The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงานการศึกษารูปแบบทางจิตวิยาเพื่อพัฒนาความคิด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jeeranan Yui, 2022-08-23 21:00:38

โครงงานการศึกษารูปแบบทางจิตวิยาเพื่อพัฒนาความคิด

โครงงานการศึกษารูปแบบทางจิตวิยาเพื่อพัฒนาความคิด

โครงงาน

เรอื่ ง การศึกษารูปแบบทาง
จิตวิทยาเพ่ือพัฒนาความคิด



โครงงาน
เรอื่ ง การศึกษารปู แบบทางจติ วทิ ยาเพอ่ื พฒั นาความคดิ

จดั ทาโดย

นางสาวอธติ ยิ า ศรพชิ ัย รหสั นักศกึ ษา ๖๕๐๘๐๑๔๐๐๓๗๑
นางสาวจติ ราภรณ์
นางสาวจีรนันท์ เหลาคา รหสั นักศึกษา ๖๕๐๘๐๑๔๐๐๕๑๑
นางสาวบวรลักษณ์
นางสาวปวณั รัตน์ คชวงค์ รหสั นกั ศึกษา ๖๕๐๘๐๑๔๐๐๖๑๐
นางสาวธนดิ า
นางสาวยศวดี คณู สวสั ด์ิ รหัสนกั ศึกษา ๖๕๐๘๐๑๔๐๒๔๖๒
นางสาวอภกิ ขณา
นางสาวศิริยากร จันทร์อ่อน รหสั นกั ศกึ ษา ๖๕๐๘๐๑๔๐๒๔๖๘

วิญญชมภนู าท รหสั นกั ศกึ ษา ๖๕๐๘๐๑๔๐๒๔๙๐

แสงเจริญภัทร รหัสนักศกึ ษา ๖๕๐๘๐๑๔๐๒๔๙๑

อาภรณ์รัตน์ รหสั นกั ศึกษา ๖๕๐๘๐๑๔๐๒๔๙๘

ถิ่นนอก รหสั นักศกึ ษา ๖๕๐๘๐๑๔๐๒๖๘๒

เสนอ
อาจารยป์ รภัสร์ มาสะอาด

โครงงานประกอบการศกึ ษาวชิ าภาษาไทยเพอ่ื การสื่อสาร
มหาวิทยาลยั เกษมบัณฑติ กรงุ เทพมหานคร
ภาคเรียนที่ ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕

ชื่อ : นางสาวอธติ ิยา ศรพิชัย

นางสาวจิตราภรณ์ เหลา

นางสาวจรี นันท์ คชวงค์

นางสาวบวรลักษณ์ คูณสวสั ด์ิ

นางสาวปวัณรตั น์ จนั ทรอ์ ่อน

นางสาวธนิดา วญิ ญชมภูนาท

นางสาวยศวดี แสงเจริญภัทร

นางสาวอภิกขณา อาภรณ์รัตน์

นางสาวศริ ิยากร ถิ่นนอก

ชอ่ื เรื่อง : การศึกษารูปแบบทางจติ วทิ ยาเพือ่

รายวชิ า : พฒั นาความคดิ
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ :
อาจารย์ที่ปรกึ ษาโครงงาน : วชิ าภาษาไทยเพื่อการสือ่ สาร
ปกี ารศึกษา :
ภาษาไทย

อาจารย์ปรภัสร์ มาสะอาด

๒๕๖๕

คานา

รายงานเล่มน้ีจัดทาขึ้นเพ่ือเป็นส่วนหน่ึงของวิชา ภาษาไทยเพื่อการ
สื่อสาร เพ่ือให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเร่ืองของ รูปแบบทางจิตวิทยาเพ่ือพัฒนา
ความคิด โ ด ย ไ ด้ทากา ร ศึกษา ผ่านแห ล่งควา มรู้ ต่าง ๆ เช่น ตาร า หนังสื อ
หนังสือพมิ พ์ วารสาร ห้องสมุด และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ ทางคณะผู้จัดทา
ได้ศึกษาโดยการทากิจกรรมการอ่านหนังสือ การระดมความคิด และสังเคราะห์
ออกมาให้ได้แนวคิดร่วมกันของทางคณะผู้จัดทา เพื่อให้ได้รับความรู้ความเข้าใจ
ในเร่อื งของรูปแบบทางจติ วิทยา และการพฒั นาความคิดมากที่สดุ

ขอขอบพระคุณ อาจารย์ปรภัสร์ มาสะอาด อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
ผู้ให้คาปรึกษาและแนวทางการศึกษา เพื่อนๆ บุคลากรที่สนับสนุน และผู้เก่ียวข้อง
ทุกท่าน ทุกข้ันตอน ท่ีได้ให้ความอนุเคราะห์ ข้อมูล การจัดทา ตลอดจนได้รับการ
เผยแพร่รายงานฉบับนี้

คณะผู้จัดทาคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็น
ประโยชน์ตอ่ ผทู้ ีส่ นใจศกึ ษาหรือผทู้ ่ไี ด้มาอา่ นรายงานฉบับนี้

คณะผจู้ ดั ทา

สารบญั

บทท่ี ๑

บทนา

๑.๑ ที่มาและความสาคญั
เ นื่ อ ง จ า ก จิ ต วิ ท ย า เ ป็ น ศ า ส ต ร์ ท่ี ศึ ก ษ า ค้ น ค ว้ า เ พื่ อ น า ข้ อ มู ล ค ว า ม รู้ ม า

นาเสนอ อธบิ าย และเพ่ือควบคุมและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ โดย
จะมงุ่ ศกึ ษาด้านความสมั พันธร์ ะหว่างกระบวนการของร่างกายและจิตใจ ด้วยวิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นระเบียบแบบแผน ซึ่งแสดงออกในแนวทางที่สามารถทานาย
ได้ จึงเป็นศาสตร์ที่เหมาะสมในการนามาใช้ประโยชน์เพ่ือพัฒนาตนเองและปรับใช้
ในชวี ิตประจาวนั

จากการสังเกตและประสบการณ์ของคณะผู้จัดทาโครงงาน พบว่า ใน
ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้การใช้ชีวิตของมนุษย์มีการ
เปลีย่ นแปลงไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกิดโรคระบาด การเปลี่ยนแปลง
ของเทคโนโลยี และสังคม ซ่ึงส่งผลทาให้อัตราการมีความเจ็บป่วยทางจิตของผู้คน
ในปัจจุบันเพ่ิมสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น การเป็นโรคซึมเศร้า การเป็นโรควิตกกังวล ดังน้ัน
จึง นักจิตวิทยา หรือ ศาสตร์ทางจิตวิทยา จึงเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของผู้คนใน
สังคม นอกจากนี้ศาสตร์ทางจิตวิทยายังทาให้เราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จัดการ
ปัญหา และแก้ไขจุดบกพร่องในชีวิตได้ดี จากการเข้าใจตนเองและสิ่งแวดล้อม
รอบตัว รวมไปถงึ การคน้ พบและพัฒนาศกั ยภาพของตนเองให้เต็มที่ได้อกี ดว้ ย

