ธ ร ร ม นิ เ ท ศ
(Dhamma Communication)
รวบรวมโดย
พระครวู าปจี นั ทคณุ , ดร.
ผู้อานวยการวทิ ยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
-----------------
อนสุ รณ์งานพระราชทานเพลงิ ศพ
นางเตมิ พันธแ์ กว้
๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๒
ธ ร ร ม นิ เ ท ศ
(Dhamma Communication)
ISBN : 978-616-3003419-2
ผู้เรียบเรยี ง : พระครวู าปีจันทคุณ,ดร.
วิทยาลยั สงฆร์ อ้ ยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ : พระมหาดาวสยาม, ผศ,ดร.
รศ.ดร.หอมหวล บวั ระภา
ผศ,ดร.ธีรพงษ์ มไี ธสง
พิสจู น์อกั ษร : นายสน่ัน ประเสรฐิ
จัดรูปเลม่ : พระครปู ลัดสมหมาย อตฺถสทิ ฺโธ,ดร. ดร.ไพฑรู ย์ สวนมะไฟ
พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๓ : พฤษภาคม ๒๕๖๒
จานวนพมิ พ์ : ๕๐๐ เลม่
ราคา : ๑๕๐ บาท
พิมพ์ท่ี : เอม่ี ก๊อปป้ี เซ็นเตอร์ เลขที่ ๘๘/๒๗ ถนนเหลา่ นาดี ตาบลในเมือง
อาเภอเมืองขอนแกน่ จงั หวัดขอนแก่น ๔๐๐๐๐
โทร. ๐๔๓-๓๐๖-๘๔๕, ๐๘๕-๐๑๐๑-๓๙๕
Email: [email protected]
จดั พิมพโ์ ดย : วิทยาลยั สงฆ์ร้อยเอด็ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
ลขิ สทิ ธ์ิของวิทยาลยั สงฆ์ร้อยเอด็ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย /หา้ มลอกเลยี นไม่วา่ ส่วนใด
ส่วนหน่ึงของตาราเล่มนี้ นอกจากจะไดร้ บั อนุญาต เป็นลายลักษณอ์ กั ษรเทา่ นั้น
คาํ นาํ
ตําราวิชา “ธรรมนิเทศ” (Dhamma Communication) รหัสวิชา ๐๐๐ ๒๖๒
เลมน้ี จัดทาํ ขึน้ เพ่ือใชประกอบการสอนในสาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆรอยเอ็ด
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
ในการรวบรวมตําราเลมน้ี มีท้ังหมด ๙ บท โดยการศึกษาคนควาและรวบรวม
เอกสารจากผูทรงคุณวุฒิทนี่ าํ มาอา งองิ ไดเ รยี บเรยี งเอาเนอื้ หาสาระเกีย่ วกับความรูเบื้องตน
เกี่ยวกับธรรมนิเทศ หลักการและวิธีการเผยแผพระพุทธศาสนา ศิลปะการเขียนบทความ
ทางวิชาการ หลักการพูดในท่ีชุมชน การพัฒนาบุคลิกภาพในการพูด การเทศน การ
ปาฐกถา การอภิปราย และการใชส่ือประกอบการบรรยาย เพื่อใหการเรียนการสอน
บรรลุผลและเปนไปตามแนวทางท่ีกําหนดไวในหลักสูตร ผูเรียนควรศึกษาเพ่ิมเติมจาก
หนังสืออางอิงและหนังสือตําราอื่นๆที่เกี่ยวของกับการศึกษาเพ่ือจะไดมีความรูความเขาใจ
ในรายวชิ าธรรมนิเทศไดล กึ ซึ้งและสมบรู ณย ิ่งข้นึ
ขอขอบคุณผูทรงคุณวุฒิเจาของเอกสารตําราทางวิชาการ ดังท่ีปรากฏใน
บรรณานุกรมของเอกสารประกอบการสอนเลมน้ี ซ่ึงผูเรียบเรียงไดใชเปนแนวทางในการ
รวบรวมขอ มลู ในการจัดทําเอกสารประกอบการสอนเลม นี้ จนสาํ เร็จลลุ ว งไปดว ยดี
หวังเปน อยางย่ิงวา ตําราเลมน้ีจะเปนประโยชนใหแกนิสิตและผูสนใจดานธรรม
นิเทศ อนงึ่ การเรียบเรียงอาจจะไมครบถวนท้ังหมด หากแตมีขอบกพรองผิดพลาดประการ
ใด ผูเรียบเรียงก็พรอมนอมรับคําแนะนําตางๆ เพ่ือจะไดนําไปปรับปรุงแกไขใหสมบูรณใน
โอกาสตอ ไป
พระครูวาปจันทคณุ ,ดร.
๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒
สารบญั หนา้
ก
เรอื่ ง ข
คานา ๑
สารบญั ๑
บทที่ ๑ ความรู้เบ้อื งตน้ เก่ียวกับธรรมนเิ ทศ ๒
๔
๑.๑ ความนา
๑.๒ ความหมายของธรรมนิเทศ ๑๗
๑.๓ ความสาคัญของธรรมนิเทศ ๒๑
๑.๔ วตั ถุประสงค์ของธรรมนเิ ทศ ๒๖
๑.๕ ธรรมนเิ ทศในพระพุทธศาสนา ๓๓
๑.๖ ธรรมนิเทศกับนเิ ทศศาสตรแ์ ละการประยกุ ตใ์ ช้ ๓๕
๑.๗ สรุปทา้ ยบท ๓๕
บทท่ี ๒ หลกั การและวธิ กี ารเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ๓๖
๑.๑ ความนา ๔๐
๒.๒ หลักการสอนโดยท่ัวไป ๔๒
๒.๓ หลักพืน้ ฐานการสอนของพระพุทธเจ้า ๔๙
๒.๔ หลกั การและวธิ เี ผยแผ่ของพระพทุ ธเจ้า ๕๒
๒.๕ คุณสมบตั ิของนกั เผยแผ่ ๕๕
๒.๖ สรปุ ทา้ ยบท ๕๕
บทท่ี ๓ การเขยี นบทความเพือ่ การเผยแผ่ ๕๖
๓.๑ ความนา ๕๙
๓.๒ ความหมายของบทความ ๖๓
๓.๓ ประเภทของบทความทางวชิ าการ ๖๕
๓.๔ สว่ นประกอบและการเตรียมโครงเรือ่ งของบทความ ๗๑
๓.๕ เทคนคิ การเขียนบทความทางวิชาการ ๗๖
๓.๖ หลกั การเขยี นบทความทางวชิ าการ ๘๒
๓.๗ ตัวอย่างบทความทางวชิ าการ ๘๓
๓.๘ สรุปท้ายบท ๘๓
บทที่ ๔ การพดู ในท่ีชมุ นมุ ชน
๔.๑ ความนา
ง| ธรรมนิเทศ พระครูวาปีจันทคณุ , ดร.
๔.๒ ความหมายความสาคัญและจุดมงุ่ หมายของการพูด ๘๔
๔.๓ ประเภทของการพูดตอ่ ชุมชน ๘๘
๔.๔ องคป์ ระกอบของการพดู ในท่ชี ุมชน ๙๐
๔.๕ ลกั ษณะการพูดในทีช่ มุ ชน ๙๔
๔.๖ คุณธรรมจริยธรรมของนักพดู ๙๗
๔.๗ ขน้ั ตอนการฝกึ พดู ในท่ีชมุ ชน ๙๙
๔.๘ สรุปท้ายบท ๑๐๓
บทท่ี ๕ การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพในการพดู ๑๐๕
๕.๑ ความนา ๑๐๕
๕.๒ ความหมายของบคุ ลกิ ภาพ ๑๐๕
๕.๓ ความสาคัญของบุคลิกภาพ ๑๐๗
๕.๔ ประเภทของบุคลิกภาพ ๑๐๙
๕.๕ บุคลกิ ภาพทดี่ ีของนกั พดู ตามแนวพทุ ธ ๑๑๐
๕.๖ การพฒั นาบุคลิกภาพ ๑๑๓
๕.๗ ขน้ั ตอนการพัฒนาบคุ ลิกภาพ ๑๑๕
๕.๘ วธิ ีการพัฒนาบุคลกิ ภาพ ๑๒๐
๕.๙ สรุปทา้ ยบท ๑๓๑
บทท่ี ๖ การเทศนเ์ พือ่ การเผยแผ่ ๑๓๓
๖.๑ ความนา ๑๓๓
๖.๒ ความหมายของการเทศน์ ๑๓๔
๖.๓ ประเภทของการนกั เทศน์ ๑๓๕
๖.๔ หลกั การและวธิ กี ารเทศน์ ๑๓๖
๖.๕ หลักปฏบิ ัตเิ ก่ยี วกับการเทศน์ ๑๓๘
๖.๖ หลักสาคญั ทีผ่ ้เู ทศนค์ วรพจิ ารณา ๑๔๑
๖.๗ คณุ สมบตั กิ ารเป็นนักเทศน์ ๑๔๔
๖.๘ ตัวอย่างการวางโครงเทศน์ ๑๔๗
๖.๙ วัตถุประสงค์และอานสิ งสใ์ นการฟงั เทศน์ ๑๔๘
๖.๑๐ สรปุ ทา้ ยบท ๑๔๙
บทที่ ๗ การปาฐกถา ๑๕๑
๗.๑ ความนา ๑๕๑
๗.๒ ความสาคญั ของการปาฐกถา ๑๕๑
สารบัญ ธรรมนิเทศ | ฆ
๗.๓ ลักษณะของการแสดงปาฐกถา ๑๕๓
๗.๔ องค์ประกอบของการแสดงปาฐกถา ๑๕๓
๗.๕ หลกั การสาคญั ในการแสดงปาฐกถา ๑๕๕
๗.๖ การแนะนาองคป์ าฐกถา ๑๕๕
๗.๗ การปดิ ปาฐกถาและบทสรุป ๑๕๗
๗.๘ สรปุ ท้ายบท ๑๕๘
บทที่ ๘ การอภิปราย ๑๕๙
๑.๑ ความนา ๑๕๙
๘.๒ ความหมายของการอภิปราย ๑๖๐
๘.๓ ลักษณะและเปา้ หมายของการอภิปราย ๑๖๑
๘.๔ รูปแบบและเทคนคิ ของการจดั อภิปราย ๑๖๓
๘.๕ องคป์ ระกอบของการอภิปราย ๑๖๗
๘.๖ วธิ ีการสอนแบบอภปิ ราย ๑๗๐
๘.๗ ประโยชน์ของการอภปิ ราย ๑๗๒
๘.๘ สรุปท้ายบท ๑๗๒
บทที่ ๙ การใชส้ อื่ ประกอบการบรรยายเพ่อื การเผยแผ่ ๑๗๕
๙.๑ ความนา ๑๗๕
๙.๒ ความหมายของส่ือ ๑๗๖
๙.๓ ประเภทของสือ่ ประกอบการบรรยาย ๑๗๗
๙.๔ เทคนคิ การใชส้ ือ่ Power point ประกอบการนาเสนอ ๑๘๐
๙.๕ ความสาคญั ของสอ่ื ประกอบการบรรยาย ๑๘๒
๙.๖ วิธีการเลอื กใช้ส่อื ประกอบการบรรยาย ๑๘๔
๙.๗ การใช้สือ่ อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ๑๘๗
๙.๘ ประโยชนข์ องส่อื ประกอบการบรรยาย ๑๙๒
๙.๙ สรปุ ทา้ ยบท ๑๙๓
บรรณานกุ รม ๑๙๕
ประวตั ิผเู้ รยี บเรียง ๒๐๐
บทที่ ๑
ความรเู บ้ืองตน เกีย่ วกบั ธรรมนเิ ทศ
๑.๑ ความนาํ
ในการเผยแผหลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจาไปสูประชาชนทั่วไปมักพบกับ
ปญหาในเรื่องของการส่ือความ จนกระทั่งเกิดการแบงแยกระหวางภาษาพระกับภาษา
ชาวบาน ซึ่งดูจะเปนเรื่องยุงยากอยูพอควร ประเด็นปญหาจึงเกิดขึ้นกับนักเผยแผวา ทํา
อยา งไรจงึ จะสามารถสือ่ ภาษาธรรมกับชาวบา นไดท กุ ระดบั ทง้ั การพูดและการเขียน ในอดีต
จะเห็นไดชัดวาการศึกษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาเปนหนาท่ีของผูชายท่ีเขามาบวช
เรียนในวัด ผูเขามาบวชเรียนจึงเปนหลักในการชวยรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนา ซ่ึง
ถือเปน สว นสําคัญที่ทาํ ใหพระพุทธศาสนาประดษิ ฐานมั่นคงมาจนถงึ ทกุ วันน้ี
ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจาผูทรงมีสายพระเนตรอันกวางไกล ผูทรงเห็น
ประโยชนในการขยายโอกาสทางการเรียนรูไปสูชาวโลก พระองคจึงไดทรงวางหลักการ
สําคัญในการประกาศพระศาสนาไวแกพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป กอนสงไปประกาศพระ
ศาสนา ดวยพระพุทธพจนท่ีจําเปนหลักสําคัญสืบมาวา “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย
พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย”๑ ภิกษทุ ั้งหลาย เธอท้ังหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชนสุขแก
ชนจาํ นวนมาก เพ่อื เก้อื การุณยแกชาวโลกการเริ่มงานประกาศพระศาสนาครั้งนั้น สงผลให
มีพระสงฆสาวกเพิ่มจํานวนมากข้ึนตามลําดับ และมีผูเลื่อมใสศรัทธาอีกเปนจํานวนมาก
สมัยน้ันมีผูนับถือพระพุทธศาสนา จัดเปน ๔ กลุม เรียกวา“บริษัทส่ี” คือภิกษุ ภิกษุณี
อบุ าสิกาและอบุ าสกิ า จะเปน ผทู ม่ี บี ทบาทในการเผยแผหลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจา
ดังนั้น แนวทางการศึกษาในบทน้ี จึงเริ่มตนดวยขอบขายของเน้ือหา ท่ีเก่ียวกับ
ความหมายและความสําคัญของธรรมนิเทศ วัตถุประสงคของธรรมนิเทศ ธรรมนิเทศใน
พระพุทธศาสนา และธรรมนเิ ทศกับนิเทศศาสตรและการประยุกตใช เพ่ือจะไดเปนพื้นฐาน
ในศึกษาและเขาใจธรรมนเิ ทศในบทตอ ไป
๑ ว.ิ ม. (บาลี) ๔/๓๒/๓๙.
๒ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจันทคณุ , ดร.
๑.๒ ความหมายของธรรมนิเทศ
คาํ วา“นิเทศ”นํามาใชเปนคํานามมีความหมายวา คําแสดง หรือคําจําแนกออก๒
หากใชเปนคํากริยาจะหมายถึง ชี้แจง แสดง จําแนก คํานี้ภาษาบาลีใชคําวา“นิทฺเทส”และ
ภาษาสนั สกฤตใชคําวา “นริ เฺ ทศ”มีความหมายเชนเดียวกนั ผูศึกษาจะพบตัวอยางการใชคําน้ี
ในภาษาไทยอยูมากพอสมควร โดยนําไปใชรวมความกับคําอ่ืน เพื่อใหเกิดความหมายใหม
และเหมาะกับการนําไปใชงาน ในท่ีน้ีจะนําเสนอเฉพาะคําศัพทซึ่งมีความหมายเก่ียวเน่ือง
กับวิชาธรรมนเิ ทศ ที่ปรากฏในพจนานกุ รม ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ เทาน้ัน จะ
มีคําท่ีมีการใชที่ใกลเคียงกันคือ คําวา “นิเทศศาสตร” เปนศัพทท่ีนิยมนํามาใชเพื่อส่ือ
ความหมายในเชงิ วิชาการ หมายถึง วิชาทว่ี าดวยการส่อื สารมวลชนและการประชาสัมพันธ
คําน้ีเทียบความกับภาษาอังกฤษไดวา Communication Arts๓ เปนศาสตรที่วาดวยหลัก
ทฤษฎี องคประกอบ กระบวนการ บทบาทหนาที่ วัตถุประสงค วิธีการ ประสิทธิภาพ
ประสิทธิผลและอ่ืนๆ ที่เกี่ยวกับการสื่อสาร ซึ่งถือวาเปนระบบหลักของระบบสังคมใหญ
ควบคูกบั ระบบวัฒนธรรม๔
คําวา“ธรรมนิเทศ”เปนคําท่ีเกิดจากวิธีสรางคําในภาษาไทยดวยการสมาส คือ
นําคําที่มีใชอยูแลวมารวมกัน เพ่ือใหเกิดความหมายใหมตามความตองการของผูใช มี
ความหมายตามรูปศัพทวา แสดงธรรม จําแนกธรรม ช้ีแจงธรรม เม่ือนํามาใชเปนศัพท
เฉพาะในเชิงวิชาการ คําน้ีจึงหมายถึง วิชาท่ีศึกษาเก่ียวกับหลักการและวิธีการเผยแผ
พระพุทธศาสนาและสามารถนําไปเทียบความกับภาษา อังกฤษไดวา Dhamma
Communication แปลตามศพั ว า การสื่อสารธรรม หากพิจารณาความ หมายใหเหมาะสม
กับหลักการดําเนินงานดานการเผยแผจึงเขากันไดอยางลงตัวกับคําวา“การเผยแผ
หลักธรรมคําส่ังสอนของพระพุทธเจา”หรือ“การเผยแผพระพุทธศาสนา” คําวา“เผยแผ”น้ี
คนทว่ั ไปจะรสู กึ วาออกเสียงไมคอยสะดวกนัก เนื่องจากมีลักษณะเปนสียงส้ันหากเทียบกับ
คาํ วา“เผยแพร” จะสามารถออกเสียงไดงา ยกวา เพราะมีลักษณะเปน เสยี งยาว
๒ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, พิมพคร้ังท่ี ๑ (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพนนานมีบคุ สพ บั ลิเคชั่นส, ๒๕๔๖), หนา ๕๘๙.
๓ กิติมา สุรสนธิ, ความรูทางการส่ือสาร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร, ๒๕๔๑), หนา ๑.
๔ รศ.ดร.สมควร กวียะ, การสื่อสารมวลชน (บทบาท หนาท่ี สิทธิ เสรีภาพ และความ
รบั ผดิ ชอบ), พิมพค ร้งั ที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท อกั ษราพิพฒั น จาํ กดั , ๒๕๔๕), หนา ๓๔๔-๓๔๕.
บทท่ี ๑ ความรูเบ้อื งตนเกย่ี วกับธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๓
การเผยแพร ถือวาเปนงานที่สําคัญสวนหนึ่งของการประชาสัมพันธ เพราะเปน
งานดานขา วสารทเ่ี ก่ยี วของกบั เหตุการณ บุคคล กลุมประชาชน และผลิตภัณฑ ซ่ึงขาวสาร
น้นั จะนาํ ไปเผยแพรผานระบบการทาํ งานของส่ือสารมวลชน หรือชองทางการส่ือสารที่มีขีด
ความสามารถในการแพรกระจายสูง ดังน้ัน ผูปฏิบัติงานเพื่อเตรียมการและแจกจายขอมูล
ขาวสารจึงเรียกวา“นักเผยแพร” (Publicist) นอกจากนี้นักทฤษฎีเผยแพร (Diffusion
theorists) ยังเรียกคนที่ทํางานดานประชาสัมพันธวา“หนวยเชื่อม” (Linking agents) นัก
สงั คมวทิ ยายงั ใหสมญานักประชาสัมพันธวา“ผูขยายพรมแดน”(Boundary spanners) ใน
ทรรศนะของนกั วชิ าการศาสนากลาววา “เผยแผ” หมายถึงการเปดเผยสิ่งที่ถูกปกปดอยูให
คนไดรูไดเห็น คือ การเปดเผยสิ่งท่ีดีงามท่ีคนยังไมเห็นใหไดรูไดเห็นท่ัวกัน และคํานี้มักใช
กับส่ิงท่ีเปนนามธรรม เชน แผเมตตา แผความสุข ชวยเหลือเผื่อแผ สวนคําวา “เผยแพร”
หมายถึง การขยายหรือการกระจายไปในวงกวาง คือ ส่ิงน้ันไมไดถูกปกปด แตมีอยูใน
ขอบเขตจํากัดเม่ือตองการจะขยายออกไปในวงกวางก็จะใชคําวา“เผยแพร”และคําน้ีมักใช
เปน กบั ส่ิงทีเ่ ปนรูปธรรม เชน แพรภาพ แพรขาว แพรเ ชอ้ื โรค
ฉะน้ัน หากพิจารณาความหมายของธรรมนิเทศ เฉพาะในสวนท่ีหมายถึง การ
เผยแผห ลักธรรมคําสั่งสอนของพระพทุ ธเจา หรือการเผยแผพระพุทธศาสนา นัยสําคัญของ
ธรรมนิเทศจึงมุงไปที่การศึกษาหลักการและวิธีการเผยแผพระพุทธศาสนา ซ่ึงเปนหนาท่ี
โดยตรงของพุทธบริษัทและเมื่อจะตองทําหนาที่เผยแผธรรม ก็ควรดําเนินการภายใต
หลักการและวิธีการที่ทรงใหแนวทางไว ในเบ้ืองตนสามารถศึกษาไดจากพระพุทธพจนท่ี
ตรัสประทานแกพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป ณ ปาอิสิปตนมฤคทายวัน กอนสงไปประกาศ
พระศาสนา และควรศกึ ษาแนวทางการดําเนนิ การเผยแผเพ่ิมเติมได จากโอวาทปาฏิโมกขที่
ไดตรัสแสดงในท่ีประชุมพระอรหันตสาวก ๑,๒๕๐ รูป ในวันมาฆปุรณมี ณ เวฬุวัน เมือง
ราชคฤห๕
๑.๓ ความสาํ คญั ของธรรมนิเทศ
การศึกษาเพอื่ ใหท ราบถงึ ความสําคญั ของธรรมนิเทศ ผศู ึกษาสามารถพิจารณาได
จากพระจริยาวตั รของพระพุทธเจาที่เรียกวา“พุทธจริยา”กิจประจําวันท่ีทรงบําเพ็ญตลอด
พระชนมายุของพระพุทธเจาท่ีเรียกวา“พุทธกิจ”และพุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธี
ดังนี้
๕ วทิ ย วศิ ทเวทย, เสฐียรพงษ วรรณปก, พระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพอักษร
เจริญทศั น, ๒๕๔๖), หนา ๑๐๔.
๔ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจนั ทคณุ , ดร.
