47
27
๔. กล่าวคํามงคล ดังนี้ “ศรี ศรี สิทธิลาโภ วันจันทร์(เปล่ียนตามวันที่
ลาสิกลา) ชัยศรี สิทธิเตโช นะโม พุทธายะ พุทธังอายุวัฒนะ ธัมมัง
อายวุ ัฒนะ สังฆังอายุวัฒนะ มะอะอุ อุอะมะ นะโมพทุ ธายะ” (วา่ ๓ จบ)
๕. ให้พระภิกษุกล่าวคําลาสิกขาด้วยตนเองว่า “สิกขัง ปัจจักขามิ คิหิติ มัง
ธาเรถะ ข้าพเจา้ ลาสิกขา ขอทา่ นทงั้ หลายจงจําขา้ พเจา้ วา่ เป็นคฤหัสถ์”
๖. พระสงฆ์ (๕ รูป,๗ รูป ,๙ รูป) เจริญชัยมงคลคาถา ขณะที่ประธานสงฆ์นํา
ผา้ สงั ฆาออกจากบา่ พระภิกษุรูปทีล่ าสกิ ขา
๗. ผู้ลาสิกขาไปเปลี่ยนชดุ และกลา่ วคาํ มงคลตามขอ้ ความด้านบนน้ี
(ตามข้อ ๔)
๘. สมาทานศลี ๕ รบั ศีล
๙. ถวายเคร่ืองไทยธรรมประธานสงฆ์ และพระสงฆ์เจรญิ ชยั มงคลคาถา(ถา้ มี)
๑๐. พระสงฆ์ทง้ั น้นั อนุโมทนา/ประพรมนํ้ามนตแ์ ด่ผู้ลาสกิ ขา
๑๑. กราบพระรตั นตรัย ประธานสงฆ์ พระเถระ และบดิ ามารดา
๑๒. นาํ นา้ํ ๗ ขนั จากบ่อ ๗ บ่อ เทรดศรษี ะผ้ลู าสิกขา
๑๓. บิดามารดา ผู้ปกครอง เดินจูงผู้ลาสิกขาใหม่ออกพ้นเขตวัด แล้วย้อนกับ
มาหน้าอโุ บสถ
๑๔. ก่อเจดยี ์ทรายจดุ ธูปเทยี นอธฐิ านปก๎ ไว้ทีก่ องทรายนัน้
๑๕. นําน้ํารดต้นโพธิ์ ต้นไทร อย่างละ ๑ ขัน (หากไม่มีต้นโพธิ์ ต้นไทร ให้รด
น้ําต้นไมใ้ นวดั น้นั ๆ)
๑๖. ไปเกบ็ สงิ่ ของเคร่ืองใช้ทห่ี อ้ งพกั ทําความสะอาดหอ้ งพกั ให้เรยี บรอ้ ย
๑๗.ล้างหอ้ งนาํ้ ห้องส้วม ทาํ ความสะอาดบริเวณรอบวัดใหเ้ รยี บร้อย
๑๘. สามารถไปภารกจิ นอกวดั ได้ แต่ต้องกลบั มาค้างคืนที่วัดนั้น ๆ ทําวัตรสวด
มนต์เชา้ -เย็น ตลอด ๑-๓ คืน
48
28
๑๙. ปฏิบัติรับใช้พระอาจารย์ทุกรูป รับส่งบาตร ประเคนบาตร ประเคน
ภตั ตาหาร เชา้ /เพล
๒๐. นําขันดอกไมธ้ ูปเทยี น กราบพระประธานในอุโบสถ
๒๑. นําขันดอกไม้ธูปเทียน กราบเจ้าอาวาส ๑ ชุด (หรือกราบประธานสงฆ์
หรือพระอุปช๎ ฌาย)์
๒๒. นําขันดอกไม้ธูปเทียน กราบพระคู่สวด ๑ ชุด (พระอนุสาวนาจารย์ และ
พระกรรมวาจาจารย)์
๒๓. นําขนั ดอกไม้ธูปเทียน กราบพระพ่ีเล้ียง ๑ ชดุ
๒๔. ซักผ้าจีวร รีดกลับมาส่งไว้ท่ีวัดน้ัน ๆ ส่วนย่ามนํากลับไปเป็นที่ระลึกไว้หิ้ง
พระที่บา้ นตนเอง
๒๕. กลับไปท่ีบ้านแล้วผปู้ กครองผกู ขอ้ ต่อแขนรับขวญั
๒๖. เป็นเสรจ็ พธิ ีฯ
หมายเหตุ : สามารถปรับตามความเหมาะสมของทอ้ งถิน่ ชมุ ชนน้ันๆ
บันทึกโดย พระราชพรหมจริยคุณ
เจา้ คณะจังหวัดรอ้ ยเอ็ด เจ้าอาวาสวัดบ้านเปลือยใหญ่
49
29
สตู รถอดตําราจากทาง อําเภอวาปปี ทุม
สบื สานมาจากบ้านขามปอ้ ม ดงั น้ี
เคร่ืองสักการะ ดอกไม้ ๕ คู่ ๘ คู่ ธูปเทียน ๕ คู่ ๘ คู่ ปัจจัย ๑๒ บาท ผ้า
ขาว ๑ วา กระทงหน้างัวใส่ข้าวดํา-แดง ๔ กระทง ความยาว ๑ คืบ
โดยประมาณ (ทําด้วยกาบกล้วย) ในกระทงใส่คาว-หวาน-พริก-เกลือ พระสงฆ์
๔ รปู สวด เป็นทศิ ๆไป คําสวดวา่ ดงั น้ี
๑.สวดย้ายภูมิ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ ภูมิมสฺส อารามสฺส คามสฺส สมุค
โค โส ตณุ หสฺส ยสฺส นคมติ โสภาเสยฺย ๓ จบ
๒.สวดถอดถอน สุณาตุ เม สงฺโฆ สมุหคติ สมุหคโต สมุหคตํ นะถอด โส
ถอด พุธ เคล่ือนออก ลายะ สูญหายะ ๓ จบ หยิบดินบริเวณข้ึนใส่กระทง-
สวดญตั ติ
๓.สวดญตั ติ สณุ าตุ เม ภนเฺ ต สงฺโฆ อิมานิอวาเสสา ภาคา อมฺหากํ สมยํ
สิตา ยถินทขีโล ปฐวิง สิโต สิยา จตุพภิ วาเตภิ อสมฺปฺกัมปะญัตฺติ (๓รอบ)
หยิบหินทรายฝ๎งในหลุม ขุดหลุม ๔ มุม ยาวประมาณ ๑ คืบ ลึก ๑ คืบ เม่ือสวด
เสร็จ ๔ ทิศ แล้วนํากระทงไปฝ๎งนอกบ้าน ห่างชุมชน (ขุดหลุม ลึกประมาณ
๑ ศอก) คว่ําหน้ากระทงฝ๎งลงดิน พระสงฆ์หยิบแก้วนํ้า ๔ แก้ว สวดอิมานิ
(กลบดินใหแ้ น่ หา้ มมิใหม้ องกลับหลังพระสงฆ์บอกลาเจา้ ภาพกลับ)
ระเบยี บลาสิกขา
การลาสิกขา ตามประเพณีโบราณถือเป็นกิจสําคัญ ภิกษุผู้จะลาสิกขา
จะต้องหาฤกษ์งามยามดี เม่ือหาฤกษ์ดีได้แล้ว ท่านแนะนําให้ปฏิบัติโดยสังเขป
ดังต่อไปนี้
๑.ขอขมาเสมา เคร่ืองสักการะมีกรวย ๑ กรวย เทียน ๑ เล่ม ธูป ๓ ดอก
หมาก ๑ ซีก พลู ๑ จบี และดอกไม้
50
30
๒.บูชาและขอขมาพระประธาน เครื่องสักการะมี ดอกไม้ ธูป เทียน หมาก
ลกู พลูซอง บชู าแลว้ ใหอ้ ทุ ิศแกพ่ ระสงฆ์
๓. ขอขมาพระสงฆ์ ครู อุป๎ชฌายะ อาจารย์ เครื่องสักการะมี ดอกไม้ ธูป
เทยี น หมาก พลู
๔. เมื่อถึงกําหนด ให้หาดอกไม้ ธูป เทียน หมาก พลู ไปถวายสักการะพระ
เถระผู้ให้ลาสิกขา และควรนิมนต์พระสงฆ์มาเป็นองค์พยานด้วย เมื่อพระสงฆ์เข้า
น่ังประชุมพร้อมกันด้วย ภิกษุผู้จะลาสิกลา พึงแสดงอาบัติเสียให้บริสุทธิ์แล้ว เข้า
ไปหาพระเถระนั่งกระโหย่ง หันหน้าตรงเฉพาะต่อพระประธาน กราบลงด้วย
เบญจางคประดิษฐ์ ๓ หน ลุกขึ้นยืนประณมมือกล่าวคําขอขมาว่า “อุกาส วนฺทา
มิ ภนฺเต ฯลฯ” เสร็จแล้วนั่งประณมมือว่านะโม ๓ จบแล้ว ว่าอดีตป๎จจเวกขณ์ทั้ง
๔ บท พอให้สงฆ์ได้ยิน เม่ือจบลงแล้วกราบลงอีก ๓ หน ต่อจากเมื่อได้เวลาฤกษ์
แล้ว พึงต้ังสติสํารวมใจให้แน่วแน่ด่ิงลง พร้อมด้วยกล่าวคําปฏิญาณท่ีจะละเทศ
ออกเป็นคฤหัสถ์ ทัง้ บาลที ั้งแปลคราวละรูปว่า “สิกขํ ปจฺเจกฺขามิ” ข้าพเจ้าขอลา
สิกขา” “คิหีติ มํ ธาเรถ” “ขอท่านทั้งหลายจงจําข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์”
๓ หนฯ ในลําดับน้ีพระเถระท่านจะถามถึงเจตนาในการกล่าวปฏิญาณนั้น เมื่อ
ตอบตรงกันแล้วท่านจะจับผ้าสังฆาฏิปลดออกจากบ่า ในขณะเม่ือได้ฤกษ์
พระสงฆ์เริ่มสวดชัยมงคลคาถา ว่า “ชยนฺโต” ๑ จบ หรือ ๓ จบก็ได้ แล้วแต่
กาลเทศะ “ภวตุ สพฺพมงฺคลํ ฯ” ต่อท้าย (ขณะกาลเวลาที่จะสวดชยันโตนี้ ยังลัก
ล่ันกันอยู่พระเถระบางท่านให้สวดในขณะปลดผ้าสังฆาฏิ บางท่านให้สอดในขณะ
เมอื่ หลั่งน้ําพระพุทธมนต์ สดุ แล้วแต่ทา่ นเมธีจะเห็นควรอย่างไรเถดิ )
เมื่อพระสงฆ์สวดจบแล้ว ผู้ลาสิกขากราบลง ๓ หน ออกไปผลัดผ้าขาวนุ่ง
โจงกระเบน (การผลัดผ้าท่านให้เอาผ้าขาวสอดเข้าไปในผ้าเหลือง) ห่มผ้าขาว
เฉวียงบ่าเข้าไปหาพระเถระกราบลง ๓ หน ยกบาตรนํ้ามนต์ออกไปนั่ง ณ ท่ีซ่ึง
เตรียมไว้อาบนํ้ามนต์ นั่งผินหน้าไปทางทิศศรีในวันน้ัน พระเถระท่านจะหล่ังน้ํา
51
31
พระพุทธมนต์ให้เสร็จ แล้วพึงผลัดผ้าขาวท่ีอาบนํ้ามนต์น้ันเสีย นุ่งผ้า สําหรับ
คฤหัสถ์เข้ามากราบพระเถระอีก ๓ หน น่ังคุกเข่า ประณมมือ เปล่งวาจาขอไตร
สรณคมน์และศีล เพื่อแสดงตนเป็นอุบาสก ถ้ามากคนให้ว่าพร้อมกัน “มยํ ภนฺเต
ติสรเณน สห ปญฺจสลี านิ ยาจาม” ๓ หน พระเถระให้ศีลตามความต้องการของ
ผ้อู าราธนาจบแลว้ อบุ าสกใหมพ่ งึ กราบลงอกี ๓ หน
ต่อจากน้ี อุบาสกใหม่บางคนที่มีกําลังศรัทธา ก็ถวายไทยธรรมแก่พระสงฆ์
บางคนก็อังคาสด้วยอาหารบิณฑบาต แล้วแต่กําลังศรัทธาและโอกาส เมื่อการ
อังคาสเสร็จแล้ว พระสงฆ์ผู้เถระอนุโมทนา “ยถาฯ สพฺพีฯ” อุบาสกคนเดียวใช้
“โส อตฺถลทฺโธฯ” อุบาสกหลายคนใช้ “เต อตฺถลทธาฯ” ต่อท้าย “ภวตุ
สพฺพมงฺคลํ ฯ” เม่ือพระเถระเร่ิมว่า “ยะถาฯ” อุบาสกใหม่พึงกรวดนํ้ารินลงใน
ภาชนะเสร็จแล้ว ประณมมือฟ๎งจนจบ เมื่อจบแล้วพึงคุกเข่ากราบลงอีก ๔ หน
เปน็ เสรจ็ วิธลี าสกิ ขาเพียงเท่านี้ ฯ
ถา้ สามเณรจะลาสกิ ขา ให้กล่าวคําปฏิญาณว่า “สิกฺขํ ปจฺจกฺขามิ” ข้าพเจ้า
ลาสกิ ขา” ๓ หนฯ เพยี งเท่าน้เี ปน็ เสร็จพธิ ี นอกนัน้ อนุโลมตามวธิ ขี องภกิ ษุฯ
52
32
พิธที ําบุญแจกขา้ ว
ความเปน็ มาและความสําคัญ
พระพุทธศาสนามหี ลกั คําสอนเรอ่ื งของกรรมและผลของกรรม คอื ทาํ ดีย่อม
ได้ดี ทําชั่วย่อมได้ชั่วและเร่ืองการเวียนว่ายตายเกิด โดยหลักคําสอนเหล่านี้เป็น
สญั ลกั ษณ์ทมี่ ีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวข้องกับการทําบุญของชาวพุทธ เป็นอย่าง
ยงิ่ ไม่วา่ จะเป็นการทาํ บุญท่วั ไปหรือจะเปน็ การทาํ บญุ อุทิศสว่ นกศุ ลให้แก่ผู้ล่วงลับ
ไปแลว้
ซึ่งในสมัยพุทธกาลก็มีการทําบุญในลักษณะการทําบุญอุทิศ ตัวอย่าง เช่น
เร่ืองพระเจ้าพิมพิสารทําบุญอุทิศให้แก่เปรตท่ีเคยเป็นญาติของพระองค์ ได้มาฝ๎น
หลังจาก ที่พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายวัดเวฬุวันแก่พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นวัดแห่ง
แรกในพระพุทธศาสนา และได้กรวดนํ้าอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตผู้เป็นญาติของ
พระองค์ จึงทาํ ให้เปรตเหลา่ น้ันหลดุ พ้นจากความทุกข์ ซ่ึงถือว่าเป็นแบบอย่างการ
ทาํ บุญอทุ ิศใหแ้ ก่ผ้ทู ่ีล่วงลบั ไปแล้ว บุญแจกข้าวเป็นสัญลักษณ์ประเพณีการทําบุญ
ที่มีความสําคัญต่อความเช่ือของชาวอีสานเป็นอย่างมาก เพราะมีความเก่ียวข้อง
กับชีวิตหลังความตายที่ลูกหลานมีความผูกพันกันญาติ ๆ โดยเฉพาะบิดามารดา
เพราะมคี วามเป็นห่วงไม่อยากให้คนท่ีตนรักและเคารพมีความลําบาก วิธีท่ีจะช่วย
ให้ได้รับความสุข สบายได้ คือการทําบุญอุทิศให้ เพื่อส่งดวงวิญณาณให้ไปเกิดใน
สุคติ ดังน้ัน หลังจากที่บิดามารดาหรือญาติๆ ของตนเสียชีวิตไปแล้ว เมื่อเจ้าภาพ
มคี วามพร้อมทจ่ี ะทาํ บุญแจกข้าวไปให้ ก็จะปรึกษาหารือกัน กําหนดระยะเวลาใน
การทําบุญ หลังจากัน้ กไ็ ปหาพระสงฆ์ที่ตนเคารพ เพื่อให้ท่านได้หาฤกษ์ยามที่เป็น
มงคลให้หลังจากนั้นก็นิมนต์ท่านมาเจริญพระพุทธมนต์ และนิมนต์พระนักเทศน์
เพื่อมาเทศน์ในงาน เร่ืองอื่น ๆ ที่ต้องจัดเตรียม ได้แก่ การแจ้งข่าวการทําบุญแก่
ญาติพี่น้องใกล้เคียงและท่ีอยู่ต่างถ่ินเพ่ือให้มาร่วมงาน หากใครไม่ได้รับแจ้งข่าวก็
จะมีความเสียใจน้อยใจว่าเจ้าภาพไม่เห็นความสําคัญของตน ซ่ึงจะไม่เป็นผลดีต่อ
53
33
ความสัมพันธ์ฉันท์พ่ีน้อง หลังจากน้ันก็เตรียมสถานที่จัดเตรียมวัตถุทาน และของ
ใชท้ จี่ าํ เป็นอืน่ ๆ เมอ่ื ถงึ วันเวลาทําบุญก็นิมนต์พระสงฆ์ มาเจรญิ พระพุทธมนต์ ฟ๎ง
เทศน์ถวายทานแก่พระสงฆ์ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแก่ผู้วายชนม์ ทําบุญตักบาตร
และบรรจุอัฐิไว้ที่กําแพงวัด เป็นเสร็จพิธี การทําบุญแจกข้าว ความเช่ือเร่ืองบุญ
แจกข้าวมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในด้านต่าง ๆ คือ เป็นการได้ปฏิบัติตาม
คําสอนพระพุทธศาสนา เช่น การให้ทาน การแสดงออก ซึ่งความกตัญํูกตเวที
การปฏบิ ตั ิหนา้ ทข่ี องลกู หลานตอ่ บุพการชี น เป็นตน้ เปน็ การได้แสดงออกซง่ึ ความ
สมัครสมาน สามคั คีของญาตพิ น่ี ้องและคนในชุมชนเพราะชาวบ้านมาช่วยเจ้าภาพ
จัดงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีการว่าจ้างแต่อย่างใด มีการนําส่ิงของมาช่วยในงาน
เจ้าภาพดว้ ย การทาํ บญุ ได้ชอ่ื ว่าอนุรักษป์ ระเพณอี ันดีงาม ทีบ่ รรพบรุ ุษได้นําพาทํา
ไว้บ่งบอกความเป็นอัตลักษณ์ของคนไทยอีสาน ก่อให้เกิดคุณค่า คือ ความดีงาม
แห่งจิตใจและยังได้ชื่อว่าเป็นการได้ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาอันเป็นสถาบันที่มี
ความสําคัญ เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ส่ังสอนชาวบ้านให้ตั้งอยู่ในคุณงามความดี ไม่
เบยี ดเบยี นทาํ ร้ายกนั ซง่ึ จะนาํ ไปสู่การอย่รู ่วมกันด้วยความสงบสุข
คํานยิ ามของบญุ แจกขา้ ว
การทําบุญแจกข้าวเป็นการทําบุญเพ่ืออุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติพ่ีน้องที่
ล่วงลับไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย พี่ ป้า น้า อา ซึ่งผู้เสียชีวิต
เหลา่ นน้ั ไดเ้ สยี ชีวิตไปไดไ้ ม่นานมากนกั ประมาณ ๑-๓ ปี
ขัน้ ตอนและพธิ กี าร
บุญแจกข้าว (ทําบุญอุทิศส่วนกุศล) ภาษาถิ่นเรียก “ทําบุญหา” หรือ “บุญ
แจกข้าว” ประเพณีของคนอีสานท่ีต้องการแสดงออกถึงความรักเคารพพ่อแม่ที่
เสียชีวิตไปแล้ว เพ่ือให้ดวงวิญญาณได้สงบสุข ได้รับส่วนบุญที่ลูกหลาน “ทําบุญ
หา” หรือเรียกวา่ งานแจกข้าว (อุทศิ ส่วนกศุ ล)
54
34
กิจกรรมหลกั ดาํ เนนิ การ ๓ กจิ กรรม
ช่วงที่ ๑ วันเตรียมงาน (มื้อเค้างาน) เป็นการเตรียมงานก่อนวันงานวัน
โฮมบุญ ส่วนมากประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเร่ิมงานกิจกรรม ได้แก่ การจัดเตรียม
สถานที่ ทําความสะอาดบริเวณ ทําข้าวต้ม ข้าวหมก ซื้ออาหาร เครื่องด่ืม แจก
ซอง นิมนตพ์ ระ ฯลฯ
ช่วงท่ี ๒ วันงานรวมญาติ (ม้ือโฮม) เป็นวันงานท่ีญาติพี่น้อง แขกเหรื่อท่ี
ได้รับเชิญ หรือผู้มีจิตศรัทธา ต้องการโฮมบุญด้วยกัน มีการเทศนาธรรม ตอนเย็น
มีมหรสพสมโภชน์
