The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กระบวนการขึ้นรูปแบบกดอัด (Compression Molding) (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ธนากร เยขจร, 2022-08-29 07:16:52

กระบวนการขึ้นรูปแบบกดอัด (Compression Molding) (1)

กระบวนการขึ้นรูปแบบกดอัด (Compression Molding) (1)

Compression

Molding

คำนำ

กระบวนการขึ้นรูปแบบกดอัด (Compression moulding) เป็นวิธีการขึ้นรูป

พลาสติกที่เก่าแก่ ที่สุดวิธีหนึ่ง วิธีนี้เป็นการให้ความดันอัดปิดเปิดแม่พิมพ์ ซึ่งมี

พลาสติกที่ใช้ขึ้นรูปบรรจุอยู่ พร้อมทั้งให้ ความร้อนขณะอัด ให้พลาสติกหลอมและ

ไหลเข้าไปแทนที่ช่องว่างในแม่พิมพ์เพื่อให้เกิดเป็นชิ้นงาน เรา อาจเรียกวิธีนี้ว่า

กระบวนการขึ้นรูปแบบกดอัดร้อน (hot compression moulding) หรือเรียกอย่าง

ง่าย ว่ากระบวนการขึ้นรูปแบบกดอัดก็ได้

สารบัญ หน้า

1. ทฤษฎีเบื้องต้น 3
2. กระบวนการขึ้นรูป 4
3. กระบวนการอัดรีด extrusion 6
8
4. กระบวนการฉี
ดขึ้นรูป (Injection molding) 9

5. กระบวนการขึ้นรูปโด
ยการอัดขึ้นรูป 10
10
(compression molding) 11
6. กระบวนการเป่าขึ้นรูป (Blow Molding)

7. กระบวนการขึ้นรูปแ
บบ Rotational Molding

8. กระบวนการขึ้นรูปแบ
บ Thermoforming

กระบวนการขึ้นรูปแบบกดอัด 3
(Compression Molding)

1. ทฤษฎีเบื้องต้น

กระบวนการขึ้นรูปแบบกดอัด (Compression moulding) เป็นวิธีการขึ้นรูปพลาสติกที่เก่าแก่

ที่สุดวิธีหนึ่ง วิธีนี้เป็นการให้ความดันอัดปิดเปิดแม่พิมพ์ ซึ่งมีพลาสติกที่ใช้ขึ้นรูปบรรจุอยู่ พร้อมทั้งให้

ความร้อนขณะอัด ให้พลาสติกหลอมและไหลเข้าไปแทนที่ช่องว่างในแม่พิมพ์เพื่อให้เกิดเป็นชิ้นงาน เรา

อาจเรียกวิธีนี้ว่ากระบวนการขึ้นรูปแบบกดอัดร้อน (hot compression moulding) หรือเรียกอย่าง

ง่าย ว่ากระบวนการขึ้นรูปแบบกดอัดก็ได้

กรรมวิธีนี้ใช้ได้กับทั้งเทอร์โมพลาสติกและเทอร์โมเซต แต่ในการผลิตเทอร์โมพลาสติกนั้น จะ

ต้องทําให้แม่พิมพ์เย็นลงภายหลังจากเอาชิ้นงานออกแล้ว และจะต้องทําให้แม่พิมพ์ร้อนใหม่ก่อนที่จะ

ขึ้นรูปชิ้นงานต่อไป ซึ่งในทางอุตสาหกรรมจะถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลา สําหรับเทอร์โม

พลาสติกที่ขึ้นรูปโดยวิธีนี้ ที่สําคัญก็คือ แผ่นเสียง (Gramophone record) ที่ทําจากพอลีไวนิลคลอไรด์

โค พอลิเมอร์ หรือ พีวีซีโคพอลิเมอร์ (PVC copolymer) สีดํา เหตุผลที่สําคัญก็มาจากสมบัติเด่นของ

การขึ้น รูปวิธีนี้นั่นคือชิ้นงานที่ได้จะมีการจัดเรียงตัวโมเลกุล (orientation) ต่ำ และเป็นการยากที่จะ

ผลิตดิสค์ที่มี ลักษณะบางและแบนเช่นนี้ด้วยเครื่องฉีดในสมัยก่อนโดยไม่เกิดการโก่งงอเนื่องจาก การ

