The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมนิเทศ (Dhamma Communication) -พระครูวาปีจันทคุณผศ.ดร.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-06-13 23:43:52

ธรรมนิเทศ (Dhamma Communication)

ธรรมนิเทศ (Dhamma Communication) -พระครูวาปีจันทคุณผศ.ดร.

Keywords: ธรรมนิเทศ

ธ ร ร ม นิ เ ท ศ

(Dhamma Communication)

รวบรวมโดย

พระครวู าปจี นั ทคณุ , ดร.
ผู้อานวยการวทิ ยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั

-----------------

อนสุ รณ์งานพระราชทานเพลงิ ศพ
นางเตมิ พันธแ์ กว้

๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๒

ธ ร ร ม นิ เ ท ศ

(Dhamma Communication)

ISBN : 978-616-3003419-2

ผู้เรียบเรยี ง : พระครวู าปีจันทคุณ,ดร.
วิทยาลยั สงฆร์ อ้ ยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย

ผู้ทรงคุณวุฒิ : พระมหาดาวสยาม, ผศ,ดร.
รศ.ดร.หอมหวล บวั ระภา
ผศ,ดร.ธีรพงษ์ มไี ธสง

พิสจู น์อกั ษร : นายสน่ัน ประเสรฐิ

จัดรูปเลม่ : พระครปู ลัดสมหมาย อตฺถสทิ ฺโธ,ดร. ดร.ไพฑรู ย์ สวนมะไฟ

พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๓ : พฤษภาคม ๒๕๖๒

จานวนพมิ พ์ : ๕๐๐ เลม่

ราคา : ๑๕๐ บาท

พิมพ์ท่ี : เอม่ี ก๊อปป้ี เซ็นเตอร์ เลขที่ ๘๘/๒๗ ถนนเหลา่ นาดี ตาบลในเมือง
อาเภอเมืองขอนแกน่ จงั หวัดขอนแก่น ๔๐๐๐๐
โทร. ๐๔๓-๓๐๖-๘๔๕, ๐๘๕-๐๑๐๑-๓๙๕
Email: [email protected]

จดั พิมพโ์ ดย : วิทยาลยั สงฆ์ร้อยเอด็ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย

ลขิ สทิ ธ์ิของวิทยาลยั สงฆ์ร้อยเอด็ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย /หา้ มลอกเลยี นไม่วา่ ส่วนใด
ส่วนหน่ึงของตาราเล่มนี้ นอกจากจะไดร้ บั อนุญาต เป็นลายลักษณอ์ กั ษรเทา่ นั้น

คาํ นาํ

ตําราวิชา “ธรรมนิเทศ” (Dhamma Communication) รหัสวิชา ๐๐๐ ๒๖๒
เลมน้ี จัดทาํ ขึน้ เพ่ือใชประกอบการสอนในสาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆรอยเอ็ด
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย

ในการรวบรวมตําราเลมน้ี มีท้ังหมด ๙ บท โดยการศึกษาคนควาและรวบรวม
เอกสารจากผูทรงคุณวุฒิทนี่ าํ มาอา งองิ ไดเ รยี บเรยี งเอาเนอื้ หาสาระเกีย่ วกับความรูเบื้องตน
เกี่ยวกับธรรมนิเทศ หลักการและวิธีการเผยแผพระพุทธศาสนา ศิลปะการเขียนบทความ
ทางวิชาการ หลักการพูดในท่ีชุมชน การพัฒนาบุคลิกภาพในการพูด การเทศน การ
ปาฐกถา การอภิปราย และการใชส่ือประกอบการบรรยาย เพื่อใหการเรียนการสอน
บรรลุผลและเปนไปตามแนวทางท่ีกําหนดไวในหลักสูตร ผูเรียนควรศึกษาเพ่ิมเติมจาก
หนังสืออางอิงและหนังสือตําราอื่นๆที่เกี่ยวของกับการศึกษาเพ่ือจะไดมีความรูความเขาใจ
ในรายวชิ าธรรมนิเทศไดล กึ ซึ้งและสมบรู ณย ิ่งข้นึ

ขอขอบคุณผูทรงคุณวุฒิเจาของเอกสารตําราทางวิชาการ ดังท่ีปรากฏใน
บรรณานุกรมของเอกสารประกอบการสอนเลมน้ี ซ่ึงผูเรียบเรียงไดใชเปนแนวทางในการ
รวบรวมขอ มลู ในการจัดทําเอกสารประกอบการสอนเลม นี้ จนสาํ เร็จลลุ ว งไปดว ยดี

หวังเปน อยางย่ิงวา ตําราเลมน้ีจะเปนประโยชนใหแกนิสิตและผูสนใจดานธรรม
นิเทศ อนงึ่ การเรียบเรียงอาจจะไมครบถวนท้ังหมด หากแตมีขอบกพรองผิดพลาดประการ
ใด ผูเรียบเรียงก็พรอมนอมรับคําแนะนําตางๆ เพ่ือจะไดนําไปปรับปรุงแกไขใหสมบูรณใน
โอกาสตอ ไป

พระครูวาปจันทคณุ ,ดร.
๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒

สารบญั หนา้

เรอื่ ง ข
คานา ๑
สารบญั ๑
บทที่ ๑ ความรู้เบ้อื งตน้ เก่ียวกับธรรมนเิ ทศ ๒

๑.๑ ความนา
๑.๒ ความหมายของธรรมนิเทศ ๑๗
๑.๓ ความสาคัญของธรรมนิเทศ ๒๑
๑.๔ วตั ถุประสงค์ของธรรมนเิ ทศ ๒๖
๑.๕ ธรรมนเิ ทศในพระพุทธศาสนา ๓๓
๑.๖ ธรรมนิเทศกับนเิ ทศศาสตรแ์ ละการประยกุ ตใ์ ช้ ๓๕
๑.๗ สรุปทา้ ยบท ๓๕
บทท่ี ๒ หลกั การและวธิ กี ารเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ๓๖
๑.๑ ความนา ๔๐
๒.๒ หลักการสอนโดยท่ัวไป ๔๒
๒.๓ หลักพืน้ ฐานการสอนของพระพุทธเจ้า ๔๙
๒.๔ หลกั การและวธิ เี ผยแผ่ของพระพทุ ธเจ้า ๕๒
๒.๕ คุณสมบตั ิของนกั เผยแผ่ ๕๕
๒.๖ สรปุ ทา้ ยบท ๕๕
บทท่ี ๓ การเขยี นบทความเพือ่ การเผยแผ่ ๕๖
๓.๑ ความนา ๕๙
๓.๒ ความหมายของบทความ ๖๓
๓.๓ ประเภทของบทความทางวชิ าการ ๖๕
๓.๔ สว่ นประกอบและการเตรียมโครงเรือ่ งของบทความ ๗๑
๓.๕ เทคนคิ การเขียนบทความทางวิชาการ ๗๖
๓.๖ หลกั การเขยี นบทความทางวชิ าการ ๘๒
๓.๗ ตัวอย่างบทความทางวชิ าการ ๘๓
๓.๘ สรุปท้ายบท ๘๓
บทที่ ๔ การพดู ในท่ีชมุ นมุ ชน
๔.๑ ความนา

ง| ธรรมนิเทศ พระครูวาปีจันทคณุ , ดร.

๔.๒ ความหมายความสาคัญและจุดมงุ่ หมายของการพูด ๘๔
๔.๓ ประเภทของการพูดตอ่ ชุมชน ๘๘
๔.๔ องคป์ ระกอบของการพดู ในท่ชี ุมชน ๙๐
๔.๕ ลกั ษณะการพูดในทีช่ มุ ชน ๙๔
๔.๖ คุณธรรมจริยธรรมของนักพดู ๙๗
๔.๗ ขน้ั ตอนการฝกึ พดู ในท่ีชมุ ชน ๙๙
๔.๘ สรุปท้ายบท ๑๐๓
บทท่ี ๕ การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพในการพดู ๑๐๕
๕.๑ ความนา ๑๐๕
๕.๒ ความหมายของบคุ ลกิ ภาพ ๑๐๕
๕.๓ ความสาคัญของบุคลิกภาพ ๑๐๗
๕.๔ ประเภทของบุคลิกภาพ ๑๐๙
๕.๕ บุคลกิ ภาพทดี่ ีของนกั พดู ตามแนวพทุ ธ ๑๑๐
๕.๖ การพฒั นาบุคลิกภาพ ๑๑๓
๕.๗ ขน้ั ตอนการพัฒนาบคุ ลิกภาพ ๑๑๕
๕.๘ วธิ ีการพัฒนาบุคลกิ ภาพ ๑๒๐
๕.๙ สรุปทา้ ยบท ๑๓๑
บทท่ี ๖ การเทศนเ์ พือ่ การเผยแผ่ ๑๓๓
๖.๑ ความนา ๑๓๓
๖.๒ ความหมายของการเทศน์ ๑๓๔
๖.๓ ประเภทของการนกั เทศน์ ๑๓๕
๖.๔ หลกั การและวธิ กี ารเทศน์ ๑๓๖
๖.๕ หลักปฏบิ ัตเิ ก่ยี วกับการเทศน์ ๑๓๘
๖.๖ หลักสาคญั ทีผ่ ้เู ทศนค์ วรพจิ ารณา ๑๔๑
๖.๗ คณุ สมบตั กิ ารเป็นนักเทศน์ ๑๔๔
๖.๘ ตัวอย่างการวางโครงเทศน์ ๑๔๗
๖.๙ วัตถุประสงค์และอานสิ งสใ์ นการฟงั เทศน์ ๑๔๘
๖.๑๐ สรปุ ทา้ ยบท ๑๔๙
บทที่ ๗ การปาฐกถา ๑๕๑
๗.๑ ความนา ๑๕๑
๗.๒ ความสาคญั ของการปาฐกถา ๑๕๑

สารบัญ ธรรมนิเทศ | ฆ

๗.๓ ลักษณะของการแสดงปาฐกถา ๑๕๓
๗.๔ องค์ประกอบของการแสดงปาฐกถา ๑๕๓
๗.๕ หลกั การสาคญั ในการแสดงปาฐกถา ๑๕๕
๗.๖ การแนะนาองคป์ าฐกถา ๑๕๕
๗.๗ การปดิ ปาฐกถาและบทสรุป ๑๕๗
๗.๘ สรปุ ท้ายบท ๑๕๘
บทที่ ๘ การอภิปราย ๑๕๙
๑.๑ ความนา ๑๕๙
๘.๒ ความหมายของการอภิปราย ๑๖๐
๘.๓ ลักษณะและเปา้ หมายของการอภิปราย ๑๖๑
๘.๔ รูปแบบและเทคนคิ ของการจดั อภิปราย ๑๖๓
๘.๕ องคป์ ระกอบของการอภิปราย ๑๖๗
๘.๖ วธิ ีการสอนแบบอภปิ ราย ๑๗๐
๘.๗ ประโยชน์ของการอภปิ ราย ๑๗๒
๘.๘ สรุปท้ายบท ๑๗๒
บทที่ ๙ การใชส้ อื่ ประกอบการบรรยายเพ่อื การเผยแผ่ ๑๗๕
๙.๑ ความนา ๑๗๕
๙.๒ ความหมายของส่ือ ๑๗๖
๙.๓ ประเภทของสือ่ ประกอบการบรรยาย ๑๗๗
๙.๔ เทคนคิ การใชส้ ือ่ Power point ประกอบการนาเสนอ ๑๘๐
๙.๕ ความสาคญั ของสอ่ื ประกอบการบรรยาย ๑๘๒
๙.๖ วิธีการเลอื กใช้ส่อื ประกอบการบรรยาย ๑๘๔
๙.๗ การใช้สือ่ อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ๑๘๗
๙.๘ ประโยชนข์ องส่อื ประกอบการบรรยาย ๑๙๒
๙.๙ สรปุ ทา้ ยบท ๑๙๓
บรรณานกุ รม ๑๙๕
ประวตั ิผเู้ รยี บเรียง ๒๐๐

บทที่ ๑
ความรเู บ้ืองตน เกีย่ วกบั ธรรมนเิ ทศ

๑.๑ ความนาํ

ในการเผยแผหลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจาไปสูประชาชนทั่วไปมักพบกับ
ปญหาในเรื่องของการส่ือความ จนกระทั่งเกิดการแบงแยกระหวางภาษาพระกับภาษา
ชาวบาน ซึ่งดูจะเปนเรื่องยุงยากอยูพอควร ประเด็นปญหาจึงเกิดขึ้นกับนักเผยแผวา ทํา
อยา งไรจงึ จะสามารถสือ่ ภาษาธรรมกับชาวบา นไดท กุ ระดบั ทง้ั การพูดและการเขียน ในอดีต
จะเห็นไดชัดวาการศึกษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาเปนหนาท่ีของผูชายท่ีเขามาบวช
เรียนในวัด ผูเขามาบวชเรียนจึงเปนหลักในการชวยรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนา ซ่ึง
ถือเปน สว นสําคัญที่ทาํ ใหพระพุทธศาสนาประดษิ ฐานมั่นคงมาจนถงึ ทกุ วันน้ี

ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจาผูทรงมีสายพระเนตรอันกวางไกล ผูทรงเห็น
ประโยชนในการขยายโอกาสทางการเรียนรูไปสูชาวโลก พระองคจึงไดทรงวางหลักการ
สําคัญในการประกาศพระศาสนาไวแกพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป กอนสงไปประกาศพระ
ศาสนา ดวยพระพุทธพจนท่ีจําเปนหลักสําคัญสืบมาวา “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย
พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย”๑ ภิกษทุ ั้งหลาย เธอท้ังหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชนสุขแก
ชนจาํ นวนมาก เพ่อื เก้อื การุณยแกชาวโลกการเริ่มงานประกาศพระศาสนาครั้งนั้น สงผลให
มีพระสงฆสาวกเพิ่มจํานวนมากข้ึนตามลําดับ และมีผูเลื่อมใสศรัทธาอีกเปนจํานวนมาก
สมัยน้ันมีผูนับถือพระพุทธศาสนา จัดเปน ๔ กลุม เรียกวา“บริษัทส่ี” คือภิกษุ ภิกษุณี
อบุ าสิกาและอบุ าสกิ า จะเปน ผทู ม่ี บี ทบาทในการเผยแผหลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจา

ดังนั้น แนวทางการศึกษาในบทน้ี จึงเริ่มตนดวยขอบขายของเน้ือหา ท่ีเก่ียวกับ
ความหมายและความสําคัญของธรรมนิเทศ วัตถุประสงคของธรรมนิเทศ ธรรมนิเทศใน
พระพุทธศาสนา และธรรมนเิ ทศกับนิเทศศาสตรและการประยุกตใช เพ่ือจะไดเปนพื้นฐาน
ในศึกษาและเขาใจธรรมนเิ ทศในบทตอ ไป

๑ ว.ิ ม. (บาลี) ๔/๓๒/๓๙.

๒ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจันทคณุ , ดร.

๑.๒ ความหมายของธรรมนิเทศ

คาํ วา“นิเทศ”นํามาใชเปนคํานามมีความหมายวา คําแสดง หรือคําจําแนกออก๒
หากใชเปนคํากริยาจะหมายถึง ชี้แจง แสดง จําแนก คํานี้ภาษาบาลีใชคําวา“นิทฺเทส”และ
ภาษาสนั สกฤตใชคําวา “นริ เฺ ทศ”มีความหมายเชนเดียวกนั ผูศึกษาจะพบตัวอยางการใชคําน้ี
ในภาษาไทยอยูมากพอสมควร โดยนําไปใชรวมความกับคําอ่ืน เพื่อใหเกิดความหมายใหม
และเหมาะกับการนําไปใชงาน ในท่ีน้ีจะนําเสนอเฉพาะคําศัพทซึ่งมีความหมายเก่ียวเน่ือง
กับวิชาธรรมนเิ ทศ ที่ปรากฏในพจนานกุ รม ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ เทาน้ัน จะ
มีคําท่ีมีการใชที่ใกลเคียงกันคือ คําวา “นิเทศศาสตร” เปนศัพทท่ีนิยมนํามาใชเพื่อส่ือ
ความหมายในเชงิ วิชาการ หมายถึง วิชาทว่ี าดวยการส่อื สารมวลชนและการประชาสัมพันธ
คําน้ีเทียบความกับภาษาอังกฤษไดวา Communication Arts๓ เปนศาสตรที่วาดวยหลัก
ทฤษฎี องคประกอบ กระบวนการ บทบาทหนาที่ วัตถุประสงค วิธีการ ประสิทธิภาพ
ประสิทธิผลและอ่ืนๆ ที่เกี่ยวกับการสื่อสาร ซึ่งถือวาเปนระบบหลักของระบบสังคมใหญ
ควบคูกบั ระบบวัฒนธรรม๔

คําวา“ธรรมนิเทศ”เปนคําท่ีเกิดจากวิธีสรางคําในภาษาไทยดวยการสมาส คือ
นําคําที่มีใชอยูแลวมารวมกัน เพ่ือใหเกิดความหมายใหมตามความตองการของผูใช มี
ความหมายตามรูปศัพทวา แสดงธรรม จําแนกธรรม ช้ีแจงธรรม เม่ือนํามาใชเปนศัพท
เฉพาะในเชิงวิชาการ คําน้ีจึงหมายถึง วิชาท่ีศึกษาเก่ียวกับหลักการและวิธีการเผยแผ
พระพุทธศาสนาและสามารถนําไปเทียบความกับภาษา อังกฤษไดวา Dhamma
Communication แปลตามศพั ว า การสื่อสารธรรม หากพิจารณาความ หมายใหเหมาะสม
กับหลักการดําเนินงานดานการเผยแผจึงเขากันไดอยางลงตัวกับคําวา“การเผยแผ
หลักธรรมคําส่ังสอนของพระพุทธเจา”หรือ“การเผยแผพระพุทธศาสนา” คําวา“เผยแผ”น้ี
คนทว่ั ไปจะรสู กึ วาออกเสียงไมคอยสะดวกนัก เนื่องจากมีลักษณะเปนสียงส้ันหากเทียบกับ
คาํ วา“เผยแพร” จะสามารถออกเสียงไดงา ยกวา เพราะมีลักษณะเปน เสยี งยาว

๒ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, พิมพคร้ังท่ี ๑ (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพนนานมีบคุ สพ บั ลิเคชั่นส, ๒๕๔๖), หนา ๕๘๙.

๓ กิติมา สุรสนธิ, ความรูทางการส่ือสาร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร, ๒๕๔๑), หนา ๑.

๔ รศ.ดร.สมควร กวียะ, การสื่อสารมวลชน (บทบาท หนาท่ี สิทธิ เสรีภาพ และความ
รบั ผดิ ชอบ), พิมพค ร้งั ที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท อกั ษราพิพฒั น จาํ กดั , ๒๕๔๕), หนา ๓๔๔-๓๔๕.

บทท่ี ๑ ความรูเบ้อื งตนเกย่ี วกับธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๓

การเผยแพร ถือวาเปนงานที่สําคัญสวนหนึ่งของการประชาสัมพันธ เพราะเปน
งานดานขา วสารทเ่ี ก่ยี วของกบั เหตุการณ บุคคล กลุมประชาชน และผลิตภัณฑ ซ่ึงขาวสาร
น้นั จะนาํ ไปเผยแพรผานระบบการทาํ งานของส่ือสารมวลชน หรือชองทางการส่ือสารที่มีขีด
ความสามารถในการแพรกระจายสูง ดังน้ัน ผูปฏิบัติงานเพื่อเตรียมการและแจกจายขอมูล
ขาวสารจึงเรียกวา“นักเผยแพร” (Publicist) นอกจากนี้นักทฤษฎีเผยแพร (Diffusion
theorists) ยังเรียกคนที่ทํางานดานประชาสัมพันธวา“หนวยเชื่อม” (Linking agents) นัก
สงั คมวทิ ยายงั ใหสมญานักประชาสัมพันธวา“ผูขยายพรมแดน”(Boundary spanners) ใน
ทรรศนะของนกั วชิ าการศาสนากลาววา “เผยแผ” หมายถึงการเปดเผยสิ่งที่ถูกปกปดอยูให
คนไดรูไดเห็น คือ การเปดเผยสิ่งท่ีดีงามท่ีคนยังไมเห็นใหไดรูไดเห็นท่ัวกัน และคํานี้มักใช
กับส่ิงท่ีเปนนามธรรม เชน แผเมตตา แผความสุข ชวยเหลือเผื่อแผ สวนคําวา “เผยแพร”
หมายถึง การขยายหรือการกระจายไปในวงกวาง คือ ส่ิงน้ันไมไดถูกปกปด แตมีอยูใน
ขอบเขตจํากัดเม่ือตองการจะขยายออกไปในวงกวางก็จะใชคําวา“เผยแพร”และคําน้ีมักใช
เปน กบั ส่ิงทีเ่ ปนรูปธรรม เชน แพรภาพ แพรขาว แพรเ ชอ้ื โรค

ฉะน้ัน หากพิจารณาความหมายของธรรมนิเทศ เฉพาะในสวนท่ีหมายถึง การ
เผยแผห ลักธรรมคําสั่งสอนของพระพทุ ธเจา หรือการเผยแผพระพุทธศาสนา นัยสําคัญของ
ธรรมนิเทศจึงมุงไปที่การศึกษาหลักการและวิธีการเผยแผพระพุทธศาสนา ซ่ึงเปนหนาท่ี
โดยตรงของพุทธบริษัทและเมื่อจะตองทําหนาที่เผยแผธรรม ก็ควรดําเนินการภายใต
หลักการและวิธีการที่ทรงใหแนวทางไว ในเบ้ืองตนสามารถศึกษาไดจากพระพุทธพจนท่ี
ตรัสประทานแกพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป ณ ปาอิสิปตนมฤคทายวัน กอนสงไปประกาศ
พระศาสนา และควรศกึ ษาแนวทางการดําเนนิ การเผยแผเพ่ิมเติมได จากโอวาทปาฏิโมกขที่
ไดตรัสแสดงในท่ีประชุมพระอรหันตสาวก ๑,๒๕๐ รูป ในวันมาฆปุรณมี ณ เวฬุวัน เมือง
ราชคฤห๕

๑.๓ ความสาํ คญั ของธรรมนิเทศ

การศึกษาเพอื่ ใหท ราบถงึ ความสําคญั ของธรรมนิเทศ ผศู ึกษาสามารถพิจารณาได
จากพระจริยาวตั รของพระพุทธเจาที่เรียกวา“พุทธจริยา”กิจประจําวันท่ีทรงบําเพ็ญตลอด
พระชนมายุของพระพุทธเจาท่ีเรียกวา“พุทธกิจ”และพุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธี
ดังนี้

๕ วทิ ย วศิ ทเวทย, เสฐียรพงษ วรรณปก, พระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพอักษร
เจริญทศั น, ๒๕๔๖), หนา ๑๐๔.

๔ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจนั ทคณุ , ดร.