๑.๓.๑ พุทธจริยา
พุทธจริยา คือ พระจริยาวัตรของพระพุทธเจา หรือการบําเพ็ญประโยชนของ
พระพุทธเจา เพือ่ เปนแนวทางในการปฏบิ ัตติ น มี ๓ ประการ๖
๑) โลกกัตถจริยา พระพุทธจริยา เพื่อประโยชนแกโลก ทรงประพฤติเปน
ประโยชนแกโลก คือ ทรงอาศัยพระมหากรุณาเสด็จไปประกาศพระศาสนาเพ่ือประโยชน
สุขแกมหาชนในถ่ินฐานแวนแควนตางๆ เปนอันมาก โดยไมคํานึงถึงความเหน่ือยยากหรือ
ความสุขสวนพระองค ไดทรงอุทิศเวลาหลังจากตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณถึง ๔๕
พรรษา เพื่อประกาศหลักความจริงอันประเสริฐและหลักความประพฤติที่ถูกตองดีงามแก
ชาวโลก ดงั เปนทป่ี ระจกั ษแจงแลวแกพ ทุ ธบรษิ ทั ท้ังสี่ และไดทรงประดิษฐานพระศาสนาไว
เพื่อประโยชนสุขแกมหาชนภายหลังมาจนทุกวนั นี้
๒) ญาตัตถจริยา พระพุทธจริยา เพื่อประโยชนแกพระญาติตามฐานะ ทรง
ประโยชนแกพ ระประยูรญาติ เชน ทรงอนุญาตใหพระญาตทิ ี่เปนเดยี รถยี เขามาอุปสมบทใน
พระพุทธศาสนาไมตองอยูติดถิยปริวาส ๔ เดือนเสียกอนเหมือนเดียรถียอ่ืน และเสด็จไป
หามพระญาตทิ ว่ี วิ าทกนั ดวยเรอ่ื งนํ้า เปนตน (ติตถิยปริวาส คือ วิธีอยูกรรมสําหรับเดียรถีย
ที่ขอบวชในพระพุทธศาสนา กลาวคือ นักบวชในลัทธิศาสนาอื่น หากปรารถนาบวชเปน
ภกิ ษใุ นพระพุทธศาสนาจะตองประพฤติปริวาสกอน ๔ เดือน หรือจนกวาพระสงฆพอใจจึง
จะอปุ สมบทได สวนติตถิยปกกันตกะ คอื ผทู ไ่ี ปเขา รตี เดยี รถยี ทั้งที่เปนภิกษุจะอุปสมบทอีก
ไมไ ด)
๓) พุทธัตถจริยา พระพุทธจริยาท่ีทรงบําเพ็ญประโยชนตามหนาท่ีของ
พระพุทธเจา ทรงประพฤติเปนประโยชนแกสัตวโลก โดยฐานะเปนพระพุทธเจา ทรง
ประดิษฐานพระศาสนาใหย ั่งยืนมาตราบเทา ทุกวันนี้
ฉะน้ัน พระจริยาวัตรหรือการบําเพ็ญประโยชนของพระพุทธเจาดังกลาวน้ัน
มิไดทรงบําเพ็ญเพ่ือผูใดผูหนึ่งเปนการเฉพาะ แตไดทรงบําเพ็ญเพื่อชาวโลกท้ังมวลดวย
ความมุงหมายที่ตองการใหพระพุทธศาสนาประดิษฐานย่ังยืนตลอดกาล ความสําคัญของ
การเผยแผธ รรมซ่ึงเนอ่ื งดว ยพทุ ธจริยาน้ัน จึงเกิดจากพุทธคุณอันประกอบดวย พระปญญา
คุณ พระวสิ ทุ ธิคุณ และพระมหากรณุ าคณุ ท่ที รงมตี อหมูสัตวทัง้ มวลโดยแท
๖ พันเอก (พิเศษ) นวม สงวนทรัพย, พุทธจริยา, พิมพครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
มหามกุฎราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓), หนา ๖๕-๖๖.
บทที่ ๑ ความรเู บอื้ งตนเกย่ี วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๕
๑.๓.๒ พุทธกจิ
“พุทธกิจ” คือ กิจท่ีพระพุทธเจาทรงบําเพ็ญ หรือการงานที่พระพุทธเจาทรง
กระทําซ่ึงเปนกิจประจําวัน โดยทรงใชหลักการบริหารเวลาในแตละวันออกเปน ๕ ชวง๗
ดงั นี้
๑) ปุพพฺ ณเฺ ห ปณ ฺฑปาตจฺ เวลาเชา เสดจ็ บิณฑบาต
๒) สายณเฺ ห ธมฺมเทสนเํ วลาเยน็ ทรงแสดงธรรม
๓) ปโทเส ภกิ ขโุ อวาทํ เวลาค่ําประทานโอวาทแกเหลาภิกษุ
๔) อฑฺฒรตฺเต เทวปฺหนํ เวลาเที่ยงคนื ทรงตอบปญ หาเทวดา
๕) ปจฺจูเสว คเตกาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ เวลาจวนสวางทรงตรวจพิจารณา
สตั วท สี่ ามารถและยงั ไมส ามารถบรรลธุ รรมวา ควรจะเสดจ็ ไปโปรดผูใด
พทุ ธกิจทพ่ี ระพุทธเจา ทรงบําเพญ็ เปน ประจาํ ในแตละวนั มบี าลีสรุปทายวา“เอเต
ปฺจวิเธ กิจฺเจ วิโสเธติ มุนิปุงฺคโว พระพุทธเจาองคพระมุนีผูประเสริฐ ทรงยังกิจ ๕
ประการน้ีใหหมดจด” ความสําคัญของการเผยแผธรรมอันเนื่องดวยพุทธกิจประจําวัน
ดังกลาวนั้น ผูศึกษาควรนําไปแบบอยางของการรูจักบริหารเวลา เพ่ือใชเวลาในแตละชวง
วนั ท่ีผานไปอยางคุมคาและเกิดประโยชนสูงสุด และควรพิจารณาอยูเสมอวา วันคืนลวงไป
ลวงไป บัดนเี้ ราทําอะไรอยู บุคคลผรู คู ุณคาของเวลาในพระพุทธศาสนากลาวไวในหลักสัปปุ
ริสธรรม ๗๘ เรียกวา “กาลัญุตา”ไดแก คุณสมบัติของคนดีขอที่ ๕ คือ รูวาเวลาไหนควร
ทําอะไร ทําใหตรงเวลา ทําใหเปนเวลา ทําใหพอเวลา ทําใหเหมาะเวลาและทําใหถูกเวลา
ดังท่ีพระพุทธเจาตรัสไววา “บุคคลประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ ในเวลาใด เวลานั้น
ยอมเปนเชาทด่ี ี เท่ียงทด่ี ี และเยน็ ท่ดี ี ของผนู ั้น แลวแตกรณี”
๑.๓.๓ พทุ ธลีลาในการสอนหรือเทศนาวธิ ี
การสอนของพระพุทธเจาในแตละครั้งแมเปนเพียงธรรมีกถาหรือการพูดคุย
สนทนากนั ท่วั ไป ซ่ึงไมใชค ราวทีม่ คี วามมุงหมายเฉพาะพิเศษก็จะดําเนินไปอยางสําเร็จผลดี
โดยมอี งคประกอบที่เปน คุณลกั ษณะ ๔ ประการ๙ ดงั น้ี
๗ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท,
(กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัท เอส อาร. พริ้นตง้ิ แมส โปรดักส จํากดั , ๒๕๔๖), หนา ๑๔๙.
๘ ท.ี ปา.(ไทย) ๑๑/๓๕๗/๔๐.
๙ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท,
(กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั เอส อาร. พร้ินติ้ง แมส โปรดกั ส จํากัด, ๒๕๔๖), หนา ๑๓๔.
๖ | ธรรมนิเทศ พระครูวาปจ นั ทคณุ , ดร.
๑) สันทัสสนา ชี้แจงใหเห็นคือ จะสอนอยางไร ก็ชี้แจงจําแนกแยกแยะอธิบาย
และแสดงเหตุผลใหชัดเจน จนผูฟงเขาใจแจมแจงเห็นจริงเห็นจังดังจูงมือใหไปเห็นกับตา
หรือเปนการช้ีแจงใหเขาใจชัดเจนมองเปนเรื่องราวและเหตุผลตางๆแจมแจง เหมือนจูงมือ
ไปดูใหเห็นประจักษกับตา เปนองคประกอบอยางแรกของการสอนท่ีดีตามแนวทางพุทธ
จริยา
๒) สมาทปานา ชวนใจใหอยากรับเอาไปปฏิบัติ คือ สิ่งใดควรปฏิบัติหรือหัดทํา
ก็แนะนําหรือบรรยายใหซาบซ้ึงในคุณคา มองเห็นความสําคัญท่ีจะตองฝกฝนบําเพ็ญจนใจ
ยอมรับ อยากลงมือทํา หรือนําไปปฏิบัติ เปนองคประกอบอยางที่สองของการสอนที่ดีตาม
แนวพุทธจรยิ า
๓) สมุตเตชนา เราใจใหอาจหาญแกวกลา คือ ปลุกเราใจใหกระตือรือรนเกิด
ความอุตสาหะ มีกําลังใจเข็งขันมั่นใจที่จะทําใหจงได ไมหวั่นระยอ ไมกลัวเหน่ือย ไมกลัว
ยาก เปน องคประกอบท่สี ามของการสอนท่ดี ีตามแนวทางพุทธจรยิ า
๔) สัมปหังสนา ปลอบชโลมใจใหส ดชื่นรา เรงิ คือ บาํ รงุ จติ ใจใหแชมช่ืนเบิกบาน
โดยช้ีใหเห็นผลดีหรือคุณประโยชนท่ีจะไดรับและทางท่ีจะกาวหนาบรรลุผลสําเร็จยิ่งข้ึนไป
ทาํ ใหผ ูฟ ง มคี วามหวังและเบิกบานใจ หรือเปนการทําบรรยากาศใหสนุก สดช่ืนแจมใส เบิก
บานใจ ทําใหผูฟงมองเห็นผลดีและทางสําเร็จ เปนองคประกอบอยางที่สี่ของการสอนที่ดี
ตามแนวทางพุทธจรยิ า
พุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธีท้ัง ๔ ประการน้ี เปนไปตามแนวทางของพุทธ
จริยา คือ พระจริยาวัตร หรือการบําเพ็ญประโยชนของพระพุทธเจา เพื่อเปนแนวทางใน
การปฏบิ ตั ติ น ชวยปลดเปลอ้ื งใน ๔ ประการ ดังน้ี
ขอ ๑ ชว ยปลดเปล้อื งความเขลาหรือความมืดมวั
ขอ ๒ ชวยปลดเปล้ืองความประมาท
ขอ ๓ ชวยปลดเปลือ้ งความอืดครา น และ
ขอ ๔ ชว ยใหก ารปฏิบัติสมั ฤทธผิ์ ล๑๐
เมื่อไดศึกษาจากพุทธจริยา พุทธกิจและพุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธี
ดงั กลา วแลว ก็สามารถทีจ่ ะประมวลความสาํ คัญของธรรมนเิ ทศได ๕ ประการดงั น้ี คือ
๑) การประกาศพระศาสนา เมื่อพระพุทธเจาตรัสรูธรรมแลว เปนอันวา
ภาระกิจสวนพระองคในการคนควาหนทางที่จะทําใหพนทุกข และถึงความบริสุทธ์ิ
ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิงไดเสร็จสิ้นสมบูรณแลว คงเหลืออยูแตเพียงพระกรุณาคุณที่มีตอ
๑๐ ที.สี (ไทย) ๙/๑๙๘/๑๖๑.
บทท่ี ๑ ความรูเบ้อื งตนเกย่ี วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนิเทศ | ๗
สัตวโ ลก ดวยมพี ระประสงคจะชวยเหลือและใหโอกาสเขาเหลานั้นไดรูธรรมท่ีพระองคตรัส
รูแลว พระองคทรงใชเวลาพักผอนเพ่ือทบทวนหลักธรรมอยูเพียง ๗ สัปดาห (ในหนังสือ
“ปฐมสมโพธิกถา”นิพนธในสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เรียกชวงเวลาน้ีวา เสวย
วิมุตติสุข คือ ความสุขท่ีเกิดจากการหลุดพนจากกิเลสอาสวะท้ังปวง) ทรงดําริถึงความ
ลึกซึ้งแหงธรรมท่ตี รสั รู แลวนอ มพระทัยท่จี ะไมแสดงธรรม แตทรงอาศัยพระมหากรุณาคุณ
พิจารณาตรวจดูสัตวโลก จึงทรงพบวาบุคคลผูมีธุลีในดวงตานอยมีอยูจักเส่ือมถอยปญญา
หากไมมีโอกาสไดฟงธรรม จากน้ันพุทธกิจในการประกาศพระศาสนาก็ไดเร่ิมข้ึน ทรง
พจิ ารณาตรวจดูสตั วโ ลกโดยใชห ลกั การเปรยี บเทยี บกับดอกบวั ๔ ประเภท๑๑ ดงั นี้
(๑) อุคฆฏิตัญู ไดแก บุคคลผูมีสติปญญาดีและมีกิเลสเบาบาง เพียงไดฟง
หลักธรรมโดยยอ ก็สามารถบรรลุธรรมไดโดยฉับพลัน เปรียบเหมือนดอกบัวที่พนนํ้าแลว
พอถูกแสงอาทติ ยยามเชากบ็ านทนั ที
(๒) วิปจิตัญู ไดแก บุคคลผูมีปญญาและกิเลสปานกลาง เมื่อไดฟงหลักธรรม
ซา้ํ ๆ และฟง คําอธิบายขยายความตอเนื่อง ก็สามารถบรรลุธรรมได เปรียบเหมือนดอกบัวที่
อยเู สมอน้าํ พรอมจะบานในวันตอไป
(๓) เนยยะ ไดแก บุคคลผูมีสติปญญานอยและมีกิเลสหนาแนน เมื่อไดฟง
หลกั ธรรมบอยๆ ไดผ แู นะนําพรํา่ สอนที่ดี และหม่ันทําความเพียรอยางสม่ําเสมอ ก็สามารถ
บรรลธุ รรมไดเ ชน กัน เปรียบเหมือนดอกบัวที่อยใู ตนํา้ รอโอกาสทจี่ ะบานในวันตอ ๆ ไป
(๔) ปทปรมะ ไดแก บุคคลที่มีกิเลสหนาแนนมาก ไมรูจักเหตุและผล ยากที่จะ
อบรมสั่งสอน แมจะไดฟงหลักธรรมทั้งโดยยอและโดยละเอียด หรือหม่ันเพียรพยายาม
เพียงใด ก็ไมสามารถบรรลุธรรมไดในปจจุบัน เปรียบเหมือนกับดอกบัวท่ีงอกข้ึนใหมๆ ยัง
จมอยูใตโคลนตม ซึ่งมักจะตกเปนเหย่ือของเตาและปลา ตอเมื่อโอกาสมาถึงก็จะ
เจริญเตบิ โตไดเ ชนเดยี วกบั ดอกบวั ท้ังสามประเภทขางตน
เมื่อทรงพิจารณาตรวจดูสัตวโลกแลวในวันเพ็ญเดือน ๘ (อาสาฬหปุรณมี)
พระพุทธเจา ทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดเบญจวัคคีย ที่ปาอิสิปตน
มฤคทายวัน ใกลเมืองพาราณสี หลังจากแสดงธัมจักกัปปวัตตสูตรจบลง ธรรมจักษุได
เกิดขึน้ แกทานโกณฑัญญะวา“ยํ กิฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ.๑๒ แปลวา “ส่ิง
ใดสิ่งหนงึ่ มคี วามเกดิ ขึน้ เปน ธรรมดา สิ่งน้นั ทงั้ หมด มคี วามดับไปเปนธรรมดา”
๑๑ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๖๙/๓๙.
๑๒ ว.ิ ม. (บาล)ี ๔/๑๗/๒๒.
๘ | ธรรมนิเทศ พระครวู าปจนั ทคณุ , ดร.
ตอจากนั้นทา นโกณฑัญญะไดทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาไดตรัส
วา เอหิ ภกิ ฺขูติ ภควา อโวจ สวากฺขาโต จร พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายาติ๑๓
“เธอจงเปนภกิ ษมุ าเถดิ ธรรมอันเรากลา วไวดแี ลว เธอจงประพฤตพิ รหมจรรย เพื่อทําที่สุด
ทุกขโดยชอบเถิด”
การอุปสมบทวิธีนี้ เรียกวา“เอหิภิกขุอุปสัมปทา”๑๔ปฐมสาวกของพระพุทธเจา
ไดเกิดข้ึนแลว พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ เกิดข้ึนครบบริบูรณใน
โลกตั้งแตน้ันมา เหตุการณดังกลาวนับเปนปฐมกาลแหงการประกาศและประดิษฐานพระ
ศาสนา ตอจากนั้นพระพทุ ธเจา ไดแสดงธรรมโปรดยสกุลบุตรกับเพ่ือน ๕๔ คน เมื่อท้ังหมด
ออกบวชและบรรลุอรหัตตผลแลว มีพระอรหนั ตสาวกยุคแรก ๖๐ รูป จึงทรงสงไปประกาศ
พระศาสนา ดวยหลักการเผยแผเพื่อประโยชนส ุขแกช นจํานวนมาก เพ่ืออนุเคราะหชาวโลก
แมพระองคเองก็ไดเสด็จไปทีต่ าํ บลอรุ เุ วลา เสนานิคม เพื่อแสดงธรรม
๒) การประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธจริยาทท่ี รงบาํ เพ็ญประโยชนตาม
หนา ที่ของพระพุทธเจา สงผลใหเกิดการประดิษฐานพระศาสนาย่ังยืนมาจนทุกวันน้ี นับต้ัง
แตตรสั รูได ๙ เดือน พระองคไดเสดจ็ ไปทีแ่ ควน มคธโปรดชฎิลสามพี่นองที่คยาสีสะไดสาวก
จํานวน ๑,๐๐๐ รูป ตอจากน้ันเสด็จไปที่เมืองราชคฤห โปรดพระเจาพิมพิสารและราช
บรพิ าร ไดร บั ถวายพระเวฬวุ ันเปน อารามแหงแรกในพระพทุ ธศาสนา
พระองคทรงบําเพ็ญพุทธกิจประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแควนมคธ ทรงได
อัครสาวก คือ พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะพรอมบริวาร ซ่ึงออกบวชรวมเปน
๒๕๐ รปู และเม่อื พระสารบี ุตรบรรลอุ รหตั ตผล ก็พอดีถึงวันเพ็ญเดือนมาฆะ (มาฆะปุรณมี)
ในคืนน้ันมีจาตุรงคสันนิบาต พระพุทธเจาทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกขในที่ประชุมพระ
อรหันตสาวก ๑,๒๕๐ รูป ในปที่ ๓ แหงพุทธกิจ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเกิดความเลื่อมใสใน
พระพุทธศาสนา ไดประกาศตนเปนอุบาสกแลวสรางวัดพระเชตวันถวาย ที่เมืองสาวัตถี
แควนโกศล อารามแหงน้ีพระพุทธองคทรงใชเปนที่ประทับแสดงธรรมมากท่ีสุด รวม ๑๙
พรรษา ฉะน้ัน นับจากพุทธกิจในชวงตนเสร็จสิ้นแลว พุทธกิจในพรรษาท่ี ๒-๓-๔ ถือเปน
ชว งเวลาสาํ คญั ที่ทรงบาํ เพ็ญประโยชนเพ่ือการประดิษฐานพระพุทธศาสนา
๓) การบําเพ็ญพุทธจริยาเพื่อชาวโลก การบําเพ็ญพุทธกิจตลอดชวงเวลา ๔๕
พรรษานั้น มิไดทรงบําเพ็ญเพื่อประโยชนของบุคคลใดบุคคลหน่ึงเปนการเฉพาะ แตไดทรง
๑๓ ว.ิ ม. (บาล)ี ๔/๓๒/๓๙.
๑๔ เปน คาํ เรียกภกิ ษุทไ่ี ดร ับอปุ สมบทจากพระพทุ ธเจา โดยตรงดว ยวธิ ีบวชที เรยี กวา
เอหภิ กิ ขอุ ุปสัมปทา
บทท่ี ๑ ความรูเบือ้ งตน เกยี่ วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนิเทศ | ๙
บําเพญ็ เพอื่ ชาวโลกทงั้ มวล ดวย พระมหากรุณาธิคุณ พระปญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ
ของพระพทุ ธเจา ทท่ี รงมีตอหมสู ตั วท้ังมวลโดยแท ทรงแสดงหลักพระธรรมวินัยแกบริษัททั้ง
ส่ใี หเ กิดความเขาใจแจมแจง ลึกซึ้ง จนมีผูสามารถปฏิบัติได มีสักขีพยานเปนท่ีประจักษแลว
และทรงมอบมรดกแหงภมู ิธรรมและภมู ปิ ญญา กลา วคือ พระพทุ ธศาสนา ไวแกชาวโลก ให
ไดศึกษาเรียนรูและนําไปประพฤติปฏิบัติตาม จนเปนท่ียอมรับท่ัวโลกวาเปนศาสนาเพ่ือ
สนั ตภิ าพของโลกอยางแทจรงิ
องคการสหประชาชาติ (United Nations) ไดเห็นความสําคัญในขอน้ี จึงพรอม
กันประกาศใหวันวิสาขบูชา ซ่ึงเน่ืองดวยการประสูติ ตรัสรู และปรินิพานของพระพุทธเจา
เปน วนั สาํ คญั สากล ซง่ึ สาํ นักงานใหญแ ละท่ีทําการขององคก ารสหประชาชาติจะจัดใหมีการ
รําลึกถึงตามความเหมาะสม ประกาศน้ีมีข้ึนในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ
เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๒ ในคราวประชุมคร้ังท่ี ๕๔ วาระการประชุมที่ ๑๗๔ เร่ือง
การรับรองใหวันวสิ าขบูชาเปนวันสาํ คญั สากล
ทั้งนี้ สบื เนือ่ งมาจาก ฯพณฯ เอกอัครราชทูต ประเทศศรีลังกา ไดนําเสนอวาระ
การพิจารณาเร่ืองน้ีตอที่ประชุมวา ในระหวางการอภิปรายในที่ประชุมสมัชชา
สหประชาชาติสมัยสามัญ เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๒ ฯพณฯ ลัคชมาน คาดีรกามาร
รฐั มนตรีวา การกระทรวงการตางประเทศของศรีลังกา ไดแจงแกที่ประชุมสมัชชาถึงมติของ
ที่ประชุมพุทธศาสนิกสากล (International Buddhist Conference) ซ่ึงไดรับการรับรอง
อยางเปนทางการจากรัฐบาลประเทศศรีลังกา ในการท่ีจะเสนอใหองคการสหประชาชาติ
ประกาศใหการรับรองวาวันวิสาขบูชาเปนวันสําคัญสากล เนื่องจากวันดังกลาวมี
ความสําคัญอยางยิ่งตอประชากรจํานวนหลายรอยลานคนในประเทศตางๆ ในหลาย
ภมู ภิ าคของโลก ผซู ึง่ ยึดม่นั ในคาํ สอนขององคพระสัมมาสัมพทุ ธเจา
ในคําแถลงนั้นมีความสําคัญท่ีควรคาแกการศึกษาจึงขออนุญาตนําความบาง
ตอนมาเสนอไว ณ ที่น้ี ดงั น้ี
ในขณะท่ีสหัสวรรษเกาใกลจะสิ้นสุดลง และผูคนทั่วโลกตางรอคอยและ
เตรียมการเพื่อตอนรบั สหสั วรรษใหมท ่ีกําลงั จะมาถงึ นบั เปน โอกาสอันดีที่สหประชาชาติจะ
ไดรําลึกถึงคําสอนอันมีอายุยืนนานกวา ๒,๕๐๐ ป ขององคพระสัมมาสัมพุทธเจา ผูช้ีนํา
หนทางดับทุกขอยางแทจริงแกมวลมนุษย โดยอาศัยความเขาใจอยางถองแทในสัจธรรม
และการขจัดกิเลสใหหมดสิ้นไปจากจิตใจ อันพึงทําใหบุคคลเกิดเมตตาธรรมแกผูอ่ืนและ
นํามาซึ่งความสงบสุขอยางแทจริง ดังคําสอนของพระพุทธเจาท่ีบันทึกไวในตอนหนึ่งวา
๑๐ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจันทคณุ , ดร.
