการพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมท่ไี มไดค าํ นงึ ถึงระดับความเหมาะสมกบั ศักยภาพของประเทศ หรอื ความ
พรอมของคนและระบบและอีกสว นหนงึ่ นัน้ การหวังพง่ึ พงิ จากตา งประเทศมากเกินไปทง้ั ในดานความรู เงนิ
ห น้ า | 3
ลงทุน หรอื ตลาด โดยไมไดเ ตรียมสรางพืน้ ฐานภายในประเทศใหมคี วามมัน่ คงและเขมแขง็ หรือสราง
ภูมคิ มุ กนั ทดี่ เี พอื่ ใหส ามารถพรอ มรับความเสยี่ งจากความผกผันเปลี่ยนแปลงของปจ จยั ภายในและภายนอก
บทเรยี นจากการพัฒนาทผี่ านมาน้นั ทาํ ใหป ระชาชนคนไทยทกุ ระดบั ในทกุ ภาคสวนของสงั คม ทั้งภาครฐั
เอกชน ประชาสังคม นักวิชาการ หันกลับมาทบทวนแนวทางการพัฒนาและการดําเนินชีวิตของคนในชาติ
แลวมุง ใหค วามสําคญั กบั พระราชดาํ รขิ องพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี9)ใน
เรอ่ื งการพฒั นาและการดาํ เนินชีวิตแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และศึกษาคน ควา พฒั นาความรู ความเขาใจ
เก่ียวกบั แนวคิดเศรษฐกจิ พอเพยี งท้ังในเชงิ กรอบแนวคดิ ทางทฤษฎแี ละใชเปนแนวในการนําไปประยุกตใช
ในชวี ิตประจาํ วนั มากขนึ้
สํานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาตไิ ดเ ชิญผทู รงคณุ วุฒิจากหนวยงาน
ตา งๆ มารวมกนั พิจารณา กลน่ั กรอง พระราชดํารัสของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
(รัชกาลท9ี่ )ทีไ่ ดพ ระราชทานแกปวงชนชาวไทยในโอกาสตางๆ ท่ีเกี่ยวของกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแลว
สรปุ เปนนิยามความหมายปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และไดอัญเชิญเปนปรัชญานําทางในการจัดทํา
แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2549) และฉบับท่ี 10 (พ.ศ. 2550 -
2554) เพ่ือสงเสริมใหประชาชนทุกระดับและทุกภาคสวนของสังคมมีความเขาใจในหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงและนาํ ไปเปนพื้นฐานและแนวทางในการดาํ เนินชีวติ อันจะนาํ ไปสูก ารพัฒนาท่ีสมดุลและ
ย่งั ยืน ประชาชนมีความเปนอยูรม เยน็ เปน สขุ สงั คมมคี วามเขม แข็ง และประเทศชาติมีความม่นั คง
ความหมาย
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เปนปรัชญาท่ีเปนแนวคิด หลักการ และแนวทางปฏิบัติตนของ
แตล ะบคุ คลและองคก รทกุ ระดับตั้งแตร ะดับครอบครวั ระดบั ชุมชน และระดบั ประเทศทั้งในการพฒั นาและ
บริหารประเทศใหดาํ เนนิ ไปในทางสายกลาง โดยคาํ นงึ ถงึ ความพอประมาณกับศักยภาพตนเองและสภาวะ
แวดลอม ความมีเหตุผลและการมีภูมิคุมกันที่ดีในตัวเองโดยใชความรูอยางถูกหลักวิชาการดวยความ
รอบคอบและระมดั ระวงั ควบคไู ปกับการมีคณุ ธรรม ไมเบียดเบยี นกนั แบงปน ชวยเหลือซึ่งกันและกันและ
รวมมือปรองดองกันในสังคม ซ่ึงนําไปสูความสามัคคี การพัฒนาท่ีสมดุลและย่ังยืนพรอมรับตอการ
เปล่ียนแปลงภายใตก ระแสโลกาภวิ ัตนไ ด
4 | ห น้ า
หลกั แนวคิด
การพฒั นาตามหลักเศรษฐกิจพอเพยี ง คอื การพฒั นาทตี่ ั้งอยูบ นพน้ื ฐานทางสายกลางและความไม
ประมาท โดยคํานึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสรางภูมิคุมกันในตัวท่ีดีตลอดจนใชความรู
ความรอบคอบ และคณุ ธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทาํ
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมหี ลักการพจิ ารณา 5 สวน ดงั นี้
1. กรอบแนวคดิ เปน ปรชั ญาที่ชี้แนะแนวทางการดํารงชีวติ และการปฏบิ ตั ติ นในทางท่คี วรจะเปน
โดยมพี ืน้ ฐานจากวิถชี วี ิตดั้งเดมิ ของสงั คมไทยทน่ี าํ ประยุกตใ ชไ ดตลอดเวลา และเปนการมองโลกเชงิ ระบบท่ี
มีการเปลยี่ นแปลงอยูตลอดเวลา มุงเนนการรอดพน จากภัยและวิกฤติเพื่อความม่ันคงและความยั่งยืนของ
การพฒั นา
2. คุณลักษณะ เศรษฐกจิ พอเพียงสามารถนํามาประยุกตใชกับการปฏิบัติตนไดในทุกระดับโดย
เนน การปฏบิ ตั บิ นทางสายกลางและการพฒั นาอยา งเปน ขั้นตอน
3. คํานยิ ามความพอเพียง ประกอบดว ย 3 คณุ ลักษณะ ดงั นี้
3.1 ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไมนอยเกินไปและไมมากเกินไป โดยไม
เบยี ดเบยี นตนเองและผอู ื่น การจะทาํ อะไรตองมคี วามพอดี พอเหมาะ พอควร ตอความจําเปน เหมาะสม
กับฐานะของตนเอง สภาวะสงั คมแวดลอม รวมทงั้ วฒั นธรรมในแตละทอ งถ่ิน และไมนอยเกินไปจนกระทั่ง
ไมเพียงพอท่ีจะดําเนินการได ซึ่งการตัดสินวาในระดับพอประมาณนั้นจะตองอาศัยความรอบรู ความ
รอบคอบในการวางแผนและตัดสินใจอยางมีคุณธรรมดวย เชน ไมเบียดเบียนตนเองและผูอื่น ไมทําให
สังคมเดือดรอน ไมทาํ ลายธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม
3.2 ความมเี หตุผล หมายถงึ การตัดสินใจเก่ยี วกบั ระดับความพอเพียงนนั้ จะตอ งเปน ไปอยางมี
เหตุผล โดยพจิ ารณาจากเหตุปจ จยั ท่ีเกย่ี วของ ตลอดจนคํานึงถึงผลท่ีคาดวาจะเกิดข้ึนจากการกระทําน้ัน
อยางรอบคอบ ครบวงจรบนพนื้ ฐานของความถกู ตอง ความเปนจรงิ ตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลัก
ศีลธรรม จรยิ ธรรม และวัฒนธรรมทดี่ งี าม ท้ังในระยะยาว ท้ังตอ ตนเอง ผอู ่ืน และสวนรวม การคดิ พิจารณา
แยกแยะใหเ หน็ ความเช่ือมโยงของเหตุ ปจจยั ตา งๆ อยางตอ เนือ่ ง อยา งเปน ระบบจะทาํ ใหบรรลุเปาหมาย
ไดอ ยางมปี ระสิทธิภาพ มขี อ ผิดพลาดนอย การทจ่ี ะวางแผนดําเนินการส่ิงใดอยางสมเหตุสมผล ตองอาศัย
ความรอบรู ขยันหม่ันเพียร อดทนที่จะจัดเก็บขอมูลอยางเปนระบบและแสวงหาความรูท่ีถูกตองอยาง
ห น้ า | 5
สมา่ํ เสมอ มคี วามรอบคอบในความคดิ พิจารณาตัดสินใจ โดยใชสติ ปญญา อยางเฉลียวฉลาดในทางท่ีถูก
ท่คี วร
3.3 การมีภมู คิ ุมกันในตวั ทดี่ ี หมายถงึ การเตรยี มตวั ใหพรอมรบั ผลกระทบและการเปลยี่ นแปลง
ดา นตางๆ ทจี่ ะเกิดทงั้ ในดานเศรษฐกจิ สงั คม สิ่งแวดลอม และวฒั นธรรม เพื่อใหส ามารถปรับตัวและรับมือ
ไดทนั ที หรอื กลาวไดวาการทีจ่ ะทาํ อะไรอยางไมเ สี่ยงเกนิ ไป ไมประมาท คดิ ถึงแนวโนมความเปนไปไดของ
สถานการณต างๆ ท่ีอาจจะเกิดข้ึนได แลวเตรียมตนเอง เตรียมวิธีการทํางานรองรับกับการเปล่ียนแปลง
ตางๆ เพ่อื ใหการทํางานสามารถดําเนินเปนไปไดอยางราบร่ืนและนํามาซึ่งผลประโยชนในระยะยาวและ
ความสขุ ทย่ี ัง่ ยืน
4. เงื่อนไข การตัดสินและการดาํ เนินกิจกรรมตา งๆ ใหอยูในระดับพอเพียง ตองอาศัยท้ังความรู
และคุณธรรมเปน พนื้ ฐาน ดงั นี้
4.1 เงอ่ื นไขความรู ประกอบดวย ความรอบรเู ก่ียวกบั วิชาการตางๆ ท่ีเกี่ยวของอยางรอบดาน
ความรอบคอบท่ีจะนําความรูเหลานั้นมาพิจารณาใหเชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผนและความ
ระมัดระวังในขัน้ ปฏิบัติ
4.2 เงื่อนไขคณุ ธรรม คณุ ธรรมท่ีจะตองเสริมสรา งใหเ ปนพ้ืนฐานของคนในชาติ ประกอบดวย
มคี วามตระหนักในคณุ ธรรม มีความซื่อสัตยสุจริต มีความอดทน มีความเพียร รูผิดรูชอบ ใชสติปญญาใน
การดําเนินชีวิตอยางถูกตองและเหมาะสม ไมโลภและไมตระหนี่ รูจักแบงปนและรับผิดชอบในการอยู
รว มกบั ผูอ น่ื ในสังคม
5. แนวทางการปฏบิ ัต/ิ ผลท่ีคาดวา จะไดร บั จากการนาํ ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปประยกุ ตใช
คือ การพฒั นาทส่ี มดุลและยงั่ ยนื พรอ มรับการเปลี่ยนแปลงในทกุ ดา นทงั้ ดานเศรษฐกิจ สังคม ส่ิงแวดลอม
ความรูและเทคโนโลยี
6 | ห น้ า
สรุปปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
เงือนไข ความรู้ นํา ู่ส เงอื นไข คุณธรรม
(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวงั ) (ซือสัตย์ สุจริต ขยนั อดทน แบ่งปัน)
แผนภาพแสดงแนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพยี ง 3 หว ง 2 เงือ่ นไข
ความสําคญั
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมคี วามสาํ คัญตอ การพฒั นาประเทศและพัฒนาคน ดังนี้
1. เศรษฐกิจพอเพียงเปนปรัชญาทมี่ ีความสาํ คญั ยิง่ สาํ หรบั การขจัดความยากจน และการลดความ
เสีย่ งทางเศรษฐกจิ
2. ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงเปนพื้นฐานของการสรางพลังอํานาจของชุมชนและการพัฒนา
ศักยภาพชมุ ชนใหเ ขม แขง็ เพือ่ เปนรากฐานของการพฒั นาประเทศ
3. เศรษฐกิจพอเพียงชวยยกระดับความรับผิดชอบตอสังคมของบริษัทดวยการสรางขอปฏิบัติใน
การทาํ ธรุ กิจทเ่ี นนผลกําไรระยะยาวในบรบิ ททีม่ ีการแขงขนั
4. หลักการเศรษฐกิจพอเพียงมีความสําคัญเปนอยางย่ิงตอการปรับปรุงมาตรฐานของ
ธรรมาภบิ าลในการบริหารงานภาครัฐ
5. ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงสามารถใชเ ปนแนวทางในการกาํ หนดนโยบายของชาติ เพอ่ื สราง
ภมู ิคมุ กันตอ สถานการณทเี่ ขา มากระทบโดยฉับพลัน เพ่ือปรับปรุงนโยบายตางๆ ใหเหมาะสมย่ิงขึ้น และ
เพ่อื วางแผนยทุ ธศาสตรในการสง เสริมการเตบิ โตทีเ่ สมอภาคและยั่งยนื
6. ในการปลูกฝงจิตสํานึกพอเพียงจําเปนตองมีการปรับเปล่ียน คานิยม และความคิดของคน
เพอ่ื ใหเ อ้ือตอการพัฒนาคน
ห น้ า | 7
7. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงชวยใหมนุษยมีความพออยู พอกิน พอใช พ่ึงตนเองได และมี
ความสุขตามอตั ภาพ
8. ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งชว ยใหม นษุ ยอ ยูรว มกับผูอนื่ ตลอดจนมีเสรีภาพในสังคมไดอยาง
สันตสิ ขุ ไมเ บียดเบียน ไมเอารัดเอาเปรยี บ แบง ปน เอ้อื เฟอ เผ่ือแผ มีจิตเมตตาและจติ สาธารณะ
9. ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงชว ยใหมนษุ ยอ ยูรวมกับธรรมชาติและสิ่งแวดลอมไดอยางยั่งยืน
โดยไมท ําลาย เห็นคณุ คา และมจี ิตสาํ นกึ ในการอนุรักษท รัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
10. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงชวยใหมนุษยอยูอยางมีรากเหงาทางวัฒนธรรม ประเพณี
ประวัติศาสตร ภมู ิปญญา คา นยิ ม และเอกลกั ษณของแตล ะบุคคล/สงั คม
เร่อื งท่ี 2 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งกบั การจัดการความรู
“ การพัฒนาประเทศจําเปนตองทําตามลําดับข้ัน ตองสรา งพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช
ของประชาชนสวนใหญเปนเบื้องตนกอ น โดยใชว ิธีการและใชอ ุปกรณที่ประหยัด แตถ ูกตองตามหลักวิชา
เมื่อไดพนื้ ฐานม่ันคงพรอ มพอควรและปฏิบัติไดแลว จงึ คอยสรางคอ ยเสริมความเจรญิ และฐานะเศรษฐกิจขั้น
ทส่ี งู ขน้ึ โดยลาํ ดับตอไป หากมงุ แตจะทุม เทสรา งความเจริญ ยกเศรษฐกจิ ขนึ้ ใหร วดเร็วแตป ระการเดยี ว โดย
ไมใหแ ผนปฏิบัตกิ ารสัมพนั ธก บั สภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคลองดว ย ก็จะเกิดความไม
สมดลุ ในเรอื่ งตา งๆ ข้ึน ซง่ึ อาจกลายเปนความยงุ ยากลมเหลวไดใ นทสี่ ุด”