ดั ง น้ั น ท า ง ค ณ ะ ผู้ จั ด ท า โ ค ร ง ง า น จึ ง มี แ น ว คิ ด ใ น ก า ร ท่ี จ ะ ศึ ก ษ า เ รื่ อ ง
“รูปแบบทางจิตวิทยาเพื่อพัฒนาความคิด” น้ีขึ้นมา เพ่ือศึกษาและวิเคราะห์หา
รูปแบบทางจิตวิทยาเพื่อพัฒนาความคิด ว่ามีรูปแบบใดบ้าง เพื่อท่ีจะสังเคราะห์ให้
ได้แนวคิดร่วมกันของทางคณะผู้จัดทา และนาไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันในการ
พฒั นาตนเองใหม้ ีศกั ยภาพทีด่ ียงิ่ ขนึ้

๑.๒ วัตถปุ ระสงคข์ องโครงงาน
๑. เพอ่ื ศึกษารูปแบบทางจติ วทิ ยาเพื่อพัฒนาความคดิ
๒. เพ่ือวเิ คราะห์หารปู แบบทางจติ วิทยาเพ่อื พฒั นาความคดิ
๓. เพ่อื สงั เคราะห์ใหไ้ ดแ้ นวคดิ รว่ มกนั ของทางคณะผจู้ ัดทา

๑.๓ ขอบเขตของโครงงาน
ขอบเขตด้านเน้ือหา โครงงานเร่ือง “การศึกษารูปแบบทางจิตวิทยาเพื่อ

พัฒนาความคิด” ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับศาสตร์ทางจิตวิทยา เพ่ือ
นามาประกอบเป็นแนวทางในการพัฒนาความคิด

๑.๔ กรอบแนวคดิ
๑. ส่ิงท่ีต้องการศึกษา คือ รูปแบบทางจิตวิทยาเพ่ือพัฒนาความคิด โดย
ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับศาสตร์ทางจิตวิทยา เพื่อนามา
ประกอบเปน็ แนวทางในการพัฒนาความคดิ
๒. วธิ ีการศึกษา คือ ศึกษาจากแหล่งข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับศาสตร์ทางจิตวิทยา
เช่น ตารา หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร ห้องสมุด และแหล่งความรู้จาก
เวบ็ ไซต์ตา่ งๆ
๓. แนวคิดในการศึกษา คือ ระดมความคิดและสอบถามเพ่ือนร่วมกลุ่ม ซ่ึงมี
ความห็นตรงกันว่า จะศึกษาในเรื่องที่เก่ียวข้องกับศาสตร์ทางจิตวิทยา
เนื่องจากมีความสนใจในศาสตร์ทางจิตวิทยา และมีความเก่ียวข้องกับ
คณะท่ีกาลังการศึกษาอยู่
๔. ระยะเวลาในการศกึ ษา คอื ๔ เดือน

๑.๕ ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะไดร้ บั
๑. ทาให้เกิดความร้คู วามเข้าใจในธรรมชาติของความเปน็ มนษุ ยม์ ากยง่ิ ข้นึ
๒. สามารถปรับตวั และแก้ไขปญั หาทีเ่ กีย่ วข้องกับจิตใจของตนเองไดด้ ยี ิง่ ข้ึน
๓. มีทศั นคติและศักยภาพที่ดีจากการพัฒนาตนเอง

๑.๖ นยิ ามศพั ท์
๑. ศาสตร์ทางจิตวิทยา คือ ศาสตร์ท่ีศึกษาค้นคว้าเพื่อนาข้อมูลต่างๆ ความรู้
ท่ไี ดจ้ ากแนวคิดทฤษฎี และการทดลอง มานาเสนอเพ่ืออธิบายและควบคุม
พฤตกิ รรมทาใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมของมนษุ ย์
๒. การพัฒนาความคิด คือ การคิดอย่างมีเหตุผล สามารถนาไปใช้ในการ
แก้ปัญหาได้ อยู่ในรูปของกระบวนการ เป็นการคิดอย่างมีระบบ เป็น
วิทยาศาสตร์

บทที่ ๒

เอกสารที่เกี่ยวขอ้ ง

ในการศึกษาโครงงาน เรอื่ ง การศกึ ษารูปแบบทางจติ วทิ ยาเพื่อพฒั นา
ความคิด ทางคณะผู้จดั ทาได้รวบรวมแนวคดิ ตา่ งๆ จากเอกสารทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
ดังตอ่ ไปนี้

๒.๑ เอกสารที่เก่ียวขอ้ ง
๒.๑.๑ หนงั สอื เรือ่ ง ในใจฉนั In my mind
๒.๑.๒ หนังสือเรอื่ ง เลิกเป็นคนดแี ล้วจะมีความสุข
๒.๑.๓ หนังสือเรือ่ ง มองโลกให้เป็นต้องเห็นตัวเองกอ่ น
๒.๑.๔ หนังสอื เรอ่ื ง จติ วิทยา1%ทาให้คณุ "เหนอื "คน
๒.๑.๕ หนงั สือเร่ือง โตขน้ึ มาเปน็ ความสุข
๒.๑.๖ หนงั สอื เร่อื ง เพราะเรยี นรูจ้ งึ เตบิ โต
๒.๑.๗ หนังสอื เร่อื ง คนสาเร็จเขามนี ิสัยแบบไหน?
๒.๑.๘ หนังสอื เร่ือง จิตวทิ ยาในชวี ิตประจาวัน
๒.๑.๙ หนงั สอื เรื่อง เพราะความเศร้าของเราไมเ่ ท่ากนั

๒.๑ เอกสารทเี่ กี่ยวขอ้ ง
๒.๑.๑ หนังสือเรอื่ ง ในใจฉัน In my mind
เป็นหนังสือเขียนโดยมุกสีนวล บทความหรือเน้ือหาส่วนใหญ่เกิดจาก

ความว่างเปล่าของผู้เขียนและความสับสนในใจของผู้เขียนผู้เขียนจึงได้เฝ้าสังเกต
ตัวเอง อ่านหนังสือ ฟังสิ่งที่เป็นความรู้ พูดคุยแลกเปล่ียนกับผู้คนรอบตัว จากน้ันได้
กล่ันกรองสิ่งที่คิดได้ออกมาเป็นประโยคส้ันบ้างยาวบ้างตามความรู้สึก หนังสือเล่มน้ี
เป็นหนังสือประเภทhow to หรือ ให้กาลังใจป็นหนังสือของความรู้สึกหนังสือเล่มน้ี
เป็นสิ่งที่อยู่ในใจอยู่เป็นเพ่ือนในยามท่ีคุณรู้สึกไม่โอเคกับเร่ืองต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึน
รอบตัว และรู้สึกโดดเด่ียว หวังเป็นอย่างย่ิงว่าจะมีสักประโยคในนี้ ท่ีช่วยให้คนที่ได้
อ่าน มันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกอย่างน้ีคนเดียว ไม่ได้คิดอย่างน้ีคนเดียว เนื้อหา
ภายในหนังสือเป็นบทความท่ีให้กาลังใจผู้อ่าน คนที่รู้สึกโดดเดียว เช่น ลองเปลี่ยน
พฤติกรรมการใชช้ วี ิตเล็ก ๆ น้อย ๆ บางทีอาจทาให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้ ถ้ามัน
ยากเกินไปก็เปล่ียนสิ่งของรอบตัวเราดูบ้าง มอง สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม เราจะได้
เห็นวา่ โลกยังมี อกี หลายส่ิงหลายอย่าง มีความสวยงามสดใสรอเราอยู่ ความสุขของ
เราสามารถมาได้จากหลายสิ่ง เราไม่ควร โฟกัสอยู่กับแค่สิ่งเดียวว่าเป็นความสุข
ของเรา เพราะนั่น จะทาให้เราไม่มีความสุข ธรรมชาติท่ีสวยงามก็เป็น ความสุขได้
ได้ชอปป้ิงก็มีความสุข ไปเที่ยว ทานอาหารอร่อยๆ ทาอะไรเล็กๆ น้อยๆ สาเร็จ มี
เป้าหมายกับชีวิตก็มีความสุขได้ The happiness come from ourselves. คนเรา
ถา้ เช่อื ในสิ่งใดแล้วก็จะหันเข้าหาสิ่งน้ัน นานวันก็ย่ิงถล าลึก ถ้ามันดีต่อตัวเราก็ดีไป
แตถ่ ้าเมอื่ ไหร่คิดวา่ มันท าร้ายเราก็ลองถอย ออกมานะ