๑.๓.๑ พุทธจริยา
พุทธจริยา คือ พระจริยาวัตรของพระพุทธเจา หรือการบําเพ็ญประโยชนของ
พระพุทธเจา เพือ่ เปนแนวทางในการปฏบิ ัตติ น มี ๓ ประการ๖
๑) โลกกัตถจริยา พระพุทธจริยา เพื่อประโยชนแกโลก ทรงประพฤติเปน
ประโยชนแกโลก คือ ทรงอาศัยพระมหากรุณาเสด็จไปประกาศพระศาสนาเพ่ือประโยชน
สุขแกมหาชนในถ่ินฐานแวนแควนตางๆ เปนอันมาก โดยไมคํานึงถึงความเหน่ือยยากหรือ
ความสุขสวนพระองค ไดทรงอุทิศเวลาหลังจากตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณถึง ๔๕
พรรษา เพื่อประกาศหลักความจริงอันประเสริฐและหลักความประพฤติที่ถูกตองดีงามแก
ชาวโลก ดงั เปนทป่ี ระจกั ษแจงแลวแกพ ทุ ธบรษิ ทั ท้ังสี่ และไดทรงประดิษฐานพระศาสนาไว
เพื่อประโยชนสุขแกมหาชนภายหลังมาจนทุกวนั นี้
๒) ญาตัตถจริยา พระพุทธจริยา เพื่อประโยชนแกพระญาติตามฐานะ ทรง
ประโยชนแกพ ระประยูรญาติ เชน ทรงอนุญาตใหพระญาตทิ ี่เปนเดยี รถยี เขามาอุปสมบทใน
พระพุทธศาสนาไมตองอยูติดถิยปริวาส ๔ เดือนเสียกอนเหมือนเดียรถียอ่ืน และเสด็จไป
หามพระญาตทิ ว่ี วิ าทกนั ดวยเรอ่ื งนํ้า เปนตน (ติตถิยปริวาส คือ วิธีอยูกรรมสําหรับเดียรถีย
ที่ขอบวชในพระพุทธศาสนา กลาวคือ นักบวชในลัทธิศาสนาอื่น หากปรารถนาบวชเปน
ภกิ ษใุ นพระพุทธศาสนาจะตองประพฤติปริวาสกอน ๔ เดือน หรือจนกวาพระสงฆพอใจจึง
จะอปุ สมบทได สวนติตถิยปกกันตกะ คอื ผทู ไ่ี ปเขา รตี เดยี รถยี ทั้งที่เปนภิกษุจะอุปสมบทอีก
ไมไ ด)
๓) พุทธัตถจริยา พระพุทธจริยาท่ีทรงบําเพ็ญประโยชนตามหนาท่ีของ
พระพุทธเจา ทรงประพฤติเปนประโยชนแกสัตวโลก โดยฐานะเปนพระพุทธเจา ทรง
ประดิษฐานพระศาสนาใหย ั่งยืนมาตราบเทา ทุกวันนี้
ฉะน้ัน พระจริยาวัตรหรือการบําเพ็ญประโยชนของพระพุทธเจาดังกลาวน้ัน
มิไดทรงบําเพ็ญเพ่ือผูใดผูหนึ่งเปนการเฉพาะ แตไดทรงบําเพ็ญเพื่อชาวโลกท้ังมวลดวย
ความมุงหมายที่ตองการใหพระพุทธศาสนาประดิษฐานย่ังยืนตลอดกาล ความสําคัญของ
การเผยแผธ รรมซ่ึงเนอ่ื งดว ยพทุ ธจริยาน้ัน จึงเกิดจากพุทธคุณอันประกอบดวย พระปญญา
คุณ พระวสิ ทุ ธิคุณ และพระมหากรณุ าคณุ ท่ที รงมตี อหมูสัตวทัง้ มวลโดยแท

๖ พันเอก (พิเศษ) นวม สงวนทรัพย, พุทธจริยา, พิมพครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
มหามกุฎราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓), หนา ๖๕-๖๖.

บทที่ ๑ ความรเู บอื้ งตนเกย่ี วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๕

๑.๓.๒ พุทธกจิ
“พุทธกิจ” คือ กิจท่ีพระพุทธเจาทรงบําเพ็ญ หรือการงานที่พระพุทธเจาทรง
กระทําซ่ึงเปนกิจประจําวัน โดยทรงใชหลักการบริหารเวลาในแตละวันออกเปน ๕ ชวง๗
ดงั นี้
๑) ปุพพฺ ณเฺ ห ปณ ฺฑปาตจฺ เวลาเชา เสดจ็ บิณฑบาต
๒) สายณเฺ ห ธมฺมเทสนเํ วลาเยน็ ทรงแสดงธรรม
๓) ปโทเส ภกิ ขโุ อวาทํ เวลาค่ําประทานโอวาทแกเหลาภิกษุ
๔) อฑฺฒรตฺเต เทวปฺหนํ เวลาเที่ยงคนื ทรงตอบปญ หาเทวดา
๕) ปจฺจูเสว คเตกาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ เวลาจวนสวางทรงตรวจพิจารณา
สตั วท สี่ ามารถและยงั ไมส ามารถบรรลธุ รรมวา ควรจะเสดจ็ ไปโปรดผูใด
พทุ ธกิจทพ่ี ระพุทธเจา ทรงบําเพญ็ เปน ประจาํ ในแตละวนั มบี าลีสรุปทายวา“เอเต
ปฺจวิเธ กิจฺเจ วิโสเธติ มุนิปุงฺคโว พระพุทธเจาองคพระมุนีผูประเสริฐ ทรงยังกิจ ๕
ประการน้ีใหหมดจด” ความสําคัญของการเผยแผธรรมอันเนื่องดวยพุทธกิจประจําวัน
ดังกลาวนั้น ผูศึกษาควรนําไปแบบอยางของการรูจักบริหารเวลา เพ่ือใชเวลาในแตละชวง
วนั ท่ีผานไปอยางคุมคาและเกิดประโยชนสูงสุด และควรพิจารณาอยูเสมอวา วันคืนลวงไป
ลวงไป บัดนเี้ ราทําอะไรอยู บุคคลผรู คู ุณคาของเวลาในพระพุทธศาสนากลาวไวในหลักสัปปุ
ริสธรรม ๗๘ เรียกวา “กาลัญุตา”ไดแก คุณสมบัติของคนดีขอที่ ๕ คือ รูวาเวลาไหนควร
ทําอะไร ทําใหตรงเวลา ทําใหเปนเวลา ทําใหพอเวลา ทําใหเหมาะเวลาและทําใหถูกเวลา
ดังท่ีพระพุทธเจาตรัสไววา “บุคคลประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ ในเวลาใด เวลานั้น
ยอมเปนเชาทด่ี ี เท่ียงทด่ี ี และเยน็ ท่ดี ี ของผนู ั้น แลวแตกรณี”
๑.๓.๓ พทุ ธลีลาในการสอนหรือเทศนาวธิ ี
การสอนของพระพุทธเจาในแตละครั้งแมเปนเพียงธรรมีกถาหรือการพูดคุย
สนทนากนั ท่วั ไป ซ่ึงไมใชค ราวทีม่ คี วามมุงหมายเฉพาะพิเศษก็จะดําเนินไปอยางสําเร็จผลดี
โดยมอี งคประกอบที่เปน คุณลกั ษณะ ๔ ประการ๙ ดงั น้ี

๗ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท,
(กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัท เอส อาร. พริ้นตง้ิ แมส โปรดักส จํากดั , ๒๕๔๖), หนา ๑๔๙.

๘ ท.ี ปา.(ไทย) ๑๑/๓๕๗/๔๐.
๙ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท,
(กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั เอส อาร. พร้ินติ้ง แมส โปรดกั ส จํากัด, ๒๕๔๖), หนา ๑๓๔.

๖ | ธรรมนิเทศ พระครูวาปจ นั ทคณุ , ดร.

๑) สันทัสสนา ชี้แจงใหเห็นคือ จะสอนอยางไร ก็ชี้แจงจําแนกแยกแยะอธิบาย
และแสดงเหตุผลใหชัดเจน จนผูฟงเขาใจแจมแจงเห็นจริงเห็นจังดังจูงมือใหไปเห็นกับตา
หรือเปนการช้ีแจงใหเขาใจชัดเจนมองเปนเรื่องราวและเหตุผลตางๆแจมแจง เหมือนจูงมือ
ไปดูใหเห็นประจักษกับตา เปนองคประกอบอยางแรกของการสอนท่ีดีตามแนวทางพุทธ
จริยา

๒) สมาทปานา ชวนใจใหอยากรับเอาไปปฏิบัติ คือ สิ่งใดควรปฏิบัติหรือหัดทํา
ก็แนะนําหรือบรรยายใหซาบซ้ึงในคุณคา มองเห็นความสําคัญท่ีจะตองฝกฝนบําเพ็ญจนใจ
ยอมรับ อยากลงมือทํา หรือนําไปปฏิบัติ เปนองคประกอบอยางที่สองของการสอนที่ดีตาม
แนวพุทธจรยิ า

๓) สมุตเตชนา เราใจใหอาจหาญแกวกลา คือ ปลุกเราใจใหกระตือรือรนเกิด
ความอุตสาหะ มีกําลังใจเข็งขันมั่นใจที่จะทําใหจงได ไมหวั่นระยอ ไมกลัวเหน่ือย ไมกลัว
ยาก เปน องคประกอบท่สี ามของการสอนท่ดี ีตามแนวทางพุทธจรยิ า

๔) สัมปหังสนา ปลอบชโลมใจใหส ดชื่นรา เรงิ คือ บาํ รงุ จติ ใจใหแชมช่ืนเบิกบาน
โดยช้ีใหเห็นผลดีหรือคุณประโยชนท่ีจะไดรับและทางท่ีจะกาวหนาบรรลุผลสําเร็จยิ่งข้ึนไป
ทาํ ใหผ ูฟ ง มคี วามหวังและเบิกบานใจ หรือเปนการทําบรรยากาศใหสนุก สดช่ืนแจมใส เบิก
บานใจ ทําใหผูฟงมองเห็นผลดีและทางสําเร็จ เปนองคประกอบอยางที่สี่ของการสอนที่ดี
ตามแนวทางพุทธจรยิ า

พุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธีท้ัง ๔ ประการน้ี เปนไปตามแนวทางของพุทธ
จริยา คือ พระจริยาวัตร หรือการบําเพ็ญประโยชนของพระพุทธเจา เพื่อเปนแนวทางใน
การปฏบิ ตั ติ น ชวยปลดเปลอ้ื งใน ๔ ประการ ดังน้ี

ขอ ๑ ชว ยปลดเปล้อื งความเขลาหรือความมืดมวั
ขอ ๒ ชวยปลดเปล้ืองความประมาท
ขอ ๓ ชวยปลดเปลือ้ งความอืดครา น และ
ขอ ๔ ชว ยใหก ารปฏิบัติสมั ฤทธผิ์ ล๑๐
เมื่อไดศึกษาจากพุทธจริยา พุทธกิจและพุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธี
ดงั กลา วแลว ก็สามารถทีจ่ ะประมวลความสาํ คัญของธรรมนเิ ทศได ๕ ประการดงั น้ี คือ
๑) การประกาศพระศาสนา เมื่อพระพุทธเจาตรัสรูธรรมแลว เปนอันวา
ภาระกิจสวนพระองคในการคนควาหนทางที่จะทําใหพนทุกข และถึงความบริสุทธ์ิ
ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิงไดเสร็จสิ้นสมบูรณแลว คงเหลืออยูแตเพียงพระกรุณาคุณที่มีตอ

๑๐ ที.สี (ไทย) ๙/๑๙๘/๑๖๑.

บทท่ี ๑ ความรูเบ้อื งตนเกย่ี วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนิเทศ | ๗

สัตวโ ลก ดวยมพี ระประสงคจะชวยเหลือและใหโอกาสเขาเหลานั้นไดรูธรรมท่ีพระองคตรัส
รูแลว พระองคทรงใชเวลาพักผอนเพ่ือทบทวนหลักธรรมอยูเพียง ๗ สัปดาห (ในหนังสือ
“ปฐมสมโพธิกถา”นิพนธในสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เรียกชวงเวลาน้ีวา เสวย
วิมุตติสุข คือ ความสุขท่ีเกิดจากการหลุดพนจากกิเลสอาสวะท้ังปวง) ทรงดําริถึงความ
ลึกซึ้งแหงธรรมท่ตี รสั รู แลวนอ มพระทัยท่จี ะไมแสดงธรรม แตทรงอาศัยพระมหากรุณาคุณ
พิจารณาตรวจดูสัตวโลก จึงทรงพบวาบุคคลผูมีธุลีในดวงตานอยมีอยูจักเส่ือมถอยปญญา
หากไมมีโอกาสไดฟงธรรม จากน้ันพุทธกิจในการประกาศพระศาสนาก็ไดเร่ิมข้ึน ทรง
พจิ ารณาตรวจดูสตั วโ ลกโดยใชห ลกั การเปรยี บเทยี บกับดอกบวั ๔ ประเภท๑๑ ดงั นี้

(๑) อุคฆฏิตัญู ไดแก บุคคลผูมีสติปญญาดีและมีกิเลสเบาบาง เพียงไดฟง
หลักธรรมโดยยอ ก็สามารถบรรลุธรรมไดโดยฉับพลัน เปรียบเหมือนดอกบัวที่พนนํ้าแลว
พอถูกแสงอาทติ ยยามเชากบ็ านทนั ที

(๒) วิปจิตัญู ไดแก บุคคลผูมีปญญาและกิเลสปานกลาง เมื่อไดฟงหลักธรรม
ซา้ํ ๆ และฟง คําอธิบายขยายความตอเนื่อง ก็สามารถบรรลุธรรมได เปรียบเหมือนดอกบัวที่
อยเู สมอน้าํ พรอมจะบานในวันตอไป

(๓) เนยยะ ไดแก บุคคลผูมีสติปญญานอยและมีกิเลสหนาแนน เมื่อไดฟง
หลกั ธรรมบอยๆ ไดผ แู นะนําพรํา่ สอนที่ดี และหม่ันทําความเพียรอยางสม่ําเสมอ ก็สามารถ
บรรลธุ รรมไดเ ชน กัน เปรียบเหมือนดอกบัวที่อยใู ตนํา้ รอโอกาสทจี่ ะบานในวันตอ ๆ ไป

(๔) ปทปรมะ ไดแก บุคคลที่มีกิเลสหนาแนนมาก ไมรูจักเหตุและผล ยากที่จะ
อบรมสั่งสอน แมจะไดฟงหลักธรรมทั้งโดยยอและโดยละเอียด หรือหม่ันเพียรพยายาม
เพียงใด ก็ไมสามารถบรรลุธรรมไดในปจจุบัน เปรียบเหมือนกับดอกบัวท่ีงอกข้ึนใหมๆ ยัง
จมอยูใตโคลนตม ซึ่งมักจะตกเปนเหย่ือของเตาและปลา ตอเมื่อโอกาสมาถึงก็จะ
เจริญเตบิ โตไดเ ชนเดยี วกบั ดอกบวั ท้ังสามประเภทขางตน

เมื่อทรงพิจารณาตรวจดูสัตวโลกแลวในวันเพ็ญเดือน ๘ (อาสาฬหปุรณมี)
พระพุทธเจา ทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดเบญจวัคคีย ที่ปาอิสิปตน
มฤคทายวัน ใกลเมืองพาราณสี หลังจากแสดงธัมจักกัปปวัตตสูตรจบลง ธรรมจักษุได
เกิดขึน้ แกทานโกณฑัญญะวา“ยํ กิฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ.๑๒ แปลวา “ส่ิง
ใดสิ่งหนงึ่ มคี วามเกดิ ขึน้ เปน ธรรมดา สิ่งน้นั ทงั้ หมด มคี วามดับไปเปนธรรมดา”

๑๑ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๖๙/๓๙.
๑๒ ว.ิ ม. (บาล)ี ๔/๑๗/๒๒.

๘ | ธรรมนิเทศ พระครวู าปจนั ทคณุ , ดร.

ตอจากนั้นทา นโกณฑัญญะไดทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาไดตรัส
วา เอหิ ภกิ ฺขูติ ภควา อโวจ สวากฺขาโต จร พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายาติ๑๓
“เธอจงเปนภกิ ษมุ าเถดิ ธรรมอันเรากลา วไวดแี ลว เธอจงประพฤตพิ รหมจรรย เพื่อทําที่สุด
ทุกขโดยชอบเถิด”

การอุปสมบทวิธีนี้ เรียกวา“เอหิภิกขุอุปสัมปทา”๑๔ปฐมสาวกของพระพุทธเจา
ไดเกิดข้ึนแลว พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ เกิดข้ึนครบบริบูรณใน
โลกตั้งแตน้ันมา เหตุการณดังกลาวนับเปนปฐมกาลแหงการประกาศและประดิษฐานพระ
ศาสนา ตอจากนั้นพระพทุ ธเจา ไดแสดงธรรมโปรดยสกุลบุตรกับเพ่ือน ๕๔ คน เมื่อท้ังหมด
ออกบวชและบรรลุอรหัตตผลแลว มีพระอรหนั ตสาวกยุคแรก ๖๐ รูป จึงทรงสงไปประกาศ
พระศาสนา ดวยหลักการเผยแผเพื่อประโยชนส ุขแกช นจํานวนมาก เพ่ืออนุเคราะหชาวโลก
แมพระองคเองก็ไดเสด็จไปทีต่ าํ บลอรุ เุ วลา เสนานิคม เพื่อแสดงธรรม

๒) การประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธจริยาทท่ี รงบาํ เพ็ญประโยชนตาม
หนา ที่ของพระพุทธเจา สงผลใหเกิดการประดิษฐานพระศาสนาย่ังยืนมาจนทุกวันน้ี นับต้ัง
แตตรสั รูได ๙ เดือน พระองคไดเสดจ็ ไปทีแ่ ควน มคธโปรดชฎิลสามพี่นองที่คยาสีสะไดสาวก
จํานวน ๑,๐๐๐ รูป ตอจากน้ันเสด็จไปที่เมืองราชคฤห โปรดพระเจาพิมพิสารและราช
บรพิ าร ไดร บั ถวายพระเวฬวุ ันเปน อารามแหงแรกในพระพทุ ธศาสนา

พระองคทรงบําเพ็ญพุทธกิจประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแควนมคธ ทรงได
อัครสาวก คือ พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะพรอมบริวาร ซ่ึงออกบวชรวมเปน
๒๕๐ รปู และเม่อื พระสารบี ุตรบรรลอุ รหตั ตผล ก็พอดีถึงวันเพ็ญเดือนมาฆะ (มาฆะปุรณมี)
ในคืนน้ันมีจาตุรงคสันนิบาต พระพุทธเจาทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกขในที่ประชุมพระ
อรหันตสาวก ๑,๒๕๐ รูป ในปที่ ๓ แหงพุทธกิจ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเกิดความเลื่อมใสใน
พระพุทธศาสนา ไดประกาศตนเปนอุบาสกแลวสรางวัดพระเชตวันถวาย ที่เมืองสาวัตถี
แควนโกศล อารามแหงน้ีพระพุทธองคทรงใชเปนที่ประทับแสดงธรรมมากท่ีสุด รวม ๑๙
พรรษา ฉะน้ัน นับจากพุทธกิจในชวงตนเสร็จสิ้นแลว พุทธกิจในพรรษาท่ี ๒-๓-๔ ถือเปน
ชว งเวลาสาํ คญั ที่ทรงบาํ เพ็ญประโยชนเพ่ือการประดิษฐานพระพุทธศาสนา

๓) การบําเพ็ญพุทธจริยาเพื่อชาวโลก การบําเพ็ญพุทธกิจตลอดชวงเวลา ๔๕
พรรษานั้น มิไดทรงบําเพ็ญเพื่อประโยชนของบุคคลใดบุคคลหน่ึงเปนการเฉพาะ แตไดทรง

๑๓ ว.ิ ม. (บาล)ี ๔/๓๒/๓๙.
๑๔ เปน คาํ เรียกภกิ ษุทไ่ี ดร ับอปุ สมบทจากพระพทุ ธเจา โดยตรงดว ยวธิ ีบวชที เรยี กวา
เอหภิ กิ ขอุ ุปสัมปทา

บทท่ี ๑ ความรูเบือ้ งตน เกยี่ วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนิเทศ | ๙

บําเพญ็ เพอื่ ชาวโลกทงั้ มวล ดวย พระมหากรุณาธิคุณ พระปญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ
ของพระพทุ ธเจา ทท่ี รงมีตอหมสู ตั วท้ังมวลโดยแท ทรงแสดงหลักพระธรรมวินัยแกบริษัททั้ง
ส่ใี หเ กิดความเขาใจแจมแจง ลึกซึ้ง จนมีผูสามารถปฏิบัติได มีสักขีพยานเปนท่ีประจักษแลว
และทรงมอบมรดกแหงภมู ิธรรมและภมู ปิ ญญา กลา วคือ พระพทุ ธศาสนา ไวแกชาวโลก ให
ไดศึกษาเรียนรูและนําไปประพฤติปฏิบัติตาม จนเปนท่ียอมรับท่ัวโลกวาเปนศาสนาเพ่ือ
สนั ตภิ าพของโลกอยางแทจรงิ

องคการสหประชาชาติ (United Nations) ไดเห็นความสําคัญในขอน้ี จึงพรอม
กันประกาศใหวันวิสาขบูชา ซ่ึงเน่ืองดวยการประสูติ ตรัสรู และปรินิพานของพระพุทธเจา
เปน วนั สาํ คญั สากล ซง่ึ สาํ นักงานใหญแ ละท่ีทําการขององคก ารสหประชาชาติจะจัดใหมีการ
รําลึกถึงตามความเหมาะสม ประกาศน้ีมีข้ึนในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ
เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๒ ในคราวประชุมคร้ังท่ี ๕๔ วาระการประชุมที่ ๑๗๔ เร่ือง
การรับรองใหวันวสิ าขบูชาเปนวันสาํ คญั สากล

ทั้งนี้ สบื เนือ่ งมาจาก ฯพณฯ เอกอัครราชทูต ประเทศศรีลังกา ไดนําเสนอวาระ
การพิจารณาเร่ืองน้ีตอที่ประชุมวา ในระหวางการอภิปรายในที่ประชุมสมัชชา
สหประชาชาติสมัยสามัญ เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๒ ฯพณฯ ลัคชมาน คาดีรกามาร
รฐั มนตรีวา การกระทรวงการตางประเทศของศรีลังกา ไดแจงแกที่ประชุมสมัชชาถึงมติของ
ที่ประชุมพุทธศาสนิกสากล (International Buddhist Conference) ซ่ึงไดรับการรับรอง
อยางเปนทางการจากรัฐบาลประเทศศรีลังกา ในการท่ีจะเสนอใหองคการสหประชาชาติ
ประกาศใหการรับรองวาวันวิสาขบูชาเปนวันสําคัญสากล เนื่องจากวันดังกลาวมี
ความสําคัญอยางยิ่งตอประชากรจํานวนหลายรอยลานคนในประเทศตางๆ ในหลาย
ภมู ภิ าคของโลก ผซู ึง่ ยึดม่นั ในคาํ สอนขององคพระสัมมาสัมพทุ ธเจา

ในคําแถลงนั้นมีความสําคัญท่ีควรคาแกการศึกษาจึงขออนุญาตนําความบาง
ตอนมาเสนอไว ณ ที่น้ี ดงั น้ี

ในขณะท่ีสหัสวรรษเกาใกลจะสิ้นสุดลง และผูคนทั่วโลกตางรอคอยและ
เตรียมการเพื่อตอนรบั สหสั วรรษใหมท ่ีกําลงั จะมาถงึ นบั เปน โอกาสอันดีที่สหประชาชาติจะ
ไดรําลึกถึงคําสอนอันมีอายุยืนนานกวา ๒,๕๐๐ ป ขององคพระสัมมาสัมพุทธเจา ผูช้ีนํา
หนทางดับทุกขอยางแทจริงแกมวลมนุษย โดยอาศัยความเขาใจอยางถองแทในสัจธรรม
และการขจัดกิเลสใหหมดสิ้นไปจากจิตใจ อันพึงทําใหบุคคลเกิดเมตตาธรรมแกผูอ่ืนและ
นํามาซึ่งความสงบสุขอยางแทจริง ดังคําสอนของพระพุทธเจาท่ีบันทึกไวในตอนหนึ่งวา

๑๐ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจันทคณุ , ดร.