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบตั รของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ณ หอประชุมมหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร วนั พฤหสั บดที ่ี 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517
“คนอ่นื จะวา อยางไรก็ชางเขาจะวา เมอื งไทยลาสมัย วา เมอื งไทยเชย วา เมอื งไทยไมม ีส่ิงใหมแ ตเ รา
อยูอยา งพอมีพอกิน และขอใหทุกคนมีความปรารถนาท่ีจะใหเมืองไทยพออยูพ อกิน มีความสงบชว ยกัน
รักษาสวนรวม ใหอ ยูที่พอสมควร ขอย้ําพอควร พออยูพอกิน มีความสงบไมใ หคนอ่ืนมาแยง คุณสมบัติไป
จากเราได”
พระราชกระแสรับส่ังในเร่ืองเศรษฐกิจพอเพียงแกผ เู ขาเฝา ถวายพระพรชัยมงคล เน่อื งในวนั เฉลิมพระชนมพรรษา
แตพทุ ธศักราช 2517
“การจะเปน เสือนั้นมันไมสําคัญ สําคัญอยูท่ีเราพออยูพ อกิน และมีเศรษฐกิจการเปนอยูแ บบ
พอมีพอกนิ แบบพอมีพอกนิ หมายความวา อุม ชตู วั เองได ใหม พี อเพยี งกับตัวเอง ”
พระราชดํารสั “เศรษฐกจิ แบบพอเพยี ง” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทาน เม่ือวนั ท่ี 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงทท่ี รงปรบั ปรงุ พระราชทานเปน ท่ีมาของนิยาม“3 หว ง 2 เงื่อนไข”
ท่คี ณะอนกุ รรมการขบั เคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
8 | ห น้ า
แหง ชาติ นาํ มาใชใ นการรณรงคเผยแพร ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผานชองทางตา งๆ อยูใ นปจ จุบัน
ซึ่งประกอบดว ยความ “พอประมาณ มีเหตผุ ล มภี ูมคิ มุ กัน” บนเงื่อนไข “ความรู และ คุณธรรม”
อภชิ ยั พันธเสน ผูอํานวยการสถาบันการจัดการเพ่ือชนบทและสังคม ไดจัดแนวคิดเศรษฐกิจพอ
เพียงวา เปน “ขอเสนอในการดําเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกิจตามแนวทางของพุทธธรรมอยา งแทจริง” ท้ังน้ี
เน่ืองจากในพระราชดํารัสหนึ่ง ไดใหค ําอธิบายถึง เศรษฐกิจพอเพียงวา “คือความพอประมาณ ซ่ือตรง
ไมโ ลภมาก และตองไมเบียดเบียนผอู ืน่ ”
ระบบเศรษฐกิจพอเพยี ง มงุ เนนใหบ คุ คลสามารถประกอบอาชพี ไดอยา งย่งั ยืน และใชจายเงินท่ีได
มาอยา งพอเพยี งและประหยดั ตามกาํ ลังของเงนิ ของบุคคลนั้น โดยปราศจากการกูหน้ียืมสิน และถามีเงิน
เหลอื กแ็ บง เกบ็ ออมไวบางสว น ชวยเหลือผูอ่ืนบางสว น และอาจจะใชจ ายมาเพ่ือปจจัยเสริมอีกบางสว น
(ปจจยั เสริมในท่ีนีเ้ ชน ทอ งเทยี่ ว ความบันเทงิ เปนตน ) สาเหตทุ ีแ่ นวทางการดํารงชีวิตอยางพอเพียง ไดถ ูก
กลาวถึงอยางกวางขวางในขณะนี้เพราะสภาพการดาํ รงชวี ติ ของสังคมทนุ นยิ มในปจ จบุ นั ไดถ ูกปลูกฝง สรา ง
หรอื กระตนุ ใหเ กดิ การใชจ ายอยางเกนิ ตวั ในเรือ่ งทีไ่ มเก่ียวของหรอื เกนิ กวา ปจจัยในการดํารงชีวติ เชน การ
บริโภคเกินตัว ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบความสวยความงาม การแตงตัวตามแฟชั่น การพนันหรือ
เสยี่ งโชค เปน ตน จนทําใหไ มม ีเงนิ เพยี งพอเพื่อตอบสนองความตองการเหลา นั้น สงผลใหเกิดการกหู นี้ยมื สนิ
เกดิ เปน วฏั จักรทีบ่ คุ คลหน่งึ ไมส ามารถหลดุ ออกมาได ถาไมเปล่ียนแนวทางในการดาํ รงชวี ิต
แมวา การอธบิ าย ถงึ คุณลักษณะและเงือ่ นไขในปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง จะใชคาํ วาความรู
อันเปน ทตี่ กลงและเขาใจกนั ทว่ั ไป แตหากพิจารณาปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งทไี่ ดทรงพระกรณุ า
ปรับปรงุ แกไขและพระราชทานพระบรมราชานุญาต ใหนําไปเผยแพรอ ยา งละเอยี ดนัน้ กลบั พบคําวา
“ความรอบร”ู ซ่งึ กินความมากกวาคาํ วา “ความร”ู คือนอกจากจะอาศยั ความรใู นเชงิ ลึกเก่ียวกบั งานท่ีจะ
ทําแลว ยังจําเปนตองมีความรูในเชิงกวาง ไดแ กค วามรูความเขา ใจในขอ เทจ็ เกยี่ วกับสภาวะแวดลอ ม และ
สถานการณท ีเ่ ก่ยี วพันกบั งานทีจ่ ะทําทงั้ หมด โดยเฉพาะทพ่ี ระองคทานทรงเนน คอื ระบบชีวติ ของคนไทย
อนั ไดแกความเปน อยู ความตอ งการ วัฒนธรรม และความรสู ํานึกคิดโดยเบ็ดเสรจ็ จึงจะทํางานใหบรรลุ
เปา หมายได
การนาํ องคประกอบดา นความรไู ปใชใ นปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งไปประยุกตใ ชใ นทางธุรกิจ จึงมิ
ไดจํากัดอยูเพียงความรู ที่เกีย่ วของกบั มิตทิ างเศรษฐกิจ ที่คาํ นงึ ถงึ ความอยรู อด กาํ ไร หรือการเจรญิ เติบโต
ของกจิ การแตเพยี งอยา งเดยี ว แตร วมถึงความรูทเี่ กย่ี วของกับมติ ิทางสงั คม สงิ่ แวดลอม และวัฒนธรรมของ
คนในทองถิ่นนัน้ ๆ สอดคลองตามหลัก การไมต ิดตํารา เชน ไมควรนําเอาความรจู ากภายนอก หรือจากตา ง
ประเทศ มาใชก ับประเทศไทยโดยไมพิจารณาถึงความแตกตา ง ในดานตางๆอยา งรอบคอบระมัดระวัง
หรอื ไมควรผูกมัดกับวชิ าการทฤษฎี และเทคโนโลยที ไี่ มเ หมาะสมกบั สภาพชวี ติ และความเปนอยทู ี่แทจ ริง
ของคนไทยและสงั คมไทย
ห น้ า | 9
ย่ิงไปกวา นน้ั ความรู ท่ปี รากฏในปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ยังประกอบไปดวยความระลึกรู
(สติ)กบั ความรูชัด (ปญญา) ซง่ึ ถอื เปน องคป ระกอบสําคัญที่วิชาการหรือทฤษฎี ในตะวันตกที่เกี่ยวกับการ
จดั การความรู ยงั ไมครอบคลุมถึง หรือยังไมพฒั นากาวหนา ไปถงึ ขนั้ ดังกลาว จงึ ไมมแี นวคดิ หรือเครื่องมอื
ทางการบริหารจัดการความรูใ ดๆ ท่ีมีความละเอียดลึกซ้ึงเทากับท่ีปรากฏอยูในปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งอีกแลว
พิพัฒน ยอดพฤติการ ไดกลาวไวใ นบทความ เร่ืองที่มักเขา ใจผิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง
วาเศรษฐกิจพอเพียงมีรากฐานมาจากแนวคิดในการสรางความ “พอมี” (คือการผลิต) “พอกิน-พอใช”
(การบรโิ ภค)ใหเ กดิ ข้ึนแกประชาชนสว นใหญของประเทศ เพราะถา ประชาชนสว นใหญข องประเทศยงั
ยากไรขดั สน ยงั มชี ีวิตความเปน อยอู ยางแรนแคน การพฒั นาประเทศก็ยังถอื วา ไมป ระสบความสาํ เร็จ
เศรษฐกิจพอเพียง สําหรับคนทุกกลุม มิใชแ คเกษตรกร การสรา งความ“พอกิน-พอใช”
ในเศรษฐกจิ พอเพยี งนี้ มงุ ไปที่ประชาชนในทกุ กลุม สาขาอาชีพท่ียังมีชีวิตแบบ “ไมพ อกิน-ไมพอใช” หรือ
ยังไมพอเพียง ซ่ึงมิไดจํากัดอยูเ พียงแคคนชนบท หรือเกษตรกร เปนแตเ พียงวา ประชาชนสวนใหญของ
ประเทศท่ียังยากจนน้ันมีอาชีพเกษตรกรมากกวา สาขาอาชีพอ่ืน ทําใหความสําคัญลําดับแรกจึงมุงเขาสู
ภาคเกษตรหรือชนบทที่แรน แคน จนมีรูปธรรมของการประยุกตปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงออกมาเปน
เกษตรทฤษฎีใหม อันเปนท่ีประจักษในความสําเร็จของการยกระดับชีวิตความเปนอยูข องเกษตรกรให
“พอม”ี “พอกนิ -พอใช” หรอื สามารถพึง่ ตนเองได ในหลายพ้นื ทีท่ ว่ั ประเทศ
กจิ กรรมท่ี 1
1. ใหผ ูเรียนบอกถึงความเปน มาของเศรษฐกจิ พอเพียงโดยสงั เขป
2. ใหผ ูเรยี นเขยี นอธิบายความหมายของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
3. เศรษฐกจิ พอเพียงมหี ลักแนวคดิ อยางไร จงอธบิ าย
4. ใหผ ูเรยี นบอกถงึ ความสําคญั ของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งวามีความสําคัญอยา งไร
10 | ห น้ า
บทที่ 2 ชมุ ชนพอเพยี ง
สาระสาํ คัญ
ชุมชนทมี่ คี วามสามารถในการบริหารจัดการชุมชนอยางมปี ระสิทธภิ าพ เปนกําลังสําคัญในการขับ
เคลือ่ นเศรษฐกิจพอเพียง นกั วิชาการหลายทานไดศ ึกษาและวิเคราะหเ รื่องการพัฒนาชุมชน เพื่อมุง สูก าร
เปน ชุมชนท่ีพอเพียง รวมทั้งตัวอยางของชุมชนพอเพียงที่ประสบความสําเร็จ และตัวอยางของชุมชน
พอเพียงดานพลงั งาน
ผลการเรยี นรทู ค่ี าดหวงั
ผเู รียนสามารถบอกแนวทางในการนาํ ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งไปประยกุ ตใ ชในชุมชน
ขอบขา ยเนื้อหา
เร่อื งที่ 1 ความหมาย ความสําคัญการบริหารจัดการชมุ ชน
เรอ่ื งที่ 2 การบริหารจดั การชมุ ชนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ห น้ า | 11
เร่อื งท่ี 1 ความหมาย ความสาํ คัญการบริหารจัดการชุมชน
ความหมายของชมุ ชน ชุมชน หมายถงึ ถ่นิ ฐานท่ีอยูของกลมุ คน ถิ่นฐานน้มี พี ้ืนท่ีอา งองิ ได และ
กลุมคนนี้มีการอยูอาศัยรว มกัน มีการทํากิจกรรม เรียนรู ติดตอ ส่ือสาร รว มมือและพึ่งพาอาศัยกัน มี
วัฒนธรรมและภูมิปญ ญาประจําถิ่น มีจิตวิญญาณ และความผูกพันอยูก ับพ้ืนที่แหง นั้น อยูภ ายใตก าร
ปกครองเดยี วกนั
โครงสรา งของชมุ ชน ประกอบดว ย 3 สว นคอื
1. กลมุ คน หมายถึง การที่คน 2 คนหรือมากกวานั้นเขามาติดตอ เก่ียวขอ งกัน และมีปฏิสัมพันธ
ตอ กันทางสงั คมในชว่ั เวลาหนง่ึ ดว ย ความมุงหมายอยา งใดอยางหน่ึงรวมกัน
2. สถาบนั ทางสงั คม เม่ือคนมาอยูรวมกันเปนกลุมแลว และมีวิวัฒนาการไปถึงข้ันต้ังองคก รทาง
สงั คมแลว กจ็ ะมีการกาํ หนดแบบแผนของการปฏบิ ัตติ อกนั ของสมาชิกในกลุม เพื่อสามารถดําเนินการตาม
ภารกิจ
3. สถานภาพและบทบาทสถานภาพ หมายถึง ตําแหนง ทางสังคมของคนในกลุม หรอื สงั คมบทบาท
หมายถึง พฤติกรรมท่ีคนในสังคมตอ งทําตามสถานภาพในกลุม หรือสงั คม
ชมุ ชนทม่ี ีความสามารถในการบรหิ ารจดั การชุมชนอยางมปี ระสทิ ธิภาพ ตอ งมีองคป ระกอบสําคัญ
หลายประการและสามารถพัฒนาหรือควบคุมองคประกอบเหลาน้ันได โดยมีนักวิชาการหลายทานที่ได
ศกึ ษาและวิเคราะหอ งคประกอบการพัฒนาชุมชนไวต ามแนวคิดการพฒั นาชุมชน ดงั ตอไปนี้
สนทยา พลตรี (2533 : 65 – 68) ไดก ลา วถงึ การพฒั นาชุมชนวา มีองคประกอบ 2 ประการ สรุปได
ดงั นี้
1. การเขา มีสว นรว มของประชาชน เพ่ือที่จะปรับปรุงระดับความเปนอยูใ หดีขึ้น โดยจะตอ ง
พง่ึ ตนเองใหม ากที่สดุ เทา ทจ่ี ะเปนได และควรเปน ความรเิ รมิ่ ของชุมชนเองดวย
2. การจัดใหม ีการบริการทางเทคนิคและบริการอื่นๆที่จะเรง เรา ใหเ กิดความคิดริเริ่ม การชว ย
เหลอื ตนเอง ชวยเหลือกนั และกนั อนั เปน ประโยชนมากที่สุด
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (2539 : 1 – 2) ไดก ลาวถึงลักษณะการ
พัฒนาคนและสิง่ แวดลอม ซง่ึ อาจถอื วา เปน องคการพฒั นาชุมชนดว ย สรปุ ไดดงั นี้
1. การพัฒนาคนประกอบดวย 4 ดานดังนี้
ดา นจิตใจ
ดานรา งกาย
ดานสตปิ ญ ญา
ดานบคุ ลิกภาพ
12 | ห น้ า
2. การพฒั นาสภาพแวดลอมใหเอือ้ ตอการพัฒนา ประกอบดว ย 4 ดา นดังน้ี
ดา นเศรษฐกิจ
ดา นครอบครวั และชุมชน
ดานทรัพยากรและสง่ิ แวดลอ ม
ดา นการบริหารจัดการและการเมือง
สุพัตรา สุภาพ (2536 : 124 – 126) ไดก ลา วถึงปจ จัยที่มีอิทธิพลตอการเปล่ียนแปลงทางสังคม
ซึ่งเปน องคป ระกอบการพัฒนาชมุ ชน วา มี 7 ประการดังนี้
1. สิ่งแวดลอ มทางธรรมชาติ หากมีความสมบูรณจ ะสงผลใหชุมชนมีการพัฒนาไดร วดเร็วและ
มนั่ คง
2. การเปลี่ยนแปลงดานประชากร การเพ่ิมประชากรท่ีมีคุณภาพสามารถทําใหเ กิดการพัฒนา