“บุคคลผมู ีชัยในสมรภมู นิ บั พันครงั้ มอิ าจเทียบไดกับผูม ชี ัยในจติ ใจของตนเอง ผูซึ่งเปนยอด
นกั รบอยางแทจ ริง”๑๕
นับแตอดีตจนถึงปจจุบัน คําสอนขององคพระสัมมาสัมพุทธเจาเปนแนวทาง
นําไปสูความรูแจง ความผาสุขและความรมเย็นในชีวิตของมวลมนุษยนับลานๆ คนทั่วโลก
โดยเรมิ่ จากบริเวณเอเชียใต เอเชียตะวันออกเฉียงใต และเอเชียตะวันออก และในปจจุบัน
ไดแผข ยายไปถงึ ประชากรในภูมภิ าคอ่นื ๆของโลกดว ย
๔) การใหโอกาสเพ่ือการเขาถึงธรรม ความสําคัญเนื่องดวยขอน้ี ผูศึกษา
สามารถพิจารณาไดจากพระพุทธพจนท่ีตรัสแกพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป กอนสงไป
ประกาศพระศาสนา ดวยทรงย้ํากับสาวกวา“จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องตน มีความ
งามในทามกลางและมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรยพรอมทั้งอรรถและ
พยัญชนะอันบริสุทธิ์บริบูรณครบถวนสัตวท้ังหลายที่มีธุลีในตานอยมีอยู ยอมเส่ือมเพราะ
ไมไดฟ ง ธรรมจกั มีผรู ธู รรม”
การทที่ รงยํ้าเร่อื งการแสดงธรรมมีความงามในเบ้ืองตน มีความงามในทามกลาง
และมีความงามในที่สุด ก็ดวยจุดมุงหมายเพื่อใหโอกาสแกบุคคลผูมีปญญาไดเรียนรูและ
เขาถึงธรรม ประเด็นศึกษาในเร่ืองนี้พิจารณาไดจากความตอนหน่ึงท่ีเรียบเรียงไวใน“ปฐม
สมโพธิกถา”วาวันหนง่ึ พระอัสสชิซงึ่ เปน หนง่ึ ในจาํ นวนพระเบญจวัคคีย ท่ีพระพุทธเจาทรง
สงไปประกาศพระศาสนา ไดจาริกมาถึงกรุงราชคฤหและเขาไปบิณฑบาตในเมือง ขณะน้ัน
อุปติสสปริพาชกออกจากอารามของอาจารยสญชัยปริพาชกมาดวยกิจธุระภายนอก เห็น
ทานแสดงออกซึ่งปฏิปทานาเล่ือมใสไปทุกอิริยาบถ จึงอยากทราบวาทานบวชในสํานักของ
ใคร ผูใดเปนศาสดาของทาน จึงเดินตามไปหางๆ เม่ือพระเถระไดรับอาหารพอสมควรแลว
จึงออกไปสูท่ีแหงหนึ่งเพ่ือทําภัตตกิจ อุปติสสะไดเขาไปจัดอาสนะถวายและเฝาปฏิบัติอยู
หลงั เสร็จภตั ตกิจแลวจงึ กราบเรียนถามดวยความเคารพวา
“ขาแตทานผเู จรญิ อนิ ทรียข องทา นผอ งใสย่งิ นัก ผวิ พรรณของทานก็หมดจดผอง
ใส ทานบวชในสํานักใด ใครเปนครูอาจารยของทาน ทานชอบใจธรรมของใคร”พระเถร
ตอบวา
“ปริพาชกผูมีอายุ เราบวชจําเพาะพระมหาสมณศากยบุตร ผูเสด็จออกบวชจาก
ศาสกยสกุล พระองคเ ปน ศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของทาน”๑๖
๑๕ พระธรรมปฏก (ป.อ.ปยตุ ฺโต), มองวนั วิสาขบูชาหยั่งถงึ อารยธรรมโลก, (กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั เอดสิ ัน เพรส โพรดกั ส จาํ กดั , ๒๕๔๓), หนา ๖๔.
๑๖ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๒๘๕/๓๑๐.
บทที่ ๑ ความรูเ บือ้ งตนเกยี่ วกับธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๑๑
“พระศาสดาของทานสอนวาอยา งไร”
พระเถระคิดวา“ธรรมดาปริพาชกทั้งหลาย ยอมเปนปฏิปกษแกพระศาสนา ควร
ที่เราจะความลึกซ้ึงคัมภีรภาพแหงพระธรรม”จึงกลาววา“ผูมีอายุ เราเปนผูบวชใหม มาสู
พระธรรมวินัยนี้ไมนานไมสามารถจะแสดงธรรมแกทานโดยพิสดารได เราจักกลาวแกทาน
แตโ ดยยอพอรูความ”
“ทานสมณะ ทานจงกลาวแตเนื้อความเถิด ขาพเจาตองการเฉพาะเนื้อความ
เทา น้ัน” พระอสั สซิเถระ ไดฟงคําของอุปตสิ สะปริพาชกแลว จึงกลา วหวั ขอ ธรรมมีใจความวา
เย ธมมฺ า เหตปุ ปฺ ภวา
เตสํ เหตุ ตถาคโต
เตสฺจ โย นโิ รโธ จ
เอวํ วาที มหาสมโณฯ๑๗
“ธรรมเหลาใด มีเหตุเปน แดนเกดิ พระตถาคตเจาทรงแสดงเหตุแหง ธรรมเหลานั้น
และความดับแหงธรรมเหลาน้ัน พระมหาสมณะมปี กติตรสั อยางน้”ี ๑๘
อุปติสสะ เพียงไดฟงหัวขอธรรมน้ีจากพระเถระเทานั้นก็เกิดธรรมจักษุ คือ
ดวงตาเห็นธรรมวา “ส่ิงใดส่ิงหน่ึงมีความเกิดข้ึนเปนธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเปน
ธรรมดา”หากพิจารณาหัวขอธรรมที่พระอัสสชิเถระไดยกข้ึนมาแสดงนั้นอยางลึกซึ้ง ยอม
ทราบดวยปญญาวา ท่ีจริงทานไดแสดงบทสรุปแหงอริยสัจจธรรมทั้งสามประการเขา
ดว ยกัน เวนกแ็ ตเพียงมรรคสัจจเพราะรวมอยูใ นนโิ รธธรรมแลว
สําหรับประเด็นศึกษาวาดวยเรื่องการประกาศพรหมจรรย มีคําอธิบายวา
“พรหมจรรย”ในท่ีนี้ทานหมายถึง ความส้ินกิเลสอันเปนจุดมุงหมายสูงสุดใน
พระพุทธศาสนา ซ่ึงมีทั้งหลักการและวิธีปฏิบัติ เพ่ือนําไปสูการเขาถึงความสิ้นกิเลส
พระพุทธเจาตรัสคําตรัสน้ีไวหลายแหง เชน การอุปสมบทดวย“เอหิ ภิกขุ อุปสมฺปทา”๑๙
วา“เธอจงเปนภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากลาวไวดีแลว เธอจงประพฤติพรหมจรรย เพื่อทํา
ท่สี ดุ ทกุ ขโ ดยชอบเถดิ ”และไดตรัสถงึ ความสําคัญของการประพฤตพิ รหมจรรยไ ว ดังน้ี
๑๗ ว.ิ ม. (บาลี) ๔/๖๕/๗๔.
๑๘ พระพุทธโฆสะ แตง, สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตรวจชําระ,
ธมั มปทัฏฐกถาแปล ภาค ๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๕), หนา ๑๒๔.
๑๙ ขุ.เถร. (บาลี) ๒๖/๓๖๔/๓๓๙.
๑๒ | ธรรมนิเทศ พระครวู าปจันทคณุ , ดร.
“น พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ ชนกุหนตฺถํ น ชนลปนตฺถํ, น ลาภสกฺการํ สีโลกา
นสิ งสฺ ตฺถํ, น อติวาทปฺปโมกฺขานิสงฺสตฺถํ, น “อิติ มํ ชโน ชานาตูติ” อโถ อิทํ ภิกฺขเว พฺร
หฺมจรยิ ํ วุสสฺ ติ สวํ รตถฺ ํ วิราคตถฺ ํ นิโรธตถฺ ”ํ ๒๐
“ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประพฤติพรหมจรรยนี้ มิใชเพื่อจะลวงคน มิใชเพื่อเกลี้ย
กลอมคน มิใชเ พือ่ อานิสงสคือลาภสักการะและชื่อเสียง มิใชเพ่ืออานิสงสคือการอวดอางวา
ทะ มใิ ชเพ่อื ใหคนรวู า“คนจงรูจกั เราดวยอาการอยา งนี้”แทจรงิ ตถาคตประพฤติพรหมจรรย
นี้ เพอื่ สาํ รวมระวงั เพอ่ื ละ เพื่อคลายกาํ หนดั เพือ่ ดบั ทกุ ข”๒๑
ในมหาสาโรปมสูตร๒๒ ไดเปรียบเทียบพระภิกษุผูเขามาบวชในพระธรรมวินัยไวทํานองวา
เดิมต้ังใจบรรลุมรรคผลนิพพาน ดับทุกข กลับไปควาเอาเพียงลาภสักการะบาง ศีลบาง
สมาธิบาง ไดเพียงปญญาบาง เหมือนกับบุรุษอยากไดแกนไม ควาขวานเขาไปในปา ตัดมา
ไดแตเพียงกง่ิ ใบ (คือ ลาภสักการะ) บา ง ตัดมาไดแตเพียงสะเก็ด (คือ สีลสัมปทา) บาง ตัด
มาไดแตเพียงเปลือก (คอื สมาธสิ มั ปทา) บาง ตัดมาไดแตเพยี งกะพี้ (คือ ญาณสัมปทา) บาง
แตมีบุรุษบางคนไมสนใจกิ่ง สะเก็ด เปลือก กะพี้ ถากลึกผานลงไปเอาแกน (คือ อสมย
โมกฺข) ทเี ดยี ว
ดังน้ัน การเผยแผพระพุทธศาสนาควรดําเนินงานอยางมีเปาหมายชัดเจน
ประกาศพรหมจรรยพรอมทงั้ อรรถและพยญั ชนะอันบริสทุ ธิ์บริบูรณครบถวน ควรใหโอกาส
ในการเขาถึงธรรม เพอ่ื มงุ ขจดั ธุลี คือ กิเลสที่คอยปดบังดวงตาของบุคคลผูมีปญญา และไม
เผลอสติดวยเหตุแหงลาภสักการะ หรือส่ิงเยายวนอื่นๆ อันเปนเหตุใหเกิดความมัวหมอง
แหง พรหมจรรย เหมือนอยางบุรษุ ที่ถือขวานมุงไปตัดเอาแกนของตนไม แตกลับไดมาแคกิ่ง
ใบ สะเกด็ เปลอื ก และกะพขี้ องตนไม ไมอ าจตัดเอาแกน มาไดอ ยา งที่มุงหวงั ไว
๕) การอุทศิ เวลาเพอ่ื สว นรวม พระพทุ ธเจา ทรงเปนแบบอยางของบุคคลผูอุทิศ
เวลาเพ่อื สวนรวมอยา งแทจริง ประเด็นศึกษาเพ่ือใหทราบถึงความสําคัญของธรรมนิเทศใน
ขอ นี้ จึงไดห ยบิ ยกเร่อื งพทุ ธกิจท่ีทรงบาํ เพ็ญซึง่ เปนกิจประจาํ วัน โดยทรงใชหลักการบริหาร
เวลาในแตละวันออกเปน ๕ ชวงเวลาดังกลาวแลวน้ัน พุทธศาสนิกชนยอมประจักษชัดถึง
ความสําคัญในเรื่องน้ี หากยอนไปศึกษาพุทธประวัติจะพบวา เมื่อเจาชายสิทธธัตถะตัดสิน
พระหัยเสด็จออกผนวช ขณะน้ันพระองคมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษา เทากับวาไดเสียสละ
๒๐ ส.ํ จตุกกฺ . (ไทย) ๒๑/๒๕/๓๐.
๒๑ ส.ํ จตกุ กฺ . (บาล)ี ๒๑/๒๕/๔๑.
๒๒ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๓๐๗/๒๗๒.
บทที่ ๑ ความรูเบอื้ งตนเกยี่ วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๑๓
ความสุขสวนพระองค และมอบพระองคใหเปนสมบัติขอชาวโลก จากนั้นไดอุทิศเวลาเพื่อ
การศึกษาคนควาหนทางพนทกุ ขอยา งจรงิ จงั ถึง ๖ ปเต็ม
พ.อ.ปน มทุ ุกันต เจา ของผลงาน“พทุ ธศาสตร”ไดก ลา วถงึ ข้ันตอนในการคนควา
ทางพนทกุ ข โดยแบง เปน ๓ ขนั้ ๒๓ ดังน้ี
ข้ันที่ ๑ เสด็จเขาไปขอรับการศึกษาในสํานักของอาจารยใหญ ๒ ทาน คือ อุทก
ดาบส และอาฬารดาบส ทรงศึกษาจนจบความรูของอาจารยท้ังสอง แตก็ยังไมพบทางพน
ทุกข
ข้ันที่ ๒ ทรงทรมานพระองคใหไดรับความลําบากอยางสาหัส ซึ่งเรียกวา
“บําเพ็ญทุกกรกิริยา” ตามวิธีท่ีนักบวชบางพวกนิยมทํากันในสมัยน้ัน จนพระวรกายซูบ
ผอมแทบส้นิ พระชนม เม่ือไมพบทางพนทกุ ขจึงเลิกกระทําทุกกรกิรยิ า
ข้ันที่ ๓ ทรงหันมาบําเพ็ญเพียรทางจิตใจซึ่งเปนวิธีท่ีแปลกไปจากนักพรต
ทง้ั หลายพงึ กระทํากัน จนไดต รัสรูใ นวนั เพญ็ เดือนวสิ าขะ (วิสาขปุรณม)ี
การทีพ่ ระองคท รงบําเพญ็ เพียรทางจติ จนจติ สงบน่ิง ความรแู จมแจงก็ปรากฏข้ึน
ในพระทัย ความรูที่ปรากฏขึ้นน้ี คือ คําตอบของปญหาท่ีคางพระทัยของพระองคมาเปน
เวลา ๖ ป เปนคําตอบที่ชัดแจงปราศจากความเคลือบแคลงสงสัย มีพระทัยบริสุทธิ์
ปราศจากกิเลสเครื่องเศราหมอง หลักความรูท่ีทรงคนพบน้ันมีส่ีขอ เรียกวา “อริยสัจ”
ตอจากน้ัน พทุ ธกิจเน่อื งการประกาศพระศาสนากเ็ รมิ่ ขนึ้ ตามลําดับ
ทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมจักกัปปวัตตนสูตร คือ สูตรวาดวยเรื่องการปลอย
ธรรมจักรใหหมุนไปท่ีใครจะตานทานใหถอยกลับไมได โปรดเบญจวัคคีย พระสูตรน้ีเปน
ประดุจจกั รแกวของพระเจาจักรพรรดิที่ไดปลอยไปเพ่ือแสดงความยิ่งใหญของพระองค แต
“ธรรมจักร”นี้เปนจักรที่ไมไดกอความเดือดรอนใหแกผูใด เปนจักรแหงธรรม เม่ือแผไปท่ี
ไหนก็จะอํานวยความสันติสุขใหแกท่ีน้ัน และธรรมจักรน้ีจะตองหมุนไปตลอดเวลา มี
ใจความสําคัญวา วิธีการคนหาทางแกทุกขที่พระองคทรงทดลองมาแลว ไดแก วิธีการ
หมกมุนอยูในกามารมณท่ีเรียกวา“กามสุขัลลิกานุโยค”และวิธีทรมานกายใหลําบากที่
เรียกวา“อัตตกิลมถานุโยค”ทั้งสองวิธีเปนวิธีที่หยอนเกินไปและตึงเกินไป สวนวิธีที่จะ
นําไปสูทางพนทุกขไดแทจริง ควรเปนวิธีที่ไมตึงหรือหยอนจนเกินไปที่เรียกวา
“มัชฌิมาปฏิปทา” คือ การปฏิบัติตามทางสายกลาง ซ่ึงเปนวิถีแหงการตรัสรูอันไดแก
อริยมรรคที่ประกอบดวยองค ๘ เร่ิมตนดวย สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นความเขาใจที่ถูกตอง)
๒๓ ปน มทุ กุ ันต, พุทธศาสตร เลมท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทโรงพิมพสมุดคงเจริญ จํากัด,
๒๕๕๖), หนา ๑๓๒.
๑๔ | ธรรมนิเทศ พระครูวาปจนั ทคณุ , ดร.
สมั มาสังกัปปะ (ความดําริชอบ ความคิดชอบ) สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ) สัมมากัม- มัน
ตะ (การกระทําชอบ) สมั มาอาชวี ะ (การดําเนินการเล้ียงชพี ที่ถกู ตอง) สัมมาวายามะ (ความ
เพียรพยายามชอบ) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (ความตั้งใจชอบ) พระ
พุทธองคไดทรงขยายความตอไปวา น่ันคือทางแหงการตรัสรูอริยสัจ ๔ ความจริงท่ี
ประเสรฐิ ซงึ่ เปนนัยหน่งึ แหง ปฏจิ จสมปุ ปบาท (การท่ีสิง่ ท้งั หลายกาศัยกนั จึงเกิดมีขึ้น,การท่ี
ทุกขเกิดข้ึนเพราะอาศัยปจจัยตอเนื่องกันมา) จากนั้นทรงยกอริยสัจ ๔ ข้ึนแสดงอยาง
พิสดาร เม่ือทรงแสดงปฐมเทศนาจบลง ธรรมจักษุไดเกิดขึ้นแกทานโกณฑัญญะ ซ่ึงเปนผูมี
อาวุโสที่สุดในกลุมเบญจวัคคีย ในคืนวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ (อาสาฬหปุรณมี) นั้นเอง
นับวาเปนบุคคลแรกในโลกที่ไดตรัสรูตามคําสอนของพระพุทธองค ซึ่งเปนขอที่พิสูจนไดวา
พระธรรมอันลกึ ซ้งึ ท่ีทรงตรัสรูนั้น มีคนสามารถรูตามได จึงทรงเปลงอุทานข้ึนวา“อฺญาสิ
วต โภ โกณฺฑฺโญ อฺญาสิ วต โภ โกณฺฑฺโญ”๒๔ แปลวา “ผูเจริญท้ังหลาย โกณ
ฑัญญะ ไดรูแลวหนอ ผูเจริญท้ังหลาย โกณฑัญญะไดรูแลวหนอ” และถือเปนกําลังใจให
พระพทุ ธองคทรงอุทศิ เวลาเพ่ือสง่ั สอนธรรมในโอกาสตอๆ ไปมากยง่ิ ขน้ึ ”
ดังน้ัน พระมหากรุณาธิคุณอันใหญหลวงที่พระพุทธเจาทรงมีตอชาวโลกในเร่ือง
ของการอุทิศเวลาเพื่อสวนรวมน้ี ไดสงผลดีอยางมหาศาลตอการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
ชาวโลกจะสังเกตไดวาพระองคทรงเริ่มตนจากการเสียสละความสุขสวนพระองคเพื่อ
การศกึ ษาคนควาทางพนทกุ ข เปนเวลาถึง ๖ ป ตอ เม่อื ทรงแสดงหลกั ความจริงที่ทรงคนพบ
ใหแกชาวโลก บุคคลท่ีมีปญญาเม่ือสดับฟงเพียงชวงเวลาส้ันๆ ก็สามารถเกิดธรรมจักษุ
เขาถงึ ธรรมไดใ นเวลาไมน านนกั พระมหากรุณาธคิ ุณในขอ นี้นบั เปน การไมส้ินเปล้ืองเวลาใน
การลองผิดลองถูกอกี ตอไป
๑.๔ วตั ถปุ ระสงคข องธรรมนเิ ทศ
วัตถุประสงคของธรรมนิเทศ ในพระพุทธศาสนาเปนศาสนาที่เกิดข้ึนมาเพ่ือ
ชวยเหลือเพ่ือนมนุษยทุกชนชั้น ผูมีความวุนวาย สับสน ถูกครอบงําดวยอวิชชา ตัณหา
อุปาทาน ดว ยการประกาศหลักธรรมที่ชวยแกปญหาอันเกิดจากความไมรูเทาทันความเปน
จรงิ ของชวี ิต เพ่อื นําไปสูกระบวนการพฒั นาปญ ญา ใหเพือ่ นมนษุ ยผูตกอยูในวังวนแหงทุกข
ไดห ยดุ คดิ พิจารณาถงึ ทกุ ข สาเหตุแหงทุกข ความดบั ทุกขและวิธีการท่ีนําไปสูความดับทุกข
หรือใหรูจักพิจารณาหาเหตุผลตามหลักความเปนจริงที่พระพุทธเจาทรงเปดเผยใหปรากฏ
แกเพื่อนมนษุ ย ทีเ่ รยี กวา “อริยสัจ”ฉะนั้นวัตถุประสงคของธรรมนิเทศจึงมุงประเด็นศึกษา
๒๔ ว.ิ ม. (บาลี) ๔/๑๘/๒๓.