๒.๑.๒ หนงั สอื เร่อื ง เลิกเปน็ คนดีแลว้ จะมีความสขุ
ทุกคนล้วนต้องการเป็นท่ีช่ืนชอบและได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น ยิ่ง

ถ้าอีกฝ่ายมีอิทธิพลต่อเรา เราก็ย่ิงไม่กล้าโต้แย้งหรือพูดความในใจออกมาเพราะ
กลัวว่าจะโดนเกลียด บางคร้ังจึงต้องยอมเสแสร้งเห็นด้วยกับความคิดของบุคคลอื่น
ทั้งที่ในใจอยากปฏิเสธ แต่ถ้าหากเรายังยึดติดกับการเป็นท่ีชื่นชอบมากเกินไปจะ
กลายเปน็ การท่เี รากดดนั ตวั เอง เพราะเราจะคอยกังวลวา่ คนอน่ื คดิ อยา่ งไรกับเรา จะ
ถูกเกลียดหรือเปล่า ส่งผลให้เรามองข้ามความรู้สึกท่ีแท้จริงของตนเอง การท่ีเราจะ
หลดุ พน้ จากสถานการณ์แบบน้ี คือ เราจะต้อง "เลิกเป็นคนดี" ซึ่งหมายถึง เลิกนึกถึง
การทาให้คนอื่นมาชอบเราจนเราไม่เป็นตัวของตัวเอง เราต้องรู้จักตัวเองและแคร์
ตัวเองให้มากกว่าคนอื่น เลิกทาตัวเป็นคนดี หัดอยู่คนเดียวให้เป็น พาตัวเองไปใน
สังคมท่ีดี มีความคล้ายกับเราจะทาให้สามารถไปต่อกันได้มากกว่าในสังคมท่ีมี
ความคิดต่าง มีเรื่องขัดแย้ง เพราะถ้าอยู่กับคนที่มีความคล้ายเราทางด้านความคิด
การใช้ชีวิตต่างๆ จะช่วยส่งเสริมกันให้ดีมากกว่า อย่ามัวแต่คอยกังวลว่าคนอ่ืนจะ
มองเราอย่างไร อย่าทาตามความต้องการของคนอ่ืนจนมองข้ามความรู้สึกของ
ตัวเอง อย่าเออออไปกับคนอื่นท้ังๆท่ีเราไม่ได้เห็นด้วย พูดความคิดเห็นของเรา
ออกมาบ้าง แสดงความรู้สึกให้อีกฝ่ายรับรู้บ้าง แคร์ความรู้สึกตัวเองให้มากกว่าคน
อื่น ถ้าเราเลิกเป็นคนดีสิ่งที่ตามมา คือ เราจะไม่ต้องเสแสร้ง และไม่ต้องเหน่ือยกับ
ผู้คนรอบข้างอีกต่อไป เมื่อเราไม่เสแสร้งหรือพยายามจนไม่เป็นตัวของตัวเอง จะทา
ให้คนอื่นมองเราในแง่ดี ชีวิตเราจะง่ายมากข้ึน เม่ือเรากล้ายืนหยัดความคิดของ
ตัวเอง กล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่ชอบ ส่ิงท่ีทาไม่ได้ และส่ิงท่ีทาไม่ไหว ก็จะไม่ถูกคนอื่นเอา
เปรียบอีกต่อไป การแสดงออกความรู้สึกท่ีแท้จริงอย่างจริงใจจะทาให้คนอื่นแสดง
ความรสู้ ึกท่ีจริงใจกลับมาเช่นกนั แม้จะทะเลาะกันบา้ งแตก่ ย็ ังจะสามารถกลับมาดีกัน
ได้

๒.๑.๓ หนงั สอื เรือ่ ง มองโลกใหเ้ ปน็ ต้องเหน็ ตวั เองก่อน
มองโลกเป็นตอ้ งเห็นตัวเองก่อน ผลงานจาก Mentalist DaiGo นักเขียน

ดา้ นจิตวทิ ยาอันดับ 1 ของญ่ีปุ่น ทม่ี ีผลงานขายดีกว่า 4.5 ลา้ นเลม่
คนท่ีมีความสามารถในการเห็นตัวเองตามจริง ย่อมมีระดับความพึง

พอใจในชีวิต และประสิทธิภาพการทางานสูงตามไปด้วย นี่ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็น
ทักษะที่ทุกคนจะฝึกได้ เพื่อจะรู้จักตัวเองในมุมใหม่ รู้ว่าส่ิงที่คุณต้องการจริง ๆ คือ
อะไร และจะเดินไปในทิศทางใดเพื่อไปสู่ส่ิงนั้น ผ่านการเข้าใจเร่ืองเหล่าน้ี คือ การ
นึกถึงความผิดพลาดในอดีต ศัตรูตัวฉกาจของการมองโลกตามความเป็นจริง ความ
ถ่อมตนทางปัญญา วิธีพัฒนาการตัดสินใจที่กูเกิลให้ความสาคัญเทคนิคทบทวน
ตัวเอง เพื่อคน้ หาว่าเราเป็นคนแบบไหน

คนท่ชี อบทาตามใจตัวเอง คนที่ชอบเอาความคิดตัวเองเป็นหลัก คนท่ีคิด
ว่าตัวเองมีดีอยู่คนเดียว คนที่เอาแต่ใจ ในสังคมปัจจุบันไม่มีใครชื่นชมคนที่ไม่มอง
โลกตามความเป็นจริงเช่นน้ีเลย แต่มีไม่ก่ีคนที่สามารถทาสิ่งต่างๆโดยมองโลกตาม
ความเป็นจริงอยู่เสมอได้ ทุกคนอาจจะรู้สึกเสียดายถ้าไม่ได้พัฒนาทักษะท่ีทรงพลัง
ท่ีสุดในการใช้ชีวิตอย่างการมองโลกตามความเป็นจริงถ้าทุกคนรู้จักตัวเองมากขึ้น
ได้ปลดแอกตัวเองจากความเช่ือที่ผิดๆท่ีเคยมี และมองโลกตามสิ่งที่ควรจะเป็นได้
มากข้ึนในโลกปัจจุบันท่ีการแยกแยะว่าข้อมูลไหนเป็นเรื่องจริงน้ันเป็นเรื่องยากการ
มีทกั ษะนจ้ี ะช่วยยกระดับคุณภาพชีวติ ของคุณไดอ้ ย่างดแี นน่ อน

๒.๑.๔ หนงั สอื เรือ่ ง จิตวิทยา1%ทาให้คุณ"เหนือ"คน
หากคุณอยากรู้กลวิธีในการสร้างความประทับใจให้กับผู้คนท่ีได้พบเจอ