ช่วงท่ี ๓ วันถวาย (มื้อถวาย) หลังจากโฮมญาติเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีของ
โฮมบุญต่าง ๆ ที่ญาติต้องการถวายให้วัด เพ่ือเป็นทาน และเป็นการให้ของถวาย
ถงึ มือผทู้ ่ีลว่ งลบั ไปแลว้ ได้อยู่ที่กินดใี นภพชาติ พร้อมน้ีได้นาํ อฐั ขิ องผ้ลู ว่ งลับ นําไป
เก็บไว้ท่ีธาตุที่วัด เพื่อให้ลูกหลานกราบไหว้รําลึกถึง ทุกวันปีใหม่ไทย (สงกรานต์)
ตามประเพณีคนอสี านพื้นบา้ น
ประโยชน์การทําบญุ แจกข้าว
ชนชาวอีสานถือเร่ืองความกตัญํูต่อญาติพี่น้องและผู้มีพระคุณ การจัด
งานทําบุญแจกข้าวจึงเป็นการแสดงความกตัญํูต่อผู้ท่ีเสียชีวิตไป เพ่ือให้ดวง
วิญาณของคนเหล่านั้นได้รับบุญกุศลและไปเกิดใหม่ไม่ต้องวนเวียนเพื่อรอรับส่วน
บุญอีกต่อไป การทําบุญในที่น่ีคงไม่ได้หมายถึงเฉพาะการทําบุญแจกข้าวหาผู้
ลว่ งลับเท่าน้ัน หากแตร่ วมถงึ การหยาดนา้ํ การทําสงั ฆทาน การตักบาตร และการ
ให้ทานลกั ษณะอ่ืนๆ
การทําบุญเพ่ืออุทิศส่วนกุศลไปให้ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ เมื่อได้รับแล้วเอา
ไม่ทําอะไรอย่างไร การทําบุญให้ผู้ล่วงลับเป็นการให้แบบทางเดียวด้วยหวังว่าดวง
วิญญาณของผู้ล่วงลับจะได้รับนําไปใช้ประโยชน์ต่อการมีการอยู่ไม่ว่าจะอยู่ไหน
ภพไหน เม่ือไรก็ตามเป็นการรักษาต่อหรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่กับผู้ไปลอง
55
35
คิดดูว่าอะไรจะเกิด ถ้าหากไม่มีร่องรอยหรือกิจกรรมใด ๆ ระหว่างผู้อยู่กับผู้จาก
ไป ขนาดมกี ารนําเอาอัฐขิ องผลู้ ว่ งลบั บรรจุไวใ้ นธาตุ พรอ้ มจารึกชอ่ื ผลู้ ่วงลับพร้อม
วันเดือนปีเกิด ปีที่ล่วงลับไว้แท้ ๆ ลูกหลานและญาติมิตรยังปล่อยทิ้งก็มี ถึงปีถึง
เดือนไม่ต้องถามถึงวันครบรอบปีเกิดปีล่วงลับ ก็ไม่มีความหมายปล่อยธาตุแม่ให้
อยู่อย่างเศร้าหมอง ส่วนธาตุพ่อแม่ของคนอ่ืนเขามีการสรงน้ําทอดมาติกาบังสุกุล
ในเทศกาลสําคัญ การทําบุญให้ดวงวิญญาณเป็นการเตือนผู้อาศัยให้รู้จักการให้ มี
ใจโอบอ้อมอารี ไม่มักได้อย่างเดียวต้องรู้จักให้ ให้โดยไม่หวังผลตอบน้ัน คือ การ
ให้ที่อมตะเป็นนิรันดร์ เป็นการให้ที่บริสุทธิ์สะอาดปราศจากอคติใด ๆ ทําบุญเพื่อ
ส่งป๎จจัยไทยทานให้ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับได้นําไปใช้ในการไปเกิดใหม่ในภพต่อไป
ซ่ึงเหตุผลในส่วนนี้สิบคนก็สิบอย่าง บ้างก็ว่าการไปเกิดเป็นเร่ืองของความดี ของ
แต่ละคนที่ทําไว้ขณะมีชีวิต ทําดีไว้ก็กลายเป็นป๎จจัยเกื้อหนุน ส่งผลให้วิญญาณ
ของผลู้ ว่ งลบั ไดไ้ ปเกิดในภพหน้า หรือภพตอ่ ๆ ไป ทําอะไรไวถ้ า้ เปน็ สิง่ ดงี ามก็ยิ่งดี
มกี ุศลมพี ลงั เกดิ หนนุ ให้ไปสู่สขุ คติดีๆ มีแต่ความสงบสุข ปราศจากเภทภัยอันตราย
ใด ๆ ก็ว่าไปบางคนก็อาจจะคิดแค่เพียงว่า กรรมดีกรรมช่ัวอยู่กับคนอยู่แล้ว เมื่อ
ล่วงลับไปกรรมดีกรรมช่ัวก็ตามไปอยู่กับวิญญาณ การท่ีผู้อยู่เบื้องหลังส่งไปให้ก็
เปน็ การแสดงถึงการมีนํ้าใจ ส่วนบุญกุศลจริง ๆ ผู้เป็นเจ้าของดวงวิญญาณจะต้อง
สร้างหาเอง ผลบุญกุศลจะตามเจ้าของไปทุกหนทุกแห่งตามภพภูมิท่ีได้กระทําไว้
นนั่ เอง
56
36
คาํ ถวายในพิธที าํ บญุ แจกข้าว
***********
หยาดนา้ํ อุทิศให้ผลู้ ว่ งลับ
อิทัง เม เปตานัง ญาตนิ ัง โหตุ
คําแปล
ขอกศุ ลส่วนนี้ จงถงึ ญาตทิ ัง้ หลายของขา้ พเจา้ และผูท้ ่ีลว่ งลบั ไปแลว้
คําถวายปราสาทผงึ้
มะยงั ภนั เต อิมงั สะปะริวารัง มะธุปุบผะปาสาทงั อิมัสมิง วหิ าเร สงั ฆสั สะ โอโณ
ชะยามะ สาธโุ น ภนั เต สงั โฆ อมิ งั สะปะรวิ ารงั
มะธุปุปผะปาสาทัง ปะฏคิ คัณหาตุ อัมหากัญเจวะ ทฆี ะรตั ตงั หติ ายะ สุขายะ
คําแปล
ขา้ แต่พระสงฆผ์ ้เู จรญิ ข้าพเจา้ ทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ปราสาทผึ้งกับท้ังบริวารน้ี
แกพ่ ระสงฆ์ ขอพระสงฆจ์ งรับ ปราสาทผึง้ กับทง้ั บริวารทั้งหลายเหลา่ นี้ เพอ่ื
ประโยชน์ และความสขุ แก่ขา้ พเจา้ ทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ
คาํ ถวายธง
มะยัง ภนั เต อิเมหิ ธะชะปะฏาเกหิ
ระตะนตั ตะยัง อะภิปชู ะยามะ
มะยัง ภันเต ธะชะปะฏาเกหิ ระตะนตั ตะยสั สะ บชู า
อัมหากัง ทฆี ะรัตตัง หิตายะ สุขายะ สงั วัตตะตุ
57
37
คาํ แปล
ขา้ แต่พระภิกษุสงฆผ์ ูเ้ จริญ ข้าพเจ้าทงั้ หลาย ขอบูชาพระรัตนตรัยด้วยธงเหล่าน้ี
ขอการบชู าพระรตั นตรัยด้วยธงของข้าพเจา้ ท้ังหลาย จงเปน็ ไปเพอื่ ประโยชน์ และ
ความสุขแก่ขา้ พเจา้ ทงั้ หาย สนิ้ กาลนานเทอญ
คาํ เวรข้าว เวรของ
คาํ เวรข้าว
อิมัสสมิง ฐาเน อิมานิ ขาทะนยี ะโภชะนยี านิ สะสูปะพะยะ
ยัญชะนานิ สะอุทะกานิ สะผะลานิ สะปูวานิ
สะมะธุระระสานิ สะอณั ฑานิ สะมังสานิ เปตานัง มาตาปติ ุ
อาทินัง ญาตะกานงั โภชนตั ถายะ นิยยาเทมิ
คาํ แปล
ขา้ พเจา้ ขอมอบซง่ึ ของควรเคี้ยวและของควรกนิ ท้ังหลายในที่แห่งน้ี มขี า้ วและ
แกง มีน้าํ มผี ลไม้ มขี นม มีของหวาน มไี ข่ มีเนอื้ เหลา่ นี้ แกญ่ าติทง้ั หลาย มีมารดา
บิดาเปน็ ต้นดว้ ย ผลู้ ว่ งลบั ไปแล้ว
คาํ เวรของ
อิมัสสมิง ฐาเน อมิ านิ ภัณฑานิ สะปะรวิ ารานิ เปตานงั
มาตาปติ ุ อาทีนัง ญาตะกานัง ปริโภชะนะถายะ นิยยาเทมิ
คําแปล
ขา้ พเจา้ ท้งั หลาย ขอมอบส่งิ ของทัง้ หลายเหลา่ น้ี พรอ้ มทง้ั เครอ่ื งบรโิ ภค
ทง้ั หลายเหลา่ น้ี เพอ่ื ใหญ้ าตทิ งั้ หลายหมายมมี ารดาบดิ าเป็นต้น ทีล่ ่วงลับไปแลว้
จะไดใ้ ช้สอย
58
38
ต้นดอกผึง้ หรือปราสาทผง้ึ
จากอดีตจนถึงป๎จจุบัน มนุษย์พยายามเรียนรู้ส่ิงแวดล้อมและความลึกลับ
ซับซ้อนของธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนอยู่เสมอ ซ่ึงชีวิตของผู้คนในอดีต
นั้นขึ้นอยู่กับอิทธิพลของธรรมชาติ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือสิ่งเหนือ
ธรรมชาติ ซ่ึงในบางคร้ังนั้นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทําให้มนุษย์รู้สึกว่ามีความ
กลัว จนคิดว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดจากสิ่งมีอํานาจดลบันดาลให้เป็นเช่นน้ัน
จนทาํ ใหเ้ กิดความเชื่อในเร่ืองอํานาจลึกลับและสิ่งท่ีมองไม่เห็น โดยเฉพาะในเรื่อง
ภูตผีวิญญาณ มนุษย์ในอดีตจึงมีความเช่ือเก่ียวกับเร่ืองภูตผีวิญญาณหรือเทวดา
และเกิดเป็นพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อแสดงความศรัทธาและความยําเกรงต่ออิทธิพล
ความเช่ือนั้น กล่าวคือ ความเชื่อของคนไทยด้ังเดิมเป็นความเช่ือในการนับถือผี
สางเทวดาโดยเช่ือว่ามีอํานาจเหนือคน สามารถดลบันดาลให้ท้ังคุณและโทษแก่
คนได้ ต่อมาชาวไทยได้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ จึงได้นําความเช่ือ
ทางศาสนาน้ีไปปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับจิตใจและสภาพแวดล้อม โดยยังมีความ
เชื่อด้ังเดิมเป็นพื้นฐานอยู่ ดังน้ันความเช่ือจึงเกิดการผสมผสานกลืนกัน ซึ่งความ
เช่ือเหล่าน้ีเป็นบรรทัดฐานที่คนในสังคมในอดีตใช้ควบคุมตนเองและสังคม เพื่อ
การดํารงชีวิตของผู้คนในสังคมจะได้มีความม่ันใจ และปลอดภัยจากอันตรายต่าง
ๆ รวมท้งั สรา้ งเสริมความสวัสดีมงคลแก่คนในสังคมให้มีกําลังใจ และปฏิบัติตนใน
แนวทางที่ดีสืบไป เพราะความเชื่อเป็นการยอมรับสิ่งที่เกิดอยู่ในจิตสํานึกซ่ึง
ก่อให้เกิดความศรัทธาและความม่ันใจ ความเชื่อถือจึงถือเป็นบ่อเกิดของ
ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ เชน่ ประเพณที าํ บุญ ๑๒ เดือน หรือชาวอีสานเรา
เรยี กวา่ ฮตี ๑๒ เปน็ ตน้
ในป๎จจุบัน พิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นหลักฐานท่ีแสดงให้เห็นภูมิป๎ญญาของ
ชาวบ้านในอดีตท่ีปลูกผังพฤติกรรมทางจริยธรรมแก่สังคมโดยอาศัยพิธีกรรมเป็น
ส่ือ กําลังจะสูญหายไปจากสังคมชาวบ้าน เนื่องจากกระแสการเปล่ียนแปลงใน
59
39
ด้านต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในสังคมป๎จจุบัน เช่น การดํารงชีวิตท่ีเปล่ียนแปลงไปตาม
กระแสสังคม การยา้ ยถ่นิ ฐานเพื่อประกอบอาชีพ เป็นต้น จึงทําให้ความสัมพันธ์ใน
ชมุ ชนเปล่ียนแปลงไปดว้ ย และในโอกาสน้ีผู้เขียนเติบโตมาในวิถีชนบทอีสาน ซึ่งมี
ขนบธรรมเนียมประเพณีทําบุญ ๑๒ เดือน หรือ ฮีต ๑๒ คลอง ๑๔ ทําให้ผู้เขียน
ได้มีโอกาสได้ร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ และมีหนึ่งในพิธีกรรมท่ีผู้เขียนมีความสนใจเป็น
อยา่ งย่ิง คอื พิธกี รรมหอผง้ึ หรือต้นดอดเผิ่ง (สําเนียงอีกสาน เผ่ิง) ซึ่งเป็นพิธีกรรม
ของภาคอีสาน ที่เก่ียวข้องกับการร่วมกันอุทิศที่อยู่อาศัยและสิ่งของให้กับดวง
วิญญาณผู้ที่ล่วงลับไปด้วยหวังว่าจะนําไปใช้ในโลกหน้าหรือโลกหลังความตาย
โดยการก่อเกิดพิธีกรรมหอผึ้งหรือหอดอกผ้ึงเป็นการสร้างด้วยแรงศรัทธาและ
ความเช่ือ และเป็นการแสดงออกถึงความห่วงหาอาทรไปสู่ส่ิงที่อาจจะมองไม่เห็น
แต่เป็นความรู้สึกทางจิตใจของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยบริบทของพิธีกรรมน้ีแฝงไป
ด้วยการร่วมมือร่วมใจของคนกลุ่มหน่ึง ที่เช่ือในส่ิงเดียวกันก่อให้เกิดความสมัคร
สมานสามัคคคี วามแน่นแฟ้นขึน้ ในบรบิ ทสงั คมของชาวอสี าน
กล่าวคือ ต้นผ้ึง หรือ ต้นดอกผ้ึง หรือต้นดอกเผิ่ง หรือหอดอกผ้ึง หรือ
ปราสาทผ้ึง เป็นหลักฐานประการหน่ึงซ่ึงแสดงให้เห็นภูมิป๎ญญาของชาวบ้านใน
อดีตท่ีปลูกฝ๎งพฤติกรรมทางจริยธรรมแก่สังคม โดยอาศัยพิธีกรรมเป็นสื่อ แต่เป็น
ที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งท่ีภูมิป๎ญหาส่วนน้ีกําลังจะหายไปจากสังคมชาวบ้าน ซึ่ง
เป็นผลเน่ืองจากการเปลี่ยนแปลงในด้างต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในป๎จจุบัน โดยเฉพาะ
อยา่ งยง่ิ การเปล่ียนแปลงเคร่ืองผูกใจ ท่กี อ่ ใหเ้ กิดความศรัทธา ค่านิยม บุคลิกภาพ
ทศั นคตใิ นทางทจ่ี ะส่งเสรมิ ให้เกิดพฤตกิ รรมทางจริยธรรมรวมท้ังการเปล่ียนแปลง
สิ่งกระตุ้น แรงจูงใจท่ีจะแสดงพฤติกรรมทางจริยธรรม ซ่ึงมีส่วนสําคัญท่ีจะทําให้
การปลกู ฝง๎ ทางจริยธรรมท่อี าศัยพิธกี รรมเป็นสื่อและวิธีการพื้นบ้านอื่น ๆ ต้องสูญ
หายไปท้ังๆ ที่พฤติกรรมท่ีมีจริยธรรมเป็นสิ่งที่จําเป็นอย่างย่ิงในสังคมป๎จจุบัน
60
40
ฉะนั้นในโอกาสน้ีผู้เขียนจะได้นําเร่ืองราวของความเป็นมาของการทํา หอดอกผ้ึง
หรือหอดอกเผ่ิง มากล่าวไวเ้ ปน็ ภมู ปิ ๎ญญานุสรณ์ของคนอสี านสบื ไป
วถิ ีชวี ิตชาวอสี านกบั การเกิดข้นึ ของตน้ ดอกผง้ึ
วิถีชีวติ ชาวอีสานดาํ เนินชีวิตโดยอาศัยการพ่งึ พาธรรมชาติ การทํานาทําไร่ที่
ตอ้ งอาศัยนํ้าฝนจากฟ้า การตากผลผลิตต้องอาศัยความร้อนจากแสงแดด อันเป็น
วิถีเกษตรกรรม ซึ่งบางครั้งฤดูกาลเกิดการผิดแผก ฝนไม่ตกเมื่อยามหน้าฝน เกิด
ความแหง้ แล้งในฤดูหว่านดํา ทําให้เกิดความวิตกกังวลในการดําเนินชีวิต เพ่ือการ
ดํารงชีวิตของผู้คนในสังคมให้มีความอบอุ่น มั่นใจ บรรพบุรุษจึงสร้าง
ขนบธรรมเนียมประเพณีความเช่ือในการเคารพต่อธรรมชาติและสิ่งเหนือ
ธรรมชาติ เช่น บุญบั้งไฟ เป็นการจุดบั้งไฟเพ่ือบูชาพญาแถนบันดาลให้ฝนตกต้อง
ตามฤดูกาล การบูชาตาแฮกหรือพิธีแรกนาขวัญ เพื่อให้ดูแลรักษาไร่นาและให้
ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ การบูชาปู่ตาประจําหมู่บ้าน ซ่ึงเช่ือว่าดวงวิญญาณของ
บรรพบุรุษจะช่วยปกป้องรักษาคุ้มครองหมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข พิธีกรรมหอผึ้ง
หรือหอดอกเผิ่งเป็นพิธีกรรมของภาคอีสาน ท่ีเกี่ยวกับการร่วมกันอุทิศที่อยู่อาศัย
และสิ่งของให้กับดวงวิญญาณผู้ท่ีล่วงลับไปด้วยหวังว่าจะนําไปใช้ในโลกหน้าหรือ
โลกหลังความตาย เป็นต้น จากการสังเกตพิธีกรรมต่าง ๆ ทําให้เห็นว่าประเพณี
และพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ รวมทั้ง
ลูกหลานถึงวิญญาณบรรพบุรุษ ซ่ึงผู้เขียนก็เติบโตในวิถีของสังคมน้ี ทําให้ได้รับ
การซึมซับและบ่มเพราะทางความเช่ือในการเคารพต่อธรรมชาติและบรรพบุรุษ
การรวมกันทาํ หนา้ ทพี่ ิธกี รรมตา่ ง ๆ ทาํ ให้เกิดความปฏิสัมพนั ธ์ในชุมชน ก่อให้เกิด
ความสงบสุขในชุมชนด้วย อิทธิพลจากวิถีชนบทอีสานและวัฒนธรรมประเพณี
ดังกล่าว
61
41
ความเชอ่ื ในการสร้างต้นดอกผึง้
ชาวอีสานมีประเพณีท่ีเกิดจากความเชื่อ ซึ่งก่อเกิดรูปแบบพิธีกรรมต่าง ๆ