บทที่ ๑ ความรเู บือ้ งตนเกยี่ วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนิเทศ | ๑๕
หลักการเผยแผพระธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจา ซึ่งทรงสอนใหพุทธศาสนิกชนพัฒนา
ศรทั ธา ปลูกปญ ญา ฝก อบรมตน และพึ่งพาตนเอง ๒ ประการ ดงั น้ี
๑.๔.๑ เพื่อการพัฒนาศรทั ธาและปญ ญาทีถ่ ูกตอ ง
ในการพฒั นาศรัทธานั้น คําวา ศรัทธา มีความหมายตามที่เขาใจกันโดยทั่วไปวา
ความเชอื่ สําหรับในทางธรรมทานหมายถึง สิ่งที่ควรเชื่อ, ความเชื่อที่ประกอบดวยเหตุผล,
ความมั่นใจในความจริง ความดี ส่ิงดีงาม และในการทําความดี ไมลูไหลตื่นตูมไปตาม
กระแสหรือลักษณะอาการภายนอก ชาวพุทธท่ีแทควรเปนผูมีความเขมแข็งตั้งม่ันอยูใน
หลักศรัทธาท่ีถูกตองและเปนแบบอยางท่ีดีแกชาวพุทธท่ัวไป ศรัทธาของชาวพุทธจึงเปน
ความเชื่อที่ประกอบดวยปญญา ไมงมงาย มั่นในพระรัตนตรัยไมหวั่นไหว ไมแกวงไกว ถือ
ธรรมเปนใหญและสูงสุด การพัฒนาศรทั ธามหี ลกั ที่ทา นแสดงสืบๆกนั มา ๔ อยา ง ดังน้ี
๑) กมั มสัทธา เชื่อกรรม
๒) วิปากสทั ธา เชือ่ ผลของกรรม
๓) กมั มัสสกตาสัทธา เช่ือวาหมสู ตั วมกี รรมเปน ของตน ทําดีไดดี ทาํ ชว่ั ไดชว่ั
๔) ตถาคตโพธิสทั ธา เช่อื ปญ ญาตรสั รูของพระตถาคต
ในกาลามสูตรซึ่งเปนสูตรหนึ่งในคัมภีรติกนิบาต อังคุตตรนิกายบันทึกไววา
พระพุทธเจาไดตรัสสอนชนชาวกาลามะแหงเกสปุตตนิคม แควนโกศล ไมใหเช่ืองมงายไร
เหตผุ ลตามหลกั ๑๐ ประการ๒๕ ดงั นี้
๑) อยางปลงใจเชื่อดวยการฟง ตามกันมา
๒) อยางปลงใจเช่อื ดว ยการถือสืบๆ กันมา
๓) อยางปลงใจเช่อื ดว ยการเลา ลือ
๔) อยา งปลงใจเช่อื ดว ยการอางตาํ ราหรือคมั ภีร
๕) อยา งปลงใจเช่อื ดว ยตรรก
๖) อยา งปลงใจเชอ่ื ดว ยการอนุมาน
๗) อยางปลงใจเช่อื ดวยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
๘) อยา งปลงใจเช่อื เพราะเขา กันไดก บั ทฤษฎีของตน
๙) อยางปลงใจเช่อื เพราะมองเหน็ รูปลกั ษณะนาเชอื่
๑๐) อยางปลงใจเชื่อเพราะนับถือวาทา นสมณะน้ีเปน ครูของเรา
๒๕ อง.ฺ ตกิ . (ไทย) ๒๐/๕๐๕/๒๔๑.
๑๖ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจันทคณุ , ดร.
ตอ เมื่อใดพจิ ารณาเห็นดว ยปญญวา ธรรมเหลานั้นเปนอกุศล เปนกุศล มีโทษ ไม
มโี ทษ เปนตน แลว จึงควรละหรือถือปฏบิ ัตติ ามนนั้
ในสวนของการการพัฒนาปญญาน้ัน ปญญา หมายถึง ความรูทั่ว เขาใจแจมชัด
รูจักแยกแยะไดในเหตุผล ดีช่ัว คุณโทษ ประโยชนมิใชประโยชน ความหมายในทางธรรม
ไดแก ความรอบรูในกองสังขารมองเห็นตามความเปนจริง ปญญา จัดเปนหลักธรรมสําคัญ
ซง่ึ ปรากฏในหมวดธรรมตางๆ เชน ไตรสกิ ขา บารมี ๑๐ พละ ๕ สัทธรรม ๗ เวสารัชชกรณ
ธรรม ๕ อธษิ ฐานธรรม ๔ และอรยิ ทรัพย ๗ เปนตน
ในการทีพ่ ัฒนาใหเกิดปญญาไดน้ัน จะตองเขาใจในจุดเร่ิมตนของการเกิดข้ึนของ
ปญ ญากอ น นน้ั กค็ อื บอ เกดิ แหงการพฒั นาปญ ญา โดยมีจุดเริ่มตน ๓ ประการ๒๖ ดังนี้
๑) สุตมยปญญา ปญญาท่ีเกิดจากการฟง เปนผลท่ีสืบเน่ืองมาจากความเปนผู
ไดยินไดฟงมาก เรียนรูมาก (พหุสฺสุตา) ความรูที่ไดจากการฟงจึงเปนหนทางหนึ่งในการ
เพ่ิมพูนสติปญญา ความสมบูรณแหงการฟงเพ่ือใหเกิดการพัฒนาปญญา ควรเกิดข้ึนพรอม
กับความทรงจํา (ธตา) คลองปาก (วจสา ปริจิตา) เจนใจ (มนสานุเปกฺขิตา) และขบไดดวย
ทฤษฏี (ทฏิ ฐ ิยา สุปฏวิ ิทฺธา)
๒) จินตมยปญญา ปญญาท่เี กิดจากการคดิ พจิ ารณา คิดเปน และคิดถูกวิธี ดวย
การรูจักนําความรูที่ไดรับจากการฟง การอาน การเลาเรียนศึกษามาเปนพ้ืนฐานแลวคิด
พจิ ารณาใหร อบคอบ การพัฒนาปญ ญาที่เกิดจากการคิดควรใชหลัก “โยนิโสมนสิการ” คือ
การกระทําไวในใจดวยอุบายอันแยบคาย ไดแก การพิจารณาเพ่ือใหเขาถึงความจริงดวย
การสบื คนหาเหตผุ ลไปตามลาํ ดบั จนถงึ ตนเหตุ แยกแยะองคประกอบจนมองเห็นตัวสภาวะ
และความสัมพนั ธแหงเหตุปจจัย หรือตริตรองใหรูจักส่ิงที่ดีท่ีช่ัว ยังกุศลธรรมใหเกิดข้ึนโดย
อบุ ายท่ชี อบ ซงึ่ จะไมใหเกิดอวชิ ชาและตณั หา
๓) ภาวนามยปญญา ปญญาท่ีเกิดจากการฝกอบรม เจริญปญญาใหรูเทาทัน
เขา ใจส่งิ ท้ังหลายตามความเปน จริง จนมีจิตใจเปนอิสระ ไมถูกครอบงําดวยกิเลสและความ
ทกุ ข การพฒั นาปญ ญาท่ีเกิดจากภาวนาจงึ ตอ งมกี ารปฏิบัติ บําเพ็ญ ฝกอบรมจิตใจใหเจริญ
งอกงาม มคี วามเขม แขง็ มั่นคง เบกิ บาน สงบสขุ ผองใสดว ยความเพียร
๑.๔.๒ เพ่อื การฝกอบรมตนและการพ่ึงพาตนเอง
ในการฝกอบรมตนน้ันมงุ เนน ที่หลกั การประพฤติพรหมจรรย เพ่ือความสิ้นกิเลส
อันเปนจุดมุงหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีทั้งหลักการและวิธีปฏิบัติเพื่อนําไปสูการ
๒๖ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๗๑.
บทที่ ๑ ความรเู บือ้ งตนเกย่ี วกับธรรมนเิ ทศ ธรรมนิเทศ | ๑๗
เขาถึงความส้ินกิเลส พระพุทธเจาทรงใหความสําคัญการฝกอบรมตน เพราะเปนหนทาง
หน่ึงในการพัฒนาปญญา วิธีปฏิบัติเพ่ือการฝกอบรมตนสามารถกระทําไดทั้งฝายบรรพชิต
และคฤหัสถ ตามหลกั ไตรสกิ ขา ไดแก ขอปฏบิ ัตสิ ําหรับฝก อบรม มี ๓ อยาง คือ
๑) อธสิ ลี สิกขา ไดแ ก การฝก อบรมเร่ืองศลี ในข้ันตนควรเรมิ่ จากการสรา งวนิ ัย
ในตนเองเพื่อวางรากฐานชวี ิตใหมั่นคง เพราะชาวพุทธตองรูจักดําเนินชีวิตท่ีดีงาม และรวม
สรา งสรรคส ังคมใหเ จริญม่นั คง ตามหลักวนิ ยั ทง้ั ของบรรพชิตและคฤหัสถมี“สีลสัมปทา”คือ
ถงึ พรอมดว ยศีล ถา เปนคฤหัสถก็รักษากายวาจาใหเรียบรอย ประพฤติตนอยูในคลองธรรม
ถาเปนภิกษุก็สํารวมระวังในพระปาฏิโมกข มีมารยาทดีงาม และมี“สีลวิสุทธิ”คือ ความ
หมดจดแหงศีล รกั ษาศลี ใหบ ริสทุ ธติ์ ามภูมขิ องตน ซงึ่ จะชว ยเปนฐานใหเ กดิ สมาธิ
๒) อธจิ ิตตสกิ ขา ไดแก การฝกอบรมเร่ืองจติ เม่ือสามารถรักษาวินัยชาวพุทธได
บริบูรณครบถวน การฝกอบรมตนในระดับที่สูงข้ึนไป จึงตองอาศัยการเจริญภาวนาตาม
หลักพระพุทธศาสนา ๒ อยาง ไดแก สมถภาวนา การฝกอบรมจิตใหเกิดความสงบ มีสมาธิ
และวปิ ส สนาภาวนา การฝกอบรมปญญาใหเกิดความรูตามความเปนจริง เพ่ือนําชีวิตใหถึง
จดุ หมาย
๓) อธิปญญาสิกขา ไดแก การฝกอบรมเรื่องปญญา ใหรูเทาทันโลกและชีวิต
ทําจิตใหเปนอิสระ เกิด“วิชชา”คือ ความรูแจง หมายถึงความรูสภาวะท่ีแทจริงของส่ิง
ทั้งหลาย กระบวนการฝกอบรมปญญาจึงมุงกําจัดอวิชชาใหหมดส้ินไป พระพุทธเจาจึง
เปรียบปญญาเหมือนแสงสวางวา“นตฺถิ ปฺญาสมา อาภา”ไมมีแสงสวางใดเสมอดวย
ปญญา
ในสวนของการพ่ึงพาตนเองน้ัน วัตถุประสงคของธรรมนิเทศในขอนี้ มุงชี้ใหเห็น
วาพระพุทธศาสนาสอนใหคนรูจักพ่ึงตนเอง หวังผลสําเร็จดวยการลงมือทําและรูจักแกไข
ปรับปรุงตนเองใหเจริญกาวหนา หม่ันสํารวจความกาวหนาทั้งในสวนตนและพระศาสนา
การพึ่งพาตนเองได หมายถึง การทําตนใหเปนท่ีพึ่งของตนได พรอมท่ีจะรับผิดชอบตนเอง
ไมทําตัวใหเปนปญหาหรือเปนภาระถวงความเจริญของหมูคณะ หรือหมูญาติ ดวยการ
ประพฤติธรรมสาํ หรบั สรางทีพ่ ่งึ แกต นเอง ๑๐ ประการ ทเี่ รียกวา “นาถกรณธรรม”๒๗ ดังน้ี
๑) ศลี ประพฤตดิ ีมีวนิ ยั ดําเนินชวี ติ สจุ รติ และประกอบสมั มาชพี
๒) พาหสุ ัจจะ ไดเ ลาเรยี นสดับฟง มาก รูช ดั เจนและใชไดจริง
๓) กัลยาณมติ ตตา มมี ิตรดีงาม รจู กั เลือกเสวนาคบหาคนดี
๒๗ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๔๕/๓๕๙.
๑๘ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจ ันทคณุ , ดร.
๔) โสวจสั สตา เปนคนวา งาย รับฟงเหตผุ ล พรอมจะแกไ ขปรบั ปรุงตน
๕) กงิ กรณเี ยสุ ทักขตา เอาใจใสใ นกิจธุระของเพ่ือนรว มหมคู ณะ
๖) ธัมมกามตา เปน ผูใครใ นธรรม ชอบศึกษาหาความรหู าความจรงิ
๗) วิริยารมั ภะ มคี วามขยนั หมนั่ เพยี ร ไมละเลยทอดทิง้ ธุระหนา ที่
๘) สนั ตฏุ ฐี มีความสันโดษรูจกั พอดี ไมม ว่ั เมาเหน็ แกค วามสขุ ทางวัตถุ
๙) สติ มสี ติมน่ั คง รจู ักยบั ย้ังช่งั ใจ ไมประมาทและไมท้ิงโอกาสท่ดี ี
๑๐) ปญญา มีปญ ญาเขา ใจสิ่งทงั้ หลายตามความเปน จรงิ
พระพุทธเจาทรงประกาศอริยสัจจธรรม คือ หลักความจริงอันประเสริฐ ให
เปดเผยปรากฏข้ึนแกชาวโลกดวยทรงเปน“สัมมาสัมพุทธ”ผูตรัสรูเองโดยชอบ คือรู
อริยสัจจ ๔ โดยไมเคยไดเรียนรูจากผูอื่น จึงทรงเปนผูเร่ิมประกาศสัจจธรรม และเปนผู
ประดิษฐานพระพุทธศาสนา ฉะนั้น บุคคลผูมุงหวังความเจริญในธรรมขององคพระ
สัมมาสัมพุทธเจาจงึ ควรเปน ผูถงึ พรอ มดว ยความขยันหมั่นเพียร เพื่อการพฒั นาศรัทธา ปลูก
ปญญา ฝกอบรมตนและรจู ักพง่ึ พาตนเอง
๑.๕ ธรรมนิเทศในพระพุทธศาสนา
นับจากตรัสรูเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา ที่มหาโพธิพฤกษ ริมฝงแมน้ําเนรัญชรา
ตําบลอุรุเวลา เสนานิคม (ปจจุบันเรียกวา“พุทธคยา”) ในแควนมคธ เม่ือวันเพ็ญเดือน
วิสาขะชวงเวลา ๒ เดือนจากน้นั ในวนั เพญ็ เดอื นอาสาฬหะ พระสมั มาสมั พทุ ธเจาทรงแสดง
ปฐมเทศนาแกเบญจวัคคีย ที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน ใกลเมืองพาราณสี และทรงประทาน
การบวชแกเ บญจวัคคีย ณ ทป่ี านั้น ไดพบกับยสกุลบุตรและสหาย ๕๔ คน ทรงแสดงธรรม
โปรด ท้ังหมดจึงออกบวชและบรรลุอรหันตผล จึงเกิดมีพระอรหันตสาวกยุคแรก ๖๐ รูป
จึงทรงสงพระอรหันตสาวกทั้งหมดออกไปประกาศพระศาสนา ดังนั้น ธรรมนิเทศในทาง
พระพุทธศาสนาจึงจะกลาวถึง ธรรมนิเทศสมัยพุทธกาลและหลังสมัยพุทธกาล พอเปน
แนวทางในการศกึ ษา ดังน้ี คือ
๑.๕.๑ ธรรมนิเทศสมยั พุทธกาล
ธรรมนิเทศสมัยพุทธกาล ถือวาไดเกิดขึ้นในชวงที่พระพุทธองคไดมี พระอรหันต
สาวกท้ัง ๖๐ รูป จึงมีบทบาทสําคัญอยางมากตอการประกาศพระศาสนาในยุคตน
พระพุทธเจาทรงเร่ิมดําเนินงานเผยแผเชิงรุกชนิดที่บรรดาผูนําศาสนาสมัยน้ันอยางเชน
ศาสนาเชนและศาสนาพราหมณไมท นั ไดต้งั ตัว เพราะรับสั่งใหพ ระอรหันตสาวกแยกยายกัน
บทที่ ๑ ความรูเบือ้ งตน เกย่ี วกับธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๑๙
ไปรูปละทิศ ดวยทรงเชื่อมั่นในความรูความสามารถ แมแตพระองคเองก็ยังเสด็จกลับไปยัง
ตาํ บลอุรุเวลา เสนานคิ ม เพื่อทรงแสดงธรรม
การดาํ เนนิ งานเผยแผเชงิ รกุ ในยุคตน ปรากฏผลวา พระพุทธศาสนาซึง่ เปนศาสนา
ใหมไดเริ่มหยั่งรากลึกลงสูจิตใจของชาวพาราณสีอยางรวดเร็ว พระพุทธพจนท่ีตรัสแกพระ
อรหนั ตสาวก ๖๐ รปู กอนสงไปประกาศพระศาสนาชี้ใหเห็นวัตถุประสงคหลักของการเผย
แผเพื่อประโยชนสุขของมหาชน และเพ่ือเกื้อการุณยแกชาวโลก ซ่ึงพุทธบริษัทจดจําเปน
หลักมาจนถงึ ทุกวนั น้ี
เมื่อพระพุทธเจาทรงแยกพระองคจากพระอรหันตสาวกแลว ไดเสด็จยอนกลับ
มายังอุรุเวลา เสนานิคม แควนมคธ โดยมีจุดมุงหมายเพื่อแสดงธรรมโปรดชฎิล ๓ พ่ีนอง
(ชฎิล คอื นักบวชประเภทหนึ่ง เกลา ผมมนุ เปนมวยสงู ข้ึน มกั ถือลทั ธบิ ชู าไฟ บางคร้ังจัดเขา
ในพวกฤษี) ท่ีคยาสีสะ คร้ันพระพุทธเจาเสด็จไปถึง ทานอุรุเวลกัสสปะไมคอยจะยินดี
ตอ นรับนกั คงเห็นวาเปน นกั บวชตางพวกกัน จึงจัดท่ีพักใหในโรงไฟ ซ่ึงในนั้นมีพญานาค (งู
ใหญ) ท่ีมีพิษรายแรงอาศัยอยู วันรุงข้ึน ทานอุรุเวลกัสสปะไดไปที่โรงไฟดวยคิดวา พระ
สมณะโคตมคงเสยี ชวี ิตแลว เมือ่ ไดเ หน็ พระพุทธเจายงั อยูในภาวะปรกติ ก็เกิดความสนใจใน
ความสามารถและยอมพูดคุยสนทนาดวย พระพุทธเจาไดยอมเวลาอยูกับทานอุรุเวลากัสส
ปะถึง ๒ เดอื น เพ่อื สรางความเล่อื มใสเช่อื ถือ ทรงพิจารณาเห็นวาความเล่ือมใสของทานอุรุ
เวลกัสสปะกับบริวารถึงจุดอิ่มตัวแลว จึงทรงเริ่มใหสติวา การถือปฏิบัติที่ไดทํามาเปน
เวลานานแลวน้ัน ไมใชวิถีทางที่จะนําไปสูความเปนพระอรหันต ทําใหทานสลดใจในความ
เขลาเขาใจผิดของตน จึงพากนั ทงิ้ บริขารสําหรับชฎิล และเครื่องบูชาไฟ ในแมนํ้าเนรัญชรา
แลวทูลขออุปสมบทพรอมท้ังบริวาร ตอมานองชายทั้งสองกับบริวารทราบขาวจึงเขามาขอ
บวชกบั พระพุทธองคเชน กัน
พระธรรมเทศนาที่แสดงโปรดชฎลิ ๓ พี่นองพรอมกับบริวารอีก ๑,๐๐๐ รูป มีช่ือ
วา “อาทิตตปริยายสูตร”๒๘กลาวถึง อายตนะทั้ง ๖ ที่รอนติดไฟลุกทั่ว ดวยไฟราคะ ไฟ
โทสะ และไฟโมหะ ตลอดจนรอนดวยทุกข มีชาติ ชรา มรณะ เปนตน ทําใหทานอุรุ
เวลากัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ พรอมบริวารบรรลุอรหัตตผล หลังจากนั้น
พระพทุ ธเจาจึงเสดจ็ เขากรุงราชคฤห เมืองหลวงแหงแควนมคธ โปรดพระเจาพิมพิสารและ
ราชบรพิ าร
พุทธกิจวาดวยการประดิษฐานพระศาสนาในแควนมคธ ถือเปนการวาง
ยุทธศาสตรส าํ คัญแหงการเผยแผธ รรม เพราะชมพูทวปี สมยั น้ันแบงเปน ๑๖ แควน นับจาก
๒๘ ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๕๔/๖๓.
๒๐ | ธรรมนิเทศ พระครูวาปจนั ทคณุ , ดร.
ตะวันออกข้ึนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ คือ อังคะ มคธ กาสี โกศล วัชชี มัลละ เจตี วังสะ
กุรุ ปญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ และกัมโพชะ ใน ๑๖ แควนนี้ บาง
แควนไดสูญสิ้นหรือกําลังเสื่อมอํานาจ บางแควนมีช่ือเสียงหรือกําลังเรืองอํานาจขึ้นมา
โดยเฉพาะแควนท่ีมอี ํานาจสงู สุด คือ แควนมคธ
เมื่อพระเจาพิมพิสาร กษัตริยแหงแควนมคธ ทรงทราบวาพระสมณะโคตมได
เสด็จมาพักท่ีสวนตาลหนุม พระองคจึงพาขาราชบริพารไปเฝา พระพุทธเจาทรงแสดง
เทศนาเร่ืองอริยสัจ ๔ ทําใหพระเจาพิมพิสารพรอมดวยขาราชบริพารจํานวนมากเกิด
ธรรมจักษุ ประกาศตนเปนผูถึงพระรัตนตรัยเปนสรณะและไดถวายพระเวฬุวัน ซ่ึงมีชื่อ
เรียกขานกันวา“เวฬุวนาราม”เปนอารามแหงแรกในพระพุทธศาสนา ณ เมืองราชคฤห
นั่นเอง พระพุทธเจาทรงไดอัครสาวก คือ พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ อดีต
ปรพิ าชก มชี อ่ื เดิมวา อปุ ตสิ สะ และโกลิตะ ทัง้ สองเปนเพือ่ นสนิทที่รักกันมาก อัครสาวกทั้ง
สองไดเ ปน กาํ ลังสําคัญในการประดิษฐานพระศาสนาอยางม่ันคงในแควนมคธ เม่ือพระสารี
บุตรบรรลุอรัหัตตผลแลว ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (มาฆปุรณมี) มีจาตุรงคสันนิบาต การ
ประชุมพรอมดวยองค ๔๒๙ คือ
๑) วนั นัน้ ดวงจนั ทรเสวยมาฆฤกษ (เพ็ญเดือน ๓)
๒) พระสงฆ ๑,๒๕๐ รปู มาประชมุ กันโดยมไิ ดนัดหมาย
๓) พระสงฆเ หลา นน้ั ทัง้ หมดลวนเปน พระอรหนั ตผ ไู ดอ ภิญญา ๖
๔) พระสงฆเ หลา นัน้ ทง้ั หมดลว นเปน เอหภิ กิ ขุอปุ สัมปทา
พระพุทธเจา จึงทรงใชโอกาสสําคัญแหงจารตุรงคสันนิบาตนี้ ประกาศหลักการ
สําคญั เรียกวา“โอวาทปาฏิโมกข”คือ หลักคําสอนสําคัญของพระพุทธศาสนา หรือคําสอน
อันเปนหัวใจของพระพุทธศาสนา ซ่ึงเทากับเปนการประกาศ“ธรรมนูญ”แหงการเผยแผ
พระพทุ ธศาสนา ในท่ีประชุมพระอรหนั ตสาวกถงึ ๑,๒๕๐ รูป
ในปท่ี ๓ แหงพุทธกิจ อนาถปณฑิกเศรษฐีเกิดความเลื่อมใส ไดประกาศตนเปน
อุบาสก สรางวดั พระเชตวนั ถวาย ทีเ่ มอื งสาวตั ถี แควน โกศล และนางวิสาขามหาอุบาสิกาก็
ไดส รางวดั บปุ ผารามถวายท่เี มอื งสาวัตถเี ชน กนั เปน อันวาพระพุทธเจาทรงประดิษฐานพระ
ศาสนาไดอยางมั่นคงในแควนมคธ และพรอมกันน้ันก็ไดขยายยุทธศาสตรการเผยแผไปยัง
แควนโกศล มีพระสงฆสาวกผูมีความสามารถจํานวนมาก ไดองคอุปถัมภท่ีย่ิงใหญมีผู
เลื่อมใสท้ังเมอื ง และไดทรงประกาศ“ธรรมนูญ”แหงการเผยแผไวเ ปน หลักสืบไป
๒๙ ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๑๘๒-๑๘๓/๙๐.