กับคุณได้ทันทีที่เจอกันจดจาคุณในภาพลักษณ์ท่ีดีอย่างที่คุณต้องการสร้างเพื่อน
ใหม่ได้เสมอในชีวิตหากคุณอยากรู้เคล็ดลับในการสร้างโอกาสและความก้าวหน้า
ในหน้าท่ีการงานหรือกระทั่งหากคุณเป็นเจ้าของกิจการและต้องการสร้างจุดแข็ง
สร้างความแข็งแกร่งในทางธุรกิจไปจนถึงการใช้จิตวิทยาเพ่ือจูงใจลูกค้า การรู้จัก
ใช้จิตวิทยาอย่างเหมาะสมคือการสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลและเป็นจุด
เล็กๆที่สร้างความแตกต่างในตอนจบและระหว่างทางได้อย่างมหาศาล ความสาเร็จ
เกี่ยวกับ 3 อย่าง 1.ความรู้ 2.ความสามารถ และ 3.ความพยายามน่ีคือส่ิงท่ีทุกคนรู้
แต่ยังมีอีกส่ิงท่ีสาคัญสุดสุดแต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง น่ันคือจิตวิทยาในการเอาชนะใจ
คนเพราะทกุ ส่งิ ทคี่ ุณทาคุณต้องทาร่วมกับคนเช่นคุณไปสมัครงานคุณก็ต้องเอาชนะ
ใจผู้ที่สัมภาษณ์งานของคุณคุณอยู่ในที่ทางานคุณก็ต้องเอาชนะใจเพื่อนร่วมงาน
และเจ้านายคุณทาธุรกิจหรือเป็นนักขายคุณก็ต้องเอาใจชนะลูกค้าคุณอยากสร้าง
เพื่อนสร้างคอนเน็คช่ันส์หาเพ่ือนช่วยเหลือและสนับสนุนคุณก็ต้องเอาชนะใจคนทุก
ความสาเร็จของคุณล้วนข้ึนอยู่ท่ีความสามารถในการเอาชนะใจคนและบางครั้งมัน
สาคัญยิ่งกว่าความรู้และความสามารถท่ีคุณมี คนสาเร็จล้วนมีทักษะไหวพริบและกล
ยุทธ์ในการเอาชนะใจคนอย่างแยบยลทั้งนั้นคนพวกนี้แทบไม่เคยถูกปฏิเสธแทบไม่
เคยมีปัญหาในการทางานรว่ มกบั คนอนื่ แทบไม่เคยล้มเหลวในสิ่งท่ีคาดหวังในธุรกิจ
และแทบไมเ่ คยพลาดทจ่ี ะสร้างคอนเนค็ ชนั่ ส์และสร้างโอกาสที่พวกเขาตอ้ งการ

๒.๑.๕ หนังสอื เรื่อง โตขึ้นมาเป็นความสขุ
หนังสือว่าด้วยการใช้ชีวิตให้มีความสุข โตขึ้นอยากเป็นอะไรเป็นวลีที่

หลายคนคุ้นเคยสมัยเด็กเราตอบตามแต่จะคิดได้ว่าเป็นครูเป็นหมอเป็นทหารเป็น
ตารวจแตกต่างกันไปแต่โตขึ้นมาแล้วหลายคนจะพบว่าเราไม่ได้เป็นตามน้ันเรา
ประกอบอาชีพที่ไม่เคยนึกฝันเม่ือยังเป็นเด็กอาชีพที่เรียนมาอาชีพที่บังเอิญสมัคร
แล้วได้อาชีพท่ีเราไม่อยากทาแล้วก็พบว่าเราโตข้ึนมาเป็นคนท่ีไม่มีความสุขหนังสือ
เลม่ น้จี ะพาเราไปสารวจและทบทวนแงม่ ุมตา่ งๆของชีวิตทงั้ ความคดิ ความรู้สึกและส่ิง
ที่เราทาว่าอย่างไรเราจะโตข้ึนมาเป็นคนที่มีความสุขซึ่งมีหลายข้อที่เราคิดว่า
น่าสนใจเช่นทาให้แน่ใจอยู่เสมอว่าชีวิตนี้ยังเป็นของเราไม่ใช่ของใครไม่มีอะไรท่ี
เราทาไปควรนับเป็นความล้มเหลวในภายหลังความสุขเล็กๆน้อยๆดีกว่ามีความสุข
แบบมากๆจงเป็นนายตัวเองให้ได้การอยู่คนเดียวเป็นส่ิงที่จาเป็นความสุขน่าจะเป็น
สิ่งท่ีมีค่ามากที่สุดบนโลกนี้เพราะใครใครก็อยากมีความสุขเพราะใครใครก็ตามหา
ความสขุ แต่แปลกที่ยิ่งมคี วามสุขยิ่งตามหาความสุขความสุขยิ่งกลายเป็นของหายาก
เรายิ่งรู้สึกเป็นคนอ่ืนคนไกลกับความสุขเม่ืออายุมากขึ้นแล้วมองย้อนกลับไปเรา
พบว่ายิ่งโตมาเราย่ิงทาความสุขหล่นหายอายุมากขึ้นแต่ความสุขกลับลดลงหนังสือ
เล่มน้ีได้เขียนข้ึนเพื่อหาคาตอบร่วมกันระหว่างคนเขียนกับคนอ่านว่าเราจะทา
อย่างไรกบั ชวี ิตไดบ้ า้ งเพ่อื ท่ีจะมีความสุขกบั ชวี ติ

๒.๑.๖ หนังสือเร่ือง เพราะเรยี นร้จู งึ เติบโต
ชีวิตมักมีเรื่องราวชวนให้เราประหลาดใจอยู่เสมอ บ่อยคร้ังท่ีเหตุการณ์

ในอดีตเกิดขึ้นและจบลงตามเวลาท่ีล่วงเลย เม่ือลองนึกย้อนไปถึงสิ่งท่ีเคยเกิดข้ี
นบางเรื่องกลับให้แง่คิดกับเรา เพียงแต่ตอนนั้นเรายังเด็กเกินไป หรือเพียงแค่มัน
ไมไ่ ดเ้ กดิ ข้นึ กับเราโดยตรง ผมมักจดบันทึกเร่ืองราวที่ผ่านเข้ามา แม้จะไม่รู้ในทันที
ว่าส่ิงท่ีเกิดข่ึนให้แง่คิดอะไรกับเรา แล้วให้เวลาทาให้เราค่อยๆ เรียนรู้เม่ือเราได้
กลับไปทบทวนเร่ืองราวเหล่าน้ันอีกคร้ัง หนังสือเล่มน้ีจึงไม่ต่างจากบันทึกการ
เดนิ ทางทางความคิดที่บอกเล่าสิ่งต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องราวจะร้ายหรือดี ทุก
อย่างผ่านมาเพื่อให้เราเรียนรู้และเติบโตข้ึน เพียงแต่ว่าเราจะเปิดใจรับมันหรือไม่
เท่าน้ันเอง เม่ือแต่ละวันผ่านไป หากลองทบทวนดูว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง คงได้
หลายบทเรียน ถ้ายิ่งนับเป็นเดือนเป็นปีด้วยแล้วจะย่ิงพบว่าชีวิตเรามีสิ่งต่างๆ ให้
เรยี นรอู้ ยา่ งไม่มจี ดุ สนิ้ สุด บางเรื่องคิดว่าเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้ว แต่พอเจอโจทย์
ท่ีคล้ายกันกลับไม่รู้จะแก้มันอย่างไร นี่อาจเป็นเสน่ห์อย่างหน่ึงในการใช้ชีวิต แต่ละ
คนก็มีบทเรียนแตกต่างกันไป และเราได้รู้เร่ืองราวของคนรอบตัวผ่านการ
แลกเปล่ียนมุมมองและส่ิงที่ได้เรียนรู้จากวิชาท่ีชื่อว่า ชีวิต อย่าลืมเล่าเรื่องของคุณ
ให้ใครสักคนฟัง ไม่แน่ว่าเขาเองอาจมีประสบการณ์แบบเดียวกัน หรืออย่างน้อยถ้า
ต่างคนต่างยังไม่เคยเจอส่ิงเหล่านั้นมาก่อน ก็จะได้ค่อยๆ เรียนรู้และเติบโตไปพร้อม
กัน