จัดเรียงตัวโมเลกุล จะนําไปสู่การบิดเบี้ยวของชิ้นงาน (distortion) ไปสู่ลักษณะรูปร่างจานหรือใบพาย

(dished shape หรือ saddle shape)

2. กระบวนการขึ้นรูป 4

2.1 การเตรียมพลาสติกเพื่อการขึ้นรูป

มักเตรียมในรูปของ pellets เพื่อง่ายต่อการขึ้นรูป และ มีการเติมสารเพิ่มประสิทธิภาพ
สารเติมแต่ง (additive)

– ผงสี สารป้องกันยูวี สารช่วยลดไฟฟ้าสถิต

– สารเพิ่มความคงทนต่อยูวีหรือความร้อน
สารเสริมแรง (reinforcements) :เพื่อเพิ่มสมบัติเชิงกล เช่น ใยแก้ว ใยคาร์บอน ผงคาร์บอน
ฟิลเลอร์(fillers) :เพื่อเพิ่มเนื้อสาร ลดต้นทุนการผลิต เช่น ผงไม้ CaCO3

ปริมาณของสารเสริมที่เติม ตั้งแต่ 0.01 – 50% ของพลาสติก

1.การผสม (Mixing)


1) ใช้ผสมของแข็งกับของแข็ง หรือ ของแข็งกับของเหลว
2) ใช้เครื่องผสม (Mixer หรือ Blender)
3) วัสดุที่ผสมกระจายตัวและเข้ากันอย่างทั่วถึง แต่ยังคงอนุภาคของสาร แต่ละชนิดอย่างชัดเจน

พลาสติกหลังการผสม จะถูกนำไปขึ้นรูปโดย
1) Extrusion หรือการฉีดเข้าเบ้า
2) การอัดเข้าเบ้า (compression molding
3) การอัดส่ง (transfer molding)

5

2. การคอมปาวด์(Compoonding)

1) ทำให้อนุภาคของวัสดุชนิดต่างๆ กระจายตัวเป็นเนื้อเดียวกัน
2) อาศัยแรงเฉือนในการบดผสม ในขณะที่พลาสติกอยู่ใรสภาวะหลอม
3) วัสดุที่ผสมแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ
4) ผสมได้ดีกว่าการ mixing
5) Technical terms: intensive mixing, compounding, dispersion, dispersive mixing
6) ในกระบวนการแปรรูปพลาสติก จะใช้การคอมปาวด์เมื่อ

6.1 ต้องการเติม filler, plasticizer หรือ พอลิเมอร์อื่นๆ ในปริมาณสูง
6.2 การผสมแบบ mixing ไม่ดีพอ

6

กระบวนการอัดรีด extrusion



เป็นกระบวนการขึ้นรูปสำหรับเทอร์โมพลาสติก โดยเม็ดพลาสติกจะเข้าสู่เครื่องทาง Hopper จาก

นั้นจะถูกหลอมภายในเครื่องอัดรีด (extruder) โดยอาศัยทั้งความร้อน แรงเฉือน และความดัน

พลาสติกหลอมจะถูกดันออกสู่แม่พิมพ์ (mould) ที่บริเวณปลายเปิด (Die) เพื่อขึ้นรูปตามต้องการ

พลาสติกหลอมที่ออกจากหน้า Die เรียกว่าextrudate ในบางกระบวนการจะมีการให้ความเย็น

(cooling) หลังจากพลาสติกออกจากหน้า Die แล้วเพื่อให้คงรูปตามที่ต้องการ

ส่วนประกอบและหลักการทำงานของเครื่องอัดรีด ได้แก่ 7

บาเรล (barrel) เป็นทรง
กระบอกกลวงที่วางตัวตามแนวนอน

เกลียว (screw) ภายในบาเรลมีสกรู (screw) ซึ่งจะถูกหมุนด้วยมอเตอร์ที่ปรับความเร็วรอบได้ อาจ


เป็นสกรูเดี่ยว (single screw extruder) หรือเกลียวคู่ (twin screw extruder) ครีบกวาดของสกรู