อันเกี่ยวเน่ืองกับการสร้างบุญกุศลหรือความสุขในชีวิต ทั้งท่ีเป็นประเพณีส่วน
บุคคล เช่น ประเพณีการสู่ขวัญ ประเพณีการอุปสมบท ประเพณีเก่ียวกับความ
ตาย และประเพณีเก่ียวกับส่วนรวม คือ ฮีตสิบสองหรือประเพณีสิบสองเดือน ซึ่ง
เป็นประเพณีทจี่ ะให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการทําบุญเป็นประจําทุก ๆ เดือน
ของรอบปี ไดแ้ ก่
เดือนอา้ ย บุญเข้ากรรม
เดอื นยี่ บญุ คูนลาน
เดือนสาม บญุ ขา้ วจ่ี
เดอื นสี่ บุญพระเวส
เดอื นหา้ บุญสงกรานต์
เดอื นหก บญุ บ้งั ไฟ
เดือนเจ็ด บุญซาํ ฮะ
เดือนแปด บญุ เข้าพรรษา
เดือนเกา้ บุญข้าวประดบั ดิน
เดอื นสบิ บญุ ขา้ วสาก
เดอื นสบิ เอ็ด บุญออกพรรษา
เดือนสบิ สอง บญุ กฐิน
ประเพณีท่ีชาวอีสานได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจากฮีตสิบสองอย่างหน่ึง คือ
ประเพณีออกพรรษา ซึ่งมีการทําบุญตักบาตรเทโว ฟ๎งเทศน์ ปฏิบัติธรรม จุด
ประทีป ล่องเรอื ไฟ แข่งเรือ และถวายต้นผ้ึง หรือปราสาทผึ้ง ความเชื่อท่ีเกี่ยวกับ
ประเพณีแห่หอผ้ึงมีหลายประการ ซึ่งประยุทธ กุยสาคร ได้รวบรวมเกี่ยวกับ
ความเช่ือที่เกี่ยวข้องกับประเพณีการสร้างปราสาทผ้ึง ได้แก่ แนวความคิดของ
62
42
พระมหาเลศิ พร เพชรเมอื ง ซึ่งอ้างถึงธรรมบท ภาค ๖ เรื่อง ยมกปาฏิหาริย์ตอน
พระพุทธเปิดโลกในวันขึ้น ๑๕ ค่ําเดือน ๑๑ จากเรื่องนี้สรุปได้ว่า การสร้าง
ปราสาทผึ้งเป็นความเช่ือในเร่ือง นรก-สวรรค์ ซ่ึงเชื่อว่าการทําบุญโดยการสร้าง
ปราสาทผึ้ง เม่ือตายไปจะได้เกิดบนสวรรค์ และได้อยู่ในปราสาท ส่วนพระเทพ
วมิ ลเมธไี ดแ้ สดงแนวคดิ ว่า ประเพณีครอบครวั ของชาวอสี าน เมื่อมีการทําบุญแจก
ข้าวถึงผตู้ ายไดม้ ีการสรา้ งตน้ ผึ้งหรือปราสาทผ้ึงถวายพระสงฆ์ด้วย ดังน้ันจึงเชื่อว่า
การทําบญุ โดยการทาํ บุญแก่ผู้ตาย และมหาวารีย์ อินทป๎ญโญ อ้างอิงถึงธรรมบท
ภาค ๖ เรอ่ื ง อสทนิ ทาน (ทานทีไ่ มม่ ที านใดเหมือน) ซ่งึ กล่าวถงึ การแขง่ ขนั ทําบุญ
ถวายทานแก่พระพุทธเจ้าระหว่างชาวพระนครและชาวเมือง ผลปรากฏว่า ชาว
พระนครเป็นฝ่ายชนะ เพราะพระเจ้าป๎สเสนธิโกศล ได้ถวายทาที่เป็นอสทินทาน
และถวายปราสาทผ้งึ ซงึ่ สร้างจําลองจากปราสาทของพระองค์เอง จากเร่ืองน้ีสรุป
ได้ว่า การสร้างปราสาทผึ้งเป็นการทําบุญถวายทานแด่พระพุทธเจ้าน้ันคือถวาย
เป็นพุทธบูชา จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ความเชื่อท่ีเกี่ยวข้องกับ
ประเพณีสร้างปราสาทผึ้ง เป็นความเช่ือท่ีเกี่ยวเนื่องในพระพุทธศาสนาและมี
ความเชอ่ื ทเ่ี ก่ียวเนือ่ งในภตู ผวี ิญญาณแฝงอยู่ด้วย
เรื่องภูตผีวิญญาณเป็นความเช่ือในสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยเชื่อว่าสามารถ
ดลบนั ดาลให้ทง้ั คุณและโทษแกม่ นษุ ยไ์ ด้ ดงั น้ันจึงมีการเซ่นไหว้หรือการอุทิศ เพ่ือ
ปฏบิ ตั ิให้เป็นที่ถูกใจผี และป้องกันผีร้ายมารบกวน ตลอดจนความห่วงใยอาลัยถึง
บรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว เพื่อให้ได้รับประโยชน์แห่งความสุขในโลกหน้า ญาติพี่
น้องจึงนําเส้ือผ้า เครื่องใช้ต่าง ๆ และนําอาหารไปวางไว้ที่หลุมฝ๎งศพ เพื่อผีจะได้
ใช้กิน เพราะคิดว่าผีก็เหมือนกับคน ต้องใช้สิ่งของและต้องกินอาหารเช่นเดียวกับ
คน
63
43
ความเช่ือในเร่ืองการเซ่นไหว้หรือการอุทิศน้ีมีในทุกกลุ่มชน พระยาอนุมาน
ราชธนได้กล่าวถึงการเซ่นไหว้หรือการอุทิศของชนชาติต่าง ๆ เช่น ในประเทศ
อินเดีย มีพิธีสตี โดยให้ภรรยาโดดเข้ากองไฟตายตามสามีเพ่ือรับใช้ปรนนิบัติสามี
ในเมืองผีหรือโลกหน้า ในประเทศจีน เม่ือพระมหากษัตริย์สวรรคตลง เหล่าข้า
ทาสบริวารจะต้องถูกนําไปฝ๎งท้ังเป็นร่วมกับองค์พระมหากษัตริย์เพื่อให้ดวง
วิญญาณของเหล่าข้าทาสบริวาร นั้นได้ตามไปรับใช้พระมหากษัตริย์ในโลกหลัง
ความตายต่อไป ความเช่ือในการบรรจุวัตถุส่ิงของเครื่องใช้ไปกับศพผู้ตาย รวมทั้ง
การฆ่าข้าทาสบริวาร และฆ่าสัตว์พาหนะต่าง ๆ ให้ตายตกตามไปกับเจ้านายนั้น
เคยมีปรากฏในชุมชนโบราณในอดีตหลายแห่ง แต่ต่อมาภายหลังคงเหลือแต่เพียง
การบรรจุวัตถุสิ่งของเคร่ืองใช้อุทิศไปให้ผู้ตายไปเท่าน้ัน ด้วยเชื่อว่าให้ผู้ตาย
นําไปใช้ในโลกหลังความตาย รวมทั้งการสร้างท่ีอยู่อาศัยให้แก่วิญญาณท่ีล่วงลับ
ไปในลักษณะของอาคาร บ้านจําลอง หรือศาล ตามความเชื่อ ท่ีว่าให้เป็นบ้านที่
อยู่อาศัยของชีวิตหลังความตายด้วย เช่น ในพิธีพลีดวงวิญญาณ หรือพิธีกงเต็ก
ของชาวจีน ที่มีการทําเป็นหุ่น สิ่งของ เคร่ืองใช้ต่าง ๆ ให้เป็นรูปสมมติ เช่น การ
ทําหนุ่ คนใช้เสอ้ื ผ้า รถยนต์ และห่นุ บ้านเรือน โดยตอนแรกทาํ เป็นหุ่นตุ๊กตาดินเผา
แต่ต่อมาภายหลังได้ทําเป็นหุ่นกระดาษ เพ่ืออุทิศให้วิญญาณผู้ตายได้นําไปใช้ใน
โลกหลังความตาย
จะเห็นได้ว่า ความเช่ือที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเก่ียวพันกับศาสนาและสิ่งท่ี
มองไม่เห็น และประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ เหล่าน้ีก็เป็นบรรทัดฐานที่คนใน
สงั คมบรรพกาลใชค้ วบคุมตนเองและสังคม เพื่อการดํารงชีวิตของผู้คนในสังคมให้
มีความอบอุ่น มั่นใจ ปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ รวมทั้งสร้างเสริมความสวัสดี
มงคลแก่คนในสังคมให้มีกําลังใจ ปฏิบัติตนในแนวทางท่ีดีงามสืบไป ดังน้ันความ
เช่ือความเชื่อจึงเป็นบ่อเกิดของขนบธรรมเนียมประเพณี เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาส
ร่วมพิธกี รรมดังกลา่ วและได้สืบค้นข้อมูลพิธีกรรมและประเพณีแล้ว ผู้เขียนรู้สึกถึง
64
44
กุศโลบายที่บรรพบุรุษสร้างไว้ เกี่ยวกับจริยธรรมและการอยู่ร่วมกัน การระลึกถึง
กัน การสง่ ต่อความหว่ งหาอาทรต่อกัน ทาํ ให้เห็นท่เี ราทา่ นท้ังหลายตอ้ งร่วมมือกัน
ท่ีจะรกั ษาพิธกี รรมเหลา่ นไี้ ว้ เพอื่ สบื ทอดประเพณีอันเป็นการสร้างความแน่นแฟ้น
ให้เกิดขึ้นในสังคมชาวอสี านน้ตี อ่ ไป
พัฒนาการของต้นดอกผ้งึ
๑. ยคุ ตน้ ผ้งึ -หอผง้ึ
ชาวอีสานในบางท้องถ่ินท่ีเชื่อกันว่า การทําต้นผึ้ง ทําเพื่อเป็นพุทธบูชาให้
กุศลแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ดังน้ันเมื่อมีญาติพ่ีน้อง เพ่ือนฝูงในหมู่บ้านถึงแก่วายชนม์
ลงจงึ พากันไปชว่ ยงานศพ (งานเฮอื นดี) เทา่ ทจ่ี ะช่วยงานได้ ดงั มคี ํากล่าวว่า
“ผู้หญิงห่อข้าวต้ม ตัดตอก บีบข้าวปุ้น ผู้ชายหักหอผ้ึง” คําว่า หักหอผ้ึง
ก็คือ การหักตอกต้นผ้ึงน้ันเอง กล่าวกันว่าในการไปช่วยงานศพ หรืองานบุญแจก
ขา้ วน้นั ผูช้ ายจะต้องนาํ พรา้ ติดตวั มาดว้ ย ท้งั นเี้ พราะใช้ทํางานทุกอย่างนับแต่ ถาก
ไมต้ ดั ฟนื และจักตอกทําตน้ ผง้ึ หอผงึ้
ต้นผ้งึ ทาํ จากตน้ กลว้ ยขนาดเลก็ ตัดให้ยาวพอสมควร แต่งลําต้นก้านทําขา
หย่ังสมขาให้ยึดต้นกล้วยเข้าไว้เพื่อตั้งใจ จากน้ันจะนําขี้ผึ้งมาเคี่ยวให้หลอมเหลว
เพ่ือใส่ลงในแม่พิมพ์แม่พิมพ์ทําจากผลไม้ เช่น ผลสิมลี (สิมพี ส้มพอดี โพธิสะเล)
นอกจากนี้ยังใช้ผลมะละกอขนาดเล็กคว้านภายในแต่งให้เป็นดอกเป็นแฉกตาม
ต้องการ จากน้ันก็นํามาพิมพ์จุ่มขี้ผึ้งแล้วยกขึ้น นําไปแช่นํ้า ขี้ผึ้งจะหลุดออกจาก
พิมพ์เป็นดอกดวงตามแบบแม่พิมพ์ ก่อนนําดอกผ้ึงไปติดท่ีก้านกล้วย ต้นกล้วย
ช่างทําต้นผึ้งจะหั่นหัวขม้ินให้เป็นแว่นกลมใช้ไม้กลัดเสียบแว่นขม้ินรองดอกผึ้ง
เพอ่ื มใิ ห้ดอกผึ้งอ่อนตวั จนเสียรปู ทรง
การทาํ ตน้ ผึ้ง จะทําให้เสร็จก่อนวันเก็บอัฐิธาตุผู้ล่วงลับ ในวันเก็บอัฐิ ญาติ
พี่น้องจะนําต้นผึ้งไปด้วย หลังจากใช้ก้านกล้วยคีบอัฐิมาทําเป็นรูปคนกลับธาตุ
กจ็ ะนําตน้ ผง้ึ มาวางท่ีกองอฐั ิ
65
45
คาํ ถวายพรผา้
โอกาสา โอกาสา ฝูงข้าทั้งหลาย ท้ังนรหญิงชายน้อยใหญ่ ท้ัง ข่อย ข่า หมู่
ทาสี ทาสา ท้ังกุมารา กุมารี ฝูงเศรษฐีและทวยข่า ทุกถ้วนหน้าหมู่เสนา เอากัน
มาตกแต่ง แพงๆ พร้อมทุกพาย ยายกันมาพําพร้อม อนุโมทะนา ซึ่งทานปาระมี
ไมตรียอดแก้ว อันสร้างแก้วแต่ภายหลัง ฝูงข่าท้ังหลาย หมายเห็นพระตนแก้ว
ซ่ึงว่าอริยะเมตตรัยโย โพธิสัตเจ้า จักมาเล้ียงลัดตัดสัพพัญํู เป็นครูแก่สี่ทวีป
จึงพร้อมกันฮีบสร้าง ก่อกระทําบุญมหากฐิน อันมีพ่อแม่พร้อมท้ังบุตรธิดา
คณาญาติท้ังหลาย เป็นเค้าเป็นเจ้าภาพ ศรัทธาจึงได้พร้อมกัน หาเงินตราอันขาว
ผอ่ ง หาไดค้ ล่องศรทั ธาไทย สะสมไปทานทอด เพื่อใหถ้ งึ ยอดแกว้ นีระพาน ฝูงผู้ข่า
ท้ังหลาย จึงพร้อมกัน ไปซ้ือผ้าเทศมาแต่นําจีน เป็นผ้าผืนเหลืองงามได้ขนาด
ตัดวาดไว้ให้เป็นตา ดิษจะนาคาดแคล้ว จากกล่าวต้านแล้วถูกหูหะฤทัย โกสัยยัง
ทันที เหลืองก็เหลืองงามดีใสส่อง เป็นดังแก้วมุกส่องใสแสง เป็นของแพงล้ําค่า
ตามพุทธานุญาติ คือกับแบบพระสุตตะ ท่านเจ้าวางไว้แต่เดิม ฝูงข่าท้ังหลาย
จึงพร้อมกันมาพับจีบ แล้วใส่ขันเพ่ือจักให้เป็นผ้า แล้วใส่ขันเพื่อจักให้เป็นผ้า
กฐินทานผืนประเสริฐ เหมือนจักเกิดมาแต่เมืองสวรรค์ ชั้นฟ้าตาวะติงสา มีท้ังวัด
ติงสา เข็มป๎ตโตเต็มมาตร มีทั้งสาดแขบ พร้อมหมอนกลม ท้ังบันทมและเม็งอาจ
หมอนเทา้ อาจทานมังงี ทัง้ คัมภรีย์คาดลาย เคือตาข่ายแก้ว ตาบัติแผ้วด้วยไม้แก่น
คันงา ทั้งทันตาและไม้เท้า พร้อมกันเข้ามาทาน หมากเบ็งงานเป็นคู่ดูอาจ
มีท้ังสาดเส่ือ พร้อมมีดขวัญ เก่ียวสิ่วชีหมอน เข็มน้อยห้อยดูดี สอดํามีด้ามเขียน
เบี่ยง สไบ ไห อู่ ครุ ต่า หม้อ หวด พร้อมบ่วงจอง พาพานทองและกล่องข้าว
น้ําเต้าและคัมที เง่ียวหน่วยดีถ้วยเทียบ บ่วงใส่เลียบเทียบมา ตามทาสีทาสาพาย
นอกมที ้ังขันหมากพรอ้ มทองแดง ประสงค์แปรงมาแต่เมืองห่อ หน่างืดง้ออัศจรรย์
มีท้ังคันํู พร้อมท้ังคราด เศวตฉัตรพาดผ่านตะวัน ฝูงข่าทั้งหลายนํามาถวาย แก่
พระมหาเถระเจ้าตนองอาจ ผู้ฉลาดด้วยป๎ญญา ทั้งสองตาแลหลิงหลํา สองฝ่าย
66
46
แกมแปกผิวคํา ตาลํานําเฮฮ่อน ผ้าไตรน้ีเหมือนดังขนนกกา ระเวกอ่อนแกมผิวคํา
นํามาเชยชมดอก มีทั้งขุนเยื้อยอกเย่ียว นางมังกรรุมเกี้ยวนาค ผืนประเสริฐ
พระตนเจา้ องค์ไดไ๋ ดบ้ รโิ ภค ขอใหห้ ายโศกเศร้าโสกา มีทั้งภาชนะเครื่องครัว ฝูงได๋
ได้ไปหาหลัวหาฟืน และตักน้ํา ผู้ได๋ได๋ได้ไปฝ๎ดข้าวและยํ้ามอง ฝูงได๋ได้มาโมทะนา
และนบไหว้ บางพ่องได๋ต้ังเคร่ืองไหว้บูชา ฝูงได๋ได้เดินไปเดิมมายอย่ืน มือสิบ
น้ิวย้ืนยอมือ บางพ่องได้ใช้ผู้อ่ืนตางตน ฝูงได๋ได้แห่ข้างหลัง และได้แห่ข้างหน้า
ขอให้ฝงู ข่าทั้งหลาย ถึงซง่ึ ยอดแก้วปรินพิ พาน ทกุ ตนทุกคนกข็ า้ เทอญ
คําประกาศอัญเชญิ เทวดา
สุณันตุ โภนโต เย เทวา สังฆา ดูราเทพดาเจ้าท้ังหลาย ภายบนมีพระยา
อินทราธิป๎ตติราชเจ้า เป็นเค้าเป็นประธาน กับทั้งโสระสะมะหาพรหม ตนทะนง
วิมานลือเดช พระอาทิตย์เจ้าตนวิเศษใสแสง พระจันทร์จรทแยงพ้นพุ่ง ตนมีรัสมี
เฮืองฮ่งุ เวหา พระราหอู สุรนิ ทาตนมืดฟา้ มงุ มืดหน้าทั่วเวหนตนทะรงวิมานผาสาท
ในอาการกบั ท้ังท้าวจตุโลกบาล สถิตในวิมานท้ังส่ี คือ ท้าวธัตตะรัฏฐะ ท้าววิรุฬหะกะ
ท้าววิรูป๎กขา ท้าวกุเวรุราช เจ้าเป็นเค้าเป็นเหง้าแก่เทพพะดาเจ้าทั้งหลาย อัน
ยายยังอยู่ คู่ภูเขาสัตตะบัวระพัน จึงพร้อมมันมาถวายบาตร กับท้ังพยานาคราช
เพื่อนฝ๎่งนะทีหลวง ปวงกุมภัณฑ์แลหลิงตํ่า ถ้วนพร้อมพร่อจักขุวิญญาณตนทะรง
วมิ าณเยี่ยมพ่อ กบั ท้ังพระยายามะราชเจา้ ตนห่อคะดี นางธอระณีนอนแนบนํ้า ท่ัว
ทุกก้าํ นางนอ้ ยเมขลา อนั รักษาในมนษุ ย์สดุ าแห่งหอ้ งเมือง คนในวงั มนและย่านน้ํา
ทุกเถ่ือนถํ้าหินผา ในไพรหนาย่านกว้าง ข่วงเขตพื้นแผ่นปฐพี โบกขะระณีและ
หย่อมหญ้า ทุกแหล่งหล้ามะหานิโครธโพธ์ิศรี ท้ังเจดีย์แก้วกู่ตนสถิตอยู่ประเทศ
ราชทะธานี ในเมืองทะบุรีศรีล้านช้าง ลวงกว้างและลวงฮี ไต้ล้ีผีเหนือผาไดผาด่าง
กํา้ ฝา่ ยซา้ ยกรุงศรีอโยธะยา กํา้ ฝ่ายขวาแดนแกว้ เปน็ เขต ตนอย่ปู ระเทศหอ้ งอาณา
จึงขอเชิญเทพพะดาเจา้ ทงั้ หลาย หมายมีตน้ วา่ สรา้ งสองหนองสามฮามส่ี ห้านาค
67
47
ครุฑ มนุษย์กุมภัณฑ์ ครรธัพ พะยักษ์อารักษ์ขา กับทั้งเทพพะดาเจ้า ตนอยู่รักษา
พระธาตุพระนมบรมเจดีย์ศรีสถานหลวงเป็นเค้า บัดนี้ฝูงข้าท้ังหลาย ขออัญเชิญ
เทพแก่นไท้ ในหม่ืนโลกกะธาตุจักวาล ขอจงเสด็จลงมาชุมนุมกันในสถานขงเขต
เพอื่ ความเปน็ สิรมิ งคลในการทําบุญ (กฐนิ ...............................................................