๒.๑.๗ หนังสอื เรื่อง คนสาเร็จเขามีนิสัยแบบไหน?
นานเท่าไหร่แล้วที่คุณ... เฝ้ารอว่าชีวิตจะดีข้ึนอย่างปาฏิหาริย์ หวังว่า

โชคชะตาจะบันดาลให้รวยขึ้น ฝันลมแล้งๆ ว่า ปัญหาที่มีจะหายไปเอง แล้วเม่ือไหร่
ส่ิงเหล่าน้ีจะเกิดขึ้นจริง? "หนังสือเล่มนี้จะเปลี่ยนชีวิตคุณภายใน 30 วัน" ด้วย
เทคนิค เคล็ดลับ และแบบฝึกหัด ที่จะนาไปใช้ปรับปรุงชีวิตได้ดีกว่าที่คุณคาด เพียง
แค่ฝึกฝนอย่างต่อเน่ืองและสม่าเสมอ ฝันทุกอย่างก็สามารถเป็นจริงได้ด้วยมือของ
คุณเอง

1. เขียนเรอื่ งราวของคณุ ใหม่
2. วินัยในตนเองและความมุ่งมนั่
3. จงรบั ผิดชอบชวี ิตของตัวเองอยา่ งเตม็ ที่
4. ทางเลือกและการตัดสนิ ใจ
5. จงเลือกความคิดของตัวคณุ เอง
6. ความเช่ือของคณุ คอื อะไร
7. ความสาคัญของทศั นคติในตัวคุณ
8. ทุกส่งิ ทกุ อย่างอยทู่ ่ีเลือกจะมอง
9. จงอกทนและอยา่ ล้มเลิกเดด็ ขาด
10. จงเรยี นรู้ "วธิ คี ดิ ของเอดสิ นั “
ฯลฯ
ถ้ า ท า สิ่ ง พ ว ก นี้ ไ ด้ จ ะ ท า ใ ห้ คุ ณ มี วิ นั ย ใ น ต น เ อ ง เ เ ล ะ เ ป็ น ค น ที่ ป ร ะ ส บ
ความสาเร็จไปอีกข้ัน การที่จัดระเบียบว่าจะทาอะไรบ้างเป็นส่ิงเเรกท่ีคุณต้องทา
เพราะเม่ือคุณเริ่มทาเเล้ว ทุกอย่างจะไม่ปนกันมั่วจนคุณเวียนหัว ไม่ว่าคุณจะทา
อะไรก็ตาม คุณต้องมีความกล้าหาญ ทุกครั้งที่คุณตัดสินใจ มักมีใครบางคนคอย
บอกคุณว่า คุณกาลงั ตดั สนิ ใจผดิ จงเชอื่ มั่นในตนเอง คนทพี่ ูดวา่ ทาไม่ได้หรอก ควร
หลีกไปให้พ้น อย่าเกะกะคนท่ีกาลังทาอยู่ เม่ือเช่ือม่ันในตนเองเเล้วก็จะประสบ
ความสาเรจ็

๒.๑.๘ จิตวทิ ยาในชวี ิตประจาวนั
ความคิด เป็นผลท่ีเกิดจากการรู้คิดที่เป็นกระบวนการทางานของสมอง

(Mental Process) การรู้คิดเป็นการปรุงแต่งต่อจากการรับรู้ ดังน้ันแต่ละความคิด
จึงแตกต่างกันได้ เนื่องจากอิทธิพลของวัย เชาวน์ปัญญา ประสบการณ์การเรียนรู้
สติสัมปชัญญะ ความจา การระลึกได้และคุณภาพของใยประสาท การคิดแยกออก
ได้เป็น 2 กล่มุ ใหญ่ ๆ คือ

- การ คิด ท่ีไม่มีจุด มุ่งหมาย หรือการ คิดแบบเช่ือมโ ยง (Associative
Thinking) คือ การปล่อยจิตใจไปเร่ือย ๆ ไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัด
และแบง่ ออกได้เป็น 3 แบบย่อย ๆ คือ
1) การเชื่อมโยงเสรี (Free Association) เป็นความคิดท่ีเกิดจากการ
เชื่อมโยงความรู้สึกสัมผัสสิ่งเร้าเข้าด้วยกัน เป็นการเชื่อมโยงหลาย
ความคิดเข้าด้วยกัน ให้ชับซ้อนยิ่งขึ้น รวมไปถึงจากความคิดหนึ่ง
เชื่อมโยงใหเ้ กดิ ความคิดอกี ความคิดหนง่ึ ด้วย
2) การฝันกลางวัน (Day Dreaming) หรือนึกฝัน (Fantasy) เป็นการ
ร ว ม ค ว า ม คิ ด ใ ห้ เ ป็ น เ ร่ื อ ง ร า ว อั น เ ป็ น ภ า พ ส ะ ท้ อ น ใ ห้ เ ห็ น ถึ ง ค ว า ม
ปรารถนาของมนุษย์
3) การฝันขณะหลับ (Night Dreaming) เป็นการคิดเช่ือมโยงขณะ
หลับมีความสมจริงเป็นเรอ่ื งราว ซงึ่ ผู้ฝันไมท่ ราบขณะน้ันว่าเป็นความฝัน
จะทราบก็ต่อเมอื่ ตนื่ ขน้ึ แลว้ และยังคงจาความฝนั นน้ั ได้

- การคิดท่ีมีจุดมุ่งหมาย (Directed Thinking) เป็นการคิดทบทวนเพ่ือหา
คาตอบทด่ี ีท่ีสุด จาแนกได้เป็น 3 แบบยอ่ ย ๆ คอื
1) การอุปนัย (Induction) หมายถึง การสรุปเป็นกฎเกณฑ์จากผลการ
สังเกตเป็นบางส่วน
2) การนิรนัย (Deduction) หมายถึง การคิดจากข้อความหนึ่งไปยังอีก
ข้อความหนึง่ ตามหลักตรรกวิทยา (Logic)