ดา นเศรษฐกิจ สังคม และการเมอื งที่ทันสมัยขน้ึ
3. การไดอ ยูโดดเด่ียวและติดตอเกี่ยวขอ ง ชุมชนใดที่มีการติดตอกันทําใหการพัฒนาเปน ไปอยา ง
รวดเร็ว
4. โครงสรา งของสังคมและวัฒนธรรม ชุมชนท่ีมีการเคารพผูอ าวุโสจะมีการเปล่ียนแปลงนอย
คา นยิ มตา งๆ ชวยใหร ูวาชมุ ชนมีการเปลย่ี นแปลงเกิดการพัฒนาขึ้นมากนอ ยเพยี งไร
5. ทัศนคติและคานิยม การมีคานิยมดานอาชีพ ดา นบริโภค เปนสวนของการจัดการ
พฒั นาในชมุ ชนนน้ั ได
6. ความตองการรับรู การยอมรับส่ิงประดิษฐใหมๆ จะเปน เครื่องช้ีทิศทางและอัตราการ
เปลี่ยนแปลงของชมุ ชน
7. พื้นฐานทางวฒั นธรรม ถา มีฐานทดี่ สี ิ่งใหมท่ีจะเกดิ ขนึ้ ยอมดีตามพ้นื ฐานเดมิ ดวย
พลายพล คุม ทรัพย (2533 : 44 – 47) ไดก ลา วถึงปจจัยที่สามารถใชในการพัฒนาชุมชน ซึ่งเปน
องคประกอบการพัฒนาชุมชน วาประกอบดว ย 3 ปจ จัย ดงั น้ี
1. โครงสรางทางสังคม ครอบครัวท่ีมีขนาดเล็กและมีโครงสรางไมซับซอ นจะสงผลใหชุมชนน้ัน
พฒั นาไดดกี วา ชุมชนทีม่ โี ครงสรา งทางครอบครวั ทีซ่ บั ซอ น
2. โครงสรา งทางชนช้ัน ในชุมชนที่มีโครงสรา งแบบเปด ที่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะทางสังคม
ไดงาย ชมุ ชนน้ันจะเกิดการพัฒนา
3. ความแตกตางทางเผาพันธุ เช้ือชาติ และศาสนา ความแตกตางหากเกิดขึ้นในชุมชนใดยอ มเปน
อปุ สรรคตอการพัฒนา ตามลาํ ดบั ความแตกตา ง
ยุวัฒน วุฒิเมธี (2531 : 58 – 63) กลา วถึงปจ จัยท่ีเกื้อกูลใหก ารพัฒนาชนบทบรรลุความสําเร็จ
จําเปน ตอการพฒั นา วา ดวยองคประกอบ และสว นประกอบยอยขององคป ระกอบ ดงั นี้
ห น้ า | 13
1. นโยบายระดบั ชาติ ฝา ยบริหารจะสามารถดาํ เนินการแผนพัฒนาไดตอ เนอ่ื ง และมีเวลาพอที่จะ
เห็นความถูกตอง คุมคา มีแนวทางประสานประโยชนร ะหวางรัฐและเอกชน และความรวมมือระหวา ง
ประเทศจะตอ งเกอ้ื กูลตอการพฒั นา
2. องคก ารบริหารการพัฒนาชนบท ที่มีองคก รกลางทําหนา ที่ประสานนโยบาย
แผนงานและโครงการอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพและมอี าํ นาจเดด็ ขาดในการลงทุนในหนว ยปฏบิ ัติตองดําเนินการ
ตามนโยบาย แผนงาน และโครงการในแผนระดับชาติ และจัดงบประมาณการติดตามควบคุมท่ีมี
ประสิทธภิ าพ
3. วทิ ยาการทีเ่ หมาะสมและการจดั การบริการที่สมบูรณ เลือกพ้ืนที่และกลุมเปา หมายที่สอดคลอง
กับความเปน จริง และเลือกวทิ ยาการท่ปี ระชาชนจะไดร ับใหเ หมาะสม
4. การสนับสนุนระดับทอ งถน่ิ ความรบั ผดิ ชอบของการสนับสนุนงานในทองถ่ินที่มีประสิทธิภาพ
จะเกิดการพัฒนาอยางแทจรงิ ในระยะยาว
5. การควบคุมดแู ลและติดตามผลการปฏบิ ัติงาน ควรเปนไปตามแผนงานและโครงการทุกระดับ
และครอบคลุมทุกพน้ื ที่ พรอ มท้งั ใหส ถาบันการศกึ ษาทองถิ่นตดิ ตามประเมนิ ผล
อัชญา เคารพาพงศ (2541 : 82 – 83) กลาวถงึ ปจจยั สวนประกอบที่มอี ทิ ธิพลตอ การพัฒนา สรุป
ไดดังนี้
1. ผนู าํ ไดแ ก ผูน าํ ทอ งถ่ิน ทั้งเปนทางการและไมเปน ทางการในหมูบาน และจากองคก รภาครัฐ มี
สวนใหช มุ ชนพฒั นาในทางท่ีดีขน้ึ เปน ประโยชน ชุมชนมเี จตคตทิ ่ดี ียอมรบั สง่ิ ใหมและสรางพลงั ตอสเู พอื่ การ
เปลีย่ นแปลง
2. สังคม – วัฒนธรรม การไดร ับวัฒนธรรมจากสังคมเมืองมาปฏิบัติทําใหช ุมชนเกิดการ
เปล่ียนแปลง
3. ส่ิงแวดลอม การปรับปรุงสภาพแวดลอ มภูมิศาสตรชุมชน สง ผลใหที่ดินอุดมสมบูรณ
ราคาสินคาเกษตรดี ความเปนอยูสะดวกสบายกวา เดมิ
4. ประวัตศิ าสตร เหตกุ ารณส ําคัญในอดตี มผี ลตอ การพัฒนาความสามัคคี รักพวกพอง ชวยเหลือซึ่ง
กนั และกัน
ปรียา พรหมจนั ทร (2542 : 25) ไดสรุปองคป ระกอบท่ีเปน ปจจยั การพฒั นาชมุ ชนไดด งั น้ี
1. ดา นเศรษฐกิจ ชมุ ชนท่ีเศรษฐกจิ ดีการพัฒนาชมุ ชนสามารถพฒั นาไดด ีดวย
2. ดา นสังคม วัฒนธรรม และส่งิ แวดลอม เปนบรบิ ททป่ี รบั เปลีย่ นสภาพชมุ ชนไปตามปจจัย
3. ดานการเมือง หมายรวมถึงการเมืองระดับชาติและชมุ ชนระดบั ทอ งถิน่
4. ดา นประวัติศาสตร โดยอาศัยประสบการณแ ละวิกฤตของชุมชนเปน ฐานและบทเรียนการ
พัฒนาชมุ นุม
14 | ห น้ า
นอกจากนี้ปรียา พรหมจันทร ยังไดจําแนกออกเปน องคป ระกอบท่ีเปน ปจจัยการพัฒนาชุมชน
ปจ จยั โดยตรง เชน คน ทุน ทรพั ยากร การจัดการ เปน ตน และปจ จัยโดยออม เชน ภาวะเศรษฐกิจ สังคม
การเมอื ง การปกครอง เปนตน
ไพบูลย วัฒนศิริธรรม (2549) ไดก ลาวถึงการสรา งและพัฒนาคนรุน ใหมเพื่อ
พฒั นาชมุ ชนทองถ่ิน มปี จจัยสาํ คญั 4 ประการ ซึ่งถือเปนองคประกอบการพฒั นาชุมชน ดงั นี้
1. สังคมดี ส่ิงแวดลอมดี มีโอกาสในอาชีพ และกิจกรรมที่หลากหลาย รวมไปถึงวิถีชีวิต
ศลิ ปวฒั นธรรม ความอบอนุ ความสุข ความเจริญกา วหนาที่พงึ คาดหวังในอนาคตดวย
2. ระบบการศกึ ษาของชาติ มีเปา หมายในการผลิตคนเพื่อการพัฒนาชุมชนหรือทอ งถ่ิน ใหเ ปน ท่ี
พึงปรารถนาของทอ งถน่ิ เพียงไร
3. รัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐ ท่ีเอ้ือตอการพัฒนาชุมชนทองถ่ินใหเ ปนท่ีพึงปรารถนานาอยู
บทบาทของชุมชน มีสิ่งสําคัญ 3 ประการ คือ ความรักและความดี การเรียนรทู ี่มากกวาความรู และการ
จัดการกับปจ จยั ชุมชนตางๆ
กิจกรรมท่ชี มุ ชนตองรบั ผิดชอบคอื จะตอ งมีการติดตามและการบริหารท่ีมี
- ตง้ั คณะกรรมการบริหาร
- ประเมนิ สภาพของชุมชน
- เตรียมแผนการปฏบิ ตั ิ
- หาทรพั ยากรท่ีจําเปน
- ทําใหแนใ จวา กิจกรรมของชุมชนท้ังหมด
ประสทิ ธภิ าพสงู สดุ สําหรบั การปฏบิ ตั ิงาน
ห น้ า | 15
แบบจาํ ลองชมุ ชนท่มี กี ารบริหารจัดการทดี่ ี
แผนชมุ ชนท่ีมพี ลงั
16 | ห น้ า
กระบวนการชุมชน
1. วิเคราะหช ุมชน
2. การเรยี นรูและการตดั สนิ ใจของชุมชน
3. การวางแผนชุมชน
4. การดาํ เนินกจิ กรรมชุมชน
5. การประเมนิ ผลการดําเนินงานของชุมชน
องคประกอบการขับเคล่อื นชมุ ชน
1. โครงสรา งพ้ืนฐานทางสงั คมของชมุ ชน
2. ความคิดพนื้ ฐานของประชาชน
3. บรรทัดฐานของชมุ ชน
4. วถิ ีประชาธปิ ไตย
เรอ่ื งที่ 2 การบรหิ ารจดั การชุมชนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ตวั อยา งชุมชนพอเพียงท่ปี ระสบความสาํ เรจ็
กดุ กะเสยี น วันนีท้ ่ยี ม้ิ ได
“เวลาติดขัดก็ไปกู...เขามาทําทุน พอหาได ขายไดก็เอาไปฝาก...เขา” เขาในความหมาย
ของคนในชมุ ชนกุดกะเสียน คือ สถาบันการเงินชุมชนกดุ กะเสยี นรว มใจ
ห น้ า | 17
ทา มกลางภาวะเศรษฐกิจเงินเฟอพุง ดอกเบ้ียเพิ่ม ทั้งเงินกู เงินฝาก (ติดลบเมื่อเทียบกับเงินเฟอ )
ทุกอยางอยูในชวงขาขึ้น(ราคา) จะมีที่ลดลงคงเปน กําลังใจประชาชนโดยเฉพาะคนเมือง ย้ิมฝนๆ เผชิญ
ชะตาในยุคขา ว(แก) ยาก นํ้ามันแพงกนั ไป
แตกตางจากคนในชุมชนบานกุดกะเสียน ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี หมูบา นรางวัล
พระราชทาน “เศรษฐกจิ พอเพียง อยเู ยน็ เปน สุข” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซ่ึงมี
นายสมาน ทวีศรี กาํ นันตาํ บลเขื่องใน เปน ผูน ําสรางรอยยิม้ ใหค นในชมุ ชน
จากหมบู านทีม่ อี าชีพทํานาปละ 2 คร้ัง แตเ นื่องจากสภาพพ้ืนท่ีเปน ท่ีลุม มีน้ําทวมถึง ทําใหมี
ปญหานํ้าทว มนา จงึ ตอ งหาปลาแลกขาว ตอมาประกอบอาชพี คา ขายสียอมผา ทําใหมีปญ หาหนี้สินเพราะ
ตอ งไปกูนายทนุ ดอกเบย้ี สูง
แตสภาพในปจจบุ นั ของกดุ กะเสยี น ผคู นยิ้มแยมแจมใจ เนอื่ งจากเศรษฐกจิ ของหมูบ า นดขี น้ึ มาก
สบื เนื่องจากการรเิ รมิ่ ของผนู ําชมุ ชนที่เห็นปญ หาของหมูบาน จึงไดสง เสริมใหมกี ารตงั้ กลมุ ออมทรัพย
18 | ห น้ า
จนกระท่งั พัฒนามาเปน ธนาคารกดุ กะเสยี นรว มใจ โดยการปลอยสินเชื่อในอัตราดอกเบ้ยี ตา่ํ ใหค นในชุมชน
ไปประกอบอาชีพ อาชพี หลักทํานา คา ขายเฟอรนเิ จอร เคร่อื งใชไ ฟฟา ชุดเครือ่ งนอน ชุดเครอ่ื งครวั ฯลฯ
ทั้งมีการรวมกลุมอาชีพ กลุมเลี้ยงโค กลุมทํานํ้ายาลางจาน กลุมนํ้ายาสระผม กลุมเพาะเห็ด
กลมุ เกษตรกรทาํ นา กลุมจกั สาน
หนง่ึ ในชุมชนตวั อยา งที่กรมการพฒั นาชุมชน กระทรวงมหาดไทย คัดเลือกมาเปน ตนแบบในการ
สงเสรมิ การบริหารจัดการชุมชนใหเขม แขง็ อยา งย่งั ยืน นายปรชี า บุตรศรี อธิบดกี รมการพฒั นาชมุ ชนกลา ววา
ประเด็นยทุ ธศาสตรหนง่ึ ในการสงเสรมิ การบรหิ ารการจดั การชมุ ชน คอื การเพิ่มขดี ความสามารถผนู าํ ชุมชน
เพอื่ ใหผูนําชมุ ชนเปน กาํ ลังหลักในการบรหิ ารจดั การชมุ ชนใหชุมชนเขมแขง็ และพง่ึ ตนเองไดใ นทส่ี ดุ
ยุทธศาสตรในการทํางานของกรมการพัฒนาชุมชน ทั้ง 5 ประเด็น ประกอบดว ย การพัฒนาทุน
ชุมชนการพฒั นาเศรษฐกิจชุมชนใหเขม แข็ง การเพิ่มขีดความสามารถผูน ําชุมชนนําขับเคลื่อนแผนชุมชน
และการสง เสริมการจดั การความรชู มุ ชน บนพน้ื ฐานปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ซ่งึ มเี ปา หมายสรางผนู ําชมุ ชน
ระดบั แกนนําทั่วประเทศจาํ นวน 691,110 คน ภายใน 4 ป ในป 2551ดําเนนิ การใน 217 หมูบานทว่ั ประเทศ
เพ่ือใหไดผ ูนําชุมชน ทม่ี ีภาวะผนู าํ มีคณุ ธรรม จริยธรรม องคความรู เปนกลมุ แกนนําในการขับเคลื่อนและ
ผลักดันนโยบายของรฐั ในระดบั ชุมชน ใหม ที ิศทางการพฒั นาชุมชน สอดคลองกบั การพัฒนาประเทศ
“สิ่งที่ทําใหห มูบา นไดร ับการคัดเลือกมาจากการดําเนินการท้ัง 6 ดาน ประกอบดว ย การลด
รายจาย เพ่ิมรายได การเรียนรู อนุรกั ษ เออ้ื อาทร และการประหยัด สงิ่ ท่คี ณะกรรมการมาดูแลวประทับใจ
ท่ีสุด คอื สถาบนั การเงิน” นายสมานกลา ว ซงึ่ ไดน ําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใชในการดําเนินการบริหาร
ธนาคารชุมชน กุดกะเสียนรว มใจ การประหยดั อดออม ออมเพื่อนาํ ไปใชใ นการผลิต ไมน ําไปใชฟุมเฟอ ย ใหกู
โดยถือหลกั ความพอประมาณ ถือหลักมีเหตมุ ผี ล และมีภูมิคุม กนั ในตัวทดี่ ี ภายใตเ งื่อนไขความรู คอื รอบรู
ห น้ า | 19
รอบคอบ ระมัดระวัง และเงอื่ นไขคณุ ธรรม ซ่ือสตั ย สจุ ริต ขยัน อดทนและแบงปน ปจจบุ ันมีเงนิ ทนุ
หมนุ เวียนประมาณ 14 ลา นบาท สมาชกิ สถาบนั การเงนิ ชุมชน ประกอบดว ยหมูที่ 10,11,12
บานกดุ กะเสียน ตําบลเข่อื งใน ซ่งึ มสี มาชกิ 246 ครวั เรอื น 285 คน มจี ํานวนสมาชกิ เงนิ ฝาก 464 คน
“สรา งผลดีใหช ุมชน ผูกูกูถ ูก คนฝากไดดอกเบ้ียสูง ต้ังแตรอ ยละ 2 สูงสุดหากมีเงินฝาก 5 แสน
บาทขึ้นไปดอกเบ้ียรอยละ 5 บาทไมห ักภาษีดอกเบี้ยกูงา ยกวา แตใ หก ูเ ฉพาะคนในชุมชน เทา น้ัน
สวนผูฝากนอกชุมชน ก็ฝากไดดอกเบี้ยเทา คนในชุมชน แตก ไู มไ ด ทําใหประชาชนประหยัดดอกเบี้ยเงินกูได
ชุมชน ก็พึงพอใจ เสียดอกเบ้ียนอยกวา และยังไดส วัสดิการกลับคืนสูช ุมชน “ นายสมาน ทวีศรี ประธาน
กรรมการสถาบันการเงินชุมชนกุดกะเสยี นรวมใจกลาว
ในมุมมองของคนในชุมชน บานกุดกะเสียนตา งบอกเปนเสียงเดียวกันวา ท่ีมีวันน้ีไดเ พราะ
“ผูนาํ ด”ี เปนผูนําชุมชน ที่เขม แข็ง นอกจากการยอมรับของคนในชุมชน แลวยังมีรางวัลมากมายรับรอง