....................................ของคณุ ........................................................และคณะญาติ
ทั้งหลาย ณ ศาลาโรงธรรมท่ีน่ีขอให้สําเร็จ ความปรารถนาแก่ข้าพระเจ้าท้ังหลาย
ทุกตนทุกองคก์ ็ขา้ เทอญฯ
ประเพณีอีสาน
พบเห็นพระองคอ์ าศัยเหตนุ ี้ ประชาชนจึงพากันเอาบุญมหาชาตเิ ปน็ บญุ ประจาํ ปี
วิธีทํา วัดใดจะทําบุญพระเวส พระสงฆ์จัดแบ่งหนังสือออกเป็นกัณฑ์ กะให้
พอดีกับจํานวนพระเณรในวัด และจํานวนพระที่นิมนต์มาจากวัดต่าง ๆ ครั้นแบ่ง
หนังสือแล้วก็แบ่งเรือน ท่ีจะรับกัณฑ์เทศน์และรับพระภิกษุ พร้อมท้ังญาติโยมที่
จะมาในงาน แลว้ ใหเ้ จ้าศรทั ธานําหนงั สือไปใส่ การไปใส่หนงั สอื มสี ลากนิมนต์
สลากนิมนต์ เขียนตัวธรรมใส่ในลานหรือกระดาษว่าวุฒิธรรมคําฝูงข้า
ท้ังหลาย ภายในมีอาชญาธรรมเป็นเค้าภายนอกมีอาชญาสิทธิ์เป็นประธาน ได้
พรอ้ มกันจัดให้มีการทําบุญมหาชาติ ขึ้นที่......................ใน..............................ค่ํา
เดือน...................เปน็ วนั โฮม มีการบวชนาคและหดสรง วัน.................ค่ํา เป็นวัน
แสดงธรรมขอนิมนต์อาชญาธรรมไปเทศนา โปรดออกตนญาติโยมและบอกญาติ
โยมและเม่อื บอกเอนิ้ ปา่ วญาตโิ ยมบ้านน้ี ไปทําบุญดว้ ยกันเทอญ
เอาสลากน้ีกับหนังสือเทศน์ไปนิมนต์พระสงฆ์ถึงวันงานท่านจะพาญาติโยม
ของท่านมา การต้อนรับและเลี้ยงดูพระสงฆ์และญาติโยมที่มาในงาน เป็นหน้าที่
ของเจ้าศรัทธาท่ีไปนิมนต์ ถ้ากุฏิวิหารไม่พอ ก็จัดปลูกปะรําในลานวัดแบ่งกันเป็น
ท่ที ่ี
68
48
เมื่อถึงวันรวม ญาติโยมภายในบ้านจะมารวมกันที่ศาลาโรงธรรม
เพื่อจัดเตรียมเคร่ืองสักการะ มีข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียนทุง อย่างละพัน ทุงใหญ่
๘ อัน ป๎กไว้ในทิศทั้ง ๘ รอบศาลาโรงธรรม ตั้งหม้อนํ้ามนต์ ๔ หม้อ แล้วปลูกหอ
อุปคตุ ขึ้นทางทิศตะวนั ออกศาลาโรงธรรม
หอพระอุปคุต พอพระอุปคุตน้ันใช้เสารไม้ไผ่ ๔ เสาปลูกให้สูงเพียงตา
เอาฝาขัดแตะแอ้ม ๓ ด้าน เอาบาตร ร่ม กระโถน กาน้ํา จีวร ไม้เท้าเหล็กใส่ไว้ใน
หอ เวลาบ่าย ๓ โมง จัดเครื่องสักการะไปเชิญเอาพระอุปคุตมาอยู่หอ สมมุติว่า
ท่านอาศยั อย่แู ม่นํา้ ห้วยหนอง หรือท่ีใดที่หนงึ่ ใกล้กับท่ีน้ัน
มูลเหตขุ องพระอุปคตุ เร่ืองเดิมมีว่า พระอุปคุตเป็นพระเถระผู้มีฤทธิ์
นิรมิตกุฏิกลางแม่นํ้ามหาสมุทรครั้งพระเจ้าอโศกมหาราชรวบรวมพระบรมธาตุ
ของพระพุทธเจ้าจากท่ีต่าง ๆ มาบรรจุไว้ในสถูปท่ีพระองค์สร้างใหม่ เสร็จแล้วจะ
ทําการฉลอง จงึ ทรงปริวิตกถึงมารผ้เู คยเป็นศัตรูคู่เวรของพระพุทธเจ้า จึงรับส่ังให้
ไปนิมนต์พระอุปคุตมาในพิธี เมื่อมารรู้ว่าพระเจ้าอโศกจะฉลองเจดีย์ ก็มาแสดง
อิทธฤิ ทธโิ์ ตต้ อบกบั พระเถระ คร้ังสุดท้ายพระเถระนิรมิตหนังสุนัขเน่าผูกแขวนคอ
มารไว้ให้มารแก้และให้ผู้มีฤทธ์ิช่วยแก้ก็แก้ไม่ได้ มารจึงยอมพระเถระจึงแก้หนัง
สุนัขเน่าออกแล้วให้เอาตัวไปกักไว้บนยอดเขา การฉลองเจดีย์ของพระเจ้าอโศก
จึงปลอดภัย อาศัยเหตุน้ีในงานบุญพระเวสทุกงาน จึงนิยมเชิญพระอุปคุตมาเพื่อ
ปอ้ งกนั ภัยจากมาร
คําเช้ือเชิญพระอุปคุต โอกาสะ โอกาสะ ฝูงข้าทั้งหลายภายในมีพระสงฆ์
เป็นเค้า ภายนอกมีออกตนเป็นเค้าเป็นประธาน พากันจัดเคร่ืองสักการะมาขาบ
ไหว้แก่ยอดไท้อุปคุตเถระตนมีฤทธีองอาจ นิรมิตผาสารทแก้วกุฏีกลางนัททีแม่น้ํา
ใหญม่ กั ใครด่ ว้ ยพรหมจารี อยู่สขุ ีบ่โศกเศร้า บัดน้ีฝูงข้าพเจ้าท้ังหลาย พร้อมกันฟ๎ง
ยงั พระเวส ในขวงเขตอาฮาม ขออัญเชิญเจา้ กูตนทงคุณคามมาก เป็นอาจแพแ้ ก่ผี
69
49
ในจักรวาลขอจงไปผาบมารทัง ๕ อันจะมาเบียดเบียนฝูงข้าทั้งหลายให้หลายโภย
ภยั อนั ตราทกุ สาํ่ พร้อมพร่ําถ้วนทุกประการก็ข้าเทอญ
พอว่าคําเชื้อเชิญจบแล้ว ก็ตีฆ้องร้องป่าวถือ บาตร ไตรจีวรแห่มาเวียนหอ
๓ รอบ แล้วเอาส่ิงของวางในหอเวลาเพลและจังหัน จัดหาอาหารคาวหวานไปไว้
ในพอด้วย ตอ่ ไปก็เตรยี มการไปแหพ่ ระเวส
พิธีแห่พระเวสเข้าเมือง เม่ือได้เวลา ๔ โมงเศษ ทางวัดจะตีกลองโฮม
พระสงฆ์ และญาติโยมจะไปรวมกันที่วัดจัดเอาฆ้อง กลอง และธรรมาสน์พร้อม
ด้วยพระพุทธรูปแห่ไป ณ ชายป่าใกล้บ้าน ซ่ึงเป็นป่าท่ีมีดอกไม้ เม่ือไปถึงแล้วต่าง
คนตา่ งเก็บเอาดอกไมม้ า หัวหน้าพาไหว้พระรับศีลและฟ๎งเทศน์ การเทศน์ในพิธีนี้
เทศน์เชิญพระเวสสันดรเข้าเมือง จบแล้วก็แห่แหนตีฆ้องกลองหามพระพุทธรูป
และพระสงฆ์ออกก่อน กระบวนแห่ดูเป็นการสนุกครึกคร้ืนมากเม่ือมาถึงศาลาโรง
ธรรมกแ็ หร่ อบ ๓ คร้งั แลว้ นําดอกไมไ้ ปบูชาวางไว้ขา้ งธรรมาสน์
พิธีลงวัด พอกินแลงแล้ว ทางวัดจะตีกองโฮมตอนนี้พระสงฆ์และญาติโยม
มาลงวนั ประชมุ ทําวัตรสวดมนต์ ฟ๎งเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสน ฉลองพระเวสปิด
รายการด้วยนิมนต์พระเสียงดีให้เทศน์มะที ดูเป็นการเบิกบานสําราญใจ เพราะ
ชายหน่มุ หญิงสาวผเู้ ฒ่าผู้แก่ทม่ี าในงานน้ีท้ังหมด จะมารวมกันในสถานท่ีน้ี เม่ือได้
เวลากก็ ลับบ้านไปพกั ผ่อน
พิธีแห่ข้าวพันก้อน ข้าวเหนียวที่ป้๎นเป็นก้อนเล็ก ๆ ทําเสียบไม้ กะให้ได้
๑,๐๐๐ ก้อน เพื่อเอาบูชาคาถาพัน เรียกว่า ข้าวพันก้อน เมื่อได้เวลาตีส่ี ก็จัดการ
แหข่ ้าวพนั กอ้ น
คําบูชาข้าวพันก้อน การแห่ข้าวพันก้อน แห่รอบศาลาโรงธรรม มีหัวหน้า
ว่าคาํ บูชา พวกลูกน้องว่าตาม นะโม นะไม จอมไตรปิฎก ยกออกมาเทศนาธรรม
หมากเบ็งงามสะพาส ข้าวพันก้อนอาชญ์บูชา ชาเอามาสามดวงยอดแก้ว
70
50
ข้าไหว้แลว้ ถวายอาชญ์บชู า สาธุ ว่าแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบ ๓ รอบ แล้วขึ้นไป
บนศาลาโรงธรรม
ตอนนี้ญาติโยมพากันทําวัตรเช้า อาราธนาศีล อาราธนาเทศน์ สําหรับ
อาราธนาเทศน์น้ี โบราณมีการอาราธนาเทศน์พระเวสโดยเฉพาะ เพราะการ
ทาํ บุญพระเวส ถือเปน็ ประเพณที ีส่ ําคัญยิง่
คําอาราธนาพระเวส สุณันตุ โภนโต เย เทวาสัง ดูราเพทยดาเจ้าท้ังหลาย
อันยายยงั อยู่ ทกุ หมู่ไม้ไพรพนา ทกุ เหวฮอ่ มฮาวปา่ ทกุ ประเทศท่าฮาวเขา ทกุ แถว
เถาหรือถ้ํา ทุกท่าน้ําและวังปลา พรรณนาฝูงเผดและผีอันท่ีโหดฮ้ายโทสะ
จงให้เจ้าทั้งหลายปะละเสียยังใจอันเป็นบาปให้ค่อยโสภาพเงี่ยงโสตฟ๎งธรรม เดา
ดาจําจื่อไว้ ประทีปใต้ส่องตามทาง ฝูงหมู่เทวดาทั้งหลาย อันรักษาวัดวาและ
ประเทศทางเขตใต้ฮอดหล่ีผีทางเหนือมีผาไต้ต่าง ทางข้างซ้ายกรุงศรีอยุธยา
ทางฝา่ ยเหนอื มีแดนเป็นเขต ทกุ ประเทศต้าวอย่หู อ้ งประสุธา กับทังนางธรณีจําจื่อ
นํ้า เป็นผูค้ าํ้ ฝูงหม่ปู าณา ฝูงเทวดาเจ้าทังหลาย ภายบนมีพระอินทรพญาพรหมจง
ลงมาโมทนาซึ่งธรรมอันฝูงข้าทั้งหลาย (ภายในมีสมเด็จมหาราชครูเป็นเค้า
ภายนอกมีมหาราชตนเป็นอาชญ์ในเมืองแก้วราชอุบล กับทั้งกัลยาเมียม่ิงลูกแก้ว
ก่ิงชายา กับทังราชปิตามารดาพ่อแม่ เฒ่าแก่พร้อมกันมาทังราชาแลอุปฮาต ทัง
นักปราชญ์และอาจารย์ เนคมา ชาวนิคมบ้านนอก อันอยู่ขงขอกเมืองแก้วราช
อุบล) ชวนกันมาพร้อมแพ่ง แต่งเครื่องไหว้บูชา สหัสสาหลายมีมาก ดอกอุบล
หลากพอพัน บัวแดงบานไขกาบ ดอกผักตบอาจเขียวนิล ดอกกลางของหลายบ่
น้อย พนั หนง่ึ ค่อยขนขวาย ช่อทงุ ยายสะพาส ข้าวพันก้อน อาชญ์บูชา
บดั น้ี ขา้ จกั แจกคาถาเวสสันดรชาดกเป็นคาถาพัน สจิ ดั แบง่ เป็นกัณฑ์ ได้สิบ
สามกัณฑ์ พรรณนาในทศพรกัณฑ์เป็นเค้า มีสิบเก้าคาถา ข้าจักแบ่งบูชาแลส่ิงแล
สิบเก้า บูชากัณฑ์เค้าช่ือทศพร หิมพานกัณฑ์ถ้วนสองมีคาถาฮ้อยสามสิบสี่คาถา
เครื่องบูชาถวายไท้ ทานขันธ์กัณฑ์ถ้วนสาม มีคาถาหลายสองฮ้อยเก้า ยอเคร่ือง
71
51
ฮ้อยบูชา วนัปปเวสกัณฑ์ถ้วนสี่ มีห้าสิบเจ็ดคาถา เครื่องบูชาแบ่งไว้ บูชากัณฑ์
ถ้วนห้า มีเจ็บสิบเก้าคาคา เครื่องบูชาบ่ขาดบ่ตก จุลพนกัณฑ์ท่ีถ้วนหก มีสามสิบ
ห้าคาถา เคร่อื งบชู าจัดแต่งไว้ มหาพนกัณฑ์ถ้วนเจ็ดมีแปดสิบคาถาเครื่องบูชามีไว้
กุมารกัณฑ์ถ้วนแปดมีฮ้อยหน่ึงคาถาเครื่องบูชามีไว้ครบถ้วน มัทรีกัณฑ์ถ้วนเก้ามี
เกา้ สบิ คาถาเครื่องบูชาแบ่งไว้ซูอัน สักบรรพ์กัณฑ์ถ้วนสิบ มีส่ีสิบสามคาถา เคร่ือง
บูชาตกแต่งไว้ มหาราชกัณฑ์ถ้วนสิบเอ็ดมีหกสิบเก้าคาถาเคร่ืองบูชาสะพาสงามดี
ฉขัตตีย์กัณฑ์ถ้วยสิบสองมีสามสิบหกคาถา เคร่ืองบูชาบ่น้อย นครกัณฑ์ถ้วนสิบ
สาม มีสี่สิบเก้าคาถา เคร่ืองบูชาแต่งถ้วนมีครบล้วนยอถวาย คาถาทังหลาย
รวมกัน สหัสสังได้พอพันครบถ้วน แต่งเครื่องล้วนบูชา แล้วจึงเชิญงดาทุกเพศ ให้
มาฟ๎งเทศนา บัดนี้ฝูงข้าทังหลายขออาราธนาพระเจ้าผู้วิเศษขึ้นเทศนาเร่ืองมหา
เวสชาดก อันพระธรรมสังคาหกาจารย์เจ้ายกมาเทศนาว่า อาทิกัลป์ยานัง มัชเฌ
กัลป์ยานัง ปริโส สาสะกัลยาณัง สาตถัง สพยัญ ชนัง เกวลปริปุณณัง ปริสุทธัง
พรหมจริยัง ปกาเสถโนโอกาสะ อาราธนังกโรม
การอาราธนาเทศน์พระเวสนั้น ถ้าไม่ต้องการยาวจะตัดบทส้ัน ๆ ก็ได้ขึ้นตรง
อาทิกัลยาณังฯ อาราธนัง กโรม เท่าน้ีก็ได้แล้วพระสงฆ์ท่านจะเร่ิมเทศน์สังกาส
คือ พรรณนาอายกุ าลของพระพุทธศาสนาเริ่มแต่ต้นไปจนถึงอันตรธาน การเทศน์
พระเวสไม่มีเวลาพักในระหว่างแม้จะเป็นเวลาฉันเช้าฉันเพลก็เทศน์ไปเร่ือย ๆ
จวนจะถึงเวลาเพล ญาติโยมจะจัดกัณฑ์เทศน์คนละกัณฑ์ออกมารวมกันท่ีวัด แล้ว
แห่รอบศาลาโรงธรรมนําไปถวายพระเณรท่ีตนนิมนต์มา เวลาบ่ายโมงจะมีบ้าน
ใกล้เคียงแห่กัณฑ์หลอนมาถ้าถูกองค์ใดเทศน์ จะถวายองค์น้ันการเทศน์จะไปจบ
เอาอย่างชา้ เวลา ๔ ทมุ่ เมื่อจบแลว้ จดั ขนั ดอกไม้ว่าคาํ ขอขมาโทษ
72
52
คําขอขมาโทษ โอกาสะ โอกาสะ ฝูงข้าทังหลาย ทังหญิงชายแลนงท่าว ฝูง
บ่าวและฝูงสาว ทังลุงอาวและพ่อแม่ เฒ่าแก่และลุงตา ทังท้าวพญาเสนาแล
อาํ มาตย์ ทังนักปราชญ์แลปุโรหิต ทังบัณฑิตแลชาวเมือง มีศรัทธาเฮืองพรํ่าพร้อม
ใจอ่อนน้อมในธรรม บางพ่อมีเงินคําตามแต่ได้ บางพ่องมีดอกไม้แลผึ้งเทียน ใจ
เสถียรชมชื่น ยอยื่นพร้อมกันมา มีคิลาน์และเหม้ียงหมาก หลายหลากพร้อม
อาหาร มีของหวานเป็นเค้า คือว่าเข้าต้มเข้าหนม เข้ามธุปายาสเข้าปาดแลเข้ามัน
สัพพะสันป้ิงจี่ หมกหมกหม่ีแกมแกง เป็นของแพงอันประณีตแซบซ้อยซีดเพิงใจ
ตามใจใสตกแต่ง พร้อมกันแล้วจึงนํามา ถวายเคนแจกแก่พระแก้วเจ้าทังสาม ใน
อาฮามขว่ งเขตถวายเจ้ากตู นวิเศษก็หากแลว้ บรบวรณ์
บัดน้ีฝูงข้าทังหลาย ประมวลมายังเครื่องบูชา ประการ คือบูชาภายใน
และภายนอก ภายในคือจิตใจทั้งห้า ภายนอกคือข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน
ฝูงข้าทั้งหลายจัดแจงมาเลียนตั้งไว้เซิ่งหน้า แล้วอธิฐานให้เป็นห้าโกฐานปฐมโก
ฐานหน่ึงน้ัน ฝูงข้าทังหลายขอถวายบูชาแก่พระสัญพัญํูเจ้า ตนเป็นเค้าโผดสัตว์
เนืองนองโกฐาสอันสองขอถวายสมมา บูชาพระนวโลกุตรธรรมเจ้าเก้างาม
โกฐาสอันถ้วนสามขอถวายสมมาบูชาแก่พระอริยะสงฆ์ อันทะรงศิลาอันถ้วนถี่
โกฐานสอันถ้วนสี่ ขอถวายสมมาบูชาแก่พระสถูปฮูปพระพุทธเจ้าแลเจดีย์
ท้ังพระมหาโพธิอันอยู่ในหม่ืนโยชน์ชมภู ดูตระการงามในมหาแหล่งหล้า โกฐาส
อันถ้วนห้าขอถวายสมมาบูชาแก่เทพเทวดาพญาอินพญาหรหม พญายมบาลท้าย