3) การแก้ปัญหา (Problem Solving) การท่ีสภาพที่ต้องการเกิดความ
แตกต่างจากสภาพท่ีเป็นอยู่จะเกิดปัญหาขึ้น การทาให้ความแตกต่างนี้
หมดไป คือการแก้ปญั หามนุษยจ์ ึงมปี ัญหาให้แก้อยู่ตลอดเวลา
1. การพัฒนาการคิด การพัฒนาการรู้คิดได้อาศัยแนวคิดของ เพียเจท์ (Jean
Page) ที่ได้ให้แนวคิดในทฤษฎีการรู้คิดไว้ พอสรุปได้ว่า ความแตกต่าง
ทางการรู้คิดหรือสติปัญญา ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่นั้นเป็นการแตกต่างของ
โครงสร้างการคิดทางด้านคุณภาพ (Qualitatve) มากกว่าทางด้านปริมาณ
(Quantitative) เพียเจท์ในฐานะเป็นนักทฤษฎีการรู้คิดได้วางรากฐานความ
เข้าใจในพัฒนาการด้านน้ีออกเป็นข้ันตอนตามลาดับโดยไม่อาจย้อนกลับได้
และมีความแตกต่างทางด้านคุณภาพ เขาได้แบ่งขั้นตอนการพัฒนาการรู้คิด
ออกเปน็ 4 ขั้นตอนที่สาคัญ ดังต่อไปนี้
1.1 ขั้นประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ (Sensori-motor Stage) การรู้คิดขั้น
พ้ืนฐานนี้เกิดกับเด็กในช่วงอายุแรกเกิดถึง 2 ปี เด็กจะพัฒนาสติปัญญาด้วย
การเรียนรู้ สภาวะแวดล้อมตัวเองด้วยการ ใช้ปร ะสาทสัมผัส แล ะการ
เคลอื่ นไหวเพือ่ รบั รแู้ ละกระทาต่าง ๆ ของตน
1.2 ข้ันเริ่มคิดเริ่มเข้าใจ (Pre-operational Thought Stage) เป็นข้ันการสร้าง
ความคดิ ความเข้าใจตามการรับรู้ของตนซึ่งแยกออกได้เป็น 2 ขั้นย่อย คือ ข้ัน
คิดเบ้ืองต้น เมื่ออายุประมาณ 2 ถึง 4 ปี เด็กจะคิดเอาแต่ใจของตนโดยคิดว่า
คนอื่นคิดเหมือนตน มีการรู้จักใช้สัญลักษณ์ การรู้ภาษา ซ่ึงทาให้เด็กสามารถ
สื่อสารได้ และอีกข้ันหน่ึงคือ ข้ันคิดออกเองโดยไม่ต้องมีเหตุผล เมื่ออายุ
ประมาณ 4 ถึง 7 ปี เด็กจะเริ่มแยกความจริงในส่ิงที่เขาคิดออกจากความจริงที่
เกิดข้ึนในธรรมชาติ และเริ่มทาความเช้าใจกับความคิดอ่านในแง่มุมอื่น เด็ก
จะเริ่มมีความคล่องในการเปรียบเทียบและเริ่มต้นพัฒนาการคิดในเรื่องการ
ทรงสภาวะหรอื การอนุรักษ์ของวตั ถุสง่ิ ของ

1.3 ข้ันใช้ความคิดทางรูปธรรม (Concrete Operational Stage) เกิดเม่ือ
อายุประมาณ 7 ถึง 12 ปี ในข้ันนี้เด็กจะสามารถคิดได้อย่างมีเหตุผล มี
ความคิดท่ีเป็นอิสระ สามารถใช้สัญลักษณ์และภาษาได้อย่างถูกต้องและ
กว้างขวาง สามารถคิดย้อนกลับได้ รู้จักแบ่งแยก จัดหมวดหมู่ และลาดับของ
ส่ิงต่าง ๆ รู้จักองค์ประกอบ ลาดับจากเล็กไปหาใหญ่ จากต่าไปสูง เด็กจะ
พัฒนาการคดิ ดว้ ยการจบปัญหาได้โดยอาศัยเหตุและผลจากสติปัญญามาช่วย
อธิบายการกระทาต่าง ๆ ของสง่ิ แวดล้อมได้
1.4 ขั้นความคิดเชิงนามธรรม (Formal Operational Stage) เป็นพัฒนาการ
ข้ันสูงสุดของบุคคลซึ่งจะเกิดข้ึน เมื่ออายุตั้งแต่ 12 ปีข้ึนไป โดยที่เด็กจะ
สามารถคิดได้โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุเป็นสื่อเหมือนขั้นการคิดแรก ๆ ลักษณะ
สาคัญของการคิดข้ันนี้คือ มีความสามารถในการคิดแบบรวบยอดได้ รู้จักคิด
ในเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความหมาย รู้จักต้ังข้อสมมติฐานและทดสอบข้อ
สมมติฐานในการคิดได้ การคิดน้ีจึงนับว่าเป็นการคิดท่ีมีคุณภาพเพราะ
ประกอบด้วยการใช้เหตุผลในการพิจารณาไตร่ตรองปัญหาหรือการกระทา
ของสง่ิ ต่าง ๆ ทีเ่ กิดขึน้ อย่างสลับชับชอ้ นไดอ้ ยา่ งรอบคอบและลกึ ซ้ึง

จากแนวคิดการพัฒนาการคิดของเพียเจท์ พอสรุปได้ว่า พัฒนาการคิด
ของบุคคลคือความสามารถในการที่จะจัดระบบกับสิ่งแวดล้อม นาการรับรู้
สิ่งแวดล้อมเข้ามาคิดพิจารณาและทาความเข้าใจ โดยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง
ทางการคิดอนั เกิดจากการมปี ระสบการณ์เพิม่ ขึน้

2. ปจั จยั ทมี่ ีอทิ ธิพลต่อการคิดและวิธีการส่งเสริมการรู้คิด ปัจจัยพื้นฐานสาคัญ
ต่อการพัฒนาสติปัญญาของบุคคลดังได้กล่าวมาตอนตันแล้ว ได้แก่ ประสาท
สัมผัส กล้ามเนื้อ สมองและระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งปัจจัยท่ีกล่าวมานี้ล้วน
เป็นปัจจัยทางพันธุกรรม และได้ถูกขยายให้สามารถใช้เป็นเคร่ืองมือในการ
พฒั นาสตปิ ญั ญาตอ่ ไปอกี จากปัจจัยทางสภาพแวดล้อม ซึ่งไดแ้ ก่

2.1 ครอบครวั กบั การอบรมเล้ียงดู สาระสาคญั ของหัวขอ้ นไ้ี ดแ้ ก่
1) พ่อแม่ควรระลึกข้อเท็จจริงท่ีว่า พัฒนาการทุกด้านมีความเกี่ยวข้อง
กันอย่างใ กลัชิด พัฒนาการ รู้ คิ ด และสติปัญญา ย่อมสัมพันธ์กั บ
พัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์สังคม และจริยธรรม พ่อแม่จึงควรให้
ความเอาใจใส่ดูแลเด็กโดยเฉพาะในวัยตอนต้น ให้มีการกินอยู่และหลับ
นอนอย่างถูกสุขลักษณะ ให้เหมาะสมกับอัตราการเจริญเติบโตทาง
ร่างกายที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ความสมบูรณ์และความมีคุณภาพทางการ
รคู้ ดิ และการพฒั นาสตปิ ัญญาและการมีความสามารถนั้นย่อมเกิดได้ดีใน
ร่างกายทม่ี สี ขุ ภาพสมบูรณ์ปราศจากโรคภยั เท่านน้ั
2) พ่อแม่และครอบครัวจะต้องจัดหาประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยกระตุ้น
หรือเสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็ก เด็กที่ควรได้รับการเรียนรู้เริ่มด้วยวัย
ก่อนเข้าเรียนและวัยเรียนระยะแรก ซ่ึงในช่วงวัยน้ีจะมีความคิดและ
จินตนาการสูง เด็กจะโกรธง่ายหายเร็ว ดังน้ัน พ่อแม่จึงควรรู้จักจัด
ประสบการณ์ต่าง ๆ ให้แก่เด็ก เช่น พาเด็กไปยังสถานท่ีต่าง ๆ เพ่ือช่วย
ให้เด็กได้รู้เห็นส่ิงต่าง ๆ ภายนอกบ้านได้กว้างขวางย่ิงข้ึน หรืออาจหา
ภาพ หนังสือให้อ่าน และให้เกิดประสบการณ์ตรงในกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือ
เป็นส่ิงเร้าให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดความ
กระตือรือร้นอยากจะเกิดการเรียนรู้อันเป็นการช่วยเสริมท้ังบุคลิกภาพ
และสติปญั ญากบั การรคู้ ิดใหแ้ ก่เดก็
3) ฝึกให้เด็กรู้จักพ่ึงตนเองอย่างเป็นอิสระ นับว่าเป็นส่ิงสาคัญในการ
พัฒนาสติปัญญาและการ รู้ คิด พ่อแม่จึงควร เปิด โ อกาสใ ห้เด็กมี
ประสบการณ์ในการทากิจกรรมต่าง ๆ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง การที่
เด็กได้กระทานั้นทาให้เขารู้สึกว่าคนมีคุณค่าและมีความสาคัญ เพราะ
การกระทาจะทาให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นประสบการณ์ตรงที่ช่วย
พัฒนาความรู้ ความคิดและความเข้าใจเพ่ิมเติมจากสิ่งที่เขาได้รับการ
บอกเลา่ หรือจากการอา่ น การฟงั จากผ้อู ืน่