บทที่ ๑ ความรูเ บื้องตนเกย่ี วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๒๑
๑.๕.๒ ธรรมนเิ ทศสมยั หลังพุทธกาล
ธรรมนิเทศสมัยหลังพุทธกาล โดยถือเอาการทําสังคายนาพระธรรมวินัย
ชวงเวลา ๓ เดอื น หลังจากพระพุทธเจาเสดจ็ ดับขันธปรินิพพาน มีการสังคายนาครั้งท่ี ๑๓๐
ปรารภเรื่องสุภัททภิกษุ ผูบวชเมื่อแก กลาวจาบจวงพระธรรมวินัย และเพ่ือใหพระธรรม
วินัยรุงเรืองอยูสืบไป โดยที่ประชุมพระอรหันต ๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปะเปนประธาน
พระอุบาลีเปนผูว ิสชั ชนา พระวินยั พระอานนทวิสัชชนาพระธรรม ณ ถํ้าสัตตบรรณคูหา
ภเู ขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห พระเจาอชาตศัตรทู รงอุปถัมภ ใชเวลา ๗ เดอื น
ในปพ.ศ.๑๐๐ มีสังคายนาครั้งท่ี ๒ ปรารภเรื่องภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐
ประการ๓๑ นอกธรรมวนิ ัย พระยศกากัณฑบุตรเปนผูชักชวนพระอรหันต ๗๐๐ รูป ประชุม
ทําท่ีวาสิการาม เมืองเวสาลี พระเรวตะเปนผูถาม พระสัพพกามีเปนผูวิสัชชนา โดยมีพระ
เจากาลาโศกราชทรงอุปถมั ภใ ชเวลา ๘ เดือน
หลังจากน้ี ภิกษุวัชชีบุตรไดแยกตัวออกจากเถรวาท กลายเปนพวกหน่ึงตางหาก
เรยี กช่ือวา “มหาสงั ฆิกะ” และทําสงั คายนาตางหากเรียกวา มหาสังคีติ เปนอาจริยวาทกลุม
ใหม นบั เปนจุดเร่ิมใหเกดิ นกิ ายข้ึนและเปน ตน กาํ เนิดของอาจรยิ วาท ที่ตอมาเรียกตนเองวา
“มหายาน”
ในป พ.ศ.๒๑๘ พระเจาอโศกมหาราชไดราชาภิเษก แผขยายอาณาจักรออกไป
จนกวางใหญไ พศาล กลายเปนกษตั ริยทีย่ งิ่ ใหญท่ีสุดในประวตั ิศาสตรของอินเดีย หลังจากท่ี
ตแี ควนกลิงคะไดในปท่ี ๘ แหงรัชกาล พระเจาอโศกทรงสลดพระทัยตอความทุกขยากของ
ประชาชน และไดหันมานับถือวิถีแหงสันติและเมตตาของพระพุทธศาสนา ทรงประกาศ
เลิกสังคามวิชัย หันมาดําเนินนโยบาย“ธรรมวิชัย”สรางส่ิงสาธารณูปโภค บํารุงความสุข
และศีลธรรมของประชาชน อุปถัมภบํารุงพระสงฆ สรางวิหารเพ่ือเปนศูนยกลางการศึกษา
และทําศิลาจารึกเพ่ือส่ือสารธรรมแกประชาชน ประกาศหลักการแหงเสรีภาพแบบสมัคร
สมานทางศาสนา ตลอดจนอุปถัมภสังคายนาคร้ังที่ ๓ และสงศาสนทูต ๙ สาย ไปประกาศ
พระศาสนาในดนิ แดนหางไกล
สังคายนาคร้ังที่ ๓ มีขึ้นเม่ือ พ.ศ.๒๓๕๓๒ ปรารภเรื่องที่มีเดียรถียมากมายปลอม
บวชเขามา ดว ยหวงั ลาภสักการะในหมสู งฆ พระอรหนั ต ๑,๐๐๐ รปู มีพระโมคคัลลีบุตรติส
๓๐ วิ.จุ.(ไทย) ๗/๔๓๗/๓๗๕.
๓๑ ว.ิ จ.ุ (ไทย) ๗/๔๔๖/๓๙๓.
๓๒ วิ.ป. (ไทย) ๘/๓/๕.
๒๒ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจ นั ทคณุ , ดร.
สะเถระเปนประธาน ประชุมทําที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ใชเวลา ๙ เดือน หลังจาก
สงั คายนาแลว มีการสงพระศาสนทตู ออกไปประกาศพระศาสนา ๙ สาย ดงั นี้ คือ
๑) พระมัชฌันตกิ ะ ไป กสั มีร-คันธารรฐั
๒) พระมหาเทวะ ไป มหิงสกมณฑล
๓) พระรกั ขิตะ ไป วนวาสี
๔) พระโยนกธรรมรักขติ ไป อปรันตกะ
๕) พระมหาธรรมรกั ขติ ไป มหารฐั
๖) พระมหารกั ขิต ไป โยนกรฐั
๗) พระมัชฌมิ ะ ไป เทศภาคแหงหินวนั ต
๘) พระโสณะและพระอุตตระ ไปสุวรณภมู ิ
๙) พระมหินทะ ไป ตมั พปณณิทวปี (ลังกา)
การประกาศพระศาสนาในคร้ังน้ัน สงผลใหพระพุทธศาสนาไดเผยแผออกไปยัง
ดินแดนนอกชมพูทวีปเปนครั้งแรกและประดิษฐานมั่งคงในประเทศตางๆทั้งในเอเชียและ
เอเชียตะวันออกเฉยี งใต รวมทง้ั ประเทศไทย โดยเฉพาะอยา งย่ิงพระพุทธศาสนาไดต้ังม่ันใน
ลังกาภายใตการอุปถัมภของพระเจาเทวานัมปยติสสะ ผูทรงเปยมดวยศรัทธา ทรงสราง
มหาวิหาร ซึง่ ไดเ ปนศูนยก ลางใหญของพระพุทธศาสนาเถรวาทสบื มา
สถานการณของพระพุทธศาสนานับจากน้ี มีลักษณะเปนไปตามสภาพธรรม คือ
เจริญขึ้นและเส่ือมไปตามเหตุปจจัยขององคอุปถัมภ จนถึงขั้นสูญส้ินไปจากอินเดียดินแดน
ตนกําเนิด แตดวยอานุภาพแหงพระธรรมคําส่ังสอนของพระพุทธเจา ที่มีลักษณะคงไวซึ่ง
หลักความจริง ไมข้ึนอยกู ับกาลเวลา ใหผลแกผปู ฏบิ ัติทกุ เวลาทุกโอกาส และทาทายตอการ
พิสูจน ทําใหพุทธศาสชกิ ชนยังคงรกั ษาและสบื ตอ อายุพระพุทธศาสนามาจนถงึ ทกุ วันน้ี
๑.๖ ธรรมนเิ ทศกบั นเิ ทศศาสตรและการประยุกตใช
ธรรมนิเทศกับนิเทศศาสตรและการประยุกตใช เพ่ือการเผยแผพระพุทธศาสนา
ในยุคปจจบุ นั ตองมีหลกั การทีส่ ําคัญสามารถประมวลได ดังนี้ คอื
๑.๖.๑ หลกั ธรรมนิเทศ
หลักธรรมนิเทศที่จะสามารถนํามาประยุตกใชในการเผยแผพระพุทธศาสนา
อาจจะมแี นวทางท่ีหลากหลาย เพื่อเปน แนวทางในการศึกษาจึงขอนําเอาคํากลาวของ พระ
สธุ วี รญาณ (ณรงค จิตฺตโสภโณ) รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตนครราชสีมา ไดกลาวถึงหลักธรรมนิเทศไวในบทความทางวิชาการเรื่อง
บทที่ ๑ ความรเู บื้องตนเกยี่ วกับธรรมนเิ ทศ ธรรมนิเทศ | ๒๓
“จติ วิทยาการเผยแผ” ซ่ึงไดนําเสนอหลักการสําคัญตอคําถามที่วา การเผยแผธรรมควรมี
หลกั การอยา งไร มใี จความพอสรุปได ดงั น้ี
๑) มีเปาหมายในการเผยแผ ดุจพระพุทธเจาทรงทําเพ่ือความสุข เพ่ือเกื้อกูล
ชนเปนเพ่ืออนุเคราะหโลก การเผยแผมีความจําเปนดุจไดอาหารตองแบงกันกิน “เนกาสี
ลภเต สขุ ”ํ กนิ คนเดียวไมไ ดสุข ควรรูจ ักแบง ปน ประโยชนใ หผ อู ่นื
๒) มใี จกวา งอยาไปพูดขม ขูผ ูอื่น หรอื สาํ นกั ปฏบิ ตั ิอน่ื ๆ ในอริยวังสสูตร๓๓ สอน
ใหไมยกตนขมผูอื่นดวยปจ จัย ๔ (จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช) มีปหานะ คือ
รูจักละหรือกําจัดบาปอกุศลธรรมท่ีเปนเหตุใหเกิดทุกข และมีภาวนา ไดแก การฝกอบรม
จิตและการเจริญปญญา แมสมาธิเองก็สามารถใหประโยชนถึง ๔ ข้ันตอน คือ (๑) อยูเปน
สุขในปจ จุบัน (๒) ใหม สี ตสิ ัมปชัญญะ (๓) ใหเกดิ ญาณทัสสนะ และ(๔) ดับกเิ ลส เปน ตน
๓) อานและศึกษาพระไตรปฎก เพื่อใชเปนหลักในการเผยแผธรรม และยึดถือ
พระพุทธพจนเ ปน แนวทางในการเผยแผ
๔) ศึกษาวิชาการสมัยใหมไวบาง เพ่ือเปนรางรถรองรับพระพุทธศาสนา การ
นําวิชาการสมัยใหมมาเปรียบเทียบใหเด็กเขาใจ จะชวยใหเด็กสนใจหลักธรรมใน
พระพทุ ธศาสนามากยง่ิ ข้นึ ฉะนั้น จึงควรเปดโลกทัศนดวยการศึกษาวิชาการสมัยใหม และ
อา นหนงั สือใหม ากๆ ไวเ ปน การดี ดุจขงจ้ือกลาวไววา “คนจะเปนปราชญตองเดินทางหม่ืน
ลี้ อานหนังสือหมนื่ เลม ”
๕) นักเผยแผหากรูวาตนไมสามารถก็ควรแสวงหา และสงเสริมคนดีคนมี
คณุ ภาพ หาคนทมี่ คี ณุ ภาพมาบวชเปนพระภิกษุและสามเณร ดุจพระเถระในสมัยสังคายนา
คร้งั ท่ี ๒ นาํ เด็กฉลาดจากสกลุ พราหมณ มาบวชจนกชู ือ่ พระศาสนา คนคุณภาพมีคุณสมบัติ
๔ ประการ คือ (๑) ประพฤติดี (มีศีล) (๒) ความรูดี (พาหุสัจจะ) ( ๓) มีความสามารถดี (กิ
งกรณียตา) และ(๔) มีใจสงู (ธมั มกามตา) เปนตน
๖) หมั่นสํารวจตนเองอยูเสมอ เมื่อมีโลภ อยากดี อยากเดน ผอนใหเบาลง มี
โทสะมากๆ ก็ผอนใหเบาลง จงมีนิวาตะเอาลมออก ออนนอมถอมตน จงคิดวา“ประโยชน
ของพระพทุ ธศาสนาสําคญั ท่สี ดุ ตัวเราเปนเพยี งผงธุล”ี
๗) มีคารวะธรรมอยางสูงในพระรัตนตรัย อยาดูถูกพระพุทธรูป เหยียบ
พระธรรมหรือดูถูกพระสงฆ ถือวาสิ่งเหลาน้ี คือ สัญลักษณแทนพระรัตนตรัย ดุจชาง
ฉทั ทันตเหน็ ผา กาสาวพัสตรแ ลว ไมฆ า นายพรานโกง
๓๓ องฺ.จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๒๘/๔๔.
๒๔ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจ นั ทคณุ , ดร.
๘) อยาดูถูกคนธรรมดาหรือพระธรรมดาเณรนอยหรือคนธรรมดาทั่วๆไป
พระพุทธเจาเคยตรัสไววา ส่ิงท่ีไมควรดูถูกวาเล็กนอย ๔ ประการ คือ (๑) อยาดูถูกวาไฟน้ัน
นอ ย(๒) อยาดูถูกวา อสรพิษ (งู เปนตน) วาตัวนอย (๓) อยาดูถูกวาพระเจาแผนดินวายังอายุ
นอย (ยังพระเยาว) และ(๔) อยา ดูถูกวา พระภิกษ-ุ สามเณรวาบวช มีพรรษานอย เปนตน
๙) ในการเผยแผทุกครั้งควรมีทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ ปริยัติคนลืมเร็ว
แตการปฏบิ ตั นิ ้นั จะอยใู นใจของคนปฏบิ ตั ติ ลอดไป
หลกั ธรรมนิเทศท้งั ๙ ประการนี้ เปน ประโยชนอยางย่ิงตอ การพฒั นาตนเอง ผูทํา
หนาท่ีนิเทศหรือบอกสอนธรรม แสดงธรรม เผยแผธรรม จึงควรหม่ันสํารวจตรวจสอบ
ตนเองอยเู สมอวา มหี ลักธรรมนเิ ทศขอใดบา งที่ยังไมสามารถปฏิบัติใหถึงพรอ ม๓๔
ท้ังนี้เพ่ือเปนการเตรียมความพรอมในทุกๆ ดาน กอนออกไปปฏิบัติงานเผยแผ
ธรรม ดวยสํานึกในหนาท่ีของการเปนผูสืบศาสนา นอกจากน้ี การหมั่นสํารวจ
ความกา วหนา ใหถือหลกั วดั ความเจริญ ๕ ประการ๓๕ ดังน้ี
๑) ศรัทธา มคี วามเชือ่ ถกู หลกั พระศาสนา ไมงมงายไขวเ ขว
๒) ศลี ประพฤติและเลีย้ งชีพสุจริต เปนแบบอยา งได
๓) สตุ ะ รเู ขา ใจหลกั พระศาสนาพอแกการปฏบิ ตั ิและแนะนําผูอน่ื
๔) จาคะ เผอื่ แผเ สยี สละ พรอมทจ่ี ะชวยเหลอื ผูซง่ึ พึงชวยเหลือ
๕) ปญญา รเู ทา ทันโลกและชีวิต ทําจติ ใจใหเปน อสิ ระได
๑.๖.๒ หลกั นเิ ทศศาสตร
ในหลักนิเทศศาสตร (Communication Arts)เปนวิชาที่มีความสัมพันธกับ
ศาสตรส าขาตา งๆ มากมาย จึงเปนที่สนใจของนักศึกษามาทุกยุคทุกสมัย การศึกษาเพ่ือทํา
ความเขา ใจเกีย่ วกบั หลักนิเทศศาสตร จะเปนประโยชนอยางย่ิงตอการนําไปประยุกตใชกับ
หลักธรรมนิเทศ เพราะเปนศาตรสมัยใหมที่มีพัฒนาการมาจากการสื่อสาร
(Communication) เก่ียวของกับพฤติกรรมของมนุษย ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู และ
แจกจายขอมูลขาวสารซ่ึงกันและกัน โดยอาศัยความตองการ ความอยากรูอยากเห็น และ
ความพึงพอใจของมนษุ ยเ ปนหลกั
กระบวนการสอ่ื สารของมนษุ ย จงึ เปน ประโยชนโ ดยตรงตอการพัฒนาทักษะการ
เรยี นรูของมนุษย ชวยเสรมิ สรางพัฒนาการทางดา นสตปิ ญ ญาของมนุษยใหกวางขวางย่ิงขึ้น
๓๔ พระสุธีวรญาณ (ณรงค จิตฺตโสภโณ), พุทธศาสตรปริทรรศน, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พมิ พมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๑). หนา ๓๕.
๓๕ อง.ฺ ปญจก.(ไทย) ๒๒/๖๕/๑๑๓.
บทที่ ๑ ความรเู บือ้ งตน เกยี่ วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๒๕
สงเสริมความเขาใจท่ีถูกตองตอกัน และชวยลดปญหาความขัดแยงตางๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
มนุษย ดวยเหตุน้ีหลักนิเทศศาสตรจึงเก่ียวของโดยตรงกับการสื่อสารมวลชนและการ
ประชาสมั พนั ธ
กระบวนการส่ือสารมีขอบเขตกวางขวางมาก มีหลายระดับซับซอนมีทั้งที่ใช
คําพูดและไมใชคําพูด และแทรกซึมอยูเกือบทุกสวนของแบบแผนการดํารงชีวิตของมนุษย
การสื่อสารจึงมีความสําคัญตอทุกคน เพราะทําใหเกิดความเขาใจซึ่งกันและกัน และทําให
มนุษยอยูรวมกันไดในสังคมอยางมีความสุข ระบบการส่ือสารท่ีเกิดขึ้นนั้นมักมีผลมาจาก
ความตองการ เพ่ือที่จะถายทอดอารมณความรูสึกนึกคิด และทัศนคติของมนุษย หรือมี
จุดมุงหมายอยางใดอยางหนึ่ง คือ การใหความรูและขอมูลขาวสาร ใหความสุขความ
เพลิดเพลินและความสบายใจ ใหเกิดความคิดริเร่ิมสรางสรรคส่ิงใหมๆ และใหการติดตอ
ประสานงานและสรา งสรรคง านรวมกัน มีหลักการทีส่ าํ คญั ๒ ประการ ดงั น้ี คือ
๑) การส่ือสารมวลชน (Mass Communication) การสื่อสารมวลชน คือ การ
สื่อสารที่เผยแพรไปสูคนจํานวนมากไมจํากัดเพศ วัย เช้ือชาติ และไมวาจะอยูหางไกลแค
ไหน ผูสงสารและผูรับสารไมจําเปนตองอยูเฉพาะหนากันเหมือนการส่ือสารประเภทอื่น
เปนการส่ือสารท่ีไมอาจกําหนดจํานวนและตัวผูรับสารไดอยางแนนอน พรอมท้ังไมอาจรับ
ผลยอนกลับ (Feedback) ไดทันที และอาศัยการสงสารผานส่ือเทคโนโลยีสมัยใหม ซ่ึงมี
ความสามารถในการแพรกระจายสูง เชน วิทยุ โทรทัศน หนังสือพิมพ และภาพยนต เปน
ตน ปจจุบันมีกิจการดานการส่ือสารมวลชนเกิดข้ึนมากมาย เชน หนังสือพิมพ นิตยสาร
วารสาร วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน ภาพยนตร เปนตน ซึ่งไดรับความสนใจจาก
ประชาชนเปนอยา งมาก เพราะมคี วามสะดวกรวดเรว็ ในการแพรก ระจายขอมูลขา วสาร
ผูปฏิบัติงานในดานน้ีรูจักกันโดยทั่วไปวา“สื่อมวลชน”และมีชื่อเรียกเฉพาะตาม
ลักษณะของส่ือที่ตนเองเขาไปรับผิดชอบดําเนินงาน เชน นักขาว นักหนังสือพิมพ ผูดําเนิน
รายการวิทยุโทรทัศน ผูประกาศขาว เปนตน สื่อมวลชนจะตองเปนผูดําเนินงานดวยความ
รับผิดชอบสูง เพราะมีอิทธิพลตอทัศนคติของมหาชนอยางกวางขวาง และอาจทําใหผูรับสาร
เกิดความเขาใจผิด จนยากท่ีจะแกไขไดในภายหลัง การรูจักเลือกใชชองทางการส่ือสารอยาง
เหมาะสมก็จะทําใหการดําเนินงานตางๆ ประสบความสําเร็จไดในวงกวาง สื่อสารมวลชนทุก
ชนิดจึงมีบทบาทสําคัญตอสังคม ๕ อยาง ดังนี้ คือ (๑) เสนอขาว (๒) เสนอความคิดเห็น (๓)
เสนอความรู (๔) เสนอความบันเทิง และ(๕) โฆษณา ประชาสมั พนั ธแ ละการบริการสาธารณะ
๒) การประชาสัมพันธ (Public Relations) การประชาสัมพันธ เปนกระบวนการ
สื่อสารท่ีไดรับการพัฒนาขึ้นอยางเปนระบบ เพราะความจําเปนเกี่ยวกับการเสริมสรางความ
เขาใจที่ดีระหวางกันของคนในสังคม และความจําเปนที่จะตองมีการติดตามประเมินผล เพื่อ
๒๖ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจ ันทคณุ , ดร.