อาทิ ผูใหญบ า นยอดเยย่ี มแหนบทองคาํ ป 2523 กาํ นนั ยอดเย่ยี มแหนบทองคําป 2546 ประกาศเกียรติคุณ
“คนดศี รีอุบล” ป 2550 และรางวลั ผูน าํ ชมุ ชน ดีเดน ระดับเขตป 2550 ในฐานะท่ีเปน แกนนําสรา งรอยย้ิม
ใหช มุ ชน
ตวั อยางของชุมชนพอเพียงดานพลังงาน
ตลอด 3 ป (2549-2551) ของการเดินหนาโครงการจัดทําแผนพลังงานชุมชน 80 ชุมชน
สนองพระราชดําริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของสํานักนโยบายและยุทธศาสตร สํานักงานปลัดกระทรวง
พลงั งาน ดว ยมองเห็นศกั ยภาพชมุ ชนในการจัดการดา นพลังงานที่ชมุ ชนทาํ เองได ภายใตก ารบรหิ ารจัดการ
ทรพั ยากรทองถิน่ ทีส่ ามารถนํามาเปลี่ยนเปนพลงั งานทดแทนใชในการดาํ เนินชีวติ นน้ั ทาํ ไดจ ริง
“แผนพลงั งานชมุ ชน” คือ สิ่งท่ีเกดิ ขน้ึ กับทุกชุมชนทีเ่ ขา รว มในระยะเวลาที่ตางกันพรอ มกับกลไก
การทาํ งานรว มกัน ระหวางภาคชมุ ชนและภาควิชาการ โดยเฉพาะเจาหนา ท่พี ลังงานจงั หวัด หรือสํานักงาน
พลังงานภูมิภาค ซ่ึงเปน ตัวแทนกระทรวงพลังงานไปเผยแพรค วามรูส รา งความเขา ใจ “พลังงานเร่ืองใกล
ตัว” และนําเสนอเทคโนโลยีพลงั งานทางเลือก หรอื พลงั งานทดแทนหลากหลายประเภท ใหชาวบา นเลือก
นําไปใชไดอยางเหมาะสมกับความตอ งการ เพื่อประโยชนส ูงสุดของการใชพ ลังงานอยางคุมคา และไม
ทําลายสิง่ แวดลอ มปรากฏการณท่เี กิดขึน้ ในชุมชนสว นใหญท ี่เขารวม คือ การตอ ยอด หรือนําเทคโนโลยีท่ี
กระทรวงพลงั งานนํามาใหนนั้ นําไปประยุกตตอเพ่อื การใชง านท่ีสะดวก และสอดคลองกับความตอ งการ
20 | ห น้ า
ของแตล ะคน แตล ะชมุ ชนท่ีแตกตา งกนั การลองทํา ลองใช ใหเหน็ ผลกระจางชัดแลวจึงบอกตอ
“สาธติ พรอมอธิบาย” จงึ เปนพฤติกรรมท่เี กิดขน้ึ โดยอตั โนมัติของวิทยากรตัวคูณพลังงาน หรอื นักวางแผน
พลังงานชมุ ชนทไี่ มห วงแหนความรู เกิดเครอื ขายวทิ ยากรตวั คณู พลังงานขึน้ อยใู นทุกกลุม คนของชุมชนไมว า
จะเปนอันดับแรก คอื แกนนํา ตอมาคือชาวบานทสี่ นใจ และนําไปทําจริงจึงขยายผลตอ กับเพือ่ นบา นใกล
เคียงหรือในหมูญ าติมติ ร กบั อีกกลุม คอื เยาวชนทีเ่ ปนพลงั เสรมิ แตย ่งั ยนื
ภาพทเี่ กิดขน้ึ ในชมุ ชนท่ีทําตามแผนพลังงานชุมชนอยางแข็งขัน คือ เกิดการเปล่ียนแปลงวิถีชีวิต
สรา งวิถีพลังงานชุมชนที่ไปไดดีกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จุดเดนของเทคโนโลยีพลังงานที่ถูกนําไป
ปรบั ใช ไมไ ดเกิดประโยชนเฉพาะตวั ผูป ฏิบัติ แตย ังสรา งผลดีตอ ชุมชนคนรอบขาง และสังคมประเทศโดย
รวมเมอื่ เราสามารถสรา งทางเลือกการใชพ ลังงานทดแทนข้ึนไดเอง และมีการจัดการอยางครบวงจร การ
จัดการพลงั งานอยา งยงั่ ยืนจงึ เกดิ ขึน้ ไดภ ายใตส องมอื ของทกุ คนที่ชวยกัน ไมต อ งหวั่นวิตกกับภาวะความไม
แนนอนของนา้ํ มัน ท่ตี องนาํ เขาจากตางประเทศอกี ตอ ไป
เมื่อยอมรับวาพลังงานเปน เรื่องใกลต ัวการจัดการพลังงานของชุมชนท่ีชว ยเสริมสรา งความ
เขม แข็งชมุ ชนจึงเกดิ ขึน้ ในหลายดา น อาทิ
1. ดา นเทคโนโลยีพลงั งานชมุ ชนเกดิ ผลชดั เจนในหลายตาํ บล ตัวอยางเชนชาว
อบต.พลบั พลาชัย จ.สพุ รรณบรุ ี สง่ิ ที่เกิดคอื ความคกึ คักของชมุ ชนกบั การเลอื กใชเทคโนโลยปี ระหยัด
พลังงาน การทําถา นอดั แทง จากข้เี ถาแกลบดาํ ของโรงไฟฟา ชีวมวลในพืน้ ทคี่ ลายกนั กับ อบต.นาหมอบญุ
จ.นครศรธี รรมราช ท่ี อบต.และบรรดาแกนนาํ พรอ มใจกนั ผลักดนั เต็มที่ ทั้งคน เครือ่ งมอื และงบประมาณ
ทาํ ใหยงั คงใชพลังงานเทา เดมิ แตคาใชจา ยดานพลงั งานกลบั ลดลงเร่อื ยๆ โดยมเี ทคโนโลยเี พอ่ื การจัดการ
พลังงานในแบบเฉพาะของคนนาหมอบุญเปน เครอื่ งมอื
2. ดานการพัฒนาประชาธิปไตย (การมีสว นรว ม) ตัวอยางเชน อบต.ถํ้ารงค อ.บา นลาด
จ.เพชรบุรี มีจุดเดนของการขยายผลแผนพลังงานชุมชน ผา นกระบวนการจัดทําแผนพลังชุมชนทุกดา น
เกดิ ขนึ้ จากการมสี ว นรวมของชาวชมุ ชน ท่มี ีกิจกรรมพลังงานแทรกอยูในวิถีชีวิตประจําวัน และวิถีอาชีพที่
เหน็ ตรงกนั วา ตอ งเปนไปเพื่อการอนรุ กั ษพ ลงั งานดวย เชน กจิ กรรมทองเทยี่ วชมุ ชนทใี่ หใชจกั รยานแทนการ
ใชร ถยนต
3. ดานการพฒั นาวิสาหกิจชุมชน (กลุม อาชีพดานพลังงาน) มี 7ชุมชนท่ีไดรับการนําเสนอวาเกิด
รูปธรรมจรงิ คอื อบต.หนองแซง อ.หนั คา จ.ชัยนาท อบต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจนี บุรี
ห น้ า | 21
อบต.ตาออ็ ง อ.เมืองสุรนิ ทร จ.สรุ นิ ทร อบต.กดุ นา้ํ ใส อ.น้ําพอง จ.ขอนแกน อบต.กอเอ อ.เข่อื งใน
จ.อบุ ลราชธานี อบต.ทงุ อ.ไชยา จ.สุราษฎรธานี อบต.ทาขาม อ.หาดใหญ จ.สงขลา
ในทุกชุมชนเกิดอาชีพท่ีมาจากการตอยอดเทคโนโลยีพลังงานชุมชนออกมาเปน ผลิตภัณฑส ินคา
ชุมชน ทํารายไดเ ปน อาชีพเสริม จากผลพวงการบริหารจัดการพลังงานทดแทนในชุมชนไมว าจะเปน
ถานจากก่ิงไมท ี่เคยไรคาถา นผลไมเหลือทิ้งในบรรจุภัณฑเ กๆ ใชด ูดกล่ินในตูเ ย็น น้ําสมควันไมที่ใช
ประโยชนไ ดสารพดั
ท่ีสําคัญหลายชุมชนเกิดกลุมอาชีพชางผลิตเตาเผาถาน เตาซูเปอรอ้ังโลป ระหยัดพลังงาน
เตาชีวมวล ในแบบที่ถูกประยุกตใหเหมาะกับการใชข องแตล ะพื้นที่ จําหนา ยใหกับคนในตําบลและ
นอกพื้นท่ี
4. ดา นการศกึ ษา (กจิ กรรมการเรยี นการสอนดา นพลงั งาน) ชมุ ชนสว นใหญมองภาพความย่ังยืน
ดา นการจดั การพลงั งานชุมชน โดยมุงเปา หมายไปทกี่ ารปลูกฝง เดก็ และเยาวชน ในรวั้ โรงเรยี นและในชุมชน
เกิดความรู ความเขา ใจวา เร่ืองพลังงานเปนอีกปจ จัยหนึ่งท่ีเก่ียวขอ งในชีวิตประจําวันของทุกคน และมี
พลังงานหลายชนิดสามารถบริหารจัดการใหเ กิดความย่ังยืนไดจ ากทรัพยากรท่ีมีอยูใ นชุมชน
สรางพฤตกิ รรมการใชพ ลงั งานอยา งรคู ณุ คา
5. ดานการทอ งเทย่ี ว (ศูนยการเรียนรเู พื่อเปน ที่ศกึ ษาดงู าน) มตี วั อยา งชมุ ชนท่ที ําเรอ่ื งนอี้ ยา ง
เขมขน คือ อบต.ดอนหญา นาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เปนชุมชนท่ีเนนการเลือกนําเทคโนโลยี
พลังงานไปใชใหส อดคลองกบั ความตอ งการทีห่ ลากหลายของคนในชมุ ชน ซึง่ มที ้งั ทาํ นา ทําสวน และคาขาย
รวมท้งั เดินหนาสรา งจิตสํานึกผา นการทํางานกับโรงเรียน และนักเรียนในพ้ืนที่หวังการเรียนรูท่ีซึมลึกวา
พลังงาน คือ สวนหน่ึงของชีวิตที่ตอ งใสใจและจัดการ จึงเกิดแหลง เรียนรูจ ากการ ทําจริงกระจายอยูท่ัว
ชมุ ชน
6. ดานสุขภาวะและสิ่งแวดลอม ผลอีกดา นหน่ึงของการจัดการพลังงานชุมชนไปใชอยางมี
เปาหมาย ดังตัวอยาง ต.คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ ท่ีมีสํานักงานพลังงานภูมิภาคท่ี 9 เขามาเสริมตอ
แนวทางเศรษฐกิจพอเพยี ง ทช่ี มุ ชนทําอยูเดมิ อยา งเขมแขง็ นั้นใหมัน่ คงยง่ิ ขน้ึ มกี ารอบรมทําปุยอนิ ทรยี ซึ่ง
การลดการใชส ารเคมีจะชวยใหส ุขภาพของคนในชุมชนและสิ่งแวดลอ มดีขึ้น มีจุดเผยแพร ศูนยเรียนรู
พลังงาน มกี ารอบรมการทําไบโอดเี ซล อบรมเผาถาน เปนตน
22 | ห น้ า
7. ดา นบญั ชพี ลังงานครวั เรอื น การทาํ บญั ชคี า ใชจ ายดานพลังงานถือเปน หัวใจ หรือจุดเริ่มตนของ
การไดมาซ่ึงขอมลู ในการสรางความรว มมอื หาทางออกของการประหยัด ลดคาใชพ ลังงาน แทบทุกชุมชนใช
เปนเครอ่ื งมือ รวมท้ัง อบต.บางโปรง อ.เมอื งจ.สมุทรปราการ ท่ีสํานักงานพลงั งานภูมิภาคท่ี 1 ไดเ ขา ไปเช่ือม
ตอ แนวทางการพฒั นาชุมชนในวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ในแบบเฉพาะของสังคมกึ่งเมืองก่ึงอุตสาหกรรม ท่ีมี
ทรพั ยากรท่จี ะแปลงมาเปนพลังงานทดแทนไดนั้นมนี อย ชมุ ชนจงึ เดนิ หนาดวยการสรางจติ สํานกึ กบั เครอ่ื งมือ
“บัญชพี ลงั งานครวั เรอื น” ที่ไมต องลงทนุ เพราะทุกคนทําไดด ว ยตวั เองและทําไดตลอดเวลา
น่ีคือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนจากการรูจักการบริหารจัดการและการใชพ ลังงานชุมชนอยางมี
ประสิทธิภาพ เปน วิถีพลังงานชุมชนของคนพอเพียง ท่ีกาํ ลังขยายผลออกไปอยางกวา งขวาง และเราทุกคน
สามารถมสี วนรวมได และเร่มิ ไดตลอดเวลา เราสามารถชวยจดั การกับปญ หาพลังงานใหห มดไปได เมอื่ เรารู
จักพ่ึงตนองและใชช ีวิตดว ยความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุม กัน อันเปน หลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี งทจ่ี ะนาํ ไปสูก ารจดั การพลังงานชุมชนอยา งยงั่ ยนื
ห น้ า | 23
กจิ กรรมท่ี 2
จากขอ ความตอไปนี้ ใหผเู รยี น วเิ คราะหเ ขยี นสง อาจารยป ระจาํ กลมุ และ นาํ เสนอเพอ่ื แลกเปลย่ี น
เรยี นรู
“การโฆษณาในโทรทศั น และวิทยปุ จจบุ ัน ถายังโฆษณากนั อยางบา เลอื ดอยูอยางน้ี จะไปสอนใหค น
ไมซ ือ้ ไมจ า ย และใหบริโภคตามความจาํ เปน ไดอ ยางไร ในเมื่อปลอยใหม ีการกระตนุ การบริโภคแบบเอาเป
นเอาตายอยูเ ชนนี้ ผคู นก็คดิ วา อะไรท่ีตัวเองตองการตองเอาใหได ความตองการถูกทาํ ใหกลายเปนความจําเป
นไปหมด”
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
24 | ห น้ า
บทที่ 3 การแกป ญ หาชมุ ชน
สาระสําคญั
การแกปญหาชมุ ชนโดยใชปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง โดยพืน้ ฐานก็คอื การพ่งึ พาตนเอง เป
นหลกั การทําอะไรเปน ขั้นตอน รอบคอบ ระมดั ระวงั พิจารณาถึงความพอดีพอเหมาะพอควร ความ
สมเหตุสมผล และการพรอมรับความเปลยี่ นแปลง การสรา งความสามัคคีใหเกดิ บนพ้นื ฐานของความสมดลุ
ในแตล ะสัดสวนแตล ะระดับครอบคลมุ ทงั้ ดานจติ ใจ สังคม เทคโนโลยีทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม
รวมถงึ เศรษฐกิจ
ผลการเรียนรูที่คาดหวงั
1. สาํ รวจและวเิ คราะหปญ หาของชุมชนดา นสังคม เศรษฐกิจ ส่ิงแวดลอ มและวัฒนธรรม พ้ืนฐาน
ของหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2. อธบิ ายแนวทางพัฒนาชุมชนดา นสังคม เศรษฐกิจ ส่ิงแวดลอ มและวัฒนธรรมตามหลักแนวคิด
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงได
3. เสนอแนวทางและมีสวนรวมในการแกปญ หา หรือพัฒนาชุมชนดานสังคม เศรษฐกิจ
ส่งิ แวดลอมและวฒั นธรรมโดยใชป รชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
4. มีสวนรว มในการสงเสริม เผยแพร ขยายผลงานการปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง ของบคุ คล ชมุ ชนทปี่ ระสบผลสําเรจ็
ขอบขา ยเนือ้ หา
เร่ืองท่ี 1 ปญ หาของชมุ ชน
เรอื่ งที่ 2 การจัดทาํ แผนชมุ ชน
เร่ืองที่ 3 การประยุกตใชเ ศรษฐกิจพอเพยี ง เพ่ือแกไ ขปญ หาชุมชน
ห น้ า | 25
เร่ืองที่ 1 ปญหาชุมชน
ในแตละชุมชนจะมีปญ หาที่แตกตางกันออกไป ขึ้นอยูกับบริบทของชุมชน แตโ ดยทั่วไป
เราสามารถแบงปญ หาของชมุ ชน ออกในดานตา งๆ ดงั น้ี
1. ปญ หาดา นการศึกษา อาทิเชน จํานวนผูไ มร ูหนังสือ ระดับการศึกษาของประชาชนอัตรา