“บุคคลผมู ีชัยในสมรภมู นิ บั พันครงั้ มอิ าจเทียบไดกับผูม ชี ัยในจติ ใจของตนเอง ผูซึ่งเปนยอด
นกั รบอยางแทจ ริง”๑๕

นับแตอดีตจนถึงปจจุบัน คําสอนขององคพระสัมมาสัมพุทธเจาเปนแนวทาง
นําไปสูความรูแจง ความผาสุขและความรมเย็นในชีวิตของมวลมนุษยนับลานๆ คนทั่วโลก
โดยเรมิ่ จากบริเวณเอเชียใต เอเชียตะวันออกเฉียงใต และเอเชียตะวันออก และในปจจุบัน
ไดแผข ยายไปถงึ ประชากรในภูมภิ าคอ่นื ๆของโลกดว ย

๔) การใหโอกาสเพ่ือการเขาถึงธรรม ความสําคัญเนื่องดวยขอน้ี ผูศึกษา
สามารถพิจารณาไดจากพระพุทธพจนท่ีตรัสแกพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป กอนสงไป
ประกาศพระศาสนา ดวยทรงย้ํากับสาวกวา“จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องตน มีความ
งามในทามกลางและมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรยพรอมทั้งอรรถและ
พยัญชนะอันบริสุทธิ์บริบูรณครบถวนสัตวท้ังหลายที่มีธุลีในตานอยมีอยู ยอมเส่ือมเพราะ
ไมไดฟ ง ธรรมจกั มีผรู ธู รรม”

การทที่ รงยํ้าเร่อื งการแสดงธรรมมีความงามในเบ้ืองตน มีความงามในทามกลาง
และมีความงามในที่สุด ก็ดวยจุดมุงหมายเพื่อใหโอกาสแกบุคคลผูมีปญญาไดเรียนรูและ
เขาถึงธรรม ประเด็นศึกษาในเร่ืองนี้พิจารณาไดจากความตอนหน่ึงท่ีเรียบเรียงไวใน“ปฐม
สมโพธิกถา”วาวันหนง่ึ พระอัสสชิซงึ่ เปน หนง่ึ ในจาํ นวนพระเบญจวัคคีย ท่ีพระพุทธเจาทรง
สงไปประกาศพระศาสนา ไดจาริกมาถึงกรุงราชคฤหและเขาไปบิณฑบาตในเมือง ขณะน้ัน
อุปติสสปริพาชกออกจากอารามของอาจารยสญชัยปริพาชกมาดวยกิจธุระภายนอก เห็น
ทานแสดงออกซึ่งปฏิปทานาเล่ือมใสไปทุกอิริยาบถ จึงอยากทราบวาทานบวชในสํานักของ
ใคร ผูใดเปนศาสดาของทาน จึงเดินตามไปหางๆ เม่ือพระเถระไดรับอาหารพอสมควรแลว
จึงออกไปสูท่ีแหงหนึ่งเพ่ือทําภัตตกิจ อุปติสสะไดเขาไปจัดอาสนะถวายและเฝาปฏิบัติอยู
หลงั เสร็จภตั ตกิจแลวจงึ กราบเรียนถามดวยความเคารพวา

“ขาแตทานผเู จรญิ อนิ ทรียข องทา นผอ งใสย่งิ นัก ผวิ พรรณของทานก็หมดจดผอง
ใส ทานบวชในสํานักใด ใครเปนครูอาจารยของทาน ทานชอบใจธรรมของใคร”พระเถร
ตอบวา

“ปริพาชกผูมีอายุ เราบวชจําเพาะพระมหาสมณศากยบุตร ผูเสด็จออกบวชจาก
ศาสกยสกุล พระองคเ ปน ศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของทาน”๑๖

๑๕ พระธรรมปฏก (ป.อ.ปยตุ ฺโต), มองวนั วิสาขบูชาหยั่งถงึ อารยธรรมโลก, (กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั เอดสิ ัน เพรส โพรดกั ส จาํ กดั , ๒๕๔๓), หนา ๖๔.

๑๖ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๒๘๕/๓๑๐.

บทที่ ๑ ความรูเ บือ้ งตนเกยี่ วกับธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๑๑

“พระศาสดาของทานสอนวาอยา งไร”
พระเถระคิดวา“ธรรมดาปริพาชกทั้งหลาย ยอมเปนปฏิปกษแกพระศาสนา ควร
ที่เราจะความลึกซ้ึงคัมภีรภาพแหงพระธรรม”จึงกลาววา“ผูมีอายุ เราเปนผูบวชใหม มาสู
พระธรรมวินัยนี้ไมนานไมสามารถจะแสดงธรรมแกทานโดยพิสดารได เราจักกลาวแกทาน
แตโ ดยยอพอรูความ”
“ทานสมณะ ทานจงกลาวแตเนื้อความเถิด ขาพเจาตองการเฉพาะเนื้อความ
เทา น้ัน” พระอสั สซิเถระ ไดฟงคําของอุปตสิ สะปริพาชกแลว จึงกลา วหวั ขอ ธรรมมีใจความวา

เย ธมมฺ า เหตปุ ปฺ ภวา
เตสํ เหตุ ตถาคโต

เตสฺจ โย นโิ รโธ จ
เอวํ วาที มหาสมโณฯ๑๗
“ธรรมเหลาใด มีเหตุเปน แดนเกดิ พระตถาคตเจาทรงแสดงเหตุแหง ธรรมเหลานั้น
และความดับแหงธรรมเหลาน้ัน พระมหาสมณะมปี กติตรสั อยางน้”ี ๑๘
อุปติสสะ เพียงไดฟงหัวขอธรรมน้ีจากพระเถระเทานั้นก็เกิดธรรมจักษุ คือ
ดวงตาเห็นธรรมวา “ส่ิงใดส่ิงหน่ึงมีความเกิดข้ึนเปนธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเปน
ธรรมดา”หากพิจารณาหัวขอธรรมที่พระอัสสชิเถระไดยกข้ึนมาแสดงนั้นอยางลึกซึ้ง ยอม
ทราบดวยปญญาวา ท่ีจริงทานไดแสดงบทสรุปแหงอริยสัจจธรรมทั้งสามประการเขา
ดว ยกัน เวนกแ็ ตเพียงมรรคสัจจเพราะรวมอยูใ นนโิ รธธรรมแลว
สําหรับประเด็นศึกษาวาดวยเรื่องการประกาศพรหมจรรย มีคําอธิบายวา
“พรหมจรรย”ในท่ีนี้ทานหมายถึง ความส้ินกิเลสอันเปนจุดมุงหมายสูงสุดใน
พระพุทธศาสนา ซ่ึงมีทั้งหลักการและวิธีปฏิบัติ เพ่ือนําไปสูการเขาถึงความสิ้นกิเลส
พระพุทธเจาตรัสคําตรัสน้ีไวหลายแหง เชน การอุปสมบทดวย“เอหิ ภิกขุ อุปสมฺปทา”๑๙
วา“เธอจงเปนภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากลาวไวดีแลว เธอจงประพฤติพรหมจรรย เพื่อทํา
ท่สี ดุ ทกุ ขโ ดยชอบเถดิ ”และไดตรัสถงึ ความสําคัญของการประพฤตพิ รหมจรรยไ ว ดังน้ี

๑๗ ว.ิ ม. (บาลี) ๔/๖๕/๗๔.
๑๘ พระพุทธโฆสะ แตง, สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตรวจชําระ,
ธมั มปทัฏฐกถาแปล ภาค ๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๕), หนา ๑๒๔.
๑๙ ขุ.เถร. (บาลี) ๒๖/๓๖๔/๓๓๙.

๑๒ | ธรรมนิเทศ พระครวู าปจันทคณุ , ดร.

“น พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ ชนกุหนตฺถํ น ชนลปนตฺถํ, น ลาภสกฺการํ สีโลกา
นสิ งสฺ ตฺถํ, น อติวาทปฺปโมกฺขานิสงฺสตฺถํ, น “อิติ มํ ชโน ชานาตูติ” อโถ อิทํ ภิกฺขเว พฺร
หฺมจรยิ ํ วุสสฺ ติ สวํ รตถฺ ํ วิราคตถฺ ํ นิโรธตถฺ ”ํ ๒๐

“ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประพฤติพรหมจรรยนี้ มิใชเพื่อจะลวงคน มิใชเพื่อเกลี้ย
กลอมคน มิใชเ พือ่ อานิสงสคือลาภสักการะและชื่อเสียง มิใชเพ่ืออานิสงสคือการอวดอางวา
ทะ มใิ ชเพ่อื ใหคนรวู า“คนจงรูจกั เราดวยอาการอยา งนี้”แทจรงิ ตถาคตประพฤติพรหมจรรย
นี้ เพอื่ สาํ รวมระวงั เพอ่ื ละ เพื่อคลายกาํ หนดั เพือ่ ดบั ทกุ ข”๒๑
ในมหาสาโรปมสูตร๒๒ ไดเปรียบเทียบพระภิกษุผูเขามาบวชในพระธรรมวินัยไวทํานองวา
เดิมต้ังใจบรรลุมรรคผลนิพพาน ดับทุกข กลับไปควาเอาเพียงลาภสักการะบาง ศีลบาง
สมาธิบาง ไดเพียงปญญาบาง เหมือนกับบุรุษอยากไดแกนไม ควาขวานเขาไปในปา ตัดมา
ไดแตเพียงกง่ิ ใบ (คือ ลาภสักการะ) บา ง ตัดมาไดแตเพียงสะเก็ด (คือ สีลสัมปทา) บาง ตัด
มาไดแตเพียงเปลือก (คอื สมาธสิ มั ปทา) บาง ตัดมาไดแตเพยี งกะพี้ (คือ ญาณสัมปทา) บาง
แตมีบุรุษบางคนไมสนใจกิ่ง สะเก็ด เปลือก กะพี้ ถากลึกผานลงไปเอาแกน (คือ อสมย
โมกฺข) ทเี ดยี ว

ดังน้ัน การเผยแผพระพุทธศาสนาควรดําเนินงานอยางมีเปาหมายชัดเจน
ประกาศพรหมจรรยพรอมทงั้ อรรถและพยญั ชนะอันบริสทุ ธิ์บริบูรณครบถวน ควรใหโอกาส
ในการเขาถึงธรรม เพอ่ื มงุ ขจดั ธุลี คือ กิเลสที่คอยปดบังดวงตาของบุคคลผูมีปญญา และไม
เผลอสติดวยเหตุแหงลาภสักการะ หรือส่ิงเยายวนอื่นๆ อันเปนเหตุใหเกิดความมัวหมอง
แหง พรหมจรรย เหมือนอยางบุรษุ ที่ถือขวานมุงไปตัดเอาแกนของตนไม แตกลับไดมาแคกิ่ง
ใบ สะเกด็ เปลอื ก และกะพขี้ องตนไม ไมอ าจตัดเอาแกน มาไดอ ยา งที่มุงหวงั ไว

๕) การอุทศิ เวลาเพอ่ื สว นรวม พระพทุ ธเจา ทรงเปนแบบอยางของบุคคลผูอุทิศ
เวลาเพ่อื สวนรวมอยา งแทจริง ประเด็นศึกษาเพ่ือใหทราบถึงความสําคัญของธรรมนิเทศใน
ขอ นี้ จึงไดห ยบิ ยกเร่อื งพทุ ธกิจท่ีทรงบาํ เพ็ญซึง่ เปนกิจประจาํ วัน โดยทรงใชหลักการบริหาร
เวลาในแตละวันออกเปน ๕ ชวงเวลาดังกลาวแลวน้ัน พุทธศาสนิกชนยอมประจักษชัดถึง
ความสําคัญในเรื่องน้ี หากยอนไปศึกษาพุทธประวัติจะพบวา เมื่อเจาชายสิทธธัตถะตัดสิน
พระหัยเสด็จออกผนวช ขณะน้ันพระองคมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษา เทากับวาไดเสียสละ

๒๐ ส.ํ จตุกกฺ . (ไทย) ๒๑/๒๕/๓๐.
๒๑ ส.ํ จตกุ กฺ . (บาล)ี ๒๑/๒๕/๔๑.
๒๒ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๓๐๗/๒๗๒.

บทที่ ๑ ความรูเบอื้ งตนเกยี่ วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๑๓

ความสุขสวนพระองค และมอบพระองคใหเปนสมบัติขอชาวโลก จากนั้นไดอุทิศเวลาเพื่อ
การศึกษาคนควาหนทางพนทกุ ขอยา งจรงิ จงั ถึง ๖ ปเต็ม

พ.อ.ปน มทุ ุกันต เจา ของผลงาน“พทุ ธศาสตร”ไดก ลา วถงึ ข้ันตอนในการคนควา
ทางพนทกุ ข โดยแบง เปน ๓ ขนั้ ๒๓ ดังน้ี

ข้ันที่ ๑ เสด็จเขาไปขอรับการศึกษาในสํานักของอาจารยใหญ ๒ ทาน คือ อุทก
ดาบส และอาฬารดาบส ทรงศึกษาจนจบความรูของอาจารยท้ังสอง แตก็ยังไมพบทางพน
ทุกข

ข้ันที่ ๒ ทรงทรมานพระองคใหไดรับความลําบากอยางสาหัส ซึ่งเรียกวา
“บําเพ็ญทุกกรกิริยา” ตามวิธีท่ีนักบวชบางพวกนิยมทํากันในสมัยน้ัน จนพระวรกายซูบ
ผอมแทบส้นิ พระชนม เม่ือไมพบทางพนทกุ ขจึงเลิกกระทําทุกกรกิรยิ า

ข้ันที่ ๓ ทรงหันมาบําเพ็ญเพียรทางจิตใจซึ่งเปนวิธีท่ีแปลกไปจากนักพรต
ทง้ั หลายพงึ กระทํากัน จนไดต รัสรูใ นวนั เพญ็ เดือนวสิ าขะ (วิสาขปุรณม)ี

การทีพ่ ระองคท รงบําเพญ็ เพียรทางจติ จนจติ สงบน่ิง ความรแู จมแจงก็ปรากฏข้ึน
ในพระทัย ความรูที่ปรากฏขึ้นน้ี คือ คําตอบของปญหาท่ีคางพระทัยของพระองคมาเปน
เวลา ๖ ป เปนคําตอบที่ชัดแจงปราศจากความเคลือบแคลงสงสัย มีพระทัยบริสุทธิ์
ปราศจากกิเลสเครื่องเศราหมอง หลักความรูท่ีทรงคนพบน้ันมีส่ีขอ เรียกวา “อริยสัจ”
ตอจากน้ัน พทุ ธกิจเน่อื งการประกาศพระศาสนากเ็ รมิ่ ขนึ้ ตามลําดับ

ทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมจักกัปปวัตตนสูตร คือ สูตรวาดวยเรื่องการปลอย
ธรรมจักรใหหมุนไปท่ีใครจะตานทานใหถอยกลับไมได โปรดเบญจวัคคีย พระสูตรน้ีเปน
ประดุจจกั รแกวของพระเจาจักรพรรดิที่ไดปลอยไปเพ่ือแสดงความยิ่งใหญของพระองค แต
“ธรรมจักร”นี้เปนจักรที่ไมไดกอความเดือดรอนใหแกผูใด เปนจักรแหงธรรม เม่ือแผไปท่ี
ไหนก็จะอํานวยความสันติสุขใหแกท่ีน้ัน และธรรมจักรน้ีจะตองหมุนไปตลอดเวลา มี
ใจความสําคัญวา วิธีการคนหาทางแกทุกขที่พระองคทรงทดลองมาแลว ไดแก วิธีการ
หมกมุนอยูในกามารมณท่ีเรียกวา“กามสุขัลลิกานุโยค”และวิธีทรมานกายใหลําบากที่
เรียกวา“อัตตกิลมถานุโยค”ทั้งสองวิธีเปนวิธีที่หยอนเกินไปและตึงเกินไป สวนวิธีที่จะ
นําไปสูทางพนทุกขไดแทจริง ควรเปนวิธีที่ไมตึงหรือหยอนจนเกินไปที่เรียกวา
“มัชฌิมาปฏิปทา” คือ การปฏิบัติตามทางสายกลาง ซ่ึงเปนวิถีแหงการตรัสรูอันไดแก
อริยมรรคที่ประกอบดวยองค ๘ เร่ิมตนดวย สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นความเขาใจที่ถูกตอง)

๒๓ ปน มทุ กุ ันต, พุทธศาสตร เลมท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทโรงพิมพสมุดคงเจริญ จํากัด,
๒๕๕๖), หนา ๑๓๒.

๑๔ | ธรรมนิเทศ พระครูวาปจนั ทคณุ , ดร.

สมั มาสังกัปปะ (ความดําริชอบ ความคิดชอบ) สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ) สัมมากัม- มัน
ตะ (การกระทําชอบ) สมั มาอาชวี ะ (การดําเนินการเล้ียงชพี ที่ถกู ตอง) สัมมาวายามะ (ความ
เพียรพยายามชอบ) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (ความตั้งใจชอบ) พระ
พุทธองคไดทรงขยายความตอไปวา น่ันคือทางแหงการตรัสรูอริยสัจ ๔ ความจริงท่ี
ประเสรฐิ ซงึ่ เปนนัยหน่งึ แหง ปฏจิ จสมปุ ปบาท (การท่ีสิง่ ท้งั หลายกาศัยกนั จึงเกิดมีขึ้น,การท่ี
ทุกขเกิดข้ึนเพราะอาศัยปจจัยตอเนื่องกันมา) จากนั้นทรงยกอริยสัจ ๔ ข้ึนแสดงอยาง
พิสดาร เม่ือทรงแสดงปฐมเทศนาจบลง ธรรมจักษุไดเกิดขึ้นแกทานโกณฑัญญะ ซ่ึงเปนผูมี
อาวุโสที่สุดในกลุมเบญจวัคคีย ในคืนวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ (อาสาฬหปุรณมี) นั้นเอง
นับวาเปนบุคคลแรกในโลกที่ไดตรัสรูตามคําสอนของพระพุทธองค ซึ่งเปนขอที่พิสูจนไดวา
พระธรรมอันลกึ ซ้งึ ท่ีทรงตรัสรูนั้น มีคนสามารถรูตามได จึงทรงเปลงอุทานข้ึนวา“อฺญาสิ
วต โภ โกณฺฑฺโญ อฺญาสิ วต โภ โกณฺฑฺโญ”๒๔ แปลวา “ผูเจริญท้ังหลาย โกณ
ฑัญญะ ไดรูแลวหนอ ผูเจริญท้ังหลาย โกณฑัญญะไดรูแลวหนอ” และถือเปนกําลังใจให
พระพทุ ธองคทรงอุทศิ เวลาเพ่ือสง่ั สอนธรรมในโอกาสตอๆ ไปมากยง่ิ ขน้ึ ”

ดังน้ัน พระมหากรุณาธิคุณอันใหญหลวงที่พระพุทธเจาทรงมีตอชาวโลกในเร่ือง
ของการอุทิศเวลาเพื่อสวนรวมน้ี ไดสงผลดีอยางมหาศาลตอการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
ชาวโลกจะสังเกตไดวาพระองคทรงเริ่มตนจากการเสียสละความสุขสวนพระองคเพื่อ
การศกึ ษาคนควาทางพนทกุ ข เปนเวลาถึง ๖ ป ตอ เม่อื ทรงแสดงหลกั ความจริงที่ทรงคนพบ
ใหแกชาวโลก บุคคลท่ีมีปญญาเม่ือสดับฟงเพียงชวงเวลาส้ันๆ ก็สามารถเกิดธรรมจักษุ
เขาถงึ ธรรมไดใ นเวลาไมน านนกั พระมหากรุณาธคิ ุณในขอ นี้นบั เปน การไมส้ินเปล้ืองเวลาใน
การลองผิดลองถูกอกี ตอไป

๑.๔ วตั ถปุ ระสงคข องธรรมนเิ ทศ

วัตถุประสงคของธรรมนิเทศ ในพระพุทธศาสนาเปนศาสนาที่เกิดข้ึนมาเพ่ือ
ชวยเหลือเพ่ือนมนุษยทุกชนชั้น ผูมีความวุนวาย สับสน ถูกครอบงําดวยอวิชชา ตัณหา
อุปาทาน ดว ยการประกาศหลักธรรมที่ชวยแกปญหาอันเกิดจากความไมรูเทาทันความเปน
จรงิ ของชวี ิต เพ่อื นําไปสูกระบวนการพฒั นาปญ ญา ใหเพือ่ นมนษุ ยผูตกอยูในวังวนแหงทุกข
ไดห ยดุ คดิ พิจารณาถงึ ทกุ ข สาเหตุแหงทุกข ความดบั ทุกขและวิธีการท่ีนําไปสูความดับทุกข
หรือใหรูจักพิจารณาหาเหตุผลตามหลักความเปนจริงที่พระพุทธเจาทรงเปดเผยใหปรากฏ
แกเพื่อนมนษุ ย ทีเ่ รยี กวา “อริยสัจ”ฉะนั้นวัตถุประสงคของธรรมนิเทศจึงมุงประเด็นศึกษา

๒๔ ว.ิ ม. (บาลี) ๔/๑๘/๒๓.