ตรวจสอบผลสัมฤทธ์ิของการดําเนินงานในระยะยาว การประชาสัมพันธ จึงมีพ้ืนฐานมาจาก
ระบบการส่ือสารองคกร (Organization Communication) ที่ดําเนินงานเผยแพรขอมูล
ขาวสาร เพื่อใหความรูความเขาใจ และสรางความสัมพันธท่ีดีทั้งภายในและภายนอกองคกร
เพื่อขอความรวมมือจากประชาชนกลุมเปาหมาย เพื่อสรางภาพลักษณและเผยแพรชื่อเสียง
ใหเปนท่ยี อมรับในวงกวาง
การประชาสัมพันธ เปนงานเกี่ยวกับการสรางความสัมพันธที่ดีใหเกิดขึ้น
ระหวางองคกรกบั ประชาชน ซ่ึงมใิ ชสิง่ ทจ่ี ะดําเนนิ การใหป ระสบความสาํ เรจ็ ไดโดยงาย การ
ดําเนนิ งานประชาสมั พนั ธทมี่ ีประสทิ ธิภาพ ควรแบง ความสัมพนั ธออกเปน ๓ ระดับ คอื
(๑) ระดับการเผยแพรขาวสารจากองคกรไปสูประชาชน เพื่อสรางความเขาใจ
และความนยิ มชมชอบในองคก ร
(๒) ระดับการจัดระบบบริการขาวสาร เพ่ือเผยแพรขาวสารขององคกร และ
ขา วสารอ่ืนๆ ที่เปน ประโยชนไปสูประชาชน เพื่อสรางภาพลักษณท่ีดีใหเกิดขึ้นในจิตใจของ
ประชาชนกลุมเปา หมาย
(๓) ระดับการวางแผนและการปฏิบัติการระยะยาว มีการสรางเครือขายการ
สื่อสาร เพื่อสงขาวสารและเผยแพรภาพลักษณขององคกรไปสูประชาชน รวมทั้งการรับรู
ขาวสารและพฤติกรรมของประชาชนท่ีมีตอองคกร โดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห วิจัย
การสํารวจ การรับฟงความคิดเห็น จนนําไปสูการกําหนดภาพลักษณท่ีเอ้ืออํานวยตอการ
พฒั นาองคกรในระยะยาว ซ่งึ จะสง ผลดีทั้งในดานสงั คมและเศรษฐกิจตอไปในอนาคต
นอกจากการดาํ เนินงานทั้ง ๓ ดังกลาวแลว การประชาสัมพันธที่มีประสิทธิภาพ
จะตองดํานึงถึงข้ันตอนการดําเนินงานตางๆ อีกมากมาย ในที่นี้พอจะสรุปเปนแนวทาง
พื้นฐานได ๔ ประการ คือ (๑) การวิจัยและการรับฟงความคิดเห็น (๒) การวางแผน และ
การตดิ สนิ ใจ (๓) การตดิ ตอ สอ่ื สาร และ(๔) การประเมินผล เปนตน
๑.๖.๓ หลกั การประยุกตใชเพ่อื การเผยแผ
การศึกษาหลักธรรมนิเทศและนิเทศศาสตร ดังกลาวแลวขางตน สามารถนํามา
เปนแนวทางในการประยุกตใหเหมาะกับการเผยแผพระพุทธศาสนาได โดยอาศัยหลักการ
คดิ พิจารณาในเบอ้ื งตนท่วี า ดงั นี้
๑) ธรรมเหลาใดเปน ไปเพอ่ื
(๑) ความยอ มใจใหต ดิ
(๒) ความประกอบทุกข
(๓) ความพอกพนู กเิ ลส
บทท่ี ๑ ความรูเ บอ้ื งตนเกยี่ วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๒๗
(๔) ความมกั มากอยากใหญ
(๕) ความไมส ันโดษ
(๖) ความคลุกคลใี นหมคู ณะ
(๗) ความเกยี จคราน
(๘) ความเล้ียงยาก
ธรรมเหลาน้ี พงึ รูวาไมใชธรรม ไมใ ชวินยั ไมใชส ัตถศุ าสน
๒) ธรรมเหลา ใดเปน ไปเพ่อื
(๑) คลายความหายติด
(๒) ความไมประกอบทกุ ข
(๓) ความไมพอกพูนกเิ ลส
(๔) ความมกั นอ ย
(๕) ความสันโดษ
(๖) ความสงดั
(๗) การประกอบความเพยี ร
(๘) ความเลยี้ งงาย
ธรรมเหลานี้ พึงรวู าเปนธรรม เปน วนิ ัย เปนสตั ถศุ าสน
ควรยดึ หลกั การประยุกตตามแนวพุทธศาสตรแ ละธรรมศาสตรควบคูกันไป กลาว
คือ ใชหลักพุทธศาสตรนําความรูในศาสตรสาขาตางๆ และนําความรูในศาสตรสาขาตางๆ
มาประยุกตใชกับหลักธรรม หรือนําหลักธรรมไปประยุกตเขากับความรูในศาสตรเหลาน้ัน
ฉะนน้ั หลกั การประยุกตใ ชเพ่อื การเผยแผ จึงมุงเนนการเรียนรูใหสามารถจัดการกับตนเอง
ได เพื่อปพู น้ื ฐานไปสูการเปนผูมีใจเปดกวาง เรียนรูท่ีจะอยูรวมกันกับผูอ่ืน อยางมีความสุข
สงบทามกลางความแตกตางทางความคิดของผูคนในสังคมปจจุบัน ดวยหลักการ ๗
ประการ ดงั ตอ ไปน้ี คือ
๑) เรียนรูความตองการของตนเอง เขาใจตนเอง พรอมท่ีจะปรับปรุงแกไข
ขอบกพรอ งของตนเอง หม่ันฝกอบรมตน และมีทัศนคตทิ ่ีดี เขาใจกฎของการอยูรวมกันท่ีวา
“เรารกั สขุ เกลียดชงั ทกุ ขฉนั ใด คนอ่ืนสัตวอ่ืนกร็ กั สุขเกลยี ดชังทุกขฉนั น้ัน”
๒) รูจักปรับตัวใหเขากับผูอื่น มีมนุษยสัมพันธที่ดี เสียสละ แบงปน
พยายามเขา ใจความคดิ ของผูอื่น และยอมใหผ อู ื่นมีสว นเขาใจความคดิ ของตนเองดว ย
๓) เขาไปมีสวนรวมเปนสมาชิกของกลุม ไมควรอยูโดดเด่ียว กลาเผชิญกับ
ปญ หา เพราะการคบหาสมาคมกับผอู นื่ จะเปนพืน้ ฐานทด่ี ีของการอยูรวมกันในสงั คม
๒๘ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจนั ทคณุ , ดร.
๔) เรียนรูการทํางานรวมกับผูอื่น รูจักใหเกียรติ เปนมิตรที่ดี มีความจริงใจ
และถือเปน โอกาสดีทจ่ี ะไดแลกเปลีย่ นความรแู ละประสบการณตา งๆ รว มกนั
๕) รูจักการวิเคราะหวิจัย การสํารวจแนวคิดหรือประชามติ เพื่อประโยชน
ในการจัดการบริหารชุมชนหรือกลุมชน ซึ่งจะสงผลดีตอความเช่ือถือศรัทธา และการรวม
แรงรวมใจกนั
๖) มีความสามารถในการบรหิ ารจัดการโครงการ หรือกําหนดกิจกรรมตางๆ
โดยตองมกี ารวางแผนไวลวงหนาอยางเปนระบบและเปนขั้นตอน พรอมท้ังตองพยายามให
ประชาชนกลุม เปาหมายเขามามีสวนรวมในการดําเนินงานดว ยทุกครงั้
๗) มีบทบาทสําคัญในการใหคําแนะนําปรึกษาดานการส่ือสารมวลชนและ
การประชาสัมพันธตอฝายบริหารองคกร เพื่อประโยชนในการเดินงานใหเกิดความสัมพันธ
กบั ชมุ ชน และประชาชนกลุม เปาหมาย
๑.๗ สรปุ ทา ยบท
ความหมายของคําวา“ธรรมนิเทศ”เปนคําที่เกิดจากวิธีสรางคําในภาษาไทยดวย
การสมาส คือ นําคําที่มีใชอยูแลวมารวมกัน เพ่ือใหเกิดความหมายใหมตามความตองการ
ของผใู ช มีความหมายตามรปู ศัพทวา แสดงธรรม จาํ แนกธรรม ช้ีแจงธรรม เม่อื นาํ มาใชเปน
ศัพทเฉพาะในเชิงวิชาการ คํานี้จึงหมายถึง วิชาท่ีศึกษาเกี่ยวกับหลักการและวิธีการเผยแผ
พระพุทธศาสนา
ความสําคญั ธรรมนิเทศ พิจารณาไดจากพระจริยาวัตรของพระพุทธเจาท่ีเรียกวา
“พุทธจริยา”กิจประจําวันที่ทรงบําเพ็ญตลอดพระชนมายุของพระพุทธเจาท่ีเรียกวา“พุทธ
กิจ”และพุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธี คือ (๑) พุทธจริยา คือ พระจริยาวัตรของ
พระพุทธเจา (๒) พุทธกิจ คือ กิจที่พระพุทธเจาทรงบําเพ็ญ หรือการงานที่พระพุทธเจา
ทรงกระทําซึง่ เปน กจิ ประจาํ และ (๓) พุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธี คือ การช้ีแจงให
เห็น ชวนใจใหอยากรับเอาไปปฏิบัติ เราใจใหอาจหาญแกวกลาคือ บํารุงจิตใจใหแชมช่ืน
เบกิ บาน โดยชใี้ หเ ห็นผลดหี รือคณุ ประโยชนท่ีจะไดร ับและทางที่จะกาวหนาบรรลุผลสําเร็จ
ยิ่งขนึ้ ไป เปน ตน
วัตถุประสงคข องธรรมนิเทศในพระพุทธศาสนา เพ่ือชวยเหลือเพื่อนมนุษยทุกชน
ช้ัน ผูมีความวุนวาย สับสน ถูกครอบงําดวยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ดวยการประกาศ
หลักธรรมท่ีชวยแกปญหาอันเกิดจากความไมรูเทาทันความเปนจริงของชีวิต เพื่อนําไปสู
กระบวนการพัฒนาปญญา ใหเพ่ือนมนุษยผูตกอยูในวังวนแหงทุกขไดหยุดคิดพิจารณาถึง
ทกุ ข สาเหตุแหงทุกข ความดับทุกขและวิธีการที่นําไปสูความดับทุกข หรือใหรูจักพิจารณา
บทท่ี ๑ ความรูเบอื้ งตนเกย่ี วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๒๙
หาเหตุผลตามหลักความเปนจริงท่ีพระพุทธเจาทรงเปดเผยใหปรากฏแกเพ่ือนมนุษย ท่ี
เรียกวา “อริยสจั ”ซ่ึงเปนหลักธรรมทม่ี คี วามสําคญั ของธรรมนเิ ทศ
ธรรมนิเทศในพระพุทธศาสนา จึงมีเน้ือความเก่ียวเนื่องมาจากการประกาศ
พระศาสนา เพ่ือเปดเผยสัจจธรรมใหปรากฏแกชาวโลก ซึ่งเปนพุทธกิจที่ทรงบําเพ็ญอยาง
ยากย่ิงตลอด ๔๕ พรรษา ซ่ึงประมวลเน้ือหาออกเปน ๒ ไดแก ธรรมนิเทศคร้ังพุทธกาล
ประกอบดวยการพิจารณาตัดสินใจประกาศพระศาสนา การประดิษฐานพระศาสนาใน
แควนมคธ และธรรมนิเทศยุคหลังพุทธกาล ประกอบดวยการทําสังคายนาเพ่ือสืบตออายุ
พระพุทธศาสนา และการไดองคอุปถัมภผูย่ิงใหญ คือ พระเจาอโศกมหาราช พระองคผู
ขยายโอกาสแหง การเขา ถึงธรรมไปยังดนิ แดนตา งๆ ทั่วโลก
การประยุกตหลักนิเทศสมัยใหม เพื่อนํามาใชใหเหมาะสมกับการเผยแผ
พระพุทธศาสนา มีแนวทางการศึกษาทั้งในสวนของหลักธรรมนิเทศและนิเทศศาสตร
ประกอบกัน ทําใหไดความรูท่ีจะอยูรวมกันในสังคมซ่ึงมีความแตกตางกันทางความคิดได
อยางสงบสุข มีความมุงมั่นในการฝกอบรมตน มีทัศนคติท่ีดีตอการมองโลกมองชีวิต รูจัก
เสียสละความสุขสวนตน เพ่ือประโยชนสุขของสวนรวม รูจักสํารวจแนวคิดหรือประชามติ
ของประชาชนกลุมเปาหมาย เพ่ือนําไปสูการพัฒนางานเผยแผใหสอดคลองกับความ
ตองการของประชาชน
บทที่ ๒
หลกั การและวิธกี ารเผยแผพระพุทธศาสนา
๒.๑ ความนํา
วิธีการสอนพระพุทธองคทรงใชมาต้ังแตเร่ิมประกาศพระพุทธศาสนาและในกาล
ตอมาพระสาวกทัง้ หลายกป็ ฏิบัตติ ามหลักการและวธิ ีการน้ัน การเผยแผพระพุทธศาสนาจะทํา
ไดอยางมีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากนอยเพียงใดข้ึนอยูกับการสอนเปนดานหลัก และเปน
วิธีการที่ไมจํากัดอยูในวิธีใดวิธีหนึ่งโดยเฉพาะ แตเปล่ียนไปไดตามความเหมาะสมแหง
กาลเทศะพรอมทั้งบุคคลท่ีจะสอน และแนนอนวาการสอนจะสัมฤทธิ์ผลตองข้ึนอยูกับผูสอน
ดวยเปน สําคญั
พระพุทธเจาทรงสอนในส่ิงที่มีความหมายตอผูฟงทุกระดับชั้น พระองคไมทรงสอน
ในส่ิงท่ไี รความหมายตอผูฟง เพราะประโยชนจากความหมายแหงธรรมท่ีทรงสอนยอมอํานวย
ผลตอผูฟงไดอยางเต็มที่ แมกระท้ังในระบบการเรียนการสอนมีก็ตององคประกอบที่เปนตัว
ปอนกระบวนการและผลผลิตตัวปอน ไดแก ครูหรือผูสอน ผูเรียน หลักสูตร สิ่งอํานวยความ
สะดวก ส่ือวัสดุอุปกรณกระบวนการ ไดแก การดําเนินการสอน การตรวจสอบความรูพื้นฐาน
การสรางความพรอมในการเรียน การใชเทคนิคการสอนตางๆผลผลิต ไดแก ผลการเรียนรู
ดานพทุ ธิพิสยั จติ พสิ ยั และทักษะพสิ ัย
ในบทน้ีจึงจะนําเสนอเกี่ยวกับ หลักการสอนโดยท่ัวไป หลักพ้ืนฐานการสอนของ
พระพุทธเจา หลักการและวิธีเผยแผของพระพุทธเจา คุณสมบัติของนักเผยแผ เพ่ือจะไดเปน
แนวทางในการนําไปประยุกตใชใหเกิดประโยชนแกเผยแผพระพุทธศาสนาในโอกาสตอไป
๒.๒ หลกั การสอนโดยท่วั ไป
วิธีการสอนโดยท่ัวไป จะเนนที่จุดประสงคของการสอน เชน ทางพุทธศาสนา
พุทธองคท รงสอนเพ่ือใหร ูแจงเหน็ จริงในกองสงั ขาร ทั้งหลายท้งั ปวงวา เปน ของไมเท่ียง เปน
ทุกขและเปนอนัตตา เพ่ือใหหลีกพนเสียจากทุกขเหลานั้น หลักการสอนโดยท่ัวไปจะมี
องคประกอบท่ีเกี่ยวขอ ง ๓ ประการ คอื
บทท่ี ๒ หลักการและวธิ กี ารเผยแพพระพุทธศาสนา ธรรมนเิ ทศ | ๓๑
๒.๒.๑ เนอ้ื หาหรอื เร่ืองทสี่ อน
หลักการสอนเบ้ืองตน จะตองเกี่ยวของกับเน้ือหาหรือเรื่องที่จะสอนวาจะสอน
เร่ืองอะไรแกใคร ที่ไหน อยางไร? พระพุทธองคจะแสดงธรรมแกใคร พระพุทธองคจะทรง
เลือกหลักธรรมท่ีจะใหเหมาะสมกับบุคคลเปนสําคัญในการสอน ซึ่งมีหลักการสําคัญ ดังน้ี
คือ
๑) สอนจากส่ิงที่รูเห็นเขาใจงาย หรือรูเห็นเขาใจอยูแลวไปหาส่ิงท่ีรูเห็นเขาใจ
ไดยากหรอื ยงั ไมร ู ไมเห็น ไมเขาใจ เชน อรยิ สัจจ
๒) สอนเน้อื เร่อื งท่คี อ ยลมุ ลึกยากลงไปตามลําดบั ช้นั และความตอเนื่องกันเปน
สายลงไปอยา งทเ่ี รียกวาสอนเปนอนปุ พุ พิกถา ๕ ประการ๑ คอื
(๑) ทานกถา เรอ่ื งทาน การเสียสละแบง ปนชว ยเหลือกนั
(๒) สลี กถา เรื่องศลี กลาวถึงความประพฤติทถ่ี กู ตองดงี าม
(๓) สคั คกถา เรือ่ งสวรรค กลา วถงึ ความสขุ ความเจริญและผลท่ีนา
ปรารถนาอันเปนสวนดีของกาม ทจ่ี ะเขา ถึงเมือ่ ไดป ระพฤตดิ ีงามตามหลักธรรมสองขอ ตน
(๔) กามาทนี วกถา เรอื่ งโทษแหง กาม กลาวถงึ สว นเสีย ขอบกพรอง
ของกามพรอ มท้งั ผลรายท่ีสืบเนือ่ งมาแตกาม อันไมควรลุมหลงมัวเมา จนถึงรูจักที่จะหนาย
ถอนตนออกได
(๕) เนกขัมมานิสังสกถา เร่ืองอานิสงสแหงการออกจากกาม กลา วถึง
ผลดีของการไมหมกมุนเพลิดเพลินติดอยูในกามและใหมีฉันทะท่ีจะแสดงความดี
งามและความสขุ สงบทีป่ ระณตี ย่ิงขื้น
๓) ถาส่ิงท่ีสอนเปนสิ่งท่ีแสดงไดพึงสอนดวยของจริง ใหผูเรียนไดดู ไดเห็น ได
ฟงเองอยางท่ีเรียกวา ประสบการณตรง เชน ทรงสอนพระนันทะท่ีคิดถึงคนรักที่สวยงาม
ดวยการพาไปชมนางฟา นางอปั สรเทพธดิ าใหเห็นกบั ตา
๔) สอนตรงเน้ือหา ตรงเรื่อง คุมอยูในเร่ือง มีจุด ไมวกวน ไมไขวเขว ไมออก
นอกเรอ่ื งโดยไมม อี ะไรเกี่ยวของในเนื้อหา
๕) สอนมีเหตผุ ล ตรองตามเหน็ จรงิ ได อยา งท่ีเรยี กวา สนทิ านํ
๖) สอนเทาที่จําเปน พอดีสําหรับใหเกิดความเขาใจ ใหการเรียนรูไดผล ไมใช
สอนเทา ท่ตี นรู หรือสอนแสดงภูมิวาผูสอนมีความรูมาก เชน เมื่อพระพุทธเจาประทับอยูใน
ปาประดูลายใกลเมืองโกสัมพี ไดทรงหยิบใบประดูเล็กนอยใสพระหัตถแลวตรัสถามภิกษุ
ทงั้ หลายวา ใบประดใู นพระหัตถกับในปาไหนจะมากกวากัน เม่ือภิกษุทั้งหลายทูลวา ในปา
๑ วิ.ม. (ไทย) ๔/๒๖/๓๒.
๓๒ | ธรรมนิเทศ พระครวู าปจ นั ทคณุ , ดร.
มากกวา จึงตรัสวา ส่ิงที่พระองครูแตไมไดนํามาสอนเหมือนใบประดูในปา สวนที่ทรงส่ัง
สอนนอยเหมือนใบประดูในพระหัตถ และตรัสแสดงเหตุผลวาเพราะสิ่งเหลาน้ันไมเปน
ประโยชน มิใชหลักการดําเนินชีวิตอันประเสริฐ ไมชวยใหเกิดความรูถูกตองท่ีจะนําไปสู
เปาหมายคือพระนิพพานได๒
๗) สอนสิง่ ท่มี คี วามหมาย ควรท่ีเขาจะเรียนรูและเขาใจเปนประโยชนแกตัวเอง
เหมือนอยางพระพุทธพจนวา“พระองคทรงมีเมตตาหวังประโยชนแกสัตวท้ังหลายจึงตรัส
พระวาจาตามหลัก ๖ ประการ คอื
(๑) คาํ พดู ท่ีไมจริง ไมถ กู ตอ ง,ไมเ ปนประโยชน, ไมเปนท่รี ักที่ชอบใจของผูอ่ืน
ไมต รัส
(๒) คาํ พูดท่จี ริง ถกู ตอ ง, แตไมเปนประโยชน, ไมเปนที่รักที่ชอบใจของผูอื่น
ไมตรสั
(๓) คําพูดที่จริง ถูกตอง, เปนประโยชน, ไมเปนท่ีรักที่ชอบใจของผูอื่น
เลอื กกาลตรสั
(๔) คําพูดที่ไมจริง ไมถูกตอง, ไมเปนประโยชน, ถึงเปนที่รักที่ชอบใจของ
ผอู ื่น ไมต รสั
(๕) คาํ พูดที่จริงถูกตอง, แตไมเปนประโยชน, ถึงเปนที่รักท่ีชอบใจของผูอ่ืน
ไมตรสั
(๖) คําพูดที่จริง ถูกตอง, เปนประโยชน, เปนที่รักที่ชอบใจของผูอ่ืน เลือก
กาลตรัส๓
ลักษณะของพระพุทธเจาในเรื่องนี้คือ ทรงเปนกาลวาที สัจจวาที ภูตวาที อัตถ
วาที ธรรมวาที วินัยวาที เปนตน
๒.๒.๒ ผูเรยี น
หลักการสอนของพระพทุ ธเจา ท่ีเก่ียวกับตัวผูเรียน ที่ผูสอนควรที่ยึดเปนแนวทาง
ในการสอน ดงั น้ี คือ
๑) รู คํานึงและสอนใหเหมาะสมตามความแตกตางระหวางบุคคล เชน คํานึงถึง
จรติ ๖ (ไดแ ก ราคะจรติ พวกรกั สวยรกั งาม, โทสะจริต พวกใจรอนขี้หงุดหงิด, โมหะจริต
๒ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๑๗/๑๒.
๓ ม.ม. (บาล)ี ๑๓/๘๘/๘๖ ; ม.ม. (ไทย) ๑๓/๘๘/๘๖.