การศึกษาในระดบั ตา งๆ และแหลงเรยี นรใู นชมุ ชน เปนตน
2. ปญหาดานสุขภาพอนามัย ไดแ ก ภาวะทุโภชนาการ คนพิการ โรคติดตอ
โรคประจําตัว อัตราการตายของทารกแรกเกิด สถานพยาบาลในชุมชน การรับบริการดานสาธารณสุข
เปนตน
3. ปญ หาดานสังคม การเมือง การปกครอง ไดแก การเกิดอาชญากรรม แหลง
อบายมขุ ความขดั แยงทางการเมอื ง กจิ กรรมทเ่ี กีย่ วขอ งกบั การเลือกตัง้ ในระดับตา งๆ
4. ปญหาดานส่ิงแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติไดแก ปญ หามลภาวะตา งๆ
การทําลายทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม ของมลู ฝอยกับธรรมชาติตา งๆ
5. ปญหาดานศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ไดแ ก การสืบทอด อนรุ ักษแ ละการปฏิบัติศาสนกิจของ
ประชาชน ท่ีสงผลถงึ ความรกั และความสามคั คขี องคนในชาติ เชน
- ดา นการศึกษา
- สุขภาพอนามยั
- ดา นสังคม/การเมอื งการปกครอง
- ส่งิ แวดลอ ม
- ศาสนาวัฒนธรรม คณุ ธรรม
ควรแยกปญหาเปน ดานๆมากกวา การยกมาเปนอยา งๆ ใหผูเรยี นจําแนกและคน หาปญ หาในชุมชน
ของตนเอง
แนวทางการแกปญ หาชมุ ชน
เนนเรื่องปญ หา เปนการเปลี่ยนแปลงที่เอาปญหามาเปนตัวตั้ง แลว หาแนวทางจัดการหรือ
แกปญ หาน้นั ๆ ชุมชนเปลี่ยนแปลงไปหรอื ไมอยางไร ดทู ่ีปญ หาวามีอยแู ละแกไ ขไปอยางไร
เนนเร่ืองอํานาจ เปนการเปล่ียนแปลงที่มองตัวอํานาจเปนสําคัญชุมชนเปล่ียนแปลงไปหรือไม
อยางไร ดทู ่ีใครเปน คนจดั การ อาํ นาจในการเปลยี่ นแปลงอยทู ่ีไหน ศักยภาพในการเปล่ยี นแปลงเพ่มิ ขึน้ หรอื
ไมและสุดทายมกี ารเปลี่ยนโครงสรา งอํานาจหรือไม
เนนการพฒั นา เปน การเปลย่ี นแปลงทีเ่ นนทพี่ ลังจากภายในชมุ ชน ดาํ เนนิ การเปลยี่ นแปลงชุมชน
โดยการตดั สินใจ การกระทําของคนในชมุ ชนเอง ไมไ ดไ ปเปล่ียนที่คนอ่ืน หากเปน การเปลี่ยนท่ีชุมชน และ
ไมไ ดเ อาตวั ปญหาเปน ตวั ต้งั แตเ ปนความพยายามทจ่ี ัดสรา งชุมชนทพี่ งึ่ ตนเอง และสามารถยนื อยไู ดดวยตน
เอง
26 | ห น้ า
เรอื่ งท่ี 2 การจดั ทําแผนชมุ ชน
การแกปญหาชุมชนที่เปนรูปแบบและขั้นตอน นา จะใชก ารแกป ญ หาในรูปแบบชมุ ชนโดยชุมชนจะ
ตอ งมคี ณะทาํ งานที่มาจากหลายภาคสวน เขา มามีสว นรวมในการแกปญ หาของชุมชนดว ยตนเอง โดยนํา
เอาปญหา และประสบการณของชุมขน มาวิเคราะห จัดลําดับและแนวทางการแกไ ข มารวมกัน
พิจารณา ปญหาในบางเร่ือง ชมุ ชนสามารถแกไ ขไดดว ยตนเอง ปญหาใหญๆ และซับซอ นอาจตอ งจัดทาํ เป
นโครงการ ประสานงาน หนวยงาน องคการภาครัฐ หรือองคก รปกครองสวนทอ งถิ่นหรือหนว ยงานที่มี
การรบั ผดิ ชอบ และมศี ักยภาพโดยตรง ตลอดจนโครงการของรัฐบาล
การจัดทําแผนชุมชนนาจะเปน เนื้อหา สาระหนึ่งท่ี ชุมชนจะตองไดรับการฝกฝน เพราะใน
ปจ จุบันนี้ ทางราชการไดใ ชแ นวทางของแผนชุมชนเปน แนวทางในการพัฒนา ไมว า จะเปนโครงการ
กองทนุ เศรษฐกจิ พอเพยี ง โครงการ SML และโครงการขององคการตา งๆ แมก ระทงั่ องคก ารปกครองสว น
ทองถ่นิ
เรอ่ื งที่ 3 การประยกุ ตใ ชเศรษฐกิจพอเพยี งเพื่อแกปญ หาชุมชน
ดา นจติ ใจ มจี ติ ใจเขม แข็ง พึ่งตนเองได / มีจิตสํานึกท่ีดี / เอื้ออาทร / ประนีประนอม นึกถึงผล
ประโยชนสว นรวมเปนหลกั
ดานสังคม ชว ยเหลือเกอื้ กูลกนั / รูรักสามัคคี / สรางความเขมแข็งใหค รอบครัวและชมุ ชน
ดานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม รูจักใชและจัดการอยา งฉลาดและรอบคอบ / เลือกใช
ทรัพยากรทีม่ ีอยูอยางคุมคา และเกดิ ประโยชนส ูงสดุ / ฟนฟูทรัพยากรเพ่อื ใหเกดิ ความยงั่ ยืนสงู สุด
ดานเทคโนโลยี รูจักใชเทคโนโลยีท่ีเหมาะสม สอดคลองกับความตองการและสภาพแวดลอม
(ภูมิสังคม) / พฒั นาเทคโนโลยีจากภมู ปิ ญ ญาชาวบานเองกอน / กอใหเกิดประโยชนกับคนหมมู าก
การประยกุ ตใ ชปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
- โดยพนื้ ฐานกค็ อื การพงึ่ พาตนเอง เปนหลัก การทําอะไรเปน ขัน้ ตอน รอบคอบ ระมัดระวัง
- พิจารณาถึงความพอดี พอเหมาะพอควร ความสมเหตุสมผลและการพรอมรับความ
เปลีย่ นแปลง
- การสรา งสามคั คีในเกดิ ขนึ้ บนพืน้ ฐานของความสมดุลในแตล ะสัดสวนแตละระดบั
- ครอบคลุมทั้งดา นจิตใจ สงั คม เทคโนโลยีทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอมรวมถึงเศรษฐกจิ
การจัดระเบียบชมุ ชน
1. การชว ยตนเอง (Self – help) หมายถงึ การเปลีย่ นแปลงทชี่ มุ ชนคน หาปญหา รับสมัครสมาชิก
และใหบ ริการกันเอง โดยรบั ความชวยเหลอื จากภายนอกใหนอ ยทสี่ ุด
ห น้ า | 27
2. การสรางพนั ธมติ ร (Partnership) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงการดําเนินการโดยคนในชุมชนที่
มปี ญ หา รวมตวั กนั รับความชวยเหลอื จากภายนอก โดยเฉพาะดา นการเงิน
3. การทํางานรวมกนั (Co production) หมายถงึ การจดั ตัง้ กลุม องคกรในชุมชนข้ึนมารับผิดชอบ
กจิ กรรมรว มกบั หนว ยงานภาครฐั
4. การกดดนั (Pressure) หมายถึงการเปล่ียนแปลงที่คนในชุมชนคนหาประเด็นปญ หาของตนมา
จัดการ แตเ ปน การจัดการภายใตก ฎเกณฑของบานเมือง ดวยการโนม นา วใหนักการเมืองและขาราชการ
เปลีย่ นแปลงนโยบาย
5. การประทว งคดั คา น (Protest) หมายถึงการรวมตัวกันของประชาชน และมีการจัดระเบียบที่
มงุ กอใหเกดิ การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกจิ และการเมือง
ทําอยา งไรจงึ จะจัดชุมชนใหมกี ารทํางานอยางมีประสิทธิภาพ
กิจกรรมท่ีชุมชนตอ งรบั ผดิ ชอบคอื
- ต้ังคณะกรรมการบรหิ าร
- ประเมนิ สภาพของชมุ ชน
- เตรยี มแผนการปฏิบตั ิงาน
- หาทรพั ยากรท่จี าํ เปน
- ทาํ ใหแ นใจวา กิจกรรมของชุมชนทง้ั หมด จะตองมีการติดตามและการบริหารที่มีประสิทธิภาพ
สงู สดุ สาํ หรับการปฏิบัติงาน
การประเมินสภาพชมุ ชน
- ชุมชนการดาํ เนนิ กจิ กรรมของตนเองโดยองิ ขอมลู สารสนเทศ
- วิเคราะหช ุมชนหรือเร่ืองราวของชุมชน คณะกรรมการบริหารจะตอ งทําการประเมินดว ย
คณะกรรมการเอง
- มองปญหาและหาทางแกไข ทรัพยากรและขอจํากดั
- ประเมนิ ส่ิงท่คี นพบใหผสมผสานกันเปนองคร วมทจี่ ะเสนอใหชมุ ชนไดร บั ทราบ
- การประเมินเปน ส่ิงที่ตอ งกระทาํ กอนท่ีจะมีการวางแผนปฏิบตั งิ านของชมุ ชนใหแ นใ จวาชุมชนมี
ความเขา ใจท่ถี กู ตอ งตรงกันกับสิ่งท่ีคณะบริหารไดส ังเกตมา และเปน ความเห็นรว มกันเก่ียวกับธรรมชาติ
และขอบเขตของปญหาและศักยภาพ
การเตรยี มแผนปฏิบัติการชุมชน
- ชมุ ชนเปน ผกู ําหนดอนาคตของตนเอง
- การตัดสนิ ส่ิงทต่ี องการเฝาสังเกตสงิ่ ทม่ี อี ยู และทําความเขาใจข้ันตอนที่ตองการ เพ่ือใหไดส ่ิงที่
ตองการทั้งหลายทง้ั ปวง คือพน้ื ฐานการวางแผน
28 | ห น้ า
- เนือ้ แทของการวางแผนการจัดการ
เราตองการอะไร
เรามอี ะไรอยูในมอื
เราจะใชส ิง่ ทอ่ี ยใู นมืออยา งไร ใหไดส ่งิ ทเ่ี ราตอ งการ
อะไรจะเกิดข้นึ เมื่อเราทํา
แผนปฏบิ ัตกิ ารของชมุ ชน ควรชี้ใหเ ห็นถงึ
- เด๋ียวนี้ ชุมชนเปน อยา งไร
- เมอื่ สิ้นสุดแผนแลวตองการทจี่ ะเปนอยา งไร
- จะไดอ ะไรจากการเปล่ยี นแปลง
- คณะกรรมการบริหารจะเปนผูรา งแผนปฏิบัติจากขอมูลสะทอนกลับของชุมชน จากการ
ประเมินปจจุบันรางแผนปฏิบัติการ ควรนําเสนอตอชุมชนท้ังหมดเพื่อการปรับแผน และการอนุมัติจาก
ชุมชน
ห น้ า | 29
กจิ กรรมท่ี 3
ใหผเู รยี นแบงกลมุ กลุมละ 5-10 คน ศึกษาปญ หาของชุมชน จดั ปญหาเปน กลมุ ๆ และหาแนวทาง
แกปญ หา
ทา นคิดอยางไรเกย่ี วกับประเดน็ ตอ ไปน้ี
“มีเรอ่ื งจริงเก่ียวกับนาสาวกับหลานชายจากปลายทุง อยุธยาซึ่งมีทั้งปลาและพืชผักพ้ืนบานอุดม
สมบูรณ นา มีการศึกษาสูงจึงยายไปเปนครูอยูใ นเมืองใหญ เวลากลับไปเยี่ยมบา นเธอจะรับประทาน
อาหารจําพวกปลาและผักพื้นบา นดว ยความพอใจ สว นหลานชายมักบน วาปลาและผักพื้นบานเปน
อาหารลา สมัย หนุม นอ ยคนนั้นจึงชอบขับมอเตอรไซค เขา ไปในตลาดเพื่อรับประทานอาหารทันสมัย
ไดแ กบะหมี่สําเรจ็ รปู น้ําอัดลม ขนมกรุบกรอบ”
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
30 | ห น้ า
กิจกรรมที่ 4
ใหผ เู รียนแบงกลมุ 5-10 คน ใหวิจารณส ถานการณโ ลกวาเหตใุ ดประเทศทีม่ คี วามเจรญิ กา วหนา
อยา งประเทศสหรัฐอเมริกาจงึ ประสบปญหาเศรษฐกจิ ตกตํ่า
ใหผ เู รยี นบนั ทกึ สาเหตทุ ท่ี าํ ใหภ าวะเศรษฐกจิ ตกต่ําทั่วโลก
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
ห น้ า | 31
บทท่ี 4 สถานการณข องประเทศไทย
และสถานการณโ ลกกบั ความพอเพยี ง
สาระสําคญั
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มุงเนน ใหเ กิดการพิจารณาอยา งรอบดา น มีความรอบคอบ และ
ระมัดระวังในการวางแผนและการดําเนินงานทุกขั้นตอน เพื่อมิใหเกิดความเสียหายตอการพัฒนา
เปนการพฒั นาทค่ี ํานงึ ถงึ การมรี ากฐานท่ีม่ันคงแข็งแรง สรา งการเจริญเติบโตอยางมีลําดับข้นั ตอน สามารถ
ยกระดับคณุ ภาพชวี ติ ทงั้ ทางกายภาพและทางจิตใจควบคูกนั หลกั การของเศรษฐกิจพอเพียงจึงมิไดข ัดกับ
กระแสโลกาภวิ ัฒน ตรงกันขามกลบั สง เสรมิ ใหกระแสโลกาภิวัฒนไ ดรับการยอมรับมากข้ึน ดวยการเลือก
รับการเปลี่ยนแปลงท่ีสง ผลกระทบในแงด ีตอประเทศ ในขณะเดียวกันตองสรางภูมิคุมกันในตัวที่ดี
พอสมควรตอการเปลี่ยนแปลงในแงท ่ีไมด ีและไมอาจหลกี เลยี่ งได เพือ่ จาํ กัดผลกระทบใหอ ยใู นระดับไมกอ
ความเสียหายหรือไมเปนอันตรายรา ยแรงตอประเทศ
ผลการเรยี นรูที่คาดหวงั
ตระหนักในความสําคัญของการพัฒนาประเทศภายใตก ระแสโลกาภิวัฒนแ ละเลือกแนวทางหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกตใ ชในการดําเนินชีวิตอยางสมดุลและพรอมรับตอ ความเปลี่ยน
แปลงของประเทศภายใตกระแสโลกาภวิ ัฒน
ขอบขา ยเนอ้ื หา
เร่ืองที่ 1 สถานการณโ ลกปจ จุบนั
เร่อื งท่ี 2 สถานการณพลังงานโลกกับผลกระทบเศรษฐกจิ ไทย
32 | ห น้ า
เร่ืองที่ 1 สถานการณโ ลกปจ จุบัน ( ชวงป 2551-2552 )
เมื่อสหรฐั อเมริกาไดพัฒนาเศรษฐกจิ ของตน สสู ูงสดุ ของทุนนยิ มโลก เน่ืองจากตลาดทนุ จากท่วั โลก
หล่ังไหลสูตลาดทุนในสหรัฐอเมริกา หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเซียและขยายตัวออกไปท่ัวโลก
สตอกทุนจํานวนมหาศาลในแตล ะประเทศ ไมสามารถนําไปลงทุนได เน่ืองจากเศรษฐกิจชะลอตัวถึงข้ัน
วกิ ฤต เมด็ เงนิ จากสตอกทุน ทัว่ ทุกมุมโลกไดไหลบา ทะลักสูตลาดทุนในสหรัฐอเมริกา ปญหาจากการเติบ
ใหญของทุนในสหรัฐอเมรกิ าก็คือการขยายพืน้ ที่การลงทุน เพ่อื กระจายทนุ ออกไป ในขอบเขตปริมณฑลให
กวางที่สุด เพอื่ รองรับการขยายตัวของทนุ ทน่ี บั วนั จะเตบิ ใหญ
ป พ.ศ.2541 ขณะท่ีวิกฤตเศรษฐกิจกําลังเปน ภัยคุกคามประเทศตางๆ จากทั่วโลก ตลาดทุนใน
สหรฐั อเมรกิ า กลบั พุง ทะยานอยางรวดเรว็ ดัชนหี นุ Dow Jones พุง ทะยานทะลุ 10,000 จุดเปนครั้งแรก