จตโุ ลกบาลทังส่ี นางนอ้ ยนาถเมขลา นางธรณีอีสูรเป็นเค้าอันเป็นเหล่าพระสุธาฝูง
ข้าทังหลาย บ่อาจจักนับคณนาลําดับต่อกันมายังโทษ อันเป็นเค้าตราบต่อเท่า
บัดน้ีก็ดี โทษอันจากการวจีมโนทวารวิถีจิตใจ หลอนว่าได้หลงใหลพลาด บ่ฉลาด
อาจว่าแม่นครองธรรม คิดว่าบ่มีกรรมแลโทษ หลอนว่าได้ปาดโพดและได้กล่าว
วาจาได้ครหาติเตียน พระพุทธรูปเจ้าว่าบ่งาม องค์ฮามน้ันยังสูงสักสะหน่อย องค์
น้อยนัน้ ยังตํ่าพอประมาณ องคก์ ลางนั้นหนาบางบ่อนอ้ ยโชติ องคใ์ หญน่ ัน้ หนาโพด
73
53
บเ่ สมอกนั หลอนวา่ ไดต้ ิพระจอมธรรมว่ามีสีอันเศร้า ขอแก่พระเจ้าจงโพด อย่าให้
เปน็ โทษาโทษตอ้ ง เปน็ บาปข้องอยู่ในวัฏฏะสงสาร
ประการหน่ึงฝูงข้าทังหลายได้ตกแต่งยังทาน มีเคร่ืองหวานและเคร่ืองส้ม
มเี ครอ่ื งตม้ แลเครือ่ งแกง กลอนวา่ มดี ําแดงตกใส่ เป็นฝุ่นไง่ปิวไป เป็นครองสุดวิสัย
ฮู้เม่ือ คิดว่าเชื่อใจแล้วแลนํามา ถวายบูชาเคนแจก แก่พระแก้วเจ้าทังสาม
ในอาฮามข่วงเขต ถวายแกเ้ จา้ กคู นวเิ ศษก็หากเป็นบรบวรณ์
บัดน้ี ฝูงข้าทังหลายทังตายายและเด็กน้อย ยินละห้อยแล่นนํามา นําลุงตา
แลพ่อแม่ เขายูแต่แล่นเล่นแลยินดี บางพ่องตีหิงคีแลสับข่าง บางพ่องย่างไปมา
ตามประสาเด็กน้อย พางพ่องไห่อ่ินอ้อยอยากกินนม บางพ่องได้เหยียบตมเข้ามา
ในข่วงเขต บางพ่องปิดพวงเพศผลาบางพ่องปิดพิมพามี้ม่วง บางพ่องแล่นเต้นข่วง
หยอกไยกัน โรทันตาฮ้องให้ได้ไม้ค้อนแล้วไล่ตีกัน เป็นอันนันพ้นที่บ่เงียบงี่เมื่อ
ธรรม เป็นครองบ่ยําแลประมาท หลอนว่าได้มาน่ังสาดและฮ่วมหนัง ได้ต่าวหลัง
แลต่าวขาง หลอนว่าได้ปล่อยข้างม้าแลงัวควายเข้ามาในข่วงเขต ขอแก่เจ้ากูคน
วิเศษจงได้อนุญาโต อย่าได้เป็นโทโสโทษต้อง เป็นบาปข้องไป สุดวิสัยเม่ือจัก
มรณาต คนั วา่ คละคลาดแล้วขอให้เมือเมอื งแก้วชอ่ื ว่านรี พาน
ประการหน่ึง ฝูงข้าทังหลายทังหญิงชายและพ่อแม่ ทังเฒ่าแก่และลุงตา
พร้อมกันมาในข่วงเขต เหตุอยากครองเมืองฟ้าแลนีรพาน หลอนว่าอยู่เหิงนาน
เหนื่อยได้เหยียดเมื่อยแข้งขา เท่ียวไปมาแลกล่าวเว้าเมื่อพระสงฆ์เจ้ายังเทศนา
ธรรม บ่จํานําเอาหูตอ่ บางคึดฮอดบ้านแลเฮือน ใจบิดเบือนค่ัวหนีเมือบ้านข้ีคราน
บ่คืนมา เมือนอนดอมภริยาและลูกเต้า หลอนว่าได้กินข้าวแลสุรา มัวเมาตาคิดว่า
แม่นของช่ืน ตักยื่นแจกยายกัน เมื่อวันมื้อเช้า ลางเทื่ออายกล่ินเท้าพระสงฆ์เจ้า
องค์พระธรรม จงนําเอามายังโทษฝูงข้าทังหลาย มาต้ังไว้ช่องแล้ว จงให้เป็น
อโหสกิ รรมนําเสยี เซิง่ โทษอยา่ ได้เปน็ สจั นิวารณะมคั คะนิวารณธรรม กรรมอันห้าม
ครองเมืองฟ้าแลนีรพาน ก็ข้าเทอญ จัตตาโรธัมมา อันว่าธรรม ๔ ประการ คือ
74
54
อายุ วรรณ สุขะ พละ จงปวัตตนาถาวรในขันธสันดาน แห่งฝูงข้าท้ังหลายทุกตน
ทุกคนกข็ า้ เทอญ นพิ พานะป๎จจโย โหตุ
คําขอขมาโทษอย่างย่อ ถ้าไม่ต้องการว่าพิสดารก็ว่าโดยย่อว่า โย โทโส
โมหจติ เตน พุทธงั สมิง (ธัสมสั มงิ สงั ฆสั มิง) ปกโต มยา ขมถ เม สัพพัง โทสัง สัพพ
ปาปง๎ วินัสสตุ ว่าดงั น้ี ๓ จบ กม็ คี วามหมายกว้างเหมอื นกัน
พอวา่ คาํ ขอขมาโทษจบแลว้ นําเครื่องสกั การะไปถวายพระสงฆ์ แล้วท่านจะ
ให้พรเป็นเสร็จพิธี ต่อแต่น้ันพระสงฆ์จะสวดชยันโต พระเถระนําประพรมนํ้าพระ
พุทธมนต์ เสร็จแลว้ ญาติโยมจะแบ่งเอาด้ายสาญสิญจน์และนํ้ามนต์ไปรดลูกหลาน
บ้านเรือน เพอ่ื ให้อยสู่ วัสดตี ลอดกาล
หมายเหตุ เก่ียวกับบุญพระเวสนี้ มีข้อท่ีน่าสังเกตอยู่หลายอย่างคือผู้เทศน์
ผูฟ้ ง๎ และผู้แห่กัณฑ์ ผู้เทศน์กอ่ นจะมาเทศนใ์ หซ้ กั ซ้อมหนังสือ หัดทํานองให้ถูกต้อง
หนังสือเทศน์ให้หาคัมภีร์ใส่ แบกใส่บ่าขวาเดินออกหน้าก่อนจะขึ้นธรรมมาสน์ให้
กราบพระประธาน และพระเถระก่อนถือคัมภีร์ด้วยมือขวายกข้ึนสูงเพียงราวนม
น่ังพับเพียบหรือขัดสมาธิบนธรรมมาสน์ตั้งตัวให้ตรง อย่านั่งกระโหย่งเอามือค้ํา
คาง ผู้ฟ๎งเทศน์ก็ให้ตั้งใจฟ๎งอย่าได้คุยกันให้ฟ๎งความรู้ รู้แล้วให้ประพฤติตาม ผู้แห่
กณั ฑ์เม่ือแหเ่ ขา้ ไปถึงบริเวณวัดแลว้ ให้หยุดตีฆอ้ งกลอง เพยี งแตแ่ ห่เวียนรอบศาลา
โรงธรรม แล้วเอากัณฑ์เทศน์ไปตั้งไว้คอยถวายพระภิกษุผู้เทศน์ การแห่อย่าง
อกึ ทกึ ครึกโครมเหมือนกับเล่นลิเกรําวง ถึงแม้จะเป็นการสนุกเพลิดเพลินก็จะเป็น
บาปกรรม เป็นท่ีดูหม่ินเหยียดหยามของคนผู้รู้หลักนักปราชญ์ หรือคนต่างชาติ
ตา่ งศาสนา จึงต้องระมัดระวังเรื่องน้ีใหจ้ งหนกั
75
55
บญุ สรงน้ํา
การรดนํ้าพระพุทธรูป พระสงฆ์และผู้หลักผู้ใหญ่เรียก สรงน้ํา การทําบุญมี
ให้ทานเป็นต้น เก่ียวแก้การสรงนํ้าเรียกบุญสรงน้ําอีกอย่างหนึ่งเรียก ตรุษ
สงกรานต์ ตรุษ คือสิ้น สงกรานต์ คือ การเคล่ือนย้าย ได้แก่ วันที่พระอาทิตย์
เคล่อื นย้ายจากฤดูหนาว กา้ วขน้ึ ไปสฤู่ ดรู อ้ น ในระยะนเี้ รียกตรุษสงกรานต์กําหนด
เอาวันขน้ึ ๑๕ คํา่ เดือนห้า เพราะมีกําหนดทาํ ในเดือนหา้ จึงมีชอื่ เรยี กวา่ บุญสรง
นํา้ หรอื บญุ เดือนหา้
ฝกึ ๘ อยา่ งจะได้ไม่ทกุ ข์
๑. ฝกึ มองตวั เองให้เลก็ เขา้ ไว้ หมายความวา่ จงเปน็ คนตัวเล็ก อย่าเป็นคน
ตัวใหญ่ จงเปน็ คนธรรมดา อยา่ เปน็ คนสําคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้
ความสําคัญกับตวั เองมากไป
๒. ฝกึ ใหต้ วั เองเปน็ นกั ไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างน้ัน
เป็นภาระ ไม่มีอะไรท่ีเราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็น
ภาระทงั้ หมดไม่มากก็น้อย
๓. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์
แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นท่ีมองว่า ความ
สมบรู ณแ์ บบมจี ริง
๔. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนน่ิงๆ หรือไม่ก็พูดในส่ิงที่ดีๆ หมายความว่า
ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งน้ันจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่
ตอ้ งพดู เพราะการพดู หรอื วิจารณใ์ นทางเสยี หายนนั้ มีแตท่ ําให้จิตใจตนเองตกตํ่า
และขนุ่ มัว
76
56
๕. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลา
มีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เด๋ียว
ความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดข้ึน ก็ให้รู้ทันว่า เร่ืองราวเหล่าน้ี
มันไมไ่ ด้อย่กู ับเราจนวันตาย
๖. ฝกึ ให้ตัวเองเข้าใจเรื่อง ของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้อง
รู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังน้ัน เม่ือถูกนินทาขอให้รู้ว่า “เรามาถูกทาง
แลว้ ” แปลว่า เรายังมตี ัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคํานินทาก็คือ
คนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่
นับประสาอะไรกับคนอ่ืน ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมา
คดิ วา่ เราจะไม่ถกู นินทา
๗. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจาก ความเป็นข้ีข้าของเงิน หมายความว่า เราต้อง
หัดพอใจกับส่ิงที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไร
อยู่ ก็หัดพอใจกบั มนั เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การท่ีคนเราจะเลิกเป็นข้ี
ข้าเงินได้ ต้องเร่ิมจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก
เม่ือไมต่ อ้ งหาเงินมาก ชีวิตก็มโี อกาสทาํ อะไรท่ีมากกวา่ การหาเงิน
๘. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ
หน่ึงยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเร่ืองจําเป็น ใครก็ตามท่ีบ้าความถูกต้อง บ้าเหตุ
บ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็น
คนท่ีถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อ
ความถกู ต้องที่ตนเองยึดม่ันถือมั่น
77
พธิ เี ถราภิเษกหรือฮดสรง
พธิ ีเถราภิเษกหรือฮดสรง เปนงานประเพณีโบราณของชาวอสี านที่กระทําสบื ทอด
กันมาหลายช่ัวอายุคนเปนพิธีท่ี ชาวพุทธอีสานประกอบขึ้นเพ่ือประโยชนอยางนอย ๒
ประการ คือเพื่อเปนการถวายช้ันยศหรือสมณศักด์ิแดพระมหาเถระ พระสงฆสามเณร
ผูทรงคุณและปฏิบตั ดิ ีปฏบิ ตั ิชอบ อกี นัยหนง่ึ กลาวกันวานอกจากจะเปน ศริ มิ งคลแกผเู ขา
รวมพธิ ดี งั กลาวแลว เช่อื กนั วา ผเู ขารว มน้นั จะประสบแตค วามสุขสวัสดี เจรญิ ดว ยจตุรพธิ
พรคอื อายุ วรรณะ สขุ และกาํ ลงั สตปิ ญ ญา พรอ มลาภยศ เพราะถอื วา เปน ผไู ดร ว มฮดสรง
พระมหาเถระผมู คี วามรทู างธรรม และจะไดร บั สว นแหง บญุ วาสนาบารมขี องทา นเหลา นน้ั
ดงั นั้น ในสมัยโบราณหากมีพิธีเถราภิเษกฮดสรง ณ ท่ใี ดแลว ผคู นจะหล่งั ไหลเขา
รว มพธิ ีเปนจํานวนมาก การพธิ ีดังกลาวเกยี่ วขอ งกับชน้ั ยศของพระสงฆอ ยา งไรนัน้ ลาํ ดบั
ชน้ั สมณศกั ดขิ์ องพระสงฆอ สี านในครงั้ โบราณ นยิ มถอื ตามแบบอยา งมาจากกรงุ ศรสี ตั ตนา
คนหตุ และเมอื งหลวงพระบางในอดีต ซ่งึ แบงเปน ลําดับชั้นได ดงั นี้
๑. ชน้ั สาํ เร็จ (แบง แหง เรียก สมเดจ็ )
๒. ชนั้ ชา (ปรชี า)
๓. ชน้ั คู (ครู)
๔. ชน้ั ราชคู (สําหรับครูบาอาจารยสอนลกู เจานาย)
๕. ชน้ั เจาหัวคูฝาย
๖. ชน้ั เจา หวั คคู าน
๗. ชั้นเจาหัวคหู ลกั คาํ
๘. ชน้ั เจา หัวคูลกู แกว
๙. ชั้นเจา หัวคูยอดแกว
๑๐. ช้นั ราชคหู ลวง
สมณศักดิต์ ามขอ ๑ ถงึ ขอ ๔ เปนสมณศักด์ิฝายปรยิ ัติ สว นขอ ๕ ถงึ ขอ ๑๐ เปน
สมณศกั ดฝิ์ า ยบรหิ าร การเลอ่ื นสมณศกั ด์ิฝายปรยิ ตั ิ พระภิกษุสามเณรจะไดรบั สมณศักดิ์
ชั้นใด จะตอ งไดรับการศกึ ษาเปน บนั ไดไตข้ึนเปนชน้ั ๆ ตามหลกั สตู ร การแบงหลักสูตร
การศกึ ษาในสมยั โบราณมี ๓ ชั้น หลักสตู รชน้ั หนึง่ ๆ เรียกวา "บัน้ " ซง่ึ มีดังนี้
78
บั้นตน
๑. สตู รมนตนอ ย คือ ตงั้ มุงคุลนอ ย (มงคลนอ ย) ไดแก ๗ ตาํ นาน สตู รมนตห ลวง
คอื ต้ังมงุ คลุ หลวง (มงคลหลวง)ไดแ ก ๑๒ ตาํ นาน ไชยนอย ไชยใหญ จบบรบิ รู ณ
๒. สูตรมนตกลาง คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มหาสมัยสูตร อนัตตลักขณสูตร
อาทิตตปริยายสูตร มาตกิ า แจง พระอภิธรรม ๗ คมั ภรี พระวินยั พระสูตร
๓. สูตรมนตปลาย คือ สัททนตี ิปกรณ (บาลมี ูลกัจจายนสตู ร) อภธิ ัมมตั ถสงั คหบาลี
ปาฏโิ มกขบาลี
บ้นั กลาง
๑. เรียนมูลกัจจายนสูตร เร่ิมต้ังแตสามัญญาภิธานและสนธิ นาม อาขยาต
กติ ก สมาส เปนตน ไป ดุจเรียนบาลีไวยากรณใ นสมัยนี้ แตพ สิ ดารมากและตองเรยี นจาก
พระคัมภีรใ บลานอกั ษรขอม อักษรธรรมอสี าน ธรรมลานนา และไทยนอย
๒. แปลคมั ภรี บ าลอี ฏั ฐกถาทง้ั ๕ คือ พระวนิ ยั อัฏฐกถา อัฏฐากถาปาจิตตยี อฏั ฐ
กถาจลุ ลวรรค อฏั ฐกถามหาวรรค อฏั ฐกถาปริวารวรรค
๓. อัฏฐกถาธรรมบทบาลี ๘ ภาค ประกอบดวยปฐมภาโค ภาค ๑ ทุติยภาโค
ภาค ๒ ตตยิ ภาโค ภาค ๓ จตุตถภาโค ภาค๔ ปญจมภาโค ภาค ๕ ฉฏั ฐภาโค ภาค ๖ สัต
ตมภาโค ภาค๗ และ อัฏฐมภาโค ภาค ๘
บ้นั ปลาย