บทที่ ๑ ความรเู บือ้ งตนเกยี่ วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนิเทศ | ๑๕

หลักการเผยแผพระธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจา ซึ่งทรงสอนใหพุทธศาสนิกชนพัฒนา
ศรทั ธา ปลูกปญ ญา ฝก อบรมตน และพึ่งพาตนเอง ๒ ประการ ดงั น้ี

๑.๔.๑ เพื่อการพัฒนาศรทั ธาและปญ ญาทีถ่ ูกตอ ง
ในการพฒั นาศรัทธานั้น คําวา ศรัทธา มีความหมายตามที่เขาใจกันโดยทั่วไปวา
ความเชอื่ สําหรับในทางธรรมทานหมายถึง สิ่งที่ควรเชื่อ, ความเชื่อที่ประกอบดวยเหตุผล,
ความมั่นใจในความจริง ความดี ส่ิงดีงาม และในการทําความดี ไมลูไหลตื่นตูมไปตาม
กระแสหรือลักษณะอาการภายนอก ชาวพุทธท่ีแทควรเปนผูมีความเขมแข็งตั้งม่ันอยูใน
หลักศรัทธาท่ีถูกตองและเปนแบบอยางท่ีดีแกชาวพุทธท่ัวไป ศรัทธาของชาวพุทธจึงเปน
ความเชื่อที่ประกอบดวยปญญา ไมงมงาย มั่นในพระรัตนตรัยไมหวั่นไหว ไมแกวงไกว ถือ
ธรรมเปนใหญและสูงสุด การพัฒนาศรทั ธามหี ลกั ที่ทา นแสดงสืบๆกนั มา ๔ อยา ง ดังน้ี
๑) กมั มสัทธา เชื่อกรรม
๒) วิปากสทั ธา เชือ่ ผลของกรรม
๓) กมั มัสสกตาสัทธา เช่ือวาหมสู ตั วมกี รรมเปน ของตน ทําดีไดดี ทาํ ชว่ั ไดชว่ั
๔) ตถาคตโพธิสทั ธา เช่อื ปญ ญาตรสั รูของพระตถาคต
ในกาลามสูตรซึ่งเปนสูตรหนึ่งในคัมภีรติกนิบาต อังคุตตรนิกายบันทึกไววา
พระพุทธเจาไดตรัสสอนชนชาวกาลามะแหงเกสปุตตนิคม แควนโกศล ไมใหเช่ืองมงายไร
เหตผุ ลตามหลกั ๑๐ ประการ๒๕ ดงั นี้

๑) อยางปลงใจเชื่อดวยการฟง ตามกันมา
๒) อยางปลงใจเช่อื ดว ยการถือสืบๆ กันมา
๓) อยางปลงใจเช่อื ดว ยการเลา ลือ
๔) อยา งปลงใจเช่อื ดว ยการอางตาํ ราหรือคมั ภีร
๕) อยา งปลงใจเช่อื ดว ยตรรก
๖) อยา งปลงใจเชอ่ื ดว ยการอนุมาน
๗) อยางปลงใจเช่อื ดวยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
๘) อยา งปลงใจเช่อื เพราะเขา กันไดก บั ทฤษฎีของตน
๙) อยางปลงใจเช่อื เพราะมองเหน็ รูปลกั ษณะนาเชอื่
๑๐) อยางปลงใจเชื่อเพราะนับถือวาทา นสมณะน้ีเปน ครูของเรา

๒๕ อง.ฺ ตกิ . (ไทย) ๒๐/๕๐๕/๒๔๑.

๑๖ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจันทคณุ , ดร.

ตอ เมื่อใดพจิ ารณาเห็นดว ยปญญวา ธรรมเหลานั้นเปนอกุศล เปนกุศล มีโทษ ไม
มโี ทษ เปนตน แลว จึงควรละหรือถือปฏบิ ัตติ ามนนั้

ในสวนของการการพัฒนาปญญาน้ัน ปญญา หมายถึง ความรูทั่ว เขาใจแจมชัด
รูจักแยกแยะไดในเหตุผล ดีช่ัว คุณโทษ ประโยชนมิใชประโยชน ความหมายในทางธรรม
ไดแก ความรอบรูในกองสังขารมองเห็นตามความเปนจริง ปญญา จัดเปนหลักธรรมสําคัญ
ซง่ึ ปรากฏในหมวดธรรมตางๆ เชน ไตรสกิ ขา บารมี ๑๐ พละ ๕ สัทธรรม ๗ เวสารัชชกรณ
ธรรม ๕ อธษิ ฐานธรรม ๔ และอรยิ ทรัพย ๗ เปนตน

ในการทีพ่ ัฒนาใหเกิดปญญาไดน้ัน จะตองเขาใจในจุดเร่ิมตนของการเกิดข้ึนของ
ปญ ญากอ น นน้ั กค็ อื บอ เกดิ แหงการพฒั นาปญ ญา โดยมีจุดเริ่มตน ๓ ประการ๒๖ ดังนี้

๑) สุตมยปญญา ปญญาท่ีเกิดจากการฟง เปนผลท่ีสืบเน่ืองมาจากความเปนผู
ไดยินไดฟงมาก เรียนรูมาก (พหุสฺสุตา) ความรูที่ไดจากการฟงจึงเปนหนทางหนึ่งในการ
เพ่ิมพูนสติปญญา ความสมบูรณแหงการฟงเพ่ือใหเกิดการพัฒนาปญญา ควรเกิดข้ึนพรอม
กับความทรงจํา (ธตา) คลองปาก (วจสา ปริจิตา) เจนใจ (มนสานุเปกฺขิตา) และขบไดดวย
ทฤษฏี (ทฏิ ฐ ิยา สุปฏวิ ิทฺธา)

๒) จินตมยปญญา ปญญาท่เี กิดจากการคดิ พจิ ารณา คิดเปน และคิดถูกวิธี ดวย
การรูจักนําความรูที่ไดรับจากการฟง การอาน การเลาเรียนศึกษามาเปนพ้ืนฐานแลวคิด
พจิ ารณาใหร อบคอบ การพัฒนาปญ ญาที่เกิดจากการคิดควรใชหลัก “โยนิโสมนสิการ” คือ
การกระทําไวในใจดวยอุบายอันแยบคาย ไดแก การพิจารณาเพ่ือใหเขาถึงความจริงดวย
การสบื คนหาเหตผุ ลไปตามลาํ ดบั จนถงึ ตนเหตุ แยกแยะองคประกอบจนมองเห็นตัวสภาวะ
และความสัมพนั ธแหงเหตุปจจัย หรือตริตรองใหรูจักส่ิงที่ดีท่ีช่ัว ยังกุศลธรรมใหเกิดข้ึนโดย
อบุ ายท่ชี อบ ซงึ่ จะไมใหเกิดอวชิ ชาและตณั หา

๓) ภาวนามยปญญา ปญญาท่ีเกิดจากการฝกอบรม เจริญปญญาใหรูเทาทัน
เขา ใจส่งิ ท้ังหลายตามความเปน จริง จนมีจิตใจเปนอิสระ ไมถูกครอบงําดวยกิเลสและความ
ทกุ ข การพฒั นาปญ ญาท่ีเกิดจากภาวนาจงึ ตอ งมกี ารปฏิบัติ บําเพ็ญ ฝกอบรมจิตใจใหเจริญ
งอกงาม มคี วามเขม แขง็ มั่นคง เบกิ บาน สงบสขุ ผองใสดว ยความเพียร

๑.๔.๒ เพ่อื การฝกอบรมตนและการพ่ึงพาตนเอง
ในการฝกอบรมตนน้ันมงุ เนน ที่หลกั การประพฤติพรหมจรรย เพ่ือความสิ้นกิเลส
อันเปนจุดมุงหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีทั้งหลักการและวิธีปฏิบัติเพื่อนําไปสูการ

๒๖ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๗๑.

บทที่ ๑ ความรเู บือ้ งตนเกย่ี วกับธรรมนเิ ทศ ธรรมนิเทศ | ๑๗

เขาถึงความส้ินกิเลส พระพุทธเจาทรงใหความสําคัญการฝกอบรมตน เพราะเปนหนทาง
หน่ึงในการพัฒนาปญญา วิธีปฏิบัติเพ่ือการฝกอบรมตนสามารถกระทําไดทั้งฝายบรรพชิต
และคฤหัสถ ตามหลกั ไตรสกิ ขา ไดแก ขอปฏบิ ัตสิ ําหรับฝก อบรม มี ๓ อยาง คือ

๑) อธสิ ลี สิกขา ไดแ ก การฝก อบรมเร่ืองศลี ในข้ันตนควรเรมิ่ จากการสรา งวนิ ัย
ในตนเองเพื่อวางรากฐานชวี ิตใหมั่นคง เพราะชาวพุทธตองรูจักดําเนินชีวิตท่ีดีงาม และรวม
สรา งสรรคส ังคมใหเ จริญม่นั คง ตามหลักวนิ ยั ทง้ั ของบรรพชิตและคฤหัสถมี“สีลสัมปทา”คือ
ถงึ พรอมดว ยศีล ถา เปนคฤหัสถก็รักษากายวาจาใหเรียบรอย ประพฤติตนอยูในคลองธรรม
ถาเปนภิกษุก็สํารวมระวังในพระปาฏิโมกข มีมารยาทดีงาม และมี“สีลวิสุทธิ”คือ ความ
หมดจดแหงศีล รกั ษาศลี ใหบ ริสทุ ธติ์ ามภูมขิ องตน ซงึ่ จะชว ยเปนฐานใหเ กดิ สมาธิ

๒) อธจิ ิตตสกิ ขา ไดแก การฝกอบรมเร่ืองจติ เม่ือสามารถรักษาวินัยชาวพุทธได
บริบูรณครบถวน การฝกอบรมตนในระดับที่สูงข้ึนไป จึงตองอาศัยการเจริญภาวนาตาม
หลักพระพุทธศาสนา ๒ อยาง ไดแก สมถภาวนา การฝกอบรมจิตใหเกิดความสงบ มีสมาธิ
และวปิ ส สนาภาวนา การฝกอบรมปญญาใหเกิดความรูตามความเปนจริง เพ่ือนําชีวิตใหถึง
จดุ หมาย

๓) อธิปญญาสิกขา ไดแก การฝกอบรมเรื่องปญญา ใหรูเทาทันโลกและชีวิต
ทําจิตใหเปนอิสระ เกิด“วิชชา”คือ ความรูแจง หมายถึงความรูสภาวะท่ีแทจริงของส่ิง
ทั้งหลาย กระบวนการฝกอบรมปญญาจึงมุงกําจัดอวิชชาใหหมดส้ินไป พระพุทธเจาจึง
เปรียบปญญาเหมือนแสงสวางวา“นตฺถิ ปฺญาสมา อาภา”ไมมีแสงสวางใดเสมอดวย
ปญญา

ในสวนของการพ่ึงพาตนเองน้ัน วัตถุประสงคของธรรมนิเทศในขอนี้ มุงชี้ใหเห็น
วาพระพุทธศาสนาสอนใหคนรูจักพ่ึงตนเอง หวังผลสําเร็จดวยการลงมือทําและรูจักแกไข
ปรับปรุงตนเองใหเจริญกาวหนา หม่ันสํารวจความกาวหนาทั้งในสวนตนและพระศาสนา
การพึ่งพาตนเองได หมายถึง การทําตนใหเปนท่ีพึ่งของตนได พรอมท่ีจะรับผิดชอบตนเอง
ไมทําตัวใหเปนปญหาหรือเปนภาระถวงความเจริญของหมูคณะ หรือหมูญาติ ดวยการ
ประพฤติธรรมสาํ หรบั สรางทีพ่ ่งึ แกต นเอง ๑๐ ประการ ทเี่ รียกวา “นาถกรณธรรม”๒๗ ดังน้ี

๑) ศลี ประพฤตดิ ีมีวนิ ยั ดําเนินชวี ติ สจุ รติ และประกอบสมั มาชพี
๒) พาหสุ ัจจะ ไดเ ลาเรยี นสดับฟง มาก รูช ดั เจนและใชไดจริง
๓) กัลยาณมติ ตตา มมี ิตรดีงาม รจู กั เลือกเสวนาคบหาคนดี

๒๗ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๔๕/๓๕๙.

๑๘ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจ ันทคณุ , ดร.

๔) โสวจสั สตา เปนคนวา งาย รับฟงเหตผุ ล พรอมจะแกไ ขปรบั ปรุงตน
๕) กงิ กรณเี ยสุ ทักขตา เอาใจใสใ นกิจธุระของเพ่ือนรว มหมคู ณะ
๖) ธัมมกามตา เปน ผูใครใ นธรรม ชอบศึกษาหาความรหู าความจรงิ
๗) วิริยารมั ภะ มคี วามขยนั หมนั่ เพยี ร ไมละเลยทอดทิง้ ธุระหนา ที่
๘) สนั ตฏุ ฐี มีความสันโดษรูจกั พอดี ไมม ว่ั เมาเหน็ แกค วามสขุ ทางวัตถุ
๙) สติ มสี ติมน่ั คง รจู ักยบั ย้ังช่งั ใจ ไมประมาทและไมท้ิงโอกาสท่ดี ี
๑๐) ปญญา มีปญ ญาเขา ใจสิ่งทงั้ หลายตามความเปน จรงิ
พระพุทธเจาทรงประกาศอริยสัจจธรรม คือ หลักความจริงอันประเสริฐ ให
เปดเผยปรากฏข้ึนแกชาวโลกดวยทรงเปน“สัมมาสัมพุทธ”ผูตรัสรูเองโดยชอบ คือรู
อริยสัจจ ๔ โดยไมเคยไดเรียนรูจากผูอื่น จึงทรงเปนผูเร่ิมประกาศสัจจธรรม และเปนผู
ประดิษฐานพระพุทธศาสนา ฉะนั้น บุคคลผูมุงหวังความเจริญในธรรมขององคพระ
สัมมาสัมพุทธเจาจงึ ควรเปน ผูถงึ พรอ มดว ยความขยันหมั่นเพียร เพื่อการพฒั นาศรัทธา ปลูก
ปญญา ฝกอบรมตนและรจู ักพง่ึ พาตนเอง

๑.๕ ธรรมนิเทศในพระพุทธศาสนา

นับจากตรัสรูเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา ที่มหาโพธิพฤกษ ริมฝงแมน้ําเนรัญชรา
ตําบลอุรุเวลา เสนานิคม (ปจจุบันเรียกวา“พุทธคยา”) ในแควนมคธ เม่ือวันเพ็ญเดือน
วิสาขะชวงเวลา ๒ เดือนจากน้นั ในวนั เพญ็ เดอื นอาสาฬหะ พระสมั มาสมั พทุ ธเจาทรงแสดง
ปฐมเทศนาแกเบญจวัคคีย ที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน ใกลเมืองพาราณสี และทรงประทาน
การบวชแกเ บญจวัคคีย ณ ทป่ี านั้น ไดพบกับยสกุลบุตรและสหาย ๕๔ คน ทรงแสดงธรรม
โปรด ท้ังหมดจึงออกบวชและบรรลุอรหันตผล จึงเกิดมีพระอรหันตสาวกยุคแรก ๖๐ รูป
จึงทรงสงพระอรหันตสาวกทั้งหมดออกไปประกาศพระศาสนา ดังนั้น ธรรมนิเทศในทาง
พระพุทธศาสนาจึงจะกลาวถึง ธรรมนิเทศสมัยพุทธกาลและหลังสมัยพุทธกาล พอเปน
แนวทางในการศกึ ษา ดังน้ี คือ

๑.๕.๑ ธรรมนิเทศสมยั พุทธกาล
ธรรมนิเทศสมัยพุทธกาล ถือวาไดเกิดขึ้นในชวงที่พระพุทธองคไดมี พระอรหันต
สาวกท้ัง ๖๐ รูป จึงมีบทบาทสําคัญอยางมากตอการประกาศพระศาสนาในยุคตน
พระพุทธเจาทรงเร่ิมดําเนินงานเผยแผเชิงรุกชนิดที่บรรดาผูนําศาสนาสมัยน้ันอยางเชน
ศาสนาเชนและศาสนาพราหมณไมท นั ไดต้งั ตัว เพราะรับสั่งใหพ ระอรหันตสาวกแยกยายกัน

บทที่ ๑ ความรูเบือ้ งตน เกย่ี วกับธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๑๙

ไปรูปละทิศ ดวยทรงเชื่อมั่นในความรูความสามารถ แมแตพระองคเองก็ยังเสด็จกลับไปยัง
ตาํ บลอุรุเวลา เสนานคิ ม เพื่อทรงแสดงธรรม

การดาํ เนนิ งานเผยแผเชงิ รกุ ในยุคตน ปรากฏผลวา พระพุทธศาสนาซึง่ เปนศาสนา
ใหมไดเริ่มหยั่งรากลึกลงสูจิตใจของชาวพาราณสีอยางรวดเร็ว พระพุทธพจนท่ีตรัสแกพระ
อรหนั ตสาวก ๖๐ รปู กอนสงไปประกาศพระศาสนาชี้ใหเห็นวัตถุประสงคหลักของการเผย
แผเพื่อประโยชนสุขของมหาชน และเพ่ือเกื้อการุณยแกชาวโลก ซ่ึงพุทธบริษัทจดจําเปน
หลักมาจนถงึ ทุกวนั น้ี

เมื่อพระพุทธเจาทรงแยกพระองคจากพระอรหันตสาวกแลว ไดเสด็จยอนกลับ
มายังอุรุเวลา เสนานิคม แควนมคธ โดยมีจุดมุงหมายเพื่อแสดงธรรมโปรดชฎิล ๓ พ่ีนอง
(ชฎิล คอื นักบวชประเภทหนึ่ง เกลา ผมมนุ เปนมวยสงู ข้ึน มกั ถือลทั ธบิ ชู าไฟ บางคร้ังจัดเขา
ในพวกฤษี) ท่ีคยาสีสะ คร้ันพระพุทธเจาเสด็จไปถึง ทานอุรุเวลกัสสปะไมคอยจะยินดี
ตอ นรับนกั คงเห็นวาเปน นกั บวชตางพวกกัน จึงจัดท่ีพักใหในโรงไฟ ซ่ึงในนั้นมีพญานาค (งู
ใหญ) ท่ีมีพิษรายแรงอาศัยอยู วันรุงข้ึน ทานอุรุเวลกัสสปะไดไปที่โรงไฟดวยคิดวา พระ
สมณะโคตมคงเสยี ชวี ิตแลว เมือ่ ไดเ หน็ พระพุทธเจายงั อยูในภาวะปรกติ ก็เกิดความสนใจใน
ความสามารถและยอมพูดคุยสนทนาดวย พระพุทธเจาไดยอมเวลาอยูกับทานอุรุเวลากัสส
ปะถึง ๒ เดอื น เพ่อื สรางความเล่อื มใสเช่อื ถือ ทรงพิจารณาเห็นวาความเล่ือมใสของทานอุรุ
เวลกัสสปะกับบริวารถึงจุดอิ่มตัวแลว จึงทรงเริ่มใหสติวา การถือปฏิบัติที่ไดทํามาเปน
เวลานานแลวน้ัน ไมใชวิถีทางที่จะนําไปสูความเปนพระอรหันต ทําใหทานสลดใจในความ
เขลาเขาใจผิดของตน จึงพากนั ทงิ้ บริขารสําหรับชฎิล และเครื่องบูชาไฟ ในแมนํ้าเนรัญชรา
แลวทูลขออุปสมบทพรอมท้ังบริวาร ตอมานองชายทั้งสองกับบริวารทราบขาวจึงเขามาขอ
บวชกบั พระพุทธองคเชน กัน

พระธรรมเทศนาที่แสดงโปรดชฎลิ ๓ พี่นองพรอมกับบริวารอีก ๑,๐๐๐ รูป มีช่ือ
วา “อาทิตตปริยายสูตร”๒๘กลาวถึง อายตนะทั้ง ๖ ที่รอนติดไฟลุกทั่ว ดวยไฟราคะ ไฟ
โทสะ และไฟโมหะ ตลอดจนรอนดวยทุกข มีชาติ ชรา มรณะ เปนตน ทําใหทานอุรุ
เวลากัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ พรอมบริวารบรรลุอรหัตตผล หลังจากนั้น
พระพทุ ธเจาจึงเสดจ็ เขากรุงราชคฤห เมืองหลวงแหงแควนมคธ โปรดพระเจาพิมพิสารและ
ราชบรพิ าร

พุทธกิจวาดวยการประดิษฐานพระศาสนาในแควนมคธ ถือเปนการวาง
ยุทธศาสตรส าํ คัญแหงการเผยแผธ รรม เพราะชมพูทวปี สมยั น้ันแบงเปน ๑๖ แควน นับจาก

๒๘ ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๕๔/๖๓.

๒๐ | ธรรมนิเทศ พระครูวาปจนั ทคณุ , ดร.

ตะวันออกข้ึนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ คือ อังคะ มคธ กาสี โกศล วัชชี มัลละ เจตี วังสะ
กุรุ ปญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ และกัมโพชะ ใน ๑๖ แควนนี้ บาง
แควนไดสูญสิ้นหรือกําลังเสื่อมอํานาจ บางแควนมีช่ือเสียงหรือกําลังเรืองอํานาจขึ้นมา
โดยเฉพาะแควนท่ีมอี ํานาจสงู สุด คือ แควนมคธ

เมื่อพระเจาพิมพิสาร กษัตริยแหงแควนมคธ ทรงทราบวาพระสมณะโคตมได
เสด็จมาพักท่ีสวนตาลหนุม พระองคจึงพาขาราชบริพารไปเฝา พระพุทธเจาทรงแสดง
เทศนาเร่ืองอริยสัจ ๔ ทําใหพระเจาพิมพิสารพรอมดวยขาราชบริพารจํานวนมากเกิด
ธรรมจักษุ ประกาศตนเปนผูถึงพระรัตนตรัยเปนสรณะและไดถวายพระเวฬุวัน ซ่ึงมีชื่อ
เรียกขานกันวา“เวฬุวนาราม”เปนอารามแหงแรกในพระพุทธศาสนา ณ เมืองราชคฤห
นั่นเอง พระพุทธเจาทรงไดอัครสาวก คือ พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ อดีต
ปรพิ าชก มชี อ่ื เดิมวา อปุ ตสิ สะ และโกลิตะ ทัง้ สองเปนเพือ่ นสนิทที่รักกันมาก อัครสาวกทั้ง
สองไดเ ปน กาํ ลังสําคัญในการประดิษฐานพระศาสนาอยางม่ันคงในแควนมคธ เม่ือพระสารี
บุตรบรรลุอรัหัตตผลแลว ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (มาฆปุรณมี) มีจาตุรงคสันนิบาต การ
ประชุมพรอมดวยองค ๔๒๙ คือ

๑) วนั นัน้ ดวงจนั ทรเสวยมาฆฤกษ (เพ็ญเดือน ๓)
๒) พระสงฆ ๑,๒๕๐ รปู มาประชมุ กันโดยมไิ ดนัดหมาย
๓) พระสงฆเ หลา นน้ั ทัง้ หมดลวนเปน พระอรหนั ตผ ไู ดอ ภิญญา ๖
๔) พระสงฆเ หลา นัน้ ทง้ั หมดลว นเปน เอหภิ กิ ขุอปุ สัมปทา
พระพุทธเจา จึงทรงใชโอกาสสําคัญแหงจารตุรงคสันนิบาตนี้ ประกาศหลักการ
สําคญั เรียกวา“โอวาทปาฏิโมกข”คือ หลักคําสอนสําคัญของพระพุทธศาสนา หรือคําสอน
อันเปนหัวใจของพระพุทธศาสนา ซ่ึงเทากับเปนการประกาศ“ธรรมนูญ”แหงการเผยแผ
พระพทุ ธศาสนา ในท่ีประชุมพระอรหนั ตสาวกถงึ ๑,๒๕๐ รูป
ในปท่ี ๓ แหงพุทธกิจ อนาถปณฑิกเศรษฐีเกิดความเลื่อมใส ไดประกาศตนเปน
อุบาสก สรางวดั พระเชตวนั ถวาย ทีเ่ มอื งสาวตั ถี แควน โกศล และนางวิสาขามหาอุบาสิกาก็
ไดส รางวดั บปุ ผารามถวายท่เี มอื งสาวัตถเี ชน กนั เปน อันวาพระพุทธเจาทรงประดิษฐานพระ
ศาสนาไดอยางมั่นคงในแควนมคธ และพรอมกันน้ันก็ไดขยายยุทธศาสตรการเผยแผไปยัง
แควนโกศล มีพระสงฆสาวกผูมีความสามารถจํานวนมาก ไดองคอุปถัมภท่ีย่ิงใหญมีผู
เลื่อมใสท้ังเมอื ง และไดทรงประกาศ“ธรรมนูญ”แหงการเผยแผไวเ ปน หลักสืบไป

๒๙ ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๑๘๒-๑๘๓/๙๐.