และสูงสุดกวา 11,000 จุด Nasdaq สูงกวา 3,800 จุดสรางความเลื่อมใสศรัทธา งุนงง และไมเ ขาใจตอ
เศรษฐกจิ อเมรกิ า ท่สี วนทางกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซ่ึงจริงๆ แลว เปนเร่ืองที่สามารถทําความเขาใจไดไ ม
ยาก เมื่อสตอกทุนในแตละประเทศ ไมส ามารถนาํ ไปลงทนุ ภายในประเทศได และความเชื่อม่ันในตลาดทุน
อเมริกา ยังคงอยูใ นความรูสึกที่ดีของนักลุงทุน ดังน้ัน ทุนจากทั่วทุกมุมโลกจึงหล่ังไหลเขาสูต ลาดทุนใน
อเมริกา เมื่อตลาดทุนในอเมริกาไมไดเ ติบโตบนพ้ืนฐานของความเปนจริง การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ
ฟองสบูข องสหรัฐอเมริกา จึงนา จะยนื อยูไดไมนาน
ป 2001 ปฐมวัยยา งกาวแรก ของรอบพันปท ่ี 3 บริษัทยักษใหญใ นสหรัฐอเมริกาเร่ิมทยอย
ประกาศผลประกอบการกาํ ไรทลี่ ดลง และการประกาศปลดพนกั งาน เชน เม่ือเดอื นธันวาคม 2543 เจเนอรลั
มอเตอรส (จเี อม็ ) ปลดพนักงาน 15,000 คน วันพุธท่ี 24 มกราคม 2544 ลูเซนตเ ทคโนโลยี ผูผ ลิตอุปกรณ
โทรศัพทย ักษใ หญป ระกาศปลดพนักงาน 16,000 ตําแหนง เวิรลพูลผูผลิตเคร่ืองใชไฟฟา ปลดพนักงาน
6,000 คน เอโอแอลไทม วอรเ นอร กิจการส่ือยุคใหมจากการผนวกระหวางอเมริกาออนไลน กับ ไทม
วอรเนอรป ลดพนกั งาน 2,000 คน
การแกวงตวั อยา งไรทิศทางและไมช ดั เจนของตลาดทุนในสหรัฐอเมรกิ า เริม่ ท่ีจะผันผวนและไมแน
นอน นักลงทุนเร่ิมไมแนใจตอ ความเชื่อมั่นตลาดทุนอเมริกา และเมื่อนายคิอิชิ มิยาซาวา รัฐมนตรีคลัง
ญี่ปุน กลาวเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2544 ในการชี้แจงตอคณะกรรมาธิการงบประมาณของวุฒิสภา ยอมรับ
ความปราชัยทางเศรษฐกิจอยา งเปน ทางการคร้ังแรก หลังจากท่ีเศรษฐกิจญ่ีปุน ผุกรอ นเปนปญหายืดย้ือ
ยาวนานมารวม 10 ป วา ฐานะการเงินของประเทศกําลังย่ําแยเ ต็มที หรืออาจกลาวไดว า
ใกลจะลม ละลายแลว สัปดาหร งุ ขึน้ หลงั การแถลงของมิยาซาวา ตลาดทนุ ในสหรัฐอเมรกิ า นาํ โดย NASDAQ
รวงลงกวา 30% ตามดวย Dow Jones, S&P และตลาดทุนท่ัวโลก พังทะลายลงทันที จอรจ บุช
เรยี กสถานการณน ี้ วาเปน World Stock Crisis
ห น้ า | 33
ขณะท่นี กั ลงทุนจากทว่ั โลก เกดิ ความไมเ ชื่อม่นั ตลาดทนุ ในสหรัฐอเมริกา เหตุการณค วามตึงเครียด
ในภูมิภาคตา งๆ ทั่วโลก ในชว งของเดือนมีนาคม 2544 ไลต ั้งแตการประกาศจะพัฒนาขีปนาวุธ
ปอ งกันตนเองของสหรฐั อเมรกิ า การจับตัว มโิ ลเซวิช อดตี ผูนาํ ยูโกสลาเวีย การตอสูของชาวปาเลสไตนท ่ี
พัฒนาจากการขวางกอนอิฐกอนดิน มาเปนการวางระเบิดและมีการใชปน ความตึงเครียดในเชสเนีย
การทําลายพระพทุ ธรูปทใี่ หญท่ีสุดในโลกของกลุมตาลีบัน ในอัฟกานิสถาน ไดสรางแผลลึกในจิตใจของ
ชาวพทุ ธ ตอ ชาวมสุ ลมิ องคทะไลลามะธิเบต เยือนใตห วัน เรือดํานํ้าอเมริกาโผลที่เกาะแหงหน่ึงในญ่ีปุน
โดยไมมีการแจงลว งหนา สหรัฐอเมริกาประกาศขายอาวุธแกใตห วัน ปด ทายดวยการยั่วยุจีน ดว ยการใช
เครื่องสอดแนมบินรุกลํ้าเขา ไปในนา นฟา จีน กระท่ังทําใหจ ีนตอ งใชเครื่องบินขับไลส องลํา ขึ้นบังคับให
เครอื่ งบินสอดแนมของสหรฐั ลงจอดบนเกาะไหหลาํ เหตุการณที่เกิดความตึงเครียดดังกลา ว ลว นเกิดขึ้นใน
เดือนมนี าคม ขณะทว่ี ิกฤตตลาดทุนของสหรัฐอเมริกากําลังเกิดข้ึนพอดี โดยเบ้ืองลึกจะเกิดจากการสรา ง
สถานการณโ ดยสหรัฐอเมริกาหรือไมก็ตามภายในระยะเวลาเพียงหน่ึงเดือน ดัชนีตลาดหุน Dow Jones
กด็ ีดกลับขน้ึ มายนื อยูในระดับท่ีสงู กวา เดือนมกราคมเสียอีก ท้ังที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยังตกอยูใน
ภาวะทเ่ี ลวราย
สถานการณเ ศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา – ญ่ีปุน กําลังจะนําไปสูว ิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยม การเตรียม
พรอมของสหรัฐอเมริกาในการต้ังรบั และเปด แนวรกุ ตอสถานการณด ังกลาวมานานกวา 20 ป น่ันก็คือการ
เตรยี มพรอ มดา นยทุ ธศาสตร “การทาํ สงครามเลยี้ งเศรษฐกจิ ” เนือ่ งจากสหรฐั อเมริกา ไดพัฒนาปจจัยการ
ผลิตสูยุค IT (Information Technology) ดังน้ัน ยุทธศาสตร ยุทธวิธี ทางสงคราม ไดถูกพัฒนารูปแบบ
สงครามสูย ุค IT ขณะที่รูปแบบยุทธศาสตร - ยุทธปจจัย ของประเทศตางๆ ท่ัวโลก ยังคงใชรูปแบบของ
สงครามในยุคอุตสาหกรรม (บางประเทศมหาอํานาจอยาง จนี –รัฐเซยี รูปแบบสงครามอาจพฒั นาสูย ุค IT
แลว แตยงั ไมม ีการสาธติ เชนสหรัฐอเมรกิ าทไี่ ดผ า นการสาธติ แลวในสงครามอา ว)
ประเทศจีนหลังจากท่ี เต้ิงเซี่ยวผิง ไดประกาศนโยบายส่ีทันสมัย นําประเทศจีน
สูการพัฒนาดา นพลัง การผลิต ดว ยนโยบาย หน่ึงประเทศสองระบบ ทําให GDP จีน เติบโตระหวา ง
8–12% มาโดยตลอด แมป จ จุบนั ทว่ี ิกฤตเศรษฐกจิ โลกสงผลกระทบกับทกุ ประเทศ การเตบิ โตทางเศรษฐกจิ
ของจนี กย็ ังยืนอยูในระดบั 7-8% จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนดังกลา ว ยอ มที่จะไปกระทบ
และขดั ขวางตอ ผลประโยชนของสหรฐั อเมริกา ในการที่จะแผอ ิทธิพลสูก ารเปนจักรวรรดินิยมจาวโลก ดัง
น้ัน ความพยายามในการที่จะทําลายจีนใหอ อนกําลังลง ดว ยการแยกสลายจีนจาก 8 เขตปกครองตน
ใหเ ปน ประเทศเชน เดยี วกับรัสเซียจึงนับเปน สุดยอดของยุทธศาสตร อันจะนําไปสูความสําเร็จของการ
เปน จกั รวรรดนิ ิยมจาวโลก
34 | ห น้ า
เร่ืองที่ 2 สถานการณพลงั งานโลกกบั ผลกระทบเศรษฐกิจไทย
ปญหาเรงดวนในปจจุบนั ท่สี ง ผลกระทบตอ เกือบทุกประเทศในโลก คือ การที่ราคาน้ํามันไดสูงข้ึน
อยางรวดเรว็ และตอเน่ืองในชวงเวลา 4-5 ปท ่ผี านมา และ ดเู หมือนน้ํามันในปน ี้ (พ.ศ.2551) จะแพงสูงสุด
เปนประวตั กิ ารณแลว ภาวะนํ้ามันแพงทําใหตนทุนดานพลังงาน (โดยเฉพาะอยา งย่ิงในการขนสง ) สูงขึ้น
อยางรวดเร็ว มีผลลกู โซต อ ไปยังราคาสินคา และบรกิ ารตา งๆ นอกจากจะทําให คาครองชีพสูงขึ้นมากแลว
ยังเปน อปุ สรรคตอการขยายตัวทางเศรษฐกจิ อกี ดวย
ผลกระทบเหลาน้ีไดกอ ใหเ กิดการประทวงของกลุม ผูท ี่ตอ งแบกรับภาระ เชน คนขับรถบรรทุก
และชาวประมงในหลายประเทศ รวมท้ังการเรียกรองใหร ัฐบาลยื่นมือเขามาแทรกแซงและใหค วามชวย
เหลือ ปญ หาราคาน้าํ มนั แพงมากในชวงน้ถี ือไดวาเปน วกิ ฤตการณน าํ้ มนั คร้ังที่ 3 ของโลกกว็ าได
7 ปจ จัย ตนเหตนุ ้ํามันแพง !
ราคานาํ้ มนั ดบิ ในตลาดโลกเร่ิมขยับตัวขึ้นสูงอยางเห็นไดช ัดในป 2547 โดยราคานํ้ามันดิบ สูงขึ้น
บารเรลละประมาณ $10 เปนกวา $38 ตอ บารเ รล และหลงั จากน้ันเปนตนมา ราคาก็มีแนวโนม สูงข้ึนโดย
ตลอด จะมลี ดลงบา งในบางคร้ังเปน ชวงส้ันๆ เทาน้ัน โดยความผันผวนของราคามีมากข้ึน แตการเปล่ียน
แปลงเปน ไปในทางเพ่มิ มากกวา ทางลด
ในชวงปลายป 2550 ราคานํา้ มันดิบพุง สงู เกิน $100 ตอ บารเ รล ซงึ่ นอกจากจะเปนระดับท่สี ูงท่ีสุด
เปน ประวัติการณในรูปของราคาปปจจบุ นั ในชว งคร่ึงปแรกของป 2551 ราคานํา้ มนั กย็ ังคง ขยบั สูงขึ้นอยาง
ตอเน่อื งและอยูในระดับกวา $130 ตอ บารเรลในสัปดาหท ่ี 2 ของเดอื นมถิ ุนายน 2551 มีบทความขอเขียน
จํานวนมากที่ไดวเิ คราะหแ ละอธิบายสาเหตุของภาวะนํ้ามันแพงดังกลาว สวนใหญม ีประเด็นท่ีเหมือนกัน
และสอดคลอ งกัน ดังนี้
1 กําลังการผลิตสวนเกิน (excessproduction capacity) ในตลาดนํ้ามันดิบอยูใ นระดับท่ี
คอ นขา งต่ํามาตลอด 5 ปท ่ผี า นมา ทัง้ นี้ เปนผลจากการท่ีประเทศ ผูผลิตนํ้ามันหลายแหงขาดแรงจูงใจใน
การขยายกําลงั การผลติ ในชว งที่ราคานํา้ มันอยูใ นระดับคอนขางต่าํ ในชวงทศวรรษ 1990 หนว ยงานพลงั งาน
ของสหรัฐ (EIA) รายงานวา ในเดือนกันยายน 2550 OPEC มีกําลังการผลิตสว นเกินเพียง
2 ลา นบารเ รลตอ วนั (ประมาณ 2% ของปรมิ าณการใชน ํ้ามันของโลก) โดยประมาณ 80% ของสวนเกินนี้
อยใู นซาอดุ อี าระเบียเพียงประเทศเดยี ว
2 การผลติ นํ้ามันจากแหลงใหมๆ ในโลก เร่ิมมตี น ทนุ ท่สี ูงมากข้ึน ท้ังน้ีอาจเปน เพราะแหลงน้ํามัน
ขนาดใหญๆ ถูกคนพบและใชงานเปนสว นใหญแลว ยังเหลืออยูก็จะเปน แหลงน้ํามันขนาดเล็ก หรือท่ีมี
คุณภาพต่ํา หรือที่อยูในถ่ินทุรกันดาร/นํ้าทะเลลึกๆ ซึ่งมีตนทุนการสํารวจและการผลิตท่ีสูงมาก มีการ
วเิ คราะหพ บวา ในปจ จุบันตน ทุนการผลิตนํ้ามันในปริมาณ 4 ลา นบารเ รลตอวัน (คิดเปน 5% ของปริมาณ
ห น้ า | 35
การผลติ ของโลกในปจ จบุ นั ) มีตนทุนการผลิตสูงถึง $70 ตอบารเ รล ตัวอยางท่ีเห็นไดช ัด คือ ทรายนํ้ามัน
(tars sands) ในแคนาดา ซ่ึงเรมิ่ ผลติ ออกมาแลว และมตี น ทุนการผลิตไมต ํา่ กวา $60 ตอ บารเ รล
3 ในประเทศผูผลิตและสง ออกน้ํามันรายใหญหลายราย การผลิตน้ํามันมีโอกาสหยุดชะงักได
(supply disruption) เพราะเหตุจากความไมส งบทางการเมือง สงคราม และภัยธรรมชาติ เหตุการณ
สําคัญที่บงชถ้ี งึ ปญ หาน้ี ไดแ ก การบุกอิรกั ของกองทัพสหรัฐในป 2546 ทําใหก ําลังการผลิตน้ํามันของอิรัก
ลดลงระดับหนึ่ง และความไมสงบซงึ่ ยังคงเกิดขึน้ ในประเทศหลังจากนนั้ ยงั เปนอุปสรรคสําคัญตอการผลิต
และการสง ออกนา้ํ มนั ของอิรักใหกลบั ไปสูระดับปกติ
ความขัดแยง ระหวา งอิหรานกับประเทศตะวันตกเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียรข องอิหราน
(ซ่งึ เปน ผูผลติ นํา้ มนั มากเปน อนั ดบั ท่ี 4 ของโลก) กอ ใหเ กดิ ความตงึ เครยี ดในภูมภิ าคตะวนั ออกกลางระหวาง
อิหรา นและสหรฐั โดยอหิ รานประกาศวา จะใชนาํ้ มันเปนอาวธุ เพื่อตอบโตมาตรการควํ่าบาตรของสหรฐั และ
ในป 2551 ไดมีการเผชญิ หนากนั ระหวา งทหารอิหรานและทหารสหรัฐในบริเวณชอ งแคบฮอรมุซ ซ่ึงเปน
ทางผา นสําคญั สาํ หรบั การขนสงนาํ้ มันจากตะวันออกกลาง
พายุเฮอรร ิเคนในแถบอา วเม็กซิโกในเดือนกันยายน 2548 มีผลกระทบตอแทน ผลิตนํ้ามันของ
เม็กซิโก และโรงกลั่นท่ีต้ังอยูตอนใตข องสหรัฐ มีผลใหร าคานํ้ามันเบนซินในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นเปน $3 ตอ
แกลลอน ซึง่ เปน ระดับทส่ี ูงสดุ ในรอบ 25 ป
ผูกอการรายในไนจเี รียคกุ คามแหลงผลติ นาํ้ มนั หลายครง้ั ทาํ ใหป ระมาณการผลติ และสง ออกน้าํ มัน
จากไนจเี รียลดลงประมาณ 500,000 บารเรลตอ วัน ความขัดแยงทางการเมืองระหวางรัฐบาลเวเนซุเอลา
และรฐั บาลสหรฐั ทําใหการนาํ เขานาํ้ มันจากเวเนซเุ อลาของสหรัฐมคี วามเสย่ี งมากขน้ึ
4 ในหลายประเทศที่สง ออกน้าํ มันได มกี ารผลิตน้ํามันในปริมาณที่ลดลงไป เพราะปริมาณสํารอง
เร่ิมมีขอ จํากัดมากข้ึน ในขณะเดียวกันความตอ งการใชน ้ํามันในประเทศเหลานี้ก็เพิ่มขึ้นตามการขยายตัว
ของประชากรและเศรษฐกิจดวย ทําใหหลายประเทศตองลดการสงออกลง เชน อินโดนีเซีย เม็กซิโก
นอรเวย และอังกฤษ ในระหวางป 2005 ถึง 2006 การบรโิ ภคนํา้ มนั ภายในประเทศผสู งออก 5 อนั ดับแรก
คือ ซาอุดอิ าระเบีย รัสเซีย นอรเวย อิหรา น และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส ไดเพ่ิมสูงข้ึนถึงรอ ยละ 5.9 และ