4) พ่อแม่และสมาชิกทุกคนในครอบครัวรวมทั้งตัวเด็กเองจะต้องช่วยกัน
สร้างความสัมพันธ์อันดีและสร้างสรรค์ต่อกัน การยอมรับฟังซึ่งกันและ
กนั ดว้ ยเหตผุ ลและพยายามให้มีการสื่อสารกันในครอบครัวแบบสองทาง
เน่ืองจากเด็กยังขาดประสบการณ์ยังต้องได้รับคาแนะนาจากผู้ใหญ่
หน้าทข่ี องผู้ใหญ่และพ่อแมใ่ นครอบครัวจึงอยู่ที่การดูแลเอาใจใส่เด็กให้
ก้าวไปอย่างม่ันใจในส่ิงแวดล้อมใหม่ ๆ จนเขาสามารถปรับตัวได้และ
เป็นทยี่ อมรบั ของสงั คม
2.2 โรงเรียน อันเป็นสถาบันการศึกษาที่รวมถึงหลักสูตรและการสอนที่มี
ความสาคัญต่อเด็กและเยาวชน ที่ช่วยในการพัฒนาเสริมสร้างการเติบโตทาง
สติปัญญาและความสามารถ เพราะเด็กมีโอกาสอย่างมากในการได้รับ
ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีจะเอื้อต่อการพัฒนาการรู้คิด และพัฒนาจิตลักษณะ
ท่ีพึงปรารถนา สิ่งที่โรงเรียนสามารถจัดให้เด็กมีประสบการณ์ตรงได้คือ
หลักสูตร เพราะเป็นส่วนท่ีมีเน้ือหาวิชาและวิธีการเรียนการสอนที่ถ่ายทอด
ให้แก่เดก็ และมีการจัดประสบการณ์เสริมให้แกเ่ ด็ก คอื กิจกรรมเสริมหลักสูตร
ซึ่งกระทากันในรูปของการฝึกหัดและการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ภายนอก
ห้องเรยี น การจัดประสบการณ์ตรงและเสริมน้ันช่วยให้เด็กรู้จักใช้เวลาอย่างมี
คา่ ให้เกิดประโยชนต์ ่อตัวเอง โรงเรยี นจงึ ควรตระหนกั ในสง่ิ ต่อไปน้ี
1) โรงเรียนจะต้องสามารถตอบสนองความต้องการและความสนใจของ
เดก็ ตามวยั ตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งครอบคลมุ และเหมาะสม
2) ครูในโรงเรียนจะต้องเรียนรู้และเข้าใจลักษณะธรรมชาติของเด็ก
ภายใตค้ วามรับผดิ ชอบของตน
3) เนื้อหาในหลักสูตรและวิธีสอนหรือการถ่ายทอดเนื้อหาควรสอดคล้อง
กับลักษณะธรรมชาติของเด็ก
4) โร งเรียนต้องถือเป็นหน้าที่สาคัญในการ จัด ปร ะสบการ ณ์ท่ีมี
ความหมายแกเ่ ดก็

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ปัจจัยทางด้านครอบครัวและวิธีการอบรมเล้ียงดู
และปัจจัยทางสถาบันการศึกษา ล้วนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลที่สาคัญยิ่งต่อการพัฒนา
บุคคลในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะการเสริมสร้างการรู้คิดให้เด็กได้มีอย่างกว้างขวาง
และลึกซ้งึ สามารถขยายองคค์ วามรู้เดิมใหส้ ัมพันธก์ ับความรู้ใหม่ท่ีเกี่ยวข้องสัมพันธ์
กั น กั บ ส่ิ ง ท่ี เ กิ ด ขึ้ น แ ล ะ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม แ ล ะ ปั จ จั ย ท้ั ง ส อ ง นี้ ต้ อ ง
เอ้อื อานวยกันและกนั เปน็ อยา่ งดีเดก็ จงึ จะเกิดการพัฒนาการรู้คดิ ได้อยา่ งมีคุณภาพ

๒.๑.๙ เพราะความเศรา้ ของเราไม่เทา่ กัน
ความเศร้า ในยุคหนึ่งสังคมเคยเช่ือว่ามันเป็นเร่ืองส่วนบุคคล แต่ใน

ปัจจุบัน ความเศร้า และผลกระทบของมันที่ตามมาได้แสดงให้คนในเกือยทุกสังคม
มองเหน็ แลว้ วา่ เอาเข้าจรงิ มนั อาจจะไม่ใช่เรื่องส่วนบคุ คลอีกต่อไป หากแต่มันกลาย
มาเป็นเร่ืองของสังคมส่วนรวม เพราะหลายปีมานี้ความเศร้าแสดงให้เห็นผลกระทบ
ของมันออกมาในวงกว้าง อาจจะด้วยความรู้และความเข้าใจท่ีพัฒนามากข้ึนจน
หลายคนเร่ิมรับรู้ว่า ความเศร้า เป็นสาเหตุหนึ่งของ โรคซึมเศร้า ท่ีส่งผลโดยตรงต่อ
สังคมในปัจจุบัน หลายครั้งในอดีตการเห็นข่าวของคนที่ฆ่าตัวตายหลายคนอาจจะ
คาดไม่ถึงว่ามันคือผลของความเศร้า และหลายคนก็ไม่คิดว่ามันเป็น โรค ท่ีจาเป็น
จะต้องได้รับการรักษา แต่ในช่วงเวลาต่อมาสังคมได้เรียนรู้และทาความรู้จักกับมัน
มากยิ่งข้ึนและเร่ิ มท่ีจะเข้าใจ ความเศร้ า ข้ึนมาบ้างในร ะดับหนึ่ง แต่ด้วย
สถานการณก์ ารระบาดของโควิด-19 ในช่วงน้ี อาจจะย่ิงทาให้ ความเศร้า และ โรค
ซึมเศร้า ขยายตัวและทวีความรุนแรงมากยิ่งข้ึน อันอาจจะเป็นผลทางตรงและ
ทางอ้อมของการระบาดของโควิด-19 ย่ิงในช่วงเวลาแบบนี้ท่ีเราต้องประคองใจและ
ประคองร่างกายของเราให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากแสนยากน้ีไปให้ได้ ความเศร้า จึง
ไมใ่ ชเ่ ร่อื งทเี่ ราควรมองขา้ ม