บทท่ี ๒ หลักการและวิธกี ารเผยแพพ ระพทุ ธศาสนา ธรรมนเิ ทศ | ๓๓
พวกเหงาซึมงมงาย, สัทธาจริต พวกเชอื่ งาย นอมใจเชื่อทันทีทุกอยาง, พุทธิจริต พวกชอบ
ใชความคิดพิจารณา, วิตกจริต พวกคิดจับจดฟุงซาน) และรูระดับความสามารถของแตละ
บุคคล ดังที่พระพุทธเจาไดทรงพิจารณาเม่ือกอนเสด็จออกประกาศพระศาสนาวา“เหลา
สัตวท่ีมีธุลีในดวงตานอยก็มี ท่ีมีกิเลสในดวงตามากก็มี ท่ีมีอินทรียแกกลาก็มี ท่ีมีอินทรีย
ออ นก็มี ท่ีมีอาการดกี ม็ ี ทมี่ ีอาการทรามกม็ ี ทจ่ี ะสอนใหรูไดงายก็มี ที่จะสอนใหรูไดยากก็มี
บางพวกตระหนกั ถึงโทษภยั ในปรโลกอยูกม็ ี
๒) ปรับวิธีสอนใหเหมาะกับบุคคล แมสอนเรื่องเดียวกันแตตางบุคคล อาจใชวิธี
ตางกนั ขอ นีเ้ ก่ียวโยงเนอ่ื งมาจากขอ ท่ี ๑
๓) ผูสอนตองคํานึงถึงความพรอม ความสุกงอม ความแกรอบแหงอินทรียหรือ
ญาณ (บาลีเรียกวา ปริปากะ) ของผูเรียนแตละบุคคลเปนรายๆไปดวย วาเขาควรจะได
เรียนอะไร และเรียนไดแคไหนเพียงไร หรือวาส่ิงท่ีตองการใหเขารูน้ันควรใหเขาเรียนได
หรือยัง
๔) สอนโดยใหผูเรียนลงมือทําดวยตัวเอง ซ่ึงจะชวยใหเกิดความรูความเขาใจ
ชดั เจนแมน ยาํ และไดผลจริง
๕) การสอนในรูปที่ใหรูสึกวา ผูเรียนกับผูสอนมีบทบาทรวมกันในการแสวงหา
ความจริง ใหมีการแสดงความคิดเห็นโตตอบไดโดยเสรี หลักการนี้เปนขอสําคัญในวิธีการ
แหง ปญญา ซ่งึ ตอ งการอิสรภาพในทางความคิด เปน หลกั ที่พระพุทธเจาใชเปนประจํา เปน
รูปแบบของการถามตอบ อาจแยกการสอนออกเปน ๒ ลักษณะ ดังน้ี คอื
(๑) กระตุน ใหผเู รียนแสดงความคดิ เหน็ ของตนออกมา ชขี้ อคิดใหแกเขา
สงเสรมิ ใหเ ขาคดิ และใหผูเรียนเปนผูวินิจฉัยความรูน้ันเอง ผูสอนเปนเพียงผูช้ีชองทางเขาสู
ความรู ในการนผี้ ูสอนมกั จะกลายเปน ผถู ามปญ หาแทนท่ีจะเปนผตู อบ
(๒) เปดใหมีการแสดงความคิดเห็น โตตอบอยางเสรี แตมุงหาความรู ไมใช
มุง แสดงภมู ิหรือขม กนั
๖) เอาใจใสบุคคลท่ีควรใหความสนใจพิเศษเปนรายๆไปตามควรแกกาลเทศะ
และเหตุการณ
๗) ชวยเหลอื เอาใจใสคนทดี่ อ ยที่มปี ญหา
๒.๒.๓ ผูสอน
ตัวผูสอนถือวามีสวนสําคัญเปนอยางย่ิงท่ีจะเปนผูใหความรูหรือขอมูลตางๆแก
ผูเ รียนตัวผูส อนจึงตอ งคาํ นงึ ถึงหลกั เกณฑก ารสอน ๕ ประการ ดังตอ ไปน้ี คอื
๓๔ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจันทคณุ , ดร.
๑) ในการสอนน้ันการเริ่มตนเปนจุดท่ีสําคัญมากอยางหนึ่ง การเร่ิมตนที่ดีมีสวน
ชวยใหการสอนสาํ เร็จผลดเี ปน อยา งมาก อยา งนอ ยกเ็ ปนเคร่ืองดึงดูดความสนใจและนําเขา
สูเ นอื้ หาได พระพุทธเจาทรงมีวิธีเร่ิมตนที่นาสนใจมาก โดยปกติพระองคจะไมทรงเร่ิมสอน
ดวยการเขาสูเนอื้ หาธรรมะทีเดียว แตจะทรงสนทนากับผูท่ีทรงพบหรือผูมาเฝาดวยเร่ืองที่
เขาเขา ใจดีอยูแลวหรือเร่อื งทเ่ี ขาสนใจ
๒) สรางบรรยากาศในการสอนใหปลอดโปรง เพลิดเพลินไมใหตึงเครียด ไมให
เกดิ ความอดึ อัดและใหเ กียรตแิ กผ ูเ รยี นใหเขามคี วามภมู ิใจในตัวเอง
๓) สอนมุงเนื้อหา มุงใหเกิดความรูความเขาใจในสิ่งที่สอนเปนสําคัญ ไมกระทบ
ตนและผูอน่ื ไมมงุ ยกตน ไมม ุงเสียดสใี คร
๔) สอนโดยเคารพ คือต้ังใจสอน ทําจริง ดวยความรูสึกวาเปนสิ่งท่ีมีคุณคา
มองเหน็ ความสําคัญของผูเรียนและงานส่ังสอนนั้น ไมใชสักวาทําหรือเห็นผูเรียนโงเขลาหรื
เปน ชนช้นั ต่าํ ๆ
๕) ใชภ าษาสภุ าพ นมุ นวล ไมหยาบคาย ชวนใหสบายใจ สละสลวยเขาใจไดงาย
เหมือนอยางคําพูดท่ีวา“พระสมณโคดมมีพระดํารัสไพเราะ รูจักตรัสถอยคําไดงดงาม มี
พระวาจาสุภาพ สละสลวย ไมม โี ทษ ยงั ผฟู งใหเขาใจเนือ้ ความไดชดั แจง”
๒.๓ หลักพน้ื ฐานการสอนของพระพทุ ธเจา
ในทางพระพุทธศาสนามีหลักการสอนท่ีหลากหลายพระพุทธเจาจะเลือกเอา
หลักธรรมทม่ี คี วามเหมาะสมกับแตละบุคคลมาใชสอนแตก็มีลักษณะสําคัญอยางหน่ึงที่ตาง
จากศาสนาทั่ว ไปโดยถือปญญาเปนสําคัญ ไมบังคับศรัทธาใหเสรีภาพทางความคิด ไม
เรียกรองและไมบังคับความเช่ือ ไมกําหนดขอปฏิบัติท่ีบังคับแกศาสนิกชนแตใหพิจารณา
เลอื กตัดสินใจดวยตนเอง เรียกวาเปนศาสนาแหงปญญาการศึกษาหรือสิกขาจึงเปนเนื้อตัว
ของชวี ิตในทางพระพุทธศาสนา
เปนหลักพ้นื ฐานการสอนเกย่ี วกบั การดาํ เนินชวี ิตเพ่อื นําไปสวู ธิ กี ารแกปญ หา ดงั นี้
๒.๓.๑ การสอนเร่อื งการดําเนนิ ชวี ติ ของมนุษย
การศกึ ษา(สกิ ขา) แบงออกไปเปน ๓ ดานโดยสอดคลอ งกบั องคประกอบและการ
ดาํ เนินชีวติ ของมนษุ ยท่มี ี ๓ ดา น คอื พฤตกิ รรม จิตใจและปญญา มีสาระสาํ คัญคอื ๔ ดังนี้
๔ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพส วนทอ งถิ่น, ๒๕๔๐), หนา ๙-๑๙.
บทท่ี ๒ หลกั การและวธิ ีการเผยแพพ ระพุทธศาสนา ธรรมนิเทศ | ๓๕
๑) ศีล คือการฝกฝนพัฒนาดานพฤติกรรม หมายถึงการพัฒนาพฤติกรรม ทาง
กายและวาจา อยางถูกตอ งมผี ลดี
๒) สมาธิ คือ การฝกฝนพัฒนาดานจิตใจ มีความสําคัญอยางย่ิงเพราะจิตใจเปน
ฐานของพฤติกรรม เน่ืองจากพฤติกรรมทุกอยางเกิดข้ึนจากความตั้งใจหรือเจตนาและ
เปนไปตามเจตจํานงหรือแรงจูงใจที่อยูเบื้องหลัง ถาจิตใจไดรับการพัฒนาดีงามแลวก็จะ
ควบคมุ ดูแลและนําพฤตกิ รรมไปในทดี่ งี ามดวย
๓) ปญญา คือการพัฒนาปญญาชวยใหดําเนินชีวิตอยางมีประสิทธิภาพประสบ
ความสําเร็จ ชวยดําเนินเขาสูวิถีชีวิตท่ีถูกตองและชวยใหบรรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิตที่ดี
งาม
การศึกษา ๓ ดานที่เรียกวาไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิและปญญาน้ี เปนหลักการ
ใหญของพระพุทธศาสนาเปนระบบและเปนกระบวนการทั้งหมดของการพัฒนาคน
พระพุทธเจาทรงแสดงหลักธรรมและขอธรรมแยกยอยออกไปมากมาย หลักธรรมแตละ
หมวดแตละชุดเหลาน้ันก็คือขอปฏิบัติเพ่ือพัฒนาชีวิตพัฒนาสังคมในสวนปลีกยอยตางๆแต
ละหมวดแตละชุดมักจะมีสาระบางสวนของไตรสิกขาครบท้ัง ๓ อยาง ประสานหรือบูรณา
การกันอยใู นลกั ษณะใดลักษณะหนง่ึ ตามความเหมาะกับกรณนี ั้นๆ
จากปรัชญาพ้ืนฐานดังกลาวนี้สาระสําคัญของการสอนจะตองมี“ภารกิจทัศนคติ
ผูสอน และผูเรยี น”ทีถ่ กู ตอ ง คอื ๕
๑) ภารกิจสาํ คญั ของการศกึ ษาไดแก การชว ยใหบคุ คลเกิดทัศนคติท่ีถูกตอง และ
สามารถจดั การกบั สงิ่ เหลาน้ัน
๒) ทัศนคติท่ีถูกตองและความสามารถจัดการดังกลาวนั้น จะเกิดข้ึนไดดวยการ
พฒั นาปญญาและเกดิ ข้ึนในตวั บคุ คลนั้นเองเทา นั้น
๓) ภารกิจของผูสอนและใหการศึกษาท้ังหลายจึงเปนเพียงแตผูช้ีนําทางหรือ
อํานวยโอกาส
๔) ผูเรียนเปนผูมีบทบาทสําคัญในฐานะเปนผูสรางปญญาใหเกิดแกตน จึงตอง
เปนผูมีสวนรวมและเปนผูไดลงมือกระทําใหมากที่สุดและผูเรียนตองเปนอิสระในการใช
ความคิดและในการที่จะซักถามโตตอบสืบเสาะคนหาความจริงตางๆ ใหไดรับความรูความ
เขาใจขึ้นในตน
๕ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, พิมพคร้ังท่ี ๕, (กรุงเทพมหานคร:
มลู นิธพิ ุทธธรรม, ๒๕๔๑), หนา ๖-๘.
๓๖ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจันทคณุ , ดร.
๒.๓.๒ การสอนเพื่อนําไปสวู ธิ ีแกปญ หา
สวนเทคนิคการสอนของพระพุทธเจาเก่ียวกับการสอนเพื่อนําไปสูวิธีแกปญหามี
สาระ สําคญั ๔ ประการคือ
๑) ปญ ญา เปนส่งิ สรางสรรคข น้ึ ภายในตวั ผเู รยี นเอง
๒) ผูสอนทําหนา ท่ีเปน กัลยาณมิตร ชว ยชีน้ ําทางการเรยี น
๓) วธิ ีสอนอบุ ายและกลวิธตี างๆ เปน ส่ือหรอื เปน เครอื่ งผอนแรงการสอน
๔) อิสรภาพในทางความคดิ เปน อุปกรณส ําคัญในการสรา งปญญา
บุคคลผูเปนผลิตผลของระบบการศึกษาที่มีปรัชญาน้ีเปนพ้ืนฐาน จะมี
คุณลักษณะ ๓ ดานคือ อตั ตตั ถะคือบรรลุอรรถประโยชนของตน มีความเจริญงอกงามดวย
สติปญญาและคุณธรรม อัตตนาถะ คือพ่ึงตนไดปกครองตนเองได ไมเปนตัวกอปญหาหรือ
ภาระแกสังคม และปรัตถะ คือมีพฤติกรมท่ีเก้ือกูลตอผูอื่น เกื้อกูลตอการอยูรวมกัน ทํา
ประโยชนต อ สงั คมไดแ ละเปน ผูน าํ ทีด่ ี
๒.๔ หลักการและวิธกี ารเผยแผของพระพทุ ธเจา
พระพุทธเจาทรงปรีชาสามารถในการสอนอยางชาญฉลาด เม่ือพระองคแสดง
ธรรมจบลง ผูฟงจะสรรเสริญเสมอวาแจมแจงจริง พระองคมีแนวทางการสอนเกี่ยวกับ
ลักษณะการสอน พุทธวิธีการสอน กลวิธีและอุบายประกอบการสอน และยุทธศาสตรการ
เผยแผ ดงั นี้
๒.๔.๑ ลกั ษณะการสอนของพระพุทธเจา
ลักษณะการสอนของพระพุทธเจาอาจจะมีหลายวิธีพอท่ีจะประมวลหลักการ
สอนเปนขอ ๆ แบง ออกเปน ๓ ลักษณะ๖ ดงั นี้
๑) ทรงส่ังสอนโดยการปฏิวตั เิ ปน การ“เปลี่ยน” หลักคําสอนด้ังเดิมของศาสนา
พื้นเมืองอยางกลับหนามือเปนหลังมือ เชน ศาสนาพราหมณสอนใหฆาสัตวบูชายัญ แต
พระพุทธเจากลับใหมีความเมตตากรุณาตอสัตวแทน หรือการสอนใหทรมานตนในการ
ปฏิบัติเพื่อบรรลุคุณธรรมช้ันสูง พระพุทธเจาทรงทดลองมาแลวเห็นวาไมใชทางตรัสรู ทรง
สอนใหใชว ธิ ีอน่ื ที่เรียกวา ทางสายกลาง เปนการอบรมกายวาจาใจในทางประพฤติปฏิบัติที่
ชอบแทน เปนตน
๖ สชุ พี ปญุ ญานุภาพ, คุณลักษณะพิเศษแหงพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๓๓), หนา ๑๓–๑๕.
บทที่ ๒ หลกั การและวธิ กี ารเผยแพพระพุทธศาสนา ธรรมนเิ ทศ | ๓๗
๒) ทรงสั่งสอนโดยการปฏิรูป เปนการสอนโดยวิธี”ดัด แปลง” ของเกาที่ยังไม
ดีใหดีข้ึนหรือของเกามีความหมายอยางหนึ่ง แตนํามาแปลความหมายเสียใหมเพ่ือใหตรง
กับหลักเหตุผลย่ิงขึ้น เชน ศาสนาพราหมณสอนใหลงอาบน้ําในแมน้ําศักดิ์สิทธ์ิแลวจะ
บริสุทธ์ิจากบาปได แตพุทธศาสนาใหตั้งอยูในศีลอันเปนการอาบท่ีตัวไมเปยก แตทําให
บริสุทธ์ิสะอาดไดดีกวาน้ําศักดิ์สิทธ์ิ หรือคําสอนเรื่องพราหมณวา เปนผูประเสริฐโดยชาติ
กําเนิด คือ เกิดจากมารดาบิดาอยูในวรรณะพราหมณ แตพระพุทธเจาทรงอธิบายใหมวา
คนเราไมเ ปน พราหมณ หรือผูประเสริฐเพราะชาติสกุล แตเปนผูประเสริฐเพราะการกระทํา
หรอื ความประพฤติ เปน ตน
๓) ทรงส่ังสอนโดย“ต้ังหลักข้ึนใหม”ท่ียังไมมีสอนในที่อื่น แตทรงสอนไปตาม
หลักสัจธรรมท่ีทรงคนพบ ดังจะเห็นในเร่ืองหลักธรรม เรื่องความพนทุกขท่ีเรียกวาอริยสัจ
๔ ประการ เปนหลักธรรมที่ตั้งข้ึนใหมอันแสดงไวชัดทั้งเหตุและผล คือ การจะพนทุกขก็
ตองรูวาอะไรเปนตัวความทุกข อะไรเปนเหตุของความดับทุกข และการดับความทุกขคือ
ดับอะไร ทาํ อยา งไร หรือปฏิบตั ิอยา งไร จงึ จะดับทกุ ขไ ด เปนตน
หลกั การสอนของพระพุทธเจาดงั กลา วมาน้ี แสดงใหเ หน็ ถึงพระปรีชาสามารถใน
การสอนของพระองคไดอยางชัดเจน สามารถสรุปการสอนของพระพุทธเจาไดวา
“พระพทุ ธเจา ทรงมีวิธสี อนอันชาญฉลาด เมื่อพระองคแสดงพระธรรมเทศนาจบลง ผูฟงจะ
สรรเสริญเสมอวาแจมแจงจริง พระองคผูเจริญ แจมแจงจริง พระธรรมเทศนาของพระองค
เสมือนหงายของที่คว่ํา บอกหนทางแกคนหลงทาง สองประทีปในท่ีมืดใหคนมีจักษุไดเห็น
รูป…”จึงสมควรอยางยิ่งท่ีผูทําหนาที่ในการสอนจะไดศึกษาและทําความเขาใจเก่ียวกับ
หลกั การสอนของพระพทุ ธเจา พรอ มกบั ยดึ ถอื เปน หลักปฏิบตั ติ อ ไป๗
๒.๔.๒ พทุ ธวิธีการสอน
วิธีการสอนของพระพุทธเจา มีหลายแบบหลายอยาง ที่นาสังเกตหรือพบบอยท่ี
พระองคนาํ มาสอนมี ๔ แบบ๘ ตอไปน้ี คือ
๑) แบบสากัจฉาหรือสนทนา เปนวิธีที่ทรงใชบอยไมนอยกวาวิธีใดๆเหมาะ
สําหรับบุคคลที่มาฟงหรือทรงพบน้ันยังไมไดเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ยังไมรูไมเขาใจ
หลักธรรม ในการสนทนา พระองคจะทรงเปนฝายถามนําคูสนทนาเขาสูความเขาใจธรรม
๗ วศนิ อินทสระ, พุทธวิธใี นการสอน, พิมพค รัง้ ที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: เมด็ ทราย, ๒๕๔๕),
หนา ๑๕.
๘ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๕๒/๔๙๒.
๓๘ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจนั ทคณุ , ดร.
และมีความเลื่อมใสศรัทธาในที่สุด แมในหมูสาวกพระองคก็ทรงใชวิธีนี้ไมนอยเหมือนกัน
และทรงสง เสริมใหสาวกสนทนาธรรมกันดว ย
๒) แบบบรรยาย ใชในการแสดงธรรมประจําวัน ซึ่งมีประชาชนหรือพระสงฆ
จํานวนมากและสวนมากเปนผทู ม่ี ีความรูความเขาใจกับมีความเลื่อมใสศรัทธาอยูแลวมาฟง
เพ่อื หาความรูเ พม่ิ เติมและหาความสุขทางใจ
๓) แบบตอบปญหา ในการตอบปญหาพระพุทธองคทรงสอนใหพิจารณาดู
ลักษณะของปญหาและใชวิธีตอบใหเหมาะสมกันในสังคีติสูตร ทานแยกประเภทปญหาไว
ตามลักษณะวธิ ีตอบเปน ๔ อยา ง๙ คือ
(๑) เอกังสพยากรณียปญ หา ปญ หาท่ที รงตอบตรงไปตรงมาตายตัว
(๒) ปฏปิ ุจฉาพยากรณยี ปญหา ปญหาท่พี ึงยอนถามแลวจงึ กลา วแก
(๓) วิภัชชพยากรณยี ปญหา ปญ หาทจ่ี ะตองแยกความตอบ
(๔) ฐปนียปญหาปญหาท่ีทรงยับย้ังเสีย ไดแกปญหาที่ถามนอกเร่ือง ไร
ประโยชน อนั จกั เปนเหตใุ หไ ขวเ ขว ยดื เย้ือ สิ้นเปลืองเวลาเปลา พึงยับย้ังเสียแลวชักนําเขา
สแู นวเร่อื งทีป่ ระสงคต อไป
นอกจากนี้ ทา นยังสอนใหค ํานึงถงึ เหตุแหง การถามปญหาดวยในเรื่องนี้พระ
สารีบตุ รอัครสาวกเคยแสดงเหตุแหงการถามปญหาไววา“บุคคลผูใดผูหนึ่ง ยอมถามปญหา
กบั ผอู ่ืน ดวยเหตุ ๕ อยาง อยา งใดอยา งหนงึ่ หรือทงั้ ๕ อยา ง คอื
(๑) บางคนยอ มถามปญหาเพราะความโงเขลา เพราะความไมเขาใจ
(๒) บางคน มคี วามปรารถนาลามก เกิดความอยากได จึงถามปญ หา
(๓) บางคน ยอ มถามปญ หาดวยตอ งการอวดเกงขมเขา
(๔) บางคน ยอมถามปญหาดว ยประสงคจ ะรู
(๕) บางคน ยอ มถามปญ หาดว ยความดาํ รวิ า เม่อื เราถามแลว ถาเขาตอบได
ถูกตองก็เปนการดี แตถาเราถามเขาแลว เขาตอบไมถูกตอง เราจะไดชวยแกใหเขาโดย
ถกู ตอ ง๑๐
๔) แบบวางกฎขอบังคับ ในการสอนแบบนี้ พระพุทธเจาทรงบัญญัติสิกขาบท
โดยความเห็นชอบของสงฆ ซึ่งบาลีใชคําวา“สงฺฆสุฏฐตาย”แปลวา“เพ่ือความรับวาดีแหง
๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๑๒/๒๙.
๑๐ อง.ฺ ปฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๖๕/๒๗๒.