๑. คมั ภรี ท สชาติบาลี พระบาลแี สดงถึงเรอ่ื งทศชาตขิ องพระพุทธเจา
๒. มังคลัตทีปนบี าลี พระบาลแี สดงถึงเรือ่ งมงคล ๓๘ ประการ
๓. อัฏฐกถาวิสุทธิมรรคบาลี พระบาลีแสดงถึงเร่ืองหนทางแหงการปฏิบัติเพ่ือถึง
ความบริสทุ ธิ์
๔. อัฏฐกถาอภธิ รรมสงั คหะบาลี พระบาลีแสดงถึงพระอภิธรรมขนั้ สูง
ทีก่ ลาวมายังมีอีกอกี หลายพระคมั ภีรท ีผ่ ูศกึ ษาตอ งเรียนรู และการเรยี นในสมัยนน้ั
อาศัยการทองจําเปนหลัก โดยพระอาจารยผูสอนจะใหทองจําแบบปากตอปาก หนังสือ
ตําราไมม ีตองเรียนและอา นจากพระคมั ภรี ใบลานทีจ่ ารบทเรยี นตางๆ สืบทอดกันมา และ
อกั ษรที่ใชจ ารไมใชภ าษาไทยแตใชอกั ษรธรรม
ผคู นสมยั โบราณเคารพบชู าพระรตั นตรยั อยา งถงึ ทส่ี ดุ เมอ่ื จารกึ เรอื่ งราวในพระพทุ ธ
ศาสนาดวยอักษรชนิดใด จะเรียกตัวอักษรท่ีใชจารขออรรถขอธรรมน้ันวา อักษรธรรม
79
ประกอบดว ยธรรมอีสาน ใชแ พรหลายในภาคอสี าน อักษรธรรมลา นนา ใชในภาคเหนอื
อกั ษรขอมใชใ นภาคกลาง และอกั ษรไทยนอ ยใชใ นประเทศลาวเมอื่ ครง้ั โบราณ เปน ตน เมอ่ื
จารเปน หนงั สอื ใบลานแลว จะตองเคารพบูชาเสมือนเปน สง่ิ ศกั ด์ิสทิ ธ์ิ หา มเหย่ยี บยํา่ หรือ
ประมาทพระคมั ภรี เวลาถอื กย็ กขน้ึ สงู หรอื พาดไวบ นบา ของผถู อื เมอ่ื พระภกิ ษสุ ามเณรรปู
ใดมคี วามวริ ยิ ะอตุ สาหะเลา เรยี นจนจบบนั้ ใดจากบนั้ ตน มาบน้ั ปลาย กจ็ ะไดร บั การยกยอ ง
ใหเ ปนที่ปรากฏ โดยจะไดรับการถวายสมณศักด์ิซึ่งมลี าํ ดับชนั้ ดงั ตอ ไปน้ี
ลําดับสมณศักดิข์ องสงฆฝ า ยปริยตั ิ
๑. ชนั้ สาํ เรจ็ ผทู จ่ี ะไดฐานันดรศักด์เิ ปน ชนั้ สําเรจ็ จะตองเรียนจบหลักสูตรบ้ันตน
กอ น จะเปน จวั หรือ เจา หัว กไ็ ด ยอมไดร บั การสถาปนาข้นึ เปนชน้ั สําเรจ็ ท้ังนนั้ ทง้ั น้ี
อาจจะเนอ่ื งจาก ทองบน จาํ ไดสําเร็จในสวดมนตท ่ีกาํ หนดไวในหลกั สตู ร เม่อื เปนสําเร็จ
การเรียกเจา หวั เรยี กสบั เปลยี่ นกัน คอื ถา เปนจวั ใชคาํ วา สาํ เร็จนาํ หนา แลว ใสช่ือจวั
รูปนน้ั ๆ ตอ ขางหลัง เชน สําเร็จจัวสา สาํ เรจ็ จัวมา ฯลฯ ถาเปนเจาหวั ใชคาํ วา สาํ เรจ็ ไว
หลัง เชน เจา หัวสําเรจ็ สี เจา หัวสําเรจ็ มี เปน ตน
๒. ช้นั ชา คาํ วา "ชา" คงหมายถงึ ปรชี า นั่นเองแตต ัดคาํ ตน ออกคงไวเ พราะชา
ตวั เดียวซึง่ หมายถงึ ฉลาด รอบรู หรือคงแกเรยี น ตรงกับคําวา ปริญญาหรือเปรียญใน
ปจจุบนั คนอีสานออกเสียงวา ซา ผทู ีจ่ ะไดเล่ือนสมณศักด์ิชนั้ น้ีจะตอ งผา นช้นั สําเร็จมา
กอน แลว พยายามเลา เรยี นจบหลกั สตู รบัน้ กลาง จนมปี รชี าสามารถรอบรแู ตกฉานแตก
ในพระไตรปฏ กควรแกก ารเลอื่ นสมณศกั ดิช์ ั้นน้ี จะเปน จัวหรือเจา หวั กไ็ ด ถาเปน จัวเรยี ก
วา ซาจัว ถาเปน เจา หวั เรยี กวาเจาหวั ซาแลว ใสช่ือจ่วั เจา หวั ตอ ทาย เชน ซาจัวขาว เจา
หัวซาแดง เปน ตน
๓. ชน้ั คู ผูท จี่ ะไดชัน้ น้ี จะตองประกอบดวยคุณสมบัติ ๒ ประการคือ ๑.เร่ืองอายุ
พรรษา จะตอ งพน นวกภมู ิและมัชฌมิ ภมู ิ ต้ังอยใู นเถรภมู ิ เรียกวา มีวัยสมบัตอิ ยา งหน่ึง
และ ๒. เรอ่ื งคณุ วฒุ ิ จะตอ งผา นชนั้ สาํ เรจ็ และชั้นซามาแลว มีอตุ สาหะวริ ิยะ เลา เรยี นจบ
หลกั สตู รบน้ั ปลายและคน ควา ใหก วา งขวางยงิ่ ขนึ้ อยใู นเกณฑท เ่ี รยี กวา พหสู ตู สมควรเปน
ครบู าอาจารยได จวั เรียกวา คูจวั เจา หวั เรียก เจา หัวคู เชน คจู ัวทอง เจา หวั คูเงิน เปน ตน
อน่งี ผูมีสมณศกั ด์ิเปน ช้ันคนู ถ้ี าไดรบั อาราธนาใหเ ปน ครอู าจารยสอนลูกเจานายหรอื พระ
ราชโอรส รว มกับปุโรหติ าจารย กเ็ รยี กวา ราชคูจวั เจาหัวราชคู
สวนการเล่ือนสมณศักด์ิฝายบริหาร ตําแหนงสมณศักด์ิฝายบริหารของ พระสงฆ
อสี านโบราณนน้ั ผจู ะไดต าํ แหนง เหลา นตี้ ามปรกตจิ ะตอ งมคี ณุ สมบตั ติ อ จากฝา ยปรยิ ตั ิ ๓
80
ขน้ั ดงั กลา วแลว กอ น แตอ าจมขี อ ยกเวน สาํ หรบั พระภกิ ษผุ มู คี ณุ ธรรมสงู เปน ทเี่ ชอ่ื ถอื และ
เคารพนบั ถือของพระภิกษุสามเณรและประชาชน ตําแหนง ฝา ยบริหาร มีดังน้ี
๑. คูฝายหรือเจาหัวคูฝาย (ครูฝาย) เปนตําแหนงปกครองหมูสงฆสวนหน่ึง หรือ
ฝา ยหนึง่ และผจู ะรบั ตาํ แหนง น้ปี รกติจะตอ งเปนเจาหวั คมู าแลว ซึ่งมีความรสู ามารถพอท่ี
จะอบรมสง่ั สอน และปกครองคณะสงฆต ลอดประชาชนพลเมอื งใหป ระพฤตปิ ฏบิ ตั ไิ ปตาม
ฮตี คอง (จารีตประเพณ)ี อันดงี าม ตาํ แหนงนี้อาจเทยี บไดกับเจา คณะหมวดหรือเจาคณะ
ตําบลในปจจุบนั
๒. คูดานหรือเจาหัวคูดาน (ครูดาน)เปนตําแหนงปกครองหมูสงฆสวนหน่ีงจะมี
อํานาจท่ีตางกับดูดานอยางไรยังคลุมเคลือไมชัดเจน บางทานกลาววาดูดานเทียบกับเจา
คณะแขวงหรอื เจา คณะอําเภอในปจจุบนั
๓. คหู ลกั คาํ (ครหู ลกั คาํ ) เปน ตาํ แหนง ยศ ซง่ึ ปกครองคณะสงฆใ นเขตกวา ง ประกอบ
กบั ผมู น่ั คงในพระธรรมเปน หลกั ในการประกอบศาสนกจิ เทยี บไดก บั หลกั หลอ ดว ยทองคาํ
บางทีเรียกวา เจาหัวคูหลวง คงจะเนื่องจากไดรับแตงตั้งจากหลวงหรือพระมหากษัตริย
ตําแหนง นีเ้ ทียบไดก ับคณะจงั หวัดเพราะเมืองหนึ่งมไี ดเพียงรูปเดียว
๔. คูลูกแกว (ครูลกู แกว ) การแตงตงั้ ดลู ูกแกว สว นมากคงมีเฉพาะเวียงจันทรและ
หลวงพระบางซงึ่ พระมหากษตั รยิ ท รงสถาปนา คงเหมอื นเปน ทายาทของคยู อดแกว หรอื มิ
ฉะนนั้ กช็ ว ยราชภาระบรหิ ารรองคยู อดแกว ซงึ่ คลอ ยรบั ภาระดา นบรหิ ารฝา ยซา ยของราช
คูหลวง คยู อดแกวนน้ั บรหิ ารฝา ยขวา ทานผูเปนราชคหู ลวงเปน ประมุขสงฆต าํ แหนง พระ
สงั ฆราชนั้นเอง
๕. คยู อดแกว (ครยู อดแกว ) เปน ตาํ แหนง รบั สนองพระบญั ชา ดจุ ตาํ แหนง บญั ชาการ
คณะสงฆแทนองคสมเด็จพระสังฆราช เทากับตําแหนงสังฆนายก ผูจะไดรับตําแหนง
น้ีจะตองมีคุณสมบัติเปนที่เคารพยําเกรงของสังฆมณฑล และประชาชนท่ัวไปทั้งแควน
ตาํ แหนง นคี้ งมีเฉพาะเมืองเวียงจนั ทนเทา นน้ั และตําแหนง น้สี าํ คัญเทากับเปน รองสมเด็จ
พระสงั ฆราช และคงจะเปนตําแหนง ที่พระมหากษัตริยทรงสถาปนาและทรงประกอบพิธี
เถราภิเษกดว ยพระองคเอง
๖. ราชคูหลวง (ราชครูหลวง) คงเปนตําแหนงพระสงั ฆราชสกลมหาสงั ฆปรนิ ายก
ซ่งึ เปนตําแหนง สงู สดุ ทางคณะสงฆแ ละคงมแี ตเฉพาะในเมืองหลวงเทานนั้
เม่ือมีการสถาปนาและเลื่อนสมณศักดิ์แกพระสงฆผูสําเร็จการศึกษา และทรง
คณุ ธรรมชนั้ สงู จนเปน ทเี่ คารพสกั การะตามลาํ ดบั ชน้ั ดงั กลา วมา ทกุ ลาํ ดบั ชนั้ ตอ งผา นการ
81
ถวายนาํ้ สรง การดงั กลาวจึงจะถือวาเสรจ็ สมบูรณ พิธกี ารสรงน้ํานน้ั กค็ ือพิธฮี ดสรง หรอื
พิธเี ถราภเิ ษกนนั่ เอง
พิธีเถราภิเษก หรอื ฮดสรง
พิธีเถราภิเษกหรือฮดสรง ในสมัยโบราณเปนพิธีเล่ือนสมณศักด์ิแกพระสงฆตาม
ประเพณี ซึ่งมีความสําคัญเขมขลังและศักด์ิสิทธ์ิ เพราะบางชั้นสมณศักด์ิจะไดรับการ
เถราภิเษกฮดสรงจากพระมหากษัตริย และพิธีการสรงน้ําน้ียังเปนท่ีนิยมปฏิบัติสําหรับ
ชาวเมืองโดยทวั่ ไปดว ย ชาวบานในหัวเมืองตา ง ๆ อาจจะจดั ทาํ พิธีขน้ึ เองในงานบุญตาม
ประเพณี เชน บุญบ้งั ไฟซ่ึงนยิ มทาํ ในเดอื นหก เปนตน ผูดําเนนิ การอาจะเปน เจา ผคู รอง
เมอื งพรอ มดว ยทา วเพยี หรอื ตาแสง นายบา น สว นพธิ เี ถราภเิ ษกโดยพระมหากษตั รยิ แ ตง
ต้งั โดยพระองคเ องเทา นั้น จะมีพธิ ใี หญโ ตและจดั บรขิ ารเครอ่ื งยศถวายเปนพเิ ศษ สว นพธิ ี
เถราภิเษก หรือฮดสรงทท่ี ําในทองถิน่ ภาคอีสาน มดี งั ตอ ไปน้ี
อปุ กรณก ารฮดสรง
๑. บรขิ ารเครอื่ งยศ ธรรมเนยี มการสถาปนาแตง ตงั้ พระภกิ ษสุ ามเณร ผทู รงคณุ วฒุ ิ
เฉยี บแหลมพระธรรมวินัย และเพยี บพรอมดวยคณุ ความดี ใหไดรบั สมณศกั ด์ิตามข้นั นัน้
นยิ มจัดหาบรขิ ารเคร่อื งยศเพ่อื ถวายบูชาคุณความรู ความอุตสาหะวริ ยิ ะประกอบดวย
๑. เครอื่ งครองของพระภกิ ษสุ ามเณรทฮ่ี ดสรง มอี ฐั บรขิ าร ๘ ไดแ ก ผา จวี ร ๑
ผนื ผา สงั ฆาฏิ ๑ ผืน ผา สบง ๑ ผนื รัดประคด ๑ สาย มีดโกน ๑ เลม กลอ งเข็ม ๑ กลอ ง
ธรรมกรก ๑ อัน และมีดตัดเลบ็ ๑ เลม นอกน้มี ผี า หม สเี หลอื งหรอื สีแดง ๑ ผืน รองเทา
คบี ๑ คู ไมเทา เหล็ก ๑ อนั หมวก (หวอ ม) ทาํ ดวยผาสแี ดงปก ดว ยไหมทอง สาํ หรบั สวม
ทาํ เปนเกศ ๑ ใบ และเม็ง (เตยี ง)
๒. ตาลปตรรปู ใบโพธ์ิ ปกตใิ ชปกดวยเสนไหม
๓. หลาบเงินหรอื หลาบทอง
เหตุทใี่ หช ือ่ วา บรขิ ารเครอ่ื งยศ เพราะจดั หามอบถวายใหใ นขณะท่ีไดรบั สถาปนาแตงตัง้
คอื ไดรับยศแตง ตั้งหลาบเงนิ คําวา หลาบ เปน ศพั ทเกา แกของชาวอสี าน หมายถึง ทรวง
ทรง สัณฐาน ความสวยงาม เชน "คนนี้ไดหลาบไดลายดี หรือมีหลาบหลาย" หมายถึง
เปน คนทมี่ ที รวงทรงเหมาะสม สวยงาม หลาบเงิน คือ หลาบทท่ี ําดวยเงิน ตเี ปน แผน ซ่งึ
มีลกั ษณะ ดังน้ี
๑. หลาบชั้นสําเร็จ กวา ง ๑ น้วิ เปนแผนเงิน หนาประมาณครึง่ เซนติเมตร
82
หรือ ๑ เซนตเิ มตร ยาว วัดจากคางถงึ ลกู ตาหรอื วัดจากหางค้วิ ซายผานหนา ผากจนถงึ หาง
คว้ิ ขวาใชห ลาบเดยี วฮดครั้งเดยี ว
๒. หลาบเงินขั้นชาหรือซา กวาง ๑ นิ้ว เปนแผนเงิน หนาประมาณคร่ึง
เซนติเมตรหรอื ๑ เซนตเิ มตร ยาวจากหซู ายถงึ หูขวา ตาํ แหนงซา ฮดถงึ ๓ ครั้งเรยี กวา
ซา ๑ หลาบ ซา ๒ หลาบและ ๓ หลาบ
๓. หลาบเงนิ ชน้ั คู กวา ง ๑ นวิ้ หนาประมาณครงึ่ เซนตเิ มตรหรอื ๑ เซนตเิ มตร
เปนแผนเงิน ยาววัดจากงอนหรือทายทอย ทางดานซายถึงดานขวา หรือวัดรอบศรีษะ
ตาํ แหนงคู ฮดถงึ ๓ ครัง้ เรยี กวา คู ๑ หลาบ คู ๒ หลาบ คู ๓ หลาบ ขนาดความยาวของ
หลาบเงนิ นน้ั สว นมากจาํ ไดก นั ทว่ั ไปวา เพราะมคี าํ พดู วา "สาํ เรจ็ เพยี งตา ซาเพยี งหู คเู พยี ง
งอน" ฮดคร้ังใดจะไดร ับหลาบเงินทกุ ครัง้ ถึงข้นั สงู สุดจงึ ไดห ลาบเงินถึง ๗ หลาบ หลาบน้ี
ถือวาเปนสมบัติสวนตัวของผูไดรับการฮดสรง ดังนั้น หากสึกจากพระภิกษุสามเณรแลว
นําเอาหลาบติดตวั ไปไดขอ ความจารึกในหลาบ เม่ือตีหลาบแลว นาํ หลาบใสพ าน ทําการ
จารึกเปนอักษรขอม ขอความท่ีจารึกมักไมเหมือนกันท่ัวไป แลวแตความนิยมของแตละ
ทองถิ่น ตัวอยา งขอ ความจารึกในหลาบมดี งั น้ี
"โส อตฺถลทฺโธ สขุ ิโต วิรฬุ โฺ ห พุทธฺ สาสเน อโรโค สขุ ิโต โหหิ สหสพฺเพหิ ญาติภิ
จตตฺ าโร ธมมฺ า วฑฒฺ นฺติ อายุ วณฺโณ สขุ ํ พล"ํ
เคร่ืองประกอบการฮดสรง
๑. ฮางฮด (รางรดนํ้าสรง) ทํารางดว ยไมเปน รปู พญานาค ซึ่งทําเปน ลวดลายลงรกั
ปด ทองอยา งสวยงาม ตรงคอนาคเจาะเปน รกู ลมสาํ หรบั ใหน าํ้ ไหลลงทหี่ อ งฮางฮดเอาเหลก็
กลมๆทาํ เปน ราวสาํ หรบั ตดิ เทยี นบชู า๑ ราว บน หลงั พญานาคบรเิ วณคอจะตงั้ พระพทุ ธรปู
ไว บรเิ วณรอบคอพญานาคจะผกู ดว ยผา ขาวขา งในหอ ดว ยเครอ่ื งทองคาํ เครอ่ื งเงนิ เครอื่ ง
นาก เขย้ี ว งาชา ง พระเครอ่ื งสงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธติ์ า งๆ เพอ่ื ใหน าํ้ ทฮ่ี ดสรงไหลผา นสงิ่ ศกั ดส์ิ ทิ ธแิ์ ละ
รดลงมายังพระภิกษุผูรับได รับถวายการฮดสรงและท่ีสําคัญพระเถระบางรูปเปนผูทรง
พทุ ธวิทยาคมขั้นสูง น้าํ ท่สี รงจะมีชาวบา นน้ําไปพรมทศ่ี รีษะลา งหนา ลา งตาเพอื่ ความเปน
สิริมงคล ตอ ตนเอง