มีปริมาณการสงออกลดลงกวารอยละ 3 เม่ือเทียบกับปก อนหนานี้ หรือในกรณีของอินโดนีเซียท่ีรัฐบาล
มกี ารอุดหนุนผูบริโภคภายในประเทศ และกรณีของซาอุดิอาระเบียท่ีราคานํ้ามันเบนซินในประเทศอยูท ่ี
5 บาทตอ ลิตร ขณะที่มาเลเซียอยูใ นระดบั 20 บาทตอ ลติ ร จงึ ทําใหเกดิ การคาดการณว า ปรมิ าณการสง ออก
น้าํ มนั ดิบของประเทศผสู งออกนํ้ามนั จะลดลงถึง 2.5 ลานบารเ รลตอ วนั ภายในชวง 10 ปน ้ี เมอ่ื ไมก เี่ ดอื นมา
นี้ขา ววารัฐบาลอินโดนีเซียกําลังพิจารณาจะถอนตัวจากการเปน สมาชิก OPEC เพราะอินโดนีเซียจะไม
สามารถสงออกนํ้ามันไดอ ีกตอ ไปในอนาคตอันใกลน ี้
5 นอกจากกาํ ลังการผลติ สว นเกินของน้าํ มนั ดบิ จะมนี อ ย กําลังการกลัน่ นาํ้ มัน ของโลกก็มีปญหาคอ
ขวด โดยมีสวนเกนิ นอยกวา 1 ลา นบารเ รลตอ วัน ในขณะเดียวกันตลาดน้ํามันมีแนวโนมตองการใชน ้ํามัน
ชนิดเบาและสะอาดมากข้ึน จึงสรา งแรงกดดันใหโ รงกลน่ั น้าํ มนั ตองลงทุนปรับปรุงคณุ ภาพอีกดวย ขอจํากัด
36 | ห น้ า
น้จี ึงทาํ ใหร าคาผลติ ภณั ฑน ํา้ มนั มรี าคาสูงข้ึนเพ่ิมไปจากการเพ่ิมของราคาน้ํามันดิบ และกําไรของโรงกล่ัน
น้ํามันอยใู นระดบั ที่คอ นขา งสูงมาโดยตลอด เปน ท่นี า สงั เกตดว ยวาสหรัฐซ่ึงเปน ผูใชน ้ํามนั รายใหญท่ีสุดของ
โลกไมไดก อสรา งโรงกลั่นนาํ้ มัน แหง ใหมม าเลยตงั้ แตทศวรรษ 1970
6 ถงึ แมว า ราคานํ้ามนั ระหวา งป 2546 ถึงป 2550 จะสูงข้ึนกวา 3 เทา ตัวแลว แตค วามตองการใช
นาํ้ มันของโลกกไ็ มไ ดล ดลงเลย กลบั ยังคงเพมิ่ ขนึ้ ในอตั รา 3.55% ในป 2548 และในอัตราท่ียังสูงกวา 1%
ใน ปต อ ๆ มา ปรากฏการณเ ชน น้แี ตกตางจากท่ีเกดิ ข้ึนในชว งวกิ ฤตนา้ํ มันสองครั้งแรก (ป 2516/17 และป
2522/23) ซึ่งเราพบวา ราคาน้ํามันที่สูงข้ึนมากทําใหความตอ งการน้ํามันลดลงในปตอ มา ในชว ง 4-5 ป
ท่ผี า นมา เศรษฐกจิ โลกยงั ขยายตัวได คอ นขา งดี และดูเหมอื นจะยังไมไดรับผลกระทบจากภาวะราคานํา้ มัน
แพงมากนัก จีนและอนิ เดียเปนผใู ชพ ลงั งานทมี่ อี ทิ ธิพลตอ ตลาดนํ้ามนั โลก
7 กองทุนประเภท hedge funds หันไปลงทุนซ้ือขายเกง็ กําไรในตลาดนํ้ามนั ลวงหนามากขึ้น ท้ังน้ี
เพอ่ื หลีกเลี่ยงการลงทุนในรูปของเงินดอลลารสหรัฐ ซึ่งในระยะหลังมีแนวโนมออนคาลงมากเมื่อเปรียบ
เทยี บกับเงนิ สกลุ อนื่ ๆ เนื่องจากภาวะตลาดนํ้ามนั ตามท่ีกลา วมาแลว ช้ีใหเห็นวาราคานํ้ามันมีแนวโนม ที่จะ
สูงข้ึน ผจู ัดการกองทุนเหลา นีจ้ ึงเก็งกาํ ไรโดยการซ้ือนํ้ามันไวล ว งหนา เพ่ือขายเอากําไรในอนาคต สงผลให
ราคานา้ํ มันทัง้ ในตลาด spot และตลาดลวงหนา สูงขนึ้ อีกระดับหน่ึง
ปรากฏการณโ ลกรอ นและปรากฏการณเรอื นกระจก
คา ผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยท่ีผิวโลกท่ีเพ่ิมขึ้นในชว งป พ.ศ. 2403–2549 เทียบกับอุณหภูมิ
ระหวาง พ.ศ. 2504–2533 คาเฉลี่ยอุณหภมู ิผิวพืน้ ทผี่ ิดปกตทิ ี่เทียบกับอุณหภมู ิเฉลยี่ ระหวา งป พ.ศ. 2538
ถึง พ.ศ. 2547
ในชวง 100 ปท ่ีผานมา นับถึง พ.ศ. 2548 อากาศใกลผ ิวดินท่ัวโลกโดยเฉลี่ยมีคา สูงขึ้น 0.74 ± 0.18
องศาเซลเซียส ซึ่งคณะกรรมการระหวา งรัฐบาลวา ดว ยการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติไดส รุปไววา “จากการ
สงั เกตการณก ารเพิ่มอุณหภูมิโดยเฉล่ียของโลกที่เกิดขึ้นตั้งแตก ลางคริสตศตวรรษท่ี 20 (ประมาณตั้งแต
พ.ศ. 2490) คอนขา งแนชัดวาเกิดจากการเพ่ิมความเขมของแกสเรือนกระจกท่ีเกิดขึ้นโดยกิจกรรมของ
มนุษยท ่เี ปน ผลในรปู ของปรากฏการณเรอื นกระจก” ปรากฏการณธรรมชาติบางอยา ง เชน ความผันแปร
ของการแผร งั สีจากดวงอาทิตยและการระเบิดของภูเขาไฟ อาจสง ผลเพียงเล็กนอ ยตอ การเพิ่มอุณหภูมิใน
ชว งกอ นยุคอุตสาหกรรมจนถึง พ.ศ. 2490 และมีผลเพียงเล็กนอ ยตอการลดอุณหภูมิหลังจากป 2490
เปน ตนมา ขอสรปุ พนื้ ฐานดงั กลา วน้ไี ดร ับการรบั รองโดยสมาคมและสถาบันการศึกษาทางวิทยาศาสตรไ ม
นอยกวา 30 แหง รวมทั้งราชสมาคมทางวิทยาศาสตรระดับชาติที่สําคัญของประเทศอุตสาหกรรมตา งๆ
แมน ักวิทยาศาสตรบ างคนจะมีความเห็นโตแ ยง กับขอ สรุปของ IPCC อยูบาง [4] แตเ สียงสวนใหญข อง
นกั วทิ ยาศาสตรท่ที ํางานดา นการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลกโดยตรงเหน็ ดวยกับขอ สรุปน้ี
ห น้ า | 37
แบบจําลองการคาดคะเนภูมิอากาศ บง ชี้วา อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยท่ีผิวโลกจะเพ่ิมข้ึน 1.1 ถึง 6.4
องศาเซลเซียส ในชวงคริสตศ ตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544–2643) คา ตัวเลขดังกลาวไดม าจากการจําลอง
สถานการณแ บบตา งๆ ของการแผขยายแกสเรอื นกระจกในอนาคต รวมถงึ การจาํ ลองคาความไวภูมิอากาศ
อีกหลากหลายรูปแบบ แตความรอนจะยังคงเพ่ิมข้ึนและระดับน้ําทะเลก็จะสูงข้ึนตอ เนื่องไปอีกหลาย
สหัสวรรษ แมว าระดับของแกส เรือนกระจกจะเขา สภู าวะเสถยี รแลวก็ตาม การท่อี ณุ หภูมิและระดับน้าํ ทะเล
เขา สูส ภาวะดุลยภาพไดชาเปน เหตุมาจากความจุความรอนของน้ําในมหาสมุทรซึ่งมีคาสูงมาก การท่ี
อุณหภูมิของโลกเพ่ิมสูงข้ึนทําใหร ะดับน้ําทะเลสูงขึ้น และคาดวา ทําใหเ กิดภาวะลมฟา อากาศ ท่ีรุนแรง
มากขน้ึ ปรมิ าณและรปู แบบการเกดิ หยาดน้าํ ฟาจะเปล่ียนแปลงไป ผลกระทบอื่นๆ ของปรากฏการณโ ลก
รอนไดแ ก การเปลี่ยนแปลงของผลิตผลทางเกษตรการเคลื่อนถอยของธารน้ําแข็ง การสูญพันธุพ ืช-สัตว
ตา งๆ รวมท้งั การกลายพันธุและแพรข ยายโรคตางๆ เพ่ิมมากข้ึนรัฐบาลของประเทศตางๆ แทบทุกประเทศ
ไดล งนามและใหส ตั ยาบนั ในพธิ ีสารเกยี วโต ซ่ึงมงุ ประเดน็ ไปทกี่ ารลดการปลอ ยแกสเรอื นกระจก แตย ังคงมี
การโตเถียงกันทางการเมืองและการโตวาทีสาธารณะไปทั่วทั้งโลกเกี่ยวกับมาตรการวาควรเปน อยา งไร
จงึ จะลดหรอื ยอ นกลบั ความรอนที่เพ่ิมข้ึนของโลกในอนาคต หรือจะปรับตัวกันอยา งไรตอ ผลกระทบของ
ปรากฏการณโ ลกรอ นท่คี าดวา จะตอ งเกดิ ข้ึน
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช (รัชกาลท่9ี ) มพี ระราชดาํ รัสเก่ียวกับปรากฏ
การณเรอื นกระจก ทศี่ าลาดสุ ิดาลัย อยา งลึกซงึ้ กระทรวงวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี จงึ ไดร บั สนองกระแส
พระราชดาํ รัส นําเขาประชมุ คณะรัฐมนตรี จนกระทงั่ ทาํ ใหว ันที่ 4 ธ.ค. ของทกุ ป เปน วันสิ่งแวดลอม
แหงชาติ ตัง้ แตป 2534 เปน ตนมา
จากผลงานพระราชดํารแิ ละการทรงลงมือปฏบิ ตั พิ ัฒนาดวยพระองคเ อง เก่ียวกับสภาพแวดลอม
โดยเฉพาะอยา งย่ิง ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ท่ีมีคุณประโยชนตอ คนชนชาติตางๆ ท้ังดา นเศรษฐกิจ
สงั คม ความมนั่ คงของมนุษยแ ละการเมือง ซงึ่ เปน ที่ประจักษไ ปทั่วโลก องคการสหประชาชาติ โดยนายโคฟ
อันนัน อดตี เลขาธกิ ารองคการสหประชาชาติ จึงไดเ ดินทางมาประเทศไทย ในวาระมหามงคลฉลองสิริราช
สมบัตคิ รบ 60 ป เขาเฝาพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูห ัว วันที่ 26 พ.ค. 2549 เพื่อถวายรางวัล “UNDP Hu
man Development Lifetime Achievement Award” (รางวลั ความสําเร็จสูงสุดดานการพัฒนามนุษย)
ซึ่งเปน รางวัลประเภท Life - Long Achievement และพระบาทสมเด็จพระเจา อยูห ัวทรงเปน
พระมหากษัตริยพระองคแรกในโลกทไี่ ดรบั รางวลั นี้
องคการสหประชาชาติ ไดย กยอ งพระบาทสมเด็จพระเจา อยหู วั เปน “พระมหากษัตริยน กั พัฒนา”
และกลาวถึงปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง (Sufficiency Economy) ของพระองควา เปนปรัชญาหรือทฤษฎี
ใหมท ่ีนานาประเทศรูจ กั และยกยอง โดยท่อี งคการสหประชาชาติไดสนบั สนนุ ใหป ระเทศตา งๆ ทเี่ ปน สมาชิก
ยดึ เปนแนวทางสูก ารพัฒนาประเทศทีย่ ่งั ยนื
ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มใิ ชเปนเพียงปรัชญานามธรรม หากเปนแนวทางปฏบิ ตั ิซงึ่ สามารถ
จะชวยท้งั แกไ ขและปองกันปญหาที่เกิดจากกเิ ลสมนุษย และความเปลยี่ นแปลงทซ่ี บั ซอนรุนแรงขน้ึ ทกี่ าํ ลงั
38 | ห น้ า
เกิดข้นึ กับมนษุ ยท้ังโลก และปญ หาท่ลี ุกลามตอถึงธรรมชาตกิ อ ใหเ กิดความเปลย่ี นแปลงใหญใ นเชงิ รุนแรง
และสรา งปญ หายอ นกลบั มาทม่ี นษุ ย
โดยทั่วไป มักเขา ใจกันวา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เหมาะที่จะใชเฉพาะกับคนยากจน คน
ระดับรากหญา และประเทศยากจน อีกทั้งเคร่ืองมือ เทคโนโลยี ก็จะตอ งใชเฉพาะเครื่องมือราคาถูก
เทคโนโลยีตํา่ การลงทุนไมค วรจะมกี ารลงทนุ ระดบั ใหญ แตใ นความเปน จรงิ ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
กต็ องการคนและความคิดทก่ี า วหนา คนทก่ี ลาคดิ กลาทําในสง่ิ ใหมๆ
เนือ่ งจากการนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งไปใชประโยชนในดา นตา งๆ ไมม สี ตู รสําเรจ็ หรือคมู ือการ
ใชปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งสาํ หรบั ภารกจิ ดังเชน วกิ ฤตโลกรอนผูเ กยี่ วขอ งจึงตอ งศึกษาทาํ ความเขาใจ
แลวก็พฒั นาแนวทางหรอื แนวปฏิบัตสิ ําหรบั แตล ะปญ หาขนึ้ มา โดยยดึ หลกั ท่สี ําคัญ ดงั เชน
- การคิดอยา งเปนระบบ อยา งเปน กระบวนการทางวิทยาศาสตร
- หลักคิดที่ใช ตอ งเปน หลักการปฏิบัติท่ีเปน สายกลาง ท่ีใหค วามสําคัญของความสมดุลพอดี
ระหวางทกุ สง่ิ ทเ่ี ก่ียวขอ ง ดังเชน ระหวางธรรมชาติกับมนุษย
- ขอมูลทใี่ ช จะตองเปน ขอมูลจริง ที่เกิดจากการศึกษา การวิจัย หรือการลงสนามใหไดข อมูลท่ี
เปนจรงิ
- การสรางภมู ติ านทานตอความเปลย่ี นแปลงที่จะเกดิ ขนึ้
- การยึดหลักของความถูกตอ ง คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ ในทุกข้ันตอนของการ
ดําเนินงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเปน กระบวนการสําคัญของการสรา งภูมิตา นทานตอผล
กระทบและความเปล่ียนแปลงทีก่ าํ ลงั เกิดขน้ึ หรือทจี่ ะเกิดข้นึ
เหลา น้ีเปน หลกั การใหญๆ ซ่งึ ผทู ่ีรบั ผิดชอบหรือเก่ียวของหรือคิดจะทํา โครงการหรือกิจกรรมใน
ระดบั คอ นขางใหญ จะตองคํานึงถึง และสามารถจะนําปรัชญานี้ไปใชไ ดทันที และมีผูท่ีไดใชล วนประสบ
ความสําเร็จสงู สดุ ท่ีมนษุ ยพงึ จะมี คือ ความสขุ ทยี่ ่งั ยืน
แลวเร่ืองของการแขงขัน ชิงไหวชิงพริบ การวางแผนยุทธศาสตรแ ละโลจิสติกส
(การจัดซ้ือจดั หา การจดั สง การบาํ รุงรกั ษาอปุ กรณ และการรกั ษาพยาบาลบุคลากร ) ในการบริหารจดั การ
ระบบ หรอื โครงการใหญๆ การใชจิตวิทยามวลชน การใชเทคโนโลยกี าวหนา การกําหนดแผนหรอื ตนเองให
เปน “ฝา ยรุก” มิใช “ฝายตง้ั รับ” ละ ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งปฏเิ สธหรอื ไม?