บทที่ ๑ ความรูเ บื้องตนเกย่ี วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๒๑

๑.๕.๒ ธรรมนเิ ทศสมยั หลังพุทธกาล
ธรรมนิเทศสมัยหลังพุทธกาล โดยถือเอาการทําสังคายนาพระธรรมวินัย
ชวงเวลา ๓ เดอื น หลังจากพระพุทธเจาเสดจ็ ดับขันธปรินิพพาน มีการสังคายนาครั้งท่ี ๑๓๐
ปรารภเรื่องสุภัททภิกษุ ผูบวชเมื่อแก กลาวจาบจวงพระธรรมวินัย และเพ่ือใหพระธรรม
วินัยรุงเรืองอยูสืบไป โดยที่ประชุมพระอรหันต ๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปะเปนประธาน
พระอุบาลีเปนผูว ิสชั ชนา พระวินยั พระอานนทวิสัชชนาพระธรรม ณ ถํ้าสัตตบรรณคูหา
ภเู ขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห พระเจาอชาตศัตรทู รงอุปถัมภ ใชเวลา ๗ เดอื น
ในปพ.ศ.๑๐๐ มีสังคายนาครั้งท่ี ๒ ปรารภเรื่องภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐
ประการ๓๑ นอกธรรมวนิ ัย พระยศกากัณฑบุตรเปนผูชักชวนพระอรหันต ๗๐๐ รูป ประชุม
ทําท่ีวาสิการาม เมืองเวสาลี พระเรวตะเปนผูถาม พระสัพพกามีเปนผูวิสัชชนา โดยมีพระ
เจากาลาโศกราชทรงอุปถมั ภใ ชเวลา ๘ เดือน
หลังจากน้ี ภิกษุวัชชีบุตรไดแยกตัวออกจากเถรวาท กลายเปนพวกหน่ึงตางหาก
เรยี กช่ือวา “มหาสงั ฆิกะ” และทําสงั คายนาตางหากเรียกวา มหาสังคีติ เปนอาจริยวาทกลุม
ใหม นบั เปนจุดเร่ิมใหเกดิ นกิ ายข้ึนและเปน ตน กาํ เนิดของอาจรยิ วาท ที่ตอมาเรียกตนเองวา
“มหายาน”
ในป พ.ศ.๒๑๘ พระเจาอโศกมหาราชไดราชาภิเษก แผขยายอาณาจักรออกไป
จนกวางใหญไ พศาล กลายเปนกษตั ริยทีย่ งิ่ ใหญท่ีสุดในประวตั ิศาสตรของอินเดีย หลังจากท่ี
ตแี ควนกลิงคะไดในปท่ี ๘ แหงรัชกาล พระเจาอโศกทรงสลดพระทัยตอความทุกขยากของ
ประชาชน และไดหันมานับถือวิถีแหงสันติและเมตตาของพระพุทธศาสนา ทรงประกาศ
เลิกสังคามวิชัย หันมาดําเนินนโยบาย“ธรรมวิชัย”สรางส่ิงสาธารณูปโภค บํารุงความสุข
และศีลธรรมของประชาชน อุปถัมภบํารุงพระสงฆ สรางวิหารเพ่ือเปนศูนยกลางการศึกษา
และทําศิลาจารึกเพ่ือส่ือสารธรรมแกประชาชน ประกาศหลักการแหงเสรีภาพแบบสมัคร
สมานทางศาสนา ตลอดจนอุปถัมภสังคายนาคร้ังที่ ๓ และสงศาสนทูต ๙ สาย ไปประกาศ
พระศาสนาในดนิ แดนหางไกล
สังคายนาคร้ังที่ ๓ มีขึ้นเม่ือ พ.ศ.๒๓๕๓๒ ปรารภเรื่องที่มีเดียรถียมากมายปลอม
บวชเขามา ดว ยหวงั ลาภสักการะในหมสู งฆ พระอรหนั ต ๑,๐๐๐ รปู มีพระโมคคัลลีบุตรติส

๓๐ วิ.จุ.(ไทย) ๗/๔๓๗/๓๗๕.
๓๑ ว.ิ จ.ุ (ไทย) ๗/๔๔๖/๓๙๓.
๓๒ วิ.ป. (ไทย) ๘/๓/๕.

๒๒ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจ นั ทคณุ , ดร.

สะเถระเปนประธาน ประชุมทําที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ใชเวลา ๙ เดือน หลังจาก
สงั คายนาแลว มีการสงพระศาสนทตู ออกไปประกาศพระศาสนา ๙ สาย ดงั นี้ คือ

๑) พระมัชฌันตกิ ะ ไป กสั มีร-คันธารรฐั
๒) พระมหาเทวะ ไป มหิงสกมณฑล
๓) พระรกั ขิตะ ไป วนวาสี
๔) พระโยนกธรรมรักขติ ไป อปรันตกะ
๕) พระมหาธรรมรกั ขติ ไป มหารฐั
๖) พระมหารกั ขิต ไป โยนกรฐั
๗) พระมัชฌมิ ะ ไป เทศภาคแหงหินวนั ต
๘) พระโสณะและพระอุตตระ ไปสุวรณภมู ิ
๙) พระมหินทะ ไป ตมั พปณณิทวปี (ลังกา)
การประกาศพระศาสนาในคร้ังน้ัน สงผลใหพระพุทธศาสนาไดเผยแผออกไปยัง
ดินแดนนอกชมพูทวีปเปนครั้งแรกและประดิษฐานมั่งคงในประเทศตางๆทั้งในเอเชียและ
เอเชียตะวันออกเฉยี งใต รวมทง้ั ประเทศไทย โดยเฉพาะอยา งย่ิงพระพุทธศาสนาไดต้ังม่ันใน
ลังกาภายใตการอุปถัมภของพระเจาเทวานัมปยติสสะ ผูทรงเปยมดวยศรัทธา ทรงสราง
มหาวิหาร ซึง่ ไดเ ปนศูนยก ลางใหญของพระพุทธศาสนาเถรวาทสบื มา
สถานการณของพระพุทธศาสนานับจากน้ี มีลักษณะเปนไปตามสภาพธรรม คือ
เจริญขึ้นและเส่ือมไปตามเหตุปจจัยขององคอุปถัมภ จนถึงขั้นสูญส้ินไปจากอินเดียดินแดน
ตนกําเนิด แตดวยอานุภาพแหงพระธรรมคําส่ังสอนของพระพุทธเจา ที่มีลักษณะคงไวซึ่ง
หลักความจริง ไมข้ึนอยกู ับกาลเวลา ใหผลแกผปู ฏบิ ัติทกุ เวลาทุกโอกาส และทาทายตอการ
พิสูจน ทําใหพุทธศาสชกิ ชนยังคงรกั ษาและสบื ตอ อายุพระพุทธศาสนามาจนถงึ ทกุ วันน้ี

๑.๖ ธรรมนเิ ทศกบั นเิ ทศศาสตรและการประยุกตใช

ธรรมนิเทศกับนิเทศศาสตรและการประยุกตใช เพ่ือการเผยแผพระพุทธศาสนา
ในยุคปจจบุ นั ตองมีหลกั การทีส่ ําคัญสามารถประมวลได ดังนี้ คอื

๑.๖.๑ หลกั ธรรมนิเทศ
หลักธรรมนิเทศที่จะสามารถนํามาประยุตกใชในการเผยแผพระพุทธศาสนา
อาจจะมแี นวทางท่ีหลากหลาย เพื่อเปน แนวทางในการศึกษาจึงขอนําเอาคํากลาวของ พระ
สธุ วี รญาณ (ณรงค จิตฺตโสภโณ) รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตนครราชสีมา ไดกลาวถึงหลักธรรมนิเทศไวในบทความทางวิชาการเรื่อง

บทที่ ๑ ความรเู บื้องตนเกยี่ วกับธรรมนเิ ทศ ธรรมนิเทศ | ๒๓

“จติ วิทยาการเผยแผ” ซ่ึงไดนําเสนอหลักการสําคัญตอคําถามที่วา การเผยแผธรรมควรมี
หลกั การอยา งไร มใี จความพอสรุปได ดงั น้ี

๑) มีเปาหมายในการเผยแผ ดุจพระพุทธเจาทรงทําเพ่ือความสุข เพ่ือเกื้อกูล
ชนเปนเพ่ืออนุเคราะหโลก การเผยแผมีความจําเปนดุจไดอาหารตองแบงกันกิน “เนกาสี
ลภเต สขุ ”ํ กนิ คนเดียวไมไ ดสุข ควรรูจ ักแบง ปน ประโยชนใ หผ อู ่นื

๒) มใี จกวา งอยาไปพูดขม ขูผ ูอื่น หรอื สาํ นกั ปฏบิ ตั ิอน่ื ๆ ในอริยวังสสูตร๓๓ สอน
ใหไมยกตนขมผูอื่นดวยปจ จัย ๔ (จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช) มีปหานะ คือ
รูจักละหรือกําจัดบาปอกุศลธรรมท่ีเปนเหตุใหเกิดทุกข และมีภาวนา ไดแก การฝกอบรม
จิตและการเจริญปญญา แมสมาธิเองก็สามารถใหประโยชนถึง ๔ ข้ันตอน คือ (๑) อยูเปน
สุขในปจ จุบัน (๒) ใหม สี ตสิ ัมปชัญญะ (๓) ใหเกดิ ญาณทัสสนะ และ(๔) ดับกเิ ลส เปน ตน

๓) อานและศึกษาพระไตรปฎก เพื่อใชเปนหลักในการเผยแผธรรม และยึดถือ
พระพุทธพจนเ ปน แนวทางในการเผยแผ

๔) ศึกษาวิชาการสมัยใหมไวบาง เพ่ือเปนรางรถรองรับพระพุทธศาสนา การ
นําวิชาการสมัยใหมมาเปรียบเทียบใหเด็กเขาใจ จะชวยใหเด็กสนใจหลักธรรมใน
พระพทุ ธศาสนามากยง่ิ ข้นึ ฉะนั้น จึงควรเปดโลกทัศนดวยการศึกษาวิชาการสมัยใหม และ
อา นหนงั สือใหม ากๆ ไวเ ปน การดี ดุจขงจ้ือกลาวไววา “คนจะเปนปราชญตองเดินทางหม่ืน
ลี้ อานหนังสือหมนื่ เลม ”

๕) นักเผยแผหากรูวาตนไมสามารถก็ควรแสวงหา และสงเสริมคนดีคนมี
คณุ ภาพ หาคนทมี่ คี ณุ ภาพมาบวชเปนพระภิกษุและสามเณร ดุจพระเถระในสมัยสังคายนา
คร้งั ท่ี ๒ นาํ เด็กฉลาดจากสกลุ พราหมณ มาบวชจนกชู ือ่ พระศาสนา คนคุณภาพมีคุณสมบัติ
๔ ประการ คือ (๑) ประพฤติดี (มีศีล) (๒) ความรูดี (พาหุสัจจะ) ( ๓) มีความสามารถดี (กิ
งกรณียตา) และ(๔) มีใจสงู (ธมั มกามตา) เปนตน

๖) หมั่นสํารวจตนเองอยูเสมอ เมื่อมีโลภ อยากดี อยากเดน ผอนใหเบาลง มี
โทสะมากๆ ก็ผอนใหเบาลง จงมีนิวาตะเอาลมออก ออนนอมถอมตน จงคิดวา“ประโยชน
ของพระพทุ ธศาสนาสําคญั ท่สี ดุ ตัวเราเปนเพยี งผงธุล”ี

๗) มีคารวะธรรมอยางสูงในพระรัตนตรัย อยาดูถูกพระพุทธรูป เหยียบ
พระธรรมหรือดูถูกพระสงฆ ถือวาสิ่งเหลาน้ี คือ สัญลักษณแทนพระรัตนตรัย ดุจชาง
ฉทั ทันตเหน็ ผา กาสาวพัสตรแ ลว ไมฆ า นายพรานโกง

๓๓ องฺ.จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๒๘/๔๔.

๒๔ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจ นั ทคณุ , ดร.

๘) อยาดูถูกคนธรรมดาหรือพระธรรมดาเณรนอยหรือคนธรรมดาทั่วๆไป
พระพุทธเจาเคยตรัสไววา ส่ิงท่ีไมควรดูถูกวาเล็กนอย ๔ ประการ คือ (๑) อยาดูถูกวาไฟน้ัน
นอ ย(๒) อยาดูถูกวา อสรพิษ (งู เปนตน) วาตัวนอย (๓) อยาดูถูกวาพระเจาแผนดินวายังอายุ
นอย (ยังพระเยาว) และ(๔) อยา ดูถูกวา พระภิกษ-ุ สามเณรวาบวช มีพรรษานอย เปนตน

๙) ในการเผยแผทุกครั้งควรมีทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ ปริยัติคนลืมเร็ว
แตการปฏบิ ตั นิ ้นั จะอยใู นใจของคนปฏบิ ตั ติ ลอดไป

หลกั ธรรมนิเทศท้งั ๙ ประการนี้ เปน ประโยชนอยางย่ิงตอ การพฒั นาตนเอง ผูทํา
หนาท่ีนิเทศหรือบอกสอนธรรม แสดงธรรม เผยแผธรรม จึงควรหม่ันสํารวจตรวจสอบ
ตนเองอยเู สมอวา มหี ลักธรรมนเิ ทศขอใดบา งที่ยังไมสามารถปฏิบัติใหถึงพรอ ม๓๔

ท้ังนี้เพ่ือเปนการเตรียมความพรอมในทุกๆ ดาน กอนออกไปปฏิบัติงานเผยแผ
ธรรม ดวยสํานึกในหนาท่ีของการเปนผูสืบศาสนา นอกจากน้ี การหมั่นสํารวจ
ความกา วหนา ใหถือหลกั วดั ความเจริญ ๕ ประการ๓๕ ดังน้ี

๑) ศรัทธา มคี วามเชือ่ ถกู หลกั พระศาสนา ไมงมงายไขวเ ขว
๒) ศลี ประพฤติและเลีย้ งชีพสุจริต เปนแบบอยา งได
๓) สตุ ะ รเู ขา ใจหลกั พระศาสนาพอแกการปฏบิ ตั ิและแนะนําผูอน่ื
๔) จาคะ เผอื่ แผเ สยี สละ พรอมทจ่ี ะชวยเหลอื ผูซง่ึ พึงชวยเหลือ
๕) ปญญา รเู ทา ทันโลกและชีวิต ทําจติ ใจใหเปน อสิ ระได
๑.๖.๒ หลกั นเิ ทศศาสตร
ในหลักนิเทศศาสตร (Communication Arts)เปนวิชาที่มีความสัมพันธกับ
ศาสตรส าขาตา งๆ มากมาย จึงเปนที่สนใจของนักศึกษามาทุกยุคทุกสมัย การศึกษาเพ่ือทํา
ความเขา ใจเกีย่ วกบั หลักนิเทศศาสตร จะเปนประโยชนอยางย่ิงตอการนําไปประยุกตใชกับ
หลักธรรมนิเทศ เพราะเปนศาตรสมัยใหมที่มีพัฒนาการมาจากการสื่อสาร
(Communication) เก่ียวของกับพฤติกรรมของมนุษย ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู และ
แจกจายขอมูลขาวสารซ่ึงกันและกัน โดยอาศัยความตองการ ความอยากรูอยากเห็น และ
ความพึงพอใจของมนษุ ยเ ปนหลกั
กระบวนการสอ่ื สารของมนษุ ย จงึ เปน ประโยชนโ ดยตรงตอการพัฒนาทักษะการ
เรยี นรูของมนุษย ชวยเสรมิ สรางพัฒนาการทางดา นสตปิ ญ ญาของมนุษยใหกวางขวางย่ิงขึ้น

๓๔ พระสุธีวรญาณ (ณรงค จิตฺตโสภโณ), พุทธศาสตรปริทรรศน, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พมิ พมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๑). หนา ๓๕.

๓๕ อง.ฺ ปญจก.(ไทย) ๒๒/๖๕/๑๑๓.

บทที่ ๑ ความรเู บือ้ งตน เกยี่ วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๒๕

สงเสริมความเขาใจท่ีถูกตองตอกัน และชวยลดปญหาความขัดแยงตางๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
มนุษย ดวยเหตุน้ีหลักนิเทศศาสตรจึงเก่ียวของโดยตรงกับการสื่อสารมวลชนและการ
ประชาสมั พนั ธ

กระบวนการส่ือสารมีขอบเขตกวางขวางมาก มีหลายระดับซับซอนมีทั้งที่ใช
คําพูดและไมใชคําพูด และแทรกซึมอยูเกือบทุกสวนของแบบแผนการดํารงชีวิตของมนุษย
การสื่อสารจึงมีความสําคัญตอทุกคน เพราะทําใหเกิดความเขาใจซึ่งกันและกัน และทําให
มนุษยอยูรวมกันไดในสังคมอยางมีความสุข ระบบการส่ือสารท่ีเกิดขึ้นนั้นมักมีผลมาจาก
ความตองการ เพ่ือที่จะถายทอดอารมณความรูสึกนึกคิด และทัศนคติของมนุษย หรือมี
จุดมุงหมายอยางใดอยางหนึ่ง คือ การใหความรูและขอมูลขาวสาร ใหความสุขความ
เพลิดเพลินและความสบายใจ ใหเกิดความคิดริเร่ิมสรางสรรคส่ิงใหมๆ และใหการติดตอ
ประสานงานและสรา งสรรคง านรวมกัน มีหลักการทีส่ าํ คญั ๒ ประการ ดงั น้ี คือ

๑) การส่ือสารมวลชน (Mass Communication) การสื่อสารมวลชน คือ การ
สื่อสารที่เผยแพรไปสูคนจํานวนมากไมจํากัดเพศ วัย เช้ือชาติ และไมวาจะอยูหางไกลแค
ไหน ผูสงสารและผูรับสารไมจําเปนตองอยูเฉพาะหนากันเหมือนการส่ือสารประเภทอื่น
เปนการส่ือสารท่ีไมอาจกําหนดจํานวนและตัวผูรับสารไดอยางแนนอน พรอมท้ังไมอาจรับ
ผลยอนกลับ (Feedback) ไดทันที และอาศัยการสงสารผานส่ือเทคโนโลยีสมัยใหม ซ่ึงมี
ความสามารถในการแพรกระจายสูง เชน วิทยุ โทรทัศน หนังสือพิมพ และภาพยนต เปน
ตน ปจจุบันมีกิจการดานการส่ือสารมวลชนเกิดข้ึนมากมาย เชน หนังสือพิมพ นิตยสาร
วารสาร วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน ภาพยนตร เปนตน ซึ่งไดรับความสนใจจาก
ประชาชนเปนอยา งมาก เพราะมคี วามสะดวกรวดเรว็ ในการแพรก ระจายขอมูลขา วสาร

ผูปฏิบัติงานในดานน้ีรูจักกันโดยทั่วไปวา“สื่อมวลชน”และมีชื่อเรียกเฉพาะตาม
ลักษณะของส่ือที่ตนเองเขาไปรับผิดชอบดําเนินงาน เชน นักขาว นักหนังสือพิมพ ผูดําเนิน
รายการวิทยุโทรทัศน ผูประกาศขาว เปนตน สื่อมวลชนจะตองเปนผูดําเนินงานดวยความ
รับผิดชอบสูง เพราะมีอิทธิพลตอทัศนคติของมหาชนอยางกวางขวาง และอาจทําใหผูรับสาร
เกิดความเขาใจผิด จนยากท่ีจะแกไขไดในภายหลัง การรูจักเลือกใชชองทางการส่ือสารอยาง
เหมาะสมก็จะทําใหการดําเนินงานตางๆ ประสบความสําเร็จไดในวงกวาง สื่อสารมวลชนทุก
ชนิดจึงมีบทบาทสําคัญตอสังคม ๕ อยาง ดังนี้ คือ (๑) เสนอขาว (๒) เสนอความคิดเห็น (๓)
เสนอความรู (๔) เสนอความบันเทิง และ(๕) โฆษณา ประชาสมั พนั ธแ ละการบริการสาธารณะ

๒) การประชาสัมพันธ (Public Relations) การประชาสัมพันธ เปนกระบวนการ
สื่อสารท่ีไดรับการพัฒนาขึ้นอยางเปนระบบ เพราะความจําเปนเกี่ยวกับการเสริมสรางความ
เขาใจที่ดีระหวางกันของคนในสังคม และความจําเปนที่จะตองมีการติดตามประเมินผล เพื่อ

๒๖ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจ ันทคณุ , ดร.