(flight) อาจถูกออกแบบให้มีความสูงลดลงตามแนวยาวของสกรู อยู่ภายในกระบอกที่มีรัศมีลดลง ทำให้


เกิดหน้าที่แตกต่างกัน

ช่วงต้นของสกรูที่มีความสูงของครีบกวาดมากจะทำหน้าที่ลำเลียงวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ภายใน และจะถูก


คลุกเคล้าให้ผสมกันในช่องว่างระหว่างครีบกวาดกับกระบอก เมื่ออาหารลำเลียงมาถึงช่วงที่ระยะครีบ


กวาดสั้นลงจะถูกบีบให้เคลื่อนที่อยู่ในที่ว่างลดลง ความดันเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดแรงเฉือน (shear force)


ระหว่างวัตถุดิบเองและระหว่างวัตถุดิบกับพื้นผิวของกระบอกและสกรู เกิดการนวดให้ผสมรวมเป็นเนื้อ


เดียวกัน และอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นจากแรง และความดันที่เพิ่มมากขึ้น

ได (die)

ใบมีดตัด (face cutter)

กลุ่มกระบวนการอัดรีดขึ้นรูป (Extrusion) ประกอบด้วยกระบวนการต่างๆ ซึ่งแต่ละกระบวนการแตก

ต่างกันที่รูปร่างของวัสดุสุดท้ายที่ต้องการในการนำไปใช้ประโยชน์ดังต่อไปนี้

1.1 Blown Film Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ ถุง
พลาสติก

1.2 Film Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ แผ่นฟิล์มบาง
1.3 Sheet Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ เสื่อน้ำมัน, หนังเทียม

1.4 Pipe/tube Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ ท่อ P
VC, ท่อน้ำ
1.5 Profile Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ รางสายไฟ, ขอบหน้าต่าง
1.6 Tape Yarn /Filament Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ กระสอบพลาสติก*
*Tape Yarn เป็นการผลิตแบบผสม คือ การท าเส้นเทปนั้นเป็นการ Extrusion แต่หลังจากได้เส้นเทป

แล้วต้องนำไปผ่านการทอ, การตัด และการเย็บ จึงจะออกมาเป็นกระสอบพลาสติก

8

กระบวนการฉีดขึ้นรูป (Injection molding)




เป็นวิธีการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์โดยการฉีดพลาสติกที่กำลังหลอมเหลวเข้าสู่แบบพิมพ์ด้วยความดันสูง

เครื่องจักรที่ใช้ในการนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เป็นที่นิยมแพร่หลาย มีส่วนประกอบสำคัญคือ

1. ฮอปเปอร์ (Hopper) อุปกรณ์ส่วนนี้มีลักษณะเป็นกรวยขนาดใหญ่ เป็นส่วนที่ใช้บรรจุเม็ด

พลาสติกและสารเติมแต่งเพื่อป้อนเข้าเครื่องฉีดพลาสติก

2. กระบอกฉีดและสกรู (Injector and screw) เป็นส่วนส าคัญของเครื่องฉีดพลาสติก ทำหน้าที่

หลอมเหลวพลาสติกและสร้างแรงดัน เพื่อฉีดพลาสติกหลอมเหลวเข้าสู่แม่พิมพ์ ประกอบด้วยกระบอก

ตรึงติดอยู่กับที่ ส่วนต้นของกระบอกเป็นที่ติดตั้งฮอปเปอร์ ตรงส่วนกลาง และส่วนปลายของกระบอก

มีเครื่องให้ความร้อนที่สามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ ปลายของกระบอก จะต่อเข้ากับหัวฉีด

ภายในของกระบอกนี้ เป็นสกรูที่มีความยาวสั้นกว่ากระบอกเล็กน้อย มีลักษณะเป็นเกลียวหยาบหมุน

ป้อนส่วนผสมของพลาสติก ให้เคลื่อนที่เข้าสู่กระบอก สามารถเคลื่อนถอยหลังและดันกลับ เพื่อเพิ่ม

แรงดันให้พลาสติกหลอมเหลวไหลเข้าสู่แม่พิมพ์ส่วนของกระบอกฉีด และ สกรูฉีดพลาสติก

9

3. หัวฉีด (nozzle) เป็นส่วนต่อปลายกระบอกฉีดพลาสติก เข้ากับช่องทางไหลของพลาสติกในแม่