คําตอบคือ ปฏเิ สธ ถาใชอยา งไมถูกตอง อยา งหลีกเลี่ยงกฎหมาย อยา งผดิ คณุ ธรรม-จรยิ ธรรม-และ
จรรยาบรรณ อยา งไมซือ่ ตรงตอหนา ท่แี ละความรบั ผดิ ชอบ อยางมเี จตนาเพือ่ ผลประโยชนทไ่ี มส จุ ริตของตน
เอง และพวกพอ ง แตจะตอ งรูจ กั และใชอ ยา งรูเทา ทัน ปกปอง และรกั ษาผลประโยชนของสวนรวม อยางมี
ความคดิ กา วหนา ในเชงิ สรา งสรรค
ห น้ า | 39
สาํ หรับการแกป ญ หา หรือการเตรยี มเผชญิ กบั ปญ หาจากวกิ ฤตโลกรอ น มีประเดน็ และเรือ่ งราวทงั้
เกา และใหม ดังเชน เร่ืองของมาตรการท่ีถูกกําหนดข้ึนมา เพ่ือเผชิญกับภาวะโลกรอ น เพ่ือใหประเทศที่
พัฒนาแลว และทีก่ ําลังพัฒนา (ดังเชนประเทศไทย) ไดดํารงอยูร วมกัน พึ่งพิง และเอ้ืออาทรตอ กัน อยาง
เหมาะสม ดังเชน เรื่อง คารบ อนเครดิต ที่เปน เร่ืองคอนขา งใหมข องประเทศไทย แตก ็เปน ทั้ง “โอกาส”
และ “ปญหา” ทีป่ ระเทศไทยตองเผชิญ ซ่ึงกข็ ้นึ อยกู ับคนไทยเราเองวา จะตองเตรยี มตัวกนั อยางไร เพื่อให
สามารถเปน “ทีพ่ ่งึ ” ของโลกหรอื ประเทศอ่นื แทนท่จี ะเปน “ปญหา” ท่เี กิดจากความไมใ สใจ หรอื ความใส
ใจ แตเ พือ่ จะกอบโกยผลประโยชนเ ทา นัน้
เรอ่ื งของปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งกับวกิ ฤตโลกรอน จึงมีโจทย มเี ปาหมายมากมาย ทที่ า ทาย เชิญ
ชวนใหผ ูคนและประเทศ ทีต่ องการมีชีวิตสรางสรรคแ ละมคี วามสขุ อยางยง่ั ยนื ไดนําไปใช โดยใชป ญ ญาเปน
ตัวนํา กาํ กบั ดว ยสติ และควบคมุ ดว ยคณุ ธรรมกับจรยิ ธรรม
ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงน้ี ถกู ใชเ ปน กรอบแนวคดิ และทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาค
ของไทย ซง่ึ บรรจุอยูในแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 10 ( พ.ศ. 2550 – 2554 ) เพ่ือมุง สู
การพัฒนาท่ีสมดุลย่ิงข้ึน และมีภูมิคุม กัน เพื่อความอยูด ีมีสุข มุงสูส ังคมท่ีมีความสุขอยา งย่ังยืน ดว ย
หลักการดงั กลาวแผนพฒั นาฯ ฉบับท่ี 10 นจี้ ะเนนเร่อื งตัวเลขการเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจ แตย ังใหค วาม
สําคัญตอระบบเศรษฐกจิ แบบทวิลกั ษณห รอื ระบบเศรษฐกิจ ท่ีมีความแตกตางกันระหวา งเศรษฐกิจชุมชน
เมืองและชนบท แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญของไทย เชน รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2550 ในสวนท่ี 3 แนวนโยบายดา นการบริหารราชการแผนดิน มาตรา 78
(1) บริหารราชการแผนดินใหเ ปนไปเพื่อการพฒั นาสงั คม เศรษฐกจิ และความมน่ั คงของประเทศอยา งย่ังยืน
โดยตองสง เสริมการดําเนินการตามปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง และคาํ นึงถงึ ผลประโยชนของประเทศชาติใน
ภาพรวมเปน สาํ คัญ
นายสุรเกียรติ เสถียรไทย ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงการตา งประเทศไดกลา วเม่ือวันที่ 24
พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ในการประชุมสุดยอด The Francophonic Ouagadougou ครั้งที่ 10
ที่ Burkina Faso วาประเทศไทยไดย ึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ควบคูก ับ “การพัฒนาแบบยั่งยืน”
ในการพิจารณาประเทศทั้งทางดา นการเกษตรกรรม เศรษฐกิจและการแขง ขันซึ่งเปน การสอดคลองกับ
แนวทางของนานาชาติในประชาคมโลก
การประยุกตนําหลักปรัชญาเพ่ือนํามาพัฒนาประเทศในตางประเทศนั้น ประเทศไทยไดเปน
ศนู ยก ลางการแลกเปล่ยี นผา นทางสํานกั งานความรวมมอื เพอื่ การพัฒนาระหวางประเทศ(สพร.) โดย สพร.
มีหนา ท่ีคอยประสานงานรับความชว ยเหลือทางวิชาการดานตา งๆ จากตางประเทศมาสูภาครัฐ แลว
ถา ยทอดตอ ไปยังภาคประชาชน และยังสง ผา นความรทู ่มี ีไปยงั ประเทศกาํ ลงั พัฒนาอื่นๆ เรื่องปรชั ญา
เศรษฐกจิ พอเพียงนั้น สพร. ถา ยทอดมาไมต ํ่ากวา 5 ป ประสานกับสาํ นักงานคณะกรรมการพเิ ศษเพื่อ
ประสานงานโครงการอันเนือ่ งมาจากพระราชดําริ (กปร.) และคณะอนกุ รรมการขับเคลอื่ นเศรษฐกิจ
พอเพียง ซง่ึ ตา งชาติกส็ นใจเรอ่ื งเศรษฐกิจพอเพียง เพราะพิสจู นแลว วาเปน สิ่งทด่ี ีและมีประโยชน ซ่งึ แตละ
40 | ห น้ า
ประเทศมีความตองการประยุกตใ ชปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงไมเ หมือนกนั ขน้ึ อยกู บั วิถชี วี ติ สภาพ
ภมู ศิ าสตร ฯลฯ เชน พมา ศรีลังกา เลโซโท ซูดาน อัฟกานิสถาน บังกลาเทศ ภูฎาน จีน จิบูดี โคลัมเบีย
อยี ิปต เอธิโอเปย แกมเบีย อินโดนิเซีย เคนยา เกาหลีใต มาดากัสการม ัลดีฟส ปาปวนิวกินี แทนซาเนีย
เวียดนาม ฯลฯ โดยไดใหประเทศเหลาน้ีไดม าดูงาน ในหลายระดับ ทั้งเจาหนาท่ีปฏิบัติงาน
เจาหนา ทฝ่ี า ยนโยบาย จนถึงระดบั ปลดั กระทรวง รัฐมนตรีกระทรวงตางๆ[14]
นอกจากนัน้ อดิศักดิ์ ภาณุพงศ เอกอัครราชทูตไทยประจาํ กรงุ เวยี นนา ประเทศออสเตรีย ไดก ลา ว
วาตางชาตสิ นใจเร่อื งเศรษฐกจิ พอเพียง[14] เนอ่ื งจากมาจากพระราชดํารใิ นพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวท่ี
ทรงหวงใยราษฎรของพระองค และอยากรวู า ทาํ ไมรฐั บาลไทยถึงไดนํามาเปนนโยบาย สวนประเทศทีพ่ ฒั นา
แลว กต็ อ งการศกึ ษาพจิ ารณาเพ่อื นําไปชวยเหลอื ประเทศอื่น
13 นักคิดระดับโลกเห็นดว ยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และมีการนําเสนอบทความ
บทสมั ภาษณ เปนการย่นื ขอเสนอแนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพียงใหแ กโ ลก เชน ศ.ดร.วูลฟ กัง ซัคส นักวิชาการ
ดานสิ่งแวดลอ มคนสําคัญของประเทศเยอรมนี สนใจการประยุกตใชหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
อยา งมาก และมองวา นา จะเปน อีกทางเลือกหนึ่งสําหรับทุกชาติในเวลาน้ี ท้ังมีแนวคิดผลักดันเศรษฐกิจ
พอเพียงใหเปนท่ีรูจักในเยอรมนี, ศ. ดร.อมาตยา เซน ศาสตราจารยชาวอินเดีย เจาของรางวัลโนเบล
สาขาเศรษฐศาสตรป 1998 มองวา ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง เปนการใชส งิ่ ตา งๆ ทีจ่ าํ เปน ตอ การดํารงชีพ
และใชโ อกาสใหพอเพียงกับชีวิตที่ดี ซึ่งไมไ ดห มายถึงความไมตองการ แตต องรูจ ักใชช ีวิตใหดีพอ อยา ให
ความสําคัญกับเรื่องของรายไดแ ละความร่ํารวย แตใหม องที่คุณคา ของชีวิตมนุษย, นายจิกมี ทินเลย
นายกรฐั มนตรแี หงประเทศภูฎาน ใหท รรศนะวา หากประเทศไทยกําหนดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงใหเปน
วาระระดับชาติ และดําเนินตามแนวทางน้ีอยางจริงจัง “ผมวา ประเทศไทยสามารถสรา งโลกใบใหมจ าก
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สรางชีวิตท่ีย่ังยืน และสุดทายจะไมหยุดเพียงแคใ นประเทศแตจ ะเปน
หลกั การและแนวปฏบิ ตั ิของโลก ซ่งึ หากทาํ ไดสําเรจ็ ไทยก็คอื ผูนํา” [15]
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงน้ี ไดร ับการเชิดชูสูงสุดจากองคก ารสหประชาชาติ(UN) โดยนายโคฟ
อันนัน ในฐานะเลขาธิการองคการสหประชาชาติ ไดทูลเกลา ฯ ถวายรางวัล The Human Development
lifetimeAchievement Award แกพ ระบาทสมเด็จพระเจาอยหู วั เมือ่ วันท่ี 26 พฤษภาคม 2549 และไดมี
ปาฐกถาถงึ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง วาเปน ปรัชญาท่ีมปี ระโยชนต อ ประเทศไทยและนานาประเทศ[6] และ
สามารถเร่ิมไดจากการสรา งภูมิคุมกันในตนเอง สูห มูบ า น และสูเ ศรษฐกิจในวงกวางข้ึนในที่สุด
นาย Hakan Bjorkman รักษาการผูอ ํานวยการ UNDP ในประเทศไทยกลา วเชิดชูปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง และ UNDP น้ันตระหนักถึงวิสัยทัศนแ ละแนวคิดในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูห ัวฯ[16]
โดยที่องคก ารสหประชาชาติไดสนับสนุนใหป ระเทศตางๆ ท่ีเปน สมาชิก 166 ประเทศยึดเปน แนวทางสู
การพฒั นาประเทศแบบยั่งยนื [7]
อยางไรก็ตาม ศ. ดร.เควนิ ฮวิ วิสัน อาจารยป ระจํามหาวิทยาลัยนอรธ แคโรไลนา ท่ีแซพเพลฮิลล
ไดว ิจารณรายงานขององคการสหประชาชาติโดยสํานกั งานโครงการพัฒนาแหง สหประชาชาติ (UNDP) ท่ี
ห น้ า | 41
ยกยองปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง[17]วา รายงานฉบับดงั กลา ว ไมไ ดมเี น้อื หาสนับสนนุ วา เศรษฐกิจพอเพยี ง
“ทางเลอื กท่ีจําเปน มากสาํ หรับโลกทก่ี าํ ลังดําเนินไปในเสน ทางท่ไี มย ่ังยนื อยใู นขณะน”้ี (น. V . ในรายงาน
UNDP) โดยเนื้อหาแทบทั้งหมดเปน การเทิดพระเกียรติ และเปนเพียงเคร่ืองมอื ในการโฆษณาชวนเช่ือ
ภายในประเทศเทา นน้ั (18) สวนHakan Bjorkman รกั ษาการผูอ ํานวยการ “ UNDP” ตองการที่จะทําให
เกดิ การอภิปรายพิจารณาเรื่องนี้ แตก ารอภิปรายดังกลาวนนั้ เปน ไปไมได เพราะอาจสุมเส่ยี งตอการหมน่ิ
พระบรมเดชานภุ าพ ซึง่ มโี ทษถงึ จาํ คุก (10)
เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549 นายโคฟ อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติไดเขาเฝา ทูลเกลา ฯ
ถวายรางวัล Human Development Lifetime Achievement Award หมายความวาพระเจา อยูหัวสละ
ความสขุ สว นพระองค และทุม เทพระวรกาย ในการพัฒนาคนไทยในชวง 60 ป จนเปน ท่ีประจักษใ นความ
สําเร็จ ของพระราชกรณียกจิ พระบรมราโชวาท และเปน แบบอยา งทัว่ โลกได คาํ กราบบงั คมทูลของนายโคฟ
บง บอกใหเ หน็ เขาศกึ ษาเร่อื งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอยางละเอียด และรบั ปากวา จะนาํ ไปเผยแพรท ัว่
โลก รวมทงั้ ประมุขหรือผูแทนของประเทศตา งๆ ท่ีไดมาเขาเฝา และขออัญเชิญไปใชใ นประเทศของเขา
เพราะเหน็ วาเปน แนวทางท่ีดี
นอกจาก United Nation Development Program ( UNDP ) เปนองคก รหน่ึงภายใต
สหประชาชาติที่ดแู ลเกี่ยวกับการพัฒนา ดา นหนึ่งที่เขาตอ งดูแล คือการพัฒนาคน มีหนาท่ีจัดทํารายงาน
ประจําป โดยในปห นาจะเตรียมจัดทําเร่ืองการพัฒนาคนของโลก และคนในแตละประเทศ
( Country report และ Global report ) โดยในสวนของประเทศไทยจะนําเร่ืองปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงเปน หลกั ในการรายงานและเผยแพร ท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อที่ประเทศอื่นจะไดร ับประ
โยชนจ ากของพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัวพระราชทานใหคนไทยมากกวา 30 ป แลว
จะเหน็ ไดวา ขณะน้ีปรชั ญาฯ นี้ ไดเ ผยแพรโ ดยองคกรระดบั โลกแลว เราในฐานะพสกนิกรของพระองคท าน
นาจะภมู ิใจหันมาศึกษาและนําไปปฏบิ ตั อิ ยางจริงจงั กจ็ ะบงั เกดิ ผลดียงิ่