เพราะความเศร้าของเราไม่เท่ากัน หนังสือที่จะพาคนอ่านไปทาความ
เขา้ ใจกบั ความเศรา้ ผ่านมมุ มองของผู้เขยี น ในฐานะของคนที่เป็นซึมเศร้า และเป็น
โรคทมี่ ีผลโดยตรงมาจากความเศร้า และเคยคิดท่ีจะแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยทางเลือก
ที่เคยเกิดข้ึนกับหลายคนมาแล้ว แต่ผู้เขียนก็ยังคงประคองใจของตัวเองให้ผ่าน
เหตุการณค์ ร้ังนน้ั มาได้

เน้ือหาใน เพราะความเศร้าของเราไม่เท่ากัน ถูกเขียนออกมาเป็นตอน
ส้ัน ๆ ที่จะช่วยให้เรารู้จัก ความเศร้า ของบุคคล บุคคลหน่ึงให้มากย่ิงขึ้น ทั้งใน
มุมมองของการเกิดข้ึน การรู้สึกถึงมัน การรับมือและการลุกข้ึนยืนอีกครั้งหลังความ
เศร้าผ่านพน้ ไป นอกจากนี้เนื้อหาใน เพราะความเศร้าของเราไม่เท่ากัน ยังช่วยเปิด
มิติมุมมองในบางด้านให้กับเราในฐานะของคนอ่าน ให้ได้ทาความเข้าใจและลอง
เรียนรู้ความนึกคดิ ของคนท่ีซมึ เศร้า ว่าในช่วงเวลาต่าง ๆ นั้นเขากาลังคิดอะไร และ
เขาจะรบั มือหรือจัดการกบั มันอยา่ งไร

แตท่ งั้ หมดน้ี เราในฐานะของผู้อ่านก็ต้องไม่ลืมว่า "เพราะความเศร้าของ
เราไม่เท่ากัน" เน้ือหาในหนังสือเล่มน้ีจึงเป็น บันทึกความเศร้า ของคนคนหน่ึง
เท่าน้ัน ท่ีมันอาจจะช่วยให้เราเข้าใจโลกของความเศร้าของใครบางคนได้มากขึ้น
และมันอาจจะช่วยให้เราไม่ตัดสินในสิ่งที่เขาเป็นจากมุมมองเพียงด้านเดียวของตัว
เราเอง

บทท่ี ๓

วิธกี ารดาเนนิ งานโครงงาน

๓.๑ ขน้ั ตอนการดาเนนิ งาน
ขั้นตอนการทางานในช่วงการปฏิบัติงาน มีการวางแผนตามขั้นตอน

ต่างๆ ดังตาราง

ตารางแสดงข้ันตอนการทางานในชว่ งการปฏิบตั งิ าน

ระยะเวลา (เดอื น)

ท่ี การดาเนนิ งาน เดือน เดือน เดือน เดอื น

มถิ ุนายน กรกฎาคม สิงหคม กันยายน

๑. เลือกหวั ข้อทส่ี นใจ ✔

๒. ค้นหาเอกสารทเี่ กยี่ วข้อง ✔

๓. ศกึ ษาข้อมูล ✔✔

๔. รวบรวมขอ้ มลู ทศ่ี ึกษา ✔✔

๕. วเิ คราะห์ ✔

๖. สรปุ ผล ✔

๗. นาเสนอโครงงาน ✔

ตารางที่ ๓.๑ ข้นั ตอนการทางานในช่วงการปฏิบัตงิ าน

๓.๒ ข้ันตอนการดาเนินงาน
๑. ทาการพดู คุยเพ่อื เลอื กหัวขอ้ ท่ีสนใจกบั เพอ่ื นร่วมกลมุ่
๒. เม่อื ได้หวั ข้อท่สี นใจแล้วจากนัน้ ค้นหาเอกสารที่เกี่ยวขอ้ งที่ห้องสมุดกบั
เพ่ือนร่วมกลมุ่
๓. ศึกษาขอ้ มลู จากเอกสารทเ่ี กีย่ วข้อง
๔. สรุปขอ้ มลู จากเพื่อนรว่ มกลุ่มทกุ คนแล้วนามาวเิ คราะห์หาความเชือ่ มโยง
ในเรื่องต่างๆ
๕. สรุปความเกย่ี วขอ้ งท้งั หมดจากนน้ั จัดทาเลม่ รายงาน
๖. นาเสนอ

บทที่ ๔

การศกึ ษาวเิ คราะห์

๔.๑ ผลการศกึ ษาวเิ คราะห์
การศึกษารูปแบบทางจติ วทิ ยาเพื่อพัฒนาความคดิ ด้วยการศกึ ษาขอ้ มูล

แสดงดงั ตาราง

ตารางบนั ทกึ ผลการศกึ ษาวเิ คราะห์

บทท่ี ๕

สรุปผล อภิปราย และขอ้ เสนอแนะ

๕.๑ สรุปผลการดาเนนิ งาน
โครงงานเร่ือง การศึกษารูปแบบทางจิตวิทยาเพ่ือพัฒนาความคิดนี้ ได้

ถกู จัดทาขึ้น เพ่อื ศกึ ษาและวิเคราะห์หารูปแบบทางจิตวิทยาเพ่ือพัฒนาความคิด เพ่ือ
สังเคราะห์แนวคิดร่วมกันของทางคณะผู้จัดทา ดังนั้นจากการจัดทาโครงงานคณะ
ผู้จัดทา จึงพบว่า การศึกษาและจัดทาโครงงานศึกษาค้นคว้าน้ี จะทาให้ทางคณะ
ผู้จัดทามีทักษะและความรู้ความเข้าใจในเร่ืองของศาสตร์ทางจิตวิทยาและรูปแบบ
แนวคดิ ในการพัฒนาตนเอง ดังน้ี

๕.๓ ขอ้ เสนอแนะและแนวทางในการพฒั นา
๑) คณะผู้จัดทาโครงงานควรมีการติดต่อส่ือสารกันตลอดการปฏิบัติงาน
เพื่อท่ีจะสามารถทาการประชุมหรือวางแผนการทางาน และแก้ไขปัญหา
ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซ่ึงจะส่งผลให้การทางานเป็นไปตามแผน
ทวี่ างไวแ้ ละมีประสทิ ธิภาพมากยง่ิ ขนึ้
๒) ศึกษาหาองค์ประกอบความรู้ท่ีจาเป็นสาหรับโครงงานเพ่ิมเติม หรือขอ
ค า แ น ะ น า จ า ก ผู้ มี ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ใ ห้ ค อ ย ช่ ว ย เ ห ลื อ ใ น ก า ร ท า โ ค ร ง ง า น
บางส่วน

บรรณานกุ รม

ภาคผนวก

ขอ้ มูลกลมุ่ ผทู้ าโครงงาน

ประวตั ิผจู้ ดั ทาโครงงาน :
ชื่อ-สกุล :
ชอื่ เรอ่ื ง (ชื่อโครงงาน) :
ระดับชนั้ :
วนั เดอื น ปี ท่เี กดิ :
ท่อี ยู่ปัจจบุ นั :
ประวัติการศกึ ษา :


Click to View FlipBook Version