พิมพ์ หัวฉีดมีรูขนาดเล็ก เพื่อให้พลาสติกหลอมเหลว ไหลผ่านเข้าสู่ช่องว่างในแม่พิมพ์ ด้วยความ

รวดเร็ว

4. มอเตอร์ขับสกรู (Drived motor) มอเตอร์ขับสกรู อาจเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไฮดรอลิก

สำหรับหมุนสกรูและขับดันสกรู เพื่อฉีดพลาสติกที่ก าลังหลอมเข้าสู่ช่องว่างในแม่พิมพ์

5. แม่พิมพ์ (mold) เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นช่องว่าง ที่มีรูปร่างตามผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิต แม่

พิมพ์ โดยทั่วไปมักออกแบบให้มี 2 ชิ้น เพื่อให้สะดวกต่อการถอดผลิตภัณฑ์ออกจากแม่พิมพ์ นอกจากนี้

ต้องมีช่องทางไหลของพลาสติกหลอมเหลวต่อจากหัวฉีด เข้าสู่ช่องว่างในแม่พิมพ์เรียกว่า สปรู (sprue)

6. ตัวหนีบยึดแม่พิมพ์ (Hydraulic clamp unit) ตัวหนีบยึดแม่พิมพ์ซึ่งมักเรียกกันว่า แคล้ม เป็น

กลไก สำหรับเปิดและปิดฝาแม่พิมพ์ ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฮดรอลิก อุปกรณ์ส่วนนี้ยังรวมทั้งอุปกรณ์

ทำความร้อนเพื่ออุ่นแม่พิมพ์ก่อนฉีดและอุปกรณ์ทำความเย็นเพื่อลดอุณหภูมิแม่พิมพ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์

แข็งตัวก่อนถอดออกจากแม่พิมพ์

7. ชุดควบคุมกลาง (Central control) เป็นชุดควบคุมเครื่องจักรรวมทุกส่วน ได้แก่ อุปกรณ์จ่าย

กระแสไฟฟ้าอุปกรณ์วัดและควบคุมอุณหภูมิ อุปกรณ์ควบคุมความดัน และอุปกรณ์ตั้งเวลา

กระบวนการขึ้นรูปโดยการอัดขึ้นรูป (compression molding)
กระบวนการขึ้นรูปโดยการอัดขึ้นรูป
ที่นิยมใช้กับใช้พลาสติกชนิดเทอร์โมเซตติ้ง เช่น เมลามีน


(melamine)และใช้ในการผลิตชิ้นงานที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก โดยจะนำวัตถุดิบใส่ลงในแม่พิมพ์แล้ว

ทำการปิดแม่พิมพ์โดยใช้ความดันสูงพร้อมกับให้ความร้อนเพื่อให้พลาสติกเกิดการหลอมเหลวและแพร่

ตัวไปตามช่องว่างของแม่พิมพ์ เมื่อพลาสติกแข็งตัวจึงปลดชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์ ซึ่งข้อเสียของ

กระบวนการนี้ คือ ผลิตชิ้นงานได้เป็นจำนวนน้อย และใช้เวลาในการผลิตนาน

กระบวนการเป่าขึ้นรูป (Blow Molding) 10

กระบวนการเป่าที่ใช้ในอุต
สาหกรรม มี 2 วิธี คือ

1. การเอกซ์ทรูดเป่าขึ้นรูป (Extrusion Blow Molding) เป็นเทคนิคที่ทำการเอกซ์ทรูดพลาสติก

หลอมเป็นท่อกลวง (parison) แล้วเป่าด้วยลมให้ท่อเกิดการพองตัวภายในเบ้า ซึ่งนับเป็นวิธีการแบบ

การเป่าโดยตรง (direct metheod) วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากการเป่ามากที่สุด

2. การฉีดเป่าขึ้นรูป (Injection Blow Molding) การฉีดเป่าเป็นวิธีแปรรูปพลาสติกที่ใช้พลาสติกที่ใช้

เทคนิคการฉีดและการเป่าร่วมกัน เป็นวิธีที่ใหม่ที่สุดของเทคโนโลยีการเป่าพลาสติก เครื่องฉีดเป่า