ตรวจสอบผลสัมฤทธ์ิของการดําเนินงานในระยะยาว การประชาสัมพันธ จึงมีพ้ืนฐานมาจาก
ระบบการส่ือสารองคกร (Organization Communication) ที่ดําเนินงานเผยแพรขอมูล
ขาวสาร เพื่อใหความรูความเขาใจ และสรางความสัมพันธท่ีดีทั้งภายในและภายนอกองคกร
เพื่อขอความรวมมือจากประชาชนกลุมเปาหมาย เพื่อสรางภาพลักษณและเผยแพรชื่อเสียง
ใหเปนท่ยี อมรับในวงกวาง

การประชาสัมพันธ เปนงานเกี่ยวกับการสรางความสัมพันธที่ดีใหเกิดขึ้น
ระหวางองคกรกบั ประชาชน ซ่ึงมใิ ชสิง่ ทจ่ี ะดําเนนิ การใหป ระสบความสาํ เรจ็ ไดโดยงาย การ
ดําเนนิ งานประชาสมั พนั ธทมี่ ีประสทิ ธิภาพ ควรแบง ความสัมพนั ธออกเปน ๓ ระดับ คอื

(๑) ระดับการเผยแพรขาวสารจากองคกรไปสูประชาชน เพื่อสรางความเขาใจ
และความนยิ มชมชอบในองคก ร

(๒) ระดับการจัดระบบบริการขาวสาร เพ่ือเผยแพรขาวสารขององคกร และ
ขา วสารอ่ืนๆ ที่เปน ประโยชนไปสูประชาชน เพื่อสรางภาพลักษณท่ีดีใหเกิดขึ้นในจิตใจของ
ประชาชนกลุมเปา หมาย

(๓) ระดับการวางแผนและการปฏิบัติการระยะยาว มีการสรางเครือขายการ
สื่อสาร เพื่อสงขาวสารและเผยแพรภาพลักษณขององคกรไปสูประชาชน รวมทั้งการรับรู
ขาวสารและพฤติกรรมของประชาชนท่ีมีตอองคกร โดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห วิจัย
การสํารวจ การรับฟงความคิดเห็น จนนําไปสูการกําหนดภาพลักษณท่ีเอ้ืออํานวยตอการ
พฒั นาองคกรในระยะยาว ซ่งึ จะสง ผลดีทั้งในดานสงั คมและเศรษฐกิจตอไปในอนาคต

นอกจากการดาํ เนินงานทั้ง ๓ ดังกลาวแลว การประชาสัมพันธที่มีประสิทธิภาพ
จะตองดํานึงถึงข้ันตอนการดําเนินงานตางๆ อีกมากมาย ในที่นี้พอจะสรุปเปนแนวทาง
พื้นฐานได ๔ ประการ คือ (๑) การวิจัยและการรับฟงความคิดเห็น (๒) การวางแผน และ
การตดิ สนิ ใจ (๓) การตดิ ตอ สอ่ื สาร และ(๔) การประเมินผล เปนตน

๑.๖.๓ หลกั การประยุกตใชเพ่อื การเผยแผ
การศึกษาหลักธรรมนิเทศและนิเทศศาสตร ดังกลาวแลวขางตน สามารถนํามา
เปนแนวทางในการประยุกตใหเหมาะกับการเผยแผพระพุทธศาสนาได โดยอาศัยหลักการ
คดิ พิจารณาในเบอ้ื งตนท่วี า ดงั นี้

๑) ธรรมเหลาใดเปน ไปเพอ่ื
(๑) ความยอ มใจใหต ดิ
(๒) ความประกอบทุกข
(๓) ความพอกพนู กเิ ลส

บทท่ี ๑ ความรูเ บอ้ื งตนเกยี่ วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๒๗

(๔) ความมกั มากอยากใหญ
(๕) ความไมส ันโดษ
(๖) ความคลุกคลใี นหมคู ณะ
(๗) ความเกยี จคราน
(๘) ความเล้ียงยาก
ธรรมเหลาน้ี พงึ รูวาไมใชธรรม ไมใ ชวินยั ไมใชส ัตถศุ าสน
๒) ธรรมเหลา ใดเปน ไปเพ่อื
(๑) คลายความหายติด
(๒) ความไมประกอบทกุ ข
(๓) ความไมพอกพูนกเิ ลส
(๔) ความมกั นอ ย
(๕) ความสันโดษ
(๖) ความสงดั
(๗) การประกอบความเพยี ร
(๘) ความเลยี้ งงาย
ธรรมเหลานี้ พึงรวู าเปนธรรม เปน วนิ ัย เปนสตั ถศุ าสน
ควรยดึ หลกั การประยุกตตามแนวพุทธศาสตรแ ละธรรมศาสตรควบคูกันไป กลาว
คือ ใชหลักพุทธศาสตรนําความรูในศาสตรสาขาตางๆ และนําความรูในศาสตรสาขาตางๆ
มาประยุกตใชกับหลักธรรม หรือนําหลักธรรมไปประยุกตเขากับความรูในศาสตรเหลาน้ัน
ฉะนน้ั หลกั การประยุกตใ ชเพ่อื การเผยแผ จึงมุงเนนการเรียนรูใหสามารถจัดการกับตนเอง
ได เพื่อปพู น้ื ฐานไปสูการเปนผูมีใจเปดกวาง เรียนรูท่ีจะอยูรวมกันกับผูอ่ืน อยางมีความสุข
สงบทามกลางความแตกตางทางความคิดของผูคนในสังคมปจจุบัน ดวยหลักการ ๗
ประการ ดงั ตอ ไปน้ี คือ
๑) เรียนรูความตองการของตนเอง เขาใจตนเอง พรอมท่ีจะปรับปรุงแกไข
ขอบกพรอ งของตนเอง หม่ันฝกอบรมตน และมีทัศนคตทิ ่ีดี เขาใจกฎของการอยูรวมกันท่ีวา
“เรารกั สขุ เกลียดชงั ทกุ ขฉนั ใด คนอ่ืนสัตวอ่ืนกร็ กั สุขเกลยี ดชังทุกขฉนั น้ัน”
๒) รูจักปรับตัวใหเขากับผูอื่น มีมนุษยสัมพันธที่ดี เสียสละ แบงปน
พยายามเขา ใจความคดิ ของผูอื่น และยอมใหผ อู ื่นมีสว นเขาใจความคดิ ของตนเองดว ย
๓) เขาไปมีสวนรวมเปนสมาชิกของกลุม ไมควรอยูโดดเด่ียว กลาเผชิญกับ
ปญ หา เพราะการคบหาสมาคมกับผอู นื่ จะเปนพืน้ ฐานทด่ี ีของการอยูรวมกันในสงั คม

๒๘ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจนั ทคณุ , ดร.

๔) เรียนรูการทํางานรวมกับผูอื่น รูจักใหเกียรติ เปนมิตรที่ดี มีความจริงใจ
และถือเปน โอกาสดีทจ่ี ะไดแลกเปลีย่ นความรแู ละประสบการณตา งๆ รว มกนั

๕) รูจักการวิเคราะหวิจัย การสํารวจแนวคิดหรือประชามติ เพื่อประโยชน
ในการจัดการบริหารชุมชนหรือกลุมชน ซึ่งจะสงผลดีตอความเช่ือถือศรัทธา และการรวม
แรงรวมใจกนั

๖) มีความสามารถในการบรหิ ารจัดการโครงการ หรือกําหนดกิจกรรมตางๆ
โดยตองมกี ารวางแผนไวลวงหนาอยางเปนระบบและเปนขั้นตอน พรอมท้ังตองพยายามให
ประชาชนกลุม เปาหมายเขามามีสวนรวมในการดําเนินงานดว ยทุกครงั้

๗) มีบทบาทสําคัญในการใหคําแนะนําปรึกษาดานการส่ือสารมวลชนและ
การประชาสัมพันธตอฝายบริหารองคกร เพื่อประโยชนในการเดินงานใหเกิดความสัมพันธ
กบั ชมุ ชน และประชาชนกลุม เปาหมาย

๑.๗ สรปุ ทา ยบท

ความหมายของคําวา“ธรรมนิเทศ”เปนคําที่เกิดจากวิธีสรางคําในภาษาไทยดวย
การสมาส คือ นําคําที่มีใชอยูแลวมารวมกัน เพ่ือใหเกิดความหมายใหมตามความตองการ
ของผใู ช มีความหมายตามรปู ศัพทวา แสดงธรรม จาํ แนกธรรม ช้ีแจงธรรม เม่อื นาํ มาใชเปน
ศัพทเฉพาะในเชิงวิชาการ คํานี้จึงหมายถึง วิชาท่ีศึกษาเกี่ยวกับหลักการและวิธีการเผยแผ
พระพุทธศาสนา

ความสําคญั ธรรมนิเทศ พิจารณาไดจากพระจริยาวัตรของพระพุทธเจาท่ีเรียกวา
“พุทธจริยา”กิจประจําวันที่ทรงบําเพ็ญตลอดพระชนมายุของพระพุทธเจาท่ีเรียกวา“พุทธ
กิจ”และพุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธี คือ (๑) พุทธจริยา คือ พระจริยาวัตรของ
พระพุทธเจา (๒) พุทธกิจ คือ กิจที่พระพุทธเจาทรงบําเพ็ญ หรือการงานที่พระพุทธเจา
ทรงกระทําซึง่ เปน กจิ ประจาํ และ (๓) พุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธี คือ การช้ีแจงให
เห็น ชวนใจใหอยากรับเอาไปปฏิบัติ เราใจใหอาจหาญแกวกลาคือ บํารุงจิตใจใหแชมช่ืน
เบกิ บาน โดยชใี้ หเ ห็นผลดหี รือคณุ ประโยชนท่ีจะไดร ับและทางที่จะกาวหนาบรรลุผลสําเร็จ
ยิ่งขนึ้ ไป เปน ตน

วัตถุประสงคข องธรรมนิเทศในพระพุทธศาสนา เพ่ือชวยเหลือเพื่อนมนุษยทุกชน
ช้ัน ผูมีความวุนวาย สับสน ถูกครอบงําดวยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ดวยการประกาศ
หลักธรรมท่ีชวยแกปญหาอันเกิดจากความไมรูเทาทันความเปนจริงของชีวิต เพื่อนําไปสู
กระบวนการพัฒนาปญญา ใหเพ่ือนมนุษยผูตกอยูในวังวนแหงทุกขไดหยุดคิดพิจารณาถึง
ทกุ ข สาเหตุแหงทุกข ความดับทุกขและวิธีการที่นําไปสูความดับทุกข หรือใหรูจักพิจารณา

บทท่ี ๑ ความรูเบอื้ งตนเกย่ี วกบั ธรรมนเิ ทศ ธรรมนเิ ทศ | ๒๙

หาเหตุผลตามหลักความเปนจริงท่ีพระพุทธเจาทรงเปดเผยใหปรากฏแกเพ่ือนมนุษย ท่ี
เรียกวา “อริยสจั ”ซ่ึงเปนหลักธรรมทม่ี คี วามสําคญั ของธรรมนเิ ทศ

ธรรมนิเทศในพระพุทธศาสนา จึงมีเน้ือความเก่ียวเนื่องมาจากการประกาศ
พระศาสนา เพ่ือเปดเผยสัจจธรรมใหปรากฏแกชาวโลก ซึ่งเปนพุทธกิจที่ทรงบําเพ็ญอยาง
ยากย่ิงตลอด ๔๕ พรรษา ซ่ึงประมวลเน้ือหาออกเปน ๒ ไดแก ธรรมนิเทศคร้ังพุทธกาล
ประกอบดวยการพิจารณาตัดสินใจประกาศพระศาสนา การประดิษฐานพระศาสนาใน
แควนมคธ และธรรมนิเทศยุคหลังพุทธกาล ประกอบดวยการทําสังคายนาเพ่ือสืบตออายุ
พระพุทธศาสนา และการไดองคอุปถัมภผูย่ิงใหญ คือ พระเจาอโศกมหาราช พระองคผู
ขยายโอกาสแหง การเขา ถึงธรรมไปยังดนิ แดนตา งๆ ทั่วโลก

การประยุกตหลักนิเทศสมัยใหม เพื่อนํามาใชใหเหมาะสมกับการเผยแผ
พระพุทธศาสนา มีแนวทางการศึกษาทั้งในสวนของหลักธรรมนิเทศและนิเทศศาสตร
ประกอบกัน ทําใหไดความรูท่ีจะอยูรวมกันในสังคมซ่ึงมีความแตกตางกันทางความคิดได
อยางสงบสุข มีความมุงมั่นในการฝกอบรมตน มีทัศนคติท่ีดีตอการมองโลกมองชีวิต รูจัก
เสียสละความสุขสวนตน เพ่ือประโยชนสุขของสวนรวม รูจักสํารวจแนวคิดหรือประชามติ
ของประชาชนกลุมเปาหมาย เพ่ือนําไปสูการพัฒนางานเผยแผใหสอดคลองกับความ
ตองการของประชาชน

บทที่ ๒
หลกั การและวิธกี ารเผยแผพระพุทธศาสนา

๒.๑ ความนํา

วิธีการสอนพระพุทธองคทรงใชมาต้ังแตเร่ิมประกาศพระพุทธศาสนาและในกาล
ตอมาพระสาวกทัง้ หลายกป็ ฏิบัตติ ามหลักการและวธิ ีการน้ัน การเผยแผพระพุทธศาสนาจะทํา
ไดอยางมีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากนอยเพียงใดข้ึนอยูกับการสอนเปนดานหลัก และเปน
วิธีการที่ไมจํากัดอยูในวิธีใดวิธีหนึ่งโดยเฉพาะ แตเปล่ียนไปไดตามความเหมาะสมแหง
กาลเทศะพรอมทั้งบุคคลท่ีจะสอน และแนนอนวาการสอนจะสัมฤทธิ์ผลตองข้ึนอยูกับผูสอน
ดวยเปน สําคญั

พระพุทธเจาทรงสอนในส่ิงที่มีความหมายตอผูฟงทุกระดับชั้น พระองคไมทรงสอน
ในส่ิงท่ไี รความหมายตอผูฟง เพราะประโยชนจากความหมายแหงธรรมท่ีทรงสอนยอมอํานวย
ผลตอผูฟงไดอยางเต็มที่ แมกระท้ังในระบบการเรียนการสอนมีก็ตององคประกอบที่เปนตัว
ปอนกระบวนการและผลผลิตตัวปอน ไดแก ครูหรือผูสอน ผูเรียน หลักสูตร สิ่งอํานวยความ
สะดวก ส่ือวัสดุอุปกรณกระบวนการ ไดแก การดําเนินการสอน การตรวจสอบความรูพื้นฐาน
การสรางความพรอมในการเรียน การใชเทคนิคการสอนตางๆผลผลิต ไดแก ผลการเรียนรู
ดานพทุ ธิพิสยั จติ พสิ ยั และทักษะพสิ ัย

ในบทน้ีจึงจะนําเสนอเกี่ยวกับ หลักการสอนโดยท่ัวไป หลักพ้ืนฐานการสอนของ
พระพุทธเจา หลักการและวิธีเผยแผของพระพุทธเจา คุณสมบัติของนักเผยแผ เพ่ือจะไดเปน
แนวทางในการนําไปประยุกตใชใหเกิดประโยชนแกเผยแผพระพุทธศาสนาในโอกาสตอไป

๒.๒ หลกั การสอนโดยท่วั ไป

วิธีการสอนโดยท่ัวไป จะเนนที่จุดประสงคของการสอน เชน ทางพุทธศาสนา
พุทธองคท รงสอนเพ่ือใหร ูแจงเหน็ จริงในกองสงั ขาร ทั้งหลายท้งั ปวงวา เปน ของไมเท่ียง เปน
ทุกขและเปนอนัตตา เพ่ือใหหลีกพนเสียจากทุกขเหลานั้น หลักการสอนโดยท่ัวไปจะมี
องคประกอบท่ีเกี่ยวขอ ง ๓ ประการ คอื

บทท่ี ๒ หลักการและวธิ กี ารเผยแพพระพุทธศาสนา ธรรมนเิ ทศ | ๓๑

๒.๒.๑ เนอ้ื หาหรอื เร่ืองทสี่ อน
หลักการสอนเบ้ืองตน จะตองเกี่ยวของกับเน้ือหาหรือเรื่องที่จะสอนวาจะสอน
เร่ืองอะไรแกใคร ที่ไหน อยางไร? พระพุทธองคจะแสดงธรรมแกใคร พระพุทธองคจะทรง
เลือกหลักธรรมท่ีจะใหเหมาะสมกับบุคคลเปนสําคัญในการสอน ซึ่งมีหลักการสําคัญ ดังน้ี
คือ
๑) สอนจากส่ิงที่รูเห็นเขาใจงาย หรือรูเห็นเขาใจอยูแลวไปหาส่ิงท่ีรูเห็นเขาใจ
ไดยากหรอื ยงั ไมร ู ไมเห็น ไมเขาใจ เชน อรยิ สัจจ
๒) สอนเน้อื เร่อื งท่คี อ ยลมุ ลึกยากลงไปตามลําดบั ช้นั และความตอเนื่องกันเปน
สายลงไปอยา งทเ่ี รียกวาสอนเปนอนปุ พุ พิกถา ๕ ประการ๑ คอื

(๑) ทานกถา เรอ่ื งทาน การเสียสละแบง ปนชว ยเหลือกนั
(๒) สลี กถา เรื่องศลี กลาวถึงความประพฤติทถ่ี กู ตองดงี าม
(๓) สคั คกถา เรือ่ งสวรรค กลา วถงึ ความสขุ ความเจริญและผลท่ีนา
ปรารถนาอันเปนสวนดีของกาม ทจ่ี ะเขา ถึงเมือ่ ไดป ระพฤตดิ ีงามตามหลักธรรมสองขอ ตน
(๔) กามาทนี วกถา เรอื่ งโทษแหง กาม กลาวถงึ สว นเสีย ขอบกพรอง
ของกามพรอ มท้งั ผลรายท่ีสืบเนือ่ งมาแตกาม อันไมควรลุมหลงมัวเมา จนถึงรูจักที่จะหนาย
ถอนตนออกได
(๕) เนกขัมมานิสังสกถา เร่ืองอานิสงสแหงการออกจากกาม กลา วถึง
ผลดีของการไมหมกมุนเพลิดเพลินติดอยูในกามและใหมีฉันทะท่ีจะแสดงความดี
งามและความสขุ สงบทีป่ ระณตี ย่ิงขื้น
๓) ถาส่ิงท่ีสอนเปนสิ่งท่ีแสดงไดพึงสอนดวยของจริง ใหผูเรียนไดดู ไดเห็น ได
ฟงเองอยางท่ีเรียกวา ประสบการณตรง เชน ทรงสอนพระนันทะท่ีคิดถึงคนรักที่สวยงาม
ดวยการพาไปชมนางฟา นางอปั สรเทพธดิ าใหเห็นกบั ตา
๔) สอนตรงเน้ือหา ตรงเรื่อง คุมอยูในเร่ือง มีจุด ไมวกวน ไมไขวเขว ไมออก
นอกเรอ่ื งโดยไมม อี ะไรเกี่ยวของในเนื้อหา
๕) สอนมีเหตผุ ล ตรองตามเหน็ จรงิ ได อยา งท่ีเรยี กวา สนทิ านํ
๖) สอนเทาที่จําเปน พอดีสําหรับใหเกิดความเขาใจ ใหการเรียนรูไดผล ไมใช
สอนเทา ท่ตี นรู หรือสอนแสดงภูมิวาผูสอนมีความรูมาก เชน เมื่อพระพุทธเจาประทับอยูใน
ปาประดูลายใกลเมืองโกสัมพี ไดทรงหยิบใบประดูเล็กนอยใสพระหัตถแลวตรัสถามภิกษุ
ทงั้ หลายวา ใบประดใู นพระหัตถกับในปาไหนจะมากกวากัน เม่ือภิกษุทั้งหลายทูลวา ในปา

๑ วิ.ม. (ไทย) ๔/๒๖/๓๒.

๓๒ | ธรรมนิเทศ พระครวู าปจ นั ทคณุ , ดร.

มากกวา จึงตรัสวา ส่ิงที่พระองครูแตไมไดนํามาสอนเหมือนใบประดูในปา สวนที่ทรงส่ัง
สอนนอยเหมือนใบประดูในพระหัตถ และตรัสแสดงเหตุผลวาเพราะสิ่งเหลาน้ันไมเปน
ประโยชน มิใชหลักการดําเนินชีวิตอันประเสริฐ ไมชวยใหเกิดความรูถูกตองท่ีจะนําไปสู
เปาหมายคือพระนิพพานได๒

๗) สอนสิง่ ท่มี คี วามหมาย ควรท่ีเขาจะเรียนรูและเขาใจเปนประโยชนแกตัวเอง
เหมือนอยางพระพุทธพจนวา“พระองคทรงมีเมตตาหวังประโยชนแกสัตวท้ังหลายจึงตรัส
พระวาจาตามหลัก ๖ ประการ คอื

(๑) คาํ พดู ท่ีไมจริง ไมถ กู ตอ ง,ไมเ ปนประโยชน, ไมเปนท่รี ักที่ชอบใจของผูอ่ืน
ไมต รัส

(๒) คาํ พูดท่จี ริง ถกู ตอ ง, แตไมเปนประโยชน, ไมเปนที่รักที่ชอบใจของผูอื่น
ไมตรสั

(๓) คําพูดที่จริง ถูกตอง, เปนประโยชน, ไมเปนท่ีรักที่ชอบใจของผูอื่น
เลอื กกาลตรสั

(๔) คําพูดที่ไมจริง ไมถูกตอง, ไมเปนประโยชน, ถึงเปนที่รักที่ชอบใจของ
ผอู ื่น ไมต รสั

(๕) คาํ พูดที่จริงถูกตอง, แตไมเปนประโยชน, ถึงเปนที่รักท่ีชอบใจของผูอ่ืน
ไมตรสั

(๖) คําพูดที่จริง ถูกตอง, เปนประโยชน, เปนที่รักที่ชอบใจของผูอ่ืน เลือก
กาลตรัส๓

ลักษณะของพระพุทธเจาในเรื่องนี้คือ ทรงเปนกาลวาที สัจจวาที ภูตวาที อัตถ
วาที ธรรมวาที วินัยวาที เปนตน

๒.๒.๒ ผูเรยี น
หลักการสอนของพระพทุ ธเจา ท่ีเก่ียวกับตัวผูเรียน ที่ผูสอนควรที่ยึดเปนแนวทาง
ในการสอน ดงั น้ี คือ
๑) รู คํานึงและสอนใหเหมาะสมตามความแตกตางระหวางบุคคล เชน คํานึงถึง
จรติ ๖ (ไดแ ก ราคะจรติ พวกรกั สวยรกั งาม, โทสะจริต พวกใจรอนขี้หงุดหงิด, โมหะจริต

๒ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๑๗/๑๒.
๓ ม.ม. (บาล)ี ๑๓/๘๘/๘๖ ; ม.ม. (ไทย) ๑๓/๘๘/๘๖.