บทที่ ๒ หลกั การและวิธีการเผยแพพ ระพทุ ธศาสนา ธรรมนเิ ทศ | ๓๙
สงฆ” หมายความวา ทรงบัญญตั ิโดยช้แี จงใหเหน็ วา ถาไมร ับจะเกดิ ผลเสียอยางไร เมื่อรับจะ
เกดิ ผลดีอยา งไร จนสงฆรบั คาํ ของพระองคว าดแี ลว ไมท รงบัญญัตโิ ดยพลการ
๒.๔.๓ กลวธิ แี ละอุบายประกอบการสอน
กลวิธีและอุบายประกอบการสอน เปนวิธีการสอนของพระพุทธเจาท่ีทรงใชเพื่อ
คลายทิฎฐิมานะเพื่อท่ีจะแสดงธรรมที่ละเอียดข้ึนไปซึ่งมีแนวทางการสอนที่สําคัญ ๑๐
อยาง ดงั นี้ คอื
๑) การยกอุทาหรณแ ละการเลา นิทานประกอบ ชวยใหจ ําแมนยาํ เห็นจริงและ
เกิดความเพลดิ เพลิน ทําใหการเรียนการสอนมรี สย่ิงขน้ึ
๒) การเปรียบเทียบดวยขออุปมา ชวยใหเร่ืองท่ีลึกซ้ึงซ่ึงเขาใจยากปรากฏ
ความหมายเดนชัดออกมาและเขาใจงายขึ้น มักใชในการอธิบายส่ิงที่เปนนามธรรม เปรียบ
ใหเ หน็ ชัดดวยสิ่งที่เปน รูปธรรมหรือแมเปรียบเร่ืองท่ีเปนรูปธรรมดวยขออุปมาเปนรูปธรรม
กช็ ว ยใหเ นอื้ ความหนักแนนและเขาใจงา ยข้นึ
๓) การใชอุปกรณการสอนในสมัยพุทธกาลแมไมมีอุปกรณการสอนชนิดตางๆ
ที่จัดทําข้ึนไวโดยเฉพาะเหมือนสมัยปจจุบัน แตก็มีวัตถุส่ิงของที่มีตามธรรมชาติหรือ
เคร่ืองใชตางๆทผ่ี คู นใชก ันอยู ประกอบกบั การสอนของพระพุทธเจาสวนมากเปนการผูใหญ
จึงไมจําเปนตองมอี ปุ กรณห รอื หากใชก ็ควบคูก ับการใชอ ุปมานัน่ เอง
๔) การทําเปนตัวอยาง เปนวิธีการสอนที่ดีท่ีสุดอยางหน่ึงในทางจริยธรรม เปน
การสอนแบบไมต อ งกลาวสอน แตเ ปนทาํ นองสาธติ ใหด ู
๕) การเลนภาษาเลนคํา และการใชคําในความหมายใหม เปนเรื่องของความ
สามารถในการใชภาษาผสมกับปฏิภาณ จัดเปนการแสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระ
พุทธองคท่ีทรงมีรอบไปทุกดาน เม่ือผูใดทูลถามปญหามาเปนคํารอยกรอง พระองคก็ทรง
ตอบเปนคํารอยกรองไปทันทีทํานองกลอนสดบางครั้งผูมาเฝาพระองคบริภาษดวยคําพูด
ตางๆที่รนุ แรงยงิ่ พระองคก ท็ รงรบั และแปลความหมายอธิบายเสยี ใหมใ หเ ปน เร่อื งทดี่ งี าม
แมในดานการสอนหลักธรรมท่ัวไปก็ทรงรับเอาคําศัพทท่ีมีใชอยูเดิมในศาสนา
เกามาใช แตทรงกําหนดความหมายใหม เชนคําวา พรหม พราหมณ อริยะ ยัญ ตบะ ไฟ
บชู ายญั เปน ตน
๖) อุบายเลือกคนและการปฏิบัติรายบุคคล จัดเปนอุบายสําคัญในการเผยแผ
พระพุทธศาสนาตั้งแตระยะเร่ิมแรกจนถึงตอๆมา ทรงพิจารณาวาเมื่อจะเขาไปประกาศ
ศาสนาในถ่ินใดถ่ินหนึ่ง ควรโปรดใครกอน สวนมากจะเริ่มตนที่ประมุขของถ่ินน้ันหรือเปน
๔๐ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจ ันทคณุ , ดร.
ผูนําทางความคิดหรือหัวหนาของหมูชนนั้น ทําใหการประกาศพระศาสนาไดผลดีและ
รวดเร็ว
๗) การรูจักจังหวะและโอกาส ไดแกความต่ืนตัวอยูเสมอ เม่ือถึงจังหวะหรือมี
โอกาสก็ตองมีความฉบั ไวทจี่ ะจบั มาใชใหเปนประโยชน ไมปลอยใหผานเลยไปเสียเปลา แต
เมอื่ เวลาหรือโอกาสไมเ หมาะก็ตอ งมีความอดทนไมชิงหักหาญดึงดัน
๘) ความยดื หยนุ ในการใชวิธีการ กลวิธีนี้ผูสอนจะตองมุงไปยังผลสําเร็จในการ
เรียนรูเปนสําคัญ ตองละอัตตา ตัดตัณหา มานะทิฐิทุกอยาง เพราะจะตองปรับตัวไปตาม
เหตกุ ารณ แตก็ไมละเปาหมาย ไมตองกลัววาจะเสียเกียรติ ไมกลัววาจะถูกมองวาเปนผูแพ
บางคราวเมื่อสมควรก็ตองยอมใหผูเรียนรูสึกวาตัวเขาเกง บางคราวสมควรขมก็ขม บาง
คราวสมควรโอนออ นผอ นผนั ก็ยอมตาม สมควรขัดกข็ ดั สมควรคลอ ยกค็ ลอย สมควรปลอบ
ก็ปลอบ ดวยพุทธพจนท่ีวา“เรายอมฝกคนดวยวิธีออนละมุนละไมบาง ดวยวิธีรุนแรงบาง
ดวยวธิ ที ีท่ งั้ ออนละมนุ ละไมและท้งั รนุ แรงปนกันไปบา ง”
๙) การลงโทษและการใหรางวลั สําหรับกลวิธีนี้ ไมใชทั้งวธิ ีลงโทษและใหรางวัล
แมวา จะมีการยกยอง ก็ควรเปนไปในลักษณะการยอมรับคุณความดีของผูนั้น กลาวชมโดย
ธรรมใหเขามั่นใจในการกระทําความดีของตนไมใหเกิดการเปรียบเทียบขมคนอื่นลง บางที
ทรงชมเพือ่ ใหถือเปนตวั อยางหรือแกค วามเขาใจผดิ ใหตั้งทัศนคติท่ีถูกตองแมพระองคเองก็
ทรงแสดงธรรมไปตามเนื้อหาธรรม ไมกระทบกระทั่งใคร ดังท่ีมีกลาวใน๑๑ วา“ทรงแสดง
ธรรมในบริษัท ไมทรงยอมบริษัท ไมทรงรุกรานบริษัท ทรงช้ีแจงใหบริษัทเห็นแจงให
สมาทาน ใหอาจหาญ ใหร า เรงิ ดว ยธรรมีกถา”
อยางไรก็ดี การลงโทษนาจะมีอยูแบบหน่ึง คือการลงโทษตัวเองซึ่งมีทั้งในทาง
ธรรมและทางวินัยในทางวินัยถือวามีบทบัญญัติเก่ียวกับความประพฤติอยูแลวและ
บทบัญญัติเหลานี้ พระพุทธเจาทรงตราไวโดยความเห็นชอบรวมกันของสงฆพรอมทั้งมีบท
กาํ หนดโทษไวเสร็จ สวนในทางธรรมภิกษุที่สอนไมไดจริงๆก็กลายเปนผูที่พระพุทธเจาและ
เพ่ือนพรหมจารีทั้งปวงไมถือวาเปนผูที่ควรวากลาวสั่งสอน โดยวิธีน้ีใน๑๒ กลาววาเปนการ
ลงโทษอยา งรุนแรงทส่ี ุด
๑๐) กลวิธีแกปญหาเฉพาะหนา การแกปญหาเฉพาะหนายอมตองอาศัย
ปฏิภาณ คอื ความสามารถในการประยุกตห ลกั วธิ กี ารและกลวิธีตางๆท่ีใชใหเหมาะสมเปน
เรอ่ื งเฉพาะครัง้ เฉพาะคราวไปเพราะปญ หายอมมลี ักษณะแตกตางกนั ไปไมมีทีส่ ดุ
๑๑ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๘๘/๔๘๑.
๑๒ อง.จตกุ กฺ . (ไทย) ๒๑/๑๑๑/๑๖๙.
บทท่ี ๒ หลักการและวธิ ีการเผยแพพระพทุ ธศาสนา ธรรมนิเทศ | ๔๑
๒.๔.๔ ยุทธศาสตรก ารเผยแผ
กอ นจะดําเนินงานเผยแผพ ระพุทธศาสนา ผูปฏิบัติงานควรวิเคราะหสถานการณ
๔ ดาน ทเ่ี รียกวา SWOT คอื จดุ แขง็ จดุ ออน โอกาสและสิ่งคกุ คาม ดังน้ี
๑) จดุ แข็ง (Strength =S) ไดแก ขอ ดีที่เปน ปจจัยเก้อื หนุนใหเ กิดความสาํ เรจ็
๒) จดุ ออ น (Weakness=W) คือ ขอ ดอยท่ีอาจสง ผลกระทบตอ การปฏบิ ัติงาน
๓) โอกาส (Opportunity =O) คือ ขอเดนท่ีเปนตัวกระตุนใหเกิดการอยากรู
อยากเห็น
๔) สิ่งคุกคาม (Threat=T) คือ ปจจัยที่สงผลเสียตอการปฏิบตั งิ านในระยะยาว
ยุทธศาสตรการเผยแผน้ัน พระธรรมโกศาจารย (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดี
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไดกลาวถึงเร่ืองนี้ ในโครงการฝกอบรมพระ
ธรรมทูตสายตางประเทศ สรุปความไดวา การเผยแผพระพุทธศาสนาน้ัน ความรู
ความสามารถของเรามีดวยกันท้ังน้ัน แตที่ไมคอยบรรลุผลตามที่ตองการ คงจะเกี่ยวกับ
ปญหาเร่ืองยุทธศาสตร จึงทําใหมีปญหาและอุปสรรคอ่ืนๆ มากบางทานเทศนดีสอนดีก็ยัง
อยูไมได ไมประสบความสําเร็จ จึงตองหันมามองกันดูวาเปนเพราะอะไร ฉะนั้น กอนท่ีจะ
ไปเผยแผจริงๆจะตองทําการวิเคราะหอยางท่ีนักวางแผนท้ังหลายทํากันมหาวิทยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ก็ทําการวิเคราะหชนิดน้ีซึ่งเรียกวา SWOT (สวอท) Analysis คือ
การวิเคราะหสถานการณ ๔ ดาน ประกอบดวย
๑) จุดแขง็ (S = Strength) ไดแ ก เวลาท่จี ะไปในพนื้ ท่ใี ดตองหาขอมูลใหไดกอน
วา พื้นทนี่ ้ันมอี ะไรเปน จุดแข็งท่ีทาํ ใหเ รานาจะทํางานกาวหนาไปดว ยดี
๒) จุดออน (W = Weakness) ไดแก ขอดอยตางๆ ท่ีอาจสงผลกระทบใหการ
ปฏิบตั งิ านไมก าวหนา เชน เรื่องภาษาและการบรหิ ารจัดการ
๓) โอกาส (O = Opportunity) ไดแก ขอเดนที่เปนตัวกระตุนหรือเปนส่ิงทา
ทาย ใหเกดิ การอยากรูอยากเหน็ อยากทดลอง อยากพิสูจน
๔) สิง่ คกุ คาม (T =Threat) ไดแ ก สวนทเ่ี กย่ี วกบั ปจจัยตางๆ ท่อี าจสงผลเสียตอ
การปฏบิ ัตงิ านในระยะยาว เชน บคุ ลากรผอู ุทิศตนเพื่อการเผยแผอยา งจรงิ จังมีนอย และไม
มีการดาํ เนินงานอยางตอเน่อื ง
หลักการวเิ คราะหส ถานการณดงั กลาวสามารถนําไปพิจารณาไดท้ังสิ่งท่ีอยูไกลตัว
ออกไป และส่ิงท่ีอยูใกลตัว ทั้งน้ีเพื่อเตรียมความพรอมกอนท่ีจะลงมือปฏิบัติการจริง ดังท่ี
ซนุ วู กลาววา “รเู ขา รเู รา รบรอยครงั้ ชนะรอยครั้ง”
๔๒ | ธรรมนิเทศ พระครูวาปจ ันทคณุ , ดร.
๒.๕ คณุ สมบตั ิของนักเผยแผ
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เปนคําสอนของพระพทุ ธเจาทีย่ งั ทันสมัยอยูจนถึง
ปจจุบันและในอนาคต คือหลักสัปปุริสธรรมท่ีพระพุทธเจาทรงแสดงไวใน ธัมมัญูสูตร
เปน คุณสมบตั ิของนกั เผยแผต ามแนวพระพุทธศาสนา สามารถพิจารณาไดจากหลักสัปปุริส
ธรรม ๗ ประการ๑๓ ดงั น้ี
๑) ธัมมัญุตา (Knowing the Law, Knowing the Cause) ความเปนผูรูจัก
เหตุ คอื รูความจริง รูห ลกั การ รกู ฎเกณฑ รกู ฎแหง ธรรมได รูกฎเกณฑแหงเหตุผลและรูจัก
หลักการที่จะทํา ใหเกิดผล รวมความวา การบริหารจัดการในองคกร ผูบริหารจําเปนตอง
พิจารณาขอเท็จจริงอยางถูกตอง เพื่อบรรลุเปาหมายขององคกรใหมีประสิทธิภาพ
ประสทิ ธิผล รูจกั การวิเคราะหความจรงิ ท่ีเกิดขึ้น ตามธรรมชาติ อันวา“ สิ่งท้ังหลายเกิดขึ้น
ตั้งอยูดับไป เปนธรรมดา“โดยพิจารณาหลักการและเกณฑแหงเหตุผลมาบริหารจัดการ
องคกร
๒) อัตถญั ตุ า (Knowing the Meaning, Knowing the Purpose) ความเปน
ผูรูจักผล หรือความมุงหมาย คือรูความหมาย รูความมุงหมาย รูประโยชนท่ีประสงค รูจัก
ผลท่ีเกิดขึ้น สืบเน่ืองจากการกระทําตามหลัก หมายถึง การบริหารงานองคกรใหบรรลุถึง
วตั ถปุ ระสงคและรูถ ึงประโยชนของ องคกรที่นําไปสูความมั่นคงและไมมีผลกระทบใดๆ ตอ
องคกรในท่นี ี้กห็ มายถึงการมแี ผนงานท่ีดีการวางแผนทวี่ ิเคราะหผ ลกระทบดานตางๆ
๓) อัตตัญุตา (Knowing Oneself) ความเปนผูรูจักตน คือ รูจักเราวาเราน้ัน
โดยฐานะภาวะเพศ ความรู ความสามารถและคุณธรรมเปนอยางไรและเทาใด แลว
ประพฤติใหเหมาะสม และรูจักท่ีจะปรับปรุงตอไป ในที่นี้หมายถึง รูจักองคกรที่เราบริหาร
เปนอยางดีวามีจุดดอย จุดแข็งอยางไร มีขีดความสามารถอยางไร และรูจักการปรับปรุง
องคก รใหท นั ตอเหตุการณทม่ี ีผลกระทบ รวมท้งั การบริหาร ความแตกตางท่ีจะทําใหองคกร
เปน เลิศ มปี ระสิทธิภาพและมั่นคงถาวร
๔) มัตตัญุตา (Moderation, Knowing how to be temperate) ความผู
รูจักประมาณ คือ ความพอดีในการจายโภคทรัพย ในที่น้ีหมายถึงการบริหารการเงินหรือ
การขยายกิจการ ตองพิจารณาใหรูจักประมาณในความเพียงพอขององคกร ขีด
ความสามารถขององคกร ขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษยในองคกร รวมท้ังการแขง
ขั้นที่รอบคอบและรูจกั ประมาณขีดความสามารถขององคก ร
๑๓ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๑/๒๖๔; องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๖๕/๑๑๔.
บทท่ี ๒ หลักการและวธิ กี ารเผยแพพระพทุ ธศาสนา ธรรมนเิ ทศ | ๔๓
๕) กาลัญุตา (Knowing the Proper time) ความเปนผูรูจักกาล คือ รู
กาลเวลาอันเหมาะสมและระยะเวลาในการประกอบกิจในท่ีนี้ หมายถึง การบริหารจัดการ
จะตองมีความเขา ใจถึงระยะเวลาทเี่ หมาะสม การสรา งโอกาสขององคกรจะตองพิจารณาถึง
สถานการณใ นเวลานัน้ ๆ วาควรจะดําเนินการอยางไร อะไรควรงด อะไรควรกระทําเวลาใด
ควรขยายกิจการ หรือชวงเวลาใดท่ีจะบริหารองคกรใหประสบผลสําเร็จตอองคกรมาก
ที่สุด
๖) ปริสัญุตา (Knowing the Assembly, Knowing the Society) ความ
เปนผูรูจัก ชุมชน คือ รูกริยาท่ีจะประพฤติตอชุมชนนั้น วาควรจะดําเนินการอยางไร การ
บริหารจัดการ จําเปนตอง ปฏิสัมพันธกับองคกรตางๆ ท้ังท่ีเปนพันธมิตร และคูแขง การ
สรางสรรค หรือการประสานงานกับชุมชนหรือกลุมบุคคลท่ีมีผลตอองคกร ก็คือเขาถึง
เขาใจ และพัฒนา เปนการบริหารจัดการท่ีสรางความสัมพันธดวยเมตตา ความ
เอื้อเฟอ เผ่อื แผตอชมุ ชน หรือสาธารณะชน จะเปนภาพลักษณทีด่ ีขององคก ร
๗) ปุคคลัญุตา (Knowing the individual, Knowing the different
individuals) ความเปนผูรูจักบุคคล คือ รูจักความแตกตางของบุคคลวาโดยอัธยาศัย
ความสามารถและคุณธรรม ตลอดถึงรูในความสามารถของบุคคล และใชมอบงานท่ี
เหมาะสมใหการบริหารจัดการในการรูบุคคล เปรียบเสมือนการพัฒนาและบริหาร
ทรพั ยากรมนุษยท จ่ี ะตองมกี ารพฒั นา และบรหิ ารบุคคลในองคกรใหมีความรูความสามารถ
และภักดีตอองคกร มีความสามัคคี สรางความเปนธรรม และเสมอภาคใหแก บุคลากรใน
องคกร รวมถึงการทํางานเปนหมูคณะการติดตอสื่อสารกับบุคคลตางๆดวยความเปนมิตร
ไมตรีรวมท้งั มีความจริงใจตอ กัน
บุคคลผปู ระกอบดว ยสปั ปรุ สิ ธรรมทัง้ ๗ ประการนี้ ช่ือวาเปนผูประกอบดวยสังฆ
คณุ ครบ ๙ ประการ ไดแ ก
๑) เปนผูป ฏบิ ัตดิ ี
๒) ปฏิบตั ิตรง
๓) ปฏบิ ตั ิถูกทาง
๔) ปฏบิ ตั ิสมควร
๕) เปน ผสู มควรไดร ับของทีเ่ ขานาํ มาถวาย
๖) เปนผคู วรแกการตอนรบั
๗) เปนผูควรแกก ารทักษณิ า คอื ควรแกข องทําบุญ
๘) เปนผูควรแกก ารอญั ชลุ ี คอื การกราบไหว และ
๔๔ | ธรรมนิเทศ พระครูวาปจ นั ทคณุ , ดร.
๙) เปนนาบุญอันยอดเย่ียมของโลกหรือเปนแหลงปลูกฝงและเผยแผความดีท่ี
ยอดเยีย่ มของโลก
เพราะแมแตพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาและพระเจาจักรพรรดิก็ทรง
ประกอบดวยธรรมเหลาน้ีจึงยังทรงธรรมจักรและอาณาจักรใหเจริญรุงเรืองไปไดดวยดี
คณุ สมบตั ิดังกลาว สรปุ ได ๕ ประการ ดังนี้ คือ
๑) เปน ผูมีทศั นคติที่ดี มีพรหมวหิ าร และสามารถปรบั ตัวใหเ ขากบั ผูอน่ื ไดดี
๒) เปน ผูมสี ว นรวมเปนสมาชกิ ของกลมุ ทั้งนเี้ พ่ือเรียนรกู ารทาํ งานรวมกัน
๓) เปนนักวิเคราะหวิจัย สํารวจแนวคิดหรือประชามติ และสามารถดําเนินงาน
ไดอยา งสอดคลอ งกบั ความตอ งการของประชาชนกลมุ เปา หมาย
๔) เปนผมู คี วามสามารถจัดกิจกรรมส่ือสัมพนั ธแ ละดาํ เนินงานตามแผนงานอยาง
เปน ระบบ
๕) เปน ผูมบี ทบาทในการใหค าํ ปรึกษาแนะนํา ในกจิ กรรมดานการประชาสัมพันธ
ตอฝายบรหิ ารองคก ร เพ่อื เปนแนวทางในการกําหนดนโยบาย๑๔
พระศรีปริยตั โิ มลี (สมชัย กุสลจิตฺโต) ๑๕ ไดเสนอแนวคิดเร่ืองการดําเนินงานเผย
แผพระพุทธศาสนา ในงานสัมมนาทางวชิ าการ เรอื่ ง แนวคิดในการพัฒนางานพระธรรมทูต
ของคณะสงฆไทย (Vision in Developing of Thai Sanggha Missionary) ณ ศูนย
พัฒนาศาสนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.แคมปสน อ.เขาคอ จ.เพชรบูรณ เม่ือป
๒๕๔๗ ความวา
๑) การทํางานเผยแผเปนการแสดงความกตัญูกตเวที ตออุบาสกอุบาสิกาท่ี
ถวายความอปุ ถัมภแกว ัดวาศาสนาและพระภิกษสุ ามเณร
๒) การทํางานเผยแผเปนการอนุวัตรตามพุทธจริยาวัตรขอ“ญาตัตถจริยา”คือ
พ ร ะ พุ ท ธ จ ริ ย า ท่ี ท ร ง บํ า เ พ็ ญ เ พ่ื อ ป ร ะ โ ย ช น แ ก พ ร ะ ป ร ะ ยู ร ญ า ติ ต า ม ฐ า น ะ แ ล ะ ข อ
“โลกตั ถจรยิ า” คอื พระพทุ ธจริยาทรงบาํ เพ็ญเพ่อื ประโยชนแ กโลก
๓) การทาํ งานเผยแผเ ปนการทําหนาทห่ี ลกั หนา ทีห่ น่งึ ของพุทธบริษทั
๔) การทาํ งานเผยแผเ ปนวธิ ีการรักษาสถาบนั พระพุทธศาสนาใหมั่นคงยิ่งข้ึน
๑๔ พระธรรมปฏก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, พิมพคร้ังที่
๑๒, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั เอส.อาร. ปร้นิ ตงิ แมส โปรดกั ส จํากดั , ๒๕๔๖), หนา ๒๑๐-๒๑๑.
๑๕ พระศรปี รยิ ัตโิ มลี (สมชัย กสุ ลจิตโฺ ต), พทุ ธทศั นะรว มสมยั , (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หนา ๑๖๑-๑๖๒.