ประกอบด้วยชุดฉีดและหลอมพลาสติก และชุดขึ้นรูป ชุดหลอมพลาสติก เหมือนเทคนิคการฉีด

(injection molding)

กระบวนการขึ้นรูปแบบ Rotational Molding

11

การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยวิธีหมุน เหมาะสำหรับผลิตชิ้นงานภายในกลวงขนาดใหญ่ ซึ่งจะได้ชิ้น

งานที่ไม่มีความเค้น ผิวงานเรียบร้อย ระยะเวลาการผลิตต่ำ และมีความหนาสม่ำเสมอ หลักการท างาน

ของการขึ้นรูปแบบนี้ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอน ดังนี้ดังรูป

1. การใส่วัตถุดิบ (loading) วัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นพลาสติกพวกเทอร์โมพลาสติก อาจจะมี

ลักษณะเป็นของเหลวหรือ เป็นผงก็ได้ นำมาใส่เข้าไปในแม่พิมพ์กลวงหลังจากนั้นปิดฝาประกบแม่พิมพ์

2. การขึ้นรูปหรือการหลอมละลาย (molding หรือ curing) ย้ายแม่พิมพ์เข้าไปยังห้องร้อน เพื่อนำไป

หมุนสองแกนพร้อมทั้งให้ความร้อนเพื่อให้พลาสติกเหลว และไหลเกลี่ยไปตามผิวภายในของแม่พิมพ์จน

ทั่วถึง ด้วยแรงโน้มถ่วง (ไม่ใช่แรงเหวี่ยง)

3. การทำให้เย็น (cooling) ย้ายไปยังห้องเย็นโดยอาจจะใช้อากาศเย็น หรือน้ำเย็นพ่นใส่แม่พิมพ์ แต่

แม่พิมพ์จะต้องยังคงหมุนอยู่ เพื่อลดการหดตัวของชิ้นงานขณะทำการหล่อเย็น

4. การนำเอาชิ้นงานออก (unloading) จากนั้นเมื่อชิ้นงานแข็งตัวและคงรูปแล้ว ก็สามารถเปิดแม่

พิมพ์ออก เพื่อนำชิ้นงานออกได้

กระบวนการขึ้นรูปแบบ Thermoforming




การแปรรูปพลาสติกโดยเทคนิคเทอร์โมฟอร์มมีหลายเทคนิค แต่ทุกเทคนิคมีหลักการพื้นฐาน คือ

การทำให้พลาสติกอ่อนตัวที่อุณหภูมิที่เหมาะสม แล้วทำการดึงแผ่นพลาสติกให้ยืด (stretching) ตาม

ด้วยการขึ้นรูป (forming) โดยการใช้แรงดันลม แรงดันสุญญากาศแรงดึงเชิงกล หรือใช้แรงทั้งสามชนิด

นี้ร่วมกัน แรงดันลมที่ใช้จะอยู่ในช่วง 1 ถึง 800 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว ส่วนแรงดันสุญญากาศ อยู่ในช่วง

20 ถึง 27 นิ้วของปรอท ระดับของแรงดันลมและแรงดันสุญญากาศที่ใช้ ขึ้นอยู่กับชนิดของเทคนิคเทอร์

โมฟอร์ม คุณภาพและรายละเอียดของชิ้นงานที่ผลิต ส่วนแรงดึงเชิงกล มักจะได้จากการดันเบ้าเข้าหา

แผ่นพลาสติก เทคนิคเทอร์โมฟอร์มชนิดต่างๆ ที่ใช้กันโดยทั่วไป สรุปได้ดังนี้

12

1. เทคนิคการขึ้นรูปโดยใช้แรงดันสุญญากาศโดยตรง (Straight Vacuum Forming) เป็นเทคนิคเทอร์

โมฟอร์มที่ง่ายที่สุด ใช้กับการแปรรูปที่ใช้ เบ้าตัวผู้ (male mold) และ เบ้าตัวเมีย (female mold)

และ ตัวจับแบบเฟรมคู่ (double clamping flame) สามารถสรุปขั้นตอนของการขึ้นรูปโดยการใช้แรง