บทท่ี ๒ หลักการและวิธกี ารเผยแพพ ระพทุ ธศาสนา ธรรมนเิ ทศ | ๓๓

พวกเหงาซึมงมงาย, สัทธาจริต พวกเชอื่ งาย นอมใจเชื่อทันทีทุกอยาง, พุทธิจริต พวกชอบ
ใชความคิดพิจารณา, วิตกจริต พวกคิดจับจดฟุงซาน) และรูระดับความสามารถของแตละ
บุคคล ดังที่พระพุทธเจาไดทรงพิจารณาเม่ือกอนเสด็จออกประกาศพระศาสนาวา“เหลา
สัตวท่ีมีธุลีในดวงตานอยก็มี ท่ีมีกิเลสในดวงตามากก็มี ท่ีมีอินทรียแกกลาก็มี ท่ีมีอินทรีย
ออ นก็มี ท่ีมีอาการดกี ม็ ี ทมี่ ีอาการทรามกม็ ี ทจ่ี ะสอนใหรูไดงายก็มี ที่จะสอนใหรูไดยากก็มี
บางพวกตระหนกั ถึงโทษภยั ในปรโลกอยูกม็ ี

๒) ปรับวิธีสอนใหเหมาะกับบุคคล แมสอนเรื่องเดียวกันแตตางบุคคล อาจใชวิธี
ตางกนั ขอ นีเ้ ก่ียวโยงเนอ่ื งมาจากขอ ท่ี ๑

๓) ผูสอนตองคํานึงถึงความพรอม ความสุกงอม ความแกรอบแหงอินทรียหรือ
ญาณ (บาลีเรียกวา ปริปากะ) ของผูเรียนแตละบุคคลเปนรายๆไปดวย วาเขาควรจะได
เรียนอะไร และเรียนไดแคไหนเพียงไร หรือวาส่ิงท่ีตองการใหเขารูน้ันควรใหเขาเรียนได
หรือยัง

๔) สอนโดยใหผูเรียนลงมือทําดวยตัวเอง ซ่ึงจะชวยใหเกิดความรูความเขาใจ
ชดั เจนแมน ยาํ และไดผลจริง

๕) การสอนในรูปที่ใหรูสึกวา ผูเรียนกับผูสอนมีบทบาทรวมกันในการแสวงหา
ความจริง ใหมีการแสดงความคิดเห็นโตตอบไดโดยเสรี หลักการนี้เปนขอสําคัญในวิธีการ
แหง ปญญา ซ่งึ ตอ งการอิสรภาพในทางความคิด เปน หลกั ที่พระพุทธเจาใชเปนประจํา เปน
รูปแบบของการถามตอบ อาจแยกการสอนออกเปน ๒ ลักษณะ ดังน้ี คอื

(๑) กระตุน ใหผเู รียนแสดงความคดิ เหน็ ของตนออกมา ชขี้ อคิดใหแกเขา
สงเสรมิ ใหเ ขาคดิ และใหผูเรียนเปนผูวินิจฉัยความรูน้ันเอง ผูสอนเปนเพียงผูช้ีชองทางเขาสู
ความรู ในการนผี้ ูสอนมกั จะกลายเปน ผถู ามปญ หาแทนท่ีจะเปนผตู อบ

(๒) เปดใหมีการแสดงความคิดเห็น โตตอบอยางเสรี แตมุงหาความรู ไมใช
มุง แสดงภมู ิหรือขม กนั

๖) เอาใจใสบุคคลท่ีควรใหความสนใจพิเศษเปนรายๆไปตามควรแกกาลเทศะ
และเหตุการณ

๗) ชวยเหลอื เอาใจใสคนทดี่ อ ยที่มปี ญหา
๒.๒.๓ ผูสอน
ตัวผูสอนถือวามีสวนสําคัญเปนอยางย่ิงท่ีจะเปนผูใหความรูหรือขอมูลตางๆแก
ผูเ รียนตัวผูส อนจึงตอ งคาํ นงึ ถึงหลกั เกณฑก ารสอน ๕ ประการ ดังตอ ไปน้ี คอื

๓๔ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจันทคณุ , ดร.

๑) ในการสอนน้ันการเริ่มตนเปนจุดท่ีสําคัญมากอยางหนึ่ง การเร่ิมตนที่ดีมีสวน
ชวยใหการสอนสาํ เร็จผลดเี ปน อยา งมาก อยา งนอ ยกเ็ ปนเคร่ืองดึงดูดความสนใจและนําเขา
สูเ นอื้ หาได พระพุทธเจาทรงมีวิธีเร่ิมตนที่นาสนใจมาก โดยปกติพระองคจะไมทรงเร่ิมสอน
ดวยการเขาสูเนอื้ หาธรรมะทีเดียว แตจะทรงสนทนากับผูท่ีทรงพบหรือผูมาเฝาดวยเร่ืองที่
เขาเขา ใจดีอยูแลวหรือเร่อื งทเ่ี ขาสนใจ

๒) สรางบรรยากาศในการสอนใหปลอดโปรง เพลิดเพลินไมใหตึงเครียด ไมให
เกดิ ความอดึ อัดและใหเ กียรตแิ กผ ูเ รยี นใหเขามคี วามภมู ิใจในตัวเอง

๓) สอนมุงเนื้อหา มุงใหเกิดความรูความเขาใจในสิ่งที่สอนเปนสําคัญ ไมกระทบ
ตนและผูอน่ื ไมมงุ ยกตน ไมม ุงเสียดสใี คร

๔) สอนโดยเคารพ คือต้ังใจสอน ทําจริง ดวยความรูสึกวาเปนสิ่งท่ีมีคุณคา
มองเหน็ ความสําคัญของผูเรียนและงานส่ังสอนนั้น ไมใชสักวาทําหรือเห็นผูเรียนโงเขลาหรื
เปน ชนช้นั ต่าํ ๆ

๕) ใชภ าษาสภุ าพ นมุ นวล ไมหยาบคาย ชวนใหสบายใจ สละสลวยเขาใจไดงาย
เหมือนอยางคําพูดท่ีวา“พระสมณโคดมมีพระดํารัสไพเราะ รูจักตรัสถอยคําไดงดงาม มี
พระวาจาสุภาพ สละสลวย ไมม โี ทษ ยงั ผฟู งใหเขาใจเนือ้ ความไดชดั แจง”

๒.๓ หลักพน้ื ฐานการสอนของพระพทุ ธเจา

ในทางพระพุทธศาสนามีหลักการสอนท่ีหลากหลายพระพุทธเจาจะเลือกเอา
หลักธรรมทม่ี คี วามเหมาะสมกับแตละบุคคลมาใชสอนแตก็มีลักษณะสําคัญอยางหน่ึงที่ตาง
จากศาสนาทั่ว ไปโดยถือปญญาเปนสําคัญ ไมบังคับศรัทธาใหเสรีภาพทางความคิด ไม
เรียกรองและไมบังคับความเช่ือ ไมกําหนดขอปฏิบัติท่ีบังคับแกศาสนิกชนแตใหพิจารณา
เลอื กตัดสินใจดวยตนเอง เรียกวาเปนศาสนาแหงปญญาการศึกษาหรือสิกขาจึงเปนเนื้อตัว
ของชวี ิตในทางพระพุทธศาสนา
เปนหลักพ้นื ฐานการสอนเกย่ี วกบั การดาํ เนินชวี ิตเพ่อื นําไปสวู ธิ กี ารแกปญ หา ดงั นี้

๒.๓.๑ การสอนเร่อื งการดําเนนิ ชวี ติ ของมนุษย
การศกึ ษา(สกิ ขา) แบงออกไปเปน ๓ ดานโดยสอดคลอ งกบั องคประกอบและการ
ดาํ เนินชีวติ ของมนษุ ยท่มี ี ๓ ดา น คอื พฤตกิ รรม จิตใจและปญญา มีสาระสาํ คัญคอื ๔ ดังนี้

๔ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพส วนทอ งถิ่น, ๒๕๔๐), หนา ๙-๑๙.

บทท่ี ๒ หลกั การและวธิ ีการเผยแพพ ระพุทธศาสนา ธรรมนิเทศ | ๓๕

๑) ศีล คือการฝกฝนพัฒนาดานพฤติกรรม หมายถึงการพัฒนาพฤติกรรม ทาง
กายและวาจา อยางถูกตอ งมผี ลดี

๒) สมาธิ คือ การฝกฝนพัฒนาดานจิตใจ มีความสําคัญอยางย่ิงเพราะจิตใจเปน
ฐานของพฤติกรรม เน่ืองจากพฤติกรรมทุกอยางเกิดข้ึนจากความตั้งใจหรือเจตนาและ
เปนไปตามเจตจํานงหรือแรงจูงใจที่อยูเบื้องหลัง ถาจิตใจไดรับการพัฒนาดีงามแลวก็จะ
ควบคมุ ดูแลและนําพฤตกิ รรมไปในทดี่ งี ามดวย

๓) ปญญา คือการพัฒนาปญญาชวยใหดําเนินชีวิตอยางมีประสิทธิภาพประสบ
ความสําเร็จ ชวยดําเนินเขาสูวิถีชีวิตท่ีถูกตองและชวยใหบรรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิตที่ดี
งาม

การศึกษา ๓ ดานที่เรียกวาไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิและปญญาน้ี เปนหลักการ
ใหญของพระพุทธศาสนาเปนระบบและเปนกระบวนการทั้งหมดของการพัฒนาคน
พระพุทธเจาทรงแสดงหลักธรรมและขอธรรมแยกยอยออกไปมากมาย หลักธรรมแตละ
หมวดแตละชุดเหลาน้ันก็คือขอปฏิบัติเพ่ือพัฒนาชีวิตพัฒนาสังคมในสวนปลีกยอยตางๆแต
ละหมวดแตละชุดมักจะมีสาระบางสวนของไตรสิกขาครบท้ัง ๓ อยาง ประสานหรือบูรณา
การกันอยใู นลกั ษณะใดลักษณะหนง่ึ ตามความเหมาะกับกรณนี ั้นๆ

จากปรัชญาพ้ืนฐานดังกลาวนี้สาระสําคัญของการสอนจะตองมี“ภารกิจทัศนคติ
ผูสอน และผูเรยี น”ทีถ่ กู ตอ ง คอื ๕

๑) ภารกิจสาํ คญั ของการศกึ ษาไดแก การชว ยใหบคุ คลเกิดทัศนคติท่ีถูกตอง และ
สามารถจดั การกบั สงิ่ เหลาน้ัน

๒) ทัศนคติท่ีถูกตองและความสามารถจัดการดังกลาวนั้น จะเกิดข้ึนไดดวยการ
พฒั นาปญญาและเกดิ ข้ึนในตวั บคุ คลนั้นเองเทา นั้น

๓) ภารกิจของผูสอนและใหการศึกษาท้ังหลายจึงเปนเพียงแตผูช้ีนําทางหรือ
อํานวยโอกาส

๔) ผูเรียนเปนผูมีบทบาทสําคัญในฐานะเปนผูสรางปญญาใหเกิดแกตน จึงตอง
เปนผูมีสวนรวมและเปนผูไดลงมือกระทําใหมากที่สุดและผูเรียนตองเปนอิสระในการใช
ความคิดและในการที่จะซักถามโตตอบสืบเสาะคนหาความจริงตางๆ ใหไดรับความรูความ
เขาใจขึ้นในตน

๕ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, พิมพคร้ังท่ี ๕, (กรุงเทพมหานคร:
มลู นิธพิ ุทธธรรม, ๒๕๔๑), หนา ๖-๘.

๓๖ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจันทคณุ , ดร.

๒.๓.๒ การสอนเพื่อนําไปสวู ธิ ีแกปญ หา
สวนเทคนิคการสอนของพระพุทธเจาเก่ียวกับการสอนเพื่อนําไปสูวิธีแกปญหามี
สาระ สําคญั ๔ ประการคือ
๑) ปญ ญา เปนส่งิ สรางสรรคข น้ึ ภายในตวั ผเู รยี นเอง
๒) ผูสอนทําหนา ท่ีเปน กัลยาณมิตร ชว ยชีน้ ําทางการเรยี น
๓) วธิ ีสอนอบุ ายและกลวิธตี างๆ เปน ส่ือหรอื เปน เครอื่ งผอนแรงการสอน
๔) อิสรภาพในทางความคดิ เปน อุปกรณส ําคัญในการสรา งปญญา
บุคคลผูเปนผลิตผลของระบบการศึกษาที่มีปรัชญาน้ีเปนพ้ืนฐาน จะมี
คุณลักษณะ ๓ ดานคือ อตั ตตั ถะคือบรรลุอรรถประโยชนของตน มีความเจริญงอกงามดวย
สติปญญาและคุณธรรม อัตตนาถะ คือพ่ึงตนไดปกครองตนเองได ไมเปนตัวกอปญหาหรือ
ภาระแกสังคม และปรัตถะ คือมีพฤติกรมท่ีเก้ือกูลตอผูอื่น เกื้อกูลตอการอยูรวมกัน ทํา
ประโยชนต อ สงั คมไดแ ละเปน ผูน าํ ทีด่ ี

๒.๔ หลักการและวิธกี ารเผยแผของพระพทุ ธเจา

พระพุทธเจาทรงปรีชาสามารถในการสอนอยางชาญฉลาด เม่ือพระองคแสดง
ธรรมจบลง ผูฟงจะสรรเสริญเสมอวาแจมแจงจริง พระองคมีแนวทางการสอนเกี่ยวกับ
ลักษณะการสอน พุทธวิธีการสอน กลวิธีและอุบายประกอบการสอน และยุทธศาสตรการ
เผยแผ ดงั นี้

๒.๔.๑ ลกั ษณะการสอนของพระพุทธเจา
ลักษณะการสอนของพระพุทธเจาอาจจะมีหลายวิธีพอท่ีจะประมวลหลักการ
สอนเปนขอ ๆ แบง ออกเปน ๓ ลักษณะ๖ ดงั นี้
๑) ทรงส่ังสอนโดยการปฏิวตั เิ ปน การ“เปลี่ยน” หลักคําสอนด้ังเดิมของศาสนา
พื้นเมืองอยางกลับหนามือเปนหลังมือ เชน ศาสนาพราหมณสอนใหฆาสัตวบูชายัญ แต
พระพุทธเจากลับใหมีความเมตตากรุณาตอสัตวแทน หรือการสอนใหทรมานตนในการ
ปฏิบัติเพื่อบรรลุคุณธรรมช้ันสูง พระพุทธเจาทรงทดลองมาแลวเห็นวาไมใชทางตรัสรู ทรง
สอนใหใชว ธิ ีอน่ื ที่เรียกวา ทางสายกลาง เปนการอบรมกายวาจาใจในทางประพฤติปฏิบัติที่
ชอบแทน เปนตน

๖ สชุ พี ปญุ ญานุภาพ, คุณลักษณะพิเศษแหงพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๓๓), หนา ๑๓–๑๕.

บทที่ ๒ หลกั การและวธิ กี ารเผยแพพระพุทธศาสนา ธรรมนเิ ทศ | ๓๗

๒) ทรงสั่งสอนโดยการปฏิรูป เปนการสอนโดยวิธี”ดัด แปลง” ของเกาที่ยังไม
ดีใหดีข้ึนหรือของเกามีความหมายอยางหนึ่ง แตนํามาแปลความหมายเสียใหมเพ่ือใหตรง
กับหลักเหตุผลย่ิงขึ้น เชน ศาสนาพราหมณสอนใหลงอาบน้ําในแมน้ําศักดิ์สิทธ์ิแลวจะ
บริสุทธ์ิจากบาปได แตพุทธศาสนาใหตั้งอยูในศีลอันเปนการอาบท่ีตัวไมเปยก แตทําให
บริสุทธ์ิสะอาดไดดีกวาน้ําศักดิ์สิทธ์ิ หรือคําสอนเรื่องพราหมณวา เปนผูประเสริฐโดยชาติ
กําเนิด คือ เกิดจากมารดาบิดาอยูในวรรณะพราหมณ แตพระพุทธเจาทรงอธิบายใหมวา
คนเราไมเ ปน พราหมณ หรือผูประเสริฐเพราะชาติสกุล แตเปนผูประเสริฐเพราะการกระทํา
หรอื ความประพฤติ เปน ตน

๓) ทรงส่ังสอนโดย“ต้ังหลักข้ึนใหม”ท่ียังไมมีสอนในที่อื่น แตทรงสอนไปตาม
หลักสัจธรรมท่ีทรงคนพบ ดังจะเห็นในเร่ืองหลักธรรม เรื่องความพนทุกขท่ีเรียกวาอริยสัจ
๔ ประการ เปนหลักธรรมที่ตั้งข้ึนใหมอันแสดงไวชัดทั้งเหตุและผล คือ การจะพนทุกขก็
ตองรูวาอะไรเปนตัวความทุกข อะไรเปนเหตุของความดับทุกข และการดับความทุกขคือ
ดับอะไร ทาํ อยา งไร หรือปฏิบตั ิอยา งไร จงึ จะดับทกุ ขไ ด เปนตน

หลกั การสอนของพระพุทธเจาดงั กลา วมาน้ี แสดงใหเ หน็ ถึงพระปรีชาสามารถใน
การสอนของพระองคไดอยางชัดเจน สามารถสรุปการสอนของพระพุทธเจาไดวา
“พระพทุ ธเจา ทรงมีวิธสี อนอันชาญฉลาด เมื่อพระองคแสดงพระธรรมเทศนาจบลง ผูฟงจะ
สรรเสริญเสมอวาแจมแจงจริง พระองคผูเจริญ แจมแจงจริง พระธรรมเทศนาของพระองค
เสมือนหงายของที่คว่ํา บอกหนทางแกคนหลงทาง สองประทีปในท่ีมืดใหคนมีจักษุไดเห็น
รูป…”จึงสมควรอยางยิ่งท่ีผูทําหนาที่ในการสอนจะไดศึกษาและทําความเขาใจเก่ียวกับ
หลกั การสอนของพระพทุ ธเจา พรอ มกบั ยดึ ถอื เปน หลักปฏิบตั ติ อ ไป๗

๒.๔.๒ พทุ ธวิธีการสอน
วิธีการสอนของพระพุทธเจา มีหลายแบบหลายอยาง ที่นาสังเกตหรือพบบอยท่ี
พระองคนาํ มาสอนมี ๔ แบบ๘ ตอไปน้ี คือ
๑) แบบสากัจฉาหรือสนทนา เปนวิธีที่ทรงใชบอยไมนอยกวาวิธีใดๆเหมาะ
สําหรับบุคคลที่มาฟงหรือทรงพบน้ันยังไมไดเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ยังไมรูไมเขาใจ
หลักธรรม ในการสนทนา พระองคจะทรงเปนฝายถามนําคูสนทนาเขาสูความเขาใจธรรม

๗ วศนิ อินทสระ, พุทธวิธใี นการสอน, พิมพค รัง้ ที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: เมด็ ทราย, ๒๕๔๕),
หนา ๑๕.

๘ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๕๒/๔๙๒.

๓๘ | ธรรมนเิ ทศ พระครวู าปจนั ทคณุ , ดร.

และมีความเลื่อมใสศรัทธาในที่สุด แมในหมูสาวกพระองคก็ทรงใชวิธีนี้ไมนอยเหมือนกัน
และทรงสง เสริมใหสาวกสนทนาธรรมกันดว ย

๒) แบบบรรยาย ใชในการแสดงธรรมประจําวัน ซึ่งมีประชาชนหรือพระสงฆ
จํานวนมากและสวนมากเปนผทู ม่ี ีความรูความเขาใจกับมีความเลื่อมใสศรัทธาอยูแลวมาฟง
เพ่อื หาความรูเ พม่ิ เติมและหาความสุขทางใจ

๓) แบบตอบปญหา ในการตอบปญหาพระพุทธองคทรงสอนใหพิจารณาดู
ลักษณะของปญหาและใชวิธีตอบใหเหมาะสมกันในสังคีติสูตร ทานแยกประเภทปญหาไว
ตามลักษณะวธิ ีตอบเปน ๔ อยา ง๙ คือ

(๑) เอกังสพยากรณียปญ หา ปญ หาท่ที รงตอบตรงไปตรงมาตายตัว
(๒) ปฏปิ ุจฉาพยากรณยี ปญหา ปญหาท่พี ึงยอนถามแลวจงึ กลา วแก
(๓) วิภัชชพยากรณยี ปญหา ปญ หาทจ่ี ะตองแยกความตอบ
(๔) ฐปนียปญหาปญหาท่ีทรงยับย้ังเสีย ไดแกปญหาที่ถามนอกเร่ือง ไร
ประโยชน อนั จกั เปนเหตใุ หไ ขวเ ขว ยดื เย้ือ สิ้นเปลืองเวลาเปลา พึงยับย้ังเสียแลวชักนําเขา
สแู นวเร่อื งทีป่ ระสงคต อไป
นอกจากนี้ ทา นยังสอนใหค ํานึงถงึ เหตุแหง การถามปญหาดวยในเรื่องนี้พระ
สารีบตุ รอัครสาวกเคยแสดงเหตุแหงการถามปญหาไววา“บุคคลผูใดผูหนึ่ง ยอมถามปญหา
กบั ผอู ่ืน ดวยเหตุ ๕ อยาง อยา งใดอยา งหนงึ่ หรือทงั้ ๕ อยา ง คอื

(๑) บางคนยอ มถามปญหาเพราะความโงเขลา เพราะความไมเขาใจ
(๒) บางคน มคี วามปรารถนาลามก เกิดความอยากได จึงถามปญ หา
(๓) บางคน ยอ มถามปญ หาดวยตอ งการอวดเกงขมเขา
(๔) บางคน ยอมถามปญหาดว ยประสงคจ ะรู
(๕) บางคน ยอ มถามปญ หาดว ยความดาํ รวิ า เม่อื เราถามแลว ถาเขาตอบได
ถูกตองก็เปนการดี แตถาเราถามเขาแลว เขาตอบไมถูกตอง เราจะไดชวยแกใหเขาโดย
ถกู ตอ ง๑๐
๔) แบบวางกฎขอบังคับ ในการสอนแบบนี้ พระพุทธเจาทรงบัญญัติสิกขาบท
โดยความเห็นชอบของสงฆ ซึ่งบาลีใชคําวา“สงฺฆสุฏฐตาย”แปลวา“เพ่ือความรับวาดีแหง

๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๑๒/๒๙.
๑๐ อง.ฺ ปฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๖๕/๒๗๒.