๒. เทียนกง่ึ หรือเทียนงา คอื เทยี นทนี่ ํามาประกอบติดกนั เหมอื นก่ิงไม ๓ คู และ
เทยี นกาบ ๓ คู สาํ หรบั จุดบชู าที่ราวเทยี นในฮางฮดสรง
๓. เทียนเลมบาท ๑ คู เทยี นหนักเลมละ ๑ บาท ๒ เลม สําหรับเปน เทยี นบชู า
๔. เทียนเลมเบ้ยี ๑ คู หนักเลมละ ๒ บาท ใชม ะพรา วออ น ๒ ลูก เจยี นหวั ทา ยให
83
สวยงาม ปกเทียนไวบนหวั มะพรา ว
๕. ขันหมากเบ็ง ๑ คู
๖. เทียนเล็ก ๑ คู พรอมดอกไมส าํ หรับใหผ รู บั การฮดสรงถอื บูชา ขณะฟง ผูเฒา
อา นประกาศ
๗. หนิ กอนโต ๑ กอน สาํ หรับใหผ รู บั การฮดสรงเหยยี บในขณะฮดสรง ใตก อ นหนิ
มใี บคูณใบยอหญาแพรกและใบตองรองไว
๘. โอง สาํ หรบั ใสน าํ้ หอมพรอ มนา้ํ อบนาํ้ หอม (นา้ํ อบนาํ้ หอม ปรกตผิ ไู ปรว มพธิ ตี า ง
จัดทําไปเอง)
๙. บายศรี ๑ คู พรอมเทียนอาดหรือเทียนชัย ปกบายศรขี างละ ๑ เลม นอกนี้มี
อุปกรณอ ืน่ ๆ ตามความจาํ เปน
ขั้นตอนในพิธีฮดสรง
๑. ตง้ั กองฮดสรง นาํ บรขิ ารเครอื่ งยศทก่ี ลา วขา งตน ไดแ ก อฐั บรขิ าร ตาลปต รหลาบ
เงนิ หรือหลาบทองพรอมเครื่องประกอบการฮดสรงบางอยาง ไดแก เทยี นกง่ิ หรือเทียนงา
เทยี นกาบ เทยี นเลม บาท เทยี นเลม เบย้ี ขนั หมากเบง็ และบายศรี เปน ตน นาํ มาจดั บนศาลา
โรงธรรมโดยจัดตง้ั เปน ชหุ รอื กองตกแตงใหสวยงาม เรียกวา กองฮด
๒. แหส มโภชมงุ คลุ ในวนั รวมหรอื วนั โฮม เวลาประมาณบา ย ๓ โมง ปรกตจิ ะมกี าร
แหเ ครอื่ งยศและเครอ่ื งประกอบการฮดสรงทต่ี ง้ั ไวก องฮดมหี มอ นาํ้ อบนา้ํ หอมเขา ขบวนแห
ดวย จัดขบวนยานหามพรอ มดวยฆอง กลอง พณิ พาทย มโหรี การจดั ขบวนมจี ัดยานหาม
เทยี บขา งศาลาโรงธรรม นมิ นตพ ระสงั ฆเถระสวมเถราภเิ ษกมงคล (หมวกหรอื หวอ ม) ใหท ี่
ศรี ษะผรู บั โอสรง มอบตาลปต รใหด ว ยแลว จงึ หามพระสงั ฆเถระออกหนา พรอ มผรู บั การฮด
สรง อมุ ผา ไตรและถอื อปุ กรณด งั กลา วขา งตน แหไ ปในขบวนจะมพี ลุ ตะไลจดุ กไ็ ด แหร อบ
วดั หรอื ศาลาโรงธรรมแลว แตส ะดวก ๓ รอบ เสรจ็ พธิ แี หจ งึ อาราธนาพระภกิ ษสุ ามเณรขนึ้
บนศาลาโรงธรรม พรอมนาํ อุปกรณฮ ดสรงไปประดษิ ฐานตามเดิม จงึ ทําพธิ สี มโภชมุงคลุ
ดังนี้
๑. จุดธูปเทียนบชู าพระรัตนตรยั ต้ังบาตรนา้ํ มนตไหวพ ระรบั ศลี เสร็จแลว
อาราธนาปรติ ตมงคล
๒. พระสงฆส วดปา วสคั เค สวดมงุ คลุ นอ ย มงุ คลุ หลวง ไชยนอ ย ไชยใหญ และนมิ นต
พระภกิ ษุสามเณรผรู บั ฮดสรง นัง่ ฟง เจรญิ พระพทุ ธมนตจ นจบ
๓. กลางคืนจะมมี หรสพสมโภชก็ได แลว แตจ ะเห็นสมควร
84
๔. วนั รงุ ขึน้ ถวายอาหารบณิ ฑบาตเชา และมีฟงเทศนาอานิสงส
การจดั สถานทเี่ ถราภเิ ษกฮดสรง
๑. ตั้งฮางฮด (รางรดนาํ้ สรง) หา งจากศาลาโรงธรรมประมาณ ๑๐ วา เปน อยา ง
นอย ปลูกตนกลวยตนออยสองขางทาง ใชผาขาวคาดเปนเพดานจากโรงธรรมถึงฮางฮด
หนั หวั นาคฮางฮดไปทางทศิ เหนอื หางนาคไปทางทศิ ใต ทาํ หอ งสรงไวท างหวั นาค ปลกู ตน
กลว ยตน ออ ยไวร อบหอ งสรงใหเ หลอื ทางเขา ไว กน้ั หอ งสรงใหม ดิ ชดิ และใหห วั นาคอยตู รง
บนหองสรง หางนาคใหอยูนอกหองสรงปลูกศาลเพียงตาข้ึนที่สองขางฮางฮด สําหรับต้ัง
บายศรีซายขวา นาํ กอนศิลามงคลไปวางไวใตฮางฮด ตรงคอพญานาค โดยมใี บคณู ใบยอ
หญาแพรกและใบตองรองพนื้ เอาผาผืนบาง ๆ หอ พันกลอ งหลาบ รองลงทค่ี อพญานาค
ตดิ เทยี นกงิ่ หรอื เทียนงาและเทยี นกาบตรงราวเหล็กทีฮ่ างฮด
๒. ตง้ั โองนํา้ อบนํ้าหอมไวใกลบริเวณหอ งสรง จัดใบคณู ใบยอไวอ ยางละ ๗ ใบ วาง
ไวต รงรางนา้ํ สรงไหลลง ใชผ าขาวหอ รางน้ําเพ่ือกรอง และใชใบโพธิ์ ๗ ใบ ใสห อ ผา ขาว
หรือจะใสเครอ่ื งรางของขลังดว ยกไ็ ดถอื วาศกั ดิส์ ทิ ธ์นิ ัก
๓. สมมติตาผา ขาวเปน พราหมณ ๔ คน นุง ขาวหม ขาว ถอื ไมกระบองและไมแ บ
ยาวประมาณ ๑ วา ยืนรักษาทศิ ทัง้ ส่ี อยใู นบริเวณหองสรง
พธิ ีสถาปนา เม่ือไดเวลาศุภฤกษมงคลดิถี พระสงฆเถระผเู ปน
ประธานในสงฆจ ัดพธิ สี ถาปนา ดงั น้ี
๑. มอบตาลปต ร ไมเ ทา เหลก็ สวมกระโจมมงคล (หมวกหรอื หวอ ม) จบั ไมเ ทา เหลก็
ตอ ๆ กนั ไป เดนิ จากโรงพธิ สี หู อ งสรง ระหวา งนญี้ าตโิ ยมจะเขา ไปเกาะชายจวี รผรู บั การฮด
สรงคลา ยจูงนาคเขาโบสถก ็ได
๒. ผชู ายพรอ มกนั นอนควาํ่ เรยี งกนั ไปถงึ หอ งสรง เพอื่ ใหพ ระเถระและผรู บั การฮด
สรงเหยยี บบน้ั เอว ถือวา ศกั ดิ์สิทธหิ์ ายเจ็บหลังปวดเอวดีนกั
๓. ถึงหองสรงแลว พระสังฆเถระพรอ มพระพิธีหรอื ผูเฒา จดุ เทยี นกิ่งหรอื เทยี นงา
และเทียนกาบบนฮางฮด แลว พระพิธีกลบั โรงพธิ เี หลือพระสงั ฆเถระในหอ งฮด
๔. พระสงั ฆเถระถอดกระโจมมงคล (หมวกหรือหวอม) ออกเอามือจบั บา ซา ยขวา
หมุนไปขวา ๓ รอบ เปนประทักษิณ จึงนิมนตน่ังบนต่ังพิธี ฝาเทาเหยียบบนหินมงคล
ประนมมอื กระทาํ จิตระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
๕. พุทธศาสนิกชนน่งั ถือไตรจวี รพรอ มตั้งนโม ฯลฯ ๓ จบ กลา วถวายไตรจีวรวา
85
อมิ านิ มยํ ภนฺเต ตจิ วี รานิ สปริวารานิ ภกิ ขฺ ุสีลวนตฺ สสฺ นิยยฺ าเทม สาธุ โน ภนฺเต อมิ า
นิ ติจีวรานิ ภกิ ฺขสุ ีลวนฺโต ปฏิคคฺ ณหฺ าตุ อมหฺ ากํ ฑีฆรตตฺ ํ หติ าย สุขาย ภิกษุสามเณรผู
รบั การฮดสรงรบั สาธพุ รอมกนั ญาติโยมถวายผาไตรจีวร ภกิ ษุสามเณร ผูรับน้ันทาํ กบั ปะ
พนิ ทุ แลวมอบใหโ ยมถอื ไวก อ น
๖. ญาตโิ ยมนาํ วา คาํ ถวายน้าํ หอม ดังน้ี
อิมานิ มยํ ภนเฺ ต คนโฺ ธทกานิ เถราภิเสกตถฺ าย ภกิ ฺขุสีลวนตฺ สสฺ นยิ ยฺ าเทม ทุติยมปฺ
มยํ ภนฺเต ฯลฯ ตติยมฺป ภนเฺ ต ฯลฯ อมหฺ ากํ ฑฆี รตฺตํ สํวตฺตนฺตุ สาธุ สาธุ สาธุ
จงึ นาํ นา้ํ หอมถวายพระสงั ฆเถระ จดั มรู ธาภเิ ษาดว ยนาํ้ หอม นมิ นตพ ระสงฆผ รู ว มพธิ ี
ทกุ รูป สวดไชยน อ ย ไชยใหญ (ทกุ วนั นีส้ วดชยนั โต) ขณะนน้ั ยํา่ ฆอ ง กลอง เสพพิณพาทย
มโหรี จุดพลุ ตะไล และระหวางนน้ั ญาตโิ ยมชายหญิงทั้งหมดทีไ่ ปรวมพิธี หล่ังน้ําหอมฮด
สรงลงทฮ่ี างฮดนาํ้ หอมกจ็ ะไหลลงถกู พระภกิ ษสุ ามเณรทน่ี งั่ อยตู รงรฮู างฮดนน้ั เสรจ็ แลว ผู
รับฮดสรงยนื ขึน้ ทายกนําไตรจวี รใหครอง ครองเสร็จใหย ืนเรยี งแถวประนมมอื ต้ัง นโม ๓
จบ แลววา คาถา "สหี นาทํ นทนฺเต เต ปรสิ าสุ วิสารทา" จบ กํากาํ ปน ตฆี อ งชัย "โมง " ทุก
คนในที่นนั้ สง เสยี งวา สําเร็จ, ซา, คู ใหวาดงั ๆ ผูรับฮดสรงวา สหี นาทํ ฯ ไปอกี ผอู ยูนน้ั สง
เสยี งเชนเดิมอกี ถึง ๓ ครั้ง แลวใหร ปู ตอไปวา อยา งเดยี วกนั คอื รปู ใดไดฮ ดสรงเปน สําเร็จ
กใ็ หพ รอมกันวา สําเรจ็ ๓ ครั้ง ถา รูปใดไดฮ ดเปน ซา ก็ วา ซา พรอ มกัน ๓ คร้งั รูปใดทไี่ ด
ฮดเปน คูก็ใหวา คู พรอ มกนั ๓ ครงั้ ทําเชน เดยี วกนั
๗. พระสงั ฆเถระมอบตาลปต ร ไมเ ทา เหลก็ จงู ทกุ รปู ทไี่ ดร บั การฮดสรงขนึ้ บนศาลา
โรงธรรมโดยญาติโยมผูชายนอนคว่ํา อีกใหไตเหมือนกับตอนท่ีจะไปรับการฮดสรง พระ
ภกิ ษุสามเณรผรู บั การฮดสรงขึ้นไปนัง่ บนอาสนะ ณ ศาลาโรงธรรม
๘. ญาตโิ ยมพรอ มกนั ขนึ้ บนศาลาโรงธรรม จดุ ธปู เทยี นไหวพ ระรบั ศลี โดยพระภกิ ษุ
สามเณรไดรบั ฮดสรงนน้ั พรอ มกนั ตงั้ ตาลปตรใหศ ลี พรอ มกนั
๙. ผเู ฒา จดุ เทยี นเลก็ คหู นง่ี พรอ มดอกไมถ วายผไู ดร บั การฮดสรงถอื ไวป ระธานฝา ย
ฆราวาสอา นประกาศในใบลาน อา นประกาศของรปู ใดจบ ใหต ฆี อ ง ๓ ครง้ั เสรจ็ แลว มอบ
ถวายกลอ งหลาบ พระสงฆสวดชยนั โตไปจนเสร็จพิธมี อบถวายกลอ งหลาบ
ต้ังขนั บายศรี เม่ือมอบถวายหลาบยศแลว พราหมณ ๔ คน ซึง่ นุงขาวหมขาว ยนื
รักษาพิธีเถราภิเษกฮดสรงน้ัน เอาบายศรีมาต้ังลงขางซายขวาผูรับการฮดสรง หรือถามี
หลายรปู กน็ มิ นตใ หผ รู บั การฮดสรงนงั่ ลอ มขนั บายศรี ผเู ฒา จดั การจดุ เทยี นอาดหรอื เทยี น
ชยั ทป่ี ก อยบู นบายศรซี า ยขวา ผรู บั หนา ทเี่ ปน พราหมณท าํ พธิ เี บกิ บายศรี มงคล ปาวเทวดา
ดงั น้ี
86
“ อายันตุ โภนโต ดูราเทพดาเจาถว นทกุ หมู ที่สถิตอยูใ นทอ งจกั รวาล เนาในสถาน
ทกุ เพศ นา นนาํ้ เขตไพรพนอม ทวั่ ทงั้ จอมดอยดอนดงหว ยหาด ทวั่ ทง้ั อากาศเวหน ภายคว ง
บนฝงู มวลแมนทกุ สาํ่ ถว นหนา สาํ่ อนิ ทรพ รหมทงั้ พระยมตนองอาจทง้ั ทา วราชจตโุ ลกบาล
ผูบริบาลทวยโลก ใหหายโศกอยูสวัสดี ท้ังนางธรณี อิสูรครุฑนาค ทุกภาคนํ้านางนอย
เมขลา ท้ังมเหศกั ดามวลหมู ขอเชิญมาสูเขตตง้ั พิธีอันฝงู ขา ดาดตี กแตงไว ขอเชญิ เทพไท
สรวงสวรรค จงเสด็จเฮว็ พลนั หอ นใหช า ฮ่ิบอว ยหนาเสด็จดว นลงมา เทย่ี วเทอญ ”
สูตรขวญั บายศรี ตั้งนโม ๓ จบ แลววา คําสตู รขวญั บายศรี ดงั น้ี
“ ศรี ศรี สทิ ธพิ ระพร บวรดเิ รก อเนกเตโช ชัยมงคลมหาสริ มิ ังคเลส ศาตเพทพรอม
อาคม ขนุ บรมปนุ แปงไว ใหล กู แกว ออกกนิ เมอื ง ฤทธเิ ฮอื งทะรงแทน มอ่ื นแ้ี มน มอื้ มหาคณุ
ขุนแคนดาแตง แลว ใหลกู แกว กิง่ ลงมา เปน ราชาครองสืบสราง เมืองมง่ิ กวา งนาคอง วนั น้ี
ปองเปนโชคไตรโลกยอมลือชา ทะรงอิทธานุภาพยิ่งเจาจอมมงิ่ เมอื งแมน ทะรงแทนแถน
ถัดลํ้า ม้ือนซ้ี า้ํ คณุ คง พระยาจัดทะรงทศราช พรหมนาถเลา แถมพรพระอิศวรหลอนแถม
โชค พระนารายณโยคสิทธิชยั ทา วสหัสนยั ป ระสาทฝนหาแกว ใจผอ งแผว บริสุทธ์ิ อตุ ตมะ
โชค อุตตมะโยค อุตตมะดถี ี อัตตมะนาที อตุ ตมะศรพี ลิ าส อนิ ทะพาดพรอมไตรยางค ท่วั
นาวางคคาดคู พรอมกนั อยูส อนลอน อาทติ ยจ รจนั ทะฤกษ องั คารถอื มหาชัย พุธพฤหสั
ไปเปน โชค ศกุ รเสารโ ยคเดชมงคล อันเปน ผลหลายประโยค อุตตมะโชคแทด ีหลี มเหสกั ขี
หลงิ หลาํ่ โลก ใหห ายทกุ โศกนานา พระอภยั ราชาขนึ้ ทะรงแทน หายโพยแมน วนั ดกี ณั หาชา
ลีเมืองฮอดเมืองบู สถิตอยูเย็นใจ ทายพญาศรสี ญไชยภ วู นา นิมนตร าชปุตตา ใหเ ปนพระ
ราชาคนื ดงั เกา เปน เลา สองทกี เ็ ปน มอื้ นว้ี นั น้ี วนั นเี้ ปน ดถิ ที งั้ หา เจา ฟา เลา แถมคณุ พราหมณ
ปนุ ปองราชพรแกว อาจสบิ ประการวรสารตวั องอาจ ชสี้ รู าชเลง็ โญ วนั น้ี โพธญิ าณตนหนอ
ฟา มเี ดชกลาสวยเมือง พระบุญเฮอื งครองเมืองตมุ ไพรท ศราชไตตามธรรม จํานําสตั วให
พน วันน้ีดลี นื่ ลน เหลือประมาณ หนมุ านใจผองแผว นรี มติ ผาสาทแกว กอแปงเมือง นาค
องเฮอื งทศราช เชียงเครืออาจขนุ เมง็ เงนิ ยวงเซงเนาคับค่งั สะพรั่งพรอ มฝูงหมเู สนาเดาดา
มาเปนบรวิ ารแวดลอม มาอยอู อ มทุกหมูโยธา ทงั้ นาคานาดีครฑุ นาค ทุกภาคพรอ มธรณี
เมขลาศรีสาวถา วเชื้อทา นทาวปรเมศวร บรบวนฤทธกี ลา เอาแผน ผา ข่ีตางยาน กมุ ภณั ฑ
ดาลยมราช จตุโลกอาจองคหลวงท้ังควงบนบุรมเจาฟาเดชะกลากวาส่ิงทั้งหลาย จึงยาย
ยังพระพรและควงจุมใหลงมาคุมฝูงคน ใหหายกังวลและเดือดฮอน โพยพยาธ์ิคอนพาย
หนีไปทั้งภายในและภายนอก แดดดาวขอกคีรี พระฤษสี ิทธิเดช จบเทพพรอมอาคมนยิ ม
ประสทิ ธป์ิ ระสาทพรแกว อาจดวงดี มอ้ื นี้แมมอื้ สวรรค วนั น้แี มน วันชอบ ทงั้ ประกอบดวย
87
ฤกษงามยามดี เปน ศรีสทิ ธิชยั มังคลาดเิ รกอเนกสวัสดี แทดหี ลแี ลนาย บดั น้ี ฝงู ขา นอย ใจ
ชอื่ ชอ ยนิ สะออน ขอโอมอา นอวยพรแก… …………..ผทู รงคณุ คา มากขา นอ ยหากขอวอน คณุ
อนสุ รณส ามสง่ิ คอื รตั นตรยั แกว กงิ่ ดวงดี กบั ทงั้ คณุ ประเสรฐิ ศรที กุ แหง จบแหลง หลา สรวง