ดันสูญญากาศโดยตรงได้ 4 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 จับยึดแผ่นพลาสติก โดยใช้เฟรมจับ (clamping flame)
ขั้นตอนที่ 2 ให้ความร้อน (heating) และวางตำแหน่ง (positioning) ทำโดยการให้ความร้อน จน

แผ่นพลาสติกอ่อนตัว ซึ่งในเครื่องเทอร์โมฟอร์มบางแบบทำการให้ความร้อนแก่แผ่นพลาสติกซึ่งวางอยู่

ด้านของเบ้า
ขั้นตอนที่ 3 การขึ้นรูป (forming) ทำโดยการใช้แรงดันสุญญากาศ (vacuum) ดึงให้แผ่นพลาสติกที่

อ่อนตัว ยืดตัวประกบเบ้า
ขั้นตอนที่ 4 ถอดชิ้นงานออกจากเบ้า

13

2. เทคนิคการขึ้นรูปโดยใช้แรงดันสุญญากาศ แล้วอัดสวนด้วยแรงลม (Vacuum Snap-Back

Forming)เทคนิคนี้ทำโดยการดึงให้แผ่นพลาสติกที่อ่อนตัวให้ยืดออก ด้วยแรงดันสุญญากาศก่อน โดยให้

ลูกโป่งขยายตัวลงในห้อง (chamber) ซึ่งอาจจะมีลักษณะเป็นครึ่งทรงกลม หรือรูปทรงเหลี่ยม โดยมี

การคำนาณระยะความลึกของการดึงไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อดูดให้แผ่นพลาสติกพองตัวเปลี่ยนเป็นลูกโป่ง

(bubble) ที่มีขนาดและรูปทรงตามที่ต้องการแล้ว เลื่อนเบ้าตัวผู้ลงมาประกบส่วนบนของห้อง การ

ประกบต้องให้สนิท กล่าวคือไม่ให้อากาศไหลเข้าหรือออกจากห้องได้ หลังจากนั้นค่อยๆ หยุดแรงดัน

สุญญากาศ แล้วใช้แรงดันลมอัดสวนทาง ทำให้ลูกโป่งพลิกตัวกลับ ไปประกบเบ้าซึ่งอยู่ด้านบนของห้อง

การเป่าลมสวนทางในลักษณะนี้เรียกว่าการอัดสวนทาง (snap back)

3. เทคนิคการขึ้นรูปโดยใช้เบ้าดันแผ่นพลาสติกก่อนแล้วใช้แรงดันสุญญากาศ (Vacuum Drape

Forming) เนื่องจากกรผลิตชิ้นงานที่มีรูปทรงที่มีความลึก ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการ

ใช้เทคนิคการขึ้นรูปโดยใช้ แรงดันสุญญากาศโดยตรง (straight vacuum forming) เนื่องจากจะต้องมี

การดึงแผ่นพลาสติกให้มี การยืดตัวสูง (deep draw) ก่อนที่จะทำการขึ้นรูป ในปัจจุบันนิยมใช้เทคนิค

ใหม่ โดยใช้เบ้าดันพลาสติกแผ่นให้เกิด การยืดตัวก่อน (pre-stretching) แล้วจึงใช้แรงดันสุญญากาศ

ในการขึ้นรูปขั้นสุดท้าย เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ง่ายกระบวนการแปรรูปเริ่มจากการให้ความร้อนแก่แผ่น

พลาสติก แล้วเคลื่อนเบ้าขึ้นเพื่อเบ้าดันแผ่นพลาสติกให้ยืดตัวออกก่อน หลังจากนั้นจึงใช้แรงดัน

สุญญากาศ เพื่อดูดแผ่นพลาสติกให้ประกบแนบสนิทกับเบ้า แล้วถอดตัวอย่างโดยใช้ลมเป่าสวนทาง

เพื่อให้ชิ้นงานหลุดออกจากเบ้า

คณะผู้จัดทำ

นายพงศ์พาณิชย์ คีรีกุลไพศาล 6412238012
นายห้องภพ เดชคงคา 6412238013
นายธนากร เยขจร 6412238017
นายสหรัฐ เรี่ยมเจริญ 6412238019


Click to View FlipBook Version