บทที่ ๒ หลกั การและวิธีการเผยแพพ ระพทุ ธศาสนา ธรรมนเิ ทศ | ๓๙

สงฆ” หมายความวา ทรงบัญญตั ิโดยช้แี จงใหเหน็ วา ถาไมร ับจะเกดิ ผลเสียอยางไร เมื่อรับจะ
เกดิ ผลดีอยา งไร จนสงฆรบั คาํ ของพระองคว าดแี ลว ไมท รงบัญญัตโิ ดยพลการ

๒.๔.๓ กลวธิ แี ละอุบายประกอบการสอน
กลวิธีและอุบายประกอบการสอน เปนวิธีการสอนของพระพุทธเจาท่ีทรงใชเพื่อ
คลายทิฎฐิมานะเพื่อท่ีจะแสดงธรรมที่ละเอียดข้ึนไปซึ่งมีแนวทางการสอนที่สําคัญ ๑๐
อยาง ดงั นี้ คอื
๑) การยกอุทาหรณแ ละการเลา นิทานประกอบ ชวยใหจ ําแมนยาํ เห็นจริงและ
เกิดความเพลดิ เพลิน ทําใหการเรียนการสอนมรี สย่ิงขน้ึ
๒) การเปรียบเทียบดวยขออุปมา ชวยใหเร่ืองท่ีลึกซ้ึงซ่ึงเขาใจยากปรากฏ
ความหมายเดนชัดออกมาและเขาใจงายขึ้น มักใชในการอธิบายส่ิงที่เปนนามธรรม เปรียบ
ใหเ หน็ ชัดดวยสิ่งที่เปน รูปธรรมหรือแมเปรียบเร่ืองท่ีเปนรูปธรรมดวยขออุปมาเปนรูปธรรม
กช็ ว ยใหเ นอื้ ความหนักแนนและเขาใจงา ยข้นึ
๓) การใชอุปกรณการสอนในสมัยพุทธกาลแมไมมีอุปกรณการสอนชนิดตางๆ
ที่จัดทําข้ึนไวโดยเฉพาะเหมือนสมัยปจจุบัน แตก็มีวัตถุส่ิงของที่มีตามธรรมชาติหรือ
เคร่ืองใชตางๆทผ่ี คู นใชก ันอยู ประกอบกบั การสอนของพระพุทธเจาสวนมากเปนการผูใหญ
จึงไมจําเปนตองมอี ปุ กรณห รอื หากใชก ็ควบคูก ับการใชอ ุปมานัน่ เอง
๔) การทําเปนตัวอยาง เปนวิธีการสอนที่ดีท่ีสุดอยางหน่ึงในทางจริยธรรม เปน
การสอนแบบไมต อ งกลาวสอน แตเ ปนทาํ นองสาธติ ใหด ู
๕) การเลนภาษาเลนคํา และการใชคําในความหมายใหม เปนเรื่องของความ
สามารถในการใชภาษาผสมกับปฏิภาณ จัดเปนการแสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระ
พุทธองคท่ีทรงมีรอบไปทุกดาน เม่ือผูใดทูลถามปญหามาเปนคํารอยกรอง พระองคก็ทรง
ตอบเปนคํารอยกรองไปทันทีทํานองกลอนสดบางครั้งผูมาเฝาพระองคบริภาษดวยคําพูด
ตางๆที่รนุ แรงยงิ่ พระองคก ท็ รงรบั และแปลความหมายอธิบายเสยี ใหมใ หเ ปน เร่อื งทดี่ งี าม
แมในดานการสอนหลักธรรมท่ัวไปก็ทรงรับเอาคําศัพทท่ีมีใชอยูเดิมในศาสนา
เกามาใช แตทรงกําหนดความหมายใหม เชนคําวา พรหม พราหมณ อริยะ ยัญ ตบะ ไฟ
บชู ายญั เปน ตน
๖) อุบายเลือกคนและการปฏิบัติรายบุคคล จัดเปนอุบายสําคัญในการเผยแผ
พระพุทธศาสนาตั้งแตระยะเร่ิมแรกจนถึงตอๆมา ทรงพิจารณาวาเมื่อจะเขาไปประกาศ
ศาสนาในถ่ินใดถ่ินหนึ่ง ควรโปรดใครกอน สวนมากจะเริ่มตนที่ประมุขของถ่ินน้ันหรือเปน

๔๐ | ธรรมนเิ ทศ พระครูวาปจ ันทคณุ , ดร.

ผูนําทางความคิดหรือหัวหนาของหมูชนนั้น ทําใหการประกาศพระศาสนาไดผลดีและ
รวดเร็ว

๗) การรูจักจังหวะและโอกาส ไดแกความต่ืนตัวอยูเสมอ เม่ือถึงจังหวะหรือมี
โอกาสก็ตองมีความฉบั ไวทจี่ ะจบั มาใชใหเปนประโยชน ไมปลอยใหผานเลยไปเสียเปลา แต
เมอื่ เวลาหรือโอกาสไมเ หมาะก็ตอ งมีความอดทนไมชิงหักหาญดึงดัน

๘) ความยดื หยนุ ในการใชวิธีการ กลวิธีนี้ผูสอนจะตองมุงไปยังผลสําเร็จในการ
เรียนรูเปนสําคัญ ตองละอัตตา ตัดตัณหา มานะทิฐิทุกอยาง เพราะจะตองปรับตัวไปตาม
เหตกุ ารณ แตก็ไมละเปาหมาย ไมตองกลัววาจะเสียเกียรติ ไมกลัววาจะถูกมองวาเปนผูแพ
บางคราวเมื่อสมควรก็ตองยอมใหผูเรียนรูสึกวาตัวเขาเกง บางคราวสมควรขมก็ขม บาง
คราวสมควรโอนออ นผอ นผนั ก็ยอมตาม สมควรขัดกข็ ดั สมควรคลอ ยกค็ ลอย สมควรปลอบ
ก็ปลอบ ดวยพุทธพจนท่ีวา“เรายอมฝกคนดวยวิธีออนละมุนละไมบาง ดวยวิธีรุนแรงบาง
ดวยวธิ ที ีท่ งั้ ออนละมนุ ละไมและท้งั รนุ แรงปนกันไปบา ง”

๙) การลงโทษและการใหรางวลั สําหรับกลวิธีนี้ ไมใชทั้งวธิ ีลงโทษและใหรางวัล
แมวา จะมีการยกยอง ก็ควรเปนไปในลักษณะการยอมรับคุณความดีของผูนั้น กลาวชมโดย
ธรรมใหเขามั่นใจในการกระทําความดีของตนไมใหเกิดการเปรียบเทียบขมคนอื่นลง บางที
ทรงชมเพือ่ ใหถือเปนตวั อยางหรือแกค วามเขาใจผดิ ใหตั้งทัศนคติท่ีถูกตองแมพระองคเองก็
ทรงแสดงธรรมไปตามเนื้อหาธรรม ไมกระทบกระทั่งใคร ดังท่ีมีกลาวใน๑๑ วา“ทรงแสดง
ธรรมในบริษัท ไมทรงยอมบริษัท ไมทรงรุกรานบริษัท ทรงช้ีแจงใหบริษัทเห็นแจงให
สมาทาน ใหอาจหาญ ใหร า เรงิ ดว ยธรรมีกถา”

อยางไรก็ดี การลงโทษนาจะมีอยูแบบหน่ึง คือการลงโทษตัวเองซึ่งมีทั้งในทาง
ธรรมและทางวินัยในทางวินัยถือวามีบทบัญญัติเก่ียวกับความประพฤติอยูแลวและ
บทบัญญัติเหลานี้ พระพุทธเจาทรงตราไวโดยความเห็นชอบรวมกันของสงฆพรอมทั้งมีบท
กาํ หนดโทษไวเสร็จ สวนในทางธรรมภิกษุที่สอนไมไดจริงๆก็กลายเปนผูที่พระพุทธเจาและ
เพ่ือนพรหมจารีทั้งปวงไมถือวาเปนผูที่ควรวากลาวสั่งสอน โดยวิธีน้ีใน๑๒ กลาววาเปนการ
ลงโทษอยา งรุนแรงทส่ี ุด

๑๐) กลวิธีแกปญหาเฉพาะหนา การแกปญหาเฉพาะหนายอมตองอาศัย
ปฏิภาณ คอื ความสามารถในการประยุกตห ลกั วธิ กี ารและกลวิธีตางๆท่ีใชใหเหมาะสมเปน
เรอ่ื งเฉพาะครัง้ เฉพาะคราวไปเพราะปญ หายอมมลี ักษณะแตกตางกนั ไปไมมีทีส่ ดุ

๑๑ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๘๘/๔๘๑.
๑๒ อง.จตกุ กฺ . (ไทย) ๒๑/๑๑๑/๑๖๙.

บทท่ี ๒ หลักการและวธิ ีการเผยแพพระพทุ ธศาสนา ธรรมนิเทศ | ๔๑

๒.๔.๔ ยุทธศาสตรก ารเผยแผ
กอ นจะดําเนินงานเผยแผพ ระพุทธศาสนา ผูปฏิบัติงานควรวิเคราะหสถานการณ
๔ ดาน ทเ่ี รียกวา SWOT คอื จดุ แขง็ จดุ ออน โอกาสและสิ่งคกุ คาม ดังน้ี
๑) จดุ แข็ง (Strength =S) ไดแก ขอ ดีที่เปน ปจจัยเก้อื หนุนใหเ กิดความสาํ เรจ็
๒) จดุ ออ น (Weakness=W) คือ ขอ ดอยท่ีอาจสง ผลกระทบตอ การปฏบิ ัติงาน
๓) โอกาส (Opportunity =O) คือ ขอเดนท่ีเปนตัวกระตุนใหเกิดการอยากรู
อยากเห็น
๔) สิ่งคุกคาม (Threat=T) คือ ปจจัยที่สงผลเสียตอการปฏิบตั งิ านในระยะยาว
ยุทธศาสตรการเผยแผน้ัน พระธรรมโกศาจารย (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดี
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไดกลาวถึงเร่ืองนี้ ในโครงการฝกอบรมพระ
ธรรมทูตสายตางประเทศ สรุปความไดวา การเผยแผพระพุทธศาสนาน้ัน ความรู
ความสามารถของเรามีดวยกันท้ังน้ัน แตที่ไมคอยบรรลุผลตามที่ตองการ คงจะเกี่ยวกับ
ปญหาเร่ืองยุทธศาสตร จึงทําใหมีปญหาและอุปสรรคอ่ืนๆ มากบางทานเทศนดีสอนดีก็ยัง
อยูไมได ไมประสบความสําเร็จ จึงตองหันมามองกันดูวาเปนเพราะอะไร ฉะนั้น กอนท่ีจะ
ไปเผยแผจริงๆจะตองทําการวิเคราะหอยางท่ีนักวางแผนท้ังหลายทํากันมหาวิทยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ก็ทําการวิเคราะหชนิดน้ีซึ่งเรียกวา SWOT (สวอท) Analysis คือ
การวิเคราะหสถานการณ ๔ ดาน ประกอบดวย
๑) จุดแขง็ (S = Strength) ไดแ ก เวลาท่จี ะไปในพนื้ ท่ใี ดตองหาขอมูลใหไดกอน
วา พื้นทนี่ ้ันมอี ะไรเปน จุดแข็งท่ีทาํ ใหเ รานาจะทํางานกาวหนาไปดว ยดี
๒) จุดออน (W = Weakness) ไดแก ขอดอยตางๆ ท่ีอาจสงผลกระทบใหการ
ปฏิบตั งิ านไมก าวหนา เชน เรื่องภาษาและการบรหิ ารจัดการ
๓) โอกาส (O = Opportunity) ไดแก ขอเดนที่เปนตัวกระตุนหรือเปนส่ิงทา
ทาย ใหเกดิ การอยากรูอยากเหน็ อยากทดลอง อยากพิสูจน
๔) สิง่ คกุ คาม (T =Threat) ไดแ ก สวนทเ่ี กย่ี วกบั ปจจัยตางๆ ท่อี าจสงผลเสียตอ
การปฏบิ ัตงิ านในระยะยาว เชน บคุ ลากรผอู ุทิศตนเพื่อการเผยแผอยา งจรงิ จังมีนอย และไม
มีการดาํ เนินงานอยางตอเน่อื ง
หลักการวเิ คราะหส ถานการณดงั กลาวสามารถนําไปพิจารณาไดท้ังสิ่งท่ีอยูไกลตัว
ออกไป และส่ิงท่ีอยูใกลตัว ทั้งน้ีเพื่อเตรียมความพรอมกอนท่ีจะลงมือปฏิบัติการจริง ดังท่ี
ซนุ วู กลาววา “รเู ขา รเู รา รบรอยครงั้ ชนะรอยครั้ง”

๔๒ | ธรรมนิเทศ พระครูวาปจ ันทคณุ , ดร.

๒.๕ คณุ สมบตั ิของนักเผยแผ

หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เปนคําสอนของพระพทุ ธเจาทีย่ งั ทันสมัยอยูจนถึง
ปจจุบันและในอนาคต คือหลักสัปปุริสธรรมท่ีพระพุทธเจาทรงแสดงไวใน ธัมมัญูสูตร
เปน คุณสมบตั ิของนกั เผยแผต ามแนวพระพุทธศาสนา สามารถพิจารณาไดจากหลักสัปปุริส
ธรรม ๗ ประการ๑๓ ดงั น้ี

๑) ธัมมัญุตา (Knowing the Law, Knowing the Cause) ความเปนผูรูจัก
เหตุ คอื รูความจริง รูห ลกั การ รกู ฎเกณฑ รกู ฎแหง ธรรมได รูกฎเกณฑแหงเหตุผลและรูจัก
หลักการที่จะทํา ใหเกิดผล รวมความวา การบริหารจัดการในองคกร ผูบริหารจําเปนตอง
พิจารณาขอเท็จจริงอยางถูกตอง เพื่อบรรลุเปาหมายขององคกรใหมีประสิทธิภาพ
ประสทิ ธิผล รูจกั การวิเคราะหความจรงิ ท่ีเกิดขึ้น ตามธรรมชาติ อันวา“ สิ่งท้ังหลายเกิดขึ้น
ตั้งอยูดับไป เปนธรรมดา“โดยพิจารณาหลักการและเกณฑแหงเหตุผลมาบริหารจัดการ
องคกร

๒) อัตถญั ตุ า (Knowing the Meaning, Knowing the Purpose) ความเปน
ผูรูจักผล หรือความมุงหมาย คือรูความหมาย รูความมุงหมาย รูประโยชนท่ีประสงค รูจัก
ผลท่ีเกิดขึ้น สืบเน่ืองจากการกระทําตามหลัก หมายถึง การบริหารงานองคกรใหบรรลุถึง
วตั ถปุ ระสงคและรูถ ึงประโยชนของ องคกรที่นําไปสูความมั่นคงและไมมีผลกระทบใดๆ ตอ
องคกรในท่นี ี้กห็ มายถึงการมแี ผนงานท่ีดีการวางแผนทวี่ ิเคราะหผ ลกระทบดานตางๆ

๓) อัตตัญุตา (Knowing Oneself) ความเปนผูรูจักตน คือ รูจักเราวาเราน้ัน
โดยฐานะภาวะเพศ ความรู ความสามารถและคุณธรรมเปนอยางไรและเทาใด แลว
ประพฤติใหเหมาะสม และรูจักท่ีจะปรับปรุงตอไป ในที่นี้หมายถึง รูจักองคกรที่เราบริหาร
เปนอยางดีวามีจุดดอย จุดแข็งอยางไร มีขีดความสามารถอยางไร และรูจักการปรับปรุง
องคก รใหท นั ตอเหตุการณทม่ี ีผลกระทบ รวมท้งั การบริหาร ความแตกตางท่ีจะทําใหองคกร
เปน เลิศ มปี ระสิทธิภาพและมั่นคงถาวร

๔) มัตตัญุตา (Moderation, Knowing how to be temperate) ความผู
รูจักประมาณ คือ ความพอดีในการจายโภคทรัพย ในที่น้ีหมายถึงการบริหารการเงินหรือ
การขยายกิจการ ตองพิจารณาใหรูจักประมาณในความเพียงพอขององคกร ขีด
ความสามารถขององคกร ขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษยในองคกร รวมท้ังการแขง
ขั้นที่รอบคอบและรูจกั ประมาณขีดความสามารถขององคก ร

๑๓ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๑/๒๖๔; องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๖๕/๑๑๔.

บทท่ี ๒ หลักการและวธิ กี ารเผยแพพระพทุ ธศาสนา ธรรมนเิ ทศ | ๔๓

๕) กาลัญุตา (Knowing the Proper time) ความเปนผูรูจักกาล คือ รู
กาลเวลาอันเหมาะสมและระยะเวลาในการประกอบกิจในท่ีนี้ หมายถึง การบริหารจัดการ
จะตองมีความเขา ใจถึงระยะเวลาทเี่ หมาะสม การสรา งโอกาสขององคกรจะตองพิจารณาถึง
สถานการณใ นเวลานัน้ ๆ วาควรจะดําเนินการอยางไร อะไรควรงด อะไรควรกระทําเวลาใด
ควรขยายกิจการ หรือชวงเวลาใดท่ีจะบริหารองคกรใหประสบผลสําเร็จตอองคกรมาก
ที่สุด

๖) ปริสัญุตา (Knowing the Assembly, Knowing the Society) ความ
เปนผูรูจัก ชุมชน คือ รูกริยาท่ีจะประพฤติตอชุมชนนั้น วาควรจะดําเนินการอยางไร การ
บริหารจัดการ จําเปนตอง ปฏิสัมพันธกับองคกรตางๆ ท้ังท่ีเปนพันธมิตร และคูแขง การ
สรางสรรค หรือการประสานงานกับชุมชนหรือกลุมบุคคลท่ีมีผลตอองคกร ก็คือเขาถึง
เขาใจ และพัฒนา เปนการบริหารจัดการท่ีสรางความสัมพันธดวยเมตตา ความ
เอื้อเฟอ เผ่อื แผตอชมุ ชน หรือสาธารณะชน จะเปนภาพลักษณทีด่ ีขององคก ร

๗) ปุคคลัญุตา (Knowing the individual, Knowing the different
individuals) ความเปนผูรูจักบุคคล คือ รูจักความแตกตางของบุคคลวาโดยอัธยาศัย
ความสามารถและคุณธรรม ตลอดถึงรูในความสามารถของบุคคล และใชมอบงานท่ี
เหมาะสมใหการบริหารจัดการในการรูบุคคล เปรียบเสมือนการพัฒนาและบริหาร
ทรพั ยากรมนุษยท จ่ี ะตองมกี ารพฒั นา และบรหิ ารบุคคลในองคกรใหมีความรูความสามารถ
และภักดีตอองคกร มีความสามัคคี สรางความเปนธรรม และเสมอภาคใหแก บุคลากรใน
องคกร รวมถึงการทํางานเปนหมูคณะการติดตอสื่อสารกับบุคคลตางๆดวยความเปนมิตร
ไมตรีรวมท้งั มีความจริงใจตอ กัน

บุคคลผปู ระกอบดว ยสปั ปรุ สิ ธรรมทัง้ ๗ ประการนี้ ช่ือวาเปนผูประกอบดวยสังฆ
คณุ ครบ ๙ ประการ ไดแ ก

๑) เปนผูป ฏบิ ัตดิ ี
๒) ปฏิบตั ิตรง
๓) ปฏบิ ตั ิถูกทาง
๔) ปฏบิ ตั ิสมควร
๕) เปน ผสู มควรไดร ับของทีเ่ ขานาํ มาถวาย
๖) เปนผคู วรแกการตอนรบั
๗) เปนผูควรแกก ารทักษณิ า คอื ควรแกข องทําบุญ
๘) เปนผูควรแกก ารอญั ชลุ ี คอื การกราบไหว และ

๔๔ | ธรรมนิเทศ พระครูวาปจ นั ทคณุ , ดร.

๙) เปนนาบุญอันยอดเย่ียมของโลกหรือเปนแหลงปลูกฝงและเผยแผความดีท่ี
ยอดเยีย่ มของโลก

เพราะแมแตพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาและพระเจาจักรพรรดิก็ทรง
ประกอบดวยธรรมเหลาน้ีจึงยังทรงธรรมจักรและอาณาจักรใหเจริญรุงเรืองไปไดดวยดี
คณุ สมบตั ิดังกลาว สรปุ ได ๕ ประการ ดังนี้ คือ

๑) เปน ผูมีทศั นคติที่ดี มีพรหมวหิ าร และสามารถปรบั ตัวใหเ ขากบั ผูอน่ื ไดดี
๒) เปน ผูมสี ว นรวมเปนสมาชกิ ของกลมุ ทั้งนเี้ พ่ือเรียนรกู ารทาํ งานรวมกัน
๓) เปนนักวิเคราะหวิจัย สํารวจแนวคิดหรือประชามติ และสามารถดําเนินงาน
ไดอยา งสอดคลอ งกบั ความตอ งการของประชาชนกลมุ เปา หมาย
๔) เปนผมู คี วามสามารถจัดกิจกรรมส่ือสัมพนั ธแ ละดาํ เนินงานตามแผนงานอยาง
เปน ระบบ
๕) เปน ผูมบี ทบาทในการใหค าํ ปรึกษาแนะนํา ในกจิ กรรมดานการประชาสัมพันธ
ตอฝายบรหิ ารองคก ร เพ่อื เปนแนวทางในการกําหนดนโยบาย๑๔
พระศรีปริยตั โิ มลี (สมชัย กุสลจิตฺโต) ๑๕ ไดเสนอแนวคิดเร่ืองการดําเนินงานเผย
แผพระพุทธศาสนา ในงานสัมมนาทางวชิ าการ เรอื่ ง แนวคิดในการพัฒนางานพระธรรมทูต
ของคณะสงฆไทย (Vision in Developing of Thai Sanggha Missionary) ณ ศูนย
พัฒนาศาสนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.แคมปสน อ.เขาคอ จ.เพชรบูรณ เม่ือป
๒๕๔๗ ความวา
๑) การทํางานเผยแผเปนการแสดงความกตัญูกตเวที ตออุบาสกอุบาสิกาท่ี
ถวายความอปุ ถัมภแกว ัดวาศาสนาและพระภิกษสุ ามเณร
๒) การทํางานเผยแผเปนการอนุวัตรตามพุทธจริยาวัตรขอ“ญาตัตถจริยา”คือ
พ ร ะ พุ ท ธ จ ริ ย า ท่ี ท ร ง บํ า เ พ็ ญ เ พ่ื อ ป ร ะ โ ย ช น แ ก พ ร ะ ป ร ะ ยู ร ญ า ติ ต า ม ฐ า น ะ แ ล ะ ข อ
“โลกตั ถจรยิ า” คอื พระพทุ ธจริยาทรงบาํ เพ็ญเพ่อื ประโยชนแ กโลก
๓) การทาํ งานเผยแผเ ปนการทําหนาทห่ี ลกั หนา ทีห่ น่งึ ของพุทธบริษทั
๔) การทาํ งานเผยแผเ ปนวธิ ีการรักษาสถาบนั พระพุทธศาสนาใหมั่นคงยิ่งข้ึน

๑๔ พระธรรมปฏก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, พิมพคร้ังที่
๑๒, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั เอส.อาร. ปร้นิ ตงิ แมส โปรดกั ส จํากดั , ๒๕๔๖), หนา ๒๑๐-๒๑๑.

๑๕ พระศรปี รยิ ัตโิ มลี (สมชัย กสุ ลจิตโฺ ต), พทุ ธทศั นะรว มสมยั , (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หนา ๑๖๑-๑๖๒.


Click to View FlipBook Version