สวรรคม าเสกสรรเปนพระพร คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อโรคยะปฏภิ าณะ อธิปติ คุณ
สารสมบัติทกุ เยื่อง ขอใหเดชานุภาพกระเดือ่ งท่วั ธรณี ดงั แสงสรุ ียสวา งโลก หายทุกขโศก
สวัสดี เชยยตุ ภวํ เชยย มงคลํ จงใหเ ปนชยั มงคลอันแวนยิง่ ถวนทกุ สงิ่ สมบูรณ นัน้ เทอญ
(ตฆี อง ๓ ที โหรองเอาชัย)
ข. เฮียกขวัญผูกแขน เม่ือพราหมณกลาวคําสูตรขวัญเสด็จ จะมีพิธีเฮียก (เรียก)
ขวญั ผกู แขนสาํ หรับเฮียกขวัญผูกแขนนน้ั มปี รากฎอยู
พิธีเฮยี กขวัญผูกแขน พระสงฆต ง้ั ตาลปต รสวดชยันโต ๓ จบ พรอมกบั ผูกแขนรวม
ดวยพราหมณแ ละญาติโยม เสดจ็ พิธแี ลว นมิ นตพ ระภกิ ษุสามเณรผไู ดร บั การฮดสรง เขา
นงั่ อาสนะบนอาสนส งฆ ญาตโิ ยมประเคนบรขิ ารเครอ่ื งยศเฉพาะสว นทยี่ งั มไิ ดป ระเคน กอง
ของรปู ใดกป็ ระเคนรปู นนั้ จากนญี้ าตโิ ยมอาจจะถวายปจ จยั ไทยทานแตพ ระภกิ ษสุ ามเณร
ซึ่งมารว มพธิ ีเปน พิเศษอีกกแ็ ลวแตจะเห็นสมควรเมือ่ ประเคนแลว
พระภกิ ษุสามเณรผไู ดร ับเถราภเิ ษกและผรู ว มพิธีตง้ั ตาลปตร อนโุ มทนา ยถาสพพี
จบวา สพพฺ พทุ ฺธานภุ าเวนะ จนจบ ตอภวตุ สพฺพมงคลํ ฯ จบ แลวเปน เสร็จพิธี
88
พธิ ียกเสาแฮกเสาขวญั บานแบบโบราณ
ส่ิงทีต่ อ งเตรียมกอ น
๑. หาฤกษง าม ยามดี จากดีทา นผรู ู
๒. เตรียมที่ ดภู ูมบิ รเิ วณนัน้
๓. นมิ นตพ ระสงฆส ตู รถอดบรเิ วณนั้น
๔. ชวงเชา กอ นพธิ ยี กเสาจะมีการยายนางธรณี
๕. เตรยี มผูรูในพื้นที่ ขอคาํ ปรกึ ษา
๖. น้าํ กอ นไก ๗ บอ
๗. ใบคณู ใบยอ พอประมาณ
๘. หนอกลวย หนอออ ย หา มตดิ ราก ๔ ตน
๙. กวกั ไซ ผาไหม คําผกู เสาแฮกกอ นยกเสา
คาํ ผกู เสาแฮก
๑. ผูกบอ นซกงก คือหางหงษ ผกู นี่บ (บเ อา)
๒. โซงโรงคอื หางนาค ผูกนีบ่ (บเอา)
๓. ซากรากบอนฮอ ยถงุ เงนิ ถุงคาํ เอาหมองน่บี (เอา)
คาํ ผูกเสาขวัญ
๑. ผูกบอ ตน ไมแ กวเปน ภารา ผกู น่บี (บเอา)
๒. ผกู บอนกาดอดออก ผกู นบ่ี (บเอา)
๓. ผกู บอ นเสายาวฮเี กย้ี งปอด ตงั้ แตเ สาเปน ยอดอยปู า กวา งดงเยน็ เคราะหแ ละเขญ็
กบ็ ไดม าใกล บดั น่ีขอยสิผูกเสาขวัญเจา ไวใหยนื หมัน่ หม่ืนป เอาบ (เอา) ไชโย ยกเสาขวัญ
๓ เทยี
89
พระราชพรหมจริยคุณ
เจ้าคณะจงั หวัดรอ้ ยเอ็ด
บนั ทกึ จากคาบอกเลา่
ของพ่อจารยใ์ สย์ อุตรมาตร์
บา้ นเปลือยใหญ่ ตาบลรอบเมอื ง อาเภอเมอื ง จงั หวดั ร้อยเอด็
เมือ่ พ.ศ. 2527
90
คาอธิฐานขา้ วใส่บาตร แบบโบราณอสี าน
พุทธะคุณัง ธัมมะคุณัง สังฆะคุณัง อะหัง ยาจามิ(มะ) ปิณฑะปาตัง ทิพพะภิกขัง
ทิพพะสุขงั ภะวนั ตุ โน
สาธุ พวกผู้ข้าทั้งหลาย ทั้งหญิงชายและใหญ่น้อย บ่มีใจคิดเคียดค้อยขุ่นหมองมัว ยก
ขันข้าวขึ้นเหนือหัวใส่บาตร (ถ้าอุทิศพึงว่า “เพื่ออุทิศถวายเป็นทานแก่ดวงวิญญาณ
....................................”) ขอพระพุทธเจ้า ขอพระธรรมจงแจ้ง เทวดาทุกแห่งแจ้งท่ัวจักรวาล
สาธุ เมด็ ขา้ วนอ้ ยยาวฮี ขาวดีหอมอ่อน ป่อนใส่บาตรพระสงฆ์เจ้า เพ่ือจักได้เป็นทาน เพ่ือเป็น
ขัวสะพานก่ายเมือเมืองฟ้า ขอให้พวกผู้ข้าทั้งหลาย ได้เห็นหน้าพระศรีอริยเมตไตโยโพธิสัตย์เจ้า
จกั ลงมาผายโผด เคราะหอ์ ย่เู น้ือ บาปอยู่ตนโต ขอให้หายเสย้ี งทกุ ตน ทกุ คนก็ข้าเทอญ...ฯ
พอ่ ลอ้ ม ปราสาร
ปราชญช์ าวบา้ น บา้ นหนองหวา้ ตาบลสระคู อาเภอสุวรรณภมู ิ จงั หวัดร้อยเอ็ด
พระครปู ลดั รชั กร สุนฺทรวาที
เลขานกุ ารรองเจ้าคณะอาเภอโพนทราย
ผจู้ ดบันทกึ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕
วธิ ยี กเสาเอก เสาโท กฏุ ิ วิหาร
แบบโบราณอสี าน
วธิ ีการ
ให้หาหนอ่ กลว้ ย หนอ่ อ้อย ใบไมม้ งคล ๙ อย่าง รวมทัง้ สง่ิ ของที่จะยกใสเ่ สา คอื ยา่ ม
ผ้าไตร หนังสือใบลาน หรอื หนังสือไตรปฎิ ก เหล็กจาร
คาแทกโสกเสา ท่ี ๑
- เอาบ่อนคมั ภรี ม์ าให้ไว้ ดีบ่
- เอาบอ่ นอรรถโยชนาฎีกามาห้อยไว้ ดีบ่
- เอาบ่อนพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ มาห้อยไว้ ดบี ่
- เอาบ่อนเปน็ เจ้าใหญเ่ มธา ดบี ่
- เอาบ่อนเปน็ ผู้มีปญั ญาอนั ฉลาด มอี านาจปกครอง ตามธรรมนอง ของพระพุทธบาท ดบี ่
- เอาบ่อนวัดนบี้ ่ขาดพระสงฆ์ ดบี ่
สาธุ ๓ ครงั้
91
คาแทกโสกเสา ท่ี ๒
- วดั น้แี ขกมาโฮม ดบี ่
- วัดนโ้ี ยมมาสู่ ดบี ่
- วัดนล้ี กู ศษิ ยห์ ลายมาฮว่ มเฮ้า ดบี ่
- วดั น้ีลูกเต้ามาอยู่ภิกขาจาร ดีบ่
- วัดนี้ญาตโิ ยมมากนิ มาทานบ่ได้ขาด ดีบ่
- วดั นป้ี ัจฉมิ วาทพระโพธสิ ัตว์ ดบี ่
- วัดนี้เปน็ วดั ของพระเจ้า ดบี ่
สาธุ ๓ ครั้ง
พธิ ีข้นึ บ้านใหม่
เบื้องต้นไปปรึกษาผู้เฒ่าผู้แก่ท่ีมีความชานาญการหาฤกษ์งามยามดีก่อน ข้ันที่สอง เคร่ือง
อุปกรณ์ เช่น ถงุ ย่ามบรรจุสิ่งท่เี ป็นมงคล เช่น พระเคร่ืองเขา นอ งา ของค้าของคูณ ทองคา-
เงิน แข่วหมูตันจันทคาด สาดเส่ือหมอน แอ่งน้า ส่ิว ขวันน้อยตะปู ๓ ดอก ข้าวสารจ้าว-
เหนียว ฟักแฟง ฟักทอง แห มอง อาหาร คาวหวาน ๑ ชุด แห่รอบเฮือน ๓ รอบ แบ่งคน
เป็น ๒ กลุม่
กลุ่มที่ ๑ รอดักอยู่ประตูบ้านไม่เกิน ๓ – ๕ คน เตรียมหิน รองด้วยหางตองกล้วยสด
เม่ือกลุ่มท่ี ๒ แห่ครบท้ัง ๓ รอบแล้ว คณะท่ีอยู่ประตูมีหัวหน้าคนหนึ่ง ทาท่าขึงขังถามว่า เฮ้ย
พากันมาแตใ่ สมากมายเหลอื ลน้ หัวหน้าคณะท่ีนามาใส่หมวกพายถุงย่ามถือไม้เท้าจะตอบว่า โอย
มาแต่ไกลพอสาแหล่ว มาแต่เมืองแกวจ่ังได้ใส่กุบก้อ มาแต่เมืองย่อจ่ังได้ใส่กุบตาแหล่ว มาแต่
เมืองหมั้นคาทองจ่ังได้ภายถุงกับดาบ ว่าสิมาผาบแพ้ข้าเศิกศัตรู หมอคูณดูว่ามื้อนี้เป็นฤกษ์ฟ้า
ปางกอ่ นกพี่ ระเจ้ากอ่ แผ่นดนิ พระยาอนิ ทร์ พระยาพรหม กอ่ แปลงแมน่ ้านางน้อยเมฆขลา นาง
ธรณคี ้าไว้วา่ บอ่ นนม้ี นั ดแี สนพันปีบอ่ มภี ยั มาต้องสาแหล่ว
หวั หน้ากลุม่ ที่ ๑ ถาม มาแต่ไกลไดห้ ยังมาแน่
หัวหน้ากลุ่มที่ ๒ ตอบ เคร่ืองค้าของคูณแข้วหมูตันจันทคาดกะได้มานานี้แหล่ว แหลูก
ทอง มองลูกกั่ว ฆ้อง ๙ กา คา ๙ กลุ่มกะได้มา กกช้ีตาย ปายช้ีเป็นกะได้มาน้ีแหล่ว น้าเต้า
แกว้ ฮดผู้เฒา่ ให้เปน็ สาวกะได้มาน้ีแหล่ว
หวั หน้ากลมุ่ ท่ี ๑ ถาม บ่แม่นข้าลักหนี ชลี ักบวช บ่แมน่ หนเี จา้ หนีนายมาบอ
หัวหนา้ กลุม่ ที่ ๒ ตอบ บ่แม่นหนีเจ้าหนนี ายมาดอก
92
เหลียวไปบนสะมาคือเฮือนช่าง เหลียวเบิ่งสะมาคือเฮือนขุนแท้นอ เหลียวเบ่ิงปั้นลม
สะมาคือสะมาตากคือหางหงส์แท้นอ เหลียวเบ่ิงแขนนางสะมางอนงามคือเพ่ินสิเอาถุงเงินถุงคา
แล่นมาฮ้อยแท้นอ เหลียวเบิ่งกอนสะมาเป็นสุลู สุร้วยคือเพิ่นสิได้ข้อยแล่นมาโฮมแท้นอ เสา
เฮือนเจา้ ชอ่ื วา่ อ้ายก่อ ป้องหลอ่ เจา้ คือคาไหลแทน้ อ ห้องกะไดช้ ่อื ว่าอ้ายแหวนแปนเฮือนเจ้าช่ือ
ว่าสวสั ดคี อื สิค้าสคิ ูณดแี ท้นอ เหลียวเบิ่งขุมตาวันออกสะมาคือขุมตู้พระไตรปิฎกแท้นอ เหลียวเบ่ิง
ขุมตะวันตกคือขุมคาแท้นอ ขุมเหนือคือขุมเงินแท้นอ ขุมใต้คือเล้ียงสัตว์แพ่เต็มคอกเต็มถุน ช้าง
และม้า วัวควาย เป็ด ไก่ ไหลหลั่งเข้าเลิงเรื้อยอยู่บ่เซา เฮียมก็ปูสาดไว้คองถ้าตั้งแต่นานแท้
แหล่ว เจา้ ผ้คู ันไดแก้ว คันไดทองบอ่ นคนเทียวท่อง เฮยี มสิขอยอ่ งเยยี มขน้ึ ไปไดบ้ น่ อ
ตอกเสาเฮือน
- ตอกบาดหน่ึงไดว้ วั แมล่ าย
- ตอกบาดสองไดว้ ัวเขาแกว้
- ตอกบาดสามได้เงินล้านมาเฮือน สนุ ักขตั ตงั
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถ้าเป็นช่วงเช้า ถ้าเป็นช่วงเย็นเลี้ยงดูพี่น้องค้าคูณ ส่วนถุงย่าม
ของค้าของคูณ ๓ คืน ค่อยเอาไปเก็บ เสร็จพิธี ตามความเชื่อของชุมชนน้ันๆปรับเวลาให้
เหมาะสมตามแต่ท่านผู้รู้เห็นสมควร ก่อนทาพิธีจุดธูปเทียนบอกกล่าววิญญาณบรรพระบุรุษเมื่อ
เสร็จพิธีแล้ว มีสาด เส่ือ ปูวางพาข้าวอาหาร เคร่ืองด่ืม หมากพลู บุหรี่ บริเวณข้างบ้านท่ี
พ้ืนดนิ ทิศใดทิศหน่ึงตามความเหมาะสม
93
รายนามเจาภาพอปุ ถัมภห นังสือทร่ี ะลึก ๕๐๐ เลม
และกระเปา ท่รี ะลึก ๕๐๐ ใบ
ถวายมทุ ิตาสกั การะเน่ืองในโอกาสทําบญุ ฉลองอายุวฒั นมงคล
ครบ ๖๗ ป ๒ มนี าคม ๒๕๖๕
พระราชพรหมจริยคุณ (สเุ ทพ สกุ ฺกธมฺโม/มูลสขุ )
เจา คณะจังหวัดรอ ยเอด็ ,
ประธานกรรมการประจําวิทยาลัยสงฆร อยเอ็ด
วันพฤหัสบดที ่ี ๓ มีนาคม พุทธศกั ราช ๒๕๖๕
ณ วัดบานเปลือยใหญ ตาํ บลรอบเมือง อาํ เภอเมอื งรอ ยเอด็ จงั หวัดรอ ยเอ็ด
๑. พระครวู าปจ ันทคณุ , ผศ.ดร. ผูอ ํานวยการวทิ ยาลัยสงฆรอยเอด็
ประธานกรรมการมูลนธิ ิเพอื่ การพฒั นาวทิ ยาลยั สงฆรอ ยเอด็
บรจิ าค ๑๐,๐๐๐ บาท
๒. พระครูอดุ มปญญาสาร เจาคณะตําบลหนองหลวง
เจา อาวาสวัดบา นหนองเรือ
บริจาค ๑๐,๐๐๐ บาท
๓. พระครูสุตวรธรรมกจิ , ผศ.ดร. รองผอู าํ นวยการวิทยาลัยสงฆรอยเอ็ด
รองประธานกรรมการมูลนิธิเพ่ือการพัฒนาวิทยาลยั สงฆรอ ยเอ็ด
บริจาค ๑๐,๐๐๐ บาท
๔. พระครูปลดั สมหมาย อตถฺ สทิ โฺ ธ, ดร. เจา สาํ นกั ปฏิบตั ิธรรมประจาํ จังหวัด
รอ ยเอด็ แหงท่ี ๑๒ วดั ปาจตรุ พกั ตรพมิ าน
ผอู ํานวยการบณั ฑิตศึกษาฯ
บริจาค ๑๐,๐๐๐ บาท
๕. พระครูวนิ ยั ธรวราวฒุ ิ มหาวโร, ดร. เจา อาวาสวัดบา นหนองบ่ัว
เลขานกุ ารมูลนธิ ิเพ่อื การพัฒนาวทิ ยาลัยสงฆรอยเอด็
บรจิ าค ๑๐,๐๐๐ บาท
๖. พระครูสมหุ สุรยิ า สุภทั โท เจาอาวาสวัดศรีมงคล
บรจิ าค ๑๐,๐๐๐ บาท
57
94
อานิสงส์แจกหนงั สอื ธรรมะเปน็ ธรรมทาน ๑๑ ประการ
ธรรมทาน เป็นเคร่ืองเตือนสติให้เราระลึกถึงพระคุณอันย่ิงใหญ่ ของสรรพ
สิ่งทั้งหลาย ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต เป็นหนทางหนึ่ง อย่างเช่นการรู้คุณของพ่อ
แม่ รู้คุณแผ่นดินเกิด คุณธรรมท้ังหลายนี้ ถือว่าเป็นต้นน้าแห่งพระธรรม(ความ
เปน็ จรงิ ) ท่ีสามารถฉุดช่วยผู้คนให้พ้นภยั เวียนได้ทนั เพราะการช้แี นะจะด้วยกุศโล
บายใดๆ ถอื เปน็ เปน็ มหากศุ ลยิ่งกวา่ สรา้ งเจดยี แ์ ก้วเจ็ดชน้ั
ขอให้พระธรรมอันลึกซึ้ง จงสถิตอยู่ทุกดวงจิต คอยติดตามปกป้องคุ้มครอง
ช่วยเตือนสติให้บังเกิดความส้านึกรู้คุณของเหตุและรู้คุณของผล จากเจตนาด้วย
กาย วาจา ใจ อันเป็นผลตอบแทนแก่บุพการีให้สมกับความเป็นมนุษย์ทั้งหลาย
อยา่ งแท้จรงิ
๑. กรรมเวรจากอดีตชาติจะไดล้ บล้าง
๒. หน้ีเวรจะได้คล่คี ลาย พ้นภัยจากทะเลทุกข์
๓. โรคภัยไขเ้ จบ็ จากเจ้ากรรมนายเวรจะพน้ ไป
๔. สามีภรรยาที่แตกแยกจะคืนดีต่อกัน
๕. วิญญาณของเด็กที่แทง้ ในท้องจะไดไ้ ปเกิดใหม่
๖. กจิ การงานจะราบร่นื สมความปรารถนา
๗. บตุ รจะเฉลียวฉลาดและเจรญิ รุง่ เรือง
๘. บารมีคุ้มครองลูกหลานใหอ้ ยูเ่ ย็นเปน็ สุข
๙. พ่อแม่จะมีอายยุ ืน
๑๐. ลกู หลานเกเรจะเปล่ียนแปลงเป็นคนดี
๑๑. วิญญาณทุกขข์ องบรรพบุรุษจะพ้นจากการถกู ทรมานไปสู่สุคติ
การแจกหนังสือเป็นธรรมทาน อานสิ งส์จากการให้ธรรมทาน จะเป็นไปตาม
ความมุ่งม่ันศรัทธาและความบรสิ ุทธใิ์ จ ซ่งึ ผู้ให้จะสัมผัสรับรไู้ ด้เอง.
หนังสอื อางอิง
สวงิ บุญเจมิ . มรดกอสี าน. อบุ ลราชธาน:ี สาํ นักพิมพมรดกอีสาน, ๒๕๓๙.
ปรชี า พิณทอง. ประเพณโี บราณ. อบุ ลราชธาน:ี โรงพมิ พศริ ิธรรมออ ฟเซต็ , ๒๕